﻿1
-00:00:04,048 --> -00:00:02,048


2
-00:00:02,024 --> -00:00:00,024


3
00:00:00,000 --> 00:00:03,161
การได้ยินไหมคะ

4
00:00:02,194 --> 00:00:03,592
กินค่ะ

5
00:00:03,804 --> 00:00:04,739
โอเคค่ะ

6
00:00:04,692 --> 00:00:05,133


7
00:00:05,012 --> 00:00:05,625


8
00:00:05,723 --> 00:00:06,777


9
00:00:06,933 --> 00:00:08,363
อาทิตย์นี้

10
00:00:08,352 --> 00:00:13,533
นะคะจะเป็นการแนะนำตัวโปรแกรมที่เราจะใช้

11
00:00:13,532 --> 00:00:13,816


12
00:00:13,722 --> 00:00:14,789
เขียน

13
00:00:16,163 --> 00:00:16,901


14
00:00:17,193 --> 00:00:17,439


15
00:00:17,642 --> 00:00:17,932


16
00:00:17,964 --> 00:00:23,874
ระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะก็จะเป็นโปรแกรมเอาอย่างง่ายกว่าละกัน

17
00:00:23,783 --> 00:00:30,302
นะคะเพราะว่าไอ้ตัวภาษา SQL เนี่ยมันก็จะมีโปรแกรมที่ใช้งานร่วมกันได้

18
00:00:30,183 --> 00:00:31,449
หลายโปรแกรมมาก

19
00:00:31,653 --> 00:00:32,273


20
00:00:32,422 --> 00:00:32,857


21
00:00:33,132 --> 00:00:33,329


22
00:00:33,392 --> 00:00:36,277
น่าจะเป็น mysql หรือเป็น oracle

23
00:00:36,392 --> 00:00:39,792
แต่มันก็จะใช้ภาษาเดียวกันคือภาษา html ซึ่ง

24
00:00:39,723 --> 00:00:40,154


25
00:00:40,183 --> 00:00:45,404
โปรแกรมในเครื่องเราถ้าไม่ได้ติดตั้งเพิ่มเติมเขาจะมีอยู่แล้วนะคะก็คือโปรแกรม

26
00:00:45,301 --> 00:00:45,653


27
00:00:45,871 --> 00:00:47,203
Microsoft Access

28
00:00:47,282 --> 00:00:47,510


29
00:00:47,472 --> 00:00:50,031
นะคะบันทึกมีความสามารถ

30
00:00:50,042 --> 00:00:51,627
ที่จะพิมพ์

31
00:00:51,641 --> 00:00:54,195
คำสั่งภาษา SQL ลงไปได้ด้วย

32
00:00:54,332 --> 00:00:54,806


33
00:00:54,521 --> 00:00:54,805


34
00:00:54,652 --> 00:00:57,001
แล้วก็ในส่วนของตัว

35
00:00:57,022 --> 00:00:58,351
โปรแกรมนี้เนี่ย

36
00:00:58,311 --> 00:01:01,052
หน้าตาการทำงานมันจะคล้ายๆกับโปรแกรม

37
00:01:00,932 --> 00:01:03,807
Excel ที่เราเคยใช้งานกันอยู่แล้ว

38
00:01:03,812 --> 00:01:06,962
เก็บข้อมูลในรูปแบบที่เป็นตารางเหมือนกัน

39
00:01:06,951 --> 00:01:07,182


40
00:01:07,152 --> 00:01:08,656
เราก็จะได้

41
00:01:08,621 --> 00:01:09,114


42
00:01:08,872 --> 00:01:11,182
ทำความเข้าใจกับมันง่ายขึ้นนะคะ

43
00:01:11,183 --> 00:01:11,463


44
00:01:11,311 --> 00:01:11,547


45
00:01:12,201 --> 00:01:15,548
โดยตัว Microsoft Access เนี่ยนะคะ

46
00:01:15,471 --> 00:01:18,555
ในรูปตัวโปรแกรมมันจะเป็นสีส้มๆเนาะ

47
00:01:18,481 --> 00:01:21,228
มันจะเป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์

48
00:01:21,233 --> 00:01:26,559
อย่างที่เราเคยได้วาดรูปไปแล้วว่าแต่ละตารางมันควรจะสัมพันธ์กันยังไง

49
00:01:26,622 --> 00:01:27,236


50
00:01:27,510 --> 00:01:27,754


51
00:01:27,771 --> 00:01:31,187
โปรแกรมนี้เนี่ยมันก็จะมีความสามารถทั้ง

52
00:01:31,551 --> 00:01:33,148
การจัดการฐานข้อมูล

53
00:01:33,151 --> 00:01:33,567


54
00:01:33,542 --> 00:01:38,880
แล้วก็สร้างโปรแกรมได้ในตัวเดียวกันก็คือเป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างครบสำหรับการทำงาน

55
00:01:38,920 --> 00:01:41,091
ฐานข้อมูลเบื้องต้นนะคะ

56
00:01:41,101 --> 00:01:41,650


57
00:01:41,612 --> 00:01:47,235
มันเลยเหมาะกับที่จะให้นักศึกษาเรียนรู้แล้วก็พัฒนาโปรแกรมไว้ใช้งาน

58
00:01:47,120 --> 00:01:47,810
นะคะ

59
00:01:47,761 --> 00:01:48,010


60
00:01:48,079 --> 00:01:48,920


61
00:01:48,850 --> 00:01:50,054
คนที่

62
00:01:50,260 --> 00:01:53,127
อาจจะไม่มีความรู้ในการเขียนโปรแกรมมากนักเนี่ย

63
00:01:53,070 --> 00:01:55,598
เขาก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้เช่นเดียวกัน

64
00:01:55,710 --> 00:01:59,236
นะคะเพราะว่ามันก็วิธีการใช้งานก็ค่อนข้างสะดวก

65
00:01:59,160 --> 00:02:00,369
แล้วก็

66
00:02:00,701 --> 00:02:01,627


67
00:02:01,661 --> 00:02:03,505
โปรแกรมก็ใช้ง่าย

68
00:02:03,520 --> 00:02:03,804


69
00:02:03,971 --> 00:02:07,167
คำสั่งในซอยวุ่นวายมากนะคะ

70
00:02:07,300 --> 00:02:07,528


71
00:02:08,000 --> 00:02:09,815
หน้าตาตอนสร้าง

72
00:02:09,730 --> 00:02:14,339
ฐานข้อมูลก็จะเริ่มต้นประมาณนี้นะคะแต่เดี๋ยวเราค่อยไปดูในตัวโปรแกรมกัน

73
00:02:14,539 --> 00:02:15,030


74
00:02:14,789 --> 00:02:19,363
มันจะมีส่วนของการทำงานหลักๆอยู่ด้านบนนะคะแล้วจะเรียกเป็นริบบอน

75
00:02:19,350 --> 00:02:20,217
ข้างบน

76
00:02:20,310 --> 00:02:20,558


77
00:02:20,562 --> 00:02:21,626
นะคะ

78
00:02:21,648 --> 00:02:24,292
ในรูปเนี่ยมึงจะเป็น 10 เกี่ยวกับกัน

79
00:02:24,270 --> 00:02:24,524


80
00:02:24,469 --> 00:02:26,500
กำหนดโครงสร้างของตาราง

81
00:02:26,449 --> 00:02:26,687


82
00:02:26,829 --> 00:02:27,466
ราคา

83
00:02:27,609 --> 00:02:27,814


84
00:02:27,869 --> 00:02:28,882
แล้วก็

85
00:02:28,829 --> 00:02:29,078


86
00:02:29,079 --> 00:02:34,083
การกำหนดหน้าจอสำหรับบันทึกข้อมูลหรือแสดงข้อมูลแล้วก็สามารถทำได้

87
00:02:34,649 --> 00:02:36,366
การสร้างรายงาน

88
00:02:36,321 --> 00:02:36,578


89
00:02:36,508 --> 00:02:37,527
อาหารเช่น

90
00:02:37,728 --> 00:02:38,004


91
00:02:37,918 --> 00:02:43,749
สมมุติมีรายชื่ออยู่ 1 รายชื่อเราอยากให้มันออกเป็นรายงานเฉพาะชื่อที่เป็นผู้หญิง

92
00:02:43,948 --> 00:02:46,769
เราก็สามารถช่างรายงานออกมาได้เหมือนกัน

93
00:02:46,948 --> 00:02:47,216


94
00:02:47,338 --> 00:02:51,896
รวมถึงการสืบค้นการเรียกดูข้อมูลอื่นตามเงื่อนไขแล้วก็สามารถทำได้

95
00:02:52,078 --> 00:02:55,969
ส่วนของการสืบค้นเรียกดูข้อมูลเนี่ยเราจะใช้คำสั่ง SQL

96
00:02:56,178 --> 00:02:57,638
ครีมด้วยตัวเอง

97
00:02:57,779 --> 00:02:59,111
เราจะไม่ใช้

98
00:02:59,438 --> 00:02:59,723


99
00:02:59,698 --> 00:03:01,360
โปรแกรมสำเร็จรูปทุกอย่าง

100
00:03:01,308 --> 00:03:05,719
เราจะได้รู้เลยว่าเวลาที่เราใช้ภาษา html มันทำงานยังไง

101
00:03:05,788 --> 00:03:06,403


102
00:03:07,447 --> 00:03:07,682


103
00:03:08,418 --> 00:03:11,342
โดยตารางที่อยู่ใน

104
00:03:11,357 --> 00:03:15,152
โปรแกรม access นะคะรูปแบบของตารางเนี่ย

105
00:03:16,098 --> 00:03:16,378


106
00:03:16,288 --> 00:03:20,138
ซึ่งมันเป็นมาตรฐานของการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบฐานข้อมูลอยู่แล้ว

107
00:03:20,137 --> 00:03:20,820


108
00:03:20,838 --> 00:03:23,058
ถ้าเราต้องการจะบันทึก

109
00:03:23,018 --> 00:03:28,539
หรือเก็บข้อมูลเนี่ยเราก็จะต้องสร้างตารางขึ้นมาก่อนถึงจะใช้งานได้

110
00:03:28,787 --> 00:03:29,469
เหมือน

111
00:03:29,547 --> 00:03:35,328
อาทิตย์ก่อนๆที่อาจารย์ให้ศึกษาลองเปิดโปรแกรมดูเนี่ยบางคนจะยังพิมพ์อะไรลงไปไม่ได้เลย

112
00:03:35,259 --> 00:03:35,543


113
00:03:35,507 --> 00:03:36,329
เพราะว่า

114
00:03:36,279 --> 00:03:37,610
เรายังไม่มีตาราง

115
00:03:37,628 --> 00:03:38,063


116
00:03:37,947 --> 00:03:38,212


117
00:03:38,137 --> 00:03:38,378


118
00:03:38,516 --> 00:03:39,337
นะคะ

119
00:03:39,286 --> 00:03:41,923
มันจะดูเหมือนกดอะไรไม่ได้เพราะ

120
00:03:41,917 --> 00:03:43,894
เรายังไม่ได้เริ่มสร้างตารางเลย

121
00:03:43,838 --> 00:03:47,818
การสร้างตารางในที่นี้เนี่ยมันก็คือการตั้งชื่อ

122
00:03:47,938 --> 00:03:50,622
แล้วก็กำหนดโครงสร้างของตารางด้วย

123
00:03:50,696 --> 00:03:50,973


124
00:03:51,017 --> 00:03:51,238


125
00:03:51,266 --> 00:03:56,209
ก็คือเราก็จะมีค่าใน Excel มันจะเป็นคอลัมน์ Column ใช่ไหมคะ

126
00:03:56,137 --> 00:03:56,417


127
00:03:56,706 --> 00:03:59,855
access ก็เหมือนกันเราก็ต้องโหลดว่า

128
00:03:59,787 --> 00:04:01,783
หัว Column แต่ละคอลัมน์

129
00:04:01,705 --> 00:04:02,994
ก็คือฟิวนี่แหละ

130
00:04:02,987 --> 00:04:03,871
นะคะ

131
00:04:03,946 --> 00:04:05,614
มันจะมีชื่อว่าอะไรบ้าง

132
00:04:05,616 --> 00:04:10,034
แล้วก็คุณสมบัติของข้อมูลที่ต้องบรรจุลงไปในนะเนี่ย

133
00:04:10,676 --> 00:04:10,891


134
00:04:11,386 --> 00:04:15,550
มีอะไรนะคะเช่นเป็นตัวหนังสือเท่านั้น

135
00:04:15,616 --> 00:04:18,116
หรือเป็นตัวเลขผสมกับตัวหนังสือ

136
00:04:18,236 --> 00:04:20,664
หรือรับเฉพาะค่าตัวเลข

137
00:04:21,056 --> 00:04:23,090
ตัวเลขต้องไม่เกิน 10 ตัว

138
00:04:23,496 --> 00:04:24,749
อะไรก็ว่าไป

139
00:04:24,706 --> 00:04:26,548
รวมถึงต้องกำหนดคีย์หลัก

140
00:04:26,626 --> 00:04:26,888


141
00:04:27,207 --> 00:04:31,959
การกำหนดคีย์หลักในโปรแกรม access มันก็ง่ายๆกดปุ่มเดียวก็เสร็จเลย

142
00:04:32,205 --> 00:04:36,752
แล้วก็ต้องกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป

143
00:04:36,816 --> 00:04:37,078


144
00:04:37,067 --> 00:04:37,762
ว่า

145
00:04:37,706 --> 00:04:39,241
มันจะเชื่อมต่อกันยังไง

146
00:04:39,445 --> 00:04:40,318
นะคะ

147
00:04:40,665 --> 00:04:41,084


148
00:04:41,235 --> 00:04:41,617


149
00:04:42,385 --> 00:04:45,717
ตัวอย่างโครงสร้างของฐานข้อมูลนี้เรา

150
00:04:45,656 --> 00:04:51,261
ทบทวนอีกรอบนะคะที่โทรอยู่ในหน้าจอตอนนี้ก็คือเราเรียกว่าตารางเนาะ

151
00:04:51,165 --> 00:04:51,441


152
00:04:51,745 --> 00:04:54,287
มีแถวมีคอลัมน์

153
00:04:54,555 --> 00:04:55,311
นะคะ

154
00:04:55,335 --> 00:04:55,895


155
00:04:55,906 --> 00:05:00,589
แนวตั้งเรียกว่าคอลัมน์ถ้าศัพท์ในระบบจัดการฐานข้อมูล Seal

156
00:05:01,025 --> 00:05:05,321
อย่างในตารางนี้จะมีอยู่ 4 Silver คือสีคอลัมน์

157
00:05:05,515 --> 00:05:08,743
มี 3 ได้กอดก็คือ 3 แถวข้อมูล

158
00:05:09,035 --> 00:05:12,233
อันนี้เป็นตัวอย่างข้อมูลผู้ป่วย

159
00:05:12,944 --> 00:05:17,306
นะคะไอ้ตัว H M เนี่ยมันย่อมาจากรหัส

160
00:05:17,364 --> 00:05:17,638


161
00:05:18,194 --> 00:05:23,792
ป่วยนะคะ Cotton Number แล้วก็จะมีชื่อมีนามสกุลจริงที่อยู่อันนี้เป็น

162
00:05:23,704 --> 00:05:25,934
ตัวอย่างการเก็บข้อมูลอย่างง่าย

163
00:05:26,205 --> 00:05:27,727
ตัวอย่างง่าย

164
00:05:27,875 --> 00:05:29,719
ส่วนในโปรแกรม

165
00:05:29,984 --> 00:05:30,258


166
00:05:31,264 --> 00:05:36,601
เราจะสร้างตารางนะคะโดยที่กันเราจะมากำหนดคุณสมบัติ

167
00:05:37,104 --> 00:05:39,592
ของคอลัมน์แบบเมื่อกี้นี้

168
00:05:39,783 --> 00:05:44,073
เราจะมากดกดตรงที่ส่วนของการดีไซน์การออกแบบ

169
00:05:44,723 --> 00:05:46,756
มันก็ถามว่ายังอยู่ตรงนี้

170
00:05:46,774 --> 00:05:47,026


171
00:05:47,224 --> 00:05:49,067
อันนี้มันเป็นภาษาอังกฤษอ่ะนะคะ

172
00:05:49,845 --> 00:05:55,494
ชื่อคอลัมน์อะไรนะคะเก็บข้อมูลชนิดอะไร

173
00:05:55,803 --> 00:05:56,033


174
00:05:56,894 --> 00:05:59,256
บางทีตัว ID เนี่ย

175
00:05:59,584 --> 00:06:02,358
ถ้าเราไม่ได้กำหนดค่ามันจะเป็นออโต้

176
00:06:02,663 --> 00:06:02,910


177
00:06:03,043 --> 00:06:06,630
มันจะเพิ่มไปเรื่อยๆตามจำนวนที่เราเพิ่มเข้ามา

178
00:06:06,563 --> 00:06:06,985


179
00:06:06,944 --> 00:06:11,436
แต่เราสามารถระบุเองก็ได้ค่ะบางทีเราไม่อยากได้ตัวเลข

180
00:06:11,563 --> 00:06:13,579
1 2 3 4 5 ไปเรื่อยๆไง

181
00:06:13,543 --> 00:06:14,680
บางทีก็

182
00:06:15,403 --> 00:06:17,392
มันอาจจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ทุกระบบ

183
00:06:17,393 --> 00:06:19,952
นะคะแม่จะต้องมีตัวหนังสือ

184
00:06:19,893 --> 00:06:20,123


185
00:06:20,084 --> 00:06:22,120
ที่มันมีมาผสมกับตัวเลข

186
00:06:22,132 --> 00:06:24,261
รหัสนักศึกษาเราเนี่ย

187
00:06:24,183 --> 00:06:27,296
เข้ามาใหม่แล้วจรัญ 1 2 3 4 5 ไปเลยไม่ได้

188
00:06:27,192 --> 00:06:27,746


189
00:06:28,093 --> 00:06:30,074
มันจะต้องกำหนดเฉพาะ

190
00:06:30,263 --> 00:06:34,078
เล่นขึ้นต้นด้วยปีการศึกษาตามมาด้วยรหัสคณะ

191
00:06:34,243 --> 00:06:35,964
ตามมาด้วยรหัสหลักสูตร

192
00:06:36,034 --> 00:06:39,570
แล้วค่อยเป็นถึงเลขที่ของเราว่าเลขที่อะไร

193
00:06:39,553 --> 00:06:39,825


194
00:06:39,812 --> 00:06:40,370


195
00:06:40,383 --> 00:06:41,649
ตัวอย่าง

196
00:06:41,612 --> 00:06:41,904


197
00:06:41,862 --> 00:06:42,102


198
00:06:43,462 --> 00:06:50,502
ถ้าเป็นการทำงานในการจัดการตารางจริงๆเนี่ยมันจะไม่มีข้อมูลแค่นิดเดียวอย่างที่เราเคยเห็น

199
00:06:50,515 --> 00:06:52,162
อย่างนั้นซ้าย

200
00:06:52,183 --> 00:06:52,802
นะคะ

201
00:06:52,752 --> 00:06:54,290
ก็จะเป็นตัวอย่างของ

202
00:06:54,612 --> 00:06:55,125


203
00:06:55,122 --> 00:06:57,158
ตารางทั้งหมดที่มันเอามา

204
00:06:57,101 --> 00:06:57,363


205
00:06:57,231 --> 00:06:58,502
เชื่อมโยงกัน

206
00:06:58,712 --> 00:06:58,926


207
00:06:58,843 --> 00:07:00,754
มีไม่ต่ำกว่า 20 ตาราง

208
00:07:00,822 --> 00:07:01,196


209
00:07:01,402 --> 00:07:03,569
ถ้ามันเป็นระบบงานใหญ่ๆ

210
00:07:03,703 --> 00:07:04,138


211
00:07:03,902 --> 00:07:04,772
รวมถึง

212
00:07:04,731 --> 00:07:09,831
การกำหนดด้วยว่าข้อมูลแต่ละชนิดที่เข้ามาเนี่ยอย่างเช่น ID

213
00:07:09,981 --> 00:07:14,077
เขากำหนดให้เป็นตัวเลขให้มันเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆอนุมัติ

214
00:07:14,022 --> 00:07:14,452


215
00:07:14,542 --> 00:07:15,934
ส่วนเลข

216
00:07:15,941 --> 00:07:18,042
ประจำตัวผู้ป่วย

217
00:07:18,121 --> 00:07:19,853
เขาจะให้กรอก

218
00:07:19,852 --> 00:07:20,855
นะคะ

219
00:07:21,001 --> 00:07:23,568
แล้วก็จะมีคำอธิบายว่าไอ้คำ

220
00:07:23,632 --> 00:07:25,786
คำย่อหรือหัวตารางเนี่ย

221
00:07:25,741 --> 00:07:25,959


222
00:07:26,511 --> 00:07:28,551
ถ้าเป็นภาษาไทยคืออะไร

223
00:07:28,881 --> 00:07:29,629
นะคะ

224
00:07:29,712 --> 00:07:29,931


225
00:07:29,971 --> 00:07:30,644


226
00:07:30,741 --> 00:07:32,262
ovation

227
00:07:32,282 --> 00:07:33,867
คือเลขบัตรเดิม

228
00:07:33,822 --> 00:07:36,770
ต้องพิมพ์ยังไงหนูไม่จำเป็นต้องพิมพ์ไหม

229
00:07:36,951 --> 00:07:39,450
ชื่อแรกจำเป็นต้องพิมพ์นามสกุล

230
00:07:39,390 --> 00:07:41,574
เราจะกำหนดตรงนี้ด้วยคำอธิบาย

231
00:07:41,632 --> 00:07:41,856


232
00:07:41,891 --> 00:07:42,895


233
00:07:42,982 --> 00:07:45,211
ถ้าในส่วนของ

234
00:07:45,221 --> 00:07:46,810
ฐานข้อมูล

235
00:07:47,342 --> 00:07:49,836
จะเรียกว่าเป็นพจนานุกรมข้อมูล

236
00:07:49,771 --> 00:07:51,543
Data Dictionary

237
00:07:51,690 --> 00:07:53,341
ก็คือสิ่งที่เราต้องบอก

238
00:07:53,291 --> 00:07:54,369
อย่างสมมุติว่า

239
00:07:54,501 --> 00:07:56,751
จะเป็นโปรแกรมเมอร์คนใหม่มาทำงาน

240
00:07:56,880 --> 00:07:57,390


241
00:07:57,141 --> 00:07:57,823
นะคะ

242
00:07:57,971 --> 00:07:58,182


243
00:07:58,100 --> 00:08:00,299
เห็นคำย่อ PT

244
00:08:00,340 --> 00:08:01,607
แมรี่

245
00:08:01,550 --> 00:08:01,827


246
00:08:02,450 --> 00:08:03,385
คืออะไร

247
00:08:03,411 --> 00:08:03,770


248
00:08:03,740 --> 00:08:04,089


249
00:08:04,061 --> 00:08:07,683
มาทำงานต่อจากเขาแล้วเขาไม่เขียนอธิบายว่า

250
00:08:07,700 --> 00:08:09,103
คำศัพท์คำเนี่ย

251
00:08:09,300 --> 00:08:09,526


252
00:08:09,621 --> 00:08:11,565
มันคือข้อมูลอะไรที่ต้องตอบ

253
00:08:11,540 --> 00:08:11,823


254
00:08:11,670 --> 00:08:11,970


255
00:08:12,321 --> 00:08:12,597


256
00:08:13,151 --> 00:08:13,841


257
00:08:13,979 --> 00:08:14,211


258
00:08:14,180 --> 00:08:15,767
นั่นคือสถานภาพสมรส

259
00:08:15,710 --> 00:08:17,695
สมมุติเขาไม่ได้บอกเราไว้

260
00:08:18,461 --> 00:08:21,458
เราก็ต้องมากว่าจะทำความเข้าใจได้ว่า

261
00:08:21,351 --> 00:08:21,637


262
00:08:21,610 --> 00:08:24,425
สรุปข้อมูลนี้เขาต้องการข้อมูลอะไรกันแน่

263
00:08:24,620 --> 00:08:29,789
เพราะฉะนั้นการเขียนคำอธิบายก็ค่อนข้างจำเป็นเหมือนกันสำหรับการจัดการฐานข้อมูล

264
00:08:30,001 --> 00:08:30,747
นะคะ

265
00:08:31,981 --> 00:08:32,183


266
00:08:32,429 --> 00:08:32,688


267
00:08:32,619 --> 00:08:32,847


268
00:08:33,010 --> 00:08:34,330
ส่วนด้านล่าง

269
00:08:34,419 --> 00:08:35,229


270
00:08:35,309 --> 00:08:35,525


271
00:08:35,630 --> 00:08:38,513
เป็นการบอกขนาดของข้อมูล

272
00:08:38,520 --> 00:08:42,032
นะคะเช่นจำนวนเงินเดือน

273
00:08:42,230 --> 00:08:42,428


274
00:08:42,940 --> 00:08:45,630
เงินเดือนน่าจะไม่มีแค่ 2 หลัก

275
00:08:45,819 --> 00:08:50,748
บางคนเงินเดือนเยอะบางคนเงินเดือนน้อยเราก็สามารถกำหนดได้ว่า

276
00:08:50,560 --> 00:08:52,618
เลขที่สามารถกรอกเข้าไปได้เนี่ย

277
00:08:52,539 --> 00:08:53,944
มากขนาดไหน

278
00:08:53,959 --> 00:08:55,485
อาจจะยังไม่เห็นภาพ

279
00:08:55,749 --> 00:08:59,529
ถ้าสมมุติว่ามันเป็นคอลัมน์ที่เกี่ยวกับงบประมาณประเทศ

280
00:08:59,850 --> 00:09:00,118


281
00:09:00,229 --> 00:09:00,533


282
00:09:00,739 --> 00:09:02,557
ไม่ต้องกรอกตัวเลขเยอะๆ

283
00:09:02,669 --> 00:09:05,933
นะคะเลข 67 หลักมันไม่พอแน่นอน

284
00:09:05,999 --> 00:09:11,498
เราก็ต้องมากำหนดต้องดูด้วยว่าข้อมูลที่ใส่ได้ควรจะเป็นข้อมูล

285
00:09:11,638 --> 00:09:12,845
ขนาดไหน

286
00:09:13,238 --> 00:09:17,473
หรือบัตรประชาชนเรามากำหนดเลยว่าให้กรอกได้แค่ 13 หลัก

287
00:09:17,469 --> 00:09:20,151
เราก็จะมากำหนดตรง Property ข้างล่างตรงนี้

288
00:09:20,219 --> 00:09:20,850
นะคะ

289
00:09:21,438 --> 00:09:21,926


290
00:09:24,258 --> 00:09:27,835
การสร้างตารางโดยใช้มุมมอง

291
00:09:27,778 --> 00:09:29,225
การออกแบบ

292
00:09:29,188 --> 00:09:29,932


293
00:09:29,898 --> 00:09:33,730
มันก็จะมีการกำหนดว่าชื่อของฟิลด์คือชื่อแต่ละคอลัมน์

294
00:09:33,738 --> 00:09:35,259
ควรตั้งชื่ออะไร

295
00:09:35,729 --> 00:09:35,992


296
00:09:35,919 --> 00:09:39,758
ควรจะตั้งให้มีความหมายแล้วก็ไม่ยาวจนเกินไป

297
00:09:40,079 --> 00:09:42,493
แล้วก็ห้ามใช้สัญลักษณ์พิเศษ

298
00:09:42,458 --> 00:09:42,726


299
00:09:42,778 --> 00:09:45,193
พวกเครื่องหมายคำถาม

300
00:09:45,209 --> 00:09:47,879
เครื่องหมายแฮชแท็ก

301
00:09:47,829 --> 00:09:48,052


302
00:09:48,019 --> 00:09:48,705
นะคะ

303
00:09:48,858 --> 00:09:50,192
หรือจุด

304
00:09:50,528 --> 00:09:53,872
score ขีดเส้นใต้เราจะไม่ใส่

305
00:09:53,977 --> 00:09:54,240


306
00:09:54,177 --> 00:09:54,411


307
00:09:54,297 --> 00:09:54,747


308
00:09:55,197 --> 00:09:55,408


309
00:09:55,388 --> 00:09:55,665


310
00:09:55,837 --> 00:10:03,680
รวมถึงประเทศของข้อมูลนะคะก็คือชนิดของข้อมูลที่จัดเก็บในคอลัมน์อยู่ฟิวแน่นๆ

311
00:10:03,908 --> 00:10:05,428
รหัสสินค้า

312
00:10:05,448 --> 00:10:05,718


313
00:10:06,277 --> 00:10:09,160
มันควรจะเป็นได้ทั้งตัวเลขและตัวอักษรผสมกัน

314
00:10:09,807 --> 00:10:11,007
ส่วนราคา

315
00:10:11,467 --> 00:10:11,711


316
00:10:11,978 --> 00:10:12,187


317
00:10:12,297 --> 00:10:12,928
นะคะ

318
00:10:12,877 --> 00:10:14,788
กลัวจะเป็นตัวเลขอย่างเดียว

319
00:10:14,737 --> 00:10:15,293


320
00:10:15,377 --> 00:10:16,521
เราไม่พิมพ์

321
00:10:16,468 --> 00:10:16,715


322
00:10:16,727 --> 00:10:21,139
เราจะไม่พิมพ์ 500 แล้วก็ใส่กไก่อีก 2 ตัวแทนได้ 0 มันไม่ใช่

323
00:10:21,338 --> 00:10:24,321
เพื่อน 500 ก็คือเป็นตัวเลขอย่างเดียว

324
00:10:24,607 --> 00:10:25,102


325
00:10:25,377 --> 00:10:25,577


326
00:10:25,698 --> 00:10:28,953
ถ้าสมมุติข้อมูลนั้นๆจะต้องนำไปคำนวณ

327
00:10:30,496 --> 00:10:31,247


328
00:10:31,207 --> 00:10:34,042
ควรจะเป็นข้อมูลชนิดอะไรเช่นอายุ

329
00:10:34,276 --> 00:10:34,503


330
00:10:34,597 --> 00:10:35,344


331
00:10:35,296 --> 00:10:37,230
คือเอาวันเดือนปีเกิดไปคำนวณ

332
00:10:37,216 --> 00:10:39,475
มันจะต้องเป็นตัวเลขหรือวันที่

333
00:10:39,596 --> 00:10:40,809
หรือยังไง

334
00:10:41,137 --> 00:10:44,333
นะคะเราก็ต้องมาพิจารณาข้อมูลพวกนั้นด้วย

335
00:10:44,716 --> 00:10:46,637
เช็ควันเข้าทำงาน

336
00:10:46,577 --> 00:10:46,816


337
00:10:47,146 --> 00:10:48,865
วันแรกจนถึงปัจจุบัน

338
00:10:48,886 --> 00:10:50,538
เขาทำงานมาแล้วกี่ปี

339
00:10:51,126 --> 00:10:52,925
ว่าจะใช้วันที่ในการคำนวณ

340
00:10:53,176 --> 00:10:53,859
นะคะ

341
00:10:53,876 --> 00:10:54,090


342
00:10:54,326 --> 00:10:58,303
เราก็ต้องพิจารณาตัวนี้ด้วยถ้าสมมุติว่ากูได้ไปทำฐานข้อมูลด้วยตัวเอง

343
00:10:59,576 --> 00:10:59,807


344
00:11:00,026 --> 00:11:02,656
ข้อมูลที่เป็นข้อความหรือว่า Tech

345
00:11:02,585 --> 00:11:07,758
นะคะก็จะเป็นข้อมูลที่เป็นตัวอักษรตัวเลขตัวเลขทำไมถึงบอกว่าเป็น Text

346
00:11:07,906 --> 00:11:12,499
ถ้าตัวเลขที่ไม่ได้ใช้ในการคำนวณเช่นรหัสนักศึกษาพวกคุณ

347
00:11:12,976 --> 00:11:14,631
เราจะไม่เอามาบวกกัน

348
00:11:14,637 --> 00:11:15,004


349
00:11:15,086 --> 00:11:15,357


350
00:11:15,976 --> 00:11:19,598
มันมีผลในการคำนวณนะคะมันเป็นตัวเลขบอกรหัสเฉยๆ

351
00:11:19,495 --> 00:11:21,479
สัญลักษณ์เครื่องหมาย

352
00:11:21,495 --> 00:11:21,773


353
00:11:21,746 --> 00:11:24,552
ก็บางคนอาจจะจำเป็นที่ต้องใส่สัญลักษณ์

354
00:11:25,846 --> 00:11:27,682
คำนำหน้าชื่อ

355
00:11:27,825 --> 00:11:28,054


356
00:11:28,215 --> 00:11:30,675
บางคนก็ทีมนางสาว

357
00:11:30,586 --> 00:11:32,657
บางคนพิมพ์นอน

358
00:11:32,575 --> 00:11:32,791


359
00:11:32,955 --> 00:11:36,048
มันก็จะมีสัญลักษณ์มีเครื่องหมายมีตัวอักขระ

360
00:11:36,346 --> 00:11:38,133
นะคะที่ผสมกัน

361
00:11:38,405 --> 00:11:40,116
ลบตัวเลข

362
00:11:40,066 --> 00:11:40,340


363
00:11:40,385 --> 00:11:43,146
ก็ตัวเลขเนี่ยก็จะมีหลายประเภทเหมือนกัน

364
00:11:43,074 --> 00:11:43,353


365
00:11:43,456 --> 00:11:45,995
เป็นข้อมูลที่เป็นตัวเลขจะเป็นจำนวนเงิน

366
00:11:46,096 --> 00:11:46,328


367
00:11:46,795 --> 00:11:47,006


368
00:11:46,925 --> 00:11:48,441
การเก็บเงิน

369
00:11:48,394 --> 00:11:50,577
ก็มีให้เลือกหลายรูปแบบ

370
00:11:50,635 --> 00:11:53,733
นะคะถ้าเราเลือกข้อมูลเป็น B

371
00:11:53,844 --> 00:11:57,578
ข้อมูลที่เราเก็บได้จะมีแค่ 0-255 เท่านั้น

372
00:11:57,615 --> 00:12:00,652
แล้วก็เป็นจำนวนเต็มใส่เป็นทศนิยมไม่ได้

373
00:12:01,204 --> 00:12:04,141
นะคะข้อมูลที่เป็น integer

374
00:12:04,735 --> 00:12:07,400
เป็นค่าตัวเลขระหว่าง - 3 หมื่นกว่า

375
00:12:07,488 --> 00:12:07,740


376
00:12:07,805 --> 00:12:08,632
ก็จะถึง

377
00:12:08,574 --> 00:12:10,816
30,000 บาทจำนวนเต็มบวก

378
00:12:11,714 --> 00:12:14,660
เป็นเต็มบวกเต็มลบไม่มีจุดทศนิยม

379
00:12:15,294 --> 00:12:15,522


380
00:12:15,554 --> 00:12:15,787


381
00:12:15,934 --> 00:12:16,493


382
00:12:16,964 --> 00:12:19,417
ถ้าเป็นรองอินเตอร์

383
00:12:19,654 --> 00:12:19,928


384
00:12:19,975 --> 00:12:22,206
เมื่อกี้จากหลักหมื่น

385
00:12:22,215 --> 00:12:24,450
มันจะกลายเป็นประมาณ 2000 ล้าน

386
00:12:24,654 --> 00:12:24,871


387
00:12:25,225 --> 00:12:29,254
เหมาะกับการใส่งบประมาณที่เยอะมากๆ

388
00:12:29,524 --> 00:12:31,110
หรือข้อมูล

389
00:12:31,055 --> 00:12:31,289


390
00:12:31,824 --> 00:12:32,235


391
00:12:32,273 --> 00:12:35,158
เงินใดๆก็ตามที่เป็นตัวเลขที่

392
00:12:35,094 --> 00:12:36,162
มากกว่า

393
00:12:36,894 --> 00:12:39,143
ฟิวเจอร์ธรรมดาขึ้นไป

394
00:12:39,324 --> 00:12:39,945
นะคะ

395
00:12:39,964 --> 00:12:41,618
Single

396
00:12:41,624 --> 00:12:44,123
จะเป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยม

397
00:12:44,644 --> 00:12:45,714
นะคะ

398
00:12:45,794 --> 00:12:47,790
จะมีค่าไปจนถึงติดลบ

399
00:12:48,093 --> 00:12:52,111
เป็นทั้งเพื่อนเป็นทั้งๆที่เป็นเต็มลบกับเต็มบวก

400
00:12:52,264 --> 00:12:52,881


401
00:12:53,035 --> 00:12:53,388


402
00:12:53,353 --> 00:12:53,634


403
00:12:53,994 --> 00:12:54,218


404
00:12:55,404 --> 00:12:55,639


405
00:12:55,913 --> 00:12:57,624
Double

406
00:12:57,573 --> 00:12:57,853


407
00:12:57,774 --> 00:12:58,054


408
00:12:57,893 --> 00:13:00,529
ใช้กับตัวเลขที่เป็นจุดทศนิยมอย่างเช่น

409
00:13:00,533 --> 00:13:02,185
บางทีเราไปซื้อของ

410
00:13:02,193 --> 00:13:02,408


411
00:13:02,644 --> 00:13:06,059
เราจะถึงบ้านข้างบนเป็นจุดทศนิยมให้เราด้วยแสดงว่า

412
00:13:06,092 --> 00:13:06,348


413
00:13:06,415 --> 00:13:06,749


414
00:13:06,544 --> 00:13:11,570
การเขียนโปรแกรมในการเก็บข้อมูลของเขาเขาแสดงผลจนถึงทศนิยม

415
00:13:11,673 --> 00:13:13,800
ตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง 3 ตำแหน่ง

416
00:13:14,043 --> 00:13:15,177
ก็ว่ากันไป

417
00:13:15,133 --> 00:13:17,890
ส่วนมากถ้าเป็นค่าเงินเราจะใช้แค่ 2 ตำแหน่ง

418
00:13:17,823 --> 00:13:18,093


419
00:13:18,143 --> 00:13:18,895
นะคะ

420
00:13:19,423 --> 00:13:19,699


421
00:13:19,612 --> 00:13:20,501
ต่อมา

422
00:13:20,512 --> 00:13:22,282
วันที่เวลา

423
00:13:22,242 --> 00:13:22,613


424
00:13:23,014 --> 00:13:26,225
ว่าจะเป็นการระบุข้อมูลที่มีรูปแบบที่เป็นวันที่

425
00:13:26,213 --> 00:13:28,328
คศลบพศก็

426
00:13:28,263 --> 00:13:30,168
แล้วแต่เราจะระบุก็ได้

427
00:13:30,183 --> 00:13:30,932


428
00:13:30,893 --> 00:13:31,166


429
00:13:31,143 --> 00:13:33,004
โดยที่มันจะอาจจะเป็น

430
00:13:33,012 --> 00:13:35,997
ระบบเต็มก็คือจะมีทั้งวันที่แล้วก็เวลา

431
00:13:35,953 --> 00:13:36,183


432
00:13:36,402 --> 00:13:37,875
แต่ส่วนมากเราจะใช้แบบ

433
00:13:38,003 --> 00:13:39,975
วันเดือนปีแค่นั้น

434
00:13:40,053 --> 00:13:40,744
นะคะ

435
00:13:41,852 --> 00:13:44,402
กับ Yes No questions

436
00:13:44,663 --> 00:13:45,482
นะคะ

437
00:13:45,491 --> 00:13:51,661
ใช่หรือไม่มันจะเป็นคำถามคำตอบสำหรับข้อมูลที่เป็นตรรกะที่มีอยู่ 2 ข้าง

438
00:13:51,582 --> 00:13:51,848


439
00:13:51,712 --> 00:13:53,085
ก็คือจริงกับเท็จ

440
00:13:53,123 --> 00:13:53,343


441
00:13:53,312 --> 00:13:54,002


442
00:13:54,142 --> 00:13:54,388


443
00:13:54,532 --> 00:13:56,381
ตอนนี้คุณเป็นนักศึกษา

444
00:13:57,031 --> 00:13:58,486
จะถามว่าจริงหรือเท็จ

445
00:13:58,502 --> 00:13:58,808


446
00:13:58,891 --> 00:13:59,205


447
00:13:59,212 --> 00:14:01,292
ถ้าเป็นยังเป็นนักศึกษาอยู่ก็ตอบว่า Yes

448
00:14:01,252 --> 00:14:02,270


449
00:14:02,603 --> 00:14:04,780
ถ้าเรียนจบแล้วกะจะบอกว่า No

450
00:14:04,853 --> 00:14:05,528
นะคะ

451
00:14:05,551 --> 00:14:06,697
กลับ

452
00:14:06,642 --> 00:14:08,070
OLX

453
00:14:08,111 --> 00:14:08,353


454
00:14:08,371 --> 00:14:08,589


455
00:14:08,562 --> 00:14:12,334
นะคะเพื่อเป็นข้อมูลที่เอาไว้ในการแนบรูปภาพ

456
00:14:12,462 --> 00:14:16,833
นะคะฐานข้อมูลบางอย่างเขาให้เอาแนบรูปภาพด้วยเช่นบางทีเราสมัคร

457
00:14:17,722 --> 00:14:19,312
จะเป็นสมาชิก

458
00:14:19,253 --> 00:14:20,914
สมัครเรียนหนังสือ

459
00:14:21,891 --> 00:14:23,223
สมัครสอบ

460
00:14:23,291 --> 00:14:26,586
ให้มันแนบรูปภาพแนบใบเสร็จ

461
00:14:26,691 --> 00:14:26,943


462
00:14:26,942 --> 00:14:31,449
ถ้าเป็นระบบขายของได้แบบเบ็ดเสร็จโอนเงินเป็นรูปภาพมาด้วย

463
00:14:31,302 --> 00:14:31,525


464
00:14:31,563 --> 00:14:32,309
นะคะ

465
00:14:32,451 --> 00:14:32,752


466
00:14:33,542 --> 00:14:39,285
ส่วนที่ 3 จะเป็นส่วนของการกำหนดค่าเหมือนที่อาจารย์ให้ดูเมื่อกี้นี้ในภาพนะคะ

467
00:14:39,121 --> 00:14:39,380


468
00:14:39,692 --> 00:14:43,631
เป็นการบอกขนาดของข้อมูลที่จะเก็บเรากำหนดได้เลย

469
00:14:43,530 --> 00:14:44,157
นะคะ

470
00:14:44,170 --> 00:14:44,444


471
00:14:44,430 --> 00:14:45,316
แล้วก็

472
00:14:45,781 --> 00:14:48,334
รูปแบบของการแสดงผลข้อมูลจะเป็นยังไง

473
00:14:48,471 --> 00:14:48,694


474
00:14:48,601 --> 00:14:48,824


475
00:14:48,982 --> 00:14:51,607
การป้อนข้อมูลจะเป็นลักษณะไหน

476
00:14:51,610 --> 00:14:52,944
เราสามารถกำหนดได้

477
00:14:53,141 --> 00:14:53,390


478
00:14:53,271 --> 00:14:58,144
กำหนดคำอธิบายข้อมูลเช่นก่อนที่เราจะกรอกข้อมูลไปเนี่ย

479
00:14:58,461 --> 00:15:01,313
ระบบบางอันถ้าเราเอาเมาส์ไปชี้

480
00:15:01,281 --> 00:15:01,524


481
00:15:01,731 --> 00:15:06,179
เขาก็จะมีคำอธิบายว่าในช่องนี้ให้กรอกข้อมูลแบบไหน

482
00:15:06,090 --> 00:15:06,309


483
00:15:06,280 --> 00:15:06,501


484
00:15:07,171 --> 00:15:12,059
ถ้าเราบอกว่าให้กรอกรหัสบัตรประชาชนพอเอาเมาส์ไปชี้ปุ๊บเขาบอกว่า

485
00:15:11,920 --> 00:15:13,960
ให้กรอกเลขจำนวน 13 หลัก

486
00:15:13,901 --> 00:15:14,276


487
00:15:14,290 --> 00:15:14,528


488
00:15:15,440 --> 00:15:16,381
เป็นต้น

489
00:15:16,331 --> 00:15:16,574


490
00:15:16,460 --> 00:15:17,789
นะคะ

491
00:15:17,810 --> 00:15:21,046
กลับมาจะมีการกำหนดค่าเริ่มต้นเช่น

492
00:15:21,212 --> 00:15:21,579


493
00:15:21,720 --> 00:15:27,155
เขาถามวันเกิดส่วนมากวันเกิดค่าเริ่มต้นของเขาคือจะเป็นวันที่ 1 มกราคม

494
00:15:27,040 --> 00:15:29,325
ปี 2000 อะไรก็ว่าไป

495
00:15:29,340 --> 00:15:29,561


496
00:15:29,530 --> 00:15:29,761


497
00:15:29,729 --> 00:15:33,851
นะคะก็จะเป็นค่าเริ่มต้นถ้าคุณไม่ได้เกิดวันนั้นคุณก็เปลี่ยนค่าอื่น

498
00:15:34,270 --> 00:15:34,543


499
00:15:34,850 --> 00:15:36,478
เลือดจะเป็นเงินบริจาค

500
00:15:36,390 --> 00:15:36,940


501
00:15:37,480 --> 00:15:38,037


502
00:15:38,180 --> 00:15:38,468


503
00:15:38,691 --> 00:15:40,993
ถ้าเริ่มต้นจากเป็น 10 บาท

504
00:15:40,931 --> 00:15:41,159


505
00:15:41,509 --> 00:15:43,450
กูจะไปเปลี่ยนค่าก็ได้

506
00:15:43,369 --> 00:15:43,666


507
00:15:43,631 --> 00:15:44,319
นะคะ

508
00:15:44,459 --> 00:15:45,022


509
00:15:44,969 --> 00:15:45,795
กลับ

510
00:15:45,814 --> 00:15:47,911
การกำหนดเงื่อนไขของข้า

511
00:15:47,980 --> 00:15:48,341


512
00:15:48,369 --> 00:15:48,988
นะคะ

513
00:15:49,128 --> 00:15:51,041
เช่นเงินเดือน

514
00:15:51,188 --> 00:15:51,442


515
00:15:51,379 --> 00:15:53,172
จะต้องเป็นบวกเสมอ

516
00:15:53,489 --> 00:15:54,369
บอกว่า

517
00:15:54,329 --> 00:15:54,571


518
00:15:54,449 --> 00:15:57,332
เขาถามเงินเดือนเท่าไหร่คุณจะบอกว่าติดลบ 5,000

519
00:15:57,209 --> 00:15:57,492


520
00:15:57,850 --> 00:16:01,461
กูยังไม่ได้ทำศุกร์ทำงานแล้วเป็นหนี้ไปเรื่อยๆมันก็ไม่ใช่

521
00:16:01,370 --> 00:16:01,638


522
00:16:01,629 --> 00:16:02,506
นะคะ

523
00:16:02,530 --> 00:16:06,963
ก็ต้องฆ่าบังคับจะต้องเป็นบวกเสมอเช่นอายุ

524
00:16:07,199 --> 00:16:09,761
ต้องเป็นจำนวนเต็มบวกเต็มลบไม่ได้

525
00:16:10,019 --> 00:16:10,290


526
00:16:10,339 --> 00:16:10,951
นะคะ

527
00:16:11,049 --> 00:16:11,540


528
00:16:11,559 --> 00:16:11,837


529
00:16:12,008 --> 00:16:16,335
กลับตั้งตรวจข้อความที่แสดงหากใส่ข้อมูลไม่ตรงตามเงื่อนไข

530
00:16:16,299 --> 00:16:17,051
เช่น

531
00:16:17,649 --> 00:16:19,432
อายุเป็น -20

532
00:16:19,568 --> 00:16:19,847


533
00:16:20,589 --> 00:16:20,825


534
00:16:21,039 --> 00:16:22,166


535
00:16:22,248 --> 00:16:24,170
คำสั่งแจ้งเตือนขึ้นมาว่า

536
00:16:24,308 --> 00:16:26,942
ให้ใส่ข้อมูลที่เป็นค่าบวกเท่านั้น

537
00:16:27,508 --> 00:16:28,204
นะคะ

538
00:16:28,209 --> 00:16:28,492


539
00:16:28,598 --> 00:16:33,785
ก็จะเป็นแบบนี้เราสามารถกำหนดได้รวมถึงข้อมูลที่

540
00:16:34,689 --> 00:16:37,628
ไม่ต้องตอบจะเว้นว่างไม่ได้

541
00:16:37,688 --> 00:16:37,940


542
00:16:37,819 --> 00:16:38,075


543
00:16:38,138 --> 00:16:42,335
เช็คเลขบัตรประชาชนคุณจะบอกว่าคุณไม่มีเลขบัตรประชาชนเป็นไปไม่ได้

544
00:16:42,688 --> 00:16:43,249


545
00:16:43,209 --> 00:16:45,305
เพราะฉะนั้นต้องกรอกทุกครั้ง

546
00:16:45,508 --> 00:16:48,647
หรืออาจจะเป็นแบบฟอร์มให้สมัครใดๆก็ตาม

547
00:16:48,908 --> 00:16:49,108


548
00:16:49,288 --> 00:16:53,304
ไอ้เลขบัตรประชาชนเนี่ยจะเป็นข้อมูลที่จำเป็นจะต้องออกเสมอ

549
00:16:53,518 --> 00:16:54,393


550
00:16:54,348 --> 00:16:55,681
ปล่อยวางไม่ได้

551
00:16:55,627 --> 00:16:55,988


552
00:16:56,079 --> 00:16:56,355


553
00:16:56,268 --> 00:16:56,524


554
00:16:56,978 --> 00:16:57,532


555
00:16:57,618 --> 00:17:00,467
การกำหนดค่าคีย์หลัก

556
00:17:00,368 --> 00:17:01,114


557
00:17:01,138 --> 00:17:01,627


558
00:17:01,587 --> 00:17:06,311
ก็ทำได้ง่ายมากถ้าในโปรแกรมก็คือคุณจะเลือกท่าไหน

559
00:17:06,329 --> 00:17:07,474
ให้เป็นคีย์หลัก

560
00:17:07,488 --> 00:17:08,637
คิตตี้

561
00:17:09,528 --> 00:17:12,177
คอลัมน์นานๆหรือฟิวนานแล้วก็กด

562
00:17:12,158 --> 00:17:13,568
ลูกกุญแจ

563
00:17:13,507 --> 00:17:13,725


564
00:17:13,767 --> 00:17:14,047


565
00:17:13,957 --> 00:17:15,737
กุญแจจะหมายถึงที่รัก

566
00:17:16,198 --> 00:17:18,451
Primary Key นี่แหละนะคะ

567
00:17:18,888 --> 00:17:20,346
เลือกแล้วก็กด

568
00:17:20,677 --> 00:17:21,489
มันก็จะ

569
00:17:21,767 --> 00:17:23,935
เป็นการแจ้ง

570
00:17:23,887 --> 00:17:25,086
ในระบบเลยว่า

571
00:17:25,168 --> 00:17:25,432


572
00:17:25,418 --> 00:17:26,717
ไอ้ค่าเนี้ย

573
00:17:26,637 --> 00:17:27,841
คือค่า

574
00:17:28,617 --> 00:17:30,613
คีย์หลักของตารางนี้

575
00:17:30,607 --> 00:17:31,230


576
00:17:31,246 --> 00:17:31,563


577
00:17:32,337 --> 00:17:32,885


578
00:17:32,847 --> 00:17:34,512
กับความสัมพันธ์

579
00:17:34,447 --> 00:17:38,106
มันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป

580
00:17:38,367 --> 00:17:38,623


581
00:17:38,487 --> 00:17:38,713


582
00:17:38,877 --> 00:17:42,925
โดยที่เราจะมีการพิจารณาเรื่องคีย์นอกของแต่ละตาราง

583
00:17:42,907 --> 00:17:45,982
ที่มันจะอ้างถึงคีย์หลักของอีกตารางนึง

584
00:17:45,986 --> 00:17:46,201


585
00:17:46,117 --> 00:17:46,388


586
00:17:46,307 --> 00:17:46,927
นะคะ

587
00:17:47,777 --> 00:17:50,213
อันนี้ก็เดี๋ยวเราจะลองทำในโปรแกรม

588
00:17:50,406 --> 00:17:52,052
มันจะอ้างอิงกันยังไง

589
00:17:52,006 --> 00:17:52,222


590
00:17:52,257 --> 00:17:52,945


591
00:17:53,027 --> 00:17:57,541
ในตัวโปรแกรมเนี่ยมันก็จะง่ายมากค่ะมันก็จะมีตัวให้เรากดได้เลย

592
00:17:57,707 --> 00:17:59,044


593
00:17:59,496 --> 00:18:00,190


594
00:18:01,487 --> 00:18:04,444
โปรแกรมค่อนข้างสำเร็จรูปเลยนะคะ

595
00:18:04,368 --> 00:18:05,055


596
00:18:05,136 --> 00:18:05,366


597
00:18:05,267 --> 00:18:05,467


598
00:18:05,647 --> 00:18:06,520
เราจะ

599
00:18:06,546 --> 00:18:09,813
ตั้งคีย์ลัดยังไงอันไหนจะเป็นความสัมพันธ์

600
00:18:09,877 --> 00:18:10,761
นะคะ

601
00:18:10,715 --> 00:18:10,923


602
00:18:11,036 --> 00:18:14,124
ก่อนที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้เราต้องดูแลว่า

603
00:18:14,106 --> 00:18:15,326
ตารางที่เราสร้าง

604
00:18:15,330 --> 00:18:15,545


605
00:18:15,516 --> 00:18:17,182
มันสำคัญเป็นยังไงเพราะว่า

606
00:18:17,246 --> 00:18:20,010
เราเคยว่า tianma แล้วก็คือ

607
00:18:19,877 --> 00:18:22,433
เหมือนตัวอย่างที่ใช้ทำร้านหนังสือ

608
00:18:22,365 --> 00:18:22,650


609
00:18:22,687 --> 00:18:22,916


610
00:18:23,206 --> 00:18:26,230
ว่าผู้แต่งหนังสือกับหนังสือ

611
00:18:26,276 --> 00:18:28,398
เขาควรจะมีความสัมพันธ์เป็นยังไง

612
00:18:28,586 --> 00:18:29,206


613
00:18:29,226 --> 00:18:29,507


614
00:18:29,356 --> 00:18:29,592


615
00:18:30,566 --> 00:18:30,986


616
00:18:30,956 --> 00:18:32,043
อย่างเช่นตัวอย่าง

617
00:18:32,236 --> 00:18:35,116
ถ้าเราสั่งของสำคัญได้แล้วมันจะเป็นแบบนี้ค่ะ

618
00:18:35,446 --> 00:18:38,022
มันจะมีการโยงเส้นของ 2 ตาราง

619
00:18:39,216 --> 00:18:40,467
ให้ดูเลยว่า

620
00:18:40,496 --> 00:18:41,503
ตาราง

621
00:18:41,524 --> 00:18:43,829
นี้กับตารางนี้

622
00:18:44,345 --> 00:18:45,803
เขามีความสัมพันธ์กัน

623
00:18:46,526 --> 00:18:46,751


624
00:18:47,165 --> 00:18:49,391
ย่างป้าเงี้ยค่ะ

625
00:18:49,335 --> 00:18:52,183
2 ตารางนี้มีความสำคัญแบบ

626
00:18:52,285 --> 00:18:53,165
1

627
00:18:53,956 --> 00:18:55,164
กลับบ้านกว่า 1

628
00:18:55,166 --> 00:18:55,864


629
00:18:55,936 --> 00:19:00,921
อย่างที่ฉันเคยบอกว่าในแต่ละโปรแกรมหรือในแต่ละหนังสือ

630
00:19:01,065 --> 00:19:02,771
สัญลักษณ์เครื่องหมาย

631
00:19:03,495 --> 00:19:05,873
ข้าจะไม่ใช้ตัวเองเหมือนที่อาจารย์สอน

632
00:19:06,056 --> 00:19:07,195


633
00:19:07,655 --> 00:19:09,120
มันเป็นความหมายเดียวกัน

634
00:19:09,206 --> 00:19:10,864
คือวัน True Money

635
00:19:10,805 --> 00:19:11,679


636
00:19:11,635 --> 00:19:12,409
1

637
00:19:12,655 --> 00:19:15,280
มีความสำคัญมากกว่าหนึ่งกับอะไร

638
00:19:15,214 --> 00:19:15,470


639
00:19:15,925 --> 00:19:16,555
นะคะ

640
00:19:16,565 --> 00:19:17,952
เพราะฉะนั้นเรา

641
00:19:17,915 --> 00:19:18,192


642
00:19:18,105 --> 00:19:18,988


643
00:19:19,385 --> 00:19:21,769
หนังสือบางเล่มก็จะเขียนแบบนี้

644
00:19:21,686 --> 00:19:22,374
นะคะ

645
00:19:23,034 --> 00:19:27,218
ให้เราเข้าใจว่ามันมีความหมายเดียวกันแต่แค่มันต่างกันที่สัญลักษณ์เฉยๆ

646
00:19:27,134 --> 00:19:27,424


647
00:19:27,455 --> 00:19:29,433
ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง

648
00:19:29,445 --> 00:19:29,735


649
00:19:29,955 --> 00:19:30,183


650
00:19:30,204 --> 00:19:31,482
1 สลึง

651
00:19:31,935 --> 00:19:32,206


652
00:19:32,125 --> 00:19:38,806
บางรูปแบบมันจะไม่เขียนกำหนดไว้เลยเพราะให้รู้ด้วยตัวเองว่ามันเป็นความสัมพันธ์แบบไหน

653
00:19:39,044 --> 00:19:39,740
นะคะ

654
00:19:40,454 --> 00:19:42,686
one2one

655
00:19:42,645 --> 00:19:43,258


656
00:19:43,664 --> 00:19:44,043


657
00:19:44,046 --> 00:19:44,544


658
00:19:44,564 --> 00:19:47,105
ข้อพิจารณาในการสร้าง

659
00:19:47,244 --> 00:19:48,907
ฐานข้อมูล

660
00:19:49,174 --> 00:19:49,459


661
00:19:49,565 --> 00:19:52,367
เราต้องรู้ว่าเราจะสร้างฐานข้อมูล

662
00:19:52,504 --> 00:19:53,841
เพื่อมาทำงาน

663
00:19:53,845 --> 00:19:55,371
เกี่ยวกับระบบอะไร

664
00:19:55,704 --> 00:19:55,933


665
00:19:56,084 --> 00:20:00,169
นะคะเหมือนในตัวอย่างคือร้านเช่าหนังสือร้านขายหนังสือ

666
00:20:00,194 --> 00:20:00,424


667
00:20:00,964 --> 00:20:03,397
ในร้านขายหนังสือต้องมีตารางอะไรบ้าง

668
00:20:03,584 --> 00:20:03,850


669
00:20:03,964 --> 00:20:09,479
แม่จะไม่มีแค่ 3 ตัวอย่าง 3 ตารางเทียบตัวอย่างมันมากกว่านั้น

670
00:20:09,353 --> 00:20:09,623


671
00:20:09,484 --> 00:20:09,723


672
00:20:09,673 --> 00:20:13,115
คุณจะเช่าหรือคุณจะขายหรือคุณจะมีระบบสมาชิกไหม

673
00:20:13,064 --> 00:20:13,304


674
00:20:13,583 --> 00:20:14,277
นะคะ

675
00:20:14,354 --> 00:20:14,582


676
00:20:14,544 --> 00:20:14,774


677
00:20:14,923 --> 00:20:15,169


678
00:20:15,123 --> 00:20:19,611
รวมถึงรายละเอียดในตารางข้อมูลจะต้องเก็บอะไรบ้าง

679
00:20:20,684 --> 00:20:21,438


680
00:20:21,593 --> 00:20:21,900


681
00:20:21,847 --> 00:20:22,050


682
00:20:22,364 --> 00:20:22,624


683
00:20:22,613 --> 00:20:22,914


684
00:20:22,933 --> 00:20:25,166
ไปตกหรอ

685
00:20:25,174 --> 00:20:25,464


686
00:20:26,204 --> 00:20:26,744


687
00:20:26,909 --> 00:20:27,974


688
00:20:27,924 --> 00:20:28,152


689
00:20:28,563 --> 00:20:31,954
ต่อไปก็ต้องดูว่าในตาราง

690
00:20:31,963 --> 00:20:32,258


691
00:20:32,352 --> 00:20:33,874
อะไรคือคีย์หลัก

692
00:20:34,013 --> 00:20:37,544
ผ้าที่ห้ามซ้ำกันในสิ่งที่เราทำได้เนาะ

693
00:20:38,184 --> 00:20:40,949
ความสัมพันธ์ของตารางข้อมูลความสัมพันธ์แบบไหน

694
00:20:41,063 --> 00:20:41,679
นะคะ

695
00:20:42,213 --> 00:20:42,469


696
00:20:42,602 --> 00:20:46,454
มีค่าที่ต้องมาประมวลผลมีการคำนวณไหม

697
00:20:46,383 --> 00:20:47,069


698
00:20:47,403 --> 00:20:47,689


699
00:20:47,663 --> 00:20:48,414
เช่น

700
00:20:49,264 --> 00:20:51,033
อายุสมาชิก

701
00:20:51,182 --> 00:20:51,471


702
00:20:51,563 --> 00:20:53,989
หรือวันเข้าทำงาน

703
00:20:53,932 --> 00:20:54,169


704
00:20:54,193 --> 00:20:57,406
ทำงานมากี่ปีเพื่อพิจารณาเงินเดือนและก็ว่าไป

705
00:20:57,404 --> 00:20:57,640


706
00:20:57,523 --> 00:20:58,467


707
00:20:58,802 --> 00:21:04,014
การจัดการแสดงผลออกทางหน้าจอเป็นยังไงสามารถปริ้นออกมาเป็นรายงานได้ไหม

708
00:21:04,002 --> 00:21:04,546


709
00:21:04,702 --> 00:21:06,353
ข้อมูลเบื้องต้น

710
00:21:06,622 --> 00:21:08,923
ที่จะใส่ใส่แล้วเป็นยังไง

711
00:21:08,923 --> 00:21:11,359
เอาไปใช้กับระบบงานอะไร

712
00:21:11,362 --> 00:21:13,196
เอาไปผนวกกับแล้ว

713
00:21:13,162 --> 00:21:13,390


714
00:21:13,412 --> 00:21:13,668


715
00:21:13,802 --> 00:21:14,053


716
00:21:14,372 --> 00:21:15,625
มีปัญหาไหม

717
00:21:15,783 --> 00:21:16,657
นะคะ

718
00:21:16,682 --> 00:21:21,743
นี่คือข้อพิจารณาในการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมาซักระบบหนึ่งค่ะระบบเล็กๆ

719
00:21:21,872 --> 00:21:23,869
ต้องพิจารณาตามนี้เช่นเดียวกัน

720
00:21:24,172 --> 00:21:24,795
นะคะ

721
00:21:24,751 --> 00:21:24,987


722
00:21:25,002 --> 00:21:25,298


723
00:21:25,773 --> 00:21:26,275


724
00:21:26,672 --> 00:21:28,781
กลับก่อนที่เราจะเรียน

725
00:21:28,922 --> 00:21:32,584
ในโปรแกรมเราต้องมารู้จักคำสั่งที่เราจะ

726
00:21:32,761 --> 00:21:35,193
สั่งให้ฐานข้อมูลมาทำงานก่อน

727
00:21:35,191 --> 00:21:36,072


728
00:21:36,091 --> 00:21:40,311
ภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลอย่างที่บอกค่ะเป็นภาษา SQL

729
00:21:40,831 --> 00:21:43,118
ascaris ตัวนี้

730
00:21:44,612 --> 00:21:45,306


731
00:21:45,251 --> 00:21:45,869


732
00:21:46,082 --> 00:21:46,351


733
00:21:46,792 --> 00:21:47,263


734
00:21:47,432 --> 00:21:51,216
เรียนภาษาอังกฤษ ul นะคะมันก็เป็นเรียนรู้คำสั่ง

735
00:21:51,141 --> 00:21:54,595
พื้นฐานสำหรับสร้างโครงสร้างของฐานข้อมูล

736
00:21:54,922 --> 00:21:56,781
คำสั่งในการเรียกดูข้อมูล

737
00:21:56,841 --> 00:22:00,681
คำสั่งสำหรับการปรับปรุงข้อมูลเพิ่มลบแก้ไข

738
00:22:00,881 --> 00:22:02,031
ช่อง 9

739
00:22:02,162 --> 00:22:02,789
นะคะ

740
00:22:02,931 --> 00:22:03,354


741
00:22:03,892 --> 00:22:09,350
ซึ่งภาษา SQL เนี่ยเป็นภาษาทางด้านฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

742
00:22:09,280 --> 00:22:09,496


743
00:22:09,721 --> 00:22:10,414


744
00:22:10,562 --> 00:22:10,806


745
00:22:10,751 --> 00:22:10,996


746
00:22:10,941 --> 00:22:14,810
เป็นชุดคำสั่งที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลแล้วก็ข้อมูลในฐานข้อมูล

747
00:22:14,911 --> 00:22:15,523


748
00:22:15,681 --> 00:22:16,120


749
00:22:17,600 --> 00:22:17,834


750
00:22:18,441 --> 00:22:18,659


751
00:22:18,630 --> 00:22:22,591
กลุ่มคำสั่งของภาษา html จะมี 3 กลุ่มคำสั่ง

752
00:22:23,112 --> 00:22:23,320


753
00:22:23,361 --> 00:22:23,722


754
00:22:23,681 --> 00:22:27,589
คำสั่งแรกก็เขียนคำสั่งที่ใช้สำหรับการสร้างฐานข้อมูล

755
00:22:27,981 --> 00:22:29,956
โครงสร้างฐานข้อมูลด้วย

756
00:22:30,090 --> 00:22:30,712
นะคะ

757
00:22:31,121 --> 00:22:32,704
โครงสร้างของตาราง

758
00:22:32,720 --> 00:22:33,014


759
00:22:33,040 --> 00:22:35,621
กลุ่มที่ 2 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับ

760
00:22:35,600 --> 00:22:36,489
เพิ่มลบ

761
00:22:36,500 --> 00:22:39,391
เปลี่ยนแปลงข้อมูลขึ้นเป็นการปรับปรุงข้อมูลนั่นเอง

762
00:22:39,320 --> 00:22:39,541


763
00:22:39,700 --> 00:22:40,578


764
00:22:40,530 --> 00:22:43,174
ส่วนกลุ่มที่ 3 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับ

765
00:22:43,160 --> 00:22:43,860
สร้าง

766
00:22:44,191 --> 00:22:46,288
แล้วก็กำหนดโครงสร้างจากตาราง

767
00:22:46,301 --> 00:22:46,554


768
00:22:46,490 --> 00:22:48,930
อันนี้ก็จะเป็นภาษาที่

769
00:22:48,920 --> 00:22:50,388
ไม่ได้แค่สำหรับ

770
00:22:50,600 --> 00:22:53,209
นิยามข้อมูลเป็นการสร้างด้วย

771
00:22:53,161 --> 00:22:53,838
นะคะ

772
00:22:54,370 --> 00:22:54,615


773
00:22:54,560 --> 00:22:54,792


774
00:22:54,820 --> 00:22:55,059


775
00:22:55,910 --> 00:22:58,100
อย่างในสไลด์อาจารย์วันนี้เนี่ย

776
00:22:58,030 --> 00:22:59,990
ถ้าเราเห็น

777
00:23:00,140 --> 00:23:04,824
ทรงกระบอกแบบนี้เนี่ยถ้าในหนังสือหรือว่าในทาง

778
00:23:04,749 --> 00:23:06,214
ถึงสกลเนี่ย

779
00:23:06,160 --> 00:23:06,461


780
00:23:06,680 --> 00:23:10,527
เขาจะรับรู้ได้เลยว่าถ้าเราใส่รูปทรงกระบอกแบบนี้

781
00:23:10,639 --> 00:23:12,911
สัญลักษณ์ใดที่เป็นโครงสร้างทาง

782
00:23:13,079 --> 00:23:13,986
คอมพิวเตอร์

783
00:23:14,240 --> 00:23:15,554
เขาโทรไปว่านี่คือ

784
00:23:15,899 --> 00:23:17,030
ฐานข้อมูล

785
00:23:17,049 --> 00:23:17,283


786
00:23:17,310 --> 00:23:18,057
นะคะ

787
00:23:18,010 --> 00:23:18,213


788
00:23:18,200 --> 00:23:19,432
ส่วน

789
00:23:19,480 --> 00:23:24,543
ผลลัพธ์ถ้าเป็นรูปภาพแบบนี้ก็แสดงว่าเป็นการแสดงผลรายงาน

790
00:23:24,929 --> 00:23:25,552
นะคะ

791
00:23:25,699 --> 00:23:28,593
อันนี้ก็เวลาคุณไปอ่านหนังสือดูหนังสือเล่มอื่น

792
00:23:28,639 --> 00:23:30,193
เขาเขียนแบบนี้เนี่ย

793
00:23:30,119 --> 00:23:31,658
ไม่เข้าใจว่า

794
00:23:31,661 --> 00:23:34,160
ก่อนที่จะออกจากฐานข้อมูลใช้คำสั่ง

795
00:23:34,799 --> 00:23:38,986
เรียกดูรายงานออกมาคนละคนรายงานเป็นยังไงนะคะ

796
00:23:38,960 --> 00:23:39,373


797
00:23:39,409 --> 00:23:39,665


798
00:23:39,989 --> 00:23:40,987


799
00:23:41,081 --> 00:23:45,692
อันนี้เป็นโครงสร้างคำสั่งภาษา SQL สำหรับการสืบค้น

800
00:23:45,999 --> 00:23:46,625
นะคะ

801
00:23:46,588 --> 00:23:46,839


802
00:23:46,779 --> 00:23:49,906
คำสั่งที่ใช้ในการสืบค้นคำสั่งที่

803
00:23:50,238 --> 00:23:52,016
ใช้บ่อยที่สุดก็คือคำสั่ง

804
00:23:52,279 --> 00:23:52,980
Siri

805
00:23:53,119 --> 00:23:53,804


806
00:23:53,949 --> 00:23:55,781
select2

807
00:23:55,748 --> 00:23:56,229


808
00:23:56,258 --> 00:23:59,465
นักศึกษามงคลเวลาพิมพ์

809
00:23:59,839 --> 00:24:01,780
ทำไมคนรับไม่ได้เหมือนเพื่อน

810
00:24:01,829 --> 00:24:03,291
มันพิมพ์ผิด

811
00:24:03,239 --> 00:24:03,468


812
00:24:03,498 --> 00:24:03,724


813
00:24:03,758 --> 00:24:03,982


814
00:24:04,008 --> 00:24:06,171
บางครั้งก็

815
00:24:06,118 --> 00:24:06,424


816
00:24:06,439 --> 00:24:08,281
ตกใจไม่ต้องตกใจ

817
00:24:08,298 --> 00:24:08,994


818
00:24:09,129 --> 00:24:09,640


819
00:24:10,028 --> 00:24:14,282
ผลลัพธ์ไม่ออกมาเรามานั่งไล่ดูก่อนว่าเราพิมพ์อะไรผิดไปหรือเปล่า

820
00:24:14,318 --> 00:24:18,815
ลืมสัญลักษณ์อะไรไหมตกทำอะไรหรือเปล่า

821
00:24:18,799 --> 00:24:19,031


822
00:24:18,998 --> 00:24:19,690
นะคะ

823
00:24:19,839 --> 00:24:20,089


824
00:24:19,958 --> 00:24:21,302
มาเช็คด้วย

825
00:24:21,438 --> 00:24:21,747


826
00:24:21,758 --> 00:24:22,039


827
00:24:22,078 --> 00:24:25,287
คำสั่งพื้นฐานจะขึ้นต้นด้วย Select

828
00:24:25,338 --> 00:24:26,743
ตามมาดูฟอร์ม

829
00:24:26,679 --> 00:24:26,921


830
00:24:26,879 --> 00:24:27,558


831
00:24:27,518 --> 00:24:27,732


832
00:24:27,718 --> 00:24:31,273
พี่เล็กก็คือเราจะเลือกว่าเราจะแสดงผลข้อมูลอะไร

833
00:24:31,297 --> 00:24:31,710


834
00:24:31,999 --> 00:24:33,712
อย่างที่บอกนะคะต้อง

835
00:24:33,668 --> 00:24:35,769
พยายามภาษาอังกฤษนิดนึง

836
00:24:35,918 --> 00:24:36,729
เขาว่า

837
00:24:36,878 --> 00:24:38,071
มันจำเป็น

838
00:24:38,028 --> 00:24:38,239


839
00:24:38,158 --> 00:24:42,544
นะคะก็คือเราจะเลือกข้อมูลจากตารางไหน

840
00:24:42,438 --> 00:24:42,668


841
00:24:43,078 --> 00:24:48,416
นะคะหมายถึงว่ามีเงื่อนไขในการค้นหาว่ายังไงบ้าง

842
00:24:49,298 --> 00:24:49,567


843
00:24:49,747 --> 00:24:51,463
ปาย

844
00:24:51,407 --> 00:24:52,549
ข้อมูลจะถูก

845
00:24:52,566 --> 00:24:52,849


846
00:24:52,827 --> 00:24:55,822
รวมเป็นข้อมูลเดียวกันหรือไม่

847
00:24:55,767 --> 00:24:56,458


848
00:24:56,537 --> 00:25:00,173
มีเงื่อนไขอะไรอีกไหมรวมถึงการจัดเรียงยังไง

849
00:25:00,447 --> 00:25:03,075
นะคะเดี๋ยวจะมีตัวอย่างคำสั่งให้ดู

850
00:25:03,968 --> 00:25:05,913
ที่นี่ดูตัวอย่างคำสั่งไปก่อน

851
00:25:05,827 --> 00:25:06,633


852
00:25:06,598 --> 00:25:07,077


853
00:25:07,107 --> 00:25:10,368
อันนี้เป็นตัวอย่างคำของข้อมูล

854
00:25:10,507 --> 00:25:11,196
นะคะ

855
00:25:11,277 --> 00:25:13,803
สไลด์หลังจากนี้ไปเราจะดู

856
00:25:13,767 --> 00:25:15,088
คล้ายๆแบบนี้เหมือนกัน

857
00:25:15,496 --> 00:25:17,108
มีตารางอยู่ 2 ตาราง

858
00:25:17,427 --> 00:25:18,315
นะคะ

859
00:25:18,257 --> 00:25:20,632
บางแวกเป็นตารางหนังสือ

860
00:25:21,399 --> 00:25:23,892
ตารางที่ส่งจะเป็นตารางสำนักพิมพ์

861
00:25:23,827 --> 00:25:24,096


862
00:25:24,466 --> 00:25:25,090
นะคะ

863
00:25:25,236 --> 00:25:29,340
ตารางแรกก็จะมีรหัสหนังสือชื่อหนังสือ

864
00:25:29,466 --> 00:25:30,919
รหัสสำนักพิมพ์

865
00:25:31,256 --> 00:25:32,138
ราคา

866
00:25:32,276 --> 00:25:32,506


867
00:25:32,476 --> 00:25:32,696


868
00:25:32,856 --> 00:25:34,122
นะคะ

869
00:25:34,145 --> 00:25:39,332
ตารางที่ 2 จะเป็นตารางสำนักพิมพ์มีรหัสสำนักพิมพ์แล้วก็ชื่อสำนักพิมพ์

870
00:25:39,517 --> 00:25:40,139
นะคะ

871
00:25:40,095 --> 00:25:43,169
คำสั่งจะแสดงผลมุมบนขวาตรงนี้

872
00:25:43,236 --> 00:25:47,334
ส่วนผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งภาษา html จะอยู่ในด้านล่าง

873
00:25:47,656 --> 00:25:49,230
นะคะ

874
00:25:49,196 --> 00:25:50,403
ตัวอย่าง

875
00:25:50,355 --> 00:25:50,660


876
00:25:50,926 --> 00:25:51,223


877
00:25:51,506 --> 00:25:51,787


878
00:25:51,695 --> 00:25:54,648
คำสั่งในการสืบค้นข้อมูล 1 ตาราง

879
00:25:54,765 --> 00:25:57,281
คำสั่งที่ง่ายที่สุดคือ

880
00:25:57,976 --> 00:25:58,734


881
00:25:58,744 --> 00:25:59,222


882
00:25:59,445 --> 00:26:02,261
นะคะเวลาอ่านคำสั่งเราจะดู

883
00:26:02,455 --> 00:26:02,742


884
00:26:03,225 --> 00:26:04,558
พรุ่งนี้นะคะพรุ่งนี้

885
00:26:05,145 --> 00:26:05,766


886
00:26:05,846 --> 00:26:08,299
ขึ้นต้นคำสั่งว่าอะไรอยู่ตรงนี้

887
00:26:08,355 --> 00:26:09,869


888
00:26:10,014 --> 00:26:10,576


889
00:26:10,525 --> 00:26:10,738


890
00:26:11,616 --> 00:26:15,665
ตัวอย่างการสืบค้นจาก 1 ตารางนะคะ

891
00:26:15,594 --> 00:26:15,810


892
00:26:15,844 --> 00:26:16,136


893
00:26:16,164 --> 00:26:16,542


894
00:26:16,614 --> 00:26:19,489
หมายถึงว่าเอาข้อมูลทุกๆคอลัมน์

895
00:26:19,944 --> 00:26:20,563


896
00:26:20,964 --> 00:26:21,224


897
00:26:22,055 --> 00:26:26,923
หรือเราจะสามารถระบุได้ว่าเราจะเอาข้อมูลเฉพาะคอลัมน์ไหน

898
00:26:28,655 --> 00:26:30,750
ตารางอะไหล่

899
00:26:31,094 --> 00:26:31,384


900
00:26:31,544 --> 00:26:32,291
นะคะ

901
00:26:32,314 --> 00:26:34,229
ตัวอย่างเช่นตัวนี้

902
00:26:34,164 --> 00:26:34,408


903
00:26:34,483 --> 00:26:34,994


904
00:26:35,444 --> 00:26:36,061


905
00:26:36,664 --> 00:26:40,246
ให้แสดงผลข้อมูลทุกแถวและทุกคอลัมน์

906
00:26:40,254 --> 00:26:40,681


907
00:26:41,024 --> 00:26:41,248


908
00:26:41,725 --> 00:26:43,634
คำสั่งก็คือ Siri

909
00:26:43,644 --> 00:26:44,059


910
00:26:44,034 --> 00:26:46,200
เครื่องหมายดอกจันจะเป็น Star นะคะ

911
00:26:46,593 --> 00:26:49,640
select star from Book ก็คือ

912
00:26:49,604 --> 00:26:51,905
เอาข้อมูลทุกแถวทุกคอลัมน์

913
00:26:52,033 --> 00:26:53,508
ตาราง book

914
00:26:54,533 --> 00:26:58,495
ผลลัพธ์ที่ได้ก็แสดงผลข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในตารางบุ๊คนั่นเอง

915
00:26:58,833 --> 00:26:59,086


916
00:26:59,914 --> 00:27:02,404
ถามว่าคำสั่งนี้

917
00:27:03,184 --> 00:27:03,420


918
00:27:03,513 --> 00:27:04,962
ใครสั่ง

919
00:27:05,173 --> 00:27:12,813
บางครั้งอาจจะเป็นคนที่ดูแลฐานข้อมูลหรือผู้ใช้งานต้องการจะเรียกดูข้อมูลในลักษณะนี้

920
00:27:12,923 --> 00:27:13,162


921
00:27:13,373 --> 00:27:17,091
คำสั่งที่เกิดขึ้นที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานก็คือ select from

922
00:27:18,304 --> 00:27:18,917


923
00:27:19,003 --> 00:27:22,261
อันนี้คือ select start คือเอาทุกแถวทุกคน

924
00:27:22,213 --> 00:27:26,345
แล้วถ้าเราไม่เอาทุกแถวทุกค่ำล่ะเรากำหนดได้ไหมกำหนดได้ค่ะ

925
00:27:26,183 --> 00:27:28,346
คำสั่งต่อมา

926
00:27:28,363 --> 00:27:28,736


927
00:27:29,192 --> 00:27:29,681


928
00:27:29,832 --> 00:27:32,942
fences ก็คือเรื่องชื่อ

929
00:27:32,782 --> 00:27:34,234
กลับราคา

930
00:27:34,892 --> 00:27:35,084


931
00:27:35,342 --> 00:27:36,821
จากตาราง book

932
00:27:37,271 --> 00:27:37,508


933
00:27:37,591 --> 00:27:40,002
ผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้

934
00:27:39,951 --> 00:27:40,187


935
00:27:40,152 --> 00:27:42,095
ว่าจะแสดงผลเฉพาะชื่อ

936
00:27:42,071 --> 00:27:42,360


937
00:27:42,392 --> 00:27:42,951


938
00:27:43,092 --> 00:27:45,611
ราคาของหนังสือเท่านั้น

939
00:27:46,942 --> 00:27:47,218


940
00:27:47,833 --> 00:27:49,812
เพราะว่าอย่างที่เคยบอก

941
00:27:49,822 --> 00:27:54,826
มุมมองของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกันบางคนอยากดูข้อมูลทั้งหมด

942
00:27:54,952 --> 00:27:57,181
บางคนอยากดูข้อมูลแค่ 2 อย่าง

943
00:27:57,121 --> 00:27:57,494


944
00:27:57,511 --> 00:27:59,470
สามารถทำได้ไหมทำได้ค่ะ

945
00:27:59,433 --> 00:27:59,678


946
00:27:59,621 --> 00:28:01,468
ดูข้อมูลอย่างเดียวก็ทำได้

947
00:28:01,481 --> 00:28:05,414
แค่เราต้องบอกให้ถูกว่าคุณอยากดูข้อมูลจากตารางไหน

948
00:28:05,391 --> 00:28:06,597
ขอรับเมื่อไหร่

949
00:28:06,541 --> 00:28:07,545
ระบุไป

950
00:28:07,691 --> 00:28:08,064


951
00:28:08,010 --> 00:28:11,053
ระบบจัดการฐานข้อมูลมันก็จะดึงข้อมูลที่มาให้เราดู

952
00:28:11,351 --> 00:28:12,033
นะคะ

953
00:28:12,110 --> 00:28:12,360


954
00:28:12,431 --> 00:28:12,661


955
00:28:12,881 --> 00:28:16,562
ถ้าเป็นการสืบค้นแบบมีเงื่อนไขล่ะ

956
00:28:16,910 --> 00:28:17,740
แค่

957
00:28:17,691 --> 00:28:24,243
เอาคนล่ะมันไม่พอล่ะเราอยากเพิ่มเงื่อนไขคำสั่งที่ในการใช้ในการเพิ่มเงื่อนไขคือคำสั่ง where

958
00:28:25,241 --> 00:28:25,943
นะคะ

959
00:28:26,151 --> 00:28:26,423


960
00:28:27,040 --> 00:28:29,948
เป็น select from Where ไล่ระดับลงมา

961
00:28:30,110 --> 00:28:30,741


962
00:28:30,880 --> 00:28:31,484


963
00:28:31,650 --> 00:28:31,879


964
00:28:32,611 --> 00:28:34,715
โดยมีเงื่อนไข

965
00:28:34,922 --> 00:28:35,356


966
00:28:35,240 --> 00:28:37,609
เงื่อนไขในการเปรียบเทียบ

967
00:28:37,550 --> 00:28:40,941
เวลาเปรียบเทียบนะคะดูสัญลักษณ์ตรงนี้มันจะเป็น

968
00:28:40,871 --> 00:28:41,952
มากกว่า

969
00:28:41,911 --> 00:28:42,181


970
00:28:43,571 --> 00:28:46,567
มากกว่าเท่ากับน้อยกว่า

971
00:28:46,960 --> 00:28:47,222


972
00:28:47,279 --> 00:28:47,902


973
00:28:48,180 --> 00:28:48,457


974
00:28:48,562 --> 00:28:49,378
พรุ่งนี้

975
00:28:49,460 --> 00:28:52,992
น้อยกว่าเท่ากับมากกว่าเท่ากับอันนี้ไม่เท่ากับ

976
00:28:52,990 --> 00:28:53,738
นะคะ

977
00:28:53,820 --> 00:28:54,067


978
00:28:54,010 --> 00:28:54,241


979
00:28:54,589 --> 00:28:55,803
แม่นี้เป็น

980
00:28:55,800 --> 00:28:56,486
เท่ากับ

981
00:28:56,630 --> 00:28:58,510
มากกว่าน้อยกว่านี้ค่ะ

982
00:28:58,499 --> 00:28:58,863


983
00:28:59,010 --> 00:28:59,496


984
00:28:59,710 --> 00:29:01,028
ทำตัวคันให้

985
00:29:01,249 --> 00:29:01,949


986
00:29:02,340 --> 00:29:04,254
หรือการรวบรวม

987
00:29:04,320 --> 00:29:04,810


988
00:29:05,029 --> 00:29:05,302


989
00:29:05,279 --> 00:29:09,181
เป็นและเป็นหรือคล้ายๆกับวิชาคณิตศาสตร์ที่เราเคยเรียนไปแล้ว

990
00:29:09,770 --> 00:29:12,316
เป็นการปฏิเสธเช่นไม่เอา

991
00:29:12,521 --> 00:29:12,772


992
00:29:12,650 --> 00:29:14,764
ข้อมูลนักศึกษาชายอะไรอย่างเงี้ย

993
00:29:14,830 --> 00:29:15,107


994
00:29:15,091 --> 00:29:15,317


995
00:29:15,349 --> 00:29:18,024
ตรวจสอบค่าของข้อมูลว่าง

996
00:29:18,099 --> 00:29:18,447


997
00:29:18,929 --> 00:29:19,419


998
00:29:19,439 --> 00:29:21,089
ให้มัน

999
00:29:21,109 --> 00:29:23,875
ตรวจดูซิว่าข้อมูลตรงไหนมีช่องว่าง

1000
00:29:23,869 --> 00:29:24,216


1001
00:29:24,308 --> 00:29:25,925
ข้อมูลตัวไหนหายไป

1002
00:29:25,849 --> 00:29:26,259


1003
00:29:26,428 --> 00:29:30,964
ตรวจสอบเป็นช่วงเช่นช่วงอายุระหว่าง 15 ถึง 18 ปี

1004
00:29:30,910 --> 00:29:31,186


1005
00:29:31,679 --> 00:29:31,883


1006
00:29:31,809 --> 00:29:32,291


1007
00:29:32,129 --> 00:29:36,243
หรือในชื่อใครมีชื่อมีจอจาน

1008
00:29:37,058 --> 00:29:37,510


1009
00:29:37,698 --> 00:29:40,331
มีรายชื่อใครมีสระเอ

1010
00:29:40,269 --> 00:29:40,710


1011
00:29:41,738 --> 00:29:43,517
ตรวจสอบข้อความ

1012
00:29:43,848 --> 00:29:44,654


1013
00:29:44,618 --> 00:29:47,432
เช่นในข้อความนั้นมีคำว่านาย

1014
00:29:48,718 --> 00:29:53,198
ก็คนที่มีคำขึ้นต้นว่านายทั้งหมดอะไรก็ว่าไปนะคะ

1015
00:29:53,269 --> 00:29:56,708
มันจะมีการเปรียบเทียบเงื่อนไขด้วยนะคะ

1016
00:29:56,599 --> 00:29:58,467
อาจารย์บายไปแล้วนะคะ

1017
00:29:58,458 --> 00:30:02,541
เท่ากับมากกว่าน้อยกว่ามากกว่าเท่ากับน้อยกว่าเท่ากับไม่เท่ากับ

1018
00:30:02,428 --> 00:30:03,246
นะคะ

1019
00:30:03,388 --> 00:30:03,911


1020
00:30:03,577 --> 00:30:03,824


1021
00:30:04,028 --> 00:30:05,738
อย่างตัวอย่าง

1022
00:30:05,697 --> 00:30:06,241


1023
00:30:06,467 --> 00:30:08,755
การค้นหาแบบมีเงื่อนไข

1024
00:30:08,828 --> 00:30:09,259


1025
00:30:09,857 --> 00:30:10,535


1026
00:30:10,629 --> 00:30:11,244


1027
00:30:11,458 --> 00:30:11,740


1028
00:30:11,707 --> 00:30:15,509
แต่แรกคือให้เอามาแสดงผลเฉพาะชื่อ

1029
00:30:15,428 --> 00:30:15,923


1030
00:30:15,947 --> 00:30:17,523
ราคา

1031
00:30:17,607 --> 00:30:19,085
จากตาราง book

1032
00:30:19,077 --> 00:30:19,336


1033
00:30:19,528 --> 00:30:24,527
โดยที่มีเงื่อนไขคือราคาน้อยกว่า 1000

1034
00:30:26,257 --> 00:30:29,147
เงื่อนไขแรกคือแสดงผลเฉพาะชื่อ

1035
00:30:29,146 --> 00:30:29,432


1036
00:30:29,787 --> 00:30:31,626
ปรับราคานะคะ

1037
00:30:31,707 --> 00:30:32,190


1038
00:30:32,217 --> 00:30:34,003
แล้วเงื่อนไขต่อมาคือ

1039
00:30:34,007 --> 00:30:37,109
ราคาน้อยกว่า 1,000 บาทมาดูที่ราคาค่ะ

1040
00:30:37,087 --> 00:30:37,351


1041
00:30:37,276 --> 00:30:38,769
มีน้อยกว่า 1,000

1042
00:30:38,877 --> 00:30:40,358
มีน้อยกว่า 100

1043
00:30:40,667 --> 00:30:41,986
น้อยกว่า 1

1044
00:30:42,586 --> 00:30:42,803


1045
00:30:43,547 --> 00:30:45,396
1000 แสดงผลไหมคะ

1046
00:30:45,476 --> 00:30:46,863
ไม่แสดงผล

1047
00:30:46,886 --> 00:30:50,303
1950 แสดงผลไหมไม่แสดงผลเพราะฉะนั้น

1048
00:30:50,666 --> 00:30:52,518
ส่วนที่มันจะแสดงผล

1049
00:30:52,776 --> 00:30:54,049
มีอยู่

1050
00:30:54,066 --> 00:30:54,571


1051
00:30:54,506 --> 00:30:55,392
5

1052
00:30:55,346 --> 00:30:56,151
แถว

1053
00:30:56,496 --> 00:31:00,896
แต่มันจะเลือกแสดงผลแค่ชื่อกับราคาเท่านั้นอันนี้คือคำสั่ง

1054
00:31:00,907 --> 00:31:01,134


1055
00:31:01,106 --> 00:31:01,549


1056
00:31:01,686 --> 00:31:01,949


1057
00:31:01,876 --> 00:31:03,787
ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นตัวนี้

1058
00:31:03,866 --> 00:31:04,115


1059
00:31:03,986 --> 00:31:04,234


1060
00:31:04,375 --> 00:31:05,194
นะคะ

1061
00:31:05,206 --> 00:31:05,509


1062
00:31:05,526 --> 00:31:09,831
วันนี้เดี๋ยวเราจะลองทำสัปดาห์หน้านี้ทำให้ดูภาพก่อน

1063
00:31:09,886 --> 00:31:10,581


1064
00:31:10,845 --> 00:31:11,082


1065
00:31:12,066 --> 00:31:12,815


1066
00:31:13,085 --> 00:31:16,386
คราวนี้ก็ขายเหมือนเดิมค่ะแต่ต่างกันตรงที่ว่า

1067
00:31:16,345 --> 00:31:16,705


1068
00:31:17,115 --> 00:31:25,525
คำสั่งเปรียบเทียบเป็นน้อยกว่าเท่ากับ 1000 แสดงว่าเล่มที่มีราคา 1,000 บาทมันก็จะมาแสดงผลด้วย

1069
00:31:25,706 --> 00:31:25,945


1070
00:31:26,345 --> 00:31:29,228
เพราะฉะนั้นต้องดูคำสั่งเปรียบเทียบดีๆว่า

1071
00:31:29,295 --> 00:31:29,508


1072
00:31:29,425 --> 00:31:32,293
เขาเอาน้อยกว่าหรือน้อยกว่าเท่ากับ

1073
00:31:32,365 --> 00:31:32,653


1074
00:31:33,006 --> 00:31:33,700
นะคะ

1075
00:31:33,705 --> 00:31:38,093
เหมือนมึงที่เวลาเราค้นหาสินค้าในเว็บไซต์ขายของออนไลน์

1076
00:31:38,065 --> 00:31:38,364


1077
00:31:38,966 --> 00:31:41,035
เอาให้มันจัดเรียงตามราคา

1078
00:31:41,976 --> 00:31:50,001
ก็ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะในการจัดเรียงว่าเราอยากได้สินค้าราคาที่น้อยที่สุดไปหามากที่สุดไม่เกิน 2,000 บาท

1079
00:31:50,375 --> 00:31:50,645


1080
00:31:50,755 --> 00:31:52,486
เขาก็จะเตรียมมาให้

1081
00:31:52,545 --> 00:31:57,779
ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะที่มันดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาแสดงผลให้เรา

1082
00:31:57,793 --> 00:32:02,139
เมื่อก่อนเราเป็นแค่ผู้ใช้งานเราไม่รู้ว่าข้างในมันน่ะ

1083
00:32:02,415 --> 00:32:04,829
เขียนยังไงวันนี้เรารู้แล้ว

1084
00:32:04,974 --> 00:32:05,198


1085
00:32:05,104 --> 00:32:08,103
ว่างคำสั่งคอมพิวเตอร์

1086
00:32:08,114 --> 00:32:09,714
มันว่ายังไง

1087
00:32:09,784 --> 00:32:10,019


1088
00:32:10,164 --> 00:32:10,385


1089
00:32:11,124 --> 00:32:12,512


1090
00:32:12,725 --> 00:32:13,081


1091
00:32:13,174 --> 00:32:17,270
เป็นคำสั่งเดิมแต่เปลี่ยนเงื่อนไขก็คือ

1092
00:32:17,275 --> 00:32:22,131
ให้ราคาไม่เท่ากับ 1,000 ก็เท่านั้นก็จะแสดงผล

1093
00:32:22,394 --> 00:32:23,791
หนังสือทุกเล่ม

1094
00:32:23,875 --> 00:32:26,700
ยกเว้นเล่มที่มันมีราคา 1000

1095
00:32:26,824 --> 00:32:28,282
ไม่แสดงผล

1096
00:32:28,484 --> 00:32:28,699


1097
00:32:29,184 --> 00:32:33,009
ดูดีๆนะคะเงื่อนไขตรงนี้เองต่างกันแค่นี้เองนิดเดียว

1098
00:32:33,034 --> 00:32:34,098


1099
00:32:34,063 --> 00:32:38,751
ถ้าสมมุติว่าในข้อสอบถามว่าผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้แสดงผลยังไง

1100
00:32:38,983 --> 00:32:42,637
นักศึกษาก็ต้องเขียนออกมาให้อาจารย์ดูได้ว่า

1101
00:32:42,963 --> 00:32:44,363
จากคำสั่งนี้

1102
00:32:44,883 --> 00:32:45,189


1103
00:32:45,143 --> 00:32:45,763


1104
00:32:45,843 --> 00:32:46,970
ผลลัพธ์ที่ได้

1105
00:32:46,933 --> 00:32:48,849
ควรจะเป็นยังไง

1106
00:32:49,623 --> 00:32:51,661
อันนี้มันมีแค่เงื่อนไขเดียว

1107
00:32:51,743 --> 00:32:54,477
แต่ถ้ามันมีหลายเงื่อนไขล่ะ

1108
00:32:55,075 --> 00:32:55,810
นะคะ

1109
00:32:55,903 --> 00:32:57,231
มันสามารถ

1110
00:32:57,183 --> 00:32:58,712
ทำได้หลายเงื่อนไขไหม

1111
00:32:58,663 --> 00:32:59,415
ได้

1112
00:32:59,622 --> 00:33:00,187


1113
00:33:00,132 --> 00:33:00,409


1114
00:33:00,383 --> 00:33:01,455
ก็จะมี

1115
00:33:01,413 --> 00:33:01,689


1116
00:33:01,732 --> 00:33:04,693
เงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นคือ and Dior

1117
00:33:05,193 --> 00:33:05,468


1118
00:33:05,383 --> 00:33:08,535
ก็คือต้องเป็นไปตามเงื่อนไขทั้งหมด

1119
00:33:08,782 --> 00:33:09,069


1120
00:33:09,102 --> 00:33:09,340


1121
00:33:09,612 --> 00:33:13,019
อ๋อก็คือเป็นไปตามเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง

1122
00:33:13,202 --> 00:33:13,466


1123
00:33:13,782 --> 00:33:14,007


1124
00:33:14,103 --> 00:33:14,718
นะคะ

1125
00:33:15,312 --> 00:33:15,525


1126
00:33:15,702 --> 00:33:16,050


1127
00:33:16,142 --> 00:33:16,652


1128
00:33:16,592 --> 00:33:20,688
อย่างตัวนี้คำสั่งแล้วดูก่อนเลยอย่างแรกเป็นออ

1129
00:33:20,632 --> 00:33:20,882


1130
00:33:21,271 --> 00:33:21,894


1131
00:33:22,042 --> 00:33:22,602


1132
00:33:22,552 --> 00:33:27,071
ให้เลือกแสดงผลข้อมูลเฉพาะชื่อกับราคาจากตาราง book

1133
00:33:26,972 --> 00:33:29,844
โดยมีเงื่อนไขคือราคา

1134
00:33:30,112 --> 00:33:31,884
มากกว่า 500

1135
00:33:31,902 --> 00:33:34,132
หรือรหัสสำนักพิมพ์

1136
00:33:34,082 --> 00:33:34,331


1137
00:33:34,341 --> 00:33:35,801
น้อยกว่า 12

1138
00:33:37,291 --> 00:33:37,522


1139
00:33:37,802 --> 00:33:38,063


1140
00:33:38,252 --> 00:33:38,490


1141
00:33:38,381 --> 00:33:38,672


1142
00:33:38,701 --> 00:33:39,635


1143
00:33:39,591 --> 00:33:44,377
มาดูนะคะเล่นไขแรกราคามากกว่า 500

1144
00:33:44,331 --> 00:33:44,623


1145
00:33:44,581 --> 00:33:46,299
มีอยู่ 2 เล่ม

1146
00:33:46,322 --> 00:33:46,879


1147
00:33:46,902 --> 00:33:47,122


1148
00:33:47,092 --> 00:33:47,575


1149
00:33:47,541 --> 00:33:47,773


1150
00:33:47,861 --> 00:33:48,732
นะคะ

1151
00:33:48,882 --> 00:33:49,167


1152
00:33:49,392 --> 00:33:49,811


1153
00:33:49,841 --> 00:33:51,999
แล้วก็รหัส

1154
00:33:51,952 --> 00:33:54,778
หรือรหัสสำนักพิมพ์น้อยกว่า 12

1155
00:33:55,031 --> 00:33:55,602


1156
00:33:55,672 --> 00:33:55,892


1157
00:33:56,571 --> 00:33:56,845


1158
00:33:56,890 --> 00:33:57,162


1159
00:33:57,211 --> 00:33:57,832
วันนี้

1160
00:33:58,041 --> 00:33:58,798
วันนี้

1161
00:33:58,811 --> 00:34:01,785
เพราะฉะนั้นจะแสดงโขน

1162
00:34:01,951 --> 00:34:03,348
5 เล่ม

1163
00:34:03,491 --> 00:34:03,797


1164
00:34:04,261 --> 00:34:04,530


1165
00:34:05,091 --> 00:34:05,844
นะคะ

1166
00:34:05,791 --> 00:34:08,086
ถามว่าทำไมอันนี้

1167
00:34:08,031 --> 00:34:11,483
มันราคาไม่เกิน 500 นี่ทำไมมันแสดงผล

1168
00:34:11,371 --> 00:34:14,086
ก็บอกว่ารหัสสำนักพิมพ์มันน้อยกว่า 12

1169
00:34:14,061 --> 00:34:14,300


1170
00:34:15,911 --> 00:34:17,753
มันก็เลยแสดงผลด้วย

1171
00:34:17,970 --> 00:34:19,621
นะคะเป็น 5 เล่ม

1172
00:34:19,570 --> 00:34:22,391
ซึ่งแตกต่างจากตัวอย่างต่อมา

1173
00:34:22,321 --> 00:34:22,679


1174
00:34:22,700 --> 00:34:22,958


1175
00:34:23,151 --> 00:34:29,822
แอนก็คือถ้ามันมีเงื่อนไข 2 ข้อมันจะต้องดูทั้งเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ

1176
00:34:30,521 --> 00:34:33,983
อันนี้คือมันมีเงื่อนไข 2 ข้อก็จริงแต่ว่า

1177
00:34:34,430 --> 00:34:38,159
มันสามารถเป็นได้ทั้ง 2 ข้อโดยที่มันสามารถเลือกได้

1178
00:34:38,589 --> 00:34:39,147


1179
00:34:39,170 --> 00:34:39,401


1180
00:34:39,489 --> 00:34:43,477
จะต้องเข้าตามเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อเป๊ะๆเท่านั้น

1181
00:34:43,590 --> 00:34:43,896


1182
00:34:44,040 --> 00:34:44,287


1183
00:34:44,300 --> 00:34:44,851


1184
00:34:45,189 --> 00:34:45,491


1185
00:34:45,452 --> 00:34:45,664


1186
00:34:45,642 --> 00:34:46,150


1187
00:34:46,090 --> 00:34:51,112
ไขก็คือให้ราคามากกว่าเท่ากับ 500

1188
00:34:51,280 --> 00:34:54,811
ราคาน้อยกว่าเท่ากับ 1000 ก็คือเป็นช่วงนั้นเอง

1189
00:34:55,060 --> 00:34:55,263


1190
00:34:55,500 --> 00:34:56,187


1191
00:34:56,140 --> 00:34:56,409


1192
00:34:56,400 --> 00:34:58,358
ว่าจะมีเล่มนี้ 500

1193
00:34:58,509 --> 00:34:58,888


1194
00:34:59,611 --> 00:35:03,932
เล่มนี้ 1,000 ถามว่าเล่มนี้ได้ไหมไม่ได้

1195
00:35:03,829 --> 00:35:05,232
มันเกิน 1,000

1196
00:35:05,302 --> 00:35:05,790


1197
00:35:05,880 --> 00:35:07,884
เล่มนี้ได้ไหมไม่ได้

1198
00:35:07,810 --> 00:35:10,003
เพราะมันน้อยกว่า 500 เพราะฉะนั้น

1199
00:35:09,918 --> 00:35:11,875
ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีแค่ 2 เล่ม

1200
00:35:11,781 --> 00:35:13,495
3 เงื่อนไข

1201
00:35:13,439 --> 00:35:13,645


1202
00:35:14,140 --> 00:35:14,884
นะคะ

1203
00:35:14,979 --> 00:35:15,216


1204
00:35:15,229 --> 00:35:17,126
และมีเงื่อนไขมากกว่านี้ไหม

1205
00:35:17,290 --> 00:35:18,300
มีได้ค่ะ

1206
00:35:18,569 --> 00:35:18,768


1207
00:35:18,758 --> 00:35:19,019


1208
00:35:19,399 --> 00:35:21,823
เป็นได้ทั้งแอนและคอ

1209
00:35:21,770 --> 00:35:22,001


1210
00:35:22,088 --> 00:35:23,347
นะคะ

1211
00:35:23,428 --> 00:35:24,316


1212
00:35:24,271 --> 00:35:28,570
ถ้าอันไหนเป็นอันนี้คือจะต้องตามเงื่อนไขนั้นอย่างเดียวเท่านั้น

1213
00:35:28,499 --> 00:35:29,112


1214
00:35:29,198 --> 00:35:31,104
เช่นราคา

1215
00:35:31,123 --> 00:35:33,094
มากกว่าเท่ากับ 500

1216
00:35:33,049 --> 00:35:34,503
มีเล่มไหนบ้าง

1217
00:35:34,519 --> 00:35:34,902


1218
00:35:35,219 --> 00:35:35,444


1219
00:35:35,348 --> 00:35:36,611
มีเล่มนี้

1220
00:35:36,630 --> 00:35:36,841


1221
00:35:36,758 --> 00:35:36,951


1222
00:35:36,948 --> 00:35:37,364


1223
00:35:37,459 --> 00:35:38,089


1224
00:35:38,098 --> 00:35:39,558
มีเล่มนี้

1225
00:35:39,578 --> 00:35:40,016


1226
00:35:41,569 --> 00:35:42,247


1227
00:35:42,398 --> 00:35:42,945


1228
00:35:43,168 --> 00:35:44,298
หรือ

1229
00:35:44,378 --> 00:35:47,997
pid ก็คือรหัสสำนักพิมพ์เท่ากับ 4

1230
00:35:48,489 --> 00:35:50,281
เท่ากับ 4 มีเล่มไหนบ้าง

1231
00:35:50,468 --> 00:35:53,152
เกมนี้หากมีเล่มนี้มีเล่มมี

1232
00:35:53,478 --> 00:35:53,705


1233
00:35:53,994 --> 00:35:54,224


1234
00:35:54,948 --> 00:35:57,682
ทำไมถึงเอาเพราะมันเป็นคำสั่งออ

1235
00:35:57,708 --> 00:35:57,920


1236
00:35:58,158 --> 00:35:58,462


1237
00:35:59,378 --> 00:35:59,608


1238
00:36:00,268 --> 00:36:02,454
ก็คือสามารถยอมรับได้

1239
00:36:02,378 --> 00:36:02,616


1240
00:36:02,580 --> 00:36:03,257
นะคะ

1241
00:36:03,658 --> 00:36:05,251
ลักษณะขนมา 5 เล่ม

1242
00:36:05,398 --> 00:36:05,641


1243
00:36:05,778 --> 00:36:07,443
อันนี้เป็นไข่

1244
00:36:07,378 --> 00:36:11,354
แต่ว่ามันก็จะมีวิธีการเขียนให้มันสั้นกว่านี้อยู่

1245
00:36:11,288 --> 00:36:11,530


1246
00:36:11,417 --> 00:36:14,042
เดี๋ยวดูไปมีอีกหลายตัวอย่าง

1247
00:36:14,049 --> 00:36:14,801
นะคะ

1248
00:36:14,818 --> 00:36:17,639
จับตัวมาเป็นเงื่อนไขในการปฏิเสธ

1249
00:36:17,817 --> 00:36:18,046


1250
00:36:18,137 --> 00:36:19,921
ก็คือไม่เอา

1251
00:36:19,999 --> 00:36:20,374


1252
00:36:20,317 --> 00:36:22,002
นะคะคือคำสั่ง not

1253
00:36:23,017 --> 00:36:23,277


1254
00:36:24,037 --> 00:36:24,287


1255
00:36:24,168 --> 00:36:26,076
เช่นคำสั่งนี้

1256
00:36:26,019 --> 00:36:27,534
เงื่อนไขคือ

1257
00:36:27,617 --> 00:36:28,888
ไม่เอา

1258
00:36:28,967 --> 00:36:29,324


1259
00:36:29,357 --> 00:36:31,982
รหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่าเท่ากับ 4

1260
00:36:32,618 --> 00:36:35,072
วันนี้ตัดไปตัดไปตัดไป

1261
00:36:35,057 --> 00:36:36,849
เพราะฉะนั้นแสดงผลที่เหลือ

1262
00:36:37,937 --> 00:36:40,232
ได้ๆ

1263
00:36:40,247 --> 00:36:45,696
อย่างเช่นเราหาซื้อของออนไลน์ไม่อยากได้สีแดง

1264
00:36:45,697 --> 00:36:48,452
เราก็เลยว่าไม่เอาสีแดง

1265
00:36:48,377 --> 00:36:48,677


1266
00:36:48,766 --> 00:36:48,988


1267
00:36:49,017 --> 00:36:51,769
มันก็แสดงผลสินค้าที่เหลือมาให้

1268
00:36:51,967 --> 00:36:52,214


1269
00:36:52,216 --> 00:36:54,525
นะคะหรืองานหา

1270
00:36:54,467 --> 00:36:54,888


1271
00:36:55,046 --> 00:36:58,850
ถ้าว่างหรือการไม่มีค่าในข้อมูลนั้นๆ

1272
00:36:58,887 --> 00:36:59,304


1273
00:36:59,396 --> 00:37:00,715
เช่นลองดูซิว่า

1274
00:37:00,807 --> 00:37:01,882
ในราคา

1275
00:37:02,738 --> 00:37:05,456
ในส่วนของราคามีอะไรเป็นค่าว่างบ้าง

1276
00:37:06,447 --> 00:37:09,155
งานตัวนี้แปลว่าค่าว่างนะคะถ้าว่างตัวนี้

1277
00:37:09,708 --> 00:37:09,952


1278
00:37:09,966 --> 00:37:11,304
มีอยู่เล่มเดียว

1279
00:37:11,256 --> 00:37:12,847
ที่ไม่มีข้อมูล

1280
00:37:12,916 --> 00:37:13,121


1281
00:37:13,106 --> 00:37:13,344


1282
00:37:13,296 --> 00:37:14,372
สำนักพิมพ์

1283
00:37:14,326 --> 00:37:16,685
ไม่มีข้อมูลราคามีเล่มเดียว

1284
00:37:16,696 --> 00:37:16,957


1285
00:37:17,396 --> 00:37:22,542
อันนี้เอาไว้เช็คว่าข้อมูลเรามีข้อมูลอะไรหายบ้างหรือเปล่าก็สามารถ

1286
00:37:22,776 --> 00:37:25,365
ให้คอมพิวเตอร์มันเช็คให้เราได้

1287
00:37:25,406 --> 00:37:26,023
นะคะ

1288
00:37:26,176 --> 00:37:26,415


1289
00:37:27,206 --> 00:37:27,556


1290
00:37:27,525 --> 00:37:28,844
ในทางกลับกัน

1291
00:37:28,865 --> 00:37:29,122


1292
00:37:29,125 --> 00:37:30,575
ให้มันเช็คว่า

1293
00:37:30,596 --> 00:37:34,759
มีข้อมูลอะไรบ้างที่ไม่ใช่ค่าว่างก็ใช้คำสั่งที่

1294
00:37:35,535 --> 00:37:37,053
ใกล้เคียงกันแค่นั้นเอง

1295
00:37:37,135 --> 00:37:39,175
เพราะฉะนั้นภาษาอังกฤษ

1296
00:37:39,436 --> 00:37:39,686


1297
00:37:39,885 --> 00:37:43,621
คนข้างๆค่ะเป็นคำง่ายๆพยายามลองแปลดู

1298
00:37:44,306 --> 00:37:47,124
คำศัพท์ก็ไม่ใช่คำศัพท์ที่ซับซ้อนอะไรมาก

1299
00:37:47,375 --> 00:37:48,074
นะคะ

1300
00:37:48,015 --> 00:37:48,295


1301
00:37:48,215 --> 00:37:50,002
ที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล

1302
00:37:50,774 --> 00:37:51,002


1303
00:37:51,165 --> 00:37:54,203
เมื่อกี้เราใช้ and ใช้ออนะคะ

1304
00:37:54,174 --> 00:37:56,134
มันพิมพ์ค่อนข้างยาว

1305
00:37:57,305 --> 00:37:59,221
เราจะเปลี่ยนใหม่เป็นคำสั่ง

1306
00:37:59,227 --> 00:38:00,565
Between

1307
00:38:00,574 --> 00:38:01,207


1308
00:38:01,344 --> 00:38:01,564


1309
00:38:01,605 --> 00:38:03,059
นะคะก็คือ

1310
00:38:03,074 --> 00:38:03,883
ระหว่าง

1311
00:38:03,845 --> 00:38:05,547
เท่าไหร่ถึงเท่าไหร่

1312
00:38:05,575 --> 00:38:07,076
นะคะ

1313
00:38:07,044 --> 00:38:10,637
เทียบกันดูนะคะถ้าเราใช้คำสั่งนี้

1314
00:38:10,504 --> 00:38:11,017


1315
00:38:11,274 --> 00:38:11,477


1316
00:38:11,854 --> 00:38:12,470
นะคะ

1317
00:38:12,615 --> 00:38:18,239
ให้แสดงผลคอลัมน์นะคะที่มีค่าระหว่าง 10 ถึง 20

1318
00:38:18,254 --> 00:38:18,637


1319
00:38:18,835 --> 00:38:20,295
เนื้อเพลงแค่นี้เอง

1320
00:38:21,454 --> 00:38:22,012


1321
00:38:22,295 --> 00:38:25,566
แต่ถ้าเราไม่ใช้เราจำคำสั่งมีชีวิตแต่ไม่ได้

1322
00:38:25,565 --> 00:38:25,798


1323
00:38:25,814 --> 00:38:27,204
พิมพ์ยาวมาก

1324
00:38:27,224 --> 00:38:28,820
แบบนี้นะคะ

1325
00:38:28,894 --> 00:38:30,164
คำสั่งตัวนี้

1326
00:38:30,294 --> 00:38:31,443
มันเลยทำให้เรา

1327
00:38:31,454 --> 00:38:31,724


1328
00:38:32,294 --> 00:38:33,557
ทำงานได้เร็วขึ้น

1329
00:38:33,634 --> 00:38:34,765
กินน้อยลง

1330
00:38:35,234 --> 00:38:38,106
อย่างเช่นตัวนี้

1331
00:38:38,694 --> 00:38:39,312


1332
00:38:39,393 --> 00:38:39,899


1333
00:38:39,843 --> 00:38:42,007
เงื่อนไขคือให้

1334
00:38:41,963 --> 00:38:42,309


1335
00:38:42,473 --> 00:38:42,748


1336
00:38:42,795 --> 00:38:43,594
เลือก

1337
00:38:43,624 --> 00:38:43,904


1338
00:38:43,944 --> 00:38:44,220


1339
00:38:44,904 --> 00:38:50,096
สืบราคามาโดยที่มีเงื่อนไขคือราคาอยู่ในระหว่าง 500-1000

1340
00:38:50,033 --> 00:38:50,286


1341
00:38:50,224 --> 00:38:50,599


1342
00:38:51,053 --> 00:38:53,151
มีกี่เล่มค่ะ

1343
00:38:53,364 --> 00:38:53,639


1344
00:38:54,964 --> 00:38:57,348
มี 2 เล่ม 500

1345
00:38:57,333 --> 00:38:58,285
1000

1346
00:38:58,423 --> 00:38:58,714


1347
00:38:59,193 --> 00:39:00,805
สั้นลงเยอะเลย

1348
00:39:00,795 --> 00:39:01,605
นะคะ

1349
00:39:01,694 --> 00:39:01,982


1350
00:39:02,264 --> 00:39:03,537
สั้นลงเยอะเลย

1351
00:39:03,544 --> 00:39:03,825


1352
00:39:03,803 --> 00:39:04,077


1353
00:39:03,933 --> 00:39:04,204


1354
00:39:04,184 --> 00:39:04,414


1355
00:39:05,282 --> 00:39:05,535


1356
00:39:05,793 --> 00:39:06,407


1357
00:39:06,434 --> 00:39:08,230
ใครโทรมา

1358
00:39:08,164 --> 00:39:10,512
เงื่อนไขคือราคา

1359
00:39:10,534 --> 00:39:14,059
ไม่อยู่ในช่วงระหว่าง 500 ถึง 1000

1360
00:39:13,992 --> 00:39:14,203


1361
00:39:14,573 --> 00:39:14,826


1362
00:39:14,822 --> 00:39:15,374


1363
00:39:15,533 --> 00:39:15,886


1364
00:39:15,853 --> 00:39:18,203
มีอะไร 500 ตัดออก

1365
00:39:18,342 --> 00:39:19,572
1000 ตัดออก

1366
00:39:19,492 --> 00:39:20,181


1367
00:39:20,263 --> 00:39:20,501


1368
00:39:21,873 --> 00:39:24,554
เพราะฉะนั้นผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีอยู่

1369
00:39:24,813 --> 00:39:26,201
เล่นเลย

1370
00:39:26,162 --> 00:39:28,718
ยกเว้นเรื่องที่ราคา 500 กับ 1,000

1371
00:39:28,724 --> 00:39:28,958


1372
00:39:29,423 --> 00:39:29,663


1373
00:39:31,093 --> 00:39:32,487
นะคะ

1374
00:39:33,082 --> 00:39:34,172


1375
00:39:34,102 --> 00:39:37,835
หรือน่าจะค้นหาข้อมูลตามค่าที่เราต้องการ

1376
00:39:37,762 --> 00:39:38,129


1377
00:39:38,783 --> 00:39:39,405
ราคา

1378
00:39:39,552 --> 00:39:41,265
เราจะใช้คำสั่ง

1379
00:39:41,473 --> 00:39:43,403
เงื่อนไขเพิ่มเติมข้างล่างคือ

1380
00:39:43,582 --> 00:39:44,275


1381
00:39:44,612 --> 00:39:45,667
i n ตัวนี้

1382
00:39:45,962 --> 00:39:46,647
นะคะ

1383
00:39:46,791 --> 00:39:47,995


1384
00:39:48,392 --> 00:39:48,656


1385
00:39:48,773 --> 00:39:49,015


1386
00:39:49,489 --> 00:39:49,770


1387
00:39:49,802 --> 00:39:50,029


1388
00:39:50,052 --> 00:39:53,114
เช่นข้อมูลที่เราต้องการก็คือ

1389
00:39:53,702 --> 00:39:54,924
อาจจะมีตัวเลข

1390
00:39:55,312 --> 00:39:55,563


1391
00:39:55,442 --> 00:39:56,897
ให้หาตัวเลข

1392
00:39:56,972 --> 00:39:57,854
ขี้

1393
00:39:57,931 --> 00:39:58,214


1394
00:39:59,152 --> 00:40:00,598
ระหว่าง 1-10

1395
00:40:01,712 --> 00:40:02,336
นะคะ

1396
00:40:02,491 --> 00:40:08,255
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็น 13579 นี้เราทราบอยู่แล้วเลขจำนวนคี่ระหว่าง 1-10

1397
00:40:08,372 --> 00:40:08,635


1398
00:40:08,951 --> 00:40:09,571
นะคะ

1399
00:40:09,722 --> 00:40:12,730
ชื่อคนที่ขึ้นต้นด้วย

1400
00:40:12,801 --> 00:40:14,382
สเสือมม้า

1401
00:40:14,402 --> 00:40:14,687


1402
00:40:14,653 --> 00:40:14,856


1403
00:40:15,101 --> 00:40:15,326


1404
00:40:17,091 --> 00:40:18,209
มีอะไรบ้าง

1405
00:40:18,172 --> 00:40:22,000
สมชายสมพงษ์สมศักดิ์อะไรก็ว่าไปสมมติฐานข้อมูล

1406
00:40:21,961 --> 00:40:22,197


1407
00:40:22,091 --> 00:40:22,313


1408
00:40:22,211 --> 00:40:22,904
นะคะ

1409
00:40:22,921 --> 00:40:23,141


1410
00:40:23,111 --> 00:40:24,632
ทุกอย่างก็คือ

1411
00:40:24,711 --> 00:40:26,930
เงื่อนไขให้แสดง

1412
00:40:26,962 --> 00:40:28,670
ชื่อหนังสือกับราคา

1413
00:40:28,941 --> 00:40:31,498
ที่ราคาหนังสือจีน

1414
00:40:32,721 --> 00:40:32,976


1415
00:40:32,851 --> 00:40:35,004
มีค่า 250

1416
00:40:35,351 --> 00:40:37,257
หนังสือเล่มละ 500

1417
00:40:37,211 --> 00:40:38,230
150

1418
00:40:38,291 --> 00:40:39,145
ผ่าน

1419
00:40:39,891 --> 00:40:40,145


1420
00:40:40,281 --> 00:40:40,555


1421
00:40:40,471 --> 00:40:43,469
เล่นไหนบ้างมี 250 มีไหมมี 1 เล่ม

1422
00:40:43,360 --> 00:40:44,942
500 มีไหม

1423
00:40:45,091 --> 00:40:45,378


1424
00:40:45,731 --> 00:40:47,327
500 มี 1 เล่ม

1425
00:40:47,261 --> 00:40:47,680


1426
00:40:47,710 --> 00:40:47,959


1427
00:40:48,671 --> 00:40:51,095
750 มีไหมไม่มี

1428
00:40:51,880 --> 00:40:53,662
1000 มีไหม

1429
00:40:53,800 --> 00:40:54,277


1430
00:40:54,251 --> 00:40:56,052
เพราะฉะนั้นแสดงผล 3 เล่ม

1431
00:40:56,361 --> 00:40:56,570


1432
00:40:56,490 --> 00:40:56,841


1433
00:40:56,930 --> 00:40:57,144


1434
00:40:58,021 --> 00:41:02,302
ถามว่าเราค้นหาไม่เจอแล้วมันเกิดอะไรขึ้นไหมไม่เจอก็คือไม่เจอ

1435
00:41:02,190 --> 00:41:02,549


1436
00:41:02,569 --> 00:41:06,340
นะคะก็แสดงว่าในฐานข้อมูลเราไม่มีหนังสือเล่มละ 750

1437
00:41:07,370 --> 00:41:08,190
แค่นั้นเอง

1438
00:41:08,152 --> 00:41:08,522


1439
00:41:08,470 --> 00:41:08,989


1440
00:41:08,849 --> 00:41:09,541
นะคะ

1441
00:41:10,970 --> 00:41:11,397


1442
00:41:11,350 --> 00:41:11,582


1443
00:41:11,799 --> 00:41:12,043


1444
00:41:12,180 --> 00:41:13,113


1445
00:41:13,270 --> 00:41:17,557
หรือการค้นหาหนังสือที่ราคา

1446
00:41:17,499 --> 00:41:19,666
ไม่อยู่ในราคาที่

1447
00:41:19,870 --> 00:41:21,133
250

1448
00:41:22,049 --> 00:41:23,643
158 ออกไป

1449
00:41:24,220 --> 00:41:24,917
ไม่เอา

1450
00:41:25,000 --> 00:41:25,226


1451
00:41:25,190 --> 00:41:25,568


1452
00:41:25,510 --> 00:41:27,994
500 เอาไหมไม่เอา

1453
00:41:28,130 --> 00:41:28,365


1454
00:41:28,259 --> 00:41:29,910
750 ไม่มี

1455
00:41:29,929 --> 00:41:30,687


1456
00:41:30,690 --> 00:41:31,707
มีตัดออก

1457
00:41:31,650 --> 00:41:34,790
เพราะฉะนั้นแสดงผลหนังสือเล่มที่เหลือ

1458
00:41:34,990 --> 00:41:35,217


1459
00:41:35,250 --> 00:41:38,430
บอกเขาว่าไม่เอาหนังสือราคา 250

1460
00:41:38,449 --> 00:41:41,412
ไม่เอา 500 ไม่เอา 750 ไม่เอา 1,000

1461
00:41:41,459 --> 00:41:45,924
งั้นก็แสดงผลค่าที่เหลือแค่นั้นเองคือการตัดออกนะคะ

1462
00:41:48,889 --> 00:41:54,621
คราวนี้เป็นการระบุราคาไปแล้วเราจะระบุเป็นข้อความ

1463
00:41:54,529 --> 00:41:54,944


1464
00:41:55,169 --> 00:41:55,449


1465
00:41:55,549 --> 00:41:56,160


1466
00:41:56,319 --> 00:41:58,153
เป็นตัวอักษรก็ได้

1467
00:41:58,119 --> 00:42:01,802
จากเมื่อกี้เป็นคำสั่ง in คราวนี้จะเป็นคำสั่ง like

1468
00:42:02,149 --> 00:42:02,377


1469
00:42:02,598 --> 00:42:04,092
Like เหมือนกดไลค์นี่แหละ

1470
00:42:04,009 --> 00:42:05,007
นะคะ

1471
00:42:04,969 --> 00:42:05,313


1472
00:42:05,609 --> 00:42:05,908


1473
00:42:05,868 --> 00:42:06,240


1474
00:42:06,188 --> 00:42:06,417


1475
00:42:06,448 --> 00:42:06,667


1476
00:42:07,468 --> 00:42:10,656
ก็จะเป็นคนการค้นหาส่วนของข้อความ

1477
00:42:10,728 --> 00:42:10,932


1478
00:42:11,180 --> 00:42:14,071
บางครั้งเราจะไม่ได้พิมพ์ชื่อเต็มๆของเขา

1479
00:42:14,068 --> 00:42:14,347


1480
00:42:14,648 --> 00:42:17,018
อาจจะเป็นส่วนของชื่อก็ได้

1481
00:42:17,079 --> 00:42:17,820


1482
00:42:17,968 --> 00:42:21,982
จำชื่อเขาไม่ได้เขาน่าจะชื่อสมหญิงๆอะไรประมาณนี้

1483
00:42:22,268 --> 00:42:23,798
ซึ่งมันเป็นส่วนของคำ

1484
00:42:23,737 --> 00:42:25,610
ของชื่อของคนที่ชื่อว่าสังคม

1485
00:42:25,528 --> 00:42:26,018


1486
00:42:25,978 --> 00:42:26,799
อาจจะจำ

1487
00:42:26,748 --> 00:42:28,925
คำชื่อขึ้นต้นเขาไม่ได้

1488
00:42:28,932 --> 00:42:30,275
จำได้บางส่วน

1489
00:42:30,278 --> 00:42:31,873
สามารถค้นหาได้เหมือนกัน

1490
00:42:32,007 --> 00:42:32,221


1491
00:42:33,088 --> 00:42:35,411
บางคนอาจจะพิมพ์คำว่าไมโครซอฟท์

1492
00:42:35,398 --> 00:42:36,015


1493
00:42:36,358 --> 00:42:36,586


1494
00:42:36,678 --> 00:42:36,941


1495
00:42:36,869 --> 00:42:41,374
จำไม่ได้ก็สามารถค้นหาได้เหมือนกันเป็นบางส่วนของข้อความ

1496
00:42:42,057 --> 00:42:42,616


1497
00:42:43,727 --> 00:42:44,854


1498
00:42:45,197 --> 00:42:45,440


1499
00:42:45,707 --> 00:42:45,978


1500
00:42:46,217 --> 00:42:49,410
การค้นหาส่วนของข้อความใดๆโดยที่

1501
00:42:49,618 --> 00:42:49,989


1502
00:42:50,006 --> 00:42:51,959
ไม่จำกัดตัวอักษร

1503
00:42:52,119 --> 00:42:55,892
เราจะใช้เป็นตัวเปอร์เซ็นต์หรือตัว Star เป็นดอกจันตัวนี้ก็ได้

1504
00:42:55,766 --> 00:42:56,064


1505
00:42:56,158 --> 00:42:57,504
เดี๋ยวจะมีตัวอย่างให้ดู

1506
00:42:57,627 --> 00:42:58,755


1507
00:42:58,717 --> 00:43:03,556
หรือเป็นส่วนของข้อความใดๆที่มีขนาดแค่ 1 ตัวอักษร

1508
00:43:04,167 --> 00:43:05,615
เราจะใช้เป็น

1509
00:43:05,698 --> 00:43:10,083
อันเดอร์สกอร์หรือเครื่องหมายคำถามในส่วนของ

1510
00:43:10,498 --> 00:43:11,955
โปรแกรม Microsoft Access

1511
00:43:12,167 --> 00:43:12,387


1512
00:43:12,366 --> 00:43:14,649
เราจะใช้เป็นเครื่องหมายคำถาม

1513
00:43:15,817 --> 00:43:16,090


1514
00:43:16,586 --> 00:43:16,815


1515
00:43:17,417 --> 00:43:22,095
หรือเป็นวงเล็บวงเล็บเป็นสี่เหลี่ยมแบบนี้นะคะก็คือ

1516
00:43:22,038 --> 00:43:22,726
ให้

1517
00:43:22,927 --> 00:43:25,168
ตัวอักษรใดที่ปรากฏในช่อง

1518
00:43:25,366 --> 00:43:25,586


1519
00:43:26,447 --> 00:43:28,813
ต้องเป็นตัวอักษรนั้นเท่านั้น

1520
00:43:28,956 --> 00:43:29,188


1521
00:43:29,526 --> 00:43:29,751


1522
00:43:30,367 --> 00:43:30,643


1523
00:43:30,686 --> 00:43:33,700
แต่ถ้ามีเครื่องหมายตกใจ

1524
00:43:34,077 --> 00:43:36,973
มันจะเป็นการบอกว่าไม่เอาตัวอักษรนั้น

1525
00:43:36,967 --> 00:43:37,312


1526
00:43:37,476 --> 00:43:38,281
นะคะ

1527
00:43:38,816 --> 00:43:40,798
น่าจะเป็นช่วงตัวอักษรก็ได้

1528
00:43:40,736 --> 00:43:43,470
เดี๋ยวดูตัวอย่างเลยแล้วกันมันจะได้เห็นภาพนะคะ

1529
00:43:43,365 --> 00:43:43,624


1530
00:43:43,946 --> 00:43:44,182


1531
00:43:44,325 --> 00:43:44,600


1532
00:43:44,585 --> 00:43:44,828


1533
00:43:45,286 --> 00:43:45,597


1534
00:43:45,736 --> 00:43:47,836
อย่างเช่นเงื่อนไขคือ

1535
00:43:47,787 --> 00:43:48,213


1536
00:43:49,007 --> 00:43:50,322
ให้ค้นหา

1537
00:43:50,405 --> 00:43:53,578
ชื่อหนังสือราคาจากตลาดหนังสือโดยที่

1538
00:43:53,616 --> 00:43:55,130
ชื่อหนังสือ

1539
00:43:55,665 --> 00:43:56,357
นะคะ

1540
00:43:56,436 --> 00:44:00,978
ขึ้นต้นด้วย N ตามด้วยอะไรก็ได้

1541
00:44:01,176 --> 00:44:06,665
ถ้าเป็นเครื่องหมายดอกจันตัวนี้คือขึ้นต้นด้วยตัวหนังสือนั้นๆตามด้วยอะไรก็ได้

1542
00:44:06,485 --> 00:44:06,720


1543
00:44:06,746 --> 00:44:08,695
ในตารางเราต้องดูสิคะ

1544
00:44:08,735 --> 00:44:10,001
ต้นด้วยตัวเอง

1545
00:44:10,016 --> 00:44:10,394


1546
00:44:10,726 --> 00:44:11,994
ชื่อ

1547
00:44:12,005 --> 00:44:14,947
มี 2 ชื่อเพราะฉะนั้นแสดงผล 2 อัน

1548
00:44:14,945 --> 00:44:15,218


1549
00:44:15,266 --> 00:44:15,510


1550
00:44:15,845 --> 00:44:17,128
ขึ้นต้นด้วยตัวเอง

1551
00:44:17,255 --> 00:44:17,634


1552
00:44:17,894 --> 00:44:21,139
อันอื่นไม่ได้ขึ้นเอ็นแล้ว

1553
00:44:21,925 --> 00:44:22,154


1554
00:44:22,315 --> 00:44:24,102
หายตัวมา

1555
00:44:24,296 --> 00:44:24,569


1556
00:44:24,424 --> 00:44:24,711


1557
00:44:24,884 --> 00:44:29,492
หาชื่อหนังสือที่ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้

1558
00:44:29,684 --> 00:44:31,971
ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้

1559
00:44:31,985 --> 00:44:34,290
แต่ในชื่อนั้นมีตัว C

1560
00:44:35,195 --> 00:44:35,437


1561
00:44:35,896 --> 00:44:39,360
เมื่อไหร่ก็ได้ค่ะลงท้ายอะไรก็ได้

1562
00:44:39,285 --> 00:44:39,718


1563
00:44:39,736 --> 00:44:40,020


1564
00:44:39,995 --> 00:44:40,681


1565
00:44:40,635 --> 00:44:41,390


1566
00:44:41,404 --> 00:44:44,263
ในคำนั้นน่ะต้องมีตัว C

1567
00:44:44,165 --> 00:44:44,427


1568
00:44:44,674 --> 00:44:44,923


1569
00:44:45,446 --> 00:44:48,270
อันแรกชื่อแรกมีไหมคะไม่มี

1570
00:44:48,194 --> 00:44:48,427


1571
00:44:48,445 --> 00:44:48,674


1572
00:44:48,574 --> 00:44:52,115
ชื่อที่ 2 มีตัว C ตรงตามเงื่อนไขไหม

1573
00:44:52,104 --> 00:44:55,495
เมื่อไหร่ก็ได้ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้แต่มีตัว 4

1574
00:44:56,324 --> 00:44:56,604


1575
00:44:56,715 --> 00:44:58,063
หนังสือโตมา

1576
00:44:58,064 --> 00:44:58,331


1577
00:44:58,254 --> 00:45:00,423
มีไหมมีตัว C

1578
00:45:00,815 --> 00:45:01,101


1579
00:45:01,134 --> 00:45:01,614


1580
00:45:01,777 --> 00:45:03,166
วันนี้ก็มี

1581
00:45:03,185 --> 00:45:03,434


1582
00:45:03,315 --> 00:45:03,537


1583
00:45:03,563 --> 00:45:04,194
นะคะ

1584
00:45:04,204 --> 00:45:05,340
ตัวนี้

1585
00:45:05,484 --> 00:45:09,670
ถามว่าได้ยังไงก็มันขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้อาจจะขึ้นตัวสีก็ได้

1586
00:45:10,164 --> 00:45:14,853
ขอให้มีตัว C เป็นประกอบเพราะฉะนั้นก็จะมีหนังสืออยู่ 4 เล่ม

1587
00:45:15,483 --> 00:45:16,818
4 เล่ม

1588
00:45:16,894 --> 00:45:17,197


1589
00:45:17,983 --> 00:45:18,673


1590
00:45:18,754 --> 00:45:19,189


1591
00:45:19,203 --> 00:45:20,469
นี่คือผลลัพธ์

1592
00:45:20,413 --> 00:45:23,060
เพราะฉะนั้นบางทีเนี่ยอาจารย์ยักษ์

1593
00:45:23,114 --> 00:45:23,542


1594
00:45:24,073 --> 00:45:30,499
ค้นหาชื่อนักศึกษานะคะชื่อจริงเขาไม่ได้จำได้เข้ามีคำว่า

1595
00:45:30,353 --> 00:45:32,588
พอในสักอย่างอะไรเงี้ย

1596
00:45:32,524 --> 00:45:33,338
นะคะ

1597
00:45:33,364 --> 00:45:33,653


1598
00:45:33,802 --> 00:45:37,673
ฐานข้อมูลก็สามารถค้นหาข้อมูลให้เราได้เช่นเดียวกัน

1599
00:45:37,643 --> 00:45:37,860


1600
00:45:37,963 --> 00:45:38,202


1601
00:45:38,224 --> 00:45:38,983
นะคะ

1602
00:45:39,763 --> 00:45:40,017


1603
00:45:40,153 --> 00:45:41,027


1604
00:45:40,983 --> 00:45:41,206


1605
00:45:41,362 --> 00:45:41,584


1606
00:45:41,493 --> 00:45:46,735
รู้อย่างนี้จะเริ่มสังเกตแล้วว่าทำไมมันมีเครื่องหมายคำถามแล้วก็ดอกจัน

1607
00:45:46,684 --> 00:45:47,097


1608
00:45:47,453 --> 00:45:47,672


1609
00:45:47,583 --> 00:45:50,521
ถ้ามีเครื่องหมายคำถามตัวนี้หมายความว่า

1610
00:45:50,653 --> 00:45:50,880


1611
00:45:50,973 --> 00:45:54,565
ข้างหน้าตัว E 1 ตัวอักษรเท่านั้น

1612
00:45:54,563 --> 00:45:55,058


1613
00:45:55,082 --> 00:45:57,129
1 ตัว

1614
00:45:57,064 --> 00:45:59,738
ตามหลังเก้าอี้เป็นกี่ตัวก็ได้

1615
00:45:59,622 --> 00:46:00,095


1616
00:46:00,202 --> 00:46:00,477


1617
00:46:00,583 --> 00:46:04,379
มาดูเงื่อนไขกันเลยนะคะถามว่า

1618
00:46:04,363 --> 00:46:04,579


1619
00:46:04,883 --> 00:46:06,839
ในหนังสือเล่มนี้

1620
00:46:06,923 --> 00:46:07,117


1621
00:46:07,053 --> 00:46:08,565
ได้ไหม

1622
00:46:08,972 --> 00:46:17,778
ไม่ได้เพราะตรงก่อนหน้าตัว E มีตัวหนังสือก่อนหน้า 5 ตัวซึ่งผิดเงื่อนไขถ้าเป็นเครื่องหมายคำถาม

1623
00:46:17,622 --> 00:46:17,833


1624
00:46:17,752 --> 00:46:18,232


1625
00:46:18,522 --> 00:46:21,819
ตัวหนังสือที่นำหน้าตัวเองจะต้องมีแค่ 1 ตัวเท่านั้น

1626
00:46:21,923 --> 00:46:22,212


1627
00:46:22,432 --> 00:46:23,110


1628
00:46:23,202 --> 00:46:23,566


1629
00:46:23,582 --> 00:46:29,308
เล่มนี้อ่ะมีแต่ก่อนหน้าตัวเองมีหนังสือตัวหนังสือเยอะเลยก็ไม่ได้

1630
00:46:29,162 --> 00:46:29,428


1631
00:46:29,542 --> 00:46:30,161
นะคะ

1632
00:46:30,122 --> 00:46:30,382


1633
00:46:30,312 --> 00:46:30,791


1634
00:46:30,761 --> 00:46:35,730
เล่มนี้ได้ไหมขึ้นต้นด้วย 1 ตัวอักษรตามหลังด้วย

1635
00:46:36,202 --> 00:46:36,950
ได้

1636
00:46:37,043 --> 00:46:37,580


1637
00:46:38,322 --> 00:46:38,610


1638
00:46:38,641 --> 00:46:41,792
คืนนี้ไม่มีนะคะเล่มนี้ก็ไม่ได้

1639
00:46:41,841 --> 00:46:43,489
เล่มนี้ได้

1640
00:46:43,502 --> 00:46:44,585


1641
00:46:44,532 --> 00:46:44,799


1642
00:46:44,793 --> 00:46:49,428
ขึ้นต้นด้วย 1 ตัวก่อนว่าตัวเองแค่นั้นเพราะฉะนั้นมีแค่ 2 m

1643
00:46:49,463 --> 00:46:49,694


1644
00:46:50,101 --> 00:46:52,028
เล่มนี้ก็ไม่ได้

1645
00:46:51,960 --> 00:46:55,685
เพราะก่อนหน้าตัว E มีดวงซื้อมากกว่า 1 ตัว

1646
00:46:55,551 --> 00:46:57,069
นะคะผิดเงื่อนไข

1647
00:46:58,492 --> 00:46:58,756


1648
00:46:58,893 --> 00:46:59,156


1649
00:46:59,200 --> 00:46:59,707


1650
00:46:59,771 --> 00:47:01,696
ใครโทรมา

1651
00:47:01,704 --> 00:47:03,086
นะคะ

1652
00:47:03,112 --> 00:47:03,396


1653
00:47:03,361 --> 00:47:06,238
เงื่อนไขว่าให้ชื่อหนังสือ

1654
00:47:06,180 --> 00:47:10,161
ขึ้นต้นด้วยตัว N หรือตัว O

1655
00:47:10,351 --> 00:47:12,705
ตามหลังด้วยอะไรก็ได้

1656
00:47:13,741 --> 00:47:14,003


1657
00:47:14,831 --> 00:47:15,576
นะคะ

1658
00:47:15,660 --> 00:47:16,266


1659
00:47:16,242 --> 00:47:19,676
จะมีกี่เล่มเล่มนี้ขึ้นต้นด้วยตัวเอนได้

1660
00:47:19,702 --> 00:47:19,914


1661
00:47:20,084 --> 00:47:21,232


1662
00:47:21,242 --> 00:47:25,799
ได้มีตัวโอไหมวีดีโอ 1 เล่มก็แสดงผลหนังสือ 3 เล่ม

1663
00:47:25,791 --> 00:47:26,045


1664
00:47:26,171 --> 00:47:26,367


1665
00:47:27,521 --> 00:47:32,608
นะคะอันนี้เป็นการดูเงื่อนไขเลยเดี๋ยวอาทิตย์หน้าพวกกูจะต้องไปทำเอง

1666
00:47:32,440 --> 00:47:35,147
อาจารย์อาจจะให้คุณสร้างแล้วก็

1667
00:47:35,140 --> 00:47:40,672
อาจจะกำหนดว่าให้คุณลองพิมพ์เงื่อนไขตามนี้ดูซิและให้แสดงผลตามที่อาจารย์กำหนด

1668
00:47:41,160 --> 00:47:43,405
คุณก็ต้องพิมพ์คำสั่งให้ถูก

1669
00:47:44,040 --> 00:47:46,794
เช่นข้อมูลสัปดาห์หน้าอาจารย์อาจจะบอกว่า

1670
00:47:46,802 --> 00:47:47,042


1671
00:47:46,921 --> 00:47:47,233


1672
00:47:47,310 --> 00:47:48,704
ให้แสดงผล

1673
00:47:49,160 --> 00:47:52,617
คนที่ขึ้นต้นชื่อด้วยสเสือกับตัวออกห่าง

1674
00:47:52,760 --> 00:47:53,040


1675
00:47:53,590 --> 00:47:58,085
อาทิตย์หน้านักศึกษาก็ต้องทำได้นะคะเพราะว่าอาทิตย์นี้มีตัวอย่างแล้ว

1676
00:47:58,010 --> 00:47:58,943
เนาะ

1677
00:47:58,910 --> 00:47:59,132


1678
00:47:59,099 --> 00:47:59,348


1679
00:47:59,361 --> 00:47:59,646


1680
00:47:59,612 --> 00:48:00,036


1681
00:48:00,640 --> 00:48:00,881


1682
00:48:00,959 --> 00:48:01,829


1683
00:48:01,789 --> 00:48:03,338
เงื่อนไขต่อมา

1684
00:48:03,320 --> 00:48:03,614


1685
00:48:03,639 --> 00:48:03,902


1686
00:48:03,839 --> 00:48:07,998
ชื่อหนังสือที่ไม่ขึ้นต้นด้วยตัว n

1687
00:48:08,001 --> 00:48:10,246
ตามหลังด้วยอะไรก็ได้

1688
00:48:10,179 --> 00:48:10,404


1689
00:48:10,369 --> 00:48:15,142
ก็หลายเล่มเลยนะคะเล่มนี้เล่มนี้เล่มนี้แล้วนิ

1690
00:48:15,119 --> 00:48:15,801


1691
00:48:15,880 --> 00:48:16,567


1692
00:48:16,649 --> 00:48:18,633
แค่นี้เอง

1693
00:48:18,569 --> 00:48:18,789


1694
00:48:18,759 --> 00:48:18,984


1695
00:48:19,079 --> 00:48:19,335


1696
00:48:19,659 --> 00:48:19,883


1697
00:48:19,849 --> 00:48:20,269


1698
00:48:20,358 --> 00:48:20,635


1699
00:48:20,489 --> 00:48:21,880
ต่อมา

1700
00:48:22,029 --> 00:48:22,305


1701
00:48:22,219 --> 00:48:24,663
จะเริ่มเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูล

1702
00:48:24,658 --> 00:48:26,505
จะเป็นการ

1703
00:48:26,449 --> 00:48:27,383
กำจัด

1704
00:48:27,349 --> 00:48:31,528
ข้อมูลที่อาจจะมีการซ้ำกันเกิดขึ้นก็คือรายการซ้ำ

1705
00:48:31,519 --> 00:48:32,324
นะคะ

1706
00:48:32,538 --> 00:48:34,563
มี 2 คำสั่ง

1707
00:48:34,968 --> 00:48:35,463


1708
00:48:35,678 --> 00:48:35,968


1709
00:48:36,319 --> 00:48:40,307
ว่าจะมีการใช้คำสั่งที่อาจจะ

1710
00:48:40,419 --> 00:48:40,684


1711
00:48:40,608 --> 00:48:43,727
กำจัดรายการข้อมูลซ้ำให้เหลือรายการเดียว

1712
00:48:43,618 --> 00:48:43,894


1713
00:48:44,319 --> 00:48:45,075


1714
00:48:45,028 --> 00:48:47,525
โดยใช้การกำหนดค่าต่างๆเป็นเกณฑ์

1715
00:48:47,530 --> 00:48:47,795


1716
00:48:47,848 --> 00:48:48,100


1717
00:48:48,359 --> 00:48:48,640


1718
00:48:48,938 --> 00:48:51,755
คำสั่งฆ่าต้องมาเป็นดิสทิ้งตัวนี้

1719
00:48:53,419 --> 00:48:55,590
ก็ลบทิ้งทั้งแถว

1720
00:48:55,729 --> 00:48:58,107
ขอดูตัวอย่างการนะคะ

1721
00:48:58,358 --> 00:48:58,595


1722
00:48:58,869 --> 00:48:59,937


1723
00:48:59,889 --> 00:49:00,172


1724
00:49:00,720 --> 00:49:02,105


1725
00:49:02,068 --> 00:49:03,066


1726
00:49:03,088 --> 00:49:03,299


1727
00:49:03,798 --> 00:49:07,194
โดยคำสั่งก็คือให้เลือกกำจัด

1728
00:49:07,319 --> 00:49:08,910
ชื่อซ้ำ

1729
00:49:09,119 --> 00:49:09,350


1730
00:49:09,949 --> 00:49:12,639
ชื่อที่ 3 นะคะ

1731
00:49:12,578 --> 00:49:14,284
จากตาราง Student

1732
00:49:14,558 --> 00:49:14,763


1733
00:49:14,758 --> 00:49:15,016


1734
00:49:15,717 --> 00:49:18,642
ดูในตาราง student ในช่องชื่อ

1735
00:49:18,597 --> 00:49:19,149


1736
00:49:19,428 --> 00:49:19,701


1737
00:49:19,808 --> 00:49:20,066


1738
00:49:20,647 --> 00:49:21,463


1739
00:49:21,477 --> 00:49:21,980


1740
00:49:22,317 --> 00:49:22,608


1741
00:49:22,758 --> 00:49:24,997
ชื่อณนะคะ

1742
00:49:24,939 --> 00:49:26,923
อันไหนชื่อซ้ำ

1743
00:49:27,497 --> 00:49:28,926
มีซ้ำ 1 คน

1744
00:49:28,977 --> 00:49:29,264


1745
00:49:29,297 --> 00:49:30,325
สีแดง

1746
00:49:31,477 --> 00:49:31,739


1747
00:49:31,669 --> 00:49:32,868
เพราะฉะนั้น

1748
00:49:32,878 --> 00:49:33,102


1749
00:49:34,477 --> 00:49:35,617


1750
00:49:36,147 --> 00:49:36,419


1751
00:49:36,478 --> 00:49:36,687


1752
00:49:36,797 --> 00:49:43,144
การแสดงผลว่าจะเป็นแค่ 3 ชื่อที่เหลือเพราะว่าแดงมีซ้ำ 3 คน

1753
00:49:43,068 --> 00:49:43,313


1754
00:49:43,318 --> 00:49:45,953
เราจะตัดให้เหลือแค่หนึ่งแดงเท่านั้น

1755
00:49:45,888 --> 00:49:46,115


1756
00:49:46,716 --> 00:49:46,979


1757
00:49:47,617 --> 00:49:48,306


1758
00:49:48,257 --> 00:49:53,854
ข้อมูลอย่างอื่นเราไม่สนใจมันแค่อยากรู้ว่าคนที่ชื่อซ้ำกันตัดชื่อซ้ำออก

1759
00:49:53,707 --> 00:49:54,261


1760
00:49:54,348 --> 00:49:54,965
นะคะ

1761
00:49:54,988 --> 00:49:56,062
นี่คือคำสั่ง

1762
00:49:56,078 --> 00:49:56,353


1763
00:49:56,267 --> 00:49:56,608


1764
00:49:56,906 --> 00:49:57,663
กลับ

1765
00:49:57,676 --> 00:49:58,495


1766
00:49:58,317 --> 00:49:58,618


1767
00:49:59,278 --> 00:50:01,898
ให้ตัดข้อมูลทิ้งทั้งแถว

1768
00:50:02,098 --> 00:50:02,375


1769
00:50:02,287 --> 00:50:02,540


1770
00:50:02,476 --> 00:50:02,754


1771
00:50:02,736 --> 00:50:07,827
นะคะอย่างตอนเนี้ยถ้ามันซ้ำกันจริงๆ

1772
00:50:07,917 --> 00:50:09,779
ถ้านักศึกษาสังเกตดีๆ

1773
00:50:09,916 --> 00:50:10,187


1774
00:50:10,106 --> 00:50:13,231
คนชื่อแดงซ้ำกันก็จริงนะคะแต่นามสกุลเนี่ย

1775
00:50:13,306 --> 00:50:13,532


1776
00:50:13,817 --> 00:50:14,083


1777
00:50:14,587 --> 00:50:15,790
ไม่ซ้ำกัน

1778
00:50:15,796 --> 00:50:17,157
จะมีเนี้ย

1779
00:50:17,207 --> 00:50:17,485


1780
00:50:17,667 --> 00:50:18,155


1781
00:50:18,307 --> 00:50:20,870
ทำทั้งชื่อทั้งนามสกุล

1782
00:50:20,796 --> 00:50:26,979
ถ้าใช้คำสั่งนี้นะคะมันจะตัดข้อมูลที่ซ้ํากันทั้ง

1783
00:50:26,887 --> 00:50:27,826
แถวออก

1784
00:50:30,348 --> 00:50:32,629
อันนี้ก็คือ

1785
00:50:32,585 --> 00:50:34,815
เดี๋ยวเราไปดูในโปรแกรมจริงๆ

1786
00:50:34,835 --> 00:50:36,534
ดีกว่านะคะ

1787
00:50:36,496 --> 00:50:37,296


1788
00:50:37,266 --> 00:50:38,583
ตัวอย่าง

1789
00:50:38,675 --> 00:50:40,182
มันอาจจะยังดู

1790
00:50:40,206 --> 00:50:42,392
เห็นภาพไม่ชัดมันจะดูน้อยไป

1791
00:50:42,716 --> 00:50:44,771
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราได้ทำของจริงเนี่ย

1792
00:50:44,889 --> 00:50:46,152
เราจะได้ทำ

1793
00:50:46,559 --> 00:50:48,683
เยอะกว่านี้นะคะ

1794
00:50:48,536 --> 00:50:48,961


1795
00:50:48,987 --> 00:50:49,330


1796
00:50:49,877 --> 00:50:50,510


1797
00:50:50,466 --> 00:50:53,059
ต่อมาจะเป็นการเรียงลําดับข้อมูล

1798
00:50:53,087 --> 00:50:53,774
นะคะ

1799
00:50:53,725 --> 00:50:54,543


1800
00:50:54,556 --> 00:50:54,969


1801
00:50:55,076 --> 00:50:57,690
ก็จะใช้คำสั่ง Order by

1802
00:50:57,636 --> 00:50:58,844
นะคะก็คือ

1803
00:50:58,916 --> 00:51:00,238
การเรียงลำดับ

1804
00:51:00,196 --> 00:51:00,810


1805
00:51:00,906 --> 00:51:01,650
นะคะ

1806
00:51:01,675 --> 00:51:05,832
ก็คือให้แสดงผลข้อมูลทั้งหมดจากตาราง book

1807
00:51:06,025 --> 00:51:07,675
โดยให้เรียงลำดับ

1808
00:51:07,637 --> 00:51:09,088
ตามราคา

1809
00:51:09,036 --> 00:51:10,361
ถ้าเราไม่สั่ง

1810
00:51:10,386 --> 00:51:10,624


1811
00:51:10,575 --> 00:51:11,778
เพิ่มเติม

1812
00:51:11,795 --> 00:51:14,218
มันจะเป็นการเรียงจากน้อยไปหามาก

1813
00:51:14,745 --> 00:51:14,977


1814
00:51:14,995 --> 00:51:15,257


1815
00:51:15,385 --> 00:51:15,621


1816
00:51:16,276 --> 00:51:17,347


1817
00:51:17,366 --> 00:51:22,541
คำสั่งนี้คือ Order by คือให้เรียงลำดับจากราคาน้อยไปหามาก

1818
00:51:22,486 --> 00:51:22,786


1819
00:51:23,325 --> 00:51:30,835
ศัพท์ใหม่จะเปลี่ยนตามลำดับที่เราสั่งแต่ถ้าเราอยากแย่งจากมากไปหาน้อย

1820
00:51:30,685 --> 00:51:31,040


1821
00:51:31,465 --> 00:51:35,315
เราจะต้องระบุเพิ่มได้ว่า besc ตรงนี้

1822
00:51:35,306 --> 00:51:35,569


1823
00:51:35,755 --> 00:51:35,959


1824
00:51:35,874 --> 00:51:36,565
นะคะ

1825
00:51:36,585 --> 00:51:40,236
มันจะหมายถึงว่าให้เราเรียงลำดับตามราคาก็จริง

1826
00:51:40,235 --> 00:51:42,111
แปลให้หน่อยจากราคามาก

1827
00:51:42,034 --> 00:51:43,354
ไปหาราคาน้อย

1828
00:51:43,435 --> 00:51:43,682


1829
00:51:43,634 --> 00:51:44,313
นะคะ

1830
00:51:44,594 --> 00:51:44,860


1831
00:51:44,975 --> 00:51:47,225
ต้องบอกด้วย

1832
00:51:47,275 --> 00:51:49,979
เว็บในการซื้อของออนไลน์ค่ะเหมือนกัน

1833
00:51:50,235 --> 00:51:50,447


1834
00:51:50,553 --> 00:51:53,058
ไส้ในของโปรแกรมแมน

1835
00:51:53,115 --> 00:51:54,776
คือคำสั่งที่โรงเรียนวันนี้

1836
00:51:55,474 --> 00:51:56,233
นะคะ

1837
00:51:56,574 --> 00:52:01,015
นักศึกษาจะได้เข้าใจเพราะต่อไปเราจะไม่เป็นแค่ผู้ใช้งานแล้ว

1838
00:52:00,993 --> 00:52:03,493
อาจจะได้เป็นผู้ดูแลระบบด้วย

1839
00:52:03,424 --> 00:52:03,640


1840
00:52:03,673 --> 00:52:04,698
เนาะ

1841
00:52:04,714 --> 00:52:05,021


1842
00:52:05,225 --> 00:52:05,451


1843
00:52:06,244 --> 00:52:06,539


1844
00:52:06,504 --> 00:52:11,794
กลับมาแล้วจะมีฟังก์ชันการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้นใน

1845
00:52:11,624 --> 00:52:11,990


1846
00:52:12,003 --> 00:52:16,704
การจัดการฐานข้อมูลด้วยอาจจะเป็นฟังก์ชันสำหรับการบวกการนับ

1847
00:52:16,684 --> 00:52:18,080
การหาค่าเฉลี่ย

1848
00:52:18,033 --> 00:52:18,315


1849
00:52:18,413 --> 00:52:19,294
นะคะ

1850
00:52:19,244 --> 00:52:20,194
ไอ้

1851
00:52:20,203 --> 00:52:22,230
avg ตัวนี้มันย่อมาจาก

1852
00:52:22,135 --> 00:52:24,128
average คือการหาค่าเฉลี่ย

1853
00:52:24,054 --> 00:52:24,679
นะคะ

1854
00:52:24,694 --> 00:52:25,047


1855
00:52:25,073 --> 00:52:27,319
หาค่าน้อยที่สุดค่ามากที่สุด

1856
00:52:27,253 --> 00:52:27,509


1857
00:52:27,764 --> 00:52:27,988


1858
00:52:27,953 --> 00:52:31,422
อันนี้เป็นคณิตศาสตร์ยังไงก็ตอบมาใช้ด้วย

1859
00:52:31,424 --> 00:52:32,174
นะคะ

1860
00:52:32,194 --> 00:52:33,828
อย่างเช่น

1861
00:52:33,984 --> 00:52:34,202


1862
00:52:35,133 --> 00:52:36,575
ให้

1863
00:52:36,603 --> 00:52:38,250
รวม

1864
00:52:38,273 --> 00:52:40,698
ราคาทั้งหมด

1865
00:52:40,642 --> 00:52:40,851


1866
00:52:40,833 --> 00:52:41,109


1867
00:52:40,963 --> 00:52:41,343


1868
00:52:41,414 --> 00:52:45,188
แล้วให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ชื่อว่า

1869
00:52:45,264 --> 00:52:45,500


1870
00:52:45,453 --> 00:52:47,248
สำคัญกว่านี้

1871
00:52:47,243 --> 00:52:47,442


1872
00:52:47,563 --> 00:52:47,794


1873
00:52:48,014 --> 00:52:48,287


1874
00:52:48,653 --> 00:52:49,401


1875
00:52:49,353 --> 00:52:52,166
ให้รวมราคาทั้งหมด

1876
00:52:52,113 --> 00:52:52,397


1877
00:52:52,432 --> 00:52:54,571
ใส่ในคอลัมน์ใหม่

1878
00:52:54,483 --> 00:52:54,758


1879
00:52:54,673 --> 00:52:59,902
ฟิวส์ใหม่จากตาราง Book เพราะฉะนั้นผลลัพธ์จากคำสั่งนี้

1880
00:52:59,732 --> 00:53:03,261
ก็คือการเอายอดรวมราคาหนังสือทั้งหมดมาบวกกัน

1881
00:53:03,263 --> 00:53:03,475


1882
00:53:04,603 --> 00:53:06,216
ถ้าได้ผลลัพธ์ตัวนี้

1883
00:53:06,203 --> 00:53:06,702


1884
00:53:06,783 --> 00:53:07,468
นะคะ

1885
00:53:08,573 --> 00:53:12,224
ก็ไม่ยากถ้าเราจำคำสั่งได้

1886
00:53:12,292 --> 00:53:15,571
เมียเลยมีบวกแล้วก็ต้องมีนับ

1887
00:53:15,753 --> 00:53:15,963


1888
00:53:16,774 --> 00:53:17,979
ให้

1889
00:53:17,993 --> 00:53:21,507
นับจำนวนจาก

1890
00:53:21,581 --> 00:53:21,844


1891
00:53:22,412 --> 00:53:24,504
รหัสหนังสือ

1892
00:53:24,782 --> 00:53:25,595
ทั้งหมด

1893
00:53:25,672 --> 00:53:26,688


1894
00:53:26,712 --> 00:53:28,363
จากตาราง book

1895
00:53:28,311 --> 00:53:28,527


1896
00:53:28,691 --> 00:53:30,208
โดยให้ชื่อ

1897
00:53:30,231 --> 00:53:32,131
คอลัมน์ใหม่ชื่อว่า

1898
00:53:32,151 --> 00:53:32,921
เขา book

1899
00:53:32,912 --> 00:53:33,331


1900
00:53:34,071 --> 00:53:35,906
ก็คือให้นับจำนวน

1901
00:53:35,872 --> 00:53:36,349


1902
00:53:36,381 --> 00:53:39,446
Book ID คือหนังสือทั้งหมดนะคะมีกี่เล่ม

1903
00:53:39,321 --> 00:53:39,820


1904
00:53:39,832 --> 00:53:41,947
มันก็รับมาได้ 7 เล่ม

1905
00:53:42,012 --> 00:53:42,282


1906
00:53:42,201 --> 00:53:43,667
อันนี้คือมันง่าย

1907
00:53:44,132 --> 00:53:47,610
มันมองมันเรามองดูด้วยสายตาแล้วก็รู้

1908
00:53:47,591 --> 00:53:49,431
หาข้อมูลมันเยอะกว่านี้ล่ะ

1909
00:53:50,341 --> 00:53:50,920


1910
00:53:51,312 --> 00:53:57,949
แล้วคุณจะรู้ได้ไงว่าตอนนี้มันยังมีหนังสือกี่เล่มสมุดว่าให้คุณดูแลระบบจัดการห้องสมุดทั้งหมดของมหาลัย

1911
00:53:57,832 --> 00:53:58,055


1912
00:53:58,671 --> 00:54:03,017
มันไม่สามารถยืนดูที่หน้าประตูแล้วบอกได้ว่าเรามีหนังสือกี่เล่มใช่ไหมคะ

1913
00:54:02,901 --> 00:54:03,191


1914
00:54:03,221 --> 00:54:05,078
มันก็ต้องบวกจากฐานข้อมูล

1915
00:54:05,071 --> 00:54:05,303


1916
00:54:05,201 --> 00:54:05,467


1917
00:54:05,781 --> 00:54:06,040


1918
00:54:05,921 --> 00:54:07,576
ถ้าสมมุติว่าเราไปฝึกงาน

1919
00:54:07,581 --> 00:54:07,849


1920
00:54:07,830 --> 00:54:08,133


1921
00:54:08,150 --> 00:54:09,097
แล้ว

1922
00:54:09,051 --> 00:54:09,514


1923
00:54:09,562 --> 00:54:10,634


1924
00:54:10,972 --> 00:54:11,199


1925
00:54:12,631 --> 00:54:19,508
ที่ถามว่าให้เด็กฝึกงานไปดูซิว่ามีหนังสือกี่เล่มคุณจะไปเดินนับไม่ใช่

1926
00:54:19,940 --> 00:54:24,671
เราสามารถสั่งได้จากฐานข้อมูลเลยว่าวันนี้

1927
00:54:24,620 --> 00:54:26,724
ในห้องสมุดมีหนังสือกี่เล่ม

1928
00:54:26,731 --> 00:54:27,090


1929
00:54:27,431 --> 00:54:31,672
อยู่ในอนาคตคุณต้องไปฝึกงานแน่นอนอีกน่าจะบอกว่า

1930
00:54:31,541 --> 00:54:35,327
เด็กฝึกงานไปรับซิของในโกดังมีกี่ชิ้น

1931
00:54:35,311 --> 00:54:37,154
คุณจะไปนั่งนับหรอ

1932
00:54:37,550 --> 00:54:37,809


1933
00:54:38,260 --> 00:54:40,102
มันก็สามารถ

1934
00:54:40,059 --> 00:54:40,276


1935
00:54:40,250 --> 00:54:45,179
มีวิธีการสั่งจากฐานข้อมูลนี่แหละนับดูซิว่าสรุปสินค้าและมีกี่อย่าง

1936
00:54:45,751 --> 00:54:48,424
กูจะไปนั่งนับมันไม่ได้หรอกค่ะในชีวิตจริง

1937
00:54:48,320 --> 00:54:49,070
นะคะ

1938
00:54:49,150 --> 00:54:49,571


1939
00:54:52,480 --> 00:54:58,539
คำสั่งนี้ก็ค่อนข้างจำเป็นนะคะสำหรับใช้ในการฝึกงานหรือทำงานในอนาคตเนาะ

1940
00:54:59,719 --> 00:55:01,500
หรือการหาค่าเฉลี่ย

1941
00:55:02,470 --> 00:55:02,715


1942
00:55:02,990 --> 00:55:07,895
นะคะก็จะเป็นการหาค่าเฉลี่ยของราคาของสินค้าทั้งหมด

1943
00:55:07,919 --> 00:55:10,468
โดยให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ชื่อว่า

1944
00:55:10,420 --> 00:55:12,814
avg

1945
00:55:12,668 --> 00:55:13,543
ค่าเฉลี่ย

1946
00:55:13,819 --> 00:55:18,476
แสดงว่าหนังสือ 7 เล่มนี้นะคะมีค่าเฉลี่ย

1947
00:55:18,429 --> 00:55:21,450
สอนเล่นประมาณ 640 2.14 ตัวนี้

1948
00:55:21,380 --> 00:55:26,786
ถ้าสมมุติว่ามีใครต้องการข้อมูลจากเราเราก็สามารถให้เขาดูได้

1949
00:55:26,880 --> 00:55:27,239


1950
00:55:27,390 --> 00:55:30,157
ต่อมาเขาถามว่า

1951
00:55:30,278 --> 00:55:32,638
ค่าหนังสือที่ถูกที่สุดในร้าน

1952
00:55:33,100 --> 00:55:34,486
เท่าไหร่

1953
00:55:34,828 --> 00:55:40,086
คุณจะไปเดินหาก็ไม่ใช่เราแค่สั่งให้ฐานข้อมูลมาแสดงผลสิว่า

1954
00:55:40,208 --> 00:55:42,186
ราคาสินค้าที่ถูกที่สุด

1955
00:55:42,710 --> 00:55:42,982


1956
00:55:43,090 --> 00:55:46,362
นะคะโดยที่ให้กำหนดใส่ในคอลัมน์ใหม่

1957
00:55:46,299 --> 00:55:46,573


1958
00:55:46,750 --> 00:55:51,633
ราคาที่ถูกที่สุดตอนนี้คือถ้าเรามองด้วยสายตาเราก็ทราบแหละว่า 150

1959
00:55:51,799 --> 00:55:52,951
อย่างที่อาจารย์บอก

1960
00:55:53,208 --> 00:55:55,901
ถ้าเกิดสินค้ามีเป็นหมื่นเป็นแสนชิ้น

1961
00:55:55,908 --> 00:55:56,154


1962
00:55:56,158 --> 00:55:58,123
มานั่งไล่ดู

1963
00:55:58,148 --> 00:55:59,467
เสียเวลาค่ะ

1964
00:55:59,868 --> 00:56:02,021
ฐานข้อมูลสแกนได้

1965
00:56:01,989 --> 00:56:05,593
ให้มันค้นหาให้คุณเลยไม่เกิน 1 นาทีรู้แน่นอน

1966
00:56:05,637 --> 00:56:06,453
นะคะ

1967
00:56:06,408 --> 00:56:06,672


1968
00:56:06,729 --> 00:56:06,954


1969
00:56:09,229 --> 00:56:09,906


1970
00:56:10,127 --> 00:56:10,358


1971
00:56:10,319 --> 00:56:16,941
หาราคาน้อยที่สุดแล้วก็อันนี้เป็นแม็คไทยนะคะก็ดูราคามากที่สุดได้เช่นเดียวกัน

1972
00:56:16,978 --> 00:56:17,229


1973
00:56:17,167 --> 00:56:17,457


1974
00:56:18,068 --> 00:56:21,006
ต่อมาเป็นการรวมกลุ่มข้อมูล

1975
00:56:21,787 --> 00:56:22,025


1976
00:56:22,109 --> 00:56:25,841
นะคะเป็นการรวมตามเงื่อนไข

1977
00:56:25,818 --> 00:56:26,027


1978
00:56:25,947 --> 00:56:26,510


1979
00:56:26,588 --> 00:56:30,608
ในเงื่อนไขทุกอย่างก็คือใช้คำสั่ง Good Bye นะคะเป็นการ

1980
00:56:30,747 --> 00:56:32,614
หนุ่มตามเงื่อนไข

1981
00:56:32,547 --> 00:56:32,798


1982
00:56:32,928 --> 00:56:33,178


1983
00:56:33,125 --> 00:56:33,813
เช่น

1984
00:56:33,887 --> 00:56:34,189


1985
00:56:34,667 --> 00:56:35,605
ให้

1986
00:56:35,557 --> 00:56:35,821


1987
00:56:35,687 --> 00:56:35,924


1988
00:56:37,547 --> 00:56:39,910
ดูช่องนี้นะคะรหัส

1989
00:56:39,977 --> 00:56:41,251
สำนักพิมพ์

1990
00:56:41,259 --> 00:56:42,063


1991
00:56:42,087 --> 00:56:44,006
รวมราคาออกมา

1992
00:56:44,147 --> 00:56:44,399


1993
00:56:44,338 --> 00:56:44,579


1994
00:56:44,788 --> 00:56:45,408


1995
00:56:45,488 --> 00:56:45,903


1996
00:56:45,867 --> 00:56:46,144


1997
00:56:46,257 --> 00:56:46,470


1998
00:56:46,577 --> 00:56:46,809


1999
00:56:47,667 --> 00:56:54,008
ออกมาโดยที่ให้รวมเป็นตามเลขสำนักพิมพ์

2000
00:56:54,780 --> 00:56:55,196


2001
00:56:55,867 --> 00:56:56,087


2002
00:56:56,057 --> 00:56:58,548
สำนักพิมพ์เนี้ย

2003
00:56:58,937 --> 00:57:05,244
อธิบายเป็นง่ายๆนะคะสำนักพิมพ์นี้มีหนังสือกี่เล่มรวมแล้วมูลค่าเท่าไหร่

2004
00:57:06,107 --> 00:57:06,669


2005
00:57:06,627 --> 00:57:06,881


2006
00:57:06,877 --> 00:57:07,147


2007
00:57:07,068 --> 00:57:09,050
อย่างเช่นสำนักพิมพ์

2008
00:57:08,997 --> 00:57:09,221


2009
00:57:09,188 --> 00:57:10,515
หมายเลข 4

2010
00:57:10,536 --> 00:57:10,762


2011
00:57:10,727 --> 00:57:13,019
มีหนังสืออยู่ 3 เล่ม

2012
00:57:13,986 --> 00:57:14,414


2013
00:57:14,377 --> 00:57:15,844
มันก็จะรวมให้ว่า

2014
00:57:15,856 --> 00:57:16,207


2015
00:57:16,370 --> 00:57:19,362
มูลค่าหนังสือของสำนักพิมพ์เนี้ย

2016
00:57:19,377 --> 00:57:20,778
เป็นราคาเท่านี้

2017
00:57:21,106 --> 00:57:28,466
สำนักพิมพ์ที่ 5 มีหนังสือกี่เล่มก็รวมงานอาจจะมีเล่มเดียวได้เท่านี้สำนักพิมพ์ที่ 12

2018
00:57:28,346 --> 00:57:28,610


2019
00:57:28,466 --> 00:57:28,700


2020
00:57:28,987 --> 00:57:30,059
มี 3 เล่ม

2021
00:57:30,005 --> 00:57:36,252
รวมราคามาทั้งหมดได้เท่านี้อันนี้คือคำสั่ง Group by คือจัดกลุ่มมานั่นเอง

2022
00:57:36,286 --> 00:57:36,513


2023
00:57:36,476 --> 00:57:37,227
นะคะ

2024
00:57:37,375 --> 00:57:37,604


2025
00:57:38,207 --> 00:57:41,662
การจัดกลุ่มข้อมูลเช่น

2026
00:57:41,665 --> 00:57:45,891
นักศึกษาปี 3 ชายรวมแล้วมีกี่คน

2027
00:57:46,026 --> 00:57:46,293


2028
00:57:46,216 --> 00:57:50,821
จะรวมโดยทั้งคณะหรือทั้งมหาวิทยาลัยแล้วแต่เรากำหนดเงื่อนไข

2029
00:57:50,706 --> 00:57:51,578
นะคะ

2030
00:57:51,725 --> 00:57:52,144


2031
00:57:53,647 --> 00:57:53,914


2032
00:57:53,905 --> 00:57:54,170


2033
00:57:54,285 --> 00:57:54,549


2034
00:57:54,475 --> 00:57:59,968
ถ้ามีเงื่อนไขนอกเหนือจากที่เรากำหนดไปแล้วเมื่อกี้คือเราให้

2035
00:57:59,865 --> 00:58:01,452
จัดกลุ่มเป็น

2036
00:58:01,586 --> 00:58:07,951
รหัสสำนักพิมพ์แต่ถ้ามีเงื่อนไขเข้ามาอีกเราจะเพิ่มเป็นคำสั่ง Having ตัวนี้

2037
00:58:08,066 --> 00:58:08,329


2038
00:58:08,506 --> 00:58:10,213
เงื่อนไขเดียวมันไม่พอ

2039
00:58:10,816 --> 00:58:11,378


2040
00:58:11,586 --> 00:58:11,862


2041
00:58:11,835 --> 00:58:13,370
เมื่อกี้เนี้ย

2042
00:58:13,505 --> 00:58:18,998
เราเพิ่มเข้าไปอีกว่าให้เป็นรหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่ามากกว่าเท่ากับ 5

2043
00:58:18,885 --> 00:58:19,151


2044
00:58:19,145 --> 00:58:19,376


2045
00:58:19,396 --> 00:58:21,793
มันก็จะตัดสำนักพิมพ์ที่ 4 ออกไป

2046
00:58:21,836 --> 00:58:23,300
เหลือแค่ 2 สำนักพิมพ์

2047
00:58:23,305 --> 00:58:23,575


2048
00:58:24,076 --> 00:58:26,038
แล้วแต่ว่าเราจะเพิ่มเงื่อนไขอะไรอีก

2049
00:58:26,635 --> 00:58:32,806
ราคาก็ว่าอย่างที่บอกมุมมองการดูข้อมูลของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน

2050
00:58:32,664 --> 00:58:34,051
แล้วแต่ว่า

2051
00:58:34,005 --> 00:58:36,026
เขาจะอยากดูข้อมูลแบบไหน

2052
00:58:36,184 --> 00:58:37,897
อยากได้รายงานแบบไหน

2053
00:58:38,044 --> 00:58:41,821
นะคะระบบจัดการฐานข้อมูลก็สามารถจัดการได้ทั้งหมด

2054
00:58:42,014 --> 00:58:42,694
นะคะ

2055
00:58:43,674 --> 00:58:44,415


2056
00:58:44,384 --> 00:58:47,762
ออกมาจะเป็นส่งของคำสั่งในการปรับปรุงฐานข้อมูล

2057
00:58:47,654 --> 00:58:50,492
ก็คือเป็นการเพิ่มแก้ไขการลบข้อมูล

2058
00:58:50,534 --> 00:58:50,802


2059
00:58:50,784 --> 00:58:51,473
นะคะ

2060
00:58:51,425 --> 00:58:56,991
การเพิ่มข้อมูลเราจะใช้คำสั่ง insert into แล้วก็ใส่แวลู

2061
00:58:57,060 --> 00:58:59,177
รูปแบบคำสั่งจะเป็นแบบนี้

2062
00:58:59,435 --> 00:58:59,711


2063
00:58:59,623 --> 00:59:00,823
นะคะ

2064
00:59:01,034 --> 00:59:01,724


2065
00:59:01,934 --> 00:59:02,154


2066
00:59:02,834 --> 00:59:03,109


2067
00:59:03,664 --> 00:59:03,966


2068
00:59:03,984 --> 00:59:04,216


2069
00:59:04,244 --> 00:59:04,516


2070
00:59:04,564 --> 00:59:05,585
ตัวอย่าง

2071
00:59:05,785 --> 00:59:05,994


2072
00:59:06,485 --> 00:59:06,729


2073
00:59:06,676 --> 00:59:10,515
ข้อมูลเดิมจะอยู่ด้านข้อมูลด้านซ้ายนะคะ

2074
00:59:10,654 --> 00:59:16,537
คำสั่งที่เพิ่มเติมก็คืออันนี้คือเงื่อนไขคือยังไม่ระบุคอลัมน์นะคะว่าให้ใส่คอลัมไหน

2075
00:59:16,474 --> 00:59:16,704


2076
00:59:16,924 --> 00:59:17,165


2077
00:59:17,054 --> 00:59:18,573
แต่ถ้า

2078
00:59:18,914 --> 00:59:26,111
เราพิมพ์แบบนี้แสดงว่าเรารู้แล้วว่าข้อมูลที่เราจะใส่แล้วมันก็จะเรียงลำดับตามนี้นะคะ

2079
00:59:26,024 --> 00:59:30,813
ถ้าคุณสลับตำแหน่งมันก็จะไม่สนใจว่าคุณใส่คอลัมน์ผิดคำถูกไม่รู้

2080
00:59:30,764 --> 00:59:30,989


2081
00:59:31,404 --> 00:59:32,019


2082
00:59:32,174 --> 00:59:32,463


2083
00:59:32,744 --> 00:59:35,056
คำสั่งก็คือ insert into ตัวนี้

2084
00:59:35,444 --> 00:59:38,721
ให้ใส่ข้อมูลลงไปในตาราง book

2085
00:59:38,774 --> 00:59:40,541
ซึ่งมีค่าดังนี้

2086
00:59:40,564 --> 00:59:40,847


2087
00:59:40,885 --> 00:59:42,172
109

2088
00:59:42,164 --> 00:59:44,144
ql5

2089
00:59:44,224 --> 00:59:45,164
520

2090
00:59:45,304 --> 00:59:45,665


2091
00:59:45,694 --> 00:59:47,729
ผลลัพธ์ที่ได้จะมาอยู่ล่างสุด

2092
00:59:47,674 --> 00:59:47,895


2093
00:59:48,185 --> 00:59:51,529
ทำไมมันใส่คอลัมน์ถูกต้องเพราะ

2094
00:59:51,654 --> 00:59:53,237
คำสั่ง

2095
00:59:53,314 --> 00:59:56,642
ให้ใส่ข้อมูลเนี่ยมันเลี้ยงมาถูกต้องอยู่แล้ว

2096
00:59:56,584 --> 00:59:59,591
แต่ถ้าคุณสลับตำแหน่งผิด

2097
00:59:59,854 --> 01:00:00,134


2098
01:00:00,624 --> 01:00:00,917


2099
01:00:01,195 --> 01:00:02,590
ใส่ 520

2100
01:00:02,604 --> 01:00:04,324
มาอยู่ตรงนี้แทนเนี่ย

2101
01:00:04,975 --> 01:00:09,095
มันก็จะกลายเป็น Book ID 520 นะคะแต่นี้ที่มันใส่ถูกเพราะว่า

2102
01:00:09,015 --> 01:00:11,049
เรียงลำดับตามคอลัมน์

2103
01:00:11,064 --> 01:00:12,972
ต้องแค่นั้นเอง

2104
01:00:12,985 --> 01:00:13,228


2105
01:00:13,425 --> 01:00:14,498
ต่อมา

2106
01:00:14,384 --> 01:00:15,905
เพื่อความชัวร์

2107
01:00:16,254 --> 01:00:17,775
เราอาจจะระบุ

2108
01:00:17,855 --> 01:00:18,074


2109
01:00:18,044 --> 01:00:19,971
ชื่อคอลัมน์ไปด้วยก็ได้

2110
01:00:19,965 --> 01:00:24,383
เขาว่าข้อมูล 10 10 เนี่ยให้อยู่ในบุ๊ค ID นะ

2111
01:00:24,390 --> 01:00:24,665


2112
01:00:24,704 --> 01:00:30,022
ชื่อหนังสือ vb รหัสสำนักพิมพ์คือ 5 ราคาคือ 250

2113
01:00:30,144 --> 01:00:30,568


2114
01:00:30,345 --> 01:00:30,633


2115
01:00:30,664 --> 01:00:33,105
ข้อมูลจะมาต่อท้ายด้านล่างแบบนี้

2116
01:00:33,484 --> 01:00:37,816
อันนี้ก็เพื่อป้องกันว่าเราจะใส่ข้อมูลผิดคอลัมน์หรือเปล่า

2117
01:00:37,836 --> 01:00:38,579
นะคะ

2118
01:00:38,544 --> 01:00:39,064


2119
01:00:38,864 --> 01:00:39,354


2120
01:00:39,055 --> 01:00:44,104
มันคือการเพิ่มข้อมูลนะคะง่ายมากคำสั่งมีแค่นี้เอง insert into

2121
01:00:44,626 --> 01:00:46,218
สำหรับการเพิ่มข้อมูล

2122
01:00:46,865 --> 01:00:49,622
ต่อมาเป็นคำสั่งในการ

2123
01:00:50,714 --> 01:00:53,363
กลุ่มข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูล

2124
01:00:53,535 --> 01:00:54,605
นะคะ

2125
01:00:54,624 --> 01:00:55,948
จะใช้คำสั่ง

2126
01:00:55,966 --> 01:00:56,902
อัพเดท

2127
01:00:56,994 --> 01:00:57,704
Set

2128
01:00:57,705 --> 01:00:57,968


2129
01:00:58,145 --> 01:01:01,414
ถ้ามีเงื่อนไขก็สามารถใส่เงื่อนไขเพิ่มได้

2130
01:01:01,475 --> 01:01:02,408
นะคะ

2131
01:01:02,504 --> 01:01:02,741


2132
01:01:03,844 --> 01:01:05,566
รูปแบบคำสั่ง

2133
01:01:06,345 --> 01:01:09,449
Update คือปรับปรุงข้อมูลในตาราง

2134
01:01:09,425 --> 01:01:09,769


2135
01:01:09,804 --> 01:01:11,649
โดยมีค่าคือ

2136
01:01:11,785 --> 01:01:13,446
ให้ราคาทั้งหมด

2137
01:01:13,585 --> 01:01:16,006
บวกเพิ่มเข้าไปอีก 50 บาท

2138
01:01:16,024 --> 01:01:16,492


2139
01:01:17,625 --> 01:01:17,903


2140
01:01:18,454 --> 01:01:18,682


2141
01:01:18,644 --> 01:01:19,003


2142
01:01:19,024 --> 01:01:19,236


2143
01:01:21,465 --> 01:01:25,019
พอพิมพ์ตัวนี้ปุ๊บราคาหนังสือจะเพิ่มขึ้นจาก

2144
01:01:24,985 --> 01:01:27,982
เริ่ม 50 บาททุกเล่ม

2145
01:01:28,064 --> 01:01:29,131


2146
01:01:29,084 --> 01:01:31,831
จากเดิมตัวนี้ไม่มีราคาหนังสือ

2147
01:01:31,784 --> 01:01:33,085
ก็จะมีละ 50 บาท

2148
01:01:32,995 --> 01:01:33,283


2149
01:01:33,385 --> 01:01:33,922


2150
01:01:34,724 --> 01:01:35,170


2151
01:01:35,424 --> 01:01:35,659


2152
01:01:36,135 --> 01:01:41,005
อันนี้คือง่ายมากถ้าสมมุติว่าข้อมูลเรามีแค่นี้แหละเรานั่งกินที่ร้านก็ได้ค่ะ

2153
01:01:41,265 --> 01:01:45,631
ถ้าสมมุติว่าวันนี้เราเป็นร้านขายของที่มีของประมาณ 1 ชิ้น

2154
01:01:45,675 --> 01:01:51,059
น้องบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีขอขึ้นราคาคุณจะมานั่งพิมพ์ใหม่ทุกวันทุกวันทุกวัน

2155
01:01:50,994 --> 01:01:51,201


2156
01:01:51,185 --> 01:01:52,064
เมื่อไหร่จะเสร็จ

2157
01:01:52,085 --> 01:01:52,460


2158
01:01:53,944 --> 01:01:55,726
เพิ่มขึ้นทีละ 10 บาท

2159
01:01:55,675 --> 01:01:55,952


2160
01:01:55,995 --> 01:01:56,219


2161
01:01:56,184 --> 01:01:58,164
มีของอยู่แสนชิ้น

2162
01:01:58,175 --> 01:01:58,592


2163
01:01:58,684 --> 01:01:58,915


2164
01:01:58,876 --> 01:02:06,541
นั่งกินเป็นแสนครั้งแต่ถ้าเรารู้จักคำสั่งในระบบจัดการฐานข้อมูลและพิมพ์แค่ 2 บรรทัดทุกอย่างเสร็จหมดเลย

2165
01:02:06,625 --> 01:02:06,829


2166
01:02:07,016 --> 01:02:07,700
นะคะ

2167
01:02:07,715 --> 01:02:07,941


2168
01:02:08,163 --> 01:02:08,400


2169
01:02:09,445 --> 01:02:12,069
คือการปรับปรุงฐานข้อมูล

2170
01:02:12,584 --> 01:02:15,453
อันนี้คือก็คือประโยชน์ดึงของฐานข้อมูลนะคะ

2171
01:02:15,465 --> 01:02:15,691


2172
01:02:16,174 --> 01:02:16,432


2173
01:02:16,365 --> 01:02:21,154
เพราะว่าถ้าเราไม่มีคำสั่งเรานี้เนี่ยบางทีไม่ต้องมานั่งพิมพ์ใหม่เนี่ยเหนื่อยมากๆ

2174
01:02:21,105 --> 01:02:21,918
นะคะ

2175
01:02:21,875 --> 01:02:22,083


2176
01:02:22,006 --> 01:02:22,365


2177
01:02:22,384 --> 01:02:22,620


2178
01:02:22,645 --> 01:02:23,730
นี่คือประโยชน์

2179
01:02:23,925 --> 01:02:25,504
ถ้าเรารู้คำสั่ง

2180
01:02:25,784 --> 01:02:27,031
นะคะ

2181
01:02:27,064 --> 01:02:27,512


2182
01:02:27,385 --> 01:02:29,734
ถ้ามีเงื่อนไขเพิ่มเติม

2183
01:02:29,754 --> 01:02:30,029


2184
01:02:30,585 --> 01:02:30,834


2185
01:02:31,934 --> 01:02:39,164
เงื่อนไขเพิ่มเติมนะคะให้ปรับปรุงตารางบุ๊คโดยที่เงื่อนไขคือตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดีแล้ว

2186
01:02:39,044 --> 01:02:39,954
ของมันถูก

2187
01:02:40,135 --> 01:02:40,383


2188
01:02:40,774 --> 01:02:44,298
ให้ลดราคาสินค้าลง 50 บาท

2189
01:02:44,744 --> 01:02:47,043
เฉพาะรหัสสำนักพิมพ์

2190
01:02:47,055 --> 01:02:48,507
12 เท่านั้น

2191
01:02:48,584 --> 01:02:49,073


2192
01:02:49,355 --> 01:02:49,616


2193
01:02:50,444 --> 01:02:58,504
เฉพาะบางบริษัทก็ว่าไปอย่างเช่นวันนี้สินค้าราคาลงเฉพาะบริษัทนี้เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงราคาลงได้

2194
01:02:58,964 --> 01:03:00,295
เพิ่มอีกบรรทัดหนึ่ง

2195
01:03:00,315 --> 01:03:00,563


2196
01:03:00,574 --> 01:03:00,808


2197
01:03:00,955 --> 01:03:03,565
นะคะถามว่าแล้ว

2198
01:03:03,515 --> 01:03:03,934


2199
01:03:03,904 --> 01:03:04,116


2200
01:03:04,224 --> 01:03:07,286
สินค้าในบริษัทฯจะเปลี่ยนไหมไม่เปลี่ยนนะคะ

2201
01:03:07,294 --> 01:03:12,703
เพราะเรากำหนดเงื่อนไขว่าเฉพาะสำนักพิมพ์ 12 เท่านั้นที่ลดราคาลง 50 บาท

2202
01:03:15,174 --> 01:03:15,779


2203
01:03:15,743 --> 01:03:16,446


2204
01:03:16,524 --> 01:03:17,139


2205
01:03:17,295 --> 01:03:17,732


2206
01:03:17,743 --> 01:03:18,028


2207
01:03:18,574 --> 01:03:18,858


2208
01:03:18,955 --> 01:03:22,755
คำสั่งลบก็ง่ายๆค่ะ delete from

2209
01:03:23,455 --> 01:03:23,695


2210
01:03:23,755 --> 01:03:23,990


2211
01:03:24,204 --> 01:03:34,204
ก็ตามนี้เลยนะคะให้ลบข้อมูลจากตาราง Book โดยมีเงื่อนไขคือให้ลบเฉพาะ Book ID ที่มีค่า 10 10

2212
01:03:34,464 --> 01:03:36,294
จากเดิมจะมีตัวนี้แล้วก็ลบออก

2213
01:03:36,575 --> 01:03:39,667
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นแบบนี้

2214
01:03:39,583 --> 01:03:40,198


2215
01:03:40,345 --> 01:03:43,701
คือคำสั่งอย่างง่ายที่เราจะเรียนในสัปดาห์หน้า

2216
01:03:43,624 --> 01:03:43,871


2217
01:03:43,815 --> 01:03:44,041


2218
01:03:44,644 --> 01:03:45,265
นะคะ

2219
01:03:45,415 --> 01:03:45,692


2220
01:03:45,605 --> 01:03:49,323
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าอาจารย์จะเตรียมข้อมูลมา

2221
01:03:49,264 --> 01:03:49,687


2222
01:03:49,644 --> 01:03:51,158
ให้นักศึกษาเพิ่ม

2223
01:03:51,184 --> 01:03:52,689
ฐานข้อมูลเอง

2224
01:03:52,654 --> 01:03:53,978
กินเอง

2225
01:03:54,184 --> 01:03:57,393
นะคะตั้งค่าคีย์หลักเอง

2226
01:03:57,334 --> 01:03:59,171
กรอกข้อมูลเองทั้งหมด

2227
01:03:59,184 --> 01:04:04,968
ลองเพิ่มลบข้อมูลลองดึงข้อมูลเป็นรายงานออกมาด้วยตัวเอง

2228
01:04:05,534 --> 01:04:06,155


2229
01:04:06,190 --> 01:04:06,466


2230
01:04:06,424 --> 01:04:10,774
สัปดาห์นี้จะให้ลองกลับไปทบทวนว่าคำสั่งที่จะใช้

2231
01:04:11,103 --> 01:04:14,375
select from List from update set

2232
01:04:14,504 --> 01:04:14,749


2233
01:04:14,824 --> 01:04:15,030


2234
01:04:15,015 --> 01:04:17,499
insert into อะไรก็ว่าไป

2235
01:04:17,894 --> 01:04:20,243
มันจะเป็นยังไงบ้างนะคะ

2236
01:04:20,263 --> 01:04:20,626


2237
01:04:20,644 --> 01:04:24,532
หน้าบอมนิ้วมือมาให้พร้อมเพราะเราต้องพิมพ์เอง

2238
01:04:24,684 --> 01:04:26,025
เครื่องใครเครื่องมัน

2239
01:04:26,415 --> 01:04:27,028


2240
01:04:27,243 --> 01:04:27,481


2241
01:04:27,565 --> 01:04:31,709
เครื่องใครเครื่องมันพิมพ์ภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่องก็

2242
01:04:31,664 --> 01:04:34,355
จะได้คล่องนี่แหละอาทิตย์หน้านะคะ

2243
01:04:34,355 --> 01:04:34,622


2244
01:04:34,744 --> 01:04:36,257
พิมพ์บ่อยๆ

2245
01:04:36,274 --> 01:04:36,578


2246
01:04:36,724 --> 01:04:36,997


2247
01:04:37,044 --> 01:04:37,851
เพราะว่า

2248
01:04:38,004 --> 01:04:41,548
การพิมพ์คำสั่ง SQL ง่ายที่สุดแล้วในการเขียนโปรแกรม

2249
01:04:41,594 --> 01:04:42,037


2250
01:04:41,983 --> 01:04:42,790


2251
01:04:43,194 --> 01:04:47,734
อาทิตย์นี้ก็จะประมาณนี้นะคะเดี๋ยวเราอาทิตย์หน้า

2252
01:04:47,744 --> 01:04:47,966


2253
01:04:47,944 --> 01:04:51,259
ก็มาให้เร็วหน่อยเพราะว่าเราจะไปปฏิบัติ

2254
01:04:51,334 --> 01:04:51,610


2255
01:04:51,714 --> 01:04:52,402
นะคะ

2256
01:04:52,543 --> 01:04:52,811


2257
01:04:52,863 --> 01:04:53,143


2258
01:04:53,124 --> 01:04:54,002
ก็

2259
01:04:53,954 --> 01:04:57,270
ขอบคุณล่ามขอบคุณความนะคะวันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ

2260
01:04:58,255 --> 01:04:59,003


2261
01:04:59,083 --> 01:05:04,065
ขอบคุณมากนะคะ

2262
01:05:04,023 --> 01:05:04,312


2263
01:05:05,426 --> 01:05:05,663


2264
01:05:06,138 --> 01:05:06,393


2265
01:05:06,324 --> 01:05:06,533


2266
01:05:10,354 --> 01:05:11,743


2267
01:05:13,823 --> 01:05:14,357


2268
01:05:16,254 --> 01:05:16,804

