﻿1
00:00:04,009 --> 00:00:04,009

2
00:00:04,009 --> 00:00:04,009

3
00:00:04,009 --> 00:00:08,009
(อาจารย์เกวลี)  โอเค งั้นเดี๋ยวเริ่มเลยนะคะวันนี้จะเป็นบทที่ 8

4
00:00:10,791 --> 00:00:12,271
บท

5
00:00:12,271 --> 00:00:14,132
เหลืออีก 2 บทเราก็

6
00:00:14,132 --> 00:00:14,893
ได้

7
00:00:14,893 --> 00:00:16,113
ธรรมปฏิบัติ

8
00:00:16,113 --> 00:00:16,943

9
00:00:16,943 --> 00:00:18,807
วันนี้จะเป็นเกี่ยวกับ

10
00:00:18,807 --> 00:00:22,807
กระบวนการทำงานของฐานข้อมูลนี่ มันก็จะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล

11
00:00:23,038 --> 00:00:23,807

12
00:00:23,807 --> 00:00:27,578
มันเป็นการเพิ่มลบแก้ไขเราจะเรียกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง

13
00:00:27,578 --> 00:00:31,578
รวมถึงถ้าสมมติว่าระบบฐานข้อมูลเรามีปัญหา

14
00:00:31,749 --> 00:00:35,521
ฃ เราจะทำการกู้คืนระบบอย่างไร หรือ

15
00:00:35,521 --> 00:00:37,570
จะสำรองข้อมูลอ

16
00:00:37,570 --> 00:00:39,623
ย่างไร เพื่อป้องกันความเสียหายของข้อมูล

17
00:00:39,623 --> 00:00:41,413
นะคะ

18
00:00:41,413 --> 00:00:45,264
โดยรายการการเปลี่ยนแปลงนี่ มันจะมีนิยามอยู่ 3 ยุค

19
00:00:45,264 --> 00:00:48,144
ยุคแรกก็คือไฟล์ที่เราเก็บ

20
00:00:48,144 --> 00:00:51,026
รายการที่มีการเปลี่ยนแปลงไว้นี่นะคะ

21
00:00:51,026 --> 00:00:51,217

22
00:00:51,217 --> 00:00:53,598
จะเก็บไว้ในแฟ้มข้อมูลหลัก

23
00:00:53,598 --> 00:00:57,310
ซึ่งจะเป็นการเก็บเป็นแบบเรียงลำดับ

24
00:00:57,310 --> 00:00:58,401
นะคะ

25
00:00:58,401 --> 00:01:01,542
หรือ Sequential File ที่มีการเรียง

26
00:01:01,542 --> 00:01:03,782
ข้อมูลไว้เรียบร้อยแล้ว

27
00:01:03,782 --> 00:01:04,495
นะคะ

28
00:01:04,495 --> 00:01:05,454

29
00:01:05,454 --> 00:01:05,705

30
00:01:05,705 --> 00:01:06,025

31
00:01:06,025 --> 00:01:08,206
ต่อมาจะเป็นยุคที่ 2

32
00:01:08,206 --> 00:01:11,797
ตอนแรกก็เก็บข้อมูลเป็นเหมือนอาจจะเป็นคล้าย ๆ ไฟล์กระดาษ

33
00:01:11,797 --> 00:01:12,059

34
00:01:12,059 --> 00:01:16,059
พอยุคที่ 2 นี่เราจะเริ่มใช้เป็นพวกดิสก์  hdd เนี่ยเก็บข้อมูล

35
00:01:16,468 --> 00:01:17,179

36
00:01:17,179 --> 00:01:17,628

37
00:01:17,628 --> 00:01:20,390
ซึ่งการเก็บข้อมูลในฮาร์ดดิสก์นี่

38
00:01:20,390 --> 00:01:23,460
มันจะไม่เป็นการเก็บข้อมูลแบบเรียงลำดับแล้ว

39
00:01:23,460 --> 00:01:24,291

40
00:01:24,291 --> 00:01:25,256

41
00:01:25,256 --> 00:01:29,256
ซึ่งรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี่ จะหมายถึงทุก ๆ กิจกรรมที่ทำอยู่บน

42
00:01:30,955 --> 00:01:32,556
ไฟล์ข้อมูลของเรา

43
00:01:32,556 --> 00:01:32,815

44
00:01:32,815 --> 00:01:33,587

45
00:01:33,587 --> 00:01:34,170

46
00:01:34,170 --> 00:01:34,940

47
00:01:34,940 --> 00:01:35,200

48
00:01:35,200 --> 00:01:38,013
น่าจะตอนเช้า 10:00 น. มีการเพิ่มข้อมูล

49
00:01:38,013 --> 00:01:39,042
นะคะ

50
00:01:39,042 --> 00:01:43,042
10:30 น. อาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆก็ตามที่เกิดขึ้น

51
00:01:43,914 --> 00:01:44,806
นะคะ

52
00:01:44,806 --> 00:01:47,046
วันนี้จะเริ่มเป็นยุคที่ 2

53
00:01:47,046 --> 00:01:48,208

54
00:01:48,208 --> 00:01:50,249
ยุคที่ 3

55
00:01:50,249 --> 00:01:52,370
ซึ่งเป็นยุคปัจจุบันนี้ละ

56
00:01:52,370 --> 00:01:53,590

57
00:01:53,590 --> 00:01:53,781

58
00:01:53,781 --> 00:01:57,781
การเก็บข้อมูลนะคะ การเปลี่ยนแปลงทุกอย่างที่เกิดขึ้นในระบบจัดการฐานข้อมูลนี่

59
00:01:58,724 --> 00:02:01,536
จะอยู่ในรูปแบบของกลุ่มคำสั่ง

60
00:02:01,536 --> 00:02:02,567

61
00:02:02,567 --> 00:02:05,579
โดยใช้ภาษาที่ใช้จัดการฐานข้อมูล

62
00:02:05,579 --> 00:02:07,119
ระดับตรรกะ

63
00:02:07,119 --> 00:02:07,820
นะคะ

64
00:02:07,820 --> 00:02:08,271

65
00:02:08,271 --> 00:02:12,271
ที่อาจจะมีการยอมให้ละเมิดกฎความคงสภาพของข้อมูล

66
00:02:13,465 --> 00:02:15,386
บางกฎได้

67
00:02:15,386 --> 00:02:19,297
หรือกฎที่ทำความถูกต้องของฐานข้อมูล

68
00:02:19,297 --> 00:02:19,747

69
00:02:19,747 --> 00:02:21,788
แต่จะต้องเป็นเกี่ยวข้องกับ

70
00:02:21,788 --> 00:02:21,919

71
00:02:21,919 --> 00:02:23,912
กฎของการดำเนินธุรกิจ

72
00:02:23,912 --> 00:02:25,131
ต่าง ๆ

73
00:02:25,131 --> 00:02:25,962

74
00:02:25,962 --> 00:02:27,754
นะคะ เราจะต้องใส่

75
00:02:27,754 --> 00:02:30,705
ข้อบังคับไว้ว่าข้อมูลเหล่านี้

76
00:02:30,705 --> 00:02:32,437
ถ้าสมมติว่าคุณ

77
00:02:32,437 --> 00:02:35,259
ผิดพลาดจะเป็น

78
00:02:35,259 --> 00:02:38,401
อย่างไร ข้อมูลถูกต้องระบบจะแจ้งเตือนอ

79
00:02:38,401 --> 00:02:42,401
ย่างไร ซึ่งกฎต่าง ๆ พวกนี้นี่ ที่อยู่ในฐานข้อมูล

80
00:02:42,823 --> 00:02:46,406
ถูกบังคับใช้โดยระบบจัดการฐานข้อมูล

81
00:02:46,406 --> 00:02:47,308

82
00:02:47,308 --> 00:02:49,049
อันนี้ก็คือ

83
00:02:49,049 --> 00:02:52,181
การเปลี่ยนแปลงข้อมูลในยุคปัจจุบันเราจะใช้

84
00:02:52,181 --> 00:02:53,403
กลุ่มของคำสั่ง

85
00:02:53,403 --> 00:02:55,514
ภาษาที่จัดการฐานข้อมูล

86
00:02:55,514 --> 00:02:56,165

87
00:02:56,165 --> 00:02:58,334
นะคะ ซึ่งในวิชานี้

88
00:02:58,334 --> 00:03:01,989
เราจะเรียนเกี่ยวกับภาษา SQL เบื้องต้น

89
00:03:01,989 --> 00:03:05,330
นะคะ

90
00:03:05,330 --> 00:03:05,460

91
00:03:05,460 --> 00:03:06,162

92
00:03:06,162 --> 00:03:07,183

93
00:03:07,183 --> 00:03:07,384

94
00:03:07,384 --> 00:03:07,573

95
00:03:07,573 --> 00:03:10,456
โดยเริ่มแรกนะคะ

96
00:03:10,456 --> 00:03:14,456
รายการการเปลี่ยนแปลงนี่ มันอาจจะเกิดขึ้นกับระบบที่

97
00:03:15,589 --> 00:03:17,443
ใช้งานคนเดียว

98
00:03:17,443 --> 00:03:21,443
นะคะ หรือเป็นระบบที่ใช้งานร่วมกันหลายคน

99
00:03:21,615 --> 00:03:21,744

100
00:03:21,744 --> 00:03:22,196

101
00:03:22,196 --> 00:03:24,367
หรืออาจจะเป็นการทำงานที่

102
00:03:24,367 --> 00:03:26,287
พร้อม ๆ กันไป

103
00:03:26,287 --> 00:03:26,677

104
00:03:26,677 --> 00:03:30,677
นะคะ ซึ่งการทำงานพร้อมกันนี่ ก็จะมีอยู่ 2 แบบ ก็คืออาจจะเป็นการทำงานที่

105
00:03:33,338 --> 00:03:33,599

106
00:03:33,599 --> 00:03:37,512
มีรายการระดับที่ 1 รายการระดับที่ 2

107
00:03:37,512 --> 00:03:39,563
นะคะ สลับกันทำงาน

108
00:03:39,563 --> 00:03:41,284
ในเวลา

109
00:03:41,284 --> 00:03:42,375

110
00:03:42,375 --> 00:03:43,787
เดียวกันนะคะ สลับกัน

111
00:03:43,787 --> 00:03:44,556

112
00:03:44,556 --> 00:03:45,257
กับ

113
00:03:45,257 --> 00:03:46,546
อย่างที่ 2

114
00:03:46,546 --> 00:03:50,546
ก็คือจะเป็นการทำงานพร้อม ๆ กันอาจจะมีทั้ง 2 งาน 3 งาน 4 งานว่าไป

115
00:03:52,568 --> 00:03:52,758

116
00:03:52,758 --> 00:03:54,749
เป็นงานที่มากกว่า 1

117
00:03:54,749 --> 00:03:56,540
ส่งข้อมูลเป็นรายงาน

118
00:03:56,540 --> 00:04:00,063
ทุกอย่างจะประมวลผลพร้อม ๆ กัน

119
00:04:00,063 --> 00:04:04,063
อันนี้คือการทำงานของรายการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในฐานข้อมูล

120
00:04:06,421 --> 00:04:08,590
อย่างเช่นว่าระบบ

121
00:04:08,590 --> 00:04:10,201
อาจจะเป็นระบบ

122
00:04:10,201 --> 00:04:12,380
ใบเรียกชื่อนักศึกษา

123
00:04:12,380 --> 00:04:13,211

124
00:04:13,211 --> 00:04:17,211
นะคะ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมี 300 คน สามารถเข้าใช้ระบบนี้ได้พร้อมกัน

125
00:04:17,887 --> 00:04:19,948
อาจจะมีการประมวลผล

126
00:04:19,948 --> 00:04:23,020
รายชื่อนักศึกษาได้พร้อมกัน 300 คนก็ได้

127
00:04:23,020 --> 00:04:24,299
นะคะ

128
00:04:24,299 --> 00:04:25,321

129
00:04:25,321 --> 00:04:27,890
อันนี้คือการประมวลผลมากกว่า 1 คน

130
00:04:27,890 --> 00:04:28,804

131
00:04:28,804 --> 00:04:32,804
ในเวลาเดียวกันนี่อาจจะมีสัก 10 คนดูข้อมูลนักศึกษาชุดเดียวกันก็ได้

132
00:04:34,036 --> 00:04:36,678
เขามันจะทำงานได้ไหมว่าต้องทำงานได้

133
00:04:36,678 --> 00:04:37,442

134
00:04:37,442 --> 00:04:37,758

135
00:04:37,758 --> 00:04:38,661
ซึ่ง

136
00:04:38,661 --> 00:04:41,415
การทำงาน 1 คนเดียวกันทำงานหลายคน

137
00:04:41,415 --> 00:04:42,693

138
00:04:42,693 --> 00:04:46,164
มันจะมีแนวทางหรือข้อกำหนดประเภทของ

139
00:04:46,164 --> 00:04:47,636
ฐานข้อมูลไว้อีกแบบหนึ่ง

140
00:04:47,636 --> 00:04:50,198
โดยที่จะ

141
00:04:50,198 --> 00:04:50,769

142
00:04:50,769 --> 00:04:53,791
กำหนดจำนวนของผู้ใช้งาน

143
00:04:53,791 --> 00:04:56,353
ที่สามารถเข้าใช้งานพร้อม ๆ กันได้

144
00:04:56,353 --> 00:05:00,353
อย่างเช่นว่าบางระบบในระบบจัดการฐานข้อมูลเขาจะกำหนดไว้ว่า

145
00:05:01,805 --> 00:05:05,805
ในเวลานั้น จะต้องมีผู้ใช้งานแค่คนเดียวที่ทำงานอยู่

146
00:05:06,158 --> 00:05:06,609

147
00:05:06,609 --> 00:05:08,728
หรือถ้าเป็นระบบจัดการฐานข้อมูล

148
00:05:08,728 --> 00:05:12,312
โดยทั่วไปในโลกของความเป็นจริง ส่วนมาก

149
00:05:12,312 --> 00:05:14,873
เขาจะให้ผู้ใช้งานนี่

150
00:05:14,873 --> 00:05:18,873
สามารถเข้าใช้งานได้พร้อมกันหลาย ๆ คนในเวลาเดียวกัน

151
00:05:19,177 --> 00:05:20,007

152
00:05:20,007 --> 00:05:21,928
มีการกำหนดสิทธิ์

153
00:05:21,928 --> 00:05:24,052
ของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เท่ากัน

154
00:05:24,052 --> 00:05:24,179

155
00:05:24,179 --> 00:05:24,631

156
00:05:24,631 --> 00:05:28,270
เข้าใช้งานพร้อมกันจริงค่ะ แต่บางคนอาจจะแค่ดูข้อมูล

157
00:05:28,270 --> 00:05:28,472

158
00:05:28,472 --> 00:05:32,472
บางคนอาจจะมาลบข้อมูลบางคนอาจจะมาแก้ไขบางส่วน

159
00:05:33,027 --> 00:05:35,778
มาเพิ่มข้อมูลเข้าไป

160
00:05:35,778 --> 00:05:38,598
ได้หลาย ๆ คนน่ะ จะทำงานพร้อม ๆ กัน

161
00:05:38,598 --> 00:05:38,790

162
00:05:38,790 --> 00:05:42,381
สิทธิ์ในการแก้ไขหรือการเพิ่มเติมใด ๆ ก็ตามนี่

163
00:05:42,381 --> 00:05:43,529
ไม่เท่ากัน

164
00:05:43,529 --> 00:05:43,920

165
00:05:43,920 --> 00:05:45,071

166
00:05:45,071 --> 00:05:45,773

167
00:05:45,773 --> 00:05:46,604

168
00:05:46,604 --> 00:05:50,604
รายการเปลี่ยนแปลงนี่ มันจะเป็นเกี่ยวกับการประมวลผลของโปรแกรม

169
00:05:51,097 --> 00:05:51,676

170
00:05:51,676 --> 00:05:53,600
ที่ทำงานในเชิง

171
00:05:53,600 --> 00:05:56,030
ก็คือเป็น

172
00:05:56,030 --> 00:05:58,662
อาจจะคิดว่าข้อมูลนี้จริงหรือเท็จ

173
00:05:58,662 --> 00:06:00,454
ข้อมูลนี้ถูกหรือผิด

174
00:06:00,454 --> 00:06:00,774

175
00:06:00,774 --> 00:06:03,656
นะคะ โดย

176
00:06:03,656 --> 00:06:07,656
รายการเปลี่ยนแปลงนี่ จะประกอบไปด้วยการปฏิบัติที่

177
00:06:07,896 --> 00:06:10,648
ทั้งหน่วยประมวลผลทั้งฐานข้อมูล

178
00:06:10,648 --> 00:06:14,051
จะมีกระบวนการทำงานใด ๆ กระบวนการเกิดขึ้นพร้อมกัน

179
00:06:14,051 --> 00:06:15,071
นะคะ

180
00:06:15,071 --> 00:06:19,071
ซึ่งการทำงานของฐานข้อมูลนี่ จะเป็นการกระทำผ่านโปรแกรมประยุกต์

181
00:06:19,625 --> 00:06:20,778

182
00:06:20,778 --> 00:06:23,538
นะคะ ที่เดี๋ยวอีก 2 สัปดาห์เราจะได้เรียน

183
00:06:23,538 --> 00:06:25,589
โดยใช้ภาษาระดับสูง

184
00:06:25,589 --> 00:06:29,589
ภาษา SQL ที่เราจะเรียนเราถือว่าเป็นภาษาระดับสูง เพราะ

185
00:06:30,271 --> 00:06:32,314
เป็นภาษาที่

186
00:06:32,314 --> 00:06:35,964
มนุษย์อ่านแล้วเข้าใจ ใกล้เคียงกับภาษามนุษย์มากที่สุด

187
00:06:35,964 --> 00:06:39,964
แต่นักศึกษาต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าเราจะต้องใช้เป็นภาษาอังกฤษ

188
00:06:40,777 --> 00:06:41,866

189
00:06:41,866 --> 00:06:45,866
นะคะ เพราะฉะนั้น ฉันคุณพิมพ์คำสั่งเป็นภาษาไทยนี่ ระบบจะไม่ประมวลผลเลย

190
00:06:45,970 --> 00:06:48,470
สำหรับ SQL เบื้องต้น

191
00:06:48,470 --> 00:06:49,172

192
00:06:49,172 --> 00:06:49,943

193
00:06:49,943 --> 00:06:53,943
รายการเปลี่ยนแปลงทุกรายการจะต้องมีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดสิ้นสุด

194
00:06:55,135 --> 00:06:56,225
นะคะ

195
00:06:56,225 --> 00:07:00,225
เหมือนคุณไปกดเงินอยู่หน้ามหาวิทยาลัย จุดเริ่มต้นคืออะไร

196
00:07:01,088 --> 00:07:03,470
วิธีการใส่บัตร ATM เข้าไป

197
00:07:03,470 --> 00:07:05,201
ตอนนี้ไม่มีใคร

198
00:07:05,201 --> 00:07:08,332
กดเงินโดยใช้บัตร ATM แล้ว จุดเริ่มต้นคือ

199
00:07:08,332 --> 00:07:10,194
เข้า Application

200
00:07:10,194 --> 00:07:10,523

201
00:07:10,523 --> 00:07:12,694
กดถอนเงินโดยไม่ใช้บัตร

202
00:07:12,694 --> 00:07:14,427
ทุกอย่างจะเป็นขั้นตอน

203
00:07:14,427 --> 00:07:17,248
ทำตามขั้นตอนไปเรื่อย ๆ

204
00:07:17,248 --> 00:07:18,917
ถึงจุดสิ้นสุดคือ

205
00:07:18,917 --> 00:07:21,798
คุณได้รับเงินออกจากเครื่อง ATM

206
00:07:21,798 --> 00:07:25,131
นะคะ ซึ่งทุกอย่างจะถูกเก็บไว้ว่า

207
00:07:25,131 --> 00:07:27,184
คุณเริ่มกดรหัส

208
00:07:27,184 --> 00:07:28,912
เมื่อเวลาเท่าไร

209
00:07:28,912 --> 00:07:29,103

210
00:07:29,103 --> 00:07:29,494

211
00:07:29,494 --> 00:07:30,386

212
00:07:30,386 --> 00:07:33,210
นะคะ คุณยืนยันยอดเงินกี่โมง

213
00:07:33,210 --> 00:07:33,396

214
00:07:33,396 --> 00:07:36,798
เงินออกจากตู้กี่โมง ทุกอย่างจะถูกเก็บไว้

215
00:07:36,798 --> 00:07:37,948

216
00:07:37,948 --> 00:07:40,390
นะคะ ถ้าหากว่า

217
00:07:40,390 --> 00:07:43,853
ในการจัดการฐานข้อมูลนี่ มันจะมี

218
00:07:43,853 --> 00:07:45,715
รายการเปลี่ยนแปลง

219
00:07:45,715 --> 00:07:46,735

220
00:07:46,735 --> 00:07:48,148
นะคะ

221
00:07:48,148 --> 00:07:50,449
ที่อาจจะ

222
00:07:50,449 --> 00:07:54,449
User ผู้ใช้งานทั่วไปอาจจะไม่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง หรือ

223
00:07:55,133 --> 00:07:57,245
นะคะ

224
00:07:57,245 --> 00:08:00,326
มีไว้อ่านเฉย ๆ

225
00:08:00,326 --> 00:08:03,469
นะคะ ถ้าศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกว่า

226
00:08:03,469 --> 00:08:04,298
Read-Only นะคะ

227
00:08:04,298 --> 00:08:05,651
เอามาดูอย่างเดียว

228
00:08:05,651 --> 00:08:07,763
อย่างเช่น

229
00:08:07,763 --> 00:08:09,690
การเปลี่ยนแปลงที่ไม่ก่อให้เกิด

230
00:08:09,690 --> 00:08:09,942

231
00:08:09,942 --> 00:08:13,942
ผลกระทบกับฐานข้อมูล เช่น คุณแค่อยากดูยอดเงินปัจจุบันว่า

232
00:08:15,136 --> 00:08:17,256
มีเงินเท่าไร

233
00:08:17,256 --> 00:08:18,726

234
00:08:18,726 --> 00:08:21,478
ถามว่าคุณจะถอนเงินไหมไม่

235
00:08:21,478 --> 00:08:24,299
อยากรู้ว่าตอนนี้ฉันมีเงินกี่บาท

236
00:08:24,299 --> 00:08:24,428

237
00:08:24,428 --> 00:08:28,428
เราจะเรียกว่ารายการนั้นคือหรือกระบวนการนั้นว่าเป็นการอ่านอย่างเดียว

238
00:08:29,620 --> 00:08:31,221
ไม่มีการแก้ไข

239
00:08:31,221 --> 00:08:31,660

240
00:08:31,660 --> 00:08:32,631
นะคะ

241
00:08:32,631 --> 00:08:35,324
โดยกระบวนการทำงานของ

242
00:08:35,324 --> 00:08:37,305
ฐานข้อมูลนะคะ

243
00:08:37,305 --> 00:08:39,806
อย่างเริ่มต้น ก็คือมันจะ

244
00:08:39,806 --> 00:08:42,378
เรียกข้อมูลขึ้นมาดูก่อน

245
00:08:42,378 --> 00:08:42,830

246
00:08:42,830 --> 00:08:43,850
นะคะ

247
00:08:43,850 --> 00:08:45,958
เรียกข้อมูลว่าสมมติว่า

248
00:08:45,958 --> 00:08:49,042
อยากดูว่าวันนี้เราจะถอนเงิน

249
00:08:49,042 --> 00:08:52,115
แต่เราจำไม่ได้ว่าเรามีเงินกี่บาท

250
00:08:52,115 --> 00:08:56,115
จะต้องทำการเรียกข้อมูลขึ้นมาดูก่อนว่าเงินในบัญชีมีเท่าไร

251
00:08:57,249 --> 00:09:00,579
นะคะ หน้าจอมันก็แสดงผลว่าเรามีเงินเท่าไร

252
00:09:00,579 --> 00:09:00,770

253
00:09:00,770 --> 00:09:00,962

254
00:09:00,962 --> 00:09:01,992
หลังจากนั้น

255
00:09:01,992 --> 00:09:05,992
จะเป็นการเขียนหรือการแก้ไขหรือการลบ

256
00:09:06,095 --> 00:09:07,245

257
00:09:07,245 --> 00:09:08,146
นะคะ ซึ่ง

258
00:09:08,146 --> 00:09:09,748
ขั้นตอนที่ 3 นี่

259
00:09:09,748 --> 00:09:10,968
จะอยู่ที่ว่า

260
00:09:10,968 --> 00:09:13,078
เราจะโอนเงิน

261
00:09:13,078 --> 00:09:15,259
หรือเราจะถอนเงิน

262
00:09:15,259 --> 00:09:18,143
นะคะ หรือเราจะไม่ทำอะไรเลยก็ได้

263
00:09:18,143 --> 00:09:19,043

264
00:09:19,043 --> 00:09:21,936
นะคะ ทุกอย่างจะต้องมีจุดเริ่มต้น

265
00:09:21,936 --> 00:09:22,955

266
00:09:22,955 --> 00:09:23,538

267
00:09:23,538 --> 00:09:25,709
นะคะ ตัวอย่างตัวนี้

268
00:09:25,709 --> 00:09:26,098

269
00:09:26,098 --> 00:09:26,609

270
00:09:26,609 --> 00:09:27,311

271
00:09:27,311 --> 00:09:29,811
ตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลง

272
00:09:29,811 --> 00:09:32,064
นะคะ

273
00:09:32,064 --> 00:09:34,173
อย่างสมมติให้ T นี

274
00:09:34,173 --> 00:09:35,515
่ โทษทีนะคะ

275
00:09:35,515 --> 00:09:38,278
เป็นรายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

276
00:09:38,278 --> 00:09:40,969
เขาต้องการจะโอนเงินจากบัญชี

277
00:09:40,969 --> 00:09:42,189
ของเอ

278
00:09:42,189 --> 00:09:42,440

279
00:09:42,440 --> 00:09:44,110
จำนวน 5,000 บาท

280
00:09:44,110 --> 00:09:44,680

281
00:09:44,680 --> 00:09:46,422
ไปยังบัญชี B

282
00:09:46,422 --> 00:09:47,382
นะคะ

283
00:09:47,382 --> 00:09:49,173
สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร

284
00:09:49,173 --> 00:09:53,173
สิ่งที่เกิดขึ้นคือตอนแรกเราจะต้องดูข้อมูลก่อนว่าในบัญชี

285
00:09:55,905 --> 00:09:59,105
A ที่ เขาบอกว่าเขาจะโอนเงินไปนี่

286
00:09:59,105 --> 00:10:00,066

287
00:10:00,066 --> 00:10:00,317

288
00:10:00,317 --> 00:10:01,988
โอน 5,000

289
00:10:01,988 --> 00:10:05,002
ขั้นตอนแรกคือดูก่อนสิว่า

290
00:10:05,002 --> 00:10:09,002
บัญชี A มีเงินถึง 5,000 ไหม

291
00:10:09,160 --> 00:10:11,221
B เกินหรือเปล่า

292
00:10:11,221 --> 00:10:11,673

293
00:10:11,673 --> 00:10:12,373

294
00:10:12,373 --> 00:10:15,577
เช็กยอดเงินเสร็จปุ๊บ

295
00:10:15,577 --> 00:10:17,569
เราก็จะมาหักบัญชี

296
00:10:17,569 --> 00:10:19,941
เช่นสมมติเขามี 5,000

297
00:10:19,941 --> 00:10:21,352
ลบ 100 บาท

298
00:10:21,352 --> 00:10:23,912
งั้นแสดงว่ามีจะ

299
00:10:23,912 --> 00:10:26,795
ยอดเงินพอที่จะโอนไปให้

300
00:10:26,795 --> 00:10:28,976
จะทำการลบเงินออก

301
00:10:28,976 --> 00:10:30,386
5,000

302
00:10:30,386 --> 00:10:30,779

303
00:10:30,779 --> 00:10:33,267
ลบไปแล้ว 5,000 ใช่ไหมคะ เพราะว่าเราจะโอน

304
00:10:33,267 --> 00:10:33,397

305
00:10:33,397 --> 00:10:37,397
อันสุดท้ายแล้วบัญชี A จะต้องเหลือเงิน 100 บาท

306
00:10:38,661 --> 00:10:39,681
ใช่ไหม

307
00:10:39,681 --> 00:10:41,602
เวลาเราโอนเงินแล้วถอนเงิน

308
00:10:41,602 --> 00:10:45,602
เขาจะบอกยอดเงินปัจจุบันของเราด้วยอันนี้เป็นเรื่องปกติใช่ไหมคะ

309
00:10:45,968 --> 00:10:47,757
หลังจากนั้น

310
00:10:47,757 --> 00:10:49,936
เราก็จะมา

311
00:10:49,936 --> 00:10:53,338
ดูว่าเขาจะโอนไปที่บัญชี B ใช่ไหมคะ

312
00:10:53,338 --> 00:10:57,180
เราว่ายอดเงินบัญชีดีขึ้นมาดูซิว่ามีเท่าไหร่บัญชี

313
00:10:57,180 --> 00:11:00,194
B จะมีอยู่ 1

314
00:11:00,194 --> 00:11:01,152

315
00:11:01,152 --> 00:11:02,242

316
00:11:02,242 --> 00:11:03,203
,000 1000

317
00:11:03,203 --> 00:11:04,552
บัญชี ิ1000

318
00:11:04,552 --> 00:11:08,194
พ่อโอนมาอีก 5,000

319
00:11:08,194 --> 00:11:12,194
เราก็ต้องอัหรือการปรับปรุงข้อมูลบัญชีบี

320
00:11:12,756 --> 00:11:15,505
1000 ก็จะเพิ่มเป็น 6,000 บาท

321
00:11:15,505 --> 00:11:19,505
อันนี้คือรายการเปลี่ยนแปลงของการโอนบัญชี

322
00:11:19,929 --> 00:11:23,929
B ทุกลำดับขั้นตอนจะต้องมีวันที่เวลากำหนด

323
00:11:24,673 --> 00:11:28,324
ไว้ทุกการเปลี่ยนแปลงเป็นวินาทีเลยด้วยซ้ำ

324
00:11:28,324 --> 00:11:29,804

325
00:11:29,804 --> 00:11:29,994

326
00:11:29,994 --> 00:11:31,726
พอไม่มี

327
00:11:31,726 --> 00:11:33,397
การเปลี่ยนแปลงแล้วนี่

328
00:11:33,397 --> 00:11:36,089
เราใช้งานไปเรื่อย ๆ

329
00:11:36,089 --> 00:11:36,278

330
00:11:36,278 --> 00:11:39,221
ระบบมันอาจจะมีปัญหา

331
00:11:39,221 --> 00:11:41,792
มันจะต้องมีการสำรองข้อมูล

332
00:11:41,792 --> 00:11:42,942
นะคะ

333
00:11:42,942 --> 00:11:46,465
พอเราสำรองข้อมูลไว้ทำไมเราต้องสำรองข้อมูล

334
00:11:46,465 --> 00:11:50,465
นะคะ ถ้ามีข้อมูลสำรองไว้ถ้าระบบมีปัญหาเราสามารถกู้ข้อมูลกลับคืนมาได้

335
00:11:52,936 --> 00:11:56,936
ทำไมเราถึงจำเป็นต้องกู้คืนข้อมูลเกิดเมื่อกี้นี้

336
00:11:57,036 --> 00:11:59,157
เป็นคุณกำลังโอนเงิน

337
00:11:59,157 --> 00:12:02,419
แล้วไฟดับ

338
00:12:02,419 --> 00:12:04,862
โอนไปแล้ว 5,000

339
00:12:04,862 --> 00:12:06,273
ไฟดับพอดี

340
00:12:06,273 --> 00:12:08,453
เงินคุณออกไปแล้ว

341
00:12:08,453 --> 00:12:12,453
แต่บัญชีที่คุณจะโอนให้เงินยังไม่ได้เพราะไฟดับพอดีทำอ

342
00:12:14,283 --> 00:12:15,245

343
00:12:15,245 --> 00:12:17,485
ย่างไรคะ ถือว่าระบบล่ม

344
00:12:17,485 --> 00:12:19,986
มันจะต้องมีการแก้ปัญหา

345
00:12:19,986 --> 00:12:22,676
ซึ่งเป็นหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูล

346
00:12:22,676 --> 00:12:26,676
ระบบจัดการฐานข้อมูลจะต้องรับผิดชอบว่าทุก ๆ การทำงานที่เกิดขึ้นในรายการเปลี่ยนแปลง

347
00:12:28,886 --> 00:12:32,480
ต้องทำเสร็จเรียบร้อย

348
00:12:32,480 --> 00:12:34,983
มีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลง

349
00:12:34,983 --> 00:12:37,032
บันทึกข้อมูลถาวร

350
00:12:37,032 --> 00:12:37,923

351
00:12:37,923 --> 00:12:41,923
ถ้าโอนไปเงินออกจากบัญชีคุณแต่ปลายทางยังไม่ได้รับ ถือว่าการทำรายการเปลี่ยนแปลงนั้นยังไม่สมบูรณ์

352
00:12:50,509 --> 00:12:47,190

353
00:12:46,522 --> 00:12:47,802

354
00:12:47,802 --> 00:12:51,802
นะคะ โดยที่ระบบจัดการฐานข้อมูลจะไม่อนุญาตให้บางกระบวนการทำงานของรายการเปลี่ยนแปลง

355
00:12:54,082 --> 00:12:54,403

356
00:12:54,403 --> 00:12:55,245

357
00:12:55,245 --> 00:12:58,697
นะคะ จะถูกส่งเข้าไปฐานข้อมูล

358
00:12:58,697 --> 00:13:00,366
นะคะ เหมือน

359
00:13:00,366 --> 00:13:02,028
จะเป็นไปได้ไหมว่า

360
00:13:02,028 --> 00:13:05,428
การจะโอนเงิน 5,000 แล้วก็กำลังจะถอนอีก

361
00:13:05,428 --> 00:13:07,540
3,000 ในเวลาเดียวกัน

362
00:13:07,540 --> 00:13:09,210
เป็นไปไม่ได้

363
00:13:09,210 --> 00:13:11,773
เพราะฉะนั้น กระบวนการทำงานจะต้อง

364
00:13:11,773 --> 00:13:13,825
เป็นตาม

365
00:13:13,825 --> 00:13:16,386
รายการที่จะทำอยู่รายการเดียวเท่านั้น

366
00:13:16,386 --> 00:13:16,914

367
00:13:16,914 --> 00:13:20,914
จะทั้งถอนทั้งโอนไม่ได้ต้องเลือกก่อนว่าสรุปคุณจะโอนก่อน

368
00:13:20,937 --> 00:13:23,439
หรือคุณจะถอน

369
00:13:23,439 --> 00:13:27,439
เพราะว่าถ้าบังเอิญว่าคุณปล่อยให้มีการกระทำมากกว่า 2

370
00:13:28,180 --> 00:13:30,552
การกระทำ มากกว่า 1 การกระทำขึ้นมาพร้อมกัน

371
00:13:30,552 --> 00:13:30,743

372
00:13:30,743 --> 00:13:34,396
มันจะเอาไปมันจะสามารถไปเกิดปัญหา

373
00:13:34,396 --> 00:13:37,418
ความไม่ถูกต้องแน่นอนของข้อมูล เช่น

374
00:13:37,418 --> 00:13:38,698
รับเงิน 5,000

375
00:13:38,698 --> 00:13:41,831
เราจะโอน 5,000 แล้วเราก็จะถอน 3

376
00:13:41,831 --> 00:13:44,475
,000 เป็นไปไม่ได้

377
00:13:44,475 --> 00:13:45,365

378
00:13:45,365 --> 00:13:47,477
บางคนมีแอปโทรศัพท์

379
00:13:47,477 --> 00:13:50,810
แต่บัตร ATM อยู่กับแม่

380
00:13:50,810 --> 00:13:52,929
โอนเงินให้เพื่อน 5,000

381
00:13:52,929 --> 00:13:55,435
มั่นใจว่าจะมี 5,000

382
00:13:55,435 --> 00:13:59,435
แม่กดไปแล้ว 3,000 แล้วก็ยังโอนมันโอนไม่ได้ค่ะ เพราะว่ายอดเงินไม่พอ

383
00:14:00,493 --> 00:14:04,203
เพราะฉะนั้น

384
00:14:04,203 --> 00:14:08,203
อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ของระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ

385
00:14:14,242 --> 00:14:10,906

386
00:14:10,165 --> 00:14:10,745

387
00:14:10,745 --> 00:14:12,609
ซึ่งปัญหา

388
00:14:12,609 --> 00:14:13,367

389
00:14:13,367 --> 00:14:13,756

390
00:14:13,756 --> 00:14:17,481
นะคะ การที่ระบบล่ม

391
00:14:17,481 --> 00:14:20,172
นะคะ มันจะมีอยู่ 3 ประเภท

392
00:14:20,172 --> 00:14:24,015
แบบแรกคือรายการเปลี่ยนแปลงผิดพลาด

393
00:14:24,015 --> 00:14:24,524

394
00:14:24,524 --> 00:14:27,536
กับข้อ 2 เป็นปัญหาที่ระบบ

395
00:14:27,536 --> 00:14:27,737

396
00:14:27,737 --> 00:14:30,038
ข้อ 3 จะเป็นปัญหาที่

397
00:14:30,038 --> 00:14:32,980
สิ่งวัตถุที่มาใช้เก็บข้อมูล

398
00:14:32,980 --> 00:14:35,102
นะคะ

399
00:14:35,102 --> 00:14:35,681

400
00:14:35,681 --> 00:14:36,003

401
00:14:36,003 --> 00:14:40,003
โดยที่ปัญหาที่เกิดระหว่างการประมวลผล บางครั้งอาจจะเกิดก

402
00:14:40,226 --> 00:14:40,677

403
00:14:40,677 --> 00:14:43,058
ับคอมพิวเตอร์พัง

404
00:14:43,058 --> 00:14:43,759

405
00:14:43,759 --> 00:14:44,912

406
00:14:44,912 --> 00:14:47,991
นะคะ หรืออาจจะเป็นปัญหาของรายการเปลี่ยนแปลงมัน Error

407
00:14:47,991 --> 00:14:48,372

408
00:14:48,372 --> 00:14:49,652
ก็อาจจะเป็น

409
00:14:49,652 --> 00:14:52,475
โค้ดโปรแกรมอาจจะมีปัญหา

410
00:14:52,475 --> 00:14:53,504
นะคะ

411
00:14:53,504 --> 00:14:56,898
การเรียกดูข้อมูลอาจจะถูกดัก

412
00:14:56,898 --> 00:14:57,407

413
00:14:57,407 --> 00:15:01,001
เจอรายการเปลี่ยนแปลงที่มีความผิดปกติ เช่น

414
00:15:01,001 --> 00:15:05,001
บอกว่ามีคนโอนเงินมา แต่จริง ๆ แล้วไม่พบรายการข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลง

415
00:15:07,355 --> 00:15:08,766
แต่โอนไปแล้ว

416
00:15:08,766 --> 00:15:11,329
แต่ยอดเงินไม่ขึ้น

417
00:15:11,329 --> 00:15:15,329
นะคะ รวมถึงกระบวนการควบคุมการประมวลผลพร้อมกันจะทำอ

418
00:15:16,713 --> 00:15:17,863
ย่างไรนะคะ

419
00:15:17,863 --> 00:15:21,835
อาจจะมีเกี่ยวกับอุปกรณ์พัง ฮาร์ดดิสก์ พัง

420
00:15:21,835 --> 00:15:25,690
คน ใช้งานนาน ๆ อากาศร้อน

421
00:15:25,690 --> 00:15:29,690
คอมพิวเตอร์ก็พังได้เหมือนกันนะคะ เหมือนบางคน

422
00:15:29,912 --> 00:15:33,912
เปิดคอมพิวเตอร์ไว้ไม่เคยปิดเลย พอช่วงฤดูร้อนมันร้อนมาก

423
00:15:35,172 --> 00:15:36,261
ตัวเมนบอร์ด

424
00:15:36,261 --> 00:15:37,472

425
00:15:37,472 --> 00:15:41,472
งอ ความร้อนก็มีรวมถึงอาจจะเกี่ยวกับ

426
00:15:41,513 --> 00:15:43,305
ไฟดับ

427
00:15:43,305 --> 00:15:45,745
ไฟไหม้

428
00:15:45,745 --> 00:15:49,336
อุทกภัย หรือภัยธรรมชาติต่าง ๆ

429
00:15:49,336 --> 00:15:53,336
ก็อาจเกิดขึ้นได้ถือว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้การประมวลผลมีปัญหาเช่นเดียวกัน

430
00:15:53,946 --> 00:15:55,096

431
00:15:55,096 --> 00:15:55,868

432
00:15:55,868 --> 00:15:56,767

433
00:15:56,767 --> 00:15:59,389
นะคะ หรือในการทำงานบาง อย่าง

434
00:15:59,389 --> 00:16:03,389
อาจทำไปสู่นำไปสู่การล่มของระบบ เช่น

435
00:16:03,431 --> 00:16:07,152
คุณใส่ข้อมูลเยอะเกินไป

436
00:16:07,152 --> 00:16:11,152
เหมือนเวลาเราเขียนโปรแกรมแล้วมันไม่รู้จบ

437
00:16:11,247 --> 00:16:12,857
หรือการที่

438
00:16:12,857 --> 00:16:14,518
เอา 0 มาหาร

439
00:16:14,518 --> 00:16:14,778

440
00:16:14,778 --> 00:16:14,968

441
00:16:14,968 --> 00:16:18,968
เวลาเรา 0 มาหารนี่มันจะหาค่าไม่ได้ตอนที่เราเขียนโปรแกรม

442
00:16:19,453 --> 00:16:21,064
ระบบไปรษณีย์ล่ม

443
00:16:21,064 --> 00:16:24,525
รวมถึงตรรกะของการเขียนโปรแกรมอาจจะผิด

444
00:16:24,525 --> 00:16:24,907

445
00:16:24,907 --> 00:16:26,448

446
00:16:26,448 --> 00:16:30,170
อย่างไรดี

447
00:16:30,170 --> 00:16:32,660

448
00:16:32,660 --> 00:16:33,942
สมมติถ้าคน

449
00:16:33,942 --> 00:16:35,161
ผมสั้น

450
00:16:35,161 --> 00:16:36,773
สมมติจะกลัโปรแกรม

451
00:16:36,773 --> 00:16:37,093

452
00:16:37,093 --> 00:16:37,603

453
00:16:37,603 --> 00:16:41,603
คนผมสั้นจะต้องเป็นผู้ชายเท่านั้นถามว่าจริงไหมไม่จริง

454
00:16:42,854 --> 00:16:46,854
ผู้ชายผมยาวก็มีผู้หญิงผมสั้นก็มีอันนี้คือตรรกะผิดพลาด

455
00:16:47,785 --> 00:16:50,216
เราจะมากำหนดอย่างนี้เลยไม่ได้

456
00:16:50,216 --> 00:16:54,216
เหมือนเวลาสแกนใบหน้าอย่างนี้แล้วบอกว่าอุ้ยผมสั้นมาต้องเป็น

457
00:16:54,256 --> 00:16:56,438
แน่นอนซึ่งมันไม่จริง

458
00:16:56,438 --> 00:16:57,139

459
00:16:57,139 --> 00:17:01,139
หรือ User หรือผู้ใช้งานอาจเป็นการหยุดที่ไม่ถูกต้อง

460
00:17:02,463 --> 00:17:04,704
ระหว่างประมวลผล

461
00:17:04,704 --> 00:17:05,548
เช่น

462
00:17:05,548 --> 00:17:07,147

463
00:17:07,147 --> 00:17:07,397

464
00:17:07,397 --> 00:17:10,289
กำลังดาวน์โหลดเอกสาร

465
00:17:10,289 --> 00:17:12,593
หรือกำลังทำธุรกรรม

466
00:17:12,593 --> 00:17:14,772
บางคนกำลังโอนเงินอยู่

467
00:17:14,772 --> 00:17:17,724
เราไม่ได้ใช้เน็ตในโทรศัพท์ ใช้เน็ต WiFi

468
00:17:17,724 --> 00:17:20,476
มีคนถอดปลั๊กออก

469
00:17:20,476 --> 00:17:23,807
การโอนเงินของตอนนั้นของคุณอาจจะมีปัญหาก็ได้

470
00:17:23,807 --> 00:17:25,229
อันนี้คือ

471
00:17:25,229 --> 00:17:28,557
การทำงานอาจจะมีการผิดพลาด หรือปัญหาเกิดขึ้น

472
00:17:28,557 --> 00:17:29,259

473
00:17:29,259 --> 00:17:29,769

474
00:17:29,769 --> 00:17:31,881
อันนี้ก็อธิบายไปแล้วนะ

475
00:17:31,881 --> 00:17:32,463

476
00:17:32,463 --> 00:17:33,684
อันนี้เปลี่ยนแปลง

477
00:17:33,684 --> 00:17:33,874

478
00:17:33,874 --> 00:17:35,035

479
00:17:35,035 --> 00:17:39,035
ซึ่งสาเหตุเหล่านี้นี่ เราเลยจำเป็นจะต้องมีทั้งการกู้คืนแล้วก็การสำรองข้อมูล

480
00:17:42,602 --> 00:17:43,052

481
00:17:43,052 --> 00:17:43,815

482
00:17:43,815 --> 00:17:44,015

483
00:17:44,015 --> 00:17:44,395

484
00:17:44,395 --> 00:17:48,104
โดยการกู้คืนฐานข้อมูลนี่ ก็คือกระบวนการที่

485
00:17:48,104 --> 00:17:49,706
ทำให้ฐานข้อมูลของเรานี่

486
00:17:49,706 --> 00:17:51,376
กลับสู่สภาวะเดิม

487
00:17:51,376 --> 00:17:51,638

488
00:17:51,638 --> 00:17:53,560
ที่สามารถใช้งานได้

489
00:17:53,560 --> 00:17:55,220
นะคะ ถ้า

490
00:17:55,220 --> 00:17:59,220
ขนาดนั้นถ้าไม่มีความขัดข้องหรือข้อผิดพลาดระหว่างการประมวลผล

491
00:18:00,423 --> 00:18:01,892
ซึ่ง

492
00:18:01,892 --> 00:18:05,155
การฟื้นสภาพหรือการกู้คืนนี่

493
00:18:05,155 --> 00:18:05,352

494
00:18:05,352 --> 00:18:07,916
มันเป็นงานที่ระบบจัดการฐานข้อมูลนี่

495
00:18:07,916 --> 00:18:08,366

496
00:18:08,366 --> 00:18:10,097
ย้อนกลับไป

497
00:18:10,097 --> 00:18:11,188
ยังข้อมูล

498
00:18:11,188 --> 00:18:13,681
ก่อนที่จะเกิดความเสียหาย

499
00:18:13,681 --> 00:18:14,318

500
00:18:14,318 --> 00:18:18,318
นะคะ

501
00:18:19,537 --> 00:18:24,523

502
00:18:15,739 --> 00:18:19,739
โดยที่ฐานข้อมูลจะเกิดความขัดข้องและความเสียหายของระบบไม่ว่ากรณีใด ๆ

503
00:18:20,283 --> 00:18:21,692

504
00:18:21,692 --> 00:18:25,283
มันจะทำให้ข้อมูลนะนี่ไม่ถูก ต้องแล้วก็เชื่อถือไม่ได้

505
00:18:25,283 --> 00:18:27,205
เราจะต้องย้อนกลับไป

506
00:18:27,205 --> 00:18:27,525

507
00:18:27,525 --> 00:18:28,485

508
00:18:28,485 --> 00:18:30,027
เพราะฉะนั้น

509
00:18:30,027 --> 00:18:30,539

510
00:18:30,539 --> 00:18:34,539
การกู้คืนฐานข้อมูลมันจะเป็นมีวิธีการในการเอาข้อมูลที่ถูกทำลาย

511
00:18:36,123 --> 00:18:37,013

512
00:18:37,013 --> 00:18:40,355
หรืออาจจะถูกเปลี่ยนแปลงให้กับคืนมา

513
00:18:40,355 --> 00:18:43,429
อยู่ในสภาพที่ถูกต้องน่าเชื่อถือเหมือนเดิม

514
00:18:43,429 --> 00:18:47,429
นะคะ ซึ่งอันนี้ก็คือเป็นหน้าที่ของระบบจัดการฐานข้อมูลเช่นเดียวกัน

515
00:18:47,981 --> 00:18:51,981
นะคะ โดยการกู้คืนข้อมูลการฟื้นสภาพนี่ เหมือนจะเป็นการทำให้เรามั่นใจว่ารายการที่ทำของเรานี่

516
00:18:54,573 --> 00:18:58,573
ถูกยกเลิกไป หรืออาจจะมีความผิดพลาดต่าง ๆ เช่น

517
00:18:58,614 --> 00:18:59,135

518
00:18:59,135 --> 00:19:00,926
น่าจะเกิดจากโปรแกรม

519
00:19:00,926 --> 00:19:02,657
ระบบมันเสีย

520
00:19:02,657 --> 00:19:04,059
ฮาร์ดดิสก์เสีย

521
00:19:04,059 --> 00:19:04,969
ื ไฟดับ

522
00:19:04,969 --> 00:19:06,572
ไฟตก

523
00:19:06,572 --> 00:19:06,951

524
00:19:06,951 --> 00:19:10,863
นะคะ สิ่งเหล่านี้จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายของฐานข้อมูล

525
00:19:10,863 --> 00:19:11,823

526
00:19:11,823 --> 00:19:15,287
หรือการทำงานอื่นที่ทำงานร่วมกันของข้อมูลนาน ๆ

527
00:19:15,287 --> 00:19:15,476

528
00:19:15,476 --> 00:19:16,116
นะคะ

529
00:19:16,116 --> 00:19:17,847
โดย

530
00:19:17,847 --> 00:19:19,450
รูปแบบของ

531
00:19:19,450 --> 00:19:21,570
ลักษณะของความ

532
00:19:21,570 --> 00:19:25,570
ผิดพลาดนะคะ อันแรกระบบล่ม ซึ่งอันนี้เราก็น่าจะคุ้นเคยกันอยู่

533
00:19:27,846 --> 00:19:29,326
ความขัดข้องจาก

534
00:19:29,326 --> 00:19:30,996
อุปกรณ์บันทึกข้อมูล

535
00:19:30,996 --> 00:19:33,108
นะคะ ฮาร์ดดิสก์เสีย

536
00:19:33,108 --> 00:19:34,769
ssd เสีย

537
00:19:34,769 --> 00:19:35,090

538
00:19:35,090 --> 00:19:36,879
ข้อผิดพลาดของโปรแกรม

539
00:19:36,879 --> 00:19:37,531

540
00:19:37,531 --> 00:19:39,642
เป็นไปตามธรรมชาติ

541
00:19:39,642 --> 00:19:43,642
อย่างเราเป็นเรียนทางคอมพิวเตอร์เราจะต้องไปดูแลคอมพิวเตอร์

542
00:19:43,805 --> 00:19:47,148
แต่ถ้าคุณไม่ดูแลเอาใจใส่

543
00:19:47,148 --> 00:19:50,730
ไม่ทำความสะอาดไม่เช็กความพร้อมอุปกรณ์

544
00:19:50,730 --> 00:19:52,531
ไม่เป็นไรหรอก

545
00:19:52,531 --> 00:19:55,613
เปิดฝาหลังคอมพิวเตอร์มามีแต่ฝุ่น

546
00:19:55,613 --> 00:19:56,374

547
00:19:56,374 --> 00:19:58,425
ถามว่าฝนมันสะสมมาก ๆ

548
00:19:58,425 --> 00:20:01,569
สักวันมันจะช็อตแล้วคอมก็จะพัง

549
00:20:01,569 --> 00:20:05,569
อันนี้คือความไม่ดูแลเอาใจใส่ หรือเอาของเข้ามากินในห้องน้ำหกแต่คอมพิวเตอร์

550
00:20:08,227 --> 00:20:09,447
ของคุณก็ผ่าน

551
00:20:09,447 --> 00:20:11,248
เพราะฉะนั้น เดี๋ยวถ้า

552
00:20:11,248 --> 00:20:14,962
มีโอกาสที่คุณจะไปดูงานห้องคอมพิวเตอร์

553
00:20:14,962 --> 00:20:15,223

554
00:20:15,223 --> 00:20:18,495
เป็นคอมพิวเตอร์ที่สมบูรณ์แบบ

555
00:20:18,495 --> 00:20:19,006

556
00:20:19,006 --> 00:20:21,057
เขาจะห้าม

557
00:20:21,057 --> 00:20:22,978
ของกินทุกชนิด

558
00:20:22,978 --> 00:20:23,107

559
00:20:23,107 --> 00:20:23,549

560
00:20:23,549 --> 00:20:27,021
รองเท้าต้องสะอาด ถุงเท้าต้องสะอาด

561
00:20:27,021 --> 00:20:29,963
ห้องคอมพิวเตอร์บางห้อง ต้องใส่หมวกคลุมผม

562
00:20:29,963 --> 00:20:31,694
ไม่ให้ผมร่วงลงไป

563
00:20:31,694 --> 00:20:32,073

564
00:20:32,073 --> 00:20:34,645
เพราะบางทีถ้าพัดลมมันพัด

565
00:20:34,645 --> 00:20:35,675
ห้องมันไปเกิด

566
00:20:35,675 --> 00:20:37,597
ช็อตที่ใบพัดของ

567
00:20:37,597 --> 00:20:40,670
ระบบทำความเย็น

568
00:20:40,670 --> 00:20:44,391
เสียหายได้ หรือรวมถึงการก่อวินาศกรรม

569
00:20:44,391 --> 00:20:44,962

570
00:20:44,962 --> 00:20:47,914
ถ้าเราดูหนังแต่เรื่อง

571
00:20:47,914 --> 00:20:50,025
นะคะ

572
00:20:50,025 --> 00:20:54,025
จะมีการวางระเบิดห้องคอมพิวเตอร์อะไรอย่างนี้ อันนี้ก็เป็นสาเหตุเช่นเดียวกัน

573
00:20:54,385 --> 00:20:54,836

574
00:20:54,836 --> 00:20:56,366
นะคะ

575
00:20:56,366 --> 00:20:57,647

576
00:20:57,647 --> 00:20:58,808

577
00:20:58,808 --> 00:20:59,198

578
00:20:59,198 --> 00:21:00,798
ประเภทของ

579
00:21:00,798 --> 00:21:04,798
ความขัดข้องก็มีอยู่ 3 ลักษณะหลัก ๆ นะคะ

580
00:21:04,960 --> 00:21:06,809

581
00:21:06,809 --> 00:21:08,679
จะเป็นความขัดข้องของ

582
00:21:08,679 --> 00:21:09,892
ระบบ

583
00:21:09,892 --> 00:21:13,892
เช่น ความขัดข้องของระบบปฏิบัติการ

584
00:21:13,931 --> 00:21:14,632
นะคะ

585
00:21:14,632 --> 00:21:14,953

586
00:21:14,953 --> 00:21:17,393
ทำให้ระบบไม่สามารถทำงานไม่ได้

587
00:21:17,393 --> 00:21:18,223
การ

588
00:21:18,223 --> 00:21:22,223
อาจจะต้องมีการปิดเปิดเครื่องใหม่ Restart นะคะ

589
00:21:22,326 --> 00:21:23,217
ซึ่ง

590
00:21:23,217 --> 00:21:26,880
จะมีผลกับทุกรายการเปลี่ยนแปลงที่กำลังทำงานอยู่

591
00:21:26,880 --> 00:21:27,521

592
00:21:27,521 --> 00:21:30,663
อาจจะไม่ถึงขั้นทำลายข้อมูลในฐานข้อมูล

593
00:21:30,663 --> 00:21:32,657
นะคะ เราจะเรียก

594
00:21:32,657 --> 00:21:35,787
การปกครองแบบนี้ว่าเป็นการปกครองแบบ

595
00:21:35,787 --> 00:21:36,107

596
00:21:36,107 --> 00:21:38,161
เขาเรียกว่าอะไรอย่างเบาแล้วกัน

597
00:21:38,161 --> 00:21:38,551

598
00:21:38,551 --> 00:21:39,891

599
00:21:39,891 --> 00:21:41,630
ข้อมูลไม่หาย

600
00:21:41,630 --> 00:21:44,193
แต่ข้อมูลที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์นี่

601
00:21:44,193 --> 00:21:47,778
บางครั้งอาจจะ

602
00:21:47,778 --> 00:21:51,498
ต่อไปครั้งหน้าที่มีการเรียกการทำงานมันอาจจะช้า

603
00:21:51,498 --> 00:21:52,009

604
00:21:52,009 --> 00:21:52,839
นะคะ

605
00:21:52,839 --> 00:21:56,839
เพราะว่าส่วนมากข้อมูลแล้วจะเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ซึ่ง ฮาร์ดดิสก์ไม่มีไฟฟ้าก็สามารถเก็บข้อมูลได้

606
00:21:58,936 --> 00:21:59,706
นะคะ

607
00:21:59,706 --> 00:22:01,307

608
00:22:01,307 --> 00:22:04,840
ความขัดข้องแบบที่ยังพอรับได้ ปิดเปิดเครื่องใหม่

609
00:22:04,840 --> 00:22:06,761
ก็หาย

610
00:22:06,761 --> 00:22:07,332

611
00:22:07,332 --> 00:22:11,332
แต่ถ้าเป็นความขัดข้องของรายการเปลี่ยนแปลง

612
00:22:11,435 --> 00:22:12,526
นะคะ

613
00:22:12,526 --> 00:22:13,879
ก็

614
00:22:13,879 --> 00:22:15,419
จะมีอยู่ 2 ลักษณะ

615
00:22:15,419 --> 00:22:15,798

616
00:22:15,798 --> 00:22:16,378

617
00:22:16,378 --> 00:22:18,739
บางครั้งมันจะเป็นความขัดข้องที่

618
00:22:18,739 --> 00:22:19,700

619
00:22:19,700 --> 00:22:22,721
อาจจะป้องกันได้จากโปรแกรมที่เรา

620
00:22:22,721 --> 00:22:24,134
เขียนไว้

621
00:22:24,134 --> 00:22:26,113
นะคะ หรือโปรแกรมที่เราใช้งาน

622
00:22:26,113 --> 00:22:27,012

623
00:22:27,012 --> 00:22:28,355
โดย

624
00:22:28,355 --> 00:22:32,355
มีทั้งภายในภายนอกที่ไม่สามารถแก้ไขได้ อย่างสมมติว่า

625
00:22:32,848 --> 00:22:33,749
เ

626
00:22:33,749 --> 00:22:37,390
ป็นความขัดข้องที่สามารถป้องกันได้จากภายในโปรแกรม

627
00:22:37,390 --> 00:22:38,170

628
00:22:38,170 --> 00:22:38,940
นะคะ เช่น

629
00:22:38,940 --> 00:22:40,351
ถ้าเราจะโอนเงิน

630
00:22:40,351 --> 00:22:42,331
สมมติว่าเราอยากโอน

631
00:22:42,331 --> 00:22:43,553
500,000

632
00:22:43,553 --> 00:22:43,742

633
00:22:43,742 --> 00:22:44,513

634
00:22:44,513 --> 00:22:45,214
นะคะ

635
00:22:45,214 --> 00:22:45,474

636
00:22:45,474 --> 00:22:46,376

637
00:22:46,376 --> 00:22:48,556
จริง ๆ แล้วมีอยู่ 500

638
00:22:48,556 --> 00:22:52,556
โปรแกรมก็จะเริ่มตรวจสอบความผิดพลาดแล้วว่าแล้วก็แสดงผลว่ายอดเงินของคุณไม่เพียงพอ

639
00:22:53,678 --> 00:22:53,927

640
00:22:53,927 --> 00:22:55,598
ยกเลิกรายการนี้

641
00:22:55,598 --> 00:22:56,758
หรือ

642
00:22:56,758 --> 00:22:59,439
กลับไปแก้ไขจำนวนเงินใหม่

643
00:22:59,439 --> 00:23:02,972
อันนี้คือเราสามารถป้องกันความเสียหายได้

644
00:23:02,972 --> 00:23:03,803
นะคะ

645
00:23:03,803 --> 00:23:04,893
อันนี้ก็คือ

646
00:23:04,893 --> 00:23:08,163
มันจะเป็นเกี่ยวกับตรรกะแนวคิด

647
00:23:08,163 --> 00:23:09,503
อยู่แล้ว

648
00:23:09,503 --> 00:23:12,075
เงินไม่พอจะโอนได้อย่างไร อันนี้เป็น

649
00:23:12,075 --> 00:23:14,246
พื้นฐานง่าย ๆ เป็นต้น

650
00:23:14,246 --> 00:23:17,449
หรือถ้าไม่สามารถป้องกันได้ เช่น

651
00:23:17,449 --> 00:23:17,899

652
00:23:17,899 --> 00:23:18,031

653
00:23:18,031 --> 00:23:21,750
ข้อมูลมันเยอะเกินอย่างเช่น อยากจะเคยได้ยินข่าวว่า

654
00:23:21,750 --> 00:23:23,540
มีแฮกเกอร์พยายาม

655
00:23:23,540 --> 00:23:27,540
เอาข้อมูลเหมือนพยายามโจมตี server server 1

656
00:23:27,845 --> 00:23:28,804
นะคะ

657
00:23:28,804 --> 00:23:31,814
อาจจะเป็นมหาวิทยาลัยเราก็ได้

658
00:23:31,814 --> 00:23:35,277
สามารถทำงานได้พร้อมกันเต็มที่ 500 คน

659
00:23:35,277 --> 00:23:38,159
Hacker ใช้ User เป็น 1 ล้าน

660
00:23:38,159 --> 00:23:40,019
คนมาโจมตี

661
00:23:40,019 --> 00:23:40,209

662
00:23:40,209 --> 00:23:44,209
มันจะทำให้ระบบเรานี่ ไม่สามารถรับได้

663
00:23:44,633 --> 00:23:45,985
ระบบอัตโนมัติ

664
00:23:45,985 --> 00:23:49,985
เพราะเรารับได้เต็มที่ 500 แต่คนล้านคนพยายามเข้ามาหรือพยายามกรอกข้อมูลนี่

665
00:23:51,357 --> 00:23:52,836
เป็นไปไม่ได้เลย

666
00:23:52,836 --> 00:23:54,886
ระบบก็จะพัง

667
00:23:54,886 --> 00:23:57,960
นะคะ อย่างนี้เป็นต้นอันนี้คือไม่สามารถ

668
00:23:57,960 --> 00:24:01,041
ตรงกันในจักโปรแกรมเราได้เลย

669
00:24:01,041 --> 00:24:01,360

670
00:24:01,360 --> 00:24:01,812

671
00:24:01,812 --> 00:24:04,503
กับอีกอย่างหนึ่ง

672
00:24:04,503 --> 00:24:07,255
กล้องของอุปกรณ์

673
00:24:07,255 --> 00:24:07,445

674
00:24:07,445 --> 00:24:08,036

675
00:24:08,036 --> 00:24:12,036
อาจจะพัง หัวอ่านสะเทือนกระทบกัน อย่างนักศึกษาบางคนชอบ

676
00:24:14,236 --> 00:24:17,447
พับโน๊ตบุ๊กแล้วปิดพัดลม

677
00:24:17,447 --> 00:24:19,688
ปิดเครื่อง

678
00:24:19,688 --> 00:24:21,609
เครื่องก็ยังทำงานอยู่

679
00:24:21,609 --> 00:24:25,143
เวลาคุณขี่มอเตอร์ไซค์

680
00:24:25,143 --> 00:24:26,872
ตกหลุม

681
00:24:26,872 --> 00:24:28,084

682
00:24:28,084 --> 00:24:28,284

683
00:24:28,284 --> 00:24:29,885
มันสะเทือน

684
00:24:29,885 --> 00:24:30,075

685
00:24:30,075 --> 00:24:34,075
อุปกรณ์ที่อยู่ในกระเป๋าเป้เรามันยังทำงาน

686
00:24:34,689 --> 00:24:36,420
มันก็อาจจะสะเทือนไปด้วย

687
00:24:36,420 --> 00:24:38,151
มันก็อาจจะพัง

688
00:24:38,151 --> 00:24:42,151
คอมคุณก็จะพัง เพราะบางทีหัวอ่านฮาร์ดดิสก์คุณมันทำงานอยู่

689
00:24:43,093 --> 00:24:45,264
พอมันโดนกระแทก

690
00:24:45,264 --> 00:24:47,506
หัวอ่านมันจะเป็นเข็มเล็ก ๆ

691
00:24:47,506 --> 00:24:48,987
มันก็พัง

692
00:24:48,987 --> 00:24:49,626

693
00:24:49,626 --> 00:24:53,149
นะคะ อันนี้ก็ระวังด้วย อันนี้คือความ

694
00:24:53,149 --> 00:24:57,149
เสียหายของอุปกรณ์ที่ถือว่าเป็นลักษณะที่ค่อนข้างรุนแรง เพราะถ้ามันพัง

695
00:24:59,693 --> 00:25:01,424
เราแก้ไขไม่ได้

696
00:25:01,424 --> 00:25:04,625
เหมือนมันหักไปแล้วมันเสียไปแล้ว

697
00:25:04,625 --> 00:25:07,446
ข้อมูลแล้วก็ไม่ได้สำรอง

698
00:25:07,446 --> 00:25:08,276
อันนี้ก็คือ

699
00:25:08,276 --> 00:25:08,537

700
00:25:08,537 --> 00:25:11,157
ข้อผิดพลาดจากอุปกรณ์เก็บข้อมูล

701
00:25:11,157 --> 00:25:11,869

702
00:25:11,869 --> 00:25:13,020

703
00:25:13,020 --> 00:25:17,020
ความจำเป็นของการกู้คืนข้อมูลก็แน่นอนค่ะ อยู่ที่ว่าเราจะสำรองข้อมูลกับอะไรใส่ฮาร์ดดิสก์ไว้ไหมหรือใส่ USB ไว้

704
00:25:21,357 --> 00:25:24,047
อัปโหลดขึ้นบน

705
00:25:24,047 --> 00:25:27,379
Google Drive หรือบน Cloud ก็ว่าไป

706
00:25:27,379 --> 00:25:28,150

707
00:25:28,150 --> 00:25:28,982

708
00:25:28,982 --> 00:25:32,760
ซึ่งประเภทของ

709
00:25:32,760 --> 00:25:33,471

710
00:25:33,471 --> 00:25:36,223
เก็บข้อมูลสำรองจะมีอยู่ 3 แบบ

711
00:25:36,223 --> 00:25:36,413

712
00:25:36,413 --> 00:25:40,413
3 แบบนี้ถ้านับเป็นอุปกรณ์นะ ที่จับต้องได้

713
00:25:42,700 --> 00:25:45,010
อันแรกเป็นอุปกรณ์ที่

714
00:25:45,010 --> 00:25:49,010
เก็บข้อมูลได้ต่อเมื่อมีไฟฟ้า

715
00:25:49,052 --> 00:25:50,071

716
00:25:50,071 --> 00:25:53,784
นะคะ ในกรณีที่ไม่มีไฟฟ้าข้อมูลพวกนี้จะหายไป

717
00:25:53,784 --> 00:25:55,334
สิ่งเหล่านี้ก็คือ

718
00:25:55,334 --> 00:25:56,095
Ram

719
00:25:56,095 --> 00:25:56,616

720
00:25:56,616 --> 00:26:00,140
เราเรียนประกอบคอมมาแล้ว Ram จะเป็นการ์ดแผ่นเล็ก ๆ

721
00:26:00,140 --> 00:26:01,099
นะคะ

722
00:26:01,099 --> 00:26:01,418

723
00:26:01,418 --> 00:26:04,820
น่าจะเป็นพื้นที่สำหรับสำรองข้อมูลตอนที่คอมพิวเตอร์ทำงานอยู่

724
00:26:04,820 --> 00:26:05,070

725
00:26:05,070 --> 00:26:05,461

726
00:26:05,461 --> 00:26:08,591
ถ้าเราปิดปุ๊บข้อมูลในนั้นจะหายไป

727
00:26:08,591 --> 00:26:08,911

728
00:26:08,911 --> 00:26:10,702
นะคะ

729
00:26:10,702 --> 00:26:11,223

730
00:26:11,223 --> 00:26:15,137
กับอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า ก็คือฮาร์ดดิส

731
00:26:15,137 --> 00:26:17,758
ก์ซึ่งอุปกรณ์ประเภทนี้น่ะ

732
00:26:17,758 --> 00:26:20,460
มักจะเกิดปัญหาก็คือฮาร์ดดิสก์พัง

733
00:26:20,460 --> 00:26:22,193
หัวอ่านหัด

734
00:26:22,193 --> 00:26:22,512

735
00:26:22,512 --> 00:26:25,906
หรือตัวดิสก์เป็นรอย

736
00:26:25,906 --> 00:26:28,724
นะคะ เพราะฉะนั้น ก็ต้องระวังด้วย

737
00:26:28,724 --> 00:26:29,365

738
00:26:29,365 --> 00:26:31,158
กลับ

739
00:26:31,158 --> 00:26:35,158
การต่อมาเป็น Stable ก็คืออันนี้จะเป็นค่อนข้างโบราณ

740
00:26:35,652 --> 00:26:37,762
ไม่ต้องอาศัยกระแสไฟฟ้า

741
00:26:37,762 --> 00:26:38,155

742
00:26:38,155 --> 00:26:42,155
ส่วนมากจะมาใช้ในการสำรองข้อมูลมากกว่า ลักษณะเป็นเทปแม่เหล็ก

743
00:26:42,507 --> 00:26:44,177
เพราะราคา

744
00:26:44,177 --> 00:26:46,098
ค่อนข้างถูก

745
00:26:46,098 --> 00:26:48,409
การเรียกดูข้อมูลมันจะช้า

746
00:26:48,409 --> 00:26:48,919

747
00:26:48,919 --> 00:26:49,750
นะคะ

748
00:26:49,750 --> 00:26:50,841
แต่ว่า

749
00:26:50,841 --> 00:26:53,793
ส่วนมากเขาเลยใช้เป็นที่เก็บข้อมูล

750
00:26:53,793 --> 00:26:56,484
ไม่ได้มาประมวลผลทุกวัน

751
00:26:56,484 --> 00:26:57,443

752
00:26:57,443 --> 00:26:57,634

753
00:26:57,634 --> 00:26:58,274

754
00:26:58,274 --> 00:26:59,236

755
00:26:59,236 --> 00:27:02,698
นะคะ ถามว่านิยมใช้ไหมก็ไม่น่ะค่ะ เพราะว่าตอนนี้เขาก็ใช้ฮาร์ดดิสก์เป็นหมด

756
00:27:02,698 --> 00:27:04,109
อย่างน้อย ๆ นะคะ

757
00:27:04,109 --> 00:27:04,558

758
00:27:04,558 --> 00:27:05,201

759
00:27:05,201 --> 00:27:06,289

760
00:27:06,289 --> 00:27:10,289
ต่อมาก็เป็นความผิดพลาดมีอยู่ 4  ประเภทนะคะ

761
00:27:10,521 --> 00:27:14,044
อันแรกก็คือความผิดพลาด

762
00:27:14,044 --> 00:27:14,746
นะคะ

763
00:27:14,746 --> 00:27:14,874

764
00:27:14,874 --> 00:27:15,325

765
00:27:15,325 --> 00:27:15,586

766
00:27:15,586 --> 00:27:19,237
ก็บางทีก็เกิดความผิดพลาดตั้งแต่ตอนเราที่เขียนโปรแกรมมันพิมพ์

767
00:27:19,237 --> 00:27:19,366

768
00:27:19,366 --> 00:27:21,288
เช่น

769
00:27:21,288 --> 00:27:23,150
ไม่ยอมทำงานเพราะว่า

770
00:27:23,150 --> 00:27:26,482
บัตรประชาชนคุณกำหนดไว้เป็น 15 หลัก

771
00:27:26,482 --> 00:27:28,472
ความจริงมีแค่ 13

772
00:27:28,472 --> 00:27:32,377
พอกรอกไม่ครบระบบทำงานไม่ได้

773
00:27:32,377 --> 00:27:32,885

774
00:27:32,885 --> 00:27:36,885
พอผู้ใช้งานบอกกรอกถูกแล้ว 13 ตัวแต่ระบบบอกว่ามันต้องมันหายไป 2 ตัว

775
00:27:37,832 --> 00:27:38,791
อันนี้คือ

776
00:27:38,791 --> 00:27:40,773
มันผิด

777
00:27:40,773 --> 00:27:41,802
โปรแกรมบัญชี

778
00:27:41,802 --> 00:27:43,155
เราเขียนผิด

779
00:27:43,155 --> 00:27:43,403

780
00:27:43,403 --> 00:27:47,403
นะคะ ก็ไปถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างหนึ่งหรือว่า

781
00:27:48,147 --> 00:27:48,527

782
00:27:48,527 --> 00:27:51,099
นามสกุล

783
00:27:51,099 --> 00:27:54,369
กรอกเป็นตัวเลขไม่ได้

784
00:27:54,369 --> 00:27:57,641
คุณไม่ได้ปิดความผิดพลาดตรงนี้

785
00:27:57,641 --> 00:27:59,301
มีคนมาปั่น

786
00:27:59,301 --> 00:28:00,972
มาป่วนระบบ

787
00:28:00,972 --> 00:28:01,613

788
00:28:01,613 --> 00:28:03,593
คุณเขาใช้นามสกุลเป็นตัวเลข

789
00:28:03,593 --> 00:28:06,806
ระบบยอมให้ Save หรือยอมให้บันทึกข้อมูล

790
00:28:06,806 --> 00:28:06,996

791
00:28:06,996 --> 00:28:10,899
สรุปคุณก็ได้ข้อมูลขยะเข้ามาทำให้เปลือง

792
00:28:10,899 --> 00:28:12,570
การประมวลผลข้อมูลอีก

793
00:28:12,570 --> 00:28:13,210
นะคะ

794
00:28:13,210 --> 00:28:13,661

795
00:28:13,661 --> 00:28:14,244

796
00:28:14,244 --> 00:28:14,753

797
00:28:14,753 --> 00:28:18,213
กับความผิดพลาดของระบบ

798
00:28:18,213 --> 00:28:21,925
นะคะ เช่น ปัญหาการจัดลำดับงานผิดพลาด

799
00:28:21,925 --> 00:28:23,596
แล้วมันเลยเกิดปัญหา

800
00:28:23,596 --> 00:28:25,706
ระบบหยุดการทำงาน

801
00:28:25,706 --> 00:28:27,116
ของมันเอง

802
00:28:27,116 --> 00:28:29,297
ล็อกไม่ให้คุณทำงาน

803
00:28:29,297 --> 00:28:30,190

804
00:28:30,190 --> 00:28:30,519

805
00:28:30,519 --> 00:28:34,519
แบบนี้ รวมถึงความผิดพลาดของอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล เช่น

806
00:28:35,644 --> 00:28:36,674
เหมือนตึก

807
00:28:36,674 --> 00:28:38,725
นี้ ไฟตกสม่ำเสมอ

808
00:28:38,725 --> 00:28:40,267
ไฟตกบ่อย

809
00:28:40,267 --> 00:28:41,997
ข้อมูลหาย

810
00:28:41,997 --> 00:28:43,207

811
00:28:43,207 --> 00:28:44,298

812
00:28:44,298 --> 00:28:47,120
อันนี้ก็เป็นปัญหา เพราะฉะนั้น ในห้องนี้

813
00:28:47,120 --> 00:28:50,201
เมื่อก่อนเราเลยมีอุปกรณ์สำรองไฟ

814
00:28:50,201 --> 00:28:50,452

815
00:28:50,452 --> 00:28:54,452
พออุปกรณ์สำรองไฟใช้ไปนาน ๆ ไฟตกบ่อยก็พัง

816
00:28:55,077 --> 00:28:58,598
เหมือนกันนะคะ อันนี้ก็เป็นความผิดพลาดของระบบ

817
00:28:58,598 --> 00:28:59,368

818
00:28:59,368 --> 00:29:00,451

819
00:29:00,451 --> 00:29:04,112
รวมถึงความผิดพลาดของระบบ

820
00:29:04,112 --> 00:29:06,164
อุปกรณ์ที่เก็บข้อมูล

821
00:29:06,164 --> 00:29:07,053

822
00:29:07,053 --> 00:29:11,053
นะคะ เช่น ปัญหาบางทีฮาร์ดดิสก์ของเรานี่ พอเราอย่างที่

823
00:29:11,997 --> 00:29:14,107
อาจารย์บอกปิดเครื่อง

824
00:29:14,107 --> 00:29:16,608
นี่ มันทำงานตลอด

825
00:29:16,608 --> 00:29:19,421
แล้วหัวเข็มมือที่มันสะเทือน

826
00:29:19,421 --> 00:29:21,422
ไอ้ตัวหน้า

827
00:29:21,422 --> 00:29:25,422
หน้าจานแม่เหล็กที่เก็บข้อมูลของเรานี่ มันเลยเป็นรอยขูดขีด

828
00:29:25,967 --> 00:29:26,867
ลอย

829
00:29:26,867 --> 00:29:30,867
เหมือนสมัยเด็ก ๆ ทุกคนดูแผ่น CD น่ะค่ะ

830
00:29:31,160 --> 00:29:33,981
แผ่น CD เป็นรอย

831
00:29:33,981 --> 00:29:37,981
หนังในแผ่น CD เราเนี่ยก็จะดูแล้วมันก็จะกระตุก

832
00:29:38,981 --> 00:29:39,552

833
00:29:39,552 --> 00:29:41,604
อาจจะดูไม่ได้เลย

834
00:29:41,604 --> 00:29:44,104
เพราะว่าเราเก็บรักษาไม่ดี

835
00:29:44,104 --> 00:29:44,623

836
00:29:44,623 --> 00:29:45,834
นี่ก็เหมือนกัน

837
00:29:45,834 --> 00:29:49,834
นะคะเพราะฉะนั้นการใช้อุปกรณ์ใดๆที่เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เนี่ย

838
00:29:51,216 --> 00:29:55,216
มันค่อนข้างมีราคาแล้วก็มีความสำคัญอาจจะมีข้อมูลสำคัญอ

839
00:29:56,030 --> 00:29:58,332
ยู่ในนั้น เราก็ต้องช่วยกันรักษาด้วย

840
00:29:58,332 --> 00:29:59,682
นะคะ

841
00:29:59,682 --> 00:30:00,123

842
00:30:00,123 --> 00:30:00,443

843
00:30:00,443 --> 00:30:04,443
การกู้ข้อมูลจากอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้า

844
00:30:04,877 --> 00:30:06,729
นะคะ มีอยู่ 3 แบบ

845
00:30:06,729 --> 00:30:06,989

846
00:30:06,989 --> 00:30:07,570

847
00:30:07,570 --> 00:30:07,890

848
00:30:07,890 --> 00:30:11,673
แบบแรกก็เป็นการกู้ข้อมูลที่อาศัยข้อมูลที่เก็บจาก

849
00:30:11,673 --> 00:30:13,143
เขาจะเรียกว่า

850
00:30:13,143 --> 00:30:15,005
รายการเปลี่ยนแปลงอย่างนี้

851
00:30:15,005 --> 00:30:17,957

852
00:30:17,957 --> 00:30:20,257
สมมติเวลาเรา

853
00:30:20,257 --> 00:30:21,927
ไปเซ็นชื่อ

854
00:30:21,927 --> 00:30:22,179

855
00:30:22,179 --> 00:30:22,439

856
00:30:22,439 --> 00:30:22,758

857
00:30:22,758 --> 00:30:23,268

858
00:30:23,268 --> 00:30:23,589

859
00:30:23,589 --> 00:30:25,190
หรือ

860
00:30:25,190 --> 00:30:29,190
การเก็บข้อมูลว่าวันนี้คุณมาเรียนกี่โมง กลับบ้านกี่โมง

861
00:30:34,324 --> 00:30:31,122

862
00:30:30,902 --> 00:30:33,074
นะคะ มันก็มีการเก็บไว้

863
00:30:33,074 --> 00:30:33,465

864
00:30:33,465 --> 00:30:33,914

865
00:30:33,914 --> 00:30:37,914
เป็นลำดับรายการเป็นหมายเลขการเปลี่ยนแปลงมีการกระทำอะไรบ้าง

866
00:30:38,910 --> 00:30:41,871
ชื่อตารางมาจากไหน เปลี่ยนแปลงข้อมูลอะไร

867
00:30:41,871 --> 00:30:42,764

868
00:30:42,764 --> 00:30:46,736
ลักษณะของการเก็บข้อมูลเป็นตารางแบบนี้

869
00:30:46,736 --> 00:30:47,316

870
00:30:47,316 --> 00:30:48,078
เช่น

871
00:30:48,078 --> 00:30:49,107
สมมติ

872
00:30:49,107 --> 00:30:50,588
10:12 น

873
00:30:50,588 --> 00:30:53,151
. เริ่มทำงาน

874
00:30:53,151 --> 00:30:54,301

875
00:30:54,301 --> 00:30:57,762
นะคะ นาทีต่อมามีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล

876
00:30:57,762 --> 00:30:59,493
ของพนักงาน

877
00:30:59,493 --> 00:31:02,889
ลำดับที่เท่าไร

878
00:31:02,889 --> 00:31:03,787
นะคะ

879
00:31:03,787 --> 00:31:05,328
ข้อมูลเดิม

880
00:31:05,328 --> 00:31:09,237
ลำดับที่ 1 เปลี่ยนเป็นลำดับที่ 8

881
00:31:09,237 --> 00:31:09,489

882
00:31:09,489 --> 00:31:11,288
แบบนี้เป็นต้น

883
00:31:11,288 --> 00:31:13,970
นะคะ อันนี้คือเขาจะรู้เลยว่า

884
00:31:13,970 --> 00:31:17,254
ทุก ๆ กี่นาที มีข้อมูลอะไรเกิดขึ้นบ้าง

885
00:31:17,254 --> 00:31:17,372

886
00:31:17,372 --> 00:31:17,634

887
00:31:17,634 --> 00:31:21,155
มีรายการเปลี่ยนแปลงใดบ้าง อย่างเช่น รายการเปลี่ยนที่ 1

888
00:31:21,155 --> 00:31:23,658
เปลี่ยนแปลงที่ 2 เปลี่ยนแปลงที่ 3

889
00:31:23,658 --> 00:31:24,819
เขียนว่า

890
00:31:24,819 --> 00:31:27,699
ทุกการเปลี่ยนแปลงจะเริ่มต้นที่จุดสตาร์

891
00:31:27,699 --> 00:31:28,530

892
00:31:28,530 --> 00:31:29,940
ตมีการเริ่มทำงาน

893
00:31:29,940 --> 00:31:31,801
อย่างเหมือน

894
00:31:31,801 --> 00:31:35,134
รายการเปลี่ยนแปลง

895
00:31:35,134 --> 00:31:37,115
ที่ 1

896
00:31:37,115 --> 00:31:38,074
เห็นไหมคะ

897
00:31:38,074 --> 00:31:42,074
เริ่มต้นเมื่อ 10:12 น

898
00:31:42,188 --> 00:31:43,339

899
00:31:43,339 --> 00:31:45,580
. สถานะ

900
00:31:45,580 --> 00:31:48,720
Commit ก็คือยอมรับการเปลี่ยนแปลง

901
00:31:48,720 --> 00:31:51,221
ตอน 10:18 น. ก็คือ

902
00:31:51,221 --> 00:31:54,809
เราทำงานในการแก้ไขข้อมูลนี่ใช้เวลา

903
00:31:54,809 --> 00:31:56,992
6 นาที

904
00:31:56,992 --> 00:32:00,445
มันจะเก็บทุกอย่างที่เกิดขึ้นใน 6 นาทีนั้น

905
00:32:00,445 --> 00:32:01,796

906
00:32:01,796 --> 00:32:02,558

907
00:32:02,558 --> 00:32:03,458

908
00:32:03,458 --> 00:32:07,458
อย่างเช่น สถานะ Start นะคะ เช็สถานะก็คือสตาร์ทก็คือรายการจะเริ่มต้นทำงาน

909
00:32:08,778 --> 00:32:10,118
นะคะ

910
00:32:10,118 --> 00:32:12,823
Commit  ก็คือทำงานเสร็จ

911
00:32:12,823 --> 00:32:14,613
อัปเดก็คือ

912
00:32:14,613 --> 00:32:18,613
รายการถูกบันทึกแล้วแล้วก็ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงค่าสถานะหลักๆจะมีอยู่ 3 สถานะ

913
00:32:20,327 --> 00:32:21,158
นะคะ

914
00:32:21,158 --> 00:32:23,459
การเก็บข้อมูลเป็นประเภท

915
00:32:23,459 --> 00:32:25,511
ก็คือเป็นการเก็บ

916
00:32:25,511 --> 00:32:28,131
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั่นเอง

917
00:32:28,131 --> 00:32:29,232

918
00:32:29,232 --> 00:32:29,812

919
00:32:29,812 --> 00:32:30,386

920
00:32:30,386 --> 00:32:34,386
การกู้คืนในเกิดจากเหตุขัดข้องแบบ

921
00:32:35,187 --> 00:32:39,187
ความผิดพลาดของระบบเราจะมีจุดที่เป็นเหมือนจุดตรวจสอบ

922
00:32:40,261 --> 00:32:41,600
นะคะ

923
00:32:41,600 --> 00:32:45,600
ถ้าสมมติว่าทำงานแล้วยังไม่ถึงจุดตรวจสอบ แล้วถ้าระบบล่ม

924
00:32:47,185 --> 00:32:47,377

925
00:32:47,377 --> 00:32:49,038
เราจะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด

926
00:32:49,038 --> 00:32:50,448

927
00:32:50,448 --> 00:32:54,169
แต่ถ้าการทำงานของเราเลยจุดตรวจสอบแล้ว

928
00:32:54,169 --> 00:32:58,169
แล้วระบบจึงล่มเราจะเริ่มการทำงานใหม่ที่จุดตรวจสอบนั้น

929
00:32:58,653 --> 00:33:02,653
นะคะ ก็คือไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด จะเริ่มตรงจุดที่เรา

930
00:33:03,077 --> 00:33:04,807
มาร์กไว้หรือเรา

931
00:33:04,807 --> 00:33:07,240
ตั้งธงไว้นั่นเองนะคะ

932
00:33:07,240 --> 00:33:07,949

933
00:33:07,949 --> 00:33:09,230

934
00:33:09,230 --> 00:33:13,143
เดี๋ยววันนี้ค่อยอธิบายเพราะว่าเป็นตัวเลขเยอะนะ

935
00:33:13,143 --> 00:33:13,653

936
00:33:13,653 --> 00:33:13,785

937
00:33:13,785 --> 00:33:15,646
แบบนี้น่ะค่ะ

938
00:33:15,646 --> 00:33:16,346

939
00:33:16,346 --> 00:33:16,478

940
00:33:16,478 --> 00:33:17,437
อย่างเช่น

941
00:33:17,437 --> 00:33:17,768

942
00:33:17,768 --> 00:33:19,879
วันนี้ค่ะจุด

943
00:33:19,879 --> 00:33:23,879
Check point ถามว่าตัวกระบวนการทำงานที่ 1 ที่ 1

944
00:33:24,493 --> 00:33:25,134

945
00:33:25,134 --> 00:33:27,316
เริ่มต้นตรงนี้

946
00:33:27,316 --> 00:33:28,976
ถึงตรงนี้

947
00:33:28,976 --> 00:33:29,236

948
00:33:29,236 --> 00:33:32,759
ถามว่ามันทำงานเสร็จไหม ทำงานเสร็จเรียบร้อยนะคะ

949
00:33:32,759 --> 00:33:35,331
T1 ไม่มีปัญหา อะไร

950
00:33:35,331 --> 00:33:36,540

951
00:33:36,540 --> 00:33:38,341
T2

952
00:33:38,341 --> 00:33:38,461

953
00:33:38,461 --> 00:33:38,852

954
00:33:38,852 --> 00:33:41,733
ล่ะ T2 ทำงานผ่านจุด

955
00:33:41,733 --> 00:33:45,705
ตรวจสอบ T1 เสร็จเรียบร้อยก่อนถึงจุด

956
00:33:45,705 --> 00:33:47,435
ที่ระบบจะล่ม

957
00:33:47,435 --> 00:33:51,288
ถามว่า T2 ทำงานเสร็จไหม 02:00 ทำงานเสร็จนะคะ

958
00:33:51,288 --> 00:33:53,149

959
00:33:53,149 --> 00:33:53,400

960
00:33:53,400 --> 00:33:54,549
T3  น

961
00:33:54,549 --> 00:33:58,549
ทำเริ่มทำงานตรงนี้ผ่านจุดตรวจสอบ

962
00:33:58,792 --> 00:33:59,112

963
00:33:59,112 --> 00:34:00,963
ทำงานจนถึง

964
00:34:00,963 --> 00:34:04,963
ผิดพลาดถามว่า T3 จะเริ่มทำงานที่ไหน

965
00:34:06,024 --> 00:34:10,024
เริ่มตรงนี้นะคะ จะเริ่มตรงที่จุดตรวจสอบตรงนี้

966
00:34:10,705 --> 00:34:12,876
T4

967
00:34:12,876 --> 00:34:16,876
เริ่มทำงานตรงนี้ เสร็จตรงนี้ไม่อยู่ในจุดตรวจสอบก็จริงแต่เราก็นับว่าเขาทำงานเสร็จเรียบร้อย

968
00:34:19,865 --> 00:34:20,436

969
00:34:20,436 --> 00:34:20,639

970
00:34:20,639 --> 00:34:21,598
นะคะ

971
00:34:21,598 --> 00:34:23,779
ส่วน T5

972
00:34:23,779 --> 00:34:25,829
ทำงานหลังจากตรวจสอบ

973
00:34:25,829 --> 00:34:29,829
แล้วทำไม่เสร็จ T5 จะทำอย่างไร T5 ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด

974
00:34:30,441 --> 00:34:32,561
อันนี้คือการ

975
00:34:32,561 --> 00:34:34,735
ทำงานของจุดตรวจสอบ

976
00:34:34,735 --> 00:34:38,735
จะเห็นได้ว่าถ้าคุณทำงานผ่านจุดตรวจสอบก็จริง แต่ถ้าระบบมันทำงานเสร็จ

977
00:34:40,639 --> 00:34:42,108
ก็ไม่มีปัญหาอะไร

978
00:34:42,108 --> 00:34:42,240

979
00:34:42,240 --> 00:34:43,131

980
00:34:43,131 --> 00:34:45,182
แต่ถ้าการทำงานมีปัญหา

981
00:34:45,182 --> 00:34:47,172
แล้วผ่านจุดตรวจสอบแล้ว

982
00:34:47,172 --> 00:34:50,505
เราจะไม่เริ่มใหม่ทั้งหมด เราจะเริ่มต้นแค่ตรงที่จุดตรวจสอบ

983
00:34:50,505 --> 00:34:54,505
นะคะ อันนี้เป็นแบบการกู้คืนข้อมูลแบบใช้จุดตรวจสอบ

984
00:34:55,629 --> 00:34:59,629
กับการกู้คืนแบบ

985
00:34:59,802 --> 00:35:00,313

986
00:35:00,313 --> 00:35:04,096
ทำคล้าย ๆ กับว่าเป็นสำเนาข้อมูล

987
00:35:04,096 --> 00:35:05,445

988
00:35:05,445 --> 00:35:09,345
นะคะ ก็ส่วนมากตัวนี้การกู้คืนตัวนี้จะใช้

989
00:35:09,345 --> 00:35:13,011
พื้นที่ในการเก็บข้อมูลเยอะพอสมควร

990
00:35:13,011 --> 00:35:17,011
เพราะไม่ว่าจะมีการกระทำใด ๆ เกิดขึ้นในระบบของเรา

991
00:35:18,263 --> 00:35:22,263
มันจะทำสำเนาซ้ำไว้ด้วยเสมอ

992
00:35:24,731 --> 00:35:21,932

993
00:35:21,596 --> 00:35:21,987

994
00:35:21,987 --> 00:35:23,587
เหมือนกับเงา

995
00:35:23,587 --> 00:35:27,587
นะคะ เขาเรียกว่าเหมือนเราเดินไปก็จะมีเงาติดตัวเราไปด้วย เราเดินซ้ายต้องเอาไปทางซ้าย

996
00:35:29,356 --> 00:35:31,468
เราเดินขวาก็เป็นเงาทางขวา

997
00:35:31,468 --> 00:35:32,039

998
00:35:32,039 --> 00:35:33,259
เพราะฉะนั้น

999
00:35:33,259 --> 00:35:36,591
ไม่ว่าจะเกิดการกระทำใดขึ้นจะมีสำเนา

1000
00:35:36,591 --> 00:35:37,882
ไว้ด้วยเสมอ

1001
00:35:37,882 --> 00:35:38,583

1002
00:35:38,583 --> 00:35:40,123
นะคะ

1003
00:35:40,123 --> 00:35:41,334
อันนี้เป็นการ

1004
00:35:41,334 --> 00:35:42,295
ทำแบบ

1005
00:35:42,295 --> 00:35:42,745

1006
00:35:42,745 --> 00:35:45,379
Shadow Paging นะคะ

1007
00:35:45,379 --> 00:35:46,149

1008
00:35:46,149 --> 00:35:46,660

1009
00:35:46,660 --> 00:35:47,880

1010
00:35:47,880 --> 00:35:48,581

1011
00:35:48,581 --> 00:35:50,761
ต่อมาเป็นการกู้ข้อมูลจาก

1012
00:35:50,761 --> 00:35:51,912

1013
00:35:51,912 --> 00:35:54,095
การสำรองข้อมูลที่ไม่ใช้ไฟฟ้า

1014
00:35:54,095 --> 00:35:54,614

1015
00:35:54,614 --> 00:35:55,505

1016
00:35:55,505 --> 00:35:58,517
นะคะ ส่วนมากก็จะเป็นอุปกรณ์ที่เป็น

1017
00:35:58,517 --> 00:35:58,967

1018
00:35:58,967 --> 00:36:02,179
ฮาร์ดดิสก์หรือว่าเทปแม่เหล็ก

1019
00:36:02,179 --> 00:36:03,199
นะคะ

1020
00:36:03,199 --> 00:36:06,142
แต่แบบนี้นี่ เราจะไม่ทำสำเนาตลอดเวลา

1021
00:36:06,142 --> 00:36:06,593

1022
00:36:06,593 --> 00:36:10,593
เราจะมีการกำหนดช่วงเวลาในการสำรองข้อมูล

1023
00:36:10,705 --> 00:36:13,265
เช่นทุก ๆ 1 เดือน

1024
00:36:13,265 --> 00:36:14,985
2 เดือน 3 เดือนว่าไป

1025
00:36:14,985 --> 00:36:17,747
แต่ถ้าเป็นข้อมูลปริมาณมาก

1026
00:36:17,747 --> 00:36:21,719
นะคะ อย่างในธนาคารนี่ เขาจำเป็นต้องสำรองข้อมูล

1027
00:36:21,719 --> 00:36:23,509
เวลาเลย

1028
00:36:23,509 --> 00:36:23,830

1029
00:36:23,830 --> 00:36:24,991
เพราะเขา

1030
00:36:24,991 --> 00:36:25,239

1031
00:36:25,239 --> 00:36:29,030
มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ มันจะพลาดไม่ได้

1032
00:36:29,030 --> 00:36:29,472

1033
00:36:29,472 --> 00:36:33,472
วันนี้จะทำงานได้พรุ่งนี้อาจจะไฟไหม้ห้องเก็บข้อมูลหรือเปล่าก็ไม่รู้

1034
00:36:35,186 --> 00:36:35,377

1035
00:36:35,377 --> 00:36:36,278

1036
00:36:36,278 --> 00:36:36,658

1037
00:36:36,658 --> 00:36:40,658
โดยการกู้คืนข้อมูลแบบนี้นี่ ถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่

1038
00:36:41,723 --> 00:36:44,605
เขาจะต้องมีการซ้อมด้วย

1039
00:36:44,605 --> 00:36:47,167
ว่าถ้าเกิดวันนี้นี่

1040
00:36:47,167 --> 00:36:50,309
ระบบเราล่ม

1041
00:36:50,309 --> 00:36:54,090
8:00 น. พรุ่งนี้ต้องทำงาน

1042
00:36:54,090 --> 00:36:55,311
จะทำ

1043
00:36:55,311 --> 00:36:59,311
อย่างไร ถ้าใครที่ทำงานเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ทั้งหมดจะต้องมาซ้อม

1044
00:36:59,992 --> 00:37:00,371

1045
00:37:00,371 --> 00:37:00,763

1046
00:37:00,763 --> 00:37:03,775
อาจจะเป็นธนาคารขนาดใหญ่

1047
00:37:03,775 --> 00:37:04,925
แห่งหนึ่ง

1048
00:37:04,925 --> 00:37:06,016

1049
00:37:06,016 --> 00:37:09,097
พรุ่งนี้ต้องทำงานเหมือนเดิม เงินต้องอยู่เหมือนเดิม

1050
00:37:09,097 --> 00:37:09,668

1051
00:37:09,668 --> 00:37:12,679
ต้องกู้คืนระบบให้ได้ภายใน 6 ชั่วโมง

1052
00:37:12,679 --> 00:37:14,221
จากข้อมูลทั้งหมด

1053
00:37:14,221 --> 00:37:18,221
นะคะ จะต้องมีการซ้อมด้วย เช่น สมมติว่าคุณมีข้อมูลที่เก็บไว้มันจะเป็นฮาร์ดดิสก์ประมาณ

1054
00:37:21,206 --> 00:37:22,998
เป็นพัน ๆ ฮาร์ดดิส

1055
00:37:22,998 --> 00:37:24,417
ก์ 1,000 ลูก

1056
00:37:24,417 --> 00:37:24,737

1057
00:37:24,737 --> 00:37:24,867

1058
00:37:24,867 --> 00:37:28,867
คุณจะเรียกข้อมูลกลับคืนมาอย่างไรให้ให้เสร็จภายในพรุ่งนี้เช้า

1059
00:37:29,597 --> 00:37:29,859

1060
00:37:29,859 --> 00:37:31,268
เขาต้องสอนนะคะ

1061
00:37:31,268 --> 00:37:32,169

1062
00:37:32,169 --> 00:37:32,490

1063
00:37:32,490 --> 00:37:36,490
บางทีถ้าเป็นคนที่ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์และเฝ้า Server เดี๋ยวบางทีต้องมานอนเฝ้าห้องด้วยซ้ำ

1064
00:37:37,805 --> 00:37:37,995

1065
00:37:37,995 --> 00:37:38,386

1066
00:37:38,386 --> 00:37:38,516

1067
00:37:38,516 --> 00:37:41,918
เขาก็จะห้ามของกินห้ามสูบบุหรี่

1068
00:37:41,918 --> 00:37:45,918
ห้อง Server ก็จะหนาวมากอาจจะต้องนอนในนั้น บางคนมีถุงนอนด้วยซ้ำ

1069
00:37:46,081 --> 00:37:46,402

1070
00:37:46,402 --> 00:37:47,683
เพื่อ

1071
00:37:47,683 --> 00:37:48,774
เฝ้า

1072
00:37:48,774 --> 00:37:49,605

1073
00:37:49,605 --> 00:37:51,347
อุปกรณ์เก็บข้อมูล

1074
00:37:51,347 --> 00:37:52,047

1075
00:37:52,047 --> 00:37:52,238

1076
00:37:52,238 --> 00:37:52,687

1077
00:37:52,687 --> 00:37:54,159

1078
00:37:54,159 --> 00:37:57,242
การกู้ข้อมูลจะเป็นการโอนข้อมูลจาก

1079
00:37:57,242 --> 00:38:00,183
อุปกรณ์เก็บข้อมูลทั้งหมดกลับมา

1080
00:38:00,183 --> 00:38:00,954

1081
00:38:00,954 --> 00:38:02,815
แล้วก็จะเอา

1082
00:38:02,815 --> 00:38:05,316
รายการเปลี่ยนแปลงที่มีการเก็บ

1083
00:38:05,316 --> 00:38:08,776
Log file ก็คือการเก็บเวลาการเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

1084
00:38:08,776 --> 00:38:09,345

1085
00:38:09,345 --> 00:38:11,268
ที่ทำงานสมบูรณ์

1086
00:38:11,268 --> 00:38:12,489
นะคะ

1087
00:38:12,489 --> 00:38:15,181
ก็จะมาบันทึกไว้ใน

1088
00:38:15,181 --> 00:38:19,181
ระบบที่เรากู้คืนมาใหม่ทั้งหมด

1089
00:38:21,112 --> 00:38:19,744

1090
00:38:18,904 --> 00:38:22,904
ก็คือเหมือนกับถ้ามันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เราก็จะก๊อบมันมาทั้งหมด

1091
00:38:24,027 --> 00:38:26,528
นะคะ

1092
00:38:26,528 --> 00:38:30,528
วันนี้ก็จะประมาณนี้ เพราะว่า

1093
00:38:30,891 --> 00:38:34,093
เราจะไม่เน้นว่าทุกคนจะต้อง

1094
00:38:34,093 --> 00:38:37,555
สำรองข้อมูลเองทั้งหมดนะ อันนี้ให้รู้ไว้

1095
00:38:37,555 --> 00:38:40,828
มันจะเป็นฐานข้อมูลขั้นสูง

1096
00:38:40,828 --> 00:38:41,148

1097
00:38:41,148 --> 00:38:42,879
ฉันซึ่งจะเรียนในปี

1098
00:38:42,879 --> 00:38:46,879
ที่สูงกว่านี้นะคะ เป็นวิชาเฉพาะทาง

1099
00:38:46,984 --> 00:38:49,995
แต่ว่าภาษา SQL นี่

1100
00:38:49,995 --> 00:38:52,236
ทุกคนต้องได้เรียน

1101
00:38:52,236 --> 00:38:54,548
อาทิตย์หน้า

1102
00:38:54,548 --> 00:38:55,956
จะเป็นตัวอย่าง

1103
00:38:55,956 --> 00:38:58,968
คำสั่งภาษา SQL

1104
00:38:58,968 --> 00:38:59,610

1105
00:38:59,610 --> 00:39:00,951
นะคะ ที่ทุกคนจะต้อง

1106
00:39:00,951 --> 00:39:03,262
จำแล้วก็ทำให้ได้

1107
00:39:03,262 --> 00:39:03,453

1108
00:39:03,453 --> 00:39:05,443
ว่าแต่ละคำสั่ง

1109
00:39:05,443 --> 00:39:08,642
มันมีความสำคัญอย่างไร กระบวนการทำงาน

1110
00:39:08,642 --> 00:39:09,926
เราจะเขียน

1111
00:39:09,926 --> 00:39:13,926
เขียนโปรแกรมอย่างไรในการเรียกดูข้อมูล

1112
00:39:14,538 --> 00:39:18,451
ใครยังใช้โปรแกรมไม่เป็น เดี๋ยวอาทิตย์หน้าอาจารย์จะพาดู

1113
00:39:18,451 --> 00:39:19,542
ยัง ๆ ก่อน

1114
00:39:19,542 --> 00:39:23,542
ว่าแต่ละคำสั่งมันต้องทำงานถ้าเราจะเรียกดูข้อมูลเราจะต้องใช้คำสั่งอะไร

1115
00:39:26,467 --> 00:39:26,917

1116
00:39:26,917 --> 00:39:27,748
นะคะ

1117
00:39:27,748 --> 00:39:30,704
ถ้าจะเพิ่มข้อมูลใช้คำสั่งอะไร

1118
00:39:30,704 --> 00:39:31,079

1119
00:39:31,079 --> 00:39:32,941
แก้ไขข้อมูล

1120
00:39:32,941 --> 00:39:34,282
ลบข้อมูล

1121
00:39:34,282 --> 00:39:34,673

1122
00:39:34,673 --> 00:39:35,892
ต้องทำอ

1123
00:39:35,892 --> 00:39:39,892
ย่างไร แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่าเราจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก

1124
00:39:40,827 --> 00:39:42,167
นะคะ

1125
00:39:42,167 --> 00:39:43,458
เพราะฉะนั้น จ

1126
00:39:43,458 --> 00:39:45,378
ะต้องพยายามจำแล้วก็พิมพ์ให้ถูก

1127
00:39:45,378 --> 00:39:45,639

1128
00:39:45,639 --> 00:39:49,639
หรือแปลความหมายมันได้ยิ่งดี ว่าคำศัพท์คำนี้ถ้าเป็นภาษาไทย

1129
00:39:51,661 --> 00:39:54,996
มันคืออะไร ทำไมเราถึงเลือกใช้คำนี้

1130
00:39:54,996 --> 00:39:55,826
นะคะ

1131
00:39:55,826 --> 00:39:58,967
เวลาสมมติว่าต่อไปปี 3 ไปฝึกงาน

1132
00:39:58,967 --> 00:39:59,219

1133
00:39:59,219 --> 00:39:59,680

1134
00:39:59,680 --> 00:40:02,170
เขาถามว่ารู้จักฐานข้อมูลไหม

1135
00:40:02,170 --> 00:40:02,431

1136
00:40:02,431 --> 00:40:04,292
รู้จักคำสั่งนี้หรือเปล่า

1137
00:40:04,292 --> 00:40:05,182

1138
00:40:05,182 --> 00:40:05,312

1139
00:40:05,312 --> 00:40:06,083
นะคะ

1140
00:40:06,083 --> 00:40:10,083
เราจะได้ตอบเขาได้ว่าอย่างน้อยเรารู้ว่าคำสั่งนี้มันทำงานอ

1141
00:40:10,374 --> 00:40:10,576

1142
00:40:10,576 --> 00:40:10,764

1143
00:40:10,764 --> 00:40:11,975
ย่างไรนะคะ

1144
00:40:11,975 --> 00:40:12,175

1145
00:40:12,175 --> 00:40:14,286
วันนี้ไม่มีการบ้าน

1146
00:40:14,286 --> 00:40:18,286
นะคะ เพราะว่าต้องขออนุญาตไปประชุมตอน 14:00 น. พอดี

1147
00:40:19,098 --> 00:40:19,859

1148
00:40:19,859 --> 00:40:20,178

1149
00:40:20,178 --> 00:40:23,580
นะ วันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ แต่ว่าอาทิตย์หน้านะคะ เตรียม

1150
00:40:23,580 --> 00:40:26,402
ตัวมาดี ๆ ท่องศัพท์ภาษาอังกฤษกัน

1151
00:40:26,402 --> 00:40:27,232
นะคะ

1152
00:40:27,232 --> 00:40:31,232
วันนี้ก็ขอบคุณล่าม แล้วก็ขอบคุณถอดความด้วยนะคะขอบคุณมากๆเลยค่ะ

1153
00:40:47,246 --> 00:41:01,478

1154
00:40:32,746 --> 00:40:33,136

1155
00:40:33,136 --> 00:40:34,029

1156
00:40:34,029 --> 00:40:34,799

1157
00:40:34,799 --> 00:40:35,058

1158
00:40:35,058 --> 00:40:36,589

1159
00:40:36,589 --> 00:40:37,110

1160
00:40:37,110 --> 00:40:37,811

1161
00:40:37,811 --> 00:40:38,131

1162
00:40:38,131 --> 00:40:38,583

1163
00:40:38,583 --> 00:40:38,904

1164
00:40:38,904 --> 00:40:39,283

1165
00:40:39,283 --> 00:40:39,414

1166
00:40:39,414 --> 00:40:40,115

1167
00:40:40,115 --> 00:40:40,376

1168
00:40:40,376 --> 00:40:42,686

1169
00:40:42,686 --> 00:40:43,007

1170
00:40:43,007 --> 00:40:44,358

1171
00:40:44,358 --> 00:40:45,639

1172
00:40:45,639 --> 00:40:47,561

1173
00:40:47,561 --> 00:40:51,561


