--- title: (ASR) หลักการและระบบการจัดการฐานข้อมูล subtitle: date: วันอังคารที่ 20 ธันวาคม 2565 เวลา 12.50 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (อาจารย์เกวลี) ล่ามได้ยินไหมคะ โอเคค่ะ อย่างนั้น เดี๋ยววันนี้เลิกเลยนะคะ วันนี้เนื้อหาไม่เยอะนะคะ เพราะเดี๋ยวจะทำให้ชั่วโมงจะให้ทำงานในห้อง วันนี้หัวข้อนะคะ หลัก ๆ จะมีอยู่ 3 เรื่อง ของการพัฒนาระบบ จะมี อยู่ 5 ระยะนะคะ ระยกแรก ทำไมต้องทำ มันมีความจำเป็นกับการทำงานของเราไหมหรือยังไงนะคะ หลังจากนั้นมาวิเคราะห์ว่าไอ้ที่เราวางแผนไปเนี่ยครอบคลุมแล้วหรือยัง นะคะ กับการทำงานที่เราต้องการ หรือผลลัพธ์ที่เราต้องการนี่ จากที่เราวางแผนไว้นี่ มันครบหรือเปล่านะคะ แล้วก็จะมาเช็ก หลังจากนั้นพอเราวิเคราะห์ความถูกต้องทุกอย่างแล้ว มันครบทุกรายละเอียดที่เราต้องการ เราก็มาออกแบบรายละเอียดของระบบว่าระบบนี้มันจะต้องมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ใครสามารถใช้งานระบบนี้ได้บ้างนะคะ แต่ละคนใช้งาน การเข้าถึงข้อมูลนี่ มากน้อยต่างกันขนาดไหนนะคะ อันนี้เป็นพื้นฐานเบื้องต้น หรือในระบบของเรา ต้องการจะเก็บข้อมูลอะไรบ้างนะคะ ลงมากรอกรายละเอียด หรือเขียนรายละเอียดทั้งระบบ มาดูว่าครบหรือยังนะะค ส่วนนี่ ก็ต้องมีการตรวจสอบด้วยว่าสิ่งที่เราวางแผนและวิเคราะห์และการออกแบบนี่ มันสามารถเกิดขึ้นได้จริงไหมนะคะ หลังจากนั้นวิเคราะห์แล้วว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้ เราก็ไปดำเนินการพัฒนาระบบขึ้นมา ช่วงนี้ก็จะเป็นการพัฒนาขึ้นมานะแคะ ต่บางคนก็คือพัฒนาไปด้วยทดสอบไปด้วยว่าระบบนี้มันใช้งานได้จริงแล้วเป็นอย่างไร หรือมันมีข้อผิดพลาดตรงไหน ดำเนินงานแก้ไขทั้งสร้างใหม่ไปเรื่อย ๆ แล้วก็ปรับปรุงสิ่งที่ทำไปแล้วให้มันสมบูรณ์ที่สุด หลังจากนั้นเราก็จะได้ระบบมา แต่พอได้มาแล้ว มันก็ยังต้องมีในส่วนของการบำรุงรักษา มันยังทำงานได้ดีไหม มีข้อผิดพลาดในการทำงานหรือเปล่า อาจจะใส่ข้อมูลราคาสินค้าไป แต่ภาษีผิด ภาษีประเทศไทยคือ 7 เปอร์เซ็นต์ แต่บังเอิญว่าเราพิมพ์ผิด ไปพิมพ์เป็นเลข 4 ผลการคำนวณมันเลยผิด อันนี้ก็ต้องไปแก้ไขนะคะ ก็เป็นส่วนของการบำรุงรักษา หรือว่ามีข้อมูลที่เราต้องการจะเพิ่ม อย่างเช่น ปกติแล้วเก็บกับเบอร์โทรศัพท์มือถือนะคะ เราอยากได้เบอร์โทรศัพท์บ้านด้วย ก็อยู่ในส่วนของการบำรุงรักษาค่ะ เพราะว่ามันจะเป็นการที่แก้ไขในตัวระบบ ปรับปรุงระบบนั่นเองนะคะ ว่าให้เพิ่มเบอร์โทรศัพท์บ้านเข้าไปด้วยอย่างนี้นะคะ ซึ่งจากวัฏจักรการพัฒนาระบบนี่ เราเลยเอามาเป็นตัวตั้งต้น สำหรับการพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูล แต่มันจะมีบางส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมานะคะ ก็คือในส่วนของการทดสอบแล้วก็ประเมินผลนะคะ เมื่อกี้การพัฒนาระบบนี่ เราจะมีอยู่ 5 ขั้นตอน แต่ถ้าเป็นการพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูล หรือพัฒนาฐานข้อมูลนี่ เราจะมี 6 ขั้นตอน ซึ่งมันก็จะใกล้ ๆ เคียงกันแหละ โดยเริ่มต้นของการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมานี่ เราต้องมีการศึกษาเบื้องต้นก่อนว่าข้อมูลที่เราต้องการจะเก็บ เก็บอะไร เก็บไปทำไม เก็บมาจากไหนนะะค แล้วจะเรียกดูข้อมูลทำยังไงนะคะ อันนี้เป็นการศึกษาเบื้องต้นก่อนว่า เอ๊ะ ที่เราจะทำนี่ มันทำได้ไหม ทำได้จริงหรือเปล่า ข้อมูลคืออะไร หลังจากนั้นเราก็เอาสิ่งที่เราศึกษาเบื้องต้นนี่ มาออกแบบฐานข้อมูล เหมือนที่เราวาดไปนะคะ วาดรูป ER ไป คือเริ่มออกแบบและ เหมือนตัวอย่างที่จะยกให้ คือ ร้านหนังสือ 1 ร้าน จะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง อันนี้คือเริ่มออกแบบแล้วนะคะ พอออกแบบได้ปุ๊บ ตรวจสอบข้อมูลครบทุกอย่างนะคะ เราก็จะมาดำเนินการสร้างฐานข้อมูลเ พื่อไปติดตั้งในระบบที่เรามีไว้อยู่แล้วนะคะ หรือถ้ายังไม่มี ก็สร้างขึ้นมาเพื่อใช้กับฐานข้อมูลที่เรากำลังจัดทำเช่นเดียวกันนะคะ พอสร้างฐานข้อมูลเสร็จ เอาไปติดตั้งในระบบแล้ว เราก็ต้องมีการทดสอบและประเมินผลว่า ฐานข้อมูลที่เราสร้างมามันใช้งานได้ดีกับระบบที่มีอยู่หรือไม่นะคะ ถ้ามันไม่ดี มันไม่ดีตรงไหน มีตรงไหนต้องแก้ไขหรือเปล่า หรือใส่ฐานข้อมูลแล้ว แต่เรียกข้อมูลขึ้นมาไม่ได้ เราก็ต้องแก้ปัญหานะคะ ทำไมมันไม่ได้ เหมือนถ้าใครเคยใช้ Excel เบอร์โทรศัพท์นำหน้าของเรา จะเป็นเลข 0 ใช่ไหมคะ แต่เหมือน Excel เหมือนกัน ถ้าเราไม่เปลี่ยนชนิดของข้อมูลเลข 0 เราจะหายไป ทำไมอันนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่เราจะต้องกำหนดรูปแบบของข้อมูล ในฐานข้อมูลของเราด้วยนะคะ ว่าให้คอลัมน์นี้ เป็นเบอร์โทรศัพท์นะ ไม่ใช่จำนวนเลขจำนวนจริงใด ๆ เมื่อเราได้ หลังจากนั้นพอเราทดสอบประเมินผลเป็นที่พอใจแล้ว เราก็เอาระบบที่ได้ที่มีการผสานกับฐานข้อมูลเนี่ยเอาไปใช้งานจริงก็ใช้งานจริงทุกระบบที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะต้องมีการบำรุงรักษา หรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อมูล อะไรก็ตาม ก็ต้องมีเหมือนกัน อันนี้ก็จะล้าย ๆ กับการพัฒนาระบบนะคะ สำหรับการพัฒนาฐานข้อมูล เดี๋ยวอธิบายโดยละเอียด ก็คือในการศึกษาเบื้องต้นนี่ มันก็อย่างที่อาจารย์บอกตอนแรก ก็ต้องดูว่ากูใช้งานต้องการอะไรฐานข้อมูลเขาใหญ่ได้เพื่อไปทำอะไร หรือมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเขาถึงต้องการระบบฐานข้อมูล หรืออาจจะเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบนะคะ ซึ่งการศึกษาเบื้องต้นนี่ มันจะเป็นแนวทางในการออกแบบต่อไป อย่างน้อยที่เราต้องวิเคราะห์ คือ ในองค์กรเราต้องการเก็บข้อมูลขนาดไหน ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือข้อจำกัดก็คือตอนนี้ข้อมูลเขียนลงในสมุดตลอดเลยหรือเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว มันไม่สามารถทำงานร่วมกันได้หลาย ๆ คน จุดมุ่งหมาย คือ ถ้าเรามีระบบฐานข้อมูลที่ดี คนทำงานช่วยกันจะได้เพิ่มขึ้น หรืออาจจะเป็นการเรียกดูข้อมูลได้สะดวกสบายขึ้น นะคะ ขอบเขตของงาน คือ คนที่สามารถเข้ามาดูข้อมูลได้ มีใครบ้าง เป็นต้น นะคะ อันนี้คือการศึกษาเบื้องต้นก่อน แล้วก็มาเช็กดูนะคะ ว่าข้อที่เราวิเคราะห์ไว้นี่ มันคบหรือยัง ถ้าคบแล้วนะคะ ก็มาออกแบบ ซึ่งรายละเอียดก็จะมาจากขั้นตอนของการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นนั่นแหละนะคะ มาเป็นแนวทางในการออกแบบ 3 ระดับ ระดับแนวคิด ระดับภายใน และก็ภายนอกระดับตรรกะ นี่ละ นะคะ ที่เคยเรียนไปแล้วเมื่อต้นโดยการออกแบบเชิงแนวคิดนี่ เราจะเป็นการพัฒนาแบบจำลองข้อมูลให้ถูกต้องต้องมีความละเอียดเข้าใจข้อมูลองค์กรเป็นอย่างดี สมมุติว่าถ้าคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ คุณก็ต้องรู้ว่าองค์กรของคุณทำอะไรนะคะ ข้อมูลมีอะไรบ้าง นะคะ อาจจะเป็น ไปฝึกงานแล้วเขาให้ลองออกแบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการพนักงาน เราก็ต้องรู้ว่าข้อมูลพนักงาน 1 คน มีอะไรบ้าง นะคะ แน่นอนเหมือนที่เคยสอน มีรหัสพนักงาน รหัสบัตรประชาชน ใช่ไหมคะ มีชื่อมีนามสกุล มีเบอร์โทรศัพท์ มีที่อยู่ปัจจุบัน ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน เรียนจบอะไรมา ตอนนี้ตำแหน่งอะไร เงินเดือนเท่าไร นี่คือข้อมูลเบื้องต้น แต่ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ ๆ เขาก็จะทำข้อมูลละเอียดมากว่า ที่บ้านทำงานอะไร พ่อแม่อยู่ไหน มีลูกหรือยัง เพราะว่าบางองค์กรมีสวัสดิการให้คนในครอบครัวด้วย อันนี้พวกคุณก็ต้องศึกษาด้วยนะ ถ้าคุณไปทำงานที่ไหน ว่าแต่ละที่เขาอาจจะไม่ได้เก็บข้อมูลเหมือนกัน อาจจะมีเก็บข้อมูลไม่เยอะ หรืออาจจะเก็บข้อมูลนิดเดียวนะคะ ในฐานข้อมูลอาจจะเก็บรูปภาพพนักงาน รูปภาพต้องเป็นรูปภาพแบบไหน อันนี้ก็คือสิ่งที่เราต้องออกแบบนะคะ ไม่ใช่ว่าอยากทำอะไรก็ทำ ไม่ได้นะคะ ต้องดูความต้องการขององค์กรที่เราไปทำงานให้เขาด้วยนะคะ ตั้งแต่การออกแบบนี่ เราต้องกำหนดชนิดของข้อมูลที่จะเอาเข้ามา ก็คือชนิดของคอลัมน์แต่ละคอลัมน์ที่เราจะต้องใส่นะคะ มีความสัมพันธ์เป็นอย่างไรบ้าง ตารางพนักงานจะต้องไปเชื่อมโยงกับตารางเงินเดือนไหม นะคะ ต้องเขียนให้ถูก เพราะตำแหน่งแต่ละตำแหน่ง คนแต่ละคน เงินเดือนไม่เท่ากันนะคะ ในแต่ละตาราง จะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง นะคะ ขอบเขตของข้อมูลในตารางนั้น ๆ ต้องกำหนดอย่างไร เหมือนที่ฉันชอบยกตัวอย่างบ่อย ๆ เช่น รหัสบัตรประชาชน ต้องเป็นเลข 13 หลัก เท่านั้นนะคะ อย่างนี้นะคะ หรือรหัสไปรษณีย์มันก็ควรจะมีแค่ 5 หลักเท่านั้น ไม่ควรเกินใช่ไหม อะไรที่เรารู้อยู่แล้วว่าขอบเขตมันเป็นยังไงเราก็สามารถกำหนดได้ เผื่อป้องกันความผิดพลาดด้วย บางคนพิมพ์รหัสไปรษณีย์ผิด ใส่ 0 เกินไปอย่างนี้ มันก็ผิด ข้อมูลที่ได้มาก็จะผิดพลาด ในตาราง อะไรเป็นคีย์หลัก ก็คือค่าที่ห้ามซ้ำกันน่ะคืออะไรนะคะ มีการกำหนดความเป็นเอกลักษณ์ของตาราง เป็นตารางทั่วไปหรือตารางเฉพาะ อันนี้ถ้าจำเป็นต้องกำหนดนะคะ มีการเขียน ER diagram ก็คือการวาดรูปที่เราเคยวาดไปนะคะ วาดรูป ER หลังจากนั้นต้องมานั่งประชุมกันค่ะ ว่าสิ่งที่เราออกแบบ กับสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการตรงกันหรือเปล่า มีตรงไหนที่เข้าใจไม่ตรงกันไหม หรือมีอะไรที่ลองออกแบบขาดไปหรือเปล่า หรือมันเกินความจำเป็น ตัดออกได้ไหม นะคะ อันนี้คือสิ่งที่ต้องมาคุยกัน ไม่ใช่ว่าเราคิดเองทั้งหมด แล้วเราทำเลย สรุปไม่ตรงกันกับที่ผู้ใช้งานต้องการ อันนี้ก็ไม่ได้แล้ว เสียเวลาเปล่านะคะ เพราะฉะนั้น ควรจะมานั่งคุยกันตั้งแต่เริ่มต้นนะคะ อันนี้ไม่มีอะไร หลังจากนั้น พอออกแบบได้นี่ การเลือกโปรแกรมที่จะใช้ในการจัดการข้อมูลนี่ คนออกแบบก็ต้องดูด้วยว่าแต่ละโปรแกรมมันมีข้อจำกัดนะคะ ไม่ใช่ว่าฉันรู้สึกว่าฉันจำชื่อโปรแกรมนี้ได้ เลือกเลย เลือก เพราะแค่จำชื่อได้ไหม ไม่พอ มันจะต้องดูด้วยว่าไอ้ที่เราเลือกไปเนี่ยมันสามารถใช้งานได้ดีกับระบบที่เราต้องการจะใช้หรือเปล่านะคะ เพราะว่าถ้าเราเลือกผิด แล้วเรามาใช้งานจริง ๆ นี่ มันไม่เวิร์กหรือมันใช้งานไม่ได้นี่ งานเราถือว่าล้มเหลวเลยนะคะ เพราะว่าได้เริ่มทำงานแล้ว ข้อมูลเริ่มเก็บแล้วจะให้เริ่มใหม่นี่ เสียเวลามาก ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น รัดกุมตั้งแต่ออกแบบเลยดีที่สุดนะคะ ทั้งการออกแบบทางตรรกะ ก็จะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในการเลือกใช้ฐานข้อมูลนะคะ ก็ข้อมูลของเรานี่ จะเก็บข้อมูลอย่างไร มีการเชื่อมโยงอะไรบ้าง ทำไมต้องเก็บข้อมูลแบบนี้นะคะ แล้วก็ถ้าเป็นจำจริง ๆ กระบวนการในการเลือกที่เก็บข้อมูลก็สำคัญ คุณจะเก็บข้อมูลอย่างไร เก็บในเครื่อง Server เครื่องเดียว หรือจะมีการสำรองไปไว้ที่อื่น มีการกระจายข้อมูลเก็บ แต่ถ้าจำเป็น ก็คือสามารถเรียกใช้งานจากที่ไหนก็ได้นะะค แล้วใครสามารถเรียกใช้งานได้บ้าง ผู้ใช้งานทั่วไปอาจจะได้แค่ดู แต่ถ้าเป็นผู้ดูแลระบบหรือระดับหัวหน้างาน สามารถแก้ไขข้อมูลได้ด้วย อย่างนี้นะคะ เป็นต้น อย่างเช่น อาจารย์นี่ ก็สามารถดูเกรดนักศึกษาได้ทุกคนเลย แต่อาจารย์ไม่สามารถเข้าไปแก้ไขเกรดให้คุณไม่ได้นะ อาจารย์ดูได้อย่างเดียวนะคะ ก็คือสิ่งที่เราออกแบบได้คนที่แก้ไขได้คืออะไร ก็เป็นเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียน ถ้าสมมุติว่านึกว่าไม่มีข้อผิดพลาดก็สามารถท้วงติงได้ แล้วเจ้าหน้าที่เท่านั้นที่จะเข้าไปปรับปรุงข้อมูลได้ อาจารย์ทำให้ไม่ได้นะคะ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างนะคะ หลังจากนั้น พอเราวิเคราะห์ทุกอย่างเรียบ ร้อยรัดกุมดีแล้ว เราก็ลงมือสร้างฐานข้อมูล นะคะ เอาโครงร่างที่ได้จากการออกแบบของเรานี่ สร้างข้อมูล สร้างฐานข้อมูลขึ้นมา เพื่อเก็บข้อมูลจริงนะคะ หรืออาจจะมีการแปลงข้อมูลในระบบเดิม ให้เข้ากับระบบใหม่ที่เราพัฒนาขึ้นมาก็ได้นะคะ ในข้อมูลเดิมนี่ อาจจะเก็บข้อมูลไม่ได้เก็บในระบบจัดการฐานข้อมูลอะไรหรอก เก็บไว้ใน Excel นะคะแต่ถามว่าระบบจัดการฐานข้อมูลปัจจุบันนี่ มันสามารถนำเข้าข้อมูลที่เป็น Excel เข้าสู่ระบบจัดการฐานข้อมูลได้แล้วนะคะ อันนี้ก็ความสามารถของระบบที่เราเลือกตั้งแต่แรก ว่าไอ้โปรแกรมที่เราใช้งานนี่ มันมีฟังก์ชันนี้ไหม ถามว่าเพื่ออะไร เกิดมันเป็นระบบที่ สมมติข้อมูลเดิมเราอยู่ใน Excel ทั้งหมด เลยเป็นแบบเป็นหมื่นเป็นแสนข้อมูล ระบบที่เราเลือกใช้นี่ มันนำเข้าข้อมูลจาก Excel เข้ามาไม่ได้นี่ แล้วมันจะดีกว่าระบบเดิมอย่างไรนะคะ ในเมื่อมันไม่ได้ทำให้เราทำงานง่ายขึ้นนะคะ หลังจากนั้นนี่ พอมีการพัฒนาฐานข้อมูลหรือปรับปรุงฐานข้อมูลขึ้นมาแล้วนะคะ มันก็จะเป็นขั้นตอนของการติดตั้งระบบนะคะ มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ระบบจัดการฐานข้อมูลอะไรนะคะ มีใครเป็นผู้จัดการฐานข้อมูล หรือว่าเป็น Admin นั่นแหละ จำนวนพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ต้องการใช้มีขนาดมากน้อยขนาดไหน ตารางต่าง ๆ ที่อยู่ในระบบ มีกี่ตาราง มีตารางอะไรบ้างนะคะ อันนี้คือการติดตั้ง ใช้จริง เดี๋ยวพอเราสอบมิดเทอมเสร็จนะคะ ช่วงหลังปีใหม่ อาจารย์จะเริ่มพาทำภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลอย่างง่าย ๆ นะคะ พาทำ พิมพ์เอง ลองดูสิว่าวิธีการเรียกใช้ฐานข้อมูลอย่างง่าย มันเป็นยังไงนะคะ พอเราติดตั้งเสร็จปุ๊บ มันก็ต้องมีการทดสอบหาข้อผิดพลาดนะคะ ทั้งหาข้อผิดพลาด ทั้งประเมินความสามารถของระบบ ที่เราเอามาใช้นะคะ เพื่อดูสิว่ามันรองรับความต้องการของเราจริง ๆ หรือเปล่า ถูกต้องไหม ครบถ้วนดีไหมนะคะ ถ้ามันไม่ครบ เราจะทำยังไง หรือบางอย่างมันไม่จำเป็นนี่ เราอาจจะไม่จำเป็นให้ User ใช้งานก็ได้ อาจจะเป็นเฉพาะผู้ดูแลระบบ ใช้งานฟังก์ชันนั้นคนเดียวก็พอ อย่างนี้นะคะ ก็การทำงานเหล่านี้จะต้องเตรียมคู่มือเตรียมข้อมูลทดสอบไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ เหมือนเวลาถ้าสมมุติว่าเราจบไปนี่ เราพัฒนาโปรแกรมใด ๆ ขึ้นมาก็ตาม เราจะต้องทำคู่มือการใช้งานด้วยนะคะ ไม่อย่างนั้นคนมาใช้งานระบบเรา ไม่เข้าใจ งง ว่าทำไมคุณตั้งชื่อตารางแบบนี้ล่ะ ทำไมตั้งชื่อคอลัมน์แบบนี้ ไอ้ตัวนี้แปลว่าอะไร แล้วจะกดตัวไหนเพื่อบันทึกข้อมูล หรือถ้าต้องการแก้ไขข้อมูลต้องกดตรงไหน นะคะ เราต้องเตรียมข้อมูลไว้ให้เขาด้วย เพื่อใช้ในการทดสอบนะคะ หรืออาจะจะเป็นตัวอย่างข้อมูล เพื่อลงมาพิมพ์เข้าไปในรูปดูซิว่ามันสามารถบันทึกได้ไหม ถูกต้องหรือเปล่า กับสิ่งที่เราต้องการให้มันเป็นนะคะ ไม่ใช่ว่าอาจารย์พิมพ์ข้อมูลเข้าไปเยอะมาก สรุปอยากดูข้อมูลไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์นะคะ มันก็ต้องมีการทดสอบก่อน พอทดสอบแล้ว เป็นที่น่าพอใจ เราก็เอาไปติดตั้งใช้งานจริง แต่พอติดตั้งแล้ว มันก็ยังต้องมีการประเมินผลเหมือนกัน ว่าพอเราติดตั้งไปใช้จริงแล้ว มันให้การทำงานที่ดีเหมือนตอนที่ทดสอบหรือเปล่า หรือพอตอนทดสอบใช้งานได้ แต่พอมาทำงานจริง โอ้โห ข้อมูลเข้ามาทีละหมื่นทีละแสนข้อมูลต่อวัน สรุประบบรับไม่ได้นะคะ ไม่ทัน ถอดความก็เจ๊ง รอล่ามแป๊บหนึ่ง โอเค ต่อคหลังจากนั้นเมื่อเรา่ะ ไปแล้วเนี่ยก็เหมือนที่บอกราคาก็ต้องมีการบำรุงรักษาการปรับปรุงพรทำงานไปแล้วเนี่ย Admin นะคะ หรือว่าผู้จัดการฐานข้อมูลไปดูเลยเขาจะต้องมีการเตรียมตัวบำรุงรักษาฐานข้อมูลไม่ใช่ว่าใช้ไปแล้ว ก็ทั้งต้องป้องกันระบบไม่ว่าถ้าสมมุติว่ามีปัญหาเกิดขึ้นเรามีการสำรองข้อมูลไว้หรือเปล่า แล้วตารางในการสำรองข้อมูลนี่ จัดทำไว้บ่อยขนาดไหน แล้วแต่ระบบนะคะ บางคนถ้าเป็นระบบที่สำคัญมาก ๆ เขาจะต้องสำรองข้อมูลทุกวันนะคะ หรือถ้าระบบมีปัญหานะคะ ข้อมูลที่สำรองไว้สามารถกู้คืนได้ภายในระยะเวลาเท่าไร เหมือนว่า สมมติวันนี้อาจจะมีภัยธรรมชาตินะคะ เป็นธนาคารแห่งหนึ่งสำนักงานใหญ่ภัยธรรมชาติ ข้อมูลเขาหายกี่บาทเป็นไปไม่ได้เหรอคะเงินลูกค้าไม่รู้จะจะบอกว่าไม่รู้ค่ะ ว่าตอนนี้คุณมีเงินเท่าไร เพราะเมื่อคืนมีภัยธรรมชาติข้อมูลหาย คำตอบนี้จะต้องไม่เกิดขึ้น ข้อมูลทุกอย่างจะต้องถูกเรียกนำมาใช้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ นะคะ อันนี้ อย่างเช่นองค์กรใหญ่ ๆ เขาจะมีการซ้อมเลยนะคะ ว่าซ้อมสำรองข้อมูล แล้วคุณสามารถกู้คืนข้อมูลขึ้นมาได้เร็วที่สุดเท่าไร บางคนซ้อมทุก ๆ 1 เดือนเลยด้วยซ้ำ เพราะว่าข้อมูลบางอย่างมันสำคัญมาก ๆ นะคะ รวมถึงว่า ถ้าระบบแล้วใช้ไปนี่ มันมีการเพิ่มตารางไหม หรือาจจะมีคอลัมน์เพิ่มเติมที่เพิ่มเข้ามาสามารถทำได้หรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นการบำรุงรักษา ปรับปรุงฐานข้อมูลเช่นเดียวกันนะคะ โดยที่หัวข้อที่ 2 อย่างที่อาจารย์บอก ห34เป็นการแปลงแผนภาพCR นะคะ รูปภาพที่เราเคยวาดให้มาเป็น relation หรือว่าให้เป็นตาราง มันเป็นอะไรที่ง่ายมาก เพราะมันจะเริ่มต้นจากชื่อตารางก่อนชื่อ entity โดยตารางใด ๆ นะคะ หรือรูปภาพใด ๆ นี่ มันสามารถเอามาแปลงเป็นตารางได้ 1 ตารางทันที ตารางคืออะไร หัวข้อตารางเหมือนที่เราเคยทำไปแล้ว หัวขอตารางคือจะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบนี้ใช่ไหม แล้วก็ er จำได้นะ เป็นรูปอย่างนี้เนาะแล้วก็มีวงรีวงรีมีแบบนี้เราคิดว่าไปแล้วนะคะ วาดไปแล้วนะคะ ว่าไปแล้วอันนี้น่าจะจำได้ว่า hdr คืออะไร ทำไมอาจารย์พูดถึงนะคะ โดยนะคะ การแปลงจากตารางเอนทิตี้ปกตินะคะ ชื่อตารางกับชื่อentity คือตัวเดียวกันชื่อคอลัมน์ก็คือใช้ App ที่อยู่ในเองโดยอันนี้คือ 1 ตารางนะคะ มองเป็น 1 ตาราง เช่น ตัวอย่างส่วนบนตรงเนี้ยเราเคยวาดแล้วใช่ไหมคะ อะไรคือชื่อตาราง ชื่อตารางมาจากชื่อในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าตัวนี้ แค่นั้นเอง คุณก็ชื่อตรงนี้บอกว่าอันนี้คือชื่อตาราง student นะ ชื่อตารางนักเรียนนะ นะคะ แล้วในตารางนักเรียนเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เราก็เอาข้อมูลที่อยู่ในวงรีทุกอันนี้ค่ะ มาใส่เป็นคอลัมน์ตาราง แค่นั้นเอง ออกข้อสอบคือทำง่ายมาก ถ้าจำได้ แต่ในตารางอย่าลืมนะคะ ในรูปมีขีดเส้นใต้ตารางก็ต้องขีดเส้นใต้ พอเอาตารางมาเขียนเป็นความสัมพันธ์ เราก็จะเอากรอบออกนะคะ เอากรอบออก โดยชื่อตารางจะอยู่หน้าสุด นะคะ หลังจากนั้นคอลัมน์ในตารางทั้งหมด จะอยู่ในวงเล็บนะคะ อันไหนที่เป็นคีย์หลักที่ขีดเส้นใต้ อย่าลืมขีดด้วยนะคะ อย่าลืมขีดด้วยนะ แค่นั้นเอง อย่าลืมแปลงรูปภาพให้เป็นความสัมพันธ์ ซึ่งในหนังสือบางเล่ม ใครยังไม่แม่นคุณทำเป็นตารางก่อนก็ได้แต่จริง ๆ แล้วดูจากรูปเนี่ยเราก็มาเขียนแบบนี้ได้เลยง่ายมากซึ่งในหนังสือบางเล่มไอ้ตัวการออกแบบเนี่ยเขาอาจจะเป็นรูปภาพหรือเขาอาจจะเขียนเป็นความสัมพันธ์แค่บรรทัดเดียวแบบนี้ความหมายเดียวกันนะคะ อยู่ที่ว่าเขาจะอยากนำเสนอในรูปแบบอะไร ตัวหนังสืออย่างเดียวหรือว่าออกมาเป็นภาพให้เห็นง่าย ๆ แล้วแต่เลย ทางนี้ก็เหมือนกันหลักการทำงานเดียวกันค่ะ อะไรที่อยู่ในกรอบตัวนี้ก็คือชื่อตารางเอาไว้ข้างหน้าสิ่งที่อยู่ในนะคะ เอามาใส่ในวงเล็บรีวิวก็คือเป็นรูปวงรีตัวนี้แต่ส่วนมากเวลาสอบนักศึกษาจะจำไม่ได้นะคะ เขาว่ามันทำยังไงให้มันที่มันง่ายมากนะคะ ซึ่งอาทิตย์หน้าสอบ อาทิตย์หน้าสอบนะคะ เดี๋ยวอาจารย์จะนัดอีกที ว่าสอบ น่าจะสอบถึงวันนี้นะคะ ข้อสอบ ตั้งแต่วันแรก ถึงวันนี้นะคะ ข้อสอบที่จะออกตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เลยนะคะ รูปนี้ออกสอบแน่ ๆ จำไม่ได้เพราะมันง่ายมาก แต่ถ้ารูปนั้นนะคะ แผนภาพนะเนี่ยมันมีส่วนของกำลังอ่อนแอนะคะ ก็คือ Weak Entity สัญลักษณ์ของ vsd คือเป็นสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 2 วง หลักการคือ5มันปีส่วนของผ้าที่มีความอ่อนแอนี่เราจะเอาคีย์หลักของอีกตารางหนึ่ง ที่มันมีความสำคัญด้วยมาใส่นะคะ เช่น รูปนี้ เห็นไหมคะ ว่ามันจะมีสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 2 อัน ตรงข้างล่าง ถ้าสมมติว่าเราจะมาแปลงเป็นความสัมพันธ์ อันนี้คือคีย์หลักของตารางที่มีค่าอ่อนแอ หลักการ คือ ให้เอาคีย์หลักของอีกตารางหนึ่ง ที่มันมีความสัมพันธ์ด้วยมาใส่ ผลลัพธ์ที่ได้จากตารางอ่อนแอตัวนี้ สังเกตไหมคะ ว่าจริง ๆ มันจะมีแค่ 2 Attribute ใช่ไหมคะ ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ปกครองนักเรียน ข้อมูลผู้ปกครองนักเรียน ถ้าเรามาแปลงเป็นความเป็นตาราง เราจะต้องเอาส่วนของรหัสนักเรียนมาด้วยนะคะ เวลาเขียนก็เพิ่ม นะคะ คีย์หลักของตารางที่ผ่านมา ก็คือมีรหัสนักเรียนเข้ามาเพิ่มแค่นั้นเอง อันนี้คือสำหรับตารางที่มีความอ่อนแอ ก็คือการต้องไปพึ่งค่าของตารางอื่นนั้นเองนะคะ อันนี้ก็ไม่ยาก ถ้าจำได้นะคะ ไม่ยาก เลยต่อมาการแปลงแผนภาพนะคะ ให้เป็นความสัมพันธ์มันจะมีอยู่ 3 รูปแบบนะคะ แบบหนึ่งต่อหนึ่งแป๊บหนึ่ง ตกหลุมแบบกลุ่มต่อกลุ่มอันนี้เรารู้อยู่แล้วนะคะ อันนี้เราเคยเรียนมาแล้ว่โดยการแทนความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งนี่นะคะ ก็คือชื่อของตารางนี่ เรารู้อยู่แล้วใช่ไหมคะ ก็จะมาตั้ง และความสัมพันธ์ก็วาดง่าย ๆ นะคะ โดยการเพิ่มคีย์หลัก คีย์หลัก ก็คือตัวที่มันขีดเส้นใต้อ่ะค่ะ ของอีกตารางหนึ่ง ที่เรามีความสำพันธ์กัน เพื่อให้มันสามารถเชื่อมโยงกันได้ นี้คือง่ายมาก จากรูปนะคะ คีย์หลัก ก็คือตัวขีดเส้นใต้ของนักเรียนตารางนี้นะคะ ของบัณฑิตนั่นเองของบัณฑิตนะคะ จบการศึกษา ก็จะมีรหัสนักศึกษาเขาทำวิทยานิพนธ์เรื่องอะไร ก็จะมีรหัสวิทยานิพนธ์ โดยตารางนี้เห็นไหมคะ ว่ามันมีความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ 1 มีเลข 1 กำกับ ถ้าแบบ 1 ต่อ 1 จะต้องเอาคีย์หลัก เลือกทางใดทางหนึ่งก็พอมาใส่ สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ สมมติว่าเราจะเลือกคีย์นะคะ อย่างตัวนี้ สมมติว่าอาจารย์จะเอาคีย์หลักของตารางวิทยานิพนธ์ ไปใส่ให้กับตารางนักเรียนก็ได้นะคะ ก็็ได้ หรือเอารหัสนักศึกษามาใส่ในตารางวิทยานิพนธ์ก็ได้ อันนี้เฉพาะความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ 1 เท่านั้น เลือกตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ ที่มีความสัมพันธ์กัน แต่ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม นะคะ 1 ต่อกลุ่มนะ เราจะเอาคีย์หลัก ก็คือตัวขีดเส้นใต้จากหลักที่มีความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเท่านั้น ไปใส่ในฝั่งที่มีความสัมพันธ์เป็นกลุ่ม อย่างเช่น รูปนี้นะคะ รูปนี้นะ ความสัมพันธ์เป็นหนึ่งจะอยู่ฝั่งนี้นะคะ มีความสัมพันธ์เป็นกลุ่มเห็นด้วยตัว M เราจะเอาตัวขีดเส้นใต้ ก็คือคีย์หลักของตารางที่มีความสัมพันธ์เป็น 1 เท่านั้น ไปเพิ่มลงในตารางที่มีความสัมพันธ์เป็นกลุ่มนะคะ นั่นก็คือ เห็นไหมคะ ฝั่งนี้ ความสัมพันธ์เป็นกลุ่มใช่ไหมคะ ตัวคีย์หลัก คือตัวขีดเส้นใต้เขามีอันนี้ตัวเดียว เราก็จะเอาของตารางตารางหนึ่ง มาเพิ่มให้ ตารางนี้มีความสำคัญเป็นหนึ่งมาเพิ่มให้ อันนี้คือความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม อันนี้ก็ยังไม่ยาก แต่ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่มนะคะ โดยความสัมพันธ์นี่ บางทีมันอาจจะมีข้อมูลที่เกิดขึ้นของมันเองนะคะ ข้อมูลที่เกิดขึ้น ซึ่งวิธีการแก้ปัญหา ปัญหามันจะอยู่ตรงนี้ ตรงที่อาจารย์กรอบสีแดง ในความสัมพันธ์ของกลุ่มกับกลุ่มนี่ มันอาจจะมีข้อมูลที่เพิ่มเติมขึ้นมานะคะ ในกรณีนี้นะคะ เราก็จะสร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาใหม่เลยนะคะ โดยวิธีการ คือ เอาคีย์หลักของทั้ง 2 ความสัมพันธ์ มาสร้างใหม่ ให้กับความสัมพันธ์ตรงนี้นะคะ เอา 2 อันนี้มาใส่ เพิ่มทั้งสองฝั่งเลย นะคะ เอาจากตาราง 2 ตารางนี่ มาเพิ่มให้กับความสัมพันธ์ใหม่เลย ก็จะกลายเป็นแบบนี้ค่ะ อันนี้คือตารางที่เกิดขึ้นใหม่ สำหรับความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่มนะคะ มันจะเอาข้อมูลรหัสนักเรียน แล้วก็รหัสตารางเรียน วิชานะคะ มาเพิ่ม จากทั้งสองฝั่งเลย เมื่อก่อน คือ เราต้องเลือกจากฝั่งใดฝั่งหนึ่งเท่านั้นใช่ไหมคะ ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม เราจะเอามาจาก เราจะเอาคีย์หลักมาจากความสัมพันธ์ที่เป็นฝั่งหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าเป็นกลุ่มต่อกลุ่ม เราจะเอาคีย์หลักมาจากทั้ง 2 ตารางที่มีความสัมพันธ์กัน มาสร้างตารางใหม่ อันนี้คือจุดเด่นของแต่ละการแปลงตาราง ให้มันเป็นความสัมพันธ์นะคะ วิธีการทำ เรารู้แล้ว เดี๋ยวจะให้ลองทำเอง สัก 1 ข้อ นะคะ ในห้อง เดี๋ยวอาจารย์จะเดินดูนะคะ ทำเลย ทำเองเ อาแค่ 1 รูป รูปนี้ก็พอ 1 2ตาราง 3 ตาราง ในโลกนี้มีกี่ตารางซึ่งมี 1 ตาราง 2 ตาราง 3 ตารางในความสัมพันธ์ของรูปนี้มีความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่มกลับแบบกลุ่มต่อกลุ่ม ลองดูสิว่า ทำได้ไหม นะคะ ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจะมีอยู่ 2 ความสัมพันธ์ลองดูซิว่าจากตัวอย่างที่อาจารย์ให้เข้าใจหรือเปล่าเอาอย่างแรกเลยแปลง ER ให้เป็นตลาดให้ได้ก่อน ลองดูสิว่าจำได้ไหม สอนขอบคุณแปลงตารางได้ปุ๊บ คุณถึงค่อยมาเชื่อมโยงความสัมพันธ์ดูแล้วกัน ว่าเป็นยังไงขั้นตอนแรกแต่ละตารางที่คุณทำออกมาได้นี่ มันเชื่อมโยงกับตราอื่นเปลี่ยนจากรูป นะคะ ขอเป็นตารางได้ค่อยมาดูความสัมพันธ์ ลองทำดู กระดาษมีอยู่แล้ว ทำเลยทำเองนะคะ ทำเองเดี๋ยวจะเดินดู ล่ามคะ วันนี้ก็ประมาณนี้ล่ะค่ะ เนื้อหาจะมีแค่นี้ เดี๋ยวจะให้ทำงานห้องค่ะ วันนี้ขอบคุณมากนะคะ ขอบคุณล่ามด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ