﻿1
00:00:08,159 --> 00:00:09,748
(อาจารย์เกวลี)  โอเคค่ะ อย่างนั้นเดี๋ยวเริ่มเลยนะคะ วันนี้จะเป็นบทที่ 8

2
00:00:09,748 --> 00:00:11,610
บท

3
00:00:11,610 --> 00:00:12,418
เหลืออีก 2 บท เราก็

4
00:00:12,418 --> 00:00:13,513
ได้

5
00:00:13,513 --> 00:00:14,473
ธรรมปฏิบัติ

6
00:00:14,473 --> 00:00:18,473
วันนี้จะเป็นเกี่ยวกับ

7
00:00:20,401 --> 00:00:21,262
กระบวนการทำงานของฐานข้อมูลนี่ มันก็จะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล

8
00:00:21,262 --> 00:00:25,262
มันเป็นการเพิ่มลบแก้ไข เราจะเรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง

9
00:00:28,833 --> 00:00:32,526
รวมถึงถ้าสมมติว่าระบบฐานข้อมูลเรามีปัญหา

10
00:00:32,526 --> 00:00:34,717
เราจะทำการกู้คืนระบบอย่างไร หรือ

11
00:00:34,717 --> 00:00:37,074
จะสำรองข้อมูลยังไง

12
00:00:37,074 --> 00:00:37,834
เพื่อป้องกันความเสียหายของข้อมูล

13
00:00:37,834 --> 00:00:41,834
นะคะ

14
00:00:45,707 --> 00:00:42,203

15
00:00:42,783 --> 00:00:45,611
โดยรายการการเปลี่ยนแปลงนี่ มันจะมีนิยามอยู่ 3 ยุค

16
00:00:45,611 --> 00:00:48,442
ยุคแรก ก็คือไฟล์ที่เราเก็บ

17
00:00:48,442 --> 00:00:48,974
รายการที่มีการเปลี่ยนแปลงไว้นี่นะคะ

18
00:00:48,974 --> 00:00:52,974
จะเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูลหลัก

19
00:00:54,328 --> 00:00:55,840
ซึ่งจะเป็นการเก็บเป็นแบบเรียงลำดับ

20
00:00:55,840 --> 00:00:59,085
นะคะ

21
00:00:59,085 --> 00:01:01,236
หรือ Sequential File ที่มีการเรียง

22
00:01:01,236 --> 00:01:01,939
ข้อมูลไว้เรียบร้อยแล้ว

23
00:01:01,939 --> 00:01:02,954
นะคะ

24
00:01:02,954 --> 00:01:06,954
ต่อมาจะเป็นยุคที่ 2

25
00:01:09,050 --> 00:01:09,543
ตอนแรกก็เก็บข้อมูลเป็นเหมือนอาจจะเป็นคล้าย ๆ ไฟล์กระดาษ

26
00:01:09,543 --> 00:01:13,543
ยุคที่ 2 นี่เราจะเริ่มใช้เป็นพวกนี้ hdd นี่เก็บข้อมูล

27
00:01:14,551 --> 00:01:18,551
ซึ่งการเก็บข้อมูลในฮาร์ดดิสนี่

28
00:01:20,773 --> 00:01:21,470
มันจะไม่เป็นการเก็บข้อมูลแบบเรียงลำดับแล้ว

29
00:01:21,470 --> 00:01:25,470
ซึ่งรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี่ จะหมายถึงทุก ๆ กิจกรรมที่ทำอยู่บน

30
00:01:29,945 --> 00:01:30,238
ไฟล์ข้อมูลของเรา

31
00:01:30,238 --> 00:01:34,238
น่าจะตอนเช้า 10:00 น. มีการเพิ่มข้อมูล

32
00:01:36,205 --> 00:01:40,205
นะคะ

33
00:01:41,406 --> 00:01:42,103
10:30 น. อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใด ๆ ก็ตามที่เกิดขึ้น

34
00:01:42,103 --> 00:01:44,142
นะคะ

35
00:01:44,142 --> 00:01:45,104
วันนี้จะเริ่มเป็นยุคที่ 2

36
00:01:45,104 --> 00:01:49,104
ยุคที่ 3

37
00:01:49,804 --> 00:01:50,070
ซึ่งเป็นยุคปัจจุบันนี้ล

38
00:01:50,070 --> 00:01:54,070
่ะ การเก็บข้อมูลนะคะ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เกิดขึ้นในระบบจัดการฐานข้อมูลนี่

39
00:01:58,515 --> 00:01:59,648
จะอยู่ในรูปแบบของกลุ่มคำสั่ง

40
00:01:59,648 --> 00:02:03,648
โดยใช้ภาษาที่ใช้จัดการฐานข้อมูล

41
00:02:04,129 --> 00:02:05,242
ระดับตรรกะ

42
00:02:05,242 --> 00:02:05,665
นะคะ

43
00:02:05,665 --> 00:02:09,665
ที่อาจจะมีการยอมให้ละเมิดกฎความคงสภาพของข้อมูล

44
00:02:12,398 --> 00:02:16,398
บางกฎได้

45
00:02:16,779 --> 00:02:17,187
หรืที่มึงทำความถูกต้องของฐานข้อมูล

46
00:02:17,187 --> 00:02:19,440
แต่จะต้องเป็นเกี่ยวข้องกับ

47
00:02:19,440 --> 00:02:22,397
กฎของการดำเนินธุรกิจ

48
00:02:22,397 --> 00:02:23,284
ต่าง ๆ

49
00:02:23,284 --> 00:02:27,284
เราจะต้องใส่

50
00:02:27,838 --> 00:02:29,518
ข้อบังคับไว้ว่าข้อมูลเหล่านี้

51
00:02:29,518 --> 00:02:32,072
ถ้าสมมติว่า

52
00:02:32,072 --> 00:02:35,600
คุณใส่ข้อมูลผิดพลาดจะเป็นอ

53
00:02:35,600 --> 00:02:39,600
ย่างไร ข้อมูลถูกต้องระบบจะแจ้งเตือนยังไง

54
00:02:40,225 --> 00:02:43,483
ซึ่งกฎต่าง ๆ พรุ่งนี้นี่ ที่อยู่ในฐานข้อมูล

55
00:02:43,483 --> 00:02:44,616
ถูกบังคับใช้โดยระบบจัดการฐานข้อมูล

56
00:02:44,616 --> 00:02:48,616
อันนี้ก็คือ

57
00:02:49,634 --> 00:02:50,839
การเปลี่ยนแปลงข้อมูลในยุคปัจจุบัน เราจะใช้

58
00:02:50,839 --> 00:02:52,637
กลุ่มของคำสั่ง

59
00:02:52,637 --> 00:02:53,595
ภาษาที่จัดการฐานข้อมูล

60
00:02:53,595 --> 00:02:57,595
ซึ่งในวิชานี้

61
00:02:59,307 --> 00:03:00,120
เราจะเรียนเกี่ยวกับภาษา SQL เบื้องต้น

62
00:03:00,120 --> 00:03:02,921
นะคะ

63
00:03:02,921 --> 00:03:06,921
โดยเริ่มแรกนะคะ

64
00:03:14,292 --> 00:03:12,444

65
00:03:12,849 --> 00:03:14,357
รายการการเปลี่ยนแปลงนี่ มันอาจจะเกิดขึ้นกับระบบที่

66
00:03:14,357 --> 00:03:18,357
ใช้งานคนเดียว

67
00:03:18,524 --> 00:03:19,265
นะคะ หรือเป็นระบบที่ใช้งานร่วมกันหลายคน

68
00:03:19,265 --> 00:03:23,265
หรืออาจจะเป็นการทำงานที่

69
00:03:23,321 --> 00:03:27,321
พร้อม ๆ กันไป

70
00:03:31,596 --> 00:03:35,596

71
00:03:32,109 --> 00:03:30,968
นะคะ

72
00:03:24,036 --> 00:03:28,036
ซึ่งการทำงานพร้อมกันนี่ ก็จะมีอยู่ 2 แบบ ก็คืออาจจะเป็นการทำงานที่

73
00:03:30,962 --> 00:03:34,962
มีรายการระดับที่ 1 รายการระดับที่ 2

74
00:03:36,841 --> 00:03:37,991
นะคะ สลับกันทำงาน

75
00:03:37,991 --> 00:03:39,606
ในเวลา

76
00:03:39,606 --> 00:03:41,059

77
00:03:41,059 --> 00:03:41,344
เดียวกัน สลับกัน

78
00:03:41,344 --> 00:03:43,877
กับ

79
00:03:43,877 --> 00:03:47,877
อย่างที่ 2

80
00:03:49,993 --> 00:03:50,195
นะคะ ก็คือจะเป็นการทำงานพร้อม ๆ กัน อาจจะมีทั้ง 2 งาน 3 งาน 4 งาน

81
00:03:50,195 --> 00:03:53,725
ว่ากันไป เป็นงานที่มากกว่า 1

82
00:03:53,725 --> 00:03:56,718
ส่งข้อมูลเป็นรายงาน

83
00:03:56,718 --> 00:04:00,718
ทุกอย่างจะประมวลผลพร้อม ๆ กัน

84
00:04:03,048 --> 00:04:05,883
อันนี้คือการทำงานของรายการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในฐานข้อมูล

85
00:04:05,883 --> 00:04:07,590
อย่างเช่นว่า ระบบ

86
00:04:07,590 --> 00:04:09,460
อาจจะเป็นระบบ

87
00:04:09,460 --> 00:04:10,395
ใบเรียกชื่อนักศึกษา

88
00:04:10,395 --> 00:04:14,395
นะคะ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมี 300 คน สามารถเข้าใช้ระบบนี้ได้พร้อมกัน

89
00:04:17,162 --> 00:04:20,401
อาจจะมีการประมวลผล

90
00:04:20,401 --> 00:04:21,032
รายชื่อนักศึกษาได้พร้อมกัน 300 คนก็ได้

91
00:04:21,032 --> 00:04:22,637
นะคะ

92
00:04:22,637 --> 00:04:26,163
อันนี้คือการประมวลผลมากกว่า 1 คน

93
00:04:26,163 --> 00:04:30,163
ในเวลาเดียวกันนี่ อาจจะมีสัก 10 คน ดูข้อมูลนักศึกษาชุดเดียวกันก็ได้

94
00:04:33,938 --> 00:04:34,750
เขามันจะทำงานได้ไหมว่าต้องทำงานได้

95
00:04:34,750 --> 00:04:38,623
ซึ่ง

96
00:04:38,623 --> 00:04:39,475
การทำงาน 1 คนเดียวกันทำงานหลายคน

97
00:04:39,475 --> 00:04:43,475
มันจะมีแนวทางหรือข้อกำหนดประเภทของ

98
00:04:44,948 --> 00:04:47,358
ฐานข้อมูลอีกแบบหนึ่ง

99
00:04:47,358 --> 00:04:47,734
โดยที่จะ

100
00:04:47,734 --> 00:04:51,734
กำหนดจำนวนของผู้ใช้งาน

101
00:04:53,545 --> 00:04:57,545
ที่สามารถเข้าใช้งานพร้อมกันได้

102
00:04:58,474 --> 00:05:02,474
ยังใช้ว่าบางระบบในระบบจัดการฐานข้อมูลเขาจะกำหนดไว้ว่า

103
00:05:03,278 --> 00:05:03,980
ในเวลานั้นจะต้องมีผู้ใช้งานแค่คนเดียวที่ทำงานอยู่

104
00:05:03,980 --> 00:05:07,980
หรือถ้าเป็นระบบจัดการฐานข้อมูล

105
00:05:09,608 --> 00:05:12,229
โดยทั่วไป ในโลกของความเป็นจริง ส่วนมาก

106
00:05:12,229 --> 00:05:16,150
เขาจะให้ผู้ใช้งานนี่

107
00:05:16,150 --> 00:05:17,275
สามารถเข้าใช้งานได้หลายคนพร้อม ๆ กัน โดยหลาย ๆ คนในเวลาเดียวกัน

108
00:05:17,275 --> 00:05:21,275
มีการกำหนดสิทธิ์

109
00:05:21,407 --> 00:05:21,558
ของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เท่ากัน

110
00:05:21,558 --> 00:05:25,558
ใช้งานของเก่งพูดจริงค่ ะ แต่บางคนอาจจะแค่ดูข้อมูล

111
00:05:25,826 --> 00:05:29,826
บางคนอาจจะมาลบข้อมูลบางคนอาจจะมาแก้ไขบางส่วน

112
00:05:32,279 --> 00:05:35,965
มาเพิ่มข้อมูลเข้าไป

113
00:05:35,965 --> 00:05:36,086
ได้หลาย ๆ คนน่ะ จะทำงานพร้อม ๆ กัน

114
00:05:36,086 --> 00:05:40,086
สิทธิ์ ในการแก้ไขหรือการเพิ่มเติมใด ๆ ก็ตามนี่

115
00:05:40,675 --> 00:05:41,046
ไม่เท่ากัน

116
00:05:41,046 --> 00:05:45,046
รายการเปลี่ยนแปลงนี่ มันจะเป็นเกี่ยวกับการประมวลผลของโปรแกรม

117
00:05:49,017 --> 00:05:52,643
ที่ทำงานในเชิง

118
00:05:52,643 --> 00:05:55,743
ก็คือเป็น

119
00:05:55,743 --> 00:05:57,635
อาจจะคิดว่าข้อมูลนี้จริงหรือเท็จ

120
00:05:57,635 --> 00:05:57,951
ข้อมูลนี้ถูกหรือผิด

121
00:05:57,951 --> 00:06:01,951
โดย

122
00:06:04,915 --> 00:06:07,959
รายการเปลี่ยนแปลงนี่ จะประกอบไปด้วยการปฏิบัติที่

123
00:06:07,959 --> 00:06:11,225
ทั้งหน่วยประมวลผล ทั้งฐานข้อมูล

124
00:06:11,225 --> 00:06:12,056
อาจจะมีกระบวนการทำงานใด ๆ กระบวนการเกิดขึ้นพร้อม ไ กัน

125
00:06:12,056 --> 00:06:16,056
นะคะ

126
00:06:16,434 --> 00:06:17,562
ซึ่งการทำงานของฐานข้อมูลนี่ จะเป็นการกระทำผ่านโปรแกรมประยุกต์

127
00:06:17,562 --> 00:06:21,562
เดี๋ยวอีก 2 สัปดาห์เราจะได้เรียน

128
00:06:22,632 --> 00:06:26,632
โดยใช้ภาษาระดับสูง

129
00:06:27,543 --> 00:06:28,980
ภาษา SQL ที่เราจะเรียนเราถือว่าเป็นภาษาระดับสูง เพราะ

130
00:06:28,980 --> 00:06:32,825
เป็นภาษาที่

131
00:06:32,825 --> 00:06:36,825
มนุษย์อ่านแล้วเข้าใจ ใกล้เคียงกับภาษามนุษย์มากที่สุด

132
00:06:37,556 --> 00:06:38,706
แต่นักศึกษาต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าเราจะต้องใช้เป็นภาษาอังกฤษ

133
00:06:38,706 --> 00:06:42,706
เพราะฉะนั้น คุณพิมพ์คำสั่งเป็นภาษาไทยนี่ ระบบจะไม่ประมวลผลเลย

134
00:06:45,444 --> 00:06:45,992
สำหรับ SQL เบื้องต้น

135
00:06:45,992 --> 00:06:49,992
รายการเปลี่ยนแปลงทุกรายการจะต้องมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดสิ้นสุด

136
00:06:53,451 --> 00:06:57,451
นะคะ

137
00:06:58,381 --> 00:07:00,520
เหมือนคุณไปกดเงินอยู่หน้ามหาวิทยาลัย จุดเริ่มต้นคืออะไร

138
00:07:00,520 --> 00:07:02,479
วิธีการใส่บัตร ATM เข้าไป

139
00:07:02,479 --> 00:07:05,357
ตอนนี้ไม่มีใคร

140
00:07:05,357 --> 00:07:06,943
กดเงินโดยใช้บัตร ATM แล้ว จุดเริ่มต้นคือ

141
00:07:06,943 --> 00:07:07,694
เข้า Application

142
00:07:07,694 --> 00:07:11,569
กดถอนเงินโดยไม่ใช้บัตร

143
00:07:11,569 --> 00:07:14,278
ทุกอย่างจะเป็นขั้นตอน

144
00:07:14,278 --> 00:07:16,116
ทำตามขั้นตอนไปเรื่อย ๆ

145
00:07:16,116 --> 00:07:18,365
ถึงจุดสิ้นสุดคือ

146
00:07:18,365 --> 00:07:22,365
คุณได้รับเงินออกจากเครื่อง ATM

147
00:07:22,393 --> 00:07:24,321
ซึ่งทุกอย่างจะถูกเก็บไว้ว่า

148
00:07:24,321 --> 00:07:26,106
คุณเริ่มกดรหัส

149
00:07:26,106 --> 00:07:26,356
เมื่อเวลาเท่าไร

150
00:07:26,356 --> 00:07:30,356
นะคะ คุณยืนยันยอดเงินกี่โมง

151
00:07:30,642 --> 00:07:34,642
เงินออกจากตู้กี่โมง ทุกอย่างจะถูกเก็บไว้

152
00:07:35,208 --> 00:07:39,208
นะคะ ถ้าหากว่า

153
00:07:41,053 --> 00:07:42,826
ในการจัดการฐานข้อมูลนี่ มันจะมี

154
00:07:42,826 --> 00:07:43,992
รายการเปลี่ยนแปลง

155
00:07:43,992 --> 00:07:46,351
นะคะ ท

156
00:07:46,351 --> 00:07:50,351
ี่อาจจะ

157
00:07:52,223 --> 00:07:53,075
User ผู้ใช้งานทั่วไปอาจจะไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือ

158
00:07:53,075 --> 00:07:56,103
นะคะ

159
00:07:56,103 --> 00:08:00,103
มีไว้อ่านเฉย ๆ

160
00:08:00,584 --> 00:08:01,459
นะคะ ถ้าศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกว่า

161
00:08:01,459 --> 00:08:02,756
Read only นะคะ

162
00:08:02,756 --> 00:08:04,150
เอามาดูอย่างเดียว

163
00:08:04,150 --> 00:08:06,868
อย่างเช่น

164
00:08:06,868 --> 00:08:07,111
การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ก่อให้เกิด

165
00:08:07,111 --> 00:08:11,111
ผลกระทบกับฐานข้อมูล เช่น คุณแค่อยากดูยอดเงินปัจจุบันว่า

166
00:08:13,521 --> 00:08:15,453
มีเงินเท่าไหร่

167
00:08:15,453 --> 00:08:19,453
ถามว่าคุณจะถอนเงินไหม ไม่

168
00:08:20,830 --> 00:08:21,756
อยากรู้ว่าตอนนี้ฉันมีเงินกี่บาท

169
00:08:21,756 --> 00:08:25,756
เราจะเรียกว่ารายการนั้น คือ หรือกระบวนการนั้นว่าเป็นการอ่านอย่างเดียว

170
00:08:28,087 --> 00:08:28,640
ไม่มีการแก้ไข

171
00:08:28,640 --> 00:08:32,558
นะคะ

172
00:08:32,558 --> 00:08:34,397
โดยกระบวนการทำงานของ

173
00:08:34,397 --> 00:08:36,837
ฐานข้อมูลนะคะ

174
00:08:36,837 --> 00:08:39,086
อย่างเริ่มต้น ก็คือมันจะ

175
00:08:39,086 --> 00:08:39,852
เรียกข้อมูลขึ้นมาดูก่อน

176
00:08:39,852 --> 00:08:42,674
นะคะ

177
00:08:42,674 --> 00:08:46,204
เรียกข้อมูลว่าสมมติว่า

178
00:08:46,204 --> 00:08:48,377
อยากดูว่าวันนี้เราจะถอนเงิน

179
00:08:48,377 --> 00:08:52,377
แต่เราจำไม่ได้ว่าเรามีเงินกี่บาท

180
00:08:56,899 --> 00:08:55,695

181
00:08:53,491 --> 00:08:57,491
เราจะต้องทำการเรียกข้อมูลขึ้นมาดูก่อนว่าเงินในบัญชีมีเท่าไร

182
00:08:57,731 --> 00:08:57,960
นะคะ หน้าจอมันก็แสดงผลว่าเรามีเงินเท่าไร

183
00:08:57,960 --> 00:09:01,960
หลังจากนั้น

184
00:09:03,002 --> 00:09:04,330
จะเป็นการเขียนหรือการแก้ไข หรือการลบ

185
00:09:04,330 --> 00:09:06,949
ซึ่ง

186
00:09:06,949 --> 00:09:08,161
ขั้นตอนที่ 3 นี่

187
00:09:08,161 --> 00:09:09,311
อยู่ที่ว่า

188
00:09:09,311 --> 00:09:12,136
เราจะโอนเงิน

189
00:09:12,136 --> 00:09:15,083
หรือเราจะถอนเงิน

190
00:09:15,083 --> 00:09:16,217
นะคะ หรือเราจะไม่ทำอะไรเลยก็ได้

191
00:09:16,217 --> 00:09:20,080
นะคะ แต่ทุกอย่างจะต้องมีจุดเริ่มต้น

192
00:09:20,080 --> 00:09:23,104
นะคะ อย่างตัวอย่างตัวนี้

193
00:09:23,104 --> 00:09:27,104
ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลง

194
00:09:29,109 --> 00:09:30,781
นะคะ

195
00:09:30,781 --> 00:09:32,698
อย่างสมมติให้ทีนี่

196
00:09:32,698 --> 00:09:34,674
นะคะ

197
00:09:34,674 --> 00:09:37,947
เป็นรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

198
00:09:37,947 --> 00:09:39,132
เขาต้องการจะโอนเงินจากบัญชี

199
00:09:39,132 --> 00:09:39,593
ของเอ

200
00:09:39,593 --> 00:09:41,848
จำนวน 5,000 บาท

201
00:09:41,848 --> 00:09:44,554
ไปยังบัญชี

202
00:09:44,554 --> 00:09:46,286
บีนะคะ

203
00:09:46,286 --> 00:09:50,286
สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร

204
00:09:52,531 --> 00:09:55,898
สิ่งที่เกิดขึ้นคือตอนแรกเราจะต้องดูข้อมูลก่อนว่าในบัญชี

205
00:09:55,898 --> 00:09:57,160
เอ ที่เขาบอกว่าเขาจะโอนเงินไปนี่

206
00:09:57,160 --> 00:10:01,160
โอน 5,000

207
00:10:01,471 --> 00:10:04,235
ขั้นตอนแรกคือดูก่อนสิว่า

208
00:10:04,235 --> 00:10:07,745
มีเงินถึง 5,000 ไหม

209
00:10:07,745 --> 00:10:08,747
บีเกินหรือเปล่า

210
00:10:08,747 --> 00:10:12,747
เช็กยอดเงินเสร็จปุ๊บ

211
00:10:14,593 --> 00:10:17,042
เราก็จะมาหักบัญชี

212
00:10:17,042 --> 00:10:18,180
เช่น สมมติเขามี 5,000 บาท

213
00:10:18,180 --> 00:10:20,996
100 บาท

214
00:10:20,996 --> 00:10:23,951
อย่างนแสดงว่ามีจะ

215
00:10:23,951 --> 00:10:26,012
ยอดเงินพอที่จะโอนไปให้

216
00:10:26,012 --> 00:10:27,098
จะทำการลบเงินออก

217
00:10:27,098 --> 00:10:27,768
5,000

218
00:10:27,768 --> 00:10:30,621
ลบไปแล้ว 5,000 ใช่ไหมคะ เพราะว่าเราจะโอน

219
00:10:30,621 --> 00:10:34,621
อันสุดท้ายแล้วบัญชีเอจะต้องเหลือเงิน 100 บาท

220
00:10:36,827 --> 00:10:38,678
ใช่ไหม

221
00:10:38,678 --> 00:10:42,678
เวลาเราโอนเงินแล้วถอนเงิน

222
00:10:43,010 --> 00:10:44,888
เขาจะบอกยอดเงินปัจจุบันของเราด้วย อันนี้เป็นเรื่องปกติใช่ไหมคะ

223
00:10:44,888 --> 00:10:46,167
หลังจากนั้น

224
00:10:46,167 --> 00:10:50,122
เราก็จะมา

225
00:10:50,122 --> 00:10:54,122
ดูว่าเขาจะโอนไปที่บัญชีบีใช่ไหมคะ

226
00:10:54,154 --> 00:10:55,805
เราว่ายอดเงินบัญชีดีขึ้นมาดูสิว่ามีเท่าไร บัญชีบี

227
00:10:55,805 --> 00:10:57,895
จะมีอยู่ 1

228
00:10:57,895 --> 00:11:01,613
,000 1,000

229
00:11:01,613 --> 00:11:05,205
1000

230
00:11:05,205 --> 00:11:09,205
พอโอนมาอีก 5,000

231
00:11:09,347 --> 00:11:12,029
เราก็ต้องอัปหรือการปรับปรุงข้อมูลบัญชีบี

232
00:11:12,029 --> 00:11:16,029
1000 ก็จะเพิ่มเป็น 6,000 บาท

233
00:11:16,421 --> 00:11:20,421
อันนี้คือรายการเปลี่ยนแปลงของการโอนบัญชี

234
00:11:21,698 --> 00:11:24,820
ทุกลำดับขั้นตอนจะต้องมีวันที่เวลากำหนด

235
00:11:24,820 --> 00:11:26,079
ไว้ทุกการเปลี่ยนแปลงเป็นวินาทีเลยด้วยซ้ำ

236
00:11:26,079 --> 00:11:30,079
พอไม่มี

237
00:11:30,316 --> 00:11:32,433
การเปลี่ยนแปลงแล้วนี่

238
00:11:32,433 --> 00:11:33,378
เราใช้งานไปเรื่อย ๆ

239
00:11:33,378 --> 00:11:37,378
ระบบมันอาจจะมีปัญหา

240
00:11:38,513 --> 00:11:39,863
มันจะต้องมีการสำรองข้อมูล

241
00:11:39,863 --> 00:11:43,099
นะคะ

242
00:11:43,099 --> 00:11:47,099
พอเราสำรองข้อมูลไว้ทำไมเราต้องสำรองข้อมูล

243
00:11:49,791 --> 00:11:53,531
ถ้ามีข้อมูลสำรองไว้ถ้าระบบมีปัญหา เราสามารถกู้ข้อมูลกลับคืนมาได้

244
00:11:53,531 --> 00:11:55,521
ทำไมเราถึงจำเป็นต้องกู้คืนข้อมูล เกิดเมื่อกี้นี้

245
00:11:55,521 --> 00:11:57,151
เป็นคนกำลังโอนเงิน

246
00:11:57,151 --> 00:12:01,130
แล้วไฟดับ

247
00:12:01,130 --> 00:12:03,244
คุณโอนไปแล้ว 5,000 บาท

248
00:12:03,244 --> 00:12:05,032
แล้วไฟดับพอดี

249
00:12:05,032 --> 00:12:09,032
เงินคุณออกไปแล้ว

250
00:12:09,893 --> 00:12:12,078
แต่บัญชีที่คุณจะโอนให้เงินยังไม่ได้ เพราะไฟดับพอดีทำ

251
00:12:12,078 --> 00:12:16,078
อย่างไรคะ ถือว่าระบบล่ม

252
00:12:16,243 --> 00:12:19,662
มันจะต้องมีการแก้ปัญหา

253
00:12:19,662 --> 00:12:23,662
ซึ่งเป็นหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล

254
00:12:25,889 --> 00:12:28,110
ระบบจัดการฐานข้อมูลจะต้องรับผิดชอบว่าทุก ๆ การทำงานที่เกิดขึ้นในรายการเปลี่ยนแปลง

255
00:12:28,110 --> 00:12:32,036
ต้องทำเสร็จเรียบร้อย

256
00:12:32,036 --> 00:12:33,790
มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง

257
00:12:33,790 --> 00:12:34,578
บันทึกข้อมูลถาวร

258
00:12:34,578 --> 00:12:38,578
ถ้าโอนไปเงินออกจากบัญชีคุณ แต่ปลายทางยังไม่ได้รับ ถือว่าการทำรายการเปลี่ยนแปลงนั้นยังไม่สมบูรณ์

259
00:12:44,241 --> 00:12:48,241
นะคะ  โดยที่ระบบจัดการฐานข้อมูลจะไม่อนุญาตให้บางกระบวนการทำงานของรายการเปลี่ยนแปลง

260
00:12:51,319 --> 00:12:55,319
จะถูกส่งเข้าไปฐานข้อมูล

261
00:12:57,041 --> 00:12:58,913
เหมือน

262
00:12:58,913 --> 00:13:02,006
จะเป็นไปได้ไหมว่า

263
00:13:02,006 --> 00:13:04,165
การจะโอนเงิน 5,000 แล้วก็คงจะถอนอีก

264
00:13:04,165 --> 00:13:05,701
3,000 ในเวลาเดียวกัน

265
00:13:05,701 --> 00:13:08,452
เป็นไปไม่ได้

266
00:13:08,452 --> 00:13:09,820
เพราะฉะนั้น กระบวนการทำงานจะต้อง

267
00:13:09,820 --> 00:13:13,394
เป็นตาม

268
00:13:13,394 --> 00:13:13,811
รายการที่จะทำอยู่รายการเดียวเท่านั้น

269
00:13:13,811 --> 00:13:17,811
ถอนทั้งโอนไม่ได้ต้องเลือกก่อนว่าสรุปคุณจะโอนก่อน

270
00:13:19,222 --> 00:13:23,222
หรือคุณจะถอน

271
00:13:25,193 --> 00:13:27,533
เพราะว่าถ้าบังเอิญว่าคุณปล่อยให้มีการกระทำมากกว่า 2

272
00:13:27,533 --> 00:13:27,805
มากกว่า 1 การกระทำขึ้นมาพร้อมกัน

273
00:13:27,805 --> 00:13:31,805
มันจะเอาไปมันจะสามารถไปเกิดปัญหา

274
00:13:34,091 --> 00:13:35,747
ความไม่ถูกต้องแน่นอนของข้อมูล เช่น

275
00:13:35,747 --> 00:13:38,551
รับเงิน 5,000

276
00:13:38,551 --> 00:13:39,964
เราจะโอน 5,000 แล้วเราก็จะถอน 30

277
00:13:39,964 --> 00:13:42,156
,เป็นไปไม่ได้

278
00:13:42,156 --> 00:13:46,156
บางคนมีแอปโทรศัพท์

279
00:13:46,448 --> 00:13:49,593
แต่บัตร ATM อยู่กับแม่

280
00:13:49,593 --> 00:13:51,655
โอนเงินให้เพื่อน 5,000

281
00:13:51,655 --> 00:13:55,655
มั่นใจว่าจะมี 5,000

282
00:13:56,815 --> 00:13:58,793
แม่กดไปแล้ว 300 แล้วก็ยังโอนมันโอนไม่ได้ค่ะ เพราะว่ายอดเงินไม่พอ

283
00:13:58,793 --> 00:14:02,793
เพราะฉะนั้น

284
00:14:06,824 --> 00:14:07,774
อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ของระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ

285
00:14:07,774 --> 00:14:10,332
ซึ่งปัญหา

286
00:14:10,332 --> 00:14:14,332
นะคะ การที่ระบบล่ม

287
00:14:17,075 --> 00:14:20,584
นะคะ มันจะมีอยู่ 3 ประเภท

288
00:14:20,584 --> 00:14:21,248
แบบแรก ก็คือรายการเปลี่ยนแปลงผ

289
00:14:21,248 --> 00:14:24,755
ิดพลาด กับข้อ 2 เป็นปัญหาที่ระบบ

290
00:14:24,755 --> 00:14:28,755
ข้อ 3 จะเป็นปัญหาที่

291
00:14:29,829 --> 00:14:31,467
สิ่งวัตถุที่มาใช้เก็บข้อมูล

292
00:14:31,467 --> 00:14:32,305
นะคะ

293
00:14:32,305 --> 00:14:36,305
โดยที่ปัญหาที่เกิดระหว่างการประมวลผล บางครั้งอาจจะเกิด

294
00:14:37,459 --> 00:14:40,317
จากคอมพิวเตอร์พัง

295
00:14:40,317 --> 00:14:44,317
นะคะ หรืออาจจะเป็นปัญหาของรายการเปลี่ยนแปลงมัน Error

296
00:14:45,321 --> 00:14:49,032
ก็อาจจะเป็น

297
00:14:49,032 --> 00:14:50,500
โค้ดโปรแกรมอาจจะมีปัญหา

298
00:14:50,500 --> 00:14:53,333
นะคะ

299
00:14:53,333 --> 00:14:54,452
การเรียกดูข้อมูลอาจจะถูกดัก

300
00:14:54,452 --> 00:14:58,452
รายการเปลี่ยนแปลงที่มีความผิดปกติ เช่น

301
00:15:02,750 --> 00:15:05,696
บอกว่ามีคนโอนเงินมาแต่จริง ๆ แล้วไม่พบรายการข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลง

302
00:15:05,696 --> 00:15:07,479
ที่โอนไปแล้ว

303
00:15:07,479 --> 00:15:11,479
แต่ยอดเงินไม่ขึ้น

304
00:15:13,208 --> 00:15:14,396
นะคะ รวมถึงกระบวนการควบคุมการประมวลผลพร้อมกันจะทำอ

305
00:15:14,396 --> 00:15:18,396
ย่างไรนะคะ

306
00:15:18,848 --> 00:15:21,090
อาจจะมีเกี่ยวกับอุปกรณ์พังฮาร์ดดิสพัง

307
00:15:21,090 --> 00:15:25,090
คนใช้งานนาน ๆ อากาศร้อน

308
00:15:26,292 --> 00:15:30,292
คอมพิวเตอร์ก็พังได้เหมือนกันนะคะ เหมือนบางคน

309
00:15:31,472 --> 00:15:33,232
เปิดคอมพิวเตอร์ไว้ไม่เคยปิดเลย พอช่วงฤดูร้อนมันร้อนมาก

310
00:15:33,232 --> 00:15:34,128
ตัวเมนบอร์ด

311
00:15:34,128 --> 00:15:38,128
โง่

312
00:15:38,319 --> 00:15:39,893
ความร้อนก็มีรวมถึงอาจจะเกี่ยวกับ

313
00:15:39,893 --> 00:15:41,295
ไฟดับ

314
00:15:41,295 --> 00:15:45,295
ไฟไหม้

315
00:15:45,788 --> 00:15:49,788
อุทกภัย หรือภัยธรรมชาติต่าง ๆ

316
00:15:50,597 --> 00:15:51,543
ก็อาจเกิดขึ้นได้ถือว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้การประมวลผลมีปัญหาเช่นเดียวกัน

317
00:15:51,543 --> 00:15:55,543
นะคะ หรือในการทำงานบางอย่าง

318
00:16:00,141 --> 00:16:03,223
อาจทำไปสู่นำไปสู่การล่มของระบบ เช่น

319
00:16:03,223 --> 00:16:06,925
คุณใส่ข้อมูลเยอะเกินไป

320
00:16:06,925 --> 00:16:09,613
เหมือนเวลาเราเขียนโปรแกรมแล้วมันไม่รู้จบ

321
00:16:09,613 --> 00:16:11,293
หรือการที่

322
00:16:11,293 --> 00:16:11,647
เอาศูนย์ม

323
00:16:11,647 --> 00:16:15,647
าหาร เวลาเราศูนย์มหาานี่มันจะหาค่าไม่ได้ตอนที่เราเขียนโปรแกรม

324
00:16:17,517 --> 00:16:21,434
ระบบไปรษณีย์ล่ม

325
00:16:21,434 --> 00:16:21,708
รวมถึงตรรกะของการเขียนโปรแกรมอาจจะผิด

326
00:16:21,708 --> 00:16:25,708
อย่างไรดี

327
00:16:28,076 --> 00:16:30,694
5

328
00:16:30,694 --> 00:16:32,040
คน

329
00:16:32,040 --> 00:16:33,760
ผมสั้น

330
00:16:33,760 --> 00:16:33,888
สมมติจะกลับโปรแกรม

331
00:16:33,888 --> 00:16:37,888
คนผมสั้นจะต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น ถามว่าจริงไหมไม่จริง

332
00:16:44,616 --> 00:16:46,720
ผู้ชายผมยาวก็มีผู้หญิงผมสั้นก็มีอันนี้คือตรรกะผิดพลาด

333
00:16:46,720 --> 00:16:50,720
เราจะมากำหนดอย่างนี้เลยไม่ได้

334
00:16:51,279 --> 00:16:53,058
เหมือนเวลาสแกนใบหน้าอย่างนี้แล้วบอกว่าผมสั้นมาต้องเป็น

335
00:16:53,058 --> 00:16:53,586
แน่นอน ซึ่งมันไม่จริง

336
00:16:53,586 --> 00:16:57,586
หรือ User หรือผู้ใช้งานอาจเป็นการหยุดที่ไม่ถูกต้อง

337
00:17:00,616 --> 00:17:02,464
ระหว่างประมวลผล

338
00:17:02,464 --> 00:17:03,668
เช่น

339
00:17:03,668 --> 00:17:07,668
กำลังดาวน์โหลดเอกสาร

340
00:17:08,868 --> 00:17:11,011
หรือกำลังทำธุรกรรม

341
00:17:11,011 --> 00:17:14,266
บางคนกำลังโอนเงินอยู่

342
00:17:14,266 --> 00:17:16,250
แล้วไม่ได้ใช้เน็ตในโทรศัพท์ใช้เน็ต WiFi

343
00:17:16,250 --> 00:17:20,115
มีคนถอดปลั๊กออก

344
00:17:20,115 --> 00:17:21,878
การโอนเงินของตอนนั้นของคุณอาจจะมีปัญหาก็ได้

345
00:17:21,878 --> 00:17:25,449
อันนี้คือ

346
00:17:25,449 --> 00:17:25,683
การทำงานอาจจะมีการผิดพลาดหรือปัญหาเกิดขึ้น

347
00:17:25,683 --> 00:17:28,984
อันนี้ก็อธิบายไปแล้วนะ

348
00:17:28,984 --> 00:17:30,818
อันนี้เปลี่ยนแปลง

349
00:17:30,818 --> 00:17:34,818
ซึ่งด้วยสาเหตุเหล่านี้นี่ เราเลยจำเป็นจะต้องมีทั้งการกู้คืน แล้วก็การสำรองข้อมูล

350
00:17:39,733 --> 00:17:43,733
โดยการกู้คืนฐานข้อมูลนี่ ก็คือกระบวนการที่

351
00:17:46,617 --> 00:17:48,146
ทำให้ฐานข้อมูลของเรานี่

352
00:17:48,146 --> 00:17:48,452
กลับสู่สภาวะเดิม

353
00:17:48,452 --> 00:17:51,484
ที่สามารถใช้งานได้

354
00:17:51,484 --> 00:17:55,484
นะคะ ถ้า

355
00:17:56,614 --> 00:17:58,661
ขนาดนั้นถ้าไม่มีความขัดข้องหรือข้อผิดพลาดระหว่างการประมวลผล

356
00:17:58,661 --> 00:18:01,030
ซึ่ง

357
00:18:01,030 --> 00:18:02,266
การฟื้นสภาพหรือการกู้คืนนี่

358
00:18:02,266 --> 00:18:04,999
มันเป็นงานที่ระบบจัดการฐานข้อมูลนี่

359
00:18:04,999 --> 00:18:08,068
ย้อนกลับไป

360
00:18:08,068 --> 00:18:10,176
ยังข้อมูล

361
00:18:10,176 --> 00:18:10,762
ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย

362
00:18:10,762 --> 00:18:14,762
นะคะ

363
00:18:17,077 --> 00:18:17,799
โดยที่ก็เหมือนจะเกิดความขัดข้องและความเสียหายของระบบ ไม่ว่ากรณีใด ๆ

364
00:18:17,799 --> 00:18:21,799
มันจะทำให้ข้อมูลนะนี่ ไม่ถูกต้องแล้วก็เชื่อถือไม่ได้

365
00:18:23,694 --> 00:18:24,240
เราจะต้องย้อนกลับไป

366
00:18:24,240 --> 00:18:27,086
เพราะฉะนั้น

367
00:18:27,086 --> 00:18:31,086
การกู้คืนฐานข้อมูลมันจะเป็นมีวิธีการในการเอาข้อมูลที่ถูกทำลาย

368
00:18:33,210 --> 00:18:37,210
หรืออาจจะถูกเปลี่ยนแปลงให้กับคืนมา

369
00:18:40,177 --> 00:18:44,177
อยู่ในสภาพที่ถูกต้องน่าเชื่อถือเหมือนเดิม

370
00:18:44,246 --> 00:18:48,246
นะคะ ซึ่งอันนี้ก็คือเป็นหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูลเช่นเดียวกัน

371
00:18:50,939 --> 00:18:54,939
นะคะ โดยการกู้คืนข้อมูลการฟื้นสภาพเหมือนนี่ จะเป็นการทำให้เรามั่นใจว่ารายการที่ทำของเรานี่

372
00:18:55,433 --> 00:18:55,666
ถูกยกเลิกไปหรืออาจจะมีความผิดพลาดต่าง ๆ เช่น

373
00:18:55,666 --> 00:18:58,991
น่าจะเกิดจากโปรแกรม

374
00:18:58,991 --> 00:19:00,659
ระบบมันเสีย

375
00:19:00,659 --> 00:19:01,807
ฮาร์ดดิสเสีย

376
00:19:01,807 --> 00:19:03,033
ไฟดับ

377
00:19:03,033 --> 00:19:03,648
ไฟตก

378
00:19:03,648 --> 00:19:07,648
นะคะ สิ่งเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายของฐานข้อมูล

379
00:19:07,929 --> 00:19:11,929
หรือการทำงานอื่นที่ทำงานร่วมกันของข้อมูลนั้น ๆ

380
00:19:12,966 --> 00:19:14,301
นะคะ

381
00:19:14,301 --> 00:19:16,040
โดย

382
00:19:16,040 --> 00:19:18,093
รูปแบบของ

383
00:19:18,093 --> 00:19:22,093
ลักษณะของความ

384
00:19:23,593 --> 00:19:26,080
ผิดพลาดนะคะ อันแรกระบบล่ม ซึ่งอันนี้เราก็น่าจะคุ้นเคยกันอยู่

385
00:19:26,080 --> 00:19:27,687
ความขัดข้องจาก

386
00:19:27,687 --> 00:19:29,369
อุปกรณ์บันทึกข้อมูล

387
00:19:29,369 --> 00:19:31,210
นะคะ ฮาร์ดิสก์เสีย

388
00:19:31,210 --> 00:19:31,986
ssd เสีย

389
00:19:31,986 --> 00:19:34,047
ผิดพลาดของโปรแกรม

390
00:19:34,047 --> 00:19:38,047
ไปธรรมชาติ

391
00:19:40,604 --> 00:19:43,209
อย่างเราเป็นเรียนทางคอมพิวเตอร์ เราจะต้องไปดูแลคอมพิวเตอร์

392
00:19:43,209 --> 00:19:47,123
แต่ถ้าคุณไม่ดูแลเอาใจใส่

393
00:19:47,123 --> 00:19:49,152
ไม่ทำความสะอาด ไม่เช็กความพร้อมอุปกรณ์

394
00:19:49,152 --> 00:19:52,117
ไม่เป็นไรหรอก

395
00:19:52,117 --> 00:19:52,878
เปิดฝาหลังคอมพิวเตอร์มามีแต่ฝุ่น

396
00:19:52,878 --> 00:19:56,878
ถามว่าฝนมันสะสมมาก ๆ

397
00:19:57,927 --> 00:20:01,927
สักวันมันจะช็อตแล้วคอมก็จะพัง

398
00:20:04,408 --> 00:20:06,267
อันนี้คือความไม่ดูแลเอาใจใส่ หรือเอาของเข้ามากินในห้อง น้ำหกแต่คอมพิวเตอร์

399
00:20:06,267 --> 00:20:07,925
ของคุณก็ผ่าน

400
00:20:07,925 --> 00:20:11,212
เพราะฉะนั้น เดี๋ยวถ้า

401
00:20:11,212 --> 00:20:12,188
มีโอกาสที่คุณจะไปดูงานห้องคอมพิวเตอร์

402
00:20:12,188 --> 00:20:15,465
เป็นคอมพิวเตอร์ที่สมบูรณ์แบบ

403
00:20:15,465 --> 00:20:19,324
เขาจะห้าม

404
00:20:19,324 --> 00:20:19,966
ของกินทุกชนิด

405
00:20:19,966 --> 00:20:23,966
รองเท้าต้องสะอาด ถุงเท้าต้องสะอาด

406
00:20:26,765 --> 00:20:28,370
ห้องคอมพิวเตอร์บางห้องต้องใส่หมวกคลุมผม

407
00:20:28,370 --> 00:20:28,722
ไม่ให้ผมร่วงลงไป

408
00:20:28,722 --> 00:20:32,488
เพราะบางทีถ้าพัดลมมันพัด

409
00:20:32,488 --> 00:20:34,197
น้องมันไปเกิด

410
00:20:34,197 --> 00:20:35,786
ช็อตที่ใบพัดของ

411
00:20:35,786 --> 00:20:39,786
ระบบทำความเย็น

412
00:20:41,058 --> 00:20:41,680
เสียหายได้ หรือรวมถึงการก่อวินาศกรรม

413
00:20:41,680 --> 00:20:45,680
ถ้าเราดูหนังหลาย ๆ เรื่อง

414
00:20:46,709 --> 00:20:50,709
นะคะ

415
00:20:50,982 --> 00:20:51,341
จะมีการวางระเบิดห้องคอมพิวเตอร์อะไรอย่างนี้ อันนี้ก็เป็นสาเหตเช่นเดียวกัน

416
00:20:51,341 --> 00:20:53,368
นะคะ

417
00:20:53,368 --> 00:20:57,368
ประเภทของค

418
00:21:00,993 --> 00:21:02,617
วามขัดข้องก็มีอยู่ 3 ลักษณะหลัก ๆ นะคะ

419
00:21:02,617 --> 00:21:06,201
จะเป็นความขัดข้องของ

420
00:21:06,201 --> 00:21:10,201
ระบบ

421
00:21:10,392 --> 00:21:11,331
เช่น ความขัดข้องของระบบปฏิบัติการ

422
00:21:11,331 --> 00:21:11,621
นะคะ

423
00:21:11,621 --> 00:21:14,866
ทำให้ระบบไม่สามารถทำงานไม่ได้

424
00:21:14,866 --> 00:21:18,600
การ

425
00:21:18,600 --> 00:21:19,797
อาจจะต้องมีการปิดเปิดเครื่องใหม่ Restart นะคะ

426
00:21:19,797 --> 00:21:23,391
ซึ่ง

427
00:21:23,391 --> 00:21:23,811
จะมีผลกับทุกรายการเปลี่ยนแปลงที่กำลังทำงานอยู่

428
00:21:23,811 --> 00:21:27,811
อาจจะไม่ถึงขั้นทำลายข้อมูลในฐานข้อมูล

429
00:21:29,351 --> 00:21:32,337
เราจะเรียก

430
00:21:32,337 --> 00:21:32,714
การปกครองแบบนี้ว่าเป็นการปกครองแบบ

431
00:21:32,714 --> 00:21:35,340
อย่างเบาแล้วกัน

432
00:21:35,340 --> 00:21:39,340
นะคะ โดยข้อมูลไม่หาย

433
00:21:40,747 --> 00:21:42,287
แต่ข้อมูลที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์นี่

434
00:21:42,287 --> 00:21:46,287
บางครั้งอาจจะ

435
00:21:48,358 --> 00:21:48,436
ต่อไปครั้งหน้าที่มีการเรียกการทำงานมันอาจจะช้า

436
00:21:48,436 --> 00:21:52,436
นะคะ

437
00:21:55,090 --> 00:21:56,313
เพราะว่าส่วนมากข้อมูลแล้วจะเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ซึ่งฮาร์ดดิสก์ไม่มีไฟฟ้าก็สามารถเก็บข้อมูลได้

438
00:21:56,313 --> 00:21:57,522
นะคะ

439
00:21:57,522 --> 00:22:01,522
ความขัดข้องแบบที่ยังพอรับได้ปิดเปิดเครื่องใหม่

440
00:22:03,300 --> 00:22:03,704
ก็หาย

441
00:22:03,704 --> 00:22:07,704
แต่ถ้าเป็นความขัดข้องของรายการเปลี่ยนแปลง

442
00:22:09,177 --> 00:22:10,083
นะคะ

443
00:22:10,083 --> 00:22:12,087
ก็

444
00:22:12,087 --> 00:22:12,402
จะมีอยู่ 2 ลักษณะ

445
00:22:12,402 --> 00:22:16,218
บางครั้งมันจะเป็นความขัดข้องที่

446
00:22:16,218 --> 00:22:20,218
ป้องกันได้จากโปรแกรมที่เรา

447
00:22:20,716 --> 00:22:22,533
เขียนไว้

448
00:22:22,533 --> 00:22:22,997
หรือโปรแกรมที่เราใช้งาน

449
00:22:22,997 --> 00:22:26,997
โดย

450
00:22:29,578 --> 00:22:30,261
มีทั้งภายในภายนอกที่ไม่สามารถแก้ไขได้ อย่างสมมติว่า

451
00:22:30,261 --> 00:22:33,503
เ

452
00:22:33,503 --> 00:22:34,757
ป็นความขัดข้องที่สามารถป้องกันได้จากภายในโปรแกรม

453
00:22:34,757 --> 00:22:36,863
เช่น

454
00:22:36,863 --> 00:22:38,533
ถ้าเราจะโอนเงิน

455
00:22:38,533 --> 00:22:40,254
สมมติว่าเราอยากโอน

456
00:22:40,254 --> 00:22:40,444
เงิน 500,000

457
00:22:40,444 --> 00:22:42,152
นะคะ

458
00:22:42,152 --> 00:22:46,152
จริง ๆ แล้วมีอยู่ 500

459
00:22:50,055 --> 00:22:50,530
โปรแกรมก็จะเริ่มตรวจสอบความผิดพลาดแล้วว่าแล้วก็แสดงผลว่ายอดเงินของคุณไม่เพียงพอ

460
00:22:50,530 --> 00:22:53,198
ยกเลิกรายการนี้

461
00:22:53,198 --> 00:22:56,081
หรือ

462
00:22:56,081 --> 00:22:59,411
กลับไปแก้ไขจำนวนเงินใหม่

463
00:22:59,411 --> 00:23:00,438
อันนี้คือเราสามารถป้องกันความเสียหายได้

464
00:23:00,438 --> 00:23:01,527
นะคะ

465
00:23:01,527 --> 00:23:03,977
อันนี้ก็คือ

466
00:23:03,977 --> 00:23:05,681
มันจะเป็นเกี่ยวกับตรรกะแนวคิด

467
00:23:05,681 --> 00:23:08,583
อยู่แล้ว

468
00:23:08,583 --> 00:23:10,681
เงินไม่พอจะโอนได้อย่างไร อันนี้เป็น

469
00:23:10,681 --> 00:23:13,630
พื้นฐานง่าย ๆ เป็นต้น

470
00:23:13,630 --> 00:23:14,312
หรือถ้าไม่สามารถป้องกันได้ เช่น

471
00:23:14,312 --> 00:23:18,312
ข้อมูลมันเยอะเกิน อย่างเช่น อยากจะเคยได้ยินข่าวว่า

472
00:23:20,050 --> 00:23:24,050
มีแฮกเกอร์พยายาม

473
00:23:24,159 --> 00:23:25,162
เอาข้อมูลเหมือนพยายามโจมตี server server

474
00:23:25,162 --> 00:23:27,991
หนึ่งนะคะ

475
00:23:27,991 --> 00:23:31,690
อาจจะเป็นมหาวิทยาลัยเราก็ได้

476
00:23:31,690 --> 00:23:34,693
สามารถทำงานได้พร้อมกันเต็มที่ 500 คน

477
00:23:34,693 --> 00:23:36,442
Hacker ใช้ User เป็น 1 ล้าน

478
00:23:36,442 --> 00:23:36,911
คนมาโจมตี

479
00:23:36,911 --> 00:23:40,911
มันจะทำให้ระบบเรานี่ ไม่สามารถรับได้

480
00:23:42,480 --> 00:23:46,480
ระบบอัตโนมัติ

481
00:23:47,720 --> 00:23:49,323
เพราะเรารับได้เต็มที่ 500 แต่คนล้านคนพยายามเข้ามา หรือพยายามกรอกข้อมูลนี่

482
00:23:49,323 --> 00:23:50,603
เป็นไปไม่ได้เลย

483
00:23:50,603 --> 00:23:54,241
ระบบก็จะพัง

484
00:23:54,241 --> 00:23:57,022
นะคะ อย่างนี้เป็นต้น อันนี้คือไม่สามารถ

485
00:23:57,022 --> 00:23:57,936
ตรงกันในโปรแกรมเราได้เลย

486
00:23:57,936 --> 00:24:01,936
กลับอย่างหนึ่ง

487
00:24:03,160 --> 00:24:04,101
กล้องของอุปกรณ์

488
00:24:04,101 --> 00:24:08,101
อาจจะพัง หัวอ่านสะเทือนกระทบกัน นักศึกษาบางคนชอบ

489
00:24:13,449 --> 00:24:15,184
โน๊ตบุ๊กแล้วปิดพัดลม

490
00:24:15,184 --> 00:24:18,090
ปิดเครื่อง

491
00:24:18,090 --> 00:24:21,040
เครื่องก็ยังทำงานอยู่

492
00:24:21,040 --> 00:24:22,950
เวลาคุณขี่มอเตอร์ไซค์

493
00:24:22,950 --> 00:24:24,551
ตกหลุม

494
00:24:24,551 --> 00:24:26,758
มันสะเทือน

495
00:24:26,758 --> 00:24:30,758
อุปกรณ์ที่อยู่ในกระเป๋าเป้เรามันยังทำงาน

496
00:24:32,806 --> 00:24:34,223
มันก็จะสะเทือนไปด้วย

497
00:24:34,223 --> 00:24:38,223
มันก็อาจจะพัง

498
00:24:39,759 --> 00:24:41,524
คอมคุณก็จะพังเพราะบางทีหัวอ่านฮาร์ดดิสก์คุณมันทำงานอยู่

499
00:24:41,524 --> 00:24:43,679
พอมันโดนกระแทก

500
00:24:43,679 --> 00:24:44,987
หัวอ่านมันจะเป็นเข็มเล็ก ๆ

501
00:24:44,987 --> 00:24:45,785
มันก็พัง

502
00:24:45,785 --> 00:24:49,785
นะคะ อันนี้ก็ระวังด้วยอันนี้คือความ

503
00:24:55,958 --> 00:24:57,673
เสียหายของอุปกรณ์ที่ถือว่าเป็นลักษณะที่ค่อนข้างรุนแรงเพราะถ้ามันพัง

504
00:24:57,673 --> 00:25:00,699
เราแก้ไขไม่ได้

505
00:25:00,699 --> 00:25:03,627
เหมือนมันหักไปแล้ว มันเสียไปแล้ว

506
00:25:03,627 --> 00:25:04,911
ข้อมูลเราก็ไม่ได้สำรอง

507
00:25:04,911 --> 00:25:05,085
อันนี้ก็คือ

508
00:25:05,085 --> 00:25:09,085
ข้อผิดพลาดจากอุปกรณ์เก็บข้อมูล

509
00:25:19,315 --> 00:25:19,634

510
00:25:07,955 --> 00:25:11,955
ความจำเป็นของการกู้คืนข้อมูลก็แน่นอนค่ะ อยู่ที่ว่าเราจะสำรองข้อมูลกับอะไรใส่ hdd ไว้ไหมหรือใส่ USB ไว้

511
00:25:20,143 --> 00:25:23,761
อัปโหลดขึ้นบน

512
00:25:23,761 --> 00:25:24,730
Google Drive หรือบน Cloud ก็ว่าไป

513
00:25:24,730 --> 00:25:28,730
ซึ่งประเภทของ

514
00:25:30,010 --> 00:25:33,009
เก็บข้อมูลสำรองจะมีอยู่ 3 แบบ

515
00:25:33,009 --> 00:25:37,009
3 แบบนี้ถ้านับเป็นอุปกรณ์นะ ที่จับต้องได้

516
00:25:41,488 --> 00:25:44,319
อันแรกเป็นอุปกรณ์ที่

517
00:25:44,319 --> 00:25:46,679
เก็บข้อมูลได้ต่อเมื่อมีไฟฟ้า

518
00:25:46,679 --> 00:25:50,679
ในกรณีที่ไม่มีไฟฟ้าข้อมูลพวกนี้จะหายไป

519
00:25:51,859 --> 00:25:52,632
สิ่งเหล่านี้ก็คือ

520
00:25:52,632 --> 00:25:53,167
Ram

521
00:25:53,167 --> 00:25:57,167
เราเรียนประกอบคอมแล้ว Ram จะเป็นการ์ดแผ่นเล็ก ๆ

522
00:25:57,436 --> 00:25:57,910
นะคะ

523
00:25:57,910 --> 00:26:01,581
น่าจะเป็นพื้นที่สำหรับสำรองข้อมูล ตอนที่คอมพิวเตอร์ทำงานอยู่

524
00:26:01,581 --> 00:26:05,487
ถ้าเราปิดปุ๊บข้อมูลในนั้นจะหายไป

525
00:26:05,487 --> 00:26:07,468
นะคะ

526
00:26:07,468 --> 00:26:11,468
กับอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า ก็คือฮาร์ดดิส

527
00:26:14,211 --> 00:26:16,841
ก์ ซึ่งอุปกรณ์ประเภทนี้น่ะ

528
00:26:16,841 --> 00:26:18,197
มักจะเกิดปัญหาก็คือชนิดพัง

529
00:26:18,197 --> 00:26:19,008
อ่านหัด

530
00:26:19,008 --> 00:26:23,008
หรือตัวดิสเป็นรอย

531
00:26:25,066 --> 00:26:25,818
นะคะ เพราะฉะนั้น ก็ต้องระวังด้วย

532
00:26:25,818 --> 00:26:29,818
กลับ

533
00:26:32,060 --> 00:26:34,279
การต่อมาเป็น stable ก็คืออันนี้จะเป็นค่อนข้างโบราณ

534
00:26:34,279 --> 00:26:34,536
ไม่ต้องอาศัยกระแสไฟฟ้า

535
00:26:34,536 --> 00:26:38,536
ส่วนมากจะมาใช้ในการสำรองข้อมูลมากกว่า ลักษณะเป็นเทปแม่เหล็ก

536
00:26:40,145 --> 00:26:41,706
เพราะราคา

537
00:26:41,706 --> 00:26:44,782
ค่อนข้างถูก

538
00:26:44,782 --> 00:26:45,171
การเรียกดูข้อมูลมันจะช้า

539
00:26:45,171 --> 00:26:47,275
นะคะ

540
00:26:47,275 --> 00:26:50,160
แต่ว่า

541
00:26:50,160 --> 00:26:52,538
ส่วนมากเขาเลยใช้เป็นที่เก็บข้อมูล

542
00:26:52,538 --> 00:26:56,538
ไม่ได้มาประมวลผลทุกวัน

543
00:27:01,798 --> 00:27:00,012
นะค

544
00:26:53,738 --> 00:26:57,738
ะ ก็ถามว่านิยมใช้ไหมก็ไม่ล่ะค่ะ เพราะว่าตอนนี้เขาก็ใช้ฮาร์ดดิสก์เป็นหมด

545
00:27:00,667 --> 00:27:01,002
อย่างน้อย ๆ นะคะ

546
00:27:01,002 --> 00:27:05,002
ต่อมาก็เป็นความผิดพลาดทางตรรกะนะคะ มีอยู่ 4 ประเภทนะคะ

547
00:27:09,989 --> 00:27:11,290
อันแรกก็คือความผิดพลาด

548
00:27:11,290 --> 00:27:11,453
นะคะ

549
00:27:11,453 --> 00:27:15,453
ก็บางทีก็เกิดความผิดพลาดตั้งแต่ตอนเราที่เขียนโปรแกรมมันพิมพ์

550
00:27:16,175 --> 00:27:19,508
เช่น

551
00:27:19,508 --> 00:27:22,523
ไม่ยอมทำงานเพราะว่า

552
00:27:22,523 --> 00:27:24,945
บัตรประชาชนคุณกำหนดไว้เป็น 15 หลัก

553
00:27:24,945 --> 00:27:27,605
ความจริงมีแค่ 13

554
00:27:27,605 --> 00:27:29,249
หลัก ออกไม่ครบระบบทำงานไม่ได้

555
00:27:29,249 --> 00:27:33,249
ผู้ใช้งานกรอกถูกแล้ว 13 ตัว แต่ระบบบอกว่ามันต้องมันหายไป 2 ตัว

556
00:27:35,322 --> 00:27:36,506
อันนี้คือ

557
00:27:36,506 --> 00:27:38,349
มันผิด

558
00:27:38,349 --> 00:27:39,559
โปรแกรมบัญชี

559
00:27:39,559 --> 00:27:40,137
เราเขียนผิด

560
00:27:40,137 --> 00:27:44,137
นะคะ ก็ไปถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างหนึ่งหรือว่า

561
00:27:44,968 --> 00:27:48,968
นามสกุล

562
00:27:49,548 --> 00:27:53,548
กรอกเป็นตัวเลขไม่ได้

563
00:27:53,714 --> 00:27:55,562
แต่บังเอิญคุณไม่ได้ปิดความผิดพลาดตรงนี้

564
00:27:55,562 --> 00:27:57,447
มีคนมาปั่น

565
00:27:57,447 --> 00:27:58,126
มาป่วนระบบค

566
00:27:58,126 --> 00:28:02,126
ุณ เขาใช้นามสกุลเป็นตัวเลข

567
00:28:03,134 --> 00:28:03,543
ระบบยอมให้เซฟหรือยอมให้บันทึกข้อมูล

568
00:28:03,543 --> 00:28:07,543
สรุปคุณก็ได้ข้อมูลขยะเข้ามา ทำให้เปลือง

569
00:28:09,066 --> 00:28:09,716
การประมวลผลข้อมูลอีก

570
00:28:09,716 --> 00:28:09,921
นะคะ

571
00:28:09,921 --> 00:28:13,921
กับความผิดพลาดของระบบ

572
00:28:18,448 --> 00:28:20,096
นะคะ  เช่น ปัญหาการจัดลำดับงานผิดพลาด

573
00:28:20,096 --> 00:28:22,211
แล้วมันเลยเกิดปัญหา

574
00:28:22,211 --> 00:28:23,101
ระบบหยุดการทำงาน

575
00:28:23,101 --> 00:28:25,249
ของมันเอง

576
00:28:25,249 --> 00:28:26,554
ล็อกไม่ให้คุณทำงาน

577
00:28:26,554 --> 00:28:30,554
นะคะ แบบนี้รวมถึงความผิดพลาดของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล เช่น

578
00:28:33,166 --> 00:28:34,827
เหมือนตึก

579
00:28:34,827 --> 00:28:36,305
นี้ไฟไม่สม่ำเสมอ

580
00:28:36,305 --> 00:28:38,347
ไฟตกบ่อย

581
00:28:38,347 --> 00:28:39,243
ข้อมูลหาย

582
00:28:39,243 --> 00:28:43,243
บ่อยนะคะ อันนี้ก็เป็นปัญหา เพราะฉะนั้น ในห้องนี้

583
00:28:46,187 --> 00:28:46,920
เมื่อก่อนเราเลยมีอุปกรณ์สำรองไฟ

584
00:28:46,920 --> 00:28:50,920
อุปกรณ์สำรองไฟใช้ไปนาน ๆ ไฟตกบ่อยก็พัง

585
00:28:54,694 --> 00:28:55,285
เหมือนกันนะคะ อันนี้ก็เป็นความผิดพลาดของระบบ

586
00:28:55,285 --> 00:28:59,285
รวมถึงความผิดพลาดของระบบ

587
00:29:02,568 --> 00:29:03,339
อุปกรณ์ที่เก็บข้อมูล

588
00:29:03,339 --> 00:29:07,339
เช่น ปัญหาบางทีฮาร์ดดิสก์ของเรานี่ พอเราอย่างที่ท่านบอก

589
00:29:09,955 --> 00:29:12,179
คุณแม่ปิดเครื่อง

590
00:29:12,179 --> 00:29:15,125
นี่ มันทำงานตลอด

591
00:29:15,125 --> 00:29:17,509
แล้วหัวเข็มมือที่มันสะเทือน

592
00:29:17,509 --> 00:29:21,509
ไอ้ตัวหน้า

593
00:29:22,378 --> 00:29:23,312
หน้าจานแม่เหล็กที่เก็บข้อมูลของเรานี่ มันเลยเป็นรอยขูดขีด

594
00:29:23,312 --> 00:29:26,767
ลอย

595
00:29:26,767 --> 00:29:29,609
เหมือนสมัยเด็ก ๆ ทุกคนดูแผ่นซีดีน่ะค่ะ

596
00:29:29,609 --> 00:29:33,609
แผ่นซีดีเป็นรอย

597
00:29:34,687 --> 00:29:35,807
หนังในแผ่นซีดีเรานี่ก็จะดูแล้วมันก็จะกระตุก

598
00:29:35,807 --> 00:29:39,807
อาจจะดูไม่ได้เลย

599
00:29:40,446 --> 00:29:40,711
เพราะว่าเราเก็บรักษาไม่ดี

600
00:29:40,711 --> 00:29:44,711
นี่ก็เหมือนกัน

601
00:29:46,411 --> 00:29:50,411
นะคะ เพราะฉะนั้น การใช้อุปกรณ์ใด ๆ ที่เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เนี่

602
00:29:52,149 --> 00:29:54,647
มันค่อนข้างมีราคา แล้วก็มีความสำคัญ อาจจะมีข้อมูลสำคัญของเราอยู่ในนั้น

603
00:29:54,647 --> 00:29:55,536
เราก็ต้องช่วยกันรักษาด้วย

604
00:29:55,536 --> 00:29:56,362
นะคะ

605
00:29:56,362 --> 00:30:00,362
การกู้ข้อมูลจากอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้า

606
00:30:03,117 --> 00:30:03,390
มีอยู่ 3 แบบ

607
00:30:03,390 --> 00:30:07,390
แบบแรกก็เป็นการกู้ข้อมูลที่อาศัยข้อมูลที่เก็บจาก

608
00:30:09,262 --> 00:30:11,215
เขาจะเรียกว่า

609
00:30:11,215 --> 00:30:12,832
รายการเปลี่ยนแปลงนี้

610
00:30:12,832 --> 00:30:16,832
สมมติว่าเวลาเรา

611
00:30:18,093 --> 00:30:18,546
ไปเซ็นชื่อ

612
00:30:18,546 --> 00:30:22,546
หรือ

613
00:30:26,249 --> 00:30:29,472
การเก็บข้อมูลว่าวันนี้คุณมาเรียนกี่โมง กลับบ้านกี่โมง

614
00:30:29,472 --> 00:30:29,720
นะคะ มันก็มีการเก็บไว้

615
00:30:29,720 --> 00:30:33,720
เป็นลำดับรายการเป็นหมายเลขการเปลี่ยนแปลงมีการกระทำอะไรบ้าง

616
00:30:38,085 --> 00:30:39,170
ชื่อตารางมาจากไหน เปลี่ยนแปลงข้อมูลอะไร

617
00:30:39,170 --> 00:30:43,170
ลักษณะของการเก็บข้อมูลเป็นตารางแบบนี้

618
00:30:43,740 --> 00:30:45,314
เช่น

619
00:30:45,314 --> 00:30:46,995
สมมติ

620
00:30:46,995 --> 00:30:48,206
10:12 น

621
00:30:48,206 --> 00:30:50,440
. เริ่มทำงาน

622
00:30:50,440 --> 00:30:54,440
ที่ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล

623
00:30:55,768 --> 00:30:57,749
ของพนักงาน

624
00:30:57,749 --> 00:31:00,175
ลำดับที่เท่าไร

625
00:31:00,175 --> 00:31:01,642
นะคะ

626
00:31:01,642 --> 00:31:04,735
ข้อมูลเดิม

627
00:31:04,735 --> 00:31:05,810
ลำดับที่ 1 เปลี่ยนเป็นลำดับที่ 8

628
00:31:05,810 --> 00:31:09,810
แบบนี้เป็นต้น

629
00:31:10,380 --> 00:31:13,637
นะคะ อันนี้คือเขาจะรู้เลยว่า

630
00:31:13,637 --> 00:31:13,868
ทุก ๆ กี่นาทีมีข้อมูลอะไรเกิดขึ้นบ้าง

631
00:31:13,868 --> 00:31:17,868
มีรายการเปลี่ยนแปลงใดบ้าง อย่างเช่น รายการเปลี่ยนแปลงที่ 1

632
00:31:19,874 --> 00:31:21,069
เปลี่ยนแปลงที่ 2 เปลีแปลงที่ 3

633
00:31:21,069 --> 00:31:24,100
เขียนว่า

634
00:31:24,100 --> 00:31:24,714
ทุกการเปลี่ยนแปลงจะเริ่มต้นที่จุดสตาร์ท

635
00:31:24,714 --> 00:31:27,866
มีการเริ่มทำงาน

636
00:31:27,866 --> 00:31:30,865
อย่างเหมือน

637
00:31:30,865 --> 00:31:32,350
รายการเปลี่ยนแปลง

638
00:31:32,350 --> 00:31:34,464
ที่ 1

639
00:31:34,464 --> 00:31:37,277
เห็นไหมคะ

640
00:31:37,277 --> 00:31:38,777
เริ่มต้นเมื่อ  10:12 น

641
00:31:38,777 --> 00:31:42,777
. สถานะ c

642
00:31:44,462 --> 00:31:47,596
ommit ก็คือยอมรับการเปลี่ยนแปลง

643
00:31:47,596 --> 00:31:51,207
ตอน 10:18 น. ก็คือ

644
00:31:51,207 --> 00:31:52,263
เราทำงานในการแก้ไขข้อมูลนี่ใช้เวลา

645
00:31:52,263 --> 00:31:55,863
6 นาที

646
00:31:55,863 --> 00:31:57,775
มันจะเก็บทุกอย่างที่เกิดขึ้นใน 6 นาทีนั้น

647
00:31:57,775 --> 00:32:01,775
อย่างเช่น start นะคะ เช็กสถานะ ก็คือสตาร์ตก็คือรายการจะเริ่มต้นทำงาน

648
00:32:05,846 --> 00:32:08,565
นะคะ

649
00:32:08,565 --> 00:32:10,903
commit ก็คือทำงานเสร็จ

650
00:32:10,903 --> 00:32:14,903
อัปเดก็คือ

651
00:32:16,328 --> 00:32:17,505
รายการถูกบันทึกแล้วแล้วก็ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่าสถานะหลัก ๆ จะมีอยู่ 3 สถานะ

652
00:32:17,505 --> 00:32:19,721
นะคะ

653
00:32:19,721 --> 00:32:21,784
การเก็บข้อมูลเป็นประเภท

654
00:32:21,784 --> 00:32:23,861
ก็คือเป็นการเก็บ

655
00:32:23,861 --> 00:32:24,663
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั่นเอง

656
00:32:24,663 --> 00:32:28,663
การกู้คืนในเกิดจากเหตุขัดข้องแบบ

657
00:32:35,925 --> 00:32:37,624
ความผิดพลาดของระบบเราจะมีจุดที่เป็นเหมือนจุดตรวจสอบ

658
00:32:37,624 --> 00:32:41,624
นะคะ

659
00:32:42,760 --> 00:32:43,727
ถ้าสมมติว่าทำงานแล้วยังไม่ถึงจุดตรวจสอบแล้วถ้าระบบล่ม

660
00:32:43,727 --> 00:32:45,606
เราจะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

661
00:32:45,606 --> 00:32:49,606
แต่ถ้าการทำงานของเราเลยจุดตรวจสอบแล้ว

662
00:32:54,979 --> 00:32:58,437
แล้วระบบจึงล่มเราจะเริ่มการทำงานใหม่ที่จุดตรวจสอบนั้น

663
00:32:58,437 --> 00:33:01,154
นะคะ ก็คือไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด จะเริ่มตรงจุดที่เรา

664
00:33:01,154 --> 00:33:03,480
มาร์กไว้ หรือเรา

665
00:33:03,480 --> 00:33:03,772
ตั้งธงไว้นั่นเองนะคะ

666
00:33:03,772 --> 00:33:07,772
เดี๋ยววันนี้ค่อยอธิบายเพราะว่าเป็นตัวเลขเยอะนะ

667
00:33:09,690 --> 00:33:12,517
แบบนี้ล่ะค่ะ

668
00:33:12,517 --> 00:33:13,975
อย่างเช่น

669
00:33:13,975 --> 00:33:17,975
วันนี้ค่ะ จุดเช็ก

670
00:33:20,590 --> 00:33:20,981
Point ถามว่าตัวกระบวนการทำงานที่ 1 ที่ 1

671
00:33:20,981 --> 00:33:24,981
เริ่มต้นตรงนี้

672
00:33:25,160 --> 00:33:25,507
ถึงตรงนี้

673
00:33:25,507 --> 00:33:29,507
ถามว่ามันทำงานเสร็จไหม ทำงานเสร็จเรียบร้อยนะคะ

674
00:33:31,261 --> 00:33:31,858
T1 ไม่มีปัญหา อะไร

675
00:33:31,858 --> 00:33:34,836
T2 อ่ะ

676
00:33:34,836 --> 00:33:38,836
T 2 ทำงานผ่านจุด

677
00:33:41,827 --> 00:33:43,409
ตรวจสอบที่ 1 เสร็จเรียบร้อยก่อนถึงจุด

678
00:33:43,409 --> 00:33:47,409
ที่ระบบจะล่ม

679
00:33:47,468 --> 00:33:47,800
ถามว่า T2 ทำงานเสร็จไหม 02:00 ทำงานเสร็จนะคะ

680
00:33:47,800 --> 00:33:51,800
T3:00 น

681
00:33:54,590 --> 00:33:55,403
ทำเริ่มทำงานตรงนี้ผ่านจุดตรวจสอบ

682
00:33:55,403 --> 00:33:59,403
ทำงานจนถึง

683
00:34:02,316 --> 00:34:05,401
ผิดพลาดถามว่าที่ 3 จะเริ่มทำงานที่ไหน

684
00:34:05,401 --> 00:34:09,048
เริ่มตรงนี้นะคะ จะเริ่มตรงที่จุดตรวจสอบตรงนี้

685
00:34:09,048 --> 00:34:13,048
T4

686
00:34:16,219 --> 00:34:16,360
เริ่มทำงานตรงนี้เสร็จตรงนี้ไม่อยู่ในจุดตรวจสอบก็จริง แต่เราก็นับว่าเขาทำงานเสร็จเรียบร้อย

687
00:34:16,360 --> 00:34:19,631
นะคะ

688
00:34:19,631 --> 00:34:21,985
ส่วน T5

689
00:34:21,985 --> 00:34:25,985
ทำงานหลังจากตรวจสอบ

690
00:34:26,502 --> 00:34:28,597
แล้วทำไม่เสร็จ T5 จะทำยังไง T5 ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด

691
00:34:28,597 --> 00:34:30,949
อันนี้คือการ

692
00:34:30,949 --> 00:34:34,949
ทำงานของจุดตรวจสอบ

693
00:34:36,787 --> 00:34:38,128
จะเห็นได้ว่าถ้าคุณทำงานผ่านจุดตรวจสอบก็จริง แต่ถ้าระบบมันทำงานเสร็จ

694
00:34:38,128 --> 00:34:38,538
ก็ไม่มีปัญหาอะไร

695
00:34:38,538 --> 00:34:42,538
แต่ถ้าการทำงานมีปัญหา

696
00:34:43,309 --> 00:34:46,462
แล้วผ่านจุดตรวจสอบแล้ว

697
00:34:46,462 --> 00:34:50,274
เราจะไม่เริ่มใหม่ทั้งหมด เราจะเริ่มต้นแค่ตรงที่จุดตรวจสอบ

698
00:34:50,274 --> 00:34:54,274
นะคะ อันนี้เป็นแบบการกู้คืนข้อมูลแบบใช้จุดตรวจสอบ

699
00:34:55,952 --> 00:34:56,359
กับการกู้คืนแบบ

700
00:34:56,359 --> 00:35:00,359
ทำคล้าย ๆ กับว่าเป็นสำเนาข้อมูล

701
00:35:01,629 --> 00:35:05,629
นะคะ ก็ส่วนมากตัวนี้การกู้คืนตัวนี้จะใช้

702
00:35:09,274 --> 00:35:13,274
พื้นที่ในการเก็บข้อมูลเยอะพอสมควร

703
00:35:13,637 --> 00:35:17,345
เพราะไม่ว่าจะมีการกระทำใด ๆ เกิดขึ้นในระบบของเรา

704
00:35:17,345 --> 00:35:18,070
มันจะทำสำเนาซ้ำไว้ด้วยเสมอ

705
00:35:18,070 --> 00:35:22,070
เหมือนกับเงา

706
00:35:25,731 --> 00:35:27,706
นะคะ เขาเรียกว่าเหมือนเราเดินไปก็จะมีเงาติดตัวเราไปด้วย เราเดินซ้ายต้องเอาไปทางซ้าย

707
00:35:27,706 --> 00:35:27,865
เราเดินขวาก็เป็นเงาทางขวา

708
00:35:27,865 --> 00:35:31,865
เพราะฉะนั้น

709
00:35:32,837 --> 00:35:34,111
ไม่ว่าจะเกิดการกระทำใดขึ้น จะมีสำเนา

710
00:35:34,111 --> 00:35:34,288
ไว้ด้วยเสมอ

711
00:35:34,288 --> 00:35:37,583
นะคะ

712
00:35:37,583 --> 00:35:38,407
อันนี้เป็นการ

713
00:35:38,407 --> 00:35:38,759
ทำแบบ

714
00:35:38,759 --> 00:35:42,163
shadow paging นะคะ

715
00:35:42,163 --> 00:35:46,163
เป็นการกู้ข้อมูลจาก

716
00:35:48,054 --> 00:35:50,691
การสำรองข้อมูลที่ไม่ใช้ไฟฟ้า

717
00:35:50,691 --> 00:35:54,691
ส่วนมากก็จะเป็นอุปกรณ์ที่เป็น

718
00:35:54,939 --> 00:35:58,939
ฮาร์ดดิสก์หรือว่าเทปแม่เหล็ก

719
00:35:59,427 --> 00:36:02,389
นะคะ

720
00:36:02,389 --> 00:36:02,585
แต่แบบนี้นี่ เราจะไม่ทำสำเนาตลอดเวลา

721
00:36:02,585 --> 00:36:06,585
เราจะมีการกำหนดช่วงเวลาในการสำรองข้อมูล

722
00:36:09,348 --> 00:36:11,078
เช่น ทุก ๆ 1 เดือน

723
00:36:11,078 --> 00:36:13,699
2 เดือน 3 เดือนว่าไป

724
00:36:13,699 --> 00:36:17,699
แต่ถ้าเป็นข้อมูลปริมาณมาก

725
00:36:17,803 --> 00:36:19,268
นะคะ อย่างในธนาคารนี่ เขาจำเป็นต้องสำรองข้อมูล

726
00:36:19,268 --> 00:36:20,051
แทบจะตลอดเวลาเลย

727
00:36:20,051 --> 00:36:21,423
เพราะเขา

728
00:36:21,423 --> 00:36:25,423
มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ มันจะพลาดไม่ได้

729
00:36:25,638 --> 00:36:29,638
วันนี้จะทำงานได้พรุ่งนี้อาจจะไปไม่หเก็บข้อมูลหรือเปล่าก็ไม่รู้

730
00:36:31,560 --> 00:36:35,560
โดยการกู้คืนข้อมูลแบบนี้นี่ ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่

731
00:36:40,186 --> 00:36:43,386
เขาจะต้องมีการซ้อมด้วย

732
00:36:43,386 --> 00:36:44,628
ว่าถ้าเกิดวันนี้นี่

733
00:36:44,628 --> 00:36:48,628
ระบบล่ม

734
00:36:50,160 --> 00:36:51,309
8:00 น. พรุ่งนี้ต้องทำงาน

735
00:36:51,309 --> 00:36:55,309
จะทำ

736
00:36:55,921 --> 00:36:56,439
อย่างไร ถ้าใครที่ทำงานเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ทั้งหมดจะต้องมาซ้อม

737
00:36:56,439 --> 00:37:00,439
อาจจะเป็นธนาคารขนาดใหญ่

738
00:37:01,040 --> 00:37:01,332
แห่งหนึ่ง

739
00:37:01,332 --> 00:37:05,332
พรุ่งนี้ต้องทำงานเหมือนเดิมเงินต้องอยู่เหมือนเดิม

740
00:37:05,741 --> 00:37:09,741
ต้องกู้คืนระบบให้ได้ภายใน 6 ชั่วโมง

741
00:37:10,388 --> 00:37:14,388
ข้อมูลทั้งหมด

742
00:37:17,018 --> 00:37:19,170
ต้องมีการซ้อมด้วย เช่น สมมติว่าคุณมีข้อมูลที่เก็บไว้มันจะเป็นฮาร์ดดิสก์ประมาณ

743
00:37:19,170 --> 00:37:20,158
เป็นพัน ๆ ฮาร์ดดิส

744
00:37:20,158 --> 00:37:20,768
ก์ 1 ลูก

745
00:37:20,768 --> 00:37:24,768
คุณจะเรียกข้อมูลกลับคืนมาอย่างไรให้เสร็จภายในพรุ่งนี้เช้า

746
00:37:25,935 --> 00:37:27,607
เขาต้องสอนนะคะ

747
00:37:27,607 --> 00:37:31,607
บางทีถ้าเป็นคนที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์และเฝ้า Server เดี๋ยวบางทีต้องมานอนเฝ้าห้องด้วยซ้ำ

748
00:37:34,185 --> 00:37:38,185
เขาก็จะห้ามของกินห้ามสูบบุหรี่

749
00:37:42,126 --> 00:37:42,378
ห้อง Server ก็จะหนาวมาก อาจจะต้องนอนในนั้น บางคนมีถุงนอนด้วยซ้ำ

750
00:37:42,378 --> 00:37:44,734
เพื่อ

751
00:37:44,734 --> 00:37:45,103
เฝ้า

752
00:37:45,103 --> 00:37:48,127
อุปกรณ์เก็บข้อมูล

753
00:37:48,127 --> 00:37:52,127
นะคะ การกู้ข้อมูลจะเป็นการโอนข้อมูลจาก

754
00:37:55,883 --> 00:37:56,769
อุปกรณ์เก็บข้อมูลทั้งหมดกลับมา

755
00:37:56,769 --> 00:38:00,748
แล้วก็จะเอา

756
00:38:00,748 --> 00:38:04,697
รายการเปลี่ยนแปลงที่มีการเก็บ

757
00:38:04,697 --> 00:38:05,476
Log file ก็คือการเก็บเวลาการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

758
00:38:05,476 --> 00:38:08,237
ที่ทำงานสมบูรณ์

759
00:38:08,237 --> 00:38:10,491
นะคะ

760
00:38:10,491 --> 00:38:13,749
ก็จะมาบันทึกไว้ใน

761
00:38:13,749 --> 00:38:17,749
ระบบที่เรากู้คืนมาใหม่ทั้งหมด

762
00:38:21,450 --> 00:38:24,928

763
00:38:20,283 --> 00:38:22,206
ก็คือเหมือนกับถ้ามันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเราก็จะก๊อบกันมาทั้งหมด

764
00:38:22,206 --> 00:38:25,802
นะคะ

765
00:38:25,802 --> 00:38:29,802
วันนี้ก็จะประมาณนี้เพราะว่า

766
00:38:30,094 --> 00:38:33,500
เราจะไม่เน้นว่าทุกคนจะต้อง

767
00:38:33,500 --> 00:38:35,817
สำรองข้อมูลเองทั้งหมดนะ อันนี้ให้รู้ไว้

768
00:38:35,817 --> 00:38:37,136
มันจะเป็นฐานข้อมูลขั้นสูง

769
00:38:37,136 --> 00:38:41,136
ซึ่งจะเรียนในปี

770
00:38:42,909 --> 00:38:46,034
ที่สูงกว่านี้นะคะ เป็นวิชาเฉพาะทาง

771
00:38:46,034 --> 00:38:47,343
แต่ว่าภาษา SQL นี่

772
00:38:47,343 --> 00:38:50,653
ทุกคนต้องได้เรียน

773
00:38:50,653 --> 00:38:51,925
นะคะ อาทิตย์หน้า

774
00:38:51,925 --> 00:38:54,302
จะเป็นตัวอย่าง

775
00:38:54,302 --> 00:38:55,704
คำสั่งภาษา SQL

776
00:38:55,704 --> 00:38:58,879
นะคะ ที่ทุกคนจะต้อง

777
00:38:58,879 --> 00:38:59,590
จำแล้วก็ต้องทำให้ได้

778
00:38:59,590 --> 00:39:03,590
ว่าแต่ละคำสั่ง

779
00:39:04,741 --> 00:39:06,003
มันมีความสำคัญอย่างไร กระบวนการทำงาน

780
00:39:06,003 --> 00:39:10,003
เราจะเขียน

781
00:39:10,081 --> 00:39:14,081
เขียนโปรแกรมอยา่งไร ในการเรียกดูข้อมูล

782
00:39:14,605 --> 00:39:15,583
ใครยังใช้โปรแกรมไม่เป็นเดี๋ยวอาทิตย์หน้าอาจารย์จะพาดู

783
00:39:15,583 --> 00:39:19,583
ยัง ๆ ก่อน

784
00:39:22,111 --> 00:39:22,734
ว่าแต่ละคำสั่งมันต้องทำงานอย่างไร ถ้าเราจะเรียกดูข้อมูลเราจะต้องใช้คำสั่งอะไร

785
00:39:22,734 --> 00:39:26,406
นะคะ

786
00:39:26,406 --> 00:39:26,956
ถ้าจะเพิ่มข้อมูลใช้คำสั่งอะไร

787
00:39:26,956 --> 00:39:30,234
แก้ไขข้อมูล

788
00:39:30,234 --> 00:39:30,790
ลบข้อมูล

789
00:39:30,790 --> 00:39:34,790
ต้องทำอ

790
00:39:36,401 --> 00:39:38,114
ย่างไร แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเราจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

791
00:39:38,114 --> 00:39:39,543
นะคะ

792
00:39:39,543 --> 00:39:41,311
เพราะฉะนั้น

793
00:39:41,311 --> 00:39:41,720
แล้วก็พิมพ์ให้ถูก

794
00:39:41,720 --> 00:39:45,720
หรือแปลความหมายมันได้ยิ่งดี ว่าคำศัพท์คำนี้ถ้าเป็นภาษาไทย

795
00:39:50,371 --> 00:39:51,820
มันคืออะไร ทำไมเราถึงเลือกใช้คำนี้

796
00:39:51,820 --> 00:39:55,111
นะคะ

797
00:39:55,111 --> 00:39:55,180
เวลาสมมติว่าต่อไปปี 3 ไปฝึกงาน

798
00:39:55,180 --> 00:39:58,457
เขาถามว่ารู้จักฐานข้อมูลไหม

799
00:39:58,457 --> 00:40:00,575
รู้จักคำสั่งนี้หรือเปล่า

800
00:40:00,575 --> 00:40:04,575
นะคะ

801
00:40:06,494 --> 00:40:06,594
เราจะได้ตอบเขาได้ว่าอย่างน้อยเรารู้ว่าคำสั่งนี้มันทำงาน

802
00:40:06,594 --> 00:40:08,256
อย่างไรนะคะ

803
00:40:08,256 --> 00:40:12,256
วันนี้ไม่มีการบ้าน

804
00:40:14,397 --> 00:40:15,888
นะคะ เพราะว่าต้องขออนุญาตไปประชุมตอน 14:00 น. พอดี

805
00:40:15,888 --> 00:40:19,888
วันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ แต่ว่าอาทิตย์หน้านะคะ เตรียม

806
00:40:22,188 --> 00:40:23,152
ดี ๆ ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษกัน

807
00:40:23,152 --> 00:40:27,152
นะคะ

808
00:40:28,184 --> 00:40:32,184
วันนี้ก็ขอบคุณล่ามแล้วก็ขอบคุณข้อความด้วยนะคะ ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ

809
00:40:44,758 --> 00:40:48,758

810
00:40:45,232 --> 00:41:07,450
[สิ้นสุดการถอดความ]

811
00:40:29,237 --> 00:40:33,237


