﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,002 --> 00:00:08,002

3
00:00:08,007 --> 00:00:12,007

4
00:00:12,013 --> 00:00:16,013

5
00:00:16,017 --> 00:00:20,017

6
00:00:20,019 --> 00:00:24,019

7
00:00:24,022 --> 00:00:28,022

8
00:00:28,024 --> 00:00:32,024

9
00:00:32,026 --> 00:00:36,026

10
00:00:36,028 --> 00:00:40,028

11
00:00:40,030 --> 00:00:44,030

12
00:00:44,031 --> 00:00:48,031

13
00:00:48,034 --> 00:00:52,034

14
00:00:52,039 --> 00:00:56,039

15
00:00:56,041 --> 00:01:00,041

16
00:01:00,042 --> 00:01:04,042

17
00:01:04,044 --> 00:01:08,044

18
00:01:08,046 --> 00:01:12,046

19
00:01:12,047 --> 00:01:16,047

20
00:01:16,049 --> 00:01:20,049

21
00:01:20,051 --> 00:01:24,051

22
00:01:24,053 --> 00:01:28,053

23
00:01:28,055 --> 00:01:32,055

24
00:01:32,057 --> 00:01:36,057

25
00:01:36,060 --> 00:01:40,060

26
00:01:40,062 --> 00:01:44,062

27
00:01:44,064 --> 00:01:48,064

28
00:01:48,066 --> 00:01:52,066

29
00:01:52,071 --> 00:01:56,071

30
00:01:56,072 --> 00:02:00,072

31
00:02:00,075 --> 00:02:04,075

32
00:02:04,077 --> 00:02:08,077

33
00:02:08,082 --> 00:02:12,082

34
00:02:12,085 --> 00:02:16,085

35
00:02:16,088 --> 00:02:20,088

36
00:02:20,089 --> 00:02:24,089

37
00:02:24,093 --> 00:02:28,093

38
00:02:28,094 --> 00:02:32,094

39
00:02:32,097 --> 00:02:36,097

40
00:02:36,099 --> 00:02:40,099

41
00:02:40,102 --> 00:02:44,102

42
00:02:44,105 --> 00:02:48,105

43
00:02:48,107 --> 00:02:52,107

44
00:02:52,108 --> 00:02:56,108

45
00:02:56,109 --> 00:03:00,109

46
00:03:00,111 --> 00:03:04,111

47
00:03:04,113 --> 00:03:08,113

48
00:03:08,115 --> 00:03:12,115

49
00:03:12,117 --> 00:03:16,117

50
00:03:16,118 --> 00:03:20,118

51
00:03:20,121 --> 00:03:24,121

52
00:03:24,123 --> 00:03:28,123

53
00:03:28,124 --> 00:03:32,124

54
00:03:32,126 --> 00:03:36,126

55
00:03:36,129 --> 00:03:40,129

56
00:03:40,132 --> 00:03:44,132

57
00:03:44,134 --> 00:03:48,134

58
00:03:48,137 --> 00:03:52,137

59
00:03:52,141 --> 00:03:56,141

60
00:03:56,143 --> 00:04:00,143

61
00:04:00,145 --> 00:04:04,145

62
00:04:04,149 --> 00:04:08,149

63
00:04:08,150 --> 00:04:12,150

64
00:04:12,152 --> 00:04:16,152

65
00:04:16,154 --> 00:04:20,154

66
00:04:20,157 --> 00:04:24,157

67
00:04:24,159 --> 00:04:28,159

68
00:04:28,161 --> 00:04:32,161

69
00:04:32,162 --> 00:04:36,162

70
00:04:36,164 --> 00:04:40,164

71
00:04:40,167 --> 00:04:44,167

72
00:04:44,169 --> 00:04:48,169

73
00:04:48,171 --> 00:04:52,171

74
00:04:52,173 --> 00:04:56,173

75
00:04:56,175 --> 00:05:00,175

76
00:05:00,177 --> 00:05:04,177

77
00:05:04,179 --> 00:05:08,179

78
00:05:08,181 --> 00:05:12,181

79
00:05:12,183 --> 00:05:16,183

80
00:05:16,186 --> 00:05:20,186

81
00:05:20,188 --> 00:05:24,188

82
00:05:24,190 --> 00:05:28,190

83
00:05:28,191 --> 00:05:32,191

84
00:05:32,194 --> 00:05:36,194

85
00:05:36,196 --> 00:05:40,196

86
00:05:40,199 --> 00:05:44,199

87
00:05:44,200 --> 00:05:48,200

88
00:05:48,201 --> 00:05:52,201

89
00:05:52,203 --> 00:05:56,203

90
00:05:56,205 --> 00:06:00,205

91
00:06:00,207 --> 00:06:04,207

92
00:06:04,210 --> 00:06:08,210

93
00:06:08,212 --> 00:06:12,212

94
00:06:12,214 --> 00:06:16,214

95
00:06:16,215 --> 00:06:20,215

96
00:06:20,217 --> 00:06:24,217

97
00:06:24,220 --> 00:06:28,220

98
00:06:28,222 --> 00:06:32,222

99
00:06:32,224 --> 00:06:36,224

100
00:06:36,226 --> 00:06:40,226

101
00:06:40,230 --> 00:06:44,230

102
00:06:44,232 --> 00:06:48,232
(อาจารย์เกวลี) ล่ามได้ยินไหมคะ โอเคค่ะ

103
00:06:48,233 --> 00:06:52,233
อย่างนั้นเดี๋ยวเริ่มเลยนะคะ วันนี้เนื้อหาไม่เยอะ

104
00:06:52,235 --> 00:06:56,235
นะคะ เพราะเดี่ยวท้าย  ๆ ชั่วโมงจะให้ทำงานในห้อ

105
00:06:56,237 --> 00:07:00,237

106
00:07:00,238 --> 00:07:04,238
อย่างนั้นสอนเลยนะ

107
00:07:04,239 --> 00:07:08,239
วันนี้หัวข้อนะคะ จะมี

108
00:07:08,240 --> 00:07:12,240
หลัก ๆ จะมีอยู่ 3 เรื่องนะคะ ก็

109
00:07:12,241 --> 00:07:16,241
จะมีเกี่ยวกับวัฏจักรการพัฒนาระบบ ตัวย่อ คือ

110
00:07:16,243 --> 00:07:20,243
SDLC นะคะ

111
00:07:20,247 --> 00:07:24,247
กับ พอเราเอามาประยุกต์ใช้กับงานฐานข้อมูล

112
00:07:24,248 --> 00:07:28,248
นะคะ มันก็จะเป็นวัฏจักรการพัฒนา

113
00:07:28,249 --> 00:07:32,249
จัดการฐานข้อมูล คือ DBLC

114
00:07:32,250 --> 00:07:36,250
รวมถึงจากที่เราเรียนเมื่อหลาย ๆ สัปดาห์ก่อน

115
00:07:36,251 --> 00:07:40,251
นะคะ เราจะเอารูปที่เราวาดไว้นี่

116
00:07:40,252 --> 00:07:44,252
คือ ER รูป ER นะคะ

117
00:07:44,256 --> 00:07:48,256
แปลงกลับมาให้เป็นในรูปแบบความสัมพันธ์ แปลง

118
00:07:48,257 --> 00:07:52,257
ในรูปแบบของตารางจะทำอย่างไรนะคะ เดี๋ยววันนี้

119
00:07:52,258 --> 00:07:56,258
เราจะมาเรียนกัน 3 หัวข้อ แค่นี้นะคะ

120
00:07:56,260 --> 00:08:00,260
วัฏจักรการ

121
00:08:00,261 --> 00:08:04,261
พัฒนาระบบนะคะ ตัวย่อมันก็คือ SDLC ย่อมาจาก

122
00:08:04,263 --> 00:08:08,263
The System Development Life Cycle นั่นเอง ซึ่ง

123
00:08:08,264 --> 00:08:12,264
มาจาก สิ่งที่เราได้มา

124
00:08:12,265 --> 00:08:16,265
อาจจะเป็นระบบสารสนเทศต่าง ๆ เอามารวมกัน อันนี้

125
00:08:16,266 --> 00:08:20,266
เป็นพื้นฐานก่อนนะคะ ว่าทำไมเราถึงจะต้องมาพัฒนา

126
00:08:20,268 --> 00:08:24,268
ระบบจัดการฐานข้อมูลซึ่งมันจะเป็นระบบที่ปรับปรุง

127
00:08:24,269 --> 00:08:28,269
นะคะ มาจากวัฏจักรการพัฒนา

128
00:08:28,270 --> 00:08:32,270
ระบบ นั่นล่ะ นะคะ โดย

129
00:08:32,271 --> 00:08:36,271
การพัฒนาระบบนี่เราจะมีอยู่ 5 ระยะนะคะ

130
00:08:36,271 --> 00:08:40,271
อันนี้คือเป็นมาตรฐาน สมมติเราเรียนไปนี่ เรา

131
00:08:40,272 --> 00:08:44,272
เขียนโปรแกรมขึ้นมาสักงานหนึ่งนี่ หรือเราถูกจ้างเขียน

132
00:08:44,273 --> 00:08:48,273
โปรแกรมให้นะคะ หรือเราต้องการจะไปจ้าง

133
00:08:48,274 --> 00:08:52,274
หรือเราต้องการจะพัฒนาระบบเองก็ได้ ขั้นตอนการพัฒนามาตรฐาน

134
00:08:52,275 --> 00:08:56,275
ของการพัฒนาระบบจะมีอยู่ 5 ระยะนะคะ

135
00:08:56,276 --> 00:09:00,276
ระยะแรก

136
00:09:00,279 --> 00:09:04,279
เราต้องวางแผนก่อนว่า เราจะพัฒรชนาระบบอะไร

137
00:09:04,281 --> 00:09:08,281
นะคะ ทำไมต้องทำ

138
00:09:08,283 --> 00:09:12,283
มันมีความจำเป็นกับการทำงานของเราไหมนะคะ หรือ

139
00:09:12,284 --> 00:09:16,284
มาวิเคราะห์ว่า ไอ้ที่เราวางแผนไปนี่

140
00:09:16,285 --> 00:09:20,285
มันครอบคลุมแล้วหรือยังนะคะ

141
00:09:20,286 --> 00:09:24,286
หรือผลลัพธ์ที่เราต้องการนี่ กับที่เราวางแผนไว้นี่มันครบ

142
00:09:24,287 --> 00:09:28,287
หรือเปล่านะคะ เราก็จะมาเช็กหลังจากนั้น

143
00:09:28,288 --> 00:09:32,288
พอเราวิเคราะห์ความถูกต้องทุกอยู่แล้ว

144
00:09:32,288 --> 00:09:36,288
ครบทุกรายละเอียดที่เราต้องการ เราก็มา

145
00:09:36,289 --> 00:09:40,289
ออกแบบรายละเอียดของระบบว่าระบบนี่มีส่วนประกอบอะไรบ้าง

146
00:09:40,290 --> 00:09:44,290
ใครสามารถใช้งานระบบนี้ได้บ้างนะคะ

147
00:09:44,291 --> 00:09:48,291
แต่ละคนใช้งาน

148
00:09:48,292 --> 00:09:52,292
ความ... การเข้าถึง้อมูลนี่ มากน้อยต่างกันขน

149
00:09:52,294 --> 00:09:56,294
นะคะ อันนี้เป็นพื้นฐานเบื้องต้น หรือในระบบของเราต้องการ

150
00:09:56,295 --> 00:10:00,295
จะเก็บข้อมูลอะไรบ้างนะคะ ต้องมา

151
00:10:00,296 --> 00:10:04,296
กรอกรายละเอียดหรือเขียนรายละเอียดทั้งระบบ

152
00:10:04,298 --> 00:10:08,298
นะคะ มาดูว่า มันครบหรือยังนะคะ

153
00:10:08,298 --> 00:10:12,298
ส่วนนี้ก็จะต้องมีการตรวจสอบด้วยว่าสิ่งที่เรา

154
00:10:12,299 --> 00:10:16,299
วางแผนเราวิเคราะห์และการออกแบบนี่ มันสามารถเกิดขึ้นได้จริงไหม

155
00:10:16,300 --> 00:10:20,300
นะคะ หลังจากนั้นเราวิเคราะห์แล้ว

156
00:10:20,300 --> 00:10:24,300
ว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้ เราก็ไปดำเนินการ

157
00:10:24,301 --> 00:10:28,301
พัฒนาระบบขึ้นมานะคะ ในช่วงนี้ก็จะเป็นการ

158
00:10:28,302 --> 00:10:32,302
พัฒนานะคะ แต่บางคน ก็คือพัฒนาไปด้วย ทดสอบไปด้วย

159
00:10:32,303 --> 00:10:36,303
ว่าระบบนี้มันใช้งานได้จริงแล้วเป็นอย่างไร แล้วมันมีข้อ

160
00:10:36,303 --> 00:10:40,303
ผิดพลาดตรงไหน ก็ดำเนินงานแก้ไข

161
00:10:40,304 --> 00:10:44,304
ทั้งสร้างใหม่ไปเรื่อย ๆ แล้วก็ปรับปรุงสิ่งที่ทำไปแล้วให้มัน

162
00:10:44,305 --> 00:10:48,305
สมบูรณ์ที่สุด หลังจากนั้นเราก็จะได้ระบบมา

163
00:10:48,306 --> 00:10:52,306
พอได้มาแล้ว มันก็ยังต้องมีในส่วนของเรื่องการบำรุง

164
00:10:52,309 --> 00:10:56,309
รักษานะคะ ว่ามันยังทำงานได้ดีไหม

165
00:10:56,310 --> 00:11:00,310
มีข้อผิดพลาดในการทำงานหรือเปล่า อาจจะ

166
00:11:00,311 --> 00:11:04,311
ใส่ข้อมูลราคาสินค้าไปแต่ภาษี

167
00:11:04,312 --> 00:11:08,312
ผิด ภาษีประเทศไทย คือ 7 เปอร์เซอร์ แต่

168
00:11:08,314 --> 00:11:12,314
ว่า เราพิมพ์ผิด ไปพิมพืเป็นเลข 4 อันนี้

169
00:11:12,315 --> 00:11:16,315
ผลการคำนวณมันเลยผิด อันนี้ต้องไปแก้ไขนะคะ เป็นส่วนของการบำรุงรักษา

170
00:11:16,316 --> 00:11:20,316
หรือว่ามีข้อมูลที่เราต้องการจะ

171
00:11:20,317 --> 00:11:24,317
เพิ่ม อย่างเช่นปกติเราเก็บแต่เบอร์โทรศัพท์

172
00:11:24,319 --> 00:11:28,319
มือถือนะคะ เราอาจได้เบอร์โทรศัพท์บ้านด้วย

173
00:11:28,320 --> 00:11:32,320
ก็อยู่ในส่วนของการบำรุงรักษาค่ะ เพราะว่าจะเป็นการแก้ไข

174
00:11:32,321 --> 00:11:36,321
ในตัวระบบปรับปรุงระบบนั่นเองนะคะ ว่าให้เพิ่มเบอร์โทรศัพท์บ้าน

175
00:11:36,322 --> 00:11:40,322
ไปด้วยอย่างนี้นะคะ

176
00:11:40,323 --> 00:11:44,323
ซึ่งจาก

177
00:11:44,324 --> 00:11:48,324
วัฏจักรการพัฒนาระบบนี่ เราเลยเอามาเป็นตัวตั้งต้น

178
00:11:48,325 --> 00:11:52,325
สำหรับการพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูล แต่มันจะ

179
00:11:52,326 --> 00:11:56,326
มีบางส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมานะคะ

180
00:11:56,326 --> 00:12:00,326
ในส่วนของการทดสอบและประมวลผล

181
00:12:00,327 --> 00:12:04,327
เมื่อกี้การพัฒนาระบบนี่เราจะมีอยู่ 5 ขั้นตอน หรือ

182
00:12:04,327 --> 00:12:08,327
เป็นการพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูลหรือพัฒนาฐานข้อมูลนี่เราจะ

183
00:12:08,328 --> 00:12:12,328
มีอยู่ 6 ขั้นตอนนะคะ ซึ่งมันจะใกล้เคียงกัน

184
00:12:12,329 --> 00:12:16,329
นั้นล่ ะ โดยเริ่มต้นของการสร้าง

185
00:12:16,330 --> 00:12:20,330
ฐานข้อมูลขึ้นมานี่เราต้องมีการศึกษาเบื้องต้นก่อนว่า

186
00:12:20,331 --> 00:12:24,331
ข้อมูลที่เราต้องการจะเก็บ เก็บอะไร เก็บ

187
00:12:24,332 --> 00:12:28,332
ไปทำไม เก็บมาจากไหนนะคะ

188
00:12:28,333 --> 00:12:32,333
นะคะ แล้วจะเรียกดูข้อมูลทำอย่างไรนะคะ

189
00:12:32,335 --> 00:12:36,335
อันนี้เป็นการศึกษาเบื้องต้นก่อนว่า เอ๊ะ ที่เราจะทำนี่

190
00:12:36,336 --> 00:12:40,336
มันทำได้ไหม ทำได้จริงหรือเปล่า ข้อมูลคืออะไรนะคะ

191
00:12:40,337 --> 00:12:44,337
หลังจากนั้น เราก็เอาสิ่งที่เราศึกษาเบื้องต้น

192
00:12:44,338 --> 00:12:48,338
มาออกแบบฐานข้อมูลเหมือนที่เราวาดไปนั่นล่ะค่ะ

193
00:12:48,339 --> 00:12:52,339
ที่เราวาดรูป ER ไป ก็คือเริ่มออกแบบแล้ว ว่า เอ๊ะ

194
00:12:52,341 --> 00:12:56,341
เหมือนตัวอย่างที่อาจารย์ยกให้คือร้านหนังสือ 1 ร้านจะ

195
00:12:56,342 --> 00:13:00,342
เก็บข้อมูลอะไรบ้างนะคะ

196
00:13:00,344 --> 00:13:04,344
อันนี้ คือเริ่มออกแบบแล้วนะคะ พอออกแบบ

197
00:13:04,345 --> 00:13:08,345
ได้ปุ๊บ ตรวจสอบข้อมูลครบทุกอย่างนะคะ เราก็

198
00:13:08,346 --> 00:13:12,346
จะมาดำเนินงานสร้างฐานข้อมูลเพื่อไปติดตั้งในระบบที่

199
00:13:12,347 --> 00:13:16,347
มีไว้อยู่แล้วนะคะ หรือ

200
00:13:16,348 --> 00:13:20,348
หรือถ้ายังไม่มี ก็สร้างขึ้มานะคะ มา

201
00:13:20,349 --> 00:13:24,349
ใช้กับฐานข้อมูลที่เรากำลังจัดทำเช่นเดียวกันนะคะ

202
00:13:24,350 --> 00:13:28,350
พอสร้างฐานข้อมูลเสร็จเอาไป

203
00:13:28,351 --> 00:13:32,351
ติดตั้งในระบบแล้วเราก็ต้องมีการทดสอบและประเมินผล

204
00:13:32,352 --> 00:13:36,352
ว่า ฐานข้อมูลที่เราสร้างมา

205
00:13:36,353 --> 00:13:40,353
มันใช้งานได้ดีกับระบบที่มีอยู่หรือไม่นะคะ ถ้า

206
00:13:40,354 --> 00:13:44,354
มันไม่ดี มันไม่ดีตรงไหนมีตรงไหนต้องแก้ไขหรือเปล่า

207
00:13:44,357 --> 00:13:48,357
นะคะ หรือใส่ฐานข้อมูล

208
00:13:48,357 --> 00:13:52,357
แล้ว แต่เรียกข้อมูลขึ้นมาไม่ได้ เราก็ต้องแก้ปัญหา

209
00:13:52,357 --> 00:13:56,357
นะคะ ว่าทำไมมันไม่ได้ เหมือน

210
00:13:56,358 --> 00:14:00,358
ถ้าใครเคยใช้ Excel เบอร์โทรศัพท์นำหน้า

211
00:14:00,362 --> 00:14:04,362
เราจะเป็นเลข 0 ใช่ไหมคะ แต่เหมือน Excel จะ

212
00:14:04,364 --> 00:14:08,364
ไม่เปลี่ยนชนิดของข้อมูล เลข 0 จะหายไป

213
00:14:08,365 --> 00:14:12,365
นะคะ ทำไม อันนี้ก็เป็นข้อหนึ่ง

214
00:14:12,366 --> 00:14:16,366
ที่เราจะต้องกำหนดรูปแบบของข้อมูล

215
00:14:16,370 --> 00:14:20,370
ในฐานข้อมูลของเราด้วย ให้

216
00:14:20,371 --> 00:14:24,371
คอลัมน์นี้ เป็นเบอร์โทรศัพท์นะ ไม่ใช่

217
00:14:24,372 --> 00:14:28,372
จำนวนเลขจำนวนจริงใด ๆ นะคะ หลังจากนั้นเราทดสอบ

218
00:14:28,374 --> 00:14:32,374
ประมวลผลเป็นที่พอใจแล้วเราก็เอาระบบที่ได้ที่ได้มี

219
00:14:32,375 --> 00:14:36,375
การผสานกับฐานข้อมูลนี่เอาไปใช้งานจริง

220
00:14:36,376 --> 00:14:40,376
นะคะ พอใช้งานจริง ทุกระบบที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

221
00:14:40,377 --> 00:14:44,377
จะต้องมีการบำรุงรักษาหรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อมูลใด ๆ

222
00:14:44,378 --> 00:14:48,378
ก็ตามก็ต้องมีเหมือนกันนะคะ อันนี้ก็จะ

223
00:14:48,379 --> 00:14:52,379
คล้าย ๆ กับการพัฒนาระบบ ในการพัฒนา

224
00:14:52,380 --> 00:14:56,380
ฐานข้อมูล แต่เดี๋ยวจะอธิบายโดยละเอรียด

225
00:14:56,381 --> 00:15:00,381
ในการศึกษาเบื้องต้นนี่มันก็อย่างที่อาจารย์

226
00:15:00,382 --> 00:15:04,382
บอกตอนแรกก็ต้องดูว่าผู้ใช้งานต้องการอะไร

227
00:15:04,383 --> 00:15:08,383
ฐานข้อมูลเขาอยากได้

228
00:15:08,384 --> 00:15:12,384
เพื่อไปทำอะไร หรือมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เขาจึง

229
00:15:12,385 --> 00:15:16,385
ระบบฐานข้อมูลนะคะ หรืออาจจะเกี่ยวกับ

230
00:15:16,388 --> 00:15:20,388
การเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบนะคะ ซึ่งการศึกษาเบื้องต้น

231
00:15:20,390 --> 00:15:24,390
นี่ มันจะเป็นแนวทางในการออกแบบ

232
00:15:24,391 --> 00:15:28,391
ต่อไป อย่างน้อยที่เราต้องว

233
00:15:28,392 --> 00:15:32,392
วิเคราะห์ คือ ในองค์กรเราต้องการเก็บข้อมูลขนาดไหน

234
00:15:32,393 --> 00:15:36,393
นะคะ ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือข้อจำกัด ก็

235
00:15:36,394 --> 00:15:40,394
คือ ตอนนี้ก็คือข้อมูลนี่เขียนในสมุดตลอดเลย

236
00:15:40,395 --> 00:15:44,395
หรือเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวนะคะ

237
00:15:44,396 --> 00:15:48,396
มันไม่สามารถทำงานร่วมกันได้หลาย ๆ คน จุดมุ่งหมาย คือ

238
00:15:48,397 --> 00:15:52,397
ถ้าเรามีระบบฐานข้อมูลที่ดี คนทำงานช่วยกัน

239
00:15:52,397 --> 00:15:56,397
เพิ่มขึ้นหรืออาจจะเป็นการเรียกดูข้อมูลได้

240
00:15:56,398 --> 00:16:00,398
สะดวกสบายขึ้นนะคะ ขอบเขตของงานคือ

241
00:16:00,400 --> 00:16:04,400
คนที่สามารถเข้ามาดูข้อมูลได้มีใครบ้าง เป็นต้น อันนี้เป็น

242
00:16:04,401 --> 00:16:08,401
การศึกษาเบื้องต้นก่อน แล้วก็มาเช็กดูนะคะ

243
00:16:08,402 --> 00:16:12,402
ว่าข้อที่เราวิเคราะห์ไว้นี่

244
00:16:12,404 --> 00:16:16,404
มันครบหรือยัง ถ้าครบแล้วนะคะ

245
00:16:16,405 --> 00:16:20,405
ก็มาออกแบบนะคะ ซึ่งรายละเอียดก็จะเอามาจากขั้นตอน

246
00:16:20,407 --> 00:16:24,407
ของการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นนั่นล่ะ

247
00:16:24,408 --> 00:16:28,408
3 ระดับ นะคะ ระดับแนวคิด ระดับภายใน

248
00:16:28,409 --> 00:16:32,409
แล้วก้ระดับภายนอก ระดับตรรกะ ที่เคยเรียนไปแล

249
00:16:32,411 --> 00:16:36,411
นะคะ โดยการออกแบบเชิงแนวคิดนี่

250
00:16:36,414 --> 00:16:40,414
จะเป็นการพัฒนาแบบจำลองข้อมูลให้ถูกต้อง ต้อง

251
00:16:40,415 --> 00:16:44,415
มีความละเอียด เข้าใจข้อมูลองค์กรเป็นอย่างดี

252
00:16:44,416 --> 00:16:48,416
อย่างดี สมมติว่า ถ้าคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ คุณ

253
00:16:48,420 --> 00:16:52,420
ก็ต้องรู้ว่าองค์กรของคุณทำอะไรนะคะ ข้อมูลมีอะไรบ้าง

254
00:16:52,422 --> 00:16:56,422
นะคะ อาจจะเป็นไปฝึกงานแล้วเขาให้ลองออกแบบ

255
00:16:56,423 --> 00:17:00,423
งาน แล้วเขาให้ลองออกเป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับฐานข้อมูล

256
00:17:00,424 --> 00:17:04,424
พนักงาน

257
00:17:04,425 --> 00:17:08,425
เราาก็ต้องรู้ว่าข้อมูลพนักงาน 1 คน

258
00:17:08,426 --> 00:17:12,426
มีอะไรบ้างนะคะ แน่นอนเหมือนที่อาจารย์เคยสอน

259
00:17:12,427 --> 00:17:16,427
มีรหัสพนักงาน รหัสบัตรประชาชน

260
00:17:16,427 --> 00:17:20,427
มีชื่อ มีนามสกุล มีเบอร์โทรศัพท์

261
00:17:20,428 --> 00:17:24,428
ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน เรียนจบอะไรมา ตอนนี้

262
00:17:24,431 --> 00:17:28,431
ตำแหน่งอะไร เงินเดือนเท่าไร อันนี้คือข้อมูลเบื้องต้น

263
00:17:28,433 --> 00:17:32,433
แต่ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ ๆ เขาก็ถาม

264
00:17:32,434 --> 00:17:36,434
ข้อมูลละเอียดมากว่า ที่บ้านทำงานอยู่ไหน

265
00:17:36,435 --> 00:17:40,435
อยู่ไหน มีลูกหรือยัง เพราะว่าบางองค์กรมีสวัสดิการ

266
00:17:40,436 --> 00:17:44,436
ให้คนในครอบครัวด้วย อันนี้พวกคุณก็ต้องศึกษาด้วยนะ

267
00:17:44,437 --> 00:17:48,437
ถ้าคุณไปทำงานที่ไหน ว่าแต่ละที่

268
00:17:48,440 --> 00:17:52,440
เขาอาจจะไม่ได้เก็บข้อมูลเหมือนกัน

269
00:17:52,442 --> 00:17:56,442
อาจจะมีเก็บข้อมูลไม่เยอะ หรือเก็บข้อมูลนิดเดียว

270
00:17:56,445 --> 00:18:00,445
ในฐานข้อมูลอาจจะเก็บรูปภาพพนักงาน รูปภาพ

271
00:18:00,446 --> 00:18:04,446
ต้องเป็นรูปภาพแบบไหน อันนี้คือสิ่งที่เราต้อง

272
00:18:04,447 --> 00:18:08,447
ออกแบบนะคะ ไม่ใช่ว่า

273
00:18:08,448 --> 00:18:12,448
อยากทำอะไรก็ทำไม่ได้นะคะ ต้องดูความต้องการขององค์กร

274
00:18:12,449 --> 00:18:16,449
ที่เราไปทำงานให้เขาด้วยนะคะ ตั้งแต่การออกแบบ

275
00:18:16,450 --> 00:18:20,450
นี่ เราต้องกำหนดชนิดของข้อมูลที่จะ

276
00:18:20,451 --> 00:18:24,451
เอาเข้ามา ก็คือชนิดของคอลัมน์ที่เราต้องใส่

277
00:18:24,451 --> 00:18:28,451
นะคะ มีความสัมพันธ์เป็นอย่างไรบ้าง ตาราง

278
00:18:28,452 --> 00:18:32,452
พนักงานจะต้องไปเชื่อมโยงกับตารางเงินเดือนไหม

279
00:18:32,453 --> 00:18:36,453
ต้องเขียนให้ถูกเพราะตำแหน่งแต่ละตำแหน่ง

280
00:18:36,454 --> 00:18:40,454
คนแต่ละคน เงินเดือนไม่เท่ากันนะคะ ในแต่ละ

281
00:18:40,455 --> 00:18:44,455
ตารางจะเก็บข้อมูลอะไรบ้างนะคะ

282
00:18:44,456 --> 00:18:48,456
ขอบเขตของข้อมูลในตารางนั้น ๆ ต้องกำหนดอย่างไร

283
00:18:48,458 --> 00:18:52,458
เหมือนที่อาจารย์ชอบยกตัวอย่างอยู่บ่อย ๆ เช่น รหัสบัตรประชาชน

284
00:18:52,459 --> 00:18:56,459
ต้องเป็นเลข 13 หลักเท่านั้น อย่างนี้

285
00:18:56,460 --> 00:19:00,460
นะคะ หรือรหัสไปรษณีย์มันก็ควรมี

286
00:19:00,461 --> 00:19:04,461
แค่ 5 หลักเท่านั้นไม่ควรเกินใช่ไหม

287
00:19:04,462 --> 00:19:08,462
อะไรที่เรารู้อยู่แล้วว่าขอบเขตมันเป็นอย่างไร

288
00:19:08,463 --> 00:19:12,463
เราก็สามารถกำหนดได้นะคะ เผื่อป้องกะันความผิดพลา

289
00:19:12,464 --> 00:19:16,464
ความผิดพลาดด้วย บางคนพิมพ์รหัสไปรษณีย์ผิด ใส่ 0 เกิน

290
00:19:16,465 --> 00:19:20,465
ไปอย่างนี้ มันก็ผิด ข้อมูลที่ได้มามันก็จะผิดพลาด

291
00:19:20,466 --> 00:19:24,466
ในตารางอะไรเป็นคีย์หลัก

292
00:19:24,467 --> 00:19:28,467
คีย์หลัก ก็คือค่าที่ห้ามซ้ำกันคืออะไร

293
00:19:28,470 --> 00:19:32,470
นะคะ มีการกำหนดความเป็นเอกลักษณ์

294
00:19:32,471 --> 00:19:36,471
ของตารางเป็นตารางทั่วไปหรือตารางเฉพาะ

295
00:19:36,472 --> 00:19:40,472
อันนี้ถ้าจำเป็นต้องกำหนดนะคะ

296
00:19:40,480 --> 00:19:44,480
มีการเขียน ER Diagram

297
00:19:44,482 --> 00:19:48,482
นะคะ วาดรูป ER หลังจากนั้นต้องมานั่งประชุม

298
00:19:48,484 --> 00:19:52,484
กันค่ะ ว่าสิ่งที่เราออกแบบกับสิ่งที่

299
00:19:52,485 --> 00:19:56,485
ผู้ใช้งานต้องการ ตรงกันหรือเปล่า

300
00:19:56,486 --> 00:20:00,486
มีตรงไหนที่เข้าใจไม่ตงกันไหม หรือมีอะไรที่

301
00:20:00,489 --> 00:20:04,489
เราออกแบบขาดไปหรือเปล่า หรือมันเกินความจำเป็น

302
00:20:04,490 --> 00:20:08,490
ตัดออกได้ไหมนะคะ อันนี้

303
00:20:08,491 --> 00:20:12,491
คือสิ่งที่ต้องมาคุยกันทั้งหมด ไม่ใช่คิดว่า คิดเองทั้งหมด

304
00:20:12,492 --> 00:20:16,492
เราทำเลย สรุป ไม่ตรงกันกกับที่ผู้ใช้งานต้องการ

305
00:20:16,493 --> 00:20:20,493
อันนี้ก็ไม่ได้แล้ว เสียเวลาเปล่านะคะ เพราะฉะนั้น

306
00:20:20,494 --> 00:20:24,494
ควรจะมานั่งคุยกันตั้งแต่เริ่มต้นนะคะ

307
00:20:24,496 --> 00:20:28,496
อันนี้ไม่มีอะไร หลังจากนั้น

308
00:20:28,499 --> 00:20:32,499
จากนั้น พอออกแบบไปนี่ การเลือกโปรแกรม

309
00:20:32,501 --> 00:20:36,501
ที่จะใช้ในการจัดการข้อมูลนี่คนออกแบบก็ต้องดูด้วยว่า

310
00:20:36,503 --> 00:20:40,503
แต่ละโปรแกรมมันมีข้อจำกัดนะคะ

311
00:20:40,504 --> 00:20:44,504
ไม่ใช่ว่า ฉันรู้สึกว่าฉันจำชื่อโปรแกรมนี้ได้

312
00:20:44,505 --> 00:20:48,505
เลือกเลย เลือกเพราะแค่จำชื่อได้มันไม่พอ

313
00:20:48,506 --> 00:20:52,506
มันจะต้องดูด้วยว่าไอ้ที่เราเลือกไปนี่มันสามารถ

314
00:20:52,506 --> 00:20:56,506
ใช้งานได้ดีกับระบบที่เราต้องการจะใช้หรือเปล่านะคะ

315
00:20:56,506 --> 00:21:00,506
เพราะว่าถ้าเราเลือกผิด แล้วเราเอามาใช้งาน

316
00:21:00,507 --> 00:21:04,507
จริง ๆ นี่ มันรไม่เวิร์ก หรือใช้งานไมไ่ด้นี่

317
00:21:04,508 --> 00:21:08,508
งานเราถือว่าล้มเหลวเลยนะคะ เพราะว่าเริ่มทำงาน

318
00:21:08,509 --> 00:21:12,509
แล้วข้อมูลเริ่มเก็บแล้ว แล้วจะให้เริ่มใหม่นี่ เสียเวลา

319
00:21:12,509 --> 00:21:16,509
มาก ๆ นะคะ เพราะฉะนั้นรัดกุม

320
00:21:16,510 --> 00:21:20,510
ตั้งแต่ออกแบบเลยดีที่สุด ทั้งการออกแบบ

321
00:21:20,511 --> 00:21:24,511
ทางตรรกะก็จะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในากรเลือกฐานข้อมูล

322
00:21:24,513 --> 00:21:28,513
นะคะ ก็ข้อมูลของเรานี่จะเก็บข้อมูล

323
00:21:28,514 --> 00:21:32,514
อย่างไร มีการเชื่อมโยงอะไรบ้าง

324
00:21:32,514 --> 00:21:36,514
ทำไมต้องเก็บข้อมูลแบบนี้นะคะ

325
00:21:36,515 --> 00:21:40,515
แล้วก็ถ้าจำเป็นจริง ๆ กระบวนการ

326
00:21:40,516 --> 00:21:44,516
ในการเลือกที่เก็บข้อมูลก็สำคัญ คุณจะเก็บข้อมูล

327
00:21:44,517 --> 00:21:48,517
อย่างไร เก็บในเครื่อง server เครื่องเดียว

328
00:21:48,518 --> 00:21:52,518
หรือจะมีการสำรองไปไว้ที่อื่น หรือมีการ

329
00:21:52,519 --> 00:21:56,519
กระจายข้อมูลกันเก็บ แต่ถ้าจำเป็นสามารถเรียกใช้งานจากที่ไหนก็ได้

330
00:21:56,522 --> 00:22:00,522
นะคะ แล้วใครสามารถเรียกใช้งานได้บ้าง

331
00:22:00,523 --> 00:22:04,523
นะคะ ผู้ใช้งานทั่วไปอาจจะได้แค่ดู

332
00:22:04,524 --> 00:22:08,524
แต่ถ้าเป็นผู้ดูแลระบบ หรือฃ

333
00:22:08,525 --> 00:22:12,525
หัวหน้างานสามารถแก้ไขข้อมูลได้ด้วย อย่างนี้

334
00:22:12,526 --> 00:22:16,526
เป็นต้น อย่างเช่น อาจารย์นี่ก็สามารถดูเกรดของ

335
00:22:16,527 --> 00:22:20,527
นักศึกษาได้ทุกคนเลยนะคะ

336
00:22:20,528 --> 00:22:24,528
แต่อาจารย์เข้าไปแก้ไขเกรดให้พวกคุณไม่ได้นะ อาจารย์

337
00:22:24,528 --> 00:22:28,528
ดูได้อย่างเดียวนะคะ

338
00:22:28,529 --> 00:22:32,529
อันนี้ก็คือสิ่งที่เราออกแบบได้ คนที่

339
00:22:32,530 --> 00:22:36,530
แก้ไขได้คืออะไร ก็คือเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียน

340
00:22:36,531 --> 00:22:40,531
สมมติว่ามันมีข้อผิดพลาด ก็สามารถ

341
00:22:40,532 --> 00:22:44,532
ท้วงติงได้ แล้วเจ้าหน้าที่เท่านั้นนะคะ ที่สามารถเข้าไป

342
00:22:44,533 --> 00:22:48,533
ปรับปรุงข้อมูลได้ อาจารย์ทำให้ไม่ได้นะคะ

343
00:22:48,534 --> 00:22:52,534
อันนี้ก็เป็น

344
00:22:52,535 --> 00:22:56,535
ตัวอย่างนะคะ หลังตจากนั้นพอเราวิเคราะห์

345
00:22:56,535 --> 00:23:00,535
ทุกอย่างเรียบร้อยรัดกุมดีแล้ว เราก็ลงมือสร้างฐานข้อมูล

346
00:23:00,536 --> 00:23:04,536
นะคะ เอาโครงร่างที่ได้จากการออกแบบของ

347
00:23:04,537 --> 00:23:08,537
เรานี่ สร้างฐานข้อมูลขึ้นมาเพื่อ

348
00:23:08,538 --> 00:23:12,538
เก็บข้อมูลจริงนะคะ หรืออาจจะมีการแปลงเข้ามูล

349
00:23:12,539 --> 00:23:16,539
ในระบบเดิมให้เข้ากับระบบใหม่ที่เราพัฒนามาก็ได้

350
00:23:16,540 --> 00:23:20,540
ในข้อมูลเดิมนี่ อาจจะไม่ได้เก็บในฐานข้อมูลอะไรหรอก

351
00:23:20,541 --> 00:23:24,541
เก็บไว้ใน Excel นะคะ

352
00:23:24,542 --> 00:23:28,542
แต่ถามว่าระบบจัดการฐานข้อมูลปัจจุบันนี้ มันสามารถ

353
00:23:28,544 --> 00:23:32,544
นำเข้าข้อมูลที่เป็น Excel เข้าสู่ระบบจัดการฐานข้อมูล

354
00:23:32,545 --> 00:23:36,545
ได้แล้วนะคะ อันนี้ก็เป็นความสามารถของระบบที่เราเลือก

355
00:23:36,547 --> 00:23:40,547
ตั้งแต่แรกว่า ไอ้โปรแกรมที่เราใช้งาน

356
00:23:40,548 --> 00:23:44,548
นี่ มันมีฟังก์ชันนี้ไหม ถามว่าเพื่ออะไร มัน

357
00:23:44,549 --> 00:23:48,549
เป็นระบบที่ สมมติข้อมูลเดิมเราอยู่ที่ Excel ทั้งหมดเลย

358
00:23:48,550 --> 00:23:52,550
เป็นหมื่นเป็นแสนข้อมูล แต่ว่าระบบที่เราเลือกใช้นี่

359
00:23:52,551 --> 00:23:56,551
มันเอานำเข้าข้อมูลจาก Excel ไม่ได้นี่

360
00:23:56,553 --> 00:24:00,553
แล้วมันจะดีกว่าระบบเดิมอย่างไร

361
00:24:00,554 --> 00:24:04,554
นะคะ ในเมื่อมันไม่ได้ทำให้เราทำงานง่ายขึ้นนะคะ

362
00:24:04,556 --> 00:24:08,556
หลังจากนั้นนี่พอมีกาาร

363
00:24:08,557 --> 00:24:12,557
พัฒนาฐานข้อมูล หรือปรับปรุงฐานข้อมูลขึ้นมาแล้วนะคะ

364
00:24:12,559 --> 00:24:16,559
มันก็จะเป็นขั้นตอนของการติดตั้งระบบ

365
00:24:16,560 --> 00:24:20,560
นะคะ มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ระบบจัดการฐานข้อมูลอะไร

366
00:24:20,561 --> 00:24:24,561
นะคะ มีใครเป็นผู้จัดการฐานข้อมูลหรือว่า

367
00:24:24,562 --> 00:24:28,562
เป็นแอดมินนั่นล่ะ จำนวนพื้นที่ในการเก็บข้อมูล

368
00:24:28,563 --> 00:24:32,563
ที่ต้องการใช้ มีขนาดมากน้อยขนาดไหน ตาราง

369
00:24:32,564 --> 00:24:36,564
ต่าง ๆ ที่อยู่ในระบบมีกี่ตาราง มีตารางอะไรบ้างนะคะ

370
00:24:36,565 --> 00:24:40,565
อันนี้คือการติดตั้งใช้จริง

371
00:24:40,567 --> 00:24:44,567
เดี๋ยวพอ เราสอบ mid-term เสร็จ

372
00:24:44,568 --> 00:24:48,568
มิดเทอมเสร็จ ช่วงหลังปีใหม่

373
00:24:48,569 --> 00:24:52,569
อาจารย์จะเริ่มพาทำ

374
00:24:52,570 --> 00:24:56,570
ภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลง่าย ๆ

375
00:24:56,571 --> 00:25:00,571
พาทำ พิมพ์เองลองดิสิว่า

376
00:25:00,574 --> 00:25:04,574
วิธีการเรียกใช้ฐานข้อมูลอย่างง่าย มันเแ็นอย่างไรนะคะ

377
00:25:04,575 --> 00:25:08,575

378
00:25:08,576 --> 00:25:12,576
พอเราติดตั้งเสร็จปุ๊บก็ต้องมีการหาข้อผิด

379
00:25:12,578 --> 00:25:16,578
พลาดนะคะ ทั้งหาข้อผิดพลาด

380
00:25:16,579 --> 00:25:20,579
ทั้งประเมินความสามารถของระบบ ที่เราเอามาใช้

381
00:25:20,580 --> 00:25:24,580
นะคะ เพื่อดูสิว่ามันรองรับ

382
00:25:24,580 --> 00:25:28,580
ความต้องการของเราจริงหรือเปล่า ถูกต้องไหม ครบถ้วนหรือเปล่า

383
00:25:28,581 --> 00:25:32,581
นะคะ ถ้ามันไม่ครบ

384
00:25:32,582 --> 00:25:36,582
เราจะทำอย่างไร หรือบางอย่างมันไม่จำเป็นนี่

385
00:25:36,582 --> 00:25:40,582
เราอาจจะไม่จำเป็นให้ User ใช้งานก็ได้

386
00:25:40,583 --> 00:25:44,583
อาจจะเป็นเฉพาะผู้ดูแลระบบใช้งานฟังก์ชันนั้นคนเดียวก็

387
00:25:44,585 --> 00:25:48,585
พอ อะไรอย่างนี้นะคะ ก็

388
00:25:48,586 --> 00:25:52,586
การทำงานเหล่านี้ จะต้องเตรียมข้อมูล

389
00:25:52,587 --> 00:25:56,587
เตรียมข้อมูลทดสอบไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ

390
00:25:56,588 --> 00:26:00,588
เหมือนเวลาถ้าสมมติว่าเราจบไปนี่ เราพัฒนา

391
00:26:00,588 --> 00:26:04,588
โปรแกรมใด ๆ ขึ้นมาก็ตามเราจะต้อง

392
00:26:04,589 --> 00:26:08,589
ทำคู่มือการใช้งานด้วยนะคะ ไม่อย่างนั้น

393
00:26:08,589 --> 00:26:12,589
คนมาใช้งานระบบเรา ไม่เข้าใจ

394
00:26:12,590 --> 00:26:16,590
งง ว่าทำไมคุณตั้งชื่อตารางแบบนี้ล่ะ

395
00:26:16,591 --> 00:26:20,591
ทำไมตั้งชื่อ คอลัมน์แบบนี้ ตัวนี้

396
00:26:20,592 --> 00:26:24,592
แปลว่าอะไร แล้วจะกดตัวไหน เพื่อ

397
00:26:24,593 --> 00:26:28,593
บันทึกข้อมูลนะคะ หรือถ้าต้องการแก้ไข

398
00:26:28,594 --> 00:26:32,594
ข้อมูลต้องกดตรงไหนนะคะ เราต้องเตรียมข้อมูล

399
00:26:32,595 --> 00:26:36,595
ไว้ให้เขาด้วย เพื่อใช้ในการทดสอบ

400
00:26:36,597 --> 00:26:40,597
นะคะ หรืออาจจะเป็นตัวอย่างข้อมูลเพื่อ ลองพิมะ

401
00:26:40,599 --> 00:26:44,599
ในระบบดูสิว่ามันสามารถบันทึกได้ไหมนะคะ

402
00:26:44,600 --> 00:26:48,600
ถูกต้องหรือเปล่ากับสิ่งที่เราต้งอการให้มันเป็น

403
00:26:48,601 --> 00:26:52,601
นะคะ ไม่ใช่ว่าอาจารย์พิมพ์ข้อมูลเข้าไป

404
00:26:52,602 --> 00:26:56,602
เยอะมาก สรุปเรียกดูข้อมูลไม่ได้

405
00:26:56,603 --> 00:27:00,603
มันก็ไม่มีประโยชน์นะคะ มันต้องมีการทดสอบก่อน

406
00:27:00,604 --> 00:27:04,604
พอทดสอบแล้วเป็นที่น่าพอใจเราก็เอาไป

407
00:27:04,605 --> 00:27:08,605
ติดตั้งใช้งานจริง แต่พอติดตั้งแล้วต้อง

408
00:27:08,606 --> 00:27:12,606
มีการประมวลผลเหมือนกันนะคะ ว่า

409
00:27:12,607 --> 00:27:16,607
พอเราติดตั้งไปใช้จริงแล้ว มันให้การทำงาน

410
00:27:16,608 --> 00:27:20,608
ดีเหมือนตอนที่ทดสอบหรือเปล่า หรือพอตอนทดสอบ

411
00:27:20,609 --> 00:27:24,609
ใช้งานได้ แต่พอใช้งานจริง ข้อมูลเข้ามา

412
00:27:24,609 --> 00:27:28,609
ทีละหมื่นและแสนข้อม

413
00:27:28,610 --> 00:27:32,610
ระบบรับไม่ได้ ไม่ทันนะคะ

414
00:27:32,613 --> 00:27:36,613

415
00:27:36,615 --> 00:27:40,615

416
00:27:40,618 --> 00:27:44,618

417
00:27:44,619 --> 00:27:48,619
ถอดความก็เจ้ง โอเค

418
00:27:48,621 --> 00:27:52,621
รอล่ามแป๊บหนึ่ง

419
00:27:52,623 --> 00:27:56,623

420
00:27:56,624 --> 00:28:00,624

421
00:28:00,625 --> 00:28:04,625

422
00:28:04,626 --> 00:28:08,626

423
00:28:08,629 --> 00:28:12,629

424
00:28:12,633 --> 00:28:16,633

425
00:28:16,635 --> 00:28:20,635

426
00:28:20,639 --> 00:28:24,639

427
00:28:24,640 --> 00:28:28,640

428
00:28:28,641 --> 00:28:32,641

429
00:28:32,642 --> 00:28:36,642

430
00:28:36,645 --> 00:28:40,645

431
00:28:40,647 --> 00:28:44,647

432
00:28:44,648 --> 00:28:48,648

433
00:28:48,649 --> 00:28:52,649

434
00:28:52,651 --> 00:28:56,651

435
00:28:56,653 --> 00:29:00,653

436
00:29:00,655 --> 00:29:04,655

437
00:29:04,657 --> 00:29:08,657

438
00:29:08,658 --> 00:29:12,658

439
00:29:12,660 --> 00:29:16,660

440
00:29:16,661 --> 00:29:20,661

441
00:29:20,663 --> 00:29:24,663

442
00:29:24,665 --> 00:29:28,665

443
00:29:28,666 --> 00:29:32,666

444
00:29:32,667 --> 00:29:36,667

445
00:29:36,669 --> 00:29:40,669

446
00:29:40,671 --> 00:29:44,671

447
00:29:44,673 --> 00:29:48,673

448
00:29:48,674 --> 00:29:52,674

449
00:29:52,676 --> 00:29:56,676

450
00:29:56,678 --> 00:30:00,678

451
00:30:00,680 --> 00:30:04,680

452
00:30:04,682 --> 00:30:08,682

453
00:30:08,683 --> 00:30:12,683

454
00:30:12,685 --> 00:30:16,685

455
00:30:16,688 --> 00:30:20,688

456
00:30:20,690 --> 00:30:24,690
โอเค ต่อค่ะ

457
00:30:24,692 --> 00:30:28,692
หลังจากนั้นนะคะ ถ้าเราทำงานไปแล้วนี่ก็อย่างที่บอก

458
00:30:28,693 --> 00:30:32,693
นะคะก็ต้องมีการบำรุงรักษาการปรับปรุง พอทำงานไปแล้ว

459
00:30:32,695 --> 00:30:36,695
นี่ แอดมินนะคะ หรือว่าผู้จจัดการฐานข้อมูลนี่

460
00:30:36,696 --> 00:30:40,696
เขาจะต้องมีการบำรุงรักษาฐานข้อมูล ไม่ใช่

461
00:30:40,697 --> 00:30:44,697
ใช้ ๆ ไปก็ไม่กลับมาดูเลย ต้องป้องกัน

462
00:30:44,698 --> 00:30:48,698
ระบบด้วยว่าถ้าสมมติว่ามีปัญหาเกิดขึ้น เรามี

463
00:30:48,699 --> 00:30:52,699
การสำรองข้อมูลไว้หรือเปล่า แล้ว

464
00:30:52,700 --> 00:30:56,700
ในการสำรองข้อมูลนี่ จัดทำไว้บ่อยขนาดไหน

465
00:30:56,703 --> 00:31:00,703
แล้วแต่ระบบนะคะ บางคนถ้าเป็นระบบที่สำคัญมาก ๆ

466
00:31:00,704 --> 00:31:04,704
เขาจะต้องสำรองข้อมูลทุกวันนะคะ

467
00:31:04,706 --> 00:31:08,706
หรือถ้าระบบมีปัญหา

468
00:31:08,709 --> 00:31:12,709
นะคะ ข้อมูลที่สำรองไว้ สามารถกู้คืนได่

469
00:31:12,710 --> 00:31:16,710
กู้คืนได้ภายในระยะเวลาเท่าไร

470
00:31:16,711 --> 00:31:20,711
นะคะ เหมือนว่าสมมติวันนี้

471
00:31:20,713 --> 00:31:24,713
อาจจะมีภัยธรรมชาติ

472
00:31:24,714 --> 00:31:28,714
นะคะ เป็นธนาคารแห่งหนึ่งสำนักงานใญ่

473
00:31:28,715 --> 00:31:32,715
ถ้าสมมติว่าข้อมูลเขาหาย มันเป็นไป

474
00:31:32,716 --> 00:31:36,716
ไม่ได้เลยนะคะ เงินลูกค้าไม่รู้จะกี่บาท

475
00:31:36,717 --> 00:31:40,717
จะบอกว่า โอ้ไม่รู้ค่ะ ตอนนี้คุณมีเงินเท่าไร

476
00:31:40,718 --> 00:31:44,718
เพราะเมื่อคืนมีภัยธรรมชาติ ข้อมูลหาย

477
00:31:44,719 --> 00:31:48,719
คำตอบนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นนะคะ ข้อมูลทุกอย่างจะต้อง

478
00:31:48,720 --> 00:31:52,720
ถูกเรียกนำมาใช้ เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

479
00:31:52,721 --> 00:31:56,721
นะคะ อันนี้อย่างเช่นเป็นองค์กรใหญ่ ๆ

480
00:31:56,724 --> 00:32:00,724
เขาจะมีการซ้อมเลยนะคะว่า ซ้อมสำรองข้อมูล

481
00:32:00,724 --> 00:32:04,724
แล้วคุณสามารถกู้คืนข้อมูลกลับมาได้เร็วที่สุดเท่าไร

482
00:32:04,725 --> 00:32:08,725
บางคนซ้อมทุก ๆ 1 เดือนเลยด้วยซ้ำเพราะว่า

483
00:32:08,726 --> 00:32:12,726
ข้อมูลบางอย่างมันสำคัญมาก ๆ นะคะ

484
00:32:12,727 --> 00:32:16,727
รวมถึงว่า ถ้าระบบเราใช้ไปนี่ มันมีการใช้

485
00:32:16,728 --> 00:32:20,728
ตารางไหม หรืออาจจะมีคอลัมน์ที่เพิ่มขึ้นมา สามารถทำได้หรือเปล่า

486
00:32:20,729 --> 00:32:24,729
นะคะ สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นการบำรุงรักษาฐานข้อมูลเช่น

487
00:32:24,730 --> 00:32:28,730
เดียวกันนะคะ โดยที่

488
00:32:28,731 --> 00:32:32,731
โดยที่หัวข้อที่ 2 แบบที่อาจารย์บอก หัวข้อที่ 3 สิ่

489
00:32:32,732 --> 00:32:36,732
เป็นการแปลงแผนภาพ ER นะคะ รูปภาพ

490
00:32:36,732 --> 00:32:40,732
ที่เราเคยวาดนี่ ให้มาเป็น Relation หรือว่าตารางนี่

491
00:32:40,734 --> 00:32:44,734
มันเป็นอะไรที่ง่ายมาก เพราะมันจะเริ่ม

492
00:32:44,734 --> 00:32:48,734
จากชื่อตารางก่อน ก็คือชื่อ Entity

493
00:32:48,735 --> 00:32:52,735
โดยตารางใด ๆ นะคะ หรือรูปภาพใด ๆ นี่

494
00:32:52,736 --> 00:32:56,736
มันสามารถเอามาแปลงเป็นตารางได้ 1ตารางทันที

495
00:32:56,737 --> 00:33:00,737
ตารางคืออะไร หัวข้อตารางคืออะไร

496
00:33:00,738 --> 00:33:04,738
หัวข้อตารางคือจะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบนี้นะ

497
00:33:04,740 --> 00:33:08,740
แล้วก็ ER จำได้นะ มันเป็นรูปอย่างนี้นะ แล้วก็มีวงรี

498
00:33:08,745 --> 00:33:12,745
วงรีวงรีแบบนี้ เราเคววาด

499
00:33:12,746 --> 00:33:16,746
ไปแล้วนะคะ วาดไปแล้วนะคะ

500
00:33:16,747 --> 00:33:20,747
วาดไปแล้วนะคะ วาดไปแล้ว เอ๊ะ ER คืออะไร ทำไมอาจารย?

501
00:33:20,747 --> 00:33:24,747
พูดถึงนะคะ

502
00:33:24,748 --> 00:33:28,748
โดยนะคะ

503
00:33:28,749 --> 00:33:32,749
การ

504
00:33:32,750 --> 00:33:36,750
การแปลงนะคะ จากตาราง Entity  ปกติ

505
00:33:36,751 --> 00:33:40,751
นะคะ ชื่อตารางกับชื่อ Entity อันเดียวกัน

506
00:33:40,752 --> 00:33:44,752
ชื่อคอลัมน์ก็คือชื่อ Attribute นั่นเองนะคะ

507
00:33:44,753 --> 00:33:48,753
โดยอันนี้คือ 1 ตาราง

508
00:33:48,754 --> 00:33:52,754
มองเป็น 1 ตาราง เช่น ตัวอย่าง

509
00:33:52,757 --> 00:33:56,757
อันนี้ส่วนบนตรงนี้เราเคยวาดแล้วใช่ไหมคะ

510
00:33:56,758 --> 00:34:00,758
อะไรคือชื่อตาราง ชื่อตารางคือ

511
00:34:00,759 --> 00:34:04,759
มาจากชื่อในกรอบสีเหลี่ยมผืนผ้า

512
00:34:04,760 --> 00:34:08,760
ตัวนี้ แค่นั้นเอง คุณก็เอาชื่อตรงงนี้มาบอกชื่อตาราง

513
00:34:08,761 --> 00:34:12,761
อันนี้คือชื่อตาราง Student นะ ชื่อตารางนักเรียน

514
00:34:12,763 --> 00:34:16,763
นะคะ แล้วในตารางนักเรียนเก็บข้อมูล

515
00:34:16,764 --> 00:34:20,764
อะไรบ้าง เราก็เอาข้อมูลที่อยู่ในวงรีตัว

516
00:34:20,765 --> 00:34:24,765
นี้ค่ะ มาใส่เป็นคอลัมนืตาราง

517
00:34:24,766 --> 00:34:28,766
แค่นั้นเอง ออกข้อสอบ คือ ง่ายมาก

518
00:34:28,767 --> 00:34:32,767
ถ้าจำได้ แต่ในตาราง

519
00:34:32,768 --> 00:34:36,768
อย่าลืมนะคะ ในรูปมีขีดเส้นใต้

520
00:34:36,770 --> 00:34:40,770
ตารางก็ต้องขีดเส้นใต้

521
00:34:40,771 --> 00:34:44,771
พอเอา

522
00:34:44,772 --> 00:34:48,772
ตารางมาเขียนเป็นความสัมพันธ์เราก็จะเอากรอบ

523
00:34:48,773 --> 00:34:52,773
ออกนะคะ เอากรอบออก

524
00:34:52,774 --> 00:34:56,774
โดยชื่อตารางจะอยู๋หน้าสุด

525
00:34:56,775 --> 00:35:00,775
นะคะ หลังจากนั้นคอลัมน์ในตาราง

526
00:35:00,776 --> 00:35:04,776
ทั้งหมดจะอยู่ในวงเล็บนะคะ

527
00:35:04,777 --> 00:35:08,777
อันไหนที่เป็นคีย์หลักที่เป็นขีดเส้นใต้อย่าลืมขีดด้วย

528
00:35:08,778 --> 00:35:12,778
นะคะ อย่าลืม

529
00:35:12,779 --> 00:35:16,779
ขีดด้วยนะ แค่นี้เองในการแปลงรูปภาพ

530
00:35:16,780 --> 00:35:20,780
ให้มาเป็นความสัมพันธ์ถ้าใครยังไม่แม่น คุณทำเป็ฯตารางก่อนก็ได้

531
00:35:20,781 --> 00:35:24,781
เป็นตารางก่อนก็ได้ แต่ดูจากรูปแล้ว

532
00:35:24,782 --> 00:35:28,782
เราก็เอามาเขียนแบบนี้ได้เลย ง่ายมาก

533
00:35:28,783 --> 00:35:32,783
ซึ่งในหนังสือบางเล่ม

534
00:35:32,784 --> 00:35:36,784
ไอ้ตัวงานออกแบบนี่ เขาอาจจะเป็นรูปภาพา

535
00:35:36,786 --> 00:35:40,786
ความสัมพันธ์แค่บรรทัดเดียวแบบนี้ ความหมายเดียวกันนะคะ

536
00:35:40,787 --> 00:35:44,787
อยู่ที่ว่า เขาจะอยากอยู่ในรูปแบบอะไร

537
00:35:44,788 --> 00:35:48,788
เป็นตัวหนังสืออย่างเดียวหรือวาดออกมาเป็นภาพง่าย ๆ แล้วแต่เลย

538
00:35:48,789 --> 00:35:52,789
นะคะ ตารางนี้ก็เหมือนกัน หลักการ

539
00:35:52,791 --> 00:35:56,791
ทำงานเดียวกันค่ะ อะไรที่อยู่ในกรอบ

540
00:35:56,792 --> 00:36:00,792
ตัวนี้ ก็คือชื่อตารางเอาไว้ข้างหน้า อะไรที่

541
00:36:00,793 --> 00:36:04,793
อยู่ใน Attrib ก็คือในวงเล็บ

542
00:36:04,794 --> 00:36:08,794
แค่นั้นเองนะคะ แต่ส่วนมากเวลาสอบ

543
00:36:08,795 --> 00:36:12,795
นักศึกษาจะจำไม่ได้

544
00:36:12,796 --> 00:36:16,796
ทั้งที่มันง่ายมากนะคะ ซึ่งอาทิตย์หน้า

545
00:36:16,797 --> 00:36:20,797
สอบ อาทิตย์หน้าสอบนะคะ

546
00:36:20,799 --> 00:36:24,799
เดี๋ยวอาจารย์จะนัดอีกที น่าจะ

547
00:36:24,800 --> 00:36:28,800
สอบถึงวันนี้นะคะ ข้อสอบที่จะออก ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้

548
00:36:28,807 --> 00:36:32,807
เลยนะคะ

549
00:36:32,808 --> 00:36:36,808
ซึ่งรูปนี้ออกสอบแน่ ๆ จำให้ได้

550
00:36:36,809 --> 00:36:40,809
นะคะ เพราะมันง่ายมาก

551
00:36:40,812 --> 00:36:44,812
แต่ถ้า

552
00:36:44,813 --> 00:36:48,813
ถ้ารูปนั้น แผนภาพนั้นนี่

553
00:36:48,814 --> 00:36:52,814
มันมีส่วนของตารางอ่อนแอนะคะ ก็คือ Weak Entity

554
00:36:52,815 --> 00:36:56,815
สัญลักษณ์ของ Weak Entity คือสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 2 วง

555
00:36:56,817 --> 00:37:00,817
นะคะ หลักการคือถ้า

556
00:37:00,818 --> 00:37:04,818
ถ้ามันมีส่วนของ

557
00:37:04,819 --> 00:37:08,819
ค่าที่มีความอ่อนแอนี่ เราจะเอาคีย์หลักของอีกตารางหนึ่ง

558
00:37:08,820 --> 00:37:12,820
ที่มันมีความสัมพันธ์ด้วยมาใส่นะคะ

559
00:37:12,822 --> 00:37:16,822
เช่น รูปนี้เห็นไหมคะว่ามันจะ

560
00:37:16,823 --> 00:37:20,823
มีสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 2 อัน

561
00:37:20,824 --> 00:37:24,824
ถ้าสมมติว่าเราจะมาแปลงเป็นความสัมพันธ์

562
00:37:24,825 --> 00:37:28,825
อันนนี้คือคีย์หลักของตารางที่มีค่าออนแอ

563
00:37:28,826 --> 00:37:32,826
หลักการคือให้เอาคีย์หลักของ

564
00:37:32,827 --> 00:37:36,827
อีกตารางหนึ่งที่มันมีความสัมพันธ์ด้วย มาใส่

565
00:37:36,828 --> 00:37:40,828
นะคะ ผลลัพธ์ที่ได้จากตารางอ่อนแอตัวนี้ สังเกตไหมคะ ว่า

566
00:37:40,830 --> 00:37:44,830
จริง ๆ มันจะมีแค่ 2 Attribute

567
00:37:44,832 --> 00:37:48,832
นักเรียนนะคะ ข้อมูล

568
00:37:48,834 --> 00:37:52,834
ผู้ปกครองนักเรียน ถ้าเรามาแปลงเป็นตาราง เราจะต้อง

569
00:37:52,835 --> 00:37:56,835
เอาส่วนของรหัสนักเรียนมาด้วย

570
00:37:56,836 --> 00:38:00,836
นะคะ เวลาเขียนก็เพิ่ม

571
00:38:00,837 --> 00:38:04,837
นะคะ คีย์หลักของตารางที่ผ่านมาก็คือ

572
00:38:04,838 --> 00:38:08,838
มีรหัสนักเรียนเข้ามาเพิ่ม แค่นั้นเอง มี

573
00:38:08,841 --> 00:38:12,841
ตารางที่มีความอ่อนแอ คือ ต้องไปพึ่งค่าของตารางอื่นนั่นเอง

574
00:38:12,842 --> 00:38:16,842
นะคะ อันนี้ก็ไม่ยากถ้าจำได้

575
00:38:16,843 --> 00:38:20,843
นะคะ ไม่ยากเลย

576
00:38:20,844 --> 00:38:24,844
ต่อมา การแปลงแผ่นภาพให้เป็นความสำคัญ

577
00:38:24,845 --> 00:38:28,845
มันจะมีอยู่ 3 รูปแบบนะคะ แบบ 1 ต่อ 1

578
00:38:28,847 --> 00:38:32,847
แบบ 1 ต่อกลุ่ม กับแบบกลุ่มต่อกลุ่มอันนี้เรารู้อยู่แล้ว

579
00:38:32,848 --> 00:38:36,848
นะคะ อันนี้เราเคยเรียนมาแล้ว

580
00:38:36,849 --> 00:38:40,849
โดย

581
00:38:40,850 --> 00:38:44,850
การแทนความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ 1 นี่นะคะ ก็คือ

582
00:38:44,852 --> 00:38:48,852
ชื่อของตารางนี่เรารู้อยู่แล้ว

583
00:38:48,853 --> 00:38:52,853
ใช่ไหมคะ ก็จะมาตั้ง แล้วความสัมพันธ์

584
00:38:52,855 --> 00:38:56,855
ก็วาดง่าย ๆ นะคะ โดยการเิ่ม

585
00:38:56,857 --> 00:39:00,857
คีย์หลัก คีย์หลักก็คือตัวที่มันขีดเส้นใต้น่ะค่ะ

586
00:39:00,858 --> 00:39:04,858
ของอีกตารางหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กัน

587
00:39:04,859 --> 00:39:08,859
เพื่อให้มันสามารถเชื่อมโยงกันได้ อันนี้คือง่ายมาก

588
00:39:08,860 --> 00:39:12,860
จากรูปนะคะ คีย์หลัก

589
00:39:12,861 --> 00:39:16,861
ก็คือตัวขีดเส้นใต้ของนักเรียน ตารางนี้นะคะ ของบัณฑิต

590
00:39:16,864 --> 00:39:20,864
นั่นเอง ของบัณฑิตนะคะ ที่จบการศึกษา

591
00:39:20,867 --> 00:39:24,867
นักศึกษา เขาทำวิทยานิพนธ์

592
00:39:24,868 --> 00:39:28,868
เรื่องอะไรนะคะ ก้จะมีรหัสวิทยานิพนธ์นะคะ

593
00:39:28,869 --> 00:39:32,869
โดยตารางนี้เห็นไหมคะ ว่ามันมีความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ 1

594
00:39:32,871 --> 00:39:36,871
มีเลข 1 กำกับ ถ้า

595
00:39:36,871 --> 00:39:40,871
แบบ 1 ต่อ 1 ต้องเอาคีย์หลัก

596
00:39:40,872 --> 00:39:44,872
นะคะ เลือกตารางใดตารงหนึ่งก็พอนะคะ

597
00:39:44,873 --> 00:39:48,873
มาใส่ สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ สมมติว่า

598
00:39:48,874 --> 00:39:52,874
เราจะเลือกคีย์

599
00:39:52,876 --> 00:39:56,876
นะคะ อย่างตัวนี้สมมติว่าอาจารย์จะเอา

600
00:39:56,878 --> 00:40:00,878
คีย์หลักของตารางวิทยานิพนธ์มาใส่ใน

601
00:40:00,879 --> 00:40:04,879
ตารางนักเรียนก็ได้นะคะ ก็ได้ หรือเอารหัส

602
00:40:04,880 --> 00:40:08,880
นักศึกษามาใส่ในตารางวิทยานิพนธ์ก็ได้ อันนี้

603
00:40:08,881 --> 00:40:12,881
เฉพาะความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ 1 เท่านั้น

604
00:40:12,881 --> 00:40:16,881
นะคะ เลือกตัวใดตัวหนึ่งก็ได้นะคะ ที่มี

605
00:40:16,882 --> 00:40:20,882
สัมพันธ์กัน แต่ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบ

606
00:40:20,883 --> 00:40:24,883
1 ต่อกลุ่ม นะคะ 1 ต่อ กลุ่มนะ

607
00:40:24,884 --> 00:40:28,884
เราจะเอาคีย์หลักก็คือตัวขีดเส้นใต้

608
00:40:28,885 --> 00:40:32,885
จากฝั่งที่มีความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเท่านั้น

609
00:40:32,886 --> 00:40:36,886
ไปใส่ในฝั่งที่มีความสัมพันธ์เป็นกลุ่ม

610
00:40:36,887 --> 00:40:40,887
อย่างเช่น รูปนี้นะคะ รูปนี้นะ

611
00:40:40,888 --> 00:40:44,888
ความสัมพันธ์เป็น 1 จะอยู่ฝั่งนี้

612
00:40:44,890 --> 00:40:48,890
อันนี้ความสัมพันธ์เป็นกลุ่มแทนด้วยตัว M

613
00:40:48,891 --> 00:40:52,891
นะคะ เราจะเอาตัวขีดเส้นใต้

614
00:40:52,892 --> 00:40:56,892
ก็คือคีย์หลักของตารางที่มีความสัมพันธ์

615
00:40:56,893 --> 00:41:00,893
เป็น 1 เท่านั้น ไปเพิ่มลงใน

616
00:41:00,894 --> 00:41:04,894
ตารางที่มีความสัมพันธ์เป็นกลุ่มนะคะ

617
00:41:04,895 --> 00:41:08,895
นั่นก็คือ

618
00:41:08,897 --> 00:41:12,897
เห็นไหมคะ ฝั่งนี้

619
00:41:12,898 --> 00:41:16,898
ความสัมพันธ์เป็นกลุ่มใช่ไหมคะ

620
00:41:16,900 --> 00:41:20,900
ตัวคีย์หลักคือตัวขีดเส้นใต้คือ

621
00:41:20,901 --> 00:41:24,901
ตัวนี้ตัวเดียว เราก็จะเอาของตารางอีกตารางหนึ่งมาเพิ่ม

622
00:41:24,902 --> 00:41:28,902
ให้ซึ่งตารางนี้มีความสัมพันธ์เป็น 1 มาเพิ่ม

623
00:41:28,903 --> 00:41:32,903
ให้ อันนี้คือความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ กลุ่ม

624
00:41:32,904 --> 00:41:36,904
นะคะ อันนี้ก็ยังไม่ยาก

625
00:41:36,905 --> 00:41:40,905
แต่ถ้า

626
00:41:40,906 --> 00:41:44,906
เป็นความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่มนะคะ

627
00:41:44,907 --> 00:41:48,907
โดย ความสัมพันธ์นี่

628
00:41:48,908 --> 00:41:52,908
บางทีมันอาจจะมีข้อมูลที่เกิดขึ้นของมันเอง

629
00:41:52,910 --> 00:41:56,910
นะคะ ข้อมูลที่เกิดขึ้น ซึ่ง

630
00:41:56,911 --> 00:42:00,911
วิธีการแก้ปัญหา ปัญหามันจะอยู่ตรงนี้ ตรงที่อาจารย์กรอบ

631
00:42:00,912 --> 00:42:04,912
สีแดงนี่ ในความสัมพันธ์ของ

632
00:42:04,913 --> 00:42:08,913
กลุ่มต่อกลุ่มนี้ มันอาจจะมีข้อมูลที่เพิ่มเติมขึ้นมา

633
00:42:08,914 --> 00:42:12,914
นะคะ ในกรณีนี้นะคะ

634
00:42:12,916 --> 00:42:16,916
เราก็จะสร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาใหม่เลย

635
00:42:16,918 --> 00:42:20,918
นะคะ โดยวิธีการคือ

636
00:42:20,919 --> 00:42:24,919
เอาคีย์หลักของทั้ง

637
00:42:24,919 --> 00:42:28,919
2 ความสัมพันธ์มาสร้างใหม่ให้กับ

638
00:42:28,920 --> 00:42:32,920
ความสัมพันธ์ตรงนี้นะคะ เอา 2 อันนี้มาใส่

639
00:42:32,921 --> 00:42:36,921
เพิ่ม ทั้งสองฝั่งเลย

640
00:42:36,923 --> 00:42:40,923
นะคะ เอาจากตารางทั้ง 2 ตารางนี่

641
00:42:40,923 --> 00:42:44,923
มาเพิ่มให้กับความสัมพันธ์ใหม่เลยนะคะ ก็จะกลายเป็น

642
00:42:44,927 --> 00:42:48,927
แบบนี้ค่ะ อันนี้คือตารางที่เกิดขึ้น

643
00:42:48,930 --> 00:42:52,930
ใหม่ สำหรับความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม

644
00:42:52,931 --> 00:42:56,931
นะคะ มันจะเอาข้อมูลรหัสนักเรียน

645
00:42:56,933 --> 00:43:00,933
แล้วก็รหัสตารางเรียนวิชามาเพิ่มจากทั้ง 2 ฝั่ง

646
00:43:00,936 --> 00:43:04,936
เลย เมื่อก่อนคือเราต้องเลือกจากฝั่งใดฝั่งหนึ่งเลยใช่ไหมคะ

647
00:43:04,937 --> 00:43:08,937
ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่ง

648
00:43:08,938 --> 00:43:12,938
ต่อกลุ่ม เราจะเอาคีย?์หลักมาจาก

649
00:43:12,942 --> 00:43:16,942
ความสัมพันธ์ที่เป็นฝั่งหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าเป็นกลุ่มต่อกลุ่ม

650
00:43:16,943 --> 00:43:20,943
เราจะเอาคีย์หลักมาจากทั้ง 2 ตารางที่มีความสัมพันธ์กันมา

651
00:43:20,944 --> 00:43:24,944
สร้างตารางใหม่ อันนี้คือจุดเด่น

652
00:43:24,945 --> 00:43:28,945
ของแต่ละการแปลงตาราง

653
00:43:28,946 --> 00:43:32,946
ให้มาเป็นความสัมพันธ์นะคะ วิธีการทำ

654
00:43:32,947 --> 00:43:36,947
เรารู้แล้ว เดี๋ยวจะให้ลองทำเองสัก

655
00:43:36,948 --> 00:43:40,948
1 ข้อนะคะ

656
00:43:40,949 --> 00:43:44,949
ในห้องเดี่ยวอาจารย์จะเดินดู

657
00:43:44,950 --> 00:43:48,950
นะคะ ทำเลย ทำเองนะคะ

658
00:43:48,951 --> 00:43:52,951
เอาแค่ 1 รูป รูปนี้ก็พอ

659
00:43:52,952 --> 00:43:56,952
ในรูปนี้มีกี่ตาราง มี 1 ตาราง

660
00:43:56,955 --> 00:44:00,955
2 ตาราง 3 ตาราง ซึ่ง

661
00:44:00,956 --> 00:44:04,956
ในความสัมพันธ์ของรูปนี่มีความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อกลุ่ม

662
00:44:04,957 --> 00:44:08,957
กับแบบกลุ่มต่อกลุ่ม

663
00:44:08,958 --> 00:44:12,958
ลองดูสิว่าจะ

664
00:44:12,959 --> 00:44:16,959
ทำได้ไหมนะคะ ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น

665
00:44:16,962 --> 00:44:20,962
จะมีอยู่ 2 ความสัมพันธ์นะ ลองดูสิว่า

666
00:44:20,962 --> 00:44:24,962
จากตัวอย่างที่อาจารย์ให้เข้าใจหรือเปล่า อันดับแรก

667
00:44:24,963 --> 00:44:28,963
เลย แปลง ER ให้

668
00:44:28,964 --> 00:44:32,964
เป็นตารางให้ได้ก่อน ลองดูสิ

669
00:44:32,966 --> 00:44:36,966
ว่าจำได้ไหมที่อาจารย์สอน พอคุณแปลงตารางได้ปุ๊บ

670
00:44:36,967 --> 00:44:40,967
คุณถึงค่อยมาเชื่อมโยงความสัมพันธ์ดูแล้วกันว่า

671
00:44:40,968 --> 00:44:44,968
ตารางที่คุณทำออกมาได้นี่ มาเชื่อมโยงกับตารางอื่น

672
00:44:44,968 --> 00:44:48,968
นี่ มันเป็นอย่างไรนะคะ ขั้นตอนแรก เปลี่ยน

673
00:44:48,969 --> 00:44:52,969
จากรูปภาพให้เป็นตาราง พอเป็นตารางได้ค่อยมาดูความสัมพันธ์

674
00:44:52,970 --> 00:44:56,970
นะคะ ลองทำดู

675
00:44:56,971 --> 00:45:00,971
ทำเองนะคะทำเอง เดี๋ยวอาจารย์จะเดินดู

676
00:45:00,972 --> 00:45:04,972
กระดาษมีอยู่แล้วนะ

677
00:45:04,973 --> 00:45:08,973
โอเคค่ะ ทำเลย

678
00:45:08,975 --> 00:45:12,975

679
00:45:12,978 --> 00:45:16,978

680
00:45:16,981 --> 00:45:20,981

681
00:45:20,984 --> 00:45:24,984
ล่ามคะ

682
00:45:24,987 --> 00:45:28,987
วันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ เดี๋ยวจะให้ทำงานในห้อง

683
00:45:28,988 --> 00:45:32,988
วันนี้ขอบคุณมากนะคะ ขอบคุณล่ามค่ะ

684
00:45:32,989 --> 00:45:36,989

685
00:45:36,990 --> 00:45:40,990

686
00:45:40,991 --> 00:45:44,991

687
00:45:44,993 --> 00:45:48,993

688
00:45:48,995 --> 00:45:52,995

689
00:45:53,000 --> 00:45:57,000

690
00:45:57,004 --> 00:46:01,004

691
00:46:01,007 --> 00:46:05,007

692
00:46:05,008 --> 00:46:09,008

693
00:46:09,010 --> 00:46:13,010

694
00:46:13,011 --> 00:46:17,011

695
00:46:17,015 --> 00:46:21,015

696
00:46:21,019 --> 00:46:25,019

697
00:46:25,020 --> 00:46:29,020

698
00:46:29,022 --> 00:46:33,022

699
00:46:33,024 --> 00:46:37,024

700
00:46:37,026 --> 00:46:41,026
[สิ้นสุดการถอดความ]

701
00:46:41,028 --> 00:46:45,028

702
00:46:45,029 --> 00:46:49,029

703
00:46:49,030 --> 00:46:53,030

704
00:46:53,033 --> 00:46:57,033

705
00:46:57,035 --> 00:47:01,035

706
00:47:01,037 --> 00:47:04,037

707
00:47:05,039 --> 00:47:08,040

708
00:47:09,041 --> 00:47:12,044

709
00:47:13,043 --> 00:47:16,044

710
00:47:17,045 --> 00:47:20,048

711
00:47:21,047 --> 00:47:24,047

712
00:47:25,048 --> 00:47:28,049

713
00:47:29,050 --> 00:47:32,050

714
00:47:33,051 --> 00:47:36,052

715
00:47:37,054 --> 00:47:37,055

716
00:47:41,056 --> 00:47:41,057

717
00:47:49,063 --> 00:47:49,063

718
00:47:45,057 --> 00:47:45,062


