﻿1
00:00:52,316 --> 00:00:56,316
สวัสดีค่ะ

2
00:01:05,420 --> 00:01:08,493
ล่ามได้ยินไหมคะ

3
00:01:08,493 --> 00:01:12,493
ล่ามทางไกลได้ยินไหมคะ

4
00:01:32,109 --> 00:01:33,379
โอเคค่ะ

5
00:01:33,379 --> 00:01:37,379
อย่างนั้น เดี๋ยว

6
00:01:38,018 --> 00:01:42,018
จะขอเริ่มเลยนะคะ

7
00:01:44,042 --> 00:01:46,591
โอเคค่ะ

8
00:01:46,591 --> 00:01:48,346
ก็วันนี้

9
00:01:48,346 --> 00:01:52,346
เริ่มได้เลยใช่ไหมคะ

10
00:01:55,205 --> 00:01:59,205
ทางล่ามโอเคนะคะ

11
00:02:06,760 --> 00:02:10,760
โอเคค่ะ

12
00:03:17,698 --> 00:03:21,698
ก็เดี๋ยวเราจะมาเริ่มเรียนนะคะ

13
00:03:21,929 --> 00:03:25,304
บทที่ 5 ของเราต่อนะคะ

14
00:03:25,304 --> 00:03:29,304
บทที่ 4 ของเราที่เรียนไป เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

15
00:03:32,572 --> 00:03:34,740
นะคะ ก็จะเป็นเกี่ยวกับตัวมาตรฐาน

16
00:03:34,740 --> 00:03:36,429
802.3 นะคะ

17
00:03:36,429 --> 00:03:39,192
เป็นตัวมาตรฐาน

18
00:03:39,192 --> 00:03:42,936
เดี๋ยวอาจารย์ขอ

19
00:03:42,936 --> 00:03:46,936
...ก่อนดีกว่า

20
00:03:48,754 --> 00:03:52,754
ตัวมาตรฐาน 802.3 ก็จะเป็นตัวมาตรฐานของตัวอินเทอร์เน็ต ก็จะเป็นตัวมาตรฐานแรกที่ใช้ในการเชื่อมต่อ

21
00:03:59,383 --> 00:04:03,383
ของตัวอุปกรณ์คอมพิวเตอร์

22
00:04:06,997 --> 00:04:07,736
ที่เริ่มนำมาใช้นะคะ ไม่ว่าจะเป็นในบริษัทหน่วยงานองค์กรนะคะ

23
00:04:07,736 --> 00:04:11,736
จากตัวมาตรฐาน 802.3 ของเรา บทที่ 4 ของเราเราก็จะมาเรียนต่อของตัวมาตรฐาน 802.4 แล้วก็มาตรฐาน 802.5 ของเรานะคะ

24
00:04:21,450 --> 00:04:25,319
ก็จะเป็นเครือข่ายในรูปแบบของ Token Bus

25
00:04:25,319 --> 00:04:29,319
แล้วก็ Token Ring นั่นเองนะคะ

26
00:04:29,904 --> 00:04:30,548
2 แบบ

27
00:04:30,548 --> 00:04:34,548
เดี๋ยวเราจะมาดูกันนะคะ

28
00:04:35,678 --> 00:04:39,678
ว่าเนื้อหาของเรา

29
00:04:41,380 --> 00:04:42,461
ที่เราจะได้เรียนในวันนี้มีอะไรบ้าง นะคะ

30
00:04:42,461 --> 00:04:46,461
เริ่มตั้งแต่ก็จะมาพูดถึงตัวหลักการพื้นฐานนะคะ

31
00:04:48,668 --> 00:04:48,889
ความเป็นมาของตัวมาตรฐาน

32
00:04:48,889 --> 00:04:52,889
IEEE 802.4

33
00:04:53,824 --> 00:04:57,824
และตัว IEEE 802.5

34
00:04:59,363 --> 00:05:02,826
อย่าลืมปิดไมค์ด้วยนะคะ

35
00:05:02,826 --> 00:05:06,826
แล้วก็มีการทำงานนะคะ

36
00:05:11,398 --> 00:05:12,828
หน้าที่นะคะ ของตัว

37
00:05:12,828 --> 00:05:16,828
msc

38
00:05:22,883 --> 00:05:23,139
ในรูปแบบ Token passing นะคะ เดี๋ยวเรามาดูการทำงานของตัวToken ช้ในการส่งในตัวรูปแบบเครือข่าย

39
00:05:23,139 --> 00:05:27,139
ตัวรูปแบบ 80 2.2.4

40
00:05:34,864 --> 00:05:35,126
แล้วก็ IEEE 802.5  มันมีคนแต่งถังแล้วก็มีรูปแบบการจัดวางหรือว่าการใส่ข้อมูลนะคะ

41
00:05:35,126 --> 00:05:39,126
ของลำดับนะคะ ในการส่งข้อมูลอย่างไรนั่นเองนะคะ

42
00:05:47,488 --> 00:05:47,825
มาดูตัวหลักการพื้นฐานของเรานะคะ

43
00:05:47,825 --> 00:05:51,825
ก็อย่างที่บอกไปตัวมาตรฐาน 802.3

44
00:05:52,351 --> 00:05:56,351
เริ่มแรกจะเป็นตัวมาตรฐานที่นำมาใช้นะคะ

45
00:06:02,638 --> 00:06:03,376
ในการจัดวางหรือว่าสื่อสารตัวระบบอุปกรณ์ในตัวคอมพิวเตอร์ ในสำนักงานของเรานั่นเองนะคะ

46
00:06:03,376 --> 00:06:06,714
เนื่องจาก

47
00:06:06,714 --> 00:06:06,858
ว่าเราเอามาใช้แล้วนี่

48
00:06:06,858 --> 00:06:10,858
ก็จะประสบปัญหาอย่างที่เราบอกไปนะคะ เวลาเราส่งข้อมูลไปพร้อมกันในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์ 2 เครื่องที่จะทำการส่งข้อมูลไปพร้อมกันแล้ว

49
00:06:25,621 --> 00:06:29,073
กรณีที่ส่งไปพร้อมกันแล้ว เกิดการชนกันของข้อมูลเกิดขึ้น ดังนั้นก็จะมีการสุ่ม

50
00:06:29,073 --> 00:06:29,364
เวลาขึ้นมา เพื่อจะทำการส่งข้อมูล

51
00:06:29,364 --> 00:06:33,364
อีกรอบหนึ่ง เพื่อไม่ให้การส่งข้อมูลนั้น เกิดการชนกันของข้อมูล

52
00:06:39,972 --> 00:06:42,579
ดังนั้นตัวมาตรฐาน 802.3 ก็เลย จะมีข้อจำกัดตรงนี้

53
00:06:42,579 --> 00:06:45,808
ซึ่งจะทำให้เรา

54
00:06:45,808 --> 00:06:49,808
หรือว่าผู้ส่งที่ทำการส่งข้อมูลอีกรอบ

55
00:06:51,688 --> 00:06:52,121
ต้องรอระยะเวลาใหม่ เพื่อทำการส่งข้อมูลซ้ำอีกรอบอีกครั้งหนึ่งนั่นเอง

56
00:06:52,121 --> 00:06:56,121
ซึ่งบางทีอาจจะใช้ระยะเวลาในการรอค่อนข้างเยอะนั่นเองนะคะ

57
00:06:59,839 --> 00:07:00,986
เราก็ไม่รู้ว่าส่งไปรอบ 2

58
00:07:00,986 --> 00:07:04,986
รอบที่ 3

59
00:07:05,995 --> 00:07:06,542
หรือว่ารอบที่ 4 เรื่อย ๆ นี้จะเกิดการชนกันของข้อมูลอีกครั้งหรือเปล่า

60
00:07:06,542 --> 00:07:08,529
นะคะ

61
00:07:08,529 --> 00:07:09,591
และอีกปัญหาหนึ่ง

62
00:07:09,591 --> 00:07:13,591
ใครเปิดไมค์นะคะ

63
00:07:18,341 --> 00:07:20,772
อย่าลืมปิดไมค์ให้อาจารย์ด้วย

64
00:07:20,772 --> 00:07:24,772
ใครนะ

65
00:07:38,041 --> 00:07:39,953
อัษฎาวุธ

66
00:07:39,953 --> 00:07:43,953
ปิดไมค์ให้อาจารย์ด้วยนะคะ

67
00:07:45,107 --> 00:07:49,107
ปิดหรือยังเอ่ย

68
00:08:03,646 --> 00:08:07,646
OK เดี๋ยวต่อกันนะคะ

69
00:08:09,444 --> 00:08:13,241
ก็คืออีกปัญหาหนึ่งที่เราพบ

70
00:08:13,241 --> 00:08:13,449
ก็คือเนื่องจากไอ้ตัวมาตรฐาน 802.3

71
00:08:13,449 --> 00:08:17,254
ที่เป็นรูปแบบการส่ง

72
00:08:17,254 --> 00:08:19,181
ข้อมูลแบบ

73
00:08:19,181 --> 00:08:22,718
csmaCD

74
00:08:22,718 --> 00:08:26,718
เราจะมีการส่งลำดับของเฟรมนะคะ

75
00:08:34,416 --> 00:08:38,416
แต่ว่าตัวมาตรฐาน 802.3 เมื่อส่งไปถึงปลายทาง แล้วมันไม่ทำการเรียงลำดับของตัวเฟรม อย่างที่อาจารย์บอกไปเพราะว่าส่งตัวเลข 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10

76
00:08:39,584 --> 00:08:39,730
จากต้นทางไปยังปลายทางนะคะ อยากปลายทางรับมามันอาจจะเริ่มที่ลำดับที่

77
00:08:39,730 --> 00:08:41,010
4 5 6

78
00:08:41,010 --> 00:08:44,225
แล้วก็ 1 2 3 อย่างนี้

79
00:08:44,225 --> 00:08:48,225
ดังนั้น

80
00:08:50,987 --> 00:08:52,273
ความสำคัญในการจัดลำดับก็จะไม่เกิดขึ้น ดังนั้นก็ไม่สามารถที่จะมาใช้ในตัวระบบ Real-Time นะคะ

81
00:08:52,273 --> 00:08:56,273
ดังนั้น ตอนนี้ก็จะทำให้เกิดปัญหานะคะ ในการรับส่งข้อมูลว่าตัวไหนที่จะมีลำดับ

82
00:08:59,347 --> 00:08:59,635
ดูก่อน

83
00:08:59,635 --> 00:09:03,635
ไม่สามารถที่มาเรียงลำดับที่ 1 ได้นั่นเองนะคะ

84
00:09:04,570 --> 00:09:07,478
ถัดมานะคะ

85
00:09:07,478 --> 00:09:11,478
802.3 เมื่อเราพบถึงปัญหาแล้ว

86
00:09:20,310 --> 00:09:21,845
ดังนั้นตัวมาตรฐานตัวถัดมาที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นมาตรฐานตัว 802.4 นะคะ ซึ่งจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหานั่นเองนะคะ

87
00:09:21,845 --> 00:09:23,346
ก็คือตัวนี้จะเกิด

88
00:09:23,346 --> 00:09:27,346
เปิดทางให้

89
00:09:31,108 --> 00:09:32,920
แต่ละคอมพิวเตอร์นั่นเอง ในเครือข่ายของเราทำการผลัดเปลี่ยนเพื่อทำการส่งข้อมูลของตนเอง

90
00:09:32,920 --> 00:09:36,920
ตามระยะเวลานั่นเองนะคะ

91
00:09:39,439 --> 00:09:40,621
ยกตัวอย่างว่าเรามีตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ อยู่ทั้งหมดกี่เครื่องอยู่ในระบบนะคะ

92
00:09:40,621 --> 00:09:40,971
นะคะ

93
00:09:40,971 --> 00:09:44,971
ระยะเวลานั่นเองในการส่งข้อมูลแต่ละครั้ง

94
00:09:47,399 --> 00:09:48,268
กำหนดเวลาเท่าไหร่นะคะ

95
00:09:48,268 --> 00:09:51,786
คูณกับจำนวนของตัวเครื่องนั้นเองนะคะ

96
00:09:51,786 --> 00:09:55,786
หรือเรียกว่าเป็น

97
00:10:02,538 --> 00:10:04,633
สถานีนั่นเองมีทั้งหมดกี่เครื่อง ใช้เวลาเท่าไรนะคะ ตรงนั้นก็จะดูว่าเวลาที่เขาจะสามารถส่งข้อมูลได้

98
00:10:04,633 --> 00:10:05,426
อยู่ที่เวลาเท่าไรนั่นเองนะคะ

99
00:10:05,426 --> 00:10:09,426
อันนั้นมันก็ไม่ต้องแบบไปกังวลนะคะ ว่าเราจะส่งข้อมูลแล้วเกิดการชนกันของข้อมูลนะคะ

100
00:10:19,580 --> 00:10:23,580
เดี๋ยวก็รู้ระยะเวลาที่แน่นอนว่าเราจะส่งข้อมูลที่เวลาณจุดไหนนั่นเองนะคะ

101
00:10:24,581 --> 00:10:28,581
ดังนั้นผู้ใช้งานในตัวคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในระบบเครือข่าย

102
00:10:28,987 --> 00:10:29,752
ก็จะค่อนข้างไม่ประสบปัญหาการกดดันของข้อมูลนะคะ

103
00:10:29,752 --> 00:10:31,453
ซึ่งนะคะ

104
00:10:31,453 --> 00:10:35,453
ทำให้เกิดการชื่นชอบแล้วก็นำตัวระบบเครือข่ายนี้มาใช้

105
00:10:37,556 --> 00:10:38,966
แต่เนื่องจากในตัว

106
00:10:38,966 --> 00:10:39,299
ระยะภาพ

107
00:10:39,299 --> 00:10:43,299
ก็คือการต่อระบบเครือข่ายของตัวมาตรฐาน 802.4 นี่ จะค่อนข้างมีปัญหา

108
00:10:48,534 --> 00:10:49,530
ในกรณีที่ถ้าตัวคอมพิวเตอร์

109
00:10:49,530 --> 00:10:50,231
หรือว่า

110
00:10:50,231 --> 00:10:54,231
หัวเคเบิ้ลนะคะ สายเชื่อมต่อใน

111
00:10:56,031 --> 00:10:56,394
ระบบเครือข่ายของเขานี่ เกิดปัญหา

112
00:10:56,394 --> 00:11:00,394
ทำให้ตัวระบบเครือข่ายทั้งหมดเกิดเสียปัญหาด้วยเช่นเดียวกัน

113
00:11:00,866 --> 00:11:04,866
ก็คือไม่สามารถที่จะส่งตัวข้อมูล

114
00:11:05,111 --> 00:11:05,723
หากันได้นั่นเองนะคะ

115
00:11:05,723 --> 00:11:09,723
ดังนั้น

116
00:11:14,866 --> 00:11:15,348
วิธีตัวประยุกต์นะคะ การแก้ปัญหาของตัวมาตรฐาน 802.3 ก็จะเกิดเป็นการพัฒนามาตรฐานที่ขึ้นมาใหม่

117
00:11:15,348 --> 00:11:19,348
เรียกว่า 802.4 ก็คือนำจุดเด่นนะคะ ของข้อดีก็คือนะคะ ไม่ต้องรอ

118
00:11:25,947 --> 00:11:29,947
โดยไร้จุดหมาย ก็คือเราจะมีระยะเวลาที่กำหนดว่า

119
00:11:34,291 --> 00:11:34,690
ที่ลำดับที่เท่าไร สามารถที่จะส่งข้อมูลได้นะคะ แล้วก็สามารถที่จะต่อเชื่อมต่อข้อมูลในรูปแบบระบบ

120
00:11:34,690 --> 00:11:37,493
วงแหวนนั่นเองนะคะ

121
00:11:37,493 --> 00:11:41,493
ถัดมาพูดถึง 802.4 ไปแล้วนะคะ อันนี้เขาจะเป็น 802.5 ค่ะ ที่มีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้น

122
00:11:50,294 --> 00:11:51,540
จาก 802.3 802.4 ก็จะเอาข้อดีของ 802

123
00:11:51,540 --> 00:11:55,540
ของ

124
00:11:59,212 --> 00:12:03,212
ตัวพัฒนาใหม่มาเป็นตัวมาตรฐาน 802.4 แล้วก็ล่าสุดก็จะเป็นมาตรฐาน 82.5 นะคะ

125
00:12:04,773 --> 00:12:05,699
ก็จะเป็นตัวระบบวงแหวนนะคะ ที่ถูกพัฒนานะคะ ให้มีการใช้ในตัวระบบ

126
00:12:05,699 --> 00:12:06,093
เครือข่าย

127
00:12:06,093 --> 00:12:10,093
อาจจะเป็นวงกว้างหรือว่าเฉพาะที่ก็ได้นั่นเองนะคะ

128
00:12:15,613 --> 00:12:19,361
ตัวระบบเครือข่ายแบบวงแหวนก็จะทำการเชื่อมต่อแบบจุดต่อจุดนะคะ

129
00:12:19,361 --> 00:12:21,591
แล้วก็ทำการเชื่อมต่อตัว

130
00:12:21,591 --> 00:12:22,848
คอมพิวเตอร์

131
00:12:22,848 --> 00:12:26,267
เครือข่ายของเรานะคะ

132
00:12:26,267 --> 00:12:30,267
ที่จะเป็นรูปแบบวงกลมนั่นเองนะคะ หรือว่าเราจะเรียกว่าวงแหวนนั่นเองนะคะ

133
00:12:35,545 --> 00:12:36,400
สายที่ใช้ในการสื่อสารนะคะ อาจจะมีสาย

134
00:12:36,400 --> 00:12:38,111
ตัว

135
00:12:38,111 --> 00:12:42,111
ดูพีพีนะคะ

136
00:12:45,397 --> 00:12:48,845
หรือว่าไอซีพีก็แล้วแต่นะคะ หรือว่าจะเป็นสายโคแอกเชียล หรือว่าเป็น Fiber Optic นะคะ

137
00:12:48,845 --> 00:12:49,708
ก็แล้วแต่ว่าตัวระบบเครือข่ายของเราอยู่ในอาคาร

138
00:12:49,708 --> 00:12:50,858
หรือว่า

139
00:12:50,858 --> 00:12:54,788
ตัวเชื่อมต่อใช้ระยะทางไกล

140
00:12:54,788 --> 00:12:55,386
ใกล้แค่ไหนนั่นเองนะคะ

141
00:12:55,386 --> 00:12:59,386
สัญญาณที่ใช้นะคะ ในการเชื่อมต่อนะคะ ก็มีทั้ง 2 รูปแบบ

142
00:13:01,767 --> 00:13:04,787
ทั้ง

143
00:13:04,787 --> 00:13:05,451
Android แล้วก็ analog นั่นเองนะคะ

144
00:13:05,451 --> 00:13:09,451
วันนี้บริษัทนะคะ ตัว ibm

145
00:13:20,157 --> 00:13:24,157
ก็สามารถที่จะนำตัวมาตรฐานตัวนี้นะคะ มาใช้นะคะ ในตัวระบบเครือข่ายของเรานะคะ ดังนั้นเขาก็เลยได้ร่วมพัฒนาตัวออกแบบ

146
00:13:29,700 --> 00:13:29,984
802.5 ขึ้นมาอันนี้ก็จะเป็นข้อดี ที่พัฒนาเพิ่มจากตัวมาตรฐาน 802.4 มาเป็น 802.5 นะคะ

147
00:13:29,984 --> 00:13:33,984
ก็คือสามารถกำหนดระยะเวลา แล้วก็ความยาวนะคะ ของการส่งสัญญาณของแต่ละ

148
00:13:38,325 --> 00:13:40,607
จนางเอกนะคะ

149
00:13:40,607 --> 00:13:44,488
มาเดี๋ยวเราจะมาดู

150
00:13:44,488 --> 00:13:45,584
รูปแบบ

151
00:13:45,584 --> 00:13:48,115
นั่นเองนะคะ

152
00:13:48,115 --> 00:13:49,434
ในการส่งข้อมูลนะคะ

153
00:13:49,434 --> 00:13:50,585
ชุดหนึ่งนี่

154
00:13:50,585 --> 00:13:53,266
ไปยัง

155
00:13:53,266 --> 00:13:54,614
ปลายทางนะคะ จากต้นทาง

156
00:13:54,614 --> 00:13:57,087
มันต้องมี

157
00:13:57,087 --> 00:13:58,845
เตรียมข้อมูลอะไรบ้าง

158
00:13:58,845 --> 00:14:02,821
เราจะมาดู

159
00:14:02,821 --> 00:14:06,288
มาตรฐานแรกของเราอยู่ที่มาตรฐาน

160
00:14:06,288 --> 00:14:07,575
IEEE 802.4 นะคะ

161
00:14:07,575 --> 00:14:10,884
ว่าในการ

162
00:14:10,884 --> 00:14:13,133
ส่งข้อมูล 1 ครั้งนะคะ ใน Token passing

163
00:14:13,133 --> 00:14:13,569
มันต้องมีข้อมูลอะไรบ้าง

164
00:14:13,569 --> 00:14:17,569
ที่จะทำการส่งไปในรอบนั่นเองนะคะ โดยส่วนประกอบนะคะ ของเฟรม

165
00:14:23,588 --> 00:14:24,503
ของข้อมูลมาตรฐาน 802.4 ของเรานี่

166
00:14:24,503 --> 00:14:25,933
ก็จะเริ่มจาก

167
00:14:25,933 --> 00:14:27,842
ตัวแรกนะคะ

168
00:14:27,842 --> 00:14:28,110
ดรีม

169
00:14:28,110 --> 00:14:32,058
ดรีมเวิลด์นะคะ อันที่ 1 ก็จะเป็น

170
00:14:32,058 --> 00:14:36,058
ที่ฉาย

171
00:14:42,897 --> 00:14:45,453
สัญญาณของผู้ส่งแล้วก็ผู้รับให้ตรงกันนั่นเองหรือว่าส่งไปที่ต้นทางช่วงเวลานี้แล้วปลายทางรับช่วงเวลานี้

172
00:14:45,453 --> 00:14:47,498
จะมีการเช็กข้อมูลของเวลานะคะ

173
00:14:47,498 --> 00:14:47,891
ถัดมาก็จะเป็นตัว

174
00:14:47,891 --> 00:14:51,891
SD ตรงนี้นะคะ HD ก็จะเป็นตัวสตาร์ท delimiter ก็จะเป็นตัว

175
00:14:54,644 --> 00:14:58,644
บอกจุดนั่นเองนะคะ

176
00:15:00,048 --> 00:15:01,618
ของข้อมูลที่จะทำการส่ง

177
00:15:01,618 --> 00:15:03,299
HD

178
00:15:03,299 --> 00:15:04,109
ED

179
00:15:04,109 --> 00:15:08,109
ตัว E D ก็คือตัวนี้ก็คะตัวท้ายสุดก็คือว่าจะส่งนะคะ ข้อมูลไปถึงสิ้นสุดที่ตรงไห

180
00:15:12,784 --> 00:15:16,784
น นั่นเองนะคะ

181
00:15:19,750 --> 00:15:22,634
ดังนั้น เรามีจุดเริ่มต้นแล้วจุดสิ้นสุด

182
00:15:22,634 --> 00:15:25,325
เราก็ไม่ต้องมี

183
00:15:25,325 --> 00:15:27,445
ระยะทางความยาวของ

184
00:15:27,445 --> 00:15:31,445
ข้อมูลนั่นเองนะคะ

185
00:15:33,541 --> 00:15:37,541
เนื่องจากเรามีจุดเริ่มต้นแล้ว ก็จุดสิ้นสุดไว้เรียบร้อยแล้วนั่นเองนะคะ

186
00:15:37,657 --> 00:15:37,927
ข้อมูลก็จะเป็นที่อยู่ระหว่าง 2 เฟรมนี้นั่นเองนะคะ

187
00:15:37,927 --> 00:15:41,593
ถัดมานะคะ

188
00:15:41,593 --> 00:15:42,612
เดี๋ยวเราจะมาดู

189
00:15:42,612 --> 00:15:46,612
ตัว F Frame Control ของเรานั่นเองนะคะ ก็คือเราจะใช้แยกระหว่าง

190
00:15:55,645 --> 00:15:58,893
เฟรมข้อมูลแล้วก็เฟรมควบคุมของเรานะคะ

191
00:15:58,893 --> 00:16:01,196
เช่นกรณีที่เราจะส่งข้อมูลนะคะ

192
00:16:01,196 --> 00:16:04,278
ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์

193
00:16:04,278 --> 00:16:05,301
ที่ถ่ายออกไปจะต้องมีการปรับ

194
00:16:05,301 --> 00:16:09,301
address

195
00:16:15,338 --> 00:16:18,906
หรือว่าตัวข้อมูลนะคะ ตัวไบต์ที่ทำการส่งนะคะ จากต้นทางไปยังปลายทางนะคะ ก็จะมีการปรับค่าภายในนะคะ ของตัวเลข

196
00:16:18,906 --> 00:16:19,427
จัดส่งปลายทางไปยังปลายทางได้นั่นเองนะคะ

197
00:16:19,427 --> 00:16:22,393
ถัดมาก็จะมี

198
00:16:22,393 --> 00:16:26,393
ที่อยู่ของผู้ส่งแล้วก็ผู้รับนั่นเอง ก็จะเป็น address

199
00:16:30,605 --> 00:16:33,182
และ destination address นั่นเองนะคะ

200
00:16:33,182 --> 00:16:35,481
ก็แต่ละที่จะมีความยาว

201
00:16:35,481 --> 00:16:37,716
ขนาด 6 ไบต์นั่นเองนะคะ

202
00:16:37,716 --> 00:16:40,344
ว่าต้นทางเรามี

203
00:16:40,344 --> 00:16:40,903
อยู่ที่บ้านเลขที่อะไร

204
00:16:40,903 --> 00:16:44,903
ปลายทางอยู่ที่บ้านเลขที่อะไรนั่นเองนะคะ

205
00:16:47,440 --> 00:16:51,440
ถัดมา  DAtA หรือว่าความยาวของเรา

206
00:16:53,394 --> 00:16:55,534
ก็คือตัวข้างบนของเราได้ทำการส่งไปก็จะมีความยาวอยู่ที่ศูนย์ถึง

207
00:16:55,534 --> 00:16:59,534
1182

208
00:16:59,668 --> 00:16:59,848
ไบต์ เขาไว้นั่นเองก็คือข้อมูลที่เราได้รับมา

209
00:16:59,848 --> 00:17:03,242
สุดท้ายของเราตอนนี้นะคะ เช็คสั้น

210
00:17:03,242 --> 00:17:07,242
นะคะ ก็คือใช้ในกรณีที่ต้องการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลนั่นเอง

211
00:17:10,964 --> 00:17:14,059
กรณีที่เราส่งข้อมูล

212
00:17:14,059 --> 00:17:18,059
นำทางไปอาจจะมีขนาด 4 B

213
00:17:19,952 --> 00:17:23,365
yte ปลายทางรับไปครบหรือเปล่า มีการตกหล่นระหว่างเดินทางไหนนะคะ

214
00:17:23,365 --> 00:17:23,839
ไบต์ครบไหมข้อมูลครบไหมก็จะมีตัวระบบ

215
00:17:23,839 --> 00:17:27,839
ที่คอยช่วย

216
00:17:29,356 --> 00:17:31,079
เรื่องของข้อมูล

217
00:17:31,079 --> 00:17:31,301
หรือที่เรียกว่า

218
00:17:31,301 --> 00:17:35,301
redundancy นั่นเองดูว่าข้อมูลครบไหม

219
00:17:43,980 --> 00:17:47,980
crc นั่นเองตัวนี้

220
00:17:48,004 --> 00:17:52,004
มีหล่นหายระหว่างทางหรือเปล่านะคะ จะได้เช็กได้ถูกว่าตรงไหนที่มันผิดพลาด จะได้ทำการส่งข้อมูลซ้ำอีกรอบหนึ่ง

221
00:17:52,826 --> 00:17:56,679
จะได้ให้ปลายทางรับข้อมูลได้อย่างครบถ้วน แล้วก็สมบูรณ์นั่นเองนะคะ

222
00:17:56,679 --> 00:17:59,213
อันนี้ก็จะเป็นตัวมาตรฐานแรกของเรานะคะ

223
00:17:59,213 --> 00:18:00,435
ถัดมาเราจะมาดู

224
00:18:00,435 --> 00:18:03,625
การทำงาน

225
00:18:03,625 --> 00:18:07,625
ของ Token passing นะคะ

226
00:18:14,946 --> 00:18:17,112
หรือว่าตัวเฟรมที่เราทำการส่งข้อมูลไปยังตัวระบบเครือข่ายของเรานะคะ ในตัวมาตรฐานที่ 2 ก็คือ IEEE 802.5 นะคะ

227
00:18:17,112 --> 00:18:21,112
เราก็จะมาดูก็มาส่วนประกอบ

228
00:18:22,595 --> 00:18:25,056
รูป

229
00:18:25,056 --> 00:18:26,007
802.4 นะคะ

230
00:18:26,007 --> 00:18:27,928
ค่อนข้างเยอะ

231
00:18:27,928 --> 00:18:29,148
นะคะ มันจะแบ่งออกเป็น

232
00:18:29,148 --> 00:18:31,710
3 ประเภท

233
00:18:31,710 --> 00:18:33,605
a b c

234
00:18:33,605 --> 00:18:34,123
แกก็จะเป็น A จToken

235
00:18:34,123 --> 00:18:37,386
มีเป็นเอาบ่

236
00:18:37,386 --> 00:18:41,386
เราจะเห็นว่าตรงที่ซีจะหน้าตาคล้ายกับตัวมาตรฐาน

237
00:18:43,681 --> 00:18:46,505
802.4 นะคะ

238
00:18:46,505 --> 00:18:49,429
เดี๋ยวเราจะมาดู

239
00:18:49,429 --> 00:18:53,429
ว่าตัวประเภทและของเรา

240
00:18:53,972 --> 00:18:57,972
หรือว่า Tนี่

241
00:18:58,110 --> 00:18:58,510
ชื่ออะไรนะคะ

242
00:18:58,510 --> 00:19:02,510
Open ก็จะเป็นตัวที่เดินทาง

243
00:19:04,203 --> 00:19:04,498
อยู่ในตัวระบบเครือข่ายนั่นเองนะคะ

244
00:19:04,498 --> 00:19:08,032
ก็คือจะวิ่งวนไปเรื่อย ๆ

245
00:19:08,032 --> 00:19:11,699
จนกระทั่ง

246
00:19:11,699 --> 00:19:11,926
มีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องไหนที่ต้องการส่งข้อมูลนะคะ

247
00:19:11,926 --> 00:19:15,926
ก็จะทำการเปลี่ยน To ที่ทำการเดินทางในส่วนของเรานี่

248
00:19:18,660 --> 00:19:20,524
เปลี่ยนค่านั่นเองนะคะ

249
00:19:20,524 --> 00:19:23,147
ฉลาดนะคะ

250
00:19:23,147 --> 00:19:25,949
state Control หรือตัว AC ของเรา

251
00:19:25,949 --> 00:19:28,454
50 เปลี่ยนเป็น 1

252
00:19:28,454 --> 00:19:32,044
ก็จำลองตัวเอง

253
00:19:32,044 --> 00:19:34,887
กลับมาเป็นตัว

254
00:19:34,887 --> 00:19:36,025
ด้านหน้า

255
00:19:36,025 --> 00:19:39,880
ทำการส่ง

256
00:19:39,880 --> 00:19:40,151
ใน frame ข้อมูลของเรา โดยเราจะมี

257
00:19:40,151 --> 00:19:44,151
ที่ในการส่งข้อมูลของเรานี่ตรงนี้นี่มีอะไรบ้าง ลักษณะคล้าย ๆ

258
00:19:51,853 --> 00:19:52,473
มาตรฐาน 802.4 เมื่อกี้ SD ตัว start

259
00:19:52,473 --> 00:19:56,473
เริ่มมีการส่งข้อมูลแล้วนะ

260
00:19:58,354 --> 00:19:58,762
จำนวนความยาวไบต์เท่าไหร่นั่นเอง

261
00:19:58,762 --> 00:20:02,298
Mini HD

262
00:20:02,298 --> 00:20:02,534
และอีหลีตัวนี้

263
00:20:02,534 --> 00:20:05,782
ventilator

264
00:20:05,782 --> 00:20:08,958
แล้วมีจุด

265
00:20:08,958 --> 00:20:09,451
สิ้นสุดนั่นเองนะคะ

266
00:20:09,451 --> 00:20:13,451
ของเฟรมว่าอยู่ที่ไหน

267
00:20:14,217 --> 00:20:16,770
ถัดมา

268
00:20:16,770 --> 00:20:18,750
เราก็จะมาดู

269
00:20:18,750 --> 00:20:19,180
ตัว AC ของเรา

270
00:20:19,180 --> 00:20:21,831
ตัวเมื่อกี้

271
00:20:21,831 --> 00:20:22,061
เป็นสต๊าฟ

272
00:20:22,061 --> 00:20:24,897
ตัวที่ 2 ก็จะเป็นตัว AC ของเรา

273
00:20:24,897 --> 00:20:28,897
AC ของเราตัวนี้ก็จะมีองค์ประกอบที่เยอะมากกว่าตัวมาตรฐานเมื่อกี้

274
00:20:30,525 --> 00:20:34,525
ก็จะมีอยู่ 4 ส่วน

275
00:20:34,711 --> 00:20:34,941
มี priority

276
00:20:34,941 --> 00:20:36,589
นะคะ ก็คือสามารถ

277
00:20:36,589 --> 00:20:40,589
กำหนดความสำคัญของเฟรม อย่างที่บอกไป

278
00:20:42,222 --> 00:20:44,579
เฟรมไหนลำดับที่ 1 2 3

279
00:20:44,579 --> 00:20:45,268
อันที่ 2 Token

280
00:20:45,268 --> 00:20:45,832
นะคะ

281
00:20:45,832 --> 00:20:49,832
จะบอกประเภทได้

282
00:20:54,301 --> 00:20:54,416
นะคะ อันนี้เป็นเฟรมข้อมูลหรือเปล่า หรือว่าเป็น Token หรือตัวหัวที่ส่งข้อมูลนั่นเอง

283
00:20:54,416 --> 00:20:57,474
อันที่ 3

284
00:20:57,474 --> 00:21:01,256
Monitor นะคะ

285
00:21:01,256 --> 00:21:01,472
เอาไว้

286
00:21:01,472 --> 00:21:05,445
ในกรณีเกิดขาดหาย ในวง

287
00:21:05,445 --> 00:21:09,445
การสื่อสารของเราวงเส้น

288
00:21:10,512 --> 00:21:10,701
ของเราระบบคอมพิวเตอร์ของเรา

289
00:21:10,701 --> 00:21:12,951
ตัวที่ 4 ก็จะเป็น

290
00:21:12,951 --> 00:21:14,182
Research

291
00:21:14,182 --> 00:21:18,182
กรณีที่เราต้องการส่งข้อมูล Search

292
00:21:19,177 --> 00:21:21,730
จะทำการส่งข้อมูลแล้วล่ะ

293
00:21:21,730 --> 00:21:25,730
ถัดมา มาตัวถัดมา

294
00:21:27,964 --> 00:21:30,390
จะเป็นตัวเฟรมคอนโทรลตัวนี้

295
00:21:30,390 --> 00:21:30,563
ถ้าจะใช้ตัวควบคุมนะคะ

296
00:21:30,563 --> 00:21:33,061
ตัวชุดคำสั่ง

297
00:21:33,061 --> 00:21:36,065
ที่ออกใบกำกับการส่งข้อมูล

298
00:21:36,065 --> 00:21:39,901
ในตัวเฟรม ที่เราจะส่งไปยังปลายทางนะคะ

299
00:21:39,901 --> 00:21:43,901
ถัดมา HD

300
00:21:44,786 --> 00:21:48,011
นะคะ ตัวนี้

301
00:21:48,011 --> 00:21:48,493
ก็คือ Source Address ของเรา

302
00:21:48,493 --> 00:21:52,493
แล้วก็อัพเดทสเตชั่น address

303
00:21:53,184 --> 00:21:57,184
ก็คือ

304
00:21:59,877 --> 00:22:01,772
ผู้ส่งผู้รับลักษณะเหมือนกันนั่นเองก็จะมีที่อยู่ของต้นทางว่าส่งมาจากไหน

305
00:22:01,772 --> 00:22:02,037
แล้วก็ที่อยู่ของปลายทาง

306
00:22:02,037 --> 00:22:06,037
อันนี้จะมีอย่างละ 6 ไบต์ เช่นเดียวกันนะคะ

307
00:22:07,538 --> 00:22:11,174
ถัดมาอันนี้ก็จะเป็นข้อมูลนะคะ

308
00:22:11,174 --> 00:22:15,174
ความยาวของข้อมูลนะคะ เราจะเห็นว่าตัวความยาวของข้อมูลของเราจะสามารถส่งได้ตั้งแต่ 0

309
00:22:20,303 --> 00:22:21,498
ถึง 4,500 ไบต์นั่นเอง

310
00:22:21,498 --> 00:22:22,506
นะคะ

311
00:22:22,506 --> 00:22:26,506
เช็ค some

312
00:22:27,655 --> 00:22:31,655
เอาไว้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

313
00:22:37,669 --> 00:22:41,669
มี 4 ไว้เช่นเดียวกับตัวมาตรฐานเมื่อกี้เลย ในกรณีที่เราส่งข้อมูลไปในสายสื่อสาร แล้วเกิดความผิดพลาดข้อมูล

314
00:22:43,260 --> 00:22:46,344
ในลำดับไหนนี่ขาดหายไป หรือข้อมูลลำดับไม่ครบนะคะ

315
00:22:46,344 --> 00:22:48,077
อันนั้นจะทำการส่งข้อมูลกลับมาอีกรอบหนึ่ง

316
00:22:48,077 --> 00:22:50,406
เพื่อให้ข้อมูล

317
00:22:50,406 --> 00:22:50,612
เดินทางกลับไปทางอยู่ครับ

318
00:22:50,612 --> 00:22:54,612
ตามที่ต้นทางต้องการส่งข้อมูลมานั่นเองนะคะ

319
00:22:55,194 --> 00:22:58,547
ถัดมาเฟรมสเตตัส

320
00:22:58,547 --> 00:23:02,547
อันนี้ก็คือไว้สำหรับควบคุมข้อมูลผู้รับได้รับข้อมูลก็จะทำการบ่งบอกสถานะ

321
00:23:07,174 --> 00:23:11,174
ของข้อมูล

322
00:23:12,373 --> 00:23:12,705
ว่าข้อมูลที่ได้รับมานี่ เป็นอย่างไรบ้างนะคะ

323
00:23:12,705 --> 00:23:16,143
ของเรานะคะ

324
00:23:16,143 --> 00:23:20,143
ค่าตัว a c ของเรา

325
00:23:21,475 --> 00:23:21,705
ถ้า a = 0 และ c = 0

326
00:23:21,705 --> 00:23:25,356
ก็คือปลายทางผู้รับไม่อยู่ในวงแหวน

327
00:23:25,356 --> 00:23:29,356
คือตัว detonation หรือตัวปลายทางไม่ได้อยู่ในวงสื่อสาร

328
00:23:33,789 --> 00:23:34,509
ที่เราจะส่งข้อมูลไปนั่นเอง

329
00:23:34,509 --> 00:23:38,509
เมื่อรับตัวสารตัวนี้ เราก็จะทำการส่งข้อมูลใหม่นะคะ

330
00:23:39,189 --> 00:23:40,866

331
00:23:40,866 --> 00:23:44,771
ถัดมา ถ้า C เป็น 0 หมายความว่า

332
00:23:44,771 --> 00:23:48,771
ผู้รับนะคะ

333
00:23:49,706 --> 00:23:51,578
แล้วก็ตัว

334
00:23:51,578 --> 00:23:52,464
ไม่ได้รับเฟรมนั้น

335
00:23:52,464 --> 00:23:54,955
อาจจะมีการส่งข้อมูลไม่ครบ

336
00:23:54,955 --> 00:23:58,475
หรือว่ามีบัฟเฟอร์เกิดขึ้น

337
00:23:58,475 --> 00:24:01,296
ก็จะเช็กกันอีกรอบหนึ่ง

338
00:24:01,296 --> 00:24:05,296
แล้วก็สุดท้ายนะคะ A เท่ากับ 1

339
00:24:08,175 --> 00:24:10,343
C เท่ากับ 1 หมายความว่าได้รับข้อมูล

340
00:24:10,343 --> 00:24:11,472
ครบเรียบร้อยแล้วนั่นเอง

341
00:24:11,472 --> 00:24:15,207
ถัดมา

342
00:24:15,207 --> 00:24:17,132
เราก็จะมาดู

343
00:24:17,132 --> 00:24:21,108
ว่า โทเคนเฟรมของเรานี้มีอะไรบ้าง นะคะ

344
00:24:21,108 --> 00:24:25,108
ลักษณะของเฟรมก็จะประกอบไปด้วย 3

345
00:24:25,888 --> 00:24:29,888
ไบต์ ssd ตัวนี้นะคะ

346
00:24:31,037 --> 00:24:33,627
Restart นะคะ

347
00:24:33,627 --> 00:24:35,288
access control

348
00:24:35,288 --> 00:24:38,548
แล้วก็

349
00:24:38,548 --> 00:24:39,346
Delevator

350
00:24:39,346 --> 00:24:43,346
แล้วก็จบที่เท่าไรนั่นเอง แล้วตัวเองเพื่อทำการควบคุม การส่งข้อมูลในระหว่างต้นทางกับปลายทางนั่นเอง

351
00:24:51,395 --> 00:24:51,842
อีกตัวหนึ่ง

352
00:24:51,842 --> 00:24:55,842
Benedict

353
00:24:56,672 --> 00:24:58,397
น่าจะเป็นชื่อที่

354
00:24:58,397 --> 00:25:02,397
อาจจะไม่เคยได้ยิน

355
00:25:05,492 --> 00:25:09,492
เพิ่งเคยได้ยินมา ตัวเฟรมตัวนี้ก็ไว้กรณีที่เราต้องการยกเลิกนั่นเองว่าจะเริ่มยกเลิก

356
00:25:10,225 --> 00:25:13,526
ตั้งแต่เฟรมไหนถึงเฟซไหนตัวข้อมูลที่เราส่งไปสามารถยกเลิก

357
00:25:13,526 --> 00:25:14,463
ข้อมูลเหล่านั้นก็จะไม่ส่งไปยังปลายทางนั่นเองนะคะ

358
00:25:14,463 --> 00:25:18,463
เราก็จะรู้มาตรฐาน

359
00:25:23,249 --> 00:25:24,006
ของตัวกลางส่งข้อมูลของ ieee 802.4 และ ieee  802.5

360
00:25:24,006 --> 00:25:25,632
คราวนี้เรามาดู

361
00:25:25,632 --> 00:25:29,632
รูปแบบของ Token bus ของเรา

362
00:25:30,870 --> 00:25:31,393
ที่ใช้ในการเชื่อมต่อ

363
00:25:31,393 --> 00:25:33,609
จากสถานีนะคะ

364
00:25:33,609 --> 00:25:36,916
ดูจากรูปก็จะเห็น

365
00:25:36,916 --> 00:25:37,851
เป็นการเชื่อมต่อ

366
00:25:37,851 --> 00:25:38,503
เป็นรูปแบบ

367
00:25:38,503 --> 00:25:39,779
กลุ่ม

368
00:25:39,779 --> 00:25:42,552
ในลักษณะของลักษณวงศ์นั่นเอง

369
00:25:42,552 --> 00:25:46,552
รายการส่งข้อมูลนี้ก็จะเริ่มนั่นเองนะคะ

370
00:25:47,139 --> 00:25:49,285
อยากฟังต้นทางนะคะ

371
00:25:49,285 --> 00:25:52,344
โดยหมายเลขที่สูงสุดของวงนะคะ

372
00:25:52,344 --> 00:25:54,720
ก็จะส่งข้อมูลออกมา

373
00:25:54,720 --> 00:25:57,320
นะคะ

374
00:25:57,320 --> 00:25:57,730
แล้วก็ไล่ลำดับ

375
00:25:57,730 --> 00:26:01,730
ไปยังข้อมูลข้างเคียงของเรานั่นเองนะคะ

376
00:26:04,884 --> 00:26:06,494
อันนี้ก็จะเห็นว่าเป็นสายโคแอกเชียล

377
00:26:06,494 --> 00:26:06,918
ที่ใช้ในการเชื่อมต่อ

378
00:26:06,918 --> 00:26:09,689
อุปกรณ์

379
00:26:09,689 --> 00:26:10,035
นะคะ

380
00:26:10,035 --> 00:26:14,035
ถัดมา Token Bus

381
00:26:16,398 --> 00:26:20,398
นะคะ อันนี้ก็จะเห็นว่าสายของเราจะทำการเชื่อม

382
00:26:22,905 --> 00:26:23,219
ต่อเป็นวงล้อม เป็นวงกลมเลย

383
00:26:23,219 --> 00:26:27,219
อุปกรณ์ก็ต่อจาก

384
00:26:28,481 --> 00:26:31,360
เครื่องนะคะ ไปยังสายส่งสัญญาณ

385
00:26:31,360 --> 00:26:35,360
แล้วก็ไปยังเครื่องใกล้เคียงนั่นเอง

386
00:26:35,522 --> 00:26:36,734
ที่ทำการเชื่อมต่อจนกระทั่งครบ 1 รอบนั่นเองนะคะ

387
00:26:36,734 --> 00:26:38,915
จะมีการส่ง

388
00:26:38,915 --> 00:26:42,915
จาก Station ไหนไปยัง Station ไหนนะคะ

389
00:26:44,735 --> 00:26:48,735
ถัดมาอุปกรณ์

390
00:26:48,970 --> 00:26:49,407
นะคะ ที่ใช้ในการ

391
00:26:49,407 --> 00:26:50,724
เชื่อมต่อ

392
00:26:50,724 --> 00:26:54,724
ของโทเค็นริงก็จะเรียกว่า

393
00:26:56,336 --> 00:26:57,785
Multi Station Access

394
00:26:57,785 --> 00:27:01,785
Unit หรือว่า mau

395
00:27:03,967 --> 00:27:06,000
ก็จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อ

396
00:27:06,000 --> 00:27:08,568
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์

397
00:27:08,568 --> 00:27:12,568
เข้ากับสายสื่อสารนะคะ

398
00:27:14,018 --> 00:27:14,320
แล้วก็ใส่สื่อสารก็เชื่อมต่อไปยัง Station หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวอื่น

399
00:27:14,320 --> 00:27:16,957
ๆ แล้วก็เชื่อมต่อให้เป็นหนึ่ง

400
00:27:16,957 --> 00:27:20,805
เครือข่าย หรือ 1 วงจรของ

401
00:27:20,805 --> 00:27:21,002
เรานั่นเองนะคะ

402
00:27:21,002 --> 00:27:25,002

403
00:27:30,303 --> 00:27:30,981
ถัดมาก็จะเป็นตัวรูปแบบ

404
00:27:30,981 --> 00:27:33,068
การใช้ตัวไฟเบอร์

405
00:27:33,068 --> 00:27:36,423
นะคะ จะเรียกว่า fddi

406
00:27:36,423 --> 00:27:40,423
ไฟเบอร์

407
00:27:42,000 --> 00:27:42,432
interval Data Interface

408
00:27:42,432 --> 00:27:46,432
ใช้รูปแบบของ Token Ring ตัวมาตรฐานของเราตัว I Triple a เมื่อกี้นั่นเองเลยกำหนดมาตรฐาน

409
00:27:49,610 --> 00:27:53,599
โดย

410
00:27:53,599 --> 00:27:56,186
ans I และ ICU

411
00:27:56,186 --> 00:27:58,409
ตัวนี้จะใช้มาตรฐานของตัว Fiber Optic

412
00:27:58,409 --> 00:28:01,638
มีสายในการสื่อสาร

413
00:28:01,638 --> 00:28:01,824
คราวนี้เราจะมาดูตัว layer

414
00:28:01,824 --> 00:28:04,173
ของตัว

415
00:28:04,173 --> 00:28:04,464
fddi

416
00:28:04,464 --> 00:28:08,464
ก็จะมีทั้งหมด 4 ส่วน

417
00:28:10,467 --> 00:28:11,024
ถ้าเทียบกับตัว OSI ของเราก็มีแค่ 2 ชั้น

418
00:28:11,024 --> 00:28:15,024
นะคะ ก็จะ

419
00:28:16,379 --> 00:28:20,379
แตกต่างจากตัว OSI ของเรา

420
00:28:21,191 --> 00:28:23,457
OSI จะมีตัว layer ที่มากกว่านี้ ถูกต้องนะอันนี้จะมี

421
00:28:23,457 --> 00:28:25,457
ฟิสิคอลและ Data Link layer

422
00:28:25,457 --> 00:28:25,624
ตัว fddi

423
00:28:25,624 --> 00:28:29,605
ประจำ miracles

424
00:28:29,605 --> 00:28:33,605
physical medium

425
00:28:33,991 --> 00:28:36,040
ก็คือตัวกรณีเอาไว้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอก

426
00:28:36,040 --> 00:28:40,040
แล้วพี่ซื้อข้อต่ออุปกรณ์

427
00:28:42,807 --> 00:28:42,900
แล้วตัว Media access Control ของเราแล้วมีตัว li Link control

428
00:28:42,900 --> 00:28:46,131
อันนี้จะเป็นรูปที่

429
00:28:46,131 --> 00:28:46,576
เปรียบเทียบนั่นเอง

430
00:28:46,576 --> 00:28:50,576
ว่าสามารถที่จะส่งแล้วสื่อสารข้อมูลในรูปแบบของ Fiber Optic

431
00:28:54,197 --> 00:28:54,849
เป็น fbi กับ

432
00:28:54,849 --> 00:28:57,534
OS i

433
00:28:57,534 --> 00:28:58,007
เป็นอย่างไรนั่นเอง

434
00:28:58,007 --> 00:29:02,007
อันนี้ก็จะเป็นตัวคร่าว ๆ 2 ตัว

435
00:29:02,845 --> 00:29:03,075
มาตรฐาน

436
00:29:03,075 --> 00:29:07,075
มาดูมันกายภาพแล้ว แล้วตัวอุปกรณ์ที่ใช้ในการส่งข้อมูลของเรานั่นเอง

437
00:29:10,710 --> 00:29:13,021
เวลาเราส่งข้อมูลนี้

438
00:29:13,021 --> 00:29:17,021
ประกอบไปด้วยเฟรมข้อมูลอะไรบ้าง มีต้นทางปลายทาง

439
00:29:19,201 --> 00:29:19,569
การเช็กข้อมูลด้วยหรือเปล่า

440
00:29:19,569 --> 00:29:23,569
แล้วก็สามารถบอกขนาดของข้อมูลได้ไหม

441
00:29:28,949 --> 00:29:31,178
กรณีส่งข้อมูลไปแล้วเกิดผิดพลาดมีการเช็กอย่างไรถ้าเป็น Token Bus

442
00:29:31,178 --> 00:29:32,908
ส่งข้อมูลไปแล้วเป็นอย่างไรบ้าง

443
00:29:32,908 --> 00:29:33,729
ถ้ากรณี

444
00:29:33,729 --> 00:29:37,729
Token Ring ถ้าต้องการส่งข้อมูลต้องไปจับโควตา ในวงสื่อสารของเราไหม

445
00:29:42,389 --> 00:29:42,774
มันจะสามารถส่งข้อมูลได้หรือเปล่านั่นเองนะคะ

446
00:29:42,774 --> 00:29:46,774
แล้วก็อันนี้ก็จะเป็น

447
00:29:47,197 --> 00:29:47,553
พูดถึงตัว Fiber Optic ตัวสุดท้ายนะคะ

448
00:29:47,553 --> 00:29:51,553
อันนี้ก็จะเป็นตัวเชื่อมต่อของ fddi ก็จะมี 2 วง

449
00:29:56,624 --> 00:30:00,073
นะคะ

450
00:30:00,073 --> 00:30:03,725
เพื่อใช้ในการแก้ปัญหากรณีเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา

451
00:30:03,725 --> 00:30:04,185
ก็จะมีสาย

452
00:30:04,185 --> 00:30:07,402
เชื่อมต่อ 2 เส้นก็จะมี Primary

453
00:30:07,402 --> 00:30:10,225
ring เส้นที่ 1 แล้วก็มี secondary links

454
00:30:10,225 --> 00:30:12,546
กรณีที่สายตัวแรก

455
00:30:12,546 --> 00:30:16,546
สามารถใช้สายส่งที่สำรองเส้นหนึ่ง

456
00:30:19,276 --> 00:30:23,276
เอาไว้ได้

457
00:30:26,362 --> 00:30:29,294
ก็จะทำให้การสื่อสารของเรานี่ไม่เกิดติดปัญหาขึ้นมาได้ สาย 1 เสียก็ใช้สาย 2

458
00:30:29,294 --> 00:30:30,511
ในการส่งสัญญาณระหว่างกันได้นั่นเอง

459
00:30:30,511 --> 00:30:34,511
จะเป็น Backup Ring

460
00:30:36,647 --> 00:30:36,925
มาช่วยแก้ปัญหานั่นเอง

461
00:30:36,925 --> 00:30:40,925
วันนี้ก็จะเป็น 2 ตัวมาตรฐานนะคะ เบื้องต้น

462
00:30:44,674 --> 00:30:48,674
นะคะ ที่เราเรียนก็จะเรียน 802.3

463
00:30:51,838 --> 00:30:54,262
802.4 และ 802.5 และจะมีคำถามท้ายบทนะคะ ทั้งหมด 5 ข้อนะคะ

464
00:30:54,262 --> 00:30:54,457
ก็อย่าลืมนะคะ

465
00:30:54,457 --> 00:30:58,457
ไปทำคำถามท้ายบท แล้วเอามาส่งให้เรียบร้อยแล้วกัน

466
00:30:59,899 --> 00:31:03,899
นะคะ วันนี้ก็จะเป็นประมาณนี้แล้วกันนะคะ

467
00:31:04,949 --> 00:31:05,134
เดี๋ยวจะขอ

468
00:31:05,134 --> 00:31:09,134
นัดไว้เป็นรอบหน้านะคะ

469
00:31:14,198 --> 00:31:16,298
เพราะว่าตัวเนื้อหาเขาจะแบ่งเป็นส่วนตามส่วนนะคะ มาตรฐานวันนี้ก็จะมี 2 อัน

470
00:31:16,298 --> 00:31:16,792
พูดถึงรูปแบบนั่นเองนะคะ

471
00:31:16,792 --> 00:31:20,792
วันนี้

472
00:31:20,929 --> 00:31:24,475
ใครมีข้อสงสัยหรือข้อคำถามอะไรไหมคะ

473
00:31:24,475 --> 00:31:26,802
ถ้าไม่มี

474
00:31:26,802 --> 00:31:30,802
คลาสนี้ก็จะประมาณนี้แล้วกันนะคะ โอเคค่ะ

475
00:31:38,492 --> 00:31:39,815
อย่างนั้น ก็ขอบคุณพี่ล่ามแล้วกันนะคะ เดี๋ยวจะขอเช็กชื่อก่อนแล้วกันนะคะ

476
00:31:39,815 --> 00:31:43,458
ขอบคุณนะคะ

477
00:31:43,458 --> 00:31:47,184
เดี๋ยวอาจารย์ขอเช็กชื่อก่อนนะ

478
00:31:47,184 --> 00:31:51,184
คะ อดิศร

479
00:31:55,957 --> 00:31:59,139
อดิศรมาไหมคะ

480
00:31:59,139 --> 00:32:02,607
ได้ยินไหมนะ

481
00:32:02,607 --> 00:32:06,607
เดี๋ยวอาจารย์ขอเช็กอีกห้องหนึ่งแล้วกัน

482
00:32:12,393 --> 00:32:14,602
ทวีรัตน์

483
00:32:14,602 --> 00:32:16,698
// มาครับ

484
00:32:16,698 --> 00:32:19,089
(อาจารย์ธิดารัตน์)  จักรพันธ์

485
00:32:19,089 --> 00:32:21,433
// ครับ

486
00:32:21,433 --> 00:32:25,433
(อาจารย์ธิดารัตน์)  จิตราภรณ์

487
00:32:27,843 --> 00:32:30,423
// มาค่ะ

488
00:32:30,423 --> 00:32:30,700
(อาจารย์ธิดารัตน์)  สิตาพร มาไหมคะ

489
00:32:30,700 --> 00:32:33,474
// อาจารย์ได้ยินไหมคะ ได้ยินค่ะ

490
00:32:33,474 --> 00:32:34,680
วรพจน์

491
00:32:34,680 --> 00:32:36,228
มาครับ

492
00:32:36,228 --> 00:32:38,248
นราวิชญ์

493
00:32:38,248 --> 00:32:40,100
// มาครับ

494
00:32:40,100 --> 00:32:42,169
อนุภาค

495
00:32:42,169 --> 00:32:44,434
มาครับ

496
00:32:44,434 --> 00:32:46,633
Hot Hi

497
00:32:46,633 --> 00:32:50,001
มาครับผม

498
00:32:50,001 --> 00:32:52,449
(อาจารย์ธิดารัตน์)  พัทธนันท์

499
00:32:52,449 --> 00:32:54,917
// มาครับ

500
00:32:54,917 --> 00:32:57,119
(อาจารย์ธิดารัตน์)  ศศิกานต์

501
00:32:57,119 --> 00:32:58,750
// มาค่ะ

502
00:32:58,750 --> 00:33:01,771
(อาจารย์ธิดารัตน์)  มัณฑนา

503
00:33:01,771 --> 00:33:03,434
// มาค่ะ

504
00:33:03,434 --> 00:33:04,036
(อาจารย์ธิดารัตน์) ปรเมศ

505
00:33:04,036 --> 00:33:08,036
// มาครับ

506
00:33:09,369 --> 00:33:13,369
(อาจารย์ธิดารัตน์)  กันตวิชญ์

507
00:33:17,454 --> 00:33:21,062
กันตวิชญ์

508
00:33:21,062 --> 00:33:23,978
ช่วยดูให้หน่อยนะคะ

509
00:33:23,978 --> 00:33:26,534
อย่างนั้นก็

510
00:33:26,534 --> 00:33:29,988
เดี๋ยวไม่เช็กกลัวน้องไม่ได้ยิน

511
00:33:29,988 --> 00:33:32,869
กันตวิชญ์มาไหมคะ

512
00:33:32,869 --> 00:33:36,869
กันตวิชญ์

513
00:33:38,329 --> 00:33:42,329


