﻿1
00:00:04,002 --> 00:00:04,002

2
00:00:04,002 --> 00:00:04,002

3
00:00:04,002 --> 00:00:06,197
(อาจารย์เกวลี) ล่ามได้ยินไหมคะ

4
00:00:06,197 --> 00:00:07,808
(ล่าม) ได้ยินค่ะ

5
00:00:07,808 --> 00:00:08,697
(อาจารย์เกวลี)  โอเคค่ะ

6
00:00:08,697 --> 00:00:09,017

7
00:00:09,017 --> 00:00:09,729

8
00:00:09,729 --> 00:00:10,940

9
00:00:10,940 --> 00:00:12,361
อาทิตย์นี้

10
00:00:12,361 --> 00:00:16,361
นะคะ จะเป็นการแนะนำตัวโปรแกรมที่เราจะใช้

11
00:00:17,545 --> 00:00:17,735

12
00:00:17,735 --> 00:00:20,178
เขียน

13
00:00:20,178 --> 00:00:21,208

14
00:00:21,208 --> 00:00:21,658

15
00:00:21,658 --> 00:00:21,980

16
00:00:21,980 --> 00:00:25,980
ระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ ก็จะเป็นโปรแกรมเอาอย่างงายก่อนแล้วกัน

17
00:00:27,800 --> 00:00:31,800
นะคะ เพราะว่าไอ้ตัวภาษา SQL เนี่ มันก็จะมีโปรแกรมที่ใช้งานร่วมกันได้

18
00:00:34,201 --> 00:00:35,672
หลายโปรแกรมมาก

19
00:00:35,672 --> 00:00:36,442

20
00:00:36,442 --> 00:00:37,153

21
00:00:37,153 --> 00:00:37,413

22
00:00:37,413 --> 00:00:40,415
อาจจะเป็น mysql หรือเป็น oracle

23
00:00:40,415 --> 00:00:43,749
แต่มันก็จะใช้ภาษาเดียวกันคือภาษา SQL ซึ่ง

24
00:00:43,749 --> 00:00:44,210

25
00:00:44,210 --> 00:00:48,210
โปรแกรมในเครื่องเราถ้าไม่ได้ติดตั้งเพิ่มเติมเขาจะมีอยู่แล้วนะคะ ก็คือโปรแกรม

26
00:00:53,203 --> 00:00:50,676
Microsoft Access

27
00:00:49,329 --> 00:00:49,900

28
00:00:49,900 --> 00:00:51,311

29
00:00:51,311 --> 00:00:51,502

30
00:00:51,502 --> 00:00:54,073
นะคะ มันก็จะมีความสามารถ

31
00:00:54,073 --> 00:00:55,673
ที่จะพิมพ์

32
00:00:55,673 --> 00:00:58,366
คำสั่งภาษา SQL ลงไปได้ด้วย

33
00:00:58,366 --> 00:00:58,555

34
00:00:58,555 --> 00:00:58,687

35
00:00:58,687 --> 00:01:01,058
แล้วก็ในส่วนของตัว

36
00:01:01,058 --> 00:01:02,349
โปรแกรมนี้

37
00:01:02,349 --> 00:01:04,970
นี่ หน้าตาการทำงานมันจะคล้าย ๆ กับโปรแกรม

38
00:01:04,970 --> 00:01:07,851
Excel ที่เราเคยใช้งานกันอยู่แล้ว

39
00:01:07,851 --> 00:01:10,992
เก็บข้อมูลในรูปแบบที่เป็นตารางเหมือนกัน

40
00:01:10,992 --> 00:01:11,194

41
00:01:11,194 --> 00:01:12,663
เราก็จะได้

42
00:01:12,663 --> 00:01:12,915

43
00:01:12,915 --> 00:01:15,227
ทำความเข้าใจกับมันง่ายขึ้นนะคะ

44
00:01:15,227 --> 00:01:15,355

45
00:01:15,355 --> 00:01:16,246

46
00:01:16,246 --> 00:01:19,519
โดยตัว Microsoft Access นี่นะคะ

47
00:01:19,519 --> 00:01:22,529
ในรูปตัวโปรแกรมมันจะเป็นสีส้ม ๆ

48
00:01:22,529 --> 00:01:25,283
นะ มันจะเป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์

49
00:01:25,283 --> 00:01:29,283
อย่างที่เราเคยได้วาดรูปไปแล้ว ว่าแต่ละตารางมันควรจะสัมพันธ์กัน

50
00:01:30,674 --> 00:01:31,563

51
00:01:31,563 --> 00:01:31,825

52
00:01:31,825 --> 00:01:35,607
อย่างไรนะคะ โดยที่โปรแกรมนี้นี่ มันก็จะมีความสามารถทั้ง

53
00:01:35,607 --> 00:01:37,207
การจัดการฐานข้อมูล

54
00:01:37,207 --> 00:01:37,599

55
00:01:37,599 --> 00:01:41,599
แล้วก็สร้างโปรแกรมได้ในตัวเดียวกัน ก็คือเป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างครบสำหรับการทำงาน

56
00:01:42,979 --> 00:01:45,162
ฐานข้อมูลเบื้องต้นนะคะ

57
00:01:45,162 --> 00:01:45,673

58
00:01:45,673 --> 00:01:49,673
มันเลยเหมาะกับการที่จะให้นักศึกษาเรียนรู้แล้วก็พัฒนาโปรแกรมไว้ใช้งาน

59
00:01:51,183 --> 00:01:51,825
นะคะ

60
00:01:51,825 --> 00:01:52,143

61
00:01:52,143 --> 00:01:52,915

62
00:01:52,915 --> 00:01:54,327
รวมถึงคนที่

63
00:01:54,327 --> 00:01:57,140
อาจจะไม่มีความรู้ในการเขียนโปรแกรมมากนัก

64
00:01:57,140 --> 00:01:59,782
นี่ เขาก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้เช่นเดียวกัน

65
00:01:59,782 --> 00:02:03,233
นะคะ เพราะว่ามันก็วิธีการใช้งานก็ค่อนข้างสะดวก

66
00:02:03,233 --> 00:02:04,774
แล้วก็

67
00:02:04,774 --> 00:02:05,735

68
00:02:05,735 --> 00:02:07,596
ตัวโปรแกรมก็ใช้งานง่าย

69
00:02:07,596 --> 00:02:08,048

70
00:02:08,048 --> 00:02:11,379
คำสั่งในโปรแกรม ไม่ซับซ้อนวุ่นวายมากนะคะ

71
00:02:11,379 --> 00:02:12,080

72
00:02:12,080 --> 00:02:13,811
หน้าตาตอนสร้าง

73
00:02:13,811 --> 00:02:17,811
ฐานข้อมูลก็จะเริ่มต้นประมาณนี้นะคะ แต่เดี๋ยวเราค่อยไปดูในตัวโปรแกรมกัน

74
00:02:18,624 --> 00:02:18,874

75
00:02:18,874 --> 00:02:22,874
มันจะมีส่วนของการทำงานหลัก ๆ อยู่ด้านบนนะคะ เราจะเรียกเป็นริบบอน

76
00:02:23,440 --> 00:02:24,401
ข้างบน

77
00:02:24,401 --> 00:02:24,653

78
00:02:24,653 --> 00:02:25,740
นะคะ

79
00:02:25,740 --> 00:02:28,362
ในรูปนี่ มันก็จะเป็น 10 เกี่ยวกับกัน

80
00:02:28,362 --> 00:02:28,561

81
00:02:28,561 --> 00:02:30,542
กำหนดโครงสร้างของตาราง

82
00:02:30,542 --> 00:02:30,923

83
00:02:30,923 --> 00:02:31,704
ราคา

84
00:02:31,704 --> 00:02:31,964

85
00:02:31,964 --> 00:02:32,925
แล้วก็

86
00:02:32,925 --> 00:02:33,175

87
00:02:33,175 --> 00:02:37,175
การกำหนดหน้าจอสำหรับบันทึกข้อมูลหรือแสดงข้อมูลแล้วก็สามารถทำได้

88
00:02:40,807 --> 00:02:40,354
การสร้า

89
00:02:38,750 --> 00:02:40,423
งรายงาน

90
00:02:40,423 --> 00:02:40,610

91
00:02:40,610 --> 00:02:41,831
นะคะ เช่น

92
00:02:41,831 --> 00:02:42,022

93
00:02:42,022 --> 00:02:46,022
สมมติมีรายชื่ออยู่ 1 รายชื่อ เราอยากให้มันออกเป็นรายงานเฉพาะชื่อที่เป็นผู้หญิง

94
00:02:48,051 --> 00:02:51,053
เราก็สามารถช่างรายงานออกมาได้เหมือนกัน

95
00:02:51,053 --> 00:02:51,444

96
00:02:51,444 --> 00:02:55,444
รวมถึงการสืบค้น การเรียกดูข้อมูลอื่น ๆ ตามเงื่อนไข เราก็สามารถทำได้

97
00:02:56,189 --> 00:03:00,189
ส่วนของการสืบค้นเรียกดูข้อมูลนี่ เราจะใช้คำสั่ง SQL

98
00:03:00,292 --> 00:03:01,894
เราจะพิมพ์ด้วยตัวเอง

99
00:03:01,894 --> 00:03:03,554
เราจะไม่ใช้

100
00:03:03,554 --> 00:03:03,814

101
00:03:03,814 --> 00:03:05,425
โปรแกรมสำเร็จรูปทุกอย่าง

102
00:03:05,425 --> 00:03:09,425
เราจะได้รู้เลยว่าเวลาที่เราใช้ภาษา SQL มันทำงาน

103
00:03:09,907 --> 00:03:11,567

104
00:03:11,567 --> 00:03:12,538

105
00:03:12,538 --> 00:03:15,479
อย่างไรนะคะ โดยตารางที่อยู่ใน

106
00:03:15,479 --> 00:03:19,479
โปรแกรม access นะคะ รูปแบบของตาราง

107
00:03:20,224 --> 00:03:20,415

108
00:03:20,415 --> 00:03:24,267
นี่ ซึ่งมันเป็นมาตรฐานของการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบฐานข้อมูลอยู่แล้ว

109
00:03:24,267 --> 00:03:24,968

110
00:03:24,968 --> 00:03:27,150
นะคะ ถ้าเราต้องการจะบันทึก

111
00:03:27,150 --> 00:03:31,150
หรือเก็บข้อมูลนี่ เราก็จะต้องสร้างตารางขึ้นมาก่อนถึงจะใช้งานได้

112
00:03:32,920 --> 00:03:33,681
เหมือน

113
00:03:33,681 --> 00:03:37,681
อาทิตย์ก่อน ๆ ที่อาจารย์ให้ศึกษาลองเปิดโปรแกรมดูนี่ บางคนจะยังพิมพ์อะไรลงไปไม่ได้เลย

114
00:03:39,397 --> 00:03:39,645

115
00:03:39,645 --> 00:03:40,418
เพราะว่า

116
00:03:40,418 --> 00:03:41,769
เรายังไม่มีตาราง

117
00:03:41,769 --> 00:03:42,087

118
00:03:42,087 --> 00:03:42,278

119
00:03:42,278 --> 00:03:42,657

120
00:03:42,657 --> 00:03:43,428
นะคะ

121
00:03:43,428 --> 00:03:46,060
มันจะดูเหมือนกดอะไรไม่ได้ เพราะ

122
00:03:46,060 --> 00:03:47,982
เรายังไม่ได้เริ่มสร้างตารางเลย

123
00:03:47,982 --> 00:03:51,982
นะคะ การสร้างตารางในที่นี้นี่ มันก็คือการตั้งชื่อ

124
00:03:52,086 --> 00:03:54,845
แล้วก็กำหนดโครงสร้างของตารางด้วย

125
00:03:54,845 --> 00:03:55,167

126
00:03:55,167 --> 00:03:55,416

127
00:03:55,416 --> 00:03:59,416
ก็คือมันก็จะมี ถ้าใน Excel มันจะเป็นคอลัมน์ Column ใช่ไหมคะ

128
00:04:00,291 --> 00:04:00,861

129
00:04:00,861 --> 00:04:03,945
access ก็เหมือนกันเราก็ต้องโหลดว่า

130
00:04:03,945 --> 00:04:05,864
หัว Column แต่ละคอลัมน์

131
00:04:05,864 --> 00:04:07,146
ก็คือ field นี่แหละ

132
00:04:07,146 --> 00:04:08,105
นะคะ

133
00:04:08,105 --> 00:04:09,776
มันจะมีชื่อว่าอะไรบ้าง

134
00:04:09,776 --> 00:04:13,776
แล้วก็คุณสมบัติของข้อมูลที่ต้องบรรจุลงไปในนะ

135
00:04:14,841 --> 00:04:15,551

136
00:04:15,551 --> 00:04:19,551
นี่ มีอะไรนะคะ เช่น เป็นตัวหนังสือเท่านั้น

137
00:04:19,784 --> 00:04:22,406
หรือเป็นตัวเลขผสมกับตัวหนังสือ

138
00:04:22,406 --> 00:04:25,228
หรือรับเฉพาะค่าตัวเลข

139
00:04:25,228 --> 00:04:27,670
ตัวเลขต้องไม่เกิน 10 ตั

140
00:04:27,670 --> 00:04:28,880
อะไรก็ว่าไป

141
00:04:28,880 --> 00:04:30,802
รวมถึงต้องกำหนดคีย์หลัก

142
00:04:30,802 --> 00:04:31,384

143
00:04:31,384 --> 00:04:35,384
นะคะ การกำหนดคีย์หลักในโปรแกรม access มันก็ง่าย ๆ กดปุ่มเดียวก็เสร็จเลย

144
00:04:36,382 --> 00:04:40,382
แล้วก็ต้องกำหนดความสัมพันธ์ ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป

145
00:04:40,996 --> 00:04:41,248

146
00:04:41,248 --> 00:04:41,888
ว่า

147
00:04:41,888 --> 00:04:43,627
มันจะเชื่อมต่อกัน

148
00:04:43,627 --> 00:04:44,848
อย่างไรนะคะ

149
00:04:44,848 --> 00:04:45,418

150
00:04:45,418 --> 00:04:46,569

151
00:04:46,569 --> 00:04:49,841
ตัวอย่างโครงสร้างของฐานข้อมูลนี้ เรา

152
00:04:49,841 --> 00:04:53,841
ทบทวนอีกรอบนะคะ ที่โชว์อยู่ในหน้าจอตอนนี้ ก็คือเราเรียกว่า "ตาราง"

153
00:04:55,353 --> 00:04:55,934

154
00:04:55,934 --> 00:04:58,746
นะ มีแถวมีคอลัมน์

155
00:04:58,746 --> 00:04:59,527
นะคะ

156
00:04:59,527 --> 00:05:00,098

157
00:05:00,098 --> 00:05:04,098
แนวตั้ง เรียกว่า"คอลัมน์"ถ้าศัพท์ในระบบจัดการฐานข้อมูล

158
00:05:05,222 --> 00:05:09,222
ก็คือ filed อย่างในตารางนี้จะมีอยู่ 4 Silver คือสีคอลัมน์

159
00:05:09,713 --> 00:05:13,233
มี 3 ได้กอดก็คือ 3 แถวข้อมูล

160
00:05:13,233 --> 00:05:17,147
อันนี้เป็นตัวอย่างข้อมูลผู้ป่วย

161
00:05:17,147 --> 00:05:21,147
นะคะ ไอ้ตัว HN นี่ มันย่อมาจากรหัส

162
00:05:21,570 --> 00:05:22,400

163
00:05:22,400 --> 00:05:26,400
ป่วยนะคะ ho Number แล้วก็จะมีชื่อมีนามสกุลจริงที่อยู่อันนี้เป็น

164
00:05:27,911 --> 00:05:30,415
ตัวอย่างการเก็บข้อมูลอย่างง่าย

165
00:05:30,415 --> 00:05:32,086
ตัวอย่างง่าย

166
00:05:32,086 --> 00:05:34,196
ส่วนในโปรแกรม

167
00:05:34,196 --> 00:05:35,476

168
00:05:35,476 --> 00:05:39,476
เราจะสร้างตารางนะคะ โดยที่กันเราจะมากำหนดคุณสมบัติ

169
00:05:41,321 --> 00:05:44,002
ของคอลัมน์แบบเมื่อกี้นี้

170
00:05:44,002 --> 00:05:48,002
นะคะ เราจะมากำหนดตรงที่ส่วนของการดีไซน์ การออกแบบ

171
00:05:48,943 --> 00:05:50,996
มันก็ถามว่ายังอยู่ตรงนี้

172
00:05:50,996 --> 00:05:51,446

173
00:05:51,446 --> 00:05:54,069
อันนี้มันเป็นเมนูภาษาอังกฤษนะคะ

174
00:05:54,069 --> 00:05:58,069
ว่าชื่อคอลัมน์อะไรนะคะ เก็บข้อมูลชนิดอะไร

175
00:06:00,032 --> 00:06:01,124

176
00:06:01,124 --> 00:06:03,816
บางทีตัว ID นี่

177
00:06:03,816 --> 00:06:06,897
ถ้าเราไม่ได้กำหนดค่า มันจะเป็นออโต

178
00:06:06,897 --> 00:06:07,278

179
00:06:07,278 --> 00:06:10,799
มันจะเพิ่มไปเรื่อย ๆ ตามจำนวนที่เราเพิ่มเข้ามา

180
00:06:10,799 --> 00:06:11,180

181
00:06:11,180 --> 00:06:15,180
แต่เราสามารถระบุเองก็ได้ค่ะ บางทีเราไม่อยากได้ตัวเลข

182
00:06:15,803 --> 00:06:17,784
1 2 3 4 5 ไปเรื่อย ๆ

183
00:06:17,784 --> 00:06:19,645
อย่างนี้ บางทีก็

184
00:06:19,645 --> 00:06:21,636
มันอาจจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ทุกระบบ

185
00:06:21,636 --> 00:06:24,138
นะคะ มันอาจจะต้องมีตัวหนังสือ

186
00:06:24,138 --> 00:06:24,329

187
00:06:24,329 --> 00:06:26,378
ที่มันมีมาผสมกับตัวเลข

188
00:06:26,378 --> 00:06:28,430
อย่างรหัสนักศึกษาเรา

189
00:06:28,430 --> 00:06:31,440
นี่ เข้ามาใหม่แล้วจะรัน 1 2 3 4 5 ไปเลยไม่ได้

190
00:06:31,440 --> 00:06:32,342

191
00:06:32,342 --> 00:06:34,513
มันจะต้องกำหนดเฉพาะ

192
00:06:34,513 --> 00:06:38,496
ขึ้นต้นด้วยปีการศึกษา ตามมาด้วยรหัสคณะ

193
00:06:38,496 --> 00:06:40,288
ตามมาด้วยรหัสหลักสูตร

194
00:06:40,288 --> 00:06:43,810
แล้วค่อยเป็นถึงเลขที่ของเรา ว่าเลขที่อะไร

195
00:06:43,810 --> 00:06:44,069

196
00:06:44,069 --> 00:06:44,641

197
00:06:44,641 --> 00:06:45,870
ตัวอย่าง

198
00:06:45,870 --> 00:06:46,121

199
00:06:46,121 --> 00:06:47,722

200
00:06:47,722 --> 00:06:51,722
ถ้าเป็นการทำงานในการจัดการตารางจริง ๆ นี่ มันจะไม่มีข้อมูลแค่นิดเดียวอย่างที่เราเคยเห็น

201
00:06:54,777 --> 00:06:56,445
อย่างด้านซ้าย

202
00:06:56,445 --> 00:06:57,015
นะคะ

203
00:06:57,015 --> 00:06:58,876
ก็จะเป็นตัวอย่างของ

204
00:06:58,876 --> 00:06:59,387

205
00:06:59,387 --> 00:07:01,367
ตารางทั้งหมดที่มันเอามา

206
00:07:01,367 --> 00:07:01,497

207
00:07:01,497 --> 00:07:02,979
เชื่อมโยงกัน

208
00:07:02,979 --> 00:07:03,110

209
00:07:03,110 --> 00:07:07,110
มีไม่ต่ำกว่า 20 ตาราง

210
00:07:08,509 --> 00:07:05,085

211
00:07:05,090 --> 00:07:05,671

212
00:07:05,671 --> 00:07:07,973
นะคะ ถ้ามันเป็นระบบงานใหญ่ ๆ

213
00:07:07,973 --> 00:07:08,172

214
00:07:08,172 --> 00:07:09,002
รวมถึง

215
00:07:09,002 --> 00:07:13,002
การกำหนดด้วยว่า ข้อมูลแต่ละชนิดที่เข้ามานี่ อย่างเช่น ID

216
00:07:14,257 --> 00:07:18,257
เขากำหนดให้เป็นตัวเลข ให้มันเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อัตโนมัติ

217
00:07:18,299 --> 00:07:18,820

218
00:07:18,820 --> 00:07:20,219
ส่วนเลข

219
00:07:20,219 --> 00:07:22,400
ประจำตัวผู้ป่วย

220
00:07:22,400 --> 00:07:24,133
เขาจะให้กรอกน

221
00:07:24,133 --> 00:07:25,283
ะคะ

222
00:07:25,283 --> 00:07:27,914
แล้วก็จะมีคำอธิบายว่า ไอ้คำ

223
00:07:27,914 --> 00:07:30,024
คำย่อหรือหัวตาราง

224
00:07:30,024 --> 00:07:30,795

225
00:07:30,795 --> 00:07:33,167
ถนี่ ถ้าเป็นภาษาไทยคืออะไร

226
00:07:33,167 --> 00:07:33,999
นะคะ

227
00:07:33,999 --> 00:07:34,259

228
00:07:34,259 --> 00:07:35,030

229
00:07:35,030 --> 00:07:36,571

230
00:07:36,571 --> 00:07:38,112
อย่าง ohn คือ เลขบัตรเดิม

231
00:07:38,112 --> 00:07:41,243
ต้องพิมพ์อย่างไร หนูไม่จำเป็นต้องพิมพ์ไหม

232
00:07:41,243 --> 00:07:43,685
ชื่อแรกจำเป็นต้องพิมพ์นามสกุล

233
00:07:43,685 --> 00:07:45,927
เราจะกำหนดตรงนี้ด้วยคำอธิบาย

234
00:07:45,927 --> 00:07:46,186

235
00:07:46,186 --> 00:07:47,278

236
00:07:47,278 --> 00:07:49,518
ถ้าในส่วนของ

237
00:07:49,518 --> 00:07:51,640
ฐานข้อมูล

238
00:07:51,640 --> 00:07:54,069
จะเรียกว่าเป็น "พจนานุกรมข้อมูล

239
00:07:54,069 --> 00:07:55,989
" หรือ "Data Dictionary

240
00:07:55,989 --> 00:07:57,591
" ก็คือสิ่งที่เราต้องบอก

241
00:07:57,591 --> 00:07:58,801
อย่างสมมุติว่า

242
00:07:58,801 --> 00:08:01,181
จะเป็นโปรแกรมเมอร์คนใหม่มาทำงาน

243
00:08:01,181 --> 00:08:01,443

244
00:08:01,443 --> 00:08:02,274
นะคะ

245
00:08:02,274 --> 00:08:02,403

246
00:08:02,403 --> 00:08:04,644
เห็นคำย่อ PT

247
00:08:04,644 --> 00:08:05,856
Married

248
00:08:05,856 --> 00:08:06,756

249
00:08:06,756 --> 00:08:07,717
คืออะไร

250
00:08:07,717 --> 00:08:08,047

251
00:08:08,047 --> 00:08:08,368

252
00:08:08,368 --> 00:08:12,010
มาทำงานต่อจากเขาแล้วเขาไม่เขียนอธิบายว่า

253
00:08:12,010 --> 00:08:13,610
คำศัพท์คำ

254
00:08:13,610 --> 00:08:13,932

255
00:08:13,932 --> 00:08:15,852
นี้ มันคือข้อมูลอะไรที่ต้อ

256
00:08:15,852 --> 00:08:15,982

257
00:08:15,982 --> 00:08:16,634

258
00:08:16,634 --> 00:08:17,465

259
00:08:17,465 --> 00:08:18,294

260
00:08:18,294 --> 00:08:18,495

261
00:08:18,495 --> 00:08:20,026
งกรอก นั่นคือสถานภาพสมรส

262
00:08:20,026 --> 00:08:22,779
สมมติเขาไม่ได้บอกเราไว้

263
00:08:22,779 --> 00:08:25,671
เราก็ต้องมากว่าจะทำความเข้าใจได้ว่า

264
00:08:25,671 --> 00:08:25,930

265
00:08:25,930 --> 00:08:28,941
สรุปข้อมูลนี้เขาต้องการข้อมูลอะไรกันแน่

266
00:08:28,941 --> 00:08:32,941
เพราะฉะนั้น การเขียนคำอธิบายก็ค่อนข้างจำเป็นเหมือนกัน สำหรับการจัดการฐานข้อมูล

267
00:08:34,327 --> 00:08:36,308
นะคะ

268
00:08:36,308 --> 00:08:36,757

269
00:08:36,757 --> 00:08:36,947

270
00:08:36,947 --> 00:08:37,339

271
00:08:37,339 --> 00:08:38,749
ส่วนด้านล่าง

272
00:08:38,749 --> 00:08:39,640

273
00:08:39,640 --> 00:08:39,962

274
00:08:39,962 --> 00:08:42,854
จะเป็นการบอกขนาดของข้อมูล

275
00:08:42,854 --> 00:08:46,565
นะคะ เช่น จำนวนเงินเดือน

276
00:08:46,565 --> 00:08:47,276

277
00:08:47,276 --> 00:08:50,157
เงินเดือนน่าจะไม่มีแค่ 2 หลัก

278
00:08:50,157 --> 00:08:54,157
บางคนเงินเดือนเยอะ บางคนเงินเดือนน้อย เราก็สามารถกำหนดได้ว่า

279
00:08:54,902 --> 00:08:56,883
ตัวเลขที่สามารถกรอกเข้าไปได้

280
00:08:56,883 --> 00:08:58,303
นี่ มากขนาดไหน

281
00:08:58,303 --> 00:09:00,094
อาจจะยังไม่เห็นภาพ

282
00:09:00,094 --> 00:09:04,094
ถ้าสมมติว่ามันเป็นคอลัมน์ที่เกี่ยวกับงบประมาณประเทศ

283
00:09:04,199 --> 00:09:04,579

284
00:09:04,579 --> 00:09:05,090

285
00:09:05,090 --> 00:09:07,021
ที่ต้องกรอกตัวเลขเยอะ ๆ

286
00:09:07,021 --> 00:09:10,353
นะคะ เลข 6-7 หลักมันไม่พอแน่นอน

287
00:09:10,353 --> 00:09:14,353
เราก็ต้องมากำหนดต้องดูด้วยว่า ข้อมูลที่ใส่ได้ ควรจะเป็นข้อมูล

288
00:09:15,995 --> 00:09:17,596
ขนาดไหน

289
00:09:17,596 --> 00:09:21,596
หรือบัตรประชาชน เรามากำหนดเลยว่าให้กรอกได้แค่ 13 หลัก

290
00:09:21,830 --> 00:09:24,583
เราก็จะมากำหนดตรง Properties ข้างล่างตรงนี้

291
00:09:24,583 --> 00:09:25,803
นะคะ

292
00:09:25,803 --> 00:09:28,623

293
00:09:28,623 --> 00:09:32,144
การสร้างตารางโดยใช้มุมมอง

294
00:09:32,144 --> 00:09:33,555
การออกแบบ

295
00:09:33,555 --> 00:09:34,265

296
00:09:34,265 --> 00:09:38,108
นะคะ มันก็จะมีการกำหนดว่า ชื่อของฟิลด์คือชื่อแต่ละคอลัมน์

297
00:09:38,108 --> 00:09:40,099
ควรตั้งชื่ออะไร

298
00:09:40,099 --> 00:09:40,289

299
00:09:40,289 --> 00:09:44,289
ควรจะตั้งให้มีความหมาย แล้วก็ไม่ยาวจนเกินไป

300
00:09:44,453 --> 00:09:46,833
แล้วก็ห้ามใช้สัญลักษณ์พิเศษ

301
00:09:46,833 --> 00:09:47,153

302
00:09:47,153 --> 00:09:49,586
พวกเครื่องหมายคำถาม

303
00:09:49,586 --> 00:09:52,207
เครื่องหมายแฮชแท็ก

304
00:09:52,207 --> 00:09:52,398

305
00:09:52,398 --> 00:09:53,238
อะไรพวกนี้นะคะ

306
00:09:53,238 --> 00:09:54,909
หรือ

307
00:09:54,909 --> 00:09:58,360
... underscore ขีดเส้นใต้ เราจะไม่ใส่

308
00:09:58,360 --> 00:09:58,561

309
00:09:58,561 --> 00:09:58,681

310
00:09:58,681 --> 00:09:59,582

311
00:09:59,582 --> 00:09:59,773

312
00:09:59,773 --> 00:10:00,223

313
00:10:00,223 --> 00:10:04,223
รวมถึงประเภทของข้อมูลนะคะ ก็คือชนิดของข้อมูลที่จัดเก็บในคอลัมน์อยู่ฟิลด็น

314
00:10:08,295 --> 00:10:09,835
รหัสสินค้า

315
00:10:09,835 --> 00:10:10,666

316
00:10:10,666 --> 00:10:14,196
มันควรจะเป็นได้ทั้งตัวเลขและตัวอักษรผสมกัน

317
00:10:14,196 --> 00:10:15,857
ส่วนราคา

318
00:10:15,857 --> 00:10:16,369

319
00:10:16,369 --> 00:10:16,688

320
00:10:16,688 --> 00:10:17,269
นะคะ

321
00:10:17,269 --> 00:10:19,131
ส่วนราคา จะเป็นตัวเลขอย่างเดียว

322
00:10:19,131 --> 00:10:19,772

323
00:10:19,772 --> 00:10:20,863
เราไม่พิมพ์

324
00:10:20,863 --> 00:10:21,123

325
00:10:21,123 --> 00:10:25,123
เราจะไม่พิมพ์ 500 แล้วก็ใส่ก ไก่ อีก 2 ตัว แทนได้ 0 มันไม่ใช่

326
00:10:25,738 --> 00:10:29,008
500 ก็คือเป็นตัวเลขอย่างเดียว

327
00:10:29,008 --> 00:10:29,779

328
00:10:29,779 --> 00:10:30,100

329
00:10:30,100 --> 00:10:34,100
ถ้าสมมุติข้อมูลนั้น ๆ จะต้องนำไปคำนวณ

330
00:10:34,902 --> 00:10:35,614

331
00:10:35,614 --> 00:10:38,684
นะคะ ควรจะเป็นข้อมูลชนิดอะไร เช่น อายุ

332
00:10:38,684 --> 00:10:39,006

333
00:10:39,006 --> 00:10:39,706

334
00:10:39,706 --> 00:10:41,627
คือ เอาวันเดือนปีเกิดไปคำนวณ

335
00:10:41,627 --> 00:10:44,008
มันจะต้องเป็นตัวเลข หรือวันที่

336
00:10:44,008 --> 00:10:45,550
หรือ

337
00:10:45,550 --> 00:10:49,130
อย่างไรนะคะ เราก็ต้องมาพิจารณาข้อมูลพวกนั้นด้วย

338
00:10:49,130 --> 00:10:50,992
อย่างเช่นวันเข้าทำงาน

339
00:10:50,992 --> 00:10:51,562

340
00:10:51,562 --> 00:10:53,302
วันแรกจนถึงปัจจุบัน

341
00:10:53,302 --> 00:10:55,543
เขาทำงานมาแล้วกี่ปี

342
00:10:55,543 --> 00:10:57,594
เราจะใช้วันที่ในการคำนวณ

343
00:10:57,594 --> 00:10:58,295
นะคะ

344
00:10:58,295 --> 00:10:58,746

345
00:10:58,746 --> 00:11:02,746
เราก็ต้องพิจารณาตัวนี้ด้วย ถ้าสมมติว่ากูได้ไปทำฐานข้อมูลด้วยตัวเอง

346
00:11:04,001 --> 00:11:04,451

347
00:11:04,451 --> 00:11:07,012
ข้อมูลที่เป็นข้อความหรือว่า Tex

348
00:11:07,012 --> 00:11:11,012
t นะคะ ก็จะเป็นข้อมูลที่เป็นตัวอักษรตัวเลข ตัวเลข ทำไมถึงบอกว่าเป็น Text

349
00:11:12,337 --> 00:11:16,337
ถ้าตัวเลขที่ไม่ได้ใช้ในการคำนวณ เช่น รหัสนักศึกษาพวกคุณ

350
00:11:17,411 --> 00:11:19,072
เราจะไม่เอามาบวกกัน

351
00:11:19,072 --> 00:11:19,522

352
00:11:19,522 --> 00:11:20,412

353
00:11:20,412 --> 00:11:23,934
มันมีผลในการคำนวณนะคะ มันเป็นตัวเลขบอกรหัสเฉย ๆ

354
00:11:23,934 --> 00:11:25,935
สัญลักษณ์ เครื่องหมาย

355
00:11:25,935 --> 00:11:26,187

356
00:11:26,187 --> 00:11:30,187
ก็บางคนอาจจะจำเป็นที่ต้องใส่สัญลักษณ์

357
00:11:30,287 --> 00:11:32,267
อย่างคำนำหน้าชื่อ

358
00:11:32,267 --> 00:11:32,658

359
00:11:32,658 --> 00:11:35,030
บางคนก็พิมพ์นางสาว

360
00:11:35,030 --> 00:11:37,020
บางคนพิมพ์

361
00:11:37,020 --> 00:11:37,401

362
00:11:37,401 --> 00:11:40,795
น.ส. มันก็จะมีสัญลักษณ์ มีเครื่องหมายมีตัวอักขระ

363
00:11:40,795 --> 00:11:42,855
นะคะ ที่ผสมกัน

364
00:11:42,855 --> 00:11:44,517
รวมถึงตัวเลข

365
00:11:44,517 --> 00:11:44,837

366
00:11:44,837 --> 00:11:47,528
ก็ตัวเลขนี่ ก็จะมีหลายประเภทเหมือนกัน

367
00:11:47,528 --> 00:11:47,911

368
00:11:47,911 --> 00:11:50,551
เป็นข้อมูลที่เป็นตัวเลขจะเป็นจำนวนเงิน

369
00:11:50,551 --> 00:11:51,251

370
00:11:51,251 --> 00:11:51,381

371
00:11:51,381 --> 00:11:52,851
การเก็บเงิน

372
00:11:52,851 --> 00:11:55,093
ก็มีให้เลือกหลายรูปแบบ

373
00:11:55,093 --> 00:11:58,305
นะคะ ถ้าเราเลือกข้อมูลเป็น B

374
00:11:58,305 --> 00:12:02,079
yte ข้อมูลที่เราเก็บได้จะมีแค่ 0-255 เท่านั้น

375
00:12:02,079 --> 00:12:06,079
แล้วก็เป็นจำนวนเต็ม ใส่เป็นทศนิยมไม่ได้

376
00:12:08,613 --> 00:12:06,664
นะ

377
00:12:05,668 --> 00:12:09,200
คะ ข้อมูลที่เป็น integer

378
00:12:09,200 --> 00:12:11,955
เป็นค่าตัวเลขระหว่าง - 3 หมื่น กว่า

379
00:12:11,955 --> 00:12:12,272

380
00:12:12,272 --> 00:12:13,042
ไปจนถึง

381
00:12:13,042 --> 00:12:16,183
32,000 จำนวนเต็มบวก

382
00:12:16,183 --> 00:12:19,765
เป็นเต็มบวกเต็มลบ ไม่มีจุดทศนิยม

383
00:12:19,765 --> 00:12:20,025

384
00:12:20,025 --> 00:12:20,406

385
00:12:20,406 --> 00:12:21,436

386
00:12:21,436 --> 00:12:24,128
ถ้าเป็น

387
00:12:24,128 --> 00:12:24,450

388
00:12:24,450 --> 00:12:26,691
long inteher เมื่อกี้จากหลักหมื่น

389
00:12:26,691 --> 00:12:29,131
มันจะกลายเป็นประมาณ 2000 ล้าน

390
00:12:29,131 --> 00:12:29,703

391
00:12:29,703 --> 00:12:33,703
เหมาะกับการใส่งบประมาณที่เยอะมาก ๆ

392
00:12:34,005 --> 00:12:35,537
หรือข้อมูล

393
00:12:35,537 --> 00:12:36,307

394
00:12:36,307 --> 00:12:36,756

395
00:12:36,756 --> 00:12:39,579
เงินใด ๆ ก็ตาม ที่เป็นตัวเลขที่

396
00:12:39,579 --> 00:12:41,381
มากกว่า

397
00:12:41,381 --> 00:12:43,812
ค่า integer ธรรมดาขึ้นไป

398
00:12:43,812 --> 00:12:44,453
นะคะ

399
00:12:44,453 --> 00:12:46,114
Single

400
00:12:46,114 --> 00:12:49,135
จะเป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยม

401
00:12:49,135 --> 00:12:50,285
นะคะ

402
00:12:50,285 --> 00:12:52,586
อาจจะมีค่าไปจนถึงติดลบ

403
00:12:52,586 --> 00:12:56,586
เป็นทั้งเพื่อนเป็นทั้ง ๆ ที่เป็นเต็มลบ กับเต็มบวก

404
00:13:01,438 --> 00:13:01,205
นะคะ

405
00:12:56,760 --> 00:12:57,532

406
00:12:57,532 --> 00:12:57,851

407
00:12:57,851 --> 00:12:58,492

408
00:12:58,492 --> 00:12:59,903

409
00:12:59,903 --> 00:13:00,413

410
00:13:00,413 --> 00:13:02,073
ต่อมา Double

411
00:13:02,073 --> 00:13:02,275

412
00:13:02,275 --> 00:13:02,394

413
00:13:02,394 --> 00:13:05,036
จะใช้กับตัวเลขที่เป็นจุดทศนิยม อย่างเช่น

414
00:13:05,036 --> 00:13:06,697
บางทีเราไปซื้อของ

415
00:13:06,697 --> 00:13:07,148

416
00:13:07,148 --> 00:13:10,599
เราจะถึงบ้านข้างบนเป็นจุดทศนิยมให้เราด้วย แสดงว่า

417
00:13:10,599 --> 00:13:10,923

418
00:13:10,923 --> 00:13:11,053

419
00:13:11,053 --> 00:13:15,053
การเขียนโปรแกรมในการเก็บข้อมูลของเขา เขาแสดงผลจนถึงทศนิยม

420
00:13:16,186 --> 00:13:18,556
1 ตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง 3 ตำแหน่ง

421
00:13:18,556 --> 00:13:19,647
ก็ว่ากันไป

422
00:13:19,647 --> 00:13:22,339
แต่ส่วนมากถ้าเป็นค่าเงินเราจะใช้แค่ 2 ตำแหน่ง

423
00:13:22,339 --> 00:13:22,659

424
00:13:22,659 --> 00:13:23,940
นะคะ

425
00:13:23,940 --> 00:13:24,129

426
00:13:24,129 --> 00:13:25,029
ต่อมา

427
00:13:25,029 --> 00:13:26,760
วันที่เวลา

428
00:13:26,760 --> 00:13:27,532

429
00:13:27,532 --> 00:13:30,734
ก็จะเป็นการระบุข้อมูลที่มีรูปแบบที่เป็นวันที่

430
00:13:30,734 --> 00:13:32,785
เป็น ค.ศ. พ.ศ. ก็

431
00:13:32,785 --> 00:13:34,707
แล้วแต่เราจะระบุก็ได้

432
00:13:34,707 --> 00:13:35,418

433
00:13:35,418 --> 00:13:35,669

434
00:13:35,669 --> 00:13:37,539
โดยที่มันจะอาจจะเป็น

435
00:13:37,539 --> 00:13:40,482
ระบบเต็ม ก็คือจะมีทั้งวันที่แล้วก็เวลา

436
00:13:40,482 --> 00:13:40,932

437
00:13:40,932 --> 00:13:42,533
แต่ส่วนมากเราจะใช้แบบ

438
00:13:42,533 --> 00:13:44,584
วันเดือนปีแค่นั้น

439
00:13:44,584 --> 00:13:46,385
นะคะ

440
00:13:46,385 --> 00:13:49,196
กับ Yes No questions

441
00:13:49,196 --> 00:13:50,025
นะคะ

442
00:13:50,025 --> 00:13:54,025
ใช่หรือไม่ มันจะเป็นคำถามคำตอบสำหรับข้อมูลที่เป็นตรรกะที่มีอยู่ 2

443
00:13:56,119 --> 00:13:56,249

444
00:13:56,249 --> 00:13:57,661
ค่า ก็คือจริงกับเท็จ

445
00:13:57,661 --> 00:13:57,850

446
00:13:57,850 --> 00:13:58,681

447
00:13:58,681 --> 00:13:59,072

448
00:13:59,072 --> 00:14:01,573
ตอนนี้คุณเป็นนักศึกษา

449
00:14:01,573 --> 00:14:03,046
จะถามว่าจริงหรือเท็จ

450
00:14:03,046 --> 00:14:03,436

451
00:14:03,436 --> 00:14:03,757

452
00:14:03,757 --> 00:14:05,798
ถ้าเป็นยังเป็นนักศึกษาอยู่ก็ตอบว่า Yes

453
00:14:05,798 --> 00:14:07,151

454
00:14:07,151 --> 00:14:09,401
ก็ืคอใช่ ถ้าเรียนจบแล้วกะจะบอกว่า No

455
00:14:09,401 --> 00:14:10,100
นะคะ

456
00:14:10,100 --> 00:14:11,191
กลับ

457
00:14:11,191 --> 00:14:12,661
OL

458
00:14:12,661 --> 00:14:12,922

459
00:14:12,922 --> 00:14:13,113

460
00:14:13,113 --> 00:14:17,016
E Object นะคะ เพื่อเป็นข้อมูลที่เอาไว้ในการแนบรูปภาพ

461
00:14:17,016 --> 00:14:21,016
นะคะ ฐานข้อมูลบางอย่างเขาให้เอาแนบรูปภาพด้วย เช่น บางทีเราสมัคร

462
00:14:22,281 --> 00:14:23,812
อาจจะเป็นสมาชิก

463
00:14:23,812 --> 00:14:26,452
สมัครเรียนหนังสือ

464
00:14:26,452 --> 00:14:27,852
สมัครสอบ

465
00:14:27,852 --> 00:14:31,255
เขาก็จะให้มันแนบรูปภาพแนบใบเสร็จ

466
00:14:31,255 --> 00:14:31,507

467
00:14:31,507 --> 00:14:35,507
ถ้าเป็นระบบขายของได้แบบเบ็ดเสร็จโอนเงินเป็นรูปภาพมาด้วย

468
00:14:35,870 --> 00:14:36,131

469
00:14:36,131 --> 00:14:37,020
นะคะ

470
00:14:37,020 --> 00:14:38,112

471
00:14:38,112 --> 00:14:42,112
ส่วนที่ 3 จะเป็นส่วนของการกำหนดค่า เหมือนที่อาจารย์ให้ดูเมื่อกี้นี้ ในภาพนะคะ

472
00:14:43,695 --> 00:14:44,267

473
00:14:44,267 --> 00:14:48,106
ก็จะเป็นการบอกขนาดของข้อมูลที่จะเก็บเรากำหนดได้เลย

474
00:14:48,106 --> 00:14:48,747
นะคะ

475
00:14:48,747 --> 00:14:49,007

476
00:14:49,007 --> 00:14:50,360
แล้วก็

477
00:14:50,360 --> 00:14:53,051
รูปแบบของการแสดงผลข้อมูลจะเป็นอย่าง

478
00:14:53,051 --> 00:14:53,182

479
00:14:53,182 --> 00:14:53,564

480
00:14:53,564 --> 00:14:56,194
ไร การป้อนข้อมูลจะเป็นลักษณะไหน

481
00:14:56,194 --> 00:14:57,727
เราสามารถกำหนดได้

482
00:14:57,727 --> 00:14:57,857

483
00:14:57,857 --> 00:15:01,857
นะคะ กำหนดคำอธิบายข้อมูล เช่น ก่อนที่เราจะกรอกข้อมูลไป

484
00:15:03,049 --> 00:15:05,871
นี่ ในระบบบางอัน ถ้าเราเอาเมาส์ไปชี้

485
00:15:05,871 --> 00:15:06,321

486
00:15:06,321 --> 00:15:10,321
เขาก็จะมีคำอธิบายว่าในช่องนี้ให้กรอกข้อมูลแบบไหน

487
00:15:10,683 --> 00:15:10,873

488
00:15:10,873 --> 00:15:11,765

489
00:15:11,765 --> 00:15:15,765
ถ้าเราบอกว่าให้กรอกรหัสบัตรประชาชน พอเอาเมาส์ไปชี้ปุ๊บ เขาบอกว่า

490
00:15:16,515 --> 00:15:18,498
ให้กรอกเลขจำนวน 13 หลัก

491
00:15:18,498 --> 00:15:18,887

492
00:15:18,887 --> 00:15:20,038

493
00:15:20,038 --> 00:15:20,930
เป็นต้น

494
00:15:20,930 --> 00:15:21,059

495
00:15:21,059 --> 00:15:22,410
นะคะ

496
00:15:22,410 --> 00:15:25,814
กับอาจจะมีการกำหนดค่าเริ่มต้น เช่น

497
00:15:25,814 --> 00:15:26,323

498
00:15:26,323 --> 00:15:30,323
เขาถามวันเกิด ส่วนมากวันเกิดค่าเริ่มต้นของเขาคือจะเป็นวันที่ 1 มกราคม

499
00:15:31,646 --> 00:15:33,948
ปี 2000 อะไรก็ว่าไป

500
00:15:33,948 --> 00:15:34,138

501
00:15:34,138 --> 00:15:34,338

502
00:15:34,338 --> 00:15:38,338
นะคะ ก็จะเป็นค่าเริ่มต้นถ้าคุณ ไม่ได้เกิดวันนั้นคุณก็เปลี่ยนค่าอื่น

503
00:15:38,881 --> 00:15:39,461

504
00:15:39,461 --> 00:15:41,002
หรืออาจจะเป็นเงินบริจาค

505
00:15:41,002 --> 00:15:42,092

506
00:15:42,092 --> 00:15:42,793

507
00:15:42,793 --> 00:15:43,305

508
00:15:43,305 --> 00:15:45,548
ค่าเริ่มต้นจากเป็น 10 บาท

509
00:15:45,548 --> 00:15:46,126

510
00:15:46,126 --> 00:15:47,987
คุณจะไปเปลี่ยนค่าก็ได้

511
00:15:47,987 --> 00:15:48,250

512
00:15:48,250 --> 00:15:49,079
นะคะ

513
00:15:49,079 --> 00:15:49,590

514
00:15:49,590 --> 00:15:50,436
ก

515
00:15:50,436 --> 00:15:52,603
ับการกำหนดเงื่อนไขของ

516
00:15:52,603 --> 00:15:52,993

517
00:15:52,993 --> 00:15:53,752
ค่านะคะ

518
00:15:53,752 --> 00:15:55,813
เช่น เงินเดือน

519
00:15:55,813 --> 00:15:56,004

520
00:15:56,004 --> 00:15:58,115
จะต้องเป็นบวกเสมอ

521
00:15:58,115 --> 00:15:58,956
บอกว่า

522
00:15:58,956 --> 00:15:59,076

523
00:15:59,076 --> 00:16:01,837
เขาถามเงินเดือนเท่าไร คุณจะบอกว่าติดลบ 5,000

524
00:16:01,837 --> 00:16:02,478

525
00:16:02,478 --> 00:16:06,000
คุณยังไม่ได้ทำงานแล้วเป็นหนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่ใช่

526
00:16:06,000 --> 00:16:06,259

527
00:16:06,259 --> 00:16:07,160
นะคะ

528
00:16:07,160 --> 00:16:11,160
ก็ต้องฆ่าบังคับจะต้องเป็นบวกเสมอเช่นอายุ

529
00:16:11,832 --> 00:16:14,652
ต้องเป็นจำนวนเต็มบวกเต็มลบไม่ได้

530
00:16:14,652 --> 00:16:14,973

531
00:16:14,973 --> 00:16:15,684
นะคะ

532
00:16:15,684 --> 00:16:16,195

533
00:16:16,195 --> 00:16:16,644

534
00:16:16,644 --> 00:16:20,644
กับตั้งตรวจข้อความที่แสดงหากใส่ข้อมูลไม่ตรงตามเงื่อนไข

535
00:16:20,939 --> 00:16:22,289
เช่น

536
00:16:22,289 --> 00:16:24,209
อายุเป็น -20

537
00:16:24,209 --> 00:16:25,231

538
00:16:25,231 --> 00:16:25,681

539
00:16:25,681 --> 00:16:26,890

540
00:16:26,890 --> 00:16:28,951
มันก็จะมีคำสั่งแจ้งเตือนขึ้นมาว่า

541
00:16:28,951 --> 00:16:32,153
ให้ใส่ข้อมูลที่เป็นค่าบวกเท่านั้น

542
00:16:32,153 --> 00:16:32,855
นะคะ

543
00:16:32,855 --> 00:16:33,245

544
00:16:33,245 --> 00:16:37,245
ก็จะเป็นแบบนี้ เราสามารถกำหนดได้ รวมถึงข้อมูลที่

545
00:16:39,336 --> 00:16:42,337
จำเป็นต้องตอบ จะเว้นว่างไม่ได้

546
00:16:42,337 --> 00:16:42,468

547
00:16:42,468 --> 00:16:42,788

548
00:16:42,788 --> 00:16:46,788
เช็กเลขบัตรประชาชนคุณ จะบอกว่าคุณไม่มีเลขบัตรประชาชนเป็นไปไม่ได้

549
00:16:47,338 --> 00:16:47,860

550
00:16:47,860 --> 00:16:50,159
เพราะฉะนั้น ต้องกรอกทุกครั้ง

551
00:16:50,159 --> 00:16:53,559
หรืออาจจะเป็นแบบฟอร์มให้สมัครใด ๆ ก็ตาม

552
00:16:53,559 --> 00:16:53,940

553
00:16:53,940 --> 00:16:57,940
ไอ้เลขบัตรประชาชนนีี่ จะเป็นข้อมูลที่จำเป็นจะต้องออกเสมอ

554
00:16:58,173 --> 00:16:59,004

555
00:16:59,004 --> 00:17:00,285
ปล่อยวางไม่ได้

556
00:17:00,285 --> 00:17:00,737

557
00:17:00,737 --> 00:17:00,927

558
00:17:00,927 --> 00:17:01,638

559
00:17:01,638 --> 00:17:02,278

560
00:17:02,278 --> 00:17:05,028
การกำหนดค่าคีย์หลัก

561
00:17:05,028 --> 00:17:05,799

562
00:17:05,799 --> 00:17:06,249

563
00:17:06,249 --> 00:17:10,249
นะคะ ก็ทำได้ง่ายมาก ถ้าในโปรแกรม ก็คือคุณจะเลือกค่าไหน

564
00:17:10,993 --> 00:17:12,153
ให้เป็นคีย์หลัก

565
00:17:12,153 --> 00:17:14,194

566
00:17:14,194 --> 00:17:16,826
คลิกที่คอลัมน์นั้น ๆ  หรือฟิลด์นั้น ๆ แล้วก็กด

567
00:17:16,826 --> 00:17:18,175
ลูกกุญแจ

568
00:17:18,175 --> 00:17:18,435

569
00:17:18,435 --> 00:17:18,626

570
00:17:18,626 --> 00:17:20,867
กุญแจจะหมายถึง

571
00:17:20,867 --> 00:17:23,559
คีย์หลัก Primary Key นี่แหละนะคะ

572
00:17:23,559 --> 00:17:25,348
เลือกแล้วก็กด

573
00:17:25,348 --> 00:17:26,438
มันก็จะ

574
00:17:26,438 --> 00:17:28,560
เป็นการแจ้ง

575
00:17:28,560 --> 00:17:29,842
ในระบบเลยว่า

576
00:17:29,842 --> 00:17:30,092

577
00:17:30,092 --> 00:17:31,312
ไอ้ค่า

578
00:17:31,312 --> 00:17:33,294
นี้ คือค่า

579
00:17:33,294 --> 00:17:35,285
คีย์หลักของตารางนี้

580
00:17:35,285 --> 00:17:35,924

581
00:17:35,924 --> 00:17:37,016

582
00:17:37,016 --> 00:17:37,527

583
00:17:37,527 --> 00:17:39,127
กับความสัมพันธ์

584
00:17:39,127 --> 00:17:43,050
มันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป

585
00:17:43,050 --> 00:17:43,170

586
00:17:43,170 --> 00:17:43,561

587
00:17:43,561 --> 00:17:47,561
โดยที่เราจะมีการพิจารณาเรื่องคีย์นอกของแต่ละตาราง

588
00:17:47,591 --> 00:17:50,672
ที่มันจะอ้างถึงคีย์หลักของอีกตารางหนึ่

589
00:17:50,672 --> 00:17:50,803

590
00:17:50,803 --> 00:17:50,994

591
00:17:50,994 --> 00:17:52,464
งนะคะ

592
00:17:52,464 --> 00:17:55,095
ก็อันนี้ก็เดี๋ยวเราจะลองทำในโปรแกรม

593
00:17:55,095 --> 00:17:56,696
ว่ามันจะอ้างอิงกัน

594
00:17:56,696 --> 00:17:56,947

595
00:17:56,947 --> 00:17:57,719

596
00:17:57,719 --> 00:18:01,719
อย่างไร ในตัวโปรแกรมนี่ มันก็จะง่ายมากค่ะ มันก็จะมีตัวให้เรากดได้เลย

597
00:18:02,402 --> 00:18:04,192

598
00:18:04,192 --> 00:18:06,185

599
00:18:06,185 --> 00:18:09,067
เป็นโปรแกรมค่อนข้างสำเร็จรูปเลยนะคะ

600
00:18:09,067 --> 00:18:09,836

601
00:18:09,836 --> 00:18:09,967

602
00:18:09,967 --> 00:18:10,348

603
00:18:10,348 --> 00:18:11,248
ว่าเราจะ

604
00:18:11,248 --> 00:18:14,579
ตั้งคีย์หลักอย่างไร อันไหนจะเป็นความสัมพันธ์

605
00:18:14,579 --> 00:18:15,418
นะคะ

606
00:18:15,418 --> 00:18:15,739

607
00:18:15,739 --> 00:18:18,812
ก่อนที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ เราต้องดูแลว่า

608
00:18:18,812 --> 00:18:20,036
ตารางที่เราสร้าง

609
00:18:20,036 --> 00:18:20,223

610
00:18:20,223 --> 00:18:21,954
นี่ มันสำคัญเป็นอย่างไร เพราะว่า

611
00:18:21,954 --> 00:18:24,587
เราเคยแล้วก็คือ

612
00:18:24,587 --> 00:18:27,077
เหวาด ER Diagram เหมือนตัวอย่างที่ใช้ทำร้านหนังสือ

613
00:18:27,077 --> 00:18:27,399

614
00:18:27,399 --> 00:18:27,919

615
00:18:27,919 --> 00:18:30,989
ว่าผู้แต่งหนังสือกับหนังสือ

616
00:18:30,989 --> 00:18:33,300
เขาควรจะมีความสัมพันธ์เป็น

617
00:18:33,300 --> 00:18:33,941

618
00:18:33,941 --> 00:18:34,071

619
00:18:34,071 --> 00:18:35,282

620
00:18:35,282 --> 00:18:35,672

621
00:18:35,672 --> 00:18:36,952
อย่างไร อย่างเช่นตัวอย่าง

622
00:18:36,952 --> 00:18:40,164
ถ้าเราสั่งของสำคัญได้แล้วมันจะเป็นแบบนี้ค่ะ

623
00:18:40,164 --> 00:18:43,937
มันจะมีการโยงเส้นของ 2 ตาราง

624
00:18:43,937 --> 00:18:45,217
ให้ดูเลยว่า

625
00:18:45,217 --> 00:18:46,245
ตาราง

626
00:18:46,245 --> 00:18:49,067
นี้กับตารางนี้

627
00:18:49,067 --> 00:18:51,248
เขามีความสัมพันธ์กัน

628
00:18:51,248 --> 00:18:51,888

629
00:18:51,888 --> 00:18:54,059
อย่างตารางนี้ค่ะ

630
00:18:54,059 --> 00:18:57,011
2 ตารางนี้ มีความสำคัญแบบ

631
00:18:57,011 --> 00:18:58,683
1

632
00:18:58,683 --> 00:18:59,893
กับมากกว่า 1

633
00:18:59,893 --> 00:19:00,664

634
00:19:00,664 --> 00:19:04,664
อย่างที่อาจารย์เคยบอกว่าในแต่ละโปรแกรมหรือในแต่ละหนังสือ

635
00:19:05,798 --> 00:19:08,228
สัญลักษณ์เครื่องหมาย

636
00:19:08,228 --> 00:19:10,791
ค่าจะไม่ใช้ตัวเองเหมือนที่อาจารย์สอน

637
00:19:10,791 --> 00:19:12,390

638
00:19:12,390 --> 00:19:13,942
มันเป็นความหมายเดียวกัน

639
00:19:13,942 --> 00:19:15,542
คือวัน One to Many

640
00:19:15,542 --> 00:19:16,373

641
00:19:16,373 --> 00:19:17,393
1

642
00:19:17,393 --> 00:19:19,954
มีความสำคัญมากกว่าหนึ่งกับอะไร

643
00:19:19,954 --> 00:19:20,666

644
00:19:20,666 --> 00:19:21,306
นะคะ

645
00:19:21,306 --> 00:19:22,657
เพราะฉะนั้น เรา

646
00:19:22,657 --> 00:19:22,847

647
00:19:22,847 --> 00:19:24,128

648
00:19:24,128 --> 00:19:26,430
อ่านหนังสือบางเล่มก็จะเขียนแบบนี้

649
00:19:26,430 --> 00:19:27,779
นะคะ

650
00:19:27,779 --> 00:19:31,779
ให้เราเข้าใจว่ามันมีความหมายเดียวกันแต่แค่มันต่างกันที่สัญลักษณ์เฉย ๆ

651
00:19:31,880 --> 00:19:32,201

652
00:19:32,201 --> 00:19:34,192
ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง

653
00:19:34,192 --> 00:19:34,703

654
00:19:34,703 --> 00:19:34,952

655
00:19:34,952 --> 00:19:36,684
นะคะ 1 ต่อ 1

656
00:19:36,684 --> 00:19:36,875

657
00:19:36,875 --> 00:19:40,875
บางรูปแบบมันจะไม่เขียนกำหนดไว้เลย เพราะให้รู้ด้วยตัวเองว่ามันเป็นความสัมพันธ์แบบไหน

658
00:19:43,800 --> 00:19:45,210
นะคะ

659
00:19:45,210 --> 00:19:47,403
One to One One to Ma

660
00:19:47,403 --> 00:19:48,423

661
00:19:48,423 --> 00:19:48,805

662
00:19:48,805 --> 00:19:49,324

663
00:19:49,324 --> 00:19:52,005
ny นะคะ ข้อพิจารณาในการสร้าง

664
00:19:52,005 --> 00:19:53,937
ฐานข้อมูล

665
00:19:53,937 --> 00:19:54,328

666
00:19:54,328 --> 00:19:57,269
เราต้องรู้ว่าเราจะสร้างฐานข้อมูล

667
00:19:57,269 --> 00:19:58,611
เพื่อมาทำงาน

668
00:19:58,611 --> 00:20:00,471
เกี่ยวกับระบบอะไร

669
00:20:00,471 --> 00:20:00,851

670
00:20:00,851 --> 00:20:04,851
นะคะ เหมือนในตัวอย่าง ก็คือร้านเช่าหนังสือ ร้านขายหนังสือ

671
00:20:04,965 --> 00:20:05,736

672
00:20:05,736 --> 00:20:08,356
ในร้านขายหนังสือต้องมีตารางอะไรบ้าง

673
00:20:08,356 --> 00:20:08,737

674
00:20:08,737 --> 00:20:12,737
มันอาจจะไม่มีแค่ 3 ตัวอย่าง 3 ตารางเทียบตัวอย่างมันมากกว่านั้น

675
00:20:14,130 --> 00:20:14,262

676
00:20:14,262 --> 00:20:14,451

677
00:20:14,451 --> 00:20:17,846
คุณจะเช่า หรือคุณจะขาย หรือคุณจะมีระบบสมาชิกไหม

678
00:20:17,846 --> 00:20:18,365

679
00:20:18,365 --> 00:20:19,137
นะคะ

680
00:20:19,137 --> 00:20:19,328

681
00:20:19,328 --> 00:20:19,707

682
00:20:19,707 --> 00:20:19,908

683
00:20:19,908 --> 00:20:23,908
รวมถึงรายละเอียดในตาราง ข้อมูลจะต้องเก็บอะไรบ้าง

684
00:20:26,555 --> 00:20:30,555
เครื่องไหน

685
00:20:30,493 --> 00:20:27,781
จะพัง

686
00:20:25,473 --> 00:20:26,384

687
00:20:26,384 --> 00:20:26,638

688
00:20:26,638 --> 00:20:27,156

689
00:20:27,156 --> 00:20:27,405

690
00:20:27,405 --> 00:20:27,726

691
00:20:27,726 --> 00:20:29,968
ไฟตกหรือ

692
00:20:29,968 --> 00:20:30,998

693
00:20:30,998 --> 00:20:31,704

694
00:20:31,704 --> 00:20:32,720

695
00:20:32,720 --> 00:20:33,360

696
00:20:33,360 --> 00:20:36,762
ต่อไป ก็ต้องดูว่าในตาราง

697
00:20:36,762 --> 00:20:37,152

698
00:20:37,152 --> 00:20:38,814
อะไรคือคีย์หลัก

699
00:20:38,814 --> 00:20:42,814
ก็คือค่าที่ห้ามซ้ำกันนั่นเอง ในสิ่งที่เราทำได้

700
00:20:42,987 --> 00:20:45,868
นะ ความสัมพันธ์ของตารางข้อมูลความสัมพันธ์แบบไหน

701
00:20:45,868 --> 00:20:47,018
นะคะ

702
00:20:47,018 --> 00:20:47,408

703
00:20:47,408 --> 00:20:51,191
มีค่าที่ต้องมาประมวลผล มีการคำนวณไหม

704
00:20:51,191 --> 00:20:52,212

705
00:20:52,212 --> 00:20:52,472

706
00:20:52,472 --> 00:20:54,075
เช่น

707
00:20:54,075 --> 00:20:55,994
อายุสมาชิก

708
00:20:55,994 --> 00:20:56,376

709
00:20:56,376 --> 00:20:58,746
หรือวันเข้าทำงาน

710
00:20:58,746 --> 00:20:59,008

711
00:20:59,008 --> 00:21:02,222
ทำงานมาแล้วกี่ปี เพื่อพิจารณาเงินเดือน อะไรก็ว่าไป

712
00:21:02,222 --> 00:21:02,341

713
00:21:02,341 --> 00:21:03,621

714
00:21:03,621 --> 00:21:07,621
การจัดการแสดงผลออกทางหน้าจอเป็นอย่างไร สามารถพรินต์ออกมาเป็นรายงานได้ไหม

715
00:21:08,822 --> 00:21:09,522

716
00:21:09,522 --> 00:21:11,445
ข้อมูลเบื้องต้น

717
00:21:11,445 --> 00:21:13,747
ที่จะใส่ ใส่แล้วเป็น

718
00:21:13,747 --> 00:21:16,189
อย่างไร เอาไปใช้กับระบบงานอะไร

719
00:21:16,189 --> 00:21:17,989
เอาไปผนวกกับแล้ว

720
00:21:17,989 --> 00:21:18,240

721
00:21:18,240 --> 00:21:18,630

722
00:21:18,630 --> 00:21:19,201

723
00:21:19,201 --> 00:21:20,613
มีปัญหาไหม

724
00:21:20,613 --> 00:21:21,512
นะคะ

725
00:21:21,512 --> 00:21:25,512
นี่คือข้อพิจารณาในการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมาซักระบบหนึ่งค่ะ ระบบเล็ก ๆ

726
00:21:26,704 --> 00:21:29,005
ต้องพิจารณาตามนี้เช่นเดียวกัน

727
00:21:29,005 --> 00:21:29,584
นะคะ

728
00:21:29,584 --> 00:21:29,836

729
00:21:29,836 --> 00:21:30,608

730
00:21:30,608 --> 00:21:31,508

731
00:21:31,508 --> 00:21:33,759
กับก่อนที่เราจะเรียน

732
00:21:33,759 --> 00:21:37,601
ในโปรแกรม เราต้องมารู้จักคำสั่งที่เราจะ

733
00:21:37,601 --> 00:21:40,032
สั่งให้ฐานข้อมูลมาทำงานก่อน

734
00:21:40,032 --> 00:21:40,934

735
00:21:40,934 --> 00:21:44,934
นะคะ ภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลอย่างที่บอกค่ะ เป็นภาษา SQL

736
00:21:45,675 --> 00:21:49,456
ตัวนี้

737
00:21:49,456 --> 00:21:50,096

738
00:21:50,096 --> 00:21:50,928

739
00:21:50,928 --> 00:21:51,639

740
00:21:51,639 --> 00:21:52,280

741
00:21:52,280 --> 00:21:55,989
การเรียนภาษาอังกฤษ SQL นะคะ มันก็เป็นเรียนรู้คำสั่ง

742
00:21:55,989 --> 00:21:59,773
พื้นฐานสำหรับสร้างโครงสร้างของฐานข้อมูล

743
00:21:59,773 --> 00:22:01,693
คำสั่งในการเรียกดูข้อมูล

744
00:22:01,693 --> 00:22:05,693
คำสั่งสำหรับการปรับปรุงข้อมูลเพิ่มลบแก้ไข

745
00:22:05,734 --> 00:22:07,016

746
00:22:07,016 --> 00:22:07,785
นักศึกษาต้องทราบนะคะ

747
00:22:07,785 --> 00:22:08,747

748
00:22:08,747 --> 00:22:12,747
ซึ่งภาษา SQL นี่ เป็นภาษาทางด้านฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

749
00:22:14,140 --> 00:22:14,581

750
00:22:14,581 --> 00:22:15,423

751
00:22:15,423 --> 00:22:15,613

752
00:22:15,613 --> 00:22:15,803

753
00:22:15,803 --> 00:22:19,776
เป็นชุดคำสั่งที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลแล้วก็ข้อมูลในฐานข้อมูล

754
00:22:19,776 --> 00:22:20,547

755
00:22:20,547 --> 00:22:22,467

756
00:22:22,467 --> 00:22:23,309

757
00:22:23,309 --> 00:22:23,499

758
00:22:23,499 --> 00:22:27,499
กลุ่มคำสั่งของภาษา SQL จะมี 3 กลุ่มคำสั่ง

759
00:22:27,984 --> 00:22:28,234

760
00:22:28,234 --> 00:22:28,555

761
00:22:28,555 --> 00:22:32,555
คำสั่งแรก ก็คือคำสั่งที่ใช้สำหรับการสร้างฐานข้อมูล

762
00:22:32,858 --> 00:22:34,968
โครงสร้างฐานข้อมูลด้วย

763
00:22:34,968 --> 00:22:36,000
นะคะ

764
00:22:36,000 --> 00:22:37,599
โครงสร้างของตาราง

765
00:22:37,599 --> 00:22:37,920

766
00:22:37,920 --> 00:22:40,481
กลุ่มที่ 2 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับ

767
00:22:40,481 --> 00:22:41,383
เพิ่ม ลบ

768
00:22:41,383 --> 00:22:44,205
เปลี่ยนแปลงข้อมูล ก็คือเป็นการปรับปรุงข้อมูลนั่นเอง

769
00:22:44,205 --> 00:22:44,585

770
00:22:44,585 --> 00:22:45,416

771
00:22:45,416 --> 00:22:48,048
ส่วนกลุ่มที่ 3 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับ

772
00:22:48,048 --> 00:22:49,080
สร้าง

773
00:22:49,080 --> 00:22:51,191
แล้วก็กำหนดโครงสร้างจากตาราง

774
00:22:51,191 --> 00:22:51,380

775
00:22:51,380 --> 00:22:53,812
อันนี้ก็จะเป็นภาษาที่

776
00:22:53,812 --> 00:22:55,493
ไม่ได้แค่สำหรับ

777
00:22:55,493 --> 00:22:58,055
นิยามข้อมูล เป็นการสร้างด้วย

778
00:22:58,055 --> 00:22:59,265
นะคะ

779
00:22:59,265 --> 00:22:59,455

780
00:22:59,455 --> 00:22:59,716

781
00:22:59,716 --> 00:23:00,806

782
00:23:00,806 --> 00:23:02,927
อย่างในสไลด์อาจารย์วันนี้

783
00:23:02,927 --> 00:23:05,038
นี่ ถ้าเราเห็น

784
00:23:05,038 --> 00:23:09,038
ทรงกระบอกแบบนี้นี่ ถ้าในหนังสือหรือว่าในทาง

785
00:23:09,648 --> 00:23:11,059
เชิงสากล

786
00:23:11,059 --> 00:23:11,580

787
00:23:11,580 --> 00:23:15,541
นี่ เขาจะรับรู้ได้เลยว่าถ้าเราใส่รูปทรงกระบอกแบบนี้

788
00:23:15,541 --> 00:23:17,982
สัญลักษณ์ใดที่เป็นโครงสร้างทาง

789
00:23:17,982 --> 00:23:19,144
คอมพิวเตอร์

790
00:23:19,144 --> 00:23:20,804
นี่ เขาจะรู้เลยว่านี่คือ

791
00:23:20,804 --> 00:23:21,954
ฐานข้อมูล

792
00:23:21,954 --> 00:23:22,216

793
00:23:22,216 --> 00:23:22,917
นะคะ

794
00:23:22,917 --> 00:23:23,107

795
00:23:23,107 --> 00:23:24,387
ส่วน

796
00:23:24,387 --> 00:23:28,387
ผลลัพธ์ถ้าเป็นรูปภาพแบบนี้ก็แสดงว่าเป็นการแสดงผลรายงาน

797
00:23:29,838 --> 00:23:30,609
นะคะ

798
00:23:30,609 --> 00:23:33,551
อันนี้ก็เวลาคุณไปอ่านหนังสือดูหนังสือเล่มอื่น

799
00:23:33,551 --> 00:23:35,032
แล้วเขาเขียนแบบนี้

800
00:23:35,032 --> 00:23:36,574
นี่ ให้เข้าใจว่า

801
00:23:36,574 --> 00:23:39,715
ก่อนที่จะออกจากฐานข้อมูลใช้คำสั่ง

802
00:23:39,715 --> 00:23:43,715
เรียกดูรายงานออกมาคนละคนรายงานเป็นอย่างไรนะคะ

803
00:23:43,879 --> 00:23:44,329

804
00:23:44,329 --> 00:23:44,909

805
00:23:44,909 --> 00:23:46,003

806
00:23:46,003 --> 00:23:50,003
อันนี้เป็นโครงสร้างคำสั่งภาษา SQL สำหรับการสืบค้น

807
00:23:50,923 --> 00:23:51,513
นะคะ

808
00:23:51,513 --> 00:23:51,704

809
00:23:51,704 --> 00:23:55,166
คำสั่งที่ใช้ในการสืบค้น คำสั่งที่

810
00:23:55,166 --> 00:23:57,209
ใช้บ่อยที่สุดก็คือคำสั่ง

811
00:23:57,209 --> 00:23:58,050

812
00:23:58,050 --> 00:23:58,880

813
00:23:58,880 --> 00:24:00,680
select

814
00:24:00,680 --> 00:24:01,191

815
00:24:01,191 --> 00:24:04,774
s-e-l-e-c-t นักศึกษามงคลเวลาพิมพ์

816
00:24:04,774 --> 00:24:06,764
ทำไมคนรับไม่ได้เหมือนเพื่อน

817
00:24:06,764 --> 00:24:08,175
มันพิมพ์ผิด

818
00:24:08,175 --> 00:24:08,434

819
00:24:08,434 --> 00:24:08,694

820
00:24:08,694 --> 00:24:08,945

821
00:24:08,945 --> 00:24:11,055
บางครั้งก็

822
00:24:11,055 --> 00:24:11,377

823
00:24:11,377 --> 00:24:13,237
ตกใจไม่ต้องตกใจ

824
00:24:13,237 --> 00:24:14,069

825
00:24:14,069 --> 00:24:14,968

826
00:24:14,968 --> 00:24:18,968
ผลลัพธ์ไม่ออกมาเรามานั่งไล่ดูก่อนว่าเราพิมพ์อะไรผิดไปหรือเปล่า

827
00:24:19,259 --> 00:24:23,259
ลืมสัญลักษณ์อะไรไหม ตกทำอะไรหรือเปล่า

828
00:24:23,741 --> 00:24:23,940

829
00:24:23,940 --> 00:24:24,782
นะคะ

830
00:24:24,782 --> 00:24:24,902

831
00:24:24,902 --> 00:24:26,382
ก็เช็กด้วย

832
00:24:26,382 --> 00:24:26,703

833
00:24:26,703 --> 00:24:27,023

834
00:24:27,023 --> 00:24:30,285
คำสั่งพื้นฐานจะขึ้นต้นด้วย Select

835
00:24:30,285 --> 00:24:31,626
ตามมา

836
00:24:31,626 --> 00:24:31,827

837
00:24:31,827 --> 00:24:32,466

838
00:24:32,466 --> 00:24:32,667

839
00:24:32,667 --> 00:24:36,250
ด้วย FROM SELECT ก็คือเราจะเลือกว่าเราจะแสดงผลข้อมูลอะไร

840
00:24:36,250 --> 00:24:36,953

841
00:24:36,953 --> 00:24:38,622
อย่างที่บอกนะคะ ต้อง

842
00:24:38,622 --> 00:24:40,874
พยายามภาษาอังกฤษนิ

843
00:24:40,874 --> 00:24:41,835
ดหนึ่ง เขาว่า

844
00:24:41,835 --> 00:24:42,986
มันจำเป็น

845
00:24:42,986 --> 00:24:43,117

846
00:24:43,117 --> 00:24:47,117
นะคะ ก็คือเราจะเลือกข้อมูลจากตารางไหน

847
00:24:47,401 --> 00:24:48,042

848
00:24:48,042 --> 00:24:52,042
นะคะ หมายถึงว่ามีเงื่อนไขในการค้นหาว่าอย่างไรบ้าง

849
00:24:54,262 --> 00:24:54,712

850
00:24:54,712 --> 00:24:56,373
GROUP BY

851
00:24:56,373 --> 00:24:57,532
ข้อมูลจะถูก

852
00:24:57,532 --> 00:24:57,794

853
00:24:57,794 --> 00:25:00,736
รวมเป็นข้อมูลเดียวกันหรือไม

854
00:25:00,736 --> 00:25:01,507

855
00:25:01,507 --> 00:25:05,420
่ มีเงื่อนไขอะไรอีกไหมรวมถึงการจัดเรียง

856
00:25:05,420 --> 00:25:08,942
อย่างไรนะคะ เดี๋ยวจะมีตัวอย่างคำสั่งให้ดู

857
00:25:08,942 --> 00:25:10,802
ทีนี้ดูตัวอย่างคำสั่งไปก่อน

858
00:25:10,802 --> 00:25:11,574

859
00:25:11,574 --> 00:25:12,084

860
00:25:12,084 --> 00:25:15,484
อันนี้เป็นตัวอย่างคำของข้อมูล

861
00:25:15,484 --> 00:25:16,255
นะคะ

862
00:25:16,255 --> 00:25:18,747
สไลด์หลังจากนี้ไปเราจะดู

863
00:25:18,747 --> 00:25:20,477
คล้าย ๆ แบบนี้เหมือนกัน

864
00:25:20,477 --> 00:25:22,409
มีตารางอยู่ 2 ตาราง

865
00:25:22,409 --> 00:25:23,240
นะคะ

866
00:25:23,240 --> 00:25:26,384
ตารางแรกเป็นตารางหนังสือ

867
00:25:26,384 --> 00:25:28,813
ตารางที่ส่งจะเป็นตารางสำนักพิมพ์

868
00:25:28,813 --> 00:25:29,453

869
00:25:29,453 --> 00:25:30,224
นะคะ

870
00:25:30,224 --> 00:25:34,224
ตารางแรกก็จะมีรหัสหนังสือ ชื่อหนังสือ

871
00:25:34,457 --> 00:25:36,248
รหัสสำนักพิมพ์

872
00:25:36,248 --> 00:25:37,269
ราคา

873
00:25:37,269 --> 00:25:37,469

874
00:25:37,469 --> 00:25:37,849

875
00:25:37,849 --> 00:25:39,139
นะคะ

876
00:25:39,139 --> 00:25:43,139
ตารางที่ 2 จะเป็นตารางสำนักพิมพ์ มีรหัสสำนักพิมพ์ แล้วก็ชื่อสำนักพิมพ์

877
00:25:44,515 --> 00:25:45,094
นะคะ

878
00:25:45,094 --> 00:25:48,237
คำสั่งจะแสดงผลมุมบนขวาตรงนี้

879
00:25:48,237 --> 00:25:52,237
ส่วนผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งภาษา SQL จะอยู่ในด้านล่าง

880
00:25:52,661 --> 00:25:54,202
นะคะ

881
00:25:54,202 --> 00:25:55,361
ตัวอย่าง

882
00:25:55,361 --> 00:25:55,933

883
00:25:55,933 --> 00:25:56,514

884
00:25:56,514 --> 00:25:56,703

885
00:25:56,703 --> 00:25:59,775
คำสั่งในการสืบค้นข้อมูล 1 ตาราง

886
00:25:59,775 --> 00:26:02,988
คำสั่งที่ง่ายที่สุด ก็คือ

887
00:26:02,988 --> 00:26:03,757

888
00:26:03,757 --> 00:26:04,458

889
00:26:04,458 --> 00:26:07,470
SELECT FROM นะคะ เวลาอ่านคำสั่งเราจะดู

890
00:26:07,470 --> 00:26:08,241

891
00:26:08,241 --> 00:26:10,162
พรุ่งนี้นะคะ

892
00:26:10,162 --> 00:26:10,864

893
00:26:10,864 --> 00:26:13,376
ดูตรงนี้ ขึ้นต้นคำสั่งว่าอะไรอยู่ตรงนี้

894
00:26:13,376 --> 00:26:15,037

895
00:26:15,037 --> 00:26:15,548

896
00:26:15,548 --> 00:26:16,640

897
00:26:16,640 --> 00:26:20,622
ตัวอย่างการสืบค้นจาก 1 ตารางนะคะ

898
00:26:20,622 --> 00:26:20,873

899
00:26:20,873 --> 00:26:21,193

900
00:26:21,193 --> 00:26:21,644

901
00:26:21,644 --> 00:26:24,974
ดอกจัน หมายถึงว่าเอาข้อมูลทุก ๆ คอลัมน์

902
00:26:24,974 --> 00:26:25,994

903
00:26:25,994 --> 00:26:27,086

904
00:26:27,086 --> 00:26:31,086
หรือเราจะสามารถระบุได้ว่าเราจะเอาข้อมูลเฉพาะคอลัมน์ไหน

905
00:26:33,686 --> 00:26:36,126
จากตารางอะไ

906
00:26:36,126 --> 00:26:36,577

907
00:26:36,577 --> 00:26:37,348
รนะคะ

908
00:26:37,348 --> 00:26:39,199
ตัวอย่าง เช่นตัวนี้

909
00:26:39,199 --> 00:26:39,518

910
00:26:39,518 --> 00:26:40,479

911
00:26:40,479 --> 00:26:41,700

912
00:26:41,700 --> 00:26:45,292
นะคะ ให้แสดงผลข้อมูลทุกแถวและทุกคอลัมน์

913
00:26:45,292 --> 00:26:46,063

914
00:26:46,063 --> 00:26:46,765

915
00:26:46,765 --> 00:26:48,685
คำสั่งก็คือ

916
00:26:48,685 --> 00:26:49,076

917
00:26:49,076 --> 00:26:51,635
SELECT เครื่องหมายดอกจันจะเป็น Star นะคะ

918
00:26:51,635 --> 00:26:54,648
select star from Book ก็คือ

919
00:26:54,648 --> 00:26:57,079
เอาข้อมูลทุกแถวทุกคอลัมน์

920
00:26:57,079 --> 00:26:59,581
ตาราง book

921
00:26:59,581 --> 00:27:03,581
ผลลัพธ์ที่ได้ก็แสดงผลข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในตาราง book นั่นเอง

922
00:27:03,883 --> 00:27:04,965

923
00:27:04,965 --> 00:27:08,237
ถามว่าคำสั่งนี้

924
00:27:08,237 --> 00:27:08,567

925
00:27:08,567 --> 00:27:10,227
ใครสั่ง

926
00:27:10,227 --> 00:27:14,227
บางครั้งอาจจะเป็นคนที่ดูแลฐานข้อมูลหรือผู้ใช้งานต้องการจะเรียกดูข้อมูลในลักษณะนี้

927
00:27:17,984 --> 00:27:18,435

928
00:27:18,435 --> 00:27:22,435
คำสั่งที่เกิดขึ้นที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ก็คือ s

929
00:27:23,368 --> 00:27:24,067

930
00:27:24,067 --> 00:27:27,278
SELECT อันนี้คือ select star คือเอาทุกแถวทุกคน

931
00:27:27,278 --> 00:27:31,250
แล้วถ้าเราไม่เอาทุกแถวทุกค่ำล่ะเรากำหนดได้ไหม กำหนดได้ค่ะ

932
00:27:31,250 --> 00:27:33,432
คำสั่งต่อมา

933
00:27:33,432 --> 00:27:34,261

934
00:27:34,261 --> 00:27:34,902

935
00:27:34,902 --> 00:27:37,855
SELECT ก็คือเรื่องชื่อ

936
00:27:37,855 --> 00:27:39,966
กลับราคา

937
00:27:39,966 --> 00:27:40,417

938
00:27:40,417 --> 00:27:42,347
จากตาราง book

939
00:27:42,347 --> 00:27:42,667

940
00:27:42,667 --> 00:27:45,029
ผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้

941
00:27:45,029 --> 00:27:45,230

942
00:27:45,230 --> 00:27:47,150
ว่าจะแสดงผลเฉพาะชื่อ

943
00:27:47,150 --> 00:27:47,472

944
00:27:47,472 --> 00:27:48,173

945
00:27:48,173 --> 00:27:52,026
ราคาของหนังสือเท่านั้น

946
00:27:52,026 --> 00:27:52,918

947
00:27:52,918 --> 00:27:54,908
เพราะว่าอย่างที่เคยบอก

948
00:27:54,908 --> 00:27:58,908
มุมมองของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอยากดูข้อมูลทั้งหมด

949
00:28:00,042 --> 00:28:02,212
บางคนอยากดูข้อมูลแค่ 2 อย่าง

950
00:28:02,212 --> 00:28:02,603

951
00:28:02,603 --> 00:28:04,526
สามารถทำได้ไหม ทำได้ค่ะ

952
00:28:04,526 --> 00:28:04,715

953
00:28:04,715 --> 00:28:06,576
ดูข้อมูลอย่างเดียวก็ทำได้

954
00:28:06,576 --> 00:28:10,488
แค่เราต้องบอกให้ถูกว่าคุณอยากดูข้อมูลจากตารางไหน

955
00:28:10,488 --> 00:28:11,638
คอลัมน์อะไร

956
00:28:11,638 --> 00:28:12,788
ระบุไป

957
00:28:12,788 --> 00:28:13,108

958
00:28:13,108 --> 00:28:16,452
ระบบจัดการฐานข้อมูลมันก็จะดึงข้อมูลที่มาให้เราดู

959
00:28:16,452 --> 00:28:17,212
นะคะ

960
00:28:17,212 --> 00:28:17,533

961
00:28:17,533 --> 00:28:17,984

962
00:28:17,984 --> 00:28:21,984
ถ้าเป็นการสืบค้นแบบมีเงื่อนไขล่ะ

963
00:28:22,015 --> 00:28:22,797
แค่

964
00:28:22,797 --> 00:28:26,797
คอลัมน์มันไม่พอแล้ว เราอยากเพิ่มเงื่อนไขคำสั่งที่ในการใช้ในการเพิ่มเงื่อนไขคือคำสั่ง where

965
00:28:30,349 --> 00:28:31,259
นะคะ

966
00:28:31,259 --> 00:28:32,149

967
00:28:32,149 --> 00:28:35,220
เป็น select from Where ไล่ระดับลงมา

968
00:28:35,220 --> 00:28:35,991

969
00:28:35,991 --> 00:28:36,762

970
00:28:36,762 --> 00:28:37,723

971
00:28:37,723 --> 00:28:40,036
โ ดยมีเงื่อนไข

972
00:28:40,036 --> 00:28:40,354

973
00:28:40,354 --> 00:28:42,666
อาจจะเป็นเงื่อนไขในการเปรียบเทียบ

974
00:28:42,666 --> 00:28:45,990
เวลาเปรียบเทียบนะคะ ดูสัญลักษณ์ตรงนี้ มันจะเป็น

975
00:28:45,990 --> 00:28:47,030
มากกว่า

976
00:28:47,030 --> 00:28:48,691

977
00:28:48,691 --> 00:28:52,080
มากกว่าเท่ากับ น้อยกว่า

978
00:28:52,080 --> 00:28:52,400

979
00:28:52,400 --> 00:28:53,302

980
00:28:53,302 --> 00:28:53,684

981
00:28:53,684 --> 00:28:54,583
น

982
00:28:54,583 --> 00:28:58,115
ะคะ พวกนี้ น้อยกว่าเท่ากับมากกว่าเท่ากับอันนี้ไม่เท่ากับ

983
00:28:58,115 --> 00:28:58,946
นะคะ

984
00:28:58,946 --> 00:28:59,136

985
00:28:59,136 --> 00:28:59,716

986
00:28:59,716 --> 00:29:00,928
แบบนี้เป็น

987
00:29:00,928 --> 00:29:01,759
เท่ากับ

988
00:29:01,759 --> 00:29:03,630
มากกว่าน้อยกว่านี้ค่ะ

989
00:29:03,630 --> 00:29:04,141

990
00:29:04,141 --> 00:29:04,842

991
00:29:04,842 --> 00:29:06,383
เดี๋ยวจะทำตัวคั่นให้

992
00:29:06,383 --> 00:29:07,474

993
00:29:07,474 --> 00:29:09,455
หรือการรวบรวม

994
00:29:09,455 --> 00:29:10,165

995
00:29:10,165 --> 00:29:10,415

996
00:29:10,415 --> 00:29:14,415
เป็นและเป็นหรือ คล้าย ๆ กับวิชาคณิตศาสตร์ที่เราเคยเรียนไปแล้ว

997
00:29:14,907 --> 00:29:17,660
เป็นการปฏิเสธเช่นไม่เอา

998
00:29:17,660 --> 00:29:17,789

999
00:29:17,789 --> 00:29:19,971
ข้อมูลนักศึกษาชายอะไรอย่าง

1000
00:29:19,971 --> 00:29:20,232

1001
00:29:20,232 --> 00:29:20,490

1002
00:29:20,490 --> 00:29:23,242
นี้ ตรวจสอบค่าของข้อมูลว่าง

1003
00:29:23,242 --> 00:29:24,073

1004
00:29:24,073 --> 00:29:24,584

1005
00:29:24,584 --> 00:29:26,255
ให้มัน

1006
00:29:26,255 --> 00:29:29,015
ตรวจดูสิ ว่าข้อมูลตรงไหนมีช่องว่าง

1007
00:29:29,015 --> 00:29:29,455

1008
00:29:29,455 --> 00:29:30,996
ข้อมูลตัวไหนหายไป

1009
00:29:30,996 --> 00:29:31,576

1010
00:29:31,576 --> 00:29:35,576
ตรวจสอบเป็นช่วงเช่นช่วงอายุระหว่าง 15 ถึง 18 ปี

1011
00:29:36,062 --> 00:29:36,832

1012
00:29:36,832 --> 00:29:36,962

1013
00:29:36,962 --> 00:29:37,283

1014
00:29:37,283 --> 00:29:41,283
หรือในชื่อใครมีชื่อมี จ จาน

1015
00:29:42,212 --> 00:29:42,853

1016
00:29:42,853 --> 00:29:45,426
หรือในรายชื่อใครมีสระเอ

1017
00:29:45,426 --> 00:29:46,895

1018
00:29:46,895 --> 00:29:49,006
ตรวจสอบข้อความ

1019
00:29:49,006 --> 00:29:49,777

1020
00:29:49,777 --> 00:29:53,777
เช่น ในข้อความนั้นมีคำว่านาย

1021
00:29:53,879 --> 00:29:57,879
ก็เอาคนที่มีคำขึ้นต้นว่านายทั้งหมดอะไรก็ว่าไปนะคะ

1022
00:29:58,433 --> 00:30:02,433
มันจะมีการเปรียบเทียบเงื่อนไขด้วยนะคะ

1023
00:30:04,247 --> 00:30:07,041
อ

1024
00:30:01,764 --> 00:30:03,624
ันนี้อาจารย์อธิบายไปแล้วนะคะ

1025
00:30:03,624 --> 00:30:07,597
เท่ากับมากกว่าน้อยกว่ามากกว่าเท่ากับน้อยกว่าเท่ากับไม่เท่ากับ

1026
00:30:07,597 --> 00:30:08,558
นะคะ

1027
00:30:08,558 --> 00:30:08,747

1028
00:30:08,747 --> 00:30:09,199

1029
00:30:09,199 --> 00:30:10,869
อย่างตัวอย่าง

1030
00:30:10,869 --> 00:30:11,640

1031
00:30:11,640 --> 00:30:15,640
การค้นหาแบบมีเงื่อนไข

1032
00:30:18,386 --> 00:30:17,635
นะค

1033
00:30:14,002 --> 00:30:15,033

1034
00:30:15,033 --> 00:30:15,805

1035
00:30:15,805 --> 00:30:16,636

1036
00:30:16,636 --> 00:30:16,885

1037
00:30:16,885 --> 00:30:20,610
ะ อันแรก ก็คือให้เอามาแสดงผลเฉพาะชื่อ

1038
00:30:20,610 --> 00:30:21,130

1039
00:30:21,130 --> 00:30:22,791
ราคา

1040
00:30:22,791 --> 00:30:24,262
จากตาราง book

1041
00:30:24,262 --> 00:30:24,713

1042
00:30:24,713 --> 00:30:28,713
โดยที่มีเงื่อนไขคือราคาน้อยกว่า 1000

1043
00:30:31,443 --> 00:30:34,332
เงื่อนไขแรก คือ แสดงผลเฉพาะชื่อ

1044
00:30:34,332 --> 00:30:34,974

1045
00:30:34,974 --> 00:30:36,895
กับราคานะคะ

1046
00:30:36,895 --> 00:30:37,406

1047
00:30:37,406 --> 00:30:39,197
แล้วเงื่อนไขต่อมา คือ

1048
00:30:39,197 --> 00:30:42,277
ราคาน้อยกว่า 1,000 บาท มาดูที่ราคาค่ะ

1049
00:30:42,277 --> 00:30:42,466

1050
00:30:42,466 --> 00:30:44,068
มีน้อยกว่า 1,000

1051
00:30:44,068 --> 00:30:45,859
มีน้อยกว่า 100

1052
00:30:45,859 --> 00:30:47,779
0 น้อยกว่า 1

1053
00:30:47,779 --> 00:30:48,740

1054
00:30:48,740 --> 00:30:50,670
000 แสดงผลไหมคะ

1055
00:30:50,670 --> 00:30:52,082
ไม่แสดงผล

1056
00:30:52,082 --> 00:30:55,865
1 950 แสดงผลไหม ไม่แสดงผล เพราะฉะนั้น

1057
00:30:55,865 --> 00:30:57,976
ส่วนที่มันจะแสดงผล

1058
00:30:57,976 --> 00:30:59,267
มีอยู่

1059
00:30:59,267 --> 00:30:59,708

1060
00:30:59,708 --> 00:31:00,549
5

1061
00:31:00,549 --> 00:31:01,699
แถว

1062
00:31:01,699 --> 00:31:05,699
แต่มันจะเลือกแสดงผลแค่ชื่อกับราคาเท่านั้น อันนี้คือคำสั่ง

1063
00:31:06,114 --> 00:31:06,313

1064
00:31:06,313 --> 00:31:06,894

1065
00:31:06,894 --> 00:31:07,084

1066
00:31:07,084 --> 00:31:09,075
ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นตัวนี้

1067
00:31:09,075 --> 00:31:09,195

1068
00:31:09,195 --> 00:31:09,585

1069
00:31:09,585 --> 00:31:10,417
นะคะ

1070
00:31:10,417 --> 00:31:10,737

1071
00:31:10,737 --> 00:31:14,737
อันนี้เดี๋ยวเราจะลองทำสัปดาห์หน้า อันนี้ทำให้ดูภาพก่อน

1072
00:31:15,101 --> 00:31:16,061

1073
00:31:16,061 --> 00:31:17,283

1074
00:31:17,283 --> 00:31:18,302

1075
00:31:18,302 --> 00:31:21,564
คราวนี้ก็ขายเหมือนเดิมค่ะ แต่ต่างกันตรงที่ว่า

1076
00:31:21,564 --> 00:31:22,335

1077
00:31:22,335 --> 00:31:26,335
คำสั่งเปรียบเทียบเป็นน้อยกว่าเท่ากับ 1000 แสดงว่าเล่มที่มีราคา 1,000 มันก็จะมาแสดงผลด้วย

1078
00:31:30,928 --> 00:31:31,568

1079
00:31:31,568 --> 00:31:34,520
เพราะฉะนั้น ต้องดูคำสั่งเปรียบเทียบดี ๆ ว่า

1080
00:31:34,520 --> 00:31:34,651

1081
00:31:34,651 --> 00:31:37,592
เขาเอาน้อยกว่าหรือน้อยกว่าเท่ากับ

1082
00:31:37,592 --> 00:31:38,234

1083
00:31:38,234 --> 00:31:38,934
นะคะ

1084
00:31:38,934 --> 00:31:42,934
เหมือนมึงที่เวลาเราค้นหาสินค้าในเว็บไซต์ขายของออนไลน์

1085
00:31:43,297 --> 00:31:44,200

1086
00:31:44,200 --> 00:31:47,213
เราให้มันจัดเรียงตามราคา

1087
00:31:47,213 --> 00:31:51,213
ก็ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ ในการจัดเรียงว่าเราอยากได้สินค้าราคาที่น้อยที่สุดไปหามากที่สุดไม่เกิน 2,000 บาท

1088
00:31:55,614 --> 00:31:55,994

1089
00:31:55,994 --> 00:31:57,785
เขาก็จะเตรียมมาให้

1090
00:31:57,785 --> 00:32:01,785
ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ ที่มันดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาแสดงผลให้เรา

1091
00:32:03,038 --> 00:32:07,038
เมื่อก่อนเราเป็นแค่ผู้ใช้งาน เราไม่รู้ว่าข้างในมันน่ะ

1092
00:32:07,665 --> 00:32:10,226
เขียนอย่างไร วันนี้เรารู้แล้ว

1093
00:32:10,226 --> 00:32:10,356

1094
00:32:10,356 --> 00:32:13,368
ว่าคำสั่งคอมพิวเตอร์

1095
00:32:13,368 --> 00:32:15,039
มันว่าอย่างไร

1096
00:32:15,039 --> 00:32:15,420

1097
00:32:15,420 --> 00:32:16,381

1098
00:32:16,381 --> 00:32:17,982

1099
00:32:17,982 --> 00:32:18,432

1100
00:32:18,432 --> 00:32:22,432
ต่อมา เป็นคำสั่งเดิมแต่เปลี่ยนเงื่อนไขก็คือ

1101
00:32:22,536 --> 00:32:26,536
ให้ราคาไม่เท่ากับ 1,000 เพราะฉะนั้น ก็จะแสดงผล

1102
00:32:27,658 --> 00:32:29,140
หนังสือทุกเล่ม

1103
00:32:29,140 --> 00:32:32,091
ยกเว้นเล่มที่มันมีราคา 1000

1104
00:32:32,091 --> 00:32:33,752
ไม่แสดงผล

1105
00:32:33,752 --> 00:32:34,453

1106
00:32:34,453 --> 00:32:38,303
ดูดี ๆ นะคะ เงื่อนไขตรงนี้เอง ต่างกันแค่นี้เองนิดเดียว

1107
00:32:38,303 --> 00:32:39,333

1108
00:32:39,333 --> 00:32:43,333
ถ้าสมมติว่าในข้อสอบถามว่าผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้แสดงผล

1109
00:32:44,257 --> 00:32:48,240
อย่างไร นักศึกษาก็ต้องเขียนออกมาให้อาจารย์ดูได้ว่า

1110
00:32:48,240 --> 00:32:50,161
จากคำสั่งนี้

1111
00:32:50,161 --> 00:32:50,422

1112
00:32:50,422 --> 00:32:51,123

1113
00:32:51,123 --> 00:32:52,213
ผลลัพธ์ที่ได้

1114
00:32:52,213 --> 00:32:54,905
ควรจะเป็น

1115
00:32:54,905 --> 00:32:57,027
ออย่างไร อันนี้มันมีแค่เงื่อนไขเดียว

1116
00:32:57,027 --> 00:33:00,361
แต่ถ้ามันมีหลายเงื่อนไขล่ะ

1117
00:33:00,361 --> 00:33:01,190
นะคะ

1118
00:33:01,190 --> 00:33:02,470
มันสามารถ

1119
00:33:02,470 --> 00:33:03,951
ทำได้หลายเงื่อนไ

1120
00:33:03,951 --> 00:33:04,910
ขได้ไหม ได้

1121
00:33:04,910 --> 00:33:05,421

1122
00:33:05,421 --> 00:33:05,672

1123
00:33:05,672 --> 00:33:06,703
ก็จะมี

1124
00:33:06,703 --> 00:33:07,022

1125
00:33:07,022 --> 00:33:10,484
เงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นคือ and

1126
00:33:10,484 --> 00:33:10,675

1127
00:33:10,675 --> 00:33:14,077
หรือ or ก็คือต้องเป็นไปตามเงื่อนไขทั้งหมด

1128
00:33:14,077 --> 00:33:14,397

1129
00:33:14,397 --> 00:33:14,907

1130
00:33:14,907 --> 00:33:18,500
or ก็คือเป็นไปตามเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง

1131
00:33:18,500 --> 00:33:19,080

1132
00:33:19,080 --> 00:33:19,402

1133
00:33:19,402 --> 00:33:20,611
นะคะ

1134
00:33:20,611 --> 00:33:21,002

1135
00:33:21,002 --> 00:33:21,442

1136
00:33:21,442 --> 00:33:21,893

1137
00:33:21,893 --> 00:33:25,893
อย่างตัวนี้คำสั่งแล้วดูก่อนเลยอย่างแรกเป็น or

1138
00:33:25,937 --> 00:33:26,577

1139
00:33:26,577 --> 00:33:27,349

1140
00:33:27,349 --> 00:33:27,860

1141
00:33:27,860 --> 00:33:31,860
ให้เลือกแสดงผลข้อมูลเฉพาะชื่อกับราคาจากตาราง book

1142
00:33:32,284 --> 00:33:35,426
โดยมีเงื่อนไข คื อ ราคา

1143
00:33:35,426 --> 00:33:37,217
มากกว่า 500

1144
00:33:37,217 --> 00:33:39,400
หรือรหัสสำนักพิมพ์

1145
00:33:39,400 --> 00:33:39,659

1146
00:33:39,659 --> 00:33:42,611
น้อยกว่า 12

1147
00:33:42,611 --> 00:33:43,122

1148
00:33:43,122 --> 00:33:43,573

1149
00:33:43,573 --> 00:33:43,702

1150
00:33:43,702 --> 00:33:44,023

1151
00:33:44,023 --> 00:33:44,914

1152
00:33:44,914 --> 00:33:48,914
มาดูนะคะ เงื่อนไขแรกราคามากกว่า 500

1153
00:33:49,655 --> 00:33:49,905

1154
00:33:49,905 --> 00:33:51,647
มีอยู่ 2 เล่ม

1155
00:33:51,647 --> 00:33:52,228

1156
00:33:52,228 --> 00:33:52,419

1157
00:33:52,419 --> 00:33:52,869

1158
00:33:52,869 --> 00:33:53,189

1159
00:33:53,189 --> 00:33:54,211
นะคะ

1160
00:33:54,211 --> 00:33:54,722

1161
00:33:54,722 --> 00:33:55,171

1162
00:33:55,171 --> 00:33:57,283
แล้วก็รหัส

1163
00:33:57,283 --> 00:34:01,283
หรือรหัสสำนักพิมพ์น้อยกว่า 12

1164
00:34:03,235 --> 00:34:05,215
อันนี้ อันนี

1165
00:34:00,363 --> 00:34:01,005

1166
00:34:01,005 --> 00:34:01,904

1167
00:34:01,904 --> 00:34:02,224

1168
00:34:02,224 --> 00:34:02,545

1169
00:34:02,545 --> 00:34:03,376
้ อันนี้

1170
00:34:03,376 --> 00:34:04,148

1171
00:34:04,148 --> 00:34:07,288
เพราะฉะนั้น จะแสด

1172
00:34:07,288 --> 00:34:08,828
งผล 5 เล่ม

1173
00:34:08,828 --> 00:34:09,599

1174
00:34:09,599 --> 00:34:10,430

1175
00:34:10,430 --> 00:34:11,131
นะคะ

1176
00:34:11,131 --> 00:34:13,373
ถามว่าทำไมอันนี้

1177
00:34:13,373 --> 00:34:16,715
มันราคาไม่เกิน 500 นี่ ทำไมมันแสดงผล

1178
00:34:16,715 --> 00:34:19,408
ก็บอกว่ารหัสสำนักพิมพ์มันน้อยกว่า 12

1179
00:34:19,408 --> 00:34:21,259

1180
00:34:21,259 --> 00:34:23,319
มันก็เลยแสดงผลด้วยน

1181
00:34:23,319 --> 00:34:24,920
ะคะ เป็น 5 เล่ม

1182
00:34:24,920 --> 00:34:27,672
ซึ่งแตกต่างจากตัวอย่างต่อมา

1183
00:34:27,672 --> 00:34:28,052

1184
00:34:28,052 --> 00:34:28,504

1185
00:34:28,504 --> 00:34:32,504
AND ก็คือถ้ามันมีเงื่อนไข 2 ข้อ มันจะต้องดูทั้งเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ

1186
00:34:35,875 --> 00:34:39,785
อันนี้คือมันมีเงื่อนไข 2 ข้อก็จริง แต่ว่า

1187
00:34:39,785 --> 00:34:43,785
มันสามารถเป็นได้ทั้ง 2 ข้อ โดยที่มันสามารถเลือกได้

1188
00:34:43,945 --> 00:34:44,527

1189
00:34:44,527 --> 00:34:44,846

1190
00:34:44,846 --> 00:34:48,846
มันจะต้องเข้าตามเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อเป๊ะ ๆ เท่านั้น

1191
00:34:48,948 --> 00:34:49,399

1192
00:34:49,399 --> 00:34:49,659

1193
00:34:49,659 --> 00:34:50,549

1194
00:34:50,549 --> 00:34:50,813

1195
00:34:50,813 --> 00:34:51,003

1196
00:34:51,003 --> 00:34:51,452

1197
00:34:51,452 --> 00:34:55,452
เงื่อนไข ก็คือให้ราคามากกว่าเท่ากับ 500

1198
00:34:56,645 --> 00:35:00,428
และราคาน้อยกว่าเท่ากับ 1000 ก็คือเป็นช่วงนั้นเอง

1199
00:35:00,428 --> 00:35:00,868

1200
00:35:00,868 --> 00:35:01,509

1201
00:35:01,509 --> 00:35:01,770

1202
00:35:01,770 --> 00:35:03,881
ก็คืะมีเล่มนี้ 500

1203
00:35:03,881 --> 00:35:04,984

1204
00:35:04,984 --> 00:35:08,984
เล่มนี้ 1,000 ถามว่าเล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้

1205
00:35:09,203 --> 00:35:10,676
มันเกิน 1,000

1206
00:35:10,676 --> 00:35:11,254

1207
00:35:11,254 --> 00:35:13,184
เล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้

1208
00:35:13,184 --> 00:35:15,293
เพราะมันน้อยกว่า 500 เพราะฉะนั้น

1209
00:35:15,293 --> 00:35:17,157
ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีแค่ 2 เล่ม

1210
00:35:17,157 --> 00:35:18,815
ตามเงื่อนไข

1211
00:35:18,815 --> 00:35:19,517

1212
00:35:19,517 --> 00:35:20,357
นะคะ

1213
00:35:20,357 --> 00:35:20,607

1214
00:35:20,607 --> 00:35:22,669
และมีเงื่อนไขมากกว่านี้ไหม

1215
00:35:22,669 --> 00:35:23,949
มีได้ค่ะ

1216
00:35:23,949 --> 00:35:24,138

1217
00:35:24,138 --> 00:35:24,780

1218
00:35:24,780 --> 00:35:27,151
เป็นได้ทั้ง AND และ

1219
00:35:27,151 --> 00:35:27,470

1220
00:35:27,470 --> 00:35:28,811
OR นะคะ

1221
00:35:28,811 --> 00:35:29,655

1222
00:35:29,655 --> 00:35:33,655
ถ้าอันไหนเป็น AND อันนี้คือจะต้องตามเงื่อนไขนั้นอย่างเดียวเท่านั้น

1223
00:35:33,884 --> 00:35:34,583

1224
00:35:34,583 --> 00:35:36,509
เช่น ราคา

1225
00:35:36,509 --> 00:35:38,436
มากกว่าเท่ากับ 500

1226
00:35:38,436 --> 00:35:39,907
มีเล่มไหนบ้าง

1227
00:35:39,907 --> 00:35:40,608

1228
00:35:40,608 --> 00:35:40,737

1229
00:35:40,737 --> 00:35:42,020
มีเล่มนี้

1230
00:35:42,020 --> 00:35:42,148

1231
00:35:42,148 --> 00:35:42,338

1232
00:35:42,338 --> 00:35:42,850

1233
00:35:42,850 --> 00:35:43,490

1234
00:35:43,490 --> 00:35:44,970
มีเล่มนี้

1235
00:35:44,970 --> 00:35:46,964

1236
00:35:46,964 --> 00:35:47,794

1237
00:35:47,794 --> 00:35:48,565

1238
00:35:48,565 --> 00:35:49,775
หรือ

1239
00:35:49,775 --> 00:35:53,775
PID ก็คือรหัสสำนักพิมพ์เท่ากับ 4

1240
00:35:53,886 --> 00:35:55,867
เท่ากับ 4 มีเล่มไหนบ้าง

1241
00:35:55,867 --> 00:35:58,879
เกมนี้หาก มีเล่มนี้ มีเล่

1242
00:35:58,879 --> 00:35:59,396

1243
00:35:59,396 --> 00:36:00,350

1244
00:36:00,350 --> 00:36:03,112
มนี้ ทำไมถึงเอา เพราะมันเป็นคำสั่ง

1245
00:36:03,112 --> 00:36:03,562

1246
00:36:03,562 --> 00:36:04,784

1247
00:36:04,784 --> 00:36:05,675

1248
00:36:05,675 --> 00:36:07,786
OR ก็คือสามารถยอมรับได้

1249
00:36:07,786 --> 00:36:07,988

1250
00:36:07,988 --> 00:36:09,067
นะคะ

1251
00:36:09,067 --> 00:36:10,808
ลักษณะมา 5 เล่ม

1252
00:36:10,808 --> 00:36:11,189

1253
00:36:11,189 --> 00:36:12,790
อันนี้เป็นไข่

1254
00:36:12,790 --> 00:36:16,702
แต่ว่ามันก็จะมีวิธีการเขียนให้มันสั้นกว่านี้อยู่

1255
00:36:16,702 --> 00:36:16,831

1256
00:36:16,831 --> 00:36:19,465
เดี๋ยวดูไปมีอีกหลายตัวอย่าง

1257
00:36:19,465 --> 00:36:20,235
นะคะ

1258
00:36:20,235 --> 00:36:23,236
กับต่อมาเป็นเงื่อนไขในการปฏิเสธ

1259
00:36:23,236 --> 00:36:23,557

1260
00:36:23,557 --> 00:36:25,420
ก็คือไม่เอา

1261
00:36:25,420 --> 00:36:25,738

1262
00:36:25,738 --> 00:36:28,439
นะคะ คือคำสั่ง not

1263
00:36:28,439 --> 00:36:29,459

1264
00:36:29,459 --> 00:36:29,590

1265
00:36:29,590 --> 00:36:31,442
อย่างเช่นคำสั่งนี้

1266
00:36:31,442 --> 00:36:33,041
เงื่อนไข คือ

1267
00:36:33,041 --> 00:36:34,392
ไม่เอา

1268
00:36:34,392 --> 00:36:34,782

1269
00:36:34,782 --> 00:36:38,043
รหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่าเท่ากับ 4

1270
00:36:38,043 --> 00:36:40,483
อันนี้ตัดไป ตัดไป ตัดไป

1271
00:36:40,483 --> 00:36:43,363
เพราะฉะนั้น แสดงผลที่เหลือ

1272
00:36:43,363 --> 00:36:45,673

1273
00:36:45,673 --> 00:36:49,673
ไม่ได้ อย่างเช่นเ ราหาซื้อของออนไลน ์ไม่อยากได้สีแดง

1274
00:36:51,125 --> 00:36:53,805
เราก็เลยว่าไม่เอาสีแดง

1275
00:36:53,805 --> 00:36:54,194

1276
00:36:54,194 --> 00:36:54,446

1277
00:36:54,446 --> 00:36:57,398
มันก็แสดงผลสินค้าที่เหลือมาให้

1278
00:36:57,398 --> 00:36:57,647

1279
00:36:57,647 --> 00:36:59,900
นะคะ หรือ

1280
00:36:59,900 --> 00:37:00,479

1281
00:37:00,479 --> 00:37:04,321
การหาค่าว่าง หรือการไม่มีค่าในข้อมูลนั้น ๆ

1282
00:37:04,321 --> 00:37:04,831

1283
00:37:04,831 --> 00:37:06,242
เช่นลองดูสิ ว่า

1284
00:37:06,242 --> 00:37:08,174
ในราคา

1285
00:37:08,174 --> 00:37:11,883
ในส่วนของราคามีอะไรเป็นค่าว่างบ้าง

1286
00:37:11,883 --> 00:37:15,145
Null ตัวนี้แปลว่าค่าว่างนะคะ ถ้าว่างตัวนี้

1287
00:37:15,145 --> 00:37:15,404

1288
00:37:15,404 --> 00:37:16,694
มีอยู่เล่มเดียว

1289
00:37:16,694 --> 00:37:18,355
ที่ไม่มีข้อมูล

1290
00:37:18,355 --> 00:37:18,545

1291
00:37:18,545 --> 00:37:18,736

1292
00:37:18,736 --> 00:37:19,766
สำนักพิมพ์

1293
00:37:19,766 --> 00:37:22,137
ไม่มีข้อมูลราคา มีเล่มเดียว

1294
00:37:22,137 --> 00:37:22,838

1295
00:37:22,838 --> 00:37:26,838
อันนี้เอาไว้เช็กว่าข้อมูลเรามีข้อมูลอะไรหายบ้างหรือเปล่า ก็สามารถ

1296
00:37:28,224 --> 00:37:30,856
ให้คอมพิวเตอร์มันเช็กให้เราได้

1297
00:37:30,856 --> 00:37:31,627
นะคะ

1298
00:37:31,627 --> 00:37:32,657

1299
00:37:32,657 --> 00:37:32,977

1300
00:37:32,977 --> 00:37:34,318
ในทางกลับกัน

1301
00:37:34,318 --> 00:37:34,578

1302
00:37:34,578 --> 00:37:36,050
ให้มันเช็กว่า

1303
00:37:36,050 --> 00:37:40,050
มีข้อมูลอะไรบ้าง ที่ไม่ใช่ค่าว่าง ก็ใช้คำสั่งที่

1304
00:37:40,993 --> 00:37:42,593
ใกล้เคียงกันแค่นั้นเอง

1305
00:37:42,593 --> 00:37:44,894
เพราะฉะนั้น ภาษาอังกฤษ

1306
00:37:44,894 --> 00:37:45,344

1307
00:37:45,344 --> 00:37:49,344
ก็ค่อนข้างง่ายค่ะ เป็นคำง่าย ๆ พยายามลองแปลดู

1308
00:37:49,766 --> 00:37:52,837
คำศัพท์ ก็ไม่ใช่คำศัพท์ที่ซับซ้อนอะไรมาก

1309
00:37:52,837 --> 00:37:53,478
นะคะ

1310
00:37:53,478 --> 00:37:53,679

1311
00:37:53,679 --> 00:37:56,239
ที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล

1312
00:37:56,239 --> 00:37:56,630

1313
00:37:56,630 --> 00:37:59,639
เมื่อกี้เราใช้ and ใช้ or นะคะ

1314
00:37:59,639 --> 00:38:02,773
มันพิมพ์ค่อนข้างยาว

1315
00:38:02,773 --> 00:38:04,695
เราจะเปลี่ยนใหม่เป็นคำสั่ง

1316
00:38:04,695 --> 00:38:06,042
Between

1317
00:38:06,042 --> 00:38:06,813

1318
00:38:06,813 --> 00:38:07,075

1319
00:38:07,075 --> 00:38:08,544
and นะคะ ก็คือ

1320
00:38:08,544 --> 00:38:09,315
ระหว่าง

1321
00:38:09,315 --> 00:38:11,046
เท่าไรถึงเท่าไ

1322
00:38:11,046 --> 00:38:12,515
รนะคะ

1323
00:38:12,515 --> 00:38:15,977
เทียบกันดูนะคะ ถ้าเราใช้คำสั่งนี้

1324
00:38:15,977 --> 00:38:16,748

1325
00:38:16,748 --> 00:38:17,329

1326
00:38:17,329 --> 00:38:18,091
นะคะ

1327
00:38:18,091 --> 00:38:22,091
ให้แสดงผลคอลัมน์นะคะ ที่มีค่าระหว่าง 10 ถึง 20

1328
00:38:23,735 --> 00:38:24,316

1329
00:38:24,316 --> 00:38:26,938
เราพิมพ์แค่นี้เอง

1330
00:38:26,938 --> 00:38:27,780

1331
00:38:27,780 --> 00:38:31,052
นะคะ แต่ถ้าเราไม่ใช้เราจำคำสั่ง BETWEEN แต่ไม่ได้

1332
00:38:31,052 --> 00:38:31,302

1333
00:38:31,302 --> 00:38:32,712
พิมพ์ยาวมาก

1334
00:38:32,712 --> 00:38:34,383
แบบนี้นะคะ

1335
00:38:34,383 --> 00:38:35,784
คำสั่งตัวนี้

1336
00:38:35,784 --> 00:38:36,944
มันเลยทำให้เรา

1337
00:38:36,944 --> 00:38:37,785

1338
00:38:37,785 --> 00:38:39,126
ทำงานได้เร็วขึ้น

1339
00:38:39,126 --> 00:38:40,727
พิมพ์น้อยลง

1340
00:38:40,727 --> 00:38:44,187
อย่างเช่น ตัวนี้

1341
00:38:44,187 --> 00:38:44,887

1342
00:38:44,887 --> 00:38:45,338

1343
00:38:45,338 --> 00:38:47,459
เงื่อนไขคือให้

1344
00:38:47,459 --> 00:38:47,970

1345
00:38:47,970 --> 00:38:48,293

1346
00:38:48,293 --> 00:38:49,122
เลือก

1347
00:38:49,122 --> 00:38:49,443

1348
00:38:49,443 --> 00:38:50,403

1349
00:38:50,403 --> 00:38:54,403
หนังสือราคามา โดยที่มีเงื่อนไขคือราคาอยู่ในระหว่าง 500-1000

1350
00:38:55,536 --> 00:38:55,728

1351
00:38:55,728 --> 00:38:56,558

1352
00:38:56,558 --> 00:38:58,870
มีกี่เล่มค่ะ

1353
00:38:58,870 --> 00:39:00,470

1354
00:39:00,470 --> 00:39:02,842
มี 2 เล่ม 500

1355
00:39:02,842 --> 00:39:03,932
กับ 1000

1356
00:39:03,932 --> 00:39:04,703

1357
00:39:04,703 --> 00:39:06,307
พิมพ์สั้นลงเยอะเลย

1358
00:39:06,307 --> 00:39:07,206
นะคะพ

1359
00:39:07,206 --> 00:39:07,777

1360
00:39:07,777 --> 00:39:09,057
ิมพ์สั้นลงเยอะเลย

1361
00:39:09,057 --> 00:39:09,316

1362
00:39:09,316 --> 00:39:09,447

1363
00:39:09,447 --> 00:39:09,698

1364
00:39:09,698 --> 00:39:10,796

1365
00:39:10,796 --> 00:39:11,308

1366
00:39:11,308 --> 00:39:11,950

1367
00:39:11,950 --> 00:39:13,681
กับเงื่อนไขต่อมา

1368
00:39:13,681 --> 00:39:16,051
เงื่อนไข คือ ราคา

1369
00:39:16,051 --> 00:39:19,512
ไม่อยู่ในช่วงระหว่าง 500 ถึง 1000

1370
00:39:19,512 --> 00:39:20,093

1371
00:39:20,093 --> 00:39:20,343

1372
00:39:20,343 --> 00:39:21,055

1373
00:39:21,055 --> 00:39:21,375

1374
00:39:21,375 --> 00:39:23,866
มีอะไร 500 ตัดออก

1375
00:39:23,866 --> 00:39:25,016
1000 ตัดออก

1376
00:39:25,016 --> 00:39:25,788

1377
00:39:25,788 --> 00:39:27,399

1378
00:39:27,399 --> 00:39:30,341
เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีอยู่

1379
00:39:30,341 --> 00:39:31,690
เล่มเลย

1380
00:39:31,690 --> 00:39:34,253
ยกเว้นเรื่องที่ราคา 500 กับ 1,000

1381
00:39:34,253 --> 00:39:34,953

1382
00:39:34,953 --> 00:39:36,623

1383
00:39:36,623 --> 00:39:38,613
นะคะ

1384
00:39:38,613 --> 00:39:39,634

1385
00:39:39,634 --> 00:39:43,297
หรือน่าจะค้นหาข้อมูลตามค่าที่เราต้องการ

1386
00:39:43,297 --> 00:39:44,318

1387
00:39:44,318 --> 00:39:45,088

1388
00:39:45,088 --> 00:39:47,010
นะคะ เราจะใช้คำสั่ง

1389
00:39:47,010 --> 00:39:49,120
เงื่อนไขเพิ่มเติมข้างล่าง คือ

1390
00:39:49,120 --> 00:39:50,150

1391
00:39:50,150 --> 00:39:51,501
in i n ตัวนี้

1392
00:39:51,501 --> 00:39:52,331
นะคะ

1393
00:39:52,331 --> 00:39:53,933

1394
00:39:53,933 --> 00:39:54,314

1395
00:39:54,314 --> 00:39:55,031

1396
00:39:55,031 --> 00:39:55,345

1397
00:39:55,345 --> 00:39:55,595

1398
00:39:55,595 --> 00:39:59,247
เช่น ข้อมูลที่เราต้องการ ก็คือ

1399
00:39:59,247 --> 00:40:00,857
อาจจะมีตัวเลข

1400
00:40:00,857 --> 00:40:00,988

1401
00:40:00,988 --> 00:40:02,518
ให้หาตัวเลข

1402
00:40:02,518 --> 00:40:03,477

1403
00:40:03,477 --> 00:40:04,699

1404
00:40:04,699 --> 00:40:07,261
ที่ระหว่าง 1-10

1405
00:40:07,261 --> 00:40:08,041
นะคะ

1406
00:40:08,041 --> 00:40:12,041
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็น 1 3 5 7 9 นี้ เราทราบอยู่แล้วเลขจำนวนคี่ระหว่าง 1-10

1407
00:40:13,923 --> 00:40:14,503

1408
00:40:14,503 --> 00:40:15,275
นะคะ

1409
00:40:15,275 --> 00:40:18,356
ชื่อคนที่ขึ้นต้นด้วย

1410
00:40:18,356 --> 00:40:19,958
ส เสือ ม ม้า

1411
00:40:19,958 --> 00:40:20,210

1412
00:40:20,210 --> 00:40:20,658

1413
00:40:20,658 --> 00:40:22,649

1414
00:40:22,649 --> 00:40:23,731
มีอะไรบ้าง

1415
00:40:23,731 --> 00:40:27,523
สมชาย สมพงษ์ สมศักดิ์ อะไรก็ว่าไป สมมติฐานข้อมูล

1416
00:40:27,523 --> 00:40:27,653

1417
00:40:27,653 --> 00:40:27,773

1418
00:40:27,773 --> 00:40:28,484
นะคะ

1419
00:40:28,484 --> 00:40:28,675

1420
00:40:28,675 --> 00:40:30,276
ทุกอย่าง ก็คือ

1421
00:40:30,276 --> 00:40:32,528
เงื่อนไขให้แสดง

1422
00:40:32,528 --> 00:40:34,509
ชื่อหนังสือกับราคา

1423
00:40:34,509 --> 00:40:38,292
ที่ราคาหนังสือ in

1424
00:40:38,292 --> 00:40:38,423

1425
00:40:38,423 --> 00:40:40,923
มีค่า 250

1426
00:40:40,923 --> 00:40:42,785
หนังสือเล่มละ 500

1427
00:40:42,785 --> 00:40:43,865
750

1428
00:40:43,865 --> 00:40:45,466
1000

1429
00:40:45,466 --> 00:40:45,857

1430
00:40:45,857 --> 00:40:46,047

1431
00:40:46,047 --> 00:40:48,937
หนังสือเล่นไหนบ้างมี 250 มีไหม มี 1 เล่ม

1432
00:40:48,937 --> 00:40:50,669
500 มีไหม

1433
00:40:50,669 --> 00:40:51,309

1434
00:40:51,309 --> 00:40:52,840
500 มี 1 เล่ม

1435
00:40:52,840 --> 00:40:53,290

1436
00:40:53,290 --> 00:40:54,251

1437
00:40:54,251 --> 00:40:57,462
750 มีไหม ไม่มี

1438
00:40:57,462 --> 00:40:59,383
1000 มีไหม

1439
00:40:59,383 --> 00:40:59,835

1440
00:40:59,835 --> 00:41:01,946
เพราะฉะนั้น แสดงผล 3 เล่ม

1441
00:41:01,946 --> 00:41:02,076

1442
00:41:02,076 --> 00:41:02,516

1443
00:41:02,516 --> 00:41:03,608

1444
00:41:03,608 --> 00:41:07,608
ถามว่าเราค้นหาไม่เจอแล้วมันเกิดอะไรขึ้นไหม ไม่เจอ ก็คือไม่เจอ

1445
00:41:07,780 --> 00:41:08,160

1446
00:41:08,160 --> 00:41:12,160
นะคะ ก็แสดงว่าในฐานข้อมูลเราไม่มีหนังสือเล่มละ 750

1447
00:41:12,965 --> 00:41:13,748
แค่นั้นเอง

1448
00:41:13,748 --> 00:41:14,067

1449
00:41:14,067 --> 00:41:14,446

1450
00:41:14,446 --> 00:41:16,568
นะคะ

1451
00:41:16,568 --> 00:41:16,949

1452
00:41:16,949 --> 00:41:17,399

1453
00:41:17,399 --> 00:41:17,780

1454
00:41:17,780 --> 00:41:18,871

1455
00:41:18,871 --> 00:41:22,871
หรือการค้นหาหนังสือที่ราคา

1456
00:41:23,103 --> 00:41:27,103
ไม่อยู่ในราคาที่

1457
00:41:28,408 --> 00:41:24,782

1458
00:41:25,476 --> 00:41:27,656
250

1459
00:41:27,656 --> 00:41:29,828
250 ตัดออกไป

1460
00:41:29,828 --> 00:41:30,609
ไม่เอา

1461
00:41:30,609 --> 00:41:30,799

1462
00:41:30,799 --> 00:41:31,120

1463
00:41:31,120 --> 00:41:33,742
500 เอาไหม ไม่เอา

1464
00:41:33,742 --> 00:41:33,871

1465
00:41:33,871 --> 00:41:35,542
750 ไม่มี

1466
00:41:35,542 --> 00:41:36,304

1467
00:41:36,304 --> 00:41:37,265
มี ตัดออก

1468
00:41:37,265 --> 00:41:40,606
เพราะฉะนั้น แสดงผลหนังสือเล่มที่เหลือ

1469
00:41:40,606 --> 00:41:40,866

1470
00:41:40,866 --> 00:41:44,065
ออก เขาว่าไม่เอาหนังสือราคา 250

1471
00:41:44,065 --> 00:41:47,079
ไม่เอา 500 ไม่เอา 750 ไม่เอา 1,000

1472
00:41:47,079 --> 00:41:51,079
อย่างนั้น ก็แสดงผลค่าที่เหลือแค่นั้นเองคือการตัดออกนะคะ

1473
00:41:54,509 --> 00:41:58,509
คราวนี้เป็นการระบุราคาไปแล้ว เราจะระบุเป็นข้อความ

1474
00:42:00,154 --> 00:42:00,795

1475
00:42:00,795 --> 00:42:01,176

1476
00:42:01,176 --> 00:42:01,946

1477
00:42:01,946 --> 00:42:03,747
เป็นตัวอักษรก็ได้

1478
00:42:03,747 --> 00:42:07,747
จากเมื่อกี้เป็นคำสั่ง in คราวนี้จะเป็นคำสั่ง like

1479
00:42:07,778 --> 00:42:08,228

1480
00:42:08,228 --> 00:42:09,640
Like เหมือนกด like นี่แหละ

1481
00:42:09,640 --> 00:42:10,600
นะคะ

1482
00:42:10,600 --> 00:42:11,241

1483
00:42:11,241 --> 00:42:11,500

1484
00:42:11,500 --> 00:42:11,821

1485
00:42:11,821 --> 00:42:12,081

1486
00:42:12,081 --> 00:42:13,101

1487
00:42:13,101 --> 00:42:16,364
ก็จะเป็นคนการค้นหาส่วนของข้อความ

1488
00:42:16,364 --> 00:42:16,816

1489
00:42:16,816 --> 00:42:19,707
บางครั้งเราจะไม่ได้พิมพ์ชื่อเต็ม ๆ ของเขา

1490
00:42:19,707 --> 00:42:20,287

1491
00:42:20,287 --> 00:42:22,720
อาจจะเป็นส่วนของชื่อก็ได้

1492
00:42:22,720 --> 00:42:23,610

1493
00:42:23,610 --> 00:42:27,610
เช่น จำชื่อเขาไม่ได้เขาน่าจะชื่อสม สม พงษ์ พงษ์ อะไรประมาณนี้

1494
00:42:27,914 --> 00:42:29,383
ซึ่งมันเป็นส่วนของคำ

1495
00:42:29,383 --> 00:42:31,175
ของชื่อของคนที่ ชื่อว่าส

1496
00:42:31,175 --> 00:42:31,626

1497
00:42:31,626 --> 00:42:32,397
มพงษ์ อาจจะจำ

1498
00:42:32,397 --> 00:42:34,582
คำชื่อขึ้นต้นเขาไม่ได้

1499
00:42:34,582 --> 00:42:35,929
จำได้บางส่วน

1500
00:42:35,929 --> 00:42:37,659
สามารถค้นหาได้เหมือนกัน

1501
00:42:37,659 --> 00:42:38,741

1502
00:42:38,741 --> 00:42:41,051
บางคนอาจจะพิมพ์ คำว่า

1503
00:42:41,051 --> 00:42:42,011

1504
00:42:42,011 --> 00:42:42,332

1505
00:42:42,332 --> 00:42:42,523

1506
00:42:42,523 --> 00:42:46,523
จำไม่ได้ก็สามารถค้นหาได้เหมือนกันเป็นบางส่วนของข้อความ

1507
00:42:47,716 --> 00:42:49,387

1508
00:42:49,387 --> 00:42:50,857

1509
00:42:50,857 --> 00:42:51,368

1510
00:42:51,368 --> 00:42:51,879

1511
00:42:51,879 --> 00:42:55,282
การค้นหาส่วนของข้อความใด ๆ โดยที่

1512
00:42:55,282 --> 00:42:55,671

1513
00:42:55,671 --> 00:42:57,785
ไม่จำกัดตัวอักษร

1514
00:42:57,785 --> 00:43:01,435
เราจะใช้เป็นตัวเปอร์เซ็นต์ หรือตัว Star เป็นดอกจันตัวนี้ก็ได้

1515
00:43:01,435 --> 00:43:01,828

1516
00:43:01,828 --> 00:43:05,828
เดี๋ยวจะมีตัวอย่างให้ดู

1517
00:43:07,249 --> 00:43:03,967

1518
00:43:03,297 --> 00:43:04,388

1519
00:43:04,388 --> 00:43:08,388
หรือเป็นส่วนของข้อความใด ๆ ที่มีขนาดแค่ 1 ตัวอักษร

1520
00:43:09,838 --> 00:43:11,369
เราจะใช้เป็น

1521
00:43:11,369 --> 00:43:15,369
under score หรือเครื่องหมายคำถาม ในส่วนของ

1522
00:43:16,173 --> 00:43:17,843
โปรแกรม Microsoft Access

1523
00:43:17,843 --> 00:43:18,042

1524
00:43:18,042 --> 00:43:21,496
เราจะใช้เป็นเครื่องหมายคำถาม

1525
00:43:21,496 --> 00:43:22,266

1526
00:43:22,266 --> 00:43:23,098

1527
00:43:23,098 --> 00:43:27,098
หรือเป็นวงเล็บ วงเล็บเป็นสี่เหลี่ยมแบบนี้นะคะ ก็คือ

1528
00:43:27,719 --> 00:43:28,610
ให้

1529
00:43:28,610 --> 00:43:31,050
ตัวอักษรใด ๆ ที่ปรากฏในช่อง

1530
00:43:31,050 --> 00:43:32,132

1531
00:43:32,132 --> 00:43:34,643
ต้องเป็นตัวอักษรนั้นเท่านั้น

1532
00:43:34,643 --> 00:43:35,213

1533
00:43:35,213 --> 00:43:36,056

1534
00:43:36,056 --> 00:43:36,375

1535
00:43:36,375 --> 00:43:39,769
แต่ถ้ามีเครื่องหมายตกใจ

1536
00:43:39,769 --> 00:43:42,661
มันจะเป็นการบอกว่าไม่เอาตัวอักษรนั้น

1537
00:43:42,661 --> 00:43:43,170

1538
00:43:43,170 --> 00:43:44,511
นะคะ

1539
00:43:44,511 --> 00:43:46,432
หรืออาจจะเป็นช่วงตัวอักษร ก็ได้

1540
00:43:46,432 --> 00:43:49,062
เดี๋ยวดูตัวอย่างเลยแล้วกัน มันจะได้เห็นภาพนะคะ

1541
00:43:49,062 --> 00:43:49,643

1542
00:43:49,643 --> 00:43:50,023

1543
00:43:50,023 --> 00:43:50,284

1544
00:43:50,284 --> 00:43:50,985

1545
00:43:50,985 --> 00:43:51,436

1546
00:43:51,436 --> 00:43:53,488
อย่างเช่น เงื่อนไข คือ

1547
00:43:53,488 --> 00:43:54,709

1548
00:43:54,709 --> 00:43:56,107
ให้ค้นหา

1549
00:43:56,107 --> 00:43:59,318
ชื่อหนังสือ ราคาจากตลาดหนังสือ โดยที่

1550
00:43:59,318 --> 00:44:01,368
ชื่อหนังสือ

1551
00:44:01,368 --> 00:44:02,140
นะคะ

1552
00:44:02,140 --> 00:44:06,140
ขึ้นต้นด้วย N ตามด้วยอะไรก็ได้

1553
00:44:06,884 --> 00:44:10,884
ถ้าเป็นเครื่องหมายดอกจันตัวนี้ คือ ขึ้นต้นด้วยตัวหนังสือนั้น ๆ ตามด้วยอะไรก็ได้

1554
00:44:12,195 --> 00:44:12,457

1555
00:44:12,457 --> 00:44:14,447
ในตารางเรา ลองดูสิคะ

1556
00:44:14,447 --> 00:44:15,728
ต้นด้วยตั

1557
00:44:15,728 --> 00:44:16,439

1558
00:44:16,439 --> 00:44:17,719
ว N ชื่อ

1559
00:44:17,719 --> 00:44:20,661
มี 2 ชื่อ เพราะฉะนั้นแ สดงผล 2 อัน

1560
00:44:20,661 --> 00:44:20,982

1561
00:44:20,982 --> 00:44:21,562

1562
00:44:21,562 --> 00:44:22,973
ขึ้นต้นด้วยตัว

1563
00:44:22,973 --> 00:44:23,613

1564
00:44:23,613 --> 00:44:27,613
N อันอื่นไม่ได้ขึ้นต้นด้วยตัว Nแล้ว

1565
00:44:27,647 --> 00:44:28,038

1566
00:44:28,038 --> 00:44:30,019
หายตัวมา

1567
00:44:30,019 --> 00:44:30,147

1568
00:44:30,147 --> 00:44:30,608

1569
00:44:30,608 --> 00:44:34,608
หาชื่อหนังสือที่ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้

1570
00:44:35,413 --> 00:44:37,715
ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้

1571
00:44:37,715 --> 00:44:40,926
แต่ในชื่อนั้นมีตัว C

1572
00:44:40,926 --> 00:44:41,628

1573
00:44:41,628 --> 00:44:45,019
เมื่อไหร่ก็ได้ค่ะ ลงท้ายอะไรก็ได้

1574
00:44:45,019 --> 00:44:45,471

1575
00:44:45,471 --> 00:44:45,730

1576
00:44:45,730 --> 00:44:46,371

1577
00:44:46,371 --> 00:44:47,141

1578
00:44:47,141 --> 00:44:49,903
ในคำนั้นน่ะต้องมีตัว C

1579
00:44:49,903 --> 00:44:50,412

1580
00:44:50,412 --> 00:44:51,186

1581
00:44:51,186 --> 00:44:53,937
อันแรกชื่อแรกมีไหมคะ ไม่มี

1582
00:44:53,937 --> 00:44:54,188

1583
00:44:54,188 --> 00:44:54,317

1584
00:44:54,317 --> 00:44:57,850
ชื่อที่ 2 มีตัว C ตรงตามเงื่อนไขไหม

1585
00:44:57,850 --> 00:45:01,850
ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ไ ด้ ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้แต่มีตัว

1586
00:45:02,073 --> 00:45:02,465

1587
00:45:02,465 --> 00:45:03,815
C หนังสือโตมา

1588
00:45:03,815 --> 00:45:04,006

1589
00:45:04,006 --> 00:45:06,569
มีไหมมีตัว C

1590
00:45:06,569 --> 00:45:06,888

1591
00:45:06,888 --> 00:45:07,532

1592
00:45:07,532 --> 00:45:08,940
วันนี้ก็มี

1593
00:45:08,940 --> 00:45:09,070

1594
00:45:09,070 --> 00:45:09,319

1595
00:45:09,319 --> 00:45:09,961
นะคะ

1596
00:45:09,961 --> 00:45:11,242
ตัวนี้

1597
00:45:11,242 --> 00:45:15,242
ถามว่าได้ยังไงก็มันขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้อาจจะขึ้นตัว C ก็ได้

1598
00:45:15,926 --> 00:45:19,926
ขอให้มีตัว C เป็นประกอบ เพราะฉะนั้น ก็จะมีหนังสืออยู่ 4 เล่ม

1599
00:45:21,249 --> 00:45:22,661
4 เล่ม

1600
00:45:22,661 --> 00:45:23,750

1601
00:45:23,750 --> 00:45:24,522

1602
00:45:24,522 --> 00:45:24,972

1603
00:45:24,972 --> 00:45:26,182
อันนี้คือผลลัพธ์

1604
00:45:26,182 --> 00:45:28,885
เพราะฉะนั้น บางทีนี่ อาจารย์

1605
00:45:28,885 --> 00:45:29,845

1606
00:45:29,845 --> 00:45:33,845
ก็ค้นหาชื่อนักศึกษานะคะ ชื่อจริงเขาไม่ได้จำได้ เขามีคำว่า

1607
00:45:36,125 --> 00:45:38,297
พอในสักอย่างอะไร

1608
00:45:38,297 --> 00:45:39,138
อย่างนี้นะคะ

1609
00:45:39,138 --> 00:45:39,577

1610
00:45:39,577 --> 00:45:43,419
ฐานข้อมูลก็สามารถค้นหาข้อมูลให้เราได้เช่นเดียวกัน

1611
00:45:43,419 --> 00:45:43,740

1612
00:45:43,740 --> 00:45:44,001

1613
00:45:44,001 --> 00:45:45,541
นะคะ

1614
00:45:45,541 --> 00:45:45,932

1615
00:45:45,932 --> 00:45:46,763

1616
00:45:46,763 --> 00:45:47,142

1617
00:45:47,142 --> 00:45:47,274

1618
00:45:47,274 --> 00:45:51,274
รู้อย่างนี้จะเริ่มสังเกตแล้วว่าทำไมมันมีเครื่องหมายคำถามแล้วก็ดอกจัน

1619
00:45:52,468 --> 00:45:53,238

1620
00:45:53,238 --> 00:45:53,369

1621
00:45:53,369 --> 00:45:56,439
ถ้ามีเครื่องหมายคำถามตัวนี้ หมายความว่า

1622
00:45:56,439 --> 00:45:56,759

1623
00:45:56,759 --> 00:46:00,350
ข้างหน้าตัว E 1 ตัวอักษรเท่านั้น

1624
00:46:00,350 --> 00:46:00,869

1625
00:46:00,869 --> 00:46:02,852
เป็น 1 ตัว

1626
00:46:02,852 --> 00:46:05,411
แต่ตามหลังเก้าอี้เป็นกี่ตัวก็ได้

1627
00:46:05,411 --> 00:46:05,992

1628
00:46:05,992 --> 00:46:06,374

1629
00:46:06,374 --> 00:46:10,155
เรามาดูเงื่อนไขกันเลยนะคะ ถามว่า

1630
00:46:10,155 --> 00:46:10,675

1631
00:46:10,675 --> 00:46:12,716
ในหนังสือเล่มนี้

1632
00:46:12,716 --> 00:46:12,847

1633
00:46:12,847 --> 00:46:14,767
ได้ไหม

1634
00:46:14,767 --> 00:46:18,767
ไม่ได้ เพราะตรงก่อนหน้าตัว E มีตัวหนังสือก่อนหน้า 5 ตัว ซึ่งผิดเงื่อนไข ถ้าเป็นเครื่องหมายคำถาม

1635
00:46:23,425 --> 00:46:23,555

1636
00:46:23,555 --> 00:46:24,326

1637
00:46:24,326 --> 00:46:27,731
ตัวหนังสือที่นำหน้าตัว E จะต้องมีแค่ 1 ตัวเท่านั้น

1638
00:46:27,731 --> 00:46:28,240

1639
00:46:28,240 --> 00:46:29,011

1640
00:46:29,011 --> 00:46:29,391

1641
00:46:29,391 --> 00:46:33,391
เล่มนี้ล่ะ ม ีแต่ก่อนหน้าตัว E มีหนังสือตัวหนังสือเยอะเลยก็ไม่ได้

1642
00:46:34,972 --> 00:46:35,352

1643
00:46:35,352 --> 00:46:35,933
นะคะ

1644
00:46:35,933 --> 00:46:36,124

1645
00:46:36,124 --> 00:46:36,573

1646
00:46:36,573 --> 00:46:40,573
เล่มนี้ได้ไหม ขึ้นต้นด้วย 1 ตัวอักษร ตามหลังด้วย

1647
00:46:42,015 --> 00:46:42,857
E ได้

1648
00:46:42,857 --> 00:46:44,136

1649
00:46:44,136 --> 00:46:44,456

1650
00:46:44,456 --> 00:46:47,658
เล่มนี้ ไม่มีนะคะ เล่มนี้ก็ไม่ได้

1651
00:46:47,658 --> 00:46:49,320
เล่มนี้ได้

1652
00:46:49,320 --> 00:46:50,350

1653
00:46:50,350 --> 00:46:50,612

1654
00:46:50,612 --> 00:46:54,612
ขึ้นต้นด้วย 1 ตัว ก่อนว่าตัว E แค่นั้นเพราะฉะนั้นมีแค่ 2

1655
00:46:55,286 --> 00:46:55,925

1656
00:46:55,925 --> 00:46:57,785
เล่มนี้ก็ไม่ได้

1657
00:46:57,785 --> 00:47:01,376
เพราะก่อนหน้าตัว E มีดวงซื้อมากกว่า 1 ตัว

1658
00:47:01,376 --> 00:47:04,319
นะคะ ผิดเงื่อนไข

1659
00:47:04,319 --> 00:47:04,721

1660
00:47:04,721 --> 00:47:05,028

1661
00:47:05,028 --> 00:47:05,600

1662
00:47:05,600 --> 00:47:07,533
ต่อมา

1663
00:47:07,533 --> 00:47:08,942
นะคะ

1664
00:47:08,942 --> 00:47:09,192

1665
00:47:09,192 --> 00:47:12,011
เงื่อนไขว่าให้ชื่อหนังสือ

1666
00:47:12,011 --> 00:47:16,011
ขึ้นต้นด้วยตัว N หรือตัว O

1667
00:47:16,183 --> 00:47:19,576
ตามหลังด้วยอะไรก็ได้

1668
00:47:19,576 --> 00:47:20,666

1669
00:47:20,666 --> 00:47:21,496
นะคะ

1670
00:47:21,496 --> 00:47:22,079

1671
00:47:22,079 --> 00:47:25,541
จะมีกี่เล่ม เล่มนี้ขึ้นต้นด้วยตัว N ได้

1672
00:47:25,541 --> 00:47:25,924

1673
00:47:25,924 --> 00:47:27,082

1674
00:47:27,082 --> 00:47:31,082
ได้ มีตัว O ไหม มีตัว O 1 เล่ม ก็แสดงผลหนังสือ 3 เล่ม

1675
00:47:31,633 --> 00:47:32,014

1676
00:47:32,014 --> 00:47:33,364

1677
00:47:33,364 --> 00:47:37,364
นะคะ อันนี้เป็นการดูเงื่อนไขเลยเดี๋ยวอาทิตย์หน้าพวกกูจะต้องไปทำเอง

1678
00:47:38,288 --> 00:47:40,989
อาจารย์อาจจะให้คุณสร้างแล้วก็

1679
00:47:40,989 --> 00:47:44,989
อาจจะกำหนดว่าให้คุณลองพิมพ์เงื่อนไขตามนี้ดูสิ และให้แสดงผลตามที่อาจารย์กำหนด

1680
00:47:47,015 --> 00:47:49,895
คุณก็ต้องพิมพ์คำสั่งให้ถูก

1681
00:47:49,895 --> 00:47:52,659
อย่างเช่น ข้อมูลสัปดาห์หน้าอาจารย์อาจจะบอกว่า

1682
00:47:52,659 --> 00:47:52,778

1683
00:47:52,778 --> 00:47:53,168

1684
00:47:53,168 --> 00:47:55,019
ให้แสดงผล

1685
00:47:55,019 --> 00:47:58,622
คนที่ขึ้นต้นชื่อด้วยส เสือ กับตัว

1686
00:47:58,622 --> 00:47:59,453

1687
00:47:59,453 --> 00:48:03,453
อ อ่าง อาทิตย์หน้านักศึกษาก็ต้องทำได้นะคะ เพราะว่าอาทิตย์นี้มีตัวอย่างแล้ว

1688
00:48:03,876 --> 00:48:04,777

1689
00:48:04,777 --> 00:48:04,967

1690
00:48:04,967 --> 00:48:05,229

1691
00:48:05,229 --> 00:48:05,481

1692
00:48:05,481 --> 00:48:06,509

1693
00:48:06,509 --> 00:48:06,828

1694
00:48:06,828 --> 00:48:07,659

1695
00:48:07,659 --> 00:48:09,191
นะ เงื่อนไขต่อมา

1696
00:48:09,191 --> 00:48:09,511

1697
00:48:09,511 --> 00:48:09,711

1698
00:48:09,711 --> 00:48:13,711
ชื่อหนังสือที่ไม่ขึ้นต้นด้วยตัว n

1699
00:48:13,875 --> 00:48:16,054
ตามหลังด้วยอะไรก็ได้

1700
00:48:16,054 --> 00:48:16,245

1701
00:48:16,245 --> 00:48:20,245
ก็หลายเล่มเลยนะคะ เล่มนี้ เล่มนี้ เล่มนี้

1702
00:48:20,999 --> 00:48:21,761

1703
00:48:21,761 --> 00:48:22,531

1704
00:48:22,531 --> 00:48:24,453
เล่มนี้ แค่นี้เอง

1705
00:48:24,453 --> 00:48:24,643

1706
00:48:24,643 --> 00:48:24,964

1707
00:48:24,964 --> 00:48:25,544

1708
00:48:25,544 --> 00:48:25,735

1709
00:48:25,735 --> 00:48:26,245

1710
00:48:26,245 --> 00:48:26,376

1711
00:48:26,376 --> 00:48:27,917
ต่อมา

1712
00:48:27,917 --> 00:48:28,107

1713
00:48:28,107 --> 00:48:30,547
จะเริ่มเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูล

1714
00:48:30,547 --> 00:48:32,338
จะเป็นการ

1715
00:48:32,338 --> 00:48:33,238
กำจัด

1716
00:48:33,238 --> 00:48:37,238
ข้อมูลที่อาจจะมีการซ้ำกันเกิดขึ้น ก็คือรายการซ้ำ

1717
00:48:37,410 --> 00:48:38,429
นะคะ

1718
00:48:38,429 --> 00:48:40,860
มี 2 คำสั่ง

1719
00:48:40,860 --> 00:48:41,571

1720
00:48:41,571 --> 00:48:42,212

1721
00:48:42,212 --> 00:48:46,212
ก็จะมีการใช้คำสั่ง ที่อาจจะ

1722
00:48:46,315 --> 00:48:46,504

1723
00:48:46,504 --> 00:48:49,514
กำจัดรายการข้อมูลซ้ำให้เหลือรายการเดียว

1724
00:48:49,514 --> 00:48:50,216

1725
00:48:50,216 --> 00:48:50,926

1726
00:48:50,926 --> 00:48:53,430
โดยใช้การกำหนดค่าต่าง ๆ เป็นเกณฑ์

1727
00:48:53,430 --> 00:48:53,748

1728
00:48:53,748 --> 00:48:54,260

1729
00:48:54,260 --> 00:48:54,840

1730
00:48:54,840 --> 00:48:58,840
คำสั่งฆ่าต้องมาเป็น DISTRINCT ตัวนี้

1731
00:48:59,324 --> 00:49:01,635
ก็ลบทิ้งทั้งแถว

1732
00:49:01,635 --> 00:49:04,266
ขอดูตัวอย่างกันนะคะ

1733
00:49:04,266 --> 00:49:04,778

1734
00:49:04,778 --> 00:49:05,798

1735
00:49:05,798 --> 00:49:06,630

1736
00:49:06,630 --> 00:49:07,979

1737
00:49:07,979 --> 00:49:08,999

1738
00:49:08,999 --> 00:49:09,709

1739
00:49:09,709 --> 00:49:13,231
โดยคำสั่งก็คือให้เลือกกำจัด

1740
00:49:13,231 --> 00:49:15,032
ชื่อซ้ำ

1741
00:49:15,032 --> 00:49:15,863

1742
00:49:15,863 --> 00:49:18,494
ชื่อที่ซ้ำนะคะ

1743
00:49:18,494 --> 00:49:20,475
จากตาราง Student

1744
00:49:20,475 --> 00:49:20,675

1745
00:49:20,675 --> 00:49:21,634

1746
00:49:21,634 --> 00:49:24,516
ดูในตาราง student ในช่องชื่อ

1747
00:49:24,516 --> 00:49:25,348

1748
00:49:25,348 --> 00:49:25,729

1749
00:49:25,729 --> 00:49:26,569

1750
00:49:26,569 --> 00:49:27,400

1751
00:49:27,400 --> 00:49:28,241

1752
00:49:28,241 --> 00:49:28,682

1753
00:49:28,682 --> 00:49:30,865
นะคะ

1754
00:49:30,865 --> 00:49:33,424
ดูเฉพาะชื่อนะคะ อันไหนชื่อซ้ำ

1755
00:49:33,424 --> 00:49:34,906
มีซ้ำ 1 คน

1756
00:49:34,906 --> 00:49:35,226

1757
00:49:35,226 --> 00:49:37,407
สีแดง

1758
00:49:37,407 --> 00:49:37,600

1759
00:49:37,600 --> 00:49:38,810
เพราะฉะนั้น

1760
00:49:38,810 --> 00:49:40,409

1761
00:49:40,409 --> 00:49:42,079

1762
00:49:42,079 --> 00:49:42,411

1763
00:49:42,411 --> 00:49:42,731

1764
00:49:42,731 --> 00:49:46,731
การแสดงผลว่าจะเป็นแค่ 3 ชื่อที่เหลือ เพราะว่าแดงมีซ้ำ 3 คน

1765
00:49:49,007 --> 00:49:49,258

1766
00:49:49,258 --> 00:49:51,829
เราจะตัดให้เหลือแค่ 1 แดงเท่านั้น

1767
00:49:51,829 --> 00:49:52,659

1768
00:49:52,659 --> 00:49:53,560

1769
00:49:53,560 --> 00:49:54,201

1770
00:49:54,201 --> 00:49:58,201
ข้อมูลอย่างอื่นเราไม่สนใจ มันแค่อยากรู้ว่าคนที่ชื่อซ้ำกันตัดชื่อซ้ำออก

1771
00:49:59,651 --> 00:50:00,293

1772
00:50:00,293 --> 00:50:00,934
นะคะ

1773
00:50:00,934 --> 00:50:02,024
อันนี้คือคำสั่ง

1774
00:50:02,024 --> 00:50:02,214

1775
00:50:02,214 --> 00:50:02,853

1776
00:50:02,853 --> 00:50:03,624
ก

1777
00:50:03,624 --> 00:50:04,266

1778
00:50:04,266 --> 00:50:05,227

1779
00:50:05,227 --> 00:50:08,050
ับให้ตัดข้อมูลทิ้งทั้งแถว

1780
00:50:08,050 --> 00:50:08,238

1781
00:50:08,238 --> 00:50:08,428

1782
00:50:08,428 --> 00:50:08,688

1783
00:50:08,688 --> 00:50:12,688
นะคะ อย่างตอนนี้ ถ้ามันซ้ำกันจริง ๆ

1784
00:50:13,870 --> 00:50:15,871
ถ้านักศึกษาสังเกตดี ๆ

1785
00:50:15,871 --> 00:50:16,061

1786
00:50:16,061 --> 00:50:19,263
คนชื่อแดงซ้ำกันก็จริงนะคะ แต่นามสกุลนี่

1787
00:50:19,263 --> 00:50:19,775

1788
00:50:19,775 --> 00:50:20,546

1789
00:50:20,546 --> 00:50:21,755
ไม่ซ้ำกัน

1790
00:50:21,755 --> 00:50:23,167
จะมี

1791
00:50:23,167 --> 00:50:23,628

1792
00:50:23,628 --> 00:50:24,269

1793
00:50:24,269 --> 00:50:26,760
อันนี้ ซ้ำทั้งชื่อทั้งนามสกุล

1794
00:50:26,760 --> 00:50:30,760
ถ้าใช้คำสั่งนี้นะคะ มันจะตัดข้อมูลที่ซ้ำกันทั้ง

1795
00:50:32,851 --> 00:50:36,312
แถวออก

1796
00:50:36,312 --> 00:50:38,552
อันนี้ ก็คือ

1797
00:50:38,552 --> 00:50:40,802
เดี๋ยวเราไปดูในโปรแกรมจริง ๆ

1798
00:50:40,802 --> 00:50:42,464
ดีกว่านะคะ

1799
00:50:42,464 --> 00:50:43,235

1800
00:50:43,235 --> 00:50:44,644
ตัวอย่าง

1801
00:50:44,644 --> 00:50:46,176
มันอาจจะยังดู

1802
00:50:46,176 --> 00:50:48,687
เห็นภาพไม่ชัด มันจะดูน้อยไป

1803
00:50:48,687 --> 00:50:50,861
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราได้ทำของจริง

1804
00:50:50,861 --> 00:50:52,533
นี่ เราจะได้ทำ

1805
00:50:52,533 --> 00:50:54,510
เยอะกว่านี้นะคะ

1806
00:50:54,510 --> 00:50:54,962

1807
00:50:54,962 --> 00:50:55,853

1808
00:50:55,853 --> 00:50:56,443

1809
00:50:56,443 --> 00:50:59,066
ต่อมาจะเป็นการเรียงลําดับข้อมูล

1810
00:50:59,066 --> 00:50:59,705
นะคะ

1811
00:50:59,705 --> 00:51:00,537

1812
00:51:00,537 --> 00:51:01,058

1813
00:51:01,058 --> 00:51:03,619
ก็จะใช้คำสั่ง ORDER BY

1814
00:51:03,619 --> 00:51:04,900
นะคะ ก็คือ

1815
00:51:04,900 --> 00:51:06,180
การเรียงลำดับ

1816
00:51:06,180 --> 00:51:06,891

1817
00:51:06,891 --> 00:51:07,661
นะคะ

1818
00:51:07,661 --> 00:51:11,661
ก็คือให้แสดงผลข้อมูลทั้งหมดจากตาราง book

1819
00:51:12,013 --> 00:51:13,626
โดยให้เรียงลำดับ

1820
00:51:13,626 --> 00:51:15,026
ตามราคา

1821
00:51:15,026 --> 00:51:16,377
ถ้าเราไม่สั่ง

1822
00:51:16,377 --> 00:51:16,566

1823
00:51:16,566 --> 00:51:17,786
เพิ่มเติม

1824
00:51:17,786 --> 00:51:21,786
มันจะเป็นการเรียงจากน้อยไปหามาก

1825
00:51:23,296 --> 00:51:21,224
นะคะ

1826
00:51:20,738 --> 00:51:20,989

1827
00:51:20,989 --> 00:51:21,379

1828
00:51:21,379 --> 00:51:22,272

1829
00:51:22,272 --> 00:51:23,362

1830
00:51:23,362 --> 00:51:27,362
คำสั่งนี้คือ Order by price คือ ให้เรียงลำดับจากราคาน้อยไปหามาก

1831
00:51:28,483 --> 00:51:29,323

1832
00:51:29,323 --> 00:51:33,323
สับใหม่จะเปลี่ยนตามลำดับที่เราสั่ง แต่ถ้าเราอยากเรียนจากมากไปหาน้อย

1833
00:51:36,689 --> 00:51:37,470

1834
00:51:37,470 --> 00:51:41,314
เราจะต้องระบุเพิ่มได้ว่า DESC ตรงนี้

1835
00:51:41,314 --> 00:51:41,764

1836
00:51:41,764 --> 00:51:41,883

1837
00:51:41,883 --> 00:51:42,595
นะคะ

1838
00:51:42,595 --> 00:51:46,248
มันจะหมายถึงว่าให้เราเรียงลำดับตามราคาก็จริง

1839
00:51:46,248 --> 00:51:48,048
แปลให้หน่อย จากราคามาก

1840
00:51:48,048 --> 00:51:49,450
ไปหาราคาน้อย

1841
00:51:49,450 --> 00:51:49,649

1842
00:51:49,649 --> 00:51:50,609
นะคะ

1843
00:51:50,609 --> 00:51:50,991

1844
00:51:50,991 --> 00:51:53,293
ต้องบอกด้วย

1845
00:51:53,293 --> 00:51:56,254
เว็บในการซื้อของออนไลน์ค่ะ เหมือนกัน

1846
00:51:56,254 --> 00:51:56,573

1847
00:51:56,573 --> 00:51:59,136
ไส้ในของโปรแกร

1848
00:51:59,136 --> 00:52:01,497
มมัน คือ คำสั่งที่โรงเรียนวันนี้

1849
00:52:01,497 --> 00:52:02,598
นะคะ

1850
00:52:02,598 --> 00:52:06,598
นักศึกษาจะได้เข้าใจ เพราะต่อไปเราจะไม่เป็นแค่ผู้ใช้งานแล้ว

1851
00:52:07,021 --> 00:52:09,452
อาจจะได้เป็นผู้ดูแลระบบด้วยนะ

1852
00:52:09,452 --> 00:52:09,703

1853
00:52:09,703 --> 00:52:10,744

1854
00:52:10,744 --> 00:52:11,255

1855
00:52:11,255 --> 00:52:12,275

1856
00:52:12,275 --> 00:52:12,535

1857
00:52:12,535 --> 00:52:16,535
กันมันก็จะมีฟังก์ชันการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ที่เกิดขึ้นใน

1858
00:52:17,659 --> 00:52:18,038

1859
00:52:18,038 --> 00:52:22,038
การจัดการฐานข้อมูลด้วย อาจจะเป็นฟังก์ชันสำหรับการบวก การนับ

1860
00:52:22,723 --> 00:52:24,072
การหาค่าเฉลี่ย

1861
00:52:24,072 --> 00:52:24,453

1862
00:52:24,453 --> 00:52:25,285
นะคะ

1863
00:52:25,285 --> 00:52:26,244
ไอ้

1864
00:52:26,244 --> 00:52:28,177
avg ตัวนี้มันย่อมาจาก

1865
00:52:28,177 --> 00:52:30,096
average คือ การหาค่าเฉลี่ย

1866
00:52:30,096 --> 00:52:30,737
นะคะ

1867
00:52:30,737 --> 00:52:31,118

1868
00:52:31,118 --> 00:52:33,298
หาค่าน้อยที่สุดค่ามากที่สุด

1869
00:52:33,298 --> 00:52:33,809

1870
00:52:33,809 --> 00:52:33,999

1871
00:52:33,999 --> 00:52:37,470
อันนี้เป็นคณิตศาสตร์อย่างไร ก็ตอบมาใช้ด้วย

1872
00:52:37,470 --> 00:52:38,241
นะคะ

1873
00:52:38,241 --> 00:52:40,032
อย่างเช่น

1874
00:52:40,032 --> 00:52:41,181

1875
00:52:41,181 --> 00:52:42,652
ให้

1876
00:52:42,652 --> 00:52:44,323
รวม

1877
00:52:44,323 --> 00:52:46,693
ราคาทั้งหมด

1878
00:52:46,693 --> 00:52:46,885

1879
00:52:46,885 --> 00:52:47,015

1880
00:52:47,015 --> 00:52:47,467

1881
00:52:47,467 --> 00:52:51,318
แล้วให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ ชื่อว่า

1882
00:52:51,318 --> 00:52:51,508

1883
00:52:51,508 --> 00:52:53,299
Sum price ตัวนี้

1884
00:52:53,299 --> 00:52:53,619

1885
00:52:53,619 --> 00:52:54,071

1886
00:52:54,071 --> 00:52:54,711

1887
00:52:54,711 --> 00:52:55,412

1888
00:52:55,412 --> 00:52:58,174
ให้รวมราคาทั้งหมด

1889
00:52:58,174 --> 00:52:58,493

1890
00:52:58,493 --> 00:53:00,545
ใส่ในคอลัมน์ใหม่

1891
00:53:00,545 --> 00:53:00,736

1892
00:53:00,736 --> 00:53:04,736
ฟิวส์ใหม่จากตาราง Book เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์จากคำสั่งนี้

1893
00:53:05,799 --> 00:53:09,330
ก็คือการเอายอดรวมราคาหนังสือทั้งหมดมาบวกกัน

1894
00:53:09,330 --> 00:53:10,671

1895
00:53:10,671 --> 00:53:12,271
ถ้าได้ผลลัพธ์ตัวนี้

1896
00:53:12,271 --> 00:53:12,852

1897
00:53:12,852 --> 00:53:14,643
นะคะ

1898
00:53:14,643 --> 00:53:18,643
ก็ไม่ยากถ้าเราจำคำสั่งได้

1899
00:53:20,188 --> 00:53:19,533
ไม่ยาก

1900
00:53:18,364 --> 00:53:21,829
เลย มีบวกแล้วก็ต้องมีนับ

1901
00:53:21,829 --> 00:53:22,850

1902
00:53:22,850 --> 00:53:24,069
ให้

1903
00:53:24,069 --> 00:53:27,660
นับจำนวนจาก

1904
00:53:27,660 --> 00:53:28,492

1905
00:53:28,492 --> 00:53:30,863
รหัสหนังสือ

1906
00:53:30,863 --> 00:53:31,754
ทั้งหมด

1907
00:53:31,754 --> 00:53:32,795

1908
00:53:32,795 --> 00:53:34,394
จากตาราง book

1909
00:53:34,394 --> 00:53:34,775

1910
00:53:34,775 --> 00:53:36,316
โดยให้ชื่อ

1911
00:53:36,316 --> 00:53:38,238
คอลัมน์ใหม่ ชื่อว่า

1912
00:53:38,238 --> 00:53:39,000
เขา book

1913
00:53:39,000 --> 00:53:40,159

1914
00:53:40,159 --> 00:53:41,961
ก็คือให้นับจำนวน

1915
00:53:41,961 --> 00:53:42,471

1916
00:53:42,471 --> 00:53:45,413
Book ID คือหนังสือทั้งหมดนะคะ มีกี่เล่ม

1917
00:53:45,413 --> 00:53:45,924

1918
00:53:45,924 --> 00:53:48,106
มันก็รับมาได้ 7 เล่ม

1919
00:53:48,106 --> 00:53:48,295

1920
00:53:48,295 --> 00:53:50,226
อันนี้คือมันง่าย

1921
00:53:50,226 --> 00:53:53,688
มันมอง มันเรามองดูด้วยสายตาแล้วก็รู้

1922
00:53:53,688 --> 00:53:56,439
หากข้อมูลมันเยอะกว่านี้ล่ะ

1923
00:53:56,439 --> 00:53:57,411

1924
00:53:57,411 --> 00:54:01,411
แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไร ว่าตอนนี้มันยังมีหนังสือกี่เล่ม สมมติว่าให้คุณดูแลระบบจัดการห้องสมุดทั้งหมดของมหาวิทยลัย

1925
00:54:03,935 --> 00:54:04,775

1926
00:54:04,775 --> 00:54:08,775
มันไม่สามารถยืนดูที่หน้าประตูแล้วบอกได้ว่าเรามีหนังสือกี่เล่มใช่ไหมคะ

1927
00:54:09,005 --> 00:54:09,326

1928
00:54:09,326 --> 00:54:11,176
มันก็ต้องบวกจากฐานข้อมูล

1929
00:54:11,176 --> 00:54:11,306

1930
00:54:11,306 --> 00:54:11,887

1931
00:54:11,887 --> 00:54:12,028

1932
00:54:12,028 --> 00:54:13,688
ถ้าสมมุติว่าเราไปฝึกงาน

1933
00:54:13,688 --> 00:54:13,937

1934
00:54:13,937 --> 00:54:14,258

1935
00:54:14,258 --> 00:54:15,160
แล้ว

1936
00:54:15,160 --> 00:54:15,672

1937
00:54:15,672 --> 00:54:17,082

1938
00:54:17,082 --> 00:54:18,742

1939
00:54:18,742 --> 00:54:22,742
มีเจ้าหน้าที่ถามว่าให้เด็กฝึกงานไปดูสิ ว่ามีหนังสือกี่เล่ม คุณจะไปเดินนับไม่ใช่

1940
00:54:26,055 --> 00:54:30,055
เราสามารถสั่งได้จากฐานข้อมูลเลย ว่าวันนี้

1941
00:54:30,736 --> 00:54:32,848
ในห้องสมุดมีหนังสือกี่เล่ม

1942
00:54:32,848 --> 00:54:33,549

1943
00:54:33,549 --> 00:54:37,549
นะคะ หรือในอนาคตคุณต้องไปฝึกงานแน่นอน นะคะ จะบอกว่า

1944
00:54:37,662 --> 00:54:41,433
เด็กฝึกงานไปนับของในโกดังมีกี่ชิ้น

1945
00:54:41,433 --> 00:54:43,674
คุณจะไปนั่งนับหรอ

1946
00:54:43,674 --> 00:54:44,385

1947
00:54:44,385 --> 00:54:46,185
มันก็สามารถ

1948
00:54:46,185 --> 00:54:46,376

1949
00:54:46,376 --> 00:54:50,376
มีวิธีการสั่งจากฐานข้อมูลนี่แหละนับดูสิ ว่าสรุปสินค้าและมีกี่อย่าง

1950
00:54:51,880 --> 00:54:54,450
กูจะไปนั่งนับมันไม่ได้หรอกค่ะ ในชีวิตจริง

1951
00:54:54,450 --> 00:54:55,281
นะคะ

1952
00:54:55,281 --> 00:54:58,614

1953
00:54:58,614 --> 00:55:02,614
คำสั่งนี้ก็ค่อนข้างจำเป็นนะคะ สำหรับใช้ในการฝึกงานหรือทำงานในอนาคตนะ

1954
00:55:05,859 --> 00:55:08,612
หรือการหาค่าเฉลี่ย

1955
00:55:08,612 --> 00:55:09,133

1956
00:55:09,133 --> 00:55:13,133
นะคะ ก็จะเป็นการหาค่าเฉลี่ยของราคาของสินค้าทั้งหมด

1957
00:55:14,066 --> 00:55:16,569
โดยให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ชื่อว่า

1958
00:55:16,569 --> 00:55:18,818
avg

1959
00:55:18,818 --> 00:55:19,970
price ค่าเฉลี่ย

1960
00:55:19,970 --> 00:55:23,970
แสดงว่าหนังสือ 7 เล่มนี้นะคะ มีค่าเฉลี่ย

1961
00:55:24,583 --> 00:55:27,537
สอนเล่นประมาณ 640 2.14 ตัวนี้

1962
00:55:27,537 --> 00:55:31,537
ถ้าสมมุติว่ามีใครต้องการข้อมูลจากเราเราก็สามารถให้เขาดูได้

1963
00:55:33,040 --> 00:55:33,550

1964
00:55:33,550 --> 00:55:36,440
ต่อมา เขาถามว่า

1965
00:55:36,440 --> 00:55:39,264
ค่าหนังสือที่ถูกที่สุดในร้าน

1966
00:55:39,264 --> 00:55:40,992
เท่าไ

1967
00:55:40,992 --> 00:55:44,992
ร คุณจะไปเดินหาก็ไม่ใช่เราแค่สั่งให้ฐานข้อมูลมาแสดงผลสิว่า

1968
00:55:46,377 --> 00:55:48,880
ราคาสินค้าที่ถูกที่สุด

1969
00:55:48,880 --> 00:55:49,260

1970
00:55:49,260 --> 00:55:52,470
นะคะ โดยที่ให้กำหนดใส่ในคอลัมน์ใหม่

1971
00:55:52,470 --> 00:55:52,922

1972
00:55:52,922 --> 00:55:56,922
ราคาที่ถูกที่สุดตอนนี้คือถ้าเรามองด้วยสายตาเราก็ทราบแหละ ว่า 150

1973
00:55:57,971 --> 00:55:59,381
อย่างที่อาจารย์บอก

1974
00:55:59,381 --> 00:56:02,082
ถ้าเกิดสินค้ามีเป็นหมื่นเป็นแสนชิ้น

1975
00:56:02,082 --> 00:56:02,333

1976
00:56:02,333 --> 00:56:04,324
คุณจะมานั่งไล่ดู

1977
00:56:04,324 --> 00:56:06,045
เสียเวลาค่ะ

1978
00:56:06,045 --> 00:56:08,167
ฐานข้อมูลจัดการได้

1979
00:56:08,167 --> 00:56:11,817
ให้มันค้นหาให้คุณเลย ไม่เกิน 1 นาที รู้แน่นอน

1980
00:56:11,817 --> 00:56:12,589
นะคะ

1981
00:56:12,589 --> 00:56:12,911

1982
00:56:12,911 --> 00:56:15,411

1983
00:56:15,411 --> 00:56:16,309

1984
00:56:16,309 --> 00:56:16,502

1985
00:56:16,502 --> 00:56:20,502
หาราคาน้อยที่สุดแล้ว ก็อันนี้เป็น max price นะคะ ก็ดูราคามากที่สุดได้เช่นเดียวกัน

1986
00:56:23,161 --> 00:56:23,350

1987
00:56:23,350 --> 00:56:24,253

1988
00:56:24,253 --> 00:56:27,974
ต่อมาเป็นการรวมกลุ่มข้อมูล

1989
00:56:27,974 --> 00:56:28,297

1990
00:56:28,297 --> 00:56:32,007
นะคะ เป็นการรวมตามเงื่อนไข

1991
00:56:32,007 --> 00:56:32,136

1992
00:56:32,136 --> 00:56:32,778

1993
00:56:32,778 --> 00:56:36,778
ใ นเงื่อนไขทุกอย่างก็คือใช้คำสั่ง GROUP BY นะคะ เป็นการ

1994
00:56:36,939 --> 00:56:38,740
รวมตามเงื่อนไข

1995
00:56:38,740 --> 00:56:39,121

1996
00:56:39,121 --> 00:56:39,319

1997
00:56:39,319 --> 00:56:40,082
เช่น

1998
00:56:40,082 --> 00:56:40,863

1999
00:56:40,863 --> 00:56:41,753
ให้

2000
00:56:41,753 --> 00:56:41,883

2001
00:56:41,883 --> 00:56:43,744

2002
00:56:43,744 --> 00:56:46,176
ดูช่องนี้นะคะ รหัส

2003
00:56:46,176 --> 00:56:47,458
สำนักพิมพ์

2004
00:56:47,458 --> 00:56:48,287

2005
00:56:48,287 --> 00:56:50,348
รวมราคาออกมา

2006
00:56:50,348 --> 00:56:50,540

2007
00:56:50,540 --> 00:56:50,990

2008
00:56:50,990 --> 00:56:51,691

2009
00:56:51,691 --> 00:56:52,071

2010
00:56:52,071 --> 00:56:52,462

2011
00:56:52,462 --> 00:56:52,782

2012
00:56:52,782 --> 00:56:53,872

2013
00:56:53,872 --> 00:56:57,872
ออกมาโดยที่ให้รวมเป็นตามเลขสำนักพิมพ์

2014
00:57:00,991 --> 00:57:02,079

2015
00:57:02,079 --> 00:57:02,269

2016
00:57:02,269 --> 00:57:05,151
สำนักพิมพ์

2017
00:57:05,151 --> 00:57:09,151
นี้ อธิบายเป็นง่าย ๆ นะคะ สำนักพิมพ์นี้มีหนังสือกี่เล่ม รวมแล้วมูลค่าเท่าไร

2018
00:57:12,324 --> 00:57:12,844

2019
00:57:12,844 --> 00:57:13,095

2020
00:57:13,095 --> 00:57:13,286

2021
00:57:13,286 --> 00:57:15,216
อย่างเช่น สำนักพิมพ์

2022
00:57:15,216 --> 00:57:15,408

2023
00:57:15,408 --> 00:57:16,756
หมายเลข 4

2024
00:57:16,756 --> 00:57:16,948

2025
00:57:16,948 --> 00:57:20,208
มีหนังสืออยู่ 3 เล่ม

2026
00:57:20,208 --> 00:57:20,599

2027
00:57:20,599 --> 00:57:22,079
มันก็จะรวมให้ว่า

2028
00:57:22,079 --> 00:57:22,593

2029
00:57:22,593 --> 00:57:25,603
มูลค่าหนังสือของสำนักพิมพ์

2030
00:57:25,603 --> 00:57:27,333
นี้ เป็นราคาเท่านี้

2031
00:57:27,333 --> 00:57:31,333
สำนักพิมพ์ที่ 5 มีหนังสือกี่เล่ม ก็รวมงานอาจจะมีเล่มเดียวได้เท่านี้ สำนักพิมพ์ที่ 12

2032
00:57:34,574 --> 00:57:34,694

2033
00:57:34,694 --> 00:57:35,216

2034
00:57:35,216 --> 00:57:36,234
มี 3 เล่ม

2035
00:57:36,234 --> 00:57:40,234
รวมราคามาทั้งหมดได้เท่านี้ อันนี้คือคำสั่ง Group by คือจัดกลุ่มมานั่นเอง

2036
00:57:42,515 --> 00:57:42,706

2037
00:57:42,706 --> 00:57:43,606
นะคะ

2038
00:57:43,606 --> 00:57:44,439

2039
00:57:44,439 --> 00:57:47,900
การจัดกลุ่มข้อมูล เช่น

2040
00:57:47,900 --> 00:57:51,900
นักศึกษาปี 3 ชาย รวมแล้วมีกี่คน

2041
00:57:52,263 --> 00:57:52,454

2042
00:57:52,454 --> 00:57:56,454
อาจจะรวมโดยทั้งคณะหรือทั้งมหาวิทยาลัย แล้วแต่เรากำหนดเงื่อนไข

2043
00:57:56,945 --> 00:57:57,964
นะคะ

2044
00:57:57,964 --> 00:57:59,888

2045
00:57:59,888 --> 00:58:00,147

2046
00:58:00,147 --> 00:58:00,527

2047
00:58:00,527 --> 00:58:00,718

2048
00:58:00,718 --> 00:58:04,718
ถ้ามีเงื่อนไขนอกเหนือจากที่เรากำหนดไปแล้วเมื่อกี้ คือ เราให้

2049
00:58:06,110 --> 00:58:07,831
จัดกลุ่มเป็น

2050
00:58:07,831 --> 00:58:11,831
รหัสสำนักพิมพ์ แต่ถ้ามีเงื่อนไขเข้ามาอีก เราจะเพิ่มเป็นคำสั่ง Having ตัวนี

2051
00:58:14,312 --> 00:58:14,753

2052
00:58:14,753 --> 00:58:17,064
ถ้าเงื่อนไขเดียวมันไม่พอ

2053
00:58:17,064 --> 00:58:17,835

2054
00:58:17,835 --> 00:58:18,084

2055
00:58:18,084 --> 00:58:19,756
จากเมื่อกี้

2056
00:58:19,756 --> 00:58:23,756
นี้ เราเพิ่มเข้าไปอีกว่าให้เป็นรหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่ามากกว่าเท่ากับ 5

2057
00:58:25,141 --> 00:58:25,401

2058
00:58:25,401 --> 00:58:25,652

2059
00:58:25,652 --> 00:58:28,094
มันก็จะตัดสำนักพิมพ์ที่ 4 ออกไป

2060
00:58:28,094 --> 00:58:29,564
เหลือแค่ 2 สำนักพิมพ์

2061
00:58:29,564 --> 00:58:30,336

2062
00:58:30,336 --> 00:58:32,897
แล้วแต่ว่าเราจะเพิ่มเงื่อนไขอะไรอีก

2063
00:58:32,897 --> 00:58:36,897
นะคะ ก็ว่าอย่างที่บอก มุมมองการดูข้อมูลของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน

2064
00:58:38,931 --> 00:58:40,273
แล้วแต่ว่า

2065
00:58:40,273 --> 00:58:42,453
เขาจะอยากดูข้อมูลแบบไหน

2066
00:58:42,453 --> 00:58:44,314
อยากได้รายงานแบบไหน

2067
00:58:44,314 --> 00:58:48,286
นะคะ ระบบจัดการฐานข้อมูลก็สามารถจัดการได้ทั้งหมด

2068
00:58:48,286 --> 00:58:49,947
นะคะ

2069
00:58:49,947 --> 00:58:50,658

2070
00:58:50,658 --> 00:58:53,929
ต่อมาจะเป็นส่งของคำสั่งในการปรับปรุงฐานข้อมูล

2071
00:58:53,929 --> 00:58:56,811
ก็คือเป็นการเพิ่ม แก้ไข การลบข้อมูล

2072
00:58:56,811 --> 00:58:57,062

2073
00:58:57,062 --> 00:58:57,703
นะคะ

2074
00:58:57,703 --> 00:59:01,703
การเพิ่มข้อมูลเราจะใช้คำสั่ง insert into แล้วก็ใส่

2075
00:59:03,344 --> 00:59:05,720
Value รูปแบบคำสั่งจะเป็นแบบนี้

2076
00:59:05,720 --> 00:59:05,908

2077
00:59:05,908 --> 00:59:07,320
นะคะ

2078
00:59:07,320 --> 00:59:08,221

2079
00:59:08,221 --> 00:59:09,122

2080
00:59:09,122 --> 00:59:09,953

2081
00:59:09,953 --> 00:59:10,274

2082
00:59:10,274 --> 00:59:10,534

2083
00:59:10,534 --> 00:59:10,855

2084
00:59:10,855 --> 00:59:12,076
เช่น ตัวอย่าง

2085
00:59:12,076 --> 00:59:12,777

2086
00:59:12,777 --> 00:59:12,968

2087
00:59:12,968 --> 00:59:16,948
ข้อมูลเดิมจะอยู่ด้านข้อมูลด้านซ้ายนะคะ

2088
00:59:16,948 --> 00:59:20,948
คำสั่งที่เพิ่มเติม ก็คืออันนี้คือเงื่อนไขคือยังไม่ระบุคอลัมน์นะคะ ว่าให้ใส่คอลัมน์ไหน

2089
00:59:22,773 --> 00:59:23,224

2090
00:59:23,224 --> 00:59:23,354

2091
00:59:23,354 --> 00:59:25,215
แต่ถ้า

2092
00:59:25,215 --> 00:59:29,215
เราพิมพ์แบบนี้ แสดงว่าเรารู้แล้วว่าข้อมูลที่เราจะใส่นี่ มันก็จะเรียงลำดับตามนี้นะคะ

2093
00:59:32,327 --> 00:59:36,327
ถ้าคุณสลับตำแหน่ง มันก็จะไม่สนใจว่าคุณใส่คอลัมน์ผิดคำถูก ไม่รู้

2094
00:59:37,071 --> 00:59:37,712

2095
00:59:37,712 --> 00:59:38,483

2096
00:59:38,483 --> 00:59:39,053

2097
00:59:39,053 --> 00:59:41,755
คำสั่งก็คือ insert into ตัวนี ้

2098
00:59:41,755 --> 00:59:45,088
ให้ใส่ข้อมูลลงไปในตาราง book

2099
00:59:45,088 --> 00:59:46,880
ซึ่งมีค่าดังนี้

2100
00:59:46,880 --> 00:59:47,201

2101
00:59:47,201 --> 00:59:48,481
109

2102
00:59:48,481 --> 00:59:50,542
sql5

2103
00:59:50,542 --> 00:59:51,622
520

2104
00:59:51,622 --> 00:59:52,012

2105
00:59:52,012 --> 00:59:53,993
ผลลัพธ์ที่ได้จะมาอยู่ล่างสุด

2106
00:59:53,993 --> 00:59:54,505

2107
00:59:54,505 --> 00:59:57,977
ทำไมมันใส่คอลัมน์ถูกต้อง เพราะ

2108
00:59:57,977 --> 00:59:59,637
คำสั่ง

2109
00:59:59,637 --> 01:00:02,910
ให้ใส่ข้อมูลเนี่ยมันเรียงมาถูกต้องอยู่แล้ว

2110
01:00:02,910 --> 01:00:06,182
แต่ถ้าคุณสลับตำแหน่งผิด

2111
01:00:06,182 --> 01:00:06,953

2112
01:00:06,953 --> 01:00:07,525

2113
01:00:07,525 --> 01:00:08,934
ใส่ 520

2114
01:00:08,934 --> 01:00:11,307
มาอยู่ตรงนี้แทนเนี่ย

2115
01:00:11,307 --> 01:00:15,307
มันก็จะกลายเป็น Book ID 520 นะคะ แต่นี้ที่มันใส่ถูก เพราะว่า

2116
01:00:15,350 --> 01:00:17,400
เรียงลำดับตามคอลัมน์

2117
01:00:17,400 --> 01:00:19,323
ถูกต้องแค่นั้นเอง

2118
01:00:19,323 --> 01:00:19,764

2119
01:00:19,764 --> 01:00:20,723
ต่อมา

2120
01:00:20,723 --> 01:00:22,594
เพื่อความชัวร์

2121
01:00:22,594 --> 01:00:24,196
เราอาจจะระบุ

2122
01:00:24,196 --> 01:00:24,385

2123
01:00:24,385 --> 01:00:26,307
ชื่อคอลัมน์ไปด้วยก็ได้

2124
01:00:26,307 --> 01:00:30,307
เขาว่าข้อมูล 1010 นี่ ให้อยู่ใน book ID นะ

2125
01:00:30,733 --> 01:00:31,048

2126
01:00:31,048 --> 01:00:35,048
ชื่อหนังสือ vb รหัสสำนักพิมพ์ คือ 5 ราคาคือ 250

2127
01:00:36,488 --> 01:00:36,689

2128
01:00:36,689 --> 01:00:37,009

2129
01:00:37,009 --> 01:00:39,829
ข้อมูลจะมาต่อท้าย ด้านล่างแบบนี้

2130
01:00:39,829 --> 01:00:43,829
อันนี้ก็เพื่อป้องกันว่าเราจะใส่ข้อมูลผิดคอลัมน์หรือเปล่า

2131
01:00:44,185 --> 01:00:44,894
นะคะ

2132
01:00:44,894 --> 01:00:45,214

2133
01:00:45,214 --> 01:00:45,405

2134
01:00:45,405 --> 01:00:49,405
มันคือการเพิ่มข้อมูลนะคะ ง่ายมาก คำสั่งมีแค่นี้เอง insert into

2135
01:00:50,977 --> 01:00:53,217
สำหรับการเพิ่มข้อมูล

2136
01:00:53,217 --> 01:00:57,070
ต่อมาเป็นคำสั่งในการ

2137
01:00:57,070 --> 01:00:59,892
ปรับปรุงข้อมูล หรือแก้ไขข้อมูล

2138
01:00:59,892 --> 01:01:00,982
นะคะ

2139
01:01:00,982 --> 01:01:02,324
จะใช้คำสั่ง

2140
01:01:02,324 --> 01:01:03,352

2141
01:01:03,352 --> 01:01:04,064
update Set

2142
01:01:04,064 --> 01:01:04,505

2143
01:01:04,505 --> 01:01:07,837
ถ้ามีเงื่อนไขก็สามารถใส่เงื่อนไขเพิ่มได้

2144
01:01:07,837 --> 01:01:08,867
นะคะ

2145
01:01:08,867 --> 01:01:10,208

2146
01:01:10,208 --> 01:01:12,711
รูปแบบคำสั่ง

2147
01:01:12,711 --> 01:01:15,793
Update ก็คือปรับปรุงข้อมูลในตาราง

2148
01:01:15,793 --> 01:01:16,173

2149
01:01:16,173 --> 01:01:18,155
โดยมีค่า คือ

2150
01:01:18,155 --> 01:01:19,956
ให้ราคาทั้งหมด

2151
01:01:19,956 --> 01:01:22,396
บวกเพิ่มเข้าไปอีก 50 บาท

2152
01:01:22,396 --> 01:01:23,998

2153
01:01:23,998 --> 01:01:24,828

2154
01:01:24,828 --> 01:01:25,019

2155
01:01:25,019 --> 01:01:25,399

2156
01:01:25,399 --> 01:01:27,842

2157
01:01:27,842 --> 01:01:31,363
พอพิมพ์ตรงนี้ปุ๊บ ราคาหนังสือจะเพิ่มขึ้นจาก

2158
01:01:31,363 --> 01:01:34,444
เริ่ม 50 บาททุกเล่ม

2159
01:01:34,444 --> 01:01:35,464

2160
01:01:35,464 --> 01:01:38,166
จากเดิมตัวนี้ไม่มีราคาหนังสือ

2161
01:01:38,166 --> 01:01:39,378
ก็จะมีละ 50 บาท

2162
01:01:39,378 --> 01:01:39,769

2163
01:01:39,769 --> 01:01:41,110

2164
01:01:41,110 --> 01:01:41,810

2165
01:01:41,810 --> 01:01:42,522

2166
01:01:42,522 --> 01:01:46,522
อันนี้คือง่ายมาก ถ้าสมมุติว่าข้อมูลเรามีแค่นี้แหละ เรานั่งพิมพ์ทีละอันก็ได้ค่ะ

2167
01:01:47,657 --> 01:01:51,657
ถ้าสมมติว่าวันนี้เราเป็นร้านขายของที่มีของประมาณ 1 ชิ้น

2168
01:01:52,069 --> 01:01:56,069
น้องบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีขอขึ้น ราคา คุณจะมานั่งพิมพ์ใหม่ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน

2169
01:01:57,391 --> 01:01:57,582

2170
01:01:57,582 --> 01:01:58,483
เมื่อไหร่จะเสร็จ

2171
01:01:58,483 --> 01:02:00,343

2172
01:02:00,343 --> 01:02:02,075
เพิ่มขึ้นทีละ 10 บาท

2173
01:02:02,075 --> 01:02:02,395

2174
01:02:02,395 --> 01:02:02,585

2175
01:02:02,585 --> 01:02:04,577
มีของอยู่แสนชิ้น

2176
01:02:04,577 --> 01:02:05,086

2177
01:02:05,086 --> 01:02:05,279

2178
01:02:05,279 --> 01:02:09,279
นั่งพิมพ์เป็นแสนครั้ง แต่ถ้าเรารู้จักคำสั่งในระบบจัดการฐานข้อมูล และพิมพ์แค่ 2 บรรทัดทุกอย่างเสร็จหมดเลย

2179
01:02:13,029 --> 01:02:13,420

2180
01:02:13,420 --> 01:02:14,120
นะคะ

2181
01:02:14,120 --> 01:02:14,569

2182
01:02:14,569 --> 01:02:15,851

2183
01:02:15,851 --> 01:02:18,991
คือ การปรับปรุงฐานข้อมูล

2184
01:02:18,991 --> 01:02:21,873
อันนี้คือก็คือประโยชน์ดึงของฐานข้อมูลนะคะ

2185
01:02:21,873 --> 01:02:22,583

2186
01:02:22,583 --> 01:02:22,775

2187
01:02:22,775 --> 01:02:26,775
เพราะว่าถ้าเราไม่มีคำสั่งเรานี้นี่ บางทีไม่ต้องมานั่งพิมพ์ใหม่นี่ เหนื่อยมาก ๆ

2188
01:02:27,519 --> 01:02:28,290
นะคะ

2189
01:02:28,290 --> 01:02:28,421

2190
01:02:28,421 --> 01:02:28,799

2191
01:02:28,799 --> 01:02:29,061

2192
01:02:29,061 --> 01:02:30,341
นี่คือประโยชน์

2193
01:02:30,341 --> 01:02:32,201
ถ้าเรารู้คำสั่ง

2194
01:02:32,201 --> 01:02:33,482
นะคะ

2195
01:02:33,482 --> 01:02:33,803

2196
01:02:33,803 --> 01:02:36,172
ถ้ามีเงื่อนไขเพิ่มเติม

2197
01:02:36,172 --> 01:02:37,004

2198
01:02:37,004 --> 01:02:38,354

2199
01:02:38,354 --> 01:02:42,354
เงื่อนไขเพิ่มเติมนะคะ ให้ปรับปรุงตาราง book โดยที่เงื่อนไข ก็คือตอนนี้เศรษฐกิจมันดีแล้ว

2200
01:02:45,470 --> 01:02:46,562
ของมันถูก

2201
01:02:46,562 --> 01:02:47,201

2202
01:02:47,201 --> 01:02:51,172
ให้ลดราคาสินค้าลง 50 บาท

2203
01:02:51,172 --> 01:02:53,484
เฉพาะรหัสสำนักพิมพ์

2204
01:02:53,484 --> 01:02:55,014
12 เท่านั้น

2205
01:02:55,014 --> 01:02:55,786

2206
01:02:55,786 --> 01:02:56,875

2207
01:02:56,875 --> 01:03:00,875
เฉพาะบางบริษัท ก็ว่าไป อย่างเช่นวันนี้สินค้าราคาลง เฉพาะบริษัทนี้ เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงราคาลงได้

2208
01:03:05,403 --> 01:03:06,754
เพิ่มอีกบรรทัดหนึ่ง

2209
01:03:06,754 --> 01:03:07,014

2210
01:03:07,014 --> 01:03:07,395

2211
01:03:07,395 --> 01:03:09,956
นะคะ ถามว่า แล้ว

2212
01:03:09,956 --> 01:03:10,346

2213
01:03:10,346 --> 01:03:10,666

2214
01:03:10,666 --> 01:03:13,739
สินค้าในบริษัทอื่น จะเปลี่ยนไหม ไม่เปลี่ยนนะคะ

2215
01:03:13,739 --> 01:03:17,739
เพราะเรากำหนดเงื่อนไขว่าเฉพาะสำนักพิมพ์ 12 เท่านั้น ที่ลดราคาลง 50 บาท

2216
01:03:21,623 --> 01:03:22,192

2217
01:03:22,192 --> 01:03:22,974

2218
01:03:22,974 --> 01:03:23,746

2219
01:03:23,746 --> 01:03:24,195

2220
01:03:24,195 --> 01:03:25,027

2221
01:03:25,027 --> 01:03:25,409

2222
01:03:25,409 --> 01:03:29,409
ตัวนี้นะคะ คำสั่งลบก็ง่าย ๆ ค่ะ delete from

2223
01:03:29,910 --> 01:03:30,210

2224
01:03:30,210 --> 01:03:30,660

2225
01:03:30,660 --> 01:03:34,660
ก็ตามนี้เลยนะคะ ให้ลบข้อมูลจากตาราง Book  โดยมีเงื่อนไข คือให้ลบเฉพาะ Book ID ที่มีค่า 1010

2226
01:03:40,929 --> 01:03:43,041
จากเดิมจะมีตัวนี้แล้วก็ลบออก

2227
01:03:43,041 --> 01:03:46,052
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นแบบนี้

2228
01:03:46,052 --> 01:03:46,814

2229
01:03:46,814 --> 01:03:50,814
คือคำสั่งอย่างง่าย ที่เราจะเรียนในสัปดาห์หน้า

2230
01:03:53,703 --> 01:03:51,199
นะคะ

2231
01:03:50,094 --> 01:03:50,286

2232
01:03:50,286 --> 01:03:51,116

2233
01:03:51,116 --> 01:03:51,888

2234
01:03:51,888 --> 01:03:52,078

2235
01:03:52,078 --> 01:03:55,738
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าอาจารย์จะเตรียมข้อมูลมา

2236
01:03:55,738 --> 01:03:56,118

2237
01:03:56,118 --> 01:03:57,659
ให้นักศึกษาเพิ่ม

2238
01:03:57,659 --> 01:03:59,130
ฐานข้อมูลเอง

2239
01:03:59,130 --> 01:04:00,661
พิมพ์เอง

2240
01:04:00,661 --> 01:04:03,813
นะคะ ตั้งค่าคีย์หลักเอง

2241
01:04:03,813 --> 01:04:05,664
กรอกข้อมูลเองทั้งหมด

2242
01:04:05,664 --> 01:04:09,664
ลอ เพิ่ม ลบข้อมูล ลองดึงข้อมูลเป็นรายงานออกมาด้วยตัวเอง

2243
01:04:12,016 --> 01:04:12,672

2244
01:04:12,672 --> 01:04:12,907

2245
01:04:12,907 --> 01:04:16,907
สัปดาห์นี้จะให้ลองกลับไปทบทวนว่าคำสั่งที่จะใช้

2246
01:04:17,589 --> 01:04:20,991
select from DElete from update set

2247
01:04:20,991 --> 01:04:21,311

2248
01:04:21,311 --> 01:04:21,503

2249
01:04:21,503 --> 01:04:24,383
insert into อะไรก็ว่าไป

2250
01:04:24,383 --> 01:04:26,753
มันจะเป็นอย่างไรบ้างนะคะ

2251
01:04:26,753 --> 01:04:27,135

2252
01:04:27,135 --> 01:04:31,135
อาทิตย์หน้าวอร์มนิ้วมือมาให้พร้อมเพราะเราต้องพิมพ์เอง

2253
01:04:31,175 --> 01:04:32,907
เครื่องใครเครื่องมัน

2254
01:04:32,907 --> 01:04:33,736

2255
01:04:33,736 --> 01:04:34,058

2256
01:04:34,058 --> 01:04:38,058
เครื่องใครเครื่องมันพิมพ์ภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่องก็

2257
01:04:38,161 --> 01:04:40,854
จะได้คล่องนี่แหละอาทิตย์หน้านะคะ

2258
01:04:40,854 --> 01:04:41,243

2259
01:04:41,243 --> 01:04:42,774
พิมพ์บ่อย ๆ

2260
01:04:42,774 --> 01:04:43,225

2261
01:04:43,225 --> 01:04:43,545

2262
01:04:43,545 --> 01:04:44,505
เพราะว่า

2263
01:04:44,505 --> 01:04:48,098
การพิมพ์คำสั่ง SQL ง่ายที่สุดแล้วในการเขียนโปรแกรม

2264
01:04:48,098 --> 01:04:48,488

2265
01:04:48,488 --> 01:04:49,699

2266
01:04:49,699 --> 01:04:53,699
อาทิตย์นี้ก็จะประมาณนี้นะคะ เดี๋ยวเราอาทิตย์หน้า

2267
01:04:54,250 --> 01:04:54,451

2268
01:04:54,451 --> 01:04:57,843
ก็มาให้เร็วหน่อย เพราะว่าเราจะไปปฏิบัติ

2269
01:04:57,843 --> 01:04:58,224

2270
01:04:58,224 --> 01:04:59,054
นะคะ

2271
01:04:59,054 --> 01:04:59,374

2272
01:04:59,374 --> 01:04:59,636

2273
01:04:59,636 --> 01:05:00,467
ก็

2274
01:05:00,467 --> 01:05:04,467
ขอบคุณล่าม ขอบคุณความนะคะ วันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ

2275
01:05:07,898 --> 01:05:07,768
โอเ

2276
01:05:04,772 --> 01:05:05,601

2277
01:05:05,601 --> 01:05:09,601
คค่ะ ขอบคุณมากนะคะ

2278
01:05:10,541 --> 01:05:11,944

2279
01:05:11,944 --> 01:05:12,657

2280
01:05:12,657 --> 01:05:12,844

2281
01:05:12,844 --> 01:05:16,844

2282
01:05:16,877 --> 01:05:20,348

2283
01:05:20,348 --> 01:05:22,781

2284
01:05:22,781 --> 01:05:26,781


