﻿1
00:00:19,393 --> 00:00:19,422

2
00:00:19,422 --> 00:00:19,438

3
00:00:19,438 --> 00:00:19,590

4
00:00:19,590 --> 00:00:19,593

5
00:00:19,593 --> 00:00:19,748

6
00:00:19,748 --> 00:00:19,954

7
00:00:19,954 --> 00:00:21,804
โปรแกรมที่เราจะใช้เขียน

8
00:00:21,804 --> 00:00:22,330
ระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ

9
00:00:22,330 --> 00:00:22,840

10
00:00:22,840 --> 00:00:23,165

11
00:00:23,165 --> 00:00:26,027

12
00:00:26,027 --> 00:00:26,361
จะเป็นโปรแกรมเอาอย่างง่ายก่อนแล้วกันนะคะ

13
00:00:26,361 --> 00:00:27,962

14
00:00:27,962 --> 00:00:28,420
เพราะว่า

15
00:00:28,420 --> 00:00:32,420

16
00:00:33,171 --> 00:00:34,428
coastal นี่ก็จะมีโปรแกรมที่ใช้งานร่วมกับมันได้หลายโปรแกรมมาก

17
00:00:34,428 --> 00:00:35,088
นะคะ

18
00:00:35,088 --> 00:00:35,183

19
00:00:35,183 --> 00:00:35,279

20
00:00:35,279 --> 00:00:38,816

21
00:00:38,816 --> 00:00:41,559
จะเป็น Mysql หรือว่าเป็น oracle

22
00:00:41,559 --> 00:00:45,559
ใช้ภาษาเดียวกันก็คือภาษา html

23
00:00:47,202 --> 00:00:47,411
คือโปรแกรมในเครื่องเราถ้าไม่ได้ติดตั้งเพิ่มเติมก็จะไม่อยู่แล้วนะคะ ก็คือโปรแกรม

24
00:00:47,411 --> 00:00:49,157

25
00:00:49,157 --> 00:00:50,045
Microsoft Excel

26
00:00:50,045 --> 00:00:51,848

27
00:00:51,848 --> 00:00:53,313
มันก็จะมีความสามารถ

28
00:00:53,313 --> 00:00:56,164
ที่จะพิมพ์

29
00:00:56,164 --> 00:00:57,223
คำสั่งภาษา SQL ได้ลงไปด้วย

30
00:00:57,223 --> 00:00:58,619
แล้วก็

31
00:00:58,619 --> 00:00:59,781
ในส่วนของตัว

32
00:00:59,781 --> 00:01:03,772
โปรแกรมนี้นี่

33
00:01:03,772 --> 00:01:05,241
หน้าตาก็ทำงานมันจะคล้ายๆกับตัวโปรแกรม Excel

34
00:01:05,241 --> 00:01:08,850
ที่เราเคยใช้งานกันอยู่แล้ว

35
00:01:08,850 --> 00:01:10,230

36
00:01:10,230 --> 00:01:10,748
เราก็จะได้

37
00:01:10,748 --> 00:01:12,803

38
00:01:12,803 --> 00:01:13,025
ทำความเข้าใจกับมันง่ายขึ้นนะคะ

39
00:01:13,025 --> 00:01:13,558

40
00:01:13,558 --> 00:01:13,753

41
00:01:13,753 --> 00:01:14,624

42
00:01:14,624 --> 00:01:16,750

43
00:01:16,750 --> 00:01:20,750
โดยตัว Microsoft Access

44
00:01:24,842 --> 00:01:25,960
ในรูปตัวโปรแกรมมันจะเป็นสีส้ม ๆ นะ มันจะเป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์นะคะ อย่างที่เราเคย

45
00:01:25,960 --> 00:01:28,783
วาดรูปไปแล้วว่า

46
00:01:28,783 --> 00:01:29,036
ตารางมันควรจะสัมพันธ์กันอย่างไรนะคะ

47
00:01:29,036 --> 00:01:31,237

48
00:01:31,237 --> 00:01:33,305
โดยที่โปรแกรมนี้นี่

49
00:01:33,305 --> 00:01:34,758
มันก็จะมีความสามารถทั้ง

50
00:01:34,758 --> 00:01:34,969
การจัดการฐานข้อมูล

51
00:01:34,969 --> 00:01:35,122

52
00:01:35,122 --> 00:01:39,122

53
00:01:42,593 --> 00:01:43,125
แล้วก็สร้างโปรแกรมได้ในตัวเดียวกันก็คือเป็นโปรแกรม ที่ค่อนข้างครบสำหรับการทำงานและนำข้อมูลเบื้องต้นนะคะ

54
00:01:43,125 --> 00:01:43,257

55
00:01:43,257 --> 00:01:47,257

56
00:01:49,403 --> 00:01:49,499
มันเลยเหมาะกับพี่จะให้รักษานี่เรียนรู้แล้วก็พัฒนาโปรแกรมมาใช้งานนะคะ

57
00:01:49,499 --> 00:01:51,478

58
00:01:51,478 --> 00:01:54,847
รวมถึงคนที่

59
00:01:54,847 --> 00:01:57,199
อาจจะไม่มีความรู้ในการเขียนโปรแกรมมากนะนี่

60
00:01:57,199 --> 00:01:57,765
เขาก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้เช่นเดียวกัน

61
00:01:57,765 --> 00:02:00,693
นะคะ

62
00:02:00,693 --> 00:02:01,930
เพราะว่ามันก็ไปจัดการมันก็

63
00:02:01,930 --> 00:02:03,367
ถ้าสะดวก แล้วก็

64
00:02:03,367 --> 00:02:03,564

65
00:02:03,564 --> 00:02:03,642

66
00:02:03,642 --> 00:02:05,263

67
00:02:05,263 --> 00:02:05,484
ตัวโปรแกรมก็ใช้งานง่าย

68
00:02:05,484 --> 00:02:05,679

69
00:02:05,679 --> 00:02:06,412

70
00:02:06,412 --> 00:02:06,650
คำสั่ง

71
00:02:06,650 --> 00:02:08,272

72
00:02:08,272 --> 00:02:08,699
ไม่เยอะซัซบ้อนวุ่นวายมาก

73
00:02:08,699 --> 00:02:09,107

74
00:02:09,107 --> 00:02:09,978
ราคา

75
00:02:09,978 --> 00:02:10,305

76
00:02:10,305 --> 00:02:13,974

77
00:02:13,974 --> 00:02:16,165
หน้าตาตอนสร้างฐานข้อมูลจะเริ่มต้นประมาณนี้นะคะ

78
00:02:16,165 --> 00:02:18,951
เดี๋ยวเราค่อยไปดูในตัวโปรแกรมกัน

79
00:02:18,951 --> 00:02:20,940
มันจะมีส่วนของการทำงานหลัก ๆ อยู่ด้านบน

80
00:02:20,940 --> 00:02:21,843
เราจะเรียกว่าเป็น Ribbon

81
00:02:21,843 --> 00:02:22,283
ข้างบน

82
00:02:22,283 --> 00:02:22,816

83
00:02:22,816 --> 00:02:23,109

84
00:02:23,109 --> 00:02:25,868

85
00:02:25,868 --> 00:02:28,188
ในรูปนี่ มันจะเป็นเกี่ยวกับการ

86
00:02:28,188 --> 00:02:29,274
กำหนดโครงสร้างของตาราง

87
00:02:29,274 --> 00:02:30,300

88
00:02:30,300 --> 00:02:30,804
แล้วก็

89
00:02:30,804 --> 00:02:30,872

90
00:02:30,872 --> 00:02:34,872

91
00:02:35,109 --> 00:02:36,269
การกำหนดหน้าจอสำหรับบันทึกข้อมูล หรือแสดงข้อมูล แล้วก็

92
00:02:36,269 --> 00:02:36,493
สามารถทำได้

93
00:02:36,493 --> 00:02:37,861

94
00:02:37,861 --> 00:02:39,200
การสร้างรายงาน

95
00:02:39,200 --> 00:02:43,200
เช่น

96
00:02:48,661 --> 00:02:54,129

97
00:02:45,522 --> 00:02:45,902
มีรายชื่ออยู่ 1 รายชื่อ เราอยากให้มันออกมาเป็นรายงานเฉพาะชื่อที่เป็นผู้หญิง

98
00:02:45,902 --> 00:02:48,633

99
00:02:48,633 --> 00:02:52,633
เราก็สามารถสร้างรายงานออกมาได้เหมือนกัน

100
00:02:59,978 --> 00:03:00,064
รวมถึงการสืบค้นการเรียกดูข้อมูลอื่น ๆ ตามเงื่อนไขแล้วก็สามารถทำได้ในส่วนของการสืบค้นเลขดูข้อมูลหนี้เราจะใช้คำสั่ง SQL เราจะพิมพ์ด้วยตัวเองนะคะ

101
00:03:00,064 --> 00:03:01,234

102
00:03:01,234 --> 00:03:03,170
เราจะไม่ใช้

103
00:03:03,170 --> 00:03:07,170
โปรแกรมสำเร็จรูปทุกอย่าง

104
00:03:07,971 --> 00:03:08,269
จะได้รู้ด้วยว่าเวลาที่เราใช้ภาษา SQL นี่มันทำงานอย่างไรนะคะ

105
00:03:08,269 --> 00:03:09,448

106
00:03:09,448 --> 00:03:09,909

107
00:03:09,909 --> 00:03:12,591

108
00:03:12,591 --> 00:03:12,819
โดยตารางที่อยู่ใน

109
00:03:12,819 --> 00:03:15,348

110
00:03:15,348 --> 00:03:16,652
โปรแกรม Access นะคะ

111
00:03:16,652 --> 00:03:18,062
รูปแบบของตารางนี่

112
00:03:18,062 --> 00:03:18,400

113
00:03:18,400 --> 00:03:22,349

114
00:03:22,349 --> 00:03:22,683
ซึ่งมันเป็นมาตรฐานของการจัดเก็บข้อมูล ในรูปแบบฐานข้อมูลอยู่แล้วนะคะ

115
00:03:22,683 --> 00:03:26,504

116
00:03:26,504 --> 00:03:30,169
ถ้าเราต้องการจะบันทึกหรือเก็บข้อมูล

117
00:03:30,169 --> 00:03:31,224
นี่ เราก็จะต้องสร้างตารางขึ้นมาก่อนถึงจะใช้งานได้

118
00:03:31,224 --> 00:03:35,224
เหมือน

119
00:03:36,971 --> 00:03:39,428
อาทิตย์ก่อน ๆ ที่อาจารย์ให้นักศึกษาลองเปิดโปรแกรมดูนี่ มันบนเตียงพิมพ์ลงไปได้เลย

120
00:03:39,428 --> 00:03:39,939
เพราะว่าเรายังไม่มีตาราง

121
00:03:39,939 --> 00:03:40,708

122
00:03:40,708 --> 00:03:43,668
นะคะ

123
00:03:43,668 --> 00:03:45,074
มันจะดูเหมือนกดอะไรไม่ได้ เพราะ

124
00:03:45,074 --> 00:03:48,103
เรายังไม่ได้เริ่ม

125
00:03:48,103 --> 00:03:52,103
สร้างตารางเลยนะคะ การสร้างตารางในที่นี้

126
00:03:52,274 --> 00:03:52,732
เมื่อคือการตั้งชื่อแล้วก็กำหนดโครงสร้างของตารางด้วย

127
00:03:52,732 --> 00:03:53,773

128
00:03:53,773 --> 00:03:55,505
นั่นก็คือ

129
00:03:55,505 --> 00:03:56,410
เราก็จะมีค่า

130
00:03:56,410 --> 00:04:00,005

131
00:04:00,005 --> 00:04:01,443
เป็นจะเป็นคอลัมน์ ๆ ใช่ไหมคะ ในเฟสก็เหมือนกัน

132
00:04:01,443 --> 00:04:01,790
เราก็จะกำหนดว่า

133
00:04:01,790 --> 00:04:04,797

134
00:04:04,797 --> 00:04:05,242
หัวคอลัมน์แต่ละคอลัมน์นี่ก็คือฟิลด์นี่

135
00:04:05,242 --> 00:04:07,038

136
00:04:07,038 --> 00:04:07,996
มันจะมีชื่อว่าอะไรบ้าง

137
00:04:07,996 --> 00:04:08,506
แล้ว

138
00:04:08,506 --> 00:04:11,765

139
00:04:11,765 --> 00:04:12,637
คุณสมบัติของข้อมูลที่ต้องมาจบอะไรนะนี่

140
00:04:12,637 --> 00:04:14,092

141
00:04:14,092 --> 00:04:14,430
มีอะไร

142
00:04:14,430 --> 00:04:14,923

143
00:04:14,923 --> 00:04:15,482

144
00:04:15,482 --> 00:04:17,164

145
00:04:17,164 --> 00:04:19,786
เช่นเป็นตัวหนังสือเท่านั้น

146
00:04:19,786 --> 00:04:21,736
หรือเป็นตัวเลขผสมกับตัวหนังสือ

147
00:04:21,736 --> 00:04:22,344
รับเฉพาะค่าตัวเลข

148
00:04:22,344 --> 00:04:24,747

149
00:04:24,747 --> 00:04:26,379
ค่าตัวเลขจะต้องไม่เกิน 10 ตัว

150
00:04:26,379 --> 00:04:28,109
อะไรก็ว่าไป

151
00:04:28,109 --> 00:04:28,496
รวมถึงต้องกำหนดคีย์หลัก

152
00:04:28,496 --> 00:04:29,395

153
00:04:29,395 --> 00:04:29,775

154
00:04:29,775 --> 00:04:31,371

155
00:04:31,371 --> 00:04:34,359
นะคะ การกำหนดคีย์หลักในหลัก

156
00:04:34,359 --> 00:04:38,359
โปรแกรม Access กรอง ๆ กดปุ่มเดียวก็เสร็จเลยนะคะ

157
00:04:38,449 --> 00:04:38,889
แล้วก็กำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป

158
00:04:38,889 --> 00:04:39,461

159
00:04:39,461 --> 00:04:40,998
ว่า

160
00:04:40,998 --> 00:04:41,817
มันจะเชื่อมต่อกันอย่างไร

161
00:04:41,817 --> 00:04:44,034

162
00:04:44,034 --> 00:04:44,816

163
00:04:44,816 --> 00:04:48,816

164
00:04:48,896 --> 00:04:49,479
นะคะ ตัวอย่างโครงสร้างของฐานข้อมูลอันนี้เราทุกคนอีกรอบนะคะ

165
00:04:49,479 --> 00:04:52,861

166
00:04:52,861 --> 00:04:52,957
ที่โชว์อยู่ในหน้าจอนี้ก็คือเราจะเรียกว่าตารางนะ

167
00:04:52,957 --> 00:04:53,864

168
00:04:53,864 --> 00:04:54,272

169
00:04:54,272 --> 00:04:55,604

170
00:04:55,604 --> 00:04:55,877
มีแถว มีคอลัมน์

171
00:04:55,877 --> 00:04:56,744

172
00:04:56,744 --> 00:04:57,200

173
00:04:57,200 --> 00:05:00,085

174
00:05:00,085 --> 00:05:02,383
นะคะ แนวตั้งเราจะเรียกว่าคอลัมน์

175
00:05:02,383 --> 00:05:02,712
ในฐานข้อมูลก็คือฟิว

176
00:05:02,712 --> 00:05:03,807

177
00:05:03,807 --> 00:05:07,093

178
00:05:07,093 --> 00:05:07,517
ด์อย่างในตารางนี้จะมีอยู่ 4 ฟิลก็คือ 4 คอลัมน์

179
00:05:07,517 --> 00:05:07,748

180
00:05:07,748 --> 00:05:10,524

181
00:05:10,524 --> 00:05:11,109
มี 3 Records ก็คือ 3 แถวข้อมูล

182
00:05:11,109 --> 00:05:12,601
ราคา

183
00:05:12,601 --> 00:05:13,781
อันนี้เป็นตัวอย่าง

184
00:05:13,781 --> 00:05:15,185
ข้อมูลผู้ป่วย

185
00:05:15,185 --> 00:05:16,800
ราคา

186
00:05:16,800 --> 00:05:17,945
ตรวจ

187
00:05:17,945 --> 00:05:18,986
SNSD

188
00:05:18,986 --> 00:05:20,251
ย่อมาจากรหัส

189
00:05:20,251 --> 00:05:20,690

190
00:05:20,690 --> 00:05:21,348

191
00:05:21,348 --> 00:05:25,348
ป่วย

192
00:05:25,565 --> 00:05:27,437
Hotpital Number ต้องมีชื่อมีนามสกุลมีที่อยู่อันนี้เป็น

193
00:05:27,437 --> 00:05:28,649
ตัวอย่างการเก็บข้อมูลอย่างง่าย

194
00:05:28,649 --> 00:05:29,756

195
00:05:29,756 --> 00:05:31,736
ตัวอย่างอย่างง่าย

196
00:05:31,736 --> 00:05:32,435
ส่วนไอ้ตัวโปรแกรม

197
00:05:32,435 --> 00:05:33,399

198
00:05:33,399 --> 00:05:35,339

199
00:05:35,339 --> 00:05:35,966
เราจะสร้างตารางนะคะ

200
00:05:35,966 --> 00:05:36,512

201
00:05:36,512 --> 00:05:38,471

202
00:05:38,471 --> 00:05:38,950
เราจะมากำหนดคุณสมบัติ

203
00:05:38,950 --> 00:05:41,226

204
00:05:41,226 --> 00:05:41,857
ของคอลัมน์แบบเมื่อกี้นี้

205
00:05:41,857 --> 00:05:43,078

206
00:05:43,078 --> 00:05:43,966
เราจะมาดูกำหนด

207
00:05:43,966 --> 00:05:44,557

208
00:05:44,557 --> 00:05:45,888

209
00:05:45,888 --> 00:05:48,453
Design ก็คือการออกแบบ

210
00:05:48,453 --> 00:05:50,830
ว่าจะถามว่ายาในส่วนตรงนี้

211
00:05:50,830 --> 00:05:52,223
อันนี้มันเป็นเมนูภาษาอังกฤษนะคะ

212
00:05:52,223 --> 00:05:53,719

213
00:05:53,719 --> 00:05:54,781
ว่าคอลัมน์อะไร

214
00:05:54,781 --> 00:05:56,903

215
00:05:56,903 --> 00:05:57,226
นะคะ เก็บข้อมูลชนิดอะไร

216
00:05:57,226 --> 00:05:58,770

217
00:05:58,770 --> 00:06:01,233

218
00:06:01,233 --> 00:06:03,946
บางทีตัว ID นี

219
00:06:03,946 --> 00:06:04,315
่ ถ้าเราไม่ได้กำหนดค่ามันจะเป็น

220
00:06:04,315 --> 00:06:04,727

221
00:06:04,727 --> 00:06:05,042

222
00:06:05,042 --> 00:06:06,357

223
00:06:06,357 --> 00:06:08,302
Auto จะเพิ่มไปเรื่อย ๆ

224
00:06:08,302 --> 00:06:09,015
ตามจำนวนที่เราเพิ่ม

225
00:06:09,015 --> 00:06:10,300
ขึ้นมา

226
00:06:10,300 --> 00:06:12,093
เราสามารถ

227
00:06:12,093 --> 00:06:16,093
ระบุเองก็ได้ค่ะ  บางที

228
00:06:16,349 --> 00:06:16,693
เราไม่อยากได้ตัวเลข 1 2 3 4 5 ไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ บางทีก็

229
00:06:16,693 --> 00:06:18,886

230
00:06:18,886 --> 00:06:19,826
น่าจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ทุกระบบ

231
00:06:19,826 --> 00:06:21,387
นะคะ

232
00:06:21,387 --> 00:06:22,740
ต้องมีตัวหนังสือ

233
00:06:22,740 --> 00:06:24,168
ที่มัน

234
00:06:24,168 --> 00:06:25,748
มีมาผสมกับตัวเลข

235
00:06:25,748 --> 00:06:25,977
อย่างรหัสนักศึกษาเรานี่

236
00:06:25,977 --> 00:06:28,840

237
00:06:28,840 --> 00:06:29,319
เข้ามาใหม่เราจะ Run 1 2 3 4 5 ไปเลยไม่ได้

238
00:06:29,319 --> 00:06:31,378

239
00:06:31,378 --> 00:06:31,875
นะคะ มันจะต้องกำหนดเฉพาะ

240
00:06:31,875 --> 00:06:33,926

241
00:06:33,926 --> 00:06:35,546
เช่นขึ้นต้นด้วยปีการศึกษา

242
00:06:35,546 --> 00:06:35,933
รหัสคณะ

243
00:06:35,933 --> 00:06:37,266

244
00:06:37,266 --> 00:06:38,372
รหัส

245
00:06:38,372 --> 00:06:40,034
หลักสูตร แล้วก็

246
00:06:40,034 --> 00:06:41,318
เป็นถึงเลขที่

247
00:06:41,318 --> 00:06:42,061
ว่าเราเลขที่อะไร

248
00:06:42,061 --> 00:06:42,496

249
00:06:42,496 --> 00:06:43,290

250
00:06:43,290 --> 00:06:45,010
ตัวอย่าง

251
00:06:45,010 --> 00:06:49,010

252
00:06:50,273 --> 00:06:50,376
ถ้าเป็นการทำงานในการจัดการตารางจริง ๆ นี่ มันจะไม่ได้มีข้อมูลแค่

253
00:06:50,376 --> 00:06:52,200

254
00:06:52,200 --> 00:06:52,529
นิดเดียวที่เราเคยเห็น

255
00:06:52,529 --> 00:06:54,303

256
00:06:54,303 --> 00:06:54,566
อย่างด้านซ้ายนะคะ

257
00:06:54,566 --> 00:06:56,035

258
00:06:56,035 --> 00:06:57,831
เป็นตัวอย่างของ

259
00:06:57,831 --> 00:06:58,980
ตารางทั้งหมด

260
00:06:58,980 --> 00:07:00,198
ที่มันเอามา

261
00:07:00,198 --> 00:07:00,683
เชื่อมโยงกัน

262
00:07:00,683 --> 00:07:02,437

263
00:07:02,437 --> 00:07:02,687
มีไม่ต่ำกว่า 20 ตาราง

264
00:07:02,687 --> 00:07:03,534

265
00:07:03,534 --> 00:07:05,022
นะคะ

266
00:07:05,022 --> 00:07:07,581
ถ้ามันเป็นระบบงานใหญ่ ๆ

267
00:07:07,581 --> 00:07:07,927
รวมถึงการกำหนดด้วยว่า

268
00:07:07,927 --> 00:07:10,162

269
00:07:10,162 --> 00:07:11,544
ข้อมูลแต่ละชนิดที่เข้ามานี่

270
00:07:11,544 --> 00:07:15,544
อย่างเช่น ID

271
00:07:15,568 --> 00:07:15,881
เขากำหนดให้เป็นตัวเลขให้มันเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อ

272
00:07:15,881 --> 00:07:17,104

273
00:07:17,104 --> 00:07:18,223
ัตโนมัติ ส่วนเลข

274
00:07:18,223 --> 00:07:19,545

275
00:07:19,545 --> 00:07:21,137
จำตัวผู้ป่วย

276
00:07:21,137 --> 00:07:22,038
เขาจะให้กรอก

277
00:07:22,038 --> 00:07:22,660

278
00:07:22,660 --> 00:07:24,396

279
00:07:24,396 --> 00:07:25,248
แล้วก็จะมีคำอธิบายว่า

280
00:07:25,248 --> 00:07:25,456
ไอ้คำ

281
00:07:25,456 --> 00:07:27,313

282
00:07:27,313 --> 00:07:30,064
คำย่อหรือหัวตารางนี่

283
00:07:30,064 --> 00:07:31,269
ถ้าเป็นภาษาไทยคืออะไร

284
00:07:31,269 --> 00:07:31,973
นะคะ

285
00:07:31,973 --> 00:07:32,618

286
00:07:32,618 --> 00:07:33,439
อย่าง

287
00:07:33,439 --> 00:07:35,770

288
00:07:35,770 --> 00:07:36,858
ohn คือเลขบัตรเดิม

289
00:07:36,858 --> 00:07:37,152
ภาพพิมพ์อย่างไร

290
00:07:37,152 --> 00:07:38,827

291
00:07:38,827 --> 00:07:42,827
ไม่ต้องจำเป็นต้องพิมพ์ไหม

292
00:07:47,399 --> 00:07:49,148

293
00:07:44,083 --> 00:07:44,202
ชื่อแรกจำเป็นต้องพิมพ์ นามสกุลเราจะหมดตอนนี้ด้วยนะคำอธิบายนะคะ

294
00:07:44,202 --> 00:07:46,799

295
00:07:46,799 --> 00:07:48,559
ถ้าในส่วนของ

296
00:07:48,559 --> 00:07:51,312
ฐานข้อมูล

297
00:07:51,312 --> 00:07:52,959
เราจะเรียกว่าเป็นพจนานุกรมข้อมูล

298
00:07:52,959 --> 00:07:53,823
หรือ

299
00:07:53,823 --> 00:07:54,012

300
00:07:54,012 --> 00:07:55,109

301
00:07:55,109 --> 00:07:55,284
Data dic คือสิ่งที่เราต้องบอก

302
00:07:55,284 --> 00:07:55,752

303
00:07:55,752 --> 00:07:58,809

304
00:07:58,809 --> 00:07:59,518
อย่างสมมติว่าคุณเป็นโปรแกรมเมอร์คนใหม่มาทำงาน

305
00:07:59,518 --> 00:07:59,890
นะคะ

306
00:07:59,890 --> 00:08:01,071

307
00:08:01,071 --> 00:08:02,053
คำย่อ

308
00:08:02,053 --> 00:08:03,170
GT

309
00:08:03,170 --> 00:08:03,699
แมรี

310
00:08:03,699 --> 00:08:05,152

311
00:08:05,152 --> 00:08:07,653
คืออะไร

312
00:08:07,653 --> 00:08:09,196
แล้วมาทำงานต่อจากเขา

313
00:08:09,196 --> 00:08:10,683
อธิบายไปว่า

314
00:08:10,683 --> 00:08:11,040
คำศัพท์คำนี้

315
00:08:11,040 --> 00:08:11,432

316
00:08:11,432 --> 00:08:13,295

317
00:08:13,295 --> 00:08:13,604
บันทึกข้อมูลอะไรที่ต้องกรอก

318
00:08:13,604 --> 00:08:15,460

319
00:08:15,460 --> 00:08:17,396

320
00:08:17,396 --> 00:08:17,664
นะคะ นั่นคือสถานภาพสมรส

321
00:08:17,664 --> 00:08:19,151

322
00:08:19,151 --> 00:08:19,436
เขาไม่ได้บอกเราไว้

323
00:08:19,436 --> 00:08:21,236

324
00:08:21,236 --> 00:08:22,821
แต่ก็ต้องมา

325
00:08:22,821 --> 00:08:24,912
ทำความเข้าใจได้ว่า

326
00:08:24,912 --> 00:08:25,071
สรุปข้อมูลเขาต้องการ

327
00:08:25,071 --> 00:08:26,103

328
00:08:26,103 --> 00:08:27,325
ข้อมูลอะไรกันแน่

329
00:08:27,325 --> 00:08:30,157
เพราะฉะนั้น

330
00:08:30,157 --> 00:08:32,575
การเขียนคำอธิบายก็ ค่อนข้างจะเป็นเหมือนกัน

331
00:08:32,575 --> 00:08:33,718
สำหรับการจัดการฐานข้อมูลนะคะ

332
00:08:33,718 --> 00:08:33,992

333
00:08:33,992 --> 00:08:36,146

334
00:08:36,146 --> 00:08:36,865
ส่วนด้านล่าง

335
00:08:36,865 --> 00:08:37,422

336
00:08:37,422 --> 00:08:39,690

337
00:08:39,690 --> 00:08:39,973
เป็นการบอกขนาดของข้อมูล

338
00:08:39,973 --> 00:08:41,169

339
00:08:41,169 --> 00:08:42,136
นะคะ

340
00:08:42,136 --> 00:08:42,559
เช่น

341
00:08:42,559 --> 00:08:43,662

342
00:08:43,662 --> 00:08:47,570
จำนวนเงินเดือน

343
00:08:47,570 --> 00:08:49,715
เงินเดือนน่าจะไม่มีแค่ 2 หลัก

344
00:08:49,715 --> 00:08:53,715
บางคนเงินเดือนเยอะ

345
00:08:54,290 --> 00:08:54,474
บางคนเงินเดือนน้อยเราก็สามารถกำหนดได้ว่าคนแรกที่สามารถกรอกเข้าไปได้นี่

346
00:08:54,474 --> 00:08:55,586

347
00:08:55,586 --> 00:08:57,422
มากขนาดไหน

348
00:08:57,422 --> 00:08:59,618
เงินเดือนอาจจะยังไม่เห็นภาพ

349
00:08:59,618 --> 00:09:00,076
ถ้าสมมติว่ามันเป็นคอลัมน์ที่เกี่ยวกับ

350
00:09:00,076 --> 00:09:00,826

351
00:09:00,826 --> 00:09:01,461
ประมาณ

352
00:09:01,461 --> 00:09:02,616
ประเทศ

353
00:09:02,616 --> 00:09:04,259

354
00:09:04,259 --> 00:09:04,866
ที่ต้องกรอกตัวเลขเยอะ

355
00:09:04,866 --> 00:09:05,389

356
00:09:05,389 --> 00:09:07,549

357
00:09:07,549 --> 00:09:08,131
ๆ เลข 6-7 หลักมันไม่พอแน่นอน

358
00:09:08,131 --> 00:09:10,355

359
00:09:10,355 --> 00:09:11,749
นะคะ เราก็ต้องมากำหนดด้วยว่า

360
00:09:11,749 --> 00:09:11,868
ข้อมูลที่ใส่ได้

361
00:09:11,868 --> 00:09:13,082

362
00:09:13,082 --> 00:09:13,447
จะเป็นข้อมูล

363
00:09:13,447 --> 00:09:14,547

364
00:09:14,547 --> 00:09:15,180
ขนาดไหน

365
00:09:15,180 --> 00:09:15,815

366
00:09:15,815 --> 00:09:19,141
หรือ

367
00:09:19,141 --> 00:09:20,268
บัตรประชาชนแล้วมันกำหนดไว้ว่าให้กรอกได้แค่ 13 หลัก

368
00:09:20,268 --> 00:09:22,438
เขาก็จะกำหนด

369
00:09:22,438 --> 00:09:23,128
Propertiข้างล่างนี้นะคะ

370
00:09:23,128 --> 00:09:25,808

371
00:09:25,808 --> 00:09:27,926

372
00:09:27,926 --> 00:09:29,390
การสร้างตาราง

373
00:09:29,390 --> 00:09:30,419
โดยใช้มุมมอง

374
00:09:30,419 --> 00:09:31,326
การออกแบบ

375
00:09:31,326 --> 00:09:35,326

376
00:09:37,346 --> 00:09:39,469
นะคะ มันก็จะมีการกำหนดมาว่าชื่อของฟิลด์ คือชื่อแต่ละคอลัมน์ควรตั้งชื่ออะไร

377
00:09:39,469 --> 00:09:41,305
ควรจัดให้มีความหมาย

378
00:09:41,305 --> 00:09:41,621
แล้วก็ไม่ยาวจนเกินไป

379
00:09:41,621 --> 00:09:42,717

380
00:09:42,717 --> 00:09:44,593
แล้วก็

381
00:09:44,593 --> 00:09:45,087
ห้ามใช้สัญลักษณ์พิเศษ

382
00:09:45,087 --> 00:09:46,766

383
00:09:46,766 --> 00:09:48,233
พวกเครื่องหมายคำถาม

384
00:09:48,233 --> 00:09:48,968
เครื่องหมาย

385
00:09:48,968 --> 00:09:50,237

386
00:09:50,237 --> 00:09:50,851
อะไร พวก # นี้นะคะ

387
00:09:50,851 --> 00:09:51,889

388
00:09:51,889 --> 00:09:53,357
หรือ

389
00:09:53,357 --> 00:09:55,980
...

390
00:09:55,980 --> 00:09:58,800
_ ขีดเส้นใต้เราจะไม่ใส่

391
00:09:58,800 --> 00:10:02,800
รวมถึง

392
00:10:05,857 --> 00:10:07,256
ประเภทของข้อมูลนะคะ ก็คือชนิดของข้อมูลที่จัดเก็บในคอลัมน์หรือฟิลด์นั้น

393
00:10:07,256 --> 00:10:11,035
ๆ รหัสสินค้า

394
00:10:11,035 --> 00:10:12,906
มันควรจะเป็นได้ทั้งตัวเลข และตัวอักษรผสมกัน

395
00:10:12,906 --> 00:10:14,704

396
00:10:14,704 --> 00:10:16,042
นะคะ

397
00:10:16,042 --> 00:10:16,363
อย่างเดียว

398
00:10:16,363 --> 00:10:18,207

399
00:10:18,207 --> 00:10:21,901
เราไม่พิมพ์

400
00:10:21,901 --> 00:10:23,162
เราจะไม่พิมพ์ถ้ารอแล้วก็ใส่ ก ไก่ 2 ตัว

401
00:10:23,162 --> 00:10:24,437
ส่วนเลข 0

402
00:10:24,437 --> 00:10:26,367
ไม่ใช่

403
00:10:26,367 --> 00:10:26,723
500 ก็คือเป็นตัวเลขอย่างเดียว

404
00:10:26,723 --> 00:10:27,399

405
00:10:27,399 --> 00:10:30,741

406
00:10:30,741 --> 00:10:32,625
ส่วนของผมนั้นจะต้องนำไปคำนวณ

407
00:10:32,625 --> 00:10:35,436
นะคะ

408
00:10:35,436 --> 00:10:36,735
ควรจะเป็นข้อมูลคืออะไร เช่น อายุ

409
00:10:36,735 --> 00:10:37,146

410
00:10:37,146 --> 00:10:38,985

411
00:10:38,985 --> 00:10:39,088
เอาวันเดือนปีเกิดไปคำนวณ

412
00:10:39,088 --> 00:10:41,426

413
00:10:41,426 --> 00:10:41,519
จะต้องเป็นตัวเลขหรือเป็นวันที่

414
00:10:41,519 --> 00:10:42,164

415
00:10:42,164 --> 00:10:42,841

416
00:10:42,841 --> 00:10:46,606

417
00:10:46,606 --> 00:10:48,326
หรืออย่างไรนะคะ เราก็ต้องมาพิจารณาข้อมูลพวกนั้นด้วย

418
00:10:48,326 --> 00:10:48,997
อย่างเช่น วันเข้าทำงาน

419
00:10:48,997 --> 00:10:52,277

420
00:10:52,277 --> 00:10:52,390
วันแรกจนถึงปัจจุบัน เขาทำงานมาแล้วกี่ปี

421
00:10:52,390 --> 00:10:54,547

422
00:10:54,547 --> 00:10:55,627
ก็จะใช้วันที่ในการคำนวณ

423
00:10:55,627 --> 00:10:56,151
นะคะ

424
00:10:56,151 --> 00:11:00,107

425
00:11:00,107 --> 00:11:00,137
เราก็ต้องพิจารณาตรงนี้ด้วย ถ้าคุณไม่ได้ไปทำฐานข้อมูลด้วยตัวเอง

426
00:11:00,137 --> 00:11:02,177

427
00:11:02,177 --> 00:11:04,279

428
00:11:04,279 --> 00:11:04,851
ข้อมูลที่เป็นข้อความหรือว่า

429
00:11:04,851 --> 00:11:07,427

430
00:11:07,427 --> 00:11:07,668
Text เป็นข้อมูลที่เป็นตัวอักษร ตัวเลข

431
00:11:07,668 --> 00:11:09,327

432
00:11:09,327 --> 00:11:12,072
ดูเลขทำไมถึงบอกว่าเป็น

433
00:11:12,072 --> 00:11:12,455
ถ้าเลขที่ไม่ได้ใช้ในการคำนวณ เช่น

434
00:11:12,455 --> 00:11:14,215

435
00:11:14,215 --> 00:11:14,517
รหัสนักศึกษาพวกคุณ

436
00:11:14,517 --> 00:11:16,385

437
00:11:16,385 --> 00:11:16,945
เราจะไม่เอามาบวกกัน

438
00:11:16,945 --> 00:11:20,904

439
00:11:20,904 --> 00:11:21,941
ไม่มีผลในการคำนวณนะคะ  มันเป็นตัวเลขรหัสเฉย ๆ

440
00:11:21,941 --> 00:11:23,044
สัญลักษณ์

441
00:11:23,044 --> 00:11:23,626
เครื่องหมาย

442
00:11:23,626 --> 00:11:23,930

443
00:11:23,930 --> 00:11:26,642

444
00:11:26,642 --> 00:11:26,997
บางคนอาจจะจำเป็นที่ต้องใส่สัญลักษณ์

445
00:11:26,997 --> 00:11:29,386

446
00:11:29,386 --> 00:11:29,724
อย่างคำนำหน้าชื่อ

447
00:11:29,724 --> 00:11:29,934

448
00:11:29,934 --> 00:11:30,138

449
00:11:30,138 --> 00:11:31,859

450
00:11:31,859 --> 00:11:34,121
บางคนก็จะพิมพ์นางสาว

451
00:11:34,121 --> 00:11:36,711
บางคนพิมพ์ น.ส.

452
00:11:36,711 --> 00:11:37,784
สัญลักษณ์มีเครื่องหมาย

453
00:11:37,784 --> 00:11:40,032
ตัวอักขระ

454
00:11:40,032 --> 00:11:40,395
ที่ผสมกัน

455
00:11:40,395 --> 00:11:41,758

456
00:11:41,758 --> 00:11:42,350
รวมถึงตัวเลข

457
00:11:42,350 --> 00:11:44,994

458
00:11:44,994 --> 00:11:45,181
ตัวเลขนี้ก็จะมีหลายประเภทเหมือนกัน

459
00:11:45,181 --> 00:11:47,611

460
00:11:47,611 --> 00:11:47,829
ก็จะเป็นข้อมูลที่เป็นตัวเลขอาจจะเป็นจำนวนเงิน

461
00:11:47,829 --> 00:11:48,122

462
00:11:48,122 --> 00:11:48,846

463
00:11:48,846 --> 00:11:49,894

464
00:11:49,894 --> 00:11:50,156
การเก็บเงิน

465
00:11:50,156 --> 00:11:51,496

466
00:11:51,496 --> 00:11:52,405
มีให้เลือกหลายรูปแบบ

467
00:11:52,405 --> 00:11:52,965

468
00:11:52,965 --> 00:11:53,668

469
00:11:53,668 --> 00:11:54,909

470
00:11:54,909 --> 00:11:55,660
นะคะ ถ้าเราเลือกข้อมูลแบบ

471
00:11:55,660 --> 00:11:57,843

472
00:11:57,843 --> 00:11:58,007
Byte ข้อมูลที่เราเก็บน่าจะมี

473
00:11:58,007 --> 00:11:59,088

474
00:11:59,088 --> 00:12:00,654
สูงสุด

475
00:12:00,654 --> 00:12:03,581
250

476
00:12:03,581 --> 00:12:04,290
จำนวนเต็มใส่เป็นตัวเลขไม่ได้

477
00:12:04,290 --> 00:12:05,995

478
00:12:05,995 --> 00:12:09,118
integer

479
00:12:09,118 --> 00:12:10,377
ตัวเลขระหว่าง - 3 หมื่นกว่า

480
00:12:10,377 --> 00:12:11,649

481
00:12:11,649 --> 00:12:12,564
จนถึง 32, 000

482
00:12:12,564 --> 00:12:13,976
จำนวนเต็มบวก

483
00:12:13,976 --> 00:12:14,371

484
00:12:14,371 --> 00:12:17,206

485
00:12:17,206 --> 00:12:17,809
บวกเต็มลบไม่มีจุดทศนิยม

486
00:12:17,809 --> 00:12:18,330

487
00:12:18,330 --> 00:12:21,351

488
00:12:21,351 --> 00:12:22,620

489
00:12:22,620 --> 00:12:22,851

490
00:12:22,851 --> 00:12:23,712

491
00:12:23,712 --> 00:12:24,199
ถ้าเป็น Long integer จากหลักหมื่น

492
00:12:24,199 --> 00:12:24,799

493
00:12:24,799 --> 00:12:25,587

494
00:12:25,587 --> 00:12:25,762

495
00:12:25,762 --> 00:12:26,662

496
00:12:26,662 --> 00:12:27,746
20000

497
00:12:27,746 --> 00:12:29,880
อันนี้

498
00:12:29,880 --> 00:12:30,959
การใส่งบประมาณ

499
00:12:30,959 --> 00:12:32,996
เยี่ยมมาก ๆ

500
00:12:32,996 --> 00:12:34,215
หรือข้อมูล

501
00:12:34,215 --> 00:12:36,788

502
00:12:36,788 --> 00:12:37,094
เงินใด ๆ ก็ตามที่เป็นตัวเลขที่

503
00:12:37,094 --> 00:12:37,930

504
00:12:37,930 --> 00:12:40,732
มากกว่า

505
00:12:40,732 --> 00:12:40,885
ค่า integer ธรรมดาขึ้นไป

506
00:12:40,885 --> 00:12:41,662

507
00:12:41,662 --> 00:12:43,053
นะคะ

508
00:12:43,053 --> 00:12:45,757
Single

509
00:12:45,757 --> 00:12:46,104
เป็นตัวเลขที่เป็นจุดทศนิยม

510
00:12:46,104 --> 00:12:46,835

511
00:12:46,835 --> 00:12:49,572
ราคา

512
00:12:49,572 --> 00:12:50,690
อาจจะมีค่าไปจนถึงติดลบ

513
00:12:50,690 --> 00:12:53,607
นะคะ

514
00:12:53,607 --> 00:12:54,898
เป็นทั้งค่าทศนิยมสุดที่เป็นเต็มลบกับเต็มบวก

515
00:12:54,898 --> 00:12:58,898
นะคะ

516
00:12:59,405 --> 00:12:59,832
ต่อมาดับเบิ้ล

517
00:12:59,832 --> 00:13:00,615

518
00:13:00,615 --> 00:13:04,178
ใช้กับ

519
00:13:04,178 --> 00:13:08,046
เลขที่เป็นจุดทศนิยมอย่างเช่นบางทีเราไปซื้อของ

520
00:13:08,046 --> 00:13:10,631
เห็นว่าเขาคำนวณจุดทศนิยมให้เราด้วย แสดงว่า

521
00:13:10,631 --> 00:13:12,922
การเขียนโปรแกรมในการเก็บข้อมูลของเขา

522
00:13:12,922 --> 00:13:13,469
แสดงผลจนถึงจะทศนิยม

523
00:13:13,469 --> 00:13:15,616

524
00:13:15,616 --> 00:13:16,697
1 ตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง 3 ตำแหน่ง

525
00:13:16,697 --> 00:13:17,027
ว่ากันไป

526
00:13:17,027 --> 00:13:19,775

527
00:13:19,775 --> 00:13:20,873
ส่วนมากถ้าเป็นค่าเงิน

528
00:13:20,873 --> 00:13:21,765
นะคะ

529
00:13:21,765 --> 00:13:22,077

530
00:13:22,077 --> 00:13:23,038

531
00:13:23,038 --> 00:13:25,689
ต

532
00:13:25,689 --> 00:13:26,114
่อมาวันที่เวลา

533
00:13:26,114 --> 00:13:26,557

534
00:13:26,557 --> 00:13:26,883

535
00:13:26,883 --> 00:13:30,883

536
00:13:34,290 --> 00:13:38,290
ว่าจะเป็นการระบุข้อมูลที่เป็นรูปแบบวันที่เป็นผชหรือผญแล้วแต่เราจะระบุก็ได้นะคะ

537
00:13:38,662 --> 00:13:38,837
โดยที่มันอาจจะเป็นระบบเต็มก็คือเป็นวันที่และเวลา

538
00:13:38,837 --> 00:13:40,608

539
00:13:40,608 --> 00:13:42,402
แต่ส่วนมากเราจะใช้แบบ

540
00:13:42,402 --> 00:13:44,166
วัน เดือน ปีแค่นั้นนะคะ

541
00:13:44,166 --> 00:13:44,822

542
00:13:44,822 --> 00:13:47,745

543
00:13:47,745 --> 00:13:47,960
กลับ Yes No questions นะคะ

544
00:13:47,960 --> 00:13:48,263

545
00:13:48,263 --> 00:13:48,462

546
00:13:48,462 --> 00:13:49,969

547
00:13:49,969 --> 00:13:53,969
ใช่หรือไม่

548
00:13:55,948 --> 00:13:56,567
มันจะเป็นคำตอบที่เป็นข้อมูลที่มีตรรกะที่มีอยู่ 2 ข้างก็คือจริงกับเท็จ

549
00:13:56,567 --> 00:13:56,757

550
00:13:56,757 --> 00:13:59,197

551
00:13:59,197 --> 00:14:01,948
เช่นตอนนี้คุณเป็นนักศึกษา

552
00:14:01,948 --> 00:14:05,948
เขาก็จะถามว่าจริงหรือเท็จนะคะ

553
00:14:07,835 --> 00:14:08,444
ถ้าเป็นนักศึกษาอยู่ก็ตอบว่า Yes ก็คือใช่ถ้าเรียนตอบแล้วก็ตอบว่า No นะคะ

554
00:14:08,444 --> 00:14:08,652

555
00:14:08,652 --> 00:14:11,327

556
00:14:11,327 --> 00:14:15,327
กลับ OLE object นะคะ

557
00:14:19,940 --> 00:14:21,496
ว่าจะเป็นข้อมูลที่ใช้ในการแนบรูปภาพนะคะ ฐานข้อมูลบางอย่างเขาให้รับแนบรูปภาพด้วยเช่นบางทีรับสมัคร

558
00:14:21,496 --> 00:14:23,336
อาจจะเป็นสมาชิก

559
00:14:23,336 --> 00:14:25,252
หรือสมัครเรียนหนังสือ

560
00:14:25,252 --> 00:14:25,546
หรือสมัครสอบ

561
00:14:25,546 --> 00:14:28,479

562
00:14:28,479 --> 00:14:29,359
เขาก็จะให้เราแนบรูปภาพแนบใบเสร็จ

563
00:14:29,359 --> 00:14:33,359

564
00:14:34,886 --> 00:14:36,021
ถ้าเป็นระบบขายของก็จะเป็นใบเสร็จโอนเงินก็จะแนบรูปภาพมาด้วยนะคะ

565
00:14:36,021 --> 00:14:36,219

566
00:14:36,219 --> 00:14:36,468

567
00:14:36,468 --> 00:14:36,628

568
00:14:36,628 --> 00:14:37,624

569
00:14:37,624 --> 00:14:41,624

570
00:14:46,662 --> 00:14:48,451
ส่วนที่ 3 ก็จะเป็นส่วนของกำหนดค่าเมื่อกี้นี้นะคะ ที่ครูให้ดูในภาพนะคะ ก็จะเป็นการบอกขนาดของข้อมูลในภาพที่เราเก็บ

571
00:14:48,451 --> 00:14:52,451
บอกได้เลยนะคะ

572
00:14:55,467 --> 00:14:56,586
รูปแบบของการแสดงผลข้อมูลจะเป็นอย่างไร การป้อนข้อมูลจะเป็นลักษณะไหนเราสามารถกำหนดได้นะคะ

573
00:14:56,586 --> 00:15:00,586

574
00:15:01,034 --> 00:15:05,034
กำหนดการอธิบายข้อมูลเช่นก่อนที่เราจะกรอกข้อมูลลงไปนี่

575
00:15:08,033 --> 00:15:10,383
ในระบบบางอันถ้าเราเม้าส์ไปชี้เขาก็จะมีคำอธิบายว่าในช่องนี้ให้กรอกข้อมูลแบบไหน

576
00:15:10,383 --> 00:15:11,703

577
00:15:11,703 --> 00:15:14,582
ถ้าเราบอกให้

578
00:15:14,582 --> 00:15:16,855
ต่อบัตรประชาชนถ้าเอาเม้าส์ไปชี้

579
00:15:16,855 --> 00:15:18,132
เขาก็จะบอกว่าให้กรอกเลขจำนว

580
00:15:18,132 --> 00:15:18,940
นเป็นต้น

581
00:15:18,940 --> 00:15:20,228
นะคะ

582
00:15:20,228 --> 00:15:20,864

583
00:15:20,864 --> 00:15:22,726

584
00:15:22,726 --> 00:15:23,679
การจะมีกำหนดค่า

585
00:15:23,679 --> 00:15:23,955
เริ่มต้น

586
00:15:23,955 --> 00:15:25,744

587
00:15:25,744 --> 00:15:26,830
เช่นเขาบอกเขา

588
00:15:26,830 --> 00:15:28,284
ถามวันเกิด

589
00:15:28,284 --> 00:15:30,443

590
00:15:30,443 --> 00:15:34,443
วันเกิดเขาวันที่ 1 มกราคม

591
00:15:36,797 --> 00:15:39,835
ปี 2000 อะไรก็ว่าไปนะคะ ก็จะเป็นค่าเริ่มต้นถ้าคุณไม่ได้เปิดวันนั้น คุณก็เปลี่ยนค่าอื่น

592
00:15:39,835 --> 00:15:40,786
หรืออาจจะเป็นบริจาคนะคะ

593
00:15:40,786 --> 00:15:43,380

594
00:15:43,380 --> 00:15:46,056
ค่าเริ่มต้นอาจจะเป็น 10 บาท

595
00:15:46,056 --> 00:15:46,488
คุณอาจจะเปลี่ยนค่าก็ได้นะคะ

596
00:15:46,488 --> 00:15:47,186

597
00:15:47,186 --> 00:15:49,971

598
00:15:49,971 --> 00:15:50,778
การกำหนดเงื่อนไขของ

599
00:15:50,778 --> 00:15:51,535

600
00:15:51,535 --> 00:15:55,465

601
00:15:55,465 --> 00:15:57,993
ค่า เช่นเงินเดือนนะคะ จะต้องเป็นบวกเสมอ

602
00:15:57,993 --> 00:16:01,993
จะบอกว่าเขาถามเงินเดือนเท่าไหร่

603
00:16:04,227 --> 00:16:04,793
บอกว่าติดลบ 5,000 บาทคือยังไม่ได้ทำงานเลยเป็นหนีไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่ใช่

604
00:16:04,793 --> 00:16:08,793

605
00:16:12,014 --> 00:16:12,630
ต้องคมันฆ่าก็ต้องเป็นห่วงเสมอเช่นอายุจะต้องเป็นจำนวนเต็มบวกเต็มลบไม่ได้

606
00:16:12,630 --> 00:16:13,533

607
00:16:13,533 --> 00:16:14,647

608
00:16:14,647 --> 00:16:15,444

609
00:16:15,444 --> 00:16:19,444
นะคะ

610
00:16:21,280 --> 00:16:22,445
การกำหนดข้อมูลที่แสดงหากไม่ตรงตามเงื่อนไขเงื่อนไขอายุเป็นลบ 20

611
00:16:22,445 --> 00:16:23,969

612
00:16:23,969 --> 00:16:24,205

613
00:16:24,205 --> 00:16:28,205

614
00:16:29,024 --> 00:16:29,931
มันก็จะมีคำสั่งแจ้งเตือนขึ้นมาว่าให้ใส่ข้อมูลที่เป็นค่าบวกเท่านั้น

615
00:16:29,931 --> 00:16:30,113
นะคะ

616
00:16:30,113 --> 00:16:34,113

617
00:16:35,811 --> 00:16:36,077
ก็จะเป็นแบบนี้เราสามารถกำหนดได้ รวมถึงข้อมูลที่

618
00:16:36,077 --> 00:16:36,259

619
00:16:36,259 --> 00:16:36,973

620
00:16:36,973 --> 00:16:38,340

621
00:16:38,340 --> 00:16:39,753
จำเป็นต้อง

622
00:16:39,753 --> 00:16:39,890
กร เว้นว่างไม่ได้

623
00:16:39,890 --> 00:16:43,890

624
00:16:47,648 --> 00:16:51,648
เลขบัตรประชาชน คุณจะบอกว่าไม่มีเลขบัตรประชาชนเป็นไปไม่ได้นะคะ เพราะฉะนั้น ต้องกรอกทุกครั้ง

625
00:16:56,494 --> 00:16:57,799
หรืออาจจะเป็นแบบฟอร์มให้สมัครใด ๆ ก็ตาม ไอ้เลขบัตรประชาชนที่จะเป็นข้อมูลที่จำเป็นที่จะต้องกรอกเสมอนะคะ

626
00:16:57,799 --> 00:16:59,211
ว่างไม่ได้

627
00:16:59,211 --> 00:16:59,391

628
00:16:59,391 --> 00:17:00,050

629
00:17:00,050 --> 00:17:01,527

630
00:17:01,527 --> 00:17:01,992
การกำหนดค่าคีย์หลัก

631
00:17:01,992 --> 00:17:02,860

632
00:17:02,860 --> 00:17:03,291
นะคะ

633
00:17:03,291 --> 00:17:03,818

634
00:17:03,818 --> 00:17:05,605

635
00:17:05,605 --> 00:17:09,500
ทำได้ไงบ้าง

636
00:17:09,500 --> 00:17:09,691
ถ้าทำในโปรแกรมก็คือคุณจะเลือกค่าไหนให้เป็นคีย์หลัก

637
00:17:09,691 --> 00:17:11,152

638
00:17:11,152 --> 00:17:15,152

639
00:17:16,051 --> 00:17:18,021
คลิกที่คอลัมน์นั้น ๆ หรือฟิ์นั้น ๆ ให้กดไอ้ตัวรูปกุญแจ

640
00:17:18,021 --> 00:17:18,189
กุญแจจะหมายถึงที่รัก

641
00:17:18,189 --> 00:17:20,612

642
00:17:20,612 --> 00:17:21,197
หรือ Primary Key นั่นแหละนะคะ

643
00:17:21,197 --> 00:17:22,662

644
00:17:22,662 --> 00:17:24,970
ให้เลือกแล้วก็กด

645
00:17:24,970 --> 00:17:28,970
มันก็จะการ

646
00:17:29,834 --> 00:17:30,462
ในระบบเลยว่าค่านี้มีค่า

647
00:17:30,462 --> 00:17:32,982

648
00:17:32,982 --> 00:17:34,435
ที่หลักของตารางนี้นะคะ

649
00:17:34,435 --> 00:17:35,409

650
00:17:35,409 --> 00:17:39,409

651
00:17:40,915 --> 00:17:41,618
กับความสัมพันธ์มันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป

652
00:17:41,618 --> 00:17:45,618

653
00:17:49,348 --> 00:17:53,348
เราจะมีการพิจารณาเรื่องคีย์หลักของแต่ละตาราง ที่มันจะอ้างอื่นที่หลักของอีกตารางหนึ่งนะคะ

654
00:18:00,194 --> 00:18:02,258
อันนี้เราก็เราจะลองทำในโปรแกรมว่าจะอ้างอิงอย่างไรนะคะ ในตัวโปรแกรมนี่มันก็จะง่ายมาก ถามมันก็จะมีตัวให้เรากดได้เลย

655
00:18:02,258 --> 00:18:02,903
ตามลูกศรสีแดงชี้นะคะ

656
00:18:02,903 --> 00:18:06,861

657
00:18:06,861 --> 00:18:07,085
โปรแกรมค่อนข้างสำเร็จรูปเลยนะคะ

658
00:18:07,085 --> 00:18:07,341

659
00:18:07,341 --> 00:18:08,051

660
00:18:08,051 --> 00:18:08,306

661
00:18:08,306 --> 00:18:12,306

662
00:18:12,725 --> 00:18:16,725
ว่าเราจะสร้างคีย์หลักอย่างไรอันไหนจะเป็นความสัมพันธ์นะคะ

663
00:18:17,855 --> 00:18:21,855
ที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ เราต้องรู้แล้วว่าตารางที่เราสร้าง

664
00:18:26,063 --> 00:18:26,501
สัมพันธ์กันอย่างไร เพราะว่าเราเคยว่าง ER-diagram มาแล้ว ก็คือเหมือนตัวอย่างที่อาจารย์ให้ทำงานหนัก

665
00:18:26,501 --> 00:18:30,501

666
00:18:32,049 --> 00:18:32,546
ผู้แต่งหนังสือกับร้านหนังสือเขาคงมีความสัมพันธ์กันอย่างไรนะคะ

667
00:18:32,546 --> 00:18:34,598

668
00:18:34,598 --> 00:18:34,827
อย่างเช่นตัวอย่าง

669
00:18:34,827 --> 00:18:38,827

670
00:18:40,697 --> 00:18:42,209
ถ้าเราสร้างความสัมพันธ์ได้แล้วมันจะเป็นแบบนี้ค่ะ มันจะมีการเต้นของ 2 ตาราง

671
00:18:42,209 --> 00:18:45,573

672
00:18:45,573 --> 00:18:48,417
ไม่ดูเลยว่าตารางตารางนี้

673
00:18:48,417 --> 00:18:48,876
เขามีความสัมพันธ์กัน

674
00:18:48,876 --> 00:18:51,565

675
00:18:51,565 --> 00:18:52,135
อย่างไร ตารางนี้ค่ะ

676
00:18:52,135 --> 00:18:52,540

677
00:18:52,540 --> 00:18:55,414

678
00:18:55,414 --> 00:18:57,093
ของตารางนี้ มีความสัมพันธ์กันแบบ

679
00:18:57,093 --> 00:18:57,385
1 กลับบ้านกว่า 1

680
00:18:57,385 --> 00:18:57,650

681
00:18:57,650 --> 00:19:01,650

682
00:19:05,325 --> 00:19:08,043
อย่างที่อาจารย์เคยบอกว่าในแต่ละโปรแกรมหรือในแต่ละนักหรือสัญลักษณ์เครื่องหมาย

683
00:19:08,043 --> 00:19:09,754
เขาอาจจะไม่ได้ใช้ตัวเอง

684
00:19:09,754 --> 00:19:12,978
เหมือนที่อาจารย์สอน

685
00:19:12,978 --> 00:19:13,820
แต่มันเป็นความหมายเดียวกันคือ

686
00:19:13,820 --> 00:19:14,947
มานี่

687
00:19:14,947 --> 00:19:18,831

688
00:19:18,831 --> 00:19:22,831
หนึ่ง มีความสัมพันธ์มากกว่า 1 กับอะไรนะคะ

689
00:19:24,202 --> 00:19:25,685
เพราะฉะนั้น เราอ่านของเล่มก็เขียนแบบนี้นะคะ

690
00:19:25,685 --> 00:19:25,892

691
00:19:25,892 --> 00:19:29,892

692
00:19:34,414 --> 00:19:34,794
ให้เราเข้าใจว่ามันมีความหมายเดียวกันแต่ต่างกันที่สัญลักษณ์เฉย ๆ ถ้ามันเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งนะคะ แบบหนึ่ง

693
00:19:34,794 --> 00:19:38,794

694
00:19:41,772 --> 00:19:45,210
ต่อหนึ่ง บางรูปแบบมันจะไม่เห็นกำหนดไว้เลยบอกให้รู้ด้วยตัวเองว่ามันเป็นความสัมพันธ์แบบไหนนะคะ

695
00:19:45,210 --> 00:19:48,314
นี่ one to one  one to many

696
00:19:48,314 --> 00:19:51,589
นะคะ

697
00:19:51,589 --> 00:19:55,589
ข้อพิจารณาในการสร้างฐานข้อมูล

698
00:19:57,189 --> 00:19:58,696
เราต้องรู้ว่าเราจะสร้างฐานข้อมูลมาทำงานเกี่ยวกับระบบอะไร

699
00:19:58,696 --> 00:20:02,696
นะคะ

700
00:20:03,216 --> 00:20:06,535
ตัวอย่างก็คือร้านเช่าหนังสือร้านขายหนังสือ

701
00:20:06,535 --> 00:20:06,834
ในร้านขายหนังสือต้องมีตารางอะไรบ้างนะคะ

702
00:20:06,834 --> 00:20:10,834

703
00:20:11,622 --> 00:20:12,103
มันอาจจะไม่มีแค่ 3 ตัวอะไร ที่อาจารย์ยกตัวอย่างมามากกว่านั้น

704
00:20:12,103 --> 00:20:16,103

705
00:20:16,406 --> 00:20:19,660
คุณจะเช่าหรือคุณจะขายหรือคุณจะมีระบบสมาชิกใหม่นะคะ

706
00:20:19,660 --> 00:20:22,049
รวมถึงรายละเอียดในตาราง

707
00:20:22,049 --> 00:20:24,074
ข้อมูลจะต้องเก็บอะไรบ้าง

708
00:20:24,074 --> 00:20:25,185
เครื่องไหน

709
00:20:25,185 --> 00:20:25,906

710
00:20:25,906 --> 00:20:27,144

711
00:20:27,144 --> 00:20:28,750
มันจะพัง

712
00:20:28,750 --> 00:20:30,044
ไฟตกหรือ

713
00:20:30,044 --> 00:20:30,228

714
00:20:30,228 --> 00:20:31,498

715
00:20:31,498 --> 00:20:32,424
ต่อไป

716
00:20:32,424 --> 00:20:33,756
ก็ต้องดู

717
00:20:33,756 --> 00:20:35,703
ในตาราง

718
00:20:35,703 --> 00:20:39,703
อะไรคือคีย์หลัก

719
00:20:47,778 --> 00:20:47,667

720
00:20:36,075 --> 00:20:40,075

721
00:20:44,572 --> 00:20:47,128
ก็คือค่าที่ห้ามซ้ำกันนั่นเอง อันนี้เราจำได้นะ ความสัมพันธ์ของตารางข้อมูลความสัมพันธ์แบบไหนนะคะ

722
00:20:47,128 --> 00:20:50,489

723
00:20:50,489 --> 00:20:51,284
มีค่าที่ต้องประมวลผลไหม มีการคำนวณไหม

724
00:20:51,284 --> 00:20:53,090

725
00:20:53,090 --> 00:20:56,163
เช่นอายุสมาชิก

726
00:20:56,163 --> 00:21:00,163
หรือวันเข้าทำงาน

727
00:21:01,051 --> 00:21:01,611
ทำงานมาแล้วกี่ปี เพื่อพิจารณาเงินเดือนอะไรก็ว่าไปนะคะ

728
00:21:01,611 --> 00:21:01,810

729
00:21:01,810 --> 00:21:02,261

730
00:21:02,261 --> 00:21:06,261

731
00:21:07,393 --> 00:21:09,167
การแสดงผลของทางหน้าจอเป็นอย่างไร สามารถปริ้นออกมาได้ไหม

732
00:21:09,167 --> 00:21:13,167
ข้อมูลเบื้องต้น

733
00:21:14,538 --> 00:21:15,294
ที่จะใส่ ใส่แล้วเป็นอย่างไรเอาไปใส่ระบบงานอะไร

734
00:21:15,294 --> 00:21:18,739

735
00:21:18,739 --> 00:21:18,942
ไปผนวกแล้วไม่มีปัญหาใหม่นะคะ

736
00:21:18,942 --> 00:21:21,948

737
00:21:21,948 --> 00:21:23,913
อันนี้คือข้อพิจารณาในการสร้างคอม

738
00:21:23,913 --> 00:21:25,452
ฐานข้อมูลขึ้นมา

739
00:21:25,452 --> 00:21:27,495
ในระบบเล็ก ๆ

740
00:21:27,495 --> 00:21:28,524
ต้องพิจารณาเช่นเดียวกันนะคะ

741
00:21:28,524 --> 00:21:28,683

742
00:21:28,683 --> 00:21:28,900

743
00:21:28,900 --> 00:21:29,211

744
00:21:29,211 --> 00:21:30,561

745
00:21:30,561 --> 00:21:30,969

746
00:21:30,969 --> 00:21:34,969

747
00:21:38,932 --> 00:21:42,932
กับก่อนที่เราจะเรียนในตัวโปรแกรมเราต้องรู้จักคำสั่งที่เราสั่งสั่งให้ฐานข้อมูลมาทำงานก่อนนะคะ

748
00:21:43,200 --> 00:21:46,078
ภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลอย่างที่บอกค่ะ

749
00:21:46,078 --> 00:21:48,642
ฐานข้อมูล SQL

750
00:21:48,642 --> 00:21:49,196

751
00:21:49,196 --> 00:21:50,030

752
00:21:50,030 --> 00:21:54,030

753
00:21:57,373 --> 00:22:01,373
เรียนภาษา SQL นะคะ มันก็จะเป็นเรียนรู้คำสั่งพื้นฐาน สำหรับการสร้างโครงสร้างของฐานข้อมูล

754
00:22:04,866 --> 00:22:05,489
คำสั่งในการเรียกดูข้อมูลคำสั่ง สำหรับการปรับปรุงข้อมูลเพิ่ม ลบ แก้ไข อันนี้เราต้องทราบนะคะ

755
00:22:05,489 --> 00:22:05,700

756
00:22:05,700 --> 00:22:09,700

757
00:22:12,104 --> 00:22:12,418
ซึ่งภาษา SQL เป็นภาษาทางด้านฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนะคะ

758
00:22:12,418 --> 00:22:12,912

759
00:22:12,912 --> 00:22:13,998

760
00:22:13,998 --> 00:22:17,998

761
00:22:18,635 --> 00:22:20,532
ชุดคำสั่งที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลและข้อมูลในฐานข้อมูลนะคะ

762
00:22:20,532 --> 00:22:20,853

763
00:22:20,853 --> 00:22:21,292

764
00:22:21,292 --> 00:22:25,292

765
00:22:25,561 --> 00:22:29,561
กลุ่มคำสั่งของภาษา SQL จะมีอยู่ 3 กลุ่มคำสั่ง

766
00:22:29,574 --> 00:22:30,007
คำสั่งแรกก็คือคำสั่งที่ใช้สำหรับการสร้างข้อมูล

767
00:22:30,007 --> 00:22:32,858

768
00:22:32,858 --> 00:22:35,272
กำหนดโครงสร้างฐานข้อมูลด้วยนะคะ

769
00:22:35,272 --> 00:22:39,272
โครงสร้างฐานตาราง

770
00:22:41,460 --> 00:22:43,270
กลุ่มที่ 2 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับเพิ่ม ลบเปลี่ยนแปลงข้อมูล ก็คือเป็นการเปลี่ยน

771
00:22:43,270 --> 00:22:43,718
ลงข้อมูลนั่นเองนะคะ

772
00:22:43,718 --> 00:22:47,718

773
00:22:48,254 --> 00:22:48,915
กลุ่มที่ 3 จะเป็นไฟล์สำหรับการสร้างแล้วก็กำหนดโครงสร้างให้กับ

774
00:22:48,915 --> 00:22:50,436
นะคะ

775
00:22:50,436 --> 00:22:54,436

776
00:22:56,424 --> 00:22:57,431
วันนี้เป็นภาษาที่ไม่ได้ใช้แค่นิยามสำหรับข้อมูลเป็นการสร้างด้วยนะคะ

777
00:22:57,431 --> 00:23:01,431

778
00:23:01,649 --> 00:23:03,981
อย่างในสไลด์อาจารย์ในวันนี้ นี่ถ้าเราเห็น

779
00:23:03,981 --> 00:23:07,981
ทรงกระบอกแบบนี้ นี่

780
00:23:08,025 --> 00:23:09,326
ถ้าในหนังสือในทางสากลนี่

781
00:23:09,326 --> 00:23:13,326

782
00:23:19,796 --> 00:23:22,929
เขาจะรับรู้ได้เลยว่าถ้าเราใส่รูปทรงกระบอกแบบนี้ ในสัญลักษณ์ใด ๆ ที่เป็นโครงสร้างทางคอมพิวเตอร์ ที่เขาจะเรียกว่าอันนี้คือฐานข้อมูลนะคะ

783
00:23:22,929 --> 00:23:23,496
ส่วนข้อมูลผลลัพธ์

784
00:23:23,496 --> 00:23:27,496

785
00:23:27,631 --> 00:23:31,631
ถ้าเป็นรูปภาพแบบนี้แสดงว่าเป็นการแสดงผลรายงานนะคะ

786
00:23:38,592 --> 00:23:38,649

787
00:23:38,649 --> 00:23:38,754
อันนี้ก็เวลาคุณไปอ่านหนังสือเจอหนังสือเล่มอื่น แล้วเขาเขียนแบบนี้นี่ ก็ให้เข้าใจว่าก่อนที่จะออกสารข้อมูลใช้คำสั่ง เพื่อเรียกดูรายงานออกมา

788
00:23:38,754 --> 00:23:41,327

789
00:23:41,327 --> 00:23:43,060
รับผลรายงานเป็นอย่างไรนะคะ

790
00:23:43,060 --> 00:23:43,702

791
00:23:43,702 --> 00:23:44,172

792
00:23:44,172 --> 00:23:48,172

793
00:23:48,992 --> 00:23:52,992
อันนี้เป็นโครงสร้างคำสั่งภาษา SQL สำหรับการสืบค้นนะคะ

794
00:23:54,735 --> 00:23:56,439
คำสั่งที่ใช้ในการสืบค้นคำสั่งที่ใช้บ่อยที่สุด ก็คือคำสั่ง Select

795
00:23:56,439 --> 00:23:58,680
ตัวนี้นะคะ

796
00:23:58,680 --> 00:23:58,837
s e l e c T นะคะ

797
00:23:58,837 --> 00:23:59,737

798
00:23:59,737 --> 00:24:00,077

799
00:24:00,077 --> 00:24:04,077

800
00:24:04,302 --> 00:24:05,334
นักศึกษาบางคนเวลาพิมพ์ทำไมคนรับไม่ได้เหมือนเพื่อน

801
00:24:05,334 --> 00:24:06,498
บางทีพิมพ์ผิด

802
00:24:06,498 --> 00:24:10,498
นะคะ

803
00:24:10,677 --> 00:24:14,677
บางครั้งก็จะตกใจไม่ต้องตกใจ

804
00:24:17,498 --> 00:24:19,512
ภาพผลลัพธ์มันไม่ออกมาเรามานั่งได้ดูก่อนว่าเราพิมพ์อะไรผิดไปหรือเปล่านะคะ

805
00:24:19,512 --> 00:24:21,494
เริ่มสัญลักษณ์อะไรไหม

806
00:24:21,494 --> 00:24:22,167
ทำอะไรหรือเปล่านะคะ

807
00:24:22,167 --> 00:24:23,213

808
00:24:23,213 --> 00:24:27,213
ก็เด้วย

809
00:24:28,211 --> 00:24:32,211
ส่วนมากคำสั่งพื้นฐานจะขึ้นต้นด้วย Select

810
00:24:34,053 --> 00:24:35,521
แล้วจะตามไปอีกรอบนะคะ  selก็คือเราจะแสดงผลข้อมูลอะไร

811
00:24:35,521 --> 00:24:39,171
อย่างที่บอกนะคะ

812
00:24:39,171 --> 00:24:41,027
ต้องพยายามภาษาอังกฤษนิดนึงนะคะ

813
00:24:41,027 --> 00:24:45,027
เพราะว่ามันจำเป็นนะคะ

814
00:24:45,586 --> 00:24:47,033
ปลอมก็คือเราจะเลือกข้อมูลจากตารางไหนนะคะ

815
00:24:47,033 --> 00:24:51,033
where

816
00:24:51,225 --> 00:24:53,203
หมายถึงว่ามีเงื่อนไขในการค้นหาว่าอย่างไรบ้าง

817
00:24:53,203 --> 00:24:53,830
Group by

818
00:24:53,830 --> 00:24:57,830

819
00:24:58,128 --> 00:25:00,759
ข้อมูลจะถูกรวมเป็นข้อมูลเดียวกันหรือไม่นะคะ

820
00:25:00,759 --> 00:25:04,759
มีเงื่อนไขอะไรอีกไหม

821
00:25:05,504 --> 00:25:09,219
รวมถึงการจัดเรียงอย่างไรนะคะ เดี๋ยวจะมีตัวอย่างคำสั่งให้ดู

822
00:25:09,219 --> 00:25:10,809
อาทิตย์นี้ดูตัวอย่างคำสั่งไปก่อนนะคะ

823
00:25:10,809 --> 00:25:13,375

824
00:25:13,375 --> 00:25:15,467
อันนี้เป็นตัวอย่างของข้อมูลนะคะ

825
00:25:15,467 --> 00:25:19,467
อะไรหลังกลับไป

826
00:25:20,384 --> 00:25:23,015
เราจะดูคล้าย ๆ แบบนี้เหมือนกันมีตารางอยู่ 2 ตารางนะคะ

827
00:25:23,015 --> 00:25:23,937
ตารางแรกเป็นตารางหนังสือ

828
00:25:23,937 --> 00:25:26,848

829
00:25:26,848 --> 00:25:27,444
ตารางที่ 2 เป็นตารางสำนักพิมพ์นะคะ

830
00:25:27,444 --> 00:25:31,444

831
00:25:33,022 --> 00:25:34,255
ตารางแรกก็จะมีรหัสหนังสือ ชื่อหนังสือ รหัสสำนักพิมพ์

832
00:25:34,255 --> 00:25:35,532
ราคา

833
00:25:35,532 --> 00:25:39,532
นะคะ

834
00:25:42,224 --> 00:25:46,224
ตารางที่ 2 จะเป็นตารางสำนักพิมพ์ มีรหัสสำนักพิมพ์ แล้วก็ชื่อสำนักพิมพ์นะคะ

835
00:25:46,370 --> 00:25:50,370
คำสั่งแสดงผลมุมบนขวาตรงนี้นะคะ

836
00:25:50,416 --> 00:25:51,862
ส่วนผลลัพธ์ที่ได้ในภาษา SQL จะอยู่ด้านล่างนะคะ

837
00:25:51,862 --> 00:25:52,891

838
00:25:52,891 --> 00:25:53,471
ตัวอย่าง

839
00:25:53,471 --> 00:25:57,471

840
00:25:59,337 --> 00:26:00,659
คำสั่งในการสืบค้นข้อมูล 1 ตารางคำสั่งที่ง่ายที่สุด คือ Si

841
00:26:00,659 --> 00:26:01,796
ปลอม

842
00:26:01,796 --> 00:26:02,401
นะคะ

843
00:26:02,401 --> 00:26:02,752

844
00:26:02,752 --> 00:26:06,752

845
00:26:06,804 --> 00:26:10,804
เวลาอ่านคำสั่งเราก็จะดูตรงนี้นะคะ ตรงนี้

846
00:26:11,284 --> 00:26:13,130
ขึ้นต้นคำสั่งว่าอะไรอยู่ตรงนี้นะคะ

847
00:26:13,130 --> 00:26:13,815

848
00:26:13,815 --> 00:26:16,686

849
00:26:16,686 --> 00:26:18,084
ตัวอย่างการสืบค้นจาก 1 ตารางนะคะ

850
00:26:18,084 --> 00:26:20,247
ดอกจัน

851
00:26:20,247 --> 00:26:21,798
หมายถึงว่าเอา

852
00:26:21,798 --> 00:26:21,991
ข้อมูลทุก ๆ คอลัมน์

853
00:26:21,991 --> 00:26:22,161

854
00:26:22,161 --> 00:26:24,031

855
00:26:24,031 --> 00:26:24,587

856
00:26:24,587 --> 00:26:28,587

857
00:26:29,556 --> 00:26:30,136
หรือเราจะสามารถรู้ได้ว่า เราจะเอาข้อมูลเฉพาะคอลัมน์ไหน

858
00:26:30,136 --> 00:26:31,486

859
00:26:31,486 --> 00:26:31,963

860
00:26:31,963 --> 00:26:33,380

861
00:26:33,380 --> 00:26:34,270

862
00:26:34,270 --> 00:26:34,908

863
00:26:34,908 --> 00:26:36,440

864
00:26:36,440 --> 00:26:36,733
นะคะ ตัวอย่างเช่นตัวนี้

865
00:26:36,733 --> 00:26:38,108

866
00:26:38,108 --> 00:26:41,079
นะคะ

867
00:26:41,079 --> 00:26:42,225
ให้แสดงผลข้อมูลทุกแถว

868
00:26:42,225 --> 00:26:45,635
และทุกคอลัมน์

869
00:26:45,635 --> 00:26:46,021
คำสั่งก็คือ

870
00:26:46,021 --> 00:26:46,315

871
00:26:46,315 --> 00:26:49,367

872
00:26:49,367 --> 00:26:51,352
Seleอาจจะเป็นสตาร์นะคะ

873
00:26:51,352 --> 00:26:51,621
select Start From book

874
00:26:51,621 --> 00:26:54,505

875
00:26:54,505 --> 00:26:55,509
คือเอาข้อมูลทุกแถวทุกคอลัมน์

876
00:26:55,509 --> 00:26:59,509
จากตาราง book

877
00:27:01,212 --> 00:27:01,818
ผลลัพธ์ที่ได้ก็แสดงผลข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในตารางบ นั่นเอง

878
00:27:01,818 --> 00:27:02,585

879
00:27:02,585 --> 00:27:03,034

880
00:27:03,034 --> 00:27:04,569

881
00:27:04,569 --> 00:27:04,807
ถามว่าคำสั่งนี้

882
00:27:04,807 --> 00:27:04,963

883
00:27:04,963 --> 00:27:06,494

884
00:27:06,494 --> 00:27:07,024
ใครสั่ง

885
00:27:07,024 --> 00:27:07,591

886
00:27:07,591 --> 00:27:10,994

887
00:27:10,994 --> 00:27:12,201
บางครั้ง อาจจะเป็นคนที่ดูแลฐานข้อมูล

888
00:27:12,201 --> 00:27:14,968
หรือผู้ใช้งาน

889
00:27:14,968 --> 00:27:15,205
ต้องการจะเรียกดูข้อมูลในลักษณะนี้

890
00:27:15,205 --> 00:27:15,675

891
00:27:15,675 --> 00:27:19,675

892
00:27:19,783 --> 00:27:20,059
คำสั่งที่เกิดขึ้นที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานก็คือ

893
00:27:20,059 --> 00:27:20,656

894
00:27:20,656 --> 00:27:24,656

895
00:27:24,771 --> 00:27:25,074
Select Form อันนี้คือ Sstocker คือเอาทุกแถวทุกคอลัมน์

896
00:27:25,074 --> 00:27:29,074

897
00:27:29,265 --> 00:27:29,371
ถ้าเราไม่เอาทุกแถวทุกคอลัมน์ล่ะเรากำหนดได้ไหม กำหนดได้ค่ะ

898
00:27:29,371 --> 00:27:30,403

899
00:27:30,403 --> 00:27:31,161
คำสั่งต่อมา

900
00:27:31,161 --> 00:27:32,002

901
00:27:32,002 --> 00:27:32,247

902
00:27:32,247 --> 00:27:33,110

903
00:27:33,110 --> 00:27:33,847

904
00:27:33,847 --> 00:27:34,441
Seก็คือเลือด

905
00:27:34,441 --> 00:27:34,631

906
00:27:34,631 --> 00:27:36,408

907
00:27:36,408 --> 00:27:36,664
ชื่อกับราคา

908
00:27:36,664 --> 00:27:36,815

909
00:27:36,815 --> 00:27:38,721

910
00:27:38,721 --> 00:27:39,198
จากตาราง book

911
00:27:39,198 --> 00:27:39,899

912
00:27:39,899 --> 00:27:42,177

913
00:27:42,177 --> 00:27:44,318
ผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้

914
00:27:44,318 --> 00:27:44,726
ก็จะแสดงผลเฉพาะชื่อ

915
00:27:44,726 --> 00:27:45,436

916
00:27:45,436 --> 00:27:47,511

917
00:27:47,511 --> 00:27:48,160
ราคา ของหนังสือเท่านั้น

918
00:27:48,160 --> 00:27:48,301

919
00:27:48,301 --> 00:27:48,570

920
00:27:48,570 --> 00:27:48,858

921
00:27:48,858 --> 00:27:49,080

922
00:27:49,080 --> 00:27:49,411

923
00:27:49,411 --> 00:27:49,709

924
00:27:49,709 --> 00:27:51,657

925
00:27:51,657 --> 00:27:51,866
เพราะว่าอย่างที่อาจารย์เคยบอก

926
00:27:51,866 --> 00:27:54,694

927
00:27:54,694 --> 00:27:56,947
ผู้ใช้งาน แต่ละคนไม่เหมือนกัน

928
00:27:56,947 --> 00:27:59,236
เพราะความอยากดูข้อมูลทั้งหมด

929
00:27:59,236 --> 00:28:01,600
ความอยากดูข้อมูลแค่ 2 อย่าง

930
00:28:01,600 --> 00:28:04,279
สามารถทำได้ไหม ทำได้ค่ะ

931
00:28:04,279 --> 00:28:05,857
ดูข้อมูลอย่างเดียวก็ทำได้

932
00:28:05,857 --> 00:28:09,857
เราต้องบอกให้ดู

933
00:28:10,297 --> 00:28:13,769
อยากได้ข้อมูลจากตารางไหนคอลัมน์อะไรระบุ

934
00:28:13,769 --> 00:28:14,128
ระบบจัดการฐานข้อมูลก็จะดึงข้อมูลมาให้เราดูนะคะ

935
00:28:14,128 --> 00:28:14,900

936
00:28:14,900 --> 00:28:15,488

937
00:28:15,488 --> 00:28:19,124
ประมาณ

938
00:28:19,124 --> 00:28:21,591
ถ้าเป็นการสืบค้นแบบมีเงื่อนไขล่ะ

939
00:28:21,591 --> 00:28:23,118
ไม่เอาคอลัมน์มันไม่พอ

940
00:28:23,118 --> 00:28:23,349
เราอยากเพิ่มเงื่อนไข

941
00:28:23,349 --> 00:28:25,154

942
00:28:25,154 --> 00:28:26,792
คำสั่งที่ใช้ในการ

943
00:28:26,792 --> 00:28:27,798
กินไข่ก็คือคำสั่ง where

944
00:28:27,798 --> 00:28:29,177

945
00:28:29,177 --> 00:28:32,864

946
00:28:32,864 --> 00:28:33,601
ว่าจะเปลี่ยนซิมเล็กผมว่าระดับลงมานะคะ

947
00:28:33,601 --> 00:28:36,964

948
00:28:36,964 --> 00:28:39,263
อาจจะมีเงื่อนไข

949
00:28:39,263 --> 00:28:42,295
อาจจะเป็นเงื่อนไขในการเปรียบเทียบ

950
00:28:42,295 --> 00:28:44,447
เปรียบเทียบนะครับ ดูสัญลักษณ์ทางนี้

951
00:28:44,447 --> 00:28:46,039
มันจะเป็นมากกว่า

952
00:28:46,039 --> 00:28:46,378
ราคา

953
00:28:46,378 --> 00:28:47,515

954
00:28:47,515 --> 00:28:48,472
มากกว่า เท่ากับ

955
00:28:48,472 --> 00:28:49,840
น้อยกว่า

956
00:28:49,840 --> 00:28:50,444
ราคา

957
00:28:50,444 --> 00:28:51,225

958
00:28:51,225 --> 00:28:55,225
พวกนี้

959
00:28:55,599 --> 00:28:57,059
น้อยกว่า เท่ากับ น้อยกว่าเท่ากับอันนี้ไม่เท่ากลับนะคะ

960
00:28:57,059 --> 00:28:58,679

961
00:28:58,679 --> 00:29:01,497
อันนี้เป็นเท่ากับ

962
00:29:01,497 --> 00:29:03,885
มากกว่ากว่าอย่างนี้นะคะ

963
00:29:03,885 --> 00:29:04,096
เดี๋ยวจะทำตัวขั้นให้ทีหลัง

964
00:29:04,096 --> 00:29:06,296

965
00:29:06,296 --> 00:29:06,754
หรือการรวบรวม

966
00:29:06,754 --> 00:29:10,754

967
00:29:11,966 --> 00:29:14,434
และหรือคล้ายกับวิชาคณิตศาสตร์ ที่เราเรียนไปแล้ว

968
00:29:14,434 --> 00:29:14,653
การปฏิเสธ เช่น ไม่เอา

969
00:29:14,653 --> 00:29:16,796

970
00:29:16,796 --> 00:29:18,597
นักศึกษาชายอย่างนี้

971
00:29:18,597 --> 00:29:20,191
ตรวจสอบค่า

972
00:29:20,191 --> 00:29:20,547
ของข้อมูลว่าง

973
00:29:20,547 --> 00:29:24,516

974
00:29:24,516 --> 00:29:26,427
ให้มันดูสิว่า

975
00:29:26,427 --> 00:29:27,969
ข้อมูลตัวไหนมีช่องว่าง

976
00:29:27,969 --> 00:29:30,124
ข้อมูลตัวไหนหายไป

977
00:29:30,124 --> 00:29:33,323
ตรวจสอบเป็นช่วง

978
00:29:33,323 --> 00:29:34,916
เช่นช่วงอายุระหว่าง 15 ถึง 18 ปี

979
00:29:34,916 --> 00:29:35,859

980
00:29:35,859 --> 00:29:36,189

981
00:29:36,189 --> 00:29:39,399

982
00:29:39,399 --> 00:29:42,450
รายชื่อใครมีชื่อจอจาน

983
00:29:42,450 --> 00:29:45,492
ชื่อใครมีสระเอ

984
00:29:45,492 --> 00:29:46,406
ตรวจสอบข้อความ

985
00:29:46,406 --> 00:29:49,615
น

986
00:29:49,615 --> 00:29:50,671
ะคะ ในข้อความนั้นมีคำว่า "นาย

987
00:29:50,671 --> 00:29:54,671

988
00:29:55,382 --> 00:29:55,755
" ก็มีคนที่มีคำขึ้นต้นว่านายทั้งหมดก็ว่าไปนะคะ

989
00:29:55,755 --> 00:29:58,840

990
00:29:58,840 --> 00:30:00,788
มันจะมีการเปรียบเทียบเงื่อนไขด้วยนะคะ

991
00:30:00,788 --> 00:30:01,116
อธิบายไปแล้วนะคะ

992
00:30:01,116 --> 00:30:02,910

993
00:30:02,910 --> 00:30:06,134
กลับมากกว่าน้อยกว่า

994
00:30:06,134 --> 00:30:07,920
มากกว่าเท่ากับน้อยกว่าเท่ากับไม่เท่ากับนะ

995
00:30:07,920 --> 00:30:10,602
อย่างตัวอย่าง

996
00:30:10,602 --> 00:30:10,882
ค้นหาแบบมีเงื่อนไข

997
00:30:10,882 --> 00:30:13,241

998
00:30:13,241 --> 00:30:17,241
นะคะ

999
00:30:17,318 --> 00:30:18,940
คนแรกก็คือให้เอามาแสดงผลเฉพาะชื่อ

1000
00:30:18,940 --> 00:30:21,204
กับราคา

1001
00:30:21,204 --> 00:30:24,572
จากตาราง

1002
00:30:24,572 --> 00:30:24,891
โดยที่มีเงื่อนไขคือราคา

1003
00:30:24,891 --> 00:30:26,368

1004
00:30:26,368 --> 00:30:29,711
น้อยกว่า 1,000

1005
00:30:29,711 --> 00:30:31,234
เงื่อนไขแรก คือ

1006
00:30:31,234 --> 00:30:33,161
แสดงผลเฉพาะชื่อ

1007
00:30:33,161 --> 00:30:36,947
ปรับราคานะคะ

1008
00:30:36,947 --> 00:30:39,555
ขายต่อมาคือ

1009
00:30:39,555 --> 00:30:39,759
ราคาน้อยกว่า 1,000 มาดูที่ราคาค่ะ

1010
00:30:39,759 --> 00:30:41,215

1011
00:30:41,215 --> 00:30:41,335
อันนี้น้อยกว่า 10 อัน

1012
00:30:41,335 --> 00:30:42,773

1013
00:30:42,773 --> 00:30:43,118
อันนี้น้อยกว่า 1,000

1014
00:30:43,118 --> 00:30:44,382

1015
00:30:44,382 --> 00:30:45,776
น้อยกว่า 1,000

1016
00:30:45,776 --> 00:30:47,464

1017
00:30:47,464 --> 00:30:48,477
1,000 แสดงผลไหมคะ

1018
00:30:48,477 --> 00:30:52,150
ไม่แสดงผล

1019
00:30:52,150 --> 00:30:54,556
1950 แสดงผลใดไม่แสดงผล

1020
00:30:54,556 --> 00:30:55,309
เพราะฉะนั้น ก่อนที่มันจะแสดงผล

1021
00:30:55,309 --> 00:30:58,798

1022
00:30:58,798 --> 00:31:02,798
มีอยู่ 5 แถวนะคะ

1023
00:31:03,545 --> 00:31:06,094
มันจะเลือกแสดงผลแค่ชื่อกับราคาเท่านั้น อันนี้คือคำสั่ง

1024
00:31:06,094 --> 00:31:06,670
ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นตัวนี้

1025
00:31:06,670 --> 00:31:10,670
นะคะ

1026
00:31:12,081 --> 00:31:16,081
อันนี้เดี๋ยวเราจะลองทำสัปดาห์หน้า อันนี้อาจารย์ให้ดูภาพก่อนนะคะ

1027
00:31:16,963 --> 00:31:18,199
ตอนนี้เงื่อนไขเหมือนเดิมค่ะ

1028
00:31:18,199 --> 00:31:22,199
ต่างกันที่ว่า

1029
00:31:23,289 --> 00:31:25,485
คำสั่งเปรียบเทียบเป็นน้อยกว่าเท่ากับ 1,000 แสดงว่า

1030
00:31:25,485 --> 00:31:27,688
เหรียญที่มีราคา 1,000

1031
00:31:27,688 --> 00:31:30,866
มันก็จะเอามาแสดงผลด้วย

1032
00:31:30,866 --> 00:31:31,450
เพราะฉะนั้น ต้องดูคำสั่งเปรียบเทียบดี ๆ

1033
00:31:31,450 --> 00:31:33,061
ว่า

1034
00:31:33,061 --> 00:31:34,225
เขาเอาน้อยกว่า

1035
00:31:34,225 --> 00:31:36,268
น้อยกว่าเท่ากับ

1036
00:31:36,268 --> 00:31:38,894
ราคา

1037
00:31:38,894 --> 00:31:40,362
บางทีเราค้นหาสินค้า

1038
00:31:40,362 --> 00:31:42,812
เว็บขายของออนไลน์

1039
00:31:42,812 --> 00:31:43,121
เอาให้มันจัดเรียงตามราคา

1040
00:31:43,121 --> 00:31:46,123

1041
00:31:46,123 --> 00:31:48,910
ก็ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ

1042
00:31:48,910 --> 00:31:50,139
การจัดเรียงว่าเราอยากได้สินค้า

1043
00:31:50,139 --> 00:31:51,143
หนาวที่สุด

1044
00:31:51,143 --> 00:31:52,348
ปัญหามากที่สุด

1045
00:31:52,348 --> 00:31:52,635
ไม่เกิน 2,000

1046
00:31:52,635 --> 00:31:56,223

1047
00:31:56,223 --> 00:31:59,980
เขาก็จะจัดอย่างมาให้ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ

1048
00:31:59,980 --> 00:32:00,475
ที่มาดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาแสดงผลให้เรา

1049
00:32:00,475 --> 00:32:04,346

1050
00:32:04,346 --> 00:32:05,796
ก็เราเป็นแค่ผู้ใช้งานเราไม่รู้ว่าข้างในมันน่ะ

1051
00:32:05,796 --> 00:32:07,468
เขาเขียนอย่างไร

1052
00:32:07,468 --> 00:32:10,084
วันนี้เรารู้แล้วนะคะ

1053
00:32:10,084 --> 00:32:11,771
คำสั่งคอมพิวเตอร์

1054
00:32:11,771 --> 00:32:14,313
สั่งมันว่าอย่างไร

1055
00:32:14,313 --> 00:32:14,594
ต่อมา

1056
00:32:14,594 --> 00:32:16,024

1057
00:32:16,024 --> 00:32:17,520

1058
00:32:17,520 --> 00:32:18,989
เป็นคำสั่งเดิม

1059
00:32:18,989 --> 00:32:20,915
เปลี่ยนเงื่อนไข

1060
00:32:20,915 --> 00:32:24,915

1061
00:32:25,816 --> 00:32:29,816
ให้ราคาไม่เท่ากับ 1,000 บาท เพราะฉะนั้น ก็จะแสดงผลหนังสือทุกเล่ม

1062
00:32:30,377 --> 00:32:31,067
ยกเว้นเล่มที่มีราคา 1,000 จะไม่แสดงผล

1063
00:32:31,067 --> 00:32:33,562

1064
00:32:33,562 --> 00:32:35,721
ดูดี ๆ นะคะ  เงื่อนไขตรงนี้เอง

1065
00:32:35,721 --> 00:32:38,462
ต่างกัน แค่ตรงนี้เองนิดเดียว

1066
00:32:38,462 --> 00:32:38,676
สมมติว่าในข้อสอบอาจารย์ถามว่า

1067
00:32:38,676 --> 00:32:41,115

1068
00:32:41,115 --> 00:32:43,273
ผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้แสดงผลอย่างไร

1069
00:32:43,273 --> 00:32:44,683
นักศึกษาก็ต้องเขียนออกมา

1070
00:32:44,683 --> 00:32:46,299
อาจารย์ดูได้

1071
00:32:46,299 --> 00:32:47,641
จากคำสั่งนี้

1072
00:32:47,641 --> 00:32:50,645

1073
00:32:50,645 --> 00:32:53,804
นะคะ ผลลัพธ์ที่ได้ควรจะเป็นอย่างไร

1074
00:32:53,804 --> 00:32:54,153
อันนี้ไม่มีค่าเงื่อนไขเดียว

1075
00:32:54,153 --> 00:32:57,413

1076
00:32:57,413 --> 00:32:58,111
ถ้ามันมีงานหลายเงื่อนไขล่ะ

1077
00:32:58,111 --> 00:33:01,880

1078
00:33:01,880 --> 00:33:02,803
มันสามารถทำได้หลายเงื่อนไขไหม

1079
00:33:02,803 --> 00:33:02,981
ได้นะคะ

1080
00:33:02,981 --> 00:33:05,895

1081
00:33:05,895 --> 00:33:07,537
มีการเพิ่มขึ้น

1082
00:33:07,537 --> 00:33:07,730
and หรือ O

1083
00:33:07,730 --> 00:33:08,258

1084
00:33:08,258 --> 00:33:10,505

1085
00:33:10,505 --> 00:33:12,688
R คือเป็นไปตามเงื่อนไขทั้งหมด

1086
00:33:12,688 --> 00:33:15,634
พอก็คือ

1087
00:33:15,634 --> 00:33:16,516
เป็นไปตามเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง

1088
00:33:16,516 --> 00:33:17,991
นะคะ

1089
00:33:17,991 --> 00:33:19,478

1090
00:33:19,478 --> 00:33:22,764
อย่างตัวนี้

1091
00:33:22,764 --> 00:33:23,761
คำสั่งลัดดูก่อนเลยอย่างแรกเป็น

1092
00:33:23,761 --> 00:33:27,761

1093
00:33:28,465 --> 00:33:29,664
OR ไอ้เรื่องแสดงผลข้อมูลเฉพาะชื่อกับราคา

1094
00:33:29,664 --> 00:33:30,985

1095
00:33:30,985 --> 00:33:31,275

1096
00:33:31,275 --> 00:33:31,557

1097
00:33:31,557 --> 00:33:32,357

1098
00:33:32,357 --> 00:33:33,289

1099
00:33:33,289 --> 00:33:36,847

1100
00:33:36,847 --> 00:33:37,926
ราคามากกว่า 500 หรือรหัสสำนักพิมพ์

1101
00:33:37,926 --> 00:33:41,926
น้อยกว่า 12

1102
00:33:46,020 --> 00:33:42,433

1103
00:33:39,865 --> 00:33:40,609

1104
00:33:40,609 --> 00:33:41,629

1105
00:33:41,629 --> 00:33:42,856

1106
00:33:42,856 --> 00:33:43,993
ก็มาดูนะคะ

1107
00:33:43,993 --> 00:33:46,060

1108
00:33:46,060 --> 00:33:48,886
เงื่อนไขแรกราคามากกว่า 500

1109
00:33:48,886 --> 00:33:50,729
มีอยู่ 2 เล่มตัวนี้

1110
00:33:50,729 --> 00:33:51,051
นะคะ

1111
00:33:51,051 --> 00:33:51,970

1112
00:33:51,970 --> 00:33:53,274

1113
00:33:53,274 --> 00:33:57,274

1114
00:33:58,196 --> 00:33:58,485
แล้วก็รหัสหรือรหัสสำนักพิมพ์น้อยกว่า 12 อย่างนี้นะคะ

1115
00:33:58,485 --> 00:34:00,166

1116
00:34:00,166 --> 00:34:01,559
อย่างนี้

1117
00:34:01,559 --> 00:34:01,866

1118
00:34:01,866 --> 00:34:03,479

1119
00:34:03,479 --> 00:34:03,980
เพราะฉะนั้น จะแสดงผล

1120
00:34:03,980 --> 00:34:05,269

1121
00:34:05,269 --> 00:34:05,704

1122
00:34:05,704 --> 00:34:07,108

1123
00:34:07,108 --> 00:34:07,698

1124
00:34:07,698 --> 00:34:10,016
5 เล่ม

1125
00:34:10,016 --> 00:34:12,403
นะคะ ถามว่าทำไมอันนี้

1126
00:34:12,403 --> 00:34:13,720
มันราคาไม่เกิน 500 นี่

1127
00:34:13,720 --> 00:34:13,897
ทำไมอยู่

1128
00:34:13,897 --> 00:34:14,683

1129
00:34:14,683 --> 00:34:17,094

1130
00:34:17,094 --> 00:34:18,312
รหัสสำนักพิมพ์มันน้อยกว่า 12

1131
00:34:18,312 --> 00:34:19,494

1132
00:34:19,494 --> 00:34:20,710
มันก็เลย

1133
00:34:20,710 --> 00:34:21,545
แสดงผลด้วยนะคะ

1134
00:34:21,545 --> 00:34:22,428
เป็น 5 เล่ม

1135
00:34:22,428 --> 00:34:24,624

1136
00:34:24,624 --> 00:34:25,838
แตกต่างจากตัวอย่างต่อมา

1137
00:34:25,838 --> 00:34:27,508

1138
00:34:27,508 --> 00:34:29,633

1139
00:34:29,633 --> 00:34:29,728
มันมีเงิน

1140
00:34:29,728 --> 00:34:29,955

1141
00:34:29,955 --> 00:34:32,224

1142
00:34:32,224 --> 00:34:32,809
จะต้องดูทั้งเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ

1143
00:34:32,809 --> 00:34:33,134

1144
00:34:33,134 --> 00:34:36,038

1145
00:34:36,038 --> 00:34:36,242
นะคะ อันนี้คือมันมีเงื่อนไข 2 ข้อก็จริง

1146
00:34:36,242 --> 00:34:38,947

1147
00:34:38,947 --> 00:34:40,900
แต่สามารถเป็นได้ทั้ง 2 ข้อ

1148
00:34:40,900 --> 00:34:42,241
ที่มันสามารถเลือกได้นะคะ

1149
00:34:42,241 --> 00:34:43,273
อันนี้

1150
00:34:43,273 --> 00:34:45,931

1151
00:34:45,931 --> 00:34:46,593
เข้าตามเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อเป๊ะ ๆ เท่านั้น

1152
00:34:46,593 --> 00:34:48,245
น

1153
00:34:48,245 --> 00:34:49,542

1154
00:34:49,542 --> 00:34:50,892
ะคะ เงื่อนไขก็คือ

1155
00:34:50,892 --> 00:34:53,235
ให้ราคา

1156
00:34:53,235 --> 00:34:54,733
กว่าเท่ากับ 500

1157
00:34:54,733 --> 00:34:55,048
ราคา

1158
00:34:55,048 --> 00:34:55,389

1159
00:34:55,389 --> 00:34:58,248

1160
00:34:58,248 --> 00:34:58,545
กว่าเท่ากับ 1,000 นั่นเอง ก็คือเป็นช่วง

1161
00:34:58,545 --> 00:35:00,365

1162
00:35:00,365 --> 00:35:02,040
จะมีเล่มนี้ 500

1163
00:35:02,040 --> 00:35:03,672

1164
00:35:03,672 --> 00:35:05,304
เล่มนี้ 1,000

1165
00:35:05,304 --> 00:35:07,552
มาเล่มอีกได้ไหม

1166
00:35:07,552 --> 00:35:09,728
ไม่ได้เพราะมันเกิน 1,000

1167
00:35:09,728 --> 00:35:11,539
ไม่มีได้ไหม ไม่ได้

1168
00:35:11,539 --> 00:35:15,539
มันน้อยกว่า 500

1169
00:35:15,664 --> 00:35:16,627
เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีอยู่ 2 เล่ม เท่านั้นตามเงื่อนไข

1170
00:35:16,627 --> 00:35:19,331
ร

1171
00:35:19,331 --> 00:35:20,165
ไม่มีเงื่อนไขมากกว่านี้ไหม

1172
00:35:20,165 --> 00:35:23,033
ไม่ได้ค่ะ

1173
00:35:23,033 --> 00:35:24,721
ได้ทั้ง และคอ

1174
00:35:24,721 --> 00:35:26,311

1175
00:35:26,311 --> 00:35:30,311

1176
00:35:30,774 --> 00:35:31,441
อันไหนเป็นแอนก็คือต้องทำตามเงื่อนไขนั้นอย่างเดียวเท่านั้น

1177
00:35:31,441 --> 00:35:32,014

1178
00:35:32,014 --> 00:35:33,293

1179
00:35:33,293 --> 00:35:36,512
ราคา

1180
00:35:36,512 --> 00:35:38,550
เท่ากับ 500 มีเล่มไหนบ้าง

1181
00:35:38,550 --> 00:35:40,554
มีเล่มนี้

1182
00:35:40,554 --> 00:35:41,223

1183
00:35:41,223 --> 00:35:42,130

1184
00:35:42,130 --> 00:35:44,986
นะคะ มีเล่มนี้

1185
00:35:44,986 --> 00:35:45,505

1186
00:35:45,505 --> 00:35:49,505

1187
00:35:50,023 --> 00:35:50,257
Serpico รหัสสำนักพิมพ์เท่ากับ 4

1188
00:35:50,257 --> 00:35:52,351

1189
00:35:52,351 --> 00:35:55,213
กับ 4 มีรุ่นไหนบ้าง

1190
00:35:55,213 --> 00:35:57,275
มีเล่มนี้ค่ะ มีเล่มนี้มีเล่มนี้

1191
00:35:57,275 --> 00:36:00,109

1192
00:36:00,109 --> 00:36:04,109
ทำไมถึงเอา เพราะมันเป็นคำสั่ง

1193
00:36:04,891 --> 00:36:07,326
OR OR ก็คือสามารถยอมรับได้นะคะ

1194
00:36:07,326 --> 00:36:08,141
แสดงผลมา 5 เล่ม

1195
00:36:08,141 --> 00:36:09,256

1196
00:36:09,256 --> 00:36:09,600
อันนี้เป็นเพื่

1197
00:36:09,600 --> 00:36:09,942

1198
00:36:09,942 --> 00:36:11,343

1199
00:36:11,343 --> 00:36:11,755

1200
00:36:11,755 --> 00:36:15,023

1201
00:36:15,023 --> 00:36:16,535
อมันเขียนให้มันสั้นกว่านี้อยู่เดี๋ยวดูไป

1202
00:36:16,535 --> 00:36:16,921
มีอีกหลายตัวอย่างนะคะ

1203
00:36:16,921 --> 00:36:16,926

1204
00:36:16,926 --> 00:36:17,324

1205
00:36:17,324 --> 00:36:17,332

1206
00:36:17,332 --> 00:36:17,755

1207
00:36:17,755 --> 00:36:19,817

1208
00:36:19,817 --> 00:36:21,480
ตอบมาเป็นเงื่อนไขในการปฏิเสธ

1209
00:36:21,480 --> 00:36:22,354
ก็คือไม่เอา

1210
00:36:22,354 --> 00:36:24,232

1211
00:36:24,232 --> 00:36:25,315
ก็คือคำสั่ง N

1212
00:36:25,315 --> 00:36:25,322

1213
00:36:25,322 --> 00:36:25,549

1214
00:36:25,549 --> 00:36:25,812

1215
00:36:25,812 --> 00:36:25,996

1216
00:36:25,996 --> 00:36:26,172

1217
00:36:26,172 --> 00:36:27,807

1218
00:36:27,807 --> 00:36:28,130
OT อย่างเช่นคำสั่งนี้

1219
00:36:28,130 --> 00:36:29,285

1220
00:36:29,285 --> 00:36:29,741
เงื่อนไขคือ

1221
00:36:29,741 --> 00:36:30,692

1222
00:36:30,692 --> 00:36:31,142
ไม่เอา

1223
00:36:31,142 --> 00:36:31,315

1224
00:36:31,315 --> 00:36:34,030

1225
00:36:34,030 --> 00:36:35,879
รหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่าเท่ากับ 4

1226
00:36:35,879 --> 00:36:37,560
อันนี้ตัดไป

1227
00:36:37,560 --> 00:36:39,482
ตัดไป ตัดไป

1228
00:36:39,482 --> 00:36:39,902
เพราะฉะนั้น แสดงผลที่เหลือ

1229
00:36:39,902 --> 00:36:42,033

1230
00:36:42,033 --> 00:36:43,189
อันนี้คือเงื่อนไขง่าย ๆ

1231
00:36:43,189 --> 00:36:46,083
อย่างเช่น

1232
00:36:46,083 --> 00:36:46,366
เราหาซื้อของออนไลน์

1233
00:36:46,366 --> 00:36:46,529

1234
00:36:46,529 --> 00:36:49,936

1235
00:36:49,936 --> 00:36:50,579
ไม่อยากได้สีแดง เราก็เลยบอกว่าไม่เอาสีแดง

1236
00:36:50,579 --> 00:36:50,837

1237
00:36:50,837 --> 00:36:51,309

1238
00:36:51,309 --> 00:36:52,918

1239
00:36:52,918 --> 00:36:54,152
มันก็แสดงผล

1240
00:36:54,152 --> 00:36:54,827
สินค้าที่เหลือมาให้

1241
00:36:54,827 --> 00:36:54,995

1242
00:36:54,995 --> 00:36:58,191

1243
00:36:58,191 --> 00:36:58,357
นะคะ หรือการหาค่าว่าง

1244
00:36:58,357 --> 00:37:01,007

1245
00:37:01,007 --> 00:37:04,148
หรือไม่มีค่าในข้อมูลนั้น ๆ

1246
00:37:04,148 --> 00:37:04,355
จะลองดูสิว่าในราคานี้

1247
00:37:04,355 --> 00:37:07,933

1248
00:37:07,933 --> 00:37:08,441
ในส่วนของราคามีอะไรเป็นค่าว่างบ้าง

1249
00:37:08,441 --> 00:37:11,425

1250
00:37:11,425 --> 00:37:12,028
ตัวนี้เป็นว่าค่าว่างนะคะ

1251
00:37:12,028 --> 00:37:13,757

1252
00:37:13,757 --> 00:37:16,449
ก็จะมีอยู่แค่เล่มเดียว

1253
00:37:16,449 --> 00:37:19,011
ที่ไม่มีข้อมูลสำนักพิมพ์

1254
00:37:19,011 --> 00:37:19,240
ไม่มีข้อมูลราคา มีอยู่เล่มเดียว

1255
00:37:19,240 --> 00:37:21,002

1256
00:37:21,002 --> 00:37:24,193
อันนี้เอาไว้เช็กว่า

1257
00:37:24,193 --> 00:37:24,426
ข้อมูลเรามีข้อมูลอะไรหายไปหรือเปล่า

1258
00:37:24,426 --> 00:37:24,630

1259
00:37:24,630 --> 00:37:27,681

1260
00:37:27,681 --> 00:37:29,351
ก็สามารถให้คอมพิวเตอร์มันเช็กให้เราได้นะคะ

1261
00:37:29,351 --> 00:37:30,729

1262
00:37:30,729 --> 00:37:31,285
ในทางกลับกัน

1263
00:37:31,285 --> 00:37:32,712

1264
00:37:32,712 --> 00:37:32,877
ให้มันเช็กว่า

1265
00:37:32,877 --> 00:37:35,676

1266
00:37:35,676 --> 00:37:36,027
มีข้อมูลอะไรบ้าง ที่ไม่ใช่ค่าว่าง

1267
00:37:36,027 --> 00:37:37,086

1268
00:37:37,086 --> 00:37:39,572
ก็ใช้คำสั่ง

1269
00:37:39,572 --> 00:37:39,814
ที่ใกล้เคียงกันแค่นั้นเองนะคะ

1270
00:37:39,814 --> 00:37:40,083

1271
00:37:40,083 --> 00:37:41,478

1272
00:37:41,478 --> 00:37:41,892
เพราะฉะนั้น ภาษาอังกฤษ

1273
00:37:41,892 --> 00:37:43,225

1274
00:37:43,225 --> 00:37:46,127
ค่อนข้างง่ายค่ะ

1275
00:37:46,127 --> 00:37:50,127
เป็นคำง่าย ๆ พยายามลองแปลดู

1276
00:37:53,174 --> 00:37:58,671

1277
00:37:46,737 --> 00:37:49,544

1278
00:37:49,544 --> 00:37:49,824
คำศัพท์ก็ไม่ใช่ค

1279
00:37:49,824 --> 00:37:50,721

1280
00:37:50,721 --> 00:37:53,027
ำศัพท์ที่ซับซ้อนอะไรมาก

1281
00:37:53,027 --> 00:37:53,539
ที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล

1282
00:37:53,539 --> 00:37:55,659

1283
00:37:55,659 --> 00:37:56,305
ที่เราใช้ AND ใช้ออยนะคะ

1284
00:37:56,305 --> 00:37:57,880

1285
00:37:57,880 --> 00:37:58,847
ค่อนข้างยาว

1286
00:37:58,847 --> 00:37:59,189

1287
00:37:59,189 --> 00:37:59,626

1288
00:37:59,626 --> 00:38:02,569

1289
00:38:02,569 --> 00:38:03,274
เราจะเปลี่ยนใหม่เป็นคำสั่ง Between

1290
00:38:03,274 --> 00:38:03,794

1291
00:38:03,794 --> 00:38:04,035

1292
00:38:04,035 --> 00:38:04,601

1293
00:38:04,601 --> 00:38:06,081

1294
00:38:06,081 --> 00:38:08,074
เมื่อคืนระหว่าง

1295
00:38:08,074 --> 00:38:08,704
เท่าไร ถึงเท่าไรนะคะ

1296
00:38:08,704 --> 00:38:08,933

1297
00:38:08,933 --> 00:38:09,286

1298
00:38:09,286 --> 00:38:09,407

1299
00:38:09,407 --> 00:38:12,366

1300
00:38:12,366 --> 00:38:13,318
เทียบกันดูนะคะ ถ้าเราใช้คำสั่งนี้

1301
00:38:13,318 --> 00:38:14,340

1302
00:38:14,340 --> 00:38:15,028
นะคะ

1303
00:38:15,028 --> 00:38:15,315

1304
00:38:15,315 --> 00:38:15,571

1305
00:38:15,571 --> 00:38:18,716

1306
00:38:18,716 --> 00:38:20,052
ให้แสดงผลคอลัมน์นะคะ ที่มีค่าระหว่าง

1307
00:38:20,052 --> 00:38:22,322
10-20

1308
00:38:22,322 --> 00:38:24,212
เราพิมพ์แค่นี้เอง

1309
00:38:24,212 --> 00:38:24,528
นะคะ

1310
00:38:24,528 --> 00:38:24,864

1311
00:38:24,864 --> 00:38:26,080

1312
00:38:26,080 --> 00:38:30,080

1313
00:38:30,667 --> 00:38:30,998
แต่ถ้าเราจำคำสั่ง Between AND ไม่ได้ เราต้องพิมพ์ยาวมากอย่างนี้นะคะ

1314
00:38:30,998 --> 00:38:32,362

1315
00:38:32,362 --> 00:38:33,906
คำสั่งตัวนี้

1316
00:38:33,906 --> 00:38:34,166
มันเลยทำให้เรา

1317
00:38:34,166 --> 00:38:36,723

1318
00:38:36,723 --> 00:38:37,607
ทำงานได้เร็วขึ้น พิมพ์น้อยลง

1319
00:38:37,607 --> 00:38:37,965
นะคะ

1320
00:38:37,965 --> 00:38:38,499

1321
00:38:38,499 --> 00:38:39,657

1322
00:38:39,657 --> 00:38:41,319
อย่างเช่นตัวนี้

1323
00:38:41,319 --> 00:38:43,683
นะคะ

1324
00:38:43,683 --> 00:38:44,124
เงื่อนไขคือ

1325
00:38:44,124 --> 00:38:44,585

1326
00:38:44,585 --> 00:38:45,654

1327
00:38:45,654 --> 00:38:46,540

1328
00:38:46,540 --> 00:38:46,736

1329
00:38:46,736 --> 00:38:46,914

1330
00:38:46,914 --> 00:38:50,366

1331
00:38:50,366 --> 00:38:53,052
ให้เลือกชื่อหนังสือกับราคามาโดยมีเงื่อนไขคือ

1332
00:38:53,052 --> 00:38:53,553
ราคาอยู่ในระหว่าง 500-1,000

1333
00:38:53,553 --> 00:38:54,904

1334
00:38:54,904 --> 00:38:56,648
ก็มีกี่เล่มคะ

1335
00:38:56,648 --> 00:38:56,748

1336
00:38:56,748 --> 00:38:58,104

1337
00:38:58,104 --> 00:38:59,069
มีอยู่ 2 เล่ม

1338
00:38:59,069 --> 00:39:00,291
500

1339
00:39:00,291 --> 00:39:00,901
-1,000

1340
00:39:00,901 --> 00:39:01,245

1341
00:39:01,245 --> 00:39:01,429

1342
00:39:01,429 --> 00:39:03,325

1343
00:39:03,325 --> 00:39:04,156
พิมพ์สั้นลงเยอะเลยนะคะ

1344
00:39:04,156 --> 00:39:04,291

1345
00:39:04,291 --> 00:39:06,204

1346
00:39:06,204 --> 00:39:07,086
พิมพ์สั้นลงเยอะเลย

1347
00:39:07,086 --> 00:39:07,979

1348
00:39:07,979 --> 00:39:08,160

1349
00:39:08,160 --> 00:39:08,345

1350
00:39:08,345 --> 00:39:08,718

1351
00:39:08,718 --> 00:39:10,035

1352
00:39:10,035 --> 00:39:10,534
กับเงื่อนไขต่อมา

1353
00:39:10,534 --> 00:39:11,318

1354
00:39:11,318 --> 00:39:11,621

1355
00:39:11,621 --> 00:39:11,989

1356
00:39:11,989 --> 00:39:15,804

1357
00:39:15,804 --> 00:39:17,483
ราคาไม่อยู่ในช่วงระหว่าง 500 ถึง 1,000

1358
00:39:17,483 --> 00:39:17,786

1359
00:39:17,786 --> 00:39:19,876

1360
00:39:19,876 --> 00:39:20,288
มีอะไร 500 ตัดออก

1361
00:39:20,288 --> 00:39:21,683

1362
00:39:21,683 --> 00:39:23,611
1,000 ตัดออก

1363
00:39:23,611 --> 00:39:24,045

1364
00:39:24,045 --> 00:39:26,043

1365
00:39:26,043 --> 00:39:28,033
เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์ที่ได้

1366
00:39:28,033 --> 00:39:28,210
ก็จะมีอยู่ทุกเล่มเลย

1367
00:39:28,210 --> 00:39:31,258

1368
00:39:31,258 --> 00:39:32,355
ยกเว้นเล่มที่ราคา 500 กับ 1,000

1369
00:39:32,355 --> 00:39:33,658

1370
00:39:33,658 --> 00:39:36,127
นะคะ

1371
00:39:36,127 --> 00:39:40,127

1372
00:39:40,161 --> 00:39:40,679
หรือเราอาจจะค้นหาข้อมูลตามค่าที่เราต้องการ

1373
00:39:40,679 --> 00:39:41,864

1374
00:39:41,864 --> 00:39:43,797
นะคะ

1375
00:39:43,797 --> 00:39:46,747
เราจะใช้คำสั่ง

1376
00:39:46,747 --> 00:39:48,470
เงื่อนไขเพิ่มเติมเข้ามา ก็คือ in

1377
00:39:48,470 --> 00:39:50,650
i-n ตัวนี้

1378
00:39:50,650 --> 00:39:52,407
i-n ตัวนี้

1379
00:39:52,407 --> 00:39:52,964

1380
00:39:52,964 --> 00:39:55,642

1381
00:39:55,642 --> 00:39:57,184
เช่น ข้อมูลที่เราต้องการ ก็คือ

1382
00:39:57,184 --> 00:39:59,808
อาจจะมีตัวเลข

1383
00:39:59,808 --> 00:40:00,357
ให้หาตัวเลขที่

1384
00:40:00,357 --> 00:40:02,875

1385
00:40:02,875 --> 00:40:06,875
ระหว่าง 1-10

1386
00:40:09,556 --> 00:40:13,556

1387
00:40:10,379 --> 00:40:11,454
นะคะ

1388
00:40:03,872 --> 00:40:04,389

1389
00:40:04,389 --> 00:40:04,661

1390
00:40:04,661 --> 00:40:05,438

1391
00:40:05,438 --> 00:40:09,438

1392
00:40:11,312 --> 00:40:13,380
ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็น 1 3 5 7 9 อันนี้เรารู้อยู่แล้ว และจำนวนคี่ระหว่าง 1 ถึง 7

1393
00:40:13,380 --> 00:40:16,804

1394
00:40:16,804 --> 00:40:18,900
ชื่อคนที่ขึ้นชื่อด้วยส เสือ ม ม้า

1395
00:40:18,900 --> 00:40:20,809

1396
00:40:20,809 --> 00:40:21,328
มีอะไรบ้าง

1397
00:40:21,328 --> 00:40:23,381

1398
00:40:23,381 --> 00:40:27,244
สมชาย สมพงษ์ สมศักดิ์

1399
00:40:27,244 --> 00:40:30,627
อะไรก็ว่าไป สมมติได้ฐานข้อมูลตัวอย่าง ก็คือ

1400
00:40:30,627 --> 00:40:31,057
เงื่อนไขให้แสดงชื่อหนังสือกับราคา

1401
00:40:31,057 --> 00:40:31,258

1402
00:40:31,258 --> 00:40:33,691

1403
00:40:33,691 --> 00:40:37,182
ที่ราคาหนังสือนะคะ

1404
00:40:37,182 --> 00:40:38,757

1405
00:40:38,757 --> 00:40:39,238
มีค่าส่ง 150 บาท

1406
00:40:39,238 --> 00:40:41,133

1407
00:40:41,133 --> 00:40:42,226

1408
00:40:42,226 --> 00:40:46,018
1,000

1409
00:40:46,018 --> 00:40:47,960
เล่ม ไหนมี 250 มีไหม

1410
00:40:47,960 --> 00:40:49,596
1 เล่ม 500 มีไหม

1411
00:40:49,596 --> 00:40:50,538
500 มี 1 เล่ม

1412
00:40:50,538 --> 00:40:51,119

1413
00:40:51,119 --> 00:40:53,253

1414
00:40:53,253 --> 00:40:56,122
750 มีไหม ไม่มี

1415
00:40:56,122 --> 00:40:57,267
1,000 มีไหม

1416
00:40:57,267 --> 00:41:00,262

1417
00:41:00,262 --> 00:41:04,091
เพราะฉะนั้น แสดงผล 3 เล่ม

1418
00:41:04,091 --> 00:41:05,628
ถามว่าเราค้นหาไม่เจอแล้วมันเกิดอะไรขึ้นไหม

1419
00:41:05,628 --> 00:41:05,869
ไม่เจอ ก็คือไม่เจอ

1420
00:41:05,869 --> 00:41:09,321

1421
00:41:09,321 --> 00:41:10,278
ข้อมูลมาแล้วไม่มี 750

1422
00:41:10,278 --> 00:41:10,997
แค่นั้นเอง

1423
00:41:10,997 --> 00:41:11,184

1424
00:41:11,184 --> 00:41:12,197

1425
00:41:12,197 --> 00:41:16,197
นะคะ

1426
00:41:22,663 --> 00:41:19,349

1427
00:41:16,172 --> 00:41:19,445

1428
00:41:19,445 --> 00:41:22,721
หรือการค้นหาหนังสือที่ราคา

1429
00:41:22,721 --> 00:41:23,046
ไม่อยู่ในราคาที่ 250

1430
00:41:23,046 --> 00:41:23,791

1431
00:41:23,791 --> 00:41:24,232

1432
00:41:24,232 --> 00:41:27,018

1433
00:41:27,018 --> 00:41:27,779
250 ตัดออกไป 500 เอาไหม ไม่เอา

1434
00:41:27,779 --> 00:41:28,061

1435
00:41:28,061 --> 00:41:28,336

1436
00:41:28,336 --> 00:41:29,947

1437
00:41:29,947 --> 00:41:30,574
500

1438
00:41:30,574 --> 00:41:32,129

1439
00:41:32,129 --> 00:41:32,355
150 ไม่มี

1440
00:41:32,355 --> 00:41:33,663

1441
00:41:33,663 --> 00:41:35,176
1,000

1442
00:41:35,176 --> 00:41:36,374
ที่ตัดออก

1443
00:41:36,374 --> 00:41:36,980

1444
00:41:36,980 --> 00:41:37,164

1445
00:41:37,164 --> 00:41:39,025

1446
00:41:39,025 --> 00:41:40,654
ชั้นหนังสือเล่มที่มี

1447
00:41:40,654 --> 00:41:44,614
หรือ ก็เขาบอกว่าไม่เอา

1448
00:41:44,614 --> 00:41:44,981
ซื้อ 250 ไม่เอา 500 750 ไม่เอา 1000

1449
00:41:44,981 --> 00:41:47,179

1450
00:41:47,179 --> 00:41:50,077
ค่าที่เหลือ

1451
00:41:50,077 --> 00:41:52,358
แค่นั้นเองก็คือการตัดออกนั่นแหละค่ะ

1452
00:41:52,358 --> 00:41:55,674

1453
00:41:55,674 --> 00:41:55,926
อันนี้ประกันระบุราคามาแล้ว

1454
00:41:55,926 --> 00:41:57,979

1455
00:41:57,979 --> 00:42:00,561
เราจะระบุเป็นข้อความนะคะ

1456
00:42:00,561 --> 00:42:02,808
ตัวอักษรก็ได้

1457
00:42:02,808 --> 00:42:03,066
คำสั่ง in

1458
00:42:03,066 --> 00:42:05,069

1459
00:42:05,069 --> 00:42:05,209
คราวนี้จะเป็นอย่างไร

1460
00:42:05,209 --> 00:42:08,018

1461
00:42:08,018 --> 00:42:08,153
Like เหมือนกดไลค์

1462
00:42:08,153 --> 00:42:11,138

1463
00:42:11,138 --> 00:42:14,349

1464
00:42:14,349 --> 00:42:14,591
นี่ล่ะ ก็จะเป็นการค้นหาส่งข้อความ

1465
00:42:14,591 --> 00:42:15,975

1466
00:42:15,975 --> 00:42:17,477

1467
00:42:17,477 --> 00:42:19,804
ชื่อเต็ม ๆ ของเขา

1468
00:42:19,804 --> 00:42:21,249
อาจจะเป็นส่วนของชื่อก็ได้

1469
00:42:21,249 --> 00:42:25,249

1470
00:42:25,550 --> 00:42:27,684
จำชื่อเขาไม่ได้ เขาชื่อสม สม พงษ์ พงษ์ อะไรแบบนี้

1471
00:42:27,684 --> 00:42:29,014
ส่วนของคำ

1472
00:42:29,014 --> 00:42:31,657
ชื่อว่า

1473
00:42:31,657 --> 00:42:34,526
สมพงศ์ จำคำที่ขึ้นต้นเขาไม่ได้

1474
00:42:34,526 --> 00:42:36,197
ส่วนก็สามารถค้นหาได้เหมือนกัน

1475
00:42:36,197 --> 00:42:36,881

1476
00:42:36,881 --> 00:42:39,699

1477
00:42:39,699 --> 00:42:41,187
เป็นบางคนอาจจะพิมพ์คำว่า Microsoft

1478
00:42:41,187 --> 00:42:41,460
ผิด หรือจำไม่ได้

1479
00:42:41,460 --> 00:42:44,590

1480
00:42:44,590 --> 00:42:44,958
ค้นหาได้เหมือนกัน เป็นบางส่วนของข้อความนะคะ

1481
00:42:44,958 --> 00:42:45,548

1482
00:42:45,548 --> 00:42:47,910

1483
00:42:47,910 --> 00:42:49,308
โดยที่

1484
00:42:49,308 --> 00:42:51,532

1485
00:42:51,532 --> 00:42:54,040
ค้นหาสูตรของข้อความใด

1486
00:42:54,040 --> 00:42:54,432
ๆ โดยที่ไม่จำกัดตัวอักษร

1487
00:42:54,432 --> 00:42:58,432

1488
00:42:59,013 --> 00:43:00,289
เราจะใช้เป็นตัว % หรือว่าตัว star เป็นดอกจันตรงนี้ก็ได้

1489
00:43:00,289 --> 00:43:04,118
มีตัวอย่างให้ดู

1490
00:43:04,118 --> 00:43:05,977
หรือไปส่งของข้อความใด

1491
00:43:05,977 --> 00:43:06,911
ที่มีขนาดแค่ 1 ตัวอักษร

1492
00:43:06,911 --> 00:43:08,814

1493
00:43:08,814 --> 00:43:10,518
อันเดอร์สกอร์

1494
00:43:10,518 --> 00:43:12,549
หรือเครื่องหมายความ

1495
00:43:12,549 --> 00:43:13,923
ถ้าในส่วนของ

1496
00:43:13,923 --> 00:43:14,667
โปรแกรม Microsoft

1497
00:43:14,667 --> 00:43:17,451

1498
00:43:17,451 --> 00:43:18,011
access เราใช้เป็นเครื่องหมายคำถาม

1499
00:43:18,011 --> 00:43:18,713

1500
00:43:18,713 --> 00:43:19,978

1501
00:43:19,978 --> 00:43:20,162

1502
00:43:20,162 --> 00:43:20,366

1503
00:43:20,366 --> 00:43:21,351

1504
00:43:21,351 --> 00:43:23,773
หรือวงเล็บ

1505
00:43:23,773 --> 00:43:27,466
เป็นวงเล็บสี่เหลี่ยมแบบนี้

1506
00:43:27,466 --> 00:43:27,765
ก็คือให้ตัวอักษรใน ๆ ที่ปรากฏในช่อง

1507
00:43:27,765 --> 00:43:28,857

1508
00:43:28,857 --> 00:43:31,237

1509
00:43:31,237 --> 00:43:33,716
ต้องเป็นตัวอักษรนั้นเท่านั้น

1510
00:43:33,716 --> 00:43:35,576

1511
00:43:35,576 --> 00:43:37,684
ถ้ามีเครื่องหมายตกใจ

1512
00:43:37,684 --> 00:43:39,883

1513
00:43:39,883 --> 00:43:40,961
ไม่เอาตัวอักษรนั้นนะคะ

1514
00:43:40,961 --> 00:43:43,033

1515
00:43:43,033 --> 00:43:45,984
หรืออาจจะเป็นช่วงตัวอักษรก็ได้

1516
00:43:45,984 --> 00:43:49,984
ยกตัวอย่างแล้วกัน มันจะได้เห็นภาพนะคะ

1517
00:43:50,445 --> 00:43:51,387
เช่น เงื่อนไขคือ

1518
00:43:51,387 --> 00:43:52,411

1519
00:43:52,411 --> 00:43:56,411

1520
00:43:56,730 --> 00:43:57,668
ค้นหาชื่อหนังสือและตารางที่ชื่อหนังสือ

1521
00:43:57,668 --> 00:43:58,323

1522
00:43:58,323 --> 00:43:59,528

1523
00:43:59,528 --> 00:44:00,761

1524
00:44:00,761 --> 00:44:02,810

1525
00:44:02,810 --> 00:44:04,668
ด้วย m ตามด้วยอะไรก็ได้

1526
00:44:04,668 --> 00:44:07,677

1527
00:44:07,677 --> 00:44:10,183
ไปเชียงใหม่เลยจนตอนนี้ขึ้นต้น ๆ

1528
00:44:10,183 --> 00:44:13,344
นาฏศิลป์ ๆ กันด้วยอะไรบ้าง

1529
00:44:13,344 --> 00:44:14,401
ในตารางเราดูสิคะขึ้นต้นด้วยตัว n

1530
00:44:14,401 --> 00:44:15,683
มี 1 ชื่อ

1531
00:44:15,683 --> 00:44:17,497
มี 2 ชื่อ

1532
00:44:17,497 --> 00:44:18,169
เพราะฉะนั้น แสดงผล 2 อัน

1533
00:44:18,169 --> 00:44:19,260

1534
00:44:19,260 --> 00:44:20,220
ขึ้นต้นด้วยตัว

1535
00:44:20,220 --> 00:44:24,027
n นะคะ

1536
00:44:24,027 --> 00:44:28,027
อันอื่นไม่ได้ขึ้นต้นด้วย N แล้ว

1537
00:44:29,810 --> 00:44:30,710
เงื่อนไขต่อมา หาชื่อหนังสือ

1538
00:44:30,710 --> 00:44:30,982

1539
00:44:30,982 --> 00:44:34,956

1540
00:44:34,956 --> 00:44:37,274
ที่ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้

1541
00:44:37,274 --> 00:44:41,274
แต่ในชื่อนั้นมีตัว C

1542
00:44:41,825 --> 00:44:42,459
ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้ค่ะ ลงท้ายอะไรก็ได้

1543
00:44:42,459 --> 00:44:46,459
นะคะ

1544
00:44:47,804 --> 00:44:51,067
แต่ตรงในนั้นน่ะ ในคำนั้นน่ะต้องมีตัว C

1545
00:44:51,067 --> 00:44:53,226
อันแรกชื่อแรกมีไหมคะ ตัว C ชื่อ

1546
00:44:53,226 --> 00:44:54,233
ที่ 2

1547
00:44:54,233 --> 00:44:55,689

1548
00:44:55,689 --> 00:44:59,689

1549
00:45:00,582 --> 00:45:00,754
ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้แต่

1550
00:45:00,754 --> 00:45:03,302

1551
00:45:03,302 --> 00:45:04,296
นักสืบต่อมามีไหมมีตัว C

1552
00:45:04,296 --> 00:45:06,102
มี

1553
00:45:06,102 --> 00:45:10,102
ตัวนี้ก็มีนะคะ

1554
00:45:13,832 --> 00:45:18,182
ตัวนี้

1555
00:45:06,765 --> 00:45:07,978

1556
00:45:07,978 --> 00:45:11,978

1557
00:45:13,239 --> 00:45:13,478
ถามว่าเสื้ออย่างไร ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้ก็ได้

1558
00:45:13,478 --> 00:45:14,945

1559
00:45:14,945 --> 00:45:18,591
ขอให้มีตัว C เป็นประกอบ

1560
00:45:18,591 --> 00:45:22,561
เพราะฉะนั้น ก็จะมีหนังสืออยู่ 4 เล่มนะคะ 4 เล่ม

1561
00:45:22,561 --> 00:45:23,641
อันนี้คือผลลัพธ์

1562
00:45:23,641 --> 00:45:27,641

1563
00:45:27,807 --> 00:45:29,109
เพราะฉะนั้น บางที่นี่ อาจารย์อยากค้นหาชื่อนักศึกษา

1564
00:45:29,109 --> 00:45:32,479
นะคะ

1565
00:45:32,479 --> 00:45:34,277
เขาไม่ได้จำได้แค่มีคำว่า

1566
00:45:34,277 --> 00:45:38,277
"พร" อะไรสักอย่าง

1567
00:45:40,822 --> 00:45:43,893
ฐานข้อมูลก็สามารถค้นหาให้เราได้เช่นเดียวกันนะคะ

1568
00:45:43,893 --> 00:45:46,080

1569
00:45:46,080 --> 00:45:48,334

1570
00:45:48,334 --> 00:45:49,785
ตัวอย่างนี้ จะเริ่มสังเกตแล้วว่า ทำไมมีเครื่องหมายคำถาม

1571
00:45:49,785 --> 00:45:50,292

1572
00:45:50,292 --> 00:45:53,024

1573
00:45:53,024 --> 00:45:53,266
คดอกจัน ตัวนี้หมายความว่าอะไร

1574
00:45:53,266 --> 00:45:54,261

1575
00:45:54,261 --> 00:45:54,943

1576
00:45:54,943 --> 00:45:55,858

1577
00:45:55,858 --> 00:45:58,616

1578
00:45:58,616 --> 00:46:01,667
1 ตัวอักษรเท่านั้นเป็น 1 ตัว

1579
00:46:01,667 --> 00:46:02,157
มีตัวใกล้

1580
00:46:02,157 --> 00:46:02,531

1581
00:46:02,531 --> 00:46:02,843

1582
00:46:02,843 --> 00:46:04,657

1583
00:46:04,657 --> 00:46:06,499
ดูเงื่อนไขกันเลย

1584
00:46:06,499 --> 00:46:07,454
ถามว่า

1585
00:46:07,454 --> 00:46:08,833

1586
00:46:08,833 --> 00:46:09,245
ในหนังสือเล่มนี้

1587
00:46:09,245 --> 00:46:10,083

1588
00:46:10,083 --> 00:46:11,877
ได้ไหม

1589
00:46:11,877 --> 00:46:12,274
ไม่ได้

1590
00:46:12,274 --> 00:46:13,856

1591
00:46:13,856 --> 00:46:16,341
เพราะตรงก่อนนะตัว

1592
00:46:16,341 --> 00:46:16,774
E มีตัวหนังสือก่อนหน้า 5 ตัว

1593
00:46:16,774 --> 00:46:18,127

1594
00:46:18,127 --> 00:46:20,054
ชื่อผิดเงื่อนไข

1595
00:46:20,054 --> 00:46:21,365
เครื่องหมายคำถาม

1596
00:46:21,365 --> 00:46:24,460

1597
00:46:24,460 --> 00:46:25,207
กำลังตัวเองจะต้องมีแค่ 1 ตัวเท่านั้น

1598
00:46:25,207 --> 00:46:27,716
นะคะ

1599
00:46:27,716 --> 00:46:28,669
เล่มนี้ล่ะ

1600
00:46:28,669 --> 00:46:31,805

1601
00:46:31,805 --> 00:46:34,186
ตัว e แต่ก่อนหน้าตัว e มีหนังสือเยอะเลย ก็ไม่ได้

1602
00:46:34,186 --> 00:46:34,936
รุ่นนี้ได้ไหม

1603
00:46:34,936 --> 00:46:38,936

1604
00:46:39,354 --> 00:46:42,197
สอนตามหลังได้ทุกทีได้

1605
00:46:42,197 --> 00:46:43,678
ตอนนี้ไม่มีนะคะ

1606
00:46:43,678 --> 00:46:45,236
เล่มนี้ก็ไม่ได้

1607
00:46:45,236 --> 00:46:47,091
เล่นไม่ได้

1608
00:46:47,091 --> 00:46:48,348
ขึ้นต้นด้วยตัว E

1609
00:46:48,348 --> 00:46:48,716
ขึ้นต้นด้วย 1 ตัว

1610
00:46:48,716 --> 00:46:50,201

1611
00:46:50,201 --> 00:46:50,893
e แค่นั้น

1612
00:46:50,893 --> 00:46:54,134

1613
00:46:54,134 --> 00:46:55,221
เขาจะนัดวันนี้จะซื้อแค่ 2 เล่มนี้ก็ไม่ได้

1614
00:46:55,221 --> 00:46:57,032

1615
00:46:57,032 --> 00:47:00,903

1616
00:47:00,903 --> 00:47:01,235
กดหน้าตัวเองมีตัวหนังสือมากกว่า 1 ตัวผิดเงื่อนไข

1617
00:47:01,235 --> 00:47:02,085

1618
00:47:02,085 --> 00:47:02,301

1619
00:47:02,301 --> 00:47:02,792

1620
00:47:02,792 --> 00:47:02,989

1621
00:47:02,989 --> 00:47:04,730

1622
00:47:04,730 --> 00:47:05,924
เงื่อนไขต่อมา

1623
00:47:05,924 --> 00:47:08,838

1624
00:47:08,838 --> 00:47:09,060
นะคะ เงื่อนไขว่าให้ชื่อหนังสือ

1625
00:47:09,060 --> 00:47:10,636

1626
00:47:10,636 --> 00:47:11,842
ขึ้นต้นด้วยตัว

1627
00:47:11,842 --> 00:47:15,323
n หรือตัว

1628
00:47:15,323 --> 00:47:17,047
o ตามหลังด้วยอะไรก็ได้

1629
00:47:17,047 --> 00:47:17,688

1630
00:47:17,688 --> 00:47:18,615

1631
00:47:18,615 --> 00:47:18,883

1632
00:47:18,883 --> 00:47:20,422

1633
00:47:20,422 --> 00:47:22,808
นะคะ น่าจะมีอยู่ 4 เล่ม

1634
00:47:22,808 --> 00:47:23,181
เล่มที่ขึ้นต้นด้วยตัวเองได้

1635
00:47:23,181 --> 00:47:23,428

1636
00:47:23,428 --> 00:47:23,723

1637
00:47:23,723 --> 00:47:26,969

1638
00:47:26,969 --> 00:47:28,671
โอไหม

1639
00:47:28,671 --> 00:47:29,592
ก็แสดงผลหนังสือ 3 เล่ม

1640
00:47:29,592 --> 00:47:30,146

1641
00:47:30,146 --> 00:47:32,371

1642
00:47:32,371 --> 00:47:34,811
นะคะ อันนี้เป็นการดูเงื่อนไขตามเงื่อนไ

1643
00:47:34,811 --> 00:47:36,706
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าทุกคนจะต้องไปทำเอง

1644
00:47:36,706 --> 00:47:40,706
คนสร้าง

1645
00:47:40,984 --> 00:47:41,043
แล้วก็อาจจะกำหนดว่าให้คุณลองพิมพ์เงื่อนไขตามนี้ดู

1646
00:47:41,043 --> 00:47:43,341

1647
00:47:43,341 --> 00:47:45,590
สิ ให้สดงผลตามที่จะกำหนด

1648
00:47:45,590 --> 00:47:49,342
คุณก็ต้องพิมพ์คำสั่งที่ถูก

1649
00:47:49,342 --> 00:47:50,680
สัปดาห์หน้าอาจารย์จะบอกว่า

1650
00:47:50,680 --> 00:47:51,552
แสดงผล

1651
00:47:51,552 --> 00:47:55,439

1652
00:47:55,439 --> 00:47:56,549
ขึ้นต้นด้วยส เสือ กับตัวอ อ่าง

1653
00:47:56,549 --> 00:47:58,234

1654
00:47:58,234 --> 00:48:01,216
อาทิตย์หน้า

1655
00:48:01,216 --> 00:48:05,216
นักศึกษาเขาทำได้ เพราะอาทิตย์นี้มีตัวอย่างแล้ว

1656
00:48:05,599 --> 00:48:06,751
เงื่อนไขต่อมา

1657
00:48:06,751 --> 00:48:09,475

1658
00:48:09,475 --> 00:48:10,077

1659
00:48:10,077 --> 00:48:10,337

1660
00:48:10,337 --> 00:48:12,055

1661
00:48:12,055 --> 00:48:14,156
ชื่อหนังสือที่ไม่ขึ้นต้นด้วยตัว m ตามหลังด้วยอะไรก็

1662
00:48:14,156 --> 00:48:14,878
เล่มเลย

1663
00:48:14,878 --> 00:48:17,324

1664
00:48:17,324 --> 00:48:19,092
เล่มนี้เล่ม นี้เล่มนี้เล่มนี้

1665
00:48:19,092 --> 00:48:20,335

1666
00:48:20,335 --> 00:48:21,885
แค่นี้เอง

1667
00:48:21,885 --> 00:48:23,205

1668
00:48:23,205 --> 00:48:24,115

1669
00:48:24,115 --> 00:48:24,400
ต่อมา

1670
00:48:24,400 --> 00:48:26,749

1671
00:48:26,749 --> 00:48:26,967
จะเริ่มเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูล

1672
00:48:26,967 --> 00:48:27,877

1673
00:48:27,877 --> 00:48:31,877

1674
00:48:32,265 --> 00:48:34,425
จะเป็นการกำจัดข้อมูลที่อาจจะมีการซ้ำกันเกิดขึ้น

1675
00:48:34,425 --> 00:48:36,543
ก็คือรายการซ้ำนะคะ

1676
00:48:36,543 --> 00:48:38,190
มี 2 คำสั่ง

1677
00:48:38,190 --> 00:48:39,764

1678
00:48:39,764 --> 00:48:40,252
ก็จะมีการ

1679
00:48:40,252 --> 00:48:42,244

1680
00:48:42,244 --> 00:48:45,049
ใช้คำสั่งที่อาจจะ

1681
00:48:45,049 --> 00:48:46,213
กำจัดรายการข้อมูลซ้ำให้เหลือ

1682
00:48:46,213 --> 00:48:47,287
รายการเดียว

1683
00:48:47,287 --> 00:48:47,423

1684
00:48:47,423 --> 00:48:49,922

1685
00:48:49,922 --> 00:48:53,922
นะคะ โดยใช้การกำหนดค่าต่าง ๆ เป็นเกณฑ์

1686
00:48:55,485 --> 00:48:57,167
กับคำสั่ง ถ้าจะมาเป็น DISTINC ทิ้งตัวนี้

1687
00:48:57,167 --> 00:49:00,971
ลบทิ้งแถว

1688
00:49:00,971 --> 00:49:04,971
เดี๋ยวเรามาดูตัวอย่างกันนะคะ

1689
00:49:06,702 --> 00:49:09,696

1690
00:49:09,696 --> 00:49:10,094
โดยคำสั่ง ก็คือให้เลือก

1691
00:49:10,094 --> 00:49:11,642

1692
00:49:11,642 --> 00:49:12,038
กำจัดชื่อซ้ำ

1693
00:49:12,038 --> 00:49:13,131

1694
00:49:13,131 --> 00:49:13,537
ชื่อที่ซ้ำ

1695
00:49:13,537 --> 00:49:14,202

1696
00:49:14,202 --> 00:49:15,202
นะคะ

1697
00:49:15,202 --> 00:49:17,288

1698
00:49:17,288 --> 00:49:20,187
จากตาราง Student

1699
00:49:20,187 --> 00:49:21,768
ดูในตาราง

1700
00:49:21,768 --> 00:49:22,839
Student ในช่องชื่อ

1701
00:49:22,839 --> 00:49:23,564

1702
00:49:23,564 --> 00:49:24,276
นะคะ

1703
00:49:24,276 --> 00:49:26,455

1704
00:49:26,455 --> 00:49:26,984
ดูเฉพาะชื่อนะ

1705
00:49:26,984 --> 00:49:29,130

1706
00:49:29,130 --> 00:49:29,886
อันไหนชื่อซ้ำ

1707
00:49:29,886 --> 00:49:31,187

1708
00:49:31,187 --> 00:49:31,692
มีซ้ำ 1 คน

1709
00:49:31,692 --> 00:49:33,103

1710
00:49:33,103 --> 00:49:34,701
ก็คือชื่อแดง

1711
00:49:34,701 --> 00:49:35,270

1712
00:49:35,270 --> 00:49:36,687

1713
00:49:36,687 --> 00:49:38,023
เพราะฉะนั้น

1714
00:49:38,023 --> 00:49:39,562

1715
00:49:39,562 --> 00:49:40,644

1716
00:49:40,644 --> 00:49:44,644

1717
00:49:45,090 --> 00:49:45,451
การแสดงผลก็จะเป็นแค่ 3 ชื่อที่เหลือ เพราะว่าแดงมีซ้ำ 3 คน

1718
00:49:45,451 --> 00:49:48,104

1719
00:49:48,104 --> 00:49:50,280
เราจะตัดให้เหลือแค่ 1 แดงเท่านั้น

1720
00:49:50,280 --> 00:49:54,280
นะคะ

1721
00:49:56,859 --> 00:49:58,479
ข้อมูลอย่างอื่นเราไม่สนใจ เราแค่อยากรู้ว่าคนที่ชื่อซ้ำกันนี่ตัดชื่อออกนะคะ

1722
00:49:58,479 --> 00:50:00,931
อันนี้คือคำสั่

1723
00:50:00,931 --> 00:50:01,340

1724
00:50:01,340 --> 00:50:01,468

1725
00:50:01,468 --> 00:50:03,716

1726
00:50:03,716 --> 00:50:04,810
ง กับให้ตัดข้อมูลทิ้งทั้งแถว

1727
00:50:04,810 --> 00:50:05,378

1728
00:50:05,378 --> 00:50:06,157

1729
00:50:06,157 --> 00:50:06,311
นะคะ

1730
00:50:06,311 --> 00:50:06,557

1731
00:50:06,557 --> 00:50:08,285

1732
00:50:08,285 --> 00:50:08,490
อย่างตอนนี้

1733
00:50:08,490 --> 00:50:10,188

1734
00:50:10,188 --> 00:50:10,961
ถ้ามันสำคัญจริง ๆ

1735
00:50:10,961 --> 00:50:11,730

1736
00:50:11,730 --> 00:50:12,311
ถ้านักศึกษา

1737
00:50:12,311 --> 00:50:16,228

1738
00:50:16,228 --> 00:50:17,646
สังเกตดี ๆ คนชื่อเดือนสำคัญก็จริงนะคะ แต่นามสกุลนี่

1739
00:50:17,646 --> 00:50:19,491
ไม่สำคัญ

1740
00:50:19,491 --> 00:50:19,785
จะมีอันนี้

1741
00:50:19,785 --> 00:50:20,973

1742
00:50:20,973 --> 00:50:23,081

1743
00:50:23,081 --> 00:50:25,252
ซ้ำทั้งชื่อทั้งนามสกุล

1744
00:50:25,252 --> 00:50:25,578
ถ้าใช้คำสั่งนี้นะคะ

1745
00:50:25,578 --> 00:50:25,911

1746
00:50:25,911 --> 00:50:26,236

1747
00:50:26,236 --> 00:50:26,448

1748
00:50:26,448 --> 00:50:26,632

1749
00:50:26,632 --> 00:50:26,886

1750
00:50:26,886 --> 00:50:29,548

1751
00:50:29,548 --> 00:50:30,332
มันจะตัดข้อมูลที่ซ้ำกันทั้งแถว

1752
00:50:30,332 --> 00:50:31,856

1753
00:50:31,856 --> 00:50:32,431

1754
00:50:32,431 --> 00:50:33,127

1755
00:50:33,127 --> 00:50:34,200
ออก นะคะ

1756
00:50:34,200 --> 00:50:37,690

1757
00:50:37,690 --> 00:50:38,370
อันนี้ก็คือเดี๋ยวเราไปดูในโปรแกรมจริง ๆ ดีกว่า

1758
00:50:38,370 --> 00:50:38,896
นะคะ

1759
00:50:38,896 --> 00:50:39,206

1760
00:50:39,206 --> 00:50:39,904

1761
00:50:39,904 --> 00:50:40,167

1762
00:50:40,167 --> 00:50:44,167

1763
00:50:44,690 --> 00:50:44,987
เพราะว่าอันนี้ตัวอย่างมันอาจจะดูไม่เห็นภาพไม่ชัดมันจะดูน้อยไป

1764
00:50:44,987 --> 00:50:47,429

1765
00:50:47,429 --> 00:50:49,400
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราได้ทำของจริงนี่

1766
00:50:49,400 --> 00:50:50,046
เราจะได้ทำเยอะกว่านี้

1767
00:50:50,046 --> 00:50:51,143
นะคะ

1768
00:50:51,143 --> 00:50:52,152

1769
00:50:52,152 --> 00:50:52,448

1770
00:50:52,448 --> 00:50:52,665

1771
00:50:52,665 --> 00:50:53,371

1772
00:50:53,371 --> 00:50:55,703

1773
00:50:55,703 --> 00:50:56,774
ต่อมา จะการเรียงลำดับข้อมูลนะคะ

1774
00:50:56,774 --> 00:50:57,628

1775
00:50:57,628 --> 00:50:59,917

1776
00:50:59,917 --> 00:51:00,413
ก็จะใช้คำสั่ง Order by

1777
00:51:00,413 --> 00:51:00,587

1778
00:51:00,587 --> 00:51:01,192

1779
00:51:01,192 --> 00:51:02,664

1780
00:51:02,664 --> 00:51:03,610
นะคะ ก็คือการเรียงลำดับ

1781
00:51:03,610 --> 00:51:07,610
นะคะ

1782
00:51:07,759 --> 00:51:08,681
ก็คือเพื่อแสดงผลข้อมูลทั้งหมด จากตาราง book

1783
00:51:08,681 --> 00:51:08,926

1784
00:51:08,926 --> 00:51:10,153

1785
00:51:10,153 --> 00:51:13,391
โดยให้เรียงลำดับ

1786
00:51:13,391 --> 00:51:13,587
ตามราคา ถ้าเราไม่สั่งเพิ่มเติม

1787
00:51:13,587 --> 00:51:13,812

1788
00:51:13,812 --> 00:51:14,001

1789
00:51:14,001 --> 00:51:17,145

1790
00:51:17,145 --> 00:51:17,569
มันจะเป็นการเรียงจากน้อยไปหามาก

1791
00:51:17,569 --> 00:51:17,767

1792
00:51:17,767 --> 00:51:18,140

1793
00:51:18,140 --> 00:51:19,365

1794
00:51:19,365 --> 00:51:20,347
นะคะ

1795
00:51:20,347 --> 00:51:23,350

1796
00:51:23,350 --> 00:51:27,350
คำสั่งนี้ ก็คือ Order by Price ก็คือ

1797
00:51:27,693 --> 00:51:29,440
ให้เรียงลำดับจากราคาจากน้อยไปหามาก ก็จะเรียนสับใหม่

1798
00:51:29,440 --> 00:51:33,367
สับเปลี่ยนลำดับ

1799
00:51:33,367 --> 00:51:33,968
ที่เราสั่ง แต่ถ้าเกิดเราอยากเรียนจากมากไปหาน้อย

1800
00:51:33,968 --> 00:51:36,368

1801
00:51:36,368 --> 00:51:38,373
เราจะต้องระบุเพิ่มด้วยว่า

1802
00:51:38,373 --> 00:51:38,622
DESC ตัวนี้

1803
00:51:38,622 --> 00:51:39,067

1804
00:51:39,067 --> 00:51:39,404

1805
00:51:39,404 --> 00:51:39,498

1806
00:51:39,498 --> 00:51:41,425

1807
00:51:41,425 --> 00:51:45,425
นะคะ มันจะมาถึงว่า

1808
00:51:45,803 --> 00:51:47,682
เราเรียงลำดับราคาก็จริง ก็จะเรียงจากราคามากไปหาน้อย

1809
00:51:47,682 --> 00:51:48,056

1810
00:51:48,056 --> 00:51:49,306

1811
00:51:49,306 --> 00:51:52,749
ต้องบอกด้วย

1812
00:51:52,749 --> 00:51:52,913
หมดเวลาใช้เว็บในการซื้อของออนไลน์เหมือนกัน

1813
00:51:52,913 --> 00:51:54,892

1814
00:51:54,892 --> 00:51:55,027
ไส้ในของโปรแกรมมัน

1815
00:51:55,027 --> 00:51:57,240

1816
00:51:57,240 --> 00:51:58,075
ก็คือคำสั่งที่เราเรียนวันนี้

1817
00:51:58,075 --> 00:51:58,343
นะคะ

1818
00:51:58,343 --> 00:51:58,626

1819
00:51:58,626 --> 00:52:02,626

1820
00:52:03,210 --> 00:52:06,414
นักศึกษาจะได้เข้าใจ เพราะต่อไปเราจะไม่เป็นแค่ผู้ใช้งานแล้ว

1821
00:52:06,414 --> 00:52:07,820
เราอาจจะได้เป็นผู้ดูแลระบบด้วยนะ

1822
00:52:07,820 --> 00:52:08,180

1823
00:52:08,180 --> 00:52:09,086

1824
00:52:09,086 --> 00:52:09,272

1825
00:52:09,272 --> 00:52:09,584

1826
00:52:09,584 --> 00:52:09,723

1827
00:52:09,723 --> 00:52:10,040

1828
00:52:10,040 --> 00:52:10,327

1829
00:52:10,327 --> 00:52:13,643

1830
00:52:13,643 --> 00:52:17,643
กลับกันก็จะมีฟังก์ชันคำนวณคณิตศาสตร์

1831
00:52:20,041 --> 00:52:23,762
ที่เกิดขึ้น

1832
00:52:13,823 --> 00:52:14,088

1833
00:52:14,088 --> 00:52:18,088

1834
00:52:19,360 --> 00:52:21,739
ในการจัดการฐานข้อมูลด้วย อาจจะเป็นฟังก์ชันสำหรับการบวกการ

1835
00:52:21,739 --> 00:52:23,237
นับการหาค่าเฉลี่ยนะคะ

1836
00:52:23,237 --> 00:52:24,199
ไอ้

1837
00:52:24,199 --> 00:52:24,323

1838
00:52:24,323 --> 00:52:25,780

1839
00:52:25,780 --> 00:52:25,984
AVG ตัวนี้ ก็คือมาจาก Ever

1840
00:52:25,984 --> 00:52:27,882

1841
00:52:27,882 --> 00:52:28,951
age คือ การหาค่าเฉลี่ย

1842
00:52:28,951 --> 00:52:32,951

1843
00:52:33,182 --> 00:52:35,433
หาค่ามากที่สุดอันนี้เป็นประสาทอย่างง่าย

1844
00:52:35,433 --> 00:52:36,381
ไม่ต้องเอามาใช้ด้วยนะคะ

1845
00:52:36,381 --> 00:52:36,778
เช่น

1846
00:52:36,778 --> 00:52:37,587

1847
00:52:37,587 --> 00:52:38,552

1848
00:52:38,552 --> 00:52:39,711
ให้

1849
00:52:39,711 --> 00:52:40,431
รวม

1850
00:52:40,431 --> 00:52:42,534

1851
00:52:42,534 --> 00:52:43,197
ราคาทั้งหมด

1852
00:52:43,197 --> 00:52:43,369

1853
00:52:43,369 --> 00:52:44,532

1854
00:52:44,532 --> 00:52:46,904

1855
00:52:46,904 --> 00:52:47,259
แล้วให้ตั้งชื่อใหม่หรือว่า

1856
00:52:47,259 --> 00:52:48,583

1857
00:52:48,583 --> 00:52:49,532
some Price

1858
00:52:49,532 --> 00:52:52,225
ตัวนี้

1859
00:52:52,225 --> 00:52:53,885
นะคะ ให้รวม

1860
00:52:53,885 --> 00:52:54,451
ราคาทั้งหมด

1861
00:52:54,451 --> 00:52:56,129

1862
00:52:56,129 --> 00:52:56,462
ใส่ในคอลัมน์ใหม่

1863
00:52:56,462 --> 00:52:57,999

1864
00:52:57,999 --> 00:52:59,408
นะคะ ฟิลด์ใหม่

1865
00:52:59,408 --> 00:52:59,900
จากตาราง book

1866
00:52:59,900 --> 00:53:00,067

1867
00:53:00,067 --> 00:53:04,067

1868
00:53:05,391 --> 00:53:08,499
เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์จากคำสั่งนี้ ก็คือเอายอดรวมราคาหนังสือทั้งหมดมาบวกกัน

1869
00:53:08,499 --> 00:53:09,269
ให้เราได้ผลลัพธ์ตัวนี้

1870
00:53:09,269 --> 00:53:09,587
นะคะ

1871
00:53:09,587 --> 00:53:10,096

1872
00:53:10,096 --> 00:53:10,443

1873
00:53:10,443 --> 00:53:12,059

1874
00:53:12,059 --> 00:53:12,335
ก็ไม่ยาก

1875
00:53:12,335 --> 00:53:15,489

1876
00:53:15,489 --> 00:53:17,229
ถ้าเราจำคำสั่งได้ ไม่ยากเลย

1877
00:53:17,229 --> 00:53:17,846
มีบวกแล้ว ก็ต้องมี

1878
00:53:17,846 --> 00:53:20,911

1879
00:53:20,911 --> 00:53:22,203
นับ ให้นับ

1880
00:53:22,203 --> 00:53:22,655
จำนวน

1881
00:53:22,655 --> 00:53:23,737

1882
00:53:23,737 --> 00:53:27,510
จาก

1883
00:53:27,510 --> 00:53:28,600
รหัสหนังสือทั้งหมด

1884
00:53:28,600 --> 00:53:30,272

1885
00:53:30,272 --> 00:53:30,836
จากตาราง book

1886
00:53:30,836 --> 00:53:32,075

1887
00:53:32,075 --> 00:53:34,246
โดยให้ชื่อ

1888
00:53:34,246 --> 00:53:35,216
คอลัมน์ใหม่ ชื่อว่า

1889
00:53:35,216 --> 00:53:38,349
count   book

1890
00:53:38,349 --> 00:53:42,349
ก็คือให้นับจำนวน

1891
00:53:44,195 --> 00:53:47,519
book ID ก็คือจำนวนทั้งสื่อทั้งหมดมีกี่เล่มก็นับมาได้ 7 เล่ม

1892
00:53:47,519 --> 00:53:51,500
อันนี้คือมันง่าย มันมอง

1893
00:53:51,500 --> 00:53:52,588
เรามองด้วยสายตาเราก็รู้ แต่ถ้าข้อมูลมันเยอะกว่านี้ล่ะ

1894
00:53:52,588 --> 00:53:52,798

1895
00:53:52,798 --> 00:53:56,798

1896
00:53:59,100 --> 00:54:03,100
แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไร ว่าจะมีหนังสือกี่เล่มสมมุติว่าให้คุณดูแล

1897
00:54:03,545 --> 00:54:04,231
ทั้งหมดของมหาลัย มันไม่สามารถยืนดูที่หน้าประตู

1898
00:54:04,231 --> 00:54:08,038
แล้วบอกได้ว่าเรา

1899
00:54:08,038 --> 00:54:10,846
มีหนังสือกี่เล่มนะคะ มันก็ต้องบวกจากฐานข้อมูล

1900
00:54:10,846 --> 00:54:11,333
แล้วสมมุติว่าเราไปฝึกงานแล้ว

1901
00:54:11,333 --> 00:54:12,230

1902
00:54:12,230 --> 00:54:12,604
มี

1903
00:54:12,604 --> 00:54:12,754

1904
00:54:12,754 --> 00:54:13,379

1905
00:54:13,379 --> 00:54:14,474

1906
00:54:14,474 --> 00:54:15,893

1907
00:54:15,893 --> 00:54:19,893
ที่ถามว่า

1908
00:54:21,385 --> 00:54:21,887
ไอ้เด็กฝึกงานไปดูสิว่ามีหนังสือกี่เล่มคุณจะไปเดินนับไม่ใช่

1909
00:54:21,887 --> 00:54:22,180

1910
00:54:22,180 --> 00:54:24,993

1911
00:54:24,993 --> 00:54:26,408
เราสามารถสั่งได้จากฐานข้อมูลเลย

1912
00:54:26,408 --> 00:54:28,646
ว่าวันนี้

1913
00:54:28,646 --> 00:54:29,727
ในห้องสมุดมีหนังสือกี่เล่ม

1914
00:54:29,727 --> 00:54:30,405
นะคะ

1915
00:54:30,405 --> 00:54:34,405

1916
00:54:35,534 --> 00:54:37,424
หรือในอนาคตคุณจะได้ฝึกงานแน่นอน เขาจะบอกว่าเด็กฝึกงานไปนับ

1917
00:54:37,424 --> 00:54:38,976
สิ ของในโกดังมีกี่ชิ้น

1918
00:54:38,976 --> 00:54:42,976
คุณจะไปนั่งนับหรือ

1919
00:54:46,480 --> 00:54:50,480
นะคะ มันก็สามารถมีวิธีการสั่งสารข้อมูลนี่แหละค่ะ ดู

1920
00:54:51,408 --> 00:54:51,969
สินค้าเรามีกี่อย่างคุณจะไปนั่งนับมันไม่ได้หรอกค่ะ ในชีวิตจริงนะคะ

1921
00:54:51,969 --> 00:54:52,458

1922
00:54:52,458 --> 00:54:52,703

1923
00:54:52,703 --> 00:54:53,266

1924
00:54:53,266 --> 00:54:53,561

1925
00:54:53,561 --> 00:54:54,646

1926
00:54:54,646 --> 00:54:58,646

1927
00:55:00,744 --> 00:55:01,403
คำสั่งนี้ก็ค่อนข้างจำเป็นนะคะ สำหรับใช้ในการฝึกงานหรือว่าทำงานในอนาคตนะ

1928
00:55:01,403 --> 00:55:01,732

1929
00:55:01,732 --> 00:55:04,128

1930
00:55:04,128 --> 00:55:04,528
หรือการหาค่าเฉลี่ย

1931
00:55:04,528 --> 00:55:05,534

1932
00:55:05,534 --> 00:55:09,534
นะคะ

1933
00:55:09,668 --> 00:55:10,030
ก็จะเป็นการหาค่าเฉลี่ยของราคา ของสินค้าทั้งหมด

1934
00:55:10,030 --> 00:55:14,002

1935
00:55:14,002 --> 00:55:17,859
โดยให้ตั้งชื่อใหม่ชื่อว่า

1936
00:55:17,859 --> 00:55:19,954
AVG(PRICE) ขายหรือว่า average Price เป็นค่าเฉลี่ยแสดงว่าเป็น

1937
00:55:19,954 --> 00:55:21,876
เล่มนี้มีค่าเฉลี่ย

1938
00:55:21,876 --> 00:55:24,437
ต่อเล่นประมาณ

1939
00:55:24,437 --> 00:55:24,772
140 2.14 ตรงนี้

1940
00:55:24,772 --> 00:55:27,957

1941
00:55:27,957 --> 00:55:31,480
มีใครต้องการต้องการข้อมูลจากเรา

1942
00:55:31,480 --> 00:55:34,558
เราก็สามารถให้เขาดูได้ต่อมาเขาถามว่า

1943
00:55:34,558 --> 00:55:34,991
หนังสือที่ถูกที่สุดในร้าน

1944
00:55:34,991 --> 00:55:35,968

1945
00:55:35,968 --> 00:55:36,907
เท่าไร

1946
00:55:36,907 --> 00:55:39,566

1947
00:55:39,566 --> 00:55:42,366
คุณจะไปเดินหาก็ไม่ใช่

1948
00:55:42,366 --> 00:55:42,549
เราก็แค่สั่งให้ฐานข้อมูลแสดงผลสิว่า

1949
00:55:42,549 --> 00:55:44,430

1950
00:55:44,430 --> 00:55:45,001
ราคาสินค้าที่ถูกที่สุด

1951
00:55:45,001 --> 00:55:46,403

1952
00:55:46,403 --> 00:55:47,229
นะคะ โดย

1953
00:55:47,229 --> 00:55:50,869

1954
00:55:50,869 --> 00:55:53,221
กำหนดใส่ในใหม่ที่ถูกที่สุด ในตอนนี้

1955
00:55:53,221 --> 00:55:53,604
มองด้วยสายตาเราก็ทราบล่ะ

1956
00:55:53,604 --> 00:55:57,604

1957
00:55:59,899 --> 00:56:01,143
แต่อย่างที่อาจารย์บอกสินค้าเรามีเป็นหมื่นเป็นแสนชิ้น จะมานั่งไล่ดู

1958
00:56:01,143 --> 00:56:01,613
เสียเวลาค่ะ

1959
00:56:01,613 --> 00:56:03,588

1960
00:56:03,588 --> 00:56:06,143
ฐานข้อมูลจัดการได้

1961
00:56:06,143 --> 00:56:08,715
ให้มันค้นหาให้คุณเลย

1962
00:56:08,715 --> 00:56:09,387
ไม่เกิน 1 นาทีคุณรู้แน่นอนนะคะ

1963
00:56:09,387 --> 00:56:09,699

1964
00:56:09,699 --> 00:56:09,888

1965
00:56:09,888 --> 00:56:10,267

1966
00:56:10,267 --> 00:56:11,517

1967
00:56:11,517 --> 00:56:12,118

1968
00:56:12,118 --> 00:56:12,407

1969
00:56:12,407 --> 00:56:12,622

1970
00:56:12,622 --> 00:56:15,052

1971
00:56:15,052 --> 00:56:19,052
หาราคาน้อยที่สุดแล้วก็อันนี้

1972
00:56:19,141 --> 00:56:20,085
เป็น MAX(PRICE)  นะคะ ก็ดูราคามากที่สุดได้เช่นเดียวกัน

1973
00:56:20,085 --> 00:56:20,357

1974
00:56:20,357 --> 00:56:22,869

1975
00:56:22,869 --> 00:56:23,911
ออกมาเป็นการรวมกลุ่มข้อมูล

1976
00:56:23,911 --> 00:56:24,702

1977
00:56:24,702 --> 00:56:24,917
นะคะ

1978
00:56:24,917 --> 00:56:26,139

1979
00:56:26,139 --> 00:56:27,592
เป็นการรวม

1980
00:56:27,592 --> 00:56:28,110
ตามเงื่อนไข

1981
00:56:28,110 --> 00:56:28,293

1982
00:56:28,293 --> 00:56:32,293

1983
00:56:32,859 --> 00:56:34,320
ในเงื่อนไขตัวอย่างก็คือคำสั่ง Group by นะคะ เป็นการ

1984
00:56:34,320 --> 00:56:34,874
รวมกันของเงื่อนไข

1985
00:56:34,874 --> 00:56:35,480

1986
00:56:35,480 --> 00:56:35,787
เช่น

1987
00:56:35,787 --> 00:56:36,158

1988
00:56:36,158 --> 00:56:37,785

1989
00:56:37,785 --> 00:56:38,788
ให้

1990
00:56:38,788 --> 00:56:41,636

1991
00:56:41,636 --> 00:56:42,908
ดูช่องนี้นะคะ รหัส

1992
00:56:42,908 --> 00:56:43,449
สำนักพิมพ์

1993
00:56:43,449 --> 00:56:43,816

1994
00:56:43,816 --> 00:56:45,659

1995
00:56:45,659 --> 00:56:47,781
รวมราคาออกมา

1996
00:56:47,781 --> 00:56:51,781
นะคะ

1997
00:56:55,874 --> 00:56:57,325
รวมราคา ออกมาโดยที่ให้รวมเป็นตามเลขสำนักพิมพ์

1998
00:56:57,325 --> 00:56:57,499

1999
00:56:57,499 --> 00:57:00,532

2000
00:57:00,532 --> 00:57:04,532
คำสั่ง ก็คือสำนักพิมพ์นี้

2001
00:57:07,254 --> 00:57:08,530
เป็นง่าย ๆ นะคะ สำนักพิมพ์นี้มีหนังสือกี่เล่มรวมแล้วมูลค่าเท่าไร

2002
00:57:08,530 --> 00:57:10,825
นะคะ

2003
00:57:10,825 --> 00:57:11,118
อย่างเช่น สำนักพิมพ์

2004
00:57:11,118 --> 00:57:12,315

2005
00:57:12,315 --> 00:57:12,972
หมายเลข 4

2006
00:57:12,972 --> 00:57:13,193

2007
00:57:13,193 --> 00:57:14,942

2008
00:57:14,942 --> 00:57:15,641
มีหนังสืออยู่ 3 เล่ม

2009
00:57:15,641 --> 00:57:16,117

2010
00:57:16,117 --> 00:57:17,822

2011
00:57:17,822 --> 00:57:19,161
มันก็จะรวมให้ว่า

2012
00:57:19,161 --> 00:57:21,279
มูลค่า

2013
00:57:21,279 --> 00:57:22,753
หนังสือของสำนักพิมพ์นี้

2014
00:57:22,753 --> 00:57:26,753
ราคาเท่านี้

2015
00:57:27,147 --> 00:57:27,887
สำนักพิมพ์ที่ 5 มีหนังสือกี่เล่ม ก็รวมมา

2016
00:57:27,887 --> 00:57:29,200
จะมี

2017
00:57:29,200 --> 00:57:30,837
เล่มเดียวก็

2018
00:57:30,837 --> 00:57:31,923
รวมมา สำนักพิมพ์ที่ 12

2019
00:57:31,923 --> 00:57:35,770
มี 3 เล่ม

2020
00:57:35,770 --> 00:57:37,803
รวมราคามาทั้งหมดได้เท่านี้ อันนี้คือคำสั่ง

2021
00:57:37,803 --> 00:57:38,837
ก็คือจัดกลุ่ม

2022
00:57:38,837 --> 00:57:39,542
ออกมานั่นเอง

2023
00:57:39,542 --> 00:57:41,142

2024
00:57:41,142 --> 00:57:42,290
จัดกลุ่ม

2025
00:57:42,290 --> 00:57:43,122
ข้อมูล

2026
00:57:43,122 --> 00:57:43,441
เช่น

2027
00:57:43,441 --> 00:57:44,476

2028
00:57:44,476 --> 00:57:47,597
นักศึกษา

2029
00:57:47,597 --> 00:57:47,846
ปี 3 ชายรวมแล้วมีกี่คน

2030
00:57:47,846 --> 00:57:51,846

2031
00:57:53,422 --> 00:57:54,394
อาจารย์รวมโดยทั้งคณะหรือทั้งมหาวิทยาลัย แล้วแต่เรากำหนดเงื่อนไขนะคะ

2032
00:57:54,394 --> 00:57:55,519

2033
00:57:55,519 --> 00:57:56,417

2034
00:57:56,417 --> 00:57:57,387

2035
00:57:57,387 --> 00:57:58,559

2036
00:57:58,559 --> 00:58:02,559
มันเงื่อนไข

2037
00:58:03,528 --> 00:58:04,849
นอกเหนือจากที่เรากำหนดกลุ่ม เป็น

2038
00:58:04,849 --> 00:58:06,575
รหัสสำนักพิมพ์

2039
00:58:06,575 --> 00:58:10,575
ถ้ามีสะท้อน

2040
00:58:10,930 --> 00:58:13,434
เงื่อนไขเข้าไปอีก เราจะเพิ่ม Having เป็นคำสั่ง Having ตรงนี้

2041
00:58:13,434 --> 00:58:15,794
เงื่อนไขเดียวมันไม่พอนะคะ

2042
00:58:15,794 --> 00:58:19,794
เมื่อกี้นี้นะคะ

2043
00:58:21,452 --> 00:58:25,446
เราเพิ่มเข้าไปอีกให้เป็นรหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่ามากกว่าเท่ากับ 5

2044
00:58:25,446 --> 00:58:26,035
มันก็จะตัดสำนักพิมพ์ที่ 4 ออกไป เหลือแค่ 2 สำนักพิมพ์

2045
00:58:26,035 --> 00:58:27,007

2046
00:58:27,007 --> 00:58:31,007
แล้วแต่

2047
00:58:35,909 --> 00:58:39,909
เราจะเพิ่มเงื่อนไขอะไรเข้าไปอีกนะคะ เพราะอย่างที่บอกมุมมองการดูข้อมูลของผู้ใช้งาน แต่ละคนไม่เหมือนกันแล้วแต่ว่า

2048
00:58:40,465 --> 00:58:43,869
เขาจะอยากดูข้อมูลแบบไหนอยากได้รายงานแบบไหนนะคะ

2049
00:58:43,869 --> 00:58:44,508
ระบบจัดการฐานข้อมูลก็สามารถจัดการได้ทั้งหมด

2050
00:58:44,508 --> 00:58:45,592
นะคะ

2051
00:58:45,592 --> 00:58:45,877

2052
00:58:45,877 --> 00:58:46,112

2053
00:58:46,112 --> 00:58:50,112

2054
00:58:51,472 --> 00:58:51,751
เอามาจะเป็นส่วนของคำสั่งในการปรับปรุงฐานข้อมูล ก็คือเป็นการเพิ่ม

2055
00:58:51,751 --> 00:58:53,909

2056
00:58:53,909 --> 00:58:57,909
เพิ่มแก้ไขข้อมูล

2057
00:59:00,908 --> 00:59:02,565

2058
00:58:59,449 --> 00:58:59,623
เพิ่มข้อมูลเราจะใช้คำสั่ง insert into แล้วก็ใส่ V

2059
00:58:59,623 --> 00:59:02,121

2060
00:59:02,121 --> 00:59:02,620
alue รูปแบบคำสั่งจะเป็นอย่างนี้นะคะ

2061
00:59:02,620 --> 00:59:03,281

2062
00:59:03,281 --> 00:59:03,850

2063
00:59:03,850 --> 00:59:04,480

2064
00:59:04,480 --> 00:59:05,107

2065
00:59:05,107 --> 00:59:05,374

2066
00:59:05,374 --> 00:59:05,635

2067
00:59:05,635 --> 00:59:05,796

2068
00:59:05,796 --> 00:59:06,072

2069
00:59:06,072 --> 00:59:07,575

2070
00:59:07,575 --> 00:59:08,210
เช่นตัวอย่าง

2071
00:59:08,210 --> 00:59:08,316

2072
00:59:08,316 --> 00:59:11,478

2073
00:59:11,478 --> 00:59:12,177
ข้อมูลเดิมจะอยู่ข้างบนด้านซ้าย

2074
00:59:12,177 --> 00:59:13,640

2075
00:59:13,640 --> 00:59:17,640
คำสั่งที่เพิ่มเต

2076
00:59:18,825 --> 00:59:19,989
ิม ก็คืออันนี้ก็คือยังไม่ระบุคอลัมน์นะคะ ให้ใส่คอลัมน์ไหน

2077
00:59:19,989 --> 00:59:23,989
แต่ถ้าเราพิมพ์แบบนี้

2078
00:59:32,707 --> 00:59:33,595

2079
00:59:20,758 --> 00:59:21,084

2080
00:59:21,084 --> 00:59:25,084

2081
00:59:30,784 --> 00:59:31,156
แสดงว่าเรารู้แล้วว่าข้อมูลที่เราจะใส่มันจะเรียงลำดับตามนี้นะคะ ถ้าคุณสลับตำแหน่งมันจะไปสนใจ

2082
00:59:31,156 --> 00:59:31,438

2083
00:59:31,438 --> 00:59:31,548

2084
00:59:31,548 --> 00:59:33,916

2085
00:59:33,916 --> 00:59:34,773
สลับผิดสลับถูกไม่รู้นะคะ

2086
00:59:34,773 --> 00:59:38,773

2087
00:59:42,846 --> 00:59:44,212
คำสั่งก็คือ insert into ตัวนี้นะคะ ให้ใส่ข้อมูลลงไปในตาราง Book ซึ่งมีค่าดังนี้

2088
00:59:44,212 --> 00:59:47,228
100

2089
00:59:47,228 --> 00:59:49,407
0 SQL 520

2090
00:59:49,407 --> 00:59:52,100
ผลลัพธ์ที่

2091
00:59:52,100 --> 00:59:54,622
น่าจะอยู่ล่างสุดทำไมมันใส่

2092
00:59:54,622 --> 00:59:55,027
คอลัมน์ถูกต้อง เพราะคำสั่ง

2093
00:59:55,027 --> 00:59:59,027

2094
01:00:01,411 --> 01:00:02,468
ให้ใส่ข้อมูลนี่มันเลี้ยงมาถูกต้องอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณสลับตำแหน่งผิด

2095
01:00:02,468 --> 01:00:03,105

2096
01:00:03,105 --> 01:00:06,049

2097
01:00:06,049 --> 01:00:10,049
ใส่ 520 มาอยู่ตรงนี้แทนนี่

2098
01:00:16,163 --> 01:00:22,308
มันก็จะกลายเป็น

2099
01:00:06,691 --> 01:00:10,691

2100
01:00:15,015 --> 01:00:16,165
BookID 520 นะคะ แต่นี้ที่มันใส่ถูกเพราะว่าเราเรียงลำดับตามคอลัมน์ถูกต้องแค่นั้นเอง

2101
01:00:16,165 --> 01:00:16,493
ต่อมา

2102
01:00:16,493 --> 01:00:17,640

2103
01:00:17,640 --> 01:00:17,893
เพื่อความชัวร์

2104
01:00:17,893 --> 01:00:18,562

2105
01:00:18,562 --> 01:00:19,244

2106
01:00:19,244 --> 01:00:23,244
เรา

2107
01:00:27,043 --> 01:00:29,124
ระบุชื่อของไปด้วยก็ได้นะคะ ข้อมูล 10 10 10  ให้อยู่ในเลขใดดีนะ

2108
01:00:29,124 --> 01:00:33,124
ชื่อหนังสือ

2109
01:00:35,421 --> 01:00:37,318
รหัสสำนักพิมพ์ คือ 5 ราคาคือ 250 ข้อมูลจะมาต่อท้ายด้านล่างตรงนี้

2110
01:00:37,318 --> 01:00:39,819
อันนี้ก็เพื่อป้องกันว่า

2111
01:00:39,819 --> 01:00:40,284
เราจะใส่ข้อมูลผิดคอลัมน์หรือเปล่า

2112
01:00:40,284 --> 01:00:40,815

2113
01:00:40,815 --> 01:00:41,228

2114
01:00:41,228 --> 01:00:44,871

2115
01:00:44,871 --> 01:00:46,300
นะคะ อันนี้คือการเพิ่มข้อมูลนะคะ ง่ายมากคำสั่งมี

2116
01:00:46,300 --> 01:00:46,492
iร

2117
01:00:46,492 --> 01:00:48,385

2118
01:00:48,385 --> 01:00:49,077
สำหรับการเพิ่มข้อมูล

2119
01:00:49,077 --> 01:00:51,505

2120
01:00:51,505 --> 01:00:52,096
ต่อมาจะเป็นคำสั่งในการ

2121
01:00:52,096 --> 01:00:52,622

2122
01:00:52,622 --> 01:00:52,674

2123
01:00:52,674 --> 01:00:55,928

2124
01:00:55,928 --> 01:00:58,877
ส่งข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูลนะคะ

2125
01:00:58,877 --> 01:00:59,734
จะใช้คำสั่ง Update

2126
01:00:59,734 --> 01:01:00,065
Set

2127
01:01:00,065 --> 01:01:04,065

2128
01:01:04,237 --> 01:01:06,836
ถ้ามีเงื่อนไขก็สามารถใส่เงื่อนไขเพิ่มได้นะคะ

2129
01:01:06,836 --> 01:01:07,787
รูปแบบคำสั่ง

2130
01:01:07,787 --> 01:01:11,551

2131
01:01:11,551 --> 01:01:13,722
อัปเดต ก็คือปรับปรุงข้อมูลในตารางบุ๊ก

2132
01:01:13,722 --> 01:01:15,493
ให้มีค่า คือ

2133
01:01:15,493 --> 01:01:18,125
ให้ราคาทั้งหมด

2134
01:01:18,125 --> 01:01:22,125
เพิ่มเข้าไปอีก 50 บาท

2135
01:01:30,668 --> 01:01:30,149

2136
01:01:20,845 --> 01:01:21,047

2137
01:01:21,047 --> 01:01:21,682

2138
01:01:21,682 --> 01:01:21,953

2139
01:01:21,953 --> 01:01:25,953

2140
01:01:28,738 --> 01:01:29,912
พอพิมพ์ตัวนี้ปุ๊บราคาหนังสือจะเพิ่มขึ้นจากเดิม 50 บาท

2141
01:01:29,912 --> 01:01:31,379
ทุกเล่ม

2142
01:01:31,379 --> 01:01:35,310
เหมือนตัวนี้ค่ะ

2143
01:01:35,310 --> 01:01:39,310
จากเดิมตัวนี้ไม่มีราคาหนังสือ ก็จะมีแล้ว 50 บาท

2144
01:01:43,292 --> 01:01:40,613

2145
01:01:35,930 --> 01:01:37,292

2146
01:01:37,292 --> 01:01:41,292

2147
01:01:42,325 --> 01:01:45,950
อันนี้คือง่ายมาก ถ้าสมมติข้อมูลเรามีแค่นี้นี่

2148
01:01:45,950 --> 01:01:48,299
เรานั่งพิมพ์ที่ละร้านก็ได้ครับ แต่ถ้าสมมติเราเป็น

2149
01:01:48,299 --> 01:01:52,299
มีของประมาณ 10 ชิ้น

2150
01:01:54,339 --> 01:01:54,981
เขาบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีขอขึ้นราคาคุณจะมานั่งพิมพ์ใหม่ทุก อันเมื่อไหร่จะเสร็จ

2151
01:01:54,981 --> 01:01:55,076

2152
01:01:55,076 --> 01:01:55,423

2153
01:01:55,423 --> 01:01:56,046

2154
01:01:56,046 --> 01:01:56,351

2155
01:01:56,351 --> 01:01:59,911

2156
01:01:59,911 --> 01:02:00,740
เพิ่มขึ้นชิ้นละ 10 บาท มีของอยู่แสนชิ้น

2157
01:02:00,740 --> 01:02:01,297

2158
01:02:01,297 --> 01:02:03,162

2159
01:02:03,162 --> 01:02:04,870
นั่งพิมพ์ไปแสนครั้ง

2160
01:02:04,870 --> 01:02:08,870
แต่ถ้าเรารู้จัก

2161
01:02:09,587 --> 01:02:09,883
คำสั่งในระบบจัดการฐานข้อมูลพิมพ์ แค่ 2 บรรทัดมันเสร็จหมดเลย

2162
01:02:09,883 --> 01:02:10,519

2163
01:02:10,519 --> 01:02:10,980
นะคะ

2164
01:02:10,980 --> 01:02:11,290

2165
01:02:11,290 --> 01:02:15,290

2166
01:02:17,879 --> 01:02:18,115
นี่คือการปรับปรุงฐานข้อมูล อันนี้ก็คือประโยชน์หนึ่งของฐานข้อมูลนะคะ

2167
01:02:18,115 --> 01:02:18,456

2168
01:02:18,456 --> 01:02:22,456

2169
01:02:23,744 --> 01:02:24,265
ถ้าเราไม่มีศาลมีคำสั่งต่อไปนี้เราต้องมาพิมพ์ใหม่เหนื่อยมาก ๆ นะคะ

2170
01:02:24,265 --> 01:02:24,685

2171
01:02:24,685 --> 01:02:25,707

2172
01:02:25,707 --> 01:02:26,139
อันนี้คือประโยชน์

2173
01:02:26,139 --> 01:02:27,369

2174
01:02:27,369 --> 01:02:27,913
เรารู้คำสั่ง

2175
01:02:27,913 --> 01:02:28,646

2176
01:02:28,646 --> 01:02:29,440
นะคะ

2177
01:02:29,440 --> 01:02:29,656

2178
01:02:29,656 --> 01:02:29,915

2179
01:02:29,915 --> 01:02:31,735

2180
01:02:31,735 --> 01:02:35,735
มีเงื่อนไขเพิ่มเติม

2181
01:02:39,960 --> 01:02:40,543

2182
01:02:33,800 --> 01:02:37,800

2183
01:02:38,286 --> 01:02:38,428
เงื่อนไขเพิ่มเติมนะคะ ให้ปรับปรุงราง Book

2184
01:02:38,428 --> 01:02:42,428

2185
01:02:42,752 --> 01:02:46,302
ให้เงื่อนไขคือเศรษฐกิจมันดีแล้วของมันถูก

2186
01:02:46,302 --> 01:02:47,295
ให้สินค้าลง 50 บาท

2187
01:02:47,295 --> 01:02:50,384
เฉพาะ

2188
01:02:50,384 --> 01:02:53,760
รหัสสำนักพิมพ์ 12 เท่านั้น

2189
01:02:53,760 --> 01:02:55,894
เฉพาะบางบริษัท

2190
01:02:55,894 --> 01:02:59,894
ก็ว่าไป อย่างเช่น

2191
01:03:02,714 --> 01:03:03,628
วันนี้สินค้าราคาลงเฉพาะบริษัทนี้ เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงราคาลงได้ พิมพ์เพิ่มอีก 1 บรรทัด

2192
01:03:03,628 --> 01:03:04,523
นะคะ

2193
01:03:04,523 --> 01:03:05,303
ถามว่า

2194
01:03:05,303 --> 01:03:06,059
แล้วสิน

2195
01:03:06,059 --> 01:03:10,059

2196
01:03:14,756 --> 01:03:16,096
ค้าในบริษัทอื่นจะเปลี่ยนไหม ไม่เปลี่ยนนะคะ เพราะเรากำหนดเงื่อนไขว่าเฉพาะสำนักพิมพ์ 12 เท่านั้นที่ลดราคาลง 50 บาท

2197
01:03:16,096 --> 01:03:16,450

2198
01:03:16,450 --> 01:03:16,705

2199
01:03:16,705 --> 01:03:17,520

2200
01:03:17,520 --> 01:03:18,943

2201
01:03:18,943 --> 01:03:22,943
ตัวนี้นะคะ

2202
01:03:23,049 --> 01:03:24,573
คำสั่งลบง่าย ๆ ค่ะ

2203
01:03:24,573 --> 01:03:28,573
Delete from

2204
01:03:37,243 --> 01:03:36,792
ก็ตามนี้เลยนะคะ

2205
01:03:26,190 --> 01:03:30,190

2206
01:03:39,097 --> 01:03:40,863
ให้ลบข้อมูลจากตาราง Book โดยมีเงื่อนไขให้ลบเฉพาะ BookID ที่มีค่า 1010 จากจะมีตัวนี้เราก็ลบออก

2207
01:03:40,863 --> 01:03:42,000
ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นแบบนี้

2208
01:03:42,000 --> 01:03:42,398
อันนี้

2209
01:03:42,398 --> 01:03:45,675

2210
01:03:45,675 --> 01:03:47,000
คือคำสั่งอย่างง่ายที่เราจะเรียนในสัปดาห์หน้า

2211
01:03:47,000 --> 01:03:47,371
นะคะ

2212
01:03:47,371 --> 01:03:47,570

2213
01:03:47,570 --> 01:03:51,006

2214
01:03:51,006 --> 01:03:51,427
เดี๋ยวอาทิตย์หน้า อาจารย์จะเตรียมข้อมูลมา

2215
01:03:51,427 --> 01:03:55,427

2216
01:03:55,606 --> 01:03:56,988
ให้นักศึกษาเพิ่มฐานข้อมูลเองพิมพ์เอง

2217
01:03:56,988 --> 01:03:59,492
นะคะ

2218
01:03:59,492 --> 01:04:01,611
ตั้งค่าคีย์หลักเอง

2219
01:04:01,611 --> 01:04:03,346
กรอกข้อมูลเองทั้งหมด

2220
01:04:03,346 --> 01:04:06,800
ลองลบข้อมูล

2221
01:04:06,800 --> 01:04:07,869
ลองดึงข้อมูลเป็นรายงานออกมาด้วยตัวเอง

2222
01:04:07,869 --> 01:04:08,251
นะคะ

2223
01:04:08,251 --> 01:04:10,063

2224
01:04:10,063 --> 01:04:11,412
สัปดาห์นี้จะให้ล

2225
01:04:11,412 --> 01:04:11,636
องกลับทบทวนว่า

2226
01:04:11,636 --> 01:04:15,417

2227
01:04:15,417 --> 01:04:16,484
คำสั่งที่จะใช้ select delete from

2228
01:04:16,484 --> 01:04:17,008
update set

2229
01:04:17,008 --> 01:04:19,433

2230
01:04:19,433 --> 01:04:19,887
insert into อะไรก็ว่าไป

2231
01:04:19,887 --> 01:04:21,781

2232
01:04:21,781 --> 01:04:23,511
มันจะเป็นอย่างไรบ้างนะคะ

2233
01:04:23,511 --> 01:04:23,824
อาทิตย์หน้า

2234
01:04:23,824 --> 01:04:26,939

2235
01:04:26,939 --> 01:04:28,725
เอานิ้วมือมาให้พร้อม เพราะเราต้องพิมพ์เอง

2236
01:04:28,725 --> 01:04:29,104
เครื่องใครเครื่องมันนะคะ

2237
01:04:29,104 --> 01:04:29,416

2238
01:04:29,416 --> 01:04:30,888

2239
01:04:30,888 --> 01:04:33,002
เครื่องใส่เครื่องมัน

2240
01:04:33,002 --> 01:04:33,565
ใครพิมพ์ภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่อง

2241
01:04:33,565 --> 01:04:33,790

2242
01:04:33,790 --> 01:04:35,075

2243
01:04:35,075 --> 01:04:36,713
ก็จะได้คล่องนี่แหละ

2244
01:04:36,713 --> 01:04:38,121
อาทิตย์หน้านะคะ

2245
01:04:38,121 --> 01:04:39,982
หัดพิมพ์บ่อย ๆ

2246
01:04:39,982 --> 01:04:43,982
เพราะว่า

2247
01:04:44,752 --> 01:04:46,452
การพิมพ์คำสั่ง SQL ที่สุดแล้วสำหรับการเขียนโปรแกรมนะคะ

2248
01:04:46,452 --> 01:04:49,650
อาทิตย์นี้ก็จะ

2249
01:04:49,650 --> 01:04:53,010
ประมาณนี้นะคะ เดี๋ยวเราอาทิตย์หน้า

2250
01:04:53,010 --> 01:04:54,005
ก็มาให้เร็วหน่อย เพราะว่าเราจะเป็นปฏิบัติ

2251
01:04:54,005 --> 01:04:55,091
นะคะ

2252
01:04:55,091 --> 01:04:55,743

2253
01:04:55,743 --> 01:04:59,561

2254
01:04:59,561 --> 01:04:59,857
ก็ขอบคุณล่าม ขอบคุณถอดความนะคะ วันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ

2255
01:04:59,857 --> 01:05:00,089

2256
01:05:00,089 --> 01:05:00,928

2257
01:05:00,928 --> 01:05:01,478
โอเคค่ะ

2258
01:05:01,478 --> 01:05:02,648

2259
01:05:02,648 --> 01:05:06,648
ขอบคุณมากนะคะ

2260
01:05:07,340 --> 01:05:08,647

2261
01:05:08,647 --> 01:05:09,685

2262
01:05:09,685 --> 01:05:13,685

2263
01:05:15,023 --> 01:05:15,812

2264
01:05:15,812 --> 01:05:16,085

2265
01:05:16,085 --> 01:05:20,085

2266
01:05:20,131 --> 01:05:22,859

2267
01:05:22,859 --> 01:05:25,596

2268
01:05:25,596 --> 01:05:26,001

2269
01:05:26,001 --> 01:05:26,202

2270
01:05:26,202 --> 01:05:27,070

2271
01:05:27,070 --> 01:05:27,348

2272
01:05:27,348 --> 01:05:28,208

2273
01:05:28,208 --> 01:05:29,720

2274
01:05:29,720 --> 01:05:30,260

2275
01:05:30,260 --> 01:05:30,832

2276
01:05:30,832 --> 01:05:31,440

2277
01:05:31,440 --> 01:05:32,067

2278
01:05:32,067 --> 01:05:33,163

2279
01:05:33,163 --> 01:05:33,391

2280
01:05:33,391 --> 01:05:34,006

2281
01:05:34,006 --> 01:05:34,161

2282
01:05:34,161 --> 01:05:38,161


