﻿1
00:00:02,439 --> 00:00:06,439
(อาจารย์เกวลี) โอเค สวัสดีค่ะ โอเคค่ะ

2
00:00:22,065 --> 00:00:26,065
วันนี้จะเป็นบทที่ 4 นะคะ

3
00:00:30,948 --> 00:00:34,948
จะเป็นเกี่ยวกับแบบจำลองข้อมูล

4
00:00:36,709 --> 00:00:40,709
หรือเวลาเราเรียกมัน ๆ

5
00:00:43,698 --> 00:00:46,932
วาดรูป

6
00:00:46,932 --> 00:00:47,417
ER นะคะ ตัว E แล้วก็ตัว R แมันภาษาอังกฤษ

7
00:00:47,417 --> 00:00:51,417
โดย

8
00:00:56,611 --> 00:00:58,120
แผนภาพนะคะ ER นะคะ หรือว่า ER model

9
00:00:58,120 --> 00:01:00,836
มันจะเป็น

10
00:01:00,836 --> 00:01:03,125
ล่ามเขาได้ยินเราไหมพลอย

11
00:01:03,125 --> 00:01:05,920
ทำไม

12
00:01:05,920 --> 00:01:06,067
นำอยู่นิ่ง ๆ

13
00:01:06,067 --> 00:01:10,067
น่ากินไหมคะ

14
00:01:17,386 --> 00:01:21,386
(อาจารย์เกวลี) ล่ามได้ยินไหมคะ ถ้าได้ยิน OK ด้วยค่ะ

15
00:01:49,005 --> 00:01:50,973
ก็การวาด ER นะคะ หรือเป็นแบบจำลองข้อมูลนะคะ มันจะเป็นแบบจำลองที่ใช้อธิบายโครงสร้างของฐานข้อมูล

16
00:01:50,973 --> 00:01:51,170
โดยที่เราจัดแสดงว่าเป็นรูปภาพ

17
00:01:51,170 --> 00:01:55,170
โดยที่โครงสร้างสำคัญ

18
00:01:57,085 --> 00:01:57,442
ที่จะต้องใช้ในการวาดรูปของเรานะคะ

19
00:01:57,442 --> 00:02:00,380
ก็คือ E

20
00:02:00,380 --> 00:02:04,380
ntity หรือว่าตาราง

21
00:02:05,009 --> 00:02:05,945
กับความสัมพันธ์ ก็คือแต่ละเส้นที่เชื่อมโยงในแต่ละตาราง

22
00:02:05,945 --> 00:02:06,169
เราจะต้อง

23
00:02:06,169 --> 00:02:10,169
โยงกันให้ถูก

24
00:02:11,344 --> 00:02:13,003
นะคะ อย่างเช่น ตารางของอาจารย์กับตารางนักศึกษา

25
00:02:13,003 --> 00:02:14,421
เราต้องมีความสัมพันธ์กัน

26
00:02:14,421 --> 00:02:17,343
อย่างเช่น การเรียนการสอนแบบนี้

27
00:02:17,343 --> 00:02:21,343
การวาดรูปจะเป็นเหมือนรูปที่อาจารย์ยกตัวอย่างให้ดูบนจอ

28
00:02:24,245 --> 00:02:25,713
นะคะ

29
00:02:25,713 --> 00:02:29,713
การที่เราจะวาดรูปได้แล้วต้องรู้ด้วยว่าสัญลักษณ์แต่ละอันหมายความว่ายังไง ทำไมเราต้องใช้วงรีทำไมเราต้องใช้สี่เหลี่ยมผืนผ้า

30
00:02:37,999 --> 00:02:40,950
ทำไมเราต้องลากเส้นตรง

31
00:02:40,950 --> 00:02:41,761
นะคะ แต่ละอันมีความหมายหมดเลย

32
00:02:41,761 --> 00:02:44,326
แล้ววันนี้ก็จะ

33
00:02:44,326 --> 00:02:47,952
พอ

34
00:02:47,952 --> 00:02:50,012
บรรยายเสร็จจะให้วาดเองด้วยนะคะ

35
00:02:50,012 --> 00:02:54,012
จุดเด่นของแผนภาพ ER นะคะ มันจะทำให้เราออกแบบฐานข้อมูลได้เร็วขึ้น เพราะว่า

36
00:03:10,893 --> 00:03:11,033
มันเหมือนเป็นการจัดระเบียบความคิดของผู้ที่ต้องการออกแบบ คล้าย ๆ กับเราสมัยมัธยมน่าจะเคยวาด

37
00:03:11,033 --> 00:03:15,033
Mind map นะคะ การวาด ER ก็เหมือนกัน

38
00:03:15,071 --> 00:03:18,098
นะคะ

39
00:03:18,098 --> 00:03:18,314
มันจะได้รู้ว่าเราต้องการจะออกแบบอะไร

40
00:03:18,314 --> 00:03:22,314
อะไรควรมีความสัมพันธ์กันหรืออะไรที่ขาดหายไป

41
00:03:24,530 --> 00:03:24,857
นะคะ เราจะได้เห็นรวมถึง

42
00:03:24,857 --> 00:03:28,857
ลดความ

43
00:03:35,407 --> 00:03:36,267
ซ้ำซ้อนของข้อมูลออกไปด้วย เช่น ในตารางนี้มีข้อมูลนี้อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใส่เพิ่มในทางอื่นก็ได้

44
00:03:36,267 --> 00:03:40,267
นะคะ หรือว่า

45
00:03:41,143 --> 00:03:42,564
พอวาดออกมา ทำไมมีตารางที่คล้าย ๆ กัน 2 อัน

46
00:03:42,564 --> 00:03:43,384
มันลบออกได้ไหม

47
00:03:43,384 --> 00:03:46,956
การวาดรูปก็ทำให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น

48
00:03:46,956 --> 00:03:50,956
โดยคุณลักษณะของการวาดแผนภาพ ER นะคะ ก็คือแน่นอน มันแสดงผลออกมาเป็นภาพ

49
00:04:02,031 --> 00:04:06,031
นะคะ โมเดลข้อมูลหรือว่าคง

50
00:04:08,014 --> 00:04:09,020
รูปแบบข้อมูลแบบไหนก็ตามนี่ มันจะมีภาษาแล้วก็รูปภาพที่เป็นกราฟิกโดยเฉพาะ

51
00:04:09,020 --> 00:04:13,020
อาจจะมีทั้งภาพขนาดใหญ่ภาพขนาดย่อย

52
00:04:15,099 --> 00:04:19,099
มันจะทำให้เราอ่าน

53
00:04:21,124 --> 00:04:22,011
ข้อมูลหรืออ่านฐานข้อมูลนั้นได้ง่าย เพราะเราใช้วงกลมเราใช้สี่เหลี่ยมเราใช้วงรี

54
00:04:22,011 --> 00:04:23,231
นะคะ

55
00:04:23,231 --> 00:04:23,810
ใช้เส้นตรง

56
00:04:23,810 --> 00:04:27,810
เส้นโค้งเส้นปะทุกอย่าง

57
00:04:31,854 --> 00:04:34,508
มีความหมายหมดนะคะ มันก็แสดงให้เห็นถึงความชัดเจนของความหมายของข้อมูลด้วย

58
00:04:34,508 --> 00:04:38,508
โดยที่เราอาจจะใช้สัญลักษณ์ที่

59
00:04:40,523 --> 00:04:41,495
ต่างกันเล็กน้อยนะคะ  ซึ่งตัวรูปแบบของการวาดนี่ มันก็จะมีหลาย

60
00:04:41,495 --> 00:04:41,802
รูปแบบ

61
00:04:41,802 --> 00:04:45,802
หนังสือแต่ละเล่มบางเล่มก็ไม่เหมือนกัน บางคนใช้รูปแบบของคนนี้

62
00:04:49,844 --> 00:04:52,158
หรือหนังสือเล่มหนึ่งอาจจะใช้รูปแบบที่ต่างออกไป

63
00:04:52,158 --> 00:04:56,158
นะคะ ในการวาดรูป แต่เดี๋ยว

64
00:04:58,275 --> 00:05:01,488
ถึงเวลาว่าลูกเราต้องตกลงกันก่อน ว่าเราจะเลือกใช้รูปแบบไหนนะคะ

65
00:05:01,488 --> 00:05:05,488
ข้อสำคัญคือแผนภาพที่ได้มานี่

66
00:05:05,928 --> 00:05:09,928
มันควรที่จะอ่านง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน

67
00:05:10,841 --> 00:05:13,330
เส้นไม่ลากตัดกันไปตัดกันมา ฉันเพิ่งคิดได้ฉันเรียกไม่ตรงนี้

68
00:05:13,330 --> 00:05:17,330
ได้นะคะ เราต้องคิดก่อนว่า

69
00:05:21,233 --> 00:05:21,758
มันจะลากเส้นตรงข้ามจากกระดาษฝั่งนึงไปอีกฝั่งนึงนี่ มันก็ทำให้เราอ่านยาก เพราะฉะนั้น เราต้องมาจัดระเบียบความคิดตัวเองด้วยว่า

70
00:05:21,758 --> 00:05:25,112
ในฐานข้อมูลเพื่อต้องการนี่

71
00:05:25,112 --> 00:05:28,306
มันมีตารางอะไรบ้าง

72
00:05:28,306 --> 00:05:29,153
แล้วแต่ละตารางนี่ มันควรจะเชื่อมกันยังไง

73
00:05:29,153 --> 00:05:29,968
นะคะ

74
00:05:29,968 --> 00:05:33,968
โดยในแผนภาพที่เราวาดนะคะ รายละเอียดต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม

75
00:05:44,473 --> 00:05:46,357
อาจจะไม่ละเอียดยิบ

76
00:05:46,357 --> 00:05:48,375
ขนาดนั้น ไม่ต้องละเอียด

77
00:05:48,375 --> 00:05:49,787
แบบเป๊ะ ๆ แต่ว่า

78
00:05:49,787 --> 00:05:52,536
เราต้องมองภาพให้ออก

79
00:05:52,536 --> 00:05:53,692
หรืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข

80
00:05:53,692 --> 00:05:54,585
มันจะต้องยืดหยุ่น

81
00:05:54,585 --> 00:05:58,585
รวมถึงรายละเอียดต้องเพียงพอไม่ใช่ว่าน้อยไป

82
00:06:00,026 --> 00:06:00,727
บางอันก็เยอะไป

83
00:06:00,727 --> 00:06:04,727
เอาที่พอดี

84
00:06:07,664 --> 00:06:09,890
โดยที่แต่ละอันอย่างที่บอกแล้วจะต้องมีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของแต่ละตารางด้วย

85
00:06:09,890 --> 00:06:13,890
นะคะ แล้วก็การวาดรูปของเราเราจะไม่ตายตัวเลยว่า

86
00:06:17,293 --> 00:06:21,293
เราวาดเพื่อไปใช้กับโปรแกรมอะไร

87
00:06:23,804 --> 00:06:24,746
นะคะ รูปที่เราว่าจะต้องเอาไปใช้ได้กับทุกโปรแกรมหรือทุกรูปแบบของการเขียนฐานข้อมูล

88
00:06:24,746 --> 00:06:28,451
แล้วก็เวลาใครมาอ่าน

89
00:06:28,451 --> 00:06:32,451
จะต้องเข้าใจง่าย ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้

90
00:06:34,313 --> 00:06:35,868
เรียนทางด้านคอมพิวเตอร์มาก่อน

91
00:06:35,868 --> 00:06:38,732
แต่พอเขาดูรูปภาพ

92
00:06:38,732 --> 00:06:39,098
อย่างน้อยเขาก็จะเข้าใจว่าเราต้องการจะสื่ออะไร

93
00:06:39,098 --> 00:06:43,098
ในฐานข้อมูลเรามีอะไรบ้างนคะะ

94
00:06:45,257 --> 00:06:47,841
ไม่รู้หรอกว่าวงนี้มันหมายความว่าไง

95
00:06:47,841 --> 00:06:51,207
หรือสี่เหลี่ยมหมายความว่าทำไมต้องเป็นเส้นประ

96
00:06:51,207 --> 00:06:55,207
ทำไมต้องมีเส้นโค้งด้วยเขาอาจจะไม่ต้องเข้าใจตรงนั้น

97
00:06:58,439 --> 00:06:59,810
เขาดูแล้วเขาก็พอเข้าใจว่าเราต้องการจะนำเสนออะไรชี้อะไรในฐานข้อมูลมีอะไรบ้าง

98
00:06:59,810 --> 00:07:02,861
อันนี้ก็คือ

99
00:07:02,861 --> 00:07:03,646
ต้องอ่านรูปที่เราวาด

100
00:07:03,646 --> 00:07:05,181
เข้าใจ

101
00:07:05,181 --> 00:07:05,697
ระดับหนึ่งก็ยังดี

102
00:07:05,697 --> 00:07:09,697
นะคะ

103
00:07:10,024 --> 00:07:14,024
ขั้นตอนในการออกแบบแผนภาพ ER นะคะ

104
00:07:19,701 --> 00:07:22,375
ขั้นตอนในการออกแบบ ER มันก็จะมีอยู่หลายขั้นตอน แต่เราก็จะแบ่งออกมาได้เป็นประมาณ 5 ขั้นตอน

105
00:07:22,375 --> 00:07:22,909
ในการออกแบบการวาดด้วย

106
00:07:22,909 --> 00:07:26,909
โดยได้ภาพคร่าว ๆ มาแล้เนี่ราค่อยไปใส่รายละเอียดที่หลังก็ได้ว่า

107
00:07:29,908 --> 00:07:31,697
ผู้ใช้งาน

108
00:07:31,697 --> 00:07:34,273
เขาควรจะ

109
00:07:34,273 --> 00:07:35,749
ดูข้อมูลได้ในระดับไหน

110
00:07:35,749 --> 00:07:38,522
การแต่ละคน

111
00:07:38,522 --> 00:07:39,698
การเข้าถึงข้อมูลแต่ละชั้นเนี่

112
00:07:39,698 --> 00:07:42,593
ชั้นนี่

113
00:07:42,593 --> 00:07:46,577
ใครเข้าได้บ้าง

114
00:07:46,577 --> 00:07:48,882
หรือว่าผู้ใช้งานทั่วไปดูได้อย่างเดียวอะไรไหม อันนั้นคือ

115
00:07:48,882 --> 00:07:50,742
หลังจากที่เราวาดรูปเสร็จแล้วค่อยมา

116
00:07:50,742 --> 00:07:51,501
ใส่รายละเอียดที่หลังก็ได้

117
00:07:51,501 --> 00:07:55,501
นะคะ โดยขั้นตอนแรกเราจะกำหนด Entity หลักหรือตารางหลัก

118
00:08:03,307 --> 00:08:07,307
นะคะ โดยในการออกแบบฐานข้อมูลนี่ เราจะต้องเอารวบรวมความต้องการของ

119
00:08:12,274 --> 00:08:12,947
ผู้ใช้งาน ก็คือ Requirement นี่ละ

120
00:08:12,947 --> 00:08:16,947
มากำหนดว่า

121
00:08:18,619 --> 00:08:19,491
ในฐานข้อมูลเราจะมี Entity หรือว่ามีตารางอะไรบ้าง

122
00:08:19,491 --> 00:08:21,024
ซึ่ง

123
00:08:21,024 --> 00:08:23,411
ขั้นตอนนี้

124
00:08:23,411 --> 00:08:24,408
ขั้นตอนที่ค่อนข้างยาก

125
00:08:24,408 --> 00:08:27,296
เข้าใจ

126
00:08:27,296 --> 00:08:30,003
ในสิ่งที่เรากำลังจะสร้าง

127
00:08:30,003 --> 00:08:34,003
ทั้งผู้ใช้งานแล้วก็ผู้ออกแบบต้องเข้าใจตรงกัน

128
00:08:34,357 --> 00:08:38,344
เพราะ

129
00:08:38,344 --> 00:08:38,527
ถ้าเรากำหนดตารางไปแล้ว แล้วอยู่ดี ๆ มาเพิ่ม

130
00:08:38,527 --> 00:08:42,248
มันอาจจะต้อง

131
00:08:42,248 --> 00:08:42,482
เชื่อมต่อความสัมพันธ์ใหม่

132
00:08:42,482 --> 00:08:46,482
โดยวิธีการก็คือถ้าอยากทำให้มันครอบคลุมมากที่สุด ก็คือ

133
00:08:48,687 --> 00:08:51,890
เอาข้อมูลทั้งหมดที่มี

134
00:08:51,890 --> 00:08:55,890
แล้วจัดกลุ่มของข้อมูล

135
00:08:57,366 --> 00:09:01,366
แล้วดูว่าข้อมูลมีค่าอะไรบ้าง

136
00:09:02,009 --> 00:09:02,249
มีความหมายอย่างไรแต่อะไรแต่ละอย่างนี่ เชื่อมโยงกันอ

137
00:09:02,249 --> 00:09:06,249
ย่างไร หาข้อมูลเป็นข้อมูลชนิดเดียวกัน

138
00:09:08,192 --> 00:09:11,573
ให้รวมไว้ในตารางเดียวกัน

139
00:09:11,573 --> 00:09:13,252
เช่น นักศึกษา

140
00:09:13,252 --> 00:09:17,252
จะมีหลายคณะก็จริง แต่ก็คือนักศึกษา

141
00:09:19,020 --> 00:09:23,020
รวมเป็นตารางเดียวได้ไหม

142
00:09:25,325 --> 00:09:26,887
แล้วค่อยมากำหนดลักษณะพิเศษของแต่ละคน ว่านักศึกษาหลาย ๆ พันคนนี่

143
00:09:26,887 --> 00:09:29,525
เขามีความแตกต่างอะไรกันบ้าง

144
00:09:29,525 --> 00:09:32,847
แต่เราก็เก็บข้อมูลในตารางเดียวก็พอ

145
00:09:32,847 --> 00:09:35,084
นะคะ โดยทุกอย่างจะต้องจดไว้ในบันทึก

146
00:09:35,084 --> 00:09:37,269
ไว้ในพจนานุกรมข้อมูลด้วย

147
00:09:37,269 --> 00:09:40,290
แล้วก็เขียนลงไปใน

148
00:09:40,290 --> 00:09:43,243
แผนภาพที่เรากำลังจะวาดด้วยว่า

149
00:09:43,243 --> 00:09:47,243
ในตารางนี้มีข้อมูลอะไรบ้างที่เราต้องใช้

150
00:09:54,906 --> 00:09:52,986
นะคะ

151
00:09:43,990 --> 00:09:47,990
ขั้นตอนที่ 2 ก็จะต้องมากำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง Entity หรือว่าระหว่างตารางนั้นเอง

152
00:10:03,069 --> 00:10:07,069
ก็จะมีการกำหนดชื่อกำหนดความหมายความสัมพันธ์ทิศทางการเชื่อมโยงข้อมูลอัตราส่วนการเกิดความสัมพันธ์

153
00:10:09,194 --> 00:10:11,220
นะคะ เช่นนักศึกษา 1 คนสามารถลงทะเบียนเรียนได้หลายวิชา

154
00:10:11,220 --> 00:10:15,220
นะคะ

155
00:10:16,460 --> 00:10:19,045
แต่ในหลาย ๆ วิชานี้ในแต่ละวิชาจะต้องมีผู้สอนคนเดียว

156
00:10:19,045 --> 00:10:19,535
นี่คือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น

157
00:10:19,535 --> 00:10:23,535
อาจารย์หนึ่งคนก็สามารถสอนนักศึกษาได้หลายคนเหมือนกัน

158
00:10:25,630 --> 00:10:26,776
วิชาด้วย

159
00:10:26,776 --> 00:10:30,776
ซึ่ง

160
00:10:33,069 --> 00:10:33,504
อาจจะเป็นยกตัวอย่างการกำหนดอัตราส่วนอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ

161
00:10:33,504 --> 00:10:37,504
เหมือนที่ฉันชอบยกตัวอย่างบ่อย ๆ รหัส

162
00:10:37,734 --> 00:10:41,734
บัตรประชาชน

163
00:10:42,453 --> 00:10:42,700
มันไม่เกิน 13 หลักอยู่แล้ว

164
00:10:42,700 --> 00:10:45,087
ชื่อคน

165
00:10:45,087 --> 00:10:49,087
กำหนดไว้เลยก็ได้ไม่ควรเกิน 20 ตัวอักษร

166
00:10:49,784 --> 00:10:53,784
มันคงไม่มีใครตั้งชื่อตาม

167
00:10:55,999 --> 00:10:57,082
หลักโหราศาสตร์ยาวเกิน 20 ตัว

168
00:10:57,082 --> 00:11:01,082
แล้วก็เราก็สามารถแบ่งกลุ่มได้แล้วว่าข้อมูลแต่ละอัน

169
00:11:01,846 --> 00:11:05,846
มันต้องเชื่อมโยงกันอย่างไร หลังจากนั้นก็ไม่รู้ว่า

170
00:11:07,472 --> 00:11:08,874
ขนาดของความสัมพันธ์เป็นอ

171
00:11:08,874 --> 00:11:10,154
ย่างไร 1 ต่อ

172
00:11:10,154 --> 00:11:14,154
1 1 ต่อ

173
00:11:17,346 --> 00:11:18,474
มากกว่า 1 อะไรพวกนี้นะคะ ภาษาอังกฤษก็คือ one to one one to many อะไรพวกเนี้ย

174
00:11:18,474 --> 00:11:22,130
ซึ่งก็จะต้องวิเคราะห์ดี ๆ

175
00:11:22,130 --> 00:11:22,362
นะคะ

176
00:11:22,362 --> 00:11:26,362
เพราะมันจะต้องสามารถอ่านไปข้างหน้าแล้วก็อ่านย้อนกลับมาโดยที่ความหมายไม่เปลี่ยน

177
00:11:29,824 --> 00:11:30,982
แผนภาพของเราด้วย

178
00:11:30,982 --> 00:11:31,757
นะคะ

179
00:11:31,757 --> 00:11:35,757
ขั้นตอนที่ 3

180
00:11:38,302 --> 00:11:41,507
กำหนดคีย์หลักกำหนดคีย์รอง

181
00:11:41,507 --> 00:11:45,507
ก็คือ Primary Key กับ Secondary Key

182
00:11:45,987 --> 00:11:49,987
หลังจากที่เราได้ตารางต่าง ๆ แล้วนะคะ

183
00:11:50,081 --> 00:11:51,789
ขั้นตอนต่อไปคือในตารางเราจะต้องเก็บข้อมูล

184
00:11:51,789 --> 00:11:52,406
Attribute อะไรบ้าง

185
00:11:52,406 --> 00:11:54,938
เช่น

186
00:11:54,938 --> 00:11:58,010
นักศึกษา

187
00:11:58,010 --> 00:12:00,183
ต้องเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เกี่ยวกับนักศึกษา

188
00:12:00,183 --> 00:12:01,928
ถ้าพอจำได้ก็คือ

189
00:12:01,928 --> 00:12:02,225
เข้ามาเปลี่ยน

190
00:12:02,225 --> 00:12:06,035
แล้วกรอกข้อมูลเยอะมาก

191
00:12:06,035 --> 00:12:06,615
ตั้งแต่ใบสมัครเลย

192
00:12:06,615 --> 00:12:09,741
อันนั้นคือ

193
00:12:09,741 --> 00:12:13,067
Attribute ที่มหาวิทยาลัยต้องการ

194
00:12:13,067 --> 00:12:17,067
ชื่ออะไรนามสกุลอะไร บัตรประชาชนเลขอะไร เกิดวันที่เท่าไร

195
00:12:20,942 --> 00:12:24,458
บ้านอยู่ไหน พ่อแม่ชื่ออะไร

196
00:12:24,458 --> 00:12:25,074
จบจากโรงเรียนอะไร เกรดเฉลี่ยเท่าไร ที่อยู่ปัจจุบันที่ไหน

197
00:12:25,074 --> 00:12:29,074
ใครเป็นคนส่งเรียน

198
00:12:29,089 --> 00:12:30,992
ได้เงินเดือนละเท่าไร

199
00:12:30,992 --> 00:12:34,992
ใครเป็นผู้ปกครองเบอร์ผู้ปกครองเบอร์อะไร

200
00:12:35,868 --> 00:12:39,868
บางคน

201
00:12:40,173 --> 00:12:40,614
บางคนไม่ใช่พ่อไม่ใช่พ่อหรือแม่จะเป็นคุณตาคุณยาย

202
00:12:40,614 --> 00:12:42,843
นะคะ

203
00:12:42,843 --> 00:12:45,172
ที่อยู่ปัจจุบัน

204
00:12:45,172 --> 00:12:46,117
อยู่ไหนแล้วมาเรียนราชภัฏ

205
00:12:46,117 --> 00:12:48,541
ที่ไหน

206
00:12:48,541 --> 00:12:51,519
กรอกให้หมด

207
00:12:51,519 --> 00:12:55,318
เกรดเฉลี่ย ม. 4 ม. 5 ม. 6 เป็นยังไง

208
00:12:55,318 --> 00:12:55,544
คือสิ่งที่มหาวิทลัยต้องการรู้เกี่ยวกับพวกคุณ

209
00:12:55,544 --> 00:12:58,073
ซึ่งก็คือ App ที่บิลนั่นเอง

210
00:12:58,073 --> 00:13:02,073
นะคะ

211
00:13:03,303 --> 00:13:05,788
โดยหัวของแต่ละคอลัมน์นี่

212
00:13:05,788 --> 00:13:08,877
ควรกำหนดเป็นคำสั้น ๆ ง่าย ๆ

213
00:13:08,877 --> 00:13:09,948
น่าจะเป็นตัวย่อก็ได้ แต่ต้องสื่อความหมาย

214
00:13:09,948 --> 00:13:13,916
แล้วก็หลีกเลี่ยง

215
00:13:13,916 --> 00:13:16,532
การตั้งชื่อเหมือนกัน

216
00:13:16,532 --> 00:13:17,168
นะคะ

217
00:13:17,168 --> 00:13:20,484
อาจจะเป็น

218
00:13:20,484 --> 00:13:24,484
ชื่อ

219
00:13:26,267 --> 00:13:29,167
ชื่อนี่บางคนไม่เข้าใจ สรุปใส่ชื่อเล่นหรือชื่อจริง

220
00:13:29,167 --> 00:13:31,626
เพราะฉะนั้น ต้องกำหนดไปเลยว่าคุณต้องการอะไร

221
00:13:31,626 --> 00:13:31,777
ชื่อจริงก็ใส่ชื่อจริง

222
00:13:31,777 --> 00:13:35,173
ชื่อเล่น

223
00:13:35,173 --> 00:13:38,104
ก็ใส่ชื่อเล่น ไม่ใช่คำว่าชื่อเฉย ๆ

224
00:13:38,104 --> 00:13:38,399
แล้วเขาจะรู้ไหมว่าเขาต้องใส่อะไร

225
00:13:38,399 --> 00:13:40,229
นะคะ ถ้าจะใส่ชื่อเล่นก็ได้

226
00:13:40,229 --> 00:13:44,229
กำหนดคีย์ภายนอกหรือว่า foreign Key

227
00:13:50,380 --> 00:13:50,692
บัญชีที่เอาไว้เชื่อมโยงแต่ละตารางเข้าด้วยกัน

228
00:13:50,692 --> 00:13:54,692
อย่างเช่น

229
00:13:56,133 --> 00:13:56,300
นักศึกษากับอาจารย์นี่ฃ จะเชื่อมโยงกันได้ยังไง

230
00:13:56,300 --> 00:14:00,300
เชื่อมโยงโดยร

231
00:14:03,656 --> 00:14:03,857
รหัสวิชานี้ใครเรียนบ้างใครสอนบ้าง

232
00:14:03,857 --> 00:14:07,857
แค่กรอกรหัสเข้าไปก็รู้ได้เลย

233
00:14:08,563 --> 00:14:10,751
นี่คือการเชื่อมโยงกัน

234
00:14:10,751 --> 00:14:11,946
ของอาจารย์กับนักศึกษาในวิชานั้น ๆ

235
00:14:11,946 --> 00:14:15,946
นะคะ

236
00:14:18,775 --> 00:14:22,775
โดยที่มันอาจจะเป็นคีย์หลักของตารางอื่นก็ได้

237
00:14:30,980 --> 00:14:31,193
นะคะ

238
00:14:21,307 --> 00:14:25,307
เดี๋ยวพอวาดรูปก็จะเข้าใจมากขึ้นอันนี้ตอนพูดนี่จะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร ทำไมมันถึงเชื่อมโยงกันได้

239
00:14:31,435 --> 00:14:31,637
นะคะ

240
00:14:31,637 --> 00:14:35,637
ข้อที่ 5

241
00:14:40,429 --> 00:14:42,836
พิจารณาขอบเขตค่าแต่ละค่าที่อยู่ในแต่ละ

242
00:14:42,836 --> 00:14:43,980
ข้อมูลที่เราต้องการ

243
00:14:43,980 --> 00:14:46,109
นะคะ

244
00:14:46,109 --> 00:14:49,428
คือขอบเขตของข้อมูลนั่น

245
00:14:49,428 --> 00:14:50,852
ล่ะ เช่น ชนิดของข้อมูล

246
00:14:50,852 --> 00:14:52,177
เราจะกำหนดเป็นอะไร

247
00:14:52,177 --> 00:14:54,305
วันเกิด

248
00:14:54,305 --> 00:14:55,969
ควรกำหนดเป็นอะไร

249
00:14:55,969 --> 00:14:59,527
เงินเดือน

250
00:14:59,527 --> 00:15:00,451
มันควรเป็นจำนวนเต็มไหมคุณอยากได้ทศนิยมหรือเปล่า

251
00:15:00,451 --> 00:15:04,451
นะคะ อย่างชื่อก็ควรกำหนดเป็น

252
00:15:07,523 --> 00:15:09,683
รับข้อมูลเฉพาะตัวอักษรเท่านั้น กรอกเป็นตัวเลขไม่ได้

253
00:15:09,683 --> 00:15:13,019
อันนี้คือสิ่งที่เราต้องกำหนดตั้งแต่

254
00:15:13,019 --> 00:15:15,248
ตอนที่ออกแบบฐานข้อมูลเลย

255
00:15:15,248 --> 00:15:19,248
นะคะ ความยาว

256
00:15:19,415 --> 00:15:20,305
เลขบัตรประชาชนก็ 13 หลัก

257
00:15:20,305 --> 00:15:23,006
นะคะ

258
00:15:23,006 --> 00:15:27,006
เบอร์โทรศัพท์ก็ 10 หลัก

259
00:15:28,255 --> 00:15:32,111
อะไรแบบนี้  นามสกุลไม่ควรเกิน 35 ตัวอักษร

260
00:15:32,111 --> 00:15:33,686
เงินเดือนก็เอาสักไม่เกิน 7 หลัก

261
00:15:33,686 --> 00:15:36,525
ประมาณนี้

262
00:15:36,525 --> 00:15:36,751
นะคะ รูปแบบข้อมูล

263
00:15:36,751 --> 00:15:40,751
บางประเทศมันไม่เหมือนประเทศเ

264
00:15:41,384 --> 00:15:45,384
รา เขาจะเอาเดือนขึ้นก่อน

265
00:15:54,096 --> 00:15:59,021

266
00:15:50,708 --> 00:15:52,238
ตามด้วยเดือน ตามด้วยวันตามด้วยปี คุณก็สามารถกำหนดได้เหมือนกัน เราอยากใช้แบบของเราเพื่อดูง่าย ๆ ก็เป็นวันเดือนปี

267
00:15:52,238 --> 00:15:56,238
ตามกันอย่างนี้ก็ได้

268
00:15:56,780 --> 00:16:00,780
นะคะ กับค่าที่อนุญาตโดยเฉพาะเช่น

269
00:16:00,989 --> 00:16:04,713
ทุกวันที่ 1 กับ 16 ของเดือนเป็นวันหยุด

270
00:16:04,713 --> 00:16:08,713
คุณก็สามารถตั้งได้

271
00:16:10,885 --> 00:16:13,010
ว่าในฐานข้อมูลคือถ้าสมมติลูกค้าต้องการจองคิวทำอะไรก็ตาม

272
00:16:13,010 --> 00:16:13,510
ถ้าเป็นวันที่ 1 กับวันที่ 16

273
00:16:13,510 --> 00:16:16,408
จะไม่อนุญาตให้จอง

274
00:16:16,408 --> 00:16:20,408
แบบนี้ก็ได้

275
00:16:23,535 --> 00:16:24,878
นะคะ อันนี้ก็ต้องตั้งแต่เราออกแบบเลยว่าหลักข้อตกลงของเรา

276
00:16:24,878 --> 00:16:26,103
ควรจะเป็นอ

277
00:16:26,103 --> 00:16:29,800
ย่างไรนะคะ

278
00:16:29,800 --> 00:16:33,800
อันนี้ก็อธิบายไปแล้วนะ อันหนึ่งก็สำคัญ

279
00:16:34,876 --> 00:16:37,312
ความเป็นหนึ่งเดียว

280
00:16:37,312 --> 00:16:41,312
ก็คือ

281
00:16:42,201 --> 00:16:44,314
อย่างเช่น รหัสนักศึกษาต้องกำหนดเลยว่า

282
00:16:44,314 --> 00:16:46,415
ห้ามเป็นค่าที

283
00:16:46,415 --> 00:16:47,221
่ซ้ำกันไม่ได้

284
00:16:47,221 --> 00:16:51,221
เราอาจจะกรอกเลขผิดไปตัวหนึ่งระบบต้องแจ้งเตือนว่าเอ้ยคุณวิชัยไม่ได้มันซ้ำไปแล้ว

285
00:16:55,179 --> 00:16:59,179
กลับ

286
00:16:59,553 --> 00:17:01,934
การเป็นค่า noun ค่าในที่นี้คือ

287
00:17:01,934 --> 00:17:02,270
คุณไม่ขอข้อมูลได้ไหม

288
00:17:02,270 --> 00:17:05,653
บางระบบจะบอกว่าไม่ได้

289
00:17:05,653 --> 00:17:09,653
ถ้าใครเคยกรอกข้อมูลในอินเทอร์เน็ตจะเห็นว่าบางช่องของการกรอกข้อมูลเขาจะมีดอกจันสีแดง

290
00:17:13,392 --> 00:17:17,392
อยู่

291
00:17:18,113 --> 00:17:19,450
มันคือเป็นข้อมูลที่เขาต้องการคุณจะเว้นว่างไม่ได้

292
00:17:19,450 --> 00:17:23,450
หรือถ้าต้องการจะเว้นว่าง

293
00:17:23,645 --> 00:17:25,686
หรือไม่ตอบ

294
00:17:25,686 --> 00:17:28,198
เขาจะได้อย่างหนึ่งว่า

295
00:17:28,198 --> 00:17:28,547
ค่า default ก็คือค่าโดยปริยาย

296
00:17:28,547 --> 00:17:32,547
ถ้าไม่ตอบว่าเงินเดือนเท่าไร

297
00:17:32,633 --> 00:17:33,281
ค่าเริ่มต้นคือ 0

298
00:17:33,281 --> 00:17:37,281
เป็นค่าว่างไม่ได้ ไม่ตอบไม่ได้

299
00:17:38,106 --> 00:17:40,495
เพราะฉะนั้น ก็ใส่ไปเลย 0 บาท

300
00:17:40,495 --> 00:17:43,669
วันนี้ก็ได้

301
00:17:43,669 --> 00:17:43,899
แต่ส่วนมากทุกคนก็ต้องกรอกอยู่แล้วนะคะ

302
00:17:43,899 --> 00:17:47,899
ขั้นตอนสุดท้ายก็มาวิเคราะห์ดูว่าแผนภาพที่เราออกแบบนี่

303
00:17:52,508 --> 00:17:56,508
มันสามารถ

304
00:17:56,691 --> 00:18:00,691
ปรับปรุงแก้ไขหรือว่าขยายตัวในอนาคตได้หรือเปล่า

305
00:18:02,238 --> 00:18:06,238
เพราะว่าการออกแบบที่ดีนี่ ต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงด้วย

306
00:18:07,668 --> 00:18:09,433
ไม่ใช่ว่าตายตัวไปตลอด เกิดสมมติว่าวันนี้คุณอาจจะเปิดร้าน

307
00:18:09,433 --> 00:18:10,202
ลูกค้าอาจจะไม่ถึงร้อยคน

308
00:18:10,202 --> 00:18:14,202
ใครจะไปรู้อนาคตคุณอาจจะเป็นธุรกิจที่มันเติบโตได้

309
00:18:17,062 --> 00:18:18,913
อีกมีสาขาไปอีกเป็น 100 สาขา

310
00:18:18,913 --> 00:18:21,633
มีลูกค้าเป็นหมื่นคน

311
00:18:21,633 --> 00:18:23,396
สถานข้อมูลคุณคิดไว้ว่า

312
00:18:23,396 --> 00:18:24,924
รหัสลูกค้า

313
00:18:24,924 --> 00:18:27,104
1-100

314
00:18:27,104 --> 00:18:27,499
มันเป็นไปไม่ได้ค่ะ

315
00:18:27,499 --> 00:18:31,499
ต้องวิเคราะห์ด้วยว่าเอ้ย

316
00:18:31,649 --> 00:18:35,649
รหัส

317
00:18:36,292 --> 00:18:37,152
ลูกค้านี่ มันจะต้องเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างอัตโนมัติ

318
00:18:37,152 --> 00:18:41,152
ไปได้เรื่อย ๆ หรือเปล่า หรือคุณจะเป็นคนกรอกเอง

319
00:18:44,495 --> 00:18:44,968
นะคะ อันนี้ก็ต้องคิดด้วย

320
00:18:44,968 --> 00:18:48,968
ไม่ใช่ว่าระบบฉันใช้แค่ 10 คนนี้ล่ะ บางทีในอนาคตอาจจะไม่ใช่อย่างนั้น

321
00:18:51,378 --> 00:18:51,945
นะคะ

322
00:18:51,945 --> 00:18:55,945
โดยการสร้างแบบจำลองข้อมูลการวาดแผนภาพ

323
00:18:59,964 --> 00:19:00,394
นี่ มันจะต้องวิเคราะห์ถึงข้อมูลที่จำเป็นต้องเก็บในระบบ

324
00:19:00,394 --> 00:19:04,394
นะคะ

325
00:19:10,083 --> 00:19:12,099
อาจจะเปลี่ยนกับข้อมูลที่จำเป็นต้องเรียกใช้โครงสร้างที่มี  รวมถึงถ้ามันมีการเพิ่มลบแก้ไขข้อมูล

326
00:19:12,099 --> 00:19:16,099
จะต้องทำที่ตารางไหน

327
00:19:16,825 --> 00:19:20,118
ถ้าสมมติว่าข้อมูลในตารางนั้นถูกลบไป

328
00:19:20,118 --> 00:19:22,382
มันจะไปกระทบกับข้อมูลในตารางอื่นหรือเปล่า

329
00:19:22,382 --> 00:19:26,382
นะคะ เช่น วันดีคืนดีอาจารย์ลบชื่อสาขาที่คุณเรียนออก

330
00:19:29,191 --> 00:19:32,261
มันจะกระทบกับพวกคุณไหม

331
00:19:32,261 --> 00:19:32,769
เป็นนักศึกษาไม่มีสังกัด

332
00:19:32,769 --> 00:19:34,680
ทำได้ไหม

333
00:19:34,680 --> 00:19:38,680
ไม่ได้ ก็ต้องดูด้วย เขาเรียกว่า "กฎ

334
00:19:41,478 --> 00:19:41,988
การคงสภาพของข้อมูล

335
00:19:41,988 --> 00:19:43,442
" นึกอยากลบ

336
00:19:43,442 --> 00:19:47,442
ไม่ได้

337
00:19:48,763 --> 00:19:49,602
เหมือนอยากเปลี่ยนเลขรหัสบัตรประชาชนให้เด็ก 1 คนได้ไหม

338
00:19:49,602 --> 00:19:53,602
เลขไม่สวยอยากได้เลข 9 ลงท้ายเลยนี

339
00:19:55,369 --> 00:19:59,369
่ ชื่อเปลี่ยนได้ไหม เปลี่ยนได้

340
00:20:03,088 --> 00:20:03,299
แต่บางอย่างมันเปลี่ยนไม่ได้นะคะ เช็กรหัสนักศึกษา

341
00:20:03,299 --> 00:20:07,299
เลขบัตรประชาชนอย่างนี้ เราต้องวิเคราะห์ด้วย

342
00:20:11,116 --> 00:20:11,312
ไม่ใช่ว่าออกแบบไปแล้ว ใครอยากเปลี่ยนเลขประชาชนตอนไหนก็ได้

343
00:20:11,312 --> 00:20:14,335
อันนี้เป็นต้น

344
00:20:14,335 --> 00:20:17,876
โดยการเขียนแผนภาพ  ER นี่ย

345
00:20:17,876 --> 00:20:20,480
มันก็จะอธิบายภาพรวมทั้งหมด

346
00:20:20,480 --> 00:20:24,480
ที่บอกต้นตอนต้น ก็คือมันต้องเข้าใจง่าย

347
00:20:25,811 --> 00:20:29,811
นะคะ

348
00:20:31,608 --> 00:20:35,516
อาจจะไม่ต้องรู้ว่าข้อมูลที่เรากำลังจะเก็บ เก็บที่ไหนเก็บอย่าไม่จำเป็น

349
00:20:35,516 --> 00:20:36,572
ออกมาให้ดูก่อนว่าในฐานข้อมูลเราต้องมีอะไรบ้าง

350
00:20:36,572 --> 00:20:37,072
นะคะ

351
00:20:37,072 --> 00:20:41,072
ในแต่ละตารางมีความสัมพันธ์กันอ

352
00:20:42,928 --> 00:20:43,806
ย่างไร ข้อมูลมันจะซ้ำซ้อนกันไหม

353
00:20:43,806 --> 00:20:44,398
นะคะ

354
00:20:44,398 --> 00:20:48,398
แล้วก็

355
00:20:50,387 --> 00:20:51,302
เขียนให้ออกมาดูง่ายที่สุดอย่างที่ฉันบอกตอนแรก

356
00:20:51,302 --> 00:20:53,425
แผนภาพ

357
00:20:53,425 --> 00:20:54,767
การวาดรูปนี่

358
00:20:54,767 --> 00:20:58,219
มันมีหลาย

359
00:20:58,219 --> 00:21:01,883
เขาเรียกอะไรล่ะ หลายมาตรฐานแล้วกัน

360
00:21:01,883 --> 00:21:04,006
หนังสือแต่ละเล่มก็เลือกมาใช้ไม่เหมือนกัน

361
00:21:04,006 --> 00:21:04,281
นะคะ

362
00:21:04,281 --> 00:21:08,281
มีทั้งแบบ  Chain Model แบบ Output ก็คือแบบ

363
00:21:13,188 --> 00:21:14,693
ให้ความสำคัญนี่ จะแค่คล้ายกับ

364
00:21:14,693 --> 00:21:15,398
รอยเท้าของนก

365
00:21:15,398 --> 00:21:19,195
รอยเท้าอีกา เขาก็เรียกเป็น

366
00:21:19,195 --> 00:21:19,667
รูปแบบรูปแบบหนึง

367
00:21:19,667 --> 00:21:23,667
่นะคะ

368
00:21:27,881 --> 00:21:29,914
แต่ที่เราจะใช้กันบ่อยนะคะ จะเป็นแบบของChaiช่องสีเหลือง

369
00:21:29,914 --> 00:21:32,078
เราจะเลือกใช้ตัวแบบนี้เพราะว่า

370
00:21:32,078 --> 00:21:32,947
มันเขียนง่ายมันอ่านง่ายที่สุด

371
00:21:32,947 --> 00:21:33,849
นะคะ

372
00:21:33,849 --> 00:21:37,849
แต่ถ้าคุณไปจนถึงเรื่องอื่น

373
00:21:39,557 --> 00:21:42,178
ก็ใช้แบบอื่นผิดไหมไม่ผิด

374
00:21:42,178 --> 00:21:42,932
อยู่ที่เขาจะเลือกใช้แบบไหนแค่นั้นเอง

375
00:21:42,932 --> 00:21:44,444
นะคะ

376
00:21:44,444 --> 00:21:48,444
สัญลักษณ์ที่

377
00:21:53,326 --> 00:21:54,158
ใช้ต้องในการวาดรูปนะคะ

378
00:21:54,158 --> 00:21:58,158
สัญลักษณ์สี่เหลี่ยมผืนผ้ามันจะหมายถึงชื่อต

379
00:22:00,159 --> 00:22:04,159
ารางนะคะ แบบสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด

380
00:22:07,199 --> 00:22:08,877
มันจะบอกถึงความสัมพันธ์ของตารางแต่ละตาราง

381
00:22:08,877 --> 00:22:12,877
นะคะ แล้วคอลัมน์ในแต่ละตารางล่ะ

382
00:22:14,918 --> 00:22:18,918
นะคะ เราก็จะใส่เป็นรูปวงรี

383
00:22:20,869 --> 00:22:23,633
ถ้าคอลัมน์นั้น ๆ

384
00:22:23,633 --> 00:22:26,453
เป็นคีย์หลักที่ห้ามซ้ำกัน

385
00:22:26,453 --> 00:22:30,453
ในรูปวงรีจะต้องขีดเส้นใต้ด้วย

386
00:22:37,884 --> 00:22:34,447

387
00:22:29,127 --> 00:22:33,127
ส่วนด้านข้างอันนี้จะไม่ค่อยพบเห็นบ่อย แต่เจอในข้อสอบแน่ ๆ

388
00:22:36,049 --> 00:22:40,049
นะคะ อันแรกเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าซ้อนกัน 2 อัน

389
00:22:40,301 --> 00:22:44,301
มันหมายถึงตารางนั้นน่ะ เป็นตารางอ่อนแอ หรือว่า wea

390
00:22:47,397 --> 00:22:49,375
k entity จะต้องพึ่งพาค่าจากตารางอื่น

391
00:22:49,375 --> 00:22:50,656
เพื่อให้ตารางของมันมีความหมาย

392
00:22:50,656 --> 00:22:52,438
นะคะ

393
00:22:52,438 --> 00:22:56,438

394
00:23:01,434 --> 00:23:03,717
สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดซ้อนกัน 2 อันก็เช่นเดียวกันค่ะ เขาเรียกว่าความสัมพันธ์แบบอ่อนแอ

395
00:23:03,717 --> 00:23:07,716
มันจะต้องไปดึงค่า

396
00:23:07,716 --> 00:23:08,042
มีความสำคัญอื่น ๆ มาทำให้ตัวมันมีความหมายขึ้นมา

397
00:23:08,042 --> 00:23:12,042
นะคะ วงรีซ้อนกัน 2 วง

398
00:23:18,882 --> 00:23:21,866
ก็คือในตารางนี้นี่ในคอลัมน์นี้หรือในข้อมูลแล้วนะนี่

399
00:23:21,866 --> 00:23:22,311
มันอาจจะมีข้อมูลได้มากกว่า 1 ข้อมูล เช่น

400
00:23:22,311 --> 00:23:25,964
คุณอาจจะมีเบอร์โทรศัพท์ 3 เบอร์

401
00:23:25,964 --> 00:23:29,964
หรือว่ามีชื่อเล่น พ่อเรียกชื่อหนึ่งแม่ฉันเรียกชื่อหนึ่ง

402
00:23:35,117 --> 00:23:39,117
บอกได้

403
00:23:39,768 --> 00:23:43,768
มีสัตว์เลี้ยงมากกว่า 2 ตัว แต่ละตัวชื่อว่าอะไรบ้าง

404
00:23:44,731 --> 00:23:48,141
อย่างนี้ก็ได้นะคะ กับวงรีที่เป็นเส้นประ

405
00:23:48,141 --> 00:23:50,896
มันหมายถึงว่าค่าข้อมูลในนี้นี่

406
00:23:50,896 --> 00:23:52,094
จะได้มาจากการคำนวณของ

407
00:23:52,094 --> 00:23:54,844
ข้อมูลอื่น ๆ

408
00:23:54,844 --> 00:23:55,021
ที่พบบ่อยที่สุด ก็คือ

409
00:23:55,021 --> 00:23:56,707
อายุ

410
00:23:56,707 --> 00:24:00,707
อายุจะได้มาจากการคำนวณวันเกิด ใช่ไหมคะ

411
00:24:05,751 --> 00:24:08,439
เพราะฉะนั้น ไอ้เส้นวง

412
00:24:08,439 --> 00:24:11,516
รีประ ๆ พวกนี้ ก็คือจะบอกว่าอายุของเรา

413
00:24:11,516 --> 00:24:12,199
ได้มาจากการกรอกวันเดือนปีเกิดนั่นเอง

414
00:24:12,199 --> 00:24:16,199
ให้มันคำนวณให้อัตโนมัติ

415
00:24:18,566 --> 00:24:19,123
ผู้ใช้งานไม่ต้องบอกเองว่าอายุเท่าไร

416
00:24:19,123 --> 00:24:23,123
ให้ระบบคำนวณให้เลย

417
00:24:25,168 --> 00:24:26,424
อายุ 18 ปี 11 เดือน 10 วัน อะไรก็ว่าไป

418
00:24:26,424 --> 00:24:26,967
นะคะ

419
00:24:26,967 --> 00:24:30,967
อันนี้คือสัญลักษณ์ที่เราใช้บ่อย รูปเดียวกันกับเมื่อกี้นี้

420
00:24:31,927 --> 00:24:35,927
นะคะ อันนี้อธิบายโดยละเอียด Entity หรือว่าชื่อของตาราง

421
00:24:40,449 --> 00:24:44,449
ของข้อมูล ก็จะเป็นส่วนในการเก็บข้อมูลรายการแต่ละรายการที่ระบบจัดการฐานข้อมูลหรือเรากำลังจะสร้างระบบขึ้นมา

422
00:24:50,945 --> 00:24:54,945
เช่น

423
00:24:57,708 --> 00:24:58,582
สัญลักษณ์ Entity จะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีชื่อตารางอยู่ชื่อที่อยู่ข้างใน

424
00:24:58,582 --> 00:25:00,585
นะคะ

425
00:25:00,585 --> 00:25:01,048
เราจะต้องวาดแบบนี้ทุกครั้ง

426
00:25:01,048 --> 00:25:05,048
นะคะ โดยตัวอย่าง

427
00:25:09,038 --> 00:25:13,038
เช่น ตารางบุคคล

428
00:25:14,617 --> 00:25:14,785
บุคคลคืออะไร บ้างเป็นตารางพนักงาน ตารางตารางบุคลากร

429
00:25:14,785 --> 00:25:17,097
ตารางทักษาพาลูกค้า

430
00:25:17,097 --> 00:25:21,097
อาจจะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ก็จะเป็นตารางเก็บจังหวัด

431
00:25:22,281 --> 00:25:23,502
ข้อมูลจังหวัด

432
00:25:23,502 --> 00:25:23,868
ข้อมูลอำเภอ

433
00:25:23,868 --> 00:25:27,868
ตารางที่เกี่ยวกับวัตถุจะเป็น

434
00:25:28,378 --> 00:25:30,685
รถยนต์

435
00:25:30,685 --> 00:25:31,665
อาคารเครื่องจักรสินค้าก็ได้

436
00:25:31,665 --> 00:25:35,665
เนื้อจะไปเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การลงทะเบียนการรักษา การซื้อการขายการส่งสินค้า

437
00:25:39,069 --> 00:25:43,069
นะคะ

438
00:25:44,100 --> 00:25:44,310
สัญลักษณ์อย่างที่บอกเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีชื่อ Entity และชื่อตารางอยู่ข้างใน

439
00:25:44,310 --> 00:25:47,017
นะคะ

440
00:25:47,017 --> 00:25:51,017
ประเภทของ Entity ก็มีอยู่ 2 ประเภทนะคะ แต่ส่วนใหญ่ที่เราใช้กันนี่ จะเป็น Entity  ทั่วไป

441
00:25:56,509 --> 00:25:56,900

442
00:25:56,900 --> 00:26:00,900
เป็น Regular คือเป็นตารางที่ข้อมูลในนั้นสามารถแยกข้อมูลในแต่ละแถวออกได้

443
00:26:04,363 --> 00:26:08,363
อีกหนึ่งคืออ่อนแอ

444
00:26:11,253 --> 00:26:15,253
มันจำเป็นจะต้องใช้ข้อมูล

445
00:26:15,552 --> 00:26:16,487
มาช่วยทำให้ข้อมูลในแถวนั้นมีคุณค่า หรือมีความหมายขึ้นมา

446
00:26:16,487 --> 00:26:20,131
อันนี้เป็นตัวอย่าง

447
00:26:20,131 --> 00:26:24,131
Entity ทั่วไปหรือตารางทั่วไปนะคะ

448
00:26:25,900 --> 00:26:26,072
จะสังเกตได้ว่า

449
00:26:26,072 --> 00:26:30,072
ข้างบนนี่อาจารย์เขียนไว้ว่า Entity Student

450
00:26:33,817 --> 00:26:37,817
ก็เป็นตารางตารางหนึ่งที่มีข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนอยู่ แต่สิ่งที่เราจะเอามาวาดแผนภาพ

451
00:26:42,734 --> 00:26:45,768
มันไม่ใช่กรอบสี่เหลี่ยมนี้นะคะ

452
00:26:45,768 --> 00:26:49,730
เราจะเอามาแต่ชื่อ

453
00:26:49,730 --> 00:26:53,730
เช่น ตาราง Student

454
00:26:58,834 --> 00:27:02,600

455
00:26:57,284 --> 00:27:00,450
ก็คือ Entity Students เก็บข้อมูลอะไรบ้าง คือตัวนี้แต่ที่เรามองว่าโอเคค่ะ เอาสีเหลี่ยมข้างล่างนะ ว่าแค่นั้นเอง

456
00:27:00,450 --> 00:27:01,739
ก็บอกได้ว่าชื่อตารางอะไร

457
00:27:01,739 --> 00:27:05,739
นะคะ อันนี้เป็นตัวอย่างของตารางอ่อนแอหรือว่า Entity อ่อนแอ

458
00:27:14,017 --> 00:27:16,136
นะคะ อันนี้ก็คือ

459
00:27:16,136 --> 00:27:19,014
ข้อมูลเกี่ยวกับการ

460
00:27:19,014 --> 00:27:23,014
ลงเวลาทำงานเวลาออกจากงาน

461
00:27:23,714 --> 00:27:24,187
เวลาถ้าใครไปทำงานก็ต้องมาทำงานกี่โมงกลับบ้านกี่โมง

462
00:27:24,187 --> 00:27:27,913
ตารางนี้นะคะ Time stamp ก็คือการลงเวลา

463
00:27:27,913 --> 00:27:31,442
ตารางนี้

464
00:27:31,442 --> 00:27:34,965
ไม่มีความหมายเลยถ้าขาด

465
00:27:34,965 --> 00:27:38,965
ข้อมูลที่เข้าทำงานแล้วก็เวลากลับบ้าน

466
00:27:39,266 --> 00:27:39,555
เพราะฉะนั้น 2 ตัวนี้จะต้องเชื่อมโยงกันอยู่แล้ว

467
00:27:39,555 --> 00:27:43,468
ถ้าขาดอันใดอันหนึ่งไป

468
00:27:43,468 --> 00:27:45,404
ตารางนี้จะไม่มีความหมายเลย

469
00:27:45,404 --> 00:27:49,404
ก็มีเวลามีแต่เวลามาทำงานแล้วกลับบ้านตอนไหน ไม่รู้

470
00:27:51,050 --> 00:27:55,050
อย่างนี้ไม่ได้

471
00:27:55,903 --> 00:27:59,903
นะคะ ก็คือมาทำงานก็ต้องมีเวลากลับบ้าน

472
00:28:03,143 --> 00:28:03,321
หรือมีแต่เวลากลับบ้าน ไม่มีเวลาทำงาน มันก็ไม่ได้

473
00:28:03,321 --> 00:28:05,768
อย่างนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าคุณมาทำงานกี่โมง

474
00:28:05,768 --> 00:28:09,768
นะคะ อันนี้เป็นตัวอย่างของตารางที่ถ้าขาด

475
00:28:13,856 --> 00:28:15,509
ข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งไป จะทำให้

476
00:28:15,509 --> 00:28:16,982
ข้อมูลในตารางนั้นนี่

477
00:28:16,982 --> 00:28:18,971
ไม่สมบูรณ์

478
00:28:18,971 --> 00:28:20,122
มีปัญหานั่นเอง

479
00:28:20,122 --> 00:28:24,122
นะคะ อย่างเช่น

480
00:28:26,599 --> 00:28:27,935
อันนี้เป็นตัวอย่าง

481
00:28:27,935 --> 00:28:31,935
ถ้าเป็น

482
00:28:33,480 --> 00:28:34,057
ตารางทั่วไป ตารางนักเรียนกับตารางรายวิชา

483
00:28:34,057 --> 00:28:38,057
นะคะ

484
00:28:38,142 --> 00:28:40,433
มีนักศึกษา 2 คน มี 2 วิชา

485
00:28:40,433 --> 00:28:42,598
อันนี้เป็นตารางทั่วไป

486
00:28:42,598 --> 00:28:43,497
แต่ตารางการลงทะเบียน

487
00:28:43,497 --> 00:28:47,497
สมมติว่า

488
00:28:49,295 --> 00:28:52,419
มีแต่รหัสนักศึกษา มีปีการศึกษา

489
00:28:52,419 --> 00:28:56,053
แต่ไม่รู้เลยว่าเขาลงทะเบียนวิชาอะไร

490
00:28:56,053 --> 00:28:59,284
ได้ไหม ไม่ได้

491
00:28:59,284 --> 00:28:59,634
ไม่อย่างนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าเทอมนี้มีใครเรียนอะไรบ้าง

492
00:28:59,634 --> 00:29:01,705

493
00:29:01,705 --> 00:29:03,158
นะคะ

494
00:29:03,158 --> 00:29:07,158
รู้รายวิชารู้ปีการศึกษา

495
00:29:09,333 --> 00:29:12,025
ไม่รู้เลยว่าใครลงทะเบียนเรียน

496
00:29:12,025 --> 00:29:13,933
ได้ไหมก็ไม่ได้อีก

497
00:29:13,933 --> 00:29:15,784
เพราะฉะนั้น

498
00:29:15,784 --> 00:29:19,784
ในตารางการลงทะเบียน

499
00:29:20,797 --> 00:29:24,797
ถ้าขาดข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งไป ตารางนั้นจะเป็นตารางที่ไม่สมบูรณ์

500
00:29:25,829 --> 00:29:27,455
โดยข้อมูลในตารางนี้ก็ไปดึงข้อมูลมาจากคนอื่นทั้งนั้น

501
00:29:27,455 --> 00:29:30,554
อันนี้คือตารางอ่อนแอ

502
00:29:30,554 --> 00:29:30,827
ก็คือไม่มีความหมายตัวเอง

503
00:29:30,827 --> 00:29:34,827
จะต้องมีข้อมูลจากตารางอื่นมาช่วยนั่นเอง

504
00:29:34,884 --> 00:29:35,437
นะคะ

505
00:29:35,437 --> 00:29:39,437
ต่อมา

506
00:29:40,188 --> 00:29:43,513
Attribute ก็คือ

507
00:29:43,513 --> 00:29:45,470
ยังไงก็คือคอลัมน์ในแต่ละตารางอ่ะค่ะ ว่า

508
00:29:45,470 --> 00:29:45,962
ในตารางนั้นมีคอลัมน์อะไรบ้าง

509
00:29:45,962 --> 00:29:48,910
ของ

510
00:29:48,910 --> 00:29:50,292
คอลัมน์

511
00:29:50,292 --> 00:29:54,292
เ พราะฉะนั้น แอตทริบิวต์นะคะ สัญลักษณ์ของ Attribute จะเป็นวงรี

512
00:30:01,646 --> 00:30:03,706
นะคะ

513
00:30:03,706 --> 00:30:07,706
อย่างข้อมูลพนักงานควรจะมีอะไรบ้าง ก็จะมีรหัสพนักงานชื่อนามสกุลมีเพศมีเงินเดือน

514
00:30:12,289 --> 00:30:15,820
สัญลักษณ์จะเป็นแบบนี้

515
00:30:15,820 --> 00:30:18,477
ข้อมูลพนักงาน

516
00:30:18,477 --> 00:30:22,112
อันนี้ก็คือ Entity ใช่ไหมคะ ตารางหัวตาราง

517
00:30:22,112 --> 00:30:24,065
เป็นคอลัมน์

518
00:30:24,065 --> 00:30:26,444
คอลัมน์

519
00:30:26,444 --> 00:30:30,444
ซึ่ง Attribute นี่ มันก็ยังแบ่งไปอีกเป็น 6 ประเภทเหมือนกันนะคะ

520
00:30:38,777 --> 00:30:38,938
แต่ก็ใช้วงรีเหมือนกันนี่ล่ะ แต่อาจจะมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนิดหนึง

521
00:30:38,938 --> 00:30:40,987
นะคะ

522
00:30:40,987 --> 00:30:44,987
เประเภทที่ 1 คือ assistance ที่ไม่สามารถแบ่งย่อยได้อีกแล้ว

523
00:30:46,663 --> 00:30:50,663
ซิมเทพ

524
00:30:51,336 --> 00:30:53,190
คุณก็ตอบได้แค่เฟซเดียว

525
00:30:53,190 --> 00:30:54,644
คุณเป็นเพศอะไรคุณก็ตอบตัวนั้น

526
00:30:54,644 --> 00:30:56,063
เงินเดือน

527
00:30:56,063 --> 00:30:56,941
ตอบด้วยค่าเดียว

528
00:30:56,941 --> 00:31:00,941
คุณไม่จำเป็นต้องบอกว่า

529
00:31:03,409 --> 00:31:05,078
เงินเดือนเดือนที่ 1 เดือนที่ 2 เดือนเดือนที่ 3 ไม่ใช่แล้วตอบข้าเดียว

530
00:31:05,078 --> 00:31:05,632
เงินเดือนปัจจุบันราคาเท่าไร

531
00:31:05,632 --> 00:31:09,632
เลขบัตรประชาชนตอบได้ค่าเดียว

532
00:31:13,373 --> 00:31:16,088
รหัสนักศึกษาตอบได้ค่าเดียว อันนี้คือ

533
00:31:16,088 --> 00:31:16,926
Attribute เป็นข้อมูลโดยทั่วไป

534
00:31:16,926 --> 00:31:20,926
ต่างจากที่ 2 คือ  Attribute  ที่สามารถแบ่งย่อยได้ เช่น ชื่อนามสกุล

535
00:31:26,489 --> 00:31:27,247
เราแยกกันกรอกได้ไหม

536
00:31:27,247 --> 00:31:27,708
ได้

537
00:31:27,708 --> 00:31:31,708
แบ่งเป็นชื่อคอลัมน์ 1 นามสกุลคอลัมน์ 1

538
00:31:32,746 --> 00:31:36,746
คอลัมน์เป็น Attribute นะคะ ก็เป็น

539
00:31:39,358 --> 00:31:41,213
เอกลักษณ์

540
00:31:41,213 --> 00:31:44,581
จะต้องไม่ซ้ำกัน

541
00:31:44,581 --> 00:31:45,538
ในตารางนั้นต้องฆ่านีจะต้องไม่ซ้ำกัน

542
00:31:45,538 --> 00:31:48,087
โดยลักษณะเฉพาะ

543
00:31:48,087 --> 00:31:52,087
ของ

544
00:31:52,179 --> 00:31:53,499
นะคะ มันจะมีการขีดเส้นใต้

545
00:31:53,499 --> 00:31:57,499
เพื่อแสดงว่ามันเป็นค่าที่ซ้ำกันไม่ได้

546
00:31:58,445 --> 00:32:01,980
เหมือนเวลาเรา

547
00:32:01,980 --> 00:32:05,980
เรียนวิชาใด ๆ ก็ตาม

548
00:32:12,956 --> 00:32:10,251

549
00:32:02,493 --> 00:32:06,493
ถ้าอันไหนมีการขีดเส้นใต้มันเป็นการเน้นใช่ไหมคะ ในวิชาอื่น ในการวาดรูปก็เหมือนกันว่ารูปในฐานข้อมูลก็เหมือนกัน

550
00:32:11,532 --> 00:32:14,062
แสดงว่า

551
00:32:14,062 --> 00:32:15,610
ถ้านั้นน่ะ เป็นจุดเน้นที่เราจะต้อง

552
00:32:15,610 --> 00:32:15,979
ให้ความสำคัญกับมัน

553
00:32:15,979 --> 00:32:18,633
นะคะ

554
00:32:18,633 --> 00:32:22,633
กับข้อมูลนะคะ

555
00:32:30,007 --> 00:32:32,553
ที่มีเพียงค่าเดียวเท่านั้น เช่น คุณจะระบุเพศคุณจะเป็นเพศไหน คุณระบุมา

556
00:32:32,553 --> 00:32:34,235
จะไม่มีชายหรือหญิง

557
00:32:34,235 --> 00:32:35,136
วันนี้คุณเป็นเพศอะไร

558
00:32:35,136 --> 00:32:39,136
ก็ลงมา

559
00:32:39,987 --> 00:32:40,649
นะคะ หรือค่าที่มีเท่าไรค่ะ

560
00:32:40,649 --> 00:32:43,624
อย่างเช่น เบอร์บ้าน

561
00:32:43,624 --> 00:32:47,624
รหัสพื้นที่ไม่เหมือนกัน กรุงเทพฯ ก็เป็น 02 สกลฯ ก็เป็น 042 ขอนแก่น 043 อุดรก็ 042

562
00:32:56,037 --> 00:32:58,473
ใช่ไหมคะ

563
00:32:58,473 --> 00:32:59,173
มันก็ต้องระบุด้วย

564
00:32:59,173 --> 00:33:03,173
อย่างนี้

565
00:33:04,520 --> 00:33:06,050
ถ้าค่าไหนมีได้หลายค่าอย่าลืมเป็นวงรี 2 เส้น

566
00:33:06,050 --> 00:33:10,050
กับค่าของ

567
00:33:11,571 --> 00:33:11,723
ข้อมูลที่ได้จากการคำนวณ เราจะใช้วงรีที่เป็นเส้นประ

568
00:33:11,723 --> 00:33:14,406
เช่น อายุที่ได้มาจากวันเกิด

569
00:33:14,406 --> 00:33:18,406
นะคะ หรือว่า

570
00:33:21,271 --> 00:33:21,474
วันเข้าทำงานจนถึงปัจจุบัน คุณทำงานมาแล้วกี่ปี

571
00:33:21,474 --> 00:33:25,474
อย่างนี้ก็ได้นะคะ ค่าที่ได้มาจากการคำนวณนั่นล่ะ

572
00:33:27,279 --> 00:33:31,279
อันนี้เป็นตัวอย่าง

573
00:33:33,330 --> 00:33:33,631
Simple Attribute  แ

574
00:33:33,631 --> 00:33:37,631
ยกให้ออกนะคะ ว่าอันไหนเป็น  Attribute คือวงรี

575
00:33:39,095 --> 00:33:40,385
ตัวนี้

576
00:33:40,385 --> 00:33:42,100
วันนี้

577
00:33:42,100 --> 00:33:46,100
แล้วในสี่เหลี่ยมคืออะไร สี่เหลี่ยม EDntity ก็คือชื่อตารางนั่นเอง

578
00:33:48,508 --> 00:33:48,955
นะคะ

579
00:33:48,955 --> 00:33:52,955
ตัวอย่างของแอตทริบิวต์ที่แยกย่อยไปได้เช่น

580
00:33:59,391 --> 00:34:00,474
ชื่อนามสกุลอาจารย์ก็แยกเป็น First name Last name คือชื่อกับนามสกุลก็ได้

581
00:34:00,474 --> 00:34:04,474
ที่อยู่

582
00:34:04,723 --> 00:34:08,374
บางคนอาจจะกรอกบรรทัดเดียวเลยก็ได้

583
00:34:08,374 --> 00:34:12,374
หรือคุณอยากจะออกแบบให้มัน

584
00:34:14,406 --> 00:34:15,408
เลขที่บรรทัด 1 ถนนบรรทัดหนึ่ง ตำบลบรรทัดหนึ่ง อำเภอจังหวัดแยกกันหมดเลยก็ได้

585
00:34:15,408 --> 00:34:19,408
ถามว่าใช้สัญลักษณ์แตกต่างไปไหม ไม่นะคะ

586
00:34:20,471 --> 00:34:24,471
เหมือนกัน

587
00:34:24,718 --> 00:34:26,503
จะถามว่าเราลบอันนี้ออกได้ไหม

588
00:34:26,503 --> 00:34:28,356
ก็ได้นะคะ เมื่อวาน

589
00:34:28,356 --> 00:34:32,356
มันจะได้ไม่เปลืองเนื้อที่

590
00:34:32,601 --> 00:34:33,086
อย่างนี้ก็ได้แล้วคุณก็บอกไปเลยชื่อนั้นเองนามสกุลอย่างนี้ก็ได้

591
00:34:33,086 --> 00:34:37,086
ค

592
00:34:38,487 --> 00:34:39,441
ีย์ Attribute ก็คือค่าที่ห้ามซ้ำกัน

593
00:34:39,441 --> 00:34:42,101
ก็คือ

594
00:34:42,101 --> 00:34:43,466
นักเรียนอะไรที่ห้ามซ้ำกัน

595
00:34:43,466 --> 00:34:45,015
ก็คือ

596
00:34:45,015 --> 00:34:46,942
รหัสนักเรียน

597
00:34:46,942 --> 00:34:47,688
อันนี้มันย่อมาจาก

598
00:34:47,688 --> 00:34:51,587
student ID นะคะ

599
00:34:51,587 --> 00:34:55,587
ชื่อเล่น

600
00:34:55,665 --> 00:34:55,874
ID

601
00:34:55,874 --> 00:34:59,874
ทำไมถึงรู้ student ID เพราะคำย่อแบบนี้หรือชื่อทุกอย่างนี้

602
00:35:07,174 --> 00:35:08,497
จะต้องจดไว้ในพจนานุกรมข้อมูลด้วย

603
00:35:08,497 --> 00:35:12,497
ถามว่านี่มันง่ายเข้าใจง่ายคำว่ามันมาจากอะไร

604
00:35:15,580 --> 00:35:19,170
คนที่ไม่มีความรู้พื้นฐานเลยเขาจะรู้ไหมว่า SID คืออะไร

605
00:35:19,170 --> 00:35:19,432
อันนี้เดี๋ยวอีกเรื่องหนึ่งนะคะ เรื่องนึง

606
00:35:19,432 --> 00:35:23,432
เอาทุกอย่างมารวมกัน

607
00:35:24,737 --> 00:35:28,737
ใน 1 ตาราง

608
00:35:29,934 --> 00:35:31,203
สามารถมี Attribute หรือมีรูปแบบข้อมูลได้ทุกรูปแบบก็ได้

609
00:35:31,203 --> 00:35:33,318
นะคะ

610
00:35:33,318 --> 00:35:34,340
มีทั้ง

611
00:35:34,340 --> 00:35:38,340
ที่

612
00:35:41,719 --> 00:35:42,947
มีทั้ง ๆ ที่สามารถแบ่งย่อยได้มีทั้ง  Attribute ที่ได้มาจากการคำนวณคืออายุ

613
00:35:42,947 --> 00:35:43,895
จะได้ค่ามาจาก

614
00:35:43,895 --> 00:35:45,030
วันเดือนปีเกิด

615
00:35:45,030 --> 00:35:46,754
เบอร์โทรศัพท์

616
00:35:46,754 --> 00:35:50,754
Multi Value ก็คือมีได้หลายค่าก็ใส่วงรีซ้อนกัน

617
00:35:53,326 --> 00:35:53,591
อันนี้คือตัวอย่าง

618
00:35:53,591 --> 00:35:56,112
นะคะ

619
00:35:56,112 --> 00:36:00,112
ตัวอย่างของ

620
00:36:02,316 --> 00:36:06,128
Attribute  แต่เดี๋ยวเราอาจจะไม่เข้าใจเดี๋ยววาดรูปก็น่าจะเข้าใจได้มากขึ้นนะคะ

621
00:36:06,128 --> 00:36:06,347
ต่อมาความสัมพันธ์

622
00:36:06,347 --> 00:36:10,347
นะคะ มันเป็นความสำคัญของตารางตั้งแต่ 2 ตารางขึ้นไป

623
00:36:11,684 --> 00:36:14,155
นะคะ

624
00:36:14,155 --> 00:36:15,983
โดยความสัมพันธ์นี่ อาจจะมี

625
00:36:15,983 --> 00:36:16,851
ข้อมูลที่ใช้ร่วมกัน

626
00:36:16,851 --> 00:36:20,168
สัญลักษณ์คือสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด

627
00:36:20,168 --> 00:36:24,168
นะคะ

628
00:36:24,375 --> 00:36:27,960
เช่น ตาราง

629
00:36:27,960 --> 00:36:28,643
พนักงาน อันนี้พนักงานนะคะ พนักงาน

630
00:36:28,643 --> 00:36:32,643
work in แปลว่า ทำงานอยู่ใน

631
00:36:35,717 --> 00:36:38,177
แผนกอะไร คือ

632
00:36:38,177 --> 00:36:42,177
work department ความสัมพันธ์ตัวนี้นี่ จะต้องสามารถอ่านไปข้างหน้าอ่านกับย้อนหลังก็ได้

633
00:36:47,526 --> 00:36:48,585
พนักงานทำงานอยู่ใน

634
00:36:48,585 --> 00:36:52,585
หรือในแผนกนั้นมีใครทำงานอยู่บ้าง

635
00:36:54,495 --> 00:36:54,912
ต้องเข้าใจได้แบบนี้

636
00:36:54,912 --> 00:36:58,912
นะคะ หรือ

637
00:36:59,862 --> 00:37:01,792
การสั่งสินค้า

638
00:37:01,792 --> 00:37:02,803
อยู่ในใบสั่งสินค้า

639
00:37:02,803 --> 00:37:03,677
ตัวไหน

640
00:37:03,677 --> 00:37:07,677
นะคะ สินค้าชนิดนั้น ๆอยู่ในใบสั่งซื้อ

641
00:37:09,429 --> 00:37:12,352
อะไร ก็ต้องดูได้

642
00:37:12,352 --> 00:37:16,352
สินค้าอย่างเช่น power bank

643
00:37:17,775 --> 00:37:20,822
อาจจะอยู่ได้ในหลายใบสั่งซื้อสินค้าก็ได้ เพราะสินค้าเรามีหลายตัว

644
00:37:20,822 --> 00:37:21,405
นะคะ ไม่ใช่ว่าขายให้แค่คนเดียว

645
00:37:21,405 --> 00:37:24,133
ขายให้หลายคนนะคะ

646
00:37:24,133 --> 00:37:28,133
ความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ

647
00:37:28,723 --> 00:37:32,723
1 ความสัมพันธ์ที่สมาชิกคนเดียว

648
00:37:35,235 --> 00:37:37,570
มีความสัมพันธ์ไปอีก

649
00:37:37,570 --> 00:37:38,472
สมาชิกหนึ่งของอีกตารางหนึ่งเท่านั้น

650
00:37:38,472 --> 00:37:42,472
นะคะ เช่น เจ้าของรถเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ 1 คัน

651
00:37:45,030 --> 00:37:47,928
นะคะ

652
00:37:47,928 --> 00:37:51,386
นี่สมมติสมมตินะคะ

653
00:37:51,386 --> 00:37:53,473
คน 1 คนเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ 1 คัน

654
00:37:53,473 --> 00:37:57,473
ใครเคยเห็นทะเบียนรถยนต์ ทะเบียนรถยนต์จะต้องมีเจ้าของคนเดียว

655
00:38:00,203 --> 00:38:03,073
ตัวอย่าง

656
00:38:03,073 --> 00:38:07,073
แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นความสัมพันธ์แบบ 1 กับมากกว่า 1 ล่ะ

657
00:38:08,536 --> 00:38:12,447
เช่น คน 1 คน

658
00:38:12,447 --> 00:38:13,470
มีรถยนต์ได้

659
00:38:13,470 --> 00:38:17,447
หลายคัน

660
00:38:17,447 --> 00:38:18,327
ใช่ไหม อยู่บ้านบางคนอาจจะมีรถยนต์มากกว่า 1 คัน

661
00:38:18,327 --> 00:38:22,327
จะมีรถเก๋งหรือรถกระบะ

662
00:38:22,822 --> 00:38:26,165
มีรถ 6 ล้อ

663
00:38:26,165 --> 00:38:27,182
พ่อเป็นเจ้าของรถหมดเลย

664
00:38:27,182 --> 00:38:27,678
ก็ได้

665
00:38:27,678 --> 00:38:31,678
แต่ใน

666
00:38:32,325 --> 00:38:33,322
บรรดารถทุกคัน จะต้องมีเจ้าของ

667
00:38:33,322 --> 00:38:34,525
คนเดียว

668
00:38:34,525 --> 00:38:38,525
อันนี้คือสิ่งที่เราต้องคิดด้วย

669
00:38:39,352 --> 00:38:39,861
นะคะ

670
00:38:39,861 --> 00:38:43,861
คนคนหนึ่งมีรถได้หลายคันก็จริงแต่รถคันนั้น ๆ จะต้องมีเจ้าของได้คนเดียว

671
00:38:55,562 --> 00:38:52,505

672
00:38:48,310 --> 00:38:52,310
กับความสัมพันธ์ที่มากกว่า 1

673
00:38:54,567 --> 00:38:55,680
เช่น

674
00:38:55,680 --> 00:38:59,248
ลูกค้าหลายคน

675
00:38:59,248 --> 00:39:03,248
ลูกค้า 1 คน สมมติเราไปซื้อของเราจะต้องซื้อกับแคชเชียร์คนนี้

676
00:39:06,897 --> 00:39:09,918
เวลาจ่ายเงิน

677
00:39:09,918 --> 00:39:12,672
แต่แคชเชียร์คนนี้

678
00:39:12,672 --> 00:39:15,935
ก็สามารถรับลูกค้าได้หลายคนเหมือนกัน

679
00:39:15,935 --> 00:39:16,689
ลูกค้าหลายคนก็ไม่จ่ายกับแคชเชียร์คนไหนก็ได้

680
00:39:16,689 --> 00:39:20,689
ไม่จำเป็นต้องจ่ายเฉพาะคนนี้เท่านั้น

681
00:39:21,247 --> 00:39:25,039
เวลาเราไป

682
00:39:25,039 --> 00:39:28,981
เดินห้างซื้อของในซุปเปอร์

683
00:39:28,981 --> 00:39:31,835
วันหนึ่งเขามีลูกค้าหลายคนไหม มีหลายคนนะคะ

684
00:39:31,835 --> 00:39:32,914
คนคิดเงินก็มีหลายคนไหม มีหลายคนเหมือนกัน

685
00:39:32,914 --> 00:39:34,244
เพราะฉะนั้น

686
00:39:34,244 --> 00:39:36,723
วันนี้เราจะเจอลูก

687
00:39:36,723 --> 00:39:39,668
พนักงานคนหนึ่งพรุ่งนี้เจอคนใหม่ก็ได้

688
00:39:39,668 --> 00:39:39,873
เขาก็จะไม่เจอเราคนเดียวเขาก็เจอลูกค้าหลายคน

689
00:39:39,873 --> 00:39:43,873
อันนี้เป็นความสัมพันธ์ที่มากกว่า 1 ทั้ง 2 ฝั่ง

690
00:39:45,828 --> 00:39:46,795
ภาษาอังกฤษเรียกว่า many to many

691
00:39:46,795 --> 00:39:47,819
นะคะ

692
00:39:47,819 --> 00:39:51,819
อันนี้เป็นตัวอย่าง

693
00:39:59,993 --> 00:40:06,563

694
00:39:57,674 --> 00:39:59,239
ความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ 1 จะเห็นได้ว่าเส้นเชื่อมความสัมพันธ์จะเป็นเส้นตรง

695
00:39:59,239 --> 00:40:00,819
มีตัวเลขกำกับ

696
00:40:00,819 --> 00:40:04,819
มีตัวเลขกำกับด้วย เพราะฉะนั้น เวลาเราลากเส้นเชื่อมความสัมพันธ์ใด ๆ ก็ตาม

697
00:40:10,853 --> 00:40:12,617
จะต้องมีตัวเลขหรือตัวอักษรกำกับทุกครั้ง

698
00:40:12,617 --> 00:40:16,617
นะคะ อันนี้เป็นความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ

699
00:40:19,671 --> 00:40:22,384
1 ตัวแทน

700
00:40:22,384 --> 00:40:23,654
ขายสินค้าดูแลลูกค้าได้ 1 คน

701
00:40:23,654 --> 00:40:27,654
จริงไหม

702
00:40:27,876 --> 00:40:31,876
อาจจะไม่จริงเสมอไป

703
00:40:33,670 --> 00:40:33,751
ตัวแทน 1 คนอาจจะดูแลลูกค้าได้หลายคนก็ได้ ถ้าเป็นลูกค้าหลายคนแล้วจะแทนด้วยตัว M

704
00:40:33,751 --> 00:40:37,191
หรือตัว N ก็ได้นะคะ

705
00:40:37,191 --> 00:40:41,191
แต่ต้องใส่

706
00:40:42,786 --> 00:40:46,786
ถามว่าถูกต้องหรือยัง

707
00:40:48,261 --> 00:40:49,645
ตัวแทนแค่ 1 คนดูแลลูกค้าได้หลายคน

708
00:40:49,645 --> 00:40:53,645
ลูกค้าหลายคนก็ได้รับการดูแลจากตัวแทน 1 คน

709
00:40:55,491 --> 00:40:57,080
ก็ถูก

710
00:40:57,080 --> 00:41:01,080
แบบนี้ เป็นต้น มีการใส่

711
00:41:02,155 --> 00:41:03,815
ค

712
00:41:03,815 --> 00:41:04,341
ีย์หลักมีการขีดเส้น

713
00:41:04,341 --> 00:41:08,341
อันนี้เป็นความสัมพันธ์ ก็คือเขาดูแลกัน

714
00:41:08,877 --> 00:41:09,313
ต้องใส่

715
00:41:09,313 --> 00:41:11,308
ต้องระบุ

716
00:41:11,308 --> 00:41:15,308
แต่ถ้าเป็นความสัมพันธ์ที่มากกว่า 1 ทั้ง 2 ด้าน

717
00:41:18,200 --> 00:41:18,995
เราจะต้องใส่เป็น M กับ N

718
00:41:18,995 --> 00:41:20,681
เท่านั้น

719
00:41:20,681 --> 00:41:22,400
เราจะใส่เป็น M

720
00:41:22,400 --> 00:41:23,469
กับ N อย่างนี้ไม่ได้

721
00:41:23,469 --> 00:41:24,893
ไม่ได้นะคะ

722
00:41:24,893 --> 00:41:26,826
ไม่ได้

723
00:41:26,826 --> 00:41:28,633
N

724
00:41:28,633 --> 00:41:31,436
กับ N แบบนี้ได้ไหม ก็ไม่ได้

725
00:41:31,436 --> 00:41:35,436
เพื่อให้สื่อความหมายให้ถูกว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่เชื่อมกัน

726
00:41:37,451 --> 00:41:38,211
ระหว่างเส้น 2 เส้นนี้

727
00:41:38,211 --> 00:41:38,634
นะคะ

728
00:41:38,634 --> 00:41:41,544
อันนี้เป็นตัวอย่าง

729
00:41:41,544 --> 00:41:42,375
เดี๋ยวพอว

730
00:41:42,375 --> 00:41:45,983
าดง่าย ๆ ก่อน

731
00:41:45,983 --> 00:41:49,889
น่าจะเข้าใจง่ายขึ้น

732
00:41:49,889 --> 00:41:50,059
กับอันนี้ออกสอบง่ายมาก

733
00:41:50,059 --> 00:41:53,388
อาจารย์อาจจะมี

734
00:41:53,388 --> 00:41:54,154
รูปภาพ

735
00:41:54,154 --> 00:41:54,986
ให้

736
00:41:54,986 --> 00:41:58,986
พวกคุณเปลี่ยนเป็นตาราง

737
00:41:59,484 --> 00:42:01,165
ง่ายมากเลย

738
00:42:01,165 --> 00:42:05,165
ก็คือข้อมูลที่อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมมันคือชื่อตารางใช่ไหมคะ

739
00:42:08,909 --> 00:42:10,386
คุณก็เอาสี่เหลี่ยมออกแล้วก็เขียน

740
00:42:10,386 --> 00:42:10,958
ชื่อต

741
00:42:10,958 --> 00:42:14,958
ารางอยู่ในวงรี

742
00:42:15,392 --> 00:42:15,861
แอตทริบิวต์ก็เป็นคอลัมน์ของตาราง

743
00:42:15,861 --> 00:42:19,861
เสร็จ

744
00:42:20,702 --> 00:42:24,702
แล้ว อยู่ที่วาดรูป

745
00:42:29,746 --> 00:42:30,540
ทำอย่างไร จากรูปจากตารางข้างล่างชื่อตารางใช่ไหมคะ ชื่อตารางก็มาใส่กรอบสี่เหลี่ยม

746
00:42:30,540 --> 00:42:34,540
คอลัมน์แต่ละคอลัมน์ก็มาใส่ในวงรี

747
00:42:35,552 --> 00:42:36,800
โยงเส้น

748
00:42:36,800 --> 00:42:37,492
เสร็จ

749
00:42:37,492 --> 00:42:41,492
แค่นั้นเอง

750
00:42:43,637 --> 00:42:45,541
อันนี้ออกสอบด้วยนะ

751
00:42:45,541 --> 00:42:49,541
นะคะ อาจจะไม่ง่ายอย่างนี้ แต่หลักการมีประมาณนี้ล่ะนะคะ

752
00:42:50,862 --> 00:42:54,862
กับถ้าสมมติว่ามันมีข้อมูลที่

753
00:43:01,841 --> 00:43:02,892
การสามารถแบ่งแยกออกได้

754
00:43:02,892 --> 00:43:04,188
นะคะ

755
00:43:04,188 --> 00:43:07,669
จะเห็นได้ว่า

756
00:43:07,669 --> 00:43:11,669
ตอนก่อนหน้านี้ ที่อาจารย์ตัดตรงนี้ออก

757
00:43:12,398 --> 00:43:16,398
เวลาเราเอามาเขียนในรูปแบบของตาราง

758
00:43:18,040 --> 00:43:18,933
อันนี้เราจะไม่ใส่เราจะดูเฉพาะแอตทริบิวต์ที่อยู่ขอบนอกสุดเท่านั้น

759
00:43:18,933 --> 00:43:22,933
นะคะ เราจะเอาเฉพาะข้างนอกสุด

760
00:43:24,555 --> 00:43:27,624
มาเขียนเป็นตาราง

761
00:43:27,624 --> 00:43:31,624
อันนี้ดูดีนะข้อกำหนดแต่ละอัน

762
00:43:32,875 --> 00:43:36,875
กับค่าตารางไหน

763
00:43:41,866 --> 00:43:44,496
มีข้อมูลที่สามารถมีค่าได้หลายค่า

764
00:43:44,496 --> 00:43:45,851
เห็นไหม วงรีซ้อนกัน 2 วง

765
00:43:45,851 --> 00:43:49,851
เราจะเอาข้อมูลนั้นแยกมาเป็นอีกหนึ่งตาราง

766
00:43:52,516 --> 00:43:56,516
แต่คีย์หลักจะเอามาจากตารางเดิม

767
00:43:57,601 --> 00:44:01,601
เพื่อให้ 2 ตารางนี้มันเชื่อมโยงกันโดย

768
00:44:04,675 --> 00:44:06,300
คีย์หลักเชื่อมกัน

769
00:44:06,300 --> 00:44:10,300
อันนี้เป็นข้อสังเกตก่อนนะ

770
00:44:12,563 --> 00:44:12,700
อันนี้ยังเป็นกฎที่ยังต้องใช้อยู่นะคะ

771
00:44:12,700 --> 00:44:16,700
อันไหนที่เป็นค่า

772
00:44:23,292 --> 00:44:27,292
ที่เป็น Weak Entity หรือว่าความสัมพันธ์แบบอ่อนแอหรือตารางอ่อนแอ

773
00:44:27,752 --> 00:44:31,752
เราต้องดูด้วยว่ามันมีความสัมพันธ์กับตารางไหน

774
00:44:32,531 --> 00:44:35,366
เราจะเอาคีย์หลักของตาราง

775
00:44:35,366 --> 00:44:36,037
ที่มันมีความสัมพันธ์ด้วยมาใส่ด้วยเหมือนกัน

776
00:44:36,037 --> 00:44:39,222
อย่างเช่น

777
00:44:39,222 --> 00:44:42,004
เดี๋ยวลบอันนี้ก่อน

778
00:44:42,004 --> 00:44:43,939
ทำไมถึงบอกว่าตารางด้านขวามือ

779
00:44:43,939 --> 00:44:46,422
เป็นตารางอ

780
00:44:46,422 --> 00:44:48,594
่อนแอ เพราะ

781
00:44:48,594 --> 00:44:52,594
ในตารางนี้ มีเวลาทำงานมีเวลากลับบ้าน

782
00:44:57,635 --> 00:44:59,239
มีวันที่ แต่ถามว่า

783
00:44:59,239 --> 00:45:03,239
เป็นของใคร

784
00:45:07,336 --> 00:45:03,841

785
00:45:04,193 --> 00:45:06,923
ใครมาทำงาน 07.00 น. โมงกลับ 16.00 น

786
00:45:06,923 --> 00:45:08,813
. ใครมาทำงาน 8:00 น กับ 20:00 น

787
00:45:08,813 --> 00:45:12,620
ไม่รู้

788
00:45:12,620 --> 00:45:16,620
เพราะฉะนั้น ต้องไปดูดิว่า

789
00:45:17,108 --> 00:45:21,108
พนักงานรหัสคนไหน

790
00:45:21,487 --> 00:45:21,626
พี่เขามาสแกนนิ้วทำงาน หรือตอกบัตรทำงาน

791
00:45:21,626 --> 00:45:25,626
จะถามว่าในตารางนี้ทำไมลงไม่ให้กรอก

792
00:45:29,224 --> 00:45:33,224
รหัสพนักงานด้วยล่ะ

793
00:45:33,682 --> 00:45:35,388
ก็เป็นการซ้ำซ้อนกันไงคะ ในเมื่อเรามีรหัสพนักงานอยู่แล้ว

794
00:45:35,388 --> 00:45:37,688
เราก็เรียกใช้ได้เลย

795
00:45:37,688 --> 00:45:39,866
เราไม่จำเป็นต้องมาเพิ่มตรงนี้ก็ได้

796
00:45:39,866 --> 00:45:43,866
อันนี้คือการออกแบบที่ดี

797
00:45:44,244 --> 00:45:47,039
ถ้าไหนซ้ำซ้อนกันเราจะไม่นำมาใช้ เราจะดึงข้อมูลมาใช้เลย

798
00:45:47,039 --> 00:45:50,365
อันนี้คือข้อดีของการออกแบบฐานข้อมูล

799
00:45:50,365 --> 00:45:50,998
ที่ดี คือตัวอย่างอย่างหนึ่ง

800
00:45:50,998 --> 00:45:54,998
กลับ

801
00:46:00,446 --> 00:46:03,458
การเปลี่ยนให้เป็นตารางค่าเมื่อกี้นี้ในรูปนี้อาจารย์ไม่ได้ใส่ความสัมพันธ์ใช่ไหมคะ

802
00:46:03,458 --> 00:46:06,824
ยังไม่มีเส้นเชื่อมโยงไปทางอื่นใช่ไหม

803
00:46:06,824 --> 00:46:10,824
แต่ถ้ามันมีเส้นเชื่อมโยงไปตารางอื่น

804
00:46:11,421 --> 00:46:15,421
ล่ะนะคะ อันนี้เป็นความสัมพันธ์แบบ 1

805
00:46:16,792 --> 00:46:20,792
ต่อ 1 เราจะต้องเอาคีย์หลัก

806
00:46:22,418 --> 00:46:23,786
เส้น ไอ้ที่ขีดเส้นใต้นี่

807
00:46:23,786 --> 00:46:27,786
ของตารางด้านข้างที่เรามีความสัมพันธ์ด้วยมาใส่ในตารางเรา

808
00:46:33,147 --> 00:46:33,947
แต่ความสัมพันธ์แบบ  1 ต่อ 1 จะมีข้อได้เปรียบอย่างหนึ่ง คือ

809
00:46:33,947 --> 00:46:37,947
ในตารางแรก

810
00:46:39,953 --> 00:46:40,180
น่าจะเอารหัสลูกค้ามาเป็นคีย์เพื่อเชื่อมต่อกันก็ได้

811
00:46:40,180 --> 00:46:43,467
หรือ

812
00:46:43,467 --> 00:46:46,691
อาจจะเอารหัสตัวแทน

813
00:46:46,691 --> 00:46:48,206
มาเป็นตัวเชื่อมต่อกันก็ได้

814
00:46:48,206 --> 00:46:52,206
อันนี้เป็นความพิเศษเฉพาะตารางแบบ 1

815
00:46:58,559 --> 00:47:01,091
ต่อ 1 แต่จะต้องเอาคีย์หลักของตารางที่เรามีความสัมพันธ์ด้วยอาจจะเป็นเลือกมาทางไหนก็ได้ แต่ต้องมี

816
00:47:01,091 --> 00:47:02,442
ต้องมี

817
00:47:02,442 --> 00:47:06,288
มันสามารถ

818
00:47:06,288 --> 00:47:07,772
ยืดหยุ่นได้เฉพาะความสัมพันธ์แบบ

819
00:47:07,772 --> 00:47:08,255
1 ต่อ 1 นะคะ

820
00:47:08,255 --> 00:47:12,255
แต่ถ้า

821
00:47:13,835 --> 00:47:17,835
เป็นความสัมพันธ์แบบ  1 ต่อกลุ่ม

822
00:47:19,845 --> 00:47:23,845
จะต้องเอาคีย์หลักของฝั่งที่มีความสัมพันธ์เป็น1

823
00:47:23,897 --> 00:47:24,846
มาใส่ในตารางที่มีความสัมพันธ์แบบกลุ่ม

824
00:47:24,846 --> 00:47:26,816
เท่านั้น

825
00:47:26,816 --> 00:47:30,816
อันนี้เป็นลักษณะเฉพาะ

826
00:47:32,984 --> 00:47:33,677
นะคะ  ลักษณะเฉพาะ

827
00:47:33,677 --> 00:47:37,677
ของความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อกลุ่ม

828
00:47:38,042 --> 00:47:42,042
แ

829
00:47:42,403 --> 00:47:43,163
ต่ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่มล่ะ

830
00:47:43,163 --> 00:47:47,163
เห็นไหมคะ เป็น M กับ

831
00:47:47,897 --> 00:47:51,897
N เราจะไม่เอาตารางไม่เอาค่าคีย์หลักมาใส่ในตาราง

832
00:47:54,959 --> 00:47:56,099
แต่เราจะสร้างตารางใหม่

833
00:47:56,099 --> 00:48:00,099
โดยใช้คีย์หลักของทั้งสองตารางที่มีความสัมพันธ์กันมาสร้างเป็นตารางใหม่เลย

834
00:48:02,317 --> 00:48:06,317
จำลักษณะ

835
00:48:12,166 --> 00:48:14,285
3 อย่างนี้ให้ดีนะคะ 1 ต่อ 1 1 กับกลุ่มกับกลุ่มต่อกลุ่ม

836
00:48:14,285 --> 00:48:15,235
การเอามาสร้างเป็นตาราง

837
00:48:15,235 --> 00:48:17,565
ลักษณะเฉพาะมี 3 แบบ

838
00:48:17,565 --> 00:48:21,565
แบบแรก คือ เอาคีย์หลักฝั่งไหนก็ได้

839
00:48:25,373 --> 00:48:27,519
แบบที่ 2 คือเอาเฉพาะที่หลักของฝั่งที่เป็นความสัมพันธ์ที่เป็น 1 เท่านั้น

840
00:48:27,519 --> 00:48:29,400
แบบที่ 3 คือ

841
00:48:29,400 --> 00:48:29,826
เอาคีย์หลักของ

842
00:48:29,826 --> 00:48:33,662
ทั้ง 2 ความสัมพันธ์มาสร้างตารางใหม่เลย

843
00:48:33,662 --> 00:48:35,387
นะคะ

844
00:48:35,387 --> 00:48:39,162
อันนี้คือ

845
00:48:39,162 --> 00:48:42,240
ลักษณะเฉพาะของการเปลี่ยนรูปภาพให้เป็นตาราง

846
00:48:42,240 --> 00:48:45,331
เดี๋ยวจะมีให้ทำด้วย

847
00:48:45,331 --> 00:48:46,070
บางคนจะจำไม่ได้

848
00:48:46,070 --> 00:48:50,070
การออกแบบนะคะ ก็อันนี้พูดไปแล้ว

849
00:48:54,038 --> 00:48:57,427
เราจะมาลองวาดรูปกัน

850
00:48:57,427 --> 00:49:00,168
ให้... น่าจะเคยไปร้านหนังสือกัน

851
00:49:00,168 --> 00:49:04,168
หรืออาจจะเคยเห็นหนังสืออยู่แล้วนะ

852
00:49:04,205 --> 00:49:07,055
นะคะ

853
00:49:07,055 --> 00:49:07,277
ในหนังสือ 1 เล่ม

854
00:49:07,277 --> 00:49:10,867
จะมีอะไรบ้าง

855
00:49:10,867 --> 00:49:14,593
แน่นอน

856
00:49:14,593 --> 00:49:14,746
ข้อมูลหนังสือแต่ละเล่มก็จะมี

857
00:49:14,746 --> 00:49:17,670
รหัสหนังสือ

858
00:49:17,670 --> 00:49:21,441
มีชื่อหนังสือ

859
00:49:21,441 --> 00:49:24,961
มีรหัสผู้แต่ง

860
00:49:24,961 --> 00:49:28,279
รหัสสำนักพิมพ์

861
00:49:28,279 --> 00:49:29,299
อันนี้คือข้อมูลที่อาจารย์ให้ก่อนนะ เดี๋ยวเรามาด

862
00:49:29,299 --> 00:49:33,299

863
00:49:35,373 --> 00:49:35,522
ูกัน ในข้อมูลของคนแต่งหนังสือมีอะไรบ้าง ก็จะมีรหัสของผู้แต่งคนนั้น

864
00:49:35,522 --> 00:49:38,794
มีชื่อผู้แต่งหนังสือ

865
00:49:38,794 --> 00:49:42,794
ในข้อมูลสำนักพิมพ์

866
00:49:45,090 --> 00:49:46,304
ก็จะมีรหัสสำนักพิมพ์ มีชื่อสำนักพิมพ์

867
00:49:46,304 --> 00:49:47,648
มีที่อยู่

868
00:49:47,648 --> 00:49:49,372
มีเบอร์โทรศัพท์

869
00:49:49,372 --> 00:49:53,372
นะคะ

870
00:49:53,458 --> 00:49:54,555
ขั้นตอนแรก

871
00:49:54,555 --> 00:49:58,555
ศึกษาก่อน

872
00:49:59,178 --> 00:49:59,392
ในระบบหนังสือร้านหนังสือ

873
00:49:59,392 --> 00:50:03,392
ก็คือข้อมูลที่อาจารย์ให้เมื่อกี้มันจะมีข้อมูลหนังสือนะคะ

874
00:50:04,958 --> 00:50:07,892
มีข้อมูลคนแต่ง

875
00:50:07,892 --> 00:50:08,465
มีข้อมูลสำนักพิมพ์

876
00:50:08,465 --> 00:50:12,465
มีกระดาษใช่ไหมพลอย

877
00:50:12,814 --> 00:50:15,178
โ

878
00:50:15,178 --> 00:50:17,973
อเค ขั้นตอนต่อมา

879
00:50:17,973 --> 00:50:21,973
กำหนดเอนทิตี้เดี๋ยวจะให้ทำเอง

880
00:50:24,938 --> 00:50:25,617
ก็คือในข้อมูลที่อาจารย์ให้

881
00:50:25,617 --> 00:50:29,617
มันจะต้องมีกี่ Entity หรือกี่ตาราง

882
00:50:30,954 --> 00:50:31,140
ทำ

883
00:50:31,140 --> 00:50:35,140
สิ ใช้สัญลักษณ์ให้ถูกด้วยนะคะ เดี๋ยวอจะเดินดู

884
00:50:35,700 --> 00:50:36,391
ทำเลย

885
00:50:36,391 --> 00:50:40,391
นี่จากข้อมูลนี้ ข้อมูลตัวหนังสือสีดำ ๆ เข้เนี่ยเราควรมีกี่ตาราง

886
00:50:57,573 --> 00:51:01,573
วาดรูปเนี่ย

887
00:51:04,852 --> 00:51:05,409
รูปแบบนี้

888
00:51:05,409 --> 00:51:07,258
แบบนี้

889
00:51:07,258 --> 00:51:11,258
วาดรูปนี้ให้วาดรูป

890
00:51:13,592 --> 00:51:14,062
เอาข้อมูลมาวาดเป็นรูปแบบนี้ แต่อย่างแรกเลย

891
00:51:14,062 --> 00:51:18,062
ดูก่อนว่า

892
00:51:18,453 --> 00:51:19,181
ข้อมูลที่อาจารย์ให้นี่

893
00:51:19,181 --> 00:51:21,676
มันควรจะมีกี่ตาราง

894
00:51:21,676 --> 00:51:25,676
ดูสิว่ามันต้องมีกี่ตาราง

895
00:51:28,004 --> 00:51:29,757
สัญลักษณ์ของตาราง Entity ก็คือ

896
00:51:29,757 --> 00:51:33,757
สี่เหลี่ยมผืนผ้า

897
00:51:34,798 --> 00:51:35,135
ว่าสีเหลี่ยมผืนผ้มันควรจะมีสี่เหลี่ยมผืนผ้ากี่อัน

898
00:51:35,135 --> 00:51:39,135
แล้วในสี่เหลี่ยมผืนผ้าจะต้องเขียนว่าอะไร

899
00:51:40,325 --> 00:51:44,325
ลองทำดู

900
00:51:59,072 --> 00:52:11,601

901
00:51:42,377 --> 00:51:46,377
(อาจารย์เกวลี) อันนี้ยังไม่ยาก

902
00:54:34,930 --> 00:54:34,427

903
00:54:25,451 --> 00:54:29,451
สรุปแล้วมีกี่ตาราง

904
00:54:38,427 --> 00:54:35,160

905
00:54:31,945 --> 00:54:35,945
อันนี้ง่ายมากดูจากที่อาจารย์เน้นตัวหนังสือสีดำเข้มไว้

906
00:54:38,678 --> 00:54:40,141
เราจะได้

907
00:54:40,141 --> 00:54:41,416
3 ตาราง

908
00:54:41,416 --> 00:54:43,173
ในกรอบสี่เหลี่ยม

909
00:54:43,173 --> 00:54:46,947
มีตารางผู้แต่ง

910
00:54:46,947 --> 00:54:47,309
มีตารางหนังสือ

911
00:54:47,309 --> 00:54:49,753
มีตารางสำนักพิมพ์

912
00:54:49,753 --> 00:54:53,753
ก็คือ 3 Entity นั่นเอง

913
00:54:55,132 --> 00:54:57,094
จากโจทย์ที่อ

914
00:54:57,094 --> 00:54:58,534
าจารย์กำหนดพี่ตอนเย็นให้

915
00:54:58,534 --> 00:54:59,344
อันนี้

916
00:54:59,344 --> 00:55:03,344
ให้ทำเอง

917
00:55:04,943 --> 00:55:08,099
หลังจาก

918
00:55:08,099 --> 00:55:12,099
เราได้ตาราง entity แล้วนะคะ

919
00:55:13,470 --> 00:55:17,470
มันจะต้องกำหนดความสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ ก็คือ

920
00:55:17,547 --> 00:55:20,446
เส้นที่โยงกันแต่ละ 2-3 อันนี้ เราจะโยงเส้นมันอ

921
00:55:20,446 --> 00:55:24,446
ย่างไร โดยความสัมพันธ์ของแต่ละอัน

922
00:55:24,744 --> 00:55:25,752
มันควรจะเป็นอ

923
00:55:25,752 --> 00:55:29,595
ย่างไร สิ่งที่มันควรจะเป็นก็คือ

924
00:55:29,595 --> 00:55:32,130
หนังสือแต่ละเล่ม

925
00:55:32,130 --> 00:55:34,313
จะถูกพิมพ์จากสำนักพิมพ์

926
00:55:34,313 --> 00:55:34,456
ใดสำนักพิมพ์หนึ่งเท่านั้น

927
00:55:34,456 --> 00:55:37,923
ใช่ไหม

928
00:55:37,923 --> 00:55:41,923
แปลว่า

929
00:55:44,240 --> 00:55:44,885
ไม่สำนักพิมพ์

930
00:55:44,885 --> 00:55:48,801
เขาก็สามารถพิมพ์หนังสือได้หลายเล่มนะ

931
00:55:48,801 --> 00:55:52,801
อันนี้คือเงื่อนไข เงื่อนไข

932
00:55:54,644 --> 00:55:56,844
หนังสือแต่ละเล่ม

933
00:55:56,844 --> 00:56:00,844
กำหนดว่าจะต้องมีคนแต่งคนเดียวเท่านั้น

934
00:56:12,338 --> 00:56:08,938

935
00:56:04,028 --> 00:56:08,028
ในโลกของความเป็นจริงนี่ หนังสือนี่ มันอาจจะมีคนแต่งช่วยกันก็ได้

936
00:56:12,037 --> 00:56:12,391
นะ ในโจทย์ของอาจารย์ให้

937
00:56:12,391 --> 00:56:16,391
หนังสือถึงเล่มคนแต่งได้คนเดียวเท่านั้น นี่คือ

938
00:56:17,970 --> 00:56:21,064
โจทย์กำหนดนะคะ

939
00:56:21,064 --> 00:56:23,674
แปลว่า

940
00:56:23,674 --> 00:56:24,247
ผู้แต่งหนังสือแต่ละคน

941
00:56:24,247 --> 00:56:28,247
เขาก็สามารถแต่งหนังสือได้หลายเรื่องเหมือนกัน

942
00:56:29,173 --> 00:56:33,173
อันนี้คือข้อกำหนดที่อาจารย์กำหนดให้

943
00:56:35,831 --> 00:56:38,704
แล้ว

944
00:56:38,704 --> 00:56:42,704
เราจะให้ความสัมพันธ์แต่ละอันอ

945
00:56:43,702 --> 00:56:47,702
ย่างไร ก็คือการวาดแบบนี้

946
00:56:47,889 --> 00:56:51,889
มันจะมีการวาดแบบนี้นะคะ

947
00:56:54,557 --> 00:56:57,068
ความสัมพันธ์ที่เป็นแบบนี้

948
00:56:57,068 --> 00:57:01,068
อันนี้คือความสัมพันธ์

949
00:57:03,175 --> 00:57:05,223
ที่นักศึกษาต

950
00:57:05,223 --> 00:57:09,223
้องวาดจากโจทย์ตัวนี้

951
00:57:10,437 --> 00:57:14,437
นะคะ ไอ้ . มันเนี้ย

952
00:57:16,027 --> 00:57:20,027
มันจะต้องสัมพันธ์กันยังไง

953
00:57:20,358 --> 00:57:23,394
ลองวาดดู

954
00:57:23,394 --> 00:57:27,394
สิลองวาดดูรูปมันจะต้องออกมาเป็นแบบนี้นะคะ แต่ข้อมูลข้างใน

955
00:57:32,484 --> 00:57:33,633
น่ะ จะใส่ว่าอ

956
00:57:33,633 --> 00:57:35,076
ย่างไร ลองใส่ดู

957
00:57:35,076 --> 00:57:39,076
เดี๋ยวจะให้เวลา

958
00:57:39,583 --> 00:57:40,657
5 นาที

959
00:57:40,657 --> 00:57:44,657
ลองดูสิว่า

960
00:57:50,226 --> 00:57:54,226
จะเข้าใจโจทย์อาจารย์ไหม จะวาดได้หรือเปล่า 5 นาทีเดี๋ยวดูกัน

961
00:58:03,730 --> 00:58:00,155

962
00:57:50,607 --> 00:57:54,607
(อาจารย์เกวลี)  เดี๋ยวเอาตัวอย่างให้ดูอันหนึ่งแล้วที่เหลือลองทำดูสิ

963
01:00:48,216 --> 01:00:52,216
เดี๋ยวลบอันนี้ก่อน

964
01:00:53,183 --> 01:00:57,183
ตัวอย่าง 1 อันก่อน

965
01:01:02,599 --> 01:01:05,216
ให้วาดแบบนี้ค่ะ

966
01:01:05,216 --> 01:01:08,420
เช่น ผู้แต่ง 1 คน

967
01:01:08,420 --> 01:01:10,478

968
01:01:10,478 --> 01:01:12,157
ในโจทย์ที่อาจารย์บอกแต่งหนังสือ 1 เล่มใช่ไหมคะ

969
01:01:12,157 --> 01:01:16,157
แต่หนังสือเลยนะนี่

970
01:01:18,718 --> 01:01:19,205
ก็มีผู้แต่งได้แค่คนเดียวแต่เขาแต่งได้หลายเล่มใช่ไหมเพราะฉะนั้น ความสัมพันธ์ก็คือผู้แต่ง 1 คน

971
01:01:19,205 --> 01:01:22,545
สามารถแต่งหนังสือได้หลายเล่ม

972
01:01:22,545 --> 01:01:25,199
แต่ถ้าเราอ่านย้อนกลับ

973
01:01:25,199 --> 01:01:28,158
หนังสือหลาย ๆ เล่มนี่

974
01:01:28,158 --> 01:01:29,313
มีผู้แต่ง

975
01:01:29,313 --> 01:01:31,418
แค่ 1 คน

976
01:01:31,418 --> 01:01:35,418
อันนี้ยกตัวอย่างให้ 1 อันแ

977
01:01:41,380 --> 01:01:41,606
ล้ว ที่เหลือลองวาดดูสิ ให้มันได้เหมือนของอาจารย์เนี่ย

978
01:01:41,606 --> 01:01:45,606
ที่เหลือมันควรจะเป็นยังไง

979
01:01:47,830 --> 01:01:49,686
ลองดูสิเริ่มให้แล้ว 1 อัน

980
01:01:49,686 --> 01:01:53,686
ลองทำดูก่อน

981
01:02:09,012 --> 01:02:05,991

982
01:01:50,240 --> 01:01:54,240
ที่เหลือ

983
01:04:13,393 --> 01:04:15,688
หนังสือหลาย ๆ เล่ม

984
01:04:15,688 --> 01:04:19,688
จะต้องถูกพิมพ์จาก 1 สำนักพิมพ์เท่านั้น

985
01:04:23,916 --> 01:04:25,988
ใช่ไหม อันนี้ตามโจทย์ที่อาจารย์กำหนด

986
01:04:25,988 --> 01:04:29,988
นะคะ ถ้าเราเอามารวมกัน

987
01:04:30,538 --> 01:04:31,755
ในความส

988
01:04:31,755 --> 01:04:32,066
ัมพันธ์นะคะ

989
01:04:32,066 --> 01:04:34,575
มันอาจจะเขียนได้เป็นแบบนี้

990
01:04:34,575 --> 01:04:38,575
นะคะ ผู้แต่ง 1 คน

991
01:04:39,793 --> 01:04:41,053
แต่งหนังสือได้หลายเล่ม

992
01:04:41,053 --> 01:04:45,053
และหนังสือหลาย ๆ เล่ม

993
01:04:46,969 --> 01:04:48,144
จะต้องถูกจัดพิมพ์จาก 1 สำนักพิมพ์เท่านั้น

994
01:04:48,144 --> 01:04:52,144
อันนี้คือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น

995
01:04:52,766 --> 01:04:53,136
นะคะ

996
01:04:53,136 --> 01:04:56,052
อันนี้ยังง่ายอยู่

997
01:04:56,052 --> 01:04:58,211
ก็เห็นภาพขึ้นบ้างไหม

998
01:04:58,211 --> 01:05:02,211
อันยังไงอันนี้พอเราอ่าน

999
01:05:03,388 --> 01:05:06,903
ถ้าเป็นคนที่ไม่มีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์มาอ่าน

1000
01:05:06,903 --> 01:05:10,903
เขาก็ยังจะเข้าใจ

1001
01:05:10,957 --> 01:05:12,503
นะคะ

1002
01:05:12,503 --> 01:05:16,503
นี่คือการวาดรูป

1003
01:05:19,771 --> 01:05:21,017
มันเลยทำให้เราเข้าใจง่ายขึ้น แล้วก็จัดระเบียบความคิดของเราด้วยว่าสิ่งที่มันควรจะเป็นในฐานข้อมูลเป็นคนจะเป็นยังไง

1004
01:05:21,017 --> 01:05:22,158
นะคะ

1005
01:05:22,158 --> 01:05:26,158
แล้วอันนี้จริง ๆ พอเราได้ความสำคัญเราได้ Entity  แล้ว

1006
01:05:33,120 --> 01:05:37,120
เราต้องมาเขียนว่าใน

1007
01:05:37,552 --> 01:05:40,733
ควรจะมีข้อมูลอะไร

1008
01:05:40,733 --> 01:05:44,733
แล้วอะไรจะเป็นคีย์หลักก็คือค่าที่ห้ามซ้ำกัน

1009
01:05:45,522 --> 01:05:49,080
เราต้องขีดเส้นนะคะ

1010
01:05:49,080 --> 01:05:50,379
เอามาจากตรงไหน

1011
01:05:50,379 --> 01:05:52,258
มาจากตรงนี้

1012
01:05:52,258 --> 01:05:56,258
เรารู้แล้วว่าอันไหนคือชื่อต

1013
01:05:57,966 --> 01:06:01,966
าราง คือชื่อ ฎืะระั ข้อมูลมีอะไรบ้าง มันก็แค่เอาข้อมูลที่อาจารย์กำหนดให้นี่ค่ะ

1014
01:06:04,895 --> 01:06:08,484
ในรูปวงรี

1015
01:06:08,484 --> 01:06:12,484
ใน Att

1016
01:06:17,518 --> 01:06:18,017

1017
01:06:18,017 --> 01:06:22,017
ribute ลองวาดดูอาจารย์เอาให้หมดแล้ว

1018
01:06:24,372 --> 01:06:26,624
3 อันนี้

1019
01:06:26,624 --> 01:06:27,739
ต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง กำหนดอยู่

1020
01:06:27,739 --> 01:06:31,097
ก็คือเราจะขีดเส้นใต้ในข้อมูลตัวไหน

1021
01:06:31,097 --> 01:06:33,261
นะคะ

1022
01:06:33,261 --> 01:06:36,803
แล้ว

1023
01:06:36,803 --> 01:06:37,715
ทำเองลอง

1024
01:06:37,715 --> 01:06:41,184
ดูสิลองดูสิมันจะได้รูปเหมือนกับของอาจารย์ไหม

1025
01:06:41,184 --> 01:06:43,181
ลองทำดู

1026
01:06:43,181 --> 01:06:47,181
ข้อมูลที่กำหนดให้ในสไลด์ก่อนหน้านี้ค่ะ

1027
01:06:49,738 --> 01:06:50,434
แค่นั้นเอง

1028
01:06:50,434 --> 01:06:53,977
จะให้ลองทำเองดูว่าเหมือนกันไหม

1029
01:06:53,977 --> 01:06:57,977
5 นาทีเหมือนเดิม

1030
01:07:06,397 --> 01:07:10,397
เดี๋ยววันนี้ไม่เสร็จให้ 1 ตัวอย่างก่อน มันต้องแบบนี้

1031
01:07:33,181 --> 01:07:35,661
อีก 2 อันที่เหลือทำเอง

1032
01:07:35,661 --> 01:07:39,465
เอาตัวอย่างให้ดูก่อน

1033
01:07:39,465 --> 01:07:43,156
ได้

1034
01:07:43,156 --> 01:07:46,968
ตารางหนังสือแล้ว

1035
01:07:46,968 --> 01:07:50,948
เหลือตารางสำนักพิมพ์ กับกำลังผู้แต่ง

1036
01:07:50,948 --> 01:07:52,453
ลองทำอีก 2 อันที่เหลือให้มันออกมาเป็นแบบนี้

1037
01:07:52,453 --> 01:07:55,126
ทำยังไง

1038
01:07:55,126 --> 01:07:59,126
ยกตัวอย่างให้ก่อนเดี๋ยวไม่เข้าใจ

1039
01:08:18,235 --> 01:08:18,616

1040
01:08:03,485 --> 01:08:07,485
เห็นไหมว่าอาจารย์กำหนดคีย์ด้วย ก็คือเราขีดเส้นใต้รหัสหนังสือ

1041
01:08:16,869 --> 01:08:17,112
น่ะ ห้ามซ้ำกัน

1042
01:08:17,112 --> 01:08:21,112
อีก 2 อันที่เหลือ อันไหนต้องห้ามซ้ำกัน

1043
01:08:25,226 --> 01:08:27,046
แล้วทำไมในตารางหนังสืออาจารย์ต้องมีรหัสสำนักพิมพ์ด้วย

1044
01:08:27,046 --> 01:08:27,795
ต้องมี

1045
01:08:27,795 --> 01:08:31,795
ต้องมีเพราะว่าเราจะได้รู้ว่าหนังสือเล่มนี้

1046
01:08:32,173 --> 01:08:34,251
สำนักพิมพ์ไหนเอามาขาย

1047
01:08:34,251 --> 01:08:38,251
ใช่ไหมอันนี้

1048
01:08:41,826 --> 01:08:43,571
รหัสสำนักพิมพ์ คือคีย์นอก

1049
01:08:43,571 --> 01:08:47,571
ซึ่งเอาไปเชื่อมโยงดูว่า

1050
01:08:50,625 --> 01:08:52,503
สำนักพิมพ์ชื่ออะไรอยู่ที่ไหนเบอร์โทรศัพท์อะไร

1051
01:08:52,503 --> 01:08:54,474
ไม่จำเป็นต้องเอาข้อมูลมาทั้งหมด

1052
01:08:54,474 --> 01:08:56,916
เอามาแค่รหัสก็พอ

1053
01:08:56,916 --> 01:08:58,881
ในการเชื่อมโยงกัน 2 ตาราง

1054
01:08:58,881 --> 01:09:01,104
ลองวาดดู

1055
01:09:01,104 --> 01:09:04,531
สิ 2 อันที่เหลือ

1056
01:09:04,531 --> 01:09:04,968
ผู้แต่งต้องมีอะไร

1057
01:09:04,968 --> 01:09:07,722
สำนักพิมพ์ต้องมีอะไร

1058
01:09:07,722 --> 01:09:08,240
ลองวาดดูสิ

1059
01:09:08,240 --> 01:09:12,240
เห็นไหม

1060
01:12:13,642 --> 01:12:15,064
ผู้แต่งได้หรือยังเหมือนกันหรือเปล่า

1061
01:12:15,064 --> 01:12:16,125
อันนี้ง่ายมากเลย

1062
01:12:16,125 --> 01:12:20,125
ก็เอาข้อมูลที่อาจารย์ให้มาว่าแค่นั้นเอง

1063
01:12:20,806 --> 01:12:24,806
ใช่ไหม

1064
01:12:31,581 --> 01:12:28,281

1065
01:12:21,388 --> 01:12:25,388
สำนักพิมพ์

1066
01:12:28,594 --> 01:12:32,594
จะเป็นแบบนี้

1067
01:12:33,516 --> 01:12:37,516
เพราะอาจารย์ให้ข้อมูลไปหมดแล้ว

1068
01:12:41,820 --> 01:12:38,388

1069
01:12:33,918 --> 01:12:37,918
พอเราวาดเสร็จ

1070
01:12:40,668 --> 01:12:44,668
ได้องค์ประกอบทุกอย่าง

1071
01:12:45,905 --> 01:12:49,905
รูปที่สมบูรณ์

1072
01:12:50,284 --> 01:12:51,013
มันเลยเป็นแบบนี้

1073
01:12:51,013 --> 01:12:55,013
ใช่ไหม จากข้อมูลที่อาจารย์ให้ทั้งหมด

1074
01:12:55,919 --> 01:12:56,441
เอามาวาดรูป

1075
01:12:56,441 --> 01:13:00,441
เหมือนกันเลย

1076
01:13:04,332 --> 01:13:05,832
แค่ข้อมูลที่ได้น่ะค่ะ จากตัวหนังสือยาว ๆ นี่

1077
01:13:05,832 --> 01:13:06,921
เราก็เอามา

1078
01:13:06,921 --> 01:13:09,617
ว่าเป็น

1079
01:13:09,617 --> 01:13:11,680
รูปแล้วมันจะได้เช็กได้ว่า

1080
01:13:11,680 --> 01:13:13,099
เราขาดข้อมูลตรงไหนหรือเปล่า

1081
01:13:13,099 --> 01:13:17,099
ข้อมูลมันยังสามารถเติมตรงไหนได้อีก

1082
01:13:20,654 --> 01:13:21,022
มันเป็นไปอย่างที่เราเข้าใจไหม

1083
01:13:21,022 --> 01:13:24,584
ในตัวของสมมติว่าเขามาจ้างให้เราออกแบบ

1084
01:13:24,584 --> 01:13:28,584
ข้อมูลเข้าใจตรงกันหรือเปล่า

1085
01:13:28,833 --> 01:13:32,513
นะคะ

1086
01:13:32,513 --> 01:13:33,814
หรือเขาอยากให้เอาข้อมูลอะไรเข้ามาอีก

1087
01:13:33,814 --> 01:13:37,814
แต่ถ้า

1088
01:13:38,785 --> 01:13:42,584
เป็นการออกแบบฐานข้อมูลจริง ๆ

1089
01:13:42,584 --> 01:13:46,584
ที่ใช้กันในชีวิตประจำวันถามว่าแค่นี้พอไหม

1090
01:13:50,411 --> 01:13:47,004

1091
01:13:43,045 --> 01:13:47,045
ไม่พอนะคะ อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างที่อยากให้คุณทำ

1092
01:13:51,142 --> 01:13:53,053
ฐานข้อมูลจริง ๆ มันจะเป็น

1093
01:13:53,053 --> 01:13:57,053
อย่างไร มันจะเป็นแบบนี้เลย

1094
01:13:59,324 --> 01:13:59,724
ใช่ไหม คำว่า ร้านหนังสือร้านหนึ่ง มันไม่ได้มีแค่เมื่อเช้าเมื่อกี้นี้

1095
01:13:59,724 --> 01:14:03,724
มันต้องเป็นแบบนี้

1096
01:14:04,452 --> 01:14:04,862
เมื่อกี้มันน้อยมาก

1097
01:14:04,862 --> 01:14:08,834
แต่ถ้าเราทำงานจริง ๆ

1098
01:14:08,834 --> 01:14:10,640
ข้อมูลมันจะเยอะขนาดนี้เลย

1099
01:14:10,640 --> 01:14:13,279
ข้อมูลจะเยอะขนาดนี้เลย

1100
01:14:13,279 --> 01:14:16,748
เพราะฉะนั้น วันนี้

1101
01:14:16,748 --> 01:14:19,727
มี

1102
01:14:19,727 --> 01:14:21,721
สิ่งที่ให้นักศึกษาไปทำ

1103
01:14:21,721 --> 01:14:23,154
อาจารย์กำหนดข้อมูลให้แล้วด้วย

1104
01:14:23,154 --> 01:14:27,154
ให้วาดรูปเหมือนเมื่อกี้นี่ค่ะ เหมือนที่อาจารย์ยกตัวอย่าง

1105
01:14:30,222 --> 01:14:31,991
แต่คราวนี้จะเป็นการขายคอมพิวเตอร์

1106
01:14:31,991 --> 01:14:35,991
นะคะ โดยข้อกำหนดคือ

1107
01:14:37,054 --> 01:14:38,537
ลูกค้า

1108
01:14:38,537 --> 01:14:42,537
มีได้หลายคน

1109
01:14:42,844 --> 01:14:44,171
แล้วก็สามารถซื้อสินค้าได้หลายชิ้น

1110
01:14:44,171 --> 01:14:48,171
นะคะ แล้วก็ 1 ใบเสร็จรับเงิน

1111
01:14:53,241 --> 01:14:55,278
มีสินค้าได้หลายชิ้นเหมือนกัน มีชิ้นเดียวได้ไหม ได้

1112
01:14:55,278 --> 01:14:56,352
มีมากกว่า 1 ชิ้นก็ได้เหมือนกัน

1113
01:14:56,352 --> 01:15:00,352
ในแต่ละใบเสร็จ

1114
01:15:04,240 --> 01:15:06,416
จะต้องมีแคชเชียร์หรือพนักงานขายแค่คนเดียวเท่านั้น

1115
01:15:06,416 --> 01:15:07,030
อันนี้คือเรื่องทั่วไปเลย

1116
01:15:07,030 --> 01:15:11,030
นะคะ เหมือนเวลาเราไปซื้อของในห้างมีคนคิดเงินให้เราก็มีคนเดียวใช่ไหม

1117
01:15:12,541 --> 01:15:16,541
แล้วก็ต้องมีการแยกประเภทสินค้าด้วย

1118
01:15:22,278 --> 01:15:22,582
นะคะ

1119
01:15:22,582 --> 01:15:26,582
เช่น เหมือนเวลาเราไปห้างมันก็จะแยกเครื่องครัวอยู่ที่หนึ่ง

1120
01:15:28,958 --> 01:15:29,786
ที่นอนอยู่ที่หนึง

1121
01:15:29,786 --> 01:15:33,786
ของกินอยู่ที่หนึ่งอันนี้คือการแยก

1122
01:15:34,915 --> 01:15:35,744
คอมพิวเตอร์ก็เหมือนกัน

1123
01:15:35,744 --> 01:15:36,451
นะคะ

1124
01:15:36,451 --> 01:15:40,451
โดยที่อาจารย์กำหนดให้แล้ว

1125
01:15:41,218 --> 01:15:43,173
นะคะ ว่า

1126
01:15:43,173 --> 01:15:47,173
มันควรจะมีตารางอะไรบ้าง

1127
01:15:49,317 --> 01:15:52,828
มี 5 ตาราง

1128
01:15:52,828 --> 01:15:55,162

1129
01:15:55,162 --> 01:15:57,212
นะคะ 5 ตาราง ก็จะเป็นตารางลูกค้า

1130
01:15:57,212 --> 01:16:00,082
ตารางพนักงานขาย

1131
01:16:00,082 --> 01:16:02,013
ตารางรายละเอียดของสินค้า

1132
01:16:02,013 --> 01:16:02,987
ตารางประเภทสินค้า

1133
01:16:02,987 --> 01:16:04,726
ตารางใบเสร็จ

1134
01:16:04,726 --> 01:16:08,664
อาจารย์กำหนดให้แล้ว

1135
01:16:08,664 --> 01:16:12,664
ว่าควรจะมีข้อมูลอะไรบ้าง

1136
01:16:13,920 --> 01:16:15,175
ให้เราไปวาดรูปมา

1137
01:16:15,175 --> 01:16:19,175
ทำเอง

1138
01:16:19,722 --> 01:16:21,344
ใช้หลักการเดียวกันกับเหมือนที่อาจารย์ยกตัวอย่างไปเมื่อกี้นี้

1139
01:16:21,344 --> 01:16:25,344
นะคะ ลองวาดดูสิว่ารูปที่ได้จะเป็นอ

1140
01:16:26,412 --> 01:16:30,412
ย่างไรนะ อันนี้เป็นการบ้าน

1141
01:16:32,635 --> 01:16:34,896
สำหรับวันนี้ไม่มีอะไรแค่นี้ก็ปวดหัวมากแล้ว

1142
01:16:34,896 --> 01:16:36,790
ถ้าใครจะนั่งวาดรูปต่อก็ได้

1143
01:16:36,790 --> 01:16:37,484
แต่ต้องส่ง

1144
01:16:37,484 --> 01:16:41,484
นะคะ ต้องส่ง

1145
01:16:46,255 --> 01:16:47,421
วันนี้ก็ประมาณนี้ วันนี้มาครบทุกคนเดี๋ยวให้ไปปวดหัววาดรูปต่อ

1146
01:16:47,421 --> 01:16:51,421
วาดรูปไม่เคยปวดหัวเท่านี้มาก่อนเลย

1147
01:16:58,383 --> 01:17:00,898
วันนี้ลองดูที่ ๆ มีกี่ตารางวาตารางไปวาดมาสิว่าในแต่ละตารางมันควรมีข้อมูลอะไรบ้าง

1148
01:17:00,898 --> 01:17:03,285
จากที่เมื่อกี้ไปกดให้

1149
01:17:03,285 --> 01:17:07,273
ลองกำหนดเองสิมันต้องมีอะไร

1150
01:17:07,273 --> 01:17:08,178
อ่านแล้วทำส่งอาจารย์ใส่กระดาษวาดรูปนี้ล่ะ วาดมา

1151
01:17:08,178 --> 01:17:12,178
ความสำคัญให้ครบด้วย

1152
01:17:14,098 --> 01:17:14,905
อันไหนเป็นค่าที่ห้ามซ้ำกันอย่าลืมขีดเส้นให้อาจารย์ด้วย

1153
01:17:14,905 --> 01:17:18,905
วันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ ขอบคุณล่ามด้วย ขอบคุณ

1154
01:17:21,519 --> 01:17:22,288
ถอดความด้วยนะคะ

1155
01:17:22,288 --> 01:17:26,288
โอเคค่ะ เจอกันสัปดาห์หน้านะคะ

1156
01:17:44,705 --> 01:17:41,889

1157
01:17:26,473 --> 01:17:30,473


