﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000
(ล่าม) ได้ยินค่ะ (อาจารย์เกวลี) โอเคค่ะ

2
00:00:04,007 --> 00:00:08,007
ก็อาทิตย์นี้นะคะ จะเป็น

3
00:00:08,008 --> 00:00:12,008
การแนะนำตัวโปรแกรมที่เราจะใช้

4
00:00:12,010 --> 00:00:16,010
เขียน

5
00:00:16,011 --> 00:00:20,011
ระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ ก็จะเป็น

6
00:00:20,014 --> 00:00:24,014
โปรแกรมเอาอย่างง่ายก่อนแล้วกัน

7
00:00:24,015 --> 00:00:28,015
เพราะว่าไอ้ตัวภาษา SQL นี่ ก็จะมีโปแกรมใช้งานร่วมกับมัน

8
00:00:28,017 --> 00:00:32,017
หลายโปรแกรมมากนะคะ

9
00:00:32,020 --> 00:00:36,020
อาจจะเป็น My SQL

10
00:00:36,021 --> 00:00:40,021
ก็คือภาษา SQL ซึ่งโปรแกรมในเครื่องเรา

11
00:00:40,022 --> 00:00:44,022
ถ้าไม่ได้ติดตั้งเพิ่มเติมก็จะมีอยู่แล้วนะคะ ก็จะเป็นโปรแกรม

12
00:00:44,023 --> 00:00:48,023
Microsoft A นะคะ มันจะมีความสามารถ

13
00:00:48,024 --> 00:00:52,024
ที่จะพิมพ์คำสั่งภาษา SQL ลงไปได้ด้วย

14
00:00:52,026 --> 00:00:56,026
แล้วก็ในส่วนของตัวโปรแกรมนี้

15
00:00:56,027 --> 00:01:00,027
นี้นี่ หน้าตาการทำงานมันจะคล้าย ๆ  Excel

16
00:01:00,028 --> 00:01:04,028
ที่เราเคยใช้งานกันอยู่แล้วนะคะ เก็บข้อมูล

17
00:01:04,029 --> 00:01:08,029
ที่เป็นตารางเหมือนกัน เราก้จะได้ทำความเข้าใจกับมันง่สายขึ้น

18
00:01:08,031 --> 00:01:12,031
นะคะ

19
00:01:12,032 --> 00:01:16,032
นะคะ ในรูปตัวโปรแกรมมันจะเป็นสีส้ม ๆ นะ

20
00:01:16,035 --> 00:01:20,035
มันจะเป็นโปรแกรมจัดการข้อมูลเชิงสัมพันธ์

21
00:01:20,036 --> 00:01:24,036
นะคะ อย่างที่เราเคยได้วาดรูปไปแล้ว แต่ละตารางมีความวสัม

22
00:01:24,037 --> 00:01:28,037
นะคะ โดยที่โปรแกรมนี้นี่

23
00:01:28,039 --> 00:01:32,039
มันก็จะมีความสามารถทั้งในการจัดการฐานข้อมูล

24
00:01:32,040 --> 00:01:36,040
แล้วก็สร้างโปรแกรมได้ในตัวเดียวกัน ก็คือเป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างครบ

25
00:01:36,042 --> 00:01:40,042
สำหรับการทำงานในบานข้อมูลเบืองต้น

26
00:01:40,043 --> 00:01:44,043
เหมาะกับที่จะให้นักศึกษานี่เรียนรู้ และ

27
00:01:44,044 --> 00:01:48,044
พัฒนาโปรแกรมไว้ใช้งานนะคะ รวมถึงคนที่

28
00:01:48,045 --> 00:01:52,045
อาจจะไม่มีความรู้ในการเขียนโปรแกรมมากนักนี่

29
00:01:52,046 --> 00:01:56,046
เขาก็สามารถใช้โปรแกรมยี้ได้เช่นเดียวกัน แล้วก็กา

30
00:01:56,047 --> 00:02:00,047
ใช้งานก็ค่อนข้างสะดวกแล้วก็

31
00:02:00,048 --> 00:02:04,048
ตัวโปรแกรมก็ใช้งานง่าย คำสั่งก็จะไม่ซับซ้อน

32
00:02:04,050 --> 00:02:08,050
วุ่นวายมากนะคะ หน้าตาตอนสร้าง

33
00:02:08,051 --> 00:02:12,051
บานข้อมูลก็จะประมาณนีั้ เดี่ยวเราค่อยไปดูในโ

34
00:02:12,053 --> 00:02:16,053
มันจะมีส่วนของการทำงานหลัก ๆ อยู่ด้านบน

35
00:02:16,054 --> 00:02:20,054
นะคะ เราจะเรียกว่าเป็น Ribbon ข้างบนนะคะ

36
00:02:20,056 --> 00:02:24,056
ในรูปนี่มันก็จะเป็นเกี่ยวกับการกำหนดโครงสร้างของ

37
00:02:24,057 --> 00:02:28,057
ตารางนะคะ แล้วก็การกำหร

38
00:02:28,058 --> 00:02:32,058
หน้าจอสำหรับบันทึกหน้าจอ หรือการแสดงข้อมูล สามารถ

39
00:02:32,059 --> 00:02:36,059
การสร้างรายงานนะคะ เช่น

40
00:02:36,060 --> 00:02:40,060
สมมติมีรายชื่ออยู่ 10,000 รายชื่อ เราอยากให้ออกมาเป็นรายงาน

41
00:02:40,061 --> 00:02:44,061
เฉพาะชื่อที่เป็นผู้หญิง เราก็สามารถสร้างรายงานำ

42
00:02:44,064 --> 00:02:48,064
เหมือนกัน รวมถึงการสืบค้นการเรียกดูข้อมูล

43
00:02:48,065 --> 00:02:52,065
ตามเงื่อนไข เราก็ทำได้ ในส่วนของการสืบค้น

44
00:02:52,067 --> 00:02:56,067
เรียกดูข้อมูลนี่เราจะใช้คำสั่ง SQL เราจะพิมพ์ด้วยตัวเอง

45
00:02:56,068 --> 00:03:00,068
นะคะ เราจะไม่ใช้โปรแกรมสำเรํ็จรูปทุกอย่างนะคะ เราจะได้รู

46
00:03:00,069 --> 00:03:04,069
ว่า เวลาเราใช้ภาษา SQL มันทำงานอย่างไร

47
00:03:04,070 --> 00:03:08,070
นะคะ โดยตารางที่

48
00:03:08,071 --> 00:03:12,071
อยู่ในโปรแกรม Access นะคะ

49
00:03:12,072 --> 00:03:16,072
รุปแบบของตารางนี่ วึ่งมันเป็นมาตรฐานของการจับเก็บ

50
00:03:16,073 --> 00:03:20,073
ข้อมูลในรูปแบบฐานข้อมูลอยู่แล้วนะคะ

51
00:03:20,074 --> 00:03:24,074
ถ้าเราต้องการจะบันทึกหรือเก็บข้อมูลนี่ เราต้อง

52
00:03:24,075 --> 00:03:28,075
สร้างตารางขึ้นมาก่อนถึงจะใช้งานได้ เหมือน

53
00:03:28,076 --> 00:03:32,076
อาทิตยืก่อน ๆ ที่อาจารย์ให้นักศึกษาเปิด

54
00:03:32,076 --> 00:03:36,076
อะไรลงไปยังไม่ได้เลย เพราะว่าเรายังไม่มีตาราง

55
00:03:36,077 --> 00:03:40,077
นะคะ มันจะดูเหมือนกดอะไรไม่ได้

56
00:03:40,078 --> 00:03:44,078
เพราะเรายังไม่ได้เริ่มสร้างตารางเลย การสร้างตารางในที่นี้

57
00:03:44,079 --> 00:03:48,079
มันคือการตั้งชื่อ กำหนดโครงสร้างในตารรางด้วย

58
00:03:48,080 --> 00:03:52,080
นั้นก็คือเราจะมีถ้าใน Excel มันจะมี

59
00:03:52,081 --> 00:03:56,081
มันจะเป็นคอลัมน์ คอลัมน์ใช่ไหมคะ ใน Access

60
00:03:56,081 --> 00:04:00,081
เราก็จะกำหนดว่าหัวคอลัมน์แต่ละคอลัมน์นี่

61
00:04:00,082 --> 00:04:04,082
ก็คือ feild นี่ล่ะ มันมีชื่ออะไรบ้า

62
00:04:04,083 --> 00:04:08,083
ก็คุณสมบัติของข้อมูลที่จะบรรจุลงไป

63
00:04:08,084 --> 00:04:12,084
ในนั้นนี่ มีอะไรนะคะ

64
00:04:12,086 --> 00:04:16,086
เช่น เป็นตัวหนังสือเท่านั้น หรือเป็นตัวเลขผสมกับตัวหนังสือ

65
00:04:16,086 --> 00:04:20,086
หรือรับเฉพาะค่าตัวเลข ค่าตัวเลข

66
00:04:20,087 --> 00:04:24,087
10 ตัวอะไรก็ว่าไป รวมถึงต้องกำหนด

67
00:04:24,088 --> 00:04:28,088
คีย์หลักนะคะ การกำหนดคีย์หลักใน Access

68
00:04:28,089 --> 00:04:32,089
ก็ง่าย กดปุ่มเดียวก็เสร็จเลยนะคะ แล้วก็ต้องกำหนด

69
00:04:32,090 --> 00:04:36,090
ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางของึ้นไป ว

70
00:04:36,092 --> 00:04:40,092
เชื่อมต่อกันอย่างไรนะคะ

71
00:04:40,093 --> 00:04:44,093
ตัวอย่างโครงสร้างของฐานข้อมูลนี้ เรามา

72
00:04:44,094 --> 00:04:48,094
ทบทวนกันอีกรอบนะคะ ที่โชว์อยู่ในหน้าจอตอนนี้

73
00:04:48,095 --> 00:04:52,095
เราเรียกว่าตารางนะ นะคะ มีแถว มีคอลัมน์

74
00:04:52,096 --> 00:04:56,096
นะคะ แนวตั้งเราจะเรียกว่าคอลัมน์

75
00:04:56,097 --> 00:05:00,097
ถ้าศัพท์ในระบบการจัดการฐานข้อมูลก็คือฟิลด์

76
00:05:00,098 --> 00:05:04,098
ในตารางนี้จะมีอยู่ 4 Field

77
00:05:04,099 --> 00:05:08,099
นะคะ มี Recrods ก็คือ 3 แถวข้อมูลฃ

78
00:05:08,100 --> 00:05:12,100
อันนี้เป็นตัวอย่างข้อมูลผู้ป่วยนะคะ

79
00:05:12,101 --> 00:05:16,101
ไอ้ตัว HN นี่ มันย่อมากจากรหัส

80
00:05:16,102 --> 00:05:20,102
ผู้ป่วยนะคะ Hospital Number แล้วก็มีชื่อ มีที่อยู่

81
00:05:20,103 --> 00:05:24,103
มีนามสกุล มีที่อยู่ อันนี้เป็นการเก็บข้อมูลอ

82
00:05:24,104 --> 00:05:28,104
นะคะ ตัวอย่างอย่างง่าย ส่วนในตัวโปรแกรม

83
00:05:28,105 --> 00:05:32,105
เราจะสร้างตารางนะคะ

84
00:05:32,106 --> 00:05:36,106
โดยที่เราจะมากำหนดคุณสมบัติของ

85
00:05:36,107 --> 00:05:40,107
คอลัมน์แบบเมื่อกี้นี้ มาส่วนการดีไซ

86
00:05:40,108 --> 00:05:44,108
ส่วนของการ Design ก็คือการออกแบบ มันก็จะถามว่า

87
00:05:44,109 --> 00:05:48,109
อย่างในส่วนตรงนี้ อันนี้มันเป็นเมนูภาษาอังกฤษนะคะ

88
00:05:48,110 --> 00:05:52,110
ว่าชื่อคอลัมน์อะไรนะคะ เก็บข้อมูลชนิด

89
00:05:52,111 --> 00:05:56,111
อะไร บางทีตัว

90
00:05:56,113 --> 00:06:00,113
ID นี่ ถ้าเราไม่ได้กำหนดค่า

91
00:06:00,114 --> 00:06:04,114
มันจะเป็น Auto มันจะเพิ่มไปเรื่อย ๆ ตามจำนวน

92
00:06:04,118 --> 00:06:08,118
ที่เราเพิ่มเข้ามา แต่เราสามารถระบุเองก็ได้ค่ะ

93
00:06:08,119 --> 00:06:12,119
บางทีเราไม่อยากได้ตัวเลข 1 2 3 4 5 ไปเรื่อย ๆ นี่ บางท

94
00:06:12,121 --> 00:06:16,121
ก็มันอาจจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ทุกระบบนะคะ

95
00:06:16,122 --> 00:06:20,122
นะคะ มันอาจจะต้องมีตัวหนังสือที่มันมีมา

96
00:06:20,124 --> 00:06:24,124
ผสมกับตัวเลข อย่างรหัสนักศึกษาเรานี่ เข้ามาใหม่เราจะ Run

97
00:06:24,125 --> 00:06:28,125
1 2 3 4 5 ไปเลยไม่ได้นะคะ มันจะต้องกำหนดเฉพาะ

98
00:06:28,126 --> 00:06:32,126
เช่นขึ้นต้นด้วยปีการศึกษา ตามด้วยรหัสคณะ

99
00:06:32,129 --> 00:06:36,129
ตามมาด้วยรหัสหลักสูตร แล้วก็ค่อยมาถึง

100
00:06:36,130 --> 00:06:40,130
เลขที่ของเราว่าเราเลขที่อะไรนะคะ ตัวอย่าง

101
00:06:40,131 --> 00:06:44,131
ถ้าเป็นการทำงานในการจัดการตารางจริง ๆ นี่

102
00:06:44,135 --> 00:06:48,135
จริง ๆ นี่มันจะไม่ดีมีข้อมูลนิดเดียว

103
00:06:48,137 --> 00:06:52,137
อย่างที่เราเคยเห็น อย่างด้านซ้ายนะคะ ก็จะเป็ฯ

104
00:06:52,138 --> 00:06:56,138
ตัวอย่างของตารางทั้งหมดที่มันเอามาเชื่อมโยง

105
00:06:56,139 --> 00:07:00,139
กัน มีไม่ต่ำกว่า 20 ตาราง ถ้ามัน

106
00:07:00,140 --> 00:07:04,140
เป็นระบบงานใหญ่ ๆ รวมถึงเป็นการกำหนดด้วยว่า

107
00:07:04,141 --> 00:07:08,141
ข้อมูลแต่ละชนิดที่เข้ามานี่ อย่างเช่น ID

108
00:07:08,141 --> 00:07:12,141
เขากำหนดให้เป็นตัวเลข ให้มันเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อัตโนมัติ

109
00:07:12,142 --> 00:07:16,142
ส่วนเลขประจำตัวผู้ป่วย

110
00:07:16,144 --> 00:07:20,144
เขาจะให้กรอกนะคะ และก็จะมีคำอธิบายด้วยว่า

111
00:07:20,145 --> 00:07:24,145
ไอ้คำ คำย่อ หรือหัวตารางนี่

112
00:07:24,147 --> 00:07:28,147
ถ้าเป็นภาษาไทยน่ะคืออะไรนะคะ

113
00:07:28,148 --> 00:07:32,148
อย่าง OHN ก็คือเลขบัตรเดิม

114
00:07:32,149 --> 00:07:36,149
ต้องพิมพ์อย่างไร หรือไม่ต้องพิมพ์ไหม ไม่

115
00:07:36,151 --> 00:07:40,151
จำเป็นต้องพิมพ์นามสกุล เราจะกำหนดตรงนี้ด้วยในคำอธิบาย

116
00:07:40,152 --> 00:07:44,152
นะคะ ถ้าในส่วนของ

117
00:07:44,153 --> 00:07:48,153
ฐานข้อมูล เราจะเรียกว่าพจนาณุกรมข้อมูล

118
00:07:48,154 --> 00:07:52,154
หรือ Data diก็คือสิ่งที่เราต้องบอก

119
00:07:52,155 --> 00:07:56,155
คุณอาจจะเป็นโปรแกรมเมอร์คนใหม่มาทำงาน

120
00:07:56,158 --> 00:08:00,158
เห็นคำย่อ PT Marry

121
00:08:00,159 --> 00:08:04,159
คืออะไร สมมติเรามาทำงานต่อจากเขา

122
00:08:04,160 --> 00:08:08,160
แล้วเขาไม่เขียนอธิบายไว้ว่า คำศัพท์คำนี้

123
00:08:08,161 --> 00:08:12,161
มันคือข้อมูลอะไรที่ต้องกรอกนะคะ

124
00:08:12,162 --> 00:08:16,162
นั่นคือสถานภาพสมรส สมมติเขาไม่ได้บอกเราไว้

125
00:08:16,162 --> 00:08:20,162
เราก็ต้องมา กว่าจะทำความเข้าใจได้ว่า สรุป

126
00:08:20,163 --> 00:08:24,163
ข้อมูลนี้เขาต้องการข้อมูลอะไรไว้กันแน่ เพราะฉะนั้นเราต้อง

127
00:08:24,164 --> 00:08:28,164
การเขียนคำอธิบายก็ค่อนข้างจำเป็นเหมือนกันสำหรับการจัดการฐานข้อม

128
00:08:28,166 --> 00:08:32,166
นะคะ อ๋อ ส่วน

129
00:08:32,167 --> 00:08:36,167
ด้านล่าง จะเป็นการบอกขนาดของข้อมูล

130
00:08:36,169 --> 00:08:40,169
นะคะ เช่น จำนวนเงินเดือน

131
00:08:40,170 --> 00:08:44,170
จำนวนเงินเดือน เงินเดือนน่าจะไม่มีแค่ 2 หลัก

132
00:08:44,171 --> 00:08:48,171
บางคนเงินเดือนเยอะ บางคนเงินเดือนน้อย เราก็สามารถ

133
00:08:48,174 --> 00:08:52,174
กำหนดได้ว่า ตัวเลขที่สามารถกรอกไปได้นี่ มากขนาดไหน

134
00:08:52,175 --> 00:08:56,175
เงินเดือนอาจจะยังไม่เห็นภาพ ถ้ามันเกี่ยวกับ

135
00:08:56,176 --> 00:09:00,176
งบประมาณประเทศที่ต้อง

136
00:09:00,177 --> 00:09:04,177
กรอกตัวเลขเยอะ ๆ นะคะ เลข 6-7 หลัก มันไม่พอแน่นอน

137
00:09:04,180 --> 00:09:08,180
นะคะ เราก็ต้องมากำหนดด้วยว่า ข้อทมูลที่ใส่ไก้

138
00:09:08,181 --> 00:09:12,181
ควรจะเป็นข้อมูลขนาดไหน หรือ

139
00:09:12,184 --> 00:09:16,184
บัตรประชาชนเรามากำหนดเลยว่าให้กรอกได้แค่ 13 หลัก

140
00:09:16,185 --> 00:09:20,185
เราก็จะมากำหนดตรง Properties ข้างล่างตรงนี้

141
00:09:20,186 --> 00:09:24,186
การสร้างตาราง

142
00:09:24,188 --> 00:09:28,188
โดยใช้มุมมองการออกแบบนะคะ

143
00:09:28,189 --> 00:09:32,189
มันก็จะมีกำหนดมาว่า ชื่อของ Field ชื่อแต่ละคอลัมน์

144
00:09:32,191 --> 00:09:36,191
ควรตั้งชื่ออะไร ควรจะตั้งให้มีความหมาย

145
00:09:36,193 --> 00:09:40,193
แล้วก็ไม่ยาวจนกเินไป แล้วก็ห้ามใช้สัญลัก

146
00:09:40,194 --> 00:09:44,194
พิเศษพวกเครื่องหมายคำถาม

147
00:09:44,195 --> 00:09:48,195
เครื่องหมาย # อะไรพวกนี้นะคะ

148
00:09:48,196 --> 00:09:52,196
หรือ ... อันเดอร์สกอ ขีดเส้นใต้

149
00:09:52,197 --> 00:09:56,197
รวมถึงประเภทของข้อมูล

150
00:09:56,199 --> 00:10:00,199
นะคะ ก็คือชนิดของข้อมูล

151
00:10:00,200 --> 00:10:04,200
ที่จะเก็บในคอลัมน์ หรือ Field นั้น ๆเช่น รหัสสินค้า

152
00:10:04,201 --> 00:10:08,201
มันควรจะเป็นได้ทั้งตัวเลขและตัวอักษรผสมกัน

153
00:10:08,202 --> 00:10:12,202
ส่วนราคานะคะ ควรจะเป็นตัวเลขอย่างเดียว

154
00:10:12,203 --> 00:10:16,203
เราไม่พิมพ์ เราจะไม่พิมพ์

155
00:10:16,204 --> 00:10:20,204
500 แล้วก็ใส่ ก. ไก้ อีก 2 ตัว แล้วก็เป็นเลข 0 ไม่ใช่

156
00:10:20,206 --> 00:10:24,206
เพราะฉะนั้น 500 คือตัวเลขอย่างเดียว กับ

157
00:10:24,206 --> 00:10:28,206
ถ้าสมติข้อมูลนั้น ๆ จะต้องนำไปคำนวณ

158
00:10:28,207 --> 00:10:32,207
นะคะ ควรจะเป็นข้อมูลชนิดอะไร เช่น

159
00:10:32,208 --> 00:10:36,208
อายุนะคะ คือ เอาวัน เดือน ปีเกิน ไปคำวฯ

160
00:10:36,208 --> 00:10:40,208
มันจะต้องเป็นตัวเลข หรือวันที่ หรืออะไร

161
00:10:40,209 --> 00:10:44,209
นะคะ เราก็ต้องมาพิจารณาข้อมูลพวกนั้นด้วย

162
00:10:44,211 --> 00:10:48,211
วันแรกจนถึงปัจจุบัน

163
00:10:48,213 --> 00:10:52,213
เขาทำงานมาแล้วกี่ปี่ ก็จะใช้วันที่ในการคำนวณ

164
00:10:52,214 --> 00:10:56,214
เราก็ต้องพิจารณาตรงนี้ด้วย ถ้าสมมติคุณได้ไปทำฐานข้อมูลด้วยตัวเอง

165
00:10:56,215 --> 00:11:00,215
ข้อมูลที่เป็นข้อความ

166
00:11:00,216 --> 00:11:04,216
หรือว่า Text นะคะ ก็จะเป็นข้อมูลที่เป็นตัวอักษร

167
00:11:04,217 --> 00:11:08,217
ตัวเลข ทำไมถึงบอกว่าเป็น Text ถ้าตัวเลขที่ไม่ได้ใช้

168
00:11:08,218 --> 00:11:12,218
ในการคำนวณ เช่น รหัสนักศึกษาพวกคุณ เราจะไม่

169
00:11:12,220 --> 00:11:16,220
เอามาบวกกัน มันไม่มีผลในการคำนวณนะคะ มัน

170
00:11:16,221 --> 00:11:20,221
บอกรหัสเฉย ๆ สัญลักษณ์ เครื่องหมาย

171
00:11:20,222 --> 00:11:24,222
ก็บางคนอาจจะบางคนจะเป็นที่ต้องใส่สัญลักษณ์

172
00:11:24,223 --> 00:11:28,223
อย่างคำนำหน้าชื่อ บางคนก็จะพิมพ์นางสาว

173
00:11:28,224 --> 00:11:32,224
บางคนพิมพื น.ส. มันก็จะมี

174
00:11:32,225 --> 00:11:36,225
มีเครื่องหมาย มีตัวอักขระ

175
00:11:36,226 --> 00:11:40,226
ที่ผสมกัน รวมถึงตัวเลข ก็ตัวเลขนี่

176
00:11:40,227 --> 00:11:44,227
ก็จะมีหลายประเภทเหมือนกัน ก็จะเป็นข้อมูลที่เป็นตัวเลขอาจจะเป็นจำนวน

177
00:11:44,228 --> 00:11:48,228
เงิน การเก็บเงิน ก็มีให้เลือกหลายรูปแบบ

178
00:11:48,229 --> 00:11:52,229
นะคะ ถ้าเราเลือกข้อมูลเป็น Byte

179
00:11:52,230 --> 00:11:56,230
ข้อมูลที่เราเก็บได้จะมีแค่ 0-255 เท่านั้น

180
00:11:56,231 --> 00:12:00,231
แล้วก็เป็นจำนวนเต็ม ใส่เป็นทศนิยมไม่ได้

181
00:12:00,232 --> 00:12:04,232
นะคะ ข้อมูลที่เป็น Integ

182
00:12:04,233 --> 00:12:08,233
- 30,000 กว่าถึง 32

183
00:12:08,234 --> 00:12:12,234
เต็มบวกนะคะ เป็นเต็มบวกกับเต็มลบ

184
00:12:12,237 --> 00:12:16,237
ไม่มีจุดทศนิยม

185
00:12:16,238 --> 00:12:20,238
ถ้าเป็นรอง Integerg,n

186
00:12:20,238 --> 00:12:24,238
มันจะกลายเป็นประมาณ 2 พันล้าน

187
00:12:24,241 --> 00:12:28,241
อันนี้เหมาะกันการใส่งบประมาณที่เยอะมาก ๆ

188
00:12:28,242 --> 00:12:32,242
หรือข้อมูลเงินใด ๆ ก็ตาม

189
00:12:32,244 --> 00:12:36,244
ที่เป็นตัวเลขที่มใากกว่าค่า Integer ะรรมาดา

190
00:12:36,245 --> 00:12:40,245
ขึ้นไปนะคะ Single

191
00:12:40,246 --> 00:12:44,246
จะเป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยมนะคะ

192
00:12:44,247 --> 00:12:48,247
อาจจะมีค่าไปจนถึงติดลบนะคะ เป็นทั้งทศนิยม

193
00:12:48,249 --> 00:12:52,249
ที่เป็นเต็มลบกับเต็มบวกนะคะ

194
00:12:52,250 --> 00:12:56,250
ต่อมา Double ก็

195
00:12:56,252 --> 00:13:00,252
จะใช้กับตัวเลขที่เป็นจุดทศนิยม บางทีเราไปซื้อของ

196
00:13:00,253 --> 00:13:04,253
เราจะเห็นว่าเขาคำนวณเป็นจุดทศนิยมให้เราด้วย แสดงว่า

197
00:13:04,254 --> 00:13:08,254
การเขียนโปรแกรมกับการเก็บข้อมูลของเขา เขาแสด

198
00:13:08,255 --> 00:13:12,255
ถึงทศนิยม 1 ตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง 3 ตำแหน่ง

199
00:13:12,256 --> 00:13:16,256
ก็ว่ากันไป แต่ส่วนมากถ้าเป็นค่าเงิน เราจะใช้แค่

200
00:13:16,257 --> 00:13:20,257
2 ตำแหน่งนะคะ ต่อมา วันที่

201
00:13:20,258 --> 00:13:24,258
เวลา ก็จะเป็นการระบุข้อมูลที่เป็นแบบวันที่

202
00:13:24,259 --> 00:13:28,259
เป็น ค.ศ หรือ พ.ศ ก็แล้วแต่เราจะระบุก็ได้

203
00:13:28,260 --> 00:13:32,260
นะคะ โดยที่มันอาจจะเป็น

204
00:13:32,261 --> 00:13:36,261
ระบบเต็ม ก็คือจะมีทั้งวันที่และเวลา แต่ส่วนมากเราจะใช้

205
00:13:36,262 --> 00:13:40,262
แบบวัน เดือน ปี แค่นั้นนะคะ

206
00:13:40,263 --> 00:13:44,263
กับ Yes/No Question

207
00:13:44,264 --> 00:13:48,264
ใช่หรือไม่ มันจะเป็นคำตอบสำหรับข้อมูล

208
00:13:48,265 --> 00:13:52,265
ที่เป็นตรรกะที่มีอยู่ 2 ค่า ก็คือจริงกับเท็จ

209
00:13:52,266 --> 00:13:56,266
เช่น ตอนนี้คุณเป็นนักศึกษา เขาจะถามว่าเป็น

210
00:13:56,267 --> 00:14:00,267
จริงหรือเท็จ ถ้ายังเป็นนักศึกษาอยู่ก็ตอบว่า Yes

211
00:14:00,268 --> 00:14:04,268
ถ้าเรียนจบแล้วก็อาจจะบอกว่า No นะคะ

212
00:14:04,269 --> 00:14:08,269
กับ OLE Object นะคะ ก็จะเป็นข้อมูล

213
00:14:08,271 --> 00:14:12,271
ที่เอาไว้ในการแนบรูปภาพนะคะ ฐานข้อมูลบางอย่าง

214
00:14:12,272 --> 00:14:16,272
เขาให้เราแนบรูปภาพด้วย บางทีเราสมัครสมาชิก

215
00:14:16,273 --> 00:14:20,273
อาจจะเป็นสมาชิก หรือสมัครเรียนหนังสือ

216
00:14:20,275 --> 00:14:24,275
หรือสมัครสอบเขาก็จะให้เราแนบรูปภาพ แนบ

217
00:14:24,276 --> 00:14:28,276
ใบเสร็จ ถ้าเป็นระบบขายของ ก็แนบใบเสร็จดอนเงิน

218
00:14:28,277 --> 00:14:32,277
ก็แนบเป็นรูปภาพมาด้วยนะคะ

219
00:14:32,278 --> 00:14:36,278
ส่วนที่ 3 จะเป็นส่วนของการกำหนดค่า เหมือนที่อาจารย์เอาให้ดู

220
00:14:36,279 --> 00:14:40,279
เมื่อกี้นี้ในภาพนะคะ ก็จะเป็นการบอกขนาดของข้อมูล

221
00:14:40,280 --> 00:14:44,280
ที่จะเก็บ เรากำหนดเข้ามูลได้เลยนะคะ

222
00:14:44,281 --> 00:14:48,281
รูปแบบของการแสดงผลข้อมูลจะเป็นอย่างไร การป้อนข้อมูล

223
00:14:48,282 --> 00:14:52,282
จะเป็นลักษณะไหน เราสามารถกำหนดได้นะคะ

224
00:14:52,285 --> 00:14:56,285
กำหนดคำอธิบายข้อมูล เช่น ก่อนที่เราจะกรอกข้อมูลลงไป

225
00:14:56,286 --> 00:15:00,286
นี่ ในระบบบางอัน ถ้าเราเอาเมาส์ไปชี้ เขาจะ

226
00:15:00,287 --> 00:15:04,287
มีคำอธิบายว่า ในช่องนี้จะให้กรอกข้อมูลเป็นแบบไหน

227
00:15:04,288 --> 00:15:08,288
ถ้าเราบอกว่าให้กรอกรหัสบัตรประชาชน

228
00:15:08,289 --> 00:15:12,289
พอเอาเมาส์ไปชี้ปุ๊บ เขาก็จะบอกว่าให้กรอกเลข

229
00:15:12,290 --> 00:15:16,290
13 หลักเป็นต้นนะคะ

230
00:15:16,291 --> 00:15:20,291
กับอาจจะมีการกำหนดค่าเริ่มต้น

231
00:15:20,292 --> 00:15:24,292
เช่น เขาถามวันเกิด ส่วนมากวันเกิด

232
00:15:24,294 --> 00:15:28,294
จะเป็นวันที่ 1 มกราคม ปี 2000 อะไรก็ว่าไป

233
00:15:28,295 --> 00:15:32,295
นะคะ ก็จะเป็นค่าเริ่มต้น ถ้าคุรไม่ได้เกิดวันนั้น ก็เปลี่ยนค่าิื

234
00:15:32,298 --> 00:15:36,298
หรืออาจจะเป็นเงินบริจาคนะคะ

235
00:15:36,299 --> 00:15:40,299
นะคะ ค่าเริ่มต้นอาจจะเป็น 10 บาท

236
00:15:40,301 --> 00:15:44,301
คุณอาจจะไปเปลี่ยนค่าก็ได้นะคะ กับ

237
00:15:44,302 --> 00:15:48,302
การกำหนดเงื่อนไขของค่า เช่น

238
00:15:48,303 --> 00:15:52,303
เงินเดือน จะต้องเป็นบวกเสมอ

239
00:15:52,304 --> 00:15:56,304
จะบอกว่าเขาถามเงินเดือนเท่าไร -5000

240
00:15:56,306 --> 00:16:00,306
คือ ทำงานแล้วเป็นหนี้ไปเรื่อย ๆ  ก็ไม่ใช่ ค่าบางค่า

241
00:16:00,309 --> 00:16:04,309
นะคะ ก็ต้อง ค่าบางค่า จะต้องเป็นบวกเสมอ

242
00:16:04,310 --> 00:16:08,310
อายุ จะต้องเป็นจำนวนเต็มบวกเต็มลบไม่ได้

243
00:16:08,311 --> 00:16:12,311
นะคะ กับการกำหนดข้อความ

244
00:16:12,315 --> 00:16:16,315
ที่แสดงหากใส่ข้อมูลไม่ตรงตามเงื่อนไข เช่น

245
00:16:16,318 --> 00:16:20,318
ใส่อายุเป็น -20 มันก็จะมี

246
00:16:20,319 --> 00:16:24,319
คำสั่งแจ้งเตือนขึ้นมาว่า ให้ใส่ค่าที่เป็น

247
00:16:24,321 --> 00:16:28,321
ที่เป็นค่าบวกเท่านั้นนะคะ ก็จะเป็นแบบนี้

248
00:16:28,324 --> 00:16:32,324
เราสามารถกำหนดได้ รวมถึงข้อมูล

249
00:16:32,325 --> 00:16:36,325
ที่จำเป็นต้องตอบ จะเว้นว่างไม่ได้

250
00:16:36,327 --> 00:16:40,327
เช่น เลขบัตรประชาชน คุณจะบอกว่าคุณไม่มีเลขบัตรประชาชนไม่ได้

251
00:16:40,327 --> 00:16:44,327
นะคะ เพราะฉะนั้น ต้องกรอกทุกครั้ง

252
00:16:44,328 --> 00:16:48,328
หรืออาจจะเป็นแบบฟอร์มให้สมัครใด ๆ ก็ตาม ไอ้

253
00:16:48,329 --> 00:16:52,329
เลขบัตรประชนนี่ จะเป็นข้อมูลที่ต้องกรอกเสมอ

254
00:16:52,330 --> 00:16:56,330
จะปล่อยว่างไม่ได้ การกำหนด

255
00:16:56,331 --> 00:17:00,331
การกำหนดค่าคีย์หลักนะคะ

256
00:17:00,332 --> 00:17:04,332
ก็ทำได้ง่ายมาก ถ้าในโปรแกรม ก็คือคุณจะเลือก

257
00:17:04,333 --> 00:17:08,333
ค่าไหน ให้เป็นคีย์หลัก คลิกที่คอลัมน์นั้น ๆ

258
00:17:08,334 --> 00:17:12,334
นั้น ๆ หรือฟีลด์นั้น ๆ หรือการกดรูป

259
00:17:12,335 --> 00:17:16,335
ตัวกุญจะหมายถึงคีย์หลัก หรือว่า Primary key นั่นล่ะ

260
00:17:16,336 --> 00:17:20,336
นะคะ แค่เลือกแล้วก็กด มันก็จะ

261
00:17:20,337 --> 00:17:24,337
เป็นการแจ้งในระบบเลยว่า ไอ้ค่านี้

262
00:17:24,338 --> 00:17:28,338
คือค่าคีย์หลัก

263
00:17:28,339 --> 00:17:32,339
ของตารางนี้นะคะ กับ

264
00:17:32,340 --> 00:17:36,340
ความสัมพันธ์ มันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป

265
00:17:36,341 --> 00:17:40,341
ดดยที่เราจะมีการพิจารณาคีย์นอกของปแต่ละตาร

266
00:17:40,342 --> 00:17:44,342
ตารางที่มันจะอ้างถึงคีย์หลักของอีกตารางหนึ่ง

267
00:17:44,343 --> 00:17:48,343
นะคะ ก็อันนี้ก็เดี๋ยวจะลองทำใน

268
00:17:48,344 --> 00:17:52,344
ตัวโปรแกรมว่ามันจะอ้างอิงกันอย่างไรนะคะ ในตัวโปรแกรม

269
00:17:52,345 --> 00:17:56,345
มันก็จะง่ายมากค่ะ มันก็จะมีตัวให้เรากดได้เลย ตาม

270
00:17:56,346 --> 00:18:00,346
ลูกศรสีแดงชี้นะคะ เป็นโปรแกรม

271
00:18:00,347 --> 00:18:04,347
ค่อนข้างสำเร็จรูปเลยนะคะ ว่า

272
00:18:04,348 --> 00:18:08,348
เราจะสร้างคีย์หลักอย่างไร อันไหนจะเป็นความสัมพันธ์

273
00:18:08,349 --> 00:18:12,349
นะคะ ก่อนที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ เราต้องว่า

274
00:18:12,350 --> 00:18:16,350
ตารางที่เราสร้างนี่ มันสัมพันธ์กันอย่างไร

275
00:18:16,351 --> 00:18:20,351
ER diagram มาแล้ว เหมือนตัวอย่างที่อาจารย์ให้ทำ คือ

276
00:18:20,352 --> 00:18:24,352
ร้านหนังสือ ว่าผู้แต่งหนังสือกับหนังสือ

277
00:18:24,353 --> 00:18:28,353
เขาควรจะมีความสัมพันธ์กันอย่างไรนะคะ

278
00:18:28,354 --> 00:18:32,354
อย่างเช่นตัวอย่าง ถ้าเราสร้างความสัมพันธ์ได้แล้ว

279
00:18:32,355 --> 00:18:36,355
มันจะเป็นแบบนี้ค่ะ มันจะมีการโยงเส้นของ 2 ตาราง

280
00:18:36,359 --> 00:18:40,359
ให้ดูเลยว่าตาราง

281
00:18:40,360 --> 00:18:44,360
นี้ กับตารางนี้เขามีความสัมพันธ์กัน

282
00:18:44,361 --> 00:18:48,361
อย่างตารางนี้ค่ะ

283
00:18:48,362 --> 00:18:52,362
2 ตารางนี้ มีความสัมพันธ์แบบ 1

284
00:18:52,363 --> 00:18:56,363
กับมากกกว่า 1 อย่างที่อาจารย์เคยบอกว่า

285
00:18:56,364 --> 00:19:00,364
ในแต่ละโปรแกรมหรือแต่ละหนังสือ

286
00:19:00,365 --> 00:19:04,365
เครื่องหมาย เขาอาจจะไม่ได้ใช้ตัว M อย่างที่อาจารย์สอน

287
00:19:04,367 --> 00:19:08,367
แต่มันเป็นความหมายเดียวกัน

288
00:19:08,369 --> 00:19:12,369
คือ ONE To Many คือ 1 มีความสัมพันธ์

289
00:19:12,370 --> 00:19:16,370
มากกว่า 1 กับอะไรนะคะ เพราะฉะนั้นเรา...

290
00:19:16,371 --> 00:19:20,371
เราอ่านหนังสือบางเล่นก็อาจจะเขียนอย่างนี้

291
00:19:20,372 --> 00:19:24,372
นะคะ ให้เราเข้าใจว่ามันมีความหมายเดียวกัน

292
00:19:24,373 --> 00:19:28,373
มันต่างกันที่สัญลักษณ์เฉย ๆ ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ 1

293
00:19:28,374 --> 00:19:32,374
นะคะ 1 ต่อ 1 บางรูปแบบเขาจะไม่เขียน

294
00:19:32,375 --> 00:19:36,375
กำหนดไว้เลย ให้รู้ว่าเป็นความสัมพันธ์

295
00:19:36,376 --> 00:19:40,376
แบบไหนนะคะ ONE To ONE

296
00:19:40,377 --> 00:19:44,377
ONE To Many นะคะ ข้อพิจารณา

297
00:19:44,378 --> 00:19:48,378
ในการสร้างฐานข้อมูล เราต้องรู้

298
00:19:48,380 --> 00:19:52,380
ว่า เราจะสร้างฐานข้อมูลเพื่อมาทำงาน

299
00:19:52,381 --> 00:19:56,381
เกี่ยวกับระบบอะไรนะคะ เหมือนในตัวอย่าง

300
00:19:56,383 --> 00:20:00,383
ก็คือร้านเช่าหนังสือหรือร้านขายหนังสือ ในร้านขายหนังสือ

301
00:20:00,384 --> 00:20:04,384
ต้องมีตารางอะไรบ้างนะคะ มันอาจจะไม่มีแค่ 3

302
00:20:04,385 --> 00:20:08,385
3 ตัวอย่างที่อาจารย์ยกตัวอย่าง มันมากกว่านั้น

303
00:20:08,386 --> 00:20:12,386
คุณจะเช่า หรือคุณจะขาย หรือคุณจะมีระบบสมาชิกไหม

304
00:20:12,387 --> 00:20:16,387
นะคะ รวมถึงรายละเอียดในตาราง

305
00:20:16,387 --> 00:20:20,387
ข้อมูลจะต้องเก็บอะไรบ้าง เครื่องไหน

306
00:20:20,388 --> 00:20:24,388
ไฟตกหรือ

307
00:20:24,389 --> 00:20:28,389
ต่อไป

308
00:20:28,391 --> 00:20:32,391
ก็ต้องดูว่าในตารางอะไรคือคีย์หลัก

309
00:20:32,392 --> 00:20:36,392
ก้คือค่าที่ห้ามซ้ำกันนั่นเอง อันนี้เราจำได้นะ

310
00:20:36,393 --> 00:20:40,393
ความสัมพันธ์ของตารางข้อมูล เป็นความสัมพันธ์แบบไหน

311
00:20:40,396 --> 00:20:44,396
มีค่าที่ต้องมาประมวลผล หรือ

312
00:20:44,397 --> 00:20:48,397
มีการคำนวณไหมนะคะ เช่น

313
00:20:48,398 --> 00:20:52,398
อายุสมาชิก หรือวันเข้าทำงาน

314
00:20:52,399 --> 00:20:56,399
ทำงานมาแล้วกี่ปี เพื่อพิจารณาเงินเดือน อะไรก็ว่าไป

315
00:20:56,400 --> 00:21:00,400
นะคะ การจัดการแสดงผลของทางหน้าจอเป็นอย่างไร

316
00:21:00,401 --> 00:21:04,401
สามารถพรินต์ออกมาเป็นรายงานได้ไหม ข้อมูล

317
00:21:04,403 --> 00:21:08,403
เบื้องต้นที่จะใส่ ใส่แล้วเป็นอย่างไร ใส่

318
00:21:08,404 --> 00:21:12,404
กับระบบงานอะไร เอาไปผนวกกับงานแล้ว

319
00:21:12,405 --> 00:21:16,405
มันมีปัญหาไหมนะคะ อันนี้คือข้อพิจารณา

320
00:21:16,406 --> 00:21:20,406
ในการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมาสักระบบหนึ่ง ขนาดข้อมูลเล็ก ๆ

321
00:21:20,407 --> 00:21:24,407
ก็ยังต้องพิจารณาตามนี้เช่นกันนะคะ

322
00:21:24,408 --> 00:21:28,408
กับก่อนที่เราจะเรียนในตัวโปรแกรม

323
00:21:28,409 --> 00:21:32,409
เราต้องมารู้จักคำสั่งที่ทำ

324
00:21:32,410 --> 00:21:36,410
ให้ฐานข้อมูลมันทำงานก่อนนะคะ ภาษาที่ใช้จัดการฐานข้อมูล

325
00:21:36,411 --> 00:21:40,411
อย่างที่บอกค่ะ เป็นภาษา SQL

326
00:21:40,412 --> 00:21:44,412
ตัวนี้นะคะ

327
00:21:44,413 --> 00:21:48,413
การเรียนภาษา SQL นะคะ

328
00:21:48,414 --> 00:21:52,414
มันก็จะเป็นเรียนรู้คำสั่งพื้นฐานสำหรับสร้างโครงสร้างฐาน

329
00:21:52,415 --> 00:21:56,415
ข้อมูล คำสั่งในการเรียกดูข้อมูล คำสั

330
00:21:56,416 --> 00:22:00,416
ปรับปรุงข้อมูลเพิ่มลบแก้ไข อันนี้เราต้องทราบ

331
00:22:00,418 --> 00:22:04,418
นะคะ ซึ่งภาษา SQL นี่

332
00:22:04,419 --> 00:22:08,419
เป็นภาษาทางด้านฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมที่สุด

333
00:22:08,420 --> 00:22:12,420
นะคะ เป้นชุดคำสั่งที่ใช้ในการจัดการข้อมูล

334
00:22:12,422 --> 00:22:16,422
นะคะ

335
00:22:16,423 --> 00:22:20,423
กลุ่มคำสั่งของภาษา SQL จะมีอยู่

336
00:22:20,424 --> 00:22:24,424
3 กลุ่มคำสั่ง คำสั่งแรกก็เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับ

337
00:22:24,426 --> 00:22:28,426
การสร้างฐานข้อมูล กำหนดโครงสร้างฐานข้อ

338
00:22:28,427 --> 00:22:32,427
นะคะ กำหนดโครงสร้างของตาราง กลุ่มที่ 2

339
00:22:32,428 --> 00:22:36,428
จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช่เพิ่ม ลบ เปลี่ยนแปลง

340
00:22:36,429 --> 00:22:40,429
ก็คือเป็นการปรับปรุงข้อมูลนั่นเอง ส่วนกลุ่มที่ 3 จะเป็น

341
00:22:40,430 --> 00:22:44,430
คำสั่งที่ใช้สำหรับสร้าง

342
00:22:44,431 --> 00:22:48,431
นะคะ อันนี้ก็จะเป็นภาษาที่ไม่ได้เป็นภาษาที่

343
00:22:48,432 --> 00:22:52,432
สำหรับนิยามข้อมูล เป็นการสร้างด้วยนะคะ

344
00:22:52,433 --> 00:22:56,433
อย่างในสไลด์อาจารย์วันนี้นี่

345
00:22:56,434 --> 00:23:00,434
ถ้าเราเห็นทรงกระบอกแบบนี้นี่

346
00:23:00,436 --> 00:23:04,436
ถ้าในหนังสือหรือในทางเชิงสากลนี่

347
00:23:04,436 --> 00:23:08,436
เขาจะรับรู้ได้เลยว่า ถ้าเราใส่รูปทรงกระบอกแบบนี้

348
00:23:08,437 --> 00:23:12,437
ในสัญลักษณ์ใด ๆ ที่เป็นโครงสร้างทางคอมพิวเตอร์นี่

349
00:23:12,438 --> 00:23:16,438
เขาจะรู้เลยว่า อันนี้คือฐานข้อมูล

350
00:23:16,439 --> 00:23:20,439
ส่วนข้อมูลผลลัพธ์ถ้าเป็นรูปภาพแบบนี้

351
00:23:20,440 --> 00:23:24,440
ก็แสดงว่าเป็นการแสดงผลรายงานนะคะ

352
00:23:24,441 --> 00:23:28,441
อันนี้ก็เวลาคุณไปอ่านหนังสือ เจอหนังสือเล่มอื่น ถ้าเขาเขียนแบบนี้นี่

353
00:23:28,443 --> 00:23:32,443
ก็ให้เข้าใจว่า ก่อนที่จะออกฐานข้อมูล ใช้คำสั

354
00:23:32,445 --> 00:23:36,445
เพื่อเรียกดูรายงานออกมา ผลลัพธ์ดูรายงาน

355
00:23:36,446 --> 00:23:40,446
เป็นอย่างไรนะคะ

356
00:23:40,447 --> 00:23:44,447
อันนี้เป็นโครงสร้างคำสั่งภาษา SQL สำหรับการสืบค้น

357
00:23:44,448 --> 00:23:48,448
นะคะ คำสั่งที่ใช้ในการสืบค้น คำสั่ง

358
00:23:48,450 --> 00:23:52,450
ใช้บ่อยที่สุดก็คือคำสั่ง SELECT อันนี้

359
00:23:52,451 --> 00:23:56,451
S-E-L-E-C-T นักศึกษา

360
00:23:56,453 --> 00:24:00,453
บางคนเวลาพิมพ์ ทำไมผลลัพธ์ไม่ได้เหมือนเพื่อน

361
00:24:00,454 --> 00:24:04,454
บางทีพิมพ์ผิดนะคะ บางครั้งก็จะ

362
00:24:04,455 --> 00:24:08,455
จะตกใจ ไม่ต้องตกใจ ถ้า

363
00:24:08,456 --> 00:24:12,456
ผลลัพธ์มันไม่ออกมา เรามานั่งไล่ดูก่อนว่าเราพิมพ์อะไรผิดหรือเปล่า

364
00:24:12,457 --> 00:24:16,457
นะคะ ลืมสัญลักษณ์อะไรไหม ตก

365
00:24:16,458 --> 00:24:20,458
คำอะไรหรือเปล่านะคะ ก็เช็กด้วย

366
00:24:20,459 --> 00:24:24,459
ส่วนมากคำสั่งพื้นฐานจะขึ้นต้นด้วย SELECT

367
00:24:24,460 --> 00:24:28,460
ตามมาด้วย FROM นะคะ SELECT ก็คือ

368
00:24:28,461 --> 00:24:32,461
เราจะแสดงผลข้อมูลอะไร อย่างที่บอกนะคะ ต้อง

369
00:24:32,462 --> 00:24:36,462
พยายามภาษาอังกฤษนิดหน่ง เพราะว่ามันจำเป็น

370
00:24:36,462 --> 00:24:40,462
นะคะ FROM ก็คือเราจะเลือกข้อมูล

371
00:24:40,463 --> 00:24:44,463
จากตารางไหนนะคะ WHERE

372
00:24:44,464 --> 00:24:48,464
หมายถึงว่ามีเงื่อนไขในการค้นหาว่าอย่างไรบ้าง GROUP BY

373
00:24:48,465 --> 00:24:52,465
ข้อมูลจะถูกรวมเป็นข้อมูลเดียวกันหรือไม่

374
00:24:52,467 --> 00:24:56,467
มูลเดียวกันหรือไม่นะคะ มีเงื่อนไขอะไรอีกไหม

375
00:24:56,468 --> 00:25:00,468
รวมถึงการจัดเรียนอย่างไรนะคะ เดี๋ยวจะมีตัวอย่าง

376
00:25:00,469 --> 00:25:04,469
คำสั่งหให้ดู อาทิตย์นี้ดูตัวอย่างคำสั่งไปก่อน

377
00:25:04,470 --> 00:25:08,470
นะคะ อันนี้เป็นตัวอย่างของข้อมูล

378
00:25:08,471 --> 00:25:12,471
นะคะ สไลด์หลังจากนี้ไปเราจะดู

379
00:25:12,472 --> 00:25:16,472
คล้าย ๆ อันนี้เหมือนกัน มีตารางอยู่ 2 ตาราง

380
00:25:16,474 --> 00:25:20,474
ตารางแรกเป็นตารางหนังสือ ตารางที่ 2 จะ

381
00:25:20,475 --> 00:25:24,475
เป็นตารางสำนัหพิมพ์นะคะ

382
00:25:24,476 --> 00:25:28,476
ตารางแรกก็จะมีรหัสหนัง

383
00:25:28,477 --> 00:25:32,477
สำนักพิมพ์ ราคานะคะ

384
00:25:32,478 --> 00:25:36,478
ตารางที่ 2 จะเป็นตารางสำนักพิมพ์ มีรหัสสำนักพิมพ์

385
00:25:36,481 --> 00:25:40,481
แล้วก้ชื่อสำนักพิมพ์นะคะ คำสั่งจะแสดงมุม

386
00:25:40,482 --> 00:25:44,482
ขวาตรงนี้นะคะ ส่วนผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่ง SQL

387
00:25:44,483 --> 00:25:48,483
จะอยู่ในด้านล่างนะคะ

388
00:25:48,484 --> 00:25:52,484
ตัวอย่าง คำสั่งในการสืบค้นข้อมูล

389
00:25:52,485 --> 00:25:56,485
1 ตารางคำสั่งที่ง่ายที่สุดก็คือ SELECT

390
00:25:56,486 --> 00:26:00,486
FROM นะคะ เวลาอ่านคำสั่งเราจะดู

391
00:26:00,487 --> 00:26:04,487
เราจะดูตรงนี้นะคะ ตรงนี้

392
00:26:04,488 --> 00:26:08,488
ขึ้นต้นคำสั่งว่าอะไร ดูตรงนี้นะคะ

393
00:26:08,489 --> 00:26:12,489
ตัวแอย่างการสืบค้น 1 ตารางนะคะ

394
00:26:12,490 --> 00:26:16,490
* หมายถึงว่า

395
00:26:16,492 --> 00:26:20,492
เอาข้อมูลทุก ๆ คอลัมน์

396
00:26:20,493 --> 00:26:24,493
หรือเราจะสามารถระบุได้ว่าเราจะเอาข้อมูลเฉพาะ

397
00:26:24,493 --> 00:26:28,493
คอลัมน์ไหน จากตารางอะไร

398
00:26:28,495 --> 00:26:32,495
นะคะ ตัวอย่างเช่นตัวนี้

399
00:26:32,496 --> 00:26:36,496
ตัวนี้นะคะ ให้แสดงผล

400
00:26:36,497 --> 00:26:40,497
ข้อมูลทุกแถวและทุกคอลัมน์

401
00:26:40,500 --> 00:26:44,500
คำสั่งก้คือ SELECT ไอ้เครื่องหมาย *

402
00:26:44,501 --> 00:26:48,501
SELECT * FROM BOOK

403
00:26:48,502 --> 00:26:52,502
ก็คือเอาข้อมูลทุกแถว ทุกคอลัมน์จากตาราง Book

404
00:26:52,503 --> 00:26:56,503
ผลลัพธ์ที่ได้ก็แสดงผลข้อม

405
00:26:56,504 --> 00:27:00,504
นั่นเองนะคะ ถามว่าคำสั่งนี้

406
00:27:00,505 --> 00:27:04,505
ใครสั่ง บางครั้งอาจจะเป็น

407
00:27:04,505 --> 00:27:08,505
คนที่ดูแลฐานข้อมูล หรือ

408
00:27:08,507 --> 00:27:12,507
ผู้ใช้งานต้องการเรียกดูข้อมูลในลักษณะนี้

409
00:27:12,508 --> 00:27:16,508
คำสั่งที่เกิดขึ้นที่ให้คอมพิมเตอร

410
00:27:16,509 --> 00:27:20,509
นะคะ อันนี้คือ SELECT * ก็คือเอาทุกคอลัมน์

411
00:27:20,510 --> 00:27:24,510
แล้วถ้าเราไม่เอาทุกแถว ทุกคอลัมน์ล่ะ เรากำหนดได้ไหม

412
00:27:24,512 --> 00:27:28,512
กำหนดได้ค่ะ คำสั่งต่อมา

413
00:27:28,514 --> 00:27:32,514
เป็น SELECT ก็คือเลือกชื่อ กับราคา

414
00:27:32,515 --> 00:27:36,515
จากตาราง BOOKS

415
00:27:36,518 --> 00:27:40,518
ผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้ ก็จะแสดงผลเฉพาะ

416
00:27:40,519 --> 00:27:44,519
ชื่อกับราคาของหนังสือ

417
00:27:44,520 --> 00:27:48,520
เท่านั้น เพราะว่าอย่างที่อาจาาย์เคยบอก

418
00:27:48,523 --> 00:27:52,523
มองของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอย่างดู

419
00:27:52,524 --> 00:27:56,524
ทั้งหมด บางคนอยากดูข้อมูลทั้ง 2 อย่าง

420
00:27:56,526 --> 00:28:00,526
สามารถทำได้ไหม ทำได้ค่ะ ดูข้อมูลอย่างเดียวก็ทำได้

421
00:28:00,527 --> 00:28:04,527
แค่ดเราต้แงบอกให้ถูกว่า คุณดูจากตารางไหน คอ

422
00:28:04,528 --> 00:28:08,528
ระบุไป ระบบจัดการฐานข้อมูลมันก็จะดึงข้อมูล

423
00:28:08,529 --> 00:28:12,529
ขึ้นมาให้เราดูนะคะ ต่อมา

424
00:28:12,530 --> 00:28:16,530
ถ้าเป็นการสืบค้นแบบมีเงื่อนไขล่ะ แค่

425
00:28:16,531 --> 00:28:20,531
เอาคอลัมน์มันไม่้พอแล้ว เราอยกดเพิ่มเงื่อนไข่ คำสั่งก้จพะ

426
00:28:20,532 --> 00:28:24,532
ใช้ในการเพิ่มเงื่อนไขก็คือคำสั่ง WHERE

427
00:28:24,533 --> 00:28:28,533
มันจะเป็น SELECT FROM WHERE ไล่ลำดับ

428
00:28:28,535 --> 00:28:32,535
ลงมานะคะ โดยอาจจะมี

429
00:28:32,535 --> 00:28:36,535
เงื่อนไข อาจจะเป็นเงื่อนไขการเปรียบเทียบ

430
00:28:36,536 --> 00:28:40,536
เปรียบเทียบนะคะ จะให้ดูสัญลักษณตรงนี้

431
00:28:40,537 --> 00:28:44,537
นะคะ มากกว่า เท่ากับ

432
00:28:44,538 --> 00:28:48,538
น้อยกว่านะคะ พวกนี้

433
00:28:48,540 --> 00:28:52,540
น้อยกว่า = มากกว่า =

434
00:28:52,541 --> 00:28:56,541
อันนี้เป็น = > < เป็นอย่างนี้นะคะ

435
00:28:56,543 --> 00:29:00,543
ไปอย่างนี้นะคะ เดี๋ยวจะทำตัวคั่นให้

436
00:29:00,544 --> 00:29:04,544
ทีหลัง หรือการรวบรวมเป็นและเป็นหรือ

437
00:29:04,545 --> 00:29:08,545
เป็นและ เปป้ร

438
00:29:08,546 --> 00:29:12,546
เป็นการปฏิเสธเช่นไม่เอาข้อมูลนักศึกษาชาย

439
00:29:12,547 --> 00:29:16,547
อะไรอย่างนี้ ตรวจสอบค่าของข้อมูลว่าง

440
00:29:16,549 --> 00:29:20,549
ให้มันตรวจดูสิว่า

441
00:29:20,550 --> 00:29:24,550
ข้อมูลตรงไหนมีช่้องว่าง ข้อมูลตรงไหนหายไป

442
00:29:24,551 --> 00:29:28,551
ตรวจสอบเป็นช่วง เช่น ช่วงอายุระหว่าง 15 ถึง

443
00:29:28,552 --> 00:29:32,552
18 ปี หรือ

444
00:29:32,554 --> 00:29:36,554
ในชื่อใครมีชื่อมี จ จาน

445
00:29:36,556 --> 00:29:40,556
หรือในชื่อใครมีสระเอ ตรวจสอบ

446
00:29:40,559 --> 00:29:44,559
ข้อความนะคะ เช่นในข้อมูลนั้น

447
00:29:44,560 --> 00:29:48,560
มีคำว่า "นาย" ก็เอา

448
00:29:48,561 --> 00:29:52,561
คนที่มีคำขึ้นต้นว่านายทั้งหมด อะไรก็ว่าไป

449
00:29:52,562 --> 00:29:56,562
มันจะมีการเปรียบเทียบเงื่อนไขด้วยนะคะ อันนี้อาจารย์อธิ

450
00:29:56,563 --> 00:30:00,563
= > < >= <=

451
00:30:00,564 --> 00:30:04,564
ไม่เท่ากับนะคะ อย่างตัวอย่าง

452
00:30:04,566 --> 00:30:08,566
การค้นหาแบบมีเงื่อนไข

453
00:30:08,567 --> 00:30:12,567
นะคะ อันแรกก็คือ ให้เอามาแสดงผลเฉพาะชื่อกัยรา

454
00:30:12,568 --> 00:30:16,568
เฉพาะชื่อกับราคา

455
00:30:16,569 --> 00:30:20,569
จากตาราง Book โดยที่มีเงื่อนไข คือ

456
00:30:20,570 --> 00:30:24,570
ราคาน้อยกว่า 1,000

457
00:30:24,571 --> 00:30:28,571
เงื่อนไขแรกคือ แสดงผลเฉพาะชือกับราคา

458
00:30:28,572 --> 00:30:32,572
ราคานะคะ แล้วเงื่อนไขต่อมาคือ

459
00:30:32,574 --> 00:30:36,574
ราคาน้อยกว่า 1,000 มาดูที่ราคาค่ะ อันนี้

460
00:30:36,579 --> 00:30:40,579
น้อยกว่า 1,000 อันนี้น้อยกว่า 1,000 นี่

461
00:30:40,580 --> 00:30:44,580
1,000 1,000 แสดงผลไหมคะ ไม่แสดงผล

462
00:30:44,581 --> 00:30:48,581
1950 แสดงผลไหม ไม่แสดงผล

463
00:30:48,582 --> 00:30:52,582
ส่วนที่มันจะแสดงผลมีอยู่

464
00:30:52,583 --> 00:30:56,583
5 แถวนะคะ แต่

465
00:30:56,585 --> 00:31:00,585
มันจะเลือกแสดงผล แค่ชื่อกับราคา

466
00:31:00,588 --> 00:31:04,588
ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นตัวนี้นะคะ

467
00:31:04,589 --> 00:31:08,589
อันนี้เดี๋ยวเราจะลองทำสัปดาห์หน้า อันนี้อาจารย์ให้ดูภาพก่อน

468
00:31:08,591 --> 00:31:12,591
นะคะ คราวนี้เงื่อนไข

469
00:31:12,592 --> 00:31:16,592
เหมือนเดิมค่ะ แต่ต่างตรงที่ว่า คำสั่งเปรียบเทียบ

470
00:31:16,593 --> 00:31:20,593
เป็น >= 1000 แสดงว่า

471
00:31:20,594 --> 00:31:24,594
เล่มที่มีราคา 1,000 มันก็จะแสดงผลด้วย

472
00:31:24,595 --> 00:31:28,595
เพราะฉะนั้น ต้องดูคำสั่งเปรียบเทียบดี ๆ ว่า

473
00:31:28,596 --> 00:31:32,596
เขาเอา < หรือ

474
00:31:32,596 --> 00:31:36,596
เหมือนบางทีเราค้นหาสินค้าในเว็บออนไลน์

475
00:31:36,597 --> 00:31:40,597
เราให้มันจัดเรียนตามราคา

476
00:31:40,598 --> 00:31:44,598
ก็ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ ในการจัดเรียงว่า

477
00:31:44,600 --> 00:31:48,600
เราอยากได้สินค้าที่น้อยที่สุด

478
00:31:48,601 --> 00:31:52,601
เขาก็จะจัดเรียงมาให้ ก็จะใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ

479
00:31:52,602 --> 00:31:56,602
ที่มันดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาแสดงผลให้เรา

480
00:31:56,603 --> 00:32:00,603
นะคะ เมื่อก่อนเราเป็นแค่ผู้ใช้งาน เราไม่รู้ว่าข้างใน

481
00:32:00,604 --> 00:32:04,604
มันนี่ เขาเขียนอย่างไร วันนี้เรารู้แล้วว่า

482
00:32:04,605 --> 00:32:08,605
คำสั่งคอมพิวเตอร์ต้องสั่งมันว่าอย่างไร

483
00:32:08,606 --> 00:32:12,606
ต่อมา เป็น

484
00:32:12,607 --> 00:32:16,607
คำสั่งเดิม แต่เปลี่ยนเงื่อนไข ก็คือ

485
00:32:16,609 --> 00:32:20,609
ให้ราคาไม่เท่ากับ 1,000

486
00:32:20,610 --> 00:32:24,610
หนังสือทุกเล่ม ยกเว้นเล่มที่มีราคา 1000

487
00:32:24,614 --> 00:32:28,614
จะไม่แสดงผล

488
00:32:28,615 --> 00:32:32,615
ดูดี ๆ นะคะ เงื่อนไขตรงนี้เอง ต่างกันแค่นี้เองนิดเดียว

489
00:32:32,616 --> 00:32:36,616
ถ้าสมมติว่าในข้อสอบ อาจารยืถามว่า

490
00:32:36,617 --> 00:32:40,617
นักศึกษาก็ต้องเขียนออกมาให้อาจารย์ดูได้

491
00:32:40,618 --> 00:32:44,618
ว่าจากคำสั่งนี้นะคะ

492
00:32:44,619 --> 00:32:48,619
ผลลัพธ์ที่ได้ควรจะเป็นอย่างไร

493
00:32:48,620 --> 00:32:52,620
อแันนี้มันมีแค่เงื่อนไขเดียว แต่ถ้ามันมีหลายเงื่อนไข

494
00:32:52,621 --> 00:32:56,621
นะคะ มันสามารถทำได้หลายเงื่อนไขไหม

495
00:32:56,623 --> 00:33:00,623
ได้นะคะ ก็จะมี

496
00:33:00,624 --> 00:33:04,624
เงื่อนไขที่เพิ่มขึ้น คือ AND หรือ OR

497
00:33:04,625 --> 00:33:08,625
ก็คือต้องเป็นไปตามเงื่อนไขทั้งหมด or

498
00:33:08,626 --> 00:33:12,626
เป็นไปตามเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง

499
00:33:12,629 --> 00:33:16,629
นะคะ อย่างตัวนี้

500
00:33:16,631 --> 00:33:20,631
คำสั่งเราดูก่อนเลยอย่างแรก เป็น OR

501
00:33:20,632 --> 00:33:24,632
ให้เลือกแสดงผลข้อมูลเ

502
00:33:24,633 --> 00:33:28,633
Books โดยมีเงื่อนไขคือราคา

503
00:33:28,634 --> 00:33:32,634
มากกว่า 500 หรือรหัส

504
00:33:32,635 --> 00:33:36,635
สำนักพิมพ์น้อยกว่า 12

505
00:33:36,636 --> 00:33:40,636
ก็มาดูนะคะ เงื่อนไขแรก

506
00:33:40,637 --> 00:33:44,637
ราคามากกว่า 500 จะมีอยู่ 2 เล่ม

507
00:33:44,642 --> 00:33:48,642
ตัวนี้นะคะ

508
00:33:48,643 --> 00:33:52,643
แล้วก็รหัสหรือรหัสสำนักพิมพ์

509
00:33:52,644 --> 00:33:56,644
น้อยกว่า 12

510
00:33:56,645 --> 00:34:00,645
อันนี้ เพราะฉะนั้นจะแสดงผล

511
00:34:00,646 --> 00:34:04,646
5 เล่ม นะคะ

512
00:34:04,647 --> 00:34:08,647
ถามว่าทำไมอันนี้มันราคาไม่เกิน 500 นี่

513
00:34:08,648 --> 00:34:12,648
ทำไมมันแสดงผล ก้เพราะว่ารหัสสำนักพิมพ์น้อยกว้่า

514
00:34:12,650 --> 00:34:16,650
มันก็เลยแสดงผลด้วยนะคะ

515
00:34:16,651 --> 00:34:20,651
ด้วยนะคะ เป็น 5 เล่ม ซึ่งแตกต่างจากตัวอย่าง

516
00:34:20,652 --> 00:34:24,652
ต่อมา เป็น AND AND ก็คือถ้ามันมีเงื่อนไข

517
00:34:24,653 --> 00:34:28,653
2 ข้อ มันจะต้องดูทั้งเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ

518
00:34:28,655 --> 00:34:32,655
นะคะ อันนี้คือมีเงื่อนไข 2 ข้อก็จริง

519
00:34:32,656 --> 00:34:36,656
แต่ว่ามันสามารถเป็นได้ทั้ง 2 ข้อ โดยที่สามารถเลือกได้

520
00:34:36,657 --> 00:34:40,657
นะคะ แต่อันนี้จะต้องเขาตามเงื่อนไข

521
00:34:40,658 --> 00:34:44,658
ทั้ง 2 ข้อเป๊ะ ๆ เท่านั้นนะคะ

522
00:34:44,659 --> 00:34:48,659
เงื่อนไขก็คือให้ราคา

523
00:34:48,660 --> 00:34:52,660
มากกว่า เท่ากับ 500 และราคาน้อยกว่า 1,000

524
00:34:52,661 --> 00:34:56,661
ก็คือเป็นช่วงนั่นเองนะคะ ก็จะมีเล่มนี้ 500

525
00:34:56,662 --> 00:35:00,662
เล่มนี้ 1,000 ถามว่า

526
00:35:00,663 --> 00:35:04,663
เล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้เพราะมันเกิน 1000

527
00:35:04,664 --> 00:35:08,664
เล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้ เพราะมันน้อยกว่า 500 เพราะฉะนั้น

528
00:35:08,664 --> 00:35:12,664
ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีแค่ 2 เล่มเท่านั้นตามเงื่อนไข

529
00:35:12,665 --> 00:35:16,665
นะคะ แล้วมีเงื่อนไขมากว่านี้ไหม มีได้ค่ะ

530
00:35:16,666 --> 00:35:20,666
เป็นได้ทั้ง AND และ OR

531
00:35:20,667 --> 00:35:24,667
นะคะ ถ้าอันไหนเป็น AND ก็คือ

532
00:35:24,668 --> 00:35:28,668
จะต้องตามเงื่อนไขนั้นอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ

533
00:35:28,669 --> 00:35:32,669
เช่นราคา <= 500 เ

534
00:35:32,670 --> 00:35:36,670
มีเล่มนี้นะคะ

535
00:35:36,671 --> 00:35:40,671
นะคะ มีเล่มนี้ นะคะ

536
00:35:40,672 --> 00:35:44,672
หรือ PID ก็คือ

537
00:35:44,674 --> 00:35:48,674
รหัสสำนักพิมพ์เท่ากับ 4 เท่้ากับ 4 มีเล่มไหน

538
00:35:48,675 --> 00:35:52,675
มีเล่มนี้ค่ะ มีเล่มนี้ มีเล่มนี้

539
00:35:52,677 --> 00:35:56,677
ทำไมถึงเอา เพราะมันเป็นคำสั่ง OR

540
00:35:56,678 --> 00:36:00,678
OR ก็คือสามารถยอมรับได้

541
00:36:00,679 --> 00:36:04,679
นะคะ ก้แสดงผลมา 5 เล่ม

542
00:36:04,680 --> 00:36:08,680
อันนี้เป็นเงื่อนไขนะคะ แต่ก็จะมีวิธี

543
00:36:08,681 --> 00:36:12,681
การเขียนให้มันสั้นกว่านี้อยู่นะคะ มีหลายตัวอย่าง

544
00:36:12,683 --> 00:36:16,683
นะคะ กับต่อมาเป็นเงื่อนไขในการปฏิเสธ

545
00:36:16,684 --> 00:36:20,684
ก้คือไม่เอานะคะ ก็คือคำสั่ง NOT

546
00:36:20,685 --> 00:36:24,685
อย่างเช่นคำสั่งนี้

547
00:36:24,687 --> 00:36:28,687
เงื่อนไข คือ ไม่เอา

548
00:36:28,688 --> 00:36:32,688
รหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่าเท่ากับ 4 อันนี้ตัดไป ตัดไป

549
00:36:32,689 --> 00:36:36,689
ตัดไป เพราะฉะนั้นแสดงผลที่เหลือ

550
00:36:36,690 --> 00:36:40,690
เงื่อนไขง่าย ๆ อย่างเช่นเรา

551
00:36:40,691 --> 00:36:44,691
เราหาซื้อของออนไลน์ ไม่อยากได้สีแดง

552
00:36:44,692 --> 00:36:48,692
เราก็เลยบอกว่าไม่เอาสีแดง

553
00:36:48,693 --> 00:36:52,693
มันก็แสดงผลสินค้าที่เหลือมาให้นะคะ หรืออาจารย์หา

554
00:36:52,696 --> 00:36:56,696
ค่าว่างหรือการไม่ค่า

555
00:36:56,697 --> 00:37:00,697
ในข้อมูลนั้น ๆ เช่นลองดูสิว่า ในราคาน่ะ

556
00:37:00,699 --> 00:37:04,699
ในส่วนของราคามีอะไรเป็นค่าว่างบ้าง

557
00:37:04,700 --> 00:37:08,700
NULL ตัวนี้แปลว่าค่าว่างนะคะ

558
00:37:08,702 --> 00:37:12,702
มีอยู่เล่มเดียวที่ไม่มีข้อมูลของ

559
00:37:12,704 --> 00:37:16,704
สำนักพิมพ์ไม่มีข้อมูล ราคา มีอยู่เล่มเดียว

560
00:37:16,705 --> 00:37:20,705
เอาไว้เช็กว่าข้อมูลเรามีข้อมูลอะไรหายไปหรือเปล่า

561
00:37:20,706 --> 00:37:24,706
ก็สามารถให้คอมพิวเตอร์มันเช็กให้เราได้

562
00:37:24,707 --> 00:37:28,707
ในทางกลับกันให้มันเช็กว่า

563
00:37:28,708 --> 00:37:32,708
ให้มันเช็กว่ามีข้อมูลอะไรบ้างที่ไม่ใช่ค่าว่าง

564
00:37:32,709 --> 00:37:36,709
ก็ใช้คำสั่งที่ใกล้เคียงกันแค่นั้นเองนะคะ

565
00:37:36,710 --> 00:37:40,710
เพราะฉะนั้นภาษาอังกฤษค่อนข้างง่ายค่ะ

566
00:37:40,712 --> 00:37:44,712
ลองแปลดูคำศัพท์ก็ไม่ใช่คำศัพท์

567
00:37:44,713 --> 00:37:48,713
ที่ซับซ้อนอะไรมากนะคะ ที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล

568
00:37:48,714 --> 00:37:52,714
เมื่อกี้เราใช้ AND ใช้ OR นะคะ

569
00:37:52,715 --> 00:37:56,715
มันพิมพ์ค่อนข้างยาว เราจะเปลี่ยนใหม่

570
00:37:56,716 --> 00:38:00,716
เป็นคำสั่ง BETWEEN AND

571
00:38:00,717 --> 00:38:04,717
ก็คือระหว่างเท่าไรถึงเท่าไรนะคะ ในทาง...

572
00:38:04,718 --> 00:38:08,718
ในเทียบกันดูนะคะ ถ้าเราใช้คำสั่งนี้

573
00:38:08,720 --> 00:38:12,720
นะคะ ให้แสดงผลคอลัมน์

574
00:38:12,722 --> 00:38:16,722
นะคะ ที่มีค่าระหว่าง 10-20

575
00:38:16,723 --> 00:38:20,723
เราพิมพ์แค่นี้เองนะคะ

576
00:38:20,724 --> 00:38:24,724
แต่ถ้าเราจำคำสั่ง BETWEEN AND ไม่ได้

577
00:38:24,725 --> 00:38:28,725
เราต้องพิมพ์ยาวมากแบบนี้ คำสั่งตัวนี้

578
00:38:28,726 --> 00:38:32,726
มันเลยทำให้เราทำงานได้เร็วขึ้น

579
00:38:32,727 --> 00:38:36,727
พิมพ์น้อยลงนะคะ อย่างเช่นตัวนี้

580
00:38:36,729 --> 00:38:40,729
นะคะ เงื่อนไข คือ

581
00:38:40,730 --> 00:38:44,730
ให้เลือกชื่อหนังสือกับราคามา

582
00:38:44,731 --> 00:38:48,731
โดยที่มีเงื่อนไขคือ ราคาอยู่ในระหว่าง 500-1000

583
00:38:48,732 --> 00:38:52,732
ก็มีกี่เล่มคะ

584
00:38:52,734 --> 00:38:56,734
มีอยู่ 2 เล่ม 500 กับ

585
00:38:56,735 --> 00:39:00,735
1,000

586
00:39:00,736 --> 00:39:04,736
พิมพ์สั้นลงเยอะเลย

587
00:39:04,738 --> 00:39:08,738
กับเงื่อนไขต่อมา เงื่อนไข คือ

588
00:39:08,739 --> 00:39:12,739
ไม่อยู่ในช่วงระหว่าง 500-1,000

589
00:39:12,740 --> 00:39:16,740
มีอะไร 500 ตัดออก

590
00:39:16,741 --> 00:39:20,741
1000 ตัดออก

591
00:39:20,743 --> 00:39:24,743
เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีอยู่ทุกเล่มเลย

592
00:39:24,745 --> 00:39:28,745
ยกเว้นเล่มที่ราคา 500 กับ 1,000 นะคะ

593
00:39:28,746 --> 00:39:32,746
นะคะ

594
00:39:32,747 --> 00:39:36,747
หรือเราอาจจะค้นหาข้อมูลตามค่าที่เราต้องการ

595
00:39:36,748 --> 00:39:40,748
นะคะ เราจะใช้คำสั่ง

596
00:39:40,749 --> 00:39:44,749
เงื่อนไขเพิ่มเติมเข้ามา คือ IN

597
00:39:44,750 --> 00:39:48,750
นะคะ IN ตัวนี้

598
00:39:48,751 --> 00:39:52,751
เช่น ข้อมูลที่เราต้องการก็คือ

599
00:39:52,753 --> 00:39:56,753
อาจจะมีตัวเลข ให้หาตัวเลขที่

600
00:39:56,755 --> 00:40:00,755
ระหว่าง 1-10

601
00:40:00,756 --> 00:40:04,756
นะคะ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็รน 1 7 9

602
00:40:04,758 --> 00:40:08,758
ระหว่าง 1-10 นะคะ

603
00:40:08,759 --> 00:40:12,759
ชื่อคนที่ขึ้นต้นด้วย ส เสือ ม ม้า

604
00:40:12,760 --> 00:40:16,760

605
00:40:16,761 --> 00:40:20,761
มีอะไรบ้าง สมชาย สมพงษ์ สมศักดิ์

606
00:40:20,762 --> 00:40:24,762
นะคะ ตัวอย่างก็คือเงื่อนไขให้แสดง

607
00:40:24,764 --> 00:40:28,764
ให้แสดงชื่อหนังสือกับราคาที่

608
00:40:28,765 --> 00:40:32,765
ราคาหนังสือ IN มีค่า

609
00:40:32,766 --> 00:40:36,766
250 หนังสือเล่มละ 500 750

610
00:40:36,767 --> 00:40:40,767
1000 เล่มไหนบ้างมี 250

611
00:40:40,769 --> 00:40:44,769
มีไหม มี 1 เล่ม 500 มีไหม

612
00:40:44,771 --> 00:40:48,771
500 มี 1 เล่ม 750 มีไหม

613
00:40:48,771 --> 00:40:52,771
ไม่มี 1,000 มีไหม มี

614
00:40:52,773 --> 00:40:56,773
เพราะฉะนั้นแสดงผล 3 เล่ม

615
00:40:56,775 --> 00:41:00,775
นะคะ ถามว่าเราค้นหาไม่เจอ เกิดอะไรขึ้นไหม ไม่เจอก็คือไม่เจอ

616
00:41:00,776 --> 00:41:04,776
นะคะ ก็แสดงว่าฐานข้อมูลเราไม่มีหนังสือเล่ม 750

617
00:41:04,778 --> 00:41:08,778
แค่นั้นเองนะคะ

618
00:41:08,780 --> 00:41:12,780
หรือ

619
00:41:12,782 --> 00:41:16,782
การค้นหาหนังสือที่ราคา

620
00:41:16,783 --> 00:41:20,783
ไม่อยู่ในราคาที่ 250

621
00:41:20,784 --> 00:41:24,784
250 ตัดออกไป ไม่เอา 500 เอาไหม

622
00:41:24,787 --> 00:41:28,787
ไม่เอา 750 ไม่มี

623
00:41:28,789 --> 00:41:32,789
1,000 มีอยู่ ตัดออก เพราะฉะนั้น แสดงผล

624
00:41:32,791 --> 00:41:36,791
หนังสือเล่มที่เหลือ เพราะเขาบอกว่าไม่เอาหนังสือราคา 250

625
00:41:36,792 --> 00:41:40,792
ไม่เอา 500 ไม่เอา 750 ไม่เอา 1,000

626
00:41:40,793 --> 00:41:44,793
ผลค่าที่เหลือ แค่นั้นเองก็คือตัดออก

627
00:41:44,794 --> 00:41:48,794
นะคะ ต่อมา

628
00:41:48,795 --> 00:41:52,795
คราวนี้เป็นการระบุราคาไปแล้ว เราจะระบุเป็น

629
00:41:52,796 --> 00:41:56,796
ข้อความนะคะ เป็นตัวอักษรก็ได้

630
00:41:56,797 --> 00:42:00,797
จากเมื่อกี้เป็นคำสั่ง IN จากนี้จะเป็นคำสั่ง Like

631
00:42:00,798 --> 00:42:04,798
LIKE เหมือนกด like นี่ล่ะนะคะ

632
00:42:04,802 --> 00:42:08,802
ก็จะเป็นการค้นหาส่วนของ

633
00:42:08,803 --> 00:42:12,803
ข้อความ บางครั้ง เราอาจจะไท่ได้พิมพ์ชื่อเต็ม ๆ ของเขา

634
00:42:12,805 --> 00:42:16,805
อาจจะเป็นส่วนของชื่อก็ได้

635
00:42:16,806 --> 00:42:20,806
เช่น จำชื่อเขาไม่ได้น่ะ เขาน่าจะชื่อ สม สม พงศ์ พงศ์

636
00:42:20,809 --> 00:42:24,809
ซึ่งมันเป็นส่วนของชื่อของคนที่ชื่อสมพงษ์

637
00:42:24,810 --> 00:42:28,810
อาจจะจำคำชื่อขึ้นต้นเขาไม่ได้ อาจจะจำได้บ่งส่วน

638
00:42:28,811 --> 00:42:32,811
ก็สามารถค้นหาได้เหมือนกัน เช่นบางคน

639
00:42:32,813 --> 00:42:36,813
อาจจะพิมพ์คำว่า Microsoft ผิด หรือจำไม่ได้

640
00:42:36,814 --> 00:42:40,814
ก็สามารถค้นหาได้เหมือนกัน เป็นบางส่วนของข้อความ

641
00:42:40,815 --> 00:42:44,815
นะคะ โดยที่การค้นหาส่วนของข้อความใด ๆ ไ

642
00:42:44,816 --> 00:42:48,816
การค้นหาส่วนของข้อความใด ๆ โดย

643
00:42:48,818 --> 00:42:52,818
ไม่จำกัดตัวอักษร เราจะใช้เป็นตัว %

644
00:42:52,819 --> 00:42:56,819
หรือตัวสตาร์ เป็น * ตัวนี้ก็ได้

645
00:42:56,820 --> 00:43:00,820
หรนือเป็นส่วนของข้อความใด ๆ ที่มีขนาด

646
00:43:00,821 --> 00:43:04,821
แค่ 1 ตัวอักษร เราจะใช้เป็น

647
00:43:04,822 --> 00:43:08,822
_ หรือเครื่องหมายคำถาม ถ้าในส่วนของ

648
00:43:08,824 --> 00:43:12,824
โปรแกรม Microsoft Access นะคะ เราจะใช้เป็นเครื่องหมาย

649
00:43:12,825 --> 00:43:16,825
คำถาม หรือเป็นวงเล็บ

650
00:43:16,826 --> 00:43:20,826
วงเล็บ เป็น วงเล็บสี่เหลี่ยมแบบนี้

651
00:43:20,827 --> 00:43:24,827
ให้ตัวอักษรใด ๆ ที่ปรากฏในช่อง

652
00:43:24,830 --> 00:43:28,830
จะต้องเป็นตัวอักษรนั้นเท่านั้น

653
00:43:28,831 --> 00:43:32,831
แต่ถ้ามีเครื่องหมายตกใจ

654
00:43:32,832 --> 00:43:36,832
มันจะเป็นการบอกว่าไม่เอาตัวอักษรนั้นนะคะ

655
00:43:36,833 --> 00:43:40,833
หรืออาจจะเป็นช่วงตัวอักษรก็ได้ เดี๋ยวจะให้ดูตัวอย่างเลย

656
00:43:40,834 --> 00:43:44,834
มันจะได้เห็นภาพนะคะ

657
00:43:44,835 --> 00:43:48,835
อย่างเช่น เงื่อไขคือ ให้ค้นหา

658
00:43:48,839 --> 00:43:52,839
ชื่อหนังสือราคาจากตารางหนังสือ

659
00:43:52,839 --> 00:43:56,839
โดยที่ชื่อหนังสือนะคะ ขึ้นต้น

660
00:43:56,840 --> 00:44:00,840
ด้วย N ตามด้วยอะไรก็ได้ ถ้าเป็นเครื่องหมาย * ตัวนี้

661
00:44:00,841 --> 00:44:04,841
คือขึ้นต้นด้วยตัวหนังสือนั้น ๆ ตามด้วยอะไรก็ไ

662
00:44:04,842 --> 00:44:08,842
ในตารางเรา ลองดูสิคะ ขึ้นต้นด้วยตัว N

663
00:44:08,843 --> 00:44:12,843
มีอยู่ 1 ชื่อ มี 2 ชื่อ เพราะฉะนั้น

664
00:44:12,844 --> 00:44:16,844
แสดงผล 2 อัน ขึ้นต้นด้วยตัว N

665
00:44:16,845 --> 00:44:20,845
นะคะ อันอื่นไม่ได้ขึ้นต้นด้วยตัว N แล้ว

666
00:44:20,846 --> 00:44:24,846
เงื่อนไขต่อมาหาชื่อหนังสือ

667
00:44:24,847 --> 00:44:28,847
ที่ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้

668
00:44:28,848 --> 00:44:32,848
ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้ แต่ในชื่อนั้นมีตัว C

669
00:44:32,849 --> 00:44:36,849
ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้ค่ะ ต่อด้วยอะไรก้ไ

670
00:44:36,850 --> 00:44:40,850
นะคะ แต่ตรงในนั้นน่ะ

671
00:44:40,852 --> 00:44:44,852
ในคำนั้นน่ะ ต้องมีตัว C อันแรก

672
00:44:44,853 --> 00:44:48,853
ชื่อแรกมีไหมคะ ไม่มี ชื่อที่ 2

673
00:44:48,854 --> 00:44:52,854
มีตัว C ตรงตามเงทื่อนไขไหม ข้อตั้นอะไรก็ได้ ลง

674
00:44:52,855 --> 00:44:56,855
แต่มีตัว C หนังสือต่อมา

675
00:44:56,856 --> 00:45:00,856
มีไหม มีตัว C มี

676
00:45:00,857 --> 00:45:04,857
ตัวนี้ก็มีนะคะ ตัวนี้ถามว่า

677
00:45:04,858 --> 00:45:08,858
ได้ได้อย่างไร ก้ขึ่นต้นด้วยอะไรก็ได้ ลงด้วยอะไ

678
00:45:08,859 --> 00:45:12,859
นะคะ ขอให้มีตัว C ประกอบ เพราะฉะนั้นก็จะมีหนังสือ

679
00:45:12,860 --> 00:45:16,860
อยู่ 4 เล่มนะคะ 4 เล่ม

680
00:45:16,862 --> 00:45:20,862
อันนี้คือผลลัพธ์ เพราะฉะนั้น บางทีนี่อาจารย์

681
00:45:20,863 --> 00:45:24,863
อยากค้นหาชื่อนักศึกษา

682
00:45:24,864 --> 00:45:28,864
นะคะ จำชื่อจริงเขาไม่ได้ จำได้แค่ว่ามี

683
00:45:28,865 --> 00:45:32,865
"พร" อะไรอย่าง อะไรอย่างนี้นะคะ

684
00:45:32,869 --> 00:45:36,869
ฐานข้อมูลก็สามารถค้นหาข้อมูลให้เราได้เช่นเดียวกัน

685
00:45:36,870 --> 00:45:40,870
นะคะ ตัวอย่างนี้

686
00:45:40,871 --> 00:45:44,871
จะเริ่มสังเกตแล้วว่ามีเครื่องหมายคำถาม

687
00:45:44,872 --> 00:45:48,872
แล้วก็ดอกจัน ถ้ามีเครื่องหมายคำถามตรงนี้ แสดงว่า

688
00:45:48,873 --> 00:45:52,873
ข้างหน้าตัว e 1 ตัวอักษร

689
00:45:52,874 --> 00:45:56,874
เท่านั้นนะคะ เป็น 1 ตัว แต่ตามหลังตัว E

690
00:45:56,875 --> 00:46:00,875
เป็นกี่ตัวก็ได้ เรามาดูเงื่อนไขกันเลยนะคะ

691
00:46:00,876 --> 00:46:04,876
เรามาดูเงื่อนไขกันเลยนะคะ ถามว่าในหนังสือเล่มนี้

692
00:46:04,877 --> 00:46:08,877
ได้ไหม ไม่ได้

693
00:46:08,879 --> 00:46:12,879
เพราะตรงก่อนหน้าตัว e มีอยู่ 5

694
00:46:12,880 --> 00:46:16,880
ซึ่งผิดเงื่อนไข ถ้าเป็นเครื่องหมายคำถาม

695
00:46:16,881 --> 00:46:20,881
ตัวหนังสือที่นำหน้าตัว e ต้องมี 1 ตัวเท่านั้น

696
00:46:20,882 --> 00:46:24,882
นะคะ เล่มนี้ล่ะ มีตัว e แต่ก่อนหน้าตัว e

697
00:46:24,883 --> 00:46:28,883
มีตัวหนังสือเยอะเลย ก็ไม่ได้

698
00:46:28,884 --> 00:46:32,884
เล่มนี้ได้ไหม ขึ้นต้นด้วย 1 ตัวอักษร

699
00:46:32,886 --> 00:46:36,886
ตามหลังด้วยตัว e ได้

700
00:46:36,887 --> 00:46:40,887
ตัวนี้ไม่มีนะคะ เล่มนี้ก็ไม่ได้

701
00:46:40,888 --> 00:46:44,888
เล่มนี้ได้ ขึ้นต้นด้วย e... ขึ้นต้น 1 ตัว

702
00:46:44,889 --> 00:46:48,889
ตัว e แค่นั้น เพราะฉะนั้นมีหนังสืออยู่ 2 เล่ม

703
00:46:48,890 --> 00:46:52,890
นะคะ เล่มนี้ก็ไม่ได้ เพราะก่อนหน้าตัว e

704
00:46:52,891 --> 00:46:56,891
มีตัวหนังสือมากกว่า 1 ตัวนะคะ ผิดเงื่อนไข

705
00:46:56,892 --> 00:47:00,892
เงื่อนไขต่อมานะคะ

706
00:47:00,893 --> 00:47:04,893
เงื่อนไขว่าให้ชื่อหนังสือ

707
00:47:04,894 --> 00:47:08,894
ขึ้นต้นด้วยตัว N หรือตัว O

708
00:47:08,895 --> 00:47:12,895
ตามหลังด้วยอะไรก็ได้

709
00:47:12,896 --> 00:47:16,896
นะคะ ก็จะมีอยู่กี่เล่ม เล่มนี้ขึ้นต้นด้วย n

710
00:47:16,898 --> 00:47:20,898
ได้ ขึ้นต้นด้วยตัว N ได้

711
00:47:20,899 --> 00:47:24,899
มีตัว O 1 เล่ม ก็แสดงผลหนังสือ 3 เล่ม

712
00:47:24,902 --> 00:47:28,902
นะคะ อันนี้เป็นการดูเงื่อนไข

713
00:47:28,902 --> 00:47:32,902
แต่เดี่ยวอาทิตย์ คุณต้องทำเอง อาจารย์

714
00:47:32,904 --> 00:47:36,904
อาจจะกำหนดว่าให้คุณลองพิมพ์ว่าให้เขียนเงื่อนไข

715
00:47:36,906 --> 00:47:40,906
แล้วให้แสดงผลตามที่อาจารย์กำหนด ให้พวกคุณ

716
00:47:40,908 --> 00:47:44,908
พิมพ์คำสั่งให้ถูก อย่างเช่น ข้อมูลสัปดาห์หน้าอาจารย์อาจจะ

717
00:47:44,909 --> 00:47:48,909
บอกว่าให้แสดงผล คนที่ขึ้นต้น

718
00:47:48,910 --> 00:47:52,910
ด้วย ส กับ อ.

719
00:47:52,911 --> 00:47:56,911
อาทิตย์หน้านักศึกษาก็ต้องทำได้นะคะ เพราะอาทิตย์นี้มีตัวอย่างแล้วนะ

720
00:47:56,912 --> 00:48:00,912

721
00:48:00,913 --> 00:48:04,913
เงื่อนไขต่อมา ชื่อหนังสือที่ไม่ขึ้นต้น

722
00:48:04,914 --> 00:48:08,914
ด้วยตัว N ตามหลังด้วยอะไรก็ได้ อันนี้

723
00:48:08,916 --> 00:48:12,916
ตาหลังด้วยอะไรก็ได้ อันนี้ก็หลายเล่มเลย เล่มนี้ เล่มนี

724
00:48:12,918 --> 00:48:16,918
เล่มนี้นะคะ แค่นี้เอง

725
00:48:16,921 --> 00:48:20,921
ต่อมา จะเริ่มเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูล

726
00:48:20,922 --> 00:48:24,922
จะเริ่มเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูล

727
00:48:24,923 --> 00:48:28,923
จะเป็นการกำจัดข้อมูลที่อาจจะมีการซ้ำกันเกิดขึ้น

728
00:48:28,925 --> 00:48:32,925
ก็คือรายการซ้ำนะคะ

729
00:48:32,926 --> 00:48:36,926
มี 2 คำสั่ง ก็จะมีการการ

730
00:48:36,927 --> 00:48:40,927
ใช้คำสั่งที่อาจจะกำจัดข้อมูลซ้ำ

731
00:48:40,928 --> 00:48:44,928
ให้เหลือรายการเดียวนะคะ โดยใช้

732
00:48:44,929 --> 00:48:48,929
การกำหนดค่าต่าง ๆ เป็นเกณฑ์

733
00:48:48,931 --> 00:48:52,931
ถ้าต่อมาเป็นตัวนี้ก็บ

734
00:48:52,932 --> 00:48:56,932
ทั้งแถว เดี๋ยวเรามาดูตัวอย่างกันนะคะ

735
00:48:56,935 --> 00:49:00,935
นะคะ

736
00:49:00,937 --> 00:49:04,937
โดยคำสั่ง ก็คือให้

737
00:49:04,938 --> 00:49:08,938
เลือกกำจัดชื่อซ้ำ ชื่อที่ว้ำ

738
00:49:08,939 --> 00:49:12,939
นะคะ จากตาราง STUDENT

739
00:49:12,940 --> 00:49:16,940
ดูในตาราง STUDENT

740
00:49:16,942 --> 00:49:20,942
ในช่องชื่อนะคะ

741
00:49:20,942 --> 00:49:24,942
ดูเฉพาะชื่อนะ อันไหนชื่อซ้ำ

742
00:49:24,942 --> 00:49:28,942
มีซ้ำ 1 คน

743
00:49:28,943 --> 00:49:32,943
ก็คือชื่อแดง เพราะฉะนั้น เป็นอะไร

744
00:49:32,945 --> 00:49:36,945

745
00:49:36,946 --> 00:49:40,946
การแสดงผลก้จะมีแค่ 3 ชื่อที่เหลือ

746
00:49:40,948 --> 00:49:44,948
เราจะตัดให้เหลือแค่ 1 แดงเท่านั้น

747
00:49:44,949 --> 00:49:48,949
นะคะ ข้อมูลอย่างอื่นเราไม่สนใจ

748
00:49:48,950 --> 00:49:52,950
มันแค่อยากจะดูว่าคนที่ชื่อซ้ำกันนี่ตัดชื่อออก

749
00:49:52,951 --> 00:49:56,951
นะคะ ันนี้คือคำสั่ง กับ

750
00:49:56,952 --> 00:50:00,952
ให้ตัดข้อมูลทิ้งทั้งแถว

751
00:50:00,953 --> 00:50:04,953
นะคะ อย่าตอนนี้

752
00:50:04,955 --> 00:50:08,955
ถ้ามันซ้ำกันจริง ๆ ถ้านักศึกษาสังเกตกันดี ๆ

753
00:50:08,956 --> 00:50:12,956
คนชื่อแดงว้ำกันก็จริงนะคะ แต่นามสกุบ

754
00:50:12,957 --> 00:50:16,957
ไม่ซ้ำกันแต่จะมีอันนี้

755
00:50:16,958 --> 00:50:20,958
ซ้ำทั้งชื่อ ทั้งนามสกุล ถ้าใช้คำสั่งนี้

756
00:50:20,961 --> 00:50:24,961
นะคะ มันจะตัดข้อมูลที่ซ้ำกัน

757
00:50:24,962 --> 00:50:28,962
ทั้งแถวออก

758
00:50:28,962 --> 00:50:32,962
นะคะ อันนี้ก็คือเดี๋ยวเราไปดู

759
00:50:32,963 --> 00:50:36,963
ในโปรแกรมจริง ๆ ดีกว่านะคะ เพราะว่าอันนี้ตัวอย่าง

760
00:50:36,964 --> 00:50:40,964
มันอาจจะยังดูเห็นภาพไม่ชัด มันยังดูน้อยไป

761
00:50:40,965 --> 00:50:44,965
เดี่ยวอาทิตยืหน้าเราได้ทำของจริงนี่ เราจะทำ

762
00:50:44,968 --> 00:50:48,968
เยอะกว่านี้นะคะ

763
00:50:48,969 --> 00:50:52,969
ต่อมา จะเป็นการเรียงลำดับข้อมูลนะคะ

764
00:50:52,972 --> 00:50:56,972
ก็จะใช้คำสั่ง ORDER BY นะคะ

765
00:50:56,973 --> 00:51:00,973
ก็คือการเรียงลำดัลนะคะ ก็คือ

766
00:51:00,974 --> 00:51:04,974
ให้แสดงผลข้อมูลทั้งหมดตาราง Books

767
00:51:04,975 --> 00:51:08,975
โดยให้เรียงลำดับตามราคา ถ้าเรา

768
00:51:08,977 --> 00:51:12,977
ไม่สั่งเพิ่มเติม มันจะเป็นการเรียงจากน้อยไปมาก

769
00:51:12,978 --> 00:51:16,978
นะคะ คำสั่งนี้ ก็คือ

770
00:51:16,979 --> 00:51:20,979
ORDER BY PRICE ก็คือให้เรียงลำดับจา

771
00:51:20,980 --> 00:51:24,980
น้อยไปหามาก ก็จะเรียงสับใหม่ เรียง

772
00:51:24,982 --> 00:51:28,982
ตามลำดับที่เราสั่ง แต่ถ้าเราอยากเรียงจากมากไปหา

773
00:51:28,984 --> 00:51:32,984
น้อย เราจะต้องระบุเพิ่มด้วยว่า ฏฎฆ

774
00:51:32,985 --> 00:51:36,985
ตรงนี้นะคะ มันจะหมายถึงว่าให้เราเรียงลำดับ

775
00:51:36,986 --> 00:51:40,986
ตามราคาก็จริง แต่ให้เรียงจากราคามาก

776
00:51:40,987 --> 00:51:44,987
ไปหาราคาน้อยนะคะ ต้องบอกด้วย

777
00:51:44,988 --> 00:51:48,988
เหมือนเวลาเราใช้เว็บฯ ในการวื้อของออนไ

778
00:51:48,989 --> 00:51:52,989
ไส้ในของโปรแกรม ก็คือคำสั่งที่เรา

779
00:51:52,991 --> 00:51:56,991
วันนี้นะคะ นักศึกษาจะได้เข้าใจ

780
00:51:56,992 --> 00:52:00,992
เพราะต่อไปเราจะไม่เป็นแค่ผู้ใช้งานแล้ว เราอาจจะได้เป็นผู้ดูแล

781
00:52:00,993 --> 00:52:04,993
ระบบด้วยนะ

782
00:52:04,994 --> 00:52:08,994
กลับมาก็จะมีฟังก์ชันการคำนวณทางคณิตศาสตร์

783
00:52:08,996 --> 00:52:12,996
ที่เกิดขึ้นในการจัดการฐานข้อมูลด้วย

784
00:52:12,997 --> 00:52:16,997
อาจจะเป็นฟังก์ชันสำหรับการบวก การนับ การหาค่าเฉลี่ย

785
00:52:16,999 --> 00:52:20,999
นะคะ ไอ้ AVG ตัวนี้ มันย่อมาจาก

786
00:52:21,000 --> 00:52:25,000
ก็คือการหาค่าเฉลี่ยนะคะ หา

787
00:52:25,003 --> 00:52:29,003
ค่ามากที่สุด อันนี้เป็นคณิตศาสตร์อย่างง่าย

788
00:52:29,004 --> 00:52:33,004
ก็ต้องเอามาใช้ด้วยนะคะ อย่าง

789
00:52:33,007 --> 00:52:37,007
เช่น ให้รวม

790
00:52:37,008 --> 00:52:41,008
ราคาทั้งหมด แล้วให้

791
00:52:41,011 --> 00:52:45,011
แล้วให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ ชื่อว่า

792
00:52:45,019 --> 00:52:49,019
SUM PRICE ตัวนี้ ให้

793
00:52:49,021 --> 00:52:53,021
รวมราคาทั้งหมดใส่ในคอลัมน์ใหม่

794
00:52:53,023 --> 00:52:57,023
นะคะ ฟีลด์ใหม่จากตาราง Books

795
00:52:57,024 --> 00:53:01,024
เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์จากคำสั่งนี้ ก็คือเอายอดหนังสือ

796
00:53:01,026 --> 00:53:05,026
ทั้งหมดมาบวกกัน ให้ได้ผลลัพธ์ตัวนี้

797
00:53:05,027 --> 00:53:09,027
นะคะ ก็ไม่ยากถ้าเราจำคำสั่งได้

798
00:53:09,028 --> 00:53:13,028
ถ้าเราจำคำสั่งได้ ก็ไม่ยากเลย

799
00:53:13,029 --> 00:53:17,029
มีบวกแล้วก็ต้องมีนับ ให้

800
00:53:17,030 --> 00:53:21,030
นับจำนวน

801
00:53:21,032 --> 00:53:25,032
จากรหัสหนังสือทั้งหมด

802
00:53:25,034 --> 00:53:29,034
จากตาราง Books โดยให้ชื่อฃ

803
00:53:29,036 --> 00:53:33,036
คอลัมน์ใหม่ชื่อว่า COUNTBOOK

804
00:53:33,037 --> 00:53:37,037
ก็คือให้นับจำนวน BOOKID ก็คือหนังสือทั้งหมด

805
00:53:37,038 --> 00:53:41,038
มีกี่เล่ม ัมนก็นับมาได้ 7 เล่ม อันนี้

806
00:53:41,039 --> 00:53:45,039
คือมันง่าย มันมอง เรามองดู

807
00:53:45,040 --> 00:53:49,040
เราก็รู้ แต่ถ้าข้อมูลมันเยอะกว่านี้ล่ะ

808
00:53:49,041 --> 00:53:53,041
แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรตอนนี้มันมีหนังสือกี่เล่ม เช่น สมมติ

809
00:53:53,042 --> 00:53:57,042
ให้คุรดูแลระบบจัดการห้องสมุดมหาวิทยาลัย

810
00:53:57,043 --> 00:54:01,043
มันไม่สามารถยืนดูที่หน้าประตู และบอก

811
00:54:01,044 --> 00:54:05,044
ใช่ไหมคะ มันก็ต้องบวกจากฐานข้อมูล

812
00:54:05,045 --> 00:54:09,045
แล้วสมมติว่าเราไปฝึกงาน แล้ว

813
00:54:09,045 --> 00:54:13,045
มีเจ้าหน้าที่ถามว่า

814
00:54:13,046 --> 00:54:17,046
ให้เด็กฝึกงานไปดูสิว่า หนังสือมีกี่เล่ม มัน

815
00:54:17,048 --> 00:54:21,048
ไม่ใช่ เราสามารถสั่งได้จาก

816
00:54:21,051 --> 00:54:25,051
ฐานข้อมูลเลย ว่าวันนี้ในห้องสมุดมีหนังสือ

817
00:54:25,052 --> 00:54:29,052
กี่เล่มนะคะ หรือในอนาคตคุรต้องได้ฝึกงานแน่นอน

818
00:54:29,053 --> 00:54:33,053
หรือเขาจะบอกว่า เด็กฝึกงานไปนับสิ ของในโกดัง

819
00:54:33,054 --> 00:54:37,054
มีกี่ชิ้น คุณจะไปนั่งนับหรือ

820
00:54:37,055 --> 00:54:41,055
นะคะ มันก็สามารถมีวิธีการสั่งจากฐานข้อมูลนี่ล่ะ

821
00:54:41,055 --> 00:54:45,055
นับดูสิว่าสรุปสินค้าเรามีกี่อย่าง คุณจะไปนับ

822
00:54:45,059 --> 00:54:49,059
ไม่ได้หรอกค่ะ ในชีวิตจริงนะคะ

823
00:54:49,060 --> 00:54:53,060
คำสั่งนี้ก็ค่อนข้าง

824
00:54:53,062 --> 00:54:57,062
จำเป็นนะคะ สำหรับใช้ในการฝึกงานหรือทำงานในอนาคตนะ

825
00:54:57,063 --> 00:55:01,063
หรือการหาค่าเฉลี่ย

826
00:55:01,064 --> 00:55:05,064
นะคะ ก็จะเป็นการหาค่าเฉลี่ย

827
00:55:05,065 --> 00:55:09,065
ของสินค้าทั้งหมด โดยให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ ชื่อว่า

828
00:55:09,066 --> 00:55:13,066
AVG PRICE หรือ AVERAGE

829
00:55:13,067 --> 00:55:17,067
แสดงว่าหนังสือ 7 เล่มนี้ มีค่าเฉลี่ย

830
00:55:17,068 --> 00:55:21,068
ต่อเล่มประมาณ 62.14 ตรงนี้

831
00:55:21,069 --> 00:55:25,069
สมมติว่ามีใครต้องการข้อมูลจากเรา เราก็สามารถ

832
00:55:25,070 --> 00:55:29,070
ให้เขาดูได้ ต่อมาเขาถามว่า

833
00:55:29,073 --> 00:55:33,073
ราคาหนังสือที่ถูกที่สุดในร้านเท่าไ

834
00:55:33,077 --> 00:55:37,077
คุณจะไปเดินหาก็ไม่ใช่ เราแค่

835
00:55:37,078 --> 00:55:41,078
สั่งให้ฐานข้อมูลมันแสดงผลสิว่า ราคาสินค้าที่ถูกที่สุด

836
00:55:41,079 --> 00:55:45,079
นะคะ โดยที่ให้กำหนดใส่ในคอลัมน์ใหม่

837
00:55:45,080 --> 00:55:49,080
ราคาที่ถูกที่สุดตอนนี้ ถ้าเรามองด้วยสายตา เราก็ทราบ

838
00:55:49,081 --> 00:55:53,081
ว่า 150 แต่อย่างที่อาจารย์บอกถ้าสินค้า

839
00:55:53,082 --> 00:55:57,082
เรามีเป็นหมื่น เป็นแสนชิ้น คุณจะมานั่งไล่ดู

840
00:55:57,083 --> 00:56:01,083
เสียเวลาค่ะ ฐานข้อมูลจัดการได้

841
00:56:01,084 --> 00:56:05,084
ให้มันค้นหาให้คุรเลย ไม่เกิน 1 นาที รู้แน่นอน

842
00:56:05,085 --> 00:56:09,085
หา

843
00:56:09,086 --> 00:56:13,086
หาราคาน้อยที่สุดแล้ว อันนี้ก็เป็น MAXPRICE นะคะ

844
00:56:13,087 --> 00:56:17,087
ก็ดูราคามากที่สุดได้เช่นเดียวกัน

845
00:56:17,089 --> 00:56:21,089
ต่อมาเป็นยการรวมกลุ่มข้อมูลนะคะ

846
00:56:21,089 --> 00:56:25,089
เป็นการรวมตามเงื่อนไข

847
00:56:25,091 --> 00:56:29,091
ในเงื่อนไขตัวอย่าง ก็คือใช่คำสั่ง GROUPBY นะคะ

848
00:56:29,092 --> 00:56:33,092
รวมตามเงื่อนไข

849
00:56:33,093 --> 00:56:37,093
เช่น ให้ดูช่อง

850
00:56:37,094 --> 00:56:41,094
นี้นะคะ รหัสสำนักพิมพ์รวม

851
00:56:41,096 --> 00:56:45,096
รวมราคาออกมานะคะ

852
00:56:45,099 --> 00:56:49,099
รวมราคาออกมา

853
00:56:49,100 --> 00:56:53,100
ดดยที่ให้รวมเป็นตามเลขสำนักพิมพ์

854
00:56:53,102 --> 00:56:57,102
คำสั่งก็คือสำนักพิมพ์นี้

855
00:56:57,103 --> 00:57:01,103
อธิบายเป็นง่าย ๆ นะคะ สำนักพิมพ์นี้มี

856
00:57:01,104 --> 00:57:05,104
หนังสือกี่เล่ม รวมแล้วมูลค่าเท่าไร

857
00:57:05,105 --> 00:57:09,105
นะคะ อย่างเช่นสำนักพิมพ์หมายเลข 4

858
00:57:09,106 --> 00:57:13,106
มีหนังสืออยู่ 3 เล่ม

859
00:57:13,109 --> 00:57:17,109
มันก็จะรวมให้ว่ามูลค่าหนังสือ

860
00:57:17,111 --> 00:57:21,111
ของสำนักพิมพ์นี้เป็นราคาเท่านี้ สำนักพิมพ์

861
00:57:21,112 --> 00:57:25,112
ที่ 5 มีหนังสือกี่เล่ม ก็รวมมา

862
00:57:25,113 --> 00:57:29,113
สำนักพิมพ์ที่ 12 มี 3 เล่ม

863
00:57:29,114 --> 00:57:33,114
รวมราคามาทั้งหมดได้เท่านี้ อันนี้คือคำสั่ง

864
00:57:33,116 --> 00:57:37,116
GROUP BY ก็คือจัดกลุ่มออกมานั่นเองนะคะ

865
00:57:37,117 --> 00:57:41,117
เป็นการจัดกลุ่มข้อมุล เช่นนักศึกษา

866
00:57:41,118 --> 00:57:45,118
ปี 3 ชาย รวมแล้วมีกี่คน

867
00:57:45,119 --> 00:57:49,119
อาจจะรวมโดยทั้งคณะ หรือทั้งมหาวิทยาลัย อันนี้แล้วแต่เงื่อนไข

868
00:57:49,120 --> 00:57:53,120
นะคะ

869
00:57:53,121 --> 00:57:57,121
ถ้ามีเงื่อนไข นอกเหนือจากที่เรากำหนดไปแล้ว

870
00:57:57,122 --> 00:58:01,122
คือเราให้จัดกลุ่มเป็นรหัสสำนักพิมพ์

871
00:58:01,125 --> 00:58:05,125
รหัสสำนักพิมพ์ แต่ถ้ามีคำสั่งซ้อนเงื่อนไขเข้าไปอีก ก็ใช้คำสั่ง

872
00:58:05,128 --> 00:58:09,128
คำสั่ง HAVING ตัวนี้ ถ้าเงื่อนไขเดียวมันไม่พอ

873
00:58:09,130 --> 00:58:13,130
นะคะ จากเมื่อกี้นี้ เราเพิ่มไปอีก

874
00:58:13,132 --> 00:58:17,132
ว่าให้เป็นรหัสสำนักงานพิมพ์

875
00:58:17,134 --> 00:58:21,134
ที่มีค่ามากกว่า เท่ากับ 5 มันก็จะตัดสำนักพิมพ์ที่ 5 ออกไ

876
00:58:21,135 --> 00:58:25,135
เหลือแค่ 2 สำนักพิมพ์ แล้วแต่ว่าเราจะเพิ่มเงื่อนไขอะไรอีก

877
00:58:25,136 --> 00:58:29,136
นะะค เพราะว่าอย่างที่บอกมุมมองการดู การมช้งาน

878
00:58:29,137 --> 00:58:33,137
งานแต่ละคนไม่เหมือนกันแล้วแต่ว่า

879
00:58:33,139 --> 00:58:37,139
แล้วแต่ว่าเขาอยากดูข้อมูลแบบไหน อยากได้รายงาน

880
00:58:37,141 --> 00:58:41,141
นะคะ ระบบจัดการฐานข้อมูลก็สามารถจัดการได้ทั้งหมดนะคะ

881
00:58:41,142 --> 00:58:45,142
ต่อมาจะเป็นส่วนคำสั่งในการปรีบปรุง

882
00:58:45,143 --> 00:58:49,143
ฐานข้อมูลก็คือเป็นการเพิ่มแก้ไขการลบข้อมูล

883
00:58:49,144 --> 00:58:53,144
นะคะ การเพิ่มข้อมูล เราจะใช้คำสั่ง

884
00:58:53,145 --> 00:58:57,145
INSERT INTO แล้วก็ใส่ VALUES รูปแบบคำสั่ง

885
00:58:57,146 --> 00:59:01,146
จะเป็นแบบนี้นะคะ

886
00:59:01,147 --> 00:59:05,147
เช่นตัวอย่าง

887
00:59:05,149 --> 00:59:09,149
ข้อมูลเดิม จะอยู่ด้านข้อมูลด้านซ้ายนะคะ

888
00:59:09,150 --> 00:59:13,150
คำสั่งที่เพิ่มเติม ก็คือ... อันนี้ก็คือเพิ่มเติม

889
00:59:13,152 --> 00:59:17,152
คอลัมน์นะคะ ว่าให้ใส่คอลัมน์ไหน แต่ถ้า

890
00:59:17,153 --> 00:59:21,153
เราพิมพ์แบบนี้แสดงว่าเรารู้แล้วว่า

891
00:59:21,156 --> 00:59:25,156
ข้อมูลที่เราจะใส่ มันก็จะเรียงลำดับตามนี้นะคะ

892
00:59:25,157 --> 00:59:29,157
ถ้าคุณสลับตำแหน่งมันก็จะไม่สนใจว่าใส่คอลัมน์ผิด คอลัมน์ถูก

893
00:59:29,158 --> 00:59:33,158
ไม่รู้นะคะ คำสั่งก็คือ INSERT INTO

894
00:59:33,159 --> 00:59:37,159
ตัวนี้นะคะ ให้ใส่ข้อมูลลงไปในตาราง Books

895
00:59:37,182 --> 00:59:41,182
ซึ่งมีค่าดังนี้ 1009

896
00:59:41,183 --> 00:59:45,183
SQL 520

897
00:59:45,185 --> 00:59:49,185
ผลลัพธ์ที่ได้จะมาอยู่ล่างสุด ทำไมมันใส่

898
00:59:49,188 --> 00:59:53,188
เพราะคำสั่งให้ใส่ข้อมูลนี่

899
00:59:53,190 --> 00:59:57,190
มันเรียงมาถูกต้องอยู่แล้ว ถ้าคุณสลับตำแหน่ง

900
00:59:57,192 --> 01:00:01,192
ผิด ใส่ 520

901
01:00:01,193 --> 01:00:05,193
มาอยู่ตรงนี้แทน มันก็จะกลายเป็น books id

902
01:00:05,194 --> 01:00:09,194
นะคะ แต่อันนี้ที่มันใส่ถูกเพราะว่า เราเรียงลำดับ

903
01:00:09,195 --> 01:00:13,195
ตามคอลัมน์ถูกต้องแค่นั้นเอง ต่อมา

904
01:00:13,196 --> 01:00:17,196
เพื่อความชัวร์ เราอาจจะระบุ

905
01:00:17,197 --> 01:00:21,197
ชื่อคอลัมนืไปด้วยก้/ได้ว่าข้อมูล 1010 นี่

906
01:00:21,200 --> 01:00:25,200
ให้อยู่ใน BookID นะ

907
01:00:25,202 --> 01:00:29,202
รหัสสำนักพิมพ์ คือ 5 ราคา คือ 250

908
01:00:29,203 --> 01:00:33,203
ข้อมูลจะมาต่อท้ายด้านล่างแบบนี้ อันนี้

909
01:00:33,204 --> 01:00:37,204
เพื่อป้องกันว่า เราจะใส่ข้อมูลผิดคอลัมน์หรือเป

910
01:00:37,204 --> 01:00:41,204
อันนี้คือการเพิ่มข้อมูลนะคะ ง่ายมาก คำสั่งมีแค่นี้เอง

911
01:00:41,206 --> 01:00:45,206
INSERT INTO สำหรับการเพิ่มข้อมูล

912
01:00:45,207 --> 01:00:49,207
ต่อมาจะเป็นคำสั่งในการปรับปรุง

913
01:00:49,208 --> 01:00:53,208
ข้อมุล หรือแก้ไขข้อมูลนะคะ

914
01:00:53,209 --> 01:00:57,209
จะใช้คำสั่ง UPDATE SET

915
01:00:57,210 --> 01:01:01,210
ถ้ามีเงื่อนไข ก็สามารถใส่เงื่อนไขเพิ่มได้นะคะ

916
01:01:01,211 --> 01:01:05,211
รูปแบบคำสั่ง UPDATE ก็คือปรับปรุงข้อมูล

917
01:01:05,212 --> 01:01:09,212
อัปเดตก็คือปรับปรุงข้อมูลในต

918
01:01:09,213 --> 01:01:13,213
คือให้ราคาทั้งหมด

919
01:01:13,213 --> 01:01:17,213
บวกเพิ่มเข้าไปอีก 50 บาท

920
01:01:17,214 --> 01:01:21,214
พอพิมพ์ตัวนี้ปุ๊บ

921
01:01:21,217 --> 01:01:25,217
ราคาหนังสือจะเพิ่มขึ้นจากเดิม 50 บาททุกเล่ม

922
01:01:25,218 --> 01:01:29,218
ทุกเล่มเหมือนตัวนี้ค่ะ จากเดิมตัวนี้

923
01:01:29,220 --> 01:01:33,220
ไม่มีราคาหนังสือ ก็จะมีแล้ว 50 บาท

924
01:01:33,221 --> 01:01:37,221
อันนี้คือง่ายมาก ถ้าสมมติข้อมูลเรามี

925
01:01:37,222 --> 01:01:41,222
แค่นี้เรานั่งพิมพ์ทีละอันก้ได้ค่ะ แต่ถ้า

926
01:01:41,223 --> 01:01:45,223
เป็นร้านขายของที่มีของประมาณหมื่นชิ้น

927
01:01:45,224 --> 01:01:49,224
แล้วเขาบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ขอขึ้นราคา แล้วคุณมานั่งพิมพ์ใหม่ทุกอัน

928
01:01:49,224 --> 01:01:53,224
ทุกอัน เมื่อไหร่จะเสร็จ

929
01:01:53,225 --> 01:01:57,225
เพิ่มขึ้นชั้นละ 10 บาท มีของอยู่ 100,000

930
01:01:57,226 --> 01:02:01,226
นั่งพิมพ์ไปแสนครั้ง แต่ถ้าเรารู้จัก

931
01:02:01,227 --> 01:02:05,227
คำสั่งในระบบจัดการฐานข้อมูล เราพิมพ์แค่ 2 บรรทัด ทุกอย่างเสร็จหมดเลย

932
01:02:05,228 --> 01:02:09,228
นะคะ นี่คือการปรับปรุงฐาน

933
01:02:09,230 --> 01:02:13,230
ข้อมุล อันนี้คือประโยชน์ของฐานข้อมูลน

934
01:02:13,231 --> 01:02:17,231
นะคะ เพราะว่าถ้าเราไม่มีคำสั่งเหล่านี้นี่

935
01:02:17,232 --> 01:02:21,232
บางที่เราต้องมานั่งพิมพ์ใหม่นี่ เหนื่อยมาก ๆ

936
01:02:21,233 --> 01:02:25,233
อันนี้คือประโยชน์ ถ้าเรารู้คำสั่ง

937
01:02:25,234 --> 01:02:29,234
นะคะ ถ้ามีเงื่อนไขเพิ่มเติม

938
01:02:29,235 --> 01:02:33,235
เงื่อนไขเพิ่มเติมนะคะ ให้ปรับปรุง

939
01:02:33,236 --> 01:02:37,236
ตาราง Books โดยที่เงื่อนไข คือ

940
01:02:37,237 --> 01:02:41,237
เศรษฐกิจมันดีแล้ว ของมันถูก ให้ลดราคาสินค้าลง

941
01:02:41,239 --> 01:02:45,239
50 บาท เฉพาะรหัสสสำนักพิมพ์

942
01:02:45,240 --> 01:02:49,240
12 เท่านั้น

943
01:02:49,241 --> 01:02:53,241
เฉพาะบางบริษัท ก็ว่าได้ อย่างเช่น วันนี้

944
01:02:53,242 --> 01:02:57,242
สินค้าราคาลงเฉพาะบริษัทนี้ เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงราคาลงได้

945
01:02:57,243 --> 01:03:01,243
พิมพ์เพิ่มอีกบรรทัดหนึ่งนะคะ ถามว่า

946
01:03:01,246 --> 01:03:05,246
แล้วสินค้าในบริษัทอื่นจะเปลี่ยนไหม

947
01:03:05,247 --> 01:03:09,247
ไม่เปลี่ยนนะคะ เพราะเรากำหนดเงื่อนไขว่า เฉพาะสำนักพิมพ์

948
01:03:09,248 --> 01:03:13,248
12 เท่านั้นที่ลดราคาลง 50 บาท

949
01:03:13,249 --> 01:03:17,249
ตัวนี้นะคะ

950
01:03:17,250 --> 01:03:21,250
คำสั่งลบก็ง่าย ๆ ค่ะ

951
01:03:21,251 --> 01:03:25,251
DELETE FROM ก็ตามนี้เลยนะคะ

952
01:03:25,253 --> 01:03:29,253
ให้ลบข้อมูลจากตาราง BOOK โดยมีเงื่อนไข

953
01:03:29,254 --> 01:03:33,254
คือให้ลบเฉพาะ BookID ทัมี

954
01:03:33,255 --> 01:03:37,255
จากเดิมจะมีตัวนี้ เราก็จะลบออก ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็น

955
01:03:37,256 --> 01:03:41,256
อันนี้ คือ คำสั่งอย่างง่ายที่เรา

956
01:03:41,257 --> 01:03:45,257
จะเรียนในสัปดาห์หน้านะคะ เดี๋ยว

957
01:03:45,258 --> 01:03:49,258
อาทิตยืหน้าอาจารย์จะเตรียมข้อมูลมา ให้นักศกึกษา

958
01:03:49,259 --> 01:03:53,259
ฐานข้อมูลเอง พิมพ์เอง

959
01:03:53,260 --> 01:03:57,260
นะคะ ตั้งค่าคีย์หลักเอง กรอกข้อมูลเอง

960
01:03:57,261 --> 01:04:01,261
ทั้งหมด ลองเพิ่ม-ลบข้อมูล ลองดึงข้อมูล

961
01:04:01,262 --> 01:04:05,262
เป้นรายงานออกมาด้วยตัวเองนะคะ สัปดาห์

962
01:04:05,263 --> 01:04:09,263
นี้จะให้ลองกลับไปทบทวนว่าคำสั่งที่จะใช้

963
01:04:09,264 --> 01:04:13,264
SELECT FROM DELETE FROM

964
01:04:13,265 --> 01:04:17,265
INSERT IN TO

965
01:04:17,266 --> 01:04:21,266
มันจะเป็นอย่างไรบ้างนะคะ อาทิตย์หน้าวอร์ม

966
01:04:21,268 --> 01:04:25,268
มาให้พร้อมเพราะว่าเราต้องพิมพ์เองเครื่องใครเครื่องมัน

967
01:04:25,270 --> 01:04:29,270
นะคะ เครื่องใครเครื่องมัน ใครพิมพ์ภาษาอังกฤษ

968
01:04:29,272 --> 01:04:33,272
ไม่ค่อยคล่องก็จะได้คล่องนี่ล่ะอาทิตย์หน้า

969
01:04:33,273 --> 01:04:37,273
หัดพิมพ์บ่อย ๆ เพราะว่าการพิมพ์คำสั่ง SQL

970
01:04:37,274 --> 01:04:41,274
คำสั่ง SQL ง่ายที่สุดแล้วในการเขียนโปรแกรม

971
01:04:41,276 --> 01:04:45,276
นะคะ อาทิตย์นี้ก็จะประมาณนี้นะคะ เดี๋ยวเรา

972
01:04:45,277 --> 01:04:49,277
อาทิตย์หน้าก็มาให้เร็วหน่อย เพราะเราจะ

973
01:04:49,278 --> 01:04:53,278
เป็นปฏิบัตินะคะ ก้ขอบคุณล่าม

974
01:04:53,280 --> 01:04:57,280
ขอบคุณถอดความนะคะ วันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ

975
01:04:57,281 --> 01:05:01,281
โอเคค่ะ ขอบคุณมากนะคะ

976
01:05:01,283 --> 01:05:05,283

977
01:05:05,284 --> 01:05:09,284

978
01:05:09,285 --> 01:05:13,285

979
01:05:13,287 --> 01:05:17,287

980
01:05:17,289 --> 01:05:21,289

981
01:05:21,291 --> 01:05:25,291

982
01:05:25,292 --> 01:05:29,292

983
01:05:29,295 --> 01:05:33,295

984
01:05:33,297 --> 01:05:37,297

985
01:05:37,300 --> 01:05:41,300

986
01:05:41,302 --> 01:05:45,302

987
01:05:45,303 --> 01:05:49,303

988
01:05:49,304 --> 01:05:53,304

989
01:05:53,306 --> 01:05:57,306

990
01:05:57,307 --> 01:06:01,307

991
01:06:01,310 --> 01:06:05,310

992
01:06:05,315 --> 01:06:08,315

993
01:06:09,317 --> 01:06:12,320

994
01:06:17,320 --> 01:06:17,320

995
01:06:13,319 --> 01:06:16,321

996
01:06:21,322 --> 01:06:21,326

997
01:06:25,326 --> 01:06:25,330

998
01:06:29,331 --> 01:06:29,334


