﻿1
00:00:06,944 --> 00:00:10,944
(อาจารย์เกวลี) ล่ามได้ยินไหมคะ

2
00:00:36,980 --> 00:00:40,980
โอเคค่ะ อย่างนั้นเดี๋ยววันนี้นะคะ วันนี้เรียนไม่เยอะนะคะ เพราะเดี๋ยวท้าย ๆ ชั่วโมงจะให้ทำงานในห้อง

3
00:00:45,903 --> 00:00:49,903
อย่างนั้นสอนเลยนะ

4
00:00:56,471 --> 00:01:00,471
วั นนี้นะคะ หลัก ๆ จะมีอยู่ 3 เรื่องนะคะ

5
00:01:00,528 --> 00:01:02,862
ก็จะมี

6
00:01:02,862 --> 00:01:06,862
เกี่ยวกับ

7
00:01:08,067 --> 00:01:08,299
ประจักษ์การพัฒนาระบบนะคะ ตัวย่อก็คือ sdlc นะคะ

8
00:01:08,299 --> 00:01:12,299
กับเรามาประยุกต์ใช้งานฐานข้อมูล มันก็จะเป็นการพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูลก็คือ dblc

9
00:01:33,011 --> 00:01:37,332
ร

10
00:01:22,828 --> 00:01:26,828
วมถึงที่เราเรียนเมื่อหลาย ๆ สัปดาห์ก่อนนะคะ แล้วก็จะเอาลูกที่เราเคยวาดไว้นี่นะคะ

11
00:01:33,043 --> 00:01:33,507
รูป ER นะคะ

12
00:01:33,507 --> 00:01:37,507
แปลงกลับมาในรูปแบบของความสัมพันธ์ หรือว่าตารางจะเป็นในรูปแบบของตารางจะทำอย่างไร

13
00:01:44,960 --> 00:01:45,855
นะคะ เดี๋ยววันนี้เราจะมาเรียนกันแค่นี้นะคะ

14
00:01:45,855 --> 00:01:49,855
วัฏจักรการพัฒนาระบบ sdlc ภาษาอังกฤษก็คือ Life Cycle นั่นเองจะเป็นการพัฒนาระบบ

15
00:01:59,776 --> 00:02:03,776
มันจะสิ่งที่เรียกเราได้มาจาก

16
00:02:05,662 --> 00:02:05,912
ระบบสารสนเทศต่างร่วมกันอันนี้

17
00:02:05,912 --> 00:02:08,011
พื้นฐานก่อนนะคะ

18
00:02:08,011 --> 00:02:08,193
ว่า

19
00:02:08,193 --> 00:02:12,193
ทำไมเราถึงต้องมาพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูลซึ่งมันจะ

20
00:02:13,402 --> 00:02:15,253
เป็นระบบที่

21
00:02:15,253 --> 00:02:16,213
ปรับปรุงนะคะ

22
00:02:16,213 --> 00:02:17,952
มาจาก

23
00:02:17,952 --> 00:02:19,372
วัฏจักรการพัฒนาระบบ

24
00:02:19,372 --> 00:02:19,856
นั่นแหละนะคะ

25
00:02:19,856 --> 00:02:21,712
โดย

26
00:02:21,712 --> 00:02:25,385
การพัฒนาระบบนี่ เราจะมีอยู่ 5 ระยะ

27
00:02:25,385 --> 00:02:26,177

28
00:02:26,177 --> 00:02:29,824
นะคะ อันนี้คือเป็นมาตรฐาน

29
00:02:29,824 --> 00:02:30,008
สมมติเราเรียนไปนี่ แล้วเรา

30
00:02:30,008 --> 00:02:34,008
เขียนโปรแกรมขึ้นมาสักงานหนึ่งนี่ หรือเราถูกจ้างให้เขียนโปรแกรมให้

31
00:02:35,494 --> 00:02:37,930
นะคะ หรือเราต้องการ

32
00:02:37,930 --> 00:02:40,702
จะไปจ้าง

33
00:02:40,702 --> 00:02:41,166
หรือเราต้องการจะพัฒนาระบบเองก็ได้นะคะ

34
00:02:41,166 --> 00:02:43,706
ขั้นตอนมาตรฐาน

35
00:02:43,706 --> 00:02:44,929
การพัฒนาระบบ

36
00:02:44,929 --> 00:02:45,219
มีอยู่ 5 ระยะ

37
00:02:45,219 --> 00:02:49,219
ระยะแรก เราต้องวางแผนก่อนว่า

38
00:02:51,383 --> 00:02:54,320
เราจะพัฒนาระบบอะไร

39
00:02:54,320 --> 00:02:57,711
นะคะ ทำไมต้องทำ

40
00:02:57,711 --> 00:03:01,711
มันมีความจำเป็นกับการทำงานของเราไหม

41
00:03:05,350 --> 00:03:05,595
หรืออย่างไรนะคะ หลังจากนั้น มาวิเคราะห์ว่า ไอ้ที่เราวางแผนไปนี่

42
00:03:05,595 --> 00:03:09,595
มันครอบคลุมแล้วหรือยังนะคะ

43
00:03:11,566 --> 00:03:14,918
กับการทำงานที่เราต้องการ หรือผลลัพธ์ที่เราต้องการนี่

44
00:03:14,918 --> 00:03:15,406
กับที่เราวางแผนไว้นี่มันครบหรือเปล่า

45
00:03:15,406 --> 00:03:17,829
นะคะ เราก็

46
00:03:17,829 --> 00:03:21,703
มาเช็ก หลังจากนั้น พอเราวิเคราะห์

47
00:03:21,703 --> 00:03:22,175
ความถูกต้องทุกอย่างแล้วมันครบ

48
00:03:22,175 --> 00:03:26,175
ทุกรายละเอียดที่เราต้องการ

49
00:03:27,664 --> 00:03:28,143
เราก็มาออกแบบรายละเอียดของระบบ ว่าระบบนี้

50
00:03:28,143 --> 00:03:30,719
มันจะต้องมีส่วนประกอบอะไรบ้าง

51
00:03:30,719 --> 00:03:33,102
ใครสามารถ

52
00:03:33,102 --> 00:03:33,499
งานระบบนี้ได้บ้าง

53
00:03:33,499 --> 00:03:34,402

54
00:03:34,402 --> 00:03:36,058
นะคะ แต่ละคนใช้งาน

55
00:03:36,058 --> 00:03:40,058
ความการเข้าถึงข้อมูล

56
00:03:41,690 --> 00:03:44,179
นี่ มากน้อยต่างกันขนาดไหน

57
00:03:44,179 --> 00:03:47,414
นะคะ อันนี้เป็นพื้นฐานเบื้องต้น

58
00:03:47,414 --> 00:03:48,335
หรือในระบบของเรา ต้องการจะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง

59
00:03:48,335 --> 00:03:48,648
นะคะ

60
00:03:48,648 --> 00:03:50,900
ต้องมา

61
00:03:50,900 --> 00:03:53,946
กรอกรายละเอียด หรือเขียนรายละเอียดทั้งระบบ

62
00:03:53,946 --> 00:03:57,946
นะคะ มาดูว่า

63
00:03:58,753 --> 00:04:00,647
มันครบหรือยังนะคะ ส่วนนี้

64
00:04:00,647 --> 00:04:01,163
ก็จะต้องมีการตรวจสอบว่า

65
00:04:01,163 --> 00:04:05,163
สิ่งที่เราวางแผนวิเคราะห์และการออกแบบนี้

66
00:04:06,217 --> 00:04:07,813
สามารถเกิดขึ้นได้จริงไหม

67
00:04:07,813 --> 00:04:07,990
นะคะ

68
00:04:07,990 --> 00:04:11,917
หลังจากนั้น พอวิเคราะห์แล้วว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้

69
00:04:11,917 --> 00:04:15,509
เราก็ไปดำเนินการพัฒนาระบบขึ้นมา

70
00:04:15,509 --> 00:04:16,142

71
00:04:16,142 --> 00:04:18,388
นะคะ ในช่วงนี้

72
00:04:18,388 --> 00:04:18,828
ก็จะเป็นการพัฒนา

73
00:04:18,828 --> 00:04:21,281

74
00:04:21,281 --> 00:04:25,281
นะคะ แต่บางคนก็คือพัฒนาไปด้วย

75
00:04:25,340 --> 00:04:27,049
ทดสอบไปด้วย ว่าระบบนี้ใช้งานได้จริงแล้วเป็นอย่างไร

76
00:04:27,049 --> 00:04:27,214
หรือมันมีข้อผิดพลาดตรงไหน

77
00:04:27,214 --> 00:04:31,214
ก็ดำเนิน

78
00:04:32,127 --> 00:04:34,610
การแก้ไข ทั้งสร้างใหม่ไปเรื่อย ๆ แล้วก็ปรุง

79
00:04:34,610 --> 00:04:35,553
สิ่งที่ทำไปแล้ว ให้มันสมบูรณ์ที่สุด

80
00:04:35,553 --> 00:04:37,418
หลังจากนั้น

81
00:04:37,418 --> 00:04:38,251
เราก็จะได้ระบบมา

82
00:04:38,251 --> 00:04:39,576
แต่พอได้มาแล้ว

83
00:04:39,576 --> 00:04:43,576
มันก็ยังต้องมีในส่วนของการบำรุงรักษา

84
00:04:44,971 --> 00:04:48,176
นะค ะ ว่ามันยังทำงานได้ดีไหม

85
00:04:48,176 --> 00:04:49,203
มีข้อผิดพลาดในการทำงานหรือเปล่า

86
00:04:49,203 --> 00:04:49,779
อาจจะ

87
00:04:49,779 --> 00:04:53,405
ใส่ข้อมูลราคาสินค้าไป

88
00:04:53,405 --> 00:04:55,101
แต่ภาษีผิด

89
00:04:55,101 --> 00:04:59,101
ภาษีประเทศไทย คือ 7 เปอร์เซ็นต์ แต่บังเอิญว่าเราพิมพ์ผิด เราพิมพ์เป็นเลข 4

90
00:05:01,497 --> 00:05:01,981
อย่างนี้

91
00:05:01,981 --> 00:05:05,981
ผลการคำนวณมันเลยผิด อันนี้ก็ต้องไปแก้ไขนะคะ

92
00:05:06,725 --> 00:05:07,582
ในส่วนของการบำรุงรักษา

93
00:05:07,582 --> 00:05:08,389
หรือว่า

94
00:05:08,389 --> 00:05:11,805
ข้อมูลที่เราต้องการจะเพิ่ม

95
00:05:11,805 --> 00:05:14,913
อย่างเช่น

96
00:05:14,913 --> 00:05:15,784
ปกติเราเก็บแต่เบอร์โทรศัพท์มือถือ

97
00:05:15,784 --> 00:05:16,070
นะคะ

98
00:05:16,070 --> 00:05:20,070
เราอยากได้เบอร์โทรศัพท์บ้านด้วย

99
00:05:22,906 --> 00:05:23,159
ก็อยู่ในส่วนของการบำรุงรักษาค่ะ เพราะว่ามันจะเป็นการที่แก้ไขในตัวระบบ

100
00:05:23,159 --> 00:05:27,159
ปรับปรุงระบบนั่นเองนะคะ ว่าให้เพิ่มเบอร์โทรศัพท์บ้านเข้าไปด้วยอย่างนี้

101
00:05:27,885 --> 00:05:31,885
นะคะ ซึ่ง

102
00:05:32,761 --> 00:05:36,062
จากวัฏจักรการพัฒนาระบบนี่ เราเลย

103
00:05:36,062 --> 00:05:40,062
เอาเป็นตัวตั้งต้น สำหรับการพัฒนา

104
00:05:41,735 --> 00:05:44,116
ระบบจัดการฐานข้อมูล

105
00:05:44,116 --> 00:05:44,454
แต่มันจะมีบางส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมา

106
00:05:44,454 --> 00:05:46,676
นะคะ

107
00:05:46,676 --> 00:05:46,907
คือ ในส่วนของ

108
00:05:46,907 --> 00:05:50,907
การทดสอบแล้วก็ประเมินผลนะคะ

109
00:05:53,051 --> 00:05:57,051
เมื่อกี้ การพัฒนาระบบนี่ เราจะมีอยู่ 5 ขั้นตอน

110
00:05:59,716 --> 00:06:00,620
แต่ถ้าเป็นการพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูล หรือพัฒนาฐานข้อมูลนี่ เราจะมีอยู่ 6 ขั้นตอน

111
00:06:00,620 --> 00:06:04,620
นะคะ ซึ่งมันก็จะใกล้ ๆ เคียงกันล่ะ

112
00:06:04,888 --> 00:06:08,888
นะคะ โดยเริ่มต้นของการ

113
00:06:09,879 --> 00:06:10,373
สร้างฐานข้อมูลขึ้นมานี่ เราต้องมีการศึกษาเบื้องต้นก่อน ว่า

114
00:06:10,373 --> 00:06:13,325
ข้อมูลที่เราต้องการจะเก็บ

115
00:06:13,325 --> 00:06:13,757
เราจะเก็บอะไร

116
00:06:13,757 --> 00:06:16,766
เก็บไปทำไม

117
00:06:16,766 --> 00:06:17,629
เก็บมาจากไหน

118
00:06:17,629 --> 00:06:18,037

119
00:06:18,037 --> 00:06:22,037
นะคะ แล้วจะเรียกดูข้อมูลทำอย่างไรนะคะ

120
00:06:24,558 --> 00:06:26,141
อันนี้เป็นการศึกษาเบื้องต้นก่อน ว่า

121
00:06:26,141 --> 00:06:28,816
เอ๊ะ ที่เราจะทำนี่

122
00:06:28,816 --> 00:06:30,613
มันทำได้ไหม ทำได้จริงหรือเปล่า

123
00:06:30,613 --> 00:06:31,778
ข้อมูลคืออะไร

124
00:06:31,778 --> 00:06:34,086
นะคะ หลังจากนั้น

125
00:06:34,086 --> 00:06:37,483
เราก็เอาสิ่งที่เราศึกษาเบื้องต้นนี่

126
00:06:37,483 --> 00:06:37,686
มาออกแบบฐานข้อมูลเหมือนที่เราวาดไปนั่นแหละค่ะ

127
00:06:37,686 --> 00:06:41,686
ที่เราวาดรูป ER ไป ก็คือเริ่มออกแบบแล้ว ว่า เอ๊ะ

128
00:06:45,529 --> 00:06:45,809
เหมือนตัวอย่างที่อาจารย์ทุกอย่างให้ คือ ร้านหนังสือ 1

129
00:06:45,809 --> 00:06:47,554
ร้าน จะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง

130
00:06:47,554 --> 00:06:51,554
อันนี้คือเริ่มออกแบบแล้วนะคะ

131
00:06:54,458 --> 00:06:54,697
พอออกแบบได้ปุ๊บ

132
00:06:54,697 --> 00:06:57,013
ตรวจสอบข้อมูลครบทุกอย่างนะคะ

133
00:06:57,013 --> 00:07:01,013
เราก็วจะมาดำเนินการสร้างฐานข้อมูล เพื่อติดตั้งในระบบ

134
00:07:01,277 --> 00:07:03,807
ที่เรา

135
00:07:03,807 --> 00:07:04,756
มีไว้อยู่แล้ว

136
00:07:04,756 --> 00:07:08,756
นะคะ หรือถ้ายังไม่ดี

137
00:07:10,351 --> 00:07:11,410
สร้างขึ้นมานะคะ เพื่อใช้กับฐานข้อมูล

138
00:07:11,410 --> 00:07:13,214

139
00:07:13,214 --> 00:07:14,101
ที่เรากำลังจัดทำเช่นเดียวกัน

140
00:07:14,101 --> 00:07:18,101
นะคะ พอสร้างฐานข้อมูลเสร็จ

141
00:07:22,672 --> 00:07:24,361
เอาไปติดตั้งในระบบแล้ว เราก็ต้องมีการทดสอบ แล้วก็ประมวลผลว่า

142
00:07:24,361 --> 00:07:24,542
ฐานข้อมูลที่เรา

143
00:07:24,542 --> 00:07:28,542
สร้างมา

144
00:07:28,928 --> 00:07:29,734
มันใช้งานได้ดีกับระบบที่มีอยู่หรือไม่นะคะ

145
00:07:29,734 --> 00:07:31,524
ถ้ามันไม่ดี

146
00:07:31,524 --> 00:07:35,329
มันไม่ดีตรงไหน

147
00:07:35,329 --> 00:07:35,569
มีตรงไหนที่แก้ไขหรือเปล่านะคะ

148
00:07:35,569 --> 00:07:36,592
หรือ

149
00:07:36,592 --> 00:07:40,110
ไก่ใส่ฐานข้อมูลแล้ว แต่เรียกข้อมูลขึ้นมาไม่ได้

150
00:07:40,110 --> 00:07:42,238
เราก็ต้องแก้ปัญหา

151
00:07:42,238 --> 00:07:45,810
นะคะ ว่าทำไมมันไม่ได้

152
00:07:45,810 --> 00:07:47,033
เหมือน

153
00:07:47,033 --> 00:07:51,033
ถ้าใครเคยใช้ Excel เบอร์โทรศัพท์นำหน้าของเราจะเป็นเลข 0 ใช่ไหมคะ แต่เหมือน Excel เหมือนกัน ถ้าเราไม่เปลี่ยนชนิดของข้อมูล เลข 0 เราจะหายไป

154
00:07:58,119 --> 00:08:00,350
ทำไม

155
00:08:00,350 --> 00:08:03,507
อันนี้ก็เป็นข้อ

156
00:08:03,507 --> 00:08:03,723
หนึ่ง ที่เราจะต้อง

157
00:08:03,723 --> 00:08:05,399
กำหนด

158
00:08:05,399 --> 00:08:09,399
รูปแบบของข้อมูล

159
00:08:10,808 --> 00:08:11,359
ฐานข้อมูลของเราด้วยนะคะ ว่าให้คอลัมน์นี้

160
00:08:11,359 --> 00:08:14,714
เบอร์โทรศัพท์นะ

161
00:08:14,714 --> 00:08:18,714
ไม่ใช่จำนวนเลข

162
00:08:21,804 --> 00:08:25,282
จำนวนจริงใด ๆ นะคะ หลังจากนั้นพอเราทดสอบ ประเมินผลเป็นที่พอใจแล้ว เราก็เอาระบบที่ได้

163
00:08:25,282 --> 00:08:26,005
ที่มีการประสานของฐานข้อมูลนี่ เอาไปใช้งานจริง

164
00:08:26,005 --> 00:08:30,005
พอใช้งานจริง ทุกระบบที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จะต้องมีการบำรุงรักษา

165
00:08:34,099 --> 00:08:35,690
หรือปรับปรุงแก้ไขข้อมูล

166
00:08:35,690 --> 00:08:36,235
ใด ๆ ก็ตามก็ต้องมีเหมือนกัน

167
00:08:36,235 --> 00:08:40,087
นะคะ อันนี้ก็จะ

168
00:08:40,087 --> 00:08:43,357
คล้าย ๆ กับการพัฒนาระบบ

169
00:08:43,357 --> 00:08:44,504
นะคะ สำหรับการพัฒนาฐานข้อมูล

170
00:08:44,504 --> 00:08:45,591
เดี๋ยวจะ

171
00:08:45,591 --> 00:08:46,360
อธิบายโดยละเอียด

172
00:08:46,360 --> 00:08:46,905
ก็คือ

173
00:08:46,905 --> 00:08:50,784
ในการศึกษาเบื้องต้นนี่

174
00:08:50,784 --> 00:08:53,935
มันก็ อย่างที่อาจารย์บอกตอนแรก

175
00:08:53,935 --> 00:08:54,207
ก็ต้องดูว่าผู้ใช้งานต้องการอะไร

176
00:08:54,207 --> 00:08:55,970
ฐานข้อมูลเขา

177
00:08:55,970 --> 00:08:59,970
อยากได้ เอาเพื่อไปทำอะไร หรือมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น เขาถึงต้องการ

178
00:09:03,853 --> 00:09:04,931
ระบบฐานข้อมูลนะคะ

179
00:09:04,931 --> 00:09:05,770
หรืออาจจะ

180
00:09:05,770 --> 00:09:07,318
เกี่ยวกับ

181
00:09:07,318 --> 00:09:08,401
การเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบ

182
00:09:08,401 --> 00:09:08,713

183
00:09:08,713 --> 00:09:11,446
นะคะ ซึ่งการศึกษาเบื้องต้นนี่

184
00:09:11,446 --> 00:09:15,446
มันจะเป็นแนวทางในการออกแบบต่อไป

185
00:09:16,350 --> 00:09:20,051
อย่างน้อย ที่เราต้องวิเคราะห์ ก็คือ

186
00:09:20,051 --> 00:09:22,297
ในองค์กรเรา

187
00:09:22,297 --> 00:09:23,191
ต้องการเก็บข้อมูลขนาดไหน

188
00:09:23,191 --> 00:09:27,191
นะคะ ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หรือข้อจำกัด ก็คือ

189
00:09:32,196 --> 00:09:33,971
ตอนนี้ข้อมูลนี่ เขียนในสมุดตลอดเลย หรือเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว

190
00:09:33,971 --> 00:09:37,971
นะคะ

191
00:09:38,141 --> 00:09:38,697
มันไม่สามารถทำงานร่วมกันได้หลาย ๆ คน จุดมุ่งหมาย คือ

192
00:09:38,697 --> 00:09:42,697
ถ้าเรามีระบบฐานข้อมูลที่ดี คนทำงานช่วยกันจะได้เพิ่มขึ้น

193
00:09:45,822 --> 00:09:47,138
หรืออาจจะเป็นการเรียกดูข้อมูลได้

194
00:09:47,138 --> 00:09:51,138
สะดวกสบายขึ้น

195
00:09:57,829 --> 00:09:55,229
นะคะ

196
00:09:47,868 --> 00:09:51,868
ขอบเขตของงาน คือ คนที่สามารถเข้ามาดูข้อมูลได้ มีใครบ้าง เป็นต้นนะคะ  อันนี้คือการศึกษาเบื้องต้นก่อน

197
00:09:55,676 --> 00:09:58,969
แล้วก็มาเช็กดูนะคะ ว่า

198
00:09:58,969 --> 00:10:01,838
ข้อที่เราวิเคราะห์ไว้นี่

199
00:10:01,838 --> 00:10:04,665
มันครบหรือยัง ถ้าครบแล้ว

200
00:10:04,665 --> 00:10:06,698
นะคะ

201
00:10:06,698 --> 00:10:07,461
ก็มาออกแบบ

202
00:10:07,461 --> 00:10:11,461
นะคะ ซึ่งรายละเอียด

203
00:10:12,128 --> 00:10:15,691
ก็จะเอามาจากขั้นตอนของการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น

204
00:10:15,691 --> 00:10:16,631
นั่นแหละ มาเป็นแนวทางในการออกแบบ 3 ระดับนะคะ

205
00:10:16,631 --> 00:10:16,905
ระดับแนวคิด

206
00:10:16,905 --> 00:10:20,905
ระดับภายใน ระดับ

207
00:10:22,480 --> 00:10:22,626
ภายนอก ระดับตรรกะ อะไรพวกนี้ ที่เรียนแล้ว ใน

208
00:10:22,626 --> 00:10:23,810
เบื้องต้น

209
00:10:23,810 --> 00:10:27,810
การออกแบบเชิงแนวคิดนี่ เราจะเป็นการพัฒนาแบบจำลองข้อมูลให้ถูกต้อง

210
00:10:31,714 --> 00:10:34,195
ต้องมีความละเอียด

211
00:10:34,195 --> 00:10:34,513
เข้าใจข้อมูลองค์กรเป็นอย่างดี

212
00:10:34,513 --> 00:10:36,031
สมมติว่า

213
00:10:36,031 --> 00:10:40,031
ถ้าคุณเป็นโปรแกรมเมอร์ คุณก็ต้องรู้ว่าองค์กรของคุณทำอะไรนะคะ

214
00:10:42,252 --> 00:10:42,863
ข้อมูลมีอะไรบ้าง

215
00:10:42,863 --> 00:10:44,090

216
00:10:44,090 --> 00:10:48,090
นะคะ อาจจะเป็นไปฝึกงาน

217
00:10:51,146 --> 00:10:51,579
แล้วเขาให้เราออกแบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการพนักงาน

218
00:10:51,579 --> 00:10:55,579
เราก็ต้องรู้ว่า

219
00:10:56,931 --> 00:10:59,242
ข้อมูลพนักงาน 1 คน

220
00:10:59,242 --> 00:10:59,761
มีอะไรบ้าง

221
00:10:59,761 --> 00:11:02,468

222
00:11:02,468 --> 00:11:03,665
นะคะ แน่นอน เหมือนที่อาจารย์เคยสอน

223
00:11:03,665 --> 00:11:04,098
มีรหัสพนักงาน

224
00:11:04,098 --> 00:11:06,606
รหัสบัตรประชาชนใช่ไหมคะ

225
00:11:06,606 --> 00:11:08,809
มีชื่อ

226
00:11:08,809 --> 00:11:10,000
นามสกุล มีเบอร์โทรศัพท์

227
00:11:10,000 --> 00:11:10,178
มีที่อยู่ปัจจุบัน

228
00:11:10,178 --> 00:11:13,141
ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน

229
00:11:13,141 --> 00:11:15,509
เรียนจบอะไรมา

230
00:11:15,509 --> 00:11:15,746
ตอนนี้ตำแหน่งอะไร

231
00:11:15,746 --> 00:11:18,906
เงินเดือนเท่าไหร

232
00:11:18,906 --> 00:11:19,307
อันนี้คือข้อมูลเบื้องต้น

233
00:11:19,307 --> 00:11:23,307
แต่ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ ๆ

234
00:11:25,374 --> 00:11:26,346
นี่ เขาก็จะถามข้อมูลละเอียด มาก ว่าที่บ้านทำงานอะไร

235
00:11:26,346 --> 00:11:26,564
พ่อไม่อยู่ไหน

236
00:11:26,564 --> 00:11:28,364
มีลูกหรือยัง

237
00:11:28,364 --> 00:11:32,364
เพราะว่าบางองค์กรมีสวัสดิการให้คนในครอบครัวด้วย อันนี้พวกคุณก็ต้องศึกษาด้วยนะ

238
00:11:36,207 --> 00:11:38,132
ถ้าคุณไปทำงานที่ไหน

239
00:11:38,132 --> 00:11:38,370
ว่าแต่ละที่

240
00:11:38,370 --> 00:11:42,313
เขาอาจจะไม่ได้เก็บข้อมูลเหมือนกัน

241
00:11:42,313 --> 00:11:46,069
อาจจะมีเก็บข้อมูลไม่เยอะ

242
00:11:46,069 --> 00:11:46,614
หรืออาจจะเก็บข้อมูลนิดเดียวนะคะ

243
00:11:46,614 --> 00:11:49,505
ในฐานข้อมูลอาจจะเก็บรูปภาพพนักงาน

244
00:11:49,505 --> 00:11:53,505
รูปภาพต้องเป็นรูปภาพแบบไหน

245
00:11:54,740 --> 00:11:54,938
อันนี้ก็คือสิ่งที่เราต้องออกแบบ

246
00:11:54,938 --> 00:11:56,947
นะคะ

247
00:11:56,947 --> 00:12:00,225
ไม่ใช่ว่า

248
00:12:00,225 --> 00:12:00,625
อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ได้นะคะ ต้องดู

249
00:12:00,625 --> 00:12:04,060
ความต้องการขององค์กรที่เราไปทำงานให้เขาด้วย

250
00:12:04,060 --> 00:12:08,060
นะคะ ตั้งแต่การออกแบบนี

251
00:12:09,012 --> 00:12:11,518
่ เรา

252
00:12:11,518 --> 00:12:13,705
ต้องกำหนดชนิดของข้อมูลที่จะเอาเข้ามา

253
00:12:13,705 --> 00:12:14,021
ก็คือชนิดข้อมูลของคอลัมน์ของ

254
00:12:14,021 --> 00:12:18,021
เราจะใส่นะคะ มีความสัมพันธ์เป็นอย่างไรบ้าง

255
00:12:21,639 --> 00:12:24,388
ตารางพนักงานจะต้องไปเชื่อมโยงกับตารางเงินเดือนไหม นะคะ

256
00:12:24,388 --> 00:12:26,305
ต้องเขียนให้ถูก

257
00:12:26,305 --> 00:12:28,633
เพราะตำแหน่งแต่ละตำแหน่ง

258
00:12:28,633 --> 00:12:29,136
คนแต่ละคน เงินเดือนไม่เท่ากันนะคะ

259
00:12:29,136 --> 00:12:33,132
ในแต่ละตารางจะเก็บข้อมูลอะไรบ้าง

260
00:12:33,132 --> 00:12:34,687
นะคะ

261
00:12:34,687 --> 00:12:38,687
ขอบเขตของข้อมูลในตารางนั้น ๆ ต้องกำหนดอย่างไร

262
00:12:42,663 --> 00:12:44,555
เหมือนที่อาจารย์ชอบยกตัวอย่างไปบ่อย ๆ รหัสบัตรประชาชน

263
00:12:44,555 --> 00:12:45,255
ต้องเป็นเลข 13 หลักเท่านั้น

264
00:12:45,255 --> 00:12:46,735
อย่างนี้

265
00:12:46,735 --> 00:12:50,735
หรือรหัสไปรษณีย์

266
00:12:51,934 --> 00:12:53,137
มันก็ควรมีแค่ 5 หลัก เท่านั้น

267
00:12:53,137 --> 00:12:54,035
ไม่ควรเกิน

268
00:12:54,035 --> 00:12:57,557
ใช่ไหม

269
00:12:57,557 --> 00:12:57,816
อะไรที่เรารู้อยู่แล้วว่าขอบเขตมันเป็นอย่างไร

270
00:12:57,816 --> 00:13:01,816
เราก็สามารถกำหนดได้นะครับ

271
00:13:04,678 --> 00:13:05,759
เพื่อป้องกันความผิดพลาดด้วย บางคนพิมพ์รหัส

272
00:13:05,759 --> 00:13:07,462
ไปรษณีย์ผิด

273
00:13:07,462 --> 00:13:08,696
ไป 0 เกินไปอย่างนี้

274
00:13:08,696 --> 00:13:10,953
มันก็ผิด

275
00:13:10,953 --> 00:13:12,619
ข้อมูลที่ได้มาก็จะผิดพลาด

276
00:13:12,619 --> 00:13:12,960
ในตาราง

277
00:13:12,960 --> 00:13:16,960
อะไรเป็น

278
00:13:18,394 --> 00:13:20,760
คีย์หลัก ก็คือค่าที่ห้ามซ้ำกันคืออะไร

279
00:13:20,760 --> 00:13:22,611
มีการกำหนด

280
00:13:22,611 --> 00:13:23,495
ความเป็นเอกลักษณ์

281
00:13:23,495 --> 00:13:26,654
ของตาราง

282
00:13:26,654 --> 00:13:28,511
เป็นตารางทั่วไปหรือตารางเฉพาะ

283
00:13:28,511 --> 00:13:29,140
อันนี้ค่าจำเป็นต้องกำหนด

284
00:13:29,140 --> 00:13:33,140

285
00:13:35,476 --> 00:13:35,699
นะคะ มีการเขียน ER diagram ก็คือการวาดรูปที่เราวาดไปวาดรูป ER

286
00:13:35,699 --> 00:13:37,439
หลังจากนั้น

287
00:13:37,439 --> 00:13:39,522
ต้องมานั่งประชุมกันค่ะ

288
00:13:39,522 --> 00:13:41,192
ว่าสิ่งที่เราออกแบบ

289
00:13:41,192 --> 00:13:43,805
กับสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการ

290
00:13:43,805 --> 00:13:47,805
ตรงกันหรือเปล่า

291
00:13:48,685 --> 00:13:49,635
มีตรงไหนที่เข้าใจไม่ตรงกันไหม

292
00:13:49,635 --> 00:13:49,922
หรือมีอะไร

293
00:13:49,922 --> 00:13:52,218
ที่เราออกแบบขาดไปหรือเปล่า

294
00:13:52,218 --> 00:13:53,184
หรือ

295
00:13:53,184 --> 00:13:56,565
มันเกินความจำ เป็น

296
00:13:56,565 --> 00:13:57,462
ตัดออกได้ไหม

297
00:13:57,462 --> 00:13:58,040
นะคะ

298
00:13:58,040 --> 00:14:02,040
อันนี้คือสิ่งที่ต้องมาคุยกัน ไม่ใช่ว่าเราคิดเองทั้งหมด

299
00:14:03,351 --> 00:14:07,351
แล้วเราทำเลย

300
00:14:08,766 --> 00:14:10,141
สรุปไม่ตรงกันกับที่ผู้ใช้งานต้องการ อันนี้ก็ไม่ได้แล้ว

301
00:14:10,141 --> 00:14:11,484
เสียเวลาเปล่านะคะ

302
00:14:11,484 --> 00:14:11,871
เพราะฉะนั้น

303
00:14:11,871 --> 00:14:15,871
ควรจะมานั่งคุยกันแต่เริ่มต้นนะคะ

304
00:14:16,553 --> 00:14:17,676
อันนี้ไม่มีอะไร

305
00:14:17,676 --> 00:14:20,279
หลังจากนั้น

306
00:14:20,279 --> 00:14:24,279
พอออกแบบแล้วนี่

307
00:14:24,320 --> 00:14:25,137
การเลือกโปรแกรมที่จะใช้ในการจัดการข้อมูล

308
00:14:25,137 --> 00:14:26,684
นี่ คนออกแบบ

309
00:14:26,684 --> 00:14:27,816
ก็ต้องดูด้วยว่า

310
00:14:27,816 --> 00:14:29,196
แต่ละโปรแกรม

311
00:14:29,196 --> 00:14:30,580
มันมีข้อจำกัด

312
00:14:30,580 --> 00:14:31,734
นะคะ

313
00:14:31,734 --> 00:14:32,504
ไม่ใช่ว่า

314
00:14:32,504 --> 00:14:34,425
ฉันรู้สึก

315
00:14:34,425 --> 00:14:35,314
ฉันจำชื่อโปรแกรมนี้ได้

316
00:14:35,314 --> 00:14:35,675
เลือกเลย

317
00:14:35,675 --> 00:14:39,675
เลือก เพราะจำชื่อได้มันไม่พอ

318
00:14:40,271 --> 00:14:40,541
มันจะต้องดูด้วยว่า

319
00:14:40,541 --> 00:14:43,715
ไอ้ที่เราเลือกไปนี่

320
00:14:43,715 --> 00:14:46,340
มันสามารถใช้งานได้ดี

321
00:14:46,340 --> 00:14:46,710
ระบบที่เราต้องการจะใช้หรือเปล่านะคะ

322
00:14:46,710 --> 00:14:50,710
เพราะว่าถ้าเราเลือกผิด

323
00:14:51,548 --> 00:14:52,492
แล้วเราเอามาใช้งานจริง ๆ นี่

324
00:14:52,492 --> 00:14:54,069
มันไม่เวิร

325
00:14:54,069 --> 00:14:54,375
์กมันใช้งานไม่ได้นี่

326
00:14:54,375 --> 00:14:58,375
งานเราถือว่าล้มเหลวเลยนะคะ

327
00:14:58,926 --> 00:15:01,664
เพราะว่าได้เริ่มทำงานแล้ว

328
00:15:01,664 --> 00:15:03,437
ข้อมูลเริ่มเก็บแล้วแล้วให้เริ่มใหม่นี่

329
00:15:03,437 --> 00:15:04,405
เสียเวลามาก ๆ นะคะ

330
00:15:04,405 --> 00:15:05,783
เพราะฉะนั้น

331
00:15:05,783 --> 00:15:08,126

332
00:15:08,126 --> 00:15:08,924
รัดกุมตั้งแต่ออกแบบเลยดีที่สุดนะคะ

333
00:15:08,924 --> 00:15:12,924
ทั้งการออกแบบทางตรรกะ ก็จะเกี่ยวกับ

334
00:15:15,239 --> 00:15:15,626
การตัดสินใจในการเลือกใช้ฐานข้อมูลนะคะ

335
00:15:15,626 --> 00:15:19,209
ก็ข้อมูลของเรานี่

336
00:15:19,209 --> 00:15:19,502
จะเก็บข้อมูลอย่างไร

337
00:15:19,502 --> 00:15:22,307
มีการเชื่อมโยงอะไรบ้าง

338
00:15:22,307 --> 00:15:26,232
ทำไมต้องเก็บข้อมูลแบบนี้นะคะ

339
00:15:26,232 --> 00:15:29,519
แล้วก็

340
00:15:29,519 --> 00:15:29,899
ถ้าจำเป็นจริง ๆ

341
00:15:29,899 --> 00:15:33,708
กระบวนการในการ

342
00:15:33,708 --> 00:15:35,554
เลือกที่เก็บข้อมูลก็สำคัญ

343
00:15:35,554 --> 00:15:37,138
คุณจะเก็บข้อมูลอย่างไร

344
00:15:37,138 --> 00:15:37,899
เก็บในเครื่อง Server

345
00:15:37,899 --> 00:15:38,290
เครื่องเดียว

346
00:15:38,290 --> 00:15:42,290
หรือจะมีการสำรองไปไว้ที่อื่น

347
00:15:43,226 --> 00:15:45,279
มีการกระจายข้อมูลการเก็บ

348
00:15:45,279 --> 00:15:47,484
แต่ถ้าจำเป็น ก็คือสามารถ

349
00:15:47,484 --> 00:15:51,054
เรียกใช้งานจากที่ไหนก็ได้นะคะ

350
00:15:51,054 --> 00:15:54,707
แล้วใครสามารถเรียกใช้งานได้บ้างนะคะ

351
00:15:54,707 --> 00:15:56,302
ผู้ใช้งานทั่วไปอาจจะได้แค่ดู

352
00:15:56,302 --> 00:15:56,816
ถ้าเป็นผู้ดูแลระบบ

353
00:15:56,816 --> 00:15:59,290
หรือระดับหัวหน้างาน

354
00:15:59,290 --> 00:16:03,290
สามารถแก้ไขข้อมูลได้ด้วย อย่างนี้นะคะเป็นต้น

355
00:16:05,227 --> 00:16:06,094

356
00:16:06,094 --> 00:16:09,431
อย่างเช่น อาจารย์นี่ ก็สามารถดูเกรดพวกคุณทุกคนเลย

357
00:16:09,431 --> 00:16:13,431
แก้ไขเก

358
00:16:13,787 --> 00:16:15,311
รดพม่ได้นะ

359
00:16:15,311 --> 00:16:16,926
อาจารย์ดูได้อย่างเดียว

360
00:16:16,926 --> 00:16:17,869
นะคะ

361
00:16:17,869 --> 00:16:20,643
อันนี้

362
00:16:20,643 --> 00:16:22,120
ก็คือสิ่งที่

363
00:16:22,120 --> 00:16:23,976
เราออกแบบได้

364
00:16:23,976 --> 00:16:27,315
คนที่แก้ไขได้คืออะไร

365
00:16:27,315 --> 00:16:28,607
เป็นเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียน ถ้าสมมติว่า

366
00:16:28,607 --> 00:16:29,614
มันมีข้อผิดพลาด

367
00:16:29,614 --> 00:16:33,614
ก็สามารถท้วงติงได้

368
00:16:34,048 --> 00:16:37,658
แล้วเจ้าหน้าที่เท่านั้นนะคะ

369
00:16:37,658 --> 00:16:39,515
ที่จะเข้าไปปรับปรุงข้อมูลได้ อาจารย์ทำให้ไม่ได้นะคะ

370
00:16:39,515 --> 00:16:43,515
อันนี้ก็เป็นตัวอย่างนะคะ

371
00:16:44,407 --> 00:16:44,819
หลังจากนั้น

372
00:16:44,819 --> 00:16:48,819
พอเราวิเคราะห์ทุกอย่างเรียบร้อย รัดกุมดีแล้ว เราก็ลงมือ

373
00:16:51,650 --> 00:16:51,966
สร้างฐานข้อมูลนะคะ

374
00:16:51,966 --> 00:16:55,488
เอาโครงร่างที่ได้จากการออกแบบของเรานี่

375
00:16:55,488 --> 00:16:59,488
สร้างฐานข้อมูลขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูลจริง

376
00:17:00,416 --> 00:17:00,615
น

377
00:17:00,615 --> 00:17:04,615
ะคะ หรืออาจจะมีการแปลงข้อมูลในระบบเดิม

378
00:17:06,519 --> 00:17:10,169
ให้เข้ากับระบบใหม่ที่เราพัฒนาขึ้นมาก็ได้นะคะ

379
00:17:10,169 --> 00:17:11,831
ในข้อมูลเดิมนี่ อาจจะเก็บข้อมูล ไม่ได้เก็บในระบบ

380
00:17:11,831 --> 00:17:13,451
จัดการฐานข้อมูลอะไรหรอ

381
00:17:13,451 --> 00:17:14,957
เก็บไว้ใน Excel นะคะ

382
00:17:14,957 --> 00:17:18,957
แต่ถามว่าระบบจัดการฐานข้อมูลในปัจจุบันนี่ มันสามารถนำเข้าข้อมูลที่เป็น Excel

383
00:17:20,653 --> 00:17:24,158
เข้าสู่ระบบจัดการฐานข้อมูลได้แล้วนะคะ

384
00:17:24,158 --> 00:17:28,158
อันนี้ก็เป็นความสามารถของระบบที่เราเลือกตั้งแต่แรก

385
00:17:28,291 --> 00:17:32,291
ว่าไอ้โปรแกรมที่เราจะใช้งานนี่ มันมีฟังก์ชันนี้ไหม

386
00:17:34,003 --> 00:17:38,003
ถามว่าเพื่ออะไร

387
00:17:38,353 --> 00:17:38,509
เกิดมันเป็นระบบที่ส่งข้อมูลเดิมเราอยู่ที่ Excel ทั้งหมดเลย

388
00:17:38,509 --> 00:17:40,362
เป็นหมื่นเป็นแสนข้อมูล

389
00:17:40,362 --> 00:17:42,304
แต่ว่าระบบที่เราเลือกใช้

390
00:17:42,304 --> 00:17:44,734
นี่ มันเอานำเข้าข้อมูล

391
00:17:44,734 --> 00:17:47,018
จาก Excel เข้ามาไม่ได้นี่

392
00:17:47,018 --> 00:17:51,018
แล้วมันจะดีกว่าระบบเดิมอย่างไรนะคะ

393
00:17:54,163 --> 00:17:54,733
ในเมื่อมันทำให้มันไม่ได้ทำให้เราทำงานง่ายขึ้นนะคะ

394
00:17:54,733 --> 00:17:56,956
หลังจากนั้นนี่

395
00:17:56,956 --> 00:18:00,956
พอมีการพัฒนาฐานข้อมูลหรือปรับปรุงฐานข้อมูลขึ้นมาแล้วนะคะ

396
00:18:02,332 --> 00:18:06,332
มันก็จะเป็นขั้นตอนของการติดตั้งระบบนะคะ

397
00:18:06,962 --> 00:18:10,962
มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ระบบ

398
00:18:11,465 --> 00:18:11,815
จัดการฐานข้อมูลอะไรนะคะ

399
00:18:11,815 --> 00:18:15,815
มีใครเป็นผู้จัดการฐานข้อมูล หรือว่าเป็น Admin นั่นแหละ

400
00:18:16,393 --> 00:18:20,393
จำนวนพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ต้องการใช้

401
00:18:23,081 --> 00:18:26,391
มีขนาดมากน้อยมากขนาดไหน ตารางที่

402
00:18:26,391 --> 00:18:26,739
อยู่ในระบบมีกี่ตาราง มีตารางอะไรบ้างนะคะ

403
00:18:26,739 --> 00:18:29,790
อันนี้คือการติดตั้ง

404
00:18:29,790 --> 00:18:30,294
ใช้จริง

405
00:18:30,294 --> 00:18:34,294
เดี๋ยวพอเราสอบมิดเทอมเสร็จ

406
00:18:36,322 --> 00:18:37,672
นะคะ

407
00:18:37,672 --> 00:18:39,784
ช่วงหลังปีใหม่

408
00:18:39,784 --> 00:18:41,722
อาจารย์จะเริ่มพาทำ

409
00:18:41,722 --> 00:18:45,722
ภาษาที่ใช้ในการ

410
00:18:48,641 --> 00:18:49,902
จัดการฐานข้อมูลอย่างง่าย ๆ นะคะ พาทำ พิมพ์เอง

411
00:18:49,902 --> 00:18:50,274
ลองดูสิว่า

412
00:18:50,274 --> 00:18:54,274
วิธีการเรียกใช้ฐานข้อมูลอย่างง่าย ๆ มันเป็นอย่างไรนะคะ

413
00:18:54,622 --> 00:18:58,622
พอเราติดตั้งเสร็จปุ๊บ

414
00:19:03,844 --> 00:19:04,562
มันก็จะต้องมีการทดสอบหาข้อผิดพลาด

415
00:19:04,562 --> 00:19:08,293
นะคะ ทั้งหาข้อผิดพลาด ทั้งประเมินความสามารถของระบบ

416
00:19:08,293 --> 00:19:10,109
ที่เราเอามาใช้

417
00:19:10,109 --> 00:19:11,721
นะคะ

418
00:19:11,721 --> 00:19:13,332
เพื่อดูสิว่า

419
00:19:13,332 --> 00:19:17,332
มารองรับความต้องการของเราจริง ๆ หรือเปล่า

420
00:19:19,315 --> 00:19:19,965
ถูกต้องไหม ครบถ้วนดีไหมนะคะ

421
00:19:19,965 --> 00:19:23,097
ถ้ามันไม่ครบ

422
00:19:23,097 --> 00:19:23,856
เราจะทำอย่างไร

423
00:19:23,856 --> 00:19:24,059
หรือ

424
00:19:24,059 --> 00:19:26,799
บางอย่างมันไม่จำเป็นนี่

425
00:19:26,799 --> 00:19:30,799
เราอาจจะไม่จำเป็นให้ User ใช้งานก็ได้

426
00:19:36,624 --> 00:19:38,673
อาจจะเป็นเฉพาะผู้ดูแลระบบใช้งานฟังก์ชันนั้นคนเดียวก็พอ อะไรอย่างนี้นะคะ

427
00:19:38,673 --> 00:19:42,107
ก็การทำงานเหล่านี้

428
00:19:42,107 --> 00:19:42,434
จะต้องเตรียมคู่มือ

429
00:19:42,434 --> 00:19:45,542
เตรียมข้อมูลทดสอบไว้ล่วงหน้าด้วย

430
00:19:45,542 --> 00:19:46,773
นะคะ

431
00:19:46,773 --> 00:19:49,762
เวลาทอดสมมุติว่า

432
00:19:49,762 --> 00:19:50,076
เราจบไปนี่

433
00:19:50,076 --> 00:19:53,442
เราพัฒนาโปรแกรมใด ๆ ขึ้นมาก็ตาม

434
00:19:53,442 --> 00:19:57,442
เราจะต้องทำคู่มือการใช้งานด้วยนะคะ

435
00:19:57,493 --> 00:19:58,560
ไม่อย่างนั้น

436
00:19:58,560 --> 00:20:01,139
คนมาใช้งานระบบเรา

437
00:20:01,139 --> 00:20:02,401
ไม่เข้าใจ

438
00:20:02,401 --> 00:20:03,540
งง

439
00:20:03,540 --> 00:20:06,895
ว่าทำไมคุณตั้งชื่อตารางแบบนี้ล่ะ

440
00:20:06,895 --> 00:20:10,646
ทำไมตั้งชื่อคอลัมน์แบบนี้

441
00:20:10,646 --> 00:20:11,047
ไอ้ตัวนี้แปลว่าอะไร

442
00:20:11,047 --> 00:20:14,982
แล้วจะกดตัวไหน

443
00:20:14,982 --> 00:20:16,292
เพื่อบันทึกข้อมูล

444
00:20:16,292 --> 00:20:17,400
นะคะ

445
00:20:17,400 --> 00:20:21,258
หรือถ้าต้องการแก้ไขข้อมูล ต้องกดตรงไหน

446
00:20:21,258 --> 00:20:21,565
นะคะ

447
00:20:21,565 --> 00:20:22,945
เราต้องเตรียม

448
00:20:22,945 --> 00:20:26,945
ข้อมูลไว้ให้เขาด้วย เพื่อใช้ในการทดสอบนะคะ

449
00:20:27,077 --> 00:20:31,077
หรืออาจจะเป็นตัวอย่างข้อมูล เพื่อ

450
00:20:33,066 --> 00:20:33,342
ลองพิมพ์เข้าไปในระบบดูสิ ว่ามันสามารถบันทึกได้ไหม

451
00:20:33,342 --> 00:20:34,920
นะคะ

452
00:20:34,920 --> 00:20:38,920
ถูกต้องหรือเปล่า กับสิ่งที่เราต้องการให้มันเป็น

453
00:20:39,073 --> 00:20:43,073
ไม่ใช่ว่าอาจารย์พิมพ์ข้อมูลเข้าไปเยอะมาก

454
00:20:44,841 --> 00:20:47,475
สรุป เรียกดูข้อมูลไม่ได้

455
00:20:47,475 --> 00:20:48,052
มันก็ไม่มีประโยชน์นะคะ

456
00:20:48,052 --> 00:20:50,854
มันก็ต้องมีการทดสอบก่อน

457
00:20:50,854 --> 00:20:54,854
พอทดสอบแล้วเป็นที่น่าพอใจ

458
00:20:56,438 --> 00:20:56,983
เราก็เอาไปติดตั้งใช้งานจริง

459
00:20:56,983 --> 00:21:00,983
แต่พอติดตั้งแล้ว มันก็ยังต้องมีการประเมินผลเหมือนกันนะคะ ว่า

460
00:21:01,620 --> 00:21:05,202
พอเราติดตั้งไปใช้จริงแล้ว

461
00:21:05,202 --> 00:21:09,202
มันให้การทำงานที่ดี เหมือนตอนที่ทดสอบหรือเปล่า

462
00:21:09,378 --> 00:21:13,378
หรือพอตอนทดสอบใช้งานได้ แต่พอไปทำงานจริง

463
00:21:14,570 --> 00:21:15,138
ข้อมูลเข้ามาทีละ

464
00:21:15,138 --> 00:21:18,169
หมื่นละแสนข้อมูลต่อวัน

465
00:21:18,169 --> 00:21:21,797
สรุป ระบบรับไม่ได้ ไม่ทัน

466
00:21:21,797 --> 00:21:25,797
นะคะ

467
00:21:27,448 --> 00:21:31,448
ถอดความก็เจ๊ง

468
00:21:37,950 --> 00:21:41,950
รอล่ามแป๊บหนึ่ง

469
00:21:50,985 --> 00:21:54,985
โอเคต่อค่ะ

470
00:22:32,247 --> 00:22:34,772
หลังจากนั้นนะคะ ถ้าเราทำงานไปแล้วนี่ ก็เหมือนที่บอก

471
00:22:34,772 --> 00:22:38,772
นะคะ ก็ต้องมีการบำรุงรักษา การปรับปรุง

472
00:22:44,997 --> 00:22:45,872
พอทำงานไปแล้วนี่

473
00:22:35,456 --> 00:22:39,456
แอดมินนะคะ หรือว่าผู้จัดการฐานข้อมูลหนี้เขาจะต้องมีการเตรียมตัวฐานข้อมูลไม่ใช่ว่าใช้ไปแล้วก็ไม่ได้กลับมาดูเลย

474
00:22:46,841 --> 00:22:49,901
ทั้งต้อง

475
00:22:49,901 --> 00:22:51,749
ป้องกันระบบด้วยว่า

476
00:22:51,749 --> 00:22:52,456
ถ้าสมมติว่ามีปัญหาเกิดขึ้น

477
00:22:52,456 --> 00:22:55,089
เรามีการสำรองข้อมูลไว้หรือเปล่า

478
00:22:55,089 --> 00:22:59,089
แล้วตารางในการสำรองข้อมูลนี่

479
00:22:59,565 --> 00:23:02,321
จัดทำไว้บ่อยขนาดไหน

480
00:23:02,321 --> 00:23:06,321
แล้วแต่ระบบนะคะ

481
00:23:07,057 --> 00:23:10,769
บางคนถ้าเป็นระบบที่สำคัญมาก ๆ เขาจะต้องสำรองข้อมูลทุกวัน

482
00:23:10,769 --> 00:23:11,803
หรือถ้าระบบมีปัญหา

483
00:23:11,803 --> 00:23:12,602
นะคะ

484
00:23:12,602 --> 00:23:16,602
ข้อมูลที่สำรองไว้สามารถกู้คืนได้

485
00:23:17,418 --> 00:23:21,418
ภายในระยะเวลาเท่าไร

486
00:23:21,668 --> 00:23:25,531
นะคะ

487
00:23:25,531 --> 00:23:25,830
เหมือนว่าสมมติวันนี้อาจจะมี

488
00:23:25,830 --> 00:23:28,844
ภัยธรรมชาติ

489
00:23:28,844 --> 00:23:32,685
นะคะ เป็นธนาคารแห่งหนึ่ง สำนักงานใหญ่

490
00:23:32,685 --> 00:23:35,124
ภัยธรรมชาติ

491
00:23:35,124 --> 00:23:35,915
ถ้าสมมติว่าข้อมูลเขาหาย

492
00:23:35,915 --> 00:23:39,915
มันเป็นไปไม่ได้เลยนะคะ เงินลูกค้า

493
00:23:40,684 --> 00:23:44,684
ไม่รู้จะกี่บาท

494
00:23:50,792 --> 00:23:52,802
จ

495
00:23:41,599 --> 00:23:45,599
ะบอกว่าไม่รู้ค่ะ ว่าคุณมีเงินเท่าไร เพราะเมื่อคืนมีภัยธรรมชาติ ข้อมูลหาย คำตอบนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นนะคะ

496
00:23:52,478 --> 00:23:53,390
ข้อมูลทุกอย่าง

497
00:23:53,390 --> 00:23:54,345
จะต้องเกิด

498
00:23:54,345 --> 00:23:58,345
ขึ้นมาใช้

499
00:24:08,654 --> 00:24:12,654
อันนี้อย่างเช่นองค์กรใหญ่ ๆ เขาจะมีการซ้อมเลยนะคะ ซ้อมสำรองข้อมูลแล้วคุณสามารถกู้คืนข้อมูลคืนมาได้เร็วที่สุดเท่าไ

500
00:24:12,984 --> 00:24:13,476
ร บางคนซ้อมทุก ๆ 1 เดือนเลยด้วยซ้ำ

501
00:24:13,476 --> 00:24:16,793
ข้อมูลบางอย่างมันสำคัญมาก ๆ

502
00:24:16,793 --> 00:24:20,793
ถึงว่าถ้าระบบเราใช้ไปนี่

503
00:24:27,889 --> 00:24:28,878
มันมีแต่รังไหมหรืออาจจะมีคอลัมน์เพิ่มเติมที่เพิ่มเข้ามาสามารถทำได้หรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นการ

504
00:24:28,878 --> 00:24:30,979
ร

505
00:24:30,979 --> 00:24:31,778
ักษา ปรับปรุงฐานข้อมูลเช่นเดียวกัน

506
00:24:31,778 --> 00:24:35,778
โดยที่หัวข้อที่ 2 หัวข้อที่ หัวข้อที่ 3

507
00:24:36,426 --> 00:24:39,499
สิ เป็นการแปลงแผนภาพ

508
00:24:39,499 --> 00:24:41,571

509
00:24:41,571 --> 00:24:45,571
ER รูปภาพที่เราเคยวาดนี่

510
00:24:45,652 --> 00:24:47,183
ให้มาเป็นรีเลชั่นหรือว่าให้มาเป็นตารางนี่

511
00:24:47,183 --> 00:24:47,429
มันเป็นอะไรที่ง่ายมาก

512
00:24:47,429 --> 00:24:51,429
เพราะมันจะเริ่มจากชื่อตารางก่อนก็คือชื่อ

513
00:24:51,580 --> 00:24:55,580
Entity นะคะ โดยตารางใด ๆ นะคะ หรือรูปภาพใด ๆ

514
00:25:00,518 --> 00:25:04,518
มันสามารถเอามาแปลงเป็นตารางได้ 1 ตารางทันทีนะคะ

515
00:25:04,678 --> 00:25:08,168
ตารางคืออะไร หัวข้อตารางเหมือนที่เราเคยทำไปแล้ว

516
00:25:08,168 --> 00:25:11,693
หัวข้อตาราง คือ จะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบนี้ใช่ไหม

517
00:25:11,693 --> 00:25:11,979
แล้วก็ ER จำได้นะมันเป็นรูปแบบนี้นะ

518
00:25:11,979 --> 00:25:15,551
แล้วก็มีวงรี วงรี วงรีแบบนี้

519
00:25:15,551 --> 00:25:19,292
เราเคยวาดไปแล้ว

520
00:25:19,292 --> 00:25:21,578
นะคะ วาดไปแล้วนะคะ วาดไปแล้ว

521
00:25:21,578 --> 00:25:25,578
ว่า เอ๊ะ อันนี้น่าจะจำได้ว่า er คืออะไร ทำไมอาจารย์พูดถึง

522
00:25:27,704 --> 00:25:31,704
โดยนะคะ

523
00:25:34,114 --> 00:25:38,114
การแปลงนะคะ จากตารางเอนทิตีปกตินะคะ

524
00:25:42,093 --> 00:25:46,093
ชื่อตารางกับชื่อเอนทิตี คือ ตัวเดียวกัน ชื่อคอลัมน์ ก็คือชื่อแอตทริบิวต์นั่นเอง

525
00:25:52,782 --> 00:25:54,006
โดยอันนี้คือ 1 ตาราง มองเป็น 1 ตาราง

526
00:25:54,006 --> 00:25:56,652
เช่น ตัวอย่าง

527
00:25:56,652 --> 00:26:00,652
อันนี้ส่วนบนตรงนี้ เราเคยวาดไปแล้วใช่ไหมคะ

528
00:26:05,933 --> 00:26:09,243
อะไรคือชื่อตาราง ชื่อตารางมาจาก

529
00:26:09,243 --> 00:26:10,329
ชื่อในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าตัวนี้ แค่นั้นเอง

530
00:26:10,329 --> 00:26:12,233
คุณก็เอาชื่อตรงนี้

531
00:26:12,233 --> 00:26:16,233
เขาบอกว่าเป็นชื่อตาราง student นะ ชื่อตารางนักเรียนนะ

532
00:26:17,225 --> 00:26:21,225
นะคะ แล้วในตารางนักเรียนเก็บข้อมูลอะไรบ้าง

533
00:26:28,152 --> 00:26:29,474
เราก็เอาข้อมูลที่อยู่ในวงรีทุกอันนี้ค่ะ มาใส่เป็นคอลัมน์ตาราง

534
00:26:29,474 --> 00:26:33,474
แค่นั้นเอง

535
00:26:33,872 --> 00:26:34,884
ออกข้อสอบ คือ ทำง่ายมาก ถ้าจำได้

536
00:26:34,884 --> 00:26:38,884
แต่ในตาราง อย่าลืมนะคะ

537
00:26:40,132 --> 00:26:40,726
ในรูปมีขีดเส้นใต้

538
00:26:40,726 --> 00:26:44,726
ตารางก็ต้องขีดเส้นใต้

539
00:26:45,239 --> 00:26:49,239
พอเอาตารางมาเขียนเป็นความสัมพันธ์

540
00:26:54,043 --> 00:26:55,293
เราก็จะเอากรอบออกนะคะ เอากรอบออก

541
00:26:55,293 --> 00:26:59,171
โดยชื่อตารางจะอยู่หน้าสุด

542
00:26:59,171 --> 00:27:02,551
นะคะ

543
00:27:02,551 --> 00:27:06,080
หลังจากนั้น

544
00:27:06,080 --> 00:27:06,761
คอลัมน์ในตารางทั้งหมดจะอยู่ในวงเล็บ

545
00:27:06,761 --> 00:27:10,761
นะคะ

546
00:27:13,010 --> 00:27:16,401
อันไหนที่เป็นคีย์หลักที่ขีดเส้นใต้ อย่าลืมขี่ด้วยนะคะ

547
00:27:16,401 --> 00:27:17,305
อย่าลืมขีดด้วยนะ

548
00:27:17,305 --> 00:27:21,305
แค่นี้เอง ในการแปลงรูปภาพให้มันเป็นความสัมพันธ์ ถ้าใครยังไม่แม่น

549
00:27:31,614 --> 00:27:35,355
คุณทำเป็นตารางก่อนก็ได้ แต่ความจริงแล้วดูจากรูปนี่ เราก็เอามาเขียนแบบนี้ได้เลย ง่ายมากนะคะ

550
00:27:35,355 --> 00:27:36,620
ซึ่งในหนังสือบางเล่ม

551
00:27:36,620 --> 00:27:40,620
ไอ้ตัวงานออกแบบนี่ เขาอาจจะเป็นรูปภาพเขา อาจจะเขียนเป็นความสัมพันธ์แค่บรรทัดเดียวแบบนี้ ความหมายเดียวกันนะคะ

552
00:27:47,273 --> 00:27:47,670
อยู่ที่ว่าเขาจะอยากนำเสนอใน

553
00:27:47,670 --> 00:27:51,153
รูปแบบอะไร

554
00:27:51,153 --> 00:27:52,905
หรือว่าออกมาเป็นภาพให้เห็นง่าย ๆ

555
00:27:52,905 --> 00:27:54,103
แล้วแต่เลยนะคะ

556
00:27:54,103 --> 00:27:57,855
ตารางนี้ก็เหมือนกัน

557
00:27:57,855 --> 00:27:59,059
หลักการทำงานเดียวกันค่ะ

558
00:27:59,059 --> 00:28:03,059
อะไรที่อยู่ในกรอบตัวนี้ ก็คือชื่อตาราง เอาไว้ข้างหน้า

559
00:28:09,757 --> 00:28:11,231
หลังจากนั้นสิ่งที่อยู่ใน Attribute ก็คือเป็นรูปวงรีตัวนี้ก็มาใส่ในวงเล็บแค่นั้นเอง

560
00:28:11,231 --> 00:28:14,360
ส่วนมากเวลาสอบนักศึกษาจะจำไม่ได้

561
00:28:14,360 --> 00:28:18,360
นะคะ ว่ามาทำอย่างไร

562
00:28:18,438 --> 00:28:18,633
ที่มันง่ายมาก

563
00:28:18,633 --> 00:28:21,827
ซึ่งอาทิตย์หน้าสอบ

564
00:28:21,827 --> 00:28:25,827
อาทิตย์หน้าสอบนะคะ เดี๋ยวอาจารย์จะนัดอีกที

565
00:28:27,484 --> 00:28:31,484
ว่าสอบน่าจะสอบถึงวันนี้นะคะ ข้อสอบที่จะออกตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เลย

566
00:28:32,933 --> 00:28:36,933
นะคะ

567
00:28:37,805 --> 00:28:38,261
ซึ่งรูปนี่

568
00:28:38,261 --> 00:28:42,169
ออกสอบแน่ ๆ จำให้ได้

569
00:28:42,169 --> 00:28:43,921
นะคะ เพราะมันง่ายมาก

570
00:28:43,921 --> 00:28:47,921
แต่ถ้ารูปนั้นนะคะ แผนภาพนั้นนี่ มันมีส่วนของตารางอ่อนแอ

571
00:28:54,510 --> 00:28:58,343
นะคะ ก็คือ Weak Entity

572
00:28:58,343 --> 00:29:02,343

573
00:29:02,645 --> 00:29:02,898
สัญลักษณ์ของ Weak Entity  ก็คือเป็นสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 2 วง

574
00:29:02,898 --> 00:29:06,898
หลักการคือถ้า

575
00:29:10,765 --> 00:29:14,765
มันเป็นส่วนของค่าความอ่อนแอนี่เราจะเอา

576
00:29:15,045 --> 00:29:15,485
ที่หลักความสัมพันธ์หนึ่งที่มีความสัมพันธ์ด้วยนะใส

577
00:29:15,485 --> 00:29:17,519
นะคะ

578
00:29:17,519 --> 00:29:19,324
เช่น รูปนี้

579
00:29:19,324 --> 00:29:23,324
เห็นไหมคะ ว่ามันจะมีสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 2 อันข้างล่าง

580
00:29:24,115 --> 00:29:26,128
ถ้าสมมุติว่า

581
00:29:26,128 --> 00:29:30,128
เราจะมาแปลงเป็นความสัมพันธ์

582
00:29:32,442 --> 00:29:34,058
อันนี้คือคีย์หลักของตารางที่มีค่าอ่อนแอ

583
00:29:34,058 --> 00:29:36,879
หลักการ คือ

584
00:29:36,879 --> 00:29:39,472
ให้เอาคีย์หลักของอ

585
00:29:39,472 --> 00:29:40,012
ีกตารางหนึ่ง ที่มันมีความสัมพันธ์ด้วย มาใส่

586
00:29:40,012 --> 00:29:40,759
นะคะ

587
00:29:40,759 --> 00:29:44,759
ผลลัพธ์ที่ได้จากตารางอ่อนแอตอนนี้ สังเกตไหมว่าจริง ๆ แล้วมันจะมีแค่ 2 SCB

588
00:29:49,765 --> 00:29:50,587
ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ปกครองนักเรียน

589
00:29:50,587 --> 00:29:52,710
นะคะ

590
00:29:52,710 --> 00:29:53,058
ข้อมูลผู้ปกครองนักเรียน

591
00:29:53,058 --> 00:29:57,058
ถ้าเรามาแปลงเป็นความเป็นตาราง

592
00:29:57,666 --> 00:29:58,476
เราจะต้องเอาส่วนของ

593
00:29:58,476 --> 00:30:01,166
รหัสนักเรียนมาด้วย

594
00:30:01,166 --> 00:30:05,166
เวลาเขียน ก็เพิ่มนะคะ

595
00:30:05,707 --> 00:30:09,707
คีย์หลักของตารางที่ผ่านมา ก็คือมีรหัสนักเรียนเข้ามาเพิ่มแค่นั้นเอง

596
00:30:11,726 --> 00:30:15,138
อันนี้คือสำหรับตารางที่มีความอ่อนแอ

597
00:30:15,138 --> 00:30:19,138
ก็คือการต้องไปพึ่งค่าตารางอื่นนั่นเอง

598
00:30:19,694 --> 00:30:21,356
นะคะ อันนี้ก็ไม่ยาก

599
00:30:21,356 --> 00:30:22,304
จำได้นะคะ

600
00:30:22,304 --> 00:30:24,671
อยากเลย

601
00:30:24,671 --> 00:30:28,671
ต่อมาการแปลแผนภาพ

602
00:30:29,444 --> 00:30:33,444
ไม่เป็นความสัมพันธ์

603
00:30:33,734 --> 00:30:35,406
มันจะมีอยู่ 3 รูปแบบนะคะ แบบหนึ่งต่อหนึ่ง แบบหนึ่งต่อกลุ่ม

604
00:30:35,406 --> 00:30:37,029
กับแบบกลุ่มต่อกลุ่ม

605
00:30:37,029 --> 00:30:39,013
อันนี้เขาเรารู้อยู่แล้ว อันนี้เราเคยเรียนมาแล้ว

606
00:30:39,013 --> 00:30:43,013
โดย

607
00:30:46,993 --> 00:30:49,458
การแทนความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งนี่นะคะ

608
00:30:49,458 --> 00:30:50,585
ก็คือชื่อของ

609
00:30:50,585 --> 00:30:54,585
ตารางนี่ เรารู้อยู่แล้วใช่ไหมคะ

610
00:30:55,704 --> 00:30:56,046
ก็จะมาตั้ง แล้วความสัมพันธ์ก็

611
00:30:56,046 --> 00:30:59,657
วาดง่าย ๆ นะคะ

612
00:30:59,657 --> 00:31:00,683
โดยการเพิ่ม

613
00:31:00,683 --> 00:31:01,817

614
00:31:01,817 --> 00:31:04,859
คีย์หลัก คีย์หลัก ก็คือตัวที่มันขีดเส้นใต้นะคะ

615
00:31:04,859 --> 00:31:08,859
ของอีกตารางหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กันมาใส่

616
00:31:10,550 --> 00:31:11,953
เพื่อให้มันสามารถเชื่อมโยงกันได้

617
00:31:11,953 --> 00:31:13,048
อันนี้คือง่ายมาก

618
00:31:13,048 --> 00:31:13,323
จากรูปนะคะ

619
00:31:13,323 --> 00:31:17,323
คีย์หลัก

620
00:31:19,395 --> 00:31:20,654
ก็คือตัวขีดเส้นใต้ของนักเรียน ตารางนี้

621
00:31:20,654 --> 00:31:21,884
นะคะ ของ

622
00:31:21,884 --> 00:31:24,468
บัณฑิตเพลงบัณฑิต

623
00:31:24,468 --> 00:31:25,476
ที่จบการศึกษาก็จะมีรหัส

624
00:31:25,476 --> 00:31:25,922
นักศึกษา

625
00:31:25,922 --> 00:31:29,568
เขาทำวิทยานิพนธ์เรื่องอะไร

626
00:31:29,568 --> 00:31:33,568
นะคะ

627
00:31:33,780 --> 00:31:34,246
ก็จะมีรหัสวิทยานิพนธ์โดยตารางนี้นะคะ

628
00:31:34,246 --> 00:31:37,117
มันมีความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง

629
00:31:37,117 --> 00:31:38,781
มีเลข 1 กำกับ

630
00:31:38,781 --> 00:31:42,700
ถ้าแบบหนึ่งต่อหนึ่ง

631
00:31:42,700 --> 00:31:44,183
จะต้อง

632
00:31:44,183 --> 00:31:44,565
เอาคีย์หลักนะคะ

633
00:31:44,565 --> 00:31:48,565
เลือกตารางใดทางหนึ่งก็พอนะคะ

634
00:31:48,725 --> 00:31:49,434
มาใส่

635
00:31:49,434 --> 00:31:53,326
สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็ คือ สมมุติว่า

636
00:31:53,326 --> 00:31:54,033
เราจะ

637
00:31:54,033 --> 00:31:54,455
เลือก

638
00:31:54,455 --> 00:31:57,149
คีย์นะคะ

639
00:31:57,149 --> 00:31:58,517
อย่างตัวนี้

640
00:31:58,517 --> 00:32:02,517
สมมติอาจารย์จะเอาคีย์หลักของตารางวิทยานิพนธ์ ไปใส่

641
00:32:05,113 --> 00:32:05,276
ให้กับตารางนักเรียนก็ได้

642
00:32:05,276 --> 00:32:06,319
นะคะ

643
00:32:06,319 --> 00:32:10,156
ก็ได้ หรือเอารหัสนักศึกษา

644
00:32:10,156 --> 00:32:14,156

645
00:32:15,927 --> 00:32:16,067
มาใส่ในตารางวิทยานิพนธ์ก็ได้ อันนี้เฉพาะความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งเท่านั้นนะคะ

646
00:32:16,067 --> 00:32:18,633
ที่เลือกตัวใดตัวหนึ่งก็ได้นะคะ

647
00:32:18,633 --> 00:32:20,313
ที่มีความสัมพันธ์กัน

648
00:32:20,313 --> 00:32:22,210
แต่ถ้า

649
00:32:22,210 --> 00:32:25,648
เป็นความสัม

650
00:32:25,648 --> 00:32:26,515
พันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม

651
00:32:26,515 --> 00:32:30,515
นะคะ

652
00:32:31,243 --> 00:32:31,491
หนึ่งต่อกลุ่มนะคะ เราจะเอาคีย์หลัก ก็คือตัวขีดเส้นใต้

653
00:32:31,491 --> 00:32:35,491
จากฝั่งที่มีความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเท่านั้น

654
00:32:36,076 --> 00:32:38,175
ไปใส่ในฝั่งที่

655
00:32:38,175 --> 00:32:41,768
มีความสัมพันธ์เป็นกลุ่ม

656
00:32:41,768 --> 00:32:42,034
อย่างเช่น รูปนี้นะคะ

657
00:32:42,034 --> 00:32:46,034
รูปนี้นะ

658
00:32:47,749 --> 00:32:49,664
ความสัมพันธ์เป็นหนึ่ง จะอยู่ฝั่งนี้นะคะ

659
00:32:49,664 --> 00:32:50,940
อันนี้ ความสัมพันธ์เป็นกลุ่ม

660
00:32:50,940 --> 00:32:51,281
แทนด้วยตัว M

661
00:32:51,281 --> 00:32:53,280
นะคะ

662
00:32:53,280 --> 00:32:57,280
เราจะเอา

663
00:32:57,588 --> 00:32:57,914
ตัวขีดเส้นใต้ ก็คือคีย์หลัก

664
00:32:57,914 --> 00:33:01,914
ของตารางที่มีความสัมพันธ์เป็นหนึ่งเท่านั้น

665
00:33:05,503 --> 00:33:06,297
ไปเพิ่มลงในตารางที่มีความสัมพันธ์

666
00:33:06,297 --> 00:33:07,265
เป็นกลุ่ม

667
00:33:07,265 --> 00:33:08,737
นะคะ

668
00:33:08,737 --> 00:33:09,417
นั่นก็คือ

669
00:33:09,417 --> 00:33:13,417
เห็นไหมคะ

670
00:33:16,425 --> 00:33:16,614
ฝั่งนี้

671
00:33:16,614 --> 00:33:19,765
ความสัมพันธ์

672
00:33:19,765 --> 00:33:20,915
เป็นกลุ่มใช่ไหมคะ

673
00:33:20,915 --> 00:33:21,029
ตัว

674
00:33:21,029 --> 00:33:25,029
คีย์หลัก คือ ตัวขีดเส้นใต้เขา

675
00:33:27,817 --> 00:33:31,767
มีตัวนี้ตัวเดียว เราก็จะเอาของตารางอีกครั้งหนึ่ง

676
00:33:31,767 --> 00:33:32,770
มาเพิ่มให้ ซึ่งตารางนี้มีความสัมพันธ์เป็นหนึ่ง

677
00:33:32,770 --> 00:33:36,047
มาเพิ่มให้

678
00:33:36,047 --> 00:33:36,999
อันนี้คือความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม

679
00:33:36,999 --> 00:33:37,592
นะคะ

680
00:33:37,592 --> 00:33:40,948
อันนี้ก็ยังไม่ยาก

681
00:33:40,948 --> 00:33:43,243
แต่ถ้า

682
00:33:43,243 --> 00:33:46,599
เป็นความสัมพันธ์แบบ

683
00:33:46,599 --> 00:33:48,124
กลุ่มต่อกลุ่ม

684
00:33:48,124 --> 00:33:49,470
นะคะ

685
00:33:49,470 --> 00:33:49,701
โดย

686
00:33:49,701 --> 00:33:51,685
ความสัมพันธ์นี

687
00:33:51,685 --> 00:33:55,685
่ บางทีมันอาจจะมีข้อมูลที่เกิด

688
00:33:56,216 --> 00:33:57,245
ขึ้นของมันเอง

689
00:33:57,245 --> 00:33:57,762
นะคะ

690
00:33:57,762 --> 00:33:59,272
ข้อมูลที่เกิดขึ้น

691
00:33:59,272 --> 00:34:03,272
ซึ่งวิธีการแก้ปัญหา

692
00:34:03,327 --> 00:34:05,315
ปัญหามันจะอยู่ตรงนี้

693
00:34:05,315 --> 00:34:09,315
ตรงที่อาจารย์กรอบสีแดง

694
00:34:13,814 --> 00:34:11,240
นี่

695
00:34:05,784 --> 00:34:09,784
ในความสัมพันธ์ของกลุ่มต่อกลุ่มนี่ มันอาจจะมีข้อมูลที่เพิ่มเติมขึ้นมา

696
00:34:11,744 --> 00:34:12,976

697
00:34:12,976 --> 00:34:15,741
นะคะ ในกรณีนี้

698
00:34:15,741 --> 00:34:16,582
นะคะ

699
00:34:16,582 --> 00:34:20,582
เราก็จะสร้างความสัมพันธ์

700
00:34:20,819 --> 00:34:22,785
ขึ้นมาใหม่เลยนะคะ

701
00:34:22,785 --> 00:34:24,131
โดยวิธีการ คือ

702
00:34:24,131 --> 00:34:25,807
เอา

703
00:34:25,807 --> 00:34:25,924
คีย์หลัก

704
00:34:25,924 --> 00:34:28,884
ของทั้ง 2 ความสัมพันธ์

705
00:34:28,884 --> 00:34:32,884
มาสร้างใหม่ ให้กับ

706
00:34:34,652 --> 00:34:36,682
ความสัมพันธ์ตรงนี้นะคะ

707
00:34:36,682 --> 00:34:36,800
เอา 2 อันนี้มาใส่เพิ่ม

708
00:34:36,800 --> 00:34:39,560
ทั้งสองฝั่งเลย

709
00:34:39,560 --> 00:34:43,560
นะะค เอาจากตาราง 2 ตารางนี

710
00:34:46,126 --> 00:34:46,693
่ มาเพิ่มให้กับความสัมพันธ์ใหม่เลย

711
00:34:46,693 --> 00:34:46,969
นะคะ

712
00:34:46,969 --> 00:34:50,969
ก็จะกลายเป็นแบบนี้ค่ะ

713
00:34:53,362 --> 00:34:53,987
อันนี้ คือ ตารางที่เกิดขึ้นใหม่

714
00:34:53,987 --> 00:34:54,884
สำหรับ

715
00:34:54,884 --> 00:34:56,501

716
00:34:56,501 --> 00:34:56,823
ความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่มนะคะ

717
00:34:56,823 --> 00:34:59,507
มันจะเอาข้อมูลรหัสนักเรียน

718
00:34:59,507 --> 00:35:03,087
แล้วก็รหัสตารางเรียน วิชา

719
00:35:03,087 --> 00:35:03,435
มา เพิ่ม

720
00:35:03,435 --> 00:35:07,435
จากทั้งสองฝั่งเลย เมื่อก่อนคือเราต้องเลือกจากฝั่งใดฝั่งหนึ่งเท่านั้น

721
00:35:09,046 --> 00:35:13,046
นะคะ ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง

722
00:35:14,006 --> 00:35:14,470
ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่มเราจะเอามาจาก

723
00:35:14,470 --> 00:35:16,570
เราจะเอาคีย์หลักมาจาก

724
00:35:16,570 --> 00:35:20,452
ฝั่งหนึ่งเท่านั้น

725
00:35:20,452 --> 00:35:21,885
แต่ถ้าเป็นกลุ่มต่อกลุ่ม

726
00:35:21,885 --> 00:35:25,855
เราจะเอาทีหลัง

727
00:35:25,855 --> 00:35:26,334
ทั้ง 2 ตารางที่มีความสัมพันธ์กันมาสร้างตารางใหม่

728
00:35:26,334 --> 00:35:29,153
อันนี้คือจุดเด่นของ

729
00:35:29,153 --> 00:35:29,656
แต่ละ

730
00:35:29,656 --> 00:35:33,638
การแปลงตารางให้มาเป็นความ

731
00:35:33,638 --> 00:35:34,244
สัมพันธ์

732
00:35:34,244 --> 00:35:37,288
นะคะ วิธีการทำ

733
00:35:37,288 --> 00:35:40,319
เรารู้แล้ว

734
00:35:40,319 --> 00:35:40,810
เดี๋ยวจะให้ลองทำเอง

735
00:35:40,810 --> 00:35:43,259
สัก 1 ข้อ

736
00:35:43,259 --> 00:35:45,303
นะคะ

737
00:35:45,303 --> 00:35:46,325
ในห้อง

738
00:35:46,325 --> 00:35:48,735
เดี๋ยวอาจารย์จะเดินดูนะคะ

739
00:35:48,735 --> 00:35:51,577
ทำเลย ทำเอง

740
00:35:51,577 --> 00:35:54,005
นะคะ

741
00:35:54,005 --> 00:35:54,672
เอาแค่ 1

742
00:35:54,672 --> 00:35:56,855
รูป รูปนี้ก็พอ

743
00:35:56,855 --> 00:35:59,064
ในรูปนี้มีกี่ตาราง

744
00:35:59,064 --> 00:36:03,064
มี 1 ตาราง 2 ตาราง 3 ตาราง ซึ่ง

745
00:36:03,364 --> 00:36:07,364
ในความสัมพันธ์ของรูปนี้

746
00:36:08,049 --> 00:36:08,471
มีความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม

747
00:36:08,471 --> 00:36:11,647
กับแบบกลุ่มต่อกลุ่ม

748
00:36:11,647 --> 00:36:14,018
ลองดูสิว่า

749
00:36:14,018 --> 00:36:15,217
จะ

750
00:36:15,217 --> 00:36:17,531
ทำได้ไหม

751
00:36:17,531 --> 00:36:19,320
นะคะ

752
00:36:19,320 --> 00:36:22,655
ความสัมพันธ์ที่เกิด

753
00:36:22,655 --> 00:36:23,158
ขึ้น จะมีอยู่ 2 ความสัมพันธ์ นะ

754
00:36:23,158 --> 00:36:24,686
ลองดูสิว่า

755
00:36:24,686 --> 00:36:28,686
จากตัวอย่างที่อาจารย์ให้ เข้าใจหรือเปล่า เอาอย่างแรกเลย

756
00:36:30,124 --> 00:36:32,332

757
00:36:32,332 --> 00:36:34,758
แปลง er ให้เป็น

758
00:36:34,758 --> 00:36:35,146
ตารางให้ได้ก่อน

759
00:36:35,146 --> 00:36:39,146
ลองดูสิ ว่าจำได้ไหมที่อาจารย์สอน

760
00:36:40,291 --> 00:36:40,961
พอคุณแปลงตารางได้ปุ๊บ

761
00:36:40,961 --> 00:36:44,961
คุณถึงได้มาเชื่อมโยงความสัมพันธ์ดูว่า

762
00:36:46,440 --> 00:36:48,422
แต่ละตารางที่คุณทำออกมาได้นี่

763
00:36:48,422 --> 00:36:49,809
มันเชื่อมโยงกับตารางอื่นนี่

764
00:36:49,809 --> 00:36:51,037
เป็นอย่างไรนะคะ

765
00:36:51,037 --> 00:36:52,182
ขั้นตอนแรก

766
00:36:52,182 --> 00:36:53,336
เปลี่ยนจากรูปภาพ

767
00:36:53,336 --> 00:36:56,319
ให้เป็นตาราง

768
00:36:56,319 --> 00:36:56,641
พอเป็นตารางได้ ค่อยมาดูความสัมพันธ์

769
00:36:56,641 --> 00:36:57,957
นะคะ

770
00:36:57,957 --> 00:36:59,620
ลองทำดู

771
00:36:59,620 --> 00:37:03,620
ทำเองนะคะ ทำเอง เดี๋ยวอาจารย์จะเดินดู

772
00:37:05,194 --> 00:37:05,485
กระดาษมีอยู่แล้ว

773
00:37:05,485 --> 00:37:07,565
นะ

774
00:37:07,565 --> 00:37:11,565
โอเคค่ะ ทำเลย

775
00:37:12,563 --> 00:37:16,563
ล่ามคะ

776
00:37:33,930 --> 00:37:36,855
วันนี้ก็ประมาณนี้ล่ะค่ะ เนื้อหาจะมีแค่นี้ เดี๋ยวจะให้ทำงานห้อง วันนี้

777
00:37:36,855 --> 00:37:40,855
ขอบคุณมากนะคะ ขอบคุณมากค่ะ ขอบคุณค่ะ

778
00:37:41,710 --> 00:37:45,710


