﻿1
464330:15:21,188 --> 464330:15:25,188
(อาจารย์เกวลี)

2
464330:18:00,876 --> 464330:18:04,876
ล่ามได้ยินไหมคะ

3
464330:24:31,369 --> 464330:24:35,369
โอเคค่ะ เดี๋ยววันนี้นะคะ วันนี้เนื้อหาไม่เยอะนะคะ เดี๋ยวในท้ายชั่วโมงจะให้ทำงานในห้อง

4
464330:24:40,330 --> 464330:24:44,330
อย่างนั้นสอนเลยนะ

5
464330:24:54,424 --> 464330:24:54,806
มีหัวข้อนะคะ หลัก ๆ จะมีอยู่ 3 เรื่องนะคะ

6
464330:24:54,806 --> 464330:24:58,806
มีเกี่ยวกับ

7
464330:25:02,411 --> 464330:25:02,978
วัฏจักรการพัฒนาคือ sdlc นะคะ

8
464330:25:02,978 --> 464330:25:06,978
ระบบฐานข้อมูลมันก็จะ

9
464330:25:11,989 --> 464330:25:15,143
การหาข้อมูลคือ

10
464330:25:15,143 --> 464330:25:16,831
ddlc

11
464330:25:16,831 --> 464330:25:20,831
รวมถึง

12
464330:25:23,838 --> 464330:25:26,745
จากที่เราเรียนเมื่อหลาย ๆ สัปดาห์ก่อนนะคะ ที่เคยวาดไว้นี่

13
464330:25:26,745 --> 464330:25:27,759
คือ er re er นะคะ

14
464330:25:27,759 --> 464330:25:31,759
กลับมาเป็นในรูปแบบของความสัมพันธ์หรือว่ากลับให้เป็นในรูปแบบของตาราง

15
464330:25:35,249 --> 464330:25:38,996
จะทำอย่างไรนะคะ

16
464330:25:38,996 --> 464330:25:39,192
เดี๋ยววันนี้จะมาเรียนกันตามหัวข้อแค่นี้นะคะ

17
464330:25:39,192 --> 464330:25:43,192
วัฏจักรการพัฒนาระบบ sdlc

18
464330:25:53,400 --> 464330:25:53,546
คืนเดียวกับ The System Development Life Cycle นั้นเองจะเป็นพัฒนาระบบมาจาก

19
464330:25:53,546 --> 464330:25:57,546
สิ่งที่เราได้มันอาจจะเป็นระบบสารสนเทศต่าง ๆ นะคะ เอารวมกัน

20
464330:26:01,201 --> 464330:26:02,238
อันนี้เป็นพื้นฐานก่อนนะคะ

21
464330:26:02,238 --> 464330:26:06,238
ทำไมเราถึงจะต้องมาพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูล ซึ่งมันจะอยู่ที่

22
464330:26:08,643 --> 464330:26:09,057
ปรับปรุง

23
464330:26:09,057 --> 464330:26:12,663
มาจาก

24
464330:26:12,663 --> 464330:26:13,484
วัฏจักรพัฒนาระบบ

25
464330:26:13,484 --> 464330:26:17,484
นั่นล่ะ โด

26
464330:26:18,367 --> 464330:26:19,201
ยการพัฒนาระบบมีอยู่ 5 ระยะ

27
464330:26:19,201 --> 464330:26:19,583
นะคะ

28
464330:26:19,583 --> 464330:26:23,583
มาตรฐานนักเรียนไปนี่

29
464330:26:29,366 --> 464330:26:30,878
เราจะเขียนขึ้นมาสักอันหนึ่งนี่ หรือเอาถูกจ้างให้เขียนโปรแกรมให้นะคะ

30
464330:26:30,878 --> 464330:26:34,878
หรือเราจะ

31
464330:26:37,785 --> 464330:26:38,867
ไปจ้างหรือกับระบบเองก็ได้นะคะ มาตรฐานการพัฒนาระบบ

32
464330:26:38,867 --> 464330:26:39,150
มีอยู่ 5 ระยะ

33
464330:26:39,150 --> 464330:26:40,637
นะคะ

34
464330:26:40,637 --> 464330:26:44,637
ระยะแรกแผนก่อนว่าจะวางแผนพัฒนาอะไร

35
464330:26:47,620 --> 464330:26:49,142
นะคะ

36
464330:26:49,142 --> 464330:26:51,675
ทำไมต้องทำ

37
464330:26:51,675 --> 464330:26:55,675
มันมีทำงานของเราไหม

38
464330:27:01,824 --> 464330:27:02,174
หลังจากนั้นวิเคราะห์วางแผนไปนี่มันก็ครอบคลุมแล้วหรือยังนะคะ

39
464330:27:02,174 --> 464330:27:06,174
การทำงานหรือผลลัพธ์ที่ต้องการนี่

40
464330:27:07,308 --> 464330:27:08,784
วางแผนไว้นี่

41
464330:27:08,784 --> 464330:27:09,539
มันครบหรือเปล่า

42
464330:27:09,539 --> 464330:27:13,539
เราก็จะมาเช็คหลังจากนั้น พอเราวิเคราะห์

43
464330:27:15,915 --> 464330:27:16,187
ความถูกต้องแล้วมันครบ

44
464330:27:16,187 --> 464330:27:20,187
เราต้องการออกแบบรายละเอียดของระบบระบบนี้

45
464330:27:24,216 --> 464330:27:25,629
ประกอบอะไรบ้าง

46
464330:27:25,629 --> 464330:27:27,249
ใครสามารถ

47
464330:27:27,249 --> 464330:27:28,045
ใช้งานระบบนี้บ้าง

48
464330:27:28,045 --> 464330:27:28,298
นะคะ

49
464330:27:28,298 --> 464330:27:30,264
ผมใช้งาน

50
464330:27:30,264 --> 464330:27:34,264
การเข้าถึงข้อมูลนี้

51
464330:27:41,649 --> 464330:27:42,163
มากน้อยขนาดไหนนะคะ พื้นฐานเบื้องต้นต้องเก็บข้อมูลอะไรบ้าง

52
464330:27:42,163 --> 464330:27:42,724
นะคะ

53
464330:27:42,724 --> 464330:27:44,233
ต้องมา

54
464330:27:44,233 --> 464330:27:47,741
บอกรายละเอียดหรือเขียนรายละเอียดทั้งระบบ

55
464330:27:47,741 --> 464330:27:51,741
มาดูว่า

56
464330:28:00,225 --> 464330:28:00,522
มันครบหรือยังนะคะ ส่วนนี้จะมีการตรวจว่าสิ่งที่เราวางแผนและวิเคราะห์และการออกแบบนี่มันสามารถขึ้นได้จริงไหม

57
464330:28:00,522 --> 464330:28:04,522
นะคะ หลังจากนั้นวิเคราะห์และเกิดขึ้นได้

58
464330:28:08,811 --> 464330:28:09,821
เราก็ไปดำเนินการพัฒนาระบบขึ้นมา

59
464330:28:09,821 --> 464330:28:13,821
นะคะ

60
464330:28:15,623 --> 464330:28:19,623
ในช่วงนี้เป็นการพัฒนานะคะ แต่บางคนก็คือ พัฒนาไปด้วย

61
464330:28:21,541 --> 464330:28:24,531
ทดสอบไปด้วยว่าแบบนี้มันใช้งานได้จริงแล้วเป็นอย่างไร มีข้อผิดพลาดตรงไหนนิ

62
464330:28:24,531 --> 464330:28:26,414
งานแก้ไขทันท่านไหม

63
464330:28:26,414 --> 464330:28:27,330
ไปเรื่อย ๆ แล้วสิ่งที่

64
464330:28:27,330 --> 464330:28:28,560
ทำไปแล้ว

65
464330:28:28,560 --> 464330:28:29,554
ให้มันสมบูรณ์ที่สุด

66
464330:28:29,554 --> 464330:28:31,086
หลังจากนั้น

67
464330:28:31,086 --> 464330:28:31,340
ก็ จะได้ระบบมา

68
464330:28:31,340 --> 464330:28:35,340
ได้มาแล้ว

69
464330:28:36,179 --> 464330:28:39,021
มันก็ยังต้องมีส่วนของการบำรุงรักษา

70
464330:28:39,021 --> 464330:28:39,546
ว่ามันยังทำงานได้ดีไหม

71
464330:28:39,546 --> 464330:28:43,463
มีข้อผิดพลาดในการทำงานหรือเปล่า

72
464330:28:43,463 --> 464330:28:43,749
อาจจะ

73
464330:28:43,749 --> 464330:28:47,749
ใส่ข้อมูลราคาสินค้าไปแต่

74
464330:28:49,034 --> 464330:28:49,659
ภาษีผิด

75
464330:28:49,659 --> 464330:28:53,659
ภาษีประเทศไทยที่ 7 เปอร์เซ็นต์ แต่บังเอิญว่าพิมพ์ผิด

76
464330:28:54,577 --> 464330:28:57,280
พิมพ์เป็นเลข 4

77
464330:28:57,280 --> 464330:28:58,747
อย่างนี้ เป็นการคำนวณมา

78
464330:28:58,747 --> 464330:29:01,466
แล้ว อันนี้ก็ต้องไปแก้ไขนะคะ

79
464330:29:01,466 --> 464330:29:02,489
การบำรุงรักษา หรือว่า

80
464330:29:02,489 --> 464330:29:05,748
มีข้อมูลที่เราต้องการจะเพิ่ม

81
464330:29:05,748 --> 464330:29:08,828
อย่างเช่น

82
464330:29:08,828 --> 464330:29:12,102
เก็บแจกเบอร์โทรศัพท์มือถือ

83
464330:29:12,102 --> 464330:29:14,196
เราอยากได้เบอร์โทรศัพท์บ้านด้วย

84
464330:29:14,196 --> 464330:29:16,886
การบำรุงรักษาค่ะ

85
464330:29:16,886 --> 464330:29:17,027
บอกว่ามันจะเป็นการที่แก้ไขในตัวระบบ

86
464330:29:17,027 --> 464330:29:21,027
ปรับปรุงระบบนั่นเองนะคะ

87
464330:29:22,772 --> 464330:29:23,266
ให้เพิ่มเบอร์โทรศัพท์ไปด้วยอย่างนี้นะคะ

88
464330:29:23,266 --> 464330:29:27,266
ซึ่งจากวัฏจักรการพัฒนาระบบนี่ เราเลย

89
464330:29:31,967 --> 464330:29:35,394
เอามาเป็นตัวตั้งต้น

90
464330:29:35,394 --> 464330:29:35,798
สำหรับการพัฒนาโครงการฐานข้อมูล

91
464330:29:35,798 --> 464330:29:38,940
แต่มันจะมีบางส่วน

92
464330:29:38,940 --> 464330:29:39,440
เพิ่มเติมขึ้นมานะคะ

93
464330:29:39,440 --> 464330:29:43,311
ก็คือในส่วนของ

94
464330:29:43,311 --> 464330:29:45,564
การทดสอบและก็ประเมินผลนะคะ

95
464330:29:45,564 --> 464330:29:46,956
เมื่อกี้การพัฒนาระบบนี้

96
464330:29:46,956 --> 464330:29:47,246
เราจะมีอยู่ 5 ขั้นตอน

97
464330:29:47,246 --> 464330:29:51,246
แต่ถ้าเป็นการพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูลหรือพัฒนาฐานข้อมูลนี่มันจะมีอยู่ 6 ขั้นตอนนะคะ

98
464330:29:54,874 --> 464330:29:58,631
ซึ่งมันก็จะใกล้ ๆ เคียงกัน

99
464330:29:58,631 --> 464330:29:59,049
ล่ะ โดยเริ่มต้นของการ

100
464330:29:59,049 --> 464330:30:03,049
สร้างฐานข้อมูลขึ้นมานี่

101
464330:30:03,798 --> 464330:30:06,230
เราต้องมีการศึกษาเบื้องต้นก่อนว่า

102
464330:30:06,230 --> 464330:30:07,336
ข้อมูลที่เราต้องการจะเก็บ

103
464330:30:07,336 --> 464330:30:07,842
เราจะเก็บอะไร

104
464330:30:07,842 --> 464330:30:10,910
ไปทำไม

105
464330:30:10,910 --> 464330:30:14,910
มาจากไหน

106
464330:30:15,984 --> 464330:30:16,479
นะคะ แล้วจะเรียกดูข้อมูลทำอย่างไรนะคะ

107
464330:30:16,479 --> 464330:30:20,479
อันนี้เป็นการศึกษาเบื้องต้นก่อนว่า  เอ๊ะ ที่เราจะทำนี่มันทำได้ไหม มันทำได้จริงหรือเปล่าข้อมูลคืออะไร

108
464330:30:25,119 --> 464330:30:29,119
หลังจากนั้นเราก็เอาสีที่เราได้ต้นมาออกแบบฐานข้อมูลที่เราว่า

109
464330:30:36,108 --> 464330:30:36,812
ที่เราวาดรูป ER ไปก็คือเริ่มออกแบบแล้วว่า เอ๊ะ

110
464330:30:36,812 --> 464330:30:40,812
เหมือนที่ตัวอย่างที่อาจารย์ยกให้คือร้านหนังสือ 1 ร้าน เราจะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง นะคะ

111
464330:30:43,631 --> 464330:30:47,573
อันนี้คือเริ่มออกแบบแล้วนะคะ

112
464330:30:47,573 --> 464330:30:51,169
ออกแบบได้ปุ๊บ ตรวจสอบข้อมูลครบทุกอย่างนะคะ

113
464330:30:51,169 --> 464330:30:55,169
เราก็จะมาดำเนินการสร้างข้อมูล เพื่อ

114
464330:30:55,573 --> 464330:30:56,200
ไปติด

115
464330:30:56,200 --> 464330:30:56,441
ตั้ง

116
464330:30:56,441 --> 464330:31:00,195
ในระบบที่เรามีไว้อยู่แล้วนะคะ

117
464330:31:00,195 --> 464330:31:04,195
หรือถ้ายังไม่มี ก็สร้างขึ้นมานะคะ

118
464330:31:07,296 --> 464330:31:07,849
เพื่อใช้กับฐานข้อมูลที่เรากำลังจัดทำเช่นเดียวกัน

119
464330:31:07,849 --> 464330:31:10,392
นะคะ

120
464330:31:10,392 --> 464330:31:14,392
สร้างฐานข้อมูลเสร็จเอาไปติดตั้งในระบบแล้วเราก็มีการทดสอบแล้วก็ประเมินผลว่าฐานข้อมูลที่เรา

121
464330:31:19,856 --> 464330:31:20,330
สร้างมา

122
464330:31:20,330 --> 464330:31:24,006
มันใช้งานได้ดีกับระบบที่มีอยู่หรือไม่นะคะ

123
464330:31:24,006 --> 464330:31:26,951
ถ้ามันไม่ดี

124
464330:31:26,951 --> 464330:31:29,964
มันไม่ดีตรงไหน

125
464330:31:29,964 --> 464330:31:30,726
มีตรงไหนที่ต้องแก้ไขหรือเปล่านะคะ

126
464330:31:30,726 --> 464330:31:34,726
หรือ

127
464330:31:36,394 --> 464330:31:38,488
ใส่ฐานข้อมูลแล้วแต่เรียกฐานข้อมูลขึ้นมาไม่ได้ เราก็ต้องแก้ปัญหานะคะ

128
464330:31:38,488 --> 464330:31:39,683
ว่าทำไมมันไม่ได้

129
464330:31:39,683 --> 464330:31:40,926
เหมือน

130
464330:31:40,926 --> 464330:31:44,926
ถ้าใครเคยใช้ Excel เบอร์โทรศัพท์นำหน้าของเราจะเป็นเลข 0 ใช่ไหมคะ

131
464330:31:46,933 --> 464330:31:50,933
เหมือน Excel เหมือนกันถ้าเราไม่เปลี่ยนชนิดข้อมูล

132
464330:31:52,542 --> 464330:31:52,827
เลข 0 เราจะหายไปนะคะ

133
464330:31:52,827 --> 464330:31:54,860
ทำไม

134
464330:31:54,860 --> 464330:31:58,860
อันนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่เราจะต้องกำหนด

135
464330:31:59,109 --> 464330:32:03,109
รูปแบบของข้อมูลในฐานข้อมูลของเราด้วยนะคะ

136
464330:32:03,221 --> 464330:32:06,119
ว่าให้คอลัมน์นี้

137
464330:32:06,119 --> 464330:32:10,119
เป็นเบอร์โทรศัพท์นะ

138
464330:32:11,142 --> 464330:32:15,142
ไม่ใช่จำนวนเลขจำนวนจริงใด ๆ นะคะ

139
464330:32:20,899 --> 464330:32:22,816
หลังจากนั้นพอเราทดสอบประเมินผลเป็นที่พอใจแล้ว เราก็เอาระบบที่ได้ที่มีการประสานกับฐานข้อมูลเอาไปใช้งานจริงนะคะ

140
464330:32:22,816 --> 464330:32:26,816
เอาไปใช้งานจริง

141
464330:32:30,159 --> 464330:32:30,402
ทุกระบบที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะต้องมีการบำรุงรักษาหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลใด ๆ ก็ต้องมีเหมือนกันนะคะ

142
464330:32:30,402 --> 464330:32:34,402
อันนี้ก็จะไปคล้าย ๆ กับการพัฒนาระบบนะคะ สำหรับการพัฒนาฐานข้อมูล

143
464330:32:39,722 --> 464330:32:40,343
เดี๋ยวจะอธิบายโดยละเอียด

144
464330:32:40,343 --> 464330:32:44,343
ก็คือ

145
464330:32:45,177 --> 464330:32:48,113
ศึกษาเบื้องต้นมันก็อย่างที่อาจารย์บอกตอนแรก

146
464330:32:48,113 --> 464330:32:51,258
ต้องดูว่าผู้ใช้งานต้องการอะไร

147
464330:32:51,258 --> 464330:32:52,736
ฐานข้อมูลเขาอยากได้

148
464330:32:52,736 --> 464330:32:56,736
เอาไปทำอะไร

149
464330:32:57,883 --> 464330:32:58,224
หรือมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเขาถึงต้องเอาระบบฐานข้อมูลนะคะ

150
464330:32:58,224 --> 464330:33:02,224
หรืออาจจะเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบ

151
464330:33:02,716 --> 464330:33:05,070
นะคะ

152
464330:33:05,070 --> 464330:33:09,070
ซึ่งการศึกษาเบื้องต้นนี่จะเป็นแนวทางในการออกแบบต่อไป

153
464330:33:10,267 --> 464330:33:14,267
อย่างน้อยที่เราต้องวิเคราะห์

154
464330:33:14,400 --> 464330:33:14,617
คือในองค์กรเรา

155
464330:33:14,617 --> 464330:33:18,617
ต้องการเก็บข้อมูลขนาดไหนนะคะ

156
464330:33:27,235 --> 464330:33:31,235
ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือข้อจำกัดก็คือตอนนี้ข้อมูลเขียนลงในสมุดตลอดเลยหรือเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว

157
464330:33:35,816 --> 464330:33:35,456
นะคะ

158
464330:33:28,022 --> 464330:33:32,022
มันไม่สามารถทำงานร่วมกันได้หลาย ๆ คนจุดมุ่งหมาย คือถ้าเรามีระบบฐานข้อมูลที่ดี

159
464330:33:35,025 --> 464330:33:39,025
คนทำงานช่วยกันจะได้เพิ่มขึ้น

160
464330:33:41,037 --> 464330:33:41,665
หรืออาจจะเป็นการเรียกดูข้อมูลได้สะดวกขึ้น

161
464330:33:41,665 --> 464330:33:45,665
สบายขึ้นนะคะ

162
464330:33:47,587 --> 464330:33:51,587
ขอบเขตของงานคือคนที่สามารถเข้ามาดูข้อมูลได้

163
464330:33:52,795 --> 464330:33:52,996
ใครบ้างเป็นต้น อันนี้คือการศึกษาเบื้องต้นก่อน เราก็เข้ามาเช็คนะคะ

164
464330:33:52,996 --> 464330:33:56,996
ที่เราวิเคราะห์ไว้มันครบหรือยังว่าครบแล้วนะคะ

165
464330:34:00,885 --> 464330:34:03,008
ออกแบบ

166
464330:34:03,008 --> 464330:34:06,874
นะคะ ซึ่งรายละเอียด

167
464330:34:06,874 --> 464330:34:08,718
ขั้นตอนของการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นนั่นล่ะนะคะ

168
464330:34:08,718 --> 464330:34:12,718
มาเป็นแนว

169
464330:34:14,975 --> 464330:34:17,319
ทางร้านออกแบบ 3 ระดับนะคะ ระดับแนวคิดภายในระดับภายนอก

170
464330:34:17,319 --> 464330:34:21,319
นะคะ ที่เคยเรียนไปแล้ว

171
464330:34:22,832 --> 464330:34:23,034
ต้นโดยการออกแบบเชิงแนวคิดเราจะเป็นการพัฒนาและจำลองข้อมูล

172
464330:34:23,034 --> 464330:34:27,034
ให้ถูกต้อง

173
464330:34:28,351 --> 464330:34:29,841
ต้องมีความละเอียดเข้าใจข้อมูลองค์กรเป็นอย่างดี

174
464330:34:29,841 --> 464330:34:30,535
สมมติว่า

175
464330:34:30,535 --> 464330:34:34,535
ถ้าคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ คุณก็ต้องรู้ว่าองค์กรของคุณทำอะไรนะคะ

176
464330:34:36,704 --> 464330:34:37,734
ข้อมูลมีอะไรบ้าง

177
464330:34:37,734 --> 464330:34:37,978
นะคะ

178
464330:34:37,978 --> 464330:34:41,246
อาจจะเป็น

179
464330:34:41,246 --> 464330:34:45,246
ไปฝึกงาน

180
464330:34:46,082 --> 464330:34:47,521
แล้วเขาให้ลองออกแบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการพนักงาน

181
464330:34:47,521 --> 464330:34:51,521
เราก็ต้องรู้ว่าข้อมูลพนักงาน 1 คน

182
464330:34:51,552 --> 464330:34:53,955
มีอะไรบ้าง

183
464330:34:53,955 --> 464330:34:57,955
นะคะ

184
464330:34:59,784 --> 464330:35:02,087
แน่นอนเหมือนที่อาจารย์เคยสอนมีรหัสพนักงาน รหัสบัตรประชาชนใช่ไหมคะ

185
464330:35:02,087 --> 464330:35:02,836
มีชื่อ มีนามสกุล

186
464330:35:02,836 --> 464330:35:06,494
มีที่อยู่ปัจจุบัน

187
464330:35:06,494 --> 464330:35:10,494
ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน

188
464330:35:10,668 --> 464330:35:12,719
เรียนจบอะไร มาตอนนี้ตำแหน่งอะไร เงินเดือนเท่าไร

189
464330:35:12,719 --> 464330:35:13,461
อันนี้คือข้อมูลเบื้องต้น

190
464330:35:13,461 --> 464330:35:17,461
แต่ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ ๆ เขาก็จะถามข้อมูลละเอียดมากว่าที่นั่นทำงานอะไร พ่อแม่อยู่ไหน

191
464330:35:20,479 --> 464330:35:23,083
มีลูกหรือยัง

192
464330:35:23,083 --> 464330:35:27,083
เพราะบางองค์มีสวัสดิการให้คนในครอบครัวด้วย อันนี้ก็ต้องศึกษาด้วยนะ

193
464330:35:30,415 --> 464330:35:30,690
คะ คุณไปทำงานที่ไหน

194
464330:35:30,690 --> 464330:35:32,590
เพราะแต่ละที่

195
464330:35:32,590 --> 464330:35:36,590
เขาอาจจะไม่ได้เก็บข้อมูลเหมือนกันอาจจะมีเก็บข้อมูลไม่เยอะ

196
464330:35:40,321 --> 464330:35:40,630
จะเก็บข้อมูลนิดเดียวนะคะ

197
464330:35:40,630 --> 464330:35:44,352
ในฐานข้อมูล

198
464330:35:44,352 --> 464330:35:46,589
จะเก็บรูปภาพพนักงาน

199
464330:35:46,589 --> 464330:35:49,553
รูปภาพต้องเป็นรูปภาพแบบไหน

200
464330:35:49,553 --> 464330:35:51,150
อันนี้ก็คือสิ่งที่เราต้องออกแบบนะคะ

201
464330:35:51,150 --> 464330:35:54,280
ไม่ใช่ว่า

202
464330:35:54,280 --> 464330:35:58,279
อยากทำอะไรก็ทำไม่ได้นะคะ

203
464330:35:58,279 --> 464330:35:59,135
ต้องดูความต้องการขององค์กรที่เราไปทำงานให้เขาด้วยนะคะ

204
464330:35:59,135 --> 464330:36:02,064
ตั้งแต่การออกแบบนี่

205
464330:36:02,064 --> 464330:36:06,064
เราต้องกำหนดชนิดของข้อมูลให้มันกำหนดชนิดของคอลัมน์ที่เราต้องใส่นะคะ

206
464330:36:15,627 --> 464330:36:17,446
มีความสัมพันธ์เป็นอย่างไรบ้าง ตารางพนักงานจะต้องไปเชื่อมโยงกับตารางเงินเดือนไหมนะคะ

207
464330:36:17,446 --> 464330:36:21,446
ต้องเขียนให้ถูก เพราะตำแหน่งแต่ละตำแหน่ง คนแต่ละคนเงินเดือนไม่เท่ากันนะคะ

208
464330:36:23,073 --> 464330:36:27,073
ในแต่ละตารางจะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง

209
464330:36:27,662 --> 464330:36:27,962
นะคะ

210
464330:36:27,962 --> 464330:36:31,962
ขอบเขตของข้อมูลแต่ละตารางนั้น ๆ ต้องกำหนดอย่างไร

211
464330:36:32,753 --> 464330:36:36,753
เหมือนที่อาจารย์ชอบยกตัวอย่างบ่อย ๆ เช่นรหัสบัตรประชาชนต้องเป็นเลข 13 หลักเท่านั้น

212
464330:36:39,745 --> 464330:36:41,162
อย่างนี้นะคะ

213
464330:36:41,162 --> 464330:36:45,162
หรือรหัสไปรษณีย์

214
464330:36:48,171 --> 464330:36:48,419
มันก็ควรต้องมี 5 หลักเท่านั้น ไม่ควรเกินใช่ไหม

215
464330:36:48,419 --> 464330:36:52,419
อะไรที่เรารู้อยู่แล้วว่าขอบเขตมันเป็นอย่างไร เราก็สามารถกำหนดได้นะคะ

216
464330:36:54,222 --> 464330:36:58,222
เผื่อป้องกันความผิดพลาดด้วย บางคนพิมพ์รหัสไปรษณีย์ผิดใส่ 0 เกินไปอย่างนี้

217
464330:37:02,265 --> 464330:37:06,265
มันก็ผิดข้อมูลที่ได้มาก็จะผิดพลาด

218
464330:37:06,995 --> 464330:37:08,164
ในตาราง

219
464330:37:08,164 --> 464330:37:08,737
อะไรเป็นคีย์หลัก

220
464330:37:08,737 --> 464330:37:12,737
ก็คือค่าที่ห้ามซ้ำกันน่ะคืออะไรนะคะ

221
464330:37:12,960 --> 464330:37:16,960
มีกำหนดความเป็นเอกลักษณ์

222
464330:37:17,689 --> 464330:37:17,851
ของตาราง

223
464330:37:17,851 --> 464330:37:21,851
ตารางทั่วไปหรือตารางเฉพาะ อันนี้ถ้าจำเป็นต้องมีการกำหนดนะคะ

224
464330:37:23,642 --> 464330:37:27,642
การเขียน ER diagram ก็คือการวาดรูปที่เราเคยวาด ER นะคะ วาดรูป ER

225
464330:37:30,881 --> 464330:37:34,881
หลังจากนั้นต้องมานั่งประชุมกันข่าวว่าสิ่งที่เราออกแบบสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการ

226
464330:37:37,986 --> 464330:37:40,027
ตรงกันหรือเปล่า

227
464330:37:40,027 --> 464330:37:44,027
มีตรงไหนที่ไม่เข้าใจตรงกันไหม หรือมีอะไรที่เราออกแบบขาดไปหรือเปล่า

228
464330:37:48,643 --> 464330:37:50,493
หรือมันเกินความจำเป็น

229
464330:37:50,493 --> 464330:37:51,389
ตัดออกได้ไหม

230
464330:37:51,389 --> 464330:37:52,356
นะคะ

231
464330:37:52,356 --> 464330:37:56,356
อันนี้คือสิ่งที่ต้องมาคุยกัน ไม่ใช่ว่าเราคิดเองทั้งหมด

232
464330:37:57,684 --> 464330:37:57,896
แล้วเรามาทำเลย

233
464330:37:57,896 --> 464330:38:01,896
สรุปไม่ตรงกันกับที่ผู้ใช้งานอันนี้ก็ไม่ได้แล้ว

234
464330:38:03,881 --> 464330:38:04,780
เสียเวลาเปล่านะคะ

235
464330:38:04,780 --> 464330:38:08,051
เพราะฉะนั้น

236
464330:38:08,051 --> 464330:38:09,168
ควรต้องมานั่งคุยกันตั้งแต่เริ่มต้นนะคะ

237
464330:38:09,168 --> 464330:38:13,111
อันนี้ไม่มีอะไร

238
464330:38:13,111 --> 464330:38:14,647
หลังจากนั้น

239
464330:38:14,647 --> 464330:38:18,647
พอออกแบบแล้วนี่

240
464330:38:19,276 --> 464330:38:20,609
การเลือกโปรแกรมที่ใช้ในการจัดการข้อมูลนี่ คนออกแบบ

241
464330:38:20,609 --> 464330:38:22,800
ก็ต้องไปดูด้วยว่า

242
464330:38:22,800 --> 464330:38:26,800
แต่ละโปรแกรมมันมีข้อจำกัด

243
464330:38:34,142 --> 464330:38:36,923
นะคะ

244
464330:38:36,923 --> 464330:38:40,923
ไม่ใช่ว่าฉันรู้สึกว่าฉันจำชื่อโปรแกรมนี้ได้เลือกเลย

245
464330:38:43,950 --> 464330:38:47,950
เลือกเพราะแค่จำชื่อได้มันไม่พอ

246
464330:38:59,632 --> 464330:39:03,632
ดูด้วยว่าไอ้ที่เราเรียกไปสามารถใช้งานได้ดีกับระบบเราต้องการจะใช้หรือเปล่า

247
464330:40:01,716 --> 464330:40:04,006

248
464330:40:04,006 --> 464330:40:04,354

249
464330:40:04,354 --> 464330:40:04,770

250
464330:40:04,770 --> 464330:40:05,132

251
464330:40:05,132 --> 464330:40:09,132

252
464330:40:09,629 --> 464330:40:13,629
เพราะฉะนั้น

253
464330:40:29,502 --> 464330:40:30,399
ก็ข้อมูลของเราจะเก็บข้อมูลอย่างไร

254
464330:40:30,399 --> 464330:40:30,456
จำเป็นจริง ๆ

255
464330:40:30,456 --> 464330:40:30,477
ทำไมต้องเก็บข้อมูลแบบนี้นะคะ

256
464330:40:30,477 --> 464330:40:30,511
ทำไมต้องเก็บข้อมูลแบบนี้นะคะ

257
464330:40:30,511 --> 464330:40:30,599
แล้วก็ถ้า

258
464330:40:30,599 --> 464330:40:30,771
การออกแบบทักษะว่าจะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในการเลือกใช้ฐานข้อมูล

259
464330:40:30,771 --> 464330:40:30,773
เครื่องเดียว

260
464330:40:30,773 --> 464330:40:30,836
นะคะ

261
464330:40:30,836 --> 464330:40:30,937
การกระจายข้อมูลการเก็บ

262
464330:40:30,937 --> 464330:40:30,995
กระบวนการในการเลือกที่เก็บข้อมูลข้อสำคัญ

263
464330:40:30,995 --> 464330:40:31,001
กูจะเก็บข้อมูลอย่างไรเก็บในเครื่อง Server

264
464330:40:31,001 --> 464330:40:31,020
หรือมีการสำรองไปไว้ที่อื่น

265
464330:40:31,020 --> 464330:40:31,168
อาจารย์ดูได้อย่างเดียว

266
464330:40:31,168 --> 464330:40:31,181
แล้วใครสามารถเรียกใช้งานได้บ้าง

267
464330:40:31,181 --> 464330:40:31,255
สิ่งที่

268
464330:40:31,255 --> 464330:40:31,257
เราออกแบบได้

269
464330:40:31,257 --> 464330:40:31,286
เราออกแบบได้

270
464330:40:31,286 --> 464330:40:31,379
แต่ถ้าจำเป็นก็คือสามารถเรียกใช้งานจากที่ไหนก็ได้ค่ะ

271
464330:40:31,379 --> 464330:40:31,464
ผู้ใช้งานทั่วไปก็ได้แค่ดู

272
464330:40:31,464 --> 464330:40:31,465
สามารถแก้ไขข้อมูลได้อย่างนี้นะคะ

273
464330:40:31,465 --> 464330:40:31,509
แล้วเจ้าหน้าที่ทำ

274
464330:40:31,509 --> 464330:40:31,525
ถ้าเป็นผู้ดูแลระบบหรือระดับหัวหน้างาน

275
464330:40:31,525 --> 464330:40:31,576
ถ้าเป็นผู้ดูแลระบบหรือระดับหัวหน้างาน

276
464330:40:31,576 --> 464330:40:31,915
อย่างเช่นอาจารย์นี่ก็ถามว่า

277
464330:40:31,915 --> 464330:40:32,092
ราคาที่จะไปปรับปรุงข้อมูลได้

278
464330:40:32,092 --> 464330:40:32,799
จะทำให้ไม่ได้นะคะ

279
464330:40:32,799 --> 464330:40:34,962
คนที่แก้ไขได้คืออะไร เป็นเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนว่ามันมีข้อผิดพลาดก็สามารถ

280
464330:40:34,962 --> 464330:40:38,592
อันนี้ก็เป็นตัวอย่างนะคะ

281
464330:40:38,592 --> 464330:40:42,146
หลังจากนั้น

282
464330:40:42,146 --> 464330:40:45,396
พอเราวิเคราะห์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว

283
464330:40:45,396 --> 464330:40:49,396
ดีแล้วเราก็ลงมือสร้างฐานข้อมูลนะคะ

284
464330:40:53,811 --> 464330:40:57,811
เอาโครงร่างที่ได้จากการออกแบบของเราสร้างข้อมูลสร้างฐานข้อมูลขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูลจริงนะคะ

285
464330:40:58,783 --> 464330:40:59,407
หรืออาจจะมีการแปลงข้อมูลในระบบเดิมให้เข้ากับระบบ

286
464330:40:59,407 --> 464330:41:03,407
ที่เราพัฒนาก็ได้ ในข้อมูลนี่

287
464330:41:13,485 --> 464330:41:33,305

288
464330:41:02,996 --> 464330:41:06,996
ไม่ได้เก็บในระบบจัดการฐานข้อมูลเก็บไว้ใน Excel นะคะ

289
464330:41:35,506 --> 464330:41:39,506
ถามว่าระบบจัดการฐานข้อมูล

290
464330:43:00,920 --> 464330:43:04,920
การจัดการฐานข้อมูลได้แล้วนะคะ อันนี้ก็เป็นความสามารถของระบบที่เราเลือกตั้งแต่แรก

291
464330:43:09,267 --> 464330:43:09,307
ว่าไอ้โปรแกรมที่เราใช้งานมันมีฟังก์ชันนี้ไหม

292
464330:43:09,307 --> 464330:43:09,715
ที่เราเลือกใช้หนี้

293
464330:43:09,715 --> 464330:43:09,908
มันเอานำเข้าข้อมูลจาก Excel เข้ามาไม่ได้

294
464330:43:09,908 --> 464330:43:10,015
จากนั้นนี่

295
464330:43:10,015 --> 464330:43:10,108
เป็นแบบเป็นหมื่นเป็นแสนข้อมูลแต่ว่าระบบ

296
464330:43:10,108 --> 464330:43:10,191
นะคะ

297
464330:43:10,191 --> 464330:43:10,214
นะคะ

298
464330:43:10,214 --> 464330:43:10,244
ใช้จริง

299
464330:43:10,244 --> 464330:43:10,504
ลองดูซิว่า

300
464330:43:10,504 --> 464330:43:10,514
นี้คือการติดตั้ง

301
464330:43:10,514 --> 464330:43:10,524
นี้คือการติดตั้ง

302
464330:43:10,524 --> 464330:43:10,564
มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ระบบจัดการฐานข้อมูลอะไร

303
464330:43:10,564 --> 464330:43:10,641
คำนวณพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ต้องการใช้มีขนาดมากน้อยขนาดไหน

304
464330:43:10,641 --> 464330:43:10,728
คำนวณพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ต้องการใช้มีขนาดมากน้อยขนาดไหน

305
464330:43:10,728 --> 464330:43:10,794
ภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลแบบง่าย ๆ นะคะ

306
464330:43:10,794 --> 464330:43:10,801
แล้วมันจะดีกว่าระบบเดิมอย่างไรนะคะแม่ไม่ได้ทำให้เราทำงานง่ายขึ้นนะคะ

307
464330:43:10,801 --> 464330:43:10,840
เพื่อดูสิว่า

308
464330:43:10,840 --> 464330:43:10,874
แล้วมันจะดีกว่าระบบเดิมอย่างไรนะคะ แม่ไม่ได้ทำให้เราทำงานง่ายขึ้นนะคะ

309
464330:43:10,874 --> 464330:43:10,891
เพื่อดูสิว่า

310
464330:43:10,891 --> 464330:43:10,917
เพราะเราติดตั้งเสร็จปุ๊บ

311
464330:43:10,917 --> 464330:43:11,088
วิธีการเรียกใช้ฐานข้อมูลอย่างง่ายนี่มันเป็นอย่างไรนะคะ

312
464330:43:11,088 --> 464330:43:11,093
ตารางที่อยู่ในตารางมีตารางอะไรบ้างนะคะ

313
464330:43:11,093 --> 464330:43:11,267
รอปิดเทอม

314
464330:43:11,267 --> 464330:43:11,337
มันรองรับความต้องการของเราจริง ๆ หรือเปล่า

315
464330:43:11,337 --> 464330:43:11,663
ช่วงหลังปีใหม่อาจารย์จะเริ่มพาทำ

316
464330:43:11,663 --> 464330:43:15,663
ออฟฟิศว่าต้องประเมินความสามารถของระบบที่เราเอามันมาใช้นะคะ

317
464330:43:17,196 --> 464330:43:18,722
กล้องใหม่

318
464330:43:18,722 --> 464330:43:21,094
หรือบางอย่าง

319
464330:43:21,094 --> 464330:43:25,094
มันไม่จำเป็นนี่

320
464330:43:26,907 --> 464330:43:27,235
เราอาจจะไม่จำเป็นให้ User ใช้งานก็ได้อาจจะเป็นเฉพาะผู้ดูแลระบบ

321
464330:43:27,235 --> 464330:43:31,235
ใช้งานฟังก์ชันนั้นเดียวก็พออะไรอย่างนี้นะคะ

322
464330:43:32,491 --> 464330:43:36,491
ก็การทำงานเหล่านี้

323
464330:43:36,722 --> 464330:43:37,308
จะต้องเตรียมคู่มือ

324
464330:43:37,308 --> 464330:43:40,573
เตรียมข้อมูลทดสอบไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ

325
464330:43:40,573 --> 464330:43:42,519
เหมือนเวลาถ้าสมมติว่า

326
464330:43:42,519 --> 464330:43:46,075
เราจบไปนี่

327
464330:43:46,075 --> 464330:43:47,604
เราพัฒนาโปรแกรมใด ๆ

328
464330:43:47,604 --> 464330:43:50,251
ขึ้นมาก็ตาม

329
464330:43:50,251 --> 464330:43:50,482
เราจะต้องทำคู่มือการใช้งานด้วยนะคะ

330
464330:43:50,482 --> 464330:43:54,482
ไม่อย่างนั้นคนมาใช้งานระบบเรา

331
464330:43:55,201 --> 464330:43:58,194
ไม่เข้าใจ

332
464330:43:58,194 --> 464330:43:58,359
งงว่า

333
464330:43:58,359 --> 464330:44:00,931
ทำไมคนตั้งชื่อตารางแบบนี้ล่ะ

334
464330:44:00,931 --> 464330:44:03,191
ทำไมตั้งชื่อคอลัมน์แบบนี้

335
464330:44:03,191 --> 464330:44:05,443
ไอ้ตัวนี้แปลว่าอะไร

336
464330:44:05,443 --> 464330:44:09,443
แล้วจะกดตัวไหนเพื่อบันทึกข้อมูล

337
464330:44:11,386 --> 464330:44:11,664
นะคะ

338
464330:44:11,664 --> 464330:44:15,664
หรือต้องการแก้ไขข้อมูลต้องกดตรงไหนนะคะ

339
464330:44:19,841 --> 464330:44:20,723
เราต้องเตรียมข้อมูลไว้ให้เขาด้วย เพื่อใช้ในการทดสอบ

340
464330:44:20,723 --> 464330:44:24,723
นะคะ

341
464330:44:25,444 --> 464330:44:27,688
หรืออาจจะเป็นตัวอย่างเมื่อลองพิมพ์เข้าไปในระบบดูสิว่า

342
464330:44:27,688 --> 464330:44:29,907
มันสามารถบันทึกได้ไหมนะคะ

343
464330:44:29,907 --> 464330:44:32,073
ถูกต้องหรือเปล่า

344
464330:44:32,073 --> 464330:44:32,470
กับสิ่งที่เราต้องการให้มันเป็น

345
464330:44:32,470 --> 464330:44:34,942
นะคะ

346
464330:44:34,942 --> 464330:44:35,302
ไม่ใช่ว่า

347
464330:44:35,302 --> 464330:44:39,302
อาจารย์พิมพ์ข้อมูลเข้าไปเยอะมาก สรุปเรียกดูข้อมูลไม่ได้

348
464330:44:39,464 --> 464330:44:41,936
มันก็ไม่มีประโยชน์

349
464330:44:41,936 --> 464330:44:44,915
นะคะ มันก็ต้องมีการทดสอบก่อน

350
464330:44:44,915 --> 464330:44:48,915
ทดสอบแล้วเป็นที่น่าพอใจ เราก็เอาไปติดตั้งใช้งานจริง

351
464330:44:50,664 --> 464330:44:54,664
แต่พอติดตั้งแล้ว

352
464330:44:54,824 --> 464330:44:55,308
มันต้องมีการประเมินผลเหมือนกัน

353
464330:44:55,308 --> 464330:44:59,308
ว่าพอเราติดตั้งไปใช้จริงแล้ว

354
464330:45:01,215 --> 464330:45:02,954
มันให้การทำงานที่ดี

355
464330:45:02,954 --> 464330:45:03,260
เหมือนตอนที่ทดสอบหรือเปล่า

356
464330:45:03,260 --> 464330:45:07,260
หรือพอทดสอบใช้งานได้แต่พอมาทำงานจริงข้อมูลเข้ามา

357
464330:45:08,556 --> 464330:45:12,556
ทีละหมื่นทีละแสนข้อมูล

358
464330:45:14,674 --> 464330:45:17,248
สรุประบบรับไม่ได้ไม่ทัน

359
464330:45:17,248 --> 464330:45:20,300
นะคะ

360
464330:45:20,300 --> 464330:45:24,300
ข้อความก็เจ๊ง

361
464330:45:30,954 --> 464330:45:33,946

362
464330:45:33,946 --> 464330:45:37,946
รอล่ามแป๊บนึง

363
464330:45:40,608 --> 464330:45:44,608
โอเคต่อค่ะ

364
464330:48:07,504 --> 464330:48:11,504
หลังจากนั้นนะคะ ถ้าเราทำงานไปแล้วนี่ ก็เหมือนที่บอกนะคะ ก็ต้องมีการบำรุงรักษาการปรับปรุง

365
464330:48:16,084 --> 464330:48:20,084
พอทำงานไปแล้วนี่แอดมินนะคะ หรือผู้จัดการฐานข้อมูลนี

366
464330:48:20,657 --> 464330:48:24,657
่ เขาจะต้องมีการเตรียมตัวบำรุงรักษาฐานข้อมูล

367
464330:48:27,276 --> 464330:48:27,501
ไม่ใช่ว่าใช้ไปแล้วไม่ได้กลับมาดูเลยนะคะ

368
464330:48:27,501 --> 464330:48:30,641
ป้องกันระบบได้ว่าถ้าสมมติ

369
464330:48:30,641 --> 464330:48:34,641
ว่ามีปัญหาเกิดขึ้น เรามีการสำรองข้อมูลไว้หรือเปล่า

370
464330:48:38,260 --> 464330:48:40,326
แล้วทำตารางในการสำรองข้อมูล

371
464330:48:40,326 --> 464330:48:42,040
จะทำไว้บ่อยขนาดไหน

372
464330:48:42,040 --> 464330:48:42,385
แล้วแต่ระบบนะคะ

373
464330:48:42,385 --> 464330:48:46,385
บางคนถ้าเป็นระบบที่สำคัญมาก ๆ

374
464330:48:47,015 --> 464330:48:47,497
เขาจะต้องสำรองข้อมูลทุกวัน

375
464330:48:47,497 --> 464330:48:49,501
นะคะ

376
464330:48:49,501 --> 464330:48:51,783
หรือถ้าระบบมีปัญหา

377
464330:48:51,783 --> 464330:48:55,783
นะคะ

378
464330:48:57,109 --> 464330:48:59,866
ข้อมูลที่สำรองไว้สามารถกู้คืนได้

379
464330:48:59,866 --> 464330:49:01,987
ภายในระยะเวลาเท่าไร

380
464330:49:01,987 --> 464330:49:04,144
นะคะ

381
464330:49:04,144 --> 464330:49:06,279
สมมติวันนี้

382
464330:49:06,279 --> 464330:49:08,388
อาจจะมีภัยธรรมชาติ

383
464330:49:08,388 --> 464330:49:12,388
ธนาคารแห่งหนึ่ง สำนักงานใหญ่ ภัยธรรมชาติ

384
464330:49:13,100 --> 464330:49:16,049
ถ้าสมมุติข้อมูลเขาหาย

385
464330:49:16,049 --> 464330:49:19,143
มันเป็นไปไม่ได้เลยนะคะ

386
464330:49:19,143 --> 464330:49:20,803
เงินลูกค้า

387
464330:49:20,803 --> 464330:49:21,068
ไม่รู้กี่บาท

388
464330:49:21,068 --> 464330:49:25,068
จ ะบอกว่าไม่รู้ว่าคุณมีเงินเท่าไร

389
464330:49:27,094 --> 464330:49:30,244
เพราะเมื่อคืนมีภัยธรรมชาติ

390
464330:49:30,244 --> 464330:49:30,542
ข้อมูลหายคำตอบนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นนะคะ

391
464330:49:30,542 --> 464330:49:34,542
ข้อมูลทุกอย่างจะต้องถูกเรียกนำมาใช้

392
464330:49:35,349 --> 464330:49:36,749
เร็วที่สุด

393
464330:49:36,749 --> 464330:49:38,930
เท่าที่จะเป็นไปได้

394
464330:49:38,930 --> 464330:49:42,617

395
464330:49:42,617 --> 464330:49:45,393
นะคะ อย่างเช่นองค์กรใหญ่ ๆ เขาจะมีการซ้อมเลยนะคะ

396
464330:49:45,393 --> 464330:49:48,110
ซ้อมสำรองข้อมูลแล้วคุณสามารถ

397
464330:49:48,110 --> 464330:49:48,613
คืนข้อมูลได้เร็วสุดเท่าไร

398
464330:49:48,613 --> 464330:49:50,428
บางคนซ้อม

399
464330:49:50,428 --> 464330:49:54,428
ทุก ๆ 1 เดือนเลยด้วยซ้ำ เพราะข้อมูล

400
464330:49:55,332 --> 464330:49:56,023
บางอย่างมันสำคัญมาก ๆ นะคะ

401
464330:49:56,023 --> 464330:50:00,023
รวมถึงว่าถ้าระบบเราใช้ไปนี่

402
464330:50:05,309 --> 464330:50:08,029
มันมีการเพิ่มตารางไหม หรืออาจจะมีคอลัมน์เพิ่มเติมเข้ามาสามารถทำได้หรือเปล่านะคะ

403
464330:50:08,029 --> 464330:50:10,193
สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นการบำรุงรักษา

404
464330:50:10,193 --> 464330:50:11,266
ปรับปรุงฐานข้อมูลเช่นเดียวกันนะคะ

405
464330:50:11,266 --> 464330:50:12,990
โดยที่

406
464330:50:12,990 --> 464330:50:16,990
หัวข้อที่ 2 เหมือนที่อาจารย์บอก หัวข้อที่ 3

407
464330:50:18,659 --> 464330:50:20,283
สิ เป็นการแปลงแผนภาพ

408
464330:50:20,283 --> 464330:50:22,443
ER

409
464330:50:22,443 --> 464330:50:22,808
รูปภาพที่เราเคยวาดนี่

410
464330:50:22,808 --> 464330:50:26,808
มาเป็นรีเลชันหรือเป็นตารางนี่

411
464330:50:27,317 --> 464330:50:29,502
มันเป็นอะไรที่ง่ายมาก

412
464330:50:29,502 --> 464330:50:29,870
เพราะมันจะเริ่มต้นจากชื่อตารางก่อน

413
464330:50:29,870 --> 464330:50:32,478
ก็คือชื่อ

414
464330:50:32,478 --> 464330:50:36,447
Entity ตารางใด ๆ นะคะ หรือรูปภาพใด ๆ นี่

415
464330:50:36,447 --> 464330:50:40,447
ความสามารถนำมาแปลงเป็นตารางได้ 1 ตารางทันทีนะคะ

416
464330:50:41,114 --> 464330:50:45,114
ตารางคืออะไร หัวข้อตารางเหมือนที่เราเคยทำไปแล้ว

417
464330:50:45,433 --> 464330:50:49,433
หัวข้อตารางคือจะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าอย่างนี้ใช่ไหม

418
464330:50:51,678 --> 464330:50:52,357
แล้วก็ ER จำได้นะ มันมีรูปอย่างนี้นะ

419
464330:50:52,357 --> 464330:50:55,862
แล้วก็มีวงรี วงรี วงรี แบบนี้

420
464330:50:55,862 --> 464330:50:59,862
เราเคยวาดไปแล้ว

421
464330:51:06,680 --> 464330:51:07,170
นะคะ

422
464330:50:58,192 --> 464330:51:02,192
วาดไปแล้วนะคะ ว่าไปแล้วอันนี้น่าจะจำได้ว่า ER คืออะไร ทำไมอาจารย์พูดถึงนะคะ

423
464330:51:06,338 --> 464330:51:10,331
โดย

424
464330:51:10,331 --> 464330:51:12,152
นะคะ

425
464330:51:12,152 --> 464330:51:16,152
การแปลงนะคะ จากตาราง Entity ปกติ

426
464330:51:21,252 --> 464330:51:22,503

427
464330:51:22,503 --> 464330:51:26,310
นะคะ ชื่อตารางกับ Entity คือตัวเดียวกัน

428
464330:51:26,310 --> 464330:51:29,424
ชื่อคอลัมน์ก็คือช่วยอธิบายนั่นเอง

429
464330:51:29,424 --> 464330:51:33,424
อันนี้คือ 1 ตารางนะคะ

430
464330:51:33,830 --> 464330:51:34,023
มองเป็น 1 ตาราง

431
464330:51:34,023 --> 464330:51:36,841
เช่นตัวอย่าง

432
464330:51:36,841 --> 464330:51:40,664
อันนี้ส่วนบนตรงนี้

433
464330:51:40,664 --> 464330:51:42,234
เราเคยวาดแล้วใช่ไหมคะ

434
464330:51:42,234 --> 464330:51:45,501
อะไรคือชื่อตาราง ชื่อตาราง

435
464330:51:45,501 --> 464330:51:49,501
มาจากชื่อในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าตรงนี้ แค่นั้นเอง

436
464330:51:50,128 --> 464330:51:52,775
ชื่อตรงนี้

437
464330:51:52,775 --> 464330:51:56,496
เขาบอกว่า

438
464330:51:56,496 --> 464330:51:57,565
อันนี้คือชื่อตาราง student นะ ชื่อตารางนักเรียน

439
464330:51:57,565 --> 464330:51:57,992
นะคะ

440
464330:51:57,992 --> 464330:52:01,929
แล้วในชื่อตารางนักเรียน

441
464330:52:01,929 --> 464330:52:02,099
เก็บข้อมูลอะไรบ้าง

442
464330:52:02,099 --> 464330:52:05,099
เราก็เอาข้อมูลที่อยู่ในวงรีทุกอันนนี้

443
464330:52:05,099 --> 464330:52:08,520
มาใส่

444
464330:52:08,520 --> 464330:52:09,110
เป็นคอลัมน์ตาราง

445
464330:52:09,110 --> 464330:52:10,334
แค่นั้นเอง

446
464330:52:10,334 --> 464330:52:14,334
ออกข้อสอบคือทำง่ายมาก ถ้าจำได้

447
464330:52:15,339 --> 464330:52:18,181
แต่ในตารางอย่าลืมนะคะ

448
464330:52:18,181 --> 464330:52:20,461
ในรูปมีขีดเส้นใต้

449
464330:52:20,461 --> 464330:52:23,726
ตารางก็ต้องขีดเส้นใต้

450
464330:52:23,726 --> 464330:52:27,726
พอเอาตารางมาเขียนเป็นความสัมพันธ์

451
464330:52:33,580 --> 464330:52:33,874
เราก็จะเอากรอบออก

452
464330:52:33,874 --> 464330:52:35,645
นะคะ เอากรอบออก

453
464330:52:35,645 --> 464330:52:38,333
โดยรายชื่อตาราง

454
464330:52:38,333 --> 464330:52:38,759
อยู่หน้าสุด

455
464330:52:38,759 --> 464330:52:41,632

456
464330:52:41,632 --> 464330:52:44,919
นะคะ หลังจากนั้น

457
464330:52:44,919 --> 464330:52:45,324
คอลัมน์ในตารางทั้งหมด

458
464330:52:45,324 --> 464330:52:47,550
จะอยู่ในวงเล็บ

459
464330:52:47,550 --> 464330:52:48,624
นะคะ

460
464330:52:48,624 --> 464330:52:52,624
อันไหนที่เป็นคีย์หลักที่ขีดเส้นใต้

461
464330:52:53,306 --> 464330:52:54,321
อย่าลืมขีดด้วยนะคะ

462
464330:52:54,321 --> 464330:52:57,847
อย่าลืมขีดด้วยนะ

463
464330:52:57,847 --> 464330:52:58,317
แค่นี้เอง

464
464330:52:58,317 --> 464330:53:00,097
ในการแปลงรูปภาพ

465
464330:53:00,097 --> 464330:53:02,083
ให้มาเป็นความสัมพันธ์

466
464330:53:02,083 --> 464330:53:06,083
ถ้าใครยังไม่แม่น

467
464330:53:07,977 --> 464330:53:09,768
คุณทำไปตารางก่อนก็ได้ แต่จริง ๆ แล้วดูจากรูปนี

468
464330:53:09,768 --> 464330:53:11,086
่ เราก็เอามาเขียนแบบนี้ได้เลย

469
464330:53:11,086 --> 464330:53:12,943
ง่ายมากนะคะ

470
464330:53:12,943 --> 464330:53:16,943
ซึ่งในหนังสือบางเล่ม

471
464330:53:24,076 --> 464330:53:32,616

472
464330:53:16,499 --> 464330:53:20,499
ไอ้ตัวงานออกแบบนี่เขาอาจจะเป็นรูปภาพเขาจะเขียนเป็นความสัมพันธ์แบบบรรทัดเดียวแบบนี้ความหมายเดียวกันนะคะ

473
464330:53:24,681 --> 464330:53:26,026
อยู่ที่ว่า

474
464330:53:26,026 --> 464330:53:30,026
เราจะนำเสนอในรูปแบบอะไร

475
464330:53:30,668 --> 464330:53:30,899
ตัวหนังสือแบบอย่างเดียวหรือออกมาเป็นภาพ

476
464330:53:30,899 --> 464330:53:33,217
เห็นง่าย ๆ

477
464330:53:33,217 --> 464330:53:34,674
แล้วแต่เลยนะคะ

478
464330:53:34,674 --> 464330:53:36,431
ตารางนี้ก็เหมือนกัน

479
464330:53:36,431 --> 464330:53:38,514
หลักการทำงานเดียวกันค่ะ

480
464330:53:38,514 --> 464330:53:42,514
อะไรที่อยู่ในกรอบตัวนี้ ก็คือชื่อตารางเอาไว้ข้างหน้าหลัง จากนั้นสิ่งที่อยู่ใน

481
464330:53:47,975 --> 464330:53:49,486
ก็คือเป็นรูปวงรีตัวนี้

482
464330:53:49,486 --> 464330:53:50,700
เอามาใส่ในวงเล็บ

483
464330:53:50,700 --> 464330:53:50,995
แค่นั้นเองนะคะ

484
464330:53:50,995 --> 464330:53:54,995
แต่ส่วนมากเวลาสอบนักศึกษาจะจำไม่ได้

485
464330:53:55,382 --> 464330:53:56,612
นะคะ

486
464330:53:56,612 --> 464330:53:57,036
ว่ามันทำอย่างไร

487
464330:53:57,036 --> 464330:53:59,295
อันที่มันง่ายมากนะคะ

488
464330:53:59,295 --> 464330:54:01,312
ซึ่งอาทิตย์หน้าสอบ

489
464330:54:01,312 --> 464330:54:05,312
อาทิตย์หน้าสอบนะคะ เดี๋ยวอาจารย์จะนัดอีกทีหนึ่ง

490
464330:54:06,902 --> 464330:54:10,902
น่าจะสอบถึงวันนี้ข้อสอบที่จะออกตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เลย

491
464330:54:13,445 --> 464330:54:14,447
นะคะ

492
464330:54:14,447 --> 464330:54:18,068
ซึ่งรูปนี้

493
464330:54:18,068 --> 464330:54:22,068
ข้อสอบแน่ ๆ จำให้ได้

494
464330:54:22,354 --> 464330:54:24,513
เพราะมันง่ายมาก

495
464330:54:24,513 --> 464330:54:28,513
แต่ถ้ารูปนั้นนะคะ แผนภาพนั้นนี่ มันมีส่วน

496
464330:54:37,539 --> 464330:54:41,508
ของกำลังอ่อนแอนะคะ ก็คือ weak

497
464330:54:41,508 --> 464330:54:41,920
entity สัญลักษณ์ของ weak entity คือสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 2 วง

498
464330:54:41,920 --> 464330:54:44,176
หลักการคือ

499
464330:54:44,176 --> 464330:54:48,176
ถ้ามันไปสวนของ

500
464330:54:48,197 --> 464330:54:52,197
ค่าที่มันมีความอ่อนแอนี่เราจะเอา

501
464330:54:55,292 --> 464330:54:56,447
ของอีกตารางหนึ่งที่มันมีความสัมพันธ์ด้วยมาใส่

502
464330:54:56,447 --> 464330:54:57,012

503
464330:54:57,012 --> 464330:54:59,050
นะคะ เช่นรูปนี้

504
464330:54:59,050 --> 464330:55:02,887
เห็นไหมคะ

505
464330:55:02,887 --> 464330:55:03,474
จะมีสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 2 อัน

506
464330:55:03,474 --> 464330:55:04,384

507
464330:55:04,384 --> 464330:55:08,384
นะคะ ถ้าสมมติว่าเราจะมาแปลง

508
464330:55:08,422 --> 464330:55:09,349
เป็นความสัมพันธ์

509
464330:55:09,349 --> 464330:55:12,779
อันนี้คือ

510
464330:55:12,779 --> 464330:55:13,262
ของตารางที่มีข้าอ่อนแอ

511
464330:55:13,262 --> 464330:55:14,615
หลักการคือ

512
464330:55:14,615 --> 464330:55:18,615
ไปเอาคีย์หลัก

513
464330:55:20,000 --> 464330:55:20,532
ตารางหนึ่งที่มันมีความสัมพันธ์ด้วยมาใส่

514
464330:55:20,532 --> 464330:55:20,940
นะคะ

515
464330:55:20,940 --> 464330:55:24,940
ผลลัพธ์ที่ได้จากตารางอ่อนแอตัวนี้

516
464330:55:25,126 --> 464330:55:28,330
สังเกตไหมคะว่า

517
464330:55:28,330 --> 464330:55:30,452
เอาจริง ๆ มันจะมีแค่ 2 Attribute ใช่ไหมคะ

518
464330:55:30,452 --> 464330:55:31,523
ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ปกครองนักเรียน

519
464330:55:31,523 --> 464330:55:33,584

520
464330:55:33,584 --> 464330:55:34,018
นะคะ ข้อมูลผู้ปกครองนักเรียน

521
464330:55:34,018 --> 464330:55:38,018
เราจะต้องเอาส่วนของ

522
464330:55:39,017 --> 464330:55:41,981
รหัสนักเรียนมาด้วย

523
464330:55:41,981 --> 464330:55:45,488
นะคะ

524
464330:55:45,488 --> 464330:55:48,599
เวลาเขียนก็เพิ่มนะคะ

525
464330:55:48,599 --> 464330:55:52,599
คีย์หลักของตารางที่ผ่านมาก็คือ

526
464330:55:54,437 --> 464330:55:54,720
มีรหัสนักเรียนเข้ามาเพิ่มนั่นเองอันนี้คือสำหรับตารางที่มีความอ่อนแอ

527
464330:55:54,720 --> 464330:55:58,720
พึ่งค่าของตารางอื่นนั่นเองนะคะ

528
464330:56:01,517 --> 464330:56:01,973
อันนี้ก็ไม่ยากนะคะ ถ้าจำได้นะคะ

529
464330:56:01,973 --> 464330:56:03,886
ไม่ยากเลย

530
464330:56:03,886 --> 464330:56:07,601
ต่อมา

531
464330:56:07,601 --> 464330:56:11,341
การแปลงแผนภาพ

532
464330:56:11,341 --> 464330:56:14,662
ให้เป็นความสัมพันธ์มันจะมีอยู่ 3 รูปแบบ

533
464330:56:14,662 --> 464330:56:16,152
แบบ 1 ต่อ 1 แบบกลุ่ม ต่อ กลุ่ม

534
464330:56:16,152 --> 464330:56:16,302
กับแบบกลุ่ม

535
464330:56:16,302 --> 464330:56:19,821
ต่อกลุ่ม อันนี้เรารู้อยู่แล้ว

536
464330:56:19,821 --> 464330:56:23,821
โดยการแทนความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ 1 นี่นะคะ

537
464330:56:30,859 --> 464330:56:34,133
ก็คือชื่อของ

538
464330:56:34,133 --> 464330:56:34,337
ตารางนี่เรารู้อยู่แล้วใช่ไหมคะ

539
464330:56:34,337 --> 464330:56:38,337
ก็จะมาตั้ง

540
464330:56:39,089 --> 464330:56:39,358
แล้วความสัมพันธ์ก็วาดง่าย ๆ นะคะ

541
464330:56:39,358 --> 464330:56:42,824
โดยการเพิ่มคีย์หลัก

542
464330:56:42,824 --> 464330:56:46,824
คีย์หลักก็คือตัวที่ขีดเส้นใต้นะคะ

543
464330:56:48,921 --> 464330:56:49,120
ของตารางหนึ่งที่เรามีความสัมพันธ์

544
464330:56:49,120 --> 464330:56:53,120
มาใส่ เพื่อให้มันสามารถเชื่อมโยงกันได้ อันนี้คือง่ายมากจากรูป

545
464330:56:55,766 --> 464330:56:59,766
คีย์หลักก็คือตัวขีดเส้นใต้ของนักเรียนตารางนี้ของบัณฑิตนั่นเองของบัณฑิตนะคะ

546
464330:57:07,137 --> 464330:57:10,203
จบการศึกษาก็จะมีรหัสนักศึกษา

547
464330:57:10,203 --> 464330:57:14,203
เขาทำวิทยานิพนธ์เรื่องอะไร

548
464330:57:18,087 --> 464330:57:19,864
ก็จะมีรหัสวิทยานิพนธ์โดยตารางนี้เห็นไหมคะ มันมีตารางแบบหนึ่งต่อหนึ่ง

549
464330:57:19,864 --> 464330:57:20,779
มีเลข 1

550
464330:57:20,779 --> 464330:57:24,779
แบบ 1 ต่อ 1

551
464330:57:25,775 --> 464330:57:28,523
จะต้องเอาคีย์หลักนะคะ

552
464330:57:28,523 --> 464330:57:28,890
เรื่องตารางใดตารางหนึ่งก็พอ

553
464330:57:28,890 --> 464330:57:31,076

554
464330:57:31,076 --> 464330:57:33,972
สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นคือ

555
464330:57:33,972 --> 464330:57:36,371
สมมติว่าเราจะเลือกคีย์

556
464330:57:36,371 --> 464330:57:39,662

557
464330:57:39,662 --> 464330:57:43,662
สมมติว่าอาจารย์จะเอาคีย์หลักของตารางวิทยานิพนธ์

558
464330:57:48,226 --> 464330:57:52,226
ไปใส่ในตารางนักเรียนก็ได้นะคะ ก็ได้

559
464330:57:56,485 --> 464330:57:57,002
หรือเอารหัสนักศึกษามาใส่ในตารางวิทยานิพนธ์ก็ได้อันนี้เฉพาะความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งเท่านั้นนะคะ

560
464330:57:57,002 --> 464330:58:01,002
ที่เรียกตัวใดตัวหนึ่งก็ได้

561
464330:58:02,277 --> 464330:58:02,676
ที่มีความสัมพันธ์กัน

562
464330:58:02,676 --> 464330:58:06,676
แต่ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม

563
464330:58:09,143 --> 464330:58:11,758
นะคะ หนึ่งต่อกลุ่มนะ

564
464330:58:11,758 --> 464330:58:15,758
เราจะเอาคีย์หลักก็คือ

565
464330:58:16,057 --> 464330:58:16,614
ตัวขีดเส้นใต้ที่มีความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเท่านั้น

566
464330:58:16,614 --> 464330:58:18,903
ไปใส่ในฝั่งที่

567
464330:58:18,903 --> 464330:58:22,703
มีความสัมพันธ์เป็นกลุ่ม อย่างเช่นรูปนี้

568
464330:58:22,703 --> 464330:58:26,032
รูปนี้นะ

569
464330:58:26,032 --> 464330:58:30,032
ความสัมพันธ์เป็นหนึ่งจะอยู่ฝั่งนี้อันนี้ความสัมพันธ์เป็นกลุ่ม

570
464330:58:32,169 --> 464330:58:33,353

571
464330:58:33,353 --> 464330:58:37,353
นะคะ เราจะเอาตัวขีดเส้นใต้

572
464330:58:38,669 --> 464330:58:42,669
ก็คือทีหลัง

573
464330:58:42,780 --> 464330:58:44,285
ของตารางที่มีความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเท่านั้น

574
464330:58:44,285 --> 464330:58:48,285
ไปเพิ่มลงในตารางที่มีความสัมพันธ์เป็นกลุ่ม

575
464330:58:48,465 --> 464330:58:52,036
นะคะ นั่นก็คือ

576
464330:58:52,036 --> 464330:58:56,036
เห็นไหมคะ

577
464330:58:57,496 --> 464330:58:59,415
ฝั่งนี้

578
464330:58:59,415 --> 464330:59:01,227
ความสัมพันธ์

579
464330:59:01,227 --> 464330:59:04,215
เป็นกลุ่มใช่ไหมคะ

580
464330:59:04,215 --> 464330:59:04,405
ตัวคีย์หลักคือตัวขีดเส้นใต้เขามี

581
464330:59:04,405 --> 464330:59:06,252
ตัวนี้ตัวเดียว

582
464330:59:06,252 --> 464330:59:10,252
เราก็จะเอา

583
464330:59:12,397 --> 464330:59:13,831
ของตารางอีกตารางหนึ่ง มาเพิ่มให้ซึ่งตารางนี้มีความสัมพันธ์เป็นหนึ่ง

584
464330:59:13,831 --> 464330:59:17,745
มาเพิ่มให้

585
464330:59:17,745 --> 464330:59:19,069
อันนี้คือความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่มนะคะ

586
464330:59:19,069 --> 464330:59:21,755
อันนี้ก็ยังไม่ยาก

587
464330:59:21,755 --> 464330:59:24,766
แต่ถ้า

588
464330:59:24,766 --> 464330:59:28,766
เป็นความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม

589
464330:59:35,844 --> 464330:59:39,844
นะคะ

590
464330:59:37,697 --> 464330:59:37,014

591
464330:59:28,639 --> 464330:59:32,639
โดยความสัมพันธ์นี่ บางทีมันอาจมาที่มันอาจจะมี

592
464330:59:37,741 --> 464330:59:38,005
ข้อมูลที่เกิดขึ้นของมันเอง

593
464330:59:38,005 --> 464330:59:41,654
ข้อมูลที่เกิดขึ้น

594
464330:59:41,654 --> 464330:59:45,654
ซึ่งวิธีการแก้ปัญหามันจะอยู่ตรงนี้ ตรงที่อาจารย์วงกลมสีแดง

595
464330:59:49,915 --> 464330:59:50,084
นี่ ความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม

596
464330:59:50,084 --> 464330:59:54,084
อาจจะมีข้อมูลที่เพิ่มเติมขึ้นมานะคะ

597
464330:59:56,109 --> 464330:59:57,664
ในกรณีนี้

598
464330:59:57,664 --> 464331:00:01,664
เราก็จะสร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาใหม่เลยนะคะ

599
464331:00:04,379 --> 464331:00:08,379
โดยวิธีการคือ

600
464331:00:09,015 --> 464331:00:09,320
เอาคีย์หลักของทั้ง 2 ความสัมพันธ์

601
464331:00:09,320 --> 464331:00:13,297
มาสร้างใหม่ให้กับ

602
464331:00:13,297 --> 464331:00:17,297
ความสัมพันธ์ตรงนี้นะคะ เอา 2 อันนี้มาใส่เพิ่ม

603
464331:00:17,742 --> 464331:00:21,101
ทั้งสองฝั่งเลย

604
464331:00:21,101 --> 464331:00:21,496
นะคะ

605
464331:00:21,496 --> 464331:00:25,496
เอาจาก

606
464331:00:27,517 --> 464331:00:28,391
ตารางทั้ง 2 ตารางมาเพิ่มให้ความสัมพันธ์ใหม่เลยนะคะ

607
464331:00:28,391 --> 464331:00:31,633
จะกลายเป็นแบบนี้นะคะ

608
464331:00:31,633 --> 464331:00:35,633
อันนี้คือตารางที่เกิดขึ้นใหม่สำหรับความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่มนะคะ

609
464331:00:37,500 --> 464331:00:40,761
มันจะเอาข้อมูลรหัสนักเรียน

610
464331:00:40,761 --> 464331:00:43,655
แล้วก็รหัสตารางเรียน วิชานะคะ

611
464331:00:43,655 --> 464331:00:47,655
มาเพิ่มจากทั้งสองฝั่งเลย

612
464331:00:49,740 --> 464331:00:49,964
เมื่อก่อนเราต้องได้จากฝั่งใดฝั่งหนึ่งเท่านั้น ถ้า

613
464331:00:49,964 --> 464331:00:51,511
สัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง

614
464331:00:51,511 --> 464331:00:55,176
ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่มเราจะเอาคีย์หลักมาจาก

615
464331:00:55,176 --> 464331:00:57,355
เราจะเอาคีย์หลักว่าจะ

616
464331:00:57,355 --> 464331:01:01,355
ความสัมพันธ์ที่เป็นหนึ่งต่อหนึ่งเท่านั้นแต่ถ้าเป็นกลุ่มต่อกลุ่ม

617
464331:01:01,562 --> 464331:01:05,562
เราจะเอาคีย์หลักมาจากทั้ง 2 ตารางที่มีความสัมพันธ์กัน

618
464331:01:07,190 --> 464331:01:07,400
สร้างตารางใหม่

619
464331:01:07,400 --> 464331:01:11,400
อันนี้คือจุดเด่นของแต่ละการแปลงตารางให้เป็นความสัมพันธ์นะคะ

620
464331:01:14,911 --> 464331:01:18,658
วิธีการทำเรารู้แล้ว

621
464331:01:18,658 --> 464331:01:22,658
เดี๋ยวจะให้ลองทำเอง

622
464331:01:22,748 --> 464331:01:25,425
สัก 1 ข้อ

623
464331:01:25,425 --> 464331:01:26,403
นะคะ

624
464331:01:26,403 --> 464331:01:27,722
ในห้อง

625
464331:01:27,722 --> 464331:01:31,722
เดี๋ยวอาจารย์จะเดินดู

626
464331:01:31,989 --> 464331:01:35,989
นะคะ ทำเลยทำเอง

627
464331:01:39,238 --> 464331:01:45,895
นะค

628
464331:01:32,296 --> 464331:01:36,296
ะ เอาแค่ 1 ลูกรูปนี้ก็พอ

629
464331:01:37,448 --> 464331:01:41,160
ในรูปนี้มีกี่ตาราง

630
464331:01:41,160 --> 464331:01:44,318
มี 1 ตารางสอนตาราง 3 ตาราง

631
464331:01:44,318 --> 464331:01:48,318
ซึ่งด้วยความสัมพันธ์ของรูปนี้ มีความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ

632
464331:01:49,888 --> 464331:01:52,358
่ม แบบกลุ่มต่อกลุ่ม

633
464331:01:52,358 --> 464331:01:55,584
ลองดูซิว่า

634
464331:01:55,584 --> 464331:01:58,387
จะทำได้ไหม

635
464331:01:58,387 --> 464331:02:02,387
ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจะมีอยู่ 2 ความสัมพันธ์นะ

636
464331:02:03,466 --> 464331:02:07,466
ลองดูซิว่าจากตัวอย่างที่อาจารย์ให้ เข้าใจหรือเปล่า

637
464331:02:09,441 --> 464331:02:13,441
เอาอย่างแรกเลยแปลง ER

638
464331:02:14,705 --> 464331:02:15,675
ให้เป็นตาราง

639
464331:02:15,675 --> 464331:02:16,096
ได้ก่อ

640
464331:02:16,096 --> 464331:02:20,096
น ลองดู

641
464331:02:20,658 --> 464331:02:22,594
สิ ที่อาจารย์สอน

642
464331:02:22,594 --> 464331:02:26,594

643
464331:02:31,033 --> 464331:02:34,305
ค่อยมาเชื่อมโยงความสัมพันธ์ดูแล้วกันว่าแต่ละตารางที่คุณทำออกมาได้มันเชื่อมโยงกับตารางอื่นนี่มันเป็นอย่างไรนะคะ

644
464331:02:34,305 --> 464331:02:34,555
ขั้นตอนแรกเปลี่ยนจากรูปภาพให้เป็นตาราง

645
464331:02:34,555 --> 464331:02:38,203
พอเป็นตารางได้ค่อยมาดูความสัมพันธ์นะคะ

646
464331:02:38,203 --> 464331:02:42,203
ลองทำดู

647
464331:02:47,933 --> 464331:02:48,747

648
464331:02:40,545 --> 464331:02:44,545
ทำเองนะคะ ทำเองเดี๋ยวอาจารย์จะเดินดู กระดาษมีอยู่แล้วนะ

649
464331:02:48,354 --> 464331:02:52,354
โอเคค่ะ ทำเลย

650
464331:02:52,967 --> 464331:02:56,967
ล่ามคะ

651
464331:03:13,970 --> 464331:03:14,191
วันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ เนื้อหาจะมีแค่นี้ เดี๋ยวจะให้ทำงานในห้องค่ะ

652
464331:03:14,191 --> 464331:03:18,191
วันนี้ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณล่ามด้วยนะคะ

653
464331:03:18,302 --> 464331:03:22,302
ขอบคุณมากค่ะ

654
464331:03:36,315 --> 464331:04:02,630
[สิ้นสุดการถอดความ]

655
464331:03:23,591 --> 464331:03:27,591


