﻿1
00:00:03,939 --> 00:00:03,939

2
00:00:03,939 --> 00:00:03,939

3
00:00:03,939 --> 00:00:06,133
(อาจารย์เกวลี) การได้ยินไหมคะ

4
00:00:06,133 --> 00:00:07,744
ได้ยินค่ะ

5
00:00:07,744 --> 00:00:08,632
โอเคค่ะ

6
00:00:08,632 --> 00:00:08,953

7
00:00:08,953 --> 00:00:09,665

8
00:00:09,665 --> 00:00:10,875

9
00:00:10,875 --> 00:00:12,295
อาทิตย์นี้

10
00:00:12,295 --> 00:00:16,295
นะคะ จะเป็นการแนะนำตัวโปรแกรมที่เราจะใช้

11
00:00:17,476 --> 00:00:17,666

12
00:00:17,666 --> 00:00:20,108
เขียน

13
00:00:20,108 --> 00:00:21,138

14
00:00:21,138 --> 00:00:21,588

15
00:00:21,588 --> 00:00:21,910

16
00:00:21,910 --> 00:00:25,910
ระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ ก็จะเป็นโปรแกรมเอาอย่างงายก่อนแล้วกัน

17
00:00:27,734 --> 00:00:31,734
นะคะ เพราะว่าไอ้ตัวภาษา SQL นี่ มันก็จะมีโปรแกรมที่ใช้งานร่วมกันได้

18
00:00:34,140 --> 00:00:35,611
หลายโปรแกรมมาก

19
00:00:35,611 --> 00:00:36,380

20
00:00:36,380 --> 00:00:37,091

21
00:00:37,091 --> 00:00:37,352

22
00:00:37,352 --> 00:00:40,354
อาจจะเป็น mysql หรือเป็น Oracle

23
00:00:40,354 --> 00:00:43,685
แต่มันก็จะใช้ภาษาเดียวกันคือภาษา html ซึ่ง

24
00:00:43,685 --> 00:00:44,146

25
00:00:44,146 --> 00:00:48,146
โปรแกรมในเครื่องเราถ้าไม่ได้ติดตั้งเพิ่มเติมเขาจะมีอยู่แล้วนะคะ ก็คือโปรแกรม

26
00:00:49,268 --> 00:00:49,839

27
00:00:49,839 --> 00:00:51,250
Microsoft Access

28
00:00:51,250 --> 00:00:51,441

29
00:00:51,441 --> 00:00:54,011
นะคะ บันทึกมีความสามารถ

30
00:00:54,011 --> 00:00:55,611
ที่จะพิมพ์

31
00:00:55,611 --> 00:00:58,304
คำสั่งภาษา SQL ลงไปได้ด้วย

32
00:00:58,304 --> 00:00:58,493

33
00:00:58,493 --> 00:00:58,625

34
00:00:58,625 --> 00:01:00,996
แล้วก็ในส่วนของตัว

35
00:01:00,996 --> 00:01:02,286
โปรแกรมนี้นี่

36
00:01:02,286 --> 00:01:04,909
หน้าตาการทำงานมันจะคล้าย ๆ กับโปรแกรม

37
00:01:04,909 --> 00:01:07,791
Excel ที่เราเคยใช้งานกันอยู่แล้ว

38
00:01:07,791 --> 00:01:10,933
นะคะ เก็บข้อมูลในรูปแบบที่เป็นตารางเหมือนกัน

39
00:01:10,933 --> 00:01:11,134

40
00:01:11,134 --> 00:01:12,604
เราก็จะได้

41
00:01:12,604 --> 00:01:12,856

42
00:01:12,856 --> 00:01:15,168
ทำความเข้าใจกับมันง่ายขึ้นนะคะ

43
00:01:15,168 --> 00:01:15,296

44
00:01:15,296 --> 00:01:16,187

45
00:01:16,187 --> 00:01:19,458
โดยตัว Microsoft Access นี่นะคะ

46
00:01:19,458 --> 00:01:22,470
ในรูปตัวโปรแกรมมันจะเป็นสีส้ม ๆ นะ

47
00:01:22,470 --> 00:01:25,224
มันจะเป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์

48
00:01:25,224 --> 00:01:29,224
อย่างที่เราเคยได้วาดรูปไปแล้วว่าแต่ละตารางมันควรจะสัมพันธ์กันอ

49
00:01:30,618 --> 00:01:31,507

50
00:01:31,507 --> 00:01:31,768

51
00:01:31,768 --> 00:01:35,551
ย่างไรนะคะ โปรแกรมนี้นี่ มันก็จะมีความสามารถทั้ง

52
00:01:35,551 --> 00:01:37,152
การจัดการฐานข้อมูล

53
00:01:37,152 --> 00:01:37,543

54
00:01:37,543 --> 00:01:41,543
แล้วก็สร้างโปรแกรมได้ในตัวเดียวกัน ก็คือเป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างครบสำหรับการทำงาน

55
00:01:42,922 --> 00:01:45,105
สำหรับฐานข้อมูลเบื้องต้นนะคะ

56
00:01:45,105 --> 00:01:45,617

57
00:01:45,617 --> 00:01:49,617
มันเลยเหมาะกับที่จะให้นักศึกษาเรียนรู้แล้วก็พัฒนาโปรแกรมไว้ใช้งาน

58
00:01:51,129 --> 00:01:51,772
นะคะ

59
00:01:51,772 --> 00:01:52,090

60
00:01:52,090 --> 00:01:52,862

61
00:01:52,862 --> 00:01:54,273
รวมถึงคนที่

62
00:01:54,273 --> 00:01:57,085
อาจจะไม่มีความรู้ในการเขียนโปรแกรมมากนักนี่

63
00:01:57,085 --> 00:01:59,727
เขาก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้เช่นเดียวกัน

64
00:01:59,727 --> 00:02:03,177
นะคะ เพราะว่ามันก็วิธีการใช้งานก็ค่อนข้างสะดวก

65
00:02:03,177 --> 00:02:04,719
แล้วก็

66
00:02:04,719 --> 00:02:05,680

67
00:02:05,680 --> 00:02:07,540
ตัวโปรแกรมก็ใช้ง่าย

68
00:02:07,540 --> 00:02:07,991

69
00:02:07,991 --> 00:02:11,321
คำสั่งไม่เยอะซับซ้อนวุ่นวายมากนะคะ

70
00:02:11,321 --> 00:02:12,022

71
00:02:12,022 --> 00:02:13,752
หน้าตาตอนสร้าง

72
00:02:13,752 --> 00:02:17,752
ฐานข้อมูลก็จะเริ่มต้นประมาณนี้นะคะ แต่เดี๋ยวเราค่อยไปดูในตัวโปรแกรมกัน

73
00:02:18,564 --> 00:02:18,815

74
00:02:18,815 --> 00:02:22,815
มันจะมีส่วนของการทำงานหลัก ๆ อยู่ด้านบนนะคะ เราจะเรียกเป็นริบบอน

75
00:02:23,376 --> 00:02:24,337
ข้างบน

76
00:02:24,337 --> 00:02:24,590

77
00:02:24,590 --> 00:02:25,677
นะคะ

78
00:02:25,677 --> 00:02:28,301
ในรูปนี่ จะเป็น 10 เกี่ยวกับกัน

79
00:02:28,301 --> 00:02:28,500

80
00:02:28,500 --> 00:02:30,481
กำหนดโครงสร้างของตาราง

81
00:02:30,481 --> 00:02:30,862

82
00:02:30,862 --> 00:02:31,643
ราคา

83
00:02:31,643 --> 00:02:31,903

84
00:02:31,903 --> 00:02:32,864
แล้วก็

85
00:02:32,864 --> 00:02:33,115

86
00:02:33,115 --> 00:02:37,115
การกำหนดหน้าจอสำหรับบันทึกข้อมูลหรือแสดงข้อมูลแล้วก็สามารถทำได้

87
00:02:38,689 --> 00:02:40,362
การสร้างรายงาน

88
00:02:40,362 --> 00:02:40,549

89
00:02:40,549 --> 00:02:41,770
อาหาร เช่น

90
00:02:41,770 --> 00:02:41,960

91
00:02:41,960 --> 00:02:45,960
สมมติมีรายชื่ออยู่ 1 รายชื่อเราอยากให้มันออกเป็นรายงานเฉพาะชื่อที่เป็นผู้หญิง

92
00:02:47,993 --> 00:02:50,995
เราก็สามารถช่างรายงานออกมาได้เหมือนกัน

93
00:02:50,995 --> 00:02:51,386

94
00:02:51,386 --> 00:02:55,386
รวมถึงการสืบค้นการเรียกดูข้อมูลอื่นตามเงื่อนไขแล้วก็สามารถทำได้

95
00:02:56,126 --> 00:03:00,126
ส่วนของการสืบค้นเรียกดูข้อมูลนี่ เราจะใช้คำสั่ง SQL

96
00:03:00,229 --> 00:03:01,831
เราจะพิมพ์ด้วยตัวเอง

97
00:03:01,831 --> 00:03:03,491
เราจะไม่ใช้

98
00:03:03,491 --> 00:03:03,751

99
00:03:03,751 --> 00:03:05,362
โปรแกรมสำเร็จรูปทุกอย่าง

100
00:03:05,362 --> 00:03:09,362
เราจะได้รู้เลยว่าเวลาที่เราใช้ภาษา html มันทำงานง

101
00:03:09,845 --> 00:03:11,505

102
00:03:11,505 --> 00:03:12,477

103
00:03:12,477 --> 00:03:15,418
อย่างไร โดยตารางที่อยู่ใน

104
00:03:15,418 --> 00:03:19,418
โปรแกรม Access นะคะ รูปแบบของตารางนี่

105
00:03:20,162 --> 00:03:20,352

106
00:03:20,352 --> 00:03:24,202
ซึ่งมันเป็นมาตรฐานของการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบฐานข้อมูลอยู่แล้ว

107
00:03:24,202 --> 00:03:24,904

108
00:03:24,904 --> 00:03:27,085
ถ้าเราต้องการจะบันทึก

109
00:03:27,085 --> 00:03:31,085
หรือเก็บข้อมูลนี่ เราก็จะต้องสร้างตารางขึ้นมาก่อน ถึงจะใช้งานได้

110
00:03:32,860 --> 00:03:33,621
เหมือน

111
00:03:33,621 --> 00:03:37,621
อาทิตย์ก่อน ๆ ที่อาจารย์ให้ศึกษาลองเปิดโปรแกรมดูนี่ บางคนจะยังพิมพ์อะไรลงไปไม่ได้เลย

112
00:03:39,338 --> 00:03:39,586

113
00:03:39,586 --> 00:03:40,359
เพราะว่า

114
00:03:40,359 --> 00:03:41,709
เรายังไม่มีตาราง

115
00:03:41,709 --> 00:03:42,028

116
00:03:42,028 --> 00:03:42,218

117
00:03:42,218 --> 00:03:42,598

118
00:03:42,598 --> 00:03:43,369
นะคะ

119
00:03:43,369 --> 00:03:46,002
มันจะดูเหมือนกดอะไรไม่ได้เพราะ

120
00:03:46,002 --> 00:03:47,923
เรายังไม่ได้เริ่มสร้างตารางเลย

121
00:03:47,923 --> 00:03:51,923
นะคะ การสร้างตารางในที่นี้นี่ มันก็คือการตั้งชื่อ

122
00:03:52,025 --> 00:03:54,785
แล้วก็กำหนดโครงสร้างของตารางด้วย

123
00:03:54,785 --> 00:03:55,106

124
00:03:55,106 --> 00:03:55,356

125
00:03:55,356 --> 00:03:59,356
นั่นก็คือเราก็จะมีค่าใน Excel มันจะเป็นคอลัมน์คอลัมน์ใช่ไหมคะ

126
00:04:00,229 --> 00:04:00,799

127
00:04:00,799 --> 00:04:03,881
Access ก็เหมือนกัน เราก็ต้องโหลดว่า

128
00:04:03,881 --> 00:04:05,800
หัว Column แต่ละคอลัมน์

129
00:04:05,800 --> 00:04:07,082
ก็คือฟิวนี่แหละ

130
00:04:07,082 --> 00:04:08,042
นะคะ

131
00:04:08,042 --> 00:04:09,714
มันจะมีชื่อว่าอะไรบ้าง

132
00:04:09,714 --> 00:04:13,714
แล้วก็คุณสมบัติของข้อมูลที่ต้องบรรจุลงไปในนะเนี่ย

133
00:04:14,775 --> 00:04:15,486

134
00:04:15,486 --> 00:04:19,486
มีอะไรนะคะ เช่น เป็นตัวหนังสือเท่านั้น

135
00:04:19,717 --> 00:04:22,340
หรือเป็นตัวเลขผสมกับตัวหนังสือ

136
00:04:22,340 --> 00:04:25,160
หรือรับเฉพาะค่าตัวเลข

137
00:04:25,160 --> 00:04:27,601
ตัวเลขต้องไม่เกิน 10 ตัว

138
00:04:27,601 --> 00:04:28,813
อะไรก็ว่าไป

139
00:04:28,813 --> 00:04:30,734
รวมถึงต้องกำหนดคีย์หลัก

140
00:04:30,734 --> 00:04:31,315

141
00:04:31,315 --> 00:04:35,315
การกำหนดคีย์หลักในโปรแกรม Access มันก็ง่าย ๆ กดปุ่มเดียวก็เสร็จเลย

142
00:04:36,317 --> 00:04:40,317
แล้วก็ต้องกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป

143
00:04:40,932 --> 00:04:41,184

144
00:04:41,184 --> 00:04:41,823
ว่า

145
00:04:41,823 --> 00:04:43,563
มันจะเชื่อมต่อกันอ

146
00:04:43,563 --> 00:04:44,784
ย่างไรนะคะ

147
00:04:44,784 --> 00:04:45,354

148
00:04:45,354 --> 00:04:46,505

149
00:04:46,505 --> 00:04:49,779
ตัวอย่างโครงสร้างของฐานข้อมูลนี้เรา

150
00:04:49,779 --> 00:04:53,779
ทบทวนอีกรอบนะคะ  ที่โชว์อยู่ในหน้าจอตอนนี้ก็คือเราเรียกว่า "ตาราง" นะ

151
00:04:55,294 --> 00:04:55,875

152
00:04:55,875 --> 00:04:58,686
มีแถวมีคอลัมน์

153
00:04:58,686 --> 00:04:59,467
นะคะ

154
00:04:59,467 --> 00:05:00,039

155
00:05:00,039 --> 00:05:04,039
แนวตั้งเรียกว่าคอลัมน์ ถ้าศัพท์ในระบบจัดการฐานข้อมูล

156
00:05:05,160 --> 00:05:09,160
ตัวอย่างในตารางนี้จะมีอยู่ 4 Field คือสีคอลัมน์

157
00:05:09,652 --> 00:05:13,175
มี 3 ได้กอดก็คือ 3 แถวข้อมูล

158
00:05:13,175 --> 00:05:17,086
อันนี้เป็นตัวอย่างข้อมูลผู้ป่วย

159
00:05:17,086 --> 00:05:21,086
นะคะ ไอ้ตัว HN นี่มันย่อมาจากรหัส

160
00:05:21,510 --> 00:05:22,341

161
00:05:22,341 --> 00:05:26,341
ป่วยนะคะ Hospn Number แล้วก็จะมีชื่อมีนามสกุลจริงที่อยู่อันนี้เป็น

162
00:05:27,852 --> 00:05:30,355
ตัวอย่างการเก็บข้อมูลอย่างง่าย

163
00:05:30,355 --> 00:05:32,026
ตัวอย่างง่าย

164
00:05:32,026 --> 00:05:34,136
ส่วนในโปรแกรม

165
00:05:34,136 --> 00:05:35,416

166
00:05:35,416 --> 00:05:39,416
เราจะสร้างตารางนะคะ โดยที่กันเราจะมากำหนดคุณสมบัติ

167
00:05:41,261 --> 00:05:43,942
ของคอลัมน์แบบเมื่อกี้นี้

168
00:05:43,942 --> 00:05:47,942
นะคะ เราจะมากดกดตรงที่ส่วนของการดีไซน์การออกแบบ

169
00:05:48,882 --> 00:05:50,935
มันก็ถามว่ายังอยู่ตรงนี้

170
00:05:50,935 --> 00:05:51,385

171
00:05:51,385 --> 00:05:54,008
อันนี้มันเป็น

172
00:05:54,008 --> 00:05:58,008
ชื่อคอลัมน์อะไรนะคะ เก็บข้อมูลชนิดอะไร

173
00:06:03,731 --> 00:06:03,599

174
00:05:59,971 --> 00:06:01,064

175
00:06:01,064 --> 00:06:03,755
บางทีตัว ID นี่

176
00:06:03,755 --> 00:06:06,836
ถ้าเราไม่ได้กำหนดค่ามันจะเป็น

177
00:06:06,836 --> 00:06:07,217

178
00:06:07,217 --> 00:06:11,217
Auto มันจะเพิ่มไปเรื่อย ๆ ตามจำนวนที่เราเพิ่มเข้ามา

179
00:06:14,852 --> 00:06:12,819

180
00:06:10,741 --> 00:06:11,122

181
00:06:11,122 --> 00:06:15,122
แต่เราสามารถระบุเองก็ได้ค่ะ บางทีเราไม่อยากได้ตัวเลข

182
00:06:18,250 --> 00:06:15,992
1

183
00:06:15,744 --> 00:06:17,725
2 3 4 5 ไปเรื่อย ๆ

184
00:06:17,725 --> 00:06:19,586
นี่ บางทีก็

185
00:06:19,586 --> 00:06:21,576
มันอาจจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ทุกระบบ

186
00:06:21,576 --> 00:06:24,077
นะคะ จะต้องมีตัวหนังสือ

187
00:06:24,077 --> 00:06:24,268

188
00:06:24,268 --> 00:06:26,317
ที่มันมีมาผสมกับตัวเลข

189
00:06:26,317 --> 00:06:28,369
รหัสนักศึกษาเรานี่

190
00:06:28,369 --> 00:06:31,380
เข้ามาใหม่แล้ว 1 2 3 4 5 ไปเลยไม่ได้

191
00:06:31,380 --> 00:06:32,281

192
00:06:32,281 --> 00:06:34,453
มันจะต้องกำหนดเฉพาะ

193
00:06:34,453 --> 00:06:38,436
ขึ้นต้นด้วยปีการศึกษาตามมาด้วยรหัสคณะ

194
00:06:38,436 --> 00:06:40,228
ตามมาด้วยรหัสหลักสูตร

195
00:06:40,228 --> 00:06:44,228
แล้วค่อยเป็นถึงเลขที่ของเราว่าเลขที่อะไร

196
00:06:47,811 --> 00:06:45,337

197
00:06:43,748 --> 00:06:44,007

198
00:06:44,007 --> 00:06:44,579

199
00:06:44,579 --> 00:06:48,579
ตัวอย่าง

200
00:06:49,337 --> 00:06:45,645

201
00:06:45,808 --> 00:06:46,059

202
00:06:46,059 --> 00:06:47,660

203
00:06:47,660 --> 00:06:51,660
ถ้าเป็นการทำงานในการจัดการตารางจริง ๆ นี่ มันจะไม่มีข้อมูลแค่นิดเดียวอย่างที่เราเคยเห็น

204
00:06:57,677 --> 00:06:54,366

205
00:06:54,719 --> 00:06:56,388
อย่างนั้นซ้าย

206
00:06:56,388 --> 00:06:56,957
นะคะ

207
00:06:56,957 --> 00:06:58,818
ก็จะเป็นตัวอย่างของ

208
00:06:58,818 --> 00:06:59,329

209
00:06:59,329 --> 00:07:01,309
ตารางทั้งหมดที่มันเอามา

210
00:07:01,309 --> 00:07:01,439

211
00:07:01,439 --> 00:07:02,921
เชื่อมโยงกัน

212
00:07:02,921 --> 00:07:03,052

213
00:07:03,052 --> 00:07:05,032
มีไม่ต่ำกว่า 20 ตาราง

214
00:07:05,032 --> 00:07:05,613

215
00:07:05,613 --> 00:07:07,915
นะคะ ถ้ามันเป็นระบบงานใหญ่ ๆ

216
00:07:07,915 --> 00:07:08,115

217
00:07:08,115 --> 00:07:08,945
รวมถึง

218
00:07:08,945 --> 00:07:12,945
การกำหนดด้วยว่าข้อมูลแต่ละชนิดที่เข้ามานี่ อย่างเช่น  ID

219
00:07:14,196 --> 00:07:18,196
เขากำหนดให้เป็นตัวเลขให้มันเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อนุมัติ

220
00:07:18,240 --> 00:07:18,761

221
00:07:18,761 --> 00:07:20,160
ส่วนเลข

222
00:07:20,160 --> 00:07:22,342
ประจำตัวผู้ป่วย

223
00:07:22,342 --> 00:07:24,073
เขาจะให้กรอก

224
00:07:24,073 --> 00:07:25,222
นะคะ

225
00:07:25,222 --> 00:07:27,855
แล้วก็จะมีคำอธิบายว่าไอ้คำ

226
00:07:27,855 --> 00:07:29,964
ย่อหรือหัวตารางนี่

227
00:07:29,964 --> 00:07:30,737

228
00:07:30,737 --> 00:07:33,106
ถ้าเป็นภาษาไทยคืออะไร

229
00:07:33,106 --> 00:07:33,938
นะคะ

230
00:07:33,938 --> 00:07:34,197

231
00:07:34,197 --> 00:07:34,968

232
00:07:34,968 --> 00:07:36,510

233
00:07:36,510 --> 00:07:38,050
อย่่าง OHN คือเลขบัตรเดิม

234
00:07:38,050 --> 00:07:41,179
ต้องพิมพ์อย่างไร หนูไม่จำเป็นต้องพิมพ์ไหม

235
00:07:41,179 --> 00:07:43,619
ชื่อแรกจำเป็นต้องพิมพ์นามสกุล

236
00:07:43,619 --> 00:07:45,863
เราจะกำหนดตรงนี้ด้วยคำอธิบาย

237
00:07:45,863 --> 00:07:46,122

238
00:07:46,122 --> 00:07:47,213

239
00:07:47,213 --> 00:07:49,453
ถ้าในส่วนของ

240
00:07:49,453 --> 00:07:51,575
ฐานข้อมูล

241
00:07:51,575 --> 00:07:54,004
จะ เรียกว่าเป็น "พจนานุกรมข้อมูล

242
00:07:54,004 --> 00:07:55,925
" หรือ Data Dictionary

243
00:07:55,925 --> 00:07:57,526
ก็คือสิ่งที่เราต้องบอก

244
00:07:57,526 --> 00:07:58,737
อย่างสมุติว่า

245
00:07:58,737 --> 00:08:01,117
จะเป็นโปรแกรมเมอร์คนใหม่มาทำงาน

246
00:08:01,117 --> 00:08:01,379

247
00:08:01,379 --> 00:08:02,210
นะคะ

248
00:08:02,210 --> 00:08:02,339

249
00:08:02,339 --> 00:08:04,580
เห็นคำย่อ PT

250
00:08:04,580 --> 00:08:05,790
M

251
00:08:05,790 --> 00:08:06,692

252
00:08:06,692 --> 00:08:07,653
arry คืออะไร

253
00:08:07,653 --> 00:08:07,983

254
00:08:07,983 --> 00:08:08,304

255
00:08:08,304 --> 00:08:11,945
มาทำงานต่อจากเขาแล้วเขาไม่เขียนอธิบายว่า

256
00:08:11,945 --> 00:08:13,546
คำศัพท์คำนี

257
00:08:13,546 --> 00:08:13,868

258
00:08:13,868 --> 00:08:15,788
้ มันคือข้อมูลอะไรที่ต้องตอบ

259
00:08:15,788 --> 00:08:15,918

260
00:08:15,918 --> 00:08:16,570

261
00:08:16,570 --> 00:08:17,401

262
00:08:17,401 --> 00:08:18,230

263
00:08:18,230 --> 00:08:18,432

264
00:08:18,432 --> 00:08:19,963
นั่นคือสถานภาพสมรส

265
00:08:19,963 --> 00:08:22,716
สมมติเขาไม่ได้บอกเราไว้

266
00:08:22,716 --> 00:08:25,607
เราก็ต้องมากว่าจะทำความเข้าใจได้ว่า

267
00:08:25,607 --> 00:08:25,867

268
00:08:25,867 --> 00:08:28,879
สรุปข้อมูลนี้เขาต้องการข้อมูลอะไรกันแน่

269
00:08:28,879 --> 00:08:32,879
เพราะฉะนั้น การเขียนคำอธิบายก็ค่อนข้างจำเป็นเหมือนกัน สำหรับการจัดการฐานข้อมูล

270
00:08:34,264 --> 00:08:36,245
นะคะ

271
00:08:36,245 --> 00:08:36,694

272
00:08:36,694 --> 00:08:36,884

273
00:08:36,884 --> 00:08:37,276

274
00:08:37,276 --> 00:08:38,686
ส่วนด้านล่าง

275
00:08:38,686 --> 00:08:39,576

276
00:08:39,576 --> 00:08:39,897

277
00:08:39,897 --> 00:08:42,789
จะเป็นการบอกขนาดของข้อมูล

278
00:08:42,789 --> 00:08:46,502
นะคะ  เช่น เงินเดือน จำนวนเงินเดือน

279
00:08:46,502 --> 00:08:47,213

280
00:08:47,213 --> 00:08:50,094
เงินเดือนน่าจะไม่มีแค่ 2 หลัก

281
00:08:50,094 --> 00:08:54,094
บางคนเงินเดือนเยอะบางคนเงินเดือนน้อย เราก็สามารถกำหนดได้ว่า

282
00:08:54,839 --> 00:08:56,818
เลขที่สามารถกรอกเข้าไปได้นี่

283
00:08:56,818 --> 00:08:58,239
มากขนาดไหน

284
00:08:58,239 --> 00:09:00,030
อาจจะยังไม่เห็นภาพ

285
00:09:00,030 --> 00:09:04,030
ถ้าสมุติว่ามันเป็นคอลัมน์ที่เกี่ยวกับงบประมาณประเทศ

286
00:09:04,131 --> 00:09:04,511

287
00:09:04,511 --> 00:09:05,022

288
00:09:05,022 --> 00:09:06,953
ไม่ต้องกรอกตัวเลขเยอะ ๆ

289
00:09:06,953 --> 00:09:10,284
นะคะ เลข 6-7 หลักมันไม่พอแน่นอน

290
00:09:10,284 --> 00:09:14,284
เราก็ต้องมากำหนดต้องดูด้วยว่าข้อมูลที่ใส่ได้ควรจะเป็นข้อมูล

291
00:09:15,928 --> 00:09:17,529
ขนาดไหน

292
00:09:17,529 --> 00:09:21,529
หรือบัตรประชาชนเรามากำหนดเลยว่าให้กรอกได้แค่ 13 หลัก

293
00:09:25,294 --> 00:09:28,209

294
00:09:21,763 --> 00:09:24,515
เราก็จะมากำหนดตรง Properties ข้างล่างตรงนี้

295
00:09:24,515 --> 00:09:25,734
นะคะ

296
00:09:25,734 --> 00:09:28,555

297
00:09:28,555 --> 00:09:32,076
การสร้างตารางโดยใช้มุมมอง

298
00:09:32,076 --> 00:09:33,491
การออกแบบ

299
00:09:33,491 --> 00:09:34,198

300
00:09:34,198 --> 00:09:38,041
นะคะ มันก็จะมีการกำหนดว่าชื่อของ Field หรือชื่อแต่ละคอลัมน์

301
00:09:38,041 --> 00:09:40,033
ควรตั้งชื่ออะไร

302
00:09:40,033 --> 00:09:40,223

303
00:09:40,223 --> 00:09:44,223
ควรจะตั้งให้มีความหมายแล้วก็ไม่ยาวจนเกินไป

304
00:09:44,384 --> 00:09:46,764
แล้วก็ห้ามใช้สัญลักษณ์พิเศษ

305
00:09:46,764 --> 00:09:47,085

306
00:09:47,085 --> 00:09:49,517
พวกเครื่องหมายคำถาม

307
00:09:49,517 --> 00:09:52,137
เครื่องหมายแฮชแท็กอ

308
00:09:52,137 --> 00:09:52,328

309
00:09:52,328 --> 00:09:53,168
ะไรพวกนี้นะคะ

310
00:09:53,168 --> 00:09:54,840
หรือ

311
00:09:54,840 --> 00:09:58,291
... Underscore ขีดเส้นใต้ เราจะไม่ใส่

312
00:09:58,291 --> 00:09:58,492

313
00:09:58,492 --> 00:09:58,612

314
00:09:58,612 --> 00:09:59,513

315
00:09:59,513 --> 00:09:59,705

316
00:09:59,705 --> 00:10:00,154

317
00:10:00,154 --> 00:10:04,154
รวมถึงประเทศของข้อมูลนะคะ ก็คือชนิดของข้อมูลที่จัดเก็บในคอลัมน์อยู่ Field แน่น ๆ

318
00:10:08,229 --> 00:10:09,770
รหัสสินค้า

319
00:10:09,770 --> 00:10:10,602

320
00:10:10,602 --> 00:10:14,134
มันควรจะเป็นได้ทั้งตัวเลขและตัวอักษรผสมกัน

321
00:10:14,134 --> 00:10:15,795
ส่วนราคา

322
00:10:15,795 --> 00:10:16,306

323
00:10:16,306 --> 00:10:16,626

324
00:10:16,626 --> 00:10:17,206
นะคะ

325
00:10:17,206 --> 00:10:19,068
ควรจะเป็นตัวเลขอย่างเดียว

326
00:10:19,068 --> 00:10:19,708

327
00:10:19,708 --> 00:10:20,800
เราไม่พิมพ์

328
00:10:20,800 --> 00:10:21,059

329
00:10:21,059 --> 00:10:25,059
เราจะไม่พิมพ์ 500 แล้วก็ใส่ ก ไก่ อีก 2 ตัวแทน  0 มันไม่ใช่

330
00:10:25,672 --> 00:10:28,942
500 ก็คือเป็นตัวเลขอย่างเดียว

331
00:10:28,942 --> 00:10:29,713

332
00:10:29,713 --> 00:10:30,035

333
00:10:30,035 --> 00:10:34,035
ถ้าสมมติข้อมูลนั้น ๆ จะต้องนำไปคำนวณ

334
00:10:34,836 --> 00:10:35,548

335
00:10:35,548 --> 00:10:38,620
ควรจะเป็นข้อมูลชนิดอะไร เช่น อายุ

336
00:10:38,620 --> 00:10:38,941

337
00:10:38,941 --> 00:10:39,641

338
00:10:39,641 --> 00:10:41,562
คือเอาวันเดือนปีเกิดไปคำนวณ

339
00:10:41,562 --> 00:10:43,943
มันจะต้องเป็นตัวเลขหรือวันที่

340
00:10:43,943 --> 00:10:45,485
หรืออ

341
00:10:45,485 --> 00:10:49,067
ย่างไรนะคะ เราก็ต้องมาพิจารณาข้อมูลพวกนั้นด้วย

342
00:10:49,067 --> 00:10:50,929
เช็กวันเข้าทำงาน

343
00:10:50,929 --> 00:10:51,499

344
00:10:51,499 --> 00:10:53,241
วันแรกจนถึงปัจจุบัน

345
00:10:53,241 --> 00:10:55,482
เขาทำงานมาแล้วกี่ปี

346
00:10:55,482 --> 00:10:57,533
ว่าจะใช้วันที่ในการคำนวณ

347
00:10:57,533 --> 00:10:58,234
นะคะ

348
00:10:58,234 --> 00:10:58,684

349
00:10:58,684 --> 00:11:02,684
เราก็ต้องพิจารณาตัวนี้ด้วย ถ้าสมมติว่าได้ไปทำฐานข้อมูลด้วยตัวเอง

350
00:11:03,935 --> 00:11:04,385

351
00:11:04,385 --> 00:11:06,946
ข้อมูลที่เป็นข้อความหรือว่า Te

352
00:11:06,946 --> 00:11:10,946
xt นะคะ ก็จะเป็นข้อมูลที่เป็นตัวอักษรตัวเลขตัวเลขทำไมถึงบอกว่าเป็น Text

353
00:11:12,272 --> 00:11:16,272
ถ้าตัวเลขที่ไม่ได้ใช้ในการคำนวณ เช่น รหัสนักศึกษาพวกคุณ

354
00:11:17,346 --> 00:11:19,009
เราจะไม่เอามาบวกกัน

355
00:11:19,009 --> 00:11:19,458

356
00:11:19,458 --> 00:11:20,348

357
00:11:20,348 --> 00:11:23,868
มันมีผลในการคำนวณนะคะ  มันเป็นตัวเลขบอกรหัสเฉย ๆ

358
00:11:23,868 --> 00:11:25,869
สัญลักษณ์เครื่องหมาย

359
00:11:25,869 --> 00:11:26,121

360
00:11:26,121 --> 00:11:30,121
ก็บางคนอาจจะจำเป็นที่ต้องใส่สัญลักษณ์

361
00:11:30,224 --> 00:11:34,224
คำนำหน้าชื่อ

362
00:11:36,454 --> 00:11:34,440

363
00:11:32,204 --> 00:11:32,595

364
00:11:32,595 --> 00:11:34,968
บางคนก็พิมพ์นางสาว

365
00:11:34,968 --> 00:11:36,958
บางคนพิมพ์

366
00:11:36,958 --> 00:11:37,339

367
00:11:37,339 --> 00:11:40,733
น.ส. มันก็จะมีสัญลักษณ์มีเครื่องหมายมีตัวอักขระ

368
00:11:40,733 --> 00:11:42,793
นะคะ ที่ผสมกัน

369
00:11:42,793 --> 00:11:44,456
ลบตัวเลข

370
00:11:44,456 --> 00:11:44,775

371
00:11:44,775 --> 00:11:47,466
ก็ตัวเลขนี่ ก็จะมีหลายประเภทเหมือนกัน

372
00:11:47,466 --> 00:11:47,849

373
00:11:47,849 --> 00:11:50,490
เป็นข้อมูลที่เป็นตัวเลขจะเป็นจำนวนเงิน

374
00:11:50,490 --> 00:11:51,190

375
00:11:51,190 --> 00:11:51,321

376
00:11:51,321 --> 00:11:52,790
การเก็บเงิน

377
00:11:52,790 --> 00:11:55,033
ก็มีให้เลือกหลายรูปแบบ

378
00:11:55,033 --> 00:11:58,244
นะคะ ถ้าเราเลือกข้อมูลเป็น B

379
00:11:58,244 --> 00:12:02,018
yte ข้อมูลที่เราเก็บได้จะมีแค่ 0-255 เท่านั้น

380
00:12:02,018 --> 00:12:05,608
แล้วก็เป็นจำนวนเต็ม ใส่เป็นทศนิยมไม่ได้

381
00:12:05,608 --> 00:12:09,140
นะคะ ข้อมูลที่เป็น Integer

382
00:12:09,140 --> 00:12:11,895
เป็นค่าตัวเลขระหว่าง 3 หมื่นกว่า

383
00:12:11,895 --> 00:12:12,212

384
00:12:12,212 --> 00:12:12,982
จะถึง

385
00:12:12,982 --> 00:12:16,125
30,000 จำนวนเต็มบวก

386
00:12:16,125 --> 00:12:19,709
เป็นเต็มบวกเต็มลบไม่มีจุดทศนิยม

387
00:12:19,709 --> 00:12:19,969

388
00:12:19,969 --> 00:12:20,350

389
00:12:20,350 --> 00:12:21,380

390
00:12:21,380 --> 00:12:24,070
ถ้าเป็น L

391
00:12:24,070 --> 00:12:24,392

392
00:12:24,392 --> 00:12:26,633
ong integer เมื่อกี้จากหลักหมื่น

393
00:12:26,633 --> 00:12:29,073
มันจะกลายเป็นประมาณ 2,000 ล้าน

394
00:12:29,073 --> 00:12:29,645

395
00:12:29,645 --> 00:12:33,645
เหมาะกับการใส่งบประมาณที่เยอะมาก ๆ

396
00:12:33,945 --> 00:12:35,477
หรือข้อมูล

397
00:12:35,477 --> 00:12:36,246

398
00:12:36,246 --> 00:12:36,696

399
00:12:36,696 --> 00:12:39,520
เงินใด ๆ ก็ตามที่เป็นตัวเลขที่

400
00:12:39,520 --> 00:12:41,322
มากกว่า

401
00:12:41,322 --> 00:12:43,752
Single ธรรมดาขึ้นไป

402
00:12:43,752 --> 00:12:44,393
นะคะ

403
00:12:44,393 --> 00:12:46,054
Single

404
00:12:46,054 --> 00:12:49,074
จะเป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยม

405
00:12:49,074 --> 00:12:50,226
นะคะ

406
00:12:50,226 --> 00:12:52,526
จะมีค่าไปจนถึงติดลบ

407
00:12:52,526 --> 00:12:56,526
เป็นทั้งเพื่อนเป็นทั้ง ๆ ที่เป็นเต็มลบกับเต็มบวก

408
00:13:00,941 --> 00:12:59,730
นะคะ

409
00:12:56,701 --> 00:12:57,473

410
00:12:57,473 --> 00:12:57,791

411
00:12:57,791 --> 00:12:58,433

412
00:12:58,433 --> 00:12:59,844

413
00:12:59,844 --> 00:13:00,354

414
00:13:00,354 --> 00:13:02,014
ต่อมา Double

415
00:13:02,014 --> 00:13:02,216

416
00:13:02,216 --> 00:13:02,335

417
00:13:02,335 --> 00:13:04,976
จะใช้กับตัวเลขที่เป็นจุดทศนิยม อย่างเช่น

418
00:13:04,976 --> 00:13:06,637
บางทีเราไปซื้อของ

419
00:13:06,637 --> 00:13:07,089

420
00:13:07,089 --> 00:13:10,539
เราจะถึงบ้านข้างบนเป็นจุดทศนิยมให้เราด้วยแสดงว่า

421
00:13:10,539 --> 00:13:10,863

422
00:13:10,863 --> 00:13:10,992

423
00:13:10,992 --> 00:13:14,992
การเขียนโปรแกรมในการเก็บข้อมูลของเขา เขาแสดงผลจนถึงทศนิยม

424
00:13:16,126 --> 00:13:18,496
1 ตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง 3 ตำแหน่ง

425
00:13:18,496 --> 00:13:19,587
ก็ว่ากันไป

426
00:13:19,587 --> 00:13:22,277
ส่วนมากถ้าเป็นค่าเงินเราจะใช้แค่ 2 ตำแหน่ง

427
00:13:22,277 --> 00:13:22,597

428
00:13:22,597 --> 00:13:23,878
นะคะ

429
00:13:23,878 --> 00:13:24,068

430
00:13:24,068 --> 00:13:24,969
ต่อมา

431
00:13:24,969 --> 00:13:26,700
วันที่เวลา

432
00:13:26,700 --> 00:13:27,473

433
00:13:27,473 --> 00:13:30,674
ก็จะเป็นการระบุข้อมูลที่มีรูปแบบที่เป็นวันที่

434
00:13:30,674 --> 00:13:32,725
ค.ศ. หรือ พ.ศ. ก็

435
00:13:32,725 --> 00:13:34,646
แล้วแต่ เราจะระบุก็ได้

436
00:13:34,646 --> 00:13:35,356

437
00:13:35,356 --> 00:13:35,607

438
00:13:35,607 --> 00:13:37,478
โดยที่มันจะอาจจะเป็น

439
00:13:37,478 --> 00:13:40,421
ระบบเต็มก็คือจะมีทั้งวันที่แล้วก็เวลา

440
00:13:40,421 --> 00:13:40,870

441
00:13:40,870 --> 00:13:42,472
แต่ส่วนมากเราจะใช้แบบ

442
00:13:42,472 --> 00:13:44,522
วันเดือนปีแค่นั้น

443
00:13:44,522 --> 00:13:46,322
นะคะ

444
00:13:46,322 --> 00:13:49,135
กับ Yes No Questions

445
00:13:49,135 --> 00:13:49,963
นะคะ

446
00:13:49,963 --> 00:13:53,963
ใช่หรือไม่มันจะเป็นคำถามคำตอบสำหรับข้อมูลที่เป็นตรรกะที่มีอยู่ 2

447
00:13:56,060 --> 00:13:56,190

448
00:13:56,190 --> 00:13:57,602
ค่า ก็คือจริงกับเท็จ

449
00:13:57,602 --> 00:13:57,792

450
00:13:57,792 --> 00:13:58,623

451
00:13:58,623 --> 00:13:59,013

452
00:13:59,013 --> 00:14:01,514
ตอนนี้คุณเป็นนักศึกษา

453
00:14:01,514 --> 00:14:02,985
จะถามว่าจริงหรือเท็จ

454
00:14:02,985 --> 00:14:03,375

455
00:14:03,375 --> 00:14:03,696

456
00:14:03,696 --> 00:14:05,738
ถ้ายังเป็นนักศึกษาอยู่ก็ตอบว่า Yes

457
00:14:05,738 --> 00:14:07,089

458
00:14:07,089 --> 00:14:09,341
ถ้าเรียนจบแล้วกะจะบอกว่า No

459
00:14:09,341 --> 00:14:10,040
นะคะ

460
00:14:10,040 --> 00:14:11,132
กลับ

461
00:14:11,132 --> 00:14:12,602

462
00:14:12,602 --> 00:14:12,863

463
00:14:12,863 --> 00:14:13,054

464
00:14:13,054 --> 00:14:16,957
OLE Object นะคะ เพื่อเป็นข้อมูลที่เอาไว้ในการแนบรูปภาพ

465
00:14:16,957 --> 00:14:20,957
นะคะ ฐานข้อมูลบางอย่างเขาให้เอาแนบรูปภาพด้วย เช่น บางทีเราสมัคร

466
00:14:22,220 --> 00:14:23,752
จะเป็นสมาชิก

467
00:14:23,752 --> 00:14:26,392
สมัครเรียนหนังสือ

468
00:14:26,392 --> 00:14:27,792
สมัครสอบ

469
00:14:27,792 --> 00:14:31,195
ให้มันแนบรูปภาพแนบใบเสร็จ

470
00:14:31,195 --> 00:14:31,446

471
00:14:31,446 --> 00:14:35,446
ถ้าเป็นระบบขายของได้แบบเบ็ดเสร็จโอนเงินเป็นรูปภาพมาด้วย

472
00:14:35,810 --> 00:14:36,071

473
00:14:36,071 --> 00:14:36,960
นะคะ

474
00:14:36,960 --> 00:14:38,052

475
00:14:38,052 --> 00:14:42,052
ส่วนแบบที่ 3 จะเป็นส่วนของการกำหนดค่าเหมือนที่อาจารย์ให้ดูเมื่อกี้นี้ในภาพนะคะ

476
00:14:43,632 --> 00:14:44,204

477
00:14:44,204 --> 00:14:48,044
เป็นการบอกขนาดของข้อมูลที่จะเก็บเรากำหนดได้เลย

478
00:14:48,044 --> 00:14:48,685
นะคะ

479
00:14:48,685 --> 00:14:48,945

480
00:14:48,945 --> 00:14:50,297
แล้วก็

481
00:14:50,297 --> 00:14:52,989
รูปแบบของการแสดงผลข้อมูลจะเป็นอ

482
00:14:52,989 --> 00:14:53,119

483
00:14:53,119 --> 00:14:53,500

484
00:14:53,500 --> 00:14:56,130
ย่างไร การป้อนข้อมูลจะเป็นลักษณะไหน

485
00:14:56,130 --> 00:14:57,662
เราสามารถกำหนดได้

486
00:14:57,662 --> 00:14:57,792

487
00:14:57,792 --> 00:15:01,792
นะคะ กำหนดคำอธิบายข้อมูล เช่น ก่อนที่เราจะกรอกข้อมูลไปนี่

488
00:15:02,984 --> 00:15:05,806
ระบบบางอันถ้าเราเอาเมาส์ไปชี้

489
00:15:05,806 --> 00:15:06,257

490
00:15:06,257 --> 00:15:10,257
เขาก็จะมีคำอธิบายว่าในช่องนี้ให้กรอกข้อมูลแบบไหน

491
00:15:15,441 --> 00:15:13,159

492
00:15:10,618 --> 00:15:10,808

493
00:15:10,808 --> 00:15:11,701

494
00:15:11,701 --> 00:15:15,701
ถ้าเราบอกว่าให้กรอกรหัสบัตรประชาชน พอเอาเมาส์ไปชี้ปุ๊บเขาบอกว่า

495
00:15:16,453 --> 00:15:18,435
ให้กรอกเลขจำนวน 13 หลัก

496
00:15:18,435 --> 00:15:18,825

497
00:15:18,825 --> 00:15:19,976

498
00:15:19,976 --> 00:15:20,867
เป็นต้น

499
00:15:20,867 --> 00:15:20,996

500
00:15:20,996 --> 00:15:22,347
นะคะ

501
00:15:22,347 --> 00:15:25,749
กับมาจะมีการกำหนดค่าเริ่มต้น เช่น

502
00:15:25,749 --> 00:15:26,258

503
00:15:26,258 --> 00:15:30,258
เขาถามวันเกิดส่วนมากวันเกิดค่าเริ่มต้นของเขาคือจะเป็นวันที่ 1 มกราคม

504
00:15:31,580 --> 00:15:33,882
ปี 2000 อะไรก็ว่าไป

505
00:15:33,882 --> 00:15:34,072

506
00:15:34,072 --> 00:15:34,272

507
00:15:34,272 --> 00:15:38,272
นะคะ ก็จะเป็นค่าเริ่มต้นถ้าคุณไม่ได้เกิดวันนั้นคุณก็เปลี่ยนค่าอื่น

508
00:15:38,813 --> 00:15:39,394

509
00:15:39,394 --> 00:15:40,935
บริจาคเลือดจะเป็นเงินบริจาค

510
00:15:40,935 --> 00:15:42,025

511
00:15:42,025 --> 00:15:42,726

512
00:15:42,726 --> 00:15:43,238

513
00:15:43,238 --> 00:15:45,480
ถ้าเริ่มต้นจากเป็น 10 บาท

514
00:15:45,480 --> 00:15:46,059

515
00:15:46,059 --> 00:15:47,920
จะไปเปลี่ยนค่าก็ได้

516
00:15:47,920 --> 00:15:48,183

517
00:15:48,183 --> 00:15:49,012
นะคะ

518
00:15:49,012 --> 00:15:49,523

519
00:15:49,523 --> 00:15:50,369
กลับ

520
00:15:50,369 --> 00:15:52,536
การกำหนดเงื่อนไขของ

521
00:15:52,536 --> 00:15:52,926

522
00:15:52,926 --> 00:15:53,686
ค่านะคะ

523
00:15:53,686 --> 00:15:55,747
เช่น เงินเดือน

524
00:15:55,747 --> 00:15:55,939

525
00:15:55,939 --> 00:15:58,050
จะต้องเป็นบวกเสมอ

526
00:15:58,050 --> 00:15:58,891
บอกว่า

527
00:15:58,891 --> 00:15:59,011

528
00:15:59,011 --> 00:16:01,772
เขาถามเงินเดือนเท่าไรคุณจะบอกว่า -5,000

529
00:16:01,772 --> 00:16:02,414

530
00:16:02,414 --> 00:16:05,936
คุณยังไม่ได้ทำทำงานแล้วเป็นหนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่ใช่

531
00:16:05,936 --> 00:16:06,196

532
00:16:06,196 --> 00:16:07,098
นะคะ

533
00:16:07,098 --> 00:16:11,098
ก็ต้องค่าบังคับจะต้องเป็นบวกเสมอเช่นอายุ

534
00:16:11,770 --> 00:16:14,592
ต้องเป็นจำนวนเต็มบวกเต็มลบไม่ได้

535
00:16:14,592 --> 00:16:14,912

536
00:16:14,912 --> 00:16:15,623
นะคะ

537
00:16:15,623 --> 00:16:16,134

538
00:16:16,134 --> 00:16:16,584

539
00:16:16,584 --> 00:16:20,584
กลับตั้งตรวจข้อความที่แสดงหากใส่ข้อมูลไม่ตรงตามเงื่อนไข

540
00:16:20,878 --> 00:16:22,229
เ ช่น

541
00:16:22,229 --> 00:16:24,148
อายุเป็น -20

542
00:16:24,148 --> 00:16:25,170

543
00:16:25,170 --> 00:16:25,621

544
00:16:25,621 --> 00:16:26,830

545
00:16:26,830 --> 00:16:28,893
คำสั่งแจ้งเตือนขึ้นมาว่า

546
00:16:28,893 --> 00:16:32,093
ให้ใส่ข้อมูลที่เป็นค่าบวกเท่านั้น

547
00:16:32,093 --> 00:16:32,795
นะคะ

548
00:16:32,795 --> 00:16:33,185

549
00:16:33,185 --> 00:16:37,185
ก็จะเป็นแบบนี้เราสามารถกำหนดได้ รวมถึงข้อมูลที่

550
00:16:39,281 --> 00:16:42,282
จำเป็นต้องตอบ จะเว้นว่างไม่ได้

551
00:16:42,282 --> 00:16:42,414

552
00:16:42,414 --> 00:16:42,733

553
00:16:42,733 --> 00:16:46,733
เช็กเลขบัตรประชาชนคุณจะบอกว่าคุณไม่มีเลขบัตรประชาชนเป็นไปไม่ได้

554
00:16:47,287 --> 00:16:47,809

555
00:16:47,809 --> 00:16:50,109
เพราะฉะนั้น ต้องกรอกทุกครั้ง

556
00:16:50,109 --> 00:16:53,512
หรืออาจจะเป็นแบบฟอร์มให้สมัครใด ๆ ก็ตาม

557
00:16:53,512 --> 00:16:53,892

558
00:16:53,892 --> 00:16:57,892
ไอ้เลขบัตรประชาชนนี่ จะเป็นข้อมูลที่จำเป็นจะต้องกรอกเสมอ

559
00:16:58,126 --> 00:16:58,957

560
00:16:58,957 --> 00:17:00,236
ปล่อยวางไม่ได้

561
00:17:00,236 --> 00:17:00,689

562
00:17:00,689 --> 00:17:00,878

563
00:17:00,878 --> 00:17:01,589

564
00:17:01,589 --> 00:17:02,230

565
00:17:02,230 --> 00:17:04,981
การกำหนดค่าคีย์หลัก

566
00:17:04,981 --> 00:17:05,752

567
00:17:05,752 --> 00:17:06,201

568
00:17:06,201 --> 00:17:10,201
ก็ทำได้ง่ายมากถ้าในโปรแกรมก็คือคุณจะเลือกค่าไหน

569
00:17:10,947 --> 00:17:12,107
ให้เป็นคีย์หลัก

570
00:17:12,107 --> 00:17:14,148

571
00:17:14,148 --> 00:17:16,780
คลิกที่คอลัมน์นั้น ๆ หรือ Field นานแล้วก็กด

572
00:17:16,780 --> 00:17:18,130
ลูกกุญแจ

573
00:17:18,130 --> 00:17:18,391

574
00:17:18,391 --> 00:17:18,581

575
00:17:18,581 --> 00:17:20,823
กุญแจจะหมายถึงที

576
00:17:20,823 --> 00:17:23,514
Primary Key นี่แหละนะคะ

577
00:17:23,514 --> 00:17:25,304
เลือกแล้วก็กด

578
00:17:25,304 --> 00:17:26,394
มันก็จะ

579
00:17:26,394 --> 00:17:28,516
เป็นการแจ้ง

580
00:17:28,516 --> 00:17:29,797
ในระบบเลยว่า

581
00:17:29,797 --> 00:17:30,048

582
00:17:30,048 --> 00:17:31,267
ไอ้ค่านี้

583
00:17:31,267 --> 00:17:33,249
คือค่า

584
00:17:33,249 --> 00:17:35,241
คีย์หลักของตารางนี้

585
00:17:35,241 --> 00:17:35,881

586
00:17:35,881 --> 00:17:36,972

587
00:17:36,972 --> 00:17:37,483

588
00:17:37,483 --> 00:17:39,084
กับความสัมพันธ์

589
00:17:39,084 --> 00:17:43,007
มันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป

590
00:17:43,007 --> 00:17:43,127

591
00:17:43,127 --> 00:17:43,518

592
00:17:43,518 --> 00:17:47,518
โดยที่เราจะมีการพิจารณาเรื่องคีย์นอกของแต่ละตาราง

593
00:17:51,336 --> 00:17:52,723

594
00:17:47,548 --> 00:17:50,629
ที่มันจะอ้างอิงถึงคีย์หลักของอีกตารางหนึ่ง

595
00:17:50,629 --> 00:17:50,760

596
00:17:50,760 --> 00:17:50,950

597
00:17:50,950 --> 00:17:52,421
นะคะ

598
00:17:52,421 --> 00:17:55,052
อันนี้ก็เดี๋ยวเราจะลองทำในโปรแกรม

599
00:17:55,052 --> 00:17:56,653
มันจะอ้างอิงกันอ

600
00:17:56,653 --> 00:17:56,905

601
00:17:56,905 --> 00:17:57,676

602
00:17:57,676 --> 00:18:01,676
ย่างไร ในตัวโปรแกรมนี่ มันก็จะง่ายมากค่ะ มันก็จะมีตัวให้เรากดได้เลย

603
00:18:02,360 --> 00:18:04,150

604
00:18:04,150 --> 00:18:06,143

605
00:18:06,143 --> 00:18:09,024
เป็นโปรแกรมค่อนข้างสำเร็จรูปเลยนะคะ

606
00:18:09,024 --> 00:18:09,793

607
00:18:09,793 --> 00:18:09,924

608
00:18:09,924 --> 00:18:10,305

609
00:18:10,305 --> 00:18:11,205
เราจะ

610
00:18:11,205 --> 00:18:14,538
ตั้งคีย์ลัดอย่างไร อันไหนจะเป็นความสัมพันธ์

611
00:18:14,538 --> 00:18:15,377
นะคะ

612
00:18:15,377 --> 00:18:15,699

613
00:18:15,699 --> 00:18:18,771
ก่อนที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้เราต้องดูแลว่า

614
00:18:18,771 --> 00:18:19,995
ตารางที่เราสร้าง

615
00:18:19,995 --> 00:18:20,182

616
00:18:20,182 --> 00:18:21,913
มันสำคัญเป็นอย่างไร เพราะว่า

617
00:18:21,913 --> 00:18:24,544
เราเคยวาด ER Diagram มแล้วก็คือ

618
00:18:24,544 --> 00:18:27,033
เหมือนตัวอย่างที่ใช้ทำร้านหนังสือ

619
00:18:27,033 --> 00:18:27,355

620
00:18:27,355 --> 00:18:27,875

621
00:18:27,875 --> 00:18:30,947
ว่าผู้แต่งหนังสือกับหนังสือ

622
00:18:30,947 --> 00:18:33,257
เขาควรจะมีความสัมพันธ์เป็นอ

623
00:18:33,257 --> 00:18:33,898

624
00:18:33,898 --> 00:18:34,028

625
00:18:34,028 --> 00:18:35,238

626
00:18:35,238 --> 00:18:35,629

627
00:18:35,629 --> 00:18:36,911
ย่างไร อย่างเช่น ตัวอย่าง

628
00:18:36,911 --> 00:18:40,121
ถ้าเราสั่งของสำคัญได้แล้วมันจะเป็นแบบนี้ค่ะ

629
00:18:40,121 --> 00:18:43,892
มันจะมีการโยงเส้นของ 2 ตาราง

630
00:18:43,892 --> 00:18:45,172
ให้ดูเลยว่า

631
00:18:45,172 --> 00:18:46,201
ตาราง

632
00:18:46,201 --> 00:18:49,024
นี้กับตารางนี้

633
00:18:49,024 --> 00:18:53,024
เขามีความสัมพันธ์กัน

634
00:18:55,618 --> 00:19:07,819

635
00:18:51,206 --> 00:18:51,846

636
00:18:51,846 --> 00:18:54,017
อย่างตารางนี้ค่ะ เขามี

637
00:18:54,017 --> 00:18:56,969

638
00:18:56,969 --> 00:18:58,641

639
00:18:58,641 --> 00:18:59,851
ความสัมพันธ์แบบ 1 กับ 1 1 กับมากกว่า 1

640
00:18:59,851 --> 00:19:00,622

641
00:19:00,622 --> 00:19:04,622
อย่างที่ฉันเคยบอกว่าในแต่ละโปรแกรมหรือในแต่ละหนังสือ

642
00:19:05,753 --> 00:19:08,185
สัญลักษณ์เครื่องหมา

643
00:19:08,185 --> 00:19:10,748
ยค่าจะไม่ใช้ตัวเองเหมือนที่อาจารย์สอน

644
00:19:10,748 --> 00:19:12,347

645
00:19:12,347 --> 00:19:13,899
มันเป็นความหมายเดียวกัน

646
00:19:13,899 --> 00:19:15,499
คือวัน True Money

647
00:19:15,499 --> 00:19:16,330

648
00:19:16,330 --> 00:19:17,350
1

649
00:19:17,350 --> 00:19:19,911
มีความสำคัญมากกว่าหนึ่งกับอะไร

650
00:19:19,911 --> 00:19:20,623

651
00:19:20,623 --> 00:19:21,263
นะคะ

652
00:19:21,263 --> 00:19:22,613
เพราะฉะนั้น เรา

653
00:19:22,613 --> 00:19:22,804

654
00:19:22,804 --> 00:19:24,085

655
00:19:24,085 --> 00:19:26,387
หนังสือบางเล่มก็จะเขียนแบบนี้

656
00:19:26,387 --> 00:19:27,736
นะคะ

657
00:19:27,736 --> 00:19:31,736
ให้เราเข้าใจว่ามันมีความหมายเดียวกันแต่แค่มันต่างกันที่สัญลักษณ์เฉย ๆ

658
00:19:31,839 --> 00:19:32,161

659
00:19:32,161 --> 00:19:34,153
ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบ 1

660
00:19:34,153 --> 00:19:34,664

661
00:19:34,664 --> 00:19:34,913

662
00:19:34,913 --> 00:19:36,646
ต่อ 1

663
00:19:36,646 --> 00:19:36,836

664
00:19:36,836 --> 00:19:40,836
บางรูปแบบมันจะไม่เขียนกำหนดไว้เลยเพราะให้รู้ด้วยตัวเองว่ามันเป็นความสัมพันธ์แบบไหน

665
00:19:43,755 --> 00:19:45,167
นะคะ

666
00:19:45,167 --> 00:19:47,359

667
00:19:47,359 --> 00:19:48,378

668
00:19:48,378 --> 00:19:48,761

669
00:19:48,761 --> 00:19:49,280

670
00:19:49,280 --> 00:19:51,961
1 To 1 ข้อพิจารณาในการสร้าง

671
00:19:51,961 --> 00:19:53,892
ฐานข้อมูล

672
00:19:53,892 --> 00:19:54,283

673
00:19:54,283 --> 00:19:57,224
เราต้องรู้ว่าเราจะสร้างฐานข้อมูล

674
00:19:57,224 --> 00:19:58,567
เพื่อมาทำงาน

675
00:19:58,567 --> 00:20:00,426
เกี่ยวกับระบบอะไร

676
00:20:00,426 --> 00:20:00,806

677
00:20:00,806 --> 00:20:04,806
นะคะ เหมือนในตัวอย่างคือร้านเช่าหนังสือร้านขายหนังสือ

678
00:20:04,917 --> 00:20:05,688

679
00:20:05,688 --> 00:20:08,310
ในร้านขายหนังสือต้องมีตารางอะไรบ้าง

680
00:20:08,310 --> 00:20:08,691

681
00:20:08,691 --> 00:20:12,691
นะคะ มันอาจจะไม่มีแค่ 3 ตัวอย่าง 3 ตารางเทียบตัวอย่างมันมากกว่านั้น

682
00:20:14,084 --> 00:20:14,216

683
00:20:14,216 --> 00:20:14,405

684
00:20:14,405 --> 00:20:17,799
คุณจะเช่าหรือคุณจะขายหรือคุณจะมีระบบสมาชิกไหม

685
00:20:17,799 --> 00:20:18,318

686
00:20:18,318 --> 00:20:19,090
นะคะ

687
00:20:19,090 --> 00:20:19,281

688
00:20:19,281 --> 00:20:19,661

689
00:20:19,661 --> 00:20:19,861

690
00:20:19,861 --> 00:20:23,861
รวมถึงรายละเอียดในตารางข้อมูลจะต้องเก็บอะไรบ้าง

691
00:20:29,107 --> 00:20:40,014
เครื

692
00:20:25,423 --> 00:20:26,332

693
00:20:26,332 --> 00:20:26,587

694
00:20:26,587 --> 00:20:27,104

695
00:20:27,104 --> 00:20:27,354

696
00:20:27,354 --> 00:20:27,674

697
00:20:27,674 --> 00:20:29,916
่องไหนมันจะพัง ไฟตก

698
00:20:29,916 --> 00:20:30,946

699
00:20:30,946 --> 00:20:31,653

700
00:20:31,653 --> 00:20:32,668

701
00:20:32,668 --> 00:20:33,307

702
00:20:33,307 --> 00:20:36,710
หรือต่อไปก็ต้องดูว่าในตาราง

703
00:20:36,710 --> 00:20:37,100

704
00:20:37,100 --> 00:20:38,762
อะไรคือคีย์หลัก

705
00:20:38,762 --> 00:20:42,762
ค่าที่ห้ามซ้ำกันในสิ่งที่เราทำได้นะ

706
00:20:42,936 --> 00:20:45,815
ความสัมพันธ์ของตารางข้อมูลความสัมพันธ์แบบไหน

707
00:20:45,815 --> 00:20:46,966
นะคะ

708
00:20:46,966 --> 00:20:47,355

709
00:20:47,355 --> 00:20:51,140
มีค่าที่ต้องมาประมวลผลมีการคำนวณไหม

710
00:20:51,140 --> 00:20:52,160

711
00:20:52,160 --> 00:20:52,420

712
00:20:52,420 --> 00:20:54,022
เช่น

713
00:20:54,022 --> 00:20:58,022
อายุสมาชิก

714
00:20:58,960 --> 00:20:57,515

715
00:20:55,941 --> 00:20:56,323

716
00:20:56,323 --> 00:21:00,323
หรือวันเข้าทำงาน

717
00:21:01,515 --> 00:20:58,539

718
00:20:58,693 --> 00:20:58,955

719
00:20:58,955 --> 00:21:02,168
ทำงานมาแล้วกี่ปีเพื่อพิจารณาเงินเดือนนะคะ และก็ว่าไป

720
00:21:02,168 --> 00:21:02,287

721
00:21:02,287 --> 00:21:03,567

722
00:21:03,567 --> 00:21:07,567
การจัดการแสดงผลออกทางหน้าจอเป็นอย่างไร สามารถพรินต์ออกมาเป็นรายงานได้ไหม

723
00:21:08,772 --> 00:21:09,472

724
00:21:09,472 --> 00:21:11,394
ข้อมูลเบื้องต้น

725
00:21:11,394 --> 00:21:13,695
ที่จะใส่ใส่แล้วเป็นอ

726
00:21:13,695 --> 00:21:16,137
ย่างไร เอาไปใช้กับระบบงานอะไร

727
00:21:16,137 --> 00:21:17,938
เอาไปผนวกกับแล้ว

728
00:21:17,938 --> 00:21:18,188

729
00:21:18,188 --> 00:21:18,579

730
00:21:18,579 --> 00:21:19,150

731
00:21:19,150 --> 00:21:20,561
มีปัญหาไหม

732
00:21:20,561 --> 00:21:21,461
นะคะ

733
00:21:21,461 --> 00:21:25,461
นี่คือข้อพิจารณาในการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมาซักระบบหนึ่งค่ะ ระบบเล็ก ๆ

734
00:21:26,654 --> 00:21:28,955
ต้องพิจารณาตามนี้เช่นเดียวกัน

735
00:21:28,955 --> 00:21:29,535
นะคะ

736
00:21:29,535 --> 00:21:29,786

737
00:21:29,786 --> 00:21:30,558

738
00:21:30,558 --> 00:21:31,458

739
00:21:31,458 --> 00:21:33,709
กับก่อนที่เราจะเรียน

740
00:21:33,709 --> 00:21:37,549
ในโปรแกรมเราต้องมารู้จักคำสั่งที่เราจะ

741
00:21:37,549 --> 00:21:39,980
สั่งให้ฐานข้อมูลมาทำงานก่อน

742
00:21:39,980 --> 00:21:40,881

743
00:21:40,881 --> 00:21:44,881
ภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลอย่างที่บอกค่ะ เป็นภาษา SQL

744
00:21:45,622 --> 00:21:49,407
Structure Query Languge ascaris ตัวนี้

745
00:21:49,407 --> 00:21:50,047

746
00:21:50,047 --> 00:21:50,879

747
00:21:50,879 --> 00:21:51,590

748
00:21:51,590 --> 00:21:52,231

749
00:21:52,231 --> 00:21:55,942
เรียนภาษาอังกฤษนะคะ มันก็เป็นเรียนรู้คำสั่ง

750
00:21:55,942 --> 00:21:59,726
พื้นฐานสำหรับสร้างโครงสร้างของฐานข้อมูล

751
00:21:59,726 --> 00:22:01,648
คำสั่งในการเรียกดูข้อมูล

752
00:22:01,648 --> 00:22:05,648
คำสั่งสำหรับการปรับปรุงข้อมูลเพิ่มลบแก้ไข

753
00:22:05,689 --> 00:22:06,970
ช่อง

754
00:22:06,970 --> 00:22:07,740
นะคะ

755
00:22:07,740 --> 00:22:08,701

756
00:22:08,701 --> 00:22:12,701
ซึ่งภาษา SQL นี่ เป็นภาษาทางด้านฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

757
00:22:14,094 --> 00:22:14,535

758
00:22:14,535 --> 00:22:15,378

759
00:22:15,378 --> 00:22:15,567

760
00:22:15,567 --> 00:22:15,757

761
00:22:15,757 --> 00:22:19,757
เป็นชุดคำสั่งที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลแล้วก็ข้อมูลในฐานข้อมูล

762
00:22:25,444 --> 00:22:24,319

763
00:22:19,730 --> 00:22:20,501

764
00:22:20,501 --> 00:22:22,421

765
00:22:22,421 --> 00:22:23,263

766
00:22:23,263 --> 00:22:23,452

767
00:22:23,452 --> 00:22:27,452
กลุ่มคำสั่งของภาษา SQL จะมี 3 กลุ่มคำสั่ง

768
00:22:27,938 --> 00:22:28,187

769
00:22:28,187 --> 00:22:28,508

770
00:22:28,508 --> 00:22:32,508
คำสั่งแรกก็เขียนคำสั่งที่ใช้สำหรับการสร้างฐานข้อมูล

771
00:22:32,811 --> 00:22:34,922
กำหนดโครงสร้างฐานข้อมูลด้วย

772
00:22:34,922 --> 00:22:35,953
นะคะ

773
00:22:35,953 --> 00:22:37,552
โครงสร้างของตาราง

774
00:22:37,552 --> 00:22:37,873

775
00:22:37,873 --> 00:22:40,436
กลุ่มที่ 2 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับ

776
00:22:40,436 --> 00:22:41,337
เพิ่มลบ

777
00:22:41,337 --> 00:22:44,157
เปลี่ยนแปลงข้อมูลขึ้นเป็นการปรับปรุงข้อมูลนั่นเอง

778
00:22:44,157 --> 00:22:44,537

779
00:22:44,537 --> 00:22:45,368

780
00:22:45,368 --> 00:22:48,000
ส่วนกลุ่มที่ 3 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับ

781
00:22:48,000 --> 00:22:49,031
สร้าง

782
00:22:49,031 --> 00:22:51,144
แล้วก็กำหนดโครงสร้างจากตาราง

783
00:22:51,144 --> 00:22:51,333

784
00:22:51,333 --> 00:22:53,766
นะคะ อันนี้ก็จะเป็นภาษาที่

785
00:22:53,766 --> 00:22:55,446
ไม่ได้แค่สำหรับ

786
00:22:55,446 --> 00:22:58,009
นิยามข้อมูลเป็นการสร้างด้วย

787
00:22:58,009 --> 00:22:59,219
นะคะ

788
00:22:59,219 --> 00:22:59,409

789
00:22:59,409 --> 00:22:59,670

790
00:22:59,670 --> 00:23:00,760

791
00:23:00,760 --> 00:23:02,880
อย่างในสไลด์อาจารย์วันนี้นี่

792
00:23:02,880 --> 00:23:04,991
ถ้าเราเห็น

793
00:23:04,991 --> 00:23:08,991
ทรงกระบอกแบบนี้นี่ ถ้าในหนังสือหรือว่าในทาง

794
00:23:09,601 --> 00:23:11,012
เชิงสากลนี่

795
00:23:11,012 --> 00:23:11,533

796
00:23:11,533 --> 00:23:15,493
เขาจะรับรู้ได้เลยว่าถ้าเราใส่รูปทรงกระบอกแบบนี้

797
00:23:15,493 --> 00:23:17,935
สัญลักษณ์ใดที่เป็นโครงสร้างทาง

798
00:23:17,935 --> 00:23:19,096
คอมพิวเตอร์

799
00:23:19,096 --> 00:23:20,756
เขารู้ว่านี่คือ

800
00:23:20,756 --> 00:23:21,906
ฐานข้อมูล

801
00:23:21,906 --> 00:23:22,168

802
00:23:22,168 --> 00:23:22,869
นะคะ

803
00:23:22,869 --> 00:23:23,059

804
00:23:23,059 --> 00:23:24,339
ส่วน

805
00:23:24,339 --> 00:23:28,339
ผลลัพธ์ถ้าเป็นรูปภาพแบบนี้ก็แสดงว่าเป็นการแสดงผลรายงาน

806
00:23:29,789 --> 00:23:30,560
นะคะ

807
00:23:30,560 --> 00:23:33,500
อันนี้ก็เวลาคุณไปอ่านหนังสือดูหนังสือเล่มอื่น

808
00:23:33,500 --> 00:23:34,981
เขาเขียนแบบนี้นี่

809
00:23:34,981 --> 00:23:36,524
ให้เข้าใจว่า

810
00:23:36,524 --> 00:23:39,662
ก่อนที่จะออกจากฐานข้อมูลใช้คำสั่ง

811
00:23:39,662 --> 00:23:43,662
เรียกดูรายงานออกมาผลลัพธ์รายงานออกมาเป็นอย่างไรนะคะ

812
00:23:43,824 --> 00:23:44,273

813
00:23:44,273 --> 00:23:44,854

814
00:23:44,854 --> 00:23:45,946

815
00:23:45,946 --> 00:23:49,946
อันนี้เป็นโครงสร้างคำสั่งภาษา SQL สำหรับการสืบค้น

816
00:23:50,866 --> 00:23:51,456
นะคะ

817
00:23:51,456 --> 00:23:51,647

818
00:23:51,647 --> 00:23:55,108
คำสั่งที่ใช้ในการสืบค้นคำสั่งที่

819
00:23:55,108 --> 00:23:57,150
ใช้บ่อยที่สุดก็คือคำสั่ง

820
00:23:57,150 --> 00:23:57,991

821
00:23:57,991 --> 00:23:58,822

822
00:23:58,822 --> 00:24:00,622
SELECT

823
00:24:00,622 --> 00:24:01,133

824
00:24:01,133 --> 00:24:04,714
s-e-l-e-c-t นักศึกษามงคลเวลาพิมพ์

825
00:24:04,714 --> 00:24:06,706
ทำไมคนรับไม่ได้เหมือนเพื่อน

826
00:24:06,706 --> 00:24:08,117
มันพิมพ์ผิด

827
00:24:08,117 --> 00:24:08,376

828
00:24:08,376 --> 00:24:08,637

829
00:24:08,637 --> 00:24:08,887

830
00:24:08,887 --> 00:24:10,998
บางครั้งก็

831
00:24:10,998 --> 00:24:11,319

832
00:24:11,319 --> 00:24:13,180
ตกใจไม่ต้องตกใจ

833
00:24:13,180 --> 00:24:14,012

834
00:24:14,012 --> 00:24:14,912

835
00:24:14,912 --> 00:24:18,912
ผลลัพธ์ไม่ออกมาเรามานั่งไล่ดูก่อน ว่าเราพิมพ์อะไรผิดไปหรือเปล่า

836
00:24:19,204 --> 00:24:23,204
ลืมสัญลักษณ์อะไรไหมตกทำอะไรหรือเปล่า

837
00:24:23,687 --> 00:24:23,887

838
00:24:23,887 --> 00:24:24,728
นะคะ

839
00:24:24,728 --> 00:24:24,847

840
00:24:24,847 --> 00:24:26,328
มาเช็กด้วย

841
00:24:26,328 --> 00:24:26,648

842
00:24:26,648 --> 00:24:26,969

843
00:24:26,969 --> 00:24:30,231
คำสั่งพื้นฐานจะขึ้นต้นด้วย S

844
00:24:30,231 --> 00:24:31,573
ELECT ตามมา

845
00:24:31,573 --> 00:24:31,773

846
00:24:31,773 --> 00:24:32,413

847
00:24:32,413 --> 00:24:32,613

848
00:24:32,613 --> 00:24:36,193
FROM ที่เลือก ก็คือเราจะเลือกว่าเราจะแสดงผลข้อมูลอะไร

849
00:24:36,193 --> 00:24:36,896

850
00:24:36,896 --> 00:24:38,566
อย่างที่บอกนะคะ ต้อง

851
00:24:38,566 --> 00:24:40,817
พยายามภาษาอังกฤษนิดหนึ่ง

852
00:24:40,817 --> 00:24:41,777
เขาว่า

853
00:24:41,777 --> 00:24:42,927
มันจำเป็น

854
00:24:42,927 --> 00:24:43,058

855
00:24:43,058 --> 00:24:47,058
นะคะ ก็คือเราจะเลือกข้อมูลจากตารางไหน

856
00:24:47,341 --> 00:24:47,982

857
00:24:47,982 --> 00:24:51,982
นะคะ หมายถึงว่ามีเงื่อนไขในการค้นหาว่ายังไงบ้าง

858
00:24:54,207 --> 00:24:54,657

859
00:24:54,657 --> 00:24:56,318

860
00:24:56,318 --> 00:24:57,477
GROUP BY ข้อมูลจะถูก

861
00:24:57,477 --> 00:24:57,738

862
00:24:57,738 --> 00:25:00,680
รวมเป็นข้อมูลเดียวกันหรือไม่

863
00:25:00,680 --> 00:25:01,451

864
00:25:01,451 --> 00:25:05,361
มีเงื่อนไขอะไรอีกไหม รวมถึงการจัดเรียงอ

865
00:25:05,361 --> 00:25:08,885
ย่างไรนะคะ เดี๋ยวจะมีตัวอย่างคำสั่งให้ดู

866
00:25:08,885 --> 00:25:10,745
ทีนี่ดูตัวอย่างคำสั่งไปก่อน

867
00:25:10,745 --> 00:25:11,517

868
00:25:11,517 --> 00:25:12,027

869
00:25:12,027 --> 00:25:15,430
อันนี้เป็นตัวอย่างคำของข้อมูล

870
00:25:15,430 --> 00:25:16,200
นะคะ

871
00:25:16,200 --> 00:25:18,692
สไลด์หลังจากนี้ไปเราจะดู

872
00:25:18,692 --> 00:25:20,423
คล้าย ๆ แบบนี้เหมือนกัน

873
00:25:20,423 --> 00:25:22,356
มีตารางอยู่ 2 ตาราง

874
00:25:22,356 --> 00:25:23,187
นะคะ

875
00:25:23,187 --> 00:25:26,331
บางสไลด์เป็นตารางหนังสือ

876
00:25:26,331 --> 00:25:28,760
ตารางที่ส่งจะเป็นตารางสำนักพิมพ์

877
00:25:28,760 --> 00:25:29,400

878
00:25:29,400 --> 00:25:30,171
นะคะ

879
00:25:30,171 --> 00:25:34,171
ตารางแรกก็จะมีรหัสหนังสือ ชื่อหนังสือ

880
00:25:34,405 --> 00:25:36,195
รหัสสำนักพิมพ์

881
00:25:36,195 --> 00:25:37,217
ราคา

882
00:25:37,217 --> 00:25:37,417

883
00:25:37,417 --> 00:25:37,798

884
00:25:37,798 --> 00:25:39,087
นะคะ

885
00:25:39,087 --> 00:25:43,087
ตารางที่ 2 จะเป็นตารางสำนักพิมพ์ มีรหัสสำนัก พิมพ์ แล้วก็ชื่อสำนักพิมพ์

886
00:25:44,460 --> 00:25:45,038
นะคะ

887
00:25:45,038 --> 00:25:48,182
คำสั่งจะแสดงผลมุมบนขวาตรงนี้

888
00:25:48,182 --> 00:25:52,182
ส่วนผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งภาษา SQL จะอยู่ในด้านล่าง

889
00:25:52,604 --> 00:25:54,144
นะคะ

890
00:25:54,144 --> 00:25:55,304
ตัวอย่าง

891
00:25:55,304 --> 00:25:55,876

892
00:25:55,876 --> 00:25:56,456

893
00:25:56,456 --> 00:25:56,646

894
00:25:56,646 --> 00:25:59,719
คำสั่งในการสืบค้นข้อมูล 1 ตาราง

895
00:25:59,719 --> 00:26:03,719
คำสั่งที่ง่ายที่สุดคือ

896
00:26:06,637 --> 00:26:10,379
S

897
00:26:02,934 --> 00:26:03,702

898
00:26:03,702 --> 00:26:04,404

899
00:26:04,404 --> 00:26:07,417
ELECT * FROM นะคะ เวลาอ่านคำสั่งเราจะดู

900
00:26:07,417 --> 00:26:08,188

901
00:26:08,188 --> 00:26:10,109
ตรงนี้นะคะ ตรงนี้

902
00:26:10,109 --> 00:26:10,811

903
00:26:10,811 --> 00:26:13,322
ขึ้นต้นคำสั่งว่าอะไรอยู่ตรงนี้

904
00:26:13,322 --> 00:26:14,982

905
00:26:14,982 --> 00:26:15,494

906
00:26:15,494 --> 00:26:16,585

907
00:26:16,585 --> 00:26:20,566
ตัวอย่างการสืบค้นจาก 1 ตารางนะคะ

908
00:26:20,566 --> 00:26:20,817

909
00:26:20,817 --> 00:26:21,137

910
00:26:21,137 --> 00:26:21,588

911
00:26:21,588 --> 00:26:25,588
หมายถึงว่าเอาข้อมูลทุก ๆ คอลัมน์

912
00:26:27,960 --> 00:26:24,607

913
00:26:24,918 --> 00:26:25,939

914
00:26:25,939 --> 00:26:27,030

915
00:26:27,030 --> 00:26:31,030
หรือเราจะสามารถระบุได้ว่าเราจะเอาข้อมูลเฉพาะคอลัมน์ไหน

916
00:26:33,980 --> 00:26:40,202

917
00:26:33,636 --> 00:26:36,076
จากตารางอะไ

918
00:26:36,076 --> 00:26:36,526

919
00:26:36,526 --> 00:26:37,297
รนะคะ

920
00:26:37,297 --> 00:26:39,148
ตัวอย่างเช่นตัวนี้

921
00:26:39,148 --> 00:26:39,467

922
00:26:39,467 --> 00:26:40,429

923
00:26:40,429 --> 00:26:41,649

924
00:26:41,649 --> 00:26:45,649
ให้แสดงผลข้อมูลทุกแถวและทุกคอลัมน์

925
00:26:50,039 --> 00:26:46,217

926
00:26:45,240 --> 00:26:46,011

927
00:26:46,011 --> 00:26:46,712

928
00:26:46,712 --> 00:26:48,632
คำสั่งก็คือ SELECT

929
00:26:48,632 --> 00:26:49,023

930
00:26:49,023 --> 00:26:51,584
เครื่องหมายดอกจันจะเป็น sT นะคะ

931
00:26:51,584 --> 00:26:54,597
select star from Book ก็คือ

932
00:26:54,597 --> 00:26:57,028
เอาข้อมูลทุกแถวทุกคอลัมน์

933
00:26:57,028 --> 00:26:59,529
ตาราง book

934
00:26:59,529 --> 00:27:03,529
ผลลัพธ์ที่ได้ก็แสดงผลข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในตาราง boนั่นเอง

935
00:27:03,833 --> 00:27:04,915

936
00:27:04,915 --> 00:27:08,187
ถามว่าคำสั่งนี้

937
00:27:08,187 --> 00:27:08,516

938
00:27:08,516 --> 00:27:10,177
ใครสั่ง

939
00:27:10,177 --> 00:27:14,177
บางครั้งอาจจะเป็นคนที่ดูแลฐานข้อมูลหรือผู้ใช้งานต้องการจะเรียกดูข้อมูลในลักษณะนี้

940
00:27:17,934 --> 00:27:18,385

941
00:27:18,385 --> 00:27:22,385
คำสั่งที่เกิดขึ้นที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานก็คือ SELECT * FROM

942
00:27:23,320 --> 00:27:24,020

943
00:27:24,020 --> 00:27:27,233
อันนี้คือ SELECT * คือเอาทุกแถวทุกคน

944
00:27:27,233 --> 00:27:31,204
แล้วถ้าเราไม่เอาทุกแถวทุกคอลัมน์ล่ะ เรากำหนดได้ไหม กำหนดได้ค่ะ

945
00:27:31,204 --> 00:27:33,386
คำสั่งต่อมา

946
00:27:33,386 --> 00:27:34,216

947
00:27:34,216 --> 00:27:34,857

948
00:27:34,857 --> 00:27:37,809
SELECT * FROM BOOK ก็คือเรื่องชื่อ

949
00:27:37,809 --> 00:27:39,920
กลับราคา

950
00:27:39,920 --> 00:27:40,371

951
00:27:40,371 --> 00:27:42,301
จากตาราง

952
00:27:42,301 --> 00:27:42,622

953
00:27:42,622 --> 00:27:44,983
Books ผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้

954
00:27:44,983 --> 00:27:45,184

955
00:27:45,184 --> 00:27:47,105
ว่าจะแสดงผลเฉพาะชื่อ

956
00:27:47,105 --> 00:27:47,426

957
00:27:47,426 --> 00:27:48,127

958
00:27:48,127 --> 00:27:51,980
ราคาของหนังสือเท่านั้น

959
00:27:51,980 --> 00:27:52,872

960
00:27:52,872 --> 00:27:54,863
เพราะว่าอย่างที่เคยบอก

961
00:27:54,863 --> 00:27:58,863
มุมมองของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอยากดูข้อมูลทั้งหมด

962
00:27:59,998 --> 00:28:02,169
บางคนอยากดูข้อมูลแค่ 2 อย่าง

963
00:28:02,169 --> 00:28:02,560

964
00:28:02,560 --> 00:28:04,482
สามารถทำได้ไหม ทำได้ค่ะ

965
00:28:04,482 --> 00:28:04,670

966
00:28:04,670 --> 00:28:06,531
ดูข้อมูลอย่างเดียวก็ทำได้

967
00:28:06,531 --> 00:28:10,444
แค่เราต้องบอกให้ถูกว่าคุณอยากดูข้อมูลจากตารางไหน

968
00:28:10,444 --> 00:28:11,595
คอลัมน์

969
00:28:11,595 --> 00:28:12,746
อะไร ระบุไป

970
00:28:12,746 --> 00:28:13,066

971
00:28:13,066 --> 00:28:16,409
ระบบจัดการฐานข้อมูลมันก็จะดึงข้อมูลที่มาให้เราดู

972
00:28:16,409 --> 00:28:17,169
นะคะ

973
00:28:17,169 --> 00:28:17,491

974
00:28:17,491 --> 00:28:17,941

975
00:28:17,941 --> 00:28:21,941
ถ้าเป็นการสืบค้นแบบมีเงื่อนไขล่ะ

976
00:28:21,973 --> 00:28:22,754
แค่

977
00:28:22,754 --> 00:28:26,754
เอาคอลัมน์มันไม่พอล่ะ เราอยากเพิ่มเงื่อนไขคำสั่งที่ในการใช้ในการเพิ่มเงื่อนไขคือคำสั่ง where

978
00:28:30,305 --> 00:28:31,216
นะคะ

979
00:28:31,216 --> 00:28:32,107

980
00:28:32,107 --> 00:28:35,179
เป็น SELECT * W ไล่ระดับลงมา

981
00:28:35,179 --> 00:28:35,950

982
00:28:35,950 --> 00:28:36,721

983
00:28:36,721 --> 00:28:37,682

984
00:28:37,682 --> 00:28:39,995
โดยมีเงื่อนไข

985
00:28:39,995 --> 00:28:40,314

986
00:28:40,314 --> 00:28:42,625
เงื่อนไขในการเปรียบเทียบ

987
00:28:42,625 --> 00:28:45,947
เวลาเปรียบเทียบนะคะ ดูสัญลักษณ์ตรงนี้มันจะเป็น

988
00:28:45,947 --> 00:28:46,987
มากกว่า

989
00:28:46,987 --> 00:28:48,648

990
00:28:48,648 --> 00:28:52,038
มากกว่าเท่ากับน้อยกว่า

991
00:28:52,038 --> 00:28:52,358

992
00:28:52,358 --> 00:28:53,260

993
00:28:53,260 --> 00:28:53,643

994
00:28:53,643 --> 00:28:54,541
อันนี้

995
00:28:54,541 --> 00:28:58,074
น้อยกว่าเท่ากับ มากกว่าเท่ากับ อันนี้ไม่เท่ากับ

996
00:28:58,074 --> 00:28:58,905
นะคะ

997
00:28:58,905 --> 00:28:59,096

998
00:28:59,096 --> 00:28:59,676

999
00:28:59,676 --> 00:29:00,888
อันนี้เป็น

1000
00:29:00,888 --> 00:29:01,718
เท่ากับ

1001
00:29:01,718 --> 00:29:03,588
มากกว่าน้อยกว่านี้ค่ะ

1002
00:29:03,588 --> 00:29:04,099

1003
00:29:04,099 --> 00:29:04,800

1004
00:29:04,800 --> 00:29:06,340
เดี๋ยวอาจารย์ทำตัวคันให้

1005
00:29:06,340 --> 00:29:07,431

1006
00:29:07,431 --> 00:29:09,412
หรือการรวบรวม

1007
00:29:09,412 --> 00:29:10,122

1008
00:29:10,122 --> 00:29:10,373

1009
00:29:10,373 --> 00:29:14,373
เป็นและเป็นหรือคล้าย ๆ กับวิชาคณิตศาสตร์ที่เราเคยเรียนไปแล้ว

1010
00:29:14,867 --> 00:29:17,619
เป็นการปฏิเสธ เช่น ไม่เอา

1011
00:29:17,619 --> 00:29:17,748

1012
00:29:17,748 --> 00:29:19,930
ข้อมูลนักศึกษาชายอะไรอย่า

1013
00:29:19,930 --> 00:29:20,191

1014
00:29:20,191 --> 00:29:20,450

1015
00:29:20,450 --> 00:29:23,201
งนี้ ตรวจสอบค่าของข้อมูลว่าง

1016
00:29:23,201 --> 00:29:24,032

1017
00:29:24,032 --> 00:29:24,542

1018
00:29:24,542 --> 00:29:26,214
ให้มัน

1019
00:29:26,214 --> 00:29:28,974
ตรวจดูสิว่าข้อมูลตรงไหนมีช่องว่าง

1020
00:29:28,974 --> 00:29:29,414

1021
00:29:29,414 --> 00:29:30,956
ข้อมูลตัวไหนหายไป

1022
00:29:30,956 --> 00:29:31,536

1023
00:29:31,536 --> 00:29:35,536
ตรวจสอบเป็นช่วง เช่น ช่วงอายุระหว่าง 15 ถึง 18 ปี

1024
00:29:36,022 --> 00:29:36,792

1025
00:29:36,792 --> 00:29:36,923

1026
00:29:36,923 --> 00:29:37,243

1027
00:29:37,243 --> 00:29:41,243
หรือในชื่อใครมีชื่อมีจ จาน

1028
00:29:42,176 --> 00:29:42,817

1029
00:29:42,817 --> 00:29:45,388
มีรายชื่อใครมีสระเอ

1030
00:29:45,388 --> 00:29:46,858

1031
00:29:46,858 --> 00:29:48,969
ตรวจสอบข้อความ

1032
00:29:48,969 --> 00:29:49,740

1033
00:29:49,740 --> 00:29:53,740
เช่น ในข้อความนั้นมีคำว่านาย

1034
00:29:53,844 --> 00:29:57,844
ก็คนที่มีคำขึ้นต้นว่านายทั้งหมดอะไรก็ว่าไปนะคะ

1035
00:29:58,398 --> 00:30:01,731
มันจะมีการเปรียบเทียบเงื่อนไขด้วยนะคะ

1036
00:30:01,731 --> 00:30:03,591
อาจารย์อธิบายไปแล้วนะคะ

1037
00:30:03,591 --> 00:30:07,564
เท่ากับมากกว่าน้อยกว่ามากกว่าเท่ากับน้อยกว่าเท่ากับไม่เท่ากับ

1038
00:30:07,564 --> 00:30:08,525
นะคะ

1039
00:30:08,525 --> 00:30:08,714

1040
00:30:08,714 --> 00:30:09,166

1041
00:30:09,166 --> 00:30:10,837
อย่างตัวอย่าง

1042
00:30:10,837 --> 00:30:11,608

1043
00:30:11,608 --> 00:30:13,970
การค้นหาแบบมีเงื่อนไข

1044
00:30:13,970 --> 00:30:14,999

1045
00:30:14,999 --> 00:30:15,772

1046
00:30:15,772 --> 00:30:16,602

1047
00:30:16,602 --> 00:30:16,852

1048
00:30:16,852 --> 00:30:20,576
แบบแรกคือให้เอามาแสดงผลเฉพาะชื่อ

1049
00:30:20,576 --> 00:30:21,096

1050
00:30:21,096 --> 00:30:22,756
ราคา

1051
00:30:22,756 --> 00:30:24,227
จากตาราง book

1052
00:30:24,227 --> 00:30:24,679

1053
00:30:24,679 --> 00:30:28,679
โดยที่มีเงื่อนไขคือราคาน้อยกว่า 1,000

1054
00:30:34,237 --> 00:30:30,775

1055
00:30:31,414 --> 00:30:34,305
เงื่อนไขแรกคือแสดงผลเฉพาะชื่อ

1056
00:30:34,305 --> 00:30:34,947

1057
00:30:34,947 --> 00:30:36,868
กับราคานะคะ

1058
00:30:36,868 --> 00:30:37,379

1059
00:30:37,379 --> 00:30:39,170
แล้วเงื่อนไขต่อมาคือ

1060
00:30:39,170 --> 00:30:42,252
ราคาน้อยกว่า 1,000 มาดูที่ราคาค่ะ

1061
00:30:42,252 --> 00:30:42,441

1062
00:30:42,441 --> 00:30:44,043
มีน้อยกว่า 1,000

1063
00:30:44,043 --> 00:30:45,834
มีน้อยกว่า 1,000

1064
00:30:45,834 --> 00:30:47,753
น้อยกว่า 1

1065
00:30:47,753 --> 00:30:48,715

1066
00:30:48,715 --> 00:30:50,645
,000  แสดงผลไหมคะ

1067
00:30:50,645 --> 00:30:52,055
ไม่แสดงผล

1068
00:30:52,055 --> 00:30:55,838
1,000 แสดงผลไหม ไม่แสดงผล เพราะฉะนั้น

1069
00:30:55,838 --> 00:30:57,949
ส่วนที่มันจะแสดงผล

1070
00:30:57,949 --> 00:30:59,240
มีอยู่

1071
00:30:59,240 --> 00:30:59,680

1072
00:30:59,680 --> 00:31:00,521
5

1073
00:31:00,521 --> 00:31:01,672
แถว

1074
00:31:01,672 --> 00:31:05,672
แต่มันจะเลือกแสดงผลแค่ชื่อกับราคาเท่านั้น อันนี้คือคำสั่ง

1075
00:31:06,084 --> 00:31:06,284

1076
00:31:06,284 --> 00:31:06,864

1077
00:31:06,864 --> 00:31:07,055

1078
00:31:07,055 --> 00:31:09,046
ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นตัวนี้

1079
00:31:09,046 --> 00:31:09,166

1080
00:31:09,166 --> 00:31:09,556

1081
00:31:09,556 --> 00:31:10,387
นะคะ

1082
00:31:10,387 --> 00:31:10,708

1083
00:31:10,708 --> 00:31:14,708
วันนี้เดี๋ยวเราจะลองทำสัปดาห์หน้านี้ทำให้ดูภาพก่อน

1084
00:31:15,072 --> 00:31:16,032

1085
00:31:16,032 --> 00:31:17,253

1086
00:31:17,253 --> 00:31:18,272

1087
00:31:18,272 --> 00:31:21,533
คราวนี้ก็เงื่อนไขเหมือนเดิมค่ะ แต่ต่างกันตรงที่ว่า

1088
00:31:21,533 --> 00:31:22,304

1089
00:31:22,304 --> 00:31:26,304
คำสั่งเปรียบเทียบเป็นน้อยกว่าเท่ากับ 1000 แสดงว่าเล่มที่มีราคา 1,000 บาทมันก็จะมาแสดงผลด้วย

1090
00:31:30,897 --> 00:31:31,537

1091
00:31:31,537 --> 00:31:34,489
เพราะฉะนั้น ต้องดูคำสั่งเปรียบเทียบดี ๆ ว่า

1092
00:31:34,489 --> 00:31:34,619

1093
00:31:34,619 --> 00:31:37,561
เขาเอาน้อยกว่าหรือน้อยกว่าเท่ากับ

1094
00:31:37,561 --> 00:31:38,203

1095
00:31:38,203 --> 00:31:38,903
นะคะ

1096
00:31:38,903 --> 00:31:42,903
เหมือนที่เวลาเราค้นหาสินค้าในเว็บไซต์ขายของออนไลน์

1097
00:31:43,267 --> 00:31:44,169

1098
00:31:44,169 --> 00:31:47,180
เราให้มันจัดเรียงตามราคา

1099
00:31:47,180 --> 00:31:51,180
ก็ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ ในการจัดเรียงว่าเราอยากได้สินค้าราคาที่น้อยที่สุดไปหามากที่สุดไม่เกิน 2,000 บาท

1100
00:31:57,996 --> 00:31:55,142

1101
00:31:55,585 --> 00:31:55,966

1102
00:31:55,966 --> 00:31:57,757
เขาก็จะจัดเรียงมาให้

1103
00:31:57,757 --> 00:32:01,757
ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ ที่มันดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาแสดงผลให้เรา

1104
00:32:03,009 --> 00:32:07,009
เมื่อก่อนเราเป็นแค่ผู้ใช้งานเราไม่รู้ว่าข้างในมันน่ะ

1105
00:32:07,635 --> 00:32:10,194
เขียนอย่างไร วันนี้เรารู้แล้ว

1106
00:32:10,194 --> 00:32:10,325

1107
00:32:10,325 --> 00:32:13,338
ว่างคำสั่งคอมพิวเตอร์

1108
00:32:13,338 --> 00:32:15,009
มัน

1109
00:32:15,009 --> 00:32:15,389

1110
00:32:15,389 --> 00:32:16,349

1111
00:32:16,349 --> 00:32:17,951

1112
00:32:17,951 --> 00:32:18,401

1113
00:32:18,401 --> 00:32:22,401
เขียนอย่างไร ต่อมาเป็นคำสั่งเดิมแต่เปลี่ยนเงื่อนไข ก็คือ

1114
00:32:22,506 --> 00:32:26,506
ให้ราคาไม่เท่ากับ 1,000 ก็เท่านั้นก็จะแสดงผล

1115
00:32:27,627 --> 00:32:29,109
หนังสือทุกเล่ม

1116
00:32:29,109 --> 00:32:32,060
ยกเว้นเล่มที่มันมีราคา 1,000

1117
00:32:32,060 --> 00:32:33,721
ไม่แสดงผล

1118
00:32:33,721 --> 00:32:34,422

1119
00:32:34,422 --> 00:32:38,273
ดูดี ๆ นะคะ เงื่อนไขตรงนี้เองต่างกันแค่นี้เองนิดเดียว

1120
00:32:38,273 --> 00:32:39,303

1121
00:32:39,303 --> 00:32:43,303
ถ้าสมมติว่าในข้อสอบถามว่าผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้แสดงผลอ

1122
00:32:44,223 --> 00:32:48,206
ย่างไร นักศึกษาก็ต้องเขียนออกมาให้อาจารย์ดูได้ว่า

1123
00:32:48,206 --> 00:32:50,128
จากคำสั่งนี้

1124
00:32:50,128 --> 00:32:50,388

1125
00:32:50,388 --> 00:32:51,089

1126
00:32:51,089 --> 00:32:52,180
ผลลัพธ์ที่ได้

1127
00:32:52,180 --> 00:32:54,872
ควรจะเป็นอ

1128
00:32:54,872 --> 00:32:56,994
ย่างไร อันนี้มันมีแค่เงื่อนไขเดียว

1129
00:32:56,994 --> 00:33:00,329
แต่ถ้ามันมีหลายเงื่อนไขล่ะ

1130
00:33:00,329 --> 00:33:01,158
นะคะ

1131
00:33:01,158 --> 00:33:02,438
มันสามารถ

1132
00:33:02,438 --> 00:33:03,919
ทำได้หลายเงื่อนไขไหม

1133
00:33:03,919 --> 00:33:04,878
ได้

1134
00:33:04,878 --> 00:33:05,389

1135
00:33:05,389 --> 00:33:05,640

1136
00:33:05,640 --> 00:33:06,670
ก็จะมี

1137
00:33:06,670 --> 00:33:06,992

1138
00:33:06,992 --> 00:33:10,452
เงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นคือ

1139
00:33:10,452 --> 00:33:10,642

1140
00:33:10,642 --> 00:33:14,042
AND และ OR ก็คือต้องเป็นไปตามเงื่อนไขทั้งหม

1141
00:33:14,042 --> 00:33:14,363

1142
00:33:14,363 --> 00:33:14,874

1143
00:33:14,874 --> 00:33:18,466
ด OR ก็คือเป็นไปตามเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง

1144
00:33:18,466 --> 00:33:19,047

1145
00:33:19,047 --> 00:33:19,368

1146
00:33:19,368 --> 00:33:20,579
นะคะ

1147
00:33:20,579 --> 00:33:20,969

1148
00:33:20,969 --> 00:33:21,410

1149
00:33:21,410 --> 00:33:21,861

1150
00:33:21,861 --> 00:33:25,861
อย่างตัวนี้คำสั่งแล้วดูก่อนเลยอย่างแรกเป็น

1151
00:33:25,902 --> 00:33:26,542

1152
00:33:26,542 --> 00:33:27,314

1153
00:33:27,314 --> 00:33:27,825

1154
00:33:27,825 --> 00:33:31,825
OR ให้เลือกแสดงผลข้อมูลเฉพาะชื่อกับราคาจากตาราง  book

1155
00:33:32,248 --> 00:33:35,390
โดยมีเงื่อนไขคือราคา

1156
00:33:35,390 --> 00:33:37,182
มากกว่า 500

1157
00:33:37,182 --> 00:33:39,363
หรือรหัสสำนักพิมพ์

1158
00:33:39,363 --> 00:33:39,622

1159
00:33:39,622 --> 00:33:43,622
น้อยกว่า 12

1160
00:33:47,233 --> 00:33:51,979

1161
00:33:42,575 --> 00:33:43,086

1162
00:33:43,086 --> 00:33:43,537

1163
00:33:43,537 --> 00:33:43,666

1164
00:33:43,666 --> 00:33:43,987

1165
00:33:43,987 --> 00:33:44,880

1166
00:33:44,880 --> 00:33:48,880
ก็มาดูนะคะ เงื่อนไขแรกราคามากกว่า 500

1167
00:33:49,622 --> 00:33:49,872

1168
00:33:49,872 --> 00:33:51,614
มีอยู่ 2 เล่ม

1169
00:33:51,614 --> 00:33:52,195

1170
00:33:52,195 --> 00:33:52,385

1171
00:33:52,385 --> 00:33:52,834

1172
00:33:52,834 --> 00:33:53,155

1173
00:33:53,155 --> 00:33:54,177
นะคะ

1174
00:33:54,177 --> 00:33:54,687

1175
00:33:54,687 --> 00:33:55,137

1176
00:33:55,137 --> 00:33:57,249
แล้วก็รหัส

1177
00:33:57,249 --> 00:34:01,249
หรือรหัสสำนักพิมพ์น้อยกว่า 12

1178
00:34:03,441 --> 00:34:07,441

1179
00:34:04,399 --> 00:34:08,776
อันน

1180
00:34:00,330 --> 00:34:00,972

1181
00:34:00,972 --> 00:34:01,872

1182
00:34:01,872 --> 00:34:02,192

1183
00:34:02,192 --> 00:34:02,513

1184
00:34:02,513 --> 00:34:03,344
ี้ อันนี้ อันนี้

1185
00:34:03,344 --> 00:34:04,115

1186
00:34:04,115 --> 00:34:07,258
เพราะฉะนั้น จะแสดงผ

1187
00:34:07,258 --> 00:34:08,800
ล 5 เล่ม

1188
00:34:08,800 --> 00:34:09,571

1189
00:34:09,571 --> 00:34:10,402

1190
00:34:10,402 --> 00:34:11,103
นะคะ

1191
00:34:11,103 --> 00:34:13,344
ถามว่าทำไมอันนี้

1192
00:34:13,344 --> 00:34:16,686
มันราคาไม่เกิน 500 นี่ ทำไมมันแสดงผล

1193
00:34:16,686 --> 00:34:19,376
ก็เพราะว่ารหัสสำนักพิมพ์มันน้อยกว่า 12

1194
00:34:19,376 --> 00:34:21,227

1195
00:34:21,227 --> 00:34:23,288
มันก็เลยแสดงผลด้วย

1196
00:34:23,288 --> 00:34:24,888
นะคะ เป็น 5 เล่ม

1197
00:34:24,888 --> 00:34:27,641
ซึ่งแตกต่างจากตัวอย่างต่อมา

1198
00:34:27,641 --> 00:34:28,020

1199
00:34:28,020 --> 00:34:28,472

1200
00:34:28,472 --> 00:34:32,472
AND ก็คือถ้ามันมีเงื่อนไข 2 ข้อมันจะต้องดูทั้งเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ

1201
00:34:35,847 --> 00:34:39,760
อันนี้คือมันมีเงื่อนไข 2 ข้อก็จริง แต่ว่า

1202
00:34:39,760 --> 00:34:43,760
มันสามารถเป็นได้ทั้ง 2 ข้อโดยที่มันสามารถเลือกได้

1203
00:34:43,922 --> 00:34:44,503

1204
00:34:44,503 --> 00:34:44,823

1205
00:34:44,823 --> 00:34:48,823
จะต้องเข้าตามเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อเป๊ะ ๆ เท่านั้น

1206
00:34:52,525 --> 00:34:49,376

1207
00:34:48,927 --> 00:34:49,378

1208
00:34:49,378 --> 00:34:49,638

1209
00:34:49,638 --> 00:34:50,528

1210
00:34:50,528 --> 00:34:50,792

1211
00:34:50,792 --> 00:34:50,982

1212
00:34:50,982 --> 00:34:51,431

1213
00:34:51,431 --> 00:34:55,431
นะคะ ไขก็คือให้ราคามากกว่าเท่ากับ 500

1214
00:34:59,660 --> 00:34:56,827

1215
00:34:56,625 --> 00:35:00,408
ราคาน้อยกว่าเท่ากับ 1,000 ก็คือเป็นช่วงนั่นเอง

1216
00:35:00,408 --> 00:35:00,849

1217
00:35:00,849 --> 00:35:01,489

1218
00:35:01,489 --> 00:35:01,750

1219
00:35:01,750 --> 00:35:03,860
ถามว่าจะมีเล่มนี้ 500

1220
00:35:03,860 --> 00:35:04,962

1221
00:35:04,962 --> 00:35:08,962
เล่มนี้ 1,000 ถามว่าเล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้

1222
00:35:09,184 --> 00:35:10,657
มันเกิน 1,000

1223
00:35:10,657 --> 00:35:11,236

1224
00:35:11,236 --> 00:35:13,167
เล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้

1225
00:35:13,167 --> 00:35:15,277
เพราะมันน้อยกว่า 500 เพราะฉะนั้น

1226
00:35:15,277 --> 00:35:17,142
ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีแค่ 2 เล่ม

1227
00:35:17,142 --> 00:35:18,801
3 เงื่อนไข

1228
00:35:18,801 --> 00:35:19,503

1229
00:35:19,503 --> 00:35:20,343
นะคะ

1230
00:35:20,343 --> 00:35:20,593

1231
00:35:20,593 --> 00:35:22,655
และมีเงื่อนไขมากกว่านี้ไหม

1232
00:35:22,655 --> 00:35:23,936
มีได้ค่ะ

1233
00:35:23,936 --> 00:35:24,125

1234
00:35:24,125 --> 00:35:24,767

1235
00:35:24,767 --> 00:35:27,140
เป็นได้ทั้ง  AND และ

1236
00:35:27,140 --> 00:35:27,458

1237
00:35:27,458 --> 00:35:28,799
OR นะคะ

1238
00:35:28,799 --> 00:35:29,643

1239
00:35:29,643 --> 00:35:33,643
ถ้าอันไหนเป็นอันนี้คือจะต้องตามเงื่อนไขนั้นอย่างเดียวเท่านั้น

1240
00:35:33,874 --> 00:35:34,574

1241
00:35:34,574 --> 00:35:36,500
เช่น ราคา

1242
00:35:36,500 --> 00:35:38,427
มากกว่าเท่ากับ 500

1243
00:35:38,427 --> 00:35:39,898
มีเล่มไหนบ้าง

1244
00:35:39,898 --> 00:35:40,599

1245
00:35:40,599 --> 00:35:40,728

1246
00:35:40,728 --> 00:35:42,010
มีเล่มนี้

1247
00:35:42,010 --> 00:35:42,139

1248
00:35:42,139 --> 00:35:42,329

1249
00:35:42,329 --> 00:35:42,841

1250
00:35:42,841 --> 00:35:43,481

1251
00:35:43,481 --> 00:35:47,481
มีเล่มนี้

1252
00:35:50,895 --> 00:35:53,878
นะคะ

1253
00:35:44,961 --> 00:35:46,953

1254
00:35:46,953 --> 00:35:47,784

1255
00:35:47,784 --> 00:35:48,554

1256
00:35:48,554 --> 00:35:49,767
หรือ

1257
00:35:49,767 --> 00:35:53,767
PID ก็คือรหัสสำนักพิมพ์เท่ากับ 4

1258
00:35:53,879 --> 00:35:55,859
เท่ากับ 4 มีเล่มไหนบ้าง

1259
00:35:55,859 --> 00:35:58,871
มีเล่มนี้ มีเล่มนี้ มีเล่มมี

1260
00:35:58,871 --> 00:35:59,388

1261
00:35:59,388 --> 00:36:00,342

1262
00:36:00,342 --> 00:36:03,104
ทำไมถึงเอาเพราะมันเป็นคำสั่งออ

1263
00:36:03,104 --> 00:36:03,555

1264
00:36:03,555 --> 00:36:04,776

1265
00:36:04,776 --> 00:36:05,667

1266
00:36:05,667 --> 00:36:07,778
OR ก็คือสามารถยอมรับได้

1267
00:36:07,778 --> 00:36:07,980

1268
00:36:07,980 --> 00:36:09,059
นะคะ

1269
00:36:09,059 --> 00:36:10,800
ลักษณะแบบต่อมา 5 เล่ม

1270
00:36:10,800 --> 00:36:11,180

1271
00:36:11,180 --> 00:36:12,781
อันนี้เป็นไข่

1272
00:36:12,781 --> 00:36:16,694
แต่ว่ามันก็จะมีวิธีการเขียนให้มันสั้นกว่านี้อยู่

1273
00:36:16,694 --> 00:36:16,823

1274
00:36:16,823 --> 00:36:19,456
เดี๋ยวดูไปมีอีกหลายตัวอย่าง

1275
00:36:19,456 --> 00:36:20,226
นะคะ

1276
00:36:20,226 --> 00:36:23,228
ตัวมาเป็นเงื่อนไขในการปฏิเสธ

1277
00:36:23,228 --> 00:36:23,549

1278
00:36:23,549 --> 00:36:25,412
ก็คือไม่เอา

1279
00:36:25,412 --> 00:36:25,730

1280
00:36:25,730 --> 00:36:28,432
นะคะ คือคำสั่ง

1281
00:36:28,432 --> 00:36:29,452

1282
00:36:29,452 --> 00:36:29,584

1283
00:36:29,584 --> 00:36:31,436
NOT เช่น คำสั่งนี้

1284
00:36:31,436 --> 00:36:33,035
เงื่อนไขคือ

1285
00:36:33,035 --> 00:36:34,385
ไม่เอา

1286
00:36:34,385 --> 00:36:34,776

1287
00:36:34,776 --> 00:36:38,039
รหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่าเท่ากับ 4

1288
00:36:38,039 --> 00:36:40,480
อันนี้ตัดไปตัดไปตัดไป

1289
00:36:40,480 --> 00:36:43,362
เพราะฉะนั้น แสดงผลที่เหลือ

1290
00:36:43,362 --> 00:36:45,673
ได้ ๆ

1291
00:36:45,673 --> 00:36:49,673
อย่างเช่น เราหาซื้อของออนไลน์ไม่อยากได้สีแดง

1292
00:36:54,227 --> 00:36:52,847

1293
00:36:51,124 --> 00:36:55,124
เราก็เลยว่าไม่เอาสีแดง

1294
00:36:56,847 --> 00:36:53,575

1295
00:36:53,806 --> 00:36:54,196

1296
00:36:54,196 --> 00:36:54,447

1297
00:36:54,447 --> 00:36:57,398
มันก็แสดงผลสินค้าที่เหลือมาให้

1298
00:36:57,398 --> 00:36:57,648

1299
00:36:57,648 --> 00:36:59,900
นะคะ หรือการหา

1300
00:36:59,900 --> 00:37:00,480

1301
00:37:00,480 --> 00:37:04,322
ค่าว่างหรือการไม่มีค่าในข้อมูลนั้น ๆ

1302
00:37:04,322 --> 00:37:04,831

1303
00:37:04,831 --> 00:37:06,244
เช่น ลองดูสิว่า

1304
00:37:06,244 --> 00:37:08,176
ในราคา

1305
00:37:08,176 --> 00:37:11,889
ในส่วนของราคามีอะไรเป็นค่าว่างบ้าง

1306
00:37:11,889 --> 00:37:15,151
ตัวนี้แปลว่าค่าว่างนะคะ ถ้าว่างตัวนี้

1307
00:37:15,151 --> 00:37:15,410

1308
00:37:15,410 --> 00:37:16,700
มีอยู่เล่มเดียว

1309
00:37:16,700 --> 00:37:18,361
ที่ไม่มีข้อมูล

1310
00:37:18,361 --> 00:37:18,551

1311
00:37:18,551 --> 00:37:18,742

1312
00:37:18,742 --> 00:37:19,772
สำนักพิมพ์

1313
00:37:19,772 --> 00:37:22,144
ไม่มีข้อมูลราคา มีเล่มเดียว

1314
00:37:22,144 --> 00:37:22,844

1315
00:37:22,844 --> 00:37:26,844
อันนี้เอาไว้เช็กว่าข้อมูลเรามีข้อมูลอะไรหายบ้างหรือเปล่า ก็สามารถ

1316
00:37:28,228 --> 00:37:30,859
ให้คอมพิวเตอร์มันเช็กให้เราได้

1317
00:37:30,859 --> 00:37:31,630
นะคะ

1318
00:37:31,630 --> 00:37:32,661

1319
00:37:32,661 --> 00:37:32,981

1320
00:37:32,981 --> 00:37:34,322
ในทางกลับกัน

1321
00:37:34,322 --> 00:37:34,582

1322
00:37:34,582 --> 00:37:36,054
ให้มันเช็กว่า

1323
00:37:36,054 --> 00:37:40,054
มีข้อมูลอะไรบ้าง ที่ไม่ใช่ค่าว่างก็ใช้คำสั่งที่

1324
00:37:40,997 --> 00:37:42,598
ใกล้เคียงกันแค่นั้นเอง

1325
00:37:42,598 --> 00:37:44,899
เพราะฉะนั้น ภาษาอังกฤษ

1326
00:37:44,899 --> 00:37:45,349

1327
00:37:45,349 --> 00:37:49,349
ค่อนข้าง ๆ ง่ายค่ะ เป็นคำง่าย ๆ พยายามลองแปลดู

1328
00:37:49,773 --> 00:37:52,845
คำศัพท์ก็ไม่ใช่คำศัพท์ที่ซับซ้อนอะไรมาก

1329
00:37:52,845 --> 00:37:53,485
นะคะ

1330
00:37:53,485 --> 00:37:53,686

1331
00:37:53,686 --> 00:37:56,248
ที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล

1332
00:37:56,248 --> 00:37:56,639

1333
00:37:56,639 --> 00:37:59,650
เมื่อกี้เราใช้ AND ใช้ OR นะคะ

1334
00:37:59,650 --> 00:38:02,784
มันพิมพ์ค่อนข้างยาว

1335
00:38:02,784 --> 00:38:04,706
เราจะเปลี่ยน ใหม่เป็นคำสั่ง

1336
00:38:04,706 --> 00:38:06,054
B

1337
00:38:06,054 --> 00:38:06,825

1338
00:38:06,825 --> 00:38:07,086

1339
00:38:07,086 --> 00:38:08,556
ETWEEN นะคะ ก็คือ

1340
00:38:08,556 --> 00:38:09,328
ระหว่าง

1341
00:38:09,328 --> 00:38:11,059
เท่าไรถึงเท่าไหร่

1342
00:38:11,059 --> 00:38:12,530
นะคะ

1343
00:38:12,530 --> 00:38:15,993
เทียบกันดูนะคะ ถ้าเราใช้คำสั่งนี้

1344
00:38:15,993 --> 00:38:16,764

1345
00:38:16,764 --> 00:38:17,345

1346
00:38:17,345 --> 00:38:18,106
นะคะ

1347
00:38:18,106 --> 00:38:22,106
ให้แสดงผลคอลัมน์นะคะ ที่มีค่าระหว่าง 10 ถึง 20

1348
00:38:23,750 --> 00:38:24,332

1349
00:38:24,332 --> 00:38:26,952
เนื้อเพลงแค่นี้เอง

1350
00:38:26,952 --> 00:38:27,794

1351
00:38:27,794 --> 00:38:31,067
แต่ถ้าเราไม่ใช้เราจำคำสั่งมีชีวิตแต่ไม่ได้

1352
00:38:31,067 --> 00:38:31,316

1353
00:38:31,316 --> 00:38:32,727
พิมพ์ยาวมาก

1354
00:38:32,727 --> 00:38:34,398
แบบนี้นะคะ

1355
00:38:34,398 --> 00:38:35,798
คำสั่งตัวนี้

1356
00:38:35,798 --> 00:38:36,958
มันเลยทำให้เรา

1357
00:38:36,958 --> 00:38:37,799

1358
00:38:37,799 --> 00:38:39,140
ทำงานได้เร็วขึ้น

1359
00:38:39,140 --> 00:38:40,742
พิมพ์น้อยลง

1360
00:38:40,742 --> 00:38:44,205
อย่างเช่นตัวนี้

1361
00:38:44,205 --> 00:38:44,904

1362
00:38:44,904 --> 00:38:45,355

1363
00:38:45,355 --> 00:38:47,476
เงื่อนไขคือให้

1364
00:38:47,476 --> 00:38:47,986

1365
00:38:47,986 --> 00:38:48,309

1366
00:38:48,309 --> 00:38:49,139
เลือก

1367
00:38:49,139 --> 00:38:49,460

1368
00:38:49,460 --> 00:38:50,420

1369
00:38:50,420 --> 00:38:54,420
หนังสือกับราคามาโดยที่มีเงื่อนไขคือราคาอยู่ในระหว่าง 500-1,000

1370
00:38:55,554 --> 00:38:55,745

1371
00:38:55,745 --> 00:38:56,575

1372
00:38:56,575 --> 00:38:58,888
มีอยู่กี่เล่มคะ

1373
00:38:58,888 --> 00:39:00,488

1374
00:39:00,488 --> 00:39:02,858
มี 2 เล่ม 500

1375
00:39:02,858 --> 00:39:03,948
-1,000

1376
00:39:03,948 --> 00:39:04,718

1377
00:39:04,718 --> 00:39:06,321
สั้นลงเยอะเลย

1378
00:39:06,321 --> 00:39:07,221
นะคะ

1379
00:39:07,221 --> 00:39:07,792

1380
00:39:07,792 --> 00:39:09,073
สั้นลงเยอะเลย

1381
00:39:09,073 --> 00:39:09,332

1382
00:39:09,332 --> 00:39:09,463

1383
00:39:09,463 --> 00:39:09,714

1384
00:39:09,714 --> 00:39:10,812

1385
00:39:10,812 --> 00:39:11,324

1386
00:39:11,324 --> 00:39:11,966

1387
00:39:11,966 --> 00:39:13,698
กับเงื่อนไข

1388
00:39:13,698 --> 00:39:16,068
ต่อมา คือราคา

1389
00:39:16,068 --> 00:39:19,528
ไม่อยู่ในช่วงระหว่าง 500 ถึง 1,000

1390
00:39:19,528 --> 00:39:20,110

1391
00:39:20,110 --> 00:39:20,360

1392
00:39:20,360 --> 00:39:21,072

1393
00:39:21,072 --> 00:39:21,392

1394
00:39:21,392 --> 00:39:23,883
มีอะไร 500 ตัดออก

1395
00:39:23,883 --> 00:39:25,033
1,000 ตัดออก

1396
00:39:25,033 --> 00:39:25,805

1397
00:39:25,805 --> 00:39:27,416

1398
00:39:27,416 --> 00:39:30,358
เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีอยู่

1399
00:39:30,358 --> 00:39:31,708
เล่นเลย

1400
00:39:31,708 --> 00:39:34,272
ยกเว้นเรื่องที่ราคา 500 กับ 1,000

1401
00:39:34,272 --> 00:39:34,972

1402
00:39:34,972 --> 00:39:36,642

1403
00:39:36,642 --> 00:39:38,634
นะคะ

1404
00:39:38,634 --> 00:39:39,655

1405
00:39:39,655 --> 00:39:43,317
หรือจะค้นหาข้อมูลตามค่าที่เราต้องการ

1406
00:39:43,317 --> 00:39:44,339

1407
00:39:44,339 --> 00:39:45,109

1408
00:39:45,109 --> 00:39:47,031
นะคะ เราจะใช้คำสั่ง

1409
00:39:47,031 --> 00:39:49,141
เงื่อนไขเพิ่มเติมข้างล่างคือ

1410
00:39:49,141 --> 00:39:50,171

1411
00:39:50,171 --> 00:39:51,522
IN i-n ตัวนี้

1412
00:39:51,522 --> 00:39:52,352
นะคะ

1413
00:39:52,352 --> 00:39:53,954

1414
00:39:53,954 --> 00:39:54,336

1415
00:39:54,336 --> 00:39:55,052

1416
00:39:55,052 --> 00:39:55,366

1417
00:39:55,366 --> 00:39:55,616

1418
00:39:55,616 --> 00:39:59,269
เช่น ข้อมูลที่เราต้องการก็คือ

1419
00:39:59,269 --> 00:40:00,879
อาจจะมีตัวเลข

1420
00:40:00,879 --> 00:40:01,010

1421
00:40:01,010 --> 00:40:02,541
ให้หาตัวเลข

1422
00:40:02,541 --> 00:40:03,500

1423
00:40:03,500 --> 00:40:04,722

1424
00:40:04,722 --> 00:40:07,284
ที่ระหว่าง 1-10

1425
00:40:07,284 --> 00:40:08,064
นะคะ

1426
00:40:08,064 --> 00:40:12,064
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็น 1 3 5 7 9 อันนี้เราทราบอยู่แล้วเลขจำนวนคี่ ระหว่าง 1-10

1427
00:40:13,951 --> 00:40:14,530

1428
00:40:14,530 --> 00:40:15,302
นะคะ

1429
00:40:15,302 --> 00:40:18,384
ส่วนชื่อคนที่ขึ้นต้นด้วย

1430
00:40:18,384 --> 00:40:19,985
ส เสือ ม ม้า

1431
00:40:19,985 --> 00:40:20,237

1432
00:40:20,237 --> 00:40:20,685

1433
00:40:20,685 --> 00:40:22,677

1434
00:40:22,677 --> 00:40:23,759
มีอะไรบ้าง

1435
00:40:23,759 --> 00:40:27,551
สมชายสมพงษ์ สมศักดิ์ อะไรก็ว่าไป สมมติฐานข้อมูล

1436
00:40:27,551 --> 00:40:27,681

1437
00:40:27,681 --> 00:40:27,801

1438
00:40:27,801 --> 00:40:28,512
นะคะ

1439
00:40:28,512 --> 00:40:28,703

1440
00:40:28,703 --> 00:40:30,303
ทุกอย่างก็คือ

1441
00:40:30,303 --> 00:40:32,556
เงื่อนไขให้แสดง

1442
00:40:32,556 --> 00:40:34,536
ชื่อหนังสือกับราคา

1443
00:40:34,536 --> 00:40:38,319
ที่ราคาหนังสือ IN

1444
00:40:38,319 --> 00:40:38,449

1445
00:40:38,449 --> 00:40:42,449
มีค่า 250

1446
00:40:44,255 --> 00:40:42,362

1447
00:40:40,950 --> 00:40:44,950
หนังสือเล่มละ 500

1448
00:40:46,362 --> 00:40:53,249

1449
00:40:42,811 --> 00:40:43,891
750

1450
00:40:43,891 --> 00:40:45,492

1451
00:40:45,492 --> 00:40:45,882

1452
00:40:45,882 --> 00:40:46,072

1453
00:40:46,072 --> 00:40:48,964
1,000 เล่มไหนบ้างมี 250 มีไหมมี 1 เล่ม

1454
00:40:48,964 --> 00:40:50,696
500 มีไหม

1455
00:40:50,696 --> 00:40:51,337

1456
00:40:51,337 --> 00:40:52,868
500 มี 1 เล่ม

1457
00:40:52,868 --> 00:40:53,318

1458
00:40:53,318 --> 00:40:54,280

1459
00:40:54,280 --> 00:40:57,491
750 มีไหม ไม่มี

1460
00:40:57,491 --> 00:40:59,412
1,000 มีไหม

1461
00:40:59,412 --> 00:40:59,864

1462
00:40:59,864 --> 00:41:01,976
เพราะฉะนั้น แสดงผล 3 เล่ม

1463
00:41:01,976 --> 00:41:02,105

1464
00:41:02,105 --> 00:41:02,546

1465
00:41:02,546 --> 00:41:03,637

1466
00:41:03,637 --> 00:41:07,637
ถามว่าเราค้นหาไม่เจอแล้วมันเกิดอะไรขึ้นไหม ไม่เจอก็คือไม่เจอ

1467
00:41:07,810 --> 00:41:08,189

1468
00:41:08,189 --> 00:41:12,189
นะคะ  ก็แสดงว่าในฐานข้อมูลเราไม่มีหนังสือเล่มละ 750

1469
00:41:12,995 --> 00:41:13,777
แค่นั้นเอง

1470
00:41:13,777 --> 00:41:14,096

1471
00:41:14,096 --> 00:41:14,475

1472
00:41:14,475 --> 00:41:16,598
นะคะ

1473
00:41:16,598 --> 00:41:16,978

1474
00:41:16,978 --> 00:41:17,428

1475
00:41:17,428 --> 00:41:17,809

1476
00:41:17,809 --> 00:41:18,900

1477
00:41:18,900 --> 00:41:22,900
หรือการค้นหาหนังสือที่ราคา

1478
00:41:23,132 --> 00:41:25,504
ไม่อยู่ในราคาที่

1479
00:41:25,504 --> 00:41:29,504
250

1480
00:41:30,496 --> 00:41:33,371
25

1481
00:41:27,685 --> 00:41:29,857
0 ตัดออกไป

1482
00:41:29,857 --> 00:41:30,638
ไม่เอา

1483
00:41:30,638 --> 00:41:30,829

1484
00:41:30,829 --> 00:41:31,149

1485
00:41:31,149 --> 00:41:33,771
500 เอาไหม ไม่เอา

1486
00:41:33,771 --> 00:41:33,900

1487
00:41:33,900 --> 00:41:35,572
750 ไม่มี

1488
00:41:35,572 --> 00:41:36,334

1489
00:41:36,334 --> 00:41:37,295
มีตัดออก

1490
00:41:37,295 --> 00:41:40,637
เพราะฉะนั้น แสดงผลหนังสือเล่มที่เหลือ

1491
00:41:40,637 --> 00:41:40,898

1492
00:41:40,898 --> 00:41:44,100
บอกเขาว่าไม่เอาหนังสือราคา 250

1493
00:41:44,100 --> 00:41:47,112
ไม่เอา 500 ไม่เอา 750 ไม่เอา 1,000

1494
00:41:47,112 --> 00:41:51,112
อย่างนั้นก็แสดงผลค่าที่เหลือแค่นั้นเองคือการตัดออกนะคะ

1495
00:41:54,543 --> 00:41:58,543
ต่อมาคราวนี้เป็นการระบุราคาไปแล้วเราจะระบุเป็นข้อความ

1496
00:42:00,188 --> 00:42:00,829

1497
00:42:00,829 --> 00:42:01,210

1498
00:42:01,210 --> 00:42:01,981

1499
00:42:01,981 --> 00:42:03,782
เป็นตัวอักษรก็ได้

1500
00:42:03,782 --> 00:42:07,782
จากเมื่อกี้เป็นคำสั่ง  IN คราวนี้จะเป็นคำสั่ง L

1501
00:42:07,814 --> 00:42:08,264

1502
00:42:08,264 --> 00:42:09,676
IKE LIKE เหมือนกด Like เหมือนกดไลค์นี่แหละ

1503
00:42:09,676 --> 00:42:10,636
นะคะ

1504
00:42:10,636 --> 00:42:11,276

1505
00:42:11,276 --> 00:42:11,535

1506
00:42:11,535 --> 00:42:11,856

1507
00:42:11,856 --> 00:42:12,116

1508
00:42:12,116 --> 00:42:13,137

1509
00:42:13,137 --> 00:42:16,397
ก็จะเป็นคนการค้นหาส่วนของข้อความ

1510
00:42:16,397 --> 00:42:16,850

1511
00:42:16,850 --> 00:42:19,738
บางครั้งเราจะไม่ได้พิมพ์ชื่อเต็ม ๆ ของเขา

1512
00:42:19,738 --> 00:42:20,319

1513
00:42:20,319 --> 00:42:22,750
อาจจะเป็นส่วนของชื่อก็ได้

1514
00:42:22,750 --> 00:42:23,640

1515
00:42:23,640 --> 00:42:27,640
จำชื่อเขาไม่ได้เขาน่าจะชื่อสมหญิง ๆ อะไรประมาณนี้

1516
00:42:27,943 --> 00:42:29,412
ซึ่งมันเป็นส่วนของคำ

1517
00:42:29,412 --> 00:42:31,203
ของชื่อของคนที่ชื่อว่าส

1518
00:42:31,203 --> 00:42:31,654

1519
00:42:31,654 --> 00:42:32,425
มพงษ์อาจจะจำ

1520
00:42:32,425 --> 00:42:34,611
คำชื่อขึ้นต้นเขาไม่ได้

1521
00:42:34,611 --> 00:42:35,958
จำได้บางส่วน

1522
00:42:35,958 --> 00:42:37,688
สามารถค้นหาได้เหมือนกัน

1523
00:42:37,688 --> 00:42:38,769

1524
00:42:38,769 --> 00:42:41,080
บางคนอาจจะพิมพ์คำว่า

1525
00:42:41,080 --> 00:42:42,041

1526
00:42:42,041 --> 00:42:42,361

1527
00:42:42,361 --> 00:42:42,553

1528
00:42:42,553 --> 00:42:46,553
Microsoft จำไม่ได้ก็สามารถค้นหาได้เหมือนกันเป็นบางส่วนของข้อความ

1529
00:42:47,743 --> 00:42:49,414

1530
00:42:49,414 --> 00:42:50,884

1531
00:42:50,884 --> 00:42:51,395

1532
00:42:51,395 --> 00:42:51,905

1533
00:42:51,905 --> 00:42:55,310
การค้นหาส่วนของข้อความใด ๆ โดยที่

1534
00:42:55,310 --> 00:42:55,699

1535
00:42:55,699 --> 00:42:57,814
ไม่จำกัดตัวอักษร

1536
00:42:57,814 --> 00:43:01,463
เราจะใช้เป็นตัวเปอร์เซ็นต์หรือตัว Star เป็นดอกจันตัวนี้ก็ได้

1537
00:43:01,463 --> 00:43:01,856

1538
00:43:01,856 --> 00:43:03,325
เดี๋ยวจะมีตัวอย่างให้ดู

1539
00:43:03,325 --> 00:43:04,415

1540
00:43:04,415 --> 00:43:08,415
หรือเป็นส่วนของข้อความใด ๆ ที่มีขนาดแค่ 1 ตัวอักษร

1541
00:43:12,165 --> 00:43:11,303

1542
00:43:09,866 --> 00:43:11,398
เราจะใช้เป็น

1543
00:43:11,398 --> 00:43:15,398
Underscore หรือเครื่องหมายคำถาม ถ้าเป็นในส่วนของ

1544
00:43:16,200 --> 00:43:17,869
โปรแกรม Microsoft Access

1545
00:43:17,869 --> 00:43:18,069

1546
00:43:18,069 --> 00:43:21,523
เราจะใช้เป็นเครื่องหมายคำถาม

1547
00:43:21,523 --> 00:43:22,293

1548
00:43:22,293 --> 00:43:23,125

1549
00:43:23,125 --> 00:43:27,125
หรือเป็นวงเล็บวงเล็บเป็นสี่เหลี่ยมแบบนี้นะคะ ก็คือ

1550
00:43:27,748 --> 00:43:28,639
ให้

1551
00:43:28,639 --> 00:43:31,079
ตัวอักษรใดที่ปรากฏในช่อง

1552
00:43:31,079 --> 00:43:32,161

1553
00:43:32,161 --> 00:43:36,161
ต้องเป็นตัวอักษรนั้นเท่านั้น

1554
00:43:38,549 --> 00:43:35,509

1555
00:43:34,672 --> 00:43:35,243

1556
00:43:35,243 --> 00:43:36,085

1557
00:43:36,085 --> 00:43:36,404

1558
00:43:36,404 --> 00:43:40,404
แต่ถ้ามีเครื่องหมายตกใจ

1559
00:43:41,790 --> 00:43:41,860

1560
00:43:39,798 --> 00:43:42,688
มันจะเป็นการบอกว่าไม่เอาตัวอักษรนั้น

1561
00:43:42,688 --> 00:43:43,198

1562
00:43:43,198 --> 00:43:44,538
นะคะ

1563
00:43:44,538 --> 00:43:46,460
น่าจะเป็นช่วงตัวอักษรก็ได้

1564
00:43:46,460 --> 00:43:49,091
เดี๋ยวดูตัวอย่างเลยแล้วกันมันจะได้เห็นภาพนะคะ

1565
00:43:49,091 --> 00:43:49,672

1566
00:43:49,672 --> 00:43:50,052

1567
00:43:50,052 --> 00:43:50,312

1568
00:43:50,312 --> 00:43:51,014

1569
00:43:51,014 --> 00:43:51,465

1570
00:43:51,465 --> 00:43:53,517
อย่างเช่น เงื่อนไขคือ

1571
00:43:53,517 --> 00:43:54,738

1572
00:43:54,738 --> 00:43:56,136
ให้ค้นหา

1573
00:43:56,136 --> 00:43:59,350
ชื่อหนังสือราคาจากตลาดหนังสือโดยที่

1574
00:43:59,350 --> 00:44:01,400
ชื่อหนังสือ

1575
00:44:01,400 --> 00:44:02,172
นะคะ

1576
00:44:02,172 --> 00:44:06,172
ขึ้นต้นด้วย N ตามด้วยอะไรก็ได้

1577
00:44:09,112 --> 00:44:06,511

1578
00:44:06,914 --> 00:44:10,914
ถ้าเป็นเครื่องหมายดอกจันตัวนี้คือขึ้นต้นด้วยตัวหนังสือนั้น ๆ ตามด้วยอะไรก็ได้

1579
00:44:12,227 --> 00:44:12,489

1580
00:44:12,489 --> 00:44:14,479
ในตาราง เราต้องดูสิคะ

1581
00:44:14,479 --> 00:44:15,760
ขึ้นต้นด้วยตัว

1582
00:44:15,760 --> 00:44:16,471

1583
00:44:16,471 --> 00:44:17,751
N ชื่อ

1584
00:44:17,751 --> 00:44:20,693
มี 2 ชื่อเพราะฉะนั้น แสดงผล 2 อัน

1585
00:44:20,693 --> 00:44:21,014

1586
00:44:21,014 --> 00:44:21,594

1587
00:44:21,594 --> 00:44:23,006
ขึ้นต้นด้วยตัวเอง

1588
00:44:23,006 --> 00:44:23,646

1589
00:44:23,646 --> 00:44:27,646
N อันอื่นไม่ได้ขึ้น N แล้ว

1590
00:44:27,680 --> 00:44:28,070

1591
00:44:28,070 --> 00:44:30,052
หายตัวมา

1592
00:44:30,052 --> 00:44:30,181

1593
00:44:30,181 --> 00:44:30,641

1594
00:44:30,641 --> 00:44:34,641
หาชื่อหนังสือที่ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้

1595
00:44:35,442 --> 00:44:37,744
ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้

1596
00:44:37,744 --> 00:44:40,956
แต่ในชื่อนั้นมีตัว C

1597
00:44:40,956 --> 00:44:41,658

1598
00:44:41,658 --> 00:44:45,049
ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้ค่ะ ลงท้ายอะไรก็ได้

1599
00:44:45,049 --> 00:44:45,500

1600
00:44:45,500 --> 00:44:45,759

1601
00:44:45,759 --> 00:44:46,400

1602
00:44:46,400 --> 00:44:47,170

1603
00:44:47,170 --> 00:44:49,933
ในคำนั้นน่ะต้องมีตัว  C

1604
00:44:49,933 --> 00:44:50,443

1605
00:44:50,443 --> 00:44:51,216

1606
00:44:51,216 --> 00:44:53,966
อันแรกชื่อแรกมีไหมคะ ไม่มี

1607
00:44:53,966 --> 00:44:54,217

1608
00:44:54,217 --> 00:44:54,347

1609
00:44:54,347 --> 00:44:57,879
ชื่อที่ 2 มีตัว C ตรงตามเงื่อนไขไหม

1610
00:44:57,879 --> 00:45:01,879
ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้แต่มีตัว

1611
00:45:02,100 --> 00:45:02,491

1612
00:45:02,491 --> 00:45:03,842
C หนังสือ

1613
00:45:03,842 --> 00:45:04,032

1614
00:45:04,032 --> 00:45:06,595
มีไหมมีตัว C

1615
00:45:06,595 --> 00:45:06,915

1616
00:45:06,915 --> 00:45:07,558

1617
00:45:07,558 --> 00:45:08,967
วันนี้ก็มี

1618
00:45:08,967 --> 00:45:09,097

1619
00:45:09,097 --> 00:45:09,346

1620
00:45:09,346 --> 00:45:09,988
นะคะ

1621
00:45:09,988 --> 00:45:11,268
ตัวนี้

1622
00:45:11,268 --> 00:45:15,268
ถามว่าได้อย่างไรก็มันขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้อาจจะขึ้นตัว C ก็ได้

1623
00:45:15,951 --> 00:45:19,951
ขอให้มีตัว C เป็นประกอบ เพราะฉะนั้น ก็จะมีหนังสืออยู่ 4 เล่ม

1624
00:45:21,275 --> 00:45:22,686
4 เล่ม

1625
00:45:22,686 --> 00:45:23,775

1626
00:45:23,775 --> 00:45:24,547

1627
00:45:24,547 --> 00:45:24,996

1628
00:45:24,996 --> 00:45:26,207
นี่คือผลลัพธ์

1629
00:45:26,207 --> 00:45:28,910
เพราะฉะนั้น บางทีนี่ อาจารย์

1630
00:45:28,910 --> 00:45:29,869

1631
00:45:29,869 --> 00:45:33,869
ยังค้นหาชื่อนักศึกษานะคะ ชื่อจริงเขาไม่ได้จำได้เข้ามีคำว่า

1632
00:45:36,154 --> 00:45:38,327
พอในสักอย่างอะไร

1633
00:45:38,327 --> 00:45:39,168
นี้นะคะ

1634
00:45:39,168 --> 00:45:39,607

1635
00:45:39,607 --> 00:45:43,449
ฐานข้อมูลก็สามารถค้นหาข้อมูลให้เราได้เช่นเดียวกัน

1636
00:45:43,449 --> 00:45:43,770

1637
00:45:43,770 --> 00:45:44,031

1638
00:45:44,031 --> 00:45:45,571
นะคะ

1639
00:45:45,571 --> 00:45:45,962

1640
00:45:45,962 --> 00:45:46,793

1641
00:45:46,793 --> 00:45:47,172

1642
00:45:47,172 --> 00:45:47,304

1643
00:45:47,304 --> 00:45:51,304
รู้อย่างนี้จะเริ่มสังเกตแล้วว่าทำไมมันมีเครื่องหมายคำถามแล้วก็ดอกจัน

1644
00:45:52,499 --> 00:45:53,269

1645
00:45:53,269 --> 00:45:53,400

1646
00:45:53,400 --> 00:45:56,472
ถ้ามีเครื่องหมายคำถามตัวนี้หมายความว่า

1647
00:45:56,472 --> 00:45:56,792

1648
00:45:56,792 --> 00:46:00,792
ข้างหน้าตัว E 1 ตัวอักษรเท่านั้น

1649
00:46:04,038 --> 00:46:11,411

1650
00:46:00,385 --> 00:46:00,905

1651
00:46:00,905 --> 00:46:02,888
1 ตัว

1652
00:46:02,888 --> 00:46:05,446
แต่ตามหลังตัว E เป็นกี่ตัวก็ได้

1653
00:46:05,446 --> 00:46:06,027

1654
00:46:06,027 --> 00:46:06,409

1655
00:46:06,409 --> 00:46:10,192
มาดูเงื่อนไขกันเลยนะคะ ถามว่า

1656
00:46:10,192 --> 00:46:10,712

1657
00:46:10,712 --> 00:46:12,753
ในหนังสือเล่มนี้

1658
00:46:12,753 --> 00:46:12,883

1659
00:46:12,883 --> 00:46:14,803
ได้ไหม

1660
00:46:14,803 --> 00:46:18,803
ไม่ได้ เพราะตรงก่อนหน้าตัว E มีตัวหนังสือก่อนหน้า 5 ตัว ซึ่งผิดเงื่อนไขถ้าเป็นเครื่องหมายคำถาม

1661
00:46:25,008 --> 00:46:23,311

1662
00:46:23,453 --> 00:46:23,584

1663
00:46:23,584 --> 00:46:24,355

1664
00:46:24,355 --> 00:46:27,759
ตัวหนังสือที่นำหน้าตัว E จะต้องมีแค่ 1 ตัวเท่านั้น

1665
00:46:27,759 --> 00:46:28,268

1666
00:46:28,268 --> 00:46:29,039

1667
00:46:29,039 --> 00:46:29,420

1668
00:46:29,420 --> 00:46:33,420
เล่มนี้น่ะมีตัว E นำหน้าตัวเองมีหนังสือตัวหนังสือเยอะเลยก็ไม่ได้

1669
00:46:35,001 --> 00:46:35,381

1670
00:46:35,381 --> 00:46:35,962
นะคะ

1671
00:46:35,962 --> 00:46:36,153

1672
00:46:36,153 --> 00:46:36,602

1673
00:46:36,602 --> 00:46:40,602
เล่มนี้ได้ไหม ขึ้นต้นด้วย 1 ตัวอักษร ตามหลังด้วย

1674
00:46:42,043 --> 00:46:42,885
ต

1675
00:46:42,885 --> 00:46:44,164

1676
00:46:44,164 --> 00:46:44,484

1677
00:46:44,484 --> 00:46:47,685
ัว E ไม่มีนะคะ เล่มนี้ก็ไม่ได้

1678
00:46:47,685 --> 00:46:49,346
เล่มนี้ได้

1679
00:46:49,346 --> 00:46:50,377

1680
00:46:50,377 --> 00:46:50,639

1681
00:46:50,639 --> 00:46:54,639
ขึ้นต้นด้วย 1 ตัวก่อนว่าตัวเองแค่นั้น เพราะฉะนั้น มีแค่ 2

1682
00:46:55,312 --> 00:46:55,951

1683
00:46:55,951 --> 00:46:57,811
เล่มนี้ก็ไม่ได้

1684
00:46:57,811 --> 00:47:01,405
เพราะก่อนหน้าตัว E มากกว่า 1 ตัว

1685
00:47:01,405 --> 00:47:04,348
นะคะ ผิดเงื่อนไข

1686
00:47:04,348 --> 00:47:04,750

1687
00:47:04,750 --> 00:47:05,057

1688
00:47:05,057 --> 00:47:05,629

1689
00:47:05,629 --> 00:47:07,563
ใครเงื่อนไขต่อมา

1690
00:47:07,563 --> 00:47:08,972
นะคะ

1691
00:47:08,972 --> 00:47:09,221

1692
00:47:09,221 --> 00:47:12,042
เงื่อนไขว่าให้ชื่อหนังสือ

1693
00:47:12,042 --> 00:47:16,042
ขึ้นต้นด้วยตัว N หรือตัว O

1694
00:47:16,216 --> 00:47:19,608
ตามหลังด้วยอะไรก็ได้

1695
00:47:19,608 --> 00:47:20,699

1696
00:47:20,699 --> 00:47:21,528
นะคะ

1697
00:47:21,528 --> 00:47:22,111

1698
00:47:22,111 --> 00:47:25,571
จะมีกี่เล่มเล่มนี้ขึ้นต้นด้วยตัว N ได้

1699
00:47:25,571 --> 00:47:25,954

1700
00:47:25,954 --> 00:47:27,112

1701
00:47:27,112 --> 00:47:31,112
ได้มีตัว O ไหม มีตัว O 1 เล่มก็แสดงผลหนังสือ 3 เล่ม

1702
00:47:31,665 --> 00:47:32,046

1703
00:47:32,046 --> 00:47:33,396

1704
00:47:33,396 --> 00:47:37,396
นะคะ อันนี้เป็นการดูเงื่อนไขเลยเดี๋ยวอาทิตย์หน้าพวกคุณจะต้องไปทำเอง

1705
00:47:38,315 --> 00:47:41,017
อาจารย์อาจจะให้คุณสร้างแล้ว ก็

1706
00:47:41,017 --> 00:47:45,017
อาจจะกำหนดว่าให้คุณลองพิมพ์เงื่อนไขตามนี้ดูซิและให้แสดงผลตามที่อาจารย์กำหนด

1707
00:47:47,039 --> 00:47:49,921
คุณก็ต้องพิมพ์คำสั่งให้ถูก

1708
00:47:49,921 --> 00:47:52,685
เช่น ข้อมูลสัปดาห์หน้าอาจารย์อาจจะบอกว่า

1709
00:47:52,685 --> 00:47:52,805

1710
00:47:52,805 --> 00:47:53,194

1711
00:47:53,194 --> 00:47:55,045
ให้แสดงผล

1712
00:47:55,045 --> 00:47:58,649
คนที่ขึ้นต้นชื่อด้วยสเสือ

1713
00:47:58,649 --> 00:47:59,480

1714
00:47:59,480 --> 00:48:03,480
อาทิตย์หน้านักศึกษาก็ต้องทำได้นะคะ เพราะว่าอาทิตย์นี้มีตัวอย่างแล้ว

1715
00:48:03,901 --> 00:48:04,802
นะ

1716
00:48:04,802 --> 00:48:04,991

1717
00:48:04,991 --> 00:48:05,253

1718
00:48:05,253 --> 00:48:05,505

1719
00:48:05,505 --> 00:48:06,533

1720
00:48:06,533 --> 00:48:06,853

1721
00:48:06,853 --> 00:48:07,683

1722
00:48:07,683 --> 00:48:09,215
เงื่อนไขต่อมา

1723
00:48:09,215 --> 00:48:09,535

1724
00:48:09,535 --> 00:48:09,735

1725
00:48:09,735 --> 00:48:13,735
ชื่อหนังสือที่ไม่ขึ้นต้นด้วยตัว

1726
00:48:13,900 --> 00:48:16,080
N ตามหลังด้วยอะไรก็ได้

1727
00:48:16,080 --> 00:48:16,270

1728
00:48:16,270 --> 00:48:20,270
ก็หลายเล่มเลยนะคะ มีเล่มนี้เล่มนี้เล่มนี้

1729
00:48:21,024 --> 00:48:21,786

1730
00:48:21,786 --> 00:48:22,555

1731
00:48:22,555 --> 00:48:24,477
แค่นี้เอง

1732
00:48:24,477 --> 00:48:24,667

1733
00:48:24,667 --> 00:48:24,987

1734
00:48:24,987 --> 00:48:25,568

1735
00:48:25,568 --> 00:48:25,758

1736
00:48:25,758 --> 00:48:26,268

1737
00:48:26,268 --> 00:48:26,399

1738
00:48:26,399 --> 00:48:27,940
ต่อมา

1739
00:48:27,940 --> 00:48:28,130

1740
00:48:28,130 --> 00:48:30,571
จะเริ่มเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูล

1741
00:48:30,571 --> 00:48:32,363
จะเป็นการ

1742
00:48:32,363 --> 00:48:33,264
กำจัด

1743
00:48:33,264 --> 00:48:37,264
ข้อมูลที่อาจจะมีการซ้ำกันเกิดขึ้น ก็คือรายการซ้ำ

1744
00:48:37,437 --> 00:48:38,457
นะคะ ก็จะ

1745
00:48:38,457 --> 00:48:40,887
มี 2 คำสั่ง

1746
00:48:40,887 --> 00:48:41,598

1747
00:48:41,598 --> 00:48:42,240

1748
00:48:42,240 --> 00:48:46,240
ว่าจะมีการใช้คำสั่งที่อาจจะ

1749
00:48:46,341 --> 00:48:46,530

1750
00:48:46,530 --> 00:48:49,542
กำจัดรายการข้อมูลซ้ำให้เหลือรายการเดียว

1751
00:48:49,542 --> 00:48:50,244

1752
00:48:50,244 --> 00:48:50,954

1753
00:48:50,954 --> 00:48:54,954
โดยใช้การกำหนดค่าต่าง ๆ เป็นเกณฑ์

1754
00:48:57,111 --> 00:49:07,392

1755
00:48:53,456 --> 00:48:53,775

1756
00:48:53,775 --> 00:48:54,286

1757
00:48:54,286 --> 00:48:54,866

1758
00:48:54,866 --> 00:48:58,866
กับคำสั่งค่าต้องมาเป็น Distinct ตัวนี้

1759
00:48:59,348 --> 00:49:01,659
ก็ลบทิ้งทั้งแถว

1760
00:49:01,659 --> 00:49:04,289
ขอดูตัวอย่างการนะคะ

1761
00:49:04,289 --> 00:49:04,800

1762
00:49:04,800 --> 00:49:05,820

1763
00:49:05,820 --> 00:49:06,652

1764
00:49:06,652 --> 00:49:08,002

1765
00:49:08,002 --> 00:49:09,022

1766
00:49:09,022 --> 00:49:09,733

1767
00:49:09,733 --> 00:49:13,257
โดยคำสั่งก็คือให้เลือกกำจัด

1768
00:49:13,257 --> 00:49:15,057
ชื่อซ้ำ

1769
00:49:15,057 --> 00:49:15,888

1770
00:49:15,888 --> 00:49:18,518
ชื่อที่ซ้ำนะคะ

1771
00:49:18,518 --> 00:49:20,499
จากตาราง Student

1772
00:49:20,499 --> 00:49:20,700

1773
00:49:20,700 --> 00:49:21,660

1774
00:49:21,660 --> 00:49:25,660
ดูในตาราง Student ในช่องชื่อ

1775
00:49:30,371 --> 00:49:37,709

1776
00:49:24,542 --> 00:49:25,374

1777
00:49:25,374 --> 00:49:25,757

1778
00:49:25,757 --> 00:49:26,595

1779
00:49:26,595 --> 00:49:27,426

1780
00:49:27,426 --> 00:49:28,267

1781
00:49:28,267 --> 00:49:28,708

1782
00:49:28,708 --> 00:49:30,891
ดูเฉพาะชื่อนะ

1783
00:49:30,891 --> 00:49:33,449
อันไหนชื่อซ้ำ

1784
00:49:33,449 --> 00:49:34,929
มีซ้ำ 1 คน

1785
00:49:34,929 --> 00:49:35,250

1786
00:49:35,250 --> 00:49:37,432
ชื่อแดง

1787
00:49:37,432 --> 00:49:37,625

1788
00:49:37,625 --> 00:49:38,834
เพราะฉะนั้น

1789
00:49:38,834 --> 00:49:40,433

1790
00:49:40,433 --> 00:49:42,104

1791
00:49:42,104 --> 00:49:42,436

1792
00:49:42,436 --> 00:49:42,755

1793
00:49:42,755 --> 00:49:46,755
การแสดงผลว่าจะเป็นแค่ 3 ชื่อที่เหลือเพราะว่าแดงมีซ้ำ 3 คน

1794
00:49:52,004 --> 00:49:55,936

1795
00:49:49,030 --> 00:49:49,282

1796
00:49:49,282 --> 00:49:51,853
เราจะตัดให้เหลือแค่ 1 แดงเท่านั้น

1797
00:49:51,853 --> 00:49:52,682

1798
00:49:52,682 --> 00:49:53,584

1799
00:49:53,584 --> 00:49:54,225

1800
00:49:54,225 --> 00:49:58,225
ข้อมูลอย่างอื่นเราไม่สนใจ แค่อยากรู้ว่าคนที่ชื่อซ้ำกันตัดชื่อซ้ำออก

1801
00:49:59,680 --> 00:50:00,322

1802
00:50:00,322 --> 00:50:00,963
นะคะ

1803
00:50:00,963 --> 00:50:02,053
นี่คือคำสั่ง

1804
00:50:02,053 --> 00:50:02,242

1805
00:50:02,242 --> 00:50:02,882

1806
00:50:02,882 --> 00:50:03,653
กลับ

1807
00:50:03,653 --> 00:50:04,294

1808
00:50:04,294 --> 00:50:05,256

1809
00:50:05,256 --> 00:50:08,078
ให้ตัดข้อมูลทิ้งทั้งแถว

1810
00:50:08,078 --> 00:50:08,268

1811
00:50:08,268 --> 00:50:08,457

1812
00:50:08,457 --> 00:50:08,718

1813
00:50:08,718 --> 00:50:12,718
นะคะ อย่างตอนนี้ถ้ามันซ้ำกันจริง ๆ

1814
00:50:13,903 --> 00:50:15,904
ถ้านักศึกษาสังเกตดี ๆ

1815
00:50:15,904 --> 00:50:16,094

1816
00:50:16,094 --> 00:50:19,296
คนชื่อแดงซ้ำกันก็จริงนะคะ แต่นามสกุลนี่

1817
00:50:19,296 --> 00:50:19,808

1818
00:50:19,808 --> 00:50:20,579

1819
00:50:20,579 --> 00:50:21,788
ไม่ซ้ำกัน

1820
00:50:21,788 --> 00:50:23,200
จะมีนี

1821
00:50:23,200 --> 00:50:23,661

1822
00:50:23,661 --> 00:50:24,302

1823
00:50:24,302 --> 00:50:26,793
่ทำทั้งชื่อทั้งนามสกุล

1824
00:50:26,793 --> 00:50:30,793
ถ้าใช้คำสั่งนี้นะคะ มันจะตัดข้อมูลที่ซ้ำกันทั้ง

1825
00:50:32,888 --> 00:50:36,352
แถวออก

1826
00:50:36,352 --> 00:50:38,590
นะคะ อันนี้ก็คือ

1827
00:50:38,590 --> 00:50:40,841
เดี๋ยวเราไปดูในโปรแกรมจริง ๆ

1828
00:50:40,841 --> 00:50:42,502
ดีกว่านะคะ

1829
00:50:42,502 --> 00:50:43,273

1830
00:50:43,273 --> 00:50:44,683
ตัวอย่าง

1831
00:50:44,683 --> 00:50:46,215
มันอาจจะยังดู

1832
00:50:46,215 --> 00:50:48,727
เห็นภาพไม่ชัดมันจะดูน้อยไป

1833
00:50:48,727 --> 00:50:50,901
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราได้ทำของจริงนี่

1834
00:50:50,901 --> 00:50:52,572
เราจะได้ทำ

1835
00:50:52,572 --> 00:50:54,549
เยอะกว่านี้นะคะ

1836
00:50:54,549 --> 00:50:55,001

1837
00:50:55,001 --> 00:50:55,892

1838
00:50:55,892 --> 00:50:56,482

1839
00:50:56,482 --> 00:50:59,106
ต่อมาจะเป็นการเรียงลําดับข้อมูล

1840
00:50:59,106 --> 00:50:59,745
นะคะ

1841
00:50:59,745 --> 00:51:00,577

1842
00:51:00,577 --> 00:51:01,097

1843
00:51:01,097 --> 00:51:03,659
ก็จะใช้คำสั่ง OR

1844
00:51:03,659 --> 00:51:04,939
DER BY นะคะ ก็คือ

1845
00:51:04,939 --> 00:51:06,220
การเรียงลำดับ

1846
00:51:06,220 --> 00:51:06,930

1847
00:51:06,930 --> 00:51:07,701
นะคะ

1848
00:51:07,701 --> 00:51:11,701
ก็คือให้แสดงผลข้อมูลทั้งหมดจากตาราง Book

1849
00:51:12,054 --> 00:51:13,667
โดยให้เรียงลำดับ

1850
00:51:13,667 --> 00:51:15,067
ตามราคา

1851
00:51:15,067 --> 00:51:16,417
ถ้าเราไม่สั่ง

1852
00:51:16,417 --> 00:51:16,606

1853
00:51:16,606 --> 00:51:17,827
เพิ่มเติม

1854
00:51:17,827 --> 00:51:20,780
มันจะเป็นการเรียงจากน้อยไปหามาก

1855
00:51:20,780 --> 00:51:21,030

1856
00:51:21,030 --> 00:51:21,421

1857
00:51:21,421 --> 00:51:22,313

1858
00:51:22,313 --> 00:51:23,403

1859
00:51:23,403 --> 00:51:27,403
คำสั่งนี้คือ ORDER BY คือให้เรียงลำดับจากราคาน้อยไปหามาก

1860
00:51:28,528 --> 00:51:29,367

1861
00:51:29,367 --> 00:51:33,367
ศัพท์ใหม่จะเปลี่ยนตามลำดับที่เราสั่ง แต่ถ้าเราอยากเรียงจากมากไปหาน้อย

1862
00:51:36,734 --> 00:51:37,515

1863
00:51:37,515 --> 00:51:41,359
เราจะต้องระบุเพิ่มได้ว่า   BESC ตรงนี้

1864
00:51:41,359 --> 00:51:41,808

1865
00:51:41,808 --> 00:51:41,928

1866
00:51:41,928 --> 00:51:42,640
นะคะ

1867
00:51:42,640 --> 00:51:46,290
มันจะหมายถึงว่าให้เราเรียงลำดับตามราคาก็จริง

1868
00:51:46,290 --> 00:51:48,089
แปลให้หน่อยจากราคามาก

1869
00:51:48,089 --> 00:51:49,490
ไปหาราคาน้อย

1870
00:51:49,490 --> 00:51:49,690

1871
00:51:49,690 --> 00:51:50,650
นะคะ

1872
00:51:50,650 --> 00:51:51,031

1873
00:51:51,031 --> 00:51:53,333
ต้องบอกด้วย

1874
00:51:53,333 --> 00:51:56,293
เว็บในการซื้อของออนไลน์ค่ะ เหมือนกัน

1875
00:51:56,293 --> 00:51:56,612

1876
00:51:56,612 --> 00:51:59,174
ไส้ในของโปรแกรม

1877
00:51:59,174 --> 00:52:01,534
คือคำสั่งที่เรียนวันนี้

1878
00:52:01,534 --> 00:52:02,634
นะคะ

1879
00:52:02,634 --> 00:52:06,634
นักศึกษาจะได้เข้าใจ เพราะต่อไปเราจะไม่เป็นแค่ผู้ใช้งานแล้ว

1880
00:52:07,054 --> 00:52:09,485
อาจจะได้เป็นผู้ดูแลระบบด้วย

1881
00:52:09,485 --> 00:52:09,734

1882
00:52:09,734 --> 00:52:10,777
นะ

1883
00:52:10,777 --> 00:52:11,288

1884
00:52:11,288 --> 00:52:12,307

1885
00:52:12,307 --> 00:52:12,568

1886
00:52:12,568 --> 00:52:16,568
กลับมาแล้วจะมีฟังก์ชันการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้นใน

1887
00:52:17,692 --> 00:52:18,071

1888
00:52:18,071 --> 00:52:22,071
การจัดการฐานข้อมูลด้วย อาจจะเป็นฟังก์ชันสำหรับการบวก การนับ

1889
00:52:22,756 --> 00:52:24,105
การหาค่าเฉลี่ย

1890
00:52:24,105 --> 00:52:24,486

1891
00:52:24,486 --> 00:52:25,317
นะคะ

1892
00:52:25,317 --> 00:52:26,276
ไอ้

1893
00:52:26,276 --> 00:52:28,209
AGV ตัวนี้มันย่อมาจาก

1894
00:52:28,209 --> 00:52:30,129
Average คือการหาค่าเฉลี่ย

1895
00:52:30,129 --> 00:52:30,769
นะคะ

1896
00:52:30,769 --> 00:52:31,149

1897
00:52:31,149 --> 00:52:33,329
หาค่าน้อยที่สุดค่ามากที่สุด

1898
00:52:33,329 --> 00:52:33,841

1899
00:52:33,841 --> 00:52:34,030

1900
00:52:34,030 --> 00:52:37,504
อันนี้เป็นคณิตศาสตร์อย่างไรก็ตอบมาใช้ด้วย

1901
00:52:37,504 --> 00:52:38,275
นะคะ

1902
00:52:38,275 --> 00:52:40,067
อย่างเช่น

1903
00:52:40,067 --> 00:52:41,216

1904
00:52:41,216 --> 00:52:42,687
ให้

1905
00:52:42,687 --> 00:52:44,357
รวม

1906
00:52:44,357 --> 00:52:46,728
ราคาทั้งหมด

1907
00:52:46,728 --> 00:52:46,920

1908
00:52:46,920 --> 00:52:47,050

1909
00:52:47,050 --> 00:52:47,502

1910
00:52:47,502 --> 00:52:51,355
แล้วให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ชื่อว่า

1911
00:52:51,355 --> 00:52:51,544

1912
00:52:51,544 --> 00:52:53,335
นี้

1913
00:52:53,335 --> 00:52:53,656

1914
00:52:53,656 --> 00:52:54,107

1915
00:52:54,107 --> 00:52:54,747

1916
00:52:54,747 --> 00:52:55,448

1917
00:52:55,448 --> 00:52:58,210
ให้รวมราคาทั้งหมด

1918
00:52:58,210 --> 00:52:58,529

1919
00:52:58,529 --> 00:53:00,582
ใส่ในคอลัมน์ใหม่

1920
00:53:00,582 --> 00:53:00,772

1921
00:53:00,772 --> 00:53:04,772
ฟิวส์ใหม่จากตาราง Book เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์จากคำสั่งนี้

1922
00:53:05,832 --> 00:53:09,365
ก็คือการเอายอดรวมราคาหนังสือทั้งหมดมาบวกกัน

1923
00:53:09,365 --> 00:53:10,706

1924
00:53:10,706 --> 00:53:12,307
ถ้าได้ผลลัพธ์ตัวนี้

1925
00:53:12,307 --> 00:53:12,887

1926
00:53:12,887 --> 00:53:14,678
นะคะ

1927
00:53:14,678 --> 00:53:18,401
ก็ไม่ยากถ้าเราจำคำสั่งได้

1928
00:53:18,401 --> 00:53:21,863
มีบวกแล้วก็ต้องมีนับ

1929
00:53:21,863 --> 00:53:22,885

1930
00:53:22,885 --> 00:53:24,105
ให้

1931
00:53:24,105 --> 00:53:27,695
นับจำนวนจาก

1932
00:53:27,695 --> 00:53:28,526

1933
00:53:28,526 --> 00:53:30,898
รหัสหนังสือ

1934
00:53:30,898 --> 00:53:31,789
ทั้งหมด

1935
00:53:31,789 --> 00:53:32,829

1936
00:53:32,829 --> 00:53:34,429
จากตาราง Book

1937
00:53:34,429 --> 00:53:34,810

1938
00:53:34,810 --> 00:53:36,351
โดยให้ชื่อ

1939
00:53:36,351 --> 00:53:38,272
คอลัมน์ใหม่ชื่อว่า

1940
00:53:38,272 --> 00:53:39,034

1941
00:53:39,034 --> 00:53:40,195

1942
00:53:40,195 --> 00:53:41,997
Cout Book ก็คือให้นับจำนวน

1943
00:53:41,997 --> 00:53:42,506

1944
00:53:42,506 --> 00:53:45,447
Book ID คือหนังสือทั้งหมดนะคะ มีกี่เล่ม

1945
00:53:45,447 --> 00:53:45,958

1946
00:53:45,958 --> 00:53:48,140
มันก็รับมาได้ 7 เล่ม

1947
00:53:48,140 --> 00:53:48,329

1948
00:53:48,329 --> 00:53:50,262
อันนี้คือมันง่าย

1949
00:53:50,262 --> 00:53:53,721
มันมองมันเรามองดูด้วยสายตาแล้วก็รู้

1950
00:53:53,721 --> 00:53:56,473
หาข้อมูลมันเยอะกว่านี้ล่ะ

1951
00:53:56,473 --> 00:53:57,444

1952
00:53:57,444 --> 00:54:01,444
แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้มันยังมีหนังสือกี่เล่ม สมมติว่าให้คุณดูแลระบบจัดการห้องสมุดทั้งหมดของมหาลัย

1953
00:54:03,970 --> 00:54:04,809

1954
00:54:04,809 --> 00:54:08,809
มันไม่สามารถยืนดูที่หน้าประตูแล้วบอกได้ว่าเรามีหนังสือกี่เล่มใช่ไหมคะ

1955
00:54:09,042 --> 00:54:09,363

1956
00:54:09,363 --> 00:54:11,214
มันก็ต้องบวกจากฐานข้อมูล

1957
00:54:11,214 --> 00:54:11,345

1958
00:54:11,345 --> 00:54:11,926

1959
00:54:11,926 --> 00:54:12,066

1960
00:54:12,066 --> 00:54:13,727
ถ้าสมมติว่าเราไปฝึกงาน

1961
00:54:13,727 --> 00:54:13,976

1962
00:54:13,976 --> 00:54:14,297

1963
00:54:14,297 --> 00:54:15,199
แล้ว

1964
00:54:15,199 --> 00:54:15,711

1965
00:54:15,711 --> 00:54:17,121

1966
00:54:17,121 --> 00:54:18,781

1967
00:54:18,781 --> 00:54:22,781
ที่ทำงานถามว่าให้เด็กฝึกงานไปดูสิว่ามีหนังสือกี่เล่ม คุณจะไปเดินนับไม่ใช่

1968
00:54:26,091 --> 00:54:30,091
เราสามารถสั่งได้จากฐานข้อมูลเลยว่าวันนี้

1969
00:54:30,772 --> 00:54:32,884
ในห้องสมุดมีหนังสือกี่เล่ม

1970
00:54:32,884 --> 00:54:33,585

1971
00:54:33,585 --> 00:54:37,585
อยู่ในโกดัง อนาคตคุณต้องไปฝึกงานแน่นอนอีกน่าจะบอกว่า

1972
00:54:37,698 --> 00:54:41,471
เด็กฝึกงานไปรับสิของในโกดังมีกี่ชิ้น

1973
00:54:41,471 --> 00:54:43,712
คุณจะไปนั่งนับห

1974
00:54:43,712 --> 00:54:44,423

1975
00:54:44,423 --> 00:54:46,223
รือ มันก็สามารถ

1976
00:54:46,223 --> 00:54:46,414

1977
00:54:46,414 --> 00:54:50,414
มีวิธีการสั่งจากฐานข้อมูลนี่ล่ะนับดูสิว่าสรุปสินค้าและมีกี่อย่าง

1978
00:54:51,920 --> 00:54:54,491
จะไปนั่งนับมันไม่ได้หรอกค่ะ ในชีวิตจริง

1979
00:54:54,491 --> 00:54:55,322
นะคะ

1980
00:54:55,322 --> 00:54:58,653

1981
00:54:58,653 --> 00:55:02,653
คำสั่งนี้ก็ค่อนข้างจำเป็นนะคะ สำหรับใช้ในการฝึกงานหรือทำงานในอนาคตนะ

1982
00:55:05,893 --> 00:55:08,645
หรือการหาค่าเฉลี่ย

1983
00:55:08,645 --> 00:55:09,165

1984
00:55:09,165 --> 00:55:13,165
นะคะ ก็จะเป็นการหาค่าเฉลี่ยของราคาของสินค้าทั้งหมด

1985
00:55:14,098 --> 00:55:16,601
โดยให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ชื่อว่า

1986
00:55:16,601 --> 00:55:18,850

1987
00:55:18,850 --> 00:55:20,002

1988
00:55:20,002 --> 00:55:24,002
AGV Price แสดงว่าหนังสือ 7 เล่มนี้นะคะ มีค่าเฉลี่ย

1989
00:55:24,615 --> 00:55:27,568
เล่มประมาณ 640 2.14 ตัวนี้

1990
00:55:27,568 --> 00:55:31,568
ถ้าสมมุติว่ามีใครต้องการข้อมูลจากเราเราก็สามารถให้เขาดูได้

1991
00:55:33,071 --> 00:55:33,582

1992
00:55:33,582 --> 00:55:36,472
ต่อมาเขาถามว่า

1993
00:55:36,472 --> 00:55:39,296
ค่าหนังสือที่ถูกที่สุดในร้าน

1994
00:55:39,296 --> 00:55:41,025
เท่าไร

1995
00:55:41,025 --> 00:55:45,025
คุณจะไปเดินหาก็ไม่ใช่เราแค่สั่งให้ฐานข้อมูลมาแสดงผลสิว่า

1996
00:55:46,406 --> 00:55:48,909
ราคาสินค้าที่ถูกที่สุด

1997
00:55:48,909 --> 00:55:49,290

1998
00:55:49,290 --> 00:55:52,499
นะคะ โดยที่ให้กำหนดใส่ในคอลัมน์ใหม่

1999
00:55:52,499 --> 00:55:52,950

2000
00:55:52,950 --> 00:55:56,950
ราคาที่ถูกที่สุดตอนนี้ คือถ้าเรามองด้วยสายตาเราก็ทราบว่า 150

2001
00:55:58,004 --> 00:55:59,414
อย่างที่อาจารย์บอก

2002
00:55:59,414 --> 00:56:02,115
ถ้าเกิดสินค้ามีเป็นหมื่นเป็นแสนชิ้น

2003
00:56:02,115 --> 00:56:02,365

2004
00:56:02,365 --> 00:56:04,356
มานั่งไล่ดู

2005
00:56:04,356 --> 00:56:06,077
เสียเวลาค่ะ

2006
00:56:06,077 --> 00:56:08,200
ฐานข้อมูลสแกนได้

2007
00:56:08,200 --> 00:56:11,850
ให้มันค้นหาให้คุณเลยไม่เกิน 1 นาทีรู้แน่นอน

2008
00:56:11,850 --> 00:56:12,622
นะคะ

2009
00:56:12,622 --> 00:56:12,944

2010
00:56:12,944 --> 00:56:15,446

2011
00:56:15,446 --> 00:56:16,345

2012
00:56:16,345 --> 00:56:16,537

2013
00:56:16,537 --> 00:56:20,537
หาราคาน้อยที่สุดแล้วก็อันนี้เป็น Max Price นะคะ ก็ดูราคามากที่สุดได้เช่นเดียวกัน

2014
00:56:23,201 --> 00:56:23,390

2015
00:56:23,390 --> 00:56:24,292

2016
00:56:24,292 --> 00:56:28,014
ต่อมาเป็นการรวมกลุ่มข้อมูล

2017
00:56:28,014 --> 00:56:28,337

2018
00:56:28,337 --> 00:56:32,050
นะคะ เป็นการรวมตามเงื่อนไข

2019
00:56:32,050 --> 00:56:32,179

2020
00:56:32,179 --> 00:56:32,821

2021
00:56:32,821 --> 00:56:36,821
ในเงื่อนไขทุกอย่างก็คือใช้คำสั่ง GROUP BY นะคะ เป็นการ

2022
00:56:36,983 --> 00:56:38,783
Group ตามเงื่อนไข

2023
00:56:38,783 --> 00:56:39,164

2024
00:56:39,164 --> 00:56:39,362

2025
00:56:39,362 --> 00:56:40,125
เช่น

2026
00:56:40,125 --> 00:56:40,905

2027
00:56:40,905 --> 00:56:41,796
ให้

2028
00:56:41,796 --> 00:56:41,927

2029
00:56:41,927 --> 00:56:43,787

2030
00:56:43,787 --> 00:56:46,218
ดูช่องนี้นะคะ รหัส

2031
00:56:46,218 --> 00:56:47,501
สำนักพิมพ์

2032
00:56:47,501 --> 00:56:48,330

2033
00:56:48,330 --> 00:56:50,392
รวมราคาออกมา

2034
00:56:50,392 --> 00:56:50,583

2035
00:56:50,583 --> 00:56:51,034

2036
00:56:51,034 --> 00:56:51,735

2037
00:56:51,735 --> 00:56:52,114

2038
00:56:52,114 --> 00:56:52,505

2039
00:56:52,505 --> 00:56:52,825

2040
00:56:52,825 --> 00:56:53,916

2041
00:56:53,916 --> 00:56:57,916
รวมราคาออกมาโดยที่ให้รวมเป็นตามเลขสำนักพิมพ์

2042
00:57:04,865 --> 00:57:02,434

2043
00:57:01,035 --> 00:57:02,123

2044
00:57:02,123 --> 00:57:02,314

2045
00:57:02,314 --> 00:57:05,194
สำนักพิมพ์นี้

2046
00:57:05,194 --> 00:57:09,194
อธิบายเป็นง่าย ๆ นะคะ สำนักพิมพ์นี้มีหนังสือกี่เล่ม รวมแล้วมูลค่าเท่าไร

2047
00:57:12,366 --> 00:57:12,887

2048
00:57:12,887 --> 00:57:13,137

2049
00:57:13,137 --> 00:57:13,328

2050
00:57:13,328 --> 00:57:15,258
นะคะ อย่างเช่น สำนักพิมพ์

2051
00:57:15,258 --> 00:57:15,450

2052
00:57:15,450 --> 00:57:16,798
หมายเลข 4

2053
00:57:16,798 --> 00:57:16,990

2054
00:57:16,990 --> 00:57:20,990
มีหนังสืออยู่ 3 เล่ม

2055
00:57:24,290 --> 00:57:23,409

2056
00:57:20,251 --> 00:57:20,643

2057
00:57:20,643 --> 00:57:22,122
มันก็จะรวมให้ว่า

2058
00:57:22,122 --> 00:57:22,637

2059
00:57:22,637 --> 00:57:25,645
มูลค่าหนังสือของสำนักพิมพ์นี้

2060
00:57:25,645 --> 00:57:29,645
เป็นราคาเท่านี้

2061
00:57:30,857 --> 00:57:27,335

2062
00:57:27,375 --> 00:57:31,375
สำนักพิมพ์ที่ 5 มีหนังสือกี่เล่มก็รวมงานอาจจะมีเล่มเดียวได้เท่านี้ สำนักพิมพ์ที่ 12

2063
00:57:34,615 --> 00:57:34,736

2064
00:57:34,736 --> 00:57:35,257

2065
00:57:35,257 --> 00:57:36,275
มี 3 เล่ม

2066
00:57:36,275 --> 00:57:40,275
รวมราคามาทั้งหมดได้เท่านี้อันนี้คือคำสั่ง GROUP BY คือจัดกลุ่มมานั่นเอง

2067
00:57:42,556 --> 00:57:42,747

2068
00:57:42,747 --> 00:57:43,647
นะคะ

2069
00:57:43,647 --> 00:57:44,480

2070
00:57:44,480 --> 00:57:47,941
การจัดกลุ่มข้อมูลเช่น

2071
00:57:47,941 --> 00:57:51,941
นักศึกษาปี 3 ชายรวมแล้วมีกี่คน

2072
00:57:52,305 --> 00:57:52,496

2073
00:57:52,496 --> 00:57:56,496
จะรวมโดยทั้งคณะหรือทั้งมหาวิทยาลัยแล้วแต่เรากำหนดเงื่อนไข

2074
00:57:56,989 --> 00:57:58,008
นะคะ

2075
00:57:58,008 --> 00:57:59,932

2076
00:57:59,932 --> 00:58:00,191

2077
00:58:00,191 --> 00:58:00,571

2078
00:58:00,571 --> 00:58:00,762

2079
00:58:00,762 --> 00:58:04,762
ถ้ามีเงื่อนไขนอกเหนือจากที่เรากำหนดไปแล้วเมื่อกี้คือเราให้

2080
00:58:06,152 --> 00:58:07,874
จัดกลุ่มเป็น

2081
00:58:07,874 --> 00:58:11,874
รหัสสำนักพิมพ์แต่ถ้ามีเงื่อนไขเข้ามาอีกเราจะเพิ่มเป็นคำสั่ง Having ตัวนี้

2082
00:58:16,493 --> 00:58:13,604

2083
00:58:14,355 --> 00:58:14,796

2084
00:58:14,796 --> 00:58:17,107
ถ้าเงื่อนไขเดียวมันไม่พอ

2085
00:58:17,107 --> 00:58:17,878

2086
00:58:17,878 --> 00:58:18,128

2087
00:58:18,128 --> 00:58:19,799
เมื่อกี้นี้

2088
00:58:19,799 --> 00:58:23,799
เราเพิ่มเข้าไปอีกว่าให้เป็นรหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่ามากกว่าเท่ากับ 5

2089
00:58:25,179 --> 00:58:25,440

2090
00:58:25,440 --> 00:58:25,691

2091
00:58:25,691 --> 00:58:28,133
มันก็จะตัดสำนักพิมพ์ที่ 4 ออกไป

2092
00:58:28,133 --> 00:58:29,603
เหลือแค่ 2 สำนักพิมพ์

2093
00:58:29,603 --> 00:58:30,375

2094
00:58:30,375 --> 00:58:32,936
แล้วแต่ว่าเราจะเพิ่มเงื่อนไขอะไรอีก

2095
00:58:32,936 --> 00:58:36,936
ราคาก็ว่าอย่างที่บอกมุมมองการดูข้อมูลของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน

2096
00:58:41,832 --> 00:58:38,391

2097
00:58:38,970 --> 00:58:40,312
แล้วแต่ว่า

2098
00:58:40,312 --> 00:58:44,312
เขาจะอยากดูข้อมูลแบบไหน

2099
00:58:45,807 --> 00:58:42,997

2100
00:58:42,492 --> 00:58:46,492
อยากได้รายงานแบบไหน

2101
00:58:47,801 --> 00:58:44,403

2102
00:58:44,353 --> 00:58:48,323
นะคะ ระบบจัดการฐานข้อมูลก็สามารถจัดการได้ทั้งหมด

2103
00:58:48,323 --> 00:58:49,984
นะคะ

2104
00:58:49,984 --> 00:58:50,695

2105
00:58:50,695 --> 00:58:53,968
ต่อมาจะเป็นส่งของคำสั่งในการปรับปรุงฐานข้อมูล

2106
00:58:53,968 --> 00:58:56,850
ก็คือเป็นการเพิ่มแก้ไขการลบข้อมูล

2107
00:58:56,850 --> 00:58:57,100

2108
00:58:57,100 --> 00:58:57,742
นะคะ

2109
00:58:57,742 --> 00:59:01,742
การเพิ่มข้อมูลเราจะใช้คำสั่ง INSERT INTO แล้วก็ใส

2110
00:59:03,382 --> 00:59:05,758
่ Value รูปแบบคำสั่งจะเป็นแบบนี้

2111
00:59:05,758 --> 00:59:05,946

2112
00:59:05,946 --> 00:59:07,358
นะคะ

2113
00:59:07,358 --> 00:59:08,259

2114
00:59:08,259 --> 00:59:09,160

2115
00:59:09,160 --> 00:59:09,991

2116
00:59:09,991 --> 00:59:10,312

2117
00:59:10,312 --> 00:59:10,572

2118
00:59:10,572 --> 00:59:10,893

2119
00:59:10,893 --> 00:59:12,114
ตัวอย่าง

2120
00:59:12,114 --> 00:59:12,815

2121
00:59:12,815 --> 00:59:13,007

2122
00:59:13,007 --> 00:59:16,988
ข้อมูลเดิมจะอยู่ด้านข้อมูลด้านซ้ายนะคะ

2123
00:59:16,988 --> 00:59:20,988
คำสั่งที่เพิ่มเติมก็คืออันนี้คือเงื่อนไขคือยังไม่ระบุคอลัมน์นะคะ ว่าให้ใส่คอลัมไหน

2124
00:59:22,813 --> 00:59:23,263

2125
00:59:23,263 --> 00:59:23,394

2126
00:59:23,394 --> 00:59:25,254
แต่ถ้า

2127
00:59:25,254 --> 00:59:29,254
เราพิมพ์แบบนี้แสดงว่าเรารู้แล้วว่าข้อมูลที่เราจะใส่แล้วมันก็จะเรียงลำดับตามนี้นะคะ

2128
00:59:32,368 --> 00:59:36,368
ถ้าคุณสลับตำแหน่งมันก็จะไม่สนใจว่าคุณใส่คอลัมน์ผิดคอลัมน์ถูกไม่รู้

2129
00:59:37,112 --> 00:59:37,753

2130
00:59:37,753 --> 00:59:38,523

2131
00:59:38,523 --> 00:59:39,094

2132
00:59:39,094 --> 00:59:41,796
คำสั่งก็คือ INSERT INTO ตัวนี้

2133
00:59:41,796 --> 00:59:45,127
ให้ใส่ข้อมูลลงไปในตาราง Book

2134
00:59:45,127 --> 00:59:46,918
ซึ่งมีค่าดังนี้

2135
00:59:46,918 --> 00:59:47,240

2136
00:59:47,240 --> 00:59:48,519
109

2137
00:59:48,519 --> 00:59:50,579
QL5

2138
00:59:50,579 --> 00:59:51,660
520

2139
00:59:51,660 --> 00:59:52,051

2140
00:59:52,051 --> 00:59:54,032
ผลลัพธ์ที่ได้จะมาอยู่ล่างสุด

2141
00:59:54,032 --> 00:59:54,544

2142
00:59:54,544 --> 00:59:58,013
ทำไมมันใส่คอลัมน์ถูกต้องเพราะ

2143
00:59:58,013 --> 00:59:59,674
คำสั่ง

2144
00:59:59,674 --> 01:00:02,944
ให้ใส่ข้อมูลเนี่ยมันเลี้ยงมาถูกต้องอยู่แล้ว

2145
01:00:02,944 --> 01:00:06,214
แต่ถ้าคุณสลับตำแหน่งผิด

2146
01:00:06,214 --> 01:00:06,985

2147
01:00:06,985 --> 01:00:07,557

2148
01:00:07,557 --> 01:00:08,966
ใส่ 520

2149
01:00:08,966 --> 01:00:11,338
มาอยู่ตรงนี้แทนนี่

2150
01:00:11,338 --> 01:00:15,338
มันก็จะกลายเป็น Book ID 520 นะคะ แต่นี้ที่มันใส่ถูกเพราะว่า

2151
01:00:15,379 --> 01:00:17,429
เรียงลำดับตามคอลัมน์

2152
01:00:17,429 --> 01:00:19,350
ถูกต้องแค่นั้นเอง

2153
01:00:19,350 --> 01:00:19,791

2154
01:00:19,791 --> 01:00:20,750
ต่อมา

2155
01:00:20,750 --> 01:00:22,621
เพื่อความชัวร์

2156
01:00:22,621 --> 01:00:24,222
เราอาจจะระบุ

2157
01:00:24,222 --> 01:00:24,411

2158
01:00:24,411 --> 01:00:26,333
ชื่อคอลัมน์ไปด้วยก็ได้

2159
01:00:26,333 --> 01:00:30,333
เขาว่าข้อมูล 10 10 นี่ให้อยู่ใน Book ID นะ

2160
01:00:30,762 --> 01:00:31,077

2161
01:00:31,077 --> 01:00:35,077
ชื่อหนังสือรหัสสำนักพิมพ์คือ 5 ราคาคือ 250

2162
01:00:36,521 --> 01:00:36,723

2163
01:00:36,723 --> 01:00:37,042

2164
01:00:37,042 --> 01:00:39,864
ข้อมูลจะมาต่อท้ายด้านล่างแบบนี้

2165
01:00:39,864 --> 01:00:43,864
อันนี้ก็เพื่อป้องกันว่าเราจะใส่ข้อมูลผิดคอลัมน์หรือเปล่า

2166
01:00:44,216 --> 01:00:44,925
นะคะ

2167
01:00:44,925 --> 01:00:45,246

2168
01:00:45,246 --> 01:00:45,437

2169
01:00:45,437 --> 01:00:49,437
มันคือการเพิ่มข้อมูลนะคะ ง่ายมากคำสั่งมีแค่นี้เอง  INSERT INTO

2170
01:00:51,013 --> 01:00:53,252
สำหรับการเพิ่มข้อมูล

2171
01:00:53,252 --> 01:00:57,104
ต่อมาเป็นคำสั่งในการ

2172
01:00:57,104 --> 01:00:59,927
กลุ่มข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูล

2173
01:00:59,927 --> 01:01:01,016
นะคะ

2174
01:01:01,016 --> 01:01:02,359
จะใช้คำสั่ง

2175
01:01:02,359 --> 01:01:03,387

2176
01:01:03,387 --> 01:01:04,099
UPDATE S

2177
01:01:04,099 --> 01:01:04,540

2178
01:01:04,540 --> 01:01:07,872
ET ถ้ามีเงื่อนไขก็สามารถใส่เงื่อนไขเพิ่มได้

2179
01:01:07,872 --> 01:01:08,901
นะคะ

2180
01:01:08,901 --> 01:01:10,242

2181
01:01:10,242 --> 01:01:12,744
รูปแบบคำสั่ง

2182
01:01:12,744 --> 01:01:15,826
UPDATE คือปรับปรุงข้อมูลในตาราง

2183
01:01:15,826 --> 01:01:16,206

2184
01:01:16,206 --> 01:01:18,188
โดยมีค่าคือ

2185
01:01:18,188 --> 01:01:19,989
ให้ราคาทั้งหมด

2186
01:01:19,989 --> 01:01:23,989
บวกเพิ่มเข้าไปอีก 50 บาท

2187
01:01:29,610 --> 01:01:26,652

2188
01:01:22,430 --> 01:01:24,032

2189
01:01:24,032 --> 01:01:24,862

2190
01:01:24,862 --> 01:01:25,052

2191
01:01:25,052 --> 01:01:25,433

2192
01:01:25,433 --> 01:01:27,876

2193
01:01:27,876 --> 01:01:31,396
พอพิมพ์ตัวนี้ปุ๊บราคาหนังสือจะเพิ่มขึ้นจาก

2194
01:01:31,396 --> 01:01:34,476
เดิม 50 บาททุกเ

2195
01:01:34,476 --> 01:01:35,496

2196
01:01:35,496 --> 01:01:38,198
ล่มจากเดิมตัวนี้ไม่มีราคา หนังสือ

2197
01:01:38,198 --> 01:01:39,409
ก็จะมีละ 50 บาท

2198
01:01:39,409 --> 01:01:39,800

2199
01:01:39,800 --> 01:01:41,139

2200
01:01:41,139 --> 01:01:41,840

2201
01:01:41,840 --> 01:01:42,552

2202
01:01:42,552 --> 01:01:46,552
อันนี้คือง่ายมาก ถ้าสมมติว่าข้อมูลเรามีแค่นี้ล่ะ เรานั่งกินที่ร้านก็ได้ค่ะ

2203
01:01:47,684 --> 01:01:51,684
ถ้าสมมุติว่าวันนี้เราเป็นร้านขายของที่มีของประมาณ 1 ชิ้น

2204
01:01:52,097 --> 01:01:56,097
น้องบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีขอขึ้นราคาคุณจะมานั่งพิมพ์ใหม่ทุกวันทุกวันทุกวัน

2205
01:01:57,417 --> 01:01:57,608

2206
01:01:57,608 --> 01:01:58,508
เมื่อไรจะเสร็จ

2207
01:01:58,508 --> 01:02:00,368

2208
01:02:00,368 --> 01:02:02,101
เพิ่มขึ้นทีละ 10 บาท

2209
01:02:02,101 --> 01:02:02,422

2210
01:02:02,422 --> 01:02:02,611

2211
01:02:02,611 --> 01:02:04,603
มีของอยู่แสนชิ้น

2212
01:02:04,603 --> 01:02:05,112

2213
01:02:05,112 --> 01:02:05,305

2214
01:02:05,305 --> 01:02:09,305
นั่งพิมพ์เป็นแสนครั้งแต่ถ้าเรารู้จักคำสั่งในระบบจัดการฐานข้อมูลและพิมพ์แค่ 2 บรรทัดทุกอย่างเสร็จหมดเลย

2215
01:02:13,056 --> 01:02:13,448

2216
01:02:13,448 --> 01:02:14,148
นะคะ

2217
01:02:14,148 --> 01:02:14,596

2218
01:02:14,596 --> 01:02:15,879

2219
01:02:15,879 --> 01:02:19,879
คือการปรับปรุงฐานข้อมูล

2220
01:02:22,182 --> 01:02:19,076

2221
01:02:19,020 --> 01:02:21,903
อันนี้คือก็คือประโยชน์ดึงข้อมูลของฐานข้อมูลนะคะ

2222
01:02:21,903 --> 01:02:22,613

2223
01:02:22,613 --> 01:02:22,804

2224
01:02:22,804 --> 01:02:26,804
เพราะว่าถ้าเราไม่มีคำสั่งเรานี้เนี่ยบางทีไม่ต้องมานั่งพิมพ์ใหม่นี่ เหนื่อยมาก ๆ

2225
01:02:27,546 --> 01:02:28,317
นะคะ

2226
01:02:28,317 --> 01:02:28,449

2227
01:02:28,449 --> 01:02:28,828

2228
01:02:28,828 --> 01:02:29,089

2229
01:02:29,089 --> 01:02:30,371
นี่คือประโยชน์

2230
01:02:30,371 --> 01:02:32,231
ถ้าเรารู้คำสั่ง

2231
01:02:32,231 --> 01:02:33,511
นะคะ

2232
01:02:33,511 --> 01:02:33,832

2233
01:02:33,832 --> 01:02:36,203
ถ้ามีเงื่อนไขเพิ่มเติม

2234
01:02:36,203 --> 01:02:37,035

2235
01:02:37,035 --> 01:02:38,385

2236
01:02:38,385 --> 01:02:42,385
เงื่อนไขเพิ่มเติมนะคะ ให้ปรับปรุงตาราง Book โดยที่เงื่อนไขคือตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดีแล้ว

2237
01:02:45,496 --> 01:02:46,588
ของมันถูก

2238
01:02:46,588 --> 01:02:47,227

2239
01:02:47,227 --> 01:02:51,199
ให้ลดราคาสินค้าลง 50 บาท

2240
01:02:51,199 --> 01:02:53,510
เฉพาะรหัสสำนักพิมพ์

2241
01:02:53,510 --> 01:02:57,510
12 เท่านั้น

2242
01:02:59,418 --> 01:02:56,962

2243
01:02:55,040 --> 01:02:55,812

2244
01:02:55,812 --> 01:02:56,901

2245
01:02:56,901 --> 01:03:00,901
เฉพาะบางบริษัทก็ว่าไปอย่างเช่น วันนี้สินค้าราคาลงเฉพาะบริษัทนี้ เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงราคาลงได้

2246
01:03:05,422 --> 01:03:06,773
เพิ่มอีกบรรทัดหนึ่ง

2247
01:03:06,773 --> 01:03:07,033

2248
01:03:07,033 --> 01:03:07,415

2249
01:03:07,415 --> 01:03:09,975
นะคะ ถามว่าแล้ว

2250
01:03:09,975 --> 01:03:10,365

2251
01:03:10,365 --> 01:03:10,686

2252
01:03:10,686 --> 01:03:13,758
สินค้าในบริษัทจะเปลี่ยนไหมไม่เปลี่ยนนะคะ

2253
01:03:13,758 --> 01:03:17,758
เพราะเรากำหนดเงื่อนไขว่าเฉพาะสำนักพิมพ์ 12 เท่านั้นที่ลดราคาลง 50 บาท

2254
01:03:22,185 --> 01:03:26,185

2255
01:03:22,789 --> 01:03:25,397
ตัวนี้นะคะ

2256
01:03:21,641 --> 01:03:22,211

2257
01:03:22,211 --> 01:03:22,992

2258
01:03:22,992 --> 01:03:23,763

2259
01:03:23,763 --> 01:03:24,212

2260
01:03:24,212 --> 01:03:25,044

2261
01:03:25,044 --> 01:03:25,425

2262
01:03:25,425 --> 01:03:29,425
คำสั่งลบก็ง่าย ๆ ค่ะ Delete From

2263
01:03:29,928 --> 01:03:30,229

2264
01:03:30,229 --> 01:03:30,678

2265
01:03:30,678 --> 01:03:34,678
ก็ตามนี้เลยนะคะ ให้ลบข้อมูลจากตาราง Book โดยมีเงื่อนไขคือให้ลบเฉพาะ BookID ที่มีค่า 10 10

2266
01:03:40,941 --> 01:03:43,053
จากเดิมจะมีตัวนี้แล้วก็ลบออก

2267
01:03:43,053 --> 01:03:47,053
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นแบบนี้

2268
01:03:49,600 --> 01:03:46,667

2269
01:03:46,062 --> 01:03:46,824

2270
01:03:46,824 --> 01:03:50,106
อันนี้คือคำสั่งอย่างง่ายที่เราจะเรียนในสัปดาห์หน้า

2271
01:03:50,106 --> 01:03:50,298

2272
01:03:50,298 --> 01:03:51,128

2273
01:03:51,128 --> 01:03:51,900
นะคะ

2274
01:03:51,900 --> 01:03:52,090

2275
01:03:52,090 --> 01:03:55,752
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าอาจารย์จะเตรียมข้อมูลมา

2276
01:03:55,752 --> 01:03:56,132

2277
01:03:56,132 --> 01:03:57,673
ให้นักศึกษาเพิ่ม

2278
01:03:57,673 --> 01:03:59,144
ฐานข้อมูลเอง

2279
01:03:59,144 --> 01:04:00,675
กินเอง

2280
01:04:00,675 --> 01:04:03,828
นะคะ ตั้งค่าคีย์หลักเอง

2281
01:04:03,828 --> 01:04:05,679
กรอกข้อมูลเองทั้งหมด

2282
01:04:05,679 --> 01:04:09,679
ลองเพิ่มลบข้อมูลลองดึงข้อมูลเป็นรายงานออกมาด้วยตัวเอง

2283
01:04:13,084 --> 01:04:09,897

2284
01:04:12,034 --> 01:04:12,691

2285
01:04:12,691 --> 01:04:12,926

2286
01:04:12,926 --> 01:04:16,926
สัปดาห์นี้จะให้ลองกลับไปทบทวนว่าคำสั่งที่จะใช้

2287
01:04:17,609 --> 01:04:21,012
SELECT * FROM  SELECT  set

2288
01:04:21,012 --> 01:04:21,333

2289
01:04:21,333 --> 01:04:21,524

2290
01:04:21,524 --> 01:04:24,405
insert intoอะไรก็ว่าไป

2291
01:04:24,405 --> 01:04:26,775
มันจะเป็นยังไงบ้างนะคะ

2292
01:04:26,775 --> 01:04:27,157

2293
01:04:27,157 --> 01:04:31,157
หน้าบอมนิ้วมือมาให้พร้อมเพราะเราต้องพิมพ์เอง

2294
01:04:31,201 --> 01:04:32,933
เครื่องใครเครื่องมัน

2295
01:04:32,933 --> 01:04:33,761

2296
01:04:33,761 --> 01:04:34,084

2297
01:04:34,084 --> 01:04:38,084
เครื่องใครเครื่องมันพิมพ์ ภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่องก็

2298
01:04:38,186 --> 01:04:40,879
จะได้คล่องนี่ อาทิตย์หน้านะคะ

2299
01:04:40,879 --> 01:04:41,269

2300
01:04:41,269 --> 01:04:42,799
พิมพ์บ่อย ๆ

2301
01:04:42,799 --> 01:04:43,250

2302
01:04:43,250 --> 01:04:43,571

2303
01:04:43,571 --> 01:04:44,531
เพราะว่า

2304
01:04:44,531 --> 01:04:48,123
การพิมพ์คำสั่ง SQL ง่ายที่สุดแล้วในการเขียนโปรแกรม

2305
01:04:48,123 --> 01:04:48,513

2306
01:04:48,513 --> 01:04:49,724

2307
01:04:49,724 --> 01:04:53,724
อาทิตย์นี้ก็จะประมาณนี้นะคะ เดี๋ยวเราอาทิตย์หน้า

2308
01:04:54,277 --> 01:04:54,478

2309
01:04:54,478 --> 01:04:57,868
ก็มาให้เร็วหน่อยเพราะว่าเราจะไปปฏิบัติ

2310
01:04:57,868 --> 01:04:58,249

2311
01:04:58,249 --> 01:04:59,079
นะคะ

2312
01:04:59,079 --> 01:04:59,399

2313
01:04:59,399 --> 01:04:59,661

2314
01:04:59,661 --> 01:05:00,492
ก็

2315
01:05:00,492 --> 01:05:04,492
ขอบคุณล่ามขอบคุณถอดความนะคะ วันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ

2316
01:05:04,797 --> 01:05:05,626

2317
01:05:05,626 --> 01:05:09,626
ขอบคุณมากนะคะ

2318
01:05:10,566 --> 01:05:11,970

2319
01:05:11,970 --> 01:05:12,683

2320
01:05:12,683 --> 01:05:12,869

2321
01:05:12,869 --> 01:05:16,869

2322
01:05:16,903 --> 01:05:20,375

2323
01:05:20,375 --> 01:05:22,808

2324
01:05:22,808 --> 01:05:26,808


