﻿1
00:00:32,556 --> 00:00:36,556
เป็นเกี่ยวกับ

2
00:00:36,644 --> 00:00:37,372
แบบจำลองข้อมูล

3
00:00:37,372 --> 00:00:41,372
หรือเวลา

4
00:00:43,284 --> 00:00:45,259
เราเรียกสั้น ๆ ก็คือ

5
00:00:45,259 --> 00:00:46,739
การวาดรูป VR

6
00:00:46,739 --> 00:00:48,225
แล้วก็

7
00:00:48,225 --> 00:00:50,875
ปลาภาษาอังกฤษ

8
00:00:50,875 --> 00:00:54,875
โดย

9
00:00:55,630 --> 00:00:57,466
แผนภาพนะคะ ER

10
00:00:57,466 --> 00:00:57,878
หรือว่า er-model นี้

11
00:00:57,878 --> 00:00:59,611
มันจะเป็น

12
00:00:59,611 --> 00:01:03,611
ล่ามเขาได้ยินเราไหมพลอย

13
00:01:05,205 --> 00:01:06,474
ทำไม

14
00:01:06,474 --> 00:01:07,028
ร้านดูนิ่ง

15
00:01:07,028 --> 00:01:11,028

16
00:01:19,028 --> 00:01:23,028
ตามได้ยินไหมคะ ถ้า

17
00:01:36,875 --> 00:01:38,214
ได้ยิน OK ด้วยค่ะ

18
00:01:38,214 --> 00:01:39,228
ok ok

19
00:01:39,228 --> 00:01:42,127
โอเคค่ะ

20
00:01:42,127 --> 00:01:44,249
ก็การวาด ER นะคะ

21
00:01:44,249 --> 00:01:45,062
หรือเป็นแบบจำลองข้อมูลนะคะ

22
00:01:45,062 --> 00:01:49,062
มันจะเป็นแบบจำลองที่ใช้อธิบายโครงสร้างของฐานข้อมูล

23
00:01:51,775 --> 00:01:52,350
โดยที่เราจะแสดงออกมาเป็นรูปภาพ

24
00:01:52,350 --> 00:01:55,198
นะคะ โดยที่

25
00:01:55,198 --> 00:01:55,491
โครงสร้างสำคัญที่จะ

26
00:01:55,491 --> 00:01:59,491
ใช้ในการวาดรูปของเรานะคะ ก็คือ

27
00:01:59,557 --> 00:02:00,837

28
00:02:00,837 --> 00:02:02,685
Entity หรือว่าตาราง

29
00:02:02,685 --> 00:02:03,111
ความสัมพันธ์

30
00:02:03,111 --> 00:02:07,111
แต่ละเส้นที่เชื่อมโยงในแต่ละตาราง

31
00:02:07,934 --> 00:02:08,237
เราจะต้องโยงกันให้ถูกน

32
00:02:08,237 --> 00:02:12,237
ะคะ อย่างเช่นตารางของอาจารย์กับอาจารย์นักศึกษา

33
00:02:14,995 --> 00:02:16,774
ต้องมีความสัมพันธ์กัน ในฐานะ

34
00:02:16,774 --> 00:02:17,612
การเรียนการสอน

35
00:02:17,612 --> 00:02:19,683
แบบนี้นะคะ

36
00:02:19,683 --> 00:02:21,288
การวาดรูป

37
00:02:21,288 --> 00:02:25,288
เป็นเหมือนรูปที่อาจารย์ยกตัวอย่างให้ดูบนจอนะคะ

38
00:02:28,768 --> 00:02:32,701
การที่เราจะวาดรูปได้

39
00:02:32,701 --> 00:02:34,602
เราต้องรู้ได้ว่าสัญลักษณ์แต่ละอันหมายความว่าอย่างไร

40
00:02:34,602 --> 00:02:36,718
ทำไมเราต้องใช้วงรี

41
00:02:36,718 --> 00:02:38,501
ทำไมเราต้องใช้สี่เหลี่ยมผืนผ้า

42
00:02:38,501 --> 00:02:39,071
ทำไมเราต้องลากเส้นตรง

43
00:02:39,071 --> 00:02:40,296
นะคะ

44
00:02:40,296 --> 00:02:41,958
แต่ละอัน

45
00:02:41,958 --> 00:02:43,561
มีความหมายหมดเลย

46
00:02:43,561 --> 00:02:44,704
แล้ววันนี้ก็จะ

47
00:02:44,704 --> 00:02:47,539
พอบรรยายเสร็จ

48
00:02:47,539 --> 00:02:48,175
จะให้วาดเองด้วย

49
00:02:48,175 --> 00:02:50,855
นะคะ

50
00:02:50,855 --> 00:02:54,855
จุดเด่นของ

51
00:02:59,124 --> 00:03:00,406
แผนภาพ ER นะคะ

52
00:03:00,406 --> 00:03:03,624
มันจะ

53
00:03:03,624 --> 00:03:07,489
ทำให้เราออกแบบฐานข้อมูลได้เร็วขึ้น

54
00:03:07,489 --> 00:03:10,343
มันเหมือเป็นการจัดระเบียบความคิดของผู้ที่ต้องการออกแบบ

55
00:03:10,343 --> 00:03:11,746
คล้ายคล้ายกับ เราสมัยมัธยม

56
00:03:11,746 --> 00:03:12,745
น่าจะเคยวาด Mind Map

57
00:03:12,745 --> 00:03:15,359
นะคะ

58
00:03:15,359 --> 00:03:16,081
การวาด ER ก็เหมือนกันนะคะ

59
00:03:16,081 --> 00:03:20,081
มันจะได้รู้ว่าเราต้องการจะออกแบบอะไร

60
00:03:21,567 --> 00:03:23,670
อะไรควรมีความสัมพันธ์กัน

61
00:03:23,670 --> 00:03:25,201
หรืออะไรที่ขาดหายไปนะคะ

62
00:03:25,201 --> 00:03:26,732
เราจะได้เห็น รวมถึง

63
00:03:26,732 --> 00:03:30,732
ลดความ

64
00:03:40,715 --> 00:03:36,715
ซ้ำซ้อน

65
00:03:27,107 --> 00:03:30,126
ของข้อมูลออกไปด้วย

66
00:03:30,126 --> 00:03:34,126
ในตารางนี้มีข้อมูลนี้อยู่แล้ว

67
00:03:34,562 --> 00:03:36,470
ก็ไม่จำเป็นต้องใส่เพิ่ม

68
00:03:36,470 --> 00:03:37,490
ในตารางอื่นก็ได้นะคะ

69
00:03:37,490 --> 00:03:41,490
หรือว่า

70
00:03:41,932 --> 00:03:43,331
เราว่าเสร็จออกมาทำไมมีตารางที่คล้าย ๆ กัน 2 อัน

71
00:03:43,331 --> 00:03:43,963
มันลบออกได้ไหม

72
00:03:43,963 --> 00:03:45,130
นะคะ

73
00:03:45,130 --> 00:03:47,366
การวาดรูป

74
00:03:47,366 --> 00:03:48,669
เราเห็นภาพได้ง่ายขึ้น

75
00:03:48,669 --> 00:03:52,669
โดยคุณลักษณะของการวาดแผนภาพ er นะค ก็คือแน่นอน

76
00:03:59,628 --> 00:04:00,554
มันแสดงผลออกมาเป็นภาพ

77
00:04:00,554 --> 00:04:02,606
นะคะ

78
00:04:02,606 --> 00:04:04,921
โมเดลข้อมูล หรือ

79
00:04:04,921 --> 00:04:07,899
รูปแบบข้อมูลแบบไหนก็ตาม

80
00:04:07,899 --> 00:04:09,409
นี่ มันจะมีภาษาแล้วก็รูปภาพที่เป็น

81
00:04:09,409 --> 00:04:11,848
กราฟิกโดยเฉพาะนะคะ

82
00:04:11,848 --> 00:04:12,984
อาจจะมีทั้งภาพขนาดใหญ่

83
00:04:12,984 --> 00:04:15,550
ภาพขนาดย่อย

84
00:04:15,550 --> 00:04:16,635
มันจะทำให้เราอ่าน

85
00:04:16,635 --> 00:04:20,635
ข้อมูล

86
00:04:22,380 --> 00:04:23,997
หรือฐานข้อมูลนั้นได้ง่าย เพราะเราใช้วงกลม เราใช้สี่เหลี่ยม เราใช้วงรีนะคะ

87
00:04:23,997 --> 00:04:24,831
เราใช้เส้นตรง

88
00:04:24,831 --> 00:04:25,680
เส้น เส้นโค้ง

89
00:04:25,680 --> 00:04:28,304
เส้นประ ทุกอย่าง

90
00:04:28,304 --> 00:04:32,304
มีความหมายหมดนะคะ

91
00:04:32,804 --> 00:04:34,256
มันก็แสดงให้เห็นถึงความชัดเจนของความหมายของข้อมูลด้วย

92
00:04:34,256 --> 00:04:37,204
โดยที่

93
00:04:37,204 --> 00:04:41,204
ใช้สัญลักษณ์ที่ต่างกันเล็กน้อยนะคะ

94
00:04:41,921 --> 00:04:42,566
ซึ่งตัวรูปแบบของการวาดนี่ มันก็จะมีหลายรูปแบบ

95
00:04:42,566 --> 00:04:46,566
หนังสือแต่ละเล่ม บางเล่มก็ไม่เหมือนกัน บางคนใช้

96
00:04:47,464 --> 00:04:49,057
รูปแบบของคนนี้

97
00:04:49,057 --> 00:04:50,023
หรือหนังสือเล่ม

98
00:04:50,023 --> 00:04:53,077
หนึ่งอาจจะใช

99
00:04:53,077 --> 00:04:53,627
้รูปแบบที่ต่างออกไป ในการวาดรูปแต่เดี๋ยว

100
00:04:53,627 --> 00:04:57,627
ก่อนถึงเวลาวาดรูป

101
00:04:58,642 --> 00:05:02,642
เราต้องตกลงกันก่อนว่าเราจะเลือกใช้รูปแบบไหนนะคะ

102
00:05:04,578 --> 00:05:04,795
ข้อสำคัญ คือ แผนภาพที่ได้มานี่ มันควรที่จะอ่านง่าย ๆ

103
00:05:04,795 --> 00:05:07,637
ไม่ซ้ำซ้อน

104
00:05:07,637 --> 00:05:11,637
ไม่

105
00:05:14,042 --> 00:05:14,535
ตัดกันไปตัดกันมา ฉันเพิ่งคิดได้ฉันเลยอยากเอาไว้ตรงนี้ไม่ได้นะคะ เราต้องคิดก่อนว่า

106
00:05:14,535 --> 00:05:18,216
เส้นตรง

107
00:05:18,216 --> 00:05:20,207
ฝั่งนึง

108
00:05:20,207 --> 00:05:20,938
ไอ้ฝั่งนึงทำให้เราอ่านยาก

109
00:05:20,938 --> 00:05:24,938
จัดระเบียบความคิดตัวเองก่อนว่า

110
00:05:26,253 --> 00:05:27,696
ในฐานข้อมูลที่เราต้องการนี่มีตารางอะไรบ้าง

111
00:05:27,696 --> 00:05:29,874
แล้วแต่ละตารางนี่

112
00:05:29,874 --> 00:05:31,080
มันจะเชื่อมกันอย่างไรนะคะ

113
00:05:31,080 --> 00:05:35,080
โดยในแผนภาพที่เราวาดนะคะ รายละเอียด

114
00:05:43,153 --> 00:05:43,576
ต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม

115
00:05:43,576 --> 00:05:47,337
อาจจะไม่ได้ละเอียดยิบ

116
00:05:47,337 --> 00:05:48,526
ขนาดนั้น ไม่ต้องละเอียดแบบ

117
00:05:48,526 --> 00:05:50,530
เป๊ะ ๆ ๆ ๆ แต่ว่า

118
00:05:50,530 --> 00:05:54,530
เราต้อง

119
00:05:55,152 --> 00:05:57,564
มองภาพให้ออก หรืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข มันจะต้องยืดหยุ่นนะคะ

120
00:05:57,564 --> 00:05:58,425
รวมถึงรายละเอียดต้องเพียงพอ

121
00:05:58,425 --> 00:05:59,876

122
00:05:59,876 --> 00:06:01,333
น้อยไป

123
00:06:01,333 --> 00:06:02,473
บางอันก็เยอะไปนะคะ

124
00:06:02,473 --> 00:06:05,249
เอาที่พอดี

125
00:06:05,249 --> 00:06:07,096
โดยที่แต่ละอันนี้อย่างที่บอก

126
00:06:07,096 --> 00:06:09,284
ต้องมีการเชื่อมโยง

127
00:06:09,284 --> 00:06:10,542
ความสัมพันธ์แต่ละตารางด้วย

128
00:06:10,542 --> 00:06:11,692
นะคะ

129
00:06:11,692 --> 00:06:13,846
แล้วก็

130
00:06:13,846 --> 00:06:15,549
การวาดรูปของเรา

131
00:06:15,549 --> 00:06:18,315
เราจะไม่ตายตัวเลยว่า

132
00:06:18,315 --> 00:06:19,253
เราวาดเพื่อไปใช้กับโปรแกรมอะไร

133
00:06:19,253 --> 00:06:23,253
นะคะ รูปที่เราว่าจะต้อง

134
00:06:24,193 --> 00:06:24,695
รูปแบบของการ

135
00:06:24,695 --> 00:06:26,599
ฐานข้อมูล

136
00:06:26,599 --> 00:06:27,437
แล้วก็

137
00:06:27,437 --> 00:06:30,603
เวลาใครมาอ่าน

138
00:06:30,603 --> 00:06:32,278
ต้องเข้าใจง่าย

139
00:06:32,278 --> 00:06:34,515
ถึงแม้เขาจะไม่ได้

140
00:06:34,515 --> 00:06:34,856
คำว่าคอมพิวเตอร์มาก่อน

141
00:06:34,856 --> 00:06:37,388
แต่พอเขาดูรูปภาพ

142
00:06:37,388 --> 00:06:38,491
อย่างน้อย

143
00:06:38,491 --> 00:06:39,915
เขาจะเข้าใจ

144
00:06:39,915 --> 00:06:42,628
ว่าเราจะสื่ออะไร

145
00:06:42,628 --> 00:06:43,863
ในฐานข้อมูลเรามีอะไรบ้างนะคะ

146
00:06:43,863 --> 00:06:47,863
เขาอาจจะไม่รู้หรอกว่า

147
00:06:49,130 --> 00:06:50,715
วงรีมันหมายความว่าอย่างไร หรือสี่เหลี่ยมหมายความว่าอย่างไร ทำไมต้องใช้เส้นประ

148
00:06:50,715 --> 00:06:53,164
ทำไมต้องมีเส้นโค้งด้วย

149
00:06:53,164 --> 00:06:54,708
เขาอาจจะไม่ต้องเข้าใจตรงนั้น แต่เขาดู

150
00:06:54,708 --> 00:06:57,193
เอาพอเข้าใจว่า

151
00:06:57,193 --> 00:06:59,568
เราต้องการจะนำเสนออะไร สื่ออะไร

152
00:06:59,568 --> 00:06:59,719
ในฐานข้อมูลเรามีอะไรบ้าง

153
00:06:59,719 --> 00:07:02,244
อันนี้ก็คือ

154
00:07:02,244 --> 00:07:06,244
ไม่ว่าจะเป็นใคร

155
00:07:06,513 --> 00:07:07,250
ต้องอ่านรูปที่เราวาดเข้าใจระดับหนึ่งก็ยังดีนะคะ

156
00:07:07,250 --> 00:07:11,250
ขั้นตอนในการออกแบบ

157
00:07:14,928 --> 00:07:15,487
แผนภาพ ER

158
00:07:15,487 --> 00:07:19,260
นะคะ มันก็จะมีอยู่หลายขั้นตอน แต่เราก็จะแบ่ง

159
00:07:19,260 --> 00:07:23,260
ได้เป็น 5 ขั้นตอน ในการออกแบบหรือการวาดด้วย

160
00:07:23,507 --> 00:07:26,860
โดย

161
00:07:26,860 --> 00:07:30,705
พอเราได้ภาพคร่าว ๆ มาแล้วนี่

162
00:07:30,705 --> 00:07:31,026
เราค่อยไปใส่รายละเอียดที่หลังก็ได้ว่า ผู้ใช้งาน

163
00:07:31,026 --> 00:07:34,473
เขาควรจะ

164
00:07:34,473 --> 00:07:36,076
ดูข้อมูลได้ในระดับไหน

165
00:07:36,076 --> 00:07:38,961
ผู้ใช้งานแต่ละคน

166
00:07:38,961 --> 00:07:40,107
การเข้าถึงข้อมูลแต่ละชั้นนี่

167
00:07:40,107 --> 00:07:41,076

168
00:07:41,076 --> 00:07:42,994
แต่ละขั้น แต่ละชั้น

169
00:07:42,994 --> 00:07:43,804
นี่ ใครเข้าได้บ้าง

170
00:07:43,804 --> 00:07:45,177
หรือว่า

171
00:07:45,177 --> 00:07:47,166
ผู้ใช้งาน

172
00:07:47,166 --> 00:07:49,456
ตัวไปดูได้อย่างเดียว

173
00:07:49,456 --> 00:07:51,895
หลังจาก

174
00:07:51,895 --> 00:07:52,305
เราลงรายละเอียดที่หลังก็ได้นะคะ

175
00:07:52,305 --> 00:07:56,305

176
00:08:00,040 --> 00:08:01,289
โดยขั้นตอนแรกจะกำหนด

177
00:08:01,289 --> 00:08:04,149
Entity ตารางหลัก

178
00:08:04,149 --> 00:08:08,149
นะคะ

179
00:08:11,714 --> 00:08:13,230
โดยการออกแบบฐานข้อมูลนะคะ เราต้องเอารวบรวมข้อมูลความต้องการของผู้ใช้งาน

180
00:08:13,230 --> 00:08:15,094
หรือ requirement นี่แหละ

181
00:08:15,094 --> 00:08:17,817
มากำหนดว่า

182
00:08:17,817 --> 00:08:19,459
ในฐานข้อมูลเรา จะมี

183
00:08:19,459 --> 00:08:20,197
Entity หรือว่าตารางอะไรบ้าง

184
00:08:20,197 --> 00:08:24,197
ซึ่งตอนนี้

185
00:08:25,023 --> 00:08:25,781
ขั้นตอนที่ค่อนข้างยากนะคะ

186
00:08:25,781 --> 00:08:26,820
ต้อง

187
00:08:26,820 --> 00:08:27,723
เข้าใจ

188
00:08:27,723 --> 00:08:30,553
ในสิ่งที่เรากำลังจะสร้าง

189
00:08:30,553 --> 00:08:34,553
ทั้งผู้ใช้งานแล้วก็ผู้ออกแบบต้องเข้าใจตรงกัน

190
00:08:35,150 --> 00:08:37,973
เพราะถ้าเรากำหนดตารางไปแล้ว

191
00:08:37,973 --> 00:08:39,732
เราอยู่ดี ๆ มาเพิ่ม

192
00:08:39,732 --> 00:08:43,732
มันอาจจะต้องเชื่อมต่อความสัมพันธ์ใหม่

193
00:08:43,999 --> 00:08:47,999
นะคะ โดย

194
00:08:49,285 --> 00:08:51,311
วิธีการ ก็คือถ้าอยากทำให้มันครอบคลุมที่สุด ก็คือ

195
00:08:51,311 --> 00:08:52,436
เอาข้อมูลทั้งหมดที่มี

196
00:08:52,436 --> 00:08:53,675
มาวาง

197
00:08:53,675 --> 00:08:55,541
แล้วจ

198
00:08:55,541 --> 00:08:59,541
ัดกลุ่มของข้อมูลนะคะ

199
00:08:59,647 --> 00:09:00,436
โดยดูว่าข้อมูลมีค่าอะไรบ้าง มีความหมายอย่างไร

200
00:09:00,436 --> 00:09:03,377
แต่ละอย่างนี

201
00:09:03,377 --> 00:09:04,693
่เชื่อมโยงกันอย่างไร

202
00:09:04,693 --> 00:09:06,467
นะคะ ถ้าข้อมูล

203
00:09:06,467 --> 00:09:09,614
เป็นชนิดเดียวกัน

204
00:09:09,614 --> 00:09:12,400
ให้รวมไว้ในตารางเดียวกัน

205
00:09:12,400 --> 00:09:13,706
แล้วก็กำหนดชื่อ เช่น กลุ่มนักศึกษา

206
00:09:13,706 --> 00:09:17,706
นะคะ

207
00:09:19,742 --> 00:09:19,920
อาจจะมีหลายคณะก็จริง แต่ก็คือนักศึกษาเรารวมเป็นตารางเดียวก็ได้

208
00:09:19,920 --> 00:09:23,920
ได้ แล้วค่อยมากำหนดลักษณะพิเศษของแต่ละคน ว่า

209
00:09:26,155 --> 00:09:28,257
นักศึกษาหลาย ๆ พันคนนี่

210
00:09:28,257 --> 00:09:29,003
เขามีความแตกต่างอะไรกันบ้าง

211
00:09:29,003 --> 00:09:32,923
เราก็เก็บข้อมูลไว้ในตารางเดียวก็พอ

212
00:09:32,923 --> 00:09:36,436
นะคะ

213
00:09:36,436 --> 00:09:40,436
โดยทุกอย่างจะต้องบันทึกไว้ในพจนานุกรมข้อมูลด้วย

214
00:09:40,632 --> 00:09:44,532
แล้วก็เขียนไปในแผนภาพที่เรากำลังจะวาดด้วย ว่า

215
00:09:44,532 --> 00:09:45,706
ในตารางนี้มีข้อมูลอะไรบ้างที่เราต้องใช้นะคะ

216
00:09:45,706 --> 00:09:49,706
ขั้นตอนที่ 2

217
00:09:55,067 --> 00:09:59,067
ก็จะต้องมากำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง Entity หรือว่าระหว่างตารางนั่นเอง

218
00:09:59,278 --> 00:10:01,511
จะมีการกำหนดชื่อกำหนดความหมาย ความสัมพันธ์

219
00:10:01,511 --> 00:10:03,400
รายการเชื่อมโยงของข้อมูล

220
00:10:03,400 --> 00:10:05,599
อาการส่วน

221
00:10:05,599 --> 00:10:05,826
ความสัมพันธ์นะคะ เช่น

222
00:10:05,826 --> 00:10:09,826
นักศึกษา 1 คน สามารถ

223
00:10:10,383 --> 00:10:11,930
ลงทะเบียนเรียนได้หลายวิชา

224
00:10:11,930 --> 00:10:12,803
นะคะ

225
00:10:12,803 --> 00:10:16,803
แต่ในหลาย ๆ

226
00:10:17,323 --> 00:10:20,192
ในแต่ละวิชาแต่ต้องมีผู้สอนคนเดียว

227
00:10:20,192 --> 00:10:22,701
อันนี้คือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น

228
00:10:22,701 --> 00:10:25,009
แต่อาจารย์หนึ่งคนก็สามารถ

229
00:10:25,009 --> 00:10:26,407
สอนนักศึกษาได้หลายคนเหมือนกัน

230
00:10:26,407 --> 00:10:27,107
ได้หลายวิชาด้วย

231
00:10:27,107 --> 00:10:28,525
นะคะ

232
00:10:28,525 --> 00:10:31,281
ซึ่ง

233
00:10:31,281 --> 00:10:34,160
อาจจะเป็นยกตัวอย่างการ

234
00:10:34,160 --> 00:10:36,725
กำหนดอัตราส่วนอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ

235
00:10:36,725 --> 00:10:38,384
เหมือนที่อาจารย์ชอบยกตัวอย่างบ่อย ๆ

236
00:10:38,384 --> 00:10:42,384
รหัสบัตรประชาชน

237
00:10:43,327 --> 00:10:45,241
มันไม่เกิน 13 หลัก อยู่แล้ว เราก็ต้องกำหนด

238
00:10:45,241 --> 00:10:45,671
ชื่อคน

239
00:10:45,671 --> 00:10:48,319
กำหนดไว้เลยก็ได้

240
00:10:48,319 --> 00:10:50,520
ไม่ควรเกิน 20 ตัวอักษร

241
00:10:50,520 --> 00:10:54,013
คงไม่มีใครตั้งชื่อตาม

242
00:10:54,013 --> 00:10:57,547
หลักโหราศาสตร์ยาวเกิน 20 ตัวห

243
00:10:57,547 --> 00:11:01,004
รอกนะคะ

244
00:11:01,004 --> 00:11:02,349
แล้วก็เราก็สามารถแบ่งกลุ่มได้แล้วว่า

245
00:11:02,349 --> 00:11:02,641
ข้อมูลแต่ละอัน

246
00:11:02,641 --> 00:11:06,641
มันจะต้องเชื่อมโยงกันอย่างไร หลังจากนั้นก็มาดูว่า

247
00:11:07,562 --> 00:11:09,437
ขนาดของความสัมพันธ์

248
00:11:09,437 --> 00:11:10,811
เป็นอย่างไร 1 ต่อ 1

249
00:11:10,811 --> 00:11:13,039
หรือ 1 ต่อ

250
00:11:13,039 --> 00:11:14,457
มากกว่า 1

251
00:11:14,457 --> 00:11:15,921
อะไรพวกนี้

252
00:11:15,921 --> 00:11:18,843
นะคะ ภาษาอังกฤษ

253
00:11:18,843 --> 00:11:19,944
One-to-One One-to-Many อะไรพวกนี้นะคะ

254
00:11:19,944 --> 00:11:23,944
ซึ่งจะต้องวิเคราะห์ดี ๆ

255
00:11:25,408 --> 00:11:28,687
เพราะมันจะต้องอ่านไปข้างหน้า

256
00:11:28,687 --> 00:11:31,026
แล้วก็อาจย้อนกลับมา โดยที่ความหมายไม่เปลี่ยน

257
00:11:31,026 --> 00:11:31,861
ในแผนภาพของเราด้วยนะคะ

258
00:11:31,861 --> 00:11:35,861
ขั้นตอนที่ 3

259
00:11:37,410 --> 00:11:39,083

260
00:11:39,083 --> 00:11:39,918

261
00:11:39,918 --> 00:11:43,918
กำหนดคีย์หลัก กำหนดคีย์รอง าลีกับ senegal

262
00:11:45,950 --> 00:11:48,255
แล้วหลังจากที่เราได้ตลอด

263
00:11:48,255 --> 00:11:50,653
ฟังแล้วเพราะต่อไปก็คือ

264
00:11:50,653 --> 00:11:52,955
ในตารางเราจะต้องเก็บข้อมูล

265
00:11:52,955 --> 00:11:53,780
อะไรบ้าง เช่น ตาราง

266
00:11:53,780 --> 00:11:57,780
นักศึกษา

267
00:11:58,855 --> 00:12:00,597
ต้องเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เกี่ยวกับนักศึกษา

268
00:12:00,597 --> 00:12:02,395
ถ้าพอจำได้ ก็คือ

269
00:12:02,395 --> 00:12:02,599
เราเข้ามาเรียน

270
00:12:02,599 --> 00:12:06,599
เรากรอกข้อมูลเยอะมาก

271
00:12:07,054 --> 00:12:07,901

272
00:12:07,901 --> 00:12:08,672
ตั้งแต่ใบสมัครเลย อันนี้

273
00:12:08,672 --> 00:12:10,406
คือ

274
00:12:10,406 --> 00:12:14,406
Attribute อะไรต้องการ

275
00:12:16,347 --> 00:12:18,011
ชื่ออะไรนามสกุลอะไร

276
00:12:18,011 --> 00:12:19,292
ประชาชนเลขอะไร

277
00:12:19,292 --> 00:12:21,636
วันที่เท่าไหร่

278
00:12:21,636 --> 00:12:23,830
อยู่ไหนพ่อแม่

279
00:12:23,830 --> 00:12:25,569
เฉลี่ยเท่าไ

280
00:12:25,569 --> 00:12:27,622
ร ที่อยู่ปัจจุบันที่ไหน

281
00:12:27,622 --> 00:12:30,246
ใครเป็นคนส่งเรียน

282
00:12:30,246 --> 00:12:31,325
ได้เงินเดือนละเท่า

283
00:12:31,325 --> 00:12:32,278
ไรนะคะ

284
00:12:32,278 --> 00:12:36,133
ใครเป็นผู้ปกครอง เบอร์ผู้ปกครองเบอร์อะไร

285
00:12:36,133 --> 00:12:36,444
บางคน

286
00:12:36,444 --> 00:12:40,444
ผู้ปกครองไม่ใช่พ่อ

287
00:12:41,509 --> 00:12:42,091
ใช่พ่อ หรือแม่อาจจะเป็นคุณตาคุณยาย

288
00:12:42,091 --> 00:12:43,240
นะคะ

289
00:12:43,240 --> 00:12:44,134
ที่อยู่ปัจจุบัน

290
00:12:44,134 --> 00:12:45,812
อยู่ไหน

291
00:12:45,812 --> 00:12:46,772
แล้วมาเรียนราชภัฏ

292
00:12:46,772 --> 00:12:47,688
พักที่ไหน

293
00:12:47,688 --> 00:12:51,688
กรอกให้หมด

294
00:12:56,659 --> 00:12:57,413
เกรดเฉลี่ยตั้งแต่ม 4 ม 5 ม 6 เป็นอย่างไร อันนี้คือสิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องการรู้เกี่ยวกับพวกคุณ

295
00:12:57,413 --> 00:12:58,258
ก็คือ

296
00:12:58,258 --> 00:13:02,258
วันเองนะคะ

297
00:13:03,058 --> 00:13:04,779
บอยหัวของแต่ละคอลัมน์

298
00:13:04,779 --> 00:13:08,360
หรือ Attribute นี่

299
00:13:08,360 --> 00:13:09,845
ก็ควรเป็นคำสั้น ๆ ง่าย ๆ อาจจะเป็นตัวย่อก็ได้

300
00:13:09,845 --> 00:13:10,430
แต่ต้องสื่อความหมาย

301
00:13:10,430 --> 00:13:11,250
นะคะ

302
00:13:11,250 --> 00:13:14,384
แล้วก็หลีกเลี่ยง

303
00:13:14,384 --> 00:13:18,384
การตั้งชื่อเหมือนกัน

304
00:13:22,054 --> 00:13:23,587
นะ

305
00:13:16,759 --> 00:13:18,540

306
00:13:18,540 --> 00:13:22,002
คะ อาจจะเป็น

307
00:13:22,002 --> 00:13:23,273
ชื่อ

308
00:13:23,273 --> 00:13:23,383
ชื่อนี่

309
00:13:23,383 --> 00:13:27,383
บางคนไม่เข้าใจ สรุปใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

310
00:13:30,784 --> 00:13:32,385
เพราะฉะนั้น ต้องกำหนดไปเลยว่าคุณต้องการอะไร

311
00:13:32,385 --> 00:13:33,273
ชื่อจริงก็ใส่ชื่อจริง

312
00:13:33,273 --> 00:13:34,298
ชื่อเล่น

313
00:13:34,298 --> 00:13:36,343
ก็ใส่ชื่อเล่น

314
00:13:36,343 --> 00:13:39,249
ไม่ใช่ชื่อเฉย ๆ

315
00:13:39,249 --> 00:13:41,482
แล้วเขาจะรู้ไหมว่าเขาต้องใส่อะไร

316
00:13:41,482 --> 00:13:43,307
เขาอาจจะใส่ชื่อเล่นก็ได้นะคะ

317
00:13:43,307 --> 00:13:47,307
กำหนดคีย์ภายนอกหรือForeign Key  Fo

318
00:13:48,361 --> 00:13:52,361
เชื่อมโยงตลาดตารางเข้าด้วยกัน

319
00:13:53,198 --> 00:13:57,198
นักศึกษากับอาจารย์

320
00:13:57,465 --> 00:13:59,792
เชื่อมโยงกันอย่างไร

321
00:13:59,792 --> 00:14:03,792
เชื่อมโยงโดยรหัสวิชา

322
00:14:04,247 --> 00:14:06,272
เช่น รหัสวิชานี้ใครเรียนบ้าง ใครสอนบ้าง

323
00:14:06,272 --> 00:14:07,192
แค่กรอกรหัสเข้าไป

324
00:14:07,192 --> 00:14:09,623
ก็รู้ได้เลย

325
00:14:09,623 --> 00:14:12,954
อันนี้ ก็คือการเชื่อมโยงกัน

326
00:14:12,954 --> 00:14:14,338
สำหรับอาจารย์กับนักศึกษาในวิชานั้น ๆ นะคะ โดยที่คีย์นอก หรือ

327
00:14:14,338 --> 00:14:17,026
ฟอเร้นคลีนิค

328
00:14:17,026 --> 00:14:21,026
น่าจะเป็นคีย์หลักของตารางอื่นก็ได้

329
00:14:21,777 --> 00:14:23,303
นะคะ

330
00:14:23,303 --> 00:14:27,303
เดี๋ยวพอวาดรูปว่าจะเข้าใจมากขึ้น

331
00:14:29,159 --> 00:14:30,423
ก่อนพูดอาจจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไ

332
00:14:30,423 --> 00:14:32,098
i ว่าเอ๊ะ

333
00:14:32,098 --> 00:14:33,311
ทำไมอะ

334
00:14:33,311 --> 00:14:34,746
เชื่อมโยงกันได้

335
00:14:34,746 --> 00:14:36,783
ขั้นที่ 5

336
00:14:36,783 --> 00:14:40,783

337
00:14:40,999 --> 00:14:43,370
พิจารณาค่าแต่ละค่าที่อยู่ในแต่ละ

338
00:14:43,370 --> 00:14:44,240
ข้อมูลเขาต้องการ

339
00:14:44,240 --> 00:14:46,893
นะคะ

340
00:14:46,893 --> 00:14:48,213
มีขอบเขตของข้อมูลนั่นแหละ

341
00:14:48,213 --> 00:14:49,956
เช่น

342
00:14:49,956 --> 00:14:52,183
ชนิดของข้อมูล

343
00:14:52,183 --> 00:14:53,098
เราจะกำหนดเป็นอะไร

344
00:14:53,098 --> 00:14:55,277
วันเกิด

345
00:14:55,277 --> 00:14:55,590
ควรกำหนดเป็นอะไร

346
00:14:55,590 --> 00:14:56,733
เงินเดือน

347
00:14:56,733 --> 00:15:00,733
มันควรเป็นจำนวนเต็มไหม

348
00:15:01,710 --> 00:15:04,679
คุณได้เป็นทศนิยมหรือเปล่านะคะ

349
00:15:04,679 --> 00:15:06,162
อย่างชื่อ ก็ควรกำหนด

350
00:15:06,162 --> 00:15:07,266
เป็นรับข้อมูลเฉพาะ

351
00:15:07,266 --> 00:15:08,627
ตัวอักษรเท่านั้น

352
00:15:08,627 --> 00:15:09,711
บอกเป็นตัวเลขไม่ได้

353
00:15:09,711 --> 00:15:12,194
ที่เรา

354
00:15:12,194 --> 00:15:14,558
ต้องกำหนดตั้งแต่ตอนที่

355
00:15:14,558 --> 00:15:15,837
ออกแบบฐานข้อมูลเลยนะคะ

356
00:15:15,837 --> 00:15:19,685
ความยาว

357
00:15:19,685 --> 00:15:20,447
เลขบัตรประชาชนก็ 13 หลัก

358
00:15:20,447 --> 00:15:23,413
นะคะ

359
00:15:23,413 --> 00:15:25,703
เบอร์โทรศัพท์ ก็ 10 หลัก

360
00:15:25,703 --> 00:15:25,936
อะไรแบบนี้

361
00:15:25,936 --> 00:15:29,936
นามสกุลไม่ควรเกิน 35 ตัวอักษร

362
00:15:30,298 --> 00:15:32,820
เงินเดือนก็

363
00:15:32,820 --> 00:15:33,734
เอาสักไม่เกิน

364
00:15:33,734 --> 00:15:34,000
7 หลัก

365
00:15:34,000 --> 00:15:35,755
ประมาณนี้นะคะ

366
00:15:35,755 --> 00:15:38,320
รูปแบบ ข้อมูล

367
00:15:38,320 --> 00:15:38,720
บางประเทศ

368
00:15:38,720 --> 00:15:41,987
ประเทศ

369
00:15:41,987 --> 00:15:44,635
มันไม่เหมือนประเทศเรา เขาจะเอาเดือนขึ้นก่อน

370
00:15:44,635 --> 00:15:44,840
ตามด้วยวัน ตามด้วยปี

371
00:15:44,840 --> 00:15:47,611
คุณก็สามารถกำหนดได้เหมือนกัน

372
00:15:47,611 --> 00:15:49,317
เรา

373
00:15:49,317 --> 00:15:51,388
แม่ของเราเพื่อดูง่าย ๆ

374
00:15:51,388 --> 00:15:53,322
ก็เป็นวันเดือนปี

375
00:15:53,322 --> 00:15:57,115
ถามกันอย่างนี้ก็ได้

376
00:15:57,115 --> 00:15:57,783
ค่าที่อนุญาตโดยเฉพาะ เช่น

377
00:15:57,783 --> 00:15:59,217
ทุกวัน

378
00:15:59,217 --> 00:16:01,881
1 กับ วันที่ 16 ของเดือนเป็นวันหยุด

379
00:16:01,881 --> 00:16:05,881
คุณก็สามารถตั้งได้

380
00:16:07,929 --> 00:16:09,842
ว่าสมมติคือ

381
00:16:09,842 --> 00:16:13,706
ลูกค้าต้องการ

382
00:16:13,706 --> 00:16:13,906
จองคิวทำอะไรก็ตามถ้าเป็นวันที่ 1 กับวันที่ 16

383
00:16:13,906 --> 00:16:16,871
จะไม่อนุญาตให้จอง

384
00:16:16,871 --> 00:16:19,211
ได้

385
00:16:19,211 --> 00:16:19,888
นะคะ

386
00:16:19,888 --> 00:16:22,470
แบบนี้ก็ได้นะคะ อันนี้ก็ต้องตั้งแต่

387
00:16:22,470 --> 00:16:25,818
เอาออกแบบเลย

388
00:16:25,818 --> 00:16:29,818
ตกลงของเราควรจะเป็นอย่างไรนะคะ

389
00:16:30,729 --> 00:16:34,576
อันนี้ก็อธิบายไปแล้วนะ

390
00:16:34,576 --> 00:16:34,964
กับอีกอันหนึ่ง สำคัญ

391
00:16:34,964 --> 00:16:38,269
ความเป็นหนึ่งเดียว

392
00:16:38,269 --> 00:16:39,459
ก็คือ

393
00:16:39,459 --> 00:16:43,459
อย่างเช่นร หัสนักศึกษา ต้องกำหนดเลยว่า

394
00:16:44,954 --> 00:16:45,579
ห้ามเป็นค่าที่ซ้ำ

395
00:16:45,579 --> 00:16:47,953
ซ้ำกันไม่ได้

396
00:16:47,953 --> 00:16:51,672
เราอาจจะกรอกเลขผิดไปตัวหนึ่ง

397
00:16:51,672 --> 00:16:53,604
ระบบ

398
00:16:53,604 --> 00:16:56,794
จะต้องแจ้งเตือนว่า คุณ

399
00:16:56,794 --> 00:17:00,794
เลขนี้ใช้ไม่ได้ มันซ้ำไปแล้ว ก

400
00:17:00,988 --> 00:17:03,036
ับการเป็นค่า null null ในที่นี้ก็คือ

401
00:17:03,036 --> 00:17:05,600
คุณไม่กรอกข้อมูลได้ไหม

402
00:17:05,600 --> 00:17:06,797
บางระบบจะบอกว่าไม่ได้

403
00:17:06,797 --> 00:17:10,797
ใครเคยกรอกในอินเตอร์เน็ต

404
00:17:11,547 --> 00:17:14,511
ในบางช่องของการกรอกข้อมูล

405
00:17:14,511 --> 00:17:17,191
เขาจะมีการดอกจันทร์สีแดงกำหนดไว้อยู่

406
00:17:17,191 --> 00:17:17,450
นั่นคือเป็นข้อมูลที่เขาต้องการ

407
00:17:17,450 --> 00:17:19,809
คุณจะเว้นว่างไม่ได้

408
00:17:19,809 --> 00:17:20,498
นะคะ

409
00:17:20,498 --> 00:17:22,977
หรือต้องการจะเว้นว่าง

410
00:17:22,977 --> 00:17:24,742
หรือไม่ตอบ

411
00:17:24,742 --> 00:17:28,742
เขาจะ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ค่า default

412
00:17:29,477 --> 00:17:31,655
" ค่าโดยปริยาย

413
00:17:31,655 --> 00:17:33,525
เงินเดือนเท่าไหร่

414
00:17:33,525 --> 00:17:34,173
เริ่มต้นคือ 0

415
00:17:34,173 --> 00:17:37,805
ระวังไม่ได้ไม่ตอบไม่ได้

416
00:17:37,805 --> 00:17:39,597
ฉะนั้น

417
00:17:39,597 --> 00:17:41,003
ตอบไปเลยว่า 0 บาท

418
00:17:41,003 --> 00:17:42,481
แบบนี้ก็ได้

419
00:17:42,481 --> 00:17:44,043
แต่ส่วนมาก

420
00:17:44,043 --> 00:17:47,159
ทุกคนก็ต้องกรอกอยู่แล้วนะคะ

421
00:17:47,159 --> 00:17:47,607

422
00:17:47,607 --> 00:17:51,229
ขั้นตอนสุดท้าย ก็มาวิเคราะห์ดูว่า

423
00:17:51,229 --> 00:17:52,963
แผนภาพที่เราออกแบบนี่

424
00:17:52,963 --> 00:17:56,963
ปรับปรุงแก้ไขหรือว่าขยายตัว

425
00:17:57,982 --> 00:18:01,365
อนาคตได้หรือเปล่า

426
00:18:01,365 --> 00:18:02,793
เพราะว่าการออกแบบที่ดี ต้อง

427
00:18:02,793 --> 00:18:03,432
การเปลี่ยนแปลงด้วย

428
00:18:03,432 --> 00:18:05,406
ไม่ใช่ว่าตายตัวไป

429
00:18:05,406 --> 00:18:07,849
ตลอด สมมติว่าวันนี้

430
00:18:07,849 --> 00:18:10,949
ร้าน

431
00:18:10,949 --> 00:18:12,140
อาจจะไม่ถึง 100 คน

432
00:18:12,140 --> 00:18:12,900

433
00:18:12,900 --> 00:18:16,900
แต่ใครจะไปรู้อาจจะเป็นธุรกิจที่เติบโต

434
00:18:18,200 --> 00:18:18,489
มีสาขาไปอีก 100 สาขา

435
00:18:18,489 --> 00:18:20,827
มีลูกค้าไปอีก 10,000 คน

436
00:18:20,827 --> 00:18:23,917
ฐานข้อมูลคุณปิ๊กไว้ว่า

437
00:18:23,917 --> 00:18:24,416
รหัสลูกค้า

438
00:18:24,416 --> 00:18:28,025
1-100

439
00:18:28,025 --> 00:18:28,807
มันเป็นไปไม่ได้ค่ะ

440
00:18:28,807 --> 00:18:30,285
นะคะ

441
00:18:30,285 --> 00:18:31,803
ต้องวิเคราะห์ด้วยว่า

442
00:18:31,803 --> 00:18:34,885
รหัสลูกค้านี่

443
00:18:34,885 --> 00:18:35,240
มันจะต้องเป็นการ

444
00:18:35,240 --> 00:18:37,485
เพิ่มขึ้นอย่างอัตโนมัติ

445
00:18:37,485 --> 00:18:40,585
ไปได้เรื่อย ๆ หรือเปล่า

446
00:18:40,585 --> 00:18:42,124
หรือคุณ

447
00:18:42,124 --> 00:18:43,468
เป็นคนกรอกเอง

448
00:18:43,468 --> 00:18:46,273
นะคะ อันนี้ก็ต้องคิดด้วย

449
00:18:46,273 --> 00:18:46,583
ไม่ใช่ว่า

450
00:18:46,583 --> 00:18:49,376
ระบบฉันใช้แค่ 10 คนนี่แหละ

451
00:18:49,376 --> 00:18:53,103
บางทีในอนาคตมันอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ

452
00:18:53,103 --> 00:18:54,867

453
00:18:54,867 --> 00:18:56,741
โดยการสร้างแบบจพลอง

454
00:18:56,741 --> 00:18:57,336
ข้อมูลการวาดแผนภาพนี่

455
00:18:57,336 --> 00:19:00,758
จะต้องวิเคราะห์

456
00:19:00,758 --> 00:19:01,870
ข้อมูลที่จำเป็น

457
00:19:01,870 --> 00:19:02,524
กรอกในระบบ

458
00:19:02,524 --> 00:19:04,420
ระบบอัด

459
00:19:04,420 --> 00:19:08,420
โครงสร้างที่มี

460
00:19:08,595 --> 00:19:10,501
รวมถึงถ้ามีการเพิ่ม

461
00:19:10,501 --> 00:19:10,758
ลบแก้ไขข้อมูล

462
00:19:10,758 --> 00:19:13,146

463
00:19:13,146 --> 00:19:15,316
จะต้องทำที่ตารางไหน

464
00:19:15,316 --> 00:19:16,325
สมมุติว่า

465
00:19:16,325 --> 00:19:17,877
ข้อมูล

466
00:19:17,877 --> 00:19:18,909
ตารางนั้นถูกลบไป

467
00:19:18,909 --> 00:19:21,615
มันจะไป

468
00:19:21,615 --> 00:19:22,765
ข้อมูลในตารางอื่นหรือเปล่า

469
00:19:22,765 --> 00:19:25,106

470
00:19:25,106 --> 00:19:27,906
นะคะ เช่น วันดีคืนดี อาจารย์ลบชื่อสาขาที่คุณเรียนออก

471
00:19:27,906 --> 00:19:29,970
มันจะกระทบ

472
00:19:29,970 --> 00:19:32,991
รู้ไหม

473
00:19:32,991 --> 00:19:33,414
เป็นนักศึกษาไม่มีสังกัด

474
00:19:33,414 --> 00:19:35,345
ได้ไหม

475
00:19:35,345 --> 00:19:38,572
ได้

476
00:19:38,572 --> 00:19:39,898
ก็ต้องดูด้วย

477
00:19:39,898 --> 00:19:41,338
เขาเรียกว่า

478
00:19:41,338 --> 00:19:42,019

479
00:19:42,019 --> 00:19:44,011
กฎความคงสภข้อมูล

480
00:19:44,011 --> 00:19:44,770
ดี ๆ อยากลบ

481
00:19:44,770 --> 00:19:48,770
มันไม่สวย

482
00:19:55,365 --> 00:19:56,323
ลงท้ายอะไรอย่างนี้

483
00:19:56,323 --> 00:19:56,954
เขียนไม่ได้

484
00:19:56,954 --> 00:19:59,153
ไม่ได้

485
00:19:59,153 --> 00:20:03,153
บางอย่างมันเปลี่ยนไม่ได้

486
00:20:03,857 --> 00:20:04,685
นะคะ เช่น รหัสนักศึกษา

487
00:20:04,685 --> 00:20:08,144
เลขบัตรประชาชนอย่างนี้เราต้องวิเคราะห์ด้วย

488
00:20:08,144 --> 00:20:09,045
ไม่ใช่ว่า

489
00:20:09,045 --> 00:20:13,045
อยากเปลี่ยนเลขบัตรประชาชนตอนไหนก็ ได้

490
00:20:13,354 --> 00:20:17,354
แบบนี้ เป็นต้น

491
00:20:18,045 --> 00:20:21,817
โดยการเขียนแผนภาพ er นี่

492
00:20:21,817 --> 00:20:22,012
มันก็จะอธิบายภาพรวมทั้งหมดนะคะ

493
00:20:22,012 --> 00:20:26,012
อย่างที่บอกตอนต้น ก็คือมันต้องเข้าใจง่าย

494
00:20:26,230 --> 00:20:27,091
นะคะ

495
00:20:27,091 --> 00:20:31,091
อาจจะไม่ต้องรู้ว่าข้อมูลที่เรากำลังจะเก็บ

496
00:20:32,514 --> 00:20:34,675
นี่ เก็บที่ไหน เก็บอย่างไร ไม่จำเป็น

497
00:20:34,675 --> 00:20:36,992
แค่วาดออกมาให้ดูก่อนว่า

498
00:20:36,992 --> 00:20:37,500
ในฐานข้อมูลเราต้องมีอะไรบ้างนะคะ

499
00:20:37,500 --> 00:20:41,500
ในแต่ละตารางมีความสัมพันธ์

500
00:20:41,534 --> 00:20:43,729
กันอย่างไร

501
00:20:43,729 --> 00:20:44,331
ข้อมูลมาจาก ข้อมูลมันจะซ้ำซ้อนกันไหม

502
00:20:44,331 --> 00:20:48,331
แล้วก็เขียนให้

503
00:20:49,412 --> 00:20:50,829
ดูง่ายที่สุด

504
00:20:50,829 --> 00:20:51,974
อย่างที่อาจารย์บอกตอนแรก

505
00:20:51,974 --> 00:20:52,669
แผนภาพ

506
00:20:52,669 --> 00:20:55,237
การวาดรูปนี

507
00:20:55,237 --> 00:20:57,353
่ มันมีหลาย

508
00:20:57,353 --> 00:20:58,762
เขาเรียกอะไรล่ะ

509
00:20:58,762 --> 00:20:59,131
หลายมาตรฐานแล้วกัน

510
00:20:59,131 --> 00:21:02,967
หนังสือแต่ละเล่มก็

511
00:21:02,967 --> 00:21:04,274
เลือกมาใช้ไม่เหมือนกัน

512
00:21:04,274 --> 00:21:04,556
นะคะ

513
00:21:04,556 --> 00:21:08,556
มีทั้งแบบ Chen model

514
00:21:10,140 --> 00:21:10,689
เอา cloud foot ก็คือแบบ

515
00:21:10,689 --> 00:21:13,903
ความสัมพันธ์

516
00:21:13,903 --> 00:21:15,289
คล้าย ๆ กับ

517
00:21:15,289 --> 00:21:16,036
รอยเท้าของนก

518
00:21:16,036 --> 00:21:19,454
รอยเท้าอีกา

519
00:21:19,454 --> 00:21:22,128
เขาก็เรียกเป็นรูปแบบรูปแบบหนึ่งนะคะ

520
00:21:22,128 --> 00:21:25,814
แต่ที่เราจะใช้กันบ่อย ๆ นะคะ

521
00:21:25,814 --> 00:21:27,163
จะเป็นแบบ

522
00:21:27,163 --> 00:21:28,511
chain model

523
00:21:28,511 --> 00:21:32,511
ในช่องสีเหลือง

524
00:21:33,779 --> 00:21:37,779
เราจะเลือกใช้ตัวนี้เพราะว่ามันเขียนง่ายมันอ่านง่ายที่สุดนะคะ

525
00:21:38,212 --> 00:21:40,219
แต่ถ้าคุณไปซื้อหนังสือเล่มอื่น

526
00:21:40,219 --> 00:21:41,084
เขาใช้แบบอื่นผิดไหมไม่ผิด

527
00:21:41,084 --> 00:21:44,475
อยู่ที่เขาจะเลือกใช้แบบไหนนั่นเองนะคะ

528
00:21:44,475 --> 00:21:48,475
สัญลักษณ์

529
00:21:50,271 --> 00:21:53,402
ที่ต้องใช้ในการวาดรูป

530
00:21:53,402 --> 00:21:54,832
นะคะ

531
00:21:54,832 --> 00:21:58,832
สัญลักษณ์สี่เหลี่ยมผืนผ้า มันจะหมายถึง ชื่อตาราง

532
00:21:59,853 --> 00:22:02,096
นะคะ

533
00:22:02,096 --> 00:22:05,003
แบบสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด

534
00:22:05,003 --> 00:22:09,003
มันจะบอกถึงความสัมพันธ์ของตารางแต่ละตาราง

535
00:22:09,168 --> 00:22:13,168
นะคะ แล้วคอลัมน์ในแต่ละตารางล่ะ

536
00:22:13,394 --> 00:22:16,102
นะคะ

537
00:22:16,102 --> 00:22:17,883
เราก็จะใส่เป็นรูปวงรี

538
00:22:17,883 --> 00:22:21,421
ถ้าคอลัมน์นั้น ๆ

539
00:22:21,421 --> 00:22:22,912
เป็นคีย์หลัก

540
00:22:22,912 --> 00:22:24,396
ห้ามซ้ำกัน

541
00:22:24,396 --> 00:22:28,396
ในรูปวงรีจะต้องขีดเส้นใต้ด้วย

542
00:22:28,884 --> 00:22:32,884
ส่วนด้านข้าง

543
00:22:33,185 --> 00:22:33,487
อันนี้

544
00:22:33,487 --> 00:22:37,487
จะไม่ค่อยพบเห็นบ่อย แต่เจอในข้อสอบแน่ ๆ

545
00:22:38,315 --> 00:22:41,613
นะคะ อันแรก

546
00:22:41,613 --> 00:22:43,391
เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าซ้อนกัน 2 อัน

547
00:22:43,391 --> 00:22:44,274
มันหมายถึงตารางนั้นน่ะ

548
00:22:44,274 --> 00:22:45,491
เป็นตาราง

549
00:22:45,491 --> 00:22:46,386
อ่อนแอ หรือว่า

550
00:22:46,386 --> 00:22:50,386

551
00:22:50,633 --> 00:22:51,377
weak entitพื่อให้ตารางของมันมีความหมาย

552
00:22:51,377 --> 00:22:52,520
นะคะ

553
00:22:52,520 --> 00:22:56,507
ออกมา

554
00:22:56,507 --> 00:23:00,507
สี่เหลี่ยม

555
00:23:00,934 --> 00:23:04,456
ข้าวหลามตัดซ้อนกัน 2 อันก็เช่นเดียวกันค่ะ

556
00:23:04,456 --> 00:23:06,311
เขาเรียกความสัมพันธ์แบบอ่อนแอ มันจะต้องไปดึงค่า

557
00:23:06,311 --> 00:23:08,797
หรือความสัมพันธ์อื่น ๆ

558
00:23:08,797 --> 00:23:10,145
มาทำให้ตัวมันมีความหมายขึ้นมา

559
00:23:10,145 --> 00:23:11,460
นะคะ

560
00:23:11,460 --> 00:23:15,055
วงรีซ้อนกัน 2 วง ก็คือ

561
00:23:15,055 --> 00:23:16,452
ในตารางนี้นี่

562
00:23:16,452 --> 00:23:20,452
ในคอลัมน์นี้ หรือในข้อมูลนั้น ๆ

563
00:23:22,472 --> 00:23:23,080
นี่ มันอาจจะมีข้อมูลได้มากกว่า 1 ข้อมูล เช่น

564
00:23:23,080 --> 00:23:27,080
คุณอาจจะมีเบอร์โทรศัพท์ 3 เบอร์

565
00:23:27,548 --> 00:23:31,548
หรือว่า

566
00:23:31,741 --> 00:23:35,543
มีชื่อเล่น

567
00:23:35,543 --> 00:23:39,543
พ่อเรียกชื่อหนึ่ง แม่เรียกชื่อหนึ่ง ก็บอกได้

568
00:23:40,219 --> 00:23:40,382
มีสัตว์เลี้ยงมากกว่า 2 ตัว แต่ละตัวชื่อว่าอะไรบ้าง

569
00:23:40,382 --> 00:23:41,942
อย่างนี้ก็ได้

570
00:23:41,942 --> 00:23:45,340

571
00:23:45,340 --> 00:23:45,729
นะคะ กับวงรีที่เป็นเส้นประ

572
00:23:45,729 --> 00:23:48,991
มันหมายถึงว่าข้า

573
00:23:48,991 --> 00:23:49,197
ข้อมูลในนี้

574
00:23:49,197 --> 00:23:53,197
นี่ จะได้มาจากการคำนวณของข้อมูลอื่น

575
00:23:53,219 --> 00:23:56,145
ที่พบบ่อยที่สุด ก็คือ

576
00:23:56,145 --> 00:23:57,976
อายุ

577
00:23:57,976 --> 00:24:01,976
อายุจะได้มาจากคำนวณวันเกิดใช่ไหมคะ

578
00:24:03,830 --> 00:24:06,290
เพราะฉะนั้น

579
00:24:06,290 --> 00:24:09,035
เส้นวงรี ประประ พวกนี้

580
00:24:09,035 --> 00:24:10,069
มันก็คือจะบอกว่าอายุของเรา

581
00:24:10,069 --> 00:24:11,209
ได้มาจาก

582
00:24:11,209 --> 00:24:12,673
การเกิด

583
00:24:12,673 --> 00:24:13,441
วันเดือนปีเกิดนั่นเอง

584
00:24:13,441 --> 00:24:13,914
นะคะ

585
00:24:13,914 --> 00:24:16,792
ให้มันคำนวณให้อัตโนมัติ

586
00:24:16,792 --> 00:24:18,599
ผู้ใช้งาน

587
00:24:18,599 --> 00:24:21,985
ไม่ต้อง

588
00:24:21,985 --> 00:24:22,798
บอกเองว่าอายุเท่าไร ให้ระบบคำนวณให้เลย

589
00:24:22,798 --> 00:24:26,798
อายุ 1

590
00:24:26,820 --> 00:24:28,309
8 ปี 11 เดือน 10 วัน อะไรก็ว่าไปนะคะ

591
00:24:28,309 --> 00:24:32,236
อันนี้คือสัญลักษณ์ที่เราใช้บ่อย

592
00:24:32,236 --> 00:24:32,459
รูปเดียวกันกับเมื่อกี้นี้

593
00:24:32,459 --> 00:24:33,915

594
00:24:33,915 --> 00:24:37,915

595
00:24:40,796 --> 00:24:41,412
อันนี้อธิบายโดยละเอียด Entity หรือว่าชื่อของตารางนะคะ

596
00:24:41,412 --> 00:24:45,412
อยากเป็นส่วนในการเก็บของข้อมูลรายการแต่ละรายการที่

597
00:24:47,864 --> 00:24:48,029
ระบบจัดการฐานข้อมูล

598
00:24:48,029 --> 00:24:50,664
ที่เราจะสร้างระบบขึ้นมา

599
00:24:50,664 --> 00:24:54,664
สัญลักษณ์ Entity จะเป็น

600
00:24:55,653 --> 00:24:56,451
สี่เหลี่ยมผืนผ้า

601
00:24:56,451 --> 00:25:00,451
มีชื่อทางหรือ Entity อยู่ข้างใน

602
00:25:01,999 --> 00:25:02,426
ก็ต้องวาดแบบนี้ทุกครั้ง

603
00:25:02,426 --> 00:25:06,426
โดยตัวอย่าง

604
00:25:09,189 --> 00:25:09,480
เช่น ตารางบุคคล

605
00:25:09,480 --> 00:25:13,480
บุคคลคืออะไร

606
00:25:13,797 --> 00:25:17,797
ตารางพนักงาน

607
00:25:18,120 --> 00:25:21,177
ตารางพนักงาน บุคลากร ตารางนักศึกษาตารางลูกค้า

608
00:25:21,177 --> 00:25:21,470
อาจจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่

609
00:25:21,470 --> 00:25:25,324
เก็บข้อมูลจังหวัดเก็บข้อมูล

610
00:25:25,324 --> 00:25:27,121
อำเภอ

611
00:25:27,121 --> 00:25:28,662
นะคะ ตารางที่เกี่ยวกับวัตถุ

612
00:25:28,662 --> 00:25:28,882
อาจจะเป็นรถยนต์

613
00:25:28,882 --> 00:25:32,882
อาคาร เครื่องจักร สินค้าก็ได้นะคะ

614
00:25:36,688 --> 00:25:39,561
หรืออาจจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การลงทะเบียน การรักษาโรค

615
00:25:39,561 --> 00:25:43,561
การซื้อ การขาย การส่งสินค้านะคะ

616
00:25:45,515 --> 00:25:46,132
สัญลักษณ์ อย่างที่บอกเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีชื่อ entity หรือว่าชื่อตารางอยู่ข้างในนะคะ

617
00:25:46,132 --> 00:25:50,132
ประเภทของ Entity ก็มีอยู่ 2 ประเภทแต่ส่วนใหญ่ที่เราใช้กัน

618
00:25:55,775 --> 00:25:57,032
เป็น Infinity ทั่วไป

619
00:25:57,032 --> 00:25:57,532
เป็น regular

620
00:25:57,532 --> 00:26:01,532
คือ เป็นตารางที่ข้อมูลนั้น สามารถแยกข้อมูลในแต่ละแถวออกได้

621
00:26:05,545 --> 00:26:09,545
นะคะ กับอีกอันหนึ่งคือ Entity

622
00:26:11,581 --> 00:26:12,501
อ่อนแอ มันจำเป็นจะต้องใช้ข้อมูลอื่น

623
00:26:12,501 --> 00:26:14,727
มา

624
00:26:14,727 --> 00:26:16,967
เปิดข้อมูลในแถวนั้น

625
00:26:16,967 --> 00:26:18,696
มีคุณค่าหรือมีความหมายขึ้นมานะคะ

626
00:26:18,696 --> 00:26:20,880
อันนี้เป็นตัวอย่าง

627
00:26:20,880 --> 00:26:24,880
Entity ทั่วไปหรือตารางทั่วไปนะคะ

628
00:26:26,126 --> 00:26:27,662
จะสังเกตได้ว่า

629
00:26:27,662 --> 00:26:31,662
อย่างข้างบนนี่ อาจารย์เขียนไว้ว่า entity Student

630
00:26:32,127 --> 00:26:36,127
ก็คือตารางตารางหนึ่งที่มีข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนอยู่

631
00:26:38,672 --> 00:26:41,482
แต่สิ่งที่เราจะเอามาวาดแผนภาพ

632
00:26:41,482 --> 00:26:45,017
มันไม่ใช่กรอบสี่เหลี่ยมนี้นะคะ

633
00:26:45,017 --> 00:26:46,818
เราจะเอามาแต่ชื่อ

634
00:26:46,818 --> 00:26:50,198
เช่น ตาราง Student

635
00:26:50,198 --> 00:26:54,198
ก็คือ Entity student เก็บข้อมูลอะไรบ้าง คือ ตรงนี้แบบที่เรามาวาดรูปเอาแค่นี้ค่ะ

636
00:26:57,714 --> 00:26:58,677
สี่เหลี่ยมข้างล่างมาวาด

637
00:26:58,677 --> 00:26:59,361
แค่นั้นเอง

638
00:26:59,361 --> 00:27:03,361
แล้วก็บอกว่าชื่อตารางอะไรนะคะ

639
00:27:03,911 --> 00:27:07,911
อันนี้เป็นตัวอย่างของตารางอ่อนแอ หรือว่า Entity อ่อนแอ

640
00:27:12,754 --> 00:27:14,724
นะคะ อันนี้ก็คือ

641
00:27:14,724 --> 00:27:16,724
เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ

642
00:27:16,724 --> 00:27:19,750
การ

643
00:27:19,750 --> 00:27:22,787
ลงเวลาทำงาน เวลาออกจากงาน

644
00:27:22,787 --> 00:27:22,924
เหมือนเวลาถ้าใครไปทำงาน ก็จะมี

645
00:27:22,924 --> 00:27:26,924
ทำงานกี่โมง

646
00:27:28,162 --> 00:27:28,644
มากี่โมง ตารางนี้ทำตามก็คือการลงเวลา

647
00:27:28,644 --> 00:27:31,084
ตารางนี้

648
00:27:31,084 --> 00:27:31,841
จะไม่มีความหมายเลย

649
00:27:31,841 --> 00:27:33,955
ถ้าขาด

650
00:27:33,955 --> 00:27:35,621
ข้อมูลที่เข้าทำงาน

651
00:27:35,621 --> 00:27:37,099
แล้วก็เวลากลับบ้าน

652
00:27:37,099 --> 00:27:39,474
เพราะฉะนั้น

653
00:27:39,474 --> 00:27:39,842
2 ตัวนี้จะต้องเชื่อมโยงกันอยู่แล้ว

654
00:27:39,842 --> 00:27:43,201
ถ้า

655
00:27:43,201 --> 00:27:46,026
ขาดอันใดอันหนึ่งไ

656
00:27:46,026 --> 00:27:46,897
ป ตารางนี้จะไม่มีความหมายเลย

657
00:27:46,897 --> 00:27:50,897
ก็คือมีเวลามีแต่เวลามาทำงาน แล้วกลับบ้านตอนไหนไม่รู้ อย่างนี้ไม่ได้

658
00:27:56,056 --> 00:28:00,056

659
00:28:01,694 --> 00:28:05,694
นะคะ ก็คือมีเวลามาทำงาน ก็ต้องมีเวลากลับบ้านเลย มีแต่เวลากลับบ้าน

660
00:28:08,267 --> 00:28:08,864
ไม่มีเวลาทำงานมันก็ไม่ได้อย่างนั้น จะรู้ได้อย่างไรว่าคุณมาทำงานกี่โมงนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่าง

661
00:28:08,864 --> 00:28:12,864
ของตารางที่

662
00:28:13,657 --> 00:28:15,975
ถ้าขาดข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งไป

663
00:28:15,975 --> 00:28:16,559
จะทำให้ข้อมูลตารางนั่น ๆ นี่

664
00:28:16,559 --> 00:28:17,885
ไม่สมบูรณ์

665
00:28:17,885 --> 00:28:20,098
มีปัญหานั่นเองนะคะ

666
00:28:20,098 --> 00:28:24,098
อย่างเช่น

667
00:28:27,196 --> 00:28:28,077
อันนี้เป็นตัวอย่าง

668
00:28:28,077 --> 00:28:30,566
ถ้าเป็น

669
00:28:30,566 --> 00:28:34,566
ตารางทั่วไป ตารางนักเรียน กับตารางรายวิชานะคะ

670
00:28:37,587 --> 00:28:40,919
มีนักศึกษา 2 คน

671
00:28:40,919 --> 00:28:43,083
มี 2 วิชา อันนี้เป็นตารางทั่วไป

672
00:28:43,083 --> 00:28:43,375
แต่ตารางการลงทะเบียน

673
00:28:43,375 --> 00:28:46,082
สมมุติว่า

674
00:28:46,082 --> 00:28:49,936
งมีแต่รหัสนักศึกษา

675
00:28:49,936 --> 00:28:50,296
มีปีการศึกษา

676
00:28:50,296 --> 00:28:54,296
แต่ไม่รู้เลยว่าเขาลงทะเบียนวิชาอะไร

677
00:28:55,384 --> 00:28:56,078
ไ ด้ไหม

678
00:28:56,078 --> 00:28:56,844
ไม่ได้

679
00:28:56,844 --> 00:29:00,844
ไม่อย่างนั้นจะรู้ได้ไงว่าเทอมนี้มีใครเรียนอะไรบ้าง

680
00:29:01,207 --> 00:29:02,826
หรือ

681
00:29:02,826 --> 00:29:03,226
นะคะ

682
00:29:03,226 --> 00:29:07,226
รู้ร

683
00:29:10,365 --> 00:29:11,456
ายวิชา รู้ปีการศึกษา แต่ไม่รู้เลยว่าใครลงทะเบียนเรียน

684
00:29:11,456 --> 00:29:12,305
ได้ไหม

685
00:29:12,305 --> 00:29:12,466
ก็ไม่ได้อีก

686
00:29:12,466 --> 00:29:16,412
เพราะฉะนั้น

687
00:29:16,412 --> 00:29:18,771
ในตารางการลงทะเบียน

688
00:29:18,771 --> 00:29:19,181
ถ้าขาดข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งไป

689
00:29:19,181 --> 00:29:23,181
ตารางนั้นจะเป็นตารางที่ไม่สมบูรณ์

690
00:29:24,574 --> 00:29:25,640
โดยข้อมูลในแต่ละในตารางนี

691
00:29:25,640 --> 00:29:28,213
่ ก็ไปดึงข้อมูลมาจาก

692
00:29:28,213 --> 00:29:28,408
อื่นทั้งนั้น อันนี้คือตารางอ่อนแอ

693
00:29:28,408 --> 00:29:32,408
ก็คือไม่มีความหมายตัวเราเองจะต้อง

694
00:29:35,192 --> 00:29:35,527
มีข้อมูลจากตารางอื่นมาช่วยนั่นเองนะคะ

695
00:29:35,527 --> 00:29:39,527
ต่อมา

696
00:29:40,747 --> 00:29:43,707
Attribute ก็คือ

697
00:29:43,707 --> 00:29:47,283
ตารางหนัง

698
00:29:47,283 --> 00:29:48,317
ในตารางนั้นมีคอลัมน์อะไรบ้าง ก็คือ

699
00:29:48,317 --> 00:29:49,241
หัวของ

700
00:29:49,241 --> 00:29:51,560
คอลัมน์

701
00:29:51,560 --> 00:29:52,795

702
00:29:52,795 --> 00:29:56,795
นะคะ เพราะฉะนั้น Attribute นะคะ

703
00:29:57,630 --> 00:30:01,630
สัญลักษณ์ของ จะเป็นวงรี

704
00:30:03,016 --> 00:30:03,712
นะคะ

705
00:30:03,712 --> 00:30:07,712
อย่างข้อมูลพนักงาน

706
00:30:12,008 --> 00:30:12,908
ควรจะมีอะไรบ้าง จะมีรหัสพนักงานชื่อนามสกุลมีเพศมีเงินเดือน

707
00:30:12,908 --> 00:30:13,579
นะคะ

708
00:30:13,579 --> 00:30:16,807
สัญลักษณ์จะเป็นแบบนี้

709
00:30:16,807 --> 00:30:18,533
นี่นะคะ

710
00:30:18,533 --> 00:30:18,919
ข้อมูลพนักงาน

711
00:30:18,919 --> 00:30:22,919
อันนี้ ก็คือเอ็นติตี้ใช่ไหมคะ ตาราง หัวตาราง

712
00:30:22,944 --> 00:30:24,849
มันก็จะเป็นคอลัมน์

713
00:30:24,849 --> 00:30:28,544
คอลัมน์

714
00:30:28,544 --> 00:30:29,174

715
00:30:29,174 --> 00:30:33,174
ซึ่งใน Attribute เนี่ยมันก็ยังแบ่งไปอีกเป็น 2 ประเภท เหมือนกันนะ

716
00:30:36,517 --> 00:30:37,833
แต่ก็ใช้วงรีเหมือนกันนี่แหละ

717
00:30:37,833 --> 00:30:38,392
แต่อาจจะมีสิ่งที่

718
00:30:38,392 --> 00:30:39,836
เปลี่ยน

719
00:30:39,836 --> 00:30:40,164
แปลนิดหนึ่ง

720
00:30:40,164 --> 00:30:44,164
โดย

721
00:30:44,941 --> 00:30:46,920
Attribute ที่ 1 คือ

722
00:30:46,920 --> 00:30:47,392
ไม่สามารถแบ่งย่อยอีกแล้ว

723
00:30:47,392 --> 00:30:49,727
เช่นเพศ

724
00:30:49,727 --> 00:30:53,727
คุณก็ตอบได้นิดเดียวคุณเห็นอะไรคุณก็ตอบตรงนั้น

725
00:30:54,917 --> 00:30:55,168
เงินเดือน

726
00:30:55,168 --> 00:30:56,770
มีค่าเดียว

727
00:30:56,770 --> 00:31:00,770
มันจำเป็นต้องบอกว่า

728
00:31:03,726 --> 00:31:04,028
เงินเดือนเดือนนี้ 1 เงินเดือนที่ 2 เงินเดือนเดือนที่ 3

729
00:31:04,028 --> 00:31:07,785
มีค่าเดียว เงินเดือนปัจจุบันเท่าไร

730
00:31:07,785 --> 00:31:11,785
นะคะ เลขบัตรประชาชนสอบได้ค่าเดียว

731
00:31:16,602 --> 00:31:17,220
รหัสนักศึกษาตอบได้ค่าเดียว อันนี้คือเป็น Attribute หรือเป็นข้อมูลโดยทั่วไป

732
00:31:17,220 --> 00:31:17,403
นะคะ

733
00:31:17,403 --> 00:31:21,403
ต่างจาก Attribute ประเภทที่ 2 คือ assistance

734
00:31:27,364 --> 00:31:27,910
ที่สามารถแบ่งย่อยได้เช่นชื่อนามสกุลเราแยกกันกรอกได้ไหม

735
00:31:27,910 --> 00:31:28,409
ได้

736
00:31:28,409 --> 00:31:32,409
แบ่งเป็นชื่อคอลัมน์หนึ่ง

737
00:31:33,055 --> 00:31:37,055
นามสกุลคอลัมน์ 1 ก็ได้นะคะ

738
00:31:38,143 --> 00:31:39,822
ออกมาเป็นขีดนะคะ

739
00:31:39,822 --> 00:31:41,696
ก็เป็นค่าอีกละ

740
00:31:41,696 --> 00:31:42,282
ต้องไม่ซ้ำกัน

741
00:31:42,282 --> 00:31:45,997
ในตารางนั้นต้องค่านี้ต้องไม่ซ้ำกัน

742
00:31:45,997 --> 00:31:48,889
โดยลักษณะเฉพาะของ

743
00:31:48,889 --> 00:31:50,085

744
00:31:50,085 --> 00:31:52,519
คีย์นะคะ

745
00:31:52,519 --> 00:31:54,044
มันจะมีการขีดเส้นใต้

746
00:31:54,044 --> 00:31:57,809
เพื่อแสดงว่ามันเป็นค่าที่

747
00:31:57,809 --> 00:31:58,299
ซ้ำกันไม่ได้

748
00:31:58,299 --> 00:32:00,954
เหมือนเวลาเรา

749
00:32:00,954 --> 00:32:03,457
เรียนวิชาอะไรก็ละก็ตาม

750
00:32:03,457 --> 00:32:07,457
ถ้าอันไหน

751
00:32:08,028 --> 00:32:08,223
ขีดเส้นใต้ เป็นการเน้น ใช่ไหม

752
00:32:08,223 --> 00:32:11,368
กูก็เหมือนกัน

753
00:32:11,368 --> 00:32:15,368
หาข้อมูลเหมือนกัน

754
00:32:17,012 --> 00:32:17,208
แสดงว่าค่านั้นเป็นจุดเน้นที่เราจะต้องให้ความสำคัญกับมันค่ะ

755
00:32:17,208 --> 00:32:21,208
กับข้อมูลนะคะ

756
00:32:24,945 --> 00:32:28,945
เพียงข้างเดียวเท่านั้นเช่น คุณจะระบุเพศคุณจะเป็นเพศไหนคุณระบุมา

757
00:32:32,963 --> 00:32:33,469
อาจจะไม่มีแค่ชายหรือหญิง

758
00:32:33,469 --> 00:32:35,595
ตอนนี้คุณเป็นเพศอะไร

759
00:32:35,595 --> 00:32:38,975
ก็ระบุมานะคะ

760
00:32:38,975 --> 00:32:39,246
หรือ

761
00:32:39,246 --> 00:32:42,555
ค่าที่มีค่าได้หลายค่า

762
00:32:42,555 --> 00:32:43,877
อย่างเช่น เบอร์บ้าน

763
00:32:43,877 --> 00:32:47,877
ถ้าแต่ละที่ก็จะมีรหัสพื้นที่ไม่เหมือนกัน กรุงเทพฯก็เป็น 02 สกลก็เป็น 042 ขอนแก่นก็ 043 อุดรก็ 042

764
00:32:55,389 --> 00:32:56,761
ใช่ไหมคะ

765
00:32:56,761 --> 00:32:58,425
มันก็

766
00:32:58,425 --> 00:33:02,425
ต้องระบุด้วย

767
00:33:03,817 --> 00:33:05,170
อย่างนี้นะคะ ถ้าค่าไหนมีค่าได้หลายค่า อย่าลืม

768
00:33:05,170 --> 00:33:05,730
วงรี 2 เส้น

769
00:33:05,730 --> 00:33:09,730
กับค่าของ

770
00:33:12,117 --> 00:33:14,413
ข้อมูลที่ได้จากการคำนวณเ ราจะใช้วงที่เป็นเส้นประ

771
00:33:14,413 --> 00:33:14,798
เช่น อายุที่ได้มาจากวันเกิด

772
00:33:14,798 --> 00:33:18,798
นะคะ หรือว่า

773
00:33:22,001 --> 00:33:23,526
วันเข้าทำงานจนถึงปัจจุบันคุณ ทำงานมาแล้วกี่ปี

774
00:33:23,526 --> 00:33:25,854
อย่างนี้ก็ได้

775
00:33:25,854 --> 00:33:28,882
ค่าที่ได้มาจากการคำนวณนั่นแหละ

776
00:33:28,882 --> 00:33:32,257
อันนี้เป็นตัวอย่าง

777
00:33:32,257 --> 00:33:36,257
Simple

778
00:33:37,156 --> 00:33:38,436
Attribute แยกให้ออกนะคะ อันดับแรกคิว

779
00:33:38,436 --> 00:33:39,876
W คือวงรี

780
00:33:39,876 --> 00:33:40,742
คนนี้

781
00:33:40,742 --> 00:33:41,308
ตัวนี้

782
00:33:41,308 --> 00:33:43,901
ตัวนี้ตัวนี้

783
00:33:43,901 --> 00:33:47,901
ในสิ่งคืออะไร ที่เรียนคือ Entity ที่ชื่อตารางนั่นเองนะคะ

784
00:33:51,297 --> 00:33:55,297
ตัวอย่างของแอตทริบิวต์ที่แยกย่อยไปได้เช่น

785
00:33:56,023 --> 00:33:56,259
ชื่อนามสกุล

786
00:33:56,259 --> 00:34:00,259
แต่งตัว แยกเป็น First name Last

787
00:34:00,772 --> 00:34:02,882
ชื่อกับนามสกุลก็ได้

788
00:34:02,882 --> 00:34:03,066
ที่อยู่

789
00:34:03,066 --> 00:34:05,943
บางคนอาจจะกรอกบรรทัดเดียวเลยก็ได้

790
00:34:05,943 --> 00:34:07,394
หรือ

791
00:34:07,394 --> 00:34:11,394
อยากจะออกแบบให้ มัน บ้านเลขที่อยู่บรรทัด 1

792
00:34:13,165 --> 00:34:15,109
ตำบลละ 1

793
00:34:15,109 --> 00:34:15,940
อำเภอจังหวัดยะลาหมดเลยก็ได้

794
00:34:15,940 --> 00:34:19,940
ถามว่าใช้สัญลักษณ์ต่างไปไหมไม่นะคะ ไม่

795
00:34:22,486 --> 00:34:23,705
เหมือนกัน

796
00:34:23,705 --> 00:34:25,215
แต่ถามว่า

797
00:34:25,215 --> 00:34:28,536
เราลบอันนี้ออกได้ไหม

798
00:34:28,536 --> 00:34:32,001
ก็ได้นะคะ เพราะว่ามันจะได้ไม่เปลืองเนื้อ อย่างนี้ก็ได้

799
00:34:32,001 --> 00:34:33,388
แล้วคุณต้องกรอกไปเลย ชื่ออันนึง

800
00:34:33,388 --> 00:34:36,625
อันนี้ก็ได้นะคะ

801
00:34:36,625 --> 00:34:38,657

802
00:34:38,657 --> 00:34:40,159
key Attribute ค่าที่ห้ามซ้ำกัน

803
00:34:40,159 --> 00:34:42,679
ก็คือ

804
00:34:42,679 --> 00:34:44,261
ตารางนักเรียนอะไรที่ห้ามซ้ำกัน

805
00:34:44,261 --> 00:34:45,610
ก็คือ

806
00:34:45,610 --> 00:34:46,970
รหัสนักเรียน

807
00:34:46,970 --> 00:34:47,270
นี่ มันย่อมาจาก

808
00:34:47,270 --> 00:34:50,874
student ID นะคะ

809
00:34:50,874 --> 00:34:52,120
Student

810
00:34:52,120 --> 00:34:56,120
ID

811
00:34:58,677 --> 00:35:02,677
ทำไมถึงรู้เป็น student id ที่ไหนดี

812
00:35:03,341 --> 00:35:04,527
เพราะคำย่อแบบนี้หรือชื่อ

813
00:35:04,527 --> 00:35:07,735
ทุกอย่างนี้

814
00:35:07,735 --> 00:35:08,057
จะต้องจดไว้ในพจนานุกรมข้อมูลด้วย

815
00:35:08,057 --> 00:35:12,057
ถามว่าอันนี้มันง่ายค่ะ

816
00:35:15,956 --> 00:35:17,071
เพราะว่ามันมาจากอะไรถ้าคนไม่มีความรู้พื้นฐานเลยเขาจะรู้ได้ไงว่า

817
00:35:17,071 --> 00:35:17,480
SID คืออะไร

818
00:35:17,480 --> 00:35:20,833
อันนี้เดี๋ยวเรื่องนึงค่ะ เป็นอีกเรื่องนึง

819
00:35:20,833 --> 00:35:24,833
ถ้าเอาทุกอย่างรวมกัน

820
00:35:25,012 --> 00:35:25,557
ใน 1 ตาราง

821
00:35:25,557 --> 00:35:29,557
สามารถมีแอตทริบิวต์หรือมีรูปแบบข้อมูลได้ทุกรูปแบบก็ได้

822
00:35:32,258 --> 00:35:33,594
นะคะ

823
00:35:33,594 --> 00:35:33,817
มีทั้ง

824
00:35:33,817 --> 00:35:36,015
คีย์หลัก

825
00:35:36,015 --> 00:35:36,411
มีทั้ง

826
00:35:36,411 --> 00:35:38,437
Attribute มีที่สามารถแบ่งย่อยได้

827
00:35:38,437 --> 00:35:42,437
มีทั้งแอตทริบิวต์ที่ได้มาจากการคำนวณ คือ อายุ

828
00:35:43,787 --> 00:35:44,937
จะได้ข้ามมาจาก

829
00:35:44,937 --> 00:35:45,225
วันเดือนปีเกิด

830
00:35:45,225 --> 00:35:47,479
เบอร์โทรศัพท์

831
00:35:47,479 --> 00:35:50,080
เป็นมัลติแวลู

832
00:35:50,080 --> 00:35:51,089

833
00:35:51,089 --> 00:35:51,332
ก็คือมีได้หลายค่า

834
00:35:51,332 --> 00:35:54,581

835
00:35:54,581 --> 00:35:54,718
ก็ใส่วงรีซ้อนกัน อันนี้คือตัวอย่างนะคะ

836
00:35:54,718 --> 00:35:58,513
ตัวอย่างของแอตทริบิวต์

837
00:35:58,513 --> 00:35:59,862
แต่เดี๋ยว

838
00:35:59,862 --> 00:36:02,422
อาจจะยังไม่เข้าใจ

839
00:36:02,422 --> 00:36:03,246
เดี๋ยวว่าลูกก็น่าจะเข้าใจได้มากขึ้น

840
00:36:03,246 --> 00:36:04,776
นะคะ

841
00:36:04,776 --> 00:36:06,613
ต่อมาความสัมพันธ์

842
00:36:06,613 --> 00:36:08,037
นะคะ

843
00:36:08,037 --> 00:36:11,704
มันเป็นความสำคัญของตารางตั้งแต่ 2 ความสำคัญขึ้นไป

844
00:36:11,704 --> 00:36:14,596
ความสำคัญ

845
00:36:14,596 --> 00:36:16,395
จะมี

846
00:36:16,395 --> 00:36:19,914
ข้อมูลที่ใช้ร่วมกัน

847
00:36:19,914 --> 00:36:21,121
สัญลักษณ์คือสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด

848
00:36:21,121 --> 00:36:24,781
นะะค เช่น

849
00:36:24,781 --> 00:36:26,758
ตาราง

850
00:36:26,758 --> 00:36:28,426
พนักงาน

851
00:36:28,426 --> 00:36:29,122
อันนี้พนักงานนะคะ พนักงาน

852
00:36:29,122 --> 00:36:33,122
walk in แปลว่า ทำงานอยู่

853
00:36:36,571 --> 00:36:37,053
ในแผนกอะไร ก็คือ Department

854
00:36:37,053 --> 00:36:40,524
โดยความสัมพันธ์ตัวนี้นี่

855
00:36:40,524 --> 00:36:44,448
จะต้องสามารถอ่านไปข้างหน้า

856
00:36:44,448 --> 00:36:48,448
อ่านกลับย้อนหลังก็ได้

857
00:36:49,121 --> 00:36:51,187
อย่างเช่น ตัวอย่าง ก็คือพนักงานทำงานอยู่ในแผนกอะไร

858
00:36:51,187 --> 00:36:52,917
หรือในแผนกนั้น

859
00:36:52,917 --> 00:36:53,130
ๆ มีใครทำงานอยู่บ้าง

860
00:36:53,130 --> 00:36:56,169
มันจะต้องเข้าใจได้แบบนี้

861
00:36:56,169 --> 00:36:58,090

862
00:36:58,090 --> 00:36:59,696
หรือ

863
00:36:59,696 --> 00:36:59,936
การสั่งสินค้า

864
00:36:59,936 --> 00:37:03,349
อยู่ในใบสั่งสินค้า

865
00:37:03,349 --> 00:37:06,371
อยู่ไหน

866
00:37:06,371 --> 00:37:09,638
นะคะ สินค้าชนิดนั้น

867
00:37:09,638 --> 00:37:11,175
ๆ อยู่ในใบสั่งซื้ออะไร ก็ต้องดูได้

868
00:37:11,175 --> 00:37:11,846
สินค้า อย่างเช่น

869
00:37:11,846 --> 00:37:15,846
power bank

870
00:37:16,735 --> 00:37:18,580
อาจจะอยู่ได้ในหลายใบสั่งซื้อสินค้าก็ได้

871
00:37:18,580 --> 00:37:21,435
เพราะสินค้าเรามีหลายตัว

872
00:37:21,435 --> 00:37:21,593
ไม่ใช่ว่าขายให้แค่คนเดียว

873
00:37:21,593 --> 00:37:24,096
ขาย ขายให้ได้หลายคนค่ะ

874
00:37:24,096 --> 00:37:28,096
ความสัมพันธ์

875
00:37:28,527 --> 00:37:31,065
แบบ 1 ต่อ 1

876
00:37:31,065 --> 00:37:34,354
จะต้องเป็นความสัมพันธ์ที่สมาชิกคนเดียว

877
00:37:34,354 --> 00:37:38,354
ความสัมพันธ์ไปอีกสมาชิกหนึ่งของอีกตารางหนึ่งเท่านั้น

878
00:37:39,412 --> 00:37:41,641
เช่น เจ้าของรถ

879
00:37:41,641 --> 00:37:45,641
เจ้าของรถยนต์ได้ 1 คัน

880
00:37:46,515 --> 00:37:48,330

881
00:37:48,330 --> 00:37:48,741
นะคะ อันนี้สมมุติสมมุตินะคะ

882
00:37:48,741 --> 00:37:50,083
คน 1 คน

883
00:37:50,083 --> 00:37:53,342
เป็นเจ้าของรถยนต์ได้ 1 คัน

884
00:37:53,342 --> 00:37:57,342
ใ ช่ไหม

885
00:37:59,242 --> 00:38:01,209
ใครเคยเห็นในทะเบียนรถยนต์ ทะเบียนรถยนต์

886
00:38:01,209 --> 00:38:02,412
ต้องมีเจ้าของคนเดียวนะ

887
00:38:02,412 --> 00:38:06,412
ตัวอย่าง

888
00:38:07,863 --> 00:38:08,888
แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งกับมากกว่า 1

889
00:38:08,888 --> 00:38:09,105
ล่ะ นะคะ เช่น

890
00:38:09,105 --> 00:38:11,297
คนหนึ่งคน

891
00:38:11,297 --> 00:38:13,807
มีรถยนต์ได้

892
00:38:13,807 --> 00:38:15,208
หลายคัน

893
00:38:15,208 --> 00:38:18,645
ใช่ไหม

894
00:38:18,645 --> 00:38:19,246
อยู่บ้านบางคนอาจจะมีรถยนต์มากกว่า 1 คัน

895
00:38:19,246 --> 00:38:21,520
อาจจะมีรถเก๋ง มีรถกระบะ

896
00:38:21,520 --> 00:38:25,520
มีรถ 6 ล้อ

897
00:38:26,583 --> 00:38:27,265
พ่อเป็นเจ้าของรถหมดเลย

898
00:38:27,265 --> 00:38:27,775
ก็ได้

899
00:38:27,775 --> 00:38:31,307
แต่ใน

900
00:38:31,307 --> 00:38:31,570
บรรดารถ ทุกคัน

901
00:38:31,570 --> 00:38:33,864
จะต้องเจ้าของ

902
00:38:33,864 --> 00:38:34,763
คนเดียว

903
00:38:34,763 --> 00:38:38,763
อันนี้คือสิ่งที่เราต้องคิดด้วย

904
00:38:44,909 --> 00:38:44,568
นะคะ

905
00:38:39,691 --> 00:38:43,691
คน ๆ หนึ่งมีรถได้หลายคันก็จริง แต่รถคันนั้นจะต้องมีเจ้าของได้คนเดียว

906
00:38:49,956 --> 00:38:53,418
กับความสัมพันธ์ที่มากกว่า 1

907
00:38:53,418 --> 00:38:56,826
เช่น

908
00:38:56,826 --> 00:39:00,826
ลูกค้าหลายคน

909
00:39:01,855 --> 00:39:02,153
ลูกค้า 1 คน

910
00:39:02,153 --> 00:39:06,153
สมมติเวลาเราไปซื้อของ

911
00:39:06,454 --> 00:39:07,168
เราจะต้องซื้อกับแคชเชียร์คนนี้

912
00:39:07,168 --> 00:39:08,584
ใช่ไหม

913
00:39:08,584 --> 00:39:08,763
เวลาจ่ายเงิน

914
00:39:08,763 --> 00:39:12,763
แต่แคชเชียร์คนนี้

915
00:39:13,233 --> 00:39:13,372
ก็สามารถรับลูกค้าได้หลายคนเหมือนกัน

916
00:39:13,372 --> 00:39:16,425
ลูกค้าหลายคนก็ไปจ่ายกับแคชเชียร์คนไหนก็ได้

917
00:39:16,425 --> 00:39:20,425
ไม่จำเป็นต้องจ่ายเฉพาะคนนี้เท่านั้น

918
00:39:21,733 --> 00:39:22,288
เหมือนเวลาเราไป

919
00:39:22,288 --> 00:39:25,241
เดินห้าง

920
00:39:25,241 --> 00:39:25,974
ซื้อของในซ

921
00:39:25,974 --> 00:39:29,974
ูเปอร์ วันหนึ่งเขามีลูกค้าหลายคนไหมมีหลายคนนะคะ

922
00:39:34,826 --> 00:39:38,826
คนคิดเงินก็มีหลายคนไหม มีหลายคนเหมือนกันเพราะฉะนั้นวันนี้เราอาจจะเจอ

923
00:39:40,622 --> 00:39:42,483
พนักงานคนหนึ่ง พรุ่งนี้อาจจะเจอคนใหม่ก็ได้ เขาก็อาจจะไม่ได้เจอเราคนเดียว เขาเจอลูกค้าหลายคน

924
00:39:42,483 --> 00:39:43,692
มีความสัมพันธ์มากกว่า 1

925
00:39:43,692 --> 00:39:47,179
ทั้งสองฝั่ง

926
00:39:47,179 --> 00:39:47,330
ภาษาอังกฤษเรียกว่า many to many นะคะ

927
00:39:47,330 --> 00:39:51,330
อันนี้เป็นตัวอย่าง

928
00:39:52,631 --> 00:39:56,631
ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง

929
00:39:59,045 --> 00:40:00,024
จะเห็นได้ว่าเส้นเชื่อมความสัมพันธ์จะเป็นเส้นตรง

930
00:40:00,024 --> 00:40:00,530
มีตัวเลขกำกับ

931
00:40:00,530 --> 00:40:02,516
เห็นไหมคะ

932
00:40:02,516 --> 00:40:06,516
ตัวเลขกำกับด้วย

933
00:40:07,651 --> 00:40:08,030
เพราะฉะนั้น เวลาเราลากเส้นเชื่อมความสัมพันธ์ใด ๆ ก็ตาม

934
00:40:08,030 --> 00:40:11,774
จะต้องมีตัวเลขหรือตัวอักษรกำกับทุกครั้ง

935
00:40:11,774 --> 00:40:15,262
นะคะ

936
00:40:15,262 --> 00:40:18,685
อันนี้เป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง

937
00:40:18,685 --> 00:40:22,685
ตัวแทน

938
00:40:23,064 --> 00:40:24,257
ขายสินค้า ดูแลลูกค้าได้ 1 คน

939
00:40:24,257 --> 00:40:27,967
จริงไหม

940
00:40:27,967 --> 00:40:28,490
อาจจะไม่จริงเสมอไป

941
00:40:28,490 --> 00:40:32,490
ตัวแทน 1 คน อาจจะดูแลลูกค้าได้หลายคนก็ได้ ถ้าเป็นลูกค้าหลายคน เราจะแทนด้วยตัว

942
00:40:34,628 --> 00:40:38,628
M หรือตัว N ก็ได้

943
00:40:39,193 --> 00:40:39,725
M หรือ n ก็ได้

944
00:40:39,725 --> 00:40:43,725
แต่ต้องใส

945
00:40:43,787 --> 00:40:47,787
j ถามว่าถูกต้องหรือยัง

946
00:40:49,517 --> 00:40:49,993
ตัวแทน 1 คน ดูแลลูกค้าได้หลายคน

947
00:40:49,993 --> 00:40:53,993
ลูกค้าหลายคนก็ได้

948
00:40:54,288 --> 00:40:55,942
ดูแล

949
00:40:55,942 --> 00:40:57,626
ตัวแทน 1 คน

950
00:40:57,626 --> 00:40:57,910
ถูกไหม ก็ถูกนะคะ

951
00:40:57,910 --> 00:40:59,492
แบบนี้เป็นต้น

952
00:40:59,492 --> 00:41:02,357
มีการใส่

953
00:41:02,357 --> 00:41:02,481

954
00:41:02,481 --> 00:41:05,405
คีย์หลัก มีการขีดเส้น

955
00:41:05,405 --> 00:41:09,405
อันนี้เป็นความสำคัญ ก็คือเขาดูแลกัน

956
00:41:09,417 --> 00:41:09,613
ต้องใส่

957
00:41:09,613 --> 00:41:10,992
ต้องระบุ

958
00:41:10,992 --> 00:41:14,992
นะคะ แต่ถ้าเป็นความสัมพันธ์ที่มากกว่า 1 ทั้ง 2 ด้าน

959
00:41:15,816 --> 00:41:18,617
เราจะต้องใส่เป็น M

960
00:41:18,617 --> 00:41:19,265

961
00:41:19,265 --> 00:41:20,030
กับ N เท่านั้น

962
00:41:20,030 --> 00:41:22,926
มันจะใส่เป็น M

963
00:41:22,926 --> 00:41:24,403
เป็นอย่างนี้ไม่ได้

964
00:41:24,403 --> 00:41:25,672
ไม่ได้นะคะ

965
00:41:25,672 --> 00:41:26,743
ไม่ได้

966
00:41:26,743 --> 00:41:27,378
nn

967
00:41:27,378 --> 00:41:28,583
M

968
00:41:28,583 --> 00:41:29,601
ไม่มีได้ไหม

969
00:41:29,601 --> 00:41:30,019
ก็ไม่ได้

970
00:41:30,019 --> 00:41:32,572
ต้องเป็น M กับ n

971
00:41:32,572 --> 00:41:36,203
เผื่อให้

972
00:41:36,203 --> 00:41:38,755
ความหมายได้ถูก ว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมกัน

973
00:41:38,755 --> 00:41:40,420
ระหว่างเส้น 2 เส้นนี้นะคะ

974
00:41:40,420 --> 00:41:41,771
อันนี้เป็นตัวอย่าง

975
00:41:41,771 --> 00:41:42,661
เดี๋ยวพอวา

976
00:41:42,661 --> 00:41:44,749
ดง่าย ๆ ก่อย

977
00:41:44,749 --> 00:41:46,564
น่าจะเข้า

978
00:41:46,564 --> 00:41:46,811
ใจง่ายขึ้น

979
00:41:46,811 --> 00:41:50,021
อันนี้

980
00:41:50,021 --> 00:41:50,485
ออกสอบได้มาก

981
00:41:50,485 --> 00:41:54,485
อาจารย์อาจจะมีรูปภาพให้

982
00:41:56,563 --> 00:41:57,901
แล้วให้พวกคุณ

983
00:41:57,901 --> 00:41:58,123
เปลี่ยนเป็นตาราง

984
00:41:58,123 --> 00:42:01,045
ง่ายมากเลย

985
00:42:01,045 --> 00:42:02,350
นะคะ

986
00:42:02,350 --> 00:42:06,350
คือเขาบอกให้อยู่ไหนนิ

987
00:42:07,088 --> 00:42:11,088
กรอบสี่เหลี่ยมนึกชื่อตารางใช่ไหมคะ

988
00:42:11,441 --> 00:42:12,763
คุณก็เอากล่องสี่เหลี่ยมออกแล้วก็เขียนชื่อตาราง

989
00:42:12,763 --> 00:42:14,013
อยู่ในวงรี

990
00:42:14,013 --> 00:42:16,122

991
00:42:16,122 --> 00:42:16,410
Attribute ก็เป็นคอลัมน์ของตาราง

992
00:42:16,410 --> 00:42:20,410
เสร็จแล้ว

993
00:42:23,865 --> 00:42:25,262
หรือถ้าอาจารย์ให้วาดรูป

994
00:42:25,262 --> 00:42:26,858
ทำอย่างไร

995
00:42:26,858 --> 00:42:30,858
ตารางข้างล่าง

996
00:42:30,922 --> 00:42:31,993
ชื่อตารางใช่ไหมคะ ชื่อตารางก็เอามาใส่กรอบสี่เหลี่ยม

997
00:42:31,993 --> 00:42:35,989
คอลัมน์

998
00:42:35,989 --> 00:42:36,329
แต่ละคอลัมน์ก็เอามาใส่ในวงรี โยงเส้น

999
00:42:36,329 --> 00:42:40,329
เสร็จ แค่นั้นเอง

1000
00:42:40,671 --> 00:42:44,671
อันนี้ออกสอบด้วยนะ

1001
00:42:45,415 --> 00:42:46,658

1002
00:42:46,658 --> 00:42:50,658
นะคะ อาจจะไม่ง่ายอย่างนี้

1003
00:42:50,959 --> 00:42:51,179
หลักการมีประมาณนี้ล่ะ

1004
00:42:51,179 --> 00:42:55,179
นะคะ

1005
00:42:56,052 --> 00:42:59,722
ถ้าสมมุติว่า

1006
00:42:59,722 --> 00:43:02,385
มันมีข้อมูลที่

1007
00:43:02,385 --> 00:43:03,065
มันสามารถแบ่งแยกออกได้

1008
00:43:03,065 --> 00:43:03,422
นะคะ

1009
00:43:03,422 --> 00:43:05,507
จะเห็นได้ว่า

1010
00:43:05,507 --> 00:43:09,507
ตอนก่อนหน้านี้ที่อาจารย์ตัดตรงนี้ออก

1011
00:43:09,532 --> 00:43:13,051
ใช่ไหม

1012
00:43:13,051 --> 00:43:14,993
เวลาเราเอามาเขียนในรูปแบบของตาราง

1013
00:43:14,993 --> 00:43:18,197
อันนี้ เราจะไม่ใส่

1014
00:43:18,197 --> 00:43:18,623
เราจะดูเฉพาะ Attribute ที่อยู่ขอบนอกสุดเท่านั้นนะคะ

1015
00:43:18,623 --> 00:43:22,623
เราจะเฉพาะ

1016
00:43:23,101 --> 00:43:25,622
ข้างนอกสุด

1017
00:43:25,622 --> 00:43:27,715
เขียนเป็นตาราง

1018
00:43:27,715 --> 00:43:31,433
อันนี้เป็นดูดี ๆ นะ

1019
00:43:31,433 --> 00:43:33,174
กำหนดแต่ละอัน

1020
00:43:33,174 --> 00:43:33,710
นะคะ

1021
00:43:33,710 --> 00:43:37,710
กับค่าตารางไหน

1022
00:43:38,413 --> 00:43:42,363
มีข้อมูล

1023
00:43:42,363 --> 00:43:42,689
ที่สามารถมีได้หลายค่า

1024
00:43:42,689 --> 00:43:46,689
เห็นไหม วงรีซ้อนกัน 2 วง

1025
00:43:50,295 --> 00:43:50,475
เราจะเอาข้อมูลนั้นแยกเป็นอีก 1 ตาราง

1026
00:43:50,475 --> 00:43:54,475

1027
00:43:56,424 --> 00:43:57,842
แต่คีย์หลักจะเอามาจากตารางเดิม

1028
00:43:57,842 --> 00:43:58,077
นะคะ

1029
00:43:58,077 --> 00:44:02,077
เพื่อให้ 2 ตารางนี้

1030
00:44:02,893 --> 00:44:04,127
มันเชื่อมโยง กัน

1031
00:44:04,127 --> 00:44:04,404
โดยค่าคีย์

1032
00:44:04,404 --> 00:44:08,404
หลักเชื่อมกัน

1033
00:44:09,051 --> 00:44:09,696
อันนี้เป็นข้อสังเกตก่อนนะ

1034
00:44:09,696 --> 00:44:13,426
อันนี้ยังเป็นกฎที่ยังต้องใช้อยู่นะคะ

1035
00:44:13,426 --> 00:44:17,426
อันไหนที่เป็นค่า

1036
00:44:19,016 --> 00:44:23,016
ที่เป็น

1037
00:44:23,257 --> 00:44:24,801
อ่อนแอ

1038
00:44:24,801 --> 00:44:25,218
ตารางอ่อนแอ

1039
00:44:25,218 --> 00:44:29,218
มันต้องดูด้วยว่ามันคุยมีความสัมพันธ์กับตารางไหน

1040
00:44:29,958 --> 00:44:33,958
เรา

1041
00:44:36,388 --> 00:44:36,977
จะเอาคีย์หลักของตารางที่มันมีความสัมพันธ์ด้วยนิสัยด้วยเหมือนกัน

1042
00:44:36,977 --> 00:44:40,977
อย่างเช่น เดี๋ยวลบอันนี้ออกก่อน

1043
00:44:42,815 --> 00:44:44,529
ทำไมถึงบอกว่าตารางด้านขวามือ

1044
00:44:44,529 --> 00:44:48,529
เป็นตารางอ่อนแอ

1045
00:44:52,175 --> 00:44:52,280
เพราะ

1046
00:44:45,529 --> 00:44:49,529

1047
00:44:51,451 --> 00:44:53,431
ในตารางนี้

1048
00:44:53,431 --> 00:44:56,828
มีเวลาทำงาน

1049
00:44:56,828 --> 00:44:58,053
มีเวลากลับบ้าน มีวันที่

1050
00:44:58,053 --> 00:44:58,277
แต่ถามว่า

1051
00:44:58,277 --> 00:45:01,839
เป็นของใคร

1052
00:45:01,839 --> 00:45:05,839
ใครล่ะ มาทำงาน 7:00 น กลับ 16:00 น

1053
00:45:07,911 --> 00:45:09,185
ใครมาทำงาน 08:00 น กลับ 20:00 น

1054
00:45:09,185 --> 00:45:09,754
ไม่รู้

1055
00:45:09,754 --> 00:45:13,754
เพราะฉะนั้น ต้องไปดูด้วยว่า

1056
00:45:19,266 --> 00:45:22,606
พนักงานคนไหนที่เขามา

1057
00:45:22,606 --> 00:45:22,864
สแกนนิ้วทำงานหรือตอกบัตรทำงาน

1058
00:45:22,864 --> 00:45:26,864
นะคะ แต่ถามว่าในตารางนี้ทำไมเราไม่ให้กรอก

1059
00:45:27,535 --> 00:45:31,535
รหัสพนักงานด้วยเลยล่ะ

1060
00:45:32,598 --> 00:45:34,590
มันก็เป็นการซ้ำซ้อนกันไงคะ

1061
00:45:34,590 --> 00:45:38,008
ในเมื่อเรามีรหัสพนักงานอยู่แล้ว

1062
00:45:38,008 --> 00:45:38,267
เราก็เรียกใช้ได้เลย เราไม่จำเป็นต้องเพิ่มตรงนี้ก็ได้

1063
00:45:38,267 --> 00:45:41,546
อันนี้คือการออกแบบที่ดี

1064
00:45:41,546 --> 00:45:45,546
ถ้าในคำซ้อนกันเราจะไม่ใช้ แล้วจะมีข้อมูลมาใช้เลย อันนี้คือข้อดีของการออกแบบฐานข้อมูล

1065
00:45:49,041 --> 00:45:51,077
อันนี้คือตัวอย่างอย่างนึง

1066
00:45:51,077 --> 00:45:55,077
กับการเปลี่ยนให้เป็น

1067
00:46:00,822 --> 00:46:01,454
ตาราง ถ้าเมื่อกี้นี้ในรูปนี้อาจารย์ไม่ได้ใส่ความสัมพันธ์ใช่ไหมคะ

1068
00:46:01,454 --> 00:46:04,334
ยังไม่มีเส้นเชื่อมโยงไปทางอื่นใช่ไหม

1069
00:46:04,334 --> 00:46:08,334
ถ้ามันมีเส้นเชื่อมโยงไปตารางอื่นล่ะ

1070
00:46:15,082 --> 00:46:15,607
อันนี้เป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง

1071
00:46:15,607 --> 00:46:19,607
เราจะต้องเอาคีย์หลัก

1072
00:46:21,371 --> 00:46:25,371
ไอ้ที่ขีดเส้นใต้นี่

1073
00:46:29,112 --> 00:46:29,271
ของตารางด้านข้างที่เรามีความสัมพันธ์ด้วยมาใส่ในตารางเรา

1074
00:46:29,271 --> 00:46:33,271
แต่ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งจะมีข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง คือ

1075
00:46:36,094 --> 00:46:40,094
ในตารางแรก

1076
00:46:40,395 --> 00:46:40,811
จะเอารหัสลูกค้ามาเป็นคีย์เชื่อมต่อกันก็ได้

1077
00:46:40,811 --> 00:46:41,599
หรือ

1078
00:46:41,599 --> 00:46:43,810
อาจจะเอารหัส

1079
00:46:43,810 --> 00:46:44,130
ตัวแทน

1080
00:46:44,130 --> 00:46:48,130
เป็นตัวเชื่อมต่อกันก็ได้

1081
00:46:50,742 --> 00:46:52,569
อันนี้เป็นความพิเศษเฉพาะ

1082
00:46:52,569 --> 00:46:56,520
ตารางแบบหนึ่งต่อหนึ่ง

1083
00:46:56,520 --> 00:46:58,437
แต่ต้องเอาคีย์หลักของตารางที่เรามีความสัมพันธ์ด้วย

1084
00:46:58,437 --> 00:46:59,412
อาจจะเป็น เลือกมาทางไหนก็ได้

1085
00:46:59,412 --> 00:46:59,604
ต้องมี

1086
00:46:59,604 --> 00:47:02,987
ต้องมี

1087
00:47:02,987 --> 00:47:05,292
มันสามารถ

1088
00:47:05,292 --> 00:47:07,096
ยืดหยุ่นได้นั่นเอง

1089
00:47:07,096 --> 00:47:08,103
เฉพาะความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง

1090
00:47:08,103 --> 00:47:12,103
แต่ถ้า

1091
00:47:12,977 --> 00:47:14,519
ความสัมพันธ์

1092
00:47:14,519 --> 00:47:14,791
หนึ่งต่อกลุ่ม

1093
00:47:14,791 --> 00:47:18,791
จะต้องเอา

1094
00:47:20,370 --> 00:47:24,370
คีย์หลักของฝั่งที่มีความสัมพันธ์เป็นหนึ่ง

1095
00:47:24,422 --> 00:47:25,187
มาใส่ในตารางที่มีความสัมพันธ์แบบกลุ่ม

1096
00:47:25,187 --> 00:47:25,368
เท่านั้น

1097
00:47:25,368 --> 00:47:29,368
อันนี้เป็นลักษณะเฉพาะ

1098
00:47:30,294 --> 00:47:33,329
นะคะ

1099
00:47:33,329 --> 00:47:33,780
ลักษณะเฉพาะ

1100
00:47:33,780 --> 00:47:37,780
ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม

1101
00:47:38,142 --> 00:47:41,855
แต่ถ้า

1102
00:47:41,855 --> 00:47:42,908
เป็นความสัมพันธ์แบบ

1103
00:47:42,908 --> 00:47:46,531

1104
00:47:46,531 --> 00:47:50,342
กลุ่มต่อกลุ่มล่ะ เห็นไหมคะ เป็น M กับ n

1105
00:47:50,342 --> 00:47:52,865
เราจะไม่เอาตาราง

1106
00:47:52,865 --> 00:47:53,171
เอาค่าคีย์หลัดมาใส่ในตาราง

1107
00:47:53,171 --> 00:47:56,794
แต่เราจะสร้างตารางใหม่

1108
00:47:56,794 --> 00:48:00,794
ขึ้นมา

1109
00:48:02,510 --> 00:48:02,921
โดยใช้คีย์หลักของทั้งสองตารางที่มีความสัมพันธ์กัน มาสร้างเป็นตารางใหม่เลย

1110
00:48:02,921 --> 00:48:06,921
จำลักษณะ 3 อย่างนี้ให้ดีนะคะ 1 ต่อ 1 1 ต่อกลุ่ม

1111
00:48:12,481 --> 00:48:15,377
ออกกลุ่ม

1112
00:48:15,377 --> 00:48:17,736
การนำมาสร้างเป็นตาราง

1113
00:48:17,736 --> 00:48:19,912
ลักษณะเฉพาะมี 3 แบบ

1114
00:48:19,912 --> 00:48:21,191
แบบแรกคือเอาครีม

1115
00:48:21,191 --> 00:48:22,725
วันไหนก็ได้

1116
00:48:22,725 --> 00:48:24,700
แบบที่ 2 คือ

1117
00:48:24,700 --> 00:48:25,421
เอาเฉพาะคีย์หลักของฝั่งที่เป็น

1118
00:48:25,421 --> 00:48:28,890
เป็นหนึ่งเท่า นั้น แบบที่ 3 คือ

1119
00:48:28,890 --> 00:48:29,965

1120
00:48:29,965 --> 00:48:32,806
เอาคีย์หลักของ

1121
00:48:32,806 --> 00:48:34,000
ทั้ง 2 ความสัมพันธ์มาสร้างตารางใหม่ เลย

1122
00:48:34,000 --> 00:48:37,142
ราคา

1123
00:48:37,142 --> 00:48:39,930
อันนี้คือลักษณะเฉพาะ

1124
00:48:39,930 --> 00:48:41,307
ของการเปลี่ยนรูปภาพให้เป็นตาราง

1125
00:48:41,307 --> 00:48:42,855
นะคะ

1126
00:48:42,855 --> 00:48:45,496
เดี๋ยวจะมีให้ทำด้วย

1127
00:48:45,496 --> 00:48:47,636
บางคนจะจำไม่ได้

1128
00:48:47,636 --> 00:48:51,299
การออกแบบนะคะ ก็อันนี้พูดไปแล้ว

1129
00:48:51,299 --> 00:48:55,299
เราจะมาลองวาดรูปกัน

1130
00:48:58,097 --> 00:49:00,541
ให้

1131
00:49:00,541 --> 00:49:00,891
น่าจะเคยไปร้านหนังสือกัน

1132
00:49:00,891 --> 00:49:04,891
หรืออาจจะเคยเห็นหนังสืออยู่แล้วนะ

1133
00:49:05,208 --> 00:49:07,396
นะคะ

1134
00:49:07,396 --> 00:49:10,065
ในหนังสือ 1 เล่ม

1135
00:49:10,065 --> 00:49:11,332
จะมีอะไรบ้าง

1136
00:49:11,332 --> 00:49:13,665
แน่นอน

1137
00:49:13,665 --> 00:49:15,197
ข้อมูลหนังสือแต่ละเล่ม

1138
00:49:15,197 --> 00:49:15,697
ก็จะมี

1139
00:49:15,697 --> 00:49:18,986
รหัสหนังสือ

1140
00:49:18,986 --> 00:49:19,180
นะ

1141
00:49:19,180 --> 00:49:23,180
มีชื่อหนังสือ

1142
00:49:24,097 --> 00:49:27,718
มีรหัสผู้แต่ง

1143
00:49:27,718 --> 00:49:30,009
รหัสสำนักพิมพ์ อันนี้คือข้อมูลที่อาจารย์ให้ก่อนนะ

1144
00:49:30,009 --> 00:49:34,009
เดี๋ยวเรามาวาดรูปกัน

1145
00:49:34,342 --> 00:49:34,714
ในข้อมูลของคนแต่งหนังสือมีอะไรบ้าง ก็จะมี

1146
00:49:34,714 --> 00:49:38,714
ผู้แต่งคนนั้นนะคะ มีชื่อผู้แต่งหนังสือ

1147
00:49:39,804 --> 00:49:41,890
ในข้อมูลสำนักพิมพ์

1148
00:49:41,890 --> 00:49:44,155
ก็จะมีรหัสสำนักพิมพ์

1149
00:49:44,155 --> 00:49:47,159
มีชื่อสำนักพิมพ์ มีที่อยู่

1150
00:49:47,159 --> 00:49:49,729
มีเบอร์โทรศัพท์

1151
00:49:49,729 --> 00:49:52,936
นะคะ

1152
00:49:52,936 --> 00:49:54,500
ขั้นตอนแรก

1153
00:49:54,500 --> 00:49:58,500
ศึกษาก่อน ในระบบหนังสือ ร้านหนังสือ

1154
00:49:59,520 --> 00:50:03,520
ก็คือข้อมูลที่อาจารย์ให้เมื่อกี้ มันจะมีข้อมูลหนังสือนะคะ มีข้อมูลคนแต่ง

1155
00:50:06,064 --> 00:50:10,064
มีข้อมูลสำนักพิมพ์

1156
00:50:12,738 --> 00:50:12,901
มีกระดาษใช่ไหมพลอย

1157
00:50:12,901 --> 00:50:16,109

1158
00:50:16,109 --> 00:50:18,070
โอเค ขั้นตอนต่อมา

1159
00:50:18,070 --> 00:50:22,070
กำหนด

1160
00:50:26,384 --> 00:50:30,384
เดEntity เดี๋ยวจะให้ทำเอง ก็คือในข้อมูลที่อาจารย์ให้อันนี้

1161
00:50:31,473 --> 00:50:33,564
จะต้องมีอีกกี่เอมมี่หรือมีกี่ตารางทำสี

1162
00:50:33,564 --> 00:50:35,918
สัญลักษณ์ให้ถูกด้วยนะคะ

1163
00:50:35,918 --> 00:50:36,808
เดี๋ยวอาจารย์จะเจอเดินดู

1164
00:50:36,808 --> 00:50:37,093
ทำเลย

1165
00:50:37,093 --> 00:50:41,093
นี่ จากข้อมูลนี้ ข้อมูล

1166
00:50:55,539 --> 00:50:58,434
ตัวหนังสือสีดำ

1167
00:50:58,434 --> 00:51:00,904
ๆ นี่ ดำเข้ม ๆ นี่ เราควร มีกี่ตาราง

1168
00:51:00,904 --> 00:51:02,971
วาดรูป

1169
00:51:02,971 --> 00:51:03,330
นี่

1170
00:51:03,330 --> 00:51:06,075
วาดรูปแบบนี้

1171
00:51:06,075 --> 00:51:08,419
จะให้วาดแบบนี้

1172
00:51:08,419 --> 00:51:12,419
ง่าย ๆ นี่ วาดแบบนี้

1173
00:51:13,891 --> 00:51:14,425
ให้เอาข้อมูลมาวาดเป็นรูป แบบนี้ แต่อย่างแรกเลย

1174
00:51:14,425 --> 00:51:18,425
ดูก่อนว่า

1175
00:51:19,400 --> 00:51:19,799
ข้อมูลที่อาจารย์ให้นี่

1176
00:51:19,799 --> 00:51:23,549
มันควรจะมีกี่ตาราง

1177
00:51:23,549 --> 00:51:27,549
ดูสิว่ามันต้องมีกี่ตาราง สัญลักษณ์ของตารางหรือ npt ก็คือ

1178
00:51:28,788 --> 00:51:31,328
เหลี่ยมผืนผ้า

1179
00:51:31,328 --> 00:51:32,873
ลองว่าซิ

1180
00:51:32,873 --> 00:51:36,873
มันควรจะมีสี่เหลี่ยมผืนผ้ากี่อัน

1181
00:51:39,069 --> 00:51:39,292
แล้วในสี่เหลี่ยมผืนผ้าจะต้องเขียนว่าอะไร

1182
00:51:39,292 --> 00:51:41,553
ลองทำดู

1183
00:51:41,553 --> 00:51:45,553
อันนี้ยังไม่ยาก

1184
00:54:24,705 --> 00:54:28,705
สรุปแล้วมีกี่ตาราง

1185
00:54:35,100 --> 00:54:35,351
อันนี้ง่ายมาก ดูจากที่อาจารย์

1186
00:54:35,351 --> 00:54:39,351
เน้นตัวหนังสือสีดำเข้มไว้

1187
00:54:40,461 --> 00:54:41,204
เราจะได้ 3 ตาราง

1188
00:54:41,204 --> 00:54:45,204
ในกรอบสี่เหลี่ยม

1189
00:54:45,851 --> 00:54:46,062
มีตารางผู้แต่ง

1190
00:54:46,062 --> 00:54:48,246
มีตารางหนังสือ

1191
00:54:48,246 --> 00:54:51,289
มีตารางสำนักพิมพ์

1192
00:54:51,289 --> 00:54:53,286
ก็คือ

1193
00:54:53,286 --> 00:54:57,286
3 entity นั่นเอง

1194
00:54:57,362 --> 00:54:58,317
นะคะ จากโจทย์ที่อาจารย์กำหนดให้นะ ที่จะเน้นให้

1195
00:54:58,317 --> 00:55:01,421
อันนี้

1196
00:55:01,421 --> 00:55:02,669
จะ

1197
00:55:02,669 --> 00:55:03,016
ให้ทำเอง

1198
00:55:03,016 --> 00:55:05,908
หลังจาก

1199
00:55:05,908 --> 00:55:09,908
เราได้ตาราง หรือ Entity แล้วนะคะ

1200
00:55:10,115 --> 00:55:13,041
มันจะต้องกำหนดความสำ

1201
00:55:13,041 --> 00:55:17,041
พันธ์ ความสัมพันธ์ ก็คือเส้นที่โยง

1202
00:55:18,964 --> 00:55:20,920
3 อันนี้ เราจะโยงเส้นมันอย่างไร

1203
00:55:20,920 --> 00:55:24,920
โดยความสัมพันธ์ของแต่ละอัน มันควรเป็นอย่างไร

1204
00:55:26,580 --> 00:55:30,229
สิ่งที่มันควรจะเป็น ก็คือหนังสือแต่ละเล่ม

1205
00:55:30,229 --> 00:55:33,260
จะถูกพิมพ์จากสำนักพิมพ์

1206
00:55:33,260 --> 00:55:35,698
ใดสำนักพิมพ์

1207
00:55:35,698 --> 00:55:37,097
หนึ่งเท่านั้น

1208
00:55:37,097 --> 00:55:38,233
ใช่ไหม

1209
00:55:38,233 --> 00:55:42,233
แต่ว่า

1210
00:55:44,859 --> 00:55:45,195
ใน 1 สำนักพิมพ์

1211
00:55:45,195 --> 00:55:49,195
เขาก็สามารถพิมพ์

1212
00:55:49,209 --> 00:55:51,532
หนังสือได้

1213
00:55:51,532 --> 00:55:55,532
หลายเล่มนะ อันนี้คือเงื่อนไข

1214
00:55:59,390 --> 00:55:57,913
เงื่อน

1215
00:55:52,665 --> 00:55:56,665
ไข หนังสือแต่ละเล่ม

1216
00:56:00,997 --> 00:56:01,880
กำหนดว่าจะต้องมีคนแต่งคนเดียวเท่านั้น

1217
00:56:01,880 --> 00:56:05,880
แต่ในโลกของความเป็นจริงนี่

1218
00:56:10,355 --> 00:56:10,579
หนังสือนี่ มันอาจจะมีคนแต่งช่วยกันก็ได้นะ

1219
00:56:10,579 --> 00:56:14,579
แต่ว่าในโจทย์ที่อาจารย์ให้

1220
00:56:16,875 --> 00:56:17,623
อาจารย์ให้หนังสือ 1 เล่ม คนแต่งได้คนเดียว อันนี้คือ

1221
00:56:17,623 --> 00:56:18,157
โจทยตามกำหนด

1222
00:56:18,157 --> 00:56:20,853
นะคะ

1223
00:56:20,853 --> 00:56:21,874
แต่ว่า

1224
00:56:21,874 --> 00:56:25,874
ผู้แต่งหนังสือแต่ละคน

1225
00:56:27,514 --> 00:56:27,800
เขาก็สามารถแต่งหนังสือได้หลายเล่มเหมือนกัน

1226
00:56:27,800 --> 00:56:31,800
อันนี้คือข้อกำหนดที่อาจารย์กำหนดให้

1227
00:56:35,616 --> 00:56:37,696
นะคะ

1228
00:56:37,696 --> 00:56:39,855
แล้ว

1229
00:56:39,855 --> 00:56:43,855
เราจะให้ความสัมพันธ์แต่ละอันอย่างไร

1230
00:56:45,644 --> 00:56:48,400
ก็คือการวาด

1231
00:56:48,400 --> 00:56:50,249
นี่ ๆ ว่าแบบนี้

1232
00:56:50,249 --> 00:56:54,249
นี่

1233
00:56:55,077 --> 00:56:59,077
มันจะเป็นการวาดแบบนี้นะคะ ความสัมพันธ์มันจะเป็นแบบนี้

1234
00:56:59,606 --> 00:57:03,606
อันนี้คือความสัมพันธ์

1235
00:57:03,704 --> 00:57:04,576
ที่นักศึกษาต้องวาด

1236
00:57:04,576 --> 00:57:08,576
จากโจทย์ตัวนี้

1237
00:57:10,769 --> 00:57:14,519
นะคะ จากโจทย์ตัวนี้

1238
00:57:14,519 --> 00:57:14,917
ไอ้ 3 อันนี้

1239
00:57:14,917 --> 00:57:18,260
มันจะต้องสัมพันธ์กันอย่างไร

1240
00:57:18,260 --> 00:57:22,260
ลองวาดดูสิ

1241
00:57:24,412 --> 00:57:28,412
ลองวาดดู

1242
00:57:34,444 --> 00:57:38,444
รูปมันจะต้องออกมาเป็นแบบนี้นะคะ แต่ข้อมูลข้างในเราจะใส่ว่าอย่างไร ลองใส่ดู

1243
00:57:38,935 --> 00:57:40,042
เดี๋ยวให้เวลา

1244
00:57:40,042 --> 00:57:41,583
5 นาที

1245
00:57:41,583 --> 00:57:45,583
ลองดูสิว่า

1246
00:57:50,661 --> 00:57:52,203
จะเข้าใจโจทย์อาจารย์ไหม จะวาดได้หรือเปล่า

1247
00:57:52,203 --> 00:57:53,234
5 นาที เดี๋ยวมาดูกัน

1248
00:57:53,234 --> 00:57:57,234
เดี๋ยวเอาตัวอย่างให้ดูอันหนึ่ง

1249
01:00:51,910 --> 01:00:52,625
แล้วที่เหลืออยู่ตามหนังสือ

1250
01:00:52,625 --> 01:00:56,625
ให้ตัวอย่าง 1 อันก่อนให้วาดแบบนี้นะคะ

1251
01:01:03,630 --> 01:01:06,118
1 คน

1252
01:01:06,118 --> 01:01:10,118
ในโจทย์ที่อาจารย์บอก

1253
01:01:10,869 --> 01:01:11,885
อ่านหนังสือ 1 เล่มใช่ไหมคะ

1254
01:01:11,885 --> 01:01:12,425
หนังสือ

1255
01:01:12,425 --> 01:01:16,425
ก็มีผู้แต่งได้แค่คนเดียว แต่เขาแต่งได้หลายเรื่องใช่ไหม เพราะฉะนั้น ความสำคัญ ก็คือ

1256
01:01:21,277 --> 01:01:22,200
ผู้แต่ง 1 คน สามารถสั่งหนังสือ

1257
01:01:22,200 --> 01:01:26,200
แต่ถ้าเราอาจย้อนกลับหนังสือหลาย ๆ เล่มนี่

1258
01:01:28,474 --> 01:01:29,565
มีผู้แต่ง

1259
01:01:29,565 --> 01:01:32,614
แค่ 1 คน

1260
01:01:32,614 --> 01:01:36,395
อันนี้ยกตัวอย่างให้ 1 อันแล้ว

1261
01:01:36,395 --> 01:01:40,395
ที่เหลือลองวาดดูสิ

1262
01:01:41,830 --> 01:01:42,134
ให้มันได้เหมือนอาจารย์นี่

1263
01:01:42,134 --> 01:01:45,743
ที่เหลือมันควรจะเป็นอย่างไร

1264
01:01:45,743 --> 01:01:48,391
ลองดูสิ

1265
01:01:48,391 --> 01:01:49,944
เริ่มให้แล้ว 1 อัน

1266
01:01:49,944 --> 01:01:50,163
ที่เหลือลองทำดูก่อน

1267
01:01:50,163 --> 01:01:54,163
ที่เหลือ

1268
01:04:12,657 --> 01:04:16,127
หนังสือหลาย ๆ เล่ม

1269
01:04:16,127 --> 01:04:20,127
จะต้องถูกพิมพ์จาก 1 สำนักพิมพ์เท่านั้น

1270
01:04:22,156 --> 01:04:25,099
ใช่ไหม อันนี้ตามโจทย์ที่อาจารย์กำหนด

1271
01:04:25,099 --> 01:04:29,099
นะคะ ถ้าเราเอามารวมกัน

1272
01:04:30,993 --> 01:04:31,470
ในความสัมพันธ์

1273
01:04:31,470 --> 01:04:32,586
นะคะ

1274
01:04:32,586 --> 01:04:36,152
มันอาจจะเขียนได้เป็นแบบนี้นะคะ

1275
01:04:36,152 --> 01:04:38,352
ผู้แต่ง 1 คน

1276
01:04:38,352 --> 01:04:41,725
แต่งหนังสือได้หลายเล่ม

1277
01:04:41,725 --> 01:04:45,725
และหนังสือหลาย ๆ เล่ม

1278
01:04:47,717 --> 01:04:51,416
จะต้องถูกจัดพิมพ์จาก 1 สำนักพิมพ์เท่านั้น

1279
01:04:51,416 --> 01:04:52,153
อันนี้คือรูปความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น

1280
01:04:52,153 --> 01:04:56,153
อันนี้ยังง่ายอยู่

1281
01:04:58,656 --> 01:04:59,458
พอเห็นภาพขึ้นบ้างไหม

1282
01:04:59,458 --> 01:05:01,477
นะคะ

1283
01:05:01,477 --> 01:05:02,970
อันนี้ยังง่าย

1284
01:05:02,970 --> 01:05:06,970
อันนี้พอเราอ่านถ้าเป็นคนที่ไม่มีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์มาอ่านเขาก็ยังจะเข้าใจ

1285
01:05:11,290 --> 01:05:15,290
อันนี้คือการวาดรูปมัน

1286
01:05:21,713 --> 01:05:22,617
ง่ายขึ้น เลยทำให้เราเข้าใจง่ายขึ้น เราก็จัดระเบียบความคิดของเรา ว่าสิ่งที่ควรจะเป็นในฐานข้อมูลมันควรจะเป็นอย่างไร

1287
01:05:22,617 --> 01:05:26,204
นะคะ

1288
01:05:26,204 --> 01:05:27,922
ต่อมา

1289
01:05:27,922 --> 01:05:31,922
ง่ายแล้ว อันนี้ยิ่งง่าย เราได้ความสัมพันธ์เราได้เอนติตี้แล้ว

1290
01:05:35,240 --> 01:05:37,811
เราต้องมาเขียน

1291
01:05:37,811 --> 01:05:38,909
ในแต่ละตาราง

1292
01:05:38,909 --> 01:05:41,680
มันควรจะมีข้อมูลอะไร

1293
01:05:41,680 --> 01:05:44,208
แล้วอะไร

1294
01:05:44,208 --> 01:05:47,809
จะเป็นกีฬา

1295
01:05:47,809 --> 01:05:48,200
ก็คือค่าที่ห้ามซ้ำกัน ที่เราต้องขีดเส้นนะคะ

1296
01:05:48,200 --> 01:05:50,922
เอามาจากตรงไหน

1297
01:05:50,922 --> 01:05:53,480
มาจากตรงนี้

1298
01:05:53,480 --> 01:05:57,480

1299
01:05:59,454 --> 01:05:59,695
เรารู้แล้วว่าอันไหนคือชื่อตาราง ก็คือชื่อ

1300
01:05:59,695 --> 01:06:03,695
Entity แล้วข้อมูลมีอะไรบ้าง มันก็แค่เอาข้อมูลที่อาจารย์กำหนดให้นี่ล่ะค่ะ

1301
01:06:04,079 --> 01:06:05,679
ไปใส่

1302
01:06:05,679 --> 01:06:09,191
ในรูปวงรี

1303
01:06:09,191 --> 01:06:10,769
ใช่ไหม

1304
01:06:10,769 --> 01:06:10,849
คือ Attribute

1305
01:06:10,849 --> 01:06:14,578
แต่มันจะยาก ก็คือในแต่ละข้อมูล

1306
01:06:14,578 --> 01:06:18,578
อะไรจะเป็นคีย์หลัก ก็คือค่าค่าที่ห้ามซ้ำกัน

1307
01:06:19,493 --> 01:06:23,493
ลองวาดดู อาจารย์เอาให้หมดแล้ว

1308
01:06:23,499 --> 01:06:27,387
3 อันนี้จะต้อง

1309
01:06:27,387 --> 01:06:28,092
ข้อมูลอะไรบ้าง กำหนดอยู่

1310
01:06:28,092 --> 01:06:32,092
อนุญาต ก็คือเราจะขีดเส้นใต้ในข้อมูลอันไหนนะคะ

1311
01:06:33,734 --> 01:06:37,724
อันนี้หมดไปแล้ว ทำเอง ลองดูสิ

1312
01:06:37,724 --> 01:06:41,724
ลองดูสิ

1313
01:06:42,451 --> 01:06:43,653
มันจะได้รูปเหมือนกับของอาจารย์ไหม

1314
01:06:43,653 --> 01:06:44,759
ลองทำดู

1315
01:06:44,759 --> 01:06:48,759
แค่เอาข้อมูลที่อาจารย์กำหนดให้ในสไลด์ก่อนหน้านี้ ใส่แค่นี้เอง

1316
01:06:50,826 --> 01:06:54,714
เดี๋ยวให้ลองทำ

1317
01:06:54,714 --> 01:06:57,657
ดูเองว่ามันเหมือนกันไหม

1318
01:06:57,657 --> 01:07:01,657
5 นาที เหมือนเดิม

1319
01:07:12,289 --> 01:07:16,289
เดี๋ยววันนี้ไม่เสร็จ ให้ 1 ตัวอย่างก่อน

1320
01:07:32,125 --> 01:07:33,872
มันต้องแบบนี้

1321
01:07:33,872 --> 01:07:36,611
2 อันที่เหลือทำเอง

1322
01:07:36,611 --> 01:07:38,693
เอาตัวอย่างให้ดูก่อน

1323
01:07:38,693 --> 01:07:42,693
ได้ตารางหนังสือแล้ว

1324
01:07:44,343 --> 01:07:48,343
เหลือตารางสำนักพิมพ์กับตารางผู้แต่ง ลองทำอีก 2 อันที่เหลือ ให้รูปมันออกมาเป็นแบบนี้ ต้องทำอย่างไร

1325
01:07:57,872 --> 01:08:01,872
ยกตัวอย่างให้ก่อน เดี๋ยวไม่เข้าใจ

1326
01:08:02,506 --> 01:08:06,506
เห็นไหมว่าอาจารย์กำหนดคีย์ด้วย ก็คือเราขีดเส้นใต้รหัสนัก

1327
01:08:16,231 --> 01:08:18,210

1328
01:08:18,210 --> 01:08:22,210
หนังสื่อน่ะ ห้ามซ้ำกัน อีก 2 อันที่เหลืออันไหนต้องห้ามซ้ำกัน

1329
01:08:27,791 --> 01:08:28,363
แล้วทำไมในตารางหนังสืออาจารย์ถึงมีรหัสสำนักพิมพ์ด้วย ทำไมต้องมี

1330
01:08:28,363 --> 01:08:30,361
ต้องมีเพราะว่า

1331
01:08:30,361 --> 01:08:34,361
เราจะได้รู้ว่าหนังสือเล่มนี้สำนักพิมพ์ไหนเอามาขาย

1332
01:08:35,454 --> 01:08:39,026
ใช่ไหม

1333
01:08:39,026 --> 01:08:43,026
อันนี้ ไอ้รหัสสำนักพิมพ์นี่ คือ คีย์นอก

1334
01:08:56,317 --> 01:09:01,078
ซึ่งเอาไว้เชื่

1335
01:08:45,301 --> 01:08:49,301
อมโยง ไปดูว่าสำนักพิมพ์ชื่ออะไรอยู่ที่ไหนเบอร์โทรศัพท์อะไรไม่จำเป็นต้องเอาข้อมูลมาทั้งหมดเอามาแค่รหัสก็พอ

1336
01:08:57,939 --> 01:08:58,386
ในการเชื่อมโยงกัน 2 ตาราง

1337
01:08:58,386 --> 01:09:00,363
นะ

1338
01:09:00,363 --> 01:09:02,958
คะ ลองว่าดู

1339
01:09:02,958 --> 01:09:03,120
สิ 2 อันที่เหลือ

1340
01:09:03,120 --> 01:09:05,595
ไหนผู้แต่งต้องมีอะไร

1341
01:09:05,595 --> 01:09:09,072
สำนักพิมพ์ต้องมีอะไร ลองวาดดูสิ

1342
01:09:09,072 --> 01:09:13,072
เห็นไหม

1343
01:12:15,645 --> 01:12:17,848
ผู้แต่งได้หรือยัง เหมือนกันหรือเปล่า อันนี้ง่ายมากเลย

1344
01:12:17,848 --> 01:12:21,121
เพราะเอาข้อมูลที่อาจารย์ให้มาวาด

1345
01:12:21,121 --> 01:12:24,510
แค่นั้นเอง ใช่ไหม

1346
01:12:24,510 --> 01:12:28,510
สำนักพิมพ์

1347
01:12:30,549 --> 01:12:32,753
ก็เป็นแบบนี้

1348
01:12:32,753 --> 01:12:36,753
เพราะอาจารย์ให้ข้อมูลไปหมดแล้ว

1349
01:12:41,267 --> 01:12:49,241
พ

1350
01:12:35,808 --> 01:12:39,808

1351
01:12:42,540 --> 01:12:45,993
อเราวาดเสร็จ ได้องค์ประกอบทุกอย่าง

1352
01:12:45,993 --> 01:12:49,993
รูปที่สมบูรณ์

1353
01:12:51,047 --> 01:12:54,771
มันเลยเป็นแบบนี้

1354
01:12:54,771 --> 01:12:56,535
ใช่ไหม จากข้อมูลที่อาจารย์ให้ทั้งหมด

1355
01:12:56,535 --> 01:12:59,243
พอมาวาดรูป

1356
01:12:59,243 --> 01:12:59,761
เหมือนกันเลย

1357
01:12:59,761 --> 01:13:03,761
แค่เอาข้อมูลที่ได้น่ะค่ะ จากตัวหนังสือเป็นยาว ๆ เฟื่้อย ๆ

1358
01:13:04,934 --> 01:13:08,158
นี่ เราก็

1359
01:13:08,158 --> 01:13:09,029
เอามาวาดเป็นรูป

1360
01:13:09,029 --> 01:13:11,007
แล้ว มันจะได้เช็กได้ ว่า

1361
01:13:11,007 --> 01:13:14,306
เราขาดข้อมูลตรงไหนหรือเปล่า

1362
01:13:14,306 --> 01:13:18,306
นะคะ

1363
01:13:20,887 --> 01:13:24,758
ข้อมูลมันยังสามารถเติมตรงไหนได้อีก มันเป็นไปอย่างที่เราเข้าใจไหม

1364
01:13:24,758 --> 01:13:25,920
ในตัวของ สมมุติว่าเขามาจ้างให้เราออกแบบ

1365
01:13:25,920 --> 01:13:29,920
ข้อมูลเข้าใจตรงกันหรือเปล่า นะคะ

1366
01:13:33,541 --> 01:13:35,884
หรือเขาอยากให้เอาข้อมูลอะไรเข้ามาอีก

1367
01:13:35,884 --> 01:13:39,107
แต่ถ้า

1368
01:13:39,107 --> 01:13:40,523
เป็นการออกแบบฐานข้อมูลจริง ๆ

1369
01:13:40,523 --> 01:13:44,523
ที่ใช้กันในชีวิต

1370
01:13:44,642 --> 01:13:46,585
ประจำวัน ถามว่าแค่นี้พอไหม ไม่พอนะคะ

1371
01:13:46,585 --> 01:13:50,585
อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างที่อยากให้คุณทำ ฐานข้อมูลนี้จริง ๆ มันจะเป็นอย่างไร มันจะเป็นแบบนี้เลย

1372
01:14:01,819 --> 01:14:05,819
เห็นไหมคะ ว่าร้านหนังสือร้านหนึ่งมันไม่ได้มีแค่เท่าเมื่อกี้นี้ มันต้องเป็นแบบนี้

1373
01:14:09,615 --> 01:14:13,615
เมื่อกี้ มันน้อยมาก แต่ถ้าเราทำงานจริง ๆ ข้อมูลมันจะเยอะขนาดนี้เลย

1374
01:14:13,702 --> 01:14:14,767
นะคะ ข้อมูลจะเยอะขนาดนี้เลย

1375
01:14:14,767 --> 01:14:18,437
เพราะฉะนั้น วันนี้มี

1376
01:14:18,437 --> 01:14:18,669
สิ่งที่

1377
01:14:18,669 --> 01:14:20,613
ให้นักศึกษาไปทำ

1378
01:14:20,613 --> 01:14:24,286
อาจารย์กำหนดข้อมูลให้แล้วด้วย

1379
01:14:24,286 --> 01:14:28,151
ให้วาดรูปเหมือนเมื่อกี้นี่ค่ะ เหมือนที่อาจารย์ยกตัวอย่าง แต่

1380
01:14:28,151 --> 01:14:31,279
คราวนี้ เป็นการขายคอมพิวเตอร์

1381
01:14:31,279 --> 01:14:34,572
นะคะ

1382
01:14:34,572 --> 01:14:37,524
โดยข้อกำหนด คือ

1383
01:14:37,524 --> 01:14:37,776
ลูกค้า

1384
01:14:37,776 --> 01:14:39,698
มีได้หลายคน

1385
01:14:39,698 --> 01:14:43,698
แล้วก็สามารถซื้อสินค้าได้หลายชิ้น

1386
01:14:45,729 --> 01:14:46,297
นะคะ

1387
01:14:46,297 --> 01:14:48,998
แล้วก็ 1 ใบเสร็จรับเงิน

1388
01:14:48,998 --> 01:14:52,998
ก็มีสินค้าได้หลายชิ้นเหมือนกัน มีชิ้นเดียวได้ไหม ได้ แต่มีมากกว่า 1 ชิ้น ก็ได้เหมือนกัน

1389
01:14:56,600 --> 01:14:58,467

1390
01:14:58,467 --> 01:15:01,145
นะคะ ในแต่ละใบเสร็จ

1391
01:15:01,145 --> 01:15:05,145
จะต้องมีแคชเชียร์หรือพนักงานขายแค่คนเดียวเท่านั้น อันนี้คือเรื่องทั่วไปเลย

1392
01:15:07,895 --> 01:15:11,895
นะคะ

1393
01:15:12,986 --> 01:15:16,986
เหมือนเวลาเราไปซื้อของในห้าง คนคิดเงินให้เราก็มีคนเดียวใช่ไหม

1394
01:15:17,675 --> 01:15:21,675
เราก็ต้องมีการแยกประเภทสินค้าด้วยนะคะ

1395
01:15:24,034 --> 01:15:28,034
เช่นเหมือนเวลาเราไปห้าง มันก็จะแยกกัน เครื่องครัวอยู่ที่หนึ่ง ที่นอนอยู่ที่หนึ่ง ใช่ไหม

1396
01:15:33,341 --> 01:15:33,782
ของกินอยู่ที่ หนึ ใช่ไหม

1397
01:15:33,782 --> 01:15:37,761
คอมพิวเตอร์ก็เหมือนกันนะคะ

1398
01:15:37,761 --> 01:15:41,761
โดยที่อาจารย์กำหนดให้แล้ว

1399
01:15:42,866 --> 01:15:43,561
นะคะ

1400
01:15:43,561 --> 01:15:44,957
ว่า

1401
01:15:44,957 --> 01:15:48,957
มันควรจะมีตารางอะไรบ้าง มี 5 ตาราง

1402
01:15:53,645 --> 01:15:54,084
นะคะ 5 ตารา

1403
01:15:54,084 --> 01:15:58,084
ง ก็จะเป็นตารางลูกค้า ตารางพนักงานขาย ตารางรายละเอียดของสินค้า

1404
01:16:03,170 --> 01:16:04,262
ประเภทของสินค้า

1405
01:16:04,262 --> 01:16:06,038
ตารางใบเสร็จ

1406
01:16:06,038 --> 01:16:08,941
อันนี้อาจารย์กำหนดให้แล้ว

1407
01:16:08,941 --> 01:16:09,507
นะคะ

1408
01:16:09,507 --> 01:16:13,507
ว่าควรจะมีข้อมูลอะไรบ้าง ให้

1409
01:16:13,583 --> 01:16:16,433
เราไปวาดรูปมา

1410
01:16:16,433 --> 01:16:17,771
ทำเอง

1411
01:16:17,771 --> 01:16:20,763
ใช้หลัก

1412
01:16:20,763 --> 01:16:21,796
การเดียวกัน เหมือนกับที่อาจารย์ยกตัวอย่างไปเมื่อกี้นี้

1413
01:16:21,796 --> 01:16:25,796
ลองวาดดูสิ ว่ารูปที่ได้จะเป็นอย่างไร

1414
01:16:26,740 --> 01:16:30,740
นะ อันนี้เป็นการบ้าน

1415
01:16:35,946 --> 01:16:36,081
สำหรับวันนี้ไม่มีอะไร แค่นี้ก็ปวดหัวมากแล้ว ถ้าใครจะนั่งวาดรูปต่อก็ได้

1416
01:16:36,081 --> 01:16:39,367
แต่ต้องส่ง

1417
01:16:39,367 --> 01:16:40,530
นะคะ ต้องส่ง

1418
01:16:40,530 --> 01:16:44,113
วันนี้ก็

1419
01:16:44,113 --> 01:16:44,413
ประมาณนี้ มาครบทุกคน

1420
01:16:44,413 --> 01:16:47,639
เดี๋ยวให้ไปปวดหัววาดรูปต่อ

1421
01:16:47,639 --> 01:16:51,165
นะ

1422
01:16:51,165 --> 01:16:51,407
ปกติวาดรูปไม่เคยปวดหัวเท่านี้มาก่อนเลย

1423
01:16:51,407 --> 01:16:53,843
วันนี้ลองดู

1424
01:16:53,843 --> 01:16:56,916
ที่แน่ ๆ

1425
01:16:56,916 --> 01:16:56,934
มีกี่ตารางนี่ 5 ตาราง

1426
01:16:56,934 --> 01:17:00,934
ไปวาดมาสิ ว่าในตารางมันควรมีข้อมูลอะไรบ้าง

1427
01:17:01,106 --> 01:17:01,322
จากที่

1428
01:17:01,322 --> 01:17:05,322
เมื่อกี้อาจารย์กำหนดให้ ลองกำหนดดู

1429
01:17:06,426 --> 01:17:08,160
สิ มันต้องมีอะไรบ้าง ลอง

1430
01:17:08,160 --> 01:17:12,160
ใส่กระดาษวาดรูปนี่แหละ

1431
01:17:15,197 --> 01:17:16,393
บ้านมาทำความสัมพันธ์ให้ครบด้วย อันไหนเป็นค่าที่ห้ามซ้ำกันอย่าลืมขีดเส้นให้อาจารย์ด้วยนะคะ

1432
01:17:16,393 --> 01:17:20,393
วันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ ขอบคุณมาก ขอบคุณล่ามด้วย ขอบคุณขอบความด้วยนะคะ

1433
01:17:26,317 --> 01:17:29,858
โอเคค่ะ เจอกันสัปดาห์หน้าค่ะ

1434
01:17:29,858 --> 01:17:33,858


