﻿1
00:00:04,020 --> 00:00:04,020

2
00:00:04,020 --> 00:00:04,020

3
00:00:04,020 --> 00:00:06,215
(อาจารย์เกวลี) ล่ามได้ยินไหมคะ

4
00:00:06,215 --> 00:00:07,826

5
00:00:07,826 --> 00:00:08,714
โอเคค่ะ

6
00:00:08,714 --> 00:00:09,034

7
00:00:09,034 --> 00:00:09,746

8
00:00:09,746 --> 00:00:10,957

9
00:00:10,957 --> 00:00:12,376
อาทิตย์นี้

10
00:00:12,376 --> 00:00:16,376
นะคะ จะเป็นการแนะนำตัวโปรแกรมที่เราจะใช้

11
00:00:17,558 --> 00:00:17,748

12
00:00:17,748 --> 00:00:20,191
เขียน

13
00:00:20,191 --> 00:00:21,222

14
00:00:21,222 --> 00:00:21,671

15
00:00:21,671 --> 00:00:21,994

16
00:00:21,994 --> 00:00:25,994
ระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ ก็จะเป็นโปรแกรมเอาอย่างงายก่อนกัน

17
00:00:27,818 --> 00:00:31,818
นะคะ เพราะว่าไอ้ตัวภาษา SQL นี่มันก็จะมีโปรแกรมที่ใช้งานร่วมกันได้

18
00:00:34,223 --> 00:00:35,694
หลายโปรแกรมมาก

19
00:00:35,694 --> 00:00:36,464

20
00:00:36,464 --> 00:00:37,175

21
00:00:37,175 --> 00:00:37,435

22
00:00:37,435 --> 00:00:40,438
น่าจะเป็น my sql หรือเป็น oracle

23
00:00:40,438 --> 00:00:43,772
แต่มันก็จะใช้ภาษาเดียวกัน คือ ภาษา html ซึ่ง

24
00:00:43,772 --> 00:00:44,233

25
00:00:44,233 --> 00:00:48,233
โปรแกรมในเครื่องเราถ้าไม่ได้ติดตั้งเพิ่มเติมเขาจะมีอยู่แล้วนะคะ ก็คือโปรแกรม

26
00:00:49,356 --> 00:00:49,927

27
00:00:49,927 --> 00:00:51,338
Microsoft Access

28
00:00:51,338 --> 00:00:51,528

29
00:00:51,528 --> 00:00:54,101
นะคะ มันก็จะมีความสามารถ

30
00:00:54,101 --> 00:00:55,701
ที่จะพิมพ์

31
00:00:55,701 --> 00:00:58,393
คำสั่งภาษา SQL ลงไปได้ด้วย

32
00:00:58,393 --> 00:00:58,583

33
00:00:58,583 --> 00:00:58,714

34
00:00:58,714 --> 00:01:01,086
แล้วก็ในส่วนของตัว

35
00:01:01,086 --> 00:01:02,375
โปรแกรมนี้นี่

36
00:01:02,375 --> 00:01:04,998
หน้าตาการทำงานมันจะคล้าย ๆ กับโปรแกรม

37
00:01:04,998 --> 00:01:07,880
Excel ที่เราเคยใช้งานกันอยู่แล้ว

38
00:01:07,880 --> 00:01:11,020
นะคะ เก็บข้อมูลในรูปแบบที่เป็นตารางเหมือนกัน

39
00:01:11,020 --> 00:01:11,221

40
00:01:11,221 --> 00:01:12,691
เราก็จะได้

41
00:01:12,691 --> 00:01:12,942

42
00:01:12,942 --> 00:01:15,255
ทำความเข้าใจกับมันง่ายขึ้นนะคะ

43
00:01:15,255 --> 00:01:15,384

44
00:01:15,384 --> 00:01:16,274

45
00:01:16,274 --> 00:01:19,547
โดยตัว Microsoft Access นี่นะคะ

46
00:01:19,547 --> 00:01:22,559
ในรูปตัวโปรแกรมมันจะเป็นสีส้ม ๆ นะ

47
00:01:22,559 --> 00:01:25,312
มันจะเป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์

48
00:01:25,312 --> 00:01:29,312
นะคะ อย่างที่เราเคยได้วาดรูปไปแล้วว่าแต่ละตารางมันควรจะสัมพันธ์กันอ

49
00:01:30,706 --> 00:01:31,594

50
00:01:31,594 --> 00:01:31,855

51
00:01:31,855 --> 00:01:35,636
ย่างไร โดยที่โปรแกรมนี้นี่มันก็จะมีความสามารถทั้ง

52
00:01:35,636 --> 00:01:37,238
การจัดการฐานข้อมูล

53
00:01:37,238 --> 00:01:37,629

54
00:01:37,629 --> 00:01:41,629
แล้วก็สร้างโปรแกรมได้ในตัวเดียวกัน ก็คือเป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างครบสำหรับการทำงาน

55
00:01:43,012 --> 00:01:45,195
สำหรับฐานข้อมูลเบื้องต้นนะคะ

56
00:01:45,195 --> 00:01:45,707

57
00:01:45,707 --> 00:01:49,707
มันเลยเหมาะกับที่จะให้นักศึกษาเรียนรู้แล้วก็พัฒนาโปรแกรมไว้ใช้งาน

58
00:01:51,219 --> 00:01:51,861
นะคะ

59
00:01:51,861 --> 00:01:52,180

60
00:01:52,180 --> 00:01:52,952

61
00:01:52,952 --> 00:01:54,363
รวมถึงคนที่

62
00:01:54,363 --> 00:01:57,174
อาจจะไม่มีความรู้ในการเขียนโปรแกรมมากนักนี่

63
00:01:57,174 --> 00:01:59,815
เขาก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้เช่นเดียวกัน

64
00:01:59,815 --> 00:02:03,268
นะคะ เพราะว่ามันก็วิธีการใช้งานก็ค่อนข้างสะดวก

65
00:02:03,268 --> 00:02:04,810
แล้วก็

66
00:02:04,810 --> 00:02:05,770

67
00:02:05,770 --> 00:02:07,630
ตัวโปรแกรมก็ใช้ง่าย

68
00:02:07,630 --> 00:02:08,082

69
00:02:08,082 --> 00:02:11,413
คำสั่งไม่วุ่นวายซับซ้อนมากนะคะ

70
00:02:11,413 --> 00:02:12,114

71
00:02:12,114 --> 00:02:13,845
หน้าตาตอนสร้าง

72
00:02:13,845 --> 00:02:17,845
ฐานข้อมูลก็จะเริ่มต้นประมาณนี้นะคะ แต่เดี๋ยวเราค่อยไปดูในตัวโปรแกรมกัน

73
00:02:18,656 --> 00:02:18,907

74
00:02:18,907 --> 00:02:22,907
มันจะมีส่วนของการทำงานหลัก ๆ อยู่ด้านบนนะคะ แล้วจะเรียกเป็นริบบอน

75
00:02:23,469 --> 00:02:24,429
ข้างบน

76
00:02:24,429 --> 00:02:24,681

77
00:02:24,681 --> 00:02:25,768
นะคะ

78
00:02:25,768 --> 00:02:28,392
ในรูปนี่จะเป็นเกี่ยวกับกัน

79
00:02:28,392 --> 00:02:28,592

80
00:02:28,592 --> 00:02:30,573
กำหนดโครงสร้างของตาราง

81
00:02:30,573 --> 00:02:30,953

82
00:02:30,953 --> 00:02:31,734
นะคะ

83
00:02:31,734 --> 00:02:31,995

84
00:02:31,995 --> 00:02:32,955
แล้วก็

85
00:02:32,955 --> 00:02:33,206

86
00:02:33,206 --> 00:02:37,206
การกำหนดหน้าจอสำหรับบันทึกข้อมูลหรือแสดงข้อมูลแล้วก็สามารถทำได้

87
00:02:38,779 --> 00:02:40,452
การสร้างรายงาน

88
00:02:40,452 --> 00:02:40,639

89
00:02:40,639 --> 00:02:41,860
นะคะ เช่น

90
00:02:41,860 --> 00:02:42,050

91
00:02:42,050 --> 00:02:46,050
สมมติมีรายชื่ออยู่ 1 รายชื่อเราอยากให้มันออกเป็นรายงานเฉพาะชื่อที่เป็นผู้หญิง

92
00:02:48,085 --> 00:02:51,087
เราก็สามารถช่างรายงานออกมาได้เหมือนกัน

93
00:02:51,087 --> 00:02:51,478

94
00:02:51,478 --> 00:02:55,478
รวมถึงการสืบค้นการเรียกดูข้อมูลอื่นตามเงื่อนไขแล้วก็สามารถทำได้

95
00:02:56,218 --> 00:03:00,218
ส่วนของการสืบค้นเรียกดูข้อมูลนี่เราจะใช้คำสั่ง SQL

96
00:03:00,321 --> 00:03:01,923
เราจะพิมพ์ด้วยตัวเอง

97
00:03:01,923 --> 00:03:03,583
เราจะไม่ใช้

98
00:03:03,583 --> 00:03:03,843

99
00:03:03,843 --> 00:03:05,454
โปรแกรมสำเร็จรูปทุกอย่าง

100
00:03:05,454 --> 00:03:09,454
เราจะได้รู้เลยว่าเวลาที่เราใช้ภาษา SQL มันทำงานอย่างไร

101
00:03:09,937 --> 00:03:11,597

102
00:03:11,597 --> 00:03:12,568

103
00:03:12,568 --> 00:03:15,508
นะคะ โดยตารางที่อยู่ใน

104
00:03:15,508 --> 00:03:19,508
โปรแกรม Access นะคะ รูปแบบของตาราง

105
00:03:20,254 --> 00:03:20,444

106
00:03:20,444 --> 00:03:24,296
นี่ มันเป็นมาตรฐานของการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบฐานข้อมูลอยู่แล้ว

107
00:03:24,296 --> 00:03:24,998

108
00:03:24,998 --> 00:03:27,179
ถ้าเราต้องการจะบันทึก

109
00:03:27,179 --> 00:03:31,179
หรือเก็บข้อมูลนี่เราก็จะต้องสร้างตารางขึ้นมาก่อนถึงจะใช้งานได้

110
00:03:32,953 --> 00:03:33,714
เหมือน

111
00:03:33,714 --> 00:03:37,714
อาทิตย์ก่อน ๆ ที่อาจารย์ให้ศึกษาลองเปิดโปรแกรมดูนี่ บางคนจะยังพิมพ์อะไรลงไปไม่ได้เลย

112
00:03:39,429 --> 00:03:39,678

113
00:03:39,678 --> 00:03:40,451
เพราะว่า

114
00:03:40,451 --> 00:03:41,800
เรายังไม่มีตาราง

115
00:03:41,800 --> 00:03:42,120

116
00:03:42,120 --> 00:03:42,310

117
00:03:42,310 --> 00:03:42,690

118
00:03:42,690 --> 00:03:43,461
นะคะ

119
00:03:43,461 --> 00:03:46,094
มันจะดูเหมือนกดอะไรไม่ได้ เพราะ

120
00:03:46,094 --> 00:03:48,016
เรายังไม่ได้เริ่มสร้างตารางเลย

121
00:03:48,016 --> 00:03:52,016
นะคะ การสร้างตารางในที่นี้นี่มันก็คือการตั้งชื่อ

122
00:03:52,119 --> 00:03:54,879
แล้วก็กำหนดโครงสร้างของตารางด้วย

123
00:03:54,879 --> 00:03:55,200

124
00:03:55,200 --> 00:03:55,450

125
00:03:55,450 --> 00:03:59,450
ก็คือเราก็จะมีค่าใน Excel มันจะเป็นคอลัมน์ ๆ ใช่ไหมคะ

126
00:04:00,325 --> 00:04:00,895

127
00:04:00,895 --> 00:04:03,978
ใน Access ก็เหมือนกัน เราก็ต้องโหลดว่า

128
00:04:03,978 --> 00:04:05,897
หัว Column แต่ละคอลัมน์

129
00:04:05,897 --> 00:04:07,179
ก็คือฟิวส์นี่แหละ

130
00:04:07,179 --> 00:04:08,138
นะคะ

131
00:04:08,138 --> 00:04:09,809
มันจะมีชื่อว่าอะไรบ้าง

132
00:04:09,809 --> 00:04:13,809
แล้วก็คุณสมบัติของข้อมูลที่ต้องบรรจุลงไปในนะนี่

133
00:04:14,870 --> 00:04:15,581

134
00:04:15,581 --> 00:04:19,581
มีอะไรนะคะ เช่น เป็นตัวหนังสือเท่านั้น

135
00:04:19,812 --> 00:04:22,433
หรือเป็นตัวเลขผสมกับตัวหนังสือ

136
00:04:22,433 --> 00:04:25,255
หรือรับเฉพาะค่าตัวเลข

137
00:04:25,255 --> 00:04:27,698
ตัวเลขต้องไม่เกิน 10 ตัว

138
00:04:27,698 --> 00:04:28,908
อะไรก็ว่าไป

139
00:04:28,908 --> 00:04:30,829
รวมถึงต้องกำหนดคีย์หลัก

140
00:04:30,829 --> 00:04:31,410

141
00:04:31,410 --> 00:04:35,410
นะคะ การกำหนดคีย์หลักในโปรแกรม Access มันก็ง่าย ๆ กดปุ่มเดียวก็เสร็จเลย

142
00:04:36,409 --> 00:04:40,409
นะคะ แล้วก็ต้องกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป

143
00:04:41,021 --> 00:04:41,272

144
00:04:41,272 --> 00:04:41,912
ว่า

145
00:04:41,912 --> 00:04:43,652
มันจะเชื่อมต่อกันอย่างไร

146
00:04:43,652 --> 00:04:44,872
นะคะ

147
00:04:44,872 --> 00:04:45,443

148
00:04:45,443 --> 00:04:46,593

149
00:04:46,593 --> 00:04:49,866
ตัวอย่างโครงสร้างของฐานข้อมูลอันนี้เรา

150
00:04:49,866 --> 00:04:53,866
ทบทวนอีกรอบนะคะ ที่โชว์อยู่ในหน้าจอตอนนี้ ก็คือเราเรียกว่า "ตาราง" นะ

151
00:04:55,380 --> 00:04:55,960

152
00:04:55,960 --> 00:04:58,772
มีแถว มีคอลัมน์

153
00:04:58,772 --> 00:04:59,553
นะคะ

154
00:04:59,553 --> 00:05:00,124

155
00:05:00,124 --> 00:05:04,124
แนวตั้งเรียกว่า "คอลัมน์" ถ้าศัพท์ในระบบจัดการฐานข้อมูล

156
00:05:05,248 --> 00:05:09,248
จะเรียกว่า "ฟิวส์" อย่างในตารางนี้จะมีอยู่ 4 Silver คือสีคอลัมน์

157
00:05:09,740 --> 00:05:13,262
มี 3 ได้กอดก็คือ 3 แถวข้อมูล

158
00:05:13,262 --> 00:05:17,173
อันนี้เป็นตัวอย่างข้อมูลผู้ป่วย

159
00:05:17,173 --> 00:05:21,173
นะคะ ไอ้ตัว HN นี่ มันย่อมาจากรหัส

160
00:05:21,596 --> 00:05:22,427

161
00:05:22,427 --> 00:05:26,427
ป่วยนะคะ  Hospital Number แล้วก็จะมีชื่อมีนามสกุลจริงที่อยู่อันนี้เป็น

162
00:05:27,942 --> 00:05:30,444
ตัวอย่างการเก็บข้อมูลอย่างง่าย

163
00:05:30,444 --> 00:05:32,115
ตัวอย่างง่าย

164
00:05:32,115 --> 00:05:34,224
ส่วนในโปรแกรม

165
00:05:34,224 --> 00:05:35,505

166
00:05:35,505 --> 00:05:39,505
เราจะสร้างตารางนะคะ โดยที่กันเราจะมากำหนดคุณสมบัติ

167
00:05:41,347 --> 00:05:44,029
ของคอลัมน์แบบเมื่อกี้นี้

168
00:05:44,029 --> 00:05:48,029
นะคะ เราจะมากดกดตรงที่ส่วนของการดีไซน์ ก็คือการออกแบบ

169
00:05:48,972 --> 00:05:51,024
มันก็ถามว่ายังอยู่ตรงนี้

170
00:05:51,024 --> 00:05:51,475

171
00:05:51,475 --> 00:05:54,098
อันนี้มันเป็นภาษาอังกฤษอ่ะนะคะ

172
00:05:54,098 --> 00:05:58,098
ว่าชื่อคอลัมน์อะไรนะคะ เก็บข้อมูลชนิดอะไร

173
00:06:00,060 --> 00:06:01,151

174
00:06:01,151 --> 00:06:03,843
บางทีตัว ID นี่

175
00:06:03,843 --> 00:06:06,924
ถ้าเราไม่ได้กำหนดค่ามันจะเป็นออโต้

176
00:06:06,924 --> 00:06:07,305

177
00:06:07,305 --> 00:06:10,827
มันจะเพิ่มไปเรื่อย ๆ ตามจำนวนที่เราเพิ่มเข้ามา

178
00:06:10,827 --> 00:06:11,209

179
00:06:11,209 --> 00:06:15,209
แต่เราสามารถระบุเองก็ได้ค่ะ บางทีเราไม่อยากได้ตัวเลข

180
00:06:15,828 --> 00:06:17,809
1 2 3 4 5 ไปเรื่อย ๆ อย่างนี้

181
00:06:17,809 --> 00:06:19,671
บางทีก็

182
00:06:19,671 --> 00:06:21,663
มันอาจจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ทุกระบบ

183
00:06:21,663 --> 00:06:24,164
นะคะ มันอาจจะต้องมีตัวหนังสือ

184
00:06:24,164 --> 00:06:24,356

185
00:06:24,356 --> 00:06:26,405
ที่มันมีมาผสมกับตัวเลข

186
00:06:26,405 --> 00:06:28,457
อย่างรหัสนักศึกษาเรานี่

187
00:06:28,457 --> 00:06:31,468
เราเข้ามาใหม่แล้วจะ Run 1 2 3 4 5 ไปเลยไม่ได้

188
00:06:31,468 --> 00:06:32,370

189
00:06:32,370 --> 00:06:34,541
มันจะต้องกำหนดเฉพาะ

190
00:06:34,541 --> 00:06:38,524
เล่นขึ้นต้นด้วยปีการศึกษา ตามมาด้วยรหัสคณะ

191
00:06:38,524 --> 00:06:40,316
ตามมาด้วยรหัสหลักสูตร

192
00:06:40,316 --> 00:06:43,838
แล้วค่อยเป็นถึงเลขที่ของเราว่าเลขที่อะไร

193
00:06:43,838 --> 00:06:44,098

194
00:06:44,098 --> 00:06:44,670

195
00:06:44,670 --> 00:06:45,899
ตัวอย่าง

196
00:06:45,899 --> 00:06:46,149

197
00:06:46,149 --> 00:06:47,750

198
00:06:47,750 --> 00:06:51,750
ถ้าเป็นการทำงานในการจัดการตารางจริง ๆ นี่ มันจะไม่มีข้อมูลแค่นิดเดียวอย่างที่เราเคยเห็น

199
00:06:54,809 --> 00:06:56,478
อย่างนั้นซ้าย

200
00:06:56,478 --> 00:06:57,047
นะคะ

201
00:06:57,047 --> 00:06:58,908
ก็จะเป็นตัวอย่างของ

202
00:06:58,908 --> 00:06:59,419

203
00:06:59,419 --> 00:07:01,399
ตารางทั้งหมดที่มันเอามา

204
00:07:01,399 --> 00:07:01,529

205
00:07:01,529 --> 00:07:03,011
เชื่อมโยงกัน

206
00:07:03,011 --> 00:07:03,142

207
00:07:03,142 --> 00:07:05,123
มีไม่ต่ำกว่า 20 ตาราง

208
00:07:05,123 --> 00:07:05,704

209
00:07:05,704 --> 00:07:08,006
นะคะ ถ้ามันเป็นระบบงานใหญ่ ๆ

210
00:07:08,006 --> 00:07:08,205

211
00:07:08,205 --> 00:07:09,035
รวมถึง

212
00:07:09,035 --> 00:07:13,035
การกำหนดด้วยว่าข้อมูลแต่ละชนิดที่เข้ามานี่ อย่างเช่น ID

213
00:07:14,290 --> 00:07:18,290
เขากำหนดให้เป็นตัวเลข ให้มันเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อ

214
00:07:18,334 --> 00:07:18,854

215
00:07:18,854 --> 00:07:20,254
ัตโนมัติ ส่วนเลข

216
00:07:20,254 --> 00:07:22,436
ประจำตัวผู้ป่วย

217
00:07:22,436 --> 00:07:24,168
เขาจะให้กรอก

218
00:07:24,168 --> 00:07:25,317
นะคะ

219
00:07:25,317 --> 00:07:27,949
เราก็จะมีคำอธิบายว่าไอ้คำ

220
00:07:27,949 --> 00:07:30,059
ย่อหรือหัวตารางนี่

221
00:07:30,059 --> 00:07:30,830

222
00:07:30,830 --> 00:07:33,203
ถ้าเป็นภาษาไทยคืออะไร

223
00:07:33,203 --> 00:07:34,035
นะคะ

224
00:07:34,035 --> 00:07:34,294

225
00:07:34,294 --> 00:07:35,065

226
00:07:35,065 --> 00:07:36,607
อย่าง O

227
00:07:36,607 --> 00:07:38,148
HN คือ เลขบัตรเดิม

228
00:07:38,148 --> 00:07:41,279
ต้องพิมพ์อย่างไร หนูไม่จำเป็นต้องพิมพ์ไหม

229
00:07:41,279 --> 00:07:43,720
ชื่อแรกจำเป็นต้องพิมพ์นามสกุล

230
00:07:43,720 --> 00:07:45,963
เราจะกำหนดตรงนี้ด้วยคำอธิบาย

231
00:07:45,963 --> 00:07:46,222

232
00:07:46,222 --> 00:07:47,315

233
00:07:47,315 --> 00:07:49,555
ถ้าในส่วนของ

234
00:07:49,555 --> 00:07:51,677
ฐานข้อมูล

235
00:07:51,677 --> 00:07:54,107
จะเรียกว่าเป็น "พจนานุกรมข้อมูล

236
00:07:54,107 --> 00:07:56,027
" หรือ "Data Dictionary

237
00:07:56,027 --> 00:07:57,630
" ก็คือสิ่งที่เราต้องบอก

238
00:07:57,630 --> 00:07:58,840
อย่างสมมติว่า

239
00:07:58,840 --> 00:08:01,222
จะเป็นโปรแกรมเมอร์คนใหม่มาทำงาน

240
00:08:01,222 --> 00:08:01,483

241
00:08:01,483 --> 00:08:02,314
นะคะ

242
00:08:02,314 --> 00:08:02,444

243
00:08:02,444 --> 00:08:04,685
เห็นคำย่อ PT

244
00:08:04,685 --> 00:08:05,895

245
00:08:05,895 --> 00:08:06,796

246
00:08:06,796 --> 00:08:07,757
Marry คืออะไร

247
00:08:07,757 --> 00:08:08,086

248
00:08:08,086 --> 00:08:08,408

249
00:08:08,408 --> 00:08:12,048
สมมติเรามาทำงานต่อจากเขาแล้วเขาไม่เขียนอธิบายว่า

250
00:08:12,048 --> 00:08:13,649
คำศัพท์คำนี่

251
00:08:13,649 --> 00:08:13,970

252
00:08:13,970 --> 00:08:15,890
มันคือข้อมูลอะไรที่ต้องก

253
00:08:15,890 --> 00:08:16,020

254
00:08:16,020 --> 00:08:16,672

255
00:08:16,672 --> 00:08:17,503

256
00:08:17,503 --> 00:08:18,332

257
00:08:18,332 --> 00:08:18,533

258
00:08:18,533 --> 00:08:20,064
รอก นั่นคือสถานภาพสมรส

259
00:08:20,064 --> 00:08:22,817
สมมติเขาไม่ได้บอกเราไว้

260
00:08:22,817 --> 00:08:25,708
เราก็ต้องมากว่าจะทำความเข้าใจว่า

261
00:08:25,708 --> 00:08:25,967

262
00:08:25,967 --> 00:08:28,979
เอ๊ะ สรุปข้อมูลนี้เขาต้องการข้อมูลอะไรกันแน่

263
00:08:28,979 --> 00:08:32,979
เพราะฉะนั้น การเขียนคำอธิบายก็ค่อนข้างจำเป็นเหมือนกันสำหรับการจัดการฐานข้อมูล

264
00:08:34,365 --> 00:08:36,346
นะคะ

265
00:08:36,346 --> 00:08:36,794

266
00:08:36,794 --> 00:08:36,984

267
00:08:36,984 --> 00:08:37,376

268
00:08:37,376 --> 00:08:38,786
ส่วนด้านล่าง

269
00:08:38,786 --> 00:08:39,677

270
00:08:39,677 --> 00:08:39,998

271
00:08:39,998 --> 00:08:42,890
จะเป็นการบอกขนาดของข้อมูล

272
00:08:42,890 --> 00:08:46,603
นะคะ เช่น จำนวนเงินเดือน

273
00:08:46,603 --> 00:08:47,314

274
00:08:47,314 --> 00:08:50,193
เงินเดือนน่าจะไม่มีแค่ 2 หลัก

275
00:08:50,193 --> 00:08:54,193
บางคนเงินเดือนเยอะ บางคนเงินเดือนน้อย เราก็สามารถกำหนดได้ว่า

276
00:08:54,938 --> 00:08:56,919
ตัวเลขที่สามารถกรอกเข้าไปได้นี่

277
00:08:56,919 --> 00:08:58,339
มากขนาดไหน

278
00:08:58,339 --> 00:09:00,130
เงินเดือนอาจจะยังไม่เห็นภาพ

279
00:09:00,130 --> 00:09:04,130
ถ้าสมมติว่ามันเป็นคอลัมน์ที่เกี่ยวกับงบประมาณประเทศ

280
00:09:04,234 --> 00:09:04,614

281
00:09:04,614 --> 00:09:05,124

282
00:09:05,124 --> 00:09:07,055
มันต้องกรอกตัวเลขเยอะ ๆ

283
00:09:07,055 --> 00:09:10,388
นะคะ เลข 6-7 หลักมันไม่พอแน่นอน

284
00:09:10,388 --> 00:09:14,388
เราก็ต้องมากำหนดต้องดูด้วยว่าข้อมูลที่ใส่ได้ควรจะเป็นข้อมูล

285
00:09:16,027 --> 00:09:17,628
ขนาดไหน

286
00:09:17,628 --> 00:09:21,628
หรือบัตรประชาชนเรามากำหนดเลยว่าให้กรอกได้แค่ 13 หลัก

287
00:09:21,863 --> 00:09:24,615
เราก็จะมากำหนดตรง Property ข้างล่างตรงนี้

288
00:09:24,615 --> 00:09:25,834
นะคะ

289
00:09:25,834 --> 00:09:28,656

290
00:09:28,656 --> 00:09:32,179
การสร้างตารางโดยใช้มุมมอง

291
00:09:32,179 --> 00:09:33,589
การออกแบบ

292
00:09:33,589 --> 00:09:34,300

293
00:09:34,300 --> 00:09:38,142
นะคะ มันก็จะมีการกำหนดไว้ว่าชื่อของฟิลด์ คือ ชื่อแต่ละคอลัมน์

294
00:09:38,142 --> 00:09:40,134
ควรตั้งชื่ออะไร

295
00:09:40,134 --> 00:09:40,325

296
00:09:40,325 --> 00:09:44,325
ควรจะตั้งให้มีความหมาย แล้วก็ไม่ยาวจนเกินไป

297
00:09:44,488 --> 00:09:46,869
แล้วก็ห้ามใช้สัญลักษณ์พิเศษ

298
00:09:46,869 --> 00:09:47,189

299
00:09:47,189 --> 00:09:49,622
พวกเครื่องหมายคำถาม

300
00:09:49,622 --> 00:09:52,243
เครื่องหมายแฮชแท็ก

301
00:09:52,243 --> 00:09:52,434

302
00:09:52,434 --> 00:09:53,273
อะไรพวกนี้นะคะ

303
00:09:53,273 --> 00:09:54,944
หรือ

304
00:09:54,944 --> 00:09:58,395
... _ ขีดเส้นใต้เราจะไม่ใส่

305
00:09:58,395 --> 00:09:58,596

306
00:09:58,596 --> 00:09:58,716

307
00:09:58,716 --> 00:09:59,617

308
00:09:59,617 --> 00:09:59,809

309
00:09:59,809 --> 00:10:00,258

310
00:10:00,258 --> 00:10:04,258
รวมถึงประเทศของข้อมูลนะคะ ก็คือชนิดของข้อมูลที่จัดเก็บในคอลัมน์อยู่ฟิลด์นั้นๆ

311
00:10:08,330 --> 00:10:09,870
รหัสสินค้า

312
00:10:09,870 --> 00:10:10,700

313
00:10:10,700 --> 00:10:14,234
มันควรจะเป็นได้ทั้งตัวเลขและตัวอักษรผสมกัน

314
00:10:14,234 --> 00:10:15,894
ส่วนราคา

315
00:10:15,894 --> 00:10:16,406

316
00:10:16,406 --> 00:10:16,725

317
00:10:16,725 --> 00:10:17,306
นะคะ

318
00:10:17,306 --> 00:10:19,167
กลัวจะเป็นตัวเลขอย่างเดียว

319
00:10:19,167 --> 00:10:19,808

320
00:10:19,808 --> 00:10:20,899

321
00:10:20,899 --> 00:10:21,159

322
00:10:21,159 --> 00:10:25,159
เราจะไม่พิมพ์ 500 แล้วก็ใส่กไก่อีก 2 ตัวแทนได้ 0 มันไม่ใช่

323
00:10:25,772 --> 00:10:29,043
500 ก็คือเป็นตัวเลขอย่างเดียว

324
00:10:29,043 --> 00:10:29,814

325
00:10:29,814 --> 00:10:30,136

326
00:10:30,136 --> 00:10:34,136
ถ้าสมมติข้อมูลนั้น ๆ จะต้องนำไปคำนวณ

327
00:10:34,936 --> 00:10:35,647

328
00:10:35,647 --> 00:10:38,719
ควรจะเป็นข้อมูลชนิดอะไรเช่น อายุ

329
00:10:38,719 --> 00:10:39,040

330
00:10:39,040 --> 00:10:39,740

331
00:10:39,740 --> 00:10:41,661
คือ เอาวันเดือนปีเกิดไปคำนวณ

332
00:10:41,661 --> 00:10:44,043
มันจะต้องเป็นตัวเลขหรือวันที่

333
00:10:44,043 --> 00:10:45,585
หรืออย่างไร

334
00:10:45,585 --> 00:10:49,167
นะคะ เราก็ต้องมาพิจารณาข้อมูลพวกนั้นด้วย

335
00:10:49,167 --> 00:10:51,029
นะคะ อย่างเช่น วันเข้าทำงาน

336
00:10:51,029 --> 00:10:51,598

337
00:10:51,598 --> 00:10:53,339
วันแรกจนถึงปัจจุบัน

338
00:10:53,339 --> 00:10:55,580
เขาทำงานมาแล้วกี่ปี

339
00:10:55,580 --> 00:10:57,631
ว่าจะใช้วันที่ในการคำนวณ

340
00:10:57,631 --> 00:10:58,332
นะคะ

341
00:10:58,332 --> 00:10:58,782

342
00:10:58,782 --> 00:11:02,782
เราก็ต้องพิจารณาตัวนี้ด้วย ถ้าสมมติว่าคุณได้ไปทำฐานข้อมูลด้วยตัวเอง

343
00:11:04,036 --> 00:11:04,486

344
00:11:04,486 --> 00:11:07,046
ข้อมูลที่เป็นข้อความหรือว่า Te

345
00:11:07,046 --> 00:11:11,046
xt นะคะ ก็จะเป็นข้อมูลที่เป็นตัวอักษรตัวเลข ตัวเลขทำไมถึงบอกว่าเป็น Text

346
00:11:12,368 --> 00:11:16,368
ถ้าตัวเลขที่ไม่ได้ใช้ในการคำนวณ เช่น รหัสนักศึกษาพวกคุณ

347
00:11:17,439 --> 00:11:19,101
เราจะไม่เอามาบวกกัน

348
00:11:19,101 --> 00:11:19,551

349
00:11:19,551 --> 00:11:20,441

350
00:11:20,441 --> 00:11:23,963
มันไม่มีผลในการคำนวณนะคะ มันเป็นตัวเลขบอกรหัสเฉย ๆ

351
00:11:23,963 --> 00:11:25,964
สัญลักษณ์เครื่องหมาย

352
00:11:25,964 --> 00:11:26,215

353
00:11:26,215 --> 00:11:30,215
ก็บางคนอาจจะจำเป็นที่จะต้องใส่สัญลักษณ์

354
00:11:30,318 --> 00:11:32,298
อย่างคำนำหน้าชื่อ

355
00:11:32,298 --> 00:11:32,688

356
00:11:32,688 --> 00:11:35,061
บางคนก็ทีมนางสาว

357
00:11:35,061 --> 00:11:37,050
บางคนพิมพ์

358
00:11:37,050 --> 00:11:37,431

359
00:11:37,431 --> 00:11:40,822
น.ส. มันก็จะมีสัญลักษณ์มีเครื่องหมายมีตัวอักขระ

360
00:11:40,822 --> 00:11:42,882
นะคะ ที่ผสมกัน

361
00:11:42,882 --> 00:11:44,544
รวมถึงตัวเลข

362
00:11:44,544 --> 00:11:44,864

363
00:11:44,864 --> 00:11:47,555
ก็ตัวเลขนี่ก็จะมีหลายประเภทเหมือนกัน

364
00:11:47,555 --> 00:11:47,937

365
00:11:47,937 --> 00:11:50,579
เป็นข้อมูลที่เป็นตัวเลขจะเป็นจำนวนเงิน

366
00:11:50,579 --> 00:11:51,279

367
00:11:51,279 --> 00:11:51,409

368
00:11:51,409 --> 00:11:52,878
การเก็บเงิน

369
00:11:52,878 --> 00:11:55,120
ก็มีให้เลือกหลายรูปแบบ

370
00:11:55,120 --> 00:11:58,331
นะคะ ถ้าเราเลือกข้อมูลเป็น B

371
00:11:58,331 --> 00:12:02,105
yte ข้อมูลที่เราเก็บได้จะมีแค่ 0-255 เท่านั้น

372
00:12:02,105 --> 00:12:05,697
แล้วก็เป็นจำนวนเต็ม ใส่เป็นทศนิยมไม่ได้

373
00:12:05,697 --> 00:12:09,232
นะคะ ข้อมูลที่เป็น Integer

374
00:12:09,232 --> 00:12:11,987
ก็จะเป็นค่าตัวเลขระหว่าง -30,000 กว่า

375
00:12:11,987 --> 00:12:12,305

376
00:12:12,305 --> 00:12:13,075
ก็จะถึง

377
00:12:13,075 --> 00:12:16,216
32,000 จำนวนเต็มบวก

378
00:12:16,216 --> 00:12:19,799
เป็นเต็มบวกเต็มลบไม่มีจุดทศนิยม

379
00:12:19,799 --> 00:12:20,059

380
00:12:20,059 --> 00:12:20,440

381
00:12:20,440 --> 00:12:21,471

382
00:12:21,471 --> 00:12:24,163
ถ้าเป็น

383
00:12:24,163 --> 00:12:24,484

384
00:12:24,484 --> 00:12:26,725
Long Integer เมื่อกี้จากหลักหมื่น

385
00:12:26,725 --> 00:12:29,166
มันจะกลายเป็นประมาณ 2}000 ล้าน

386
00:12:29,166 --> 00:12:29,738

387
00:12:29,738 --> 00:12:33,738
เหมาะ กับการใส่งบประมาณที่เยอะมาก ๆ

388
00:12:34,040 --> 00:12:35,572
หรือข้อมูล

389
00:12:35,572 --> 00:12:36,342

390
00:12:36,342 --> 00:12:36,792

391
00:12:36,792 --> 00:12:39,616
เงินใด ๆ ก็ตามที่เป็นตัวเลขที่

392
00:12:39,616 --> 00:12:41,417
มากกว่า

393
00:12:41,417 --> 00:12:43,849
Integer ธรรมดาขึ้นไป

394
00:12:43,849 --> 00:12:44,490
นะคะ

395
00:12:44,490 --> 00:12:46,150
Single

396
00:12:46,150 --> 00:12:49,173
จะเป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยม

397
00:12:49,173 --> 00:12:50,323
นะคะ

398
00:12:50,323 --> 00:12:52,623
จะมีค่าไปจนถึงติดลบ

399
00:12:52,623 --> 00:12:56,623
เป็นทั้งเพื่อนเป็นทั้ง ๆ ที่เป็นเต็มลบกับเต็มบวก

400
00:13:03,350 --> 00:13:01,345
นะ

401
00:12:56,795 --> 00:12:57,567

402
00:12:57,567 --> 00:12:57,885

403
00:12:57,885 --> 00:12:58,527

404
00:12:58,527 --> 00:12:59,938

405
00:12:59,938 --> 00:13:00,447

406
00:13:00,447 --> 00:13:02,108
คะ ต่อมา Double

407
00:13:02,108 --> 00:13:02,310

408
00:13:02,310 --> 00:13:02,430

409
00:13:02,430 --> 00:13:05,072
จะใช้กับตัวเลขที่เป็นจุดทศนิยม อย่างเช่น

410
00:13:05,072 --> 00:13:06,733
บางทีเราไปซื้อของ

411
00:13:06,733 --> 00:13:07,185

412
00:13:07,185 --> 00:13:10,635
จะเห็นว่าเขาคำนวณจุดทศนิยมให้เราด้วยแสดงว่า

413
00:13:10,635 --> 00:13:10,959

414
00:13:10,959 --> 00:13:11,088

415
00:13:11,088 --> 00:13:15,088
การเขียนโปรแกรมในการเก็บข้อมูลของเขาเขาแสดงผลจนถึงทศนิยม

416
00:13:16,217 --> 00:13:18,589
ตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง 3 ตำแหน่ง

417
00:13:18,589 --> 00:13:19,679
ก็ว่ากันไป

418
00:13:19,679 --> 00:13:22,370
ส่วนมากถ้าเป็นค่าเงินเราจะใช้แค่ 2 ตำแหน่ง

419
00:13:22,370 --> 00:13:22,691

420
00:13:22,691 --> 00:13:23,971
นะคะ

421
00:13:23,971 --> 00:13:24,161

422
00:13:24,161 --> 00:13:25,061
ต่อมา

423
00:13:25,061 --> 00:13:26,792
วันที่เวลา

424
00:13:26,792 --> 00:13:27,565

425
00:13:27,565 --> 00:13:30,766
ว่าจะเป็นการระบุข้อมูลที่มีรูปแบบที่เป็นวันที่

426
00:13:30,766 --> 00:13:32,817
เป็น ค.ศ. หรือ พ.ศ. ก็

427
00:13:32,817 --> 00:13:34,738
แล้วแต่ เราจะระบุก็ได้

428
00:13:34,738 --> 00:13:35,449

429
00:13:35,449 --> 00:13:35,699

430
00:13:35,699 --> 00:13:37,569
โดยที่มันจะอาจจะเป็น

431
00:13:37,569 --> 00:13:40,512
ระบบเต็ม ก็คือจะมีทั้งวันที่แล้วก็เวลา

432
00:13:40,512 --> 00:13:40,962

433
00:13:40,962 --> 00:13:42,563
แต่ส่วนมากเราจะใช้แบบ

434
00:13:42,563 --> 00:13:44,615
วัน เดือน ปี แค่นั้น

435
00:13:44,615 --> 00:13:46,415
นะคะ

436
00:13:46,415 --> 00:13:49,228
กับ Yes/No questions

437
00:13:49,228 --> 00:13:50,056
นะคะ

438
00:13:50,056 --> 00:13:54,056
ใช่หรือไม่ มันจะเป็นคำถามคำตอบสำหรับข้อมูลที่เป็นตรรกะที่มีอยู่ 2

439
00:13:56,147 --> 00:13:56,277

440
00:13:56,277 --> 00:13:57,689
ค่า ก็คือจริงกับเท็จ

441
00:13:57,689 --> 00:13:57,878

442
00:13:57,878 --> 00:13:58,709

443
00:13:58,709 --> 00:13:59,100

444
00:13:59,100 --> 00:14:01,601
ตอนนี้คุณเป็นนักศึกษา

445
00:14:01,601 --> 00:14:03,072
จะถามว่าจริงหรือเท็จ

446
00:14:03,072 --> 00:14:03,462

447
00:14:03,462 --> 00:14:03,783

448
00:14:03,783 --> 00:14:05,824
ถ้าเป็นยังเป็นนักศึกษาอยู่ก็ตอบว่า Yes

449
00:14:05,824 --> 00:14:07,176

450
00:14:07,176 --> 00:14:09,427
ถ้าเรียนจบแล้วกะจะบอกว่า No

451
00:14:09,427 --> 00:14:10,126
นะคะ

452
00:14:10,126 --> 00:14:11,217
ก

453
00:14:11,217 --> 00:14:12,688

454
00:14:12,688 --> 00:14:12,948

455
00:14:12,948 --> 00:14:13,140

456
00:14:13,140 --> 00:14:17,040
ับ OLE Object นะคะ เพื่อเป็นข้อมูลที่เอาไว้ในการแนบรูปภาพ

457
00:14:17,040 --> 00:14:21,040
นะคะ ฐานข้อมูลบางอย่างเขาให้เอาแนบรูปภาพด้วย เช่น บางทีเราสมัคร

458
00:14:22,301 --> 00:14:23,833
จะเป็นสมาชิก

459
00:14:23,833 --> 00:14:26,472
สมัครเรียนหนังสือ

460
00:14:26,472 --> 00:14:27,872
สมัครสอบ

461
00:14:27,872 --> 00:14:31,276
เขาก็จะให้มันแนบรูปภาพ แนบใบเสร็จ

462
00:14:31,276 --> 00:14:31,528

463
00:14:31,528 --> 00:14:35,528
ถ้าเป็นระบบขายของได้แบบเบ็ดเสร็จโอนเงินเป็นรูปภาพมาด้วย

464
00:14:35,888 --> 00:14:36,149

465
00:14:36,149 --> 00:14:37,039
นะคะ

466
00:14:37,039 --> 00:14:38,130

467
00:14:38,130 --> 00:14:42,130
ส่วนที่ 3 จะเป็นส่วนของการกำหนดค่าเหมือนที่อาจารย์เอาให้ดูเมื่อกี้นี้ในภาพนะคะ

468
00:14:43,714 --> 00:14:44,285

469
00:14:44,285 --> 00:14:48,127
ก็จะเป็นการบอกขนาดของข้อมูลที่จะเก็บเรากำหนดได้เลย

470
00:14:48,127 --> 00:14:48,767
นะคะ

471
00:14:48,767 --> 00:14:49,027

472
00:14:49,027 --> 00:14:50,379
แล้วก็

473
00:14:50,379 --> 00:14:53,071
รูปแบบของการแสดงผลข้อมูลจะเป็นอย่างไร

474
00:14:53,071 --> 00:14:53,201

475
00:14:53,201 --> 00:14:53,583

476
00:14:53,583 --> 00:14:56,212
การป้อนข้อมูลจะเป็นลักษณะไหน

477
00:14:56,212 --> 00:14:57,743
เราสามารถกำหนดได้

478
00:14:57,743 --> 00:14:57,874

479
00:14:57,874 --> 00:15:01,874
นะคะ กำหนดคำอธิบายข้อมูล เช่น ก่อนที่เราจะกรอกข้อมูลไปนี่

480
00:15:03,068 --> 00:15:05,890
ในระบบบางอันถ้าเราเอาเมาส์ไปชี้

481
00:15:05,890 --> 00:15:06,341

482
00:15:06,341 --> 00:15:10,341
เขาก็จะมีคำอธิบายว่าในช่องนี้ให้กรอกข้อมูลแบบไหน

483
00:15:10,703 --> 00:15:10,893

484
00:15:10,893 --> 00:15:11,786

485
00:15:11,786 --> 00:15:15,786
ถ้าเราบอกว่าให้กรอกรหัสบัตรประชาชน พอเอาเมาส์ไปชี้ปุ๊บ เขาจะบอกว่า

486
00:15:16,536 --> 00:15:18,518
ให้กรอกเลขจำนวน 13 หลัก

487
00:15:18,518 --> 00:15:18,908

488
00:15:18,908 --> 00:15:20,058

489
00:15:20,058 --> 00:15:20,950
เป็นต้น

490
00:15:20,950 --> 00:15:21,079

491
00:15:21,079 --> 00:15:22,430
นะคะ

492
00:15:22,430 --> 00:15:25,833
กับอาจจะมีการกำหนดค่าเริ่มต้น เช่น

493
00:15:25,833 --> 00:15:26,342

494
00:15:26,342 --> 00:15:30,342
เขาถามวันเกิด ส่วนมากวันเกิดค่าเริ่มต้นของเขา คือ จะเป็นวันที่ 1 มกราคม

495
00:15:31,666 --> 00:15:33,968
ปี 2000 อะไรก็ว่าไป

496
00:15:33,968 --> 00:15:34,158

497
00:15:34,158 --> 00:15:34,358

498
00:15:34,358 --> 00:15:38,358
นะคะ ก็จะเป็นค่าเริ่มต้น ถ้าคุณไม่ได้เกิดวันนั้นคุณก็เปลี่ยนค่าอื่น

499
00:15:38,900 --> 00:15:39,481

500
00:15:39,481 --> 00:15:41,021
หรืออาจจะเป็นเงินบริจาค

501
00:15:41,021 --> 00:15:42,112

502
00:15:42,112 --> 00:15:42,813

503
00:15:42,813 --> 00:15:43,324

504
00:15:43,324 --> 00:15:45,566
ถ้าเริ่มต้นจากเป็น 10 บาท

505
00:15:45,566 --> 00:15:46,145

506
00:15:46,145 --> 00:15:48,006
คุณจะไปเปลี่ยนค่าก็ได้

507
00:15:48,006 --> 00:15:48,268

508
00:15:48,268 --> 00:15:49,097
นะคะ

509
00:15:49,097 --> 00:15:49,608

510
00:15:49,608 --> 00:15:50,454
ก

511
00:15:50,454 --> 00:15:52,621
ับการกำหนดเงื่อนไขของค

512
00:15:52,621 --> 00:15:53,011

513
00:15:53,011 --> 00:15:53,770
่านะคะ

514
00:15:53,770 --> 00:15:55,830
เช่น เงินเดือน

515
00:15:55,830 --> 00:15:56,022

516
00:15:56,022 --> 00:15:58,134
จะต้องเป็นบวกเสมอ

517
00:15:58,134 --> 00:15:58,975
บอกว่า

518
00:15:58,975 --> 00:15:59,096

519
00:15:59,096 --> 00:16:01,858
เขาถามเงินเดือนเท่าไร คุณจะบอกว่าติดลบ 5,000

520
00:16:01,858 --> 00:16:02,500

521
00:16:02,500 --> 00:16:06,022
ยังไม่ได้ทำงานแล้วเป็นหนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่ใช่

522
00:16:06,022 --> 00:16:06,282

523
00:16:06,282 --> 00:16:07,184
นะคะ

524
00:16:07,184 --> 00:16:11,184
ก็ต้องค่าบังคับจะต้องเป็นบวกเสมอ เช่น อายุ

525
00:16:11,853 --> 00:16:14,675
ต้องเป็นจำนวนเต็มบวกเต็มลบไม่ได้

526
00:16:14,675 --> 00:16:14,996

527
00:16:14,996 --> 00:16:15,707
นะคะ

528
00:16:15,707 --> 00:16:16,218

529
00:16:16,218 --> 00:16:16,667

530
00:16:16,667 --> 00:16:20,667
กับตั้งตรวจข้อความที่แสดงหากใส่ข้อมูลไม่ตรงตามเงื่อนไข

531
00:16:20,962 --> 00:16:22,312
เช่น

532
00:16:22,312 --> 00:16:24,233
อายุเป็น -20

533
00:16:24,233 --> 00:16:25,254

534
00:16:25,254 --> 00:16:25,705

535
00:16:25,705 --> 00:16:26,915

536
00:16:26,915 --> 00:16:28,977
คำสั่งแจ้งเตือนขึ้นมาว่า

537
00:16:28,977 --> 00:16:32,178
ให้ใส่ข้อมูลที่เป็นค่าบวกเท่านั้น

538
00:16:32,178 --> 00:16:32,880
นะคะ

539
00:16:32,880 --> 00:16:33,270

540
00:16:33,270 --> 00:16:37,270
ก็จะเป็นแบบนี้ เราสามารถกำหนดได้ รวมถึงข้อมูลที่

541
00:16:39,364 --> 00:16:42,364
ไม่จำเป็นต้องตอบจะเว้นว่างไม่ได้

542
00:16:42,364 --> 00:16:42,496

543
00:16:42,496 --> 00:16:42,815

544
00:16:42,815 --> 00:16:46,815
เช่น เลขบัตรประชาชน คุณจะบอกว่าคุณไม่มีเลขบัตรประชาชนเป็นไปไม่ได้

545
00:16:47,369 --> 00:16:47,890

546
00:16:47,890 --> 00:16:50,191
นะคะ เพราะฉะนั้น ต้องกรอกทุกครั้ง

547
00:16:50,191 --> 00:16:53,593
หรืออาจจะเป็นแบบแพลตฟอร์มให้สมัครใด ๆ ก็ตาม

548
00:16:53,593 --> 00:16:53,974

549
00:16:53,974 --> 00:16:57,974
ไอ้เลขบัตรประชาชนนี่จะเป็นข้อมูลที่จำเป็นจะต้องออกเสมอ

550
00:16:58,206 --> 00:16:59,037

551
00:16:59,037 --> 00:17:00,317
ปล่อยวางไม่ได้

552
00:17:00,317 --> 00:17:00,770

553
00:17:00,770 --> 00:17:00,959

554
00:17:00,959 --> 00:17:01,670

555
00:17:01,670 --> 00:17:02,310

556
00:17:02,310 --> 00:17:05,061
การกำหนดค่าคีย์หลัก

557
00:17:05,061 --> 00:17:05,832

558
00:17:05,832 --> 00:17:06,282

559
00:17:06,282 --> 00:17:10,282
ก็ทำได้ง่ายมาก ถ้าในโปรแกรม ก็คือคุณจะเลือกท่าไหน

560
00:17:11,027 --> 00:17:12,187
ให้เป็นคีย์หลัก

561
00:17:12,187 --> 00:17:14,228

562
00:17:14,228 --> 00:17:16,859
คลิกคอลัมน์นาน ๆ หรือฟิลด์นั้น ๆ แล้วก็กด

563
00:17:16,859 --> 00:17:18,209
ลูกกุญแจ

564
00:17:18,209 --> 00:17:18,470

565
00:17:18,470 --> 00:17:18,660

566
00:17:18,660 --> 00:17:20,902
กุญแจ ก

567
00:17:20,902 --> 00:17:23,594
Primary Key นี่แหละนะคะ

568
00:17:23,594 --> 00:17:25,384
เลือกแล้วก็กด

569
00:17:25,384 --> 00:17:26,474
มันก็จะ

570
00:17:26,474 --> 00:17:28,596
เป็นการแจ้ง

571
00:17:28,596 --> 00:17:29,877
ในระบบเลยว่า

572
00:17:29,877 --> 00:17:30,127

573
00:17:30,127 --> 00:17:31,347
ไอ้ค่านี

574
00:17:31,347 --> 00:17:33,329
่ คือ ค่า

575
00:17:33,329 --> 00:17:35,320
คีย์หลักของตารางนี้

576
00:17:35,320 --> 00:17:35,959

577
00:17:35,959 --> 00:17:37,051

578
00:17:37,051 --> 00:17:37,561

579
00:17:37,561 --> 00:17:39,162
กับความสัมพันธ์

580
00:17:39,162 --> 00:17:43,084
มันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป

581
00:17:43,084 --> 00:17:43,204

582
00:17:43,204 --> 00:17:43,595

583
00:17:43,595 --> 00:17:47,595
โดยที่เราจะมีการพิจารณาเรื่องคีย์นอกของแต่ละตาราง

584
00:17:47,628 --> 00:17:50,710
ที่มันจะอ้างถึงคีย์หลักของอีกตารางหนึ่ง

585
00:17:50,710 --> 00:17:50,841

586
00:17:50,841 --> 00:17:51,031

587
00:17:51,031 --> 00:17:52,502
นะคะ

588
00:17:52,502 --> 00:17:55,132
ก็อันนี้ก็เดี๋ยวเราจะลองทำในโปรแกรม

589
00:17:55,132 --> 00:17:56,732
มันจะอ้างอิงกันอย่างไร

590
00:17:56,732 --> 00:17:56,984

591
00:17:56,984 --> 00:17:57,754

592
00:17:57,754 --> 00:18:01,754
นะคะ ในตัวโปรแกรมนี่ก็จะง่ายมากค่ะ มันก็จะมีตัวให้เรากดได้เลย

593
00:18:02,438 --> 00:18:04,228

594
00:18:04,228 --> 00:18:06,219

595
00:18:06,219 --> 00:18:09,103
เป็นโปรแกรมค่อนข้างสำเร็จรูปเลยนะคะ

596
00:18:09,103 --> 00:18:09,872

597
00:18:09,872 --> 00:18:10,004

598
00:18:10,004 --> 00:18:10,384

599
00:18:10,384 --> 00:18:11,284
เราจะ

600
00:18:11,284 --> 00:18:14,619
ตั้งคีย์หลักอย่างไร อันไหนจะเป็นความสัมพันธ์

601
00:18:14,619 --> 00:18:15,458
นะคะ

602
00:18:15,458 --> 00:18:15,779

603
00:18:15,779 --> 00:18:18,852
ก่อนที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้เราต้องดูแลว่า

604
00:18:18,852 --> 00:18:20,077
ตารางที่เราสร้าง

605
00:18:20,077 --> 00:18:20,263

606
00:18:20,263 --> 00:18:21,995
มันสำคัญเป็นอย่างไร เพราะว่า

607
00:18:21,995 --> 00:18:24,628
เราเคยวาด ER-Diagram มาแล้ว ก็คือ

608
00:18:24,628 --> 00:18:27,117
เหมือนตัวอย่างที่ใช้ทำร้านหนังสือ

609
00:18:27,117 --> 00:18:27,439

610
00:18:27,439 --> 00:18:27,959

611
00:18:27,959 --> 00:18:31,031
ว่าผู้แต่งหนังสือกับหนังสือ

612
00:18:31,031 --> 00:18:33,343
เขาควรจะมีความสัมพันธ์เป็นอย่างไร

613
00:18:33,343 --> 00:18:33,984

614
00:18:33,984 --> 00:18:34,114

615
00:18:34,114 --> 00:18:35,324

616
00:18:35,324 --> 00:18:35,715

617
00:18:35,715 --> 00:18:36,996
อย่างเช่นตัวอย่าง

618
00:18:36,996 --> 00:18:40,208
ถ้าเราสั่งของสำคัญได้แล้วมันจะเป็นแบบนี้ค่ะ

619
00:18:40,208 --> 00:18:43,981
มันจะมีการโยงเส้นของ 2 ตาราง

620
00:18:43,981 --> 00:18:45,262
ให้ดูเลยว่า

621
00:18:45,262 --> 00:18:46,290
ตาราง

622
00:18:46,290 --> 00:18:49,113
นี้กับตารางนี้

623
00:18:49,113 --> 00:18:53,113
เขามีความสัมพันธ์กัน

624
00:18:54,691 --> 00:18:58,342

625
00:18:51,296 --> 00:18:51,935

626
00:18:51,935 --> 00:18:54,108
อย่างตารางนี้ค่ะ

627
00:18:54,108 --> 00:18:57,059
2 ตารางนี้ มีความสำคัญแบบ

628
00:18:57,059 --> 00:18:58,730
1

629
00:18:58,730 --> 00:18:59,941
กับมากกว่า 1

630
00:18:59,941 --> 00:19:00,711

631
00:19:00,711 --> 00:19:04,711
อย่างที่ฉันเคยบอกว่าในแต่ละโปรแกรมหรือในแต่ละหนัง สือ

632
00:19:05,844 --> 00:19:08,276
สัญลักษณ์เครื่องหมาย

633
00:19:08,276 --> 00:19:10,837
เขาจะไม่ใช้ตัวเองเหมือนที่อาจารย์สอน

634
00:19:10,837 --> 00:19:12,437

635
00:19:12,437 --> 00:19:13,989
มันเป็นความหมายเดียวกัน

636
00:19:13,989 --> 00:19:15,589
คือ O

637
00:19:15,589 --> 00:19:16,420

638
00:19:16,420 --> 00:19:17,440

639
00:19:17,440 --> 00:19:20,001
NE to MANY มีความสำคัญมากกว่าหนึ่งกับอะไร

640
00:19:20,001 --> 00:19:20,713

641
00:19:20,713 --> 00:19:21,353
นะคะ

642
00:19:21,353 --> 00:19:22,704
เพราะฉะนั้นเรา

643
00:19:22,704 --> 00:19:22,894

644
00:19:22,894 --> 00:19:24,176

645
00:19:24,176 --> 00:19:26,478
หนังสือบางเล่มก็จะเขียนแบบนี้

646
00:19:26,478 --> 00:19:27,827
นะคะ

647
00:19:27,827 --> 00:19:31,827
ให้เราเข้าใจว่ามันมีความหมายเดียวกัน แต่แค่มันต่างกันที่สัญลักษณ์เฉย ๆ

648
00:19:31,930 --> 00:19:32,251

649
00:19:32,251 --> 00:19:34,243
ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ

650
00:19:34,243 --> 00:19:34,753

651
00:19:34,753 --> 00:19:35,003

652
00:19:35,003 --> 00:19:36,735
1 นะคะ 1

653
00:19:36,735 --> 00:19:36,925

654
00:19:36,925 --> 00:19:40,925
ต่อ 1 บางรูปแบบมันจะไม่เขียนกำหนดไว้เลย เพราะให้รู้ด้วยตัวเองว่ามันเป็นความสัมพันธ์แบบไหน

655
00:19:43,850 --> 00:19:45,261
นะคะ

656
00:19:45,261 --> 00:19:47,453
ONE t

657
00:19:47,453 --> 00:19:48,472

658
00:19:48,472 --> 00:19:48,855

659
00:19:48,855 --> 00:19:49,374

660
00:19:49,374 --> 00:19:52,055

661
00:19:52,055 --> 00:19:53,987
ฐ ONE ONE to MANY นะคะ การสร้างข้อมูล

662
00:19:53,987 --> 00:19:54,378

663
00:19:54,378 --> 00:19:57,318
เราต้องรู้ว่าเราจะสร้างฐานข้อมูล

664
00:19:57,318 --> 00:19:58,659
เพื่อมาทำงาน

665
00:19:58,659 --> 00:20:00,519
เกี่ยวกับระบบอะไร

666
00:20:00,519 --> 00:20:00,900

667
00:20:00,900 --> 00:20:04,900
นะคะ เหมือนในตัวอย่าง คือ ร้านเช่าหนังสือร้านขายหนังสือ

668
00:20:05,013 --> 00:20:05,784

669
00:20:05,784 --> 00:20:08,405
ในร้านขายหนังสือต้องมีตารางอะไรบ้าง

670
00:20:08,405 --> 00:20:08,786

671
00:20:08,786 --> 00:20:12,786
มันอาจจะไม่มีแค่ 3 ตัวอย่าง 3 ตารางเทียบตัวอย่างมันมากกว่านั้น

672
00:20:14,180 --> 00:20:14,311

673
00:20:14,311 --> 00:20:14,500

674
00:20:14,500 --> 00:20:17,893
คุณจะเช่า หรือคุณจะขาย หรือคุณจะมีระบบสมาชิกไหม

675
00:20:17,893 --> 00:20:18,413

676
00:20:18,413 --> 00:20:19,185
นะคะ

677
00:20:19,185 --> 00:20:19,375

678
00:20:19,375 --> 00:20:19,755

679
00:20:19,755 --> 00:20:19,955

680
00:20:19,955 --> 00:20:23,955
รวมถึงรายละเอียดในตารางข้อมูลจะต้องเก็บอะไรบ้าง

681
00:20:25,522 --> 00:20:26,431

682
00:20:26,431 --> 00:20:26,686

683
00:20:26,686 --> 00:20:27,203

684
00:20:27,203 --> 00:20:27,453

685
00:20:27,453 --> 00:20:27,773

686
00:20:27,773 --> 00:20:30,016
ไปตกหรือ

687
00:20:30,016 --> 00:20:31,047

688
00:20:31,047 --> 00:20:31,753

689
00:20:31,753 --> 00:20:32,768

690
00:20:32,768 --> 00:20:33,408

691
00:20:33,408 --> 00:20:36,808
ต่อไปก็ต้องดูว่าในตาราง

692
00:20:36,808 --> 00:20:37,198

693
00:20:37,198 --> 00:20:38,861
อะไรคือคีย์หลัก

694
00:20:38,861 --> 00:20:42,861
ก็คือค่าที่ห้ามซ้ำกันนั่นเอง อันนี้เราทำได้เนาะ

695
00:20:43,036 --> 00:20:45,917
ความสัมพันธ์ของตารางข้อมูลความสัมพันธ์แบบไหน

696
00:20:45,917 --> 00:20:47,067
นะคะ

697
00:20:47,067 --> 00:20:47,457

698
00:20:47,457 --> 00:20:51,241
มีค่าที่ต้องมาประมวลผลมีการคำนวณไหม

699
00:20:51,241 --> 00:20:52,262

700
00:20:52,262 --> 00:20:52,522

701
00:20:52,522 --> 00:20:54,124
เช่น

702
00:20:54,124 --> 00:20:56,043
อายุสมาชิก

703
00:20:56,043 --> 00:20:56,424

704
00:20:56,424 --> 00:20:58,795
หรือวันเข้าทำงาน

705
00:20:58,795 --> 00:20:59,056

706
00:20:59,056 --> 00:21:02,270
ทำงานมากี่ปีเพื่อพิจารณาเงินเดือนอะไรก็ว่าไป

707
00:21:02,270 --> 00:21:02,389

708
00:21:02,389 --> 00:21:03,668

709
00:21:03,668 --> 00:21:07,668
นะคะ การจัดการแสดงผลออกทางหน้าจอเป็นอย่างไร สามารถปริ้นออกมาเป็นรายงานได้ไหม

710
00:21:08,871 --> 00:21:09,572

711
00:21:09,572 --> 00:21:11,493
ข้อมูลเบื้องต้น

712
00:21:11,493 --> 00:21:13,796
ที่จะใส่ใส่แล้วเป็นอ

713
00:21:13,796 --> 00:21:16,236
ย่างไร เอาไปใช้กับระบบงานอะไร

714
00:21:16,236 --> 00:21:18,037
เอาไปผนวกกับแล้ว

715
00:21:18,037 --> 00:21:18,287

716
00:21:18,287 --> 00:21:18,678

717
00:21:18,678 --> 00:21:19,248

718
00:21:19,248 --> 00:21:20,660
มีปัญหาไหม

719
00:21:20,660 --> 00:21:21,560
นะคะ

720
00:21:21,560 --> 00:21:25,560
นี่คือข้อพิจารณาในการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมาสักระบบหนึ่งค่ะ ระบบเล็ก ๆ

721
00:21:26,751 --> 00:21:29,053
ต้องพิจารณาตามนี้เช่นเดียวกัน

722
00:21:29,053 --> 00:21:29,633
นะคะ

723
00:21:29,633 --> 00:21:29,884

724
00:21:29,884 --> 00:21:30,656

725
00:21:30,656 --> 00:21:31,556

726
00:21:31,556 --> 00:21:33,806
กับก่อนที่เราจะเรียน

727
00:21:33,806 --> 00:21:37,646
ในโปรแกรม เราต้องมารู้จักคำสั่งที่เราจะ

728
00:21:37,646 --> 00:21:40,078
สั่งให้ฐานข้อมูลมาทำงานก่อน

729
00:21:40,078 --> 00:21:40,979

730
00:21:40,979 --> 00:21:44,979
นะคะ ภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลอย่างที่บอกค่ะ เป็นภาษา SQL

731
00:21:45,723 --> 00:21:49,507
Strucตัวนี้

732
00:21:49,507 --> 00:21:50,147

733
00:21:50,147 --> 00:21:50,979

734
00:21:50,979 --> 00:21:51,690

735
00:21:51,690 --> 00:21:52,331

736
00:21:52,331 --> 00:21:56,040
เรียนภาษาอังกฤษ นะคะ มันก็เป็นเรียนรู้คำสั่ง

737
00:21:56,040 --> 00:21:59,824
พื้นฐานสำหรับสร้างโครงสร้างของฐานข้อมูล

738
00:21:59,824 --> 00:22:01,744
คำสั่งในการเรียกดูข้อมูล

739
00:22:01,744 --> 00:22:05,744
คำสั่งสำหรับการปรับปรุงข้อมูล เพิ่มลบแก้ไข

740
00:22:05,788 --> 00:22:07,069

741
00:22:07,069 --> 00:22:07,839
นะคะ

742
00:22:07,839 --> 00:22:08,800

743
00:22:08,800 --> 00:22:12,800
ซึ่งภาษา SQL นี่ ป็นภาษาทางด้านฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

744
00:22:14,193 --> 00:22:14,634

745
00:22:14,634 --> 00:22:15,476

746
00:22:15,476 --> 00:22:15,665

747
00:22:15,665 --> 00:22:15,856

748
00:22:15,856 --> 00:22:19,829
เป็นชุดคำสั่งที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลแล้วก็ข้อมูลในฐานข้อมูล

749
00:22:19,829 --> 00:22:20,600

750
00:22:20,600 --> 00:22:22,520

751
00:22:22,520 --> 00:22:23,362

752
00:22:23,362 --> 00:22:23,552

753
00:22:23,552 --> 00:22:27,552
นะคะ กลุ่มคำสั่งของภาษา SQL จะมี 3 กลุ่มคำสั่ง

754
00:22:28,037 --> 00:22:28,287

755
00:22:28,287 --> 00:22:28,607

756
00:22:28,607 --> 00:22:32,607
คำสั่งแรกก็เขียนคำสั่งที่ใช้สำหรับการสร้างฐานข้อมูล

757
00:22:32,909 --> 00:22:35,019
โครงสร้างฐานข้อมูลด้วย

758
00:22:35,019 --> 00:22:36,051
นะคะ

759
00:22:36,051 --> 00:22:37,650
กำหนดโครงสร้างของตาราง

760
00:22:37,650 --> 00:22:37,971

761
00:22:37,971 --> 00:22:40,531
กลุ่มที่ 2 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับ

762
00:22:40,531 --> 00:22:41,432
เพิ่มลบ

763
00:22:41,432 --> 00:22:44,254
เปลี่ยนแปลงข้อมูลขึ้นเป็นการปรับปรุงข้อมูลนั่นเอง

764
00:22:44,254 --> 00:22:44,635

765
00:22:44,635 --> 00:22:45,466

766
00:22:45,466 --> 00:22:48,099
ส่วนกลุ่มที่ 3 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับ

767
00:22:48,099 --> 00:22:49,130
สร้าง

768
00:22:49,130 --> 00:22:51,241
แล้วก็กำหนดโครงสร้างจากตาราง

769
00:22:51,241 --> 00:22:51,431

770
00:22:51,431 --> 00:22:53,862
อันนี้ก็จะเป็นภาษาที่

771
00:22:53,862 --> 00:22:55,543
ไม่ได้แค่สำหรับ

772
00:22:55,543 --> 00:22:58,106
นิยามข้อมูลเป็นการสร้างด้วย

773
00:22:58,106 --> 00:22:59,315
นะคะ

774
00:22:59,315 --> 00:22:59,506

775
00:22:59,506 --> 00:22:59,766

776
00:22:59,766 --> 00:23:00,856

777
00:23:00,856 --> 00:23:02,978
อย่างในสไลด์อาจารย์วันนี้นี่

778
00:23:02,978 --> 00:23:05,088
ถ้าเราเห็น

779
00:23:05,088 --> 00:23:09,088
ทรงกระบอกแบบนี้นี่ ถ้าในหนังสือหรือว่าในทาง

780
00:23:09,700 --> 00:23:11,112
เชิงสกลนี่

781
00:23:11,112 --> 00:23:11,632

782
00:23:11,632 --> 00:23:15,592
เขาจะรับรู้ได้เลยว่าถ้าเราใส่รูปทรงกระบอกแบบนี้

783
00:23:15,592 --> 00:23:18,032
ในสัญลักษณ์ใด ๆ ที่เป็นโครงสร้างทาง

784
00:23:18,032 --> 00:23:19,193
คอมพิวเตอร์

785
00:23:19,193 --> 00:23:20,852
นี่ เขาจะรู้เลยว่านี่คือ

786
00:23:20,852 --> 00:23:22,003
ฐานข้อมูล

787
00:23:22,003 --> 00:23:22,264

788
00:23:22,264 --> 00:23:22,965
นะคะ

789
00:23:22,965 --> 00:23:23,156

790
00:23:23,156 --> 00:23:24,436
ส่วน

791
00:23:24,436 --> 00:23:28,436
ผลลัพธ์ถ้าเป็นรูปภาพแบบนี้ก็แสดงว่าเป็นการแสดงผลรายงาน

792
00:23:29,889 --> 00:23:30,660
นะคะ

793
00:23:30,660 --> 00:23:33,602
อันนี้ก็เวลาคุณไปอ่านหนังสือ ดูหนังสือเล่มอื่น

794
00:23:33,602 --> 00:23:35,083
เขาเขียนแบบนี้นี่

795
00:23:35,083 --> 00:23:36,625
ไม่เข้าใจว่า

796
00:23:36,625 --> 00:23:39,764
ก่อนที่จะออกจากฐานข้อมูลใช้คำสั่ง

797
00:23:39,764 --> 00:23:43,764
เรียกดูรายงานออกมาคนละคนรายงานเป็นอย่างไรนะคะ

798
00:23:43,928 --> 00:23:44,378

799
00:23:44,378 --> 00:23:44,959

800
00:23:44,959 --> 00:23:46,052

801
00:23:46,052 --> 00:23:50,052
อันนี้เป็นโครงสร้างคำสั่งภาษา SQL สำหรับการสืบค้น

802
00:23:50,974 --> 00:23:51,564
นะคะ

803
00:23:51,564 --> 00:23:51,755

804
00:23:51,755 --> 00:23:55,214
คำสั่งที่ใช้ในการสืบค้นคำสั่งที่

805
00:23:55,214 --> 00:23:57,256
ใช้บ่อยที่สุด ก็คือคำ สั่ง

806
00:23:57,256 --> 00:23:58,097

807
00:23:58,097 --> 00:23:58,928

808
00:23:58,928 --> 00:24:00,727

809
00:24:00,727 --> 00:24:01,238

810
00:24:01,238 --> 00:24:04,820
SELECT ตัวนี้ นักศึกษาเวลาพิมพ์

811
00:24:04,820 --> 00:24:06,810
ทำไมคนรับไม่ได้เหมือนเพื่อน

812
00:24:06,810 --> 00:24:08,221
มันพิมพ์ผิด

813
00:24:08,221 --> 00:24:08,481

814
00:24:08,481 --> 00:24:08,741

815
00:24:08,741 --> 00:24:08,992

816
00:24:08,992 --> 00:24:11,103
บางครั้งก็

817
00:24:11,103 --> 00:24:11,424

818
00:24:11,424 --> 00:24:13,284
ตกใจไม่ต้องตกใจ

819
00:24:13,284 --> 00:24:14,116

820
00:24:14,116 --> 00:24:15,016

821
00:24:15,016 --> 00:24:19,016
ผลลัพธ์ไม่ออกมาเรามานั่งไล่ดูก่อนว่าเราพิมพ์อะไรผิดไปหรือเปล่า

822
00:24:19,309 --> 00:24:23,309
นะคะ ลืมสัญลักษณ์อะไรไหม ตกทำอะไรหรือเปล่า

823
00:24:23,793 --> 00:24:23,992

824
00:24:23,992 --> 00:24:24,834
นะคะ

825
00:24:24,834 --> 00:24:24,954

826
00:24:24,954 --> 00:24:26,434
ก็เช็กด้วย

827
00:24:26,434 --> 00:24:26,755

828
00:24:26,755 --> 00:24:27,076

829
00:24:27,076 --> 00:24:30,338
ส่วนมากคำสั่งพื้นฐานจะขึ้นต้นด้วย S

830
00:24:30,338 --> 00:24:31,680
ELECT ตามมา

831
00:24:31,680 --> 00:24:31,880

832
00:24:31,880 --> 00:24:32,520

833
00:24:32,520 --> 00:24:32,720

834
00:24:32,720 --> 00:24:36,300
ด้วย FROM SELECT ก็คือเราจะเลือกว่าเราจะแสดงผลข้อมูลอะไร

835
00:24:36,300 --> 00:24:37,003

836
00:24:37,003 --> 00:24:38,673
อย่างที่บอกนะคะ ต้อง

837
00:24:38,673 --> 00:24:40,924
พยายามภาษาอังกฤษนิดหน่ึง

838
00:24:40,924 --> 00:24:41,884
เขาว่า

839
00:24:41,884 --> 00:24:43,034
มันจำเป็น

840
00:24:43,034 --> 00:24:43,165

841
00:24:43,165 --> 00:24:47,165
นะคะ ก็คือเราจะเลือกข้อมูลจากตารางไหน

842
00:24:47,448 --> 00:24:48,089

843
00:24:48,089 --> 00:24:52,089
นะคะ หมายถึงว่ามีเงื่อนไขในการค้นหาว่าอย่างไรบ้าง

844
00:24:54,314 --> 00:24:54,764

845
00:24:54,764 --> 00:24:56,424

846
00:24:56,424 --> 00:24:57,584
GROUP BY ข้อมูลจะถูก

847
00:24:57,584 --> 00:24:57,845

848
00:24:57,845 --> 00:25:00,787
รวมเป็นข้อมูลเดียวกันหรือไม่

849
00:25:00,787 --> 00:25:01,558

850
00:25:01,558 --> 00:25:05,472
มีเงื่อนไขอะไรอีกไหมรวมถึงการจัดเรียงอ

851
00:25:05,472 --> 00:25:08,993
ย่างไรนะคะ เดี๋ยวจะมีตัวอย่างคำสั่งให้ดู

852
00:25:08,993 --> 00:25:10,853
วันนี้ดูตัวอย่างคำสั่งไปก่อน

853
00:25:10,853 --> 00:25:11,625

854
00:25:11,625 --> 00:25:12,135

855
00:25:12,135 --> 00:25:15,537
อันนี้เป็นตัวอย่างคำของข้อมูล

856
00:25:15,537 --> 00:25:16,308
นะคะ

857
00:25:16,308 --> 00:25:18,800
สไลด์หลังจากนี้ไปเราจะดู

858
00:25:18,800 --> 00:25:20,530
คล้าย ๆ แบบนี้เหมือนกัน

859
00:25:20,530 --> 00:25:22,463
มีตารางอยู่ 2 ตาราง

860
00:25:22,463 --> 00:25:23,294
นะคะ

861
00:25:23,294 --> 00:25:26,438
จะเป็นตารางหนังสือ

862
00:25:26,438 --> 00:25:28,868
ตาราง ที่ส่งจะเป็นตารางสำนักพิมพ์

863
00:25:28,868 --> 00:25:29,507

864
00:25:29,507 --> 00:25:30,279
นะคะ

865
00:25:30,279 --> 00:25:34,279
ตารางแรกก็จะมีรหัสหนังสือชื่อหนังสือ

866
00:25:34,512 --> 00:25:36,303
รหัสสำนักพิมพ์

867
00:25:36,303 --> 00:25:37,323
ราคา

868
00:25:37,323 --> 00:25:37,523

869
00:25:37,523 --> 00:25:37,904

870
00:25:37,904 --> 00:25:39,193
นะคะ

871
00:25:39,193 --> 00:25:43,193
ตารางที่ 2 จะเป็นตารางสำนักพิมพ์มีรหัสสำนักพิมพ์ แล้วก็ชื่อสำนักพิมพ์

872
00:25:44,569 --> 00:25:45,148
นะคะ

873
00:25:45,148 --> 00:25:48,289
คำสั่งจะแสดงผลมุมบนขวาตรงนี้

874
00:25:48,289 --> 00:25:52,289
ส่วนผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งภาษา SQL จะอยู่ในด้านล่าง

875
00:25:52,712 --> 00:25:54,253
นะคะ

876
00:25:54,253 --> 00:25:55,412
ตัวอย่าง

877
00:25:55,412 --> 00:25:55,984

878
00:25:55,984 --> 00:25:56,565

879
00:25:56,565 --> 00:25:56,754

880
00:25:56,754 --> 00:25:59,826
คำสั่งในการสืบค้นข้อมูล 1 ตาราง

881
00:25:59,826 --> 00:26:03,826
คำสั่งที่ง่ายที่สุด ก็คือ

882
00:26:07,383 --> 00:26:10,377
S

883
00:26:03,040 --> 00:26:03,809

884
00:26:03,809 --> 00:26:04,511

885
00:26:04,511 --> 00:26:07,521
ELECT FROM นะคะ เวลาอ่านคำสั่งเราจะดู

886
00:26:07,521 --> 00:26:08,292

887
00:26:08,292 --> 00:26:10,213
ตรงนี้นะคะ ตรงนี้

888
00:26:10,213 --> 00:26:10,915

889
00:26:10,915 --> 00:26:13,425
ขึ้นต้นคำสั่งว่าอะไรอยู่ตรงนี้

890
00:26:13,425 --> 00:26:15,085

891
00:26:15,085 --> 00:26:15,597

892
00:26:15,597 --> 00:26:16,689

893
00:26:16,689 --> 00:26:20,670
ตัวอย่างการสืบค้นจาก 1 ตารางนะคะ

894
00:26:20,670 --> 00:26:20,920

895
00:26:20,920 --> 00:26:21,241

896
00:26:21,241 --> 00:26:21,691

897
00:26:21,691 --> 00:26:25,025
หมายถึงว่าเอาข้อมูลทุก ๆ คอลัมน์

898
00:26:25,025 --> 00:26:26,045

899
00:26:26,045 --> 00:26:27,136

900
00:26:27,136 --> 00:26:31,136
หรือเราจะสามารถระบุได้ว่าเราจะเอาข้อมูลเฉพาะคอลัมน์ไหน

901
00:26:33,742 --> 00:26:36,182
ตารางอะไหล่

902
00:26:36,182 --> 00:26:36,632

903
00:26:36,632 --> 00:26:37,403
นะคะ

904
00:26:37,403 --> 00:26:39,254
ตัวอย่างเช่นตัวนี้

905
00:26:39,254 --> 00:26:39,573

906
00:26:39,573 --> 00:26:40,535

907
00:26:40,535 --> 00:26:41,755

908
00:26:41,755 --> 00:26:45,348
ให้แสดงผลข้อมูลทุกแถวและทุกคอลัมน์

909
00:26:45,348 --> 00:26:46,119

910
00:26:46,119 --> 00:26:46,821

911
00:26:46,821 --> 00:26:48,741
คำสั่งก็คือ S

912
00:26:48,741 --> 00:26:49,132

913
00:26:49,132 --> 00:26:51,694
ELECT เครื่องหมายดอกจันจะเป็น * นะคะ

914
00:26:51,694 --> 00:26:54,707
Select star From Book ก็คือ

915
00:26:54,707 --> 00:26:57,136
เอาข้อมูลทุกแถวทุกคอลัมน์

916
00:26:57,136 --> 00:26:59,638
ตาราง book

917
00:26:59,638 --> 00:27:03,638
ผลลัพธ์ที่ได้ก็แสดงผลข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในตารางบุ๊คนั่นเอง

918
00:27:03,941 --> 00:27:05,022

919
00:27:05,022 --> 00:27:08,295
ถามว่าคำสั่งนี้

920
00:27:08,295 --> 00:27:08,625

921
00:27:08,625 --> 00:27:10,286
ใครสั่ง

922
00:27:10,286 --> 00:27:14,286
บางครั้งอาจจะเป็นคนที่ดูแลฐานข้อมูลหรือผู้ใช้งานต้องการจะเรียกดูข้อมูลในลักษณะนี้

923
00:27:18,037 --> 00:27:18,488

924
00:27:18,488 --> 00:27:22,488
คำสั่งที่เกิดขึ้นที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ก็คือ Select From

925
00:27:23,420 --> 00:27:24,120

926
00:27:24,120 --> 00:27:27,332
อันนี้คือ Select Sstart คือ เอาทุกแถวทุกคน

927
00:27:27,332 --> 00:27:31,305
แล้วถ้าเราไม่เอาทุกแถวทุกค่ำล่ะเรากำหนดได้ไหม กำหนดได้ค่ะ

928
00:27:31,305 --> 00:27:33,486
คำสั่งต่อมา

929
00:27:33,486 --> 00:27:34,316

930
00:27:34,316 --> 00:27:34,957

931
00:27:34,957 --> 00:27:37,909
SELECT ก็คือเรื่องชื่อ

932
00:27:37,909 --> 00:27:40,020
กลับราคา

933
00:27:40,020 --> 00:27:40,471

934
00:27:40,471 --> 00:27:42,401
จากตาราง book

935
00:27:42,401 --> 00:27:42,721

936
00:27:42,721 --> 00:27:45,083
ผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้

937
00:27:45,083 --> 00:27:45,284

938
00:27:45,284 --> 00:27:47,204
ว่าจะแสดงผลเฉพาะชื่อ

939
00:27:47,204 --> 00:27:47,526

940
00:27:47,526 --> 00:27:48,227

941
00:27:48,227 --> 00:27:52,080
ราคาของหนังสือเท่านั้น

942
00:27:52,080 --> 00:27:52,972

943
00:27:52,972 --> 00:27:54,962
เพราะว่าอย่างที่เคยบอก

944
00:27:54,962 --> 00:27:58,962
มุมมองของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอยากดูข้อมูลทั้งหมด

945
00:28:00,095 --> 00:28:04,095
บางคนอยากดูข้อมูลแค่ 2 อย่าง

946
00:28:06,338 --> 00:28:04,029

947
00:28:02,266 --> 00:28:02,656

948
00:28:02,656 --> 00:28:04,580
สามารถทำได้ไหม ทำได้ค่ะ

949
00:28:04,580 --> 00:28:04,768

950
00:28:04,768 --> 00:28:06,629
ดูข้อมูลอย่างเดียวก็ทำได้

951
00:28:06,629 --> 00:28:10,542
แค่เราต้องบอกให้ถูกว่าคุณอยากดูข้อมูลจากตารางไหน

952
00:28:10,542 --> 00:28:11,694
คอลัมน์เมื่อไหร่

953
00:28:11,694 --> 00:28:12,844
ระบุไป

954
00:28:12,844 --> 00:28:13,163

955
00:28:13,163 --> 00:28:16,505
ระบบจัดการฐานข้อมูลมันก็จะดึงข้อมูลที่มาให้เราดู

956
00:28:16,505 --> 00:28:17,265
นะคะ

957
00:28:17,265 --> 00:28:17,586

958
00:28:17,586 --> 00:28:18,037

959
00:28:18,037 --> 00:28:22,037
ต่อมา ถ้าเป็นการสืบค้นแบบมีเงื่อนไขล่ะ

960
00:28:22,067 --> 00:28:22,849
แค่

961
00:28:22,849 --> 00:28:26,849
เอาคอลัมน์มันไม่พอแล้ว เราอยากเพิ่มเงื่อนไขคำสั่งที่ในการใช้ในการเพิ่มเงื่อนไขคือคำสั่ง where

962
00:28:30,406 --> 00:28:31,317
นะคะ

963
00:28:31,317 --> 00:28:32,207

964
00:28:32,207 --> 00:28:35,280
เป็น select from Where ไล่ระดับลงมา

965
00:28:35,280 --> 00:28:36,051

966
00:28:36,051 --> 00:28:36,822

967
00:28:36,822 --> 00:28:37,783

968
00:28:37,783 --> 00:28:40,095
โดยมีเงื่อนไข

969
00:28:40,095 --> 00:28:40,414

970
00:28:40,414 --> 00:28:42,725
เงื่อนไขในการเปรียบเทียบ

971
00:28:42,725 --> 00:28:46,049
เวลาเปรียบเทียบนะคะ ดูสัญลักษณ์ตรงนี้ มันจะเป็น

972
00:28:46,049 --> 00:28:47,089
มากกว่า

973
00:28:47,089 --> 00:28:48,750

974
00:28:48,750 --> 00:28:52,141
มากกว่าเท่ากับน้อยกว่า

975
00:28:52,141 --> 00:28:52,461

976
00:28:52,461 --> 00:28:53,362

977
00:28:53,362 --> 00:28:53,744

978
00:28:53,744 --> 00:28:54,644
พรุ่งนี้

979
00:28:54,644 --> 00:28:58,175
น้อยกว่าเท่ากับมากกว่าเท่ากับอันนี้ไม่เท่ากับ

980
00:28:58,175 --> 00:28:59,006
นะคะ

981
00:28:59,006 --> 00:28:59,196

982
00:28:59,196 --> 00:28:59,776

983
00:28:59,776 --> 00:29:00,988
แม่นี้เป็น

984
00:29:00,988 --> 00:29:01,818
เท่ากับ

985
00:29:01,818 --> 00:29:03,689
มากกว่าน้อยกว่านี้ค่ะ

986
00:29:03,689 --> 00:29:04,201

987
00:29:04,201 --> 00:29:04,902

988
00:29:04,902 --> 00:29:06,441
ทำตัวคันให้

989
00:29:06,441 --> 00:29:07,533

990
00:29:07,533 --> 00:29:09,513
หรือการรวบรวม

991
00:29:09,513 --> 00:29:10,223

992
00:29:10,223 --> 00:29:10,474

993
00:29:10,474 --> 00:29:14,474
เป็นและเป็นหรือคล้าย ๆ กับวิชาคณิตศาสตร์ที่เราเคยเรียนไปแล้ว

994
00:29:14,967 --> 00:29:17,719
เป็นการปฏิเสธ เช่น ไม่เอา

995
00:29:17,719 --> 00:29:17,848

996
00:29:17,848 --> 00:29:20,031
ข้อมูลนักศึกษาชายอะไรอย่าง

997
00:29:20,031 --> 00:29:20,292

998
00:29:20,292 --> 00:29:20,550

999
00:29:20,550 --> 00:29:23,302
นี้ ตรวจสอบค่าของข้อมูลว่าง

1000
00:29:23,302 --> 00:29:24,133

1001
00:29:24,133 --> 00:29:24,644

1002
00:29:24,644 --> 00:29:26,315
ให้มัน

1003
00:29:26,315 --> 00:29:29,076
ตรวจดูสิว่าข้อมูลตรงไหนมีช่องว่าง

1004
00:29:29,076 --> 00:29:29,516

1005
00:29:29,516 --> 00:29:31,057
ข้อมูลตัวไหนหายไป

1006
00:29:31,057 --> 00:29:31,637

1007
00:29:31,637 --> 00:29:35,637
ตรวจสอบเป็นช่วง เช่น ช่วงอายุระหว่าง 15-18 ปี

1008
00:29:36,124 --> 00:29:36,893

1009
00:29:36,893 --> 00:29:37,024

1010
00:29:37,024 --> 00:29:37,344

1011
00:29:37,344 --> 00:29:41,344
หรือในชื่อใครมีชื่อมี จ จาน

1012
00:29:42,276 --> 00:29:42,917

1013
00:29:42,917 --> 00:29:45,489
หรือในชื่อใครมีสระเอ

1014
00:29:45,489 --> 00:29:46,959

1015
00:29:46,959 --> 00:29:49,070
ตรวจสอบข้อความ

1016
00:29:49,070 --> 00:29:49,841

1017
00:29:49,841 --> 00:29:53,841
นะคะ เช่น ในข้อความนั้นมีคำว่า "นาย

1018
00:29:53,942 --> 00:29:57,942
" ก็คนที่มีคำขึ้นต้นว่า "นาย" ทั้งหมดอะไรก็ว่าไปนะคะ

1019
00:29:58,494 --> 00:30:01,827
มันจะมีการเปรียบเทียบเงื่อนไขด้วยนะคะ

1020
00:30:01,827 --> 00:30:03,687
อาจารย์อธิบายไปแล้วนะคะ

1021
00:30:03,687 --> 00:30:07,660
เท่ากับมากกว่าน้อยกว่ามากกว่าเท่ากับน้อยกว่าเท่ากับไม่เท่ากับ

1022
00:30:07,660 --> 00:30:08,620
นะคะ

1023
00:30:08,620 --> 00:30:08,810

1024
00:30:08,810 --> 00:30:09,261

1025
00:30:09,261 --> 00:30:10,931
อย่างตัวอย่าง

1026
00:30:10,931 --> 00:30:11,702

1027
00:30:11,702 --> 00:30:14,063
การค้นหาแบบมีเงื่อนไข

1028
00:30:14,063 --> 00:30:15,093

1029
00:30:15,093 --> 00:30:15,866

1030
00:30:15,866 --> 00:30:16,696

1031
00:30:16,696 --> 00:30:16,945

1032
00:30:16,945 --> 00:30:20,669
นะคะ อันแรกก็คือให้เอามาแสดงผลเฉพาะชื่อ

1033
00:30:20,669 --> 00:30:21,189

1034
00:30:21,189 --> 00:30:22,849
กับราคา

1035
00:30:22,849 --> 00:30:24,320
จากตาราง book

1036
00:30:24,320 --> 00:30:24,772

1037
00:30:24,772 --> 00:30:28,772
โดยที่มีเงื่อนไข คือ ราคาน้อยกว่า 1000

1038
00:30:31,507 --> 00:30:34,397
เงื่อนไขแรกคือแสดงผลเฉพาะชื่อ

1039
00:30:34,397 --> 00:30:35,039

1040
00:30:35,039 --> 00:30:36,960
ปรับราคานะคะ

1041
00:30:36,960 --> 00:30:37,471

1042
00:30:37,471 --> 00:30:39,262
แล้วเงื่อนไขต่อมาคือ

1043
00:30:39,262 --> 00:30:42,344
ราคาน้อยกว่า 1,000 บาท มาดูที่ราคาค่ะ

1044
00:30:42,344 --> 00:30:42,533

1045
00:30:42,533 --> 00:30:44,135
มีน้อยกว่า 1,000

1046
00:30:44,135 --> 00:30:45,925
มีน้อยกว่า

1047
00:30:45,925 --> 00:30:47,844
1

1048
00:30:47,844 --> 00:30:48,805

1049
00:30:48,805 --> 00:30:50,735
,000 1,000 แสดงผลไหมคะ

1050
00:30:50,735 --> 00:30:52,146
ไม่แสดงผล

1051
00:30:52,146 --> 00:30:55,929
1950 แสดงผลไหมไม่แสดงผล เพราะฉะนั้น

1052
00:30:55,929 --> 00:30:58,040
ส่วนที่มันจะแสดงผล

1053
00:30:58,040 --> 00:30:59,330
มีอยู่

1054
00:30:59,330 --> 00:30:59,771

1055
00:30:59,771 --> 00:31:00,612
5

1056
00:31:00,612 --> 00:31:01,762
แถว

1057
00:31:01,762 --> 00:31:05,762
แต่มันจะเลือกแสดงผลแค่ชื่อกับราคาเท่านั้น อันนี้คือคำสั่ง

1058
00:31:06,175 --> 00:31:06,375

1059
00:31:06,375 --> 00:31:06,956

1060
00:31:06,956 --> 00:31:07,146

1061
00:31:07,146 --> 00:31:09,136
ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นตัวนี้

1062
00:31:09,136 --> 00:31:09,256

1063
00:31:09,256 --> 00:31:09,646

1064
00:31:09,646 --> 00:31:10,478
นะคะ

1065
00:31:10,478 --> 00:31:10,799

1066
00:31:10,799 --> 00:31:14,799
อันนี้เดี๋ยวเราจะลองทำสัปดาห์หน้า อันนี้อาจารย์ให้ดูภาพก่อน

1067
00:31:15,162 --> 00:31:16,121

1068
00:31:16,121 --> 00:31:17,342

1069
00:31:17,342 --> 00:31:18,362

1070
00:31:18,362 --> 00:31:21,625
คราวนี้ก็ขายเหมือนเดิมค่ะ แต่ต่างกันตรงที่ว่า

1071
00:31:21,625 --> 00:31:22,396

1072
00:31:22,396 --> 00:31:26,396
คำสั่งเปรียบเทียบเป็นน้อยกว่าเท่ากับ 1000 แสดงว่าเล่มที่มีราคา 1,000 มันก็จะมาแสดงผลด้วย

1073
00:31:30,992 --> 00:31:31,632

1074
00:31:31,632 --> 00:31:34,584
เพราะฉะนั้น ต้องดูคำสั่งเปรียบเทียบดี ๆ ว่า

1075
00:31:34,584 --> 00:31:34,714

1076
00:31:34,714 --> 00:31:37,655
เขาเอาน้อยกว่า หรือน้อยกว่าเท่ากับ

1077
00:31:37,655 --> 00:31:38,297

1078
00:31:38,297 --> 00:31:38,997
นะคะ

1079
00:31:38,997 --> 00:31:42,997
เหมือนบางที่เวลาเราค้นหาสินค้าในเว็บไซต์ขายของออนไลน์

1080
00:31:43,357 --> 00:31:44,258

1081
00:31:44,258 --> 00:31:47,269
เราให้มันจัดเรียงตามราคา

1082
00:31:47,269 --> 00:31:51,269
ก็ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ ในการจัดเรียงว่าเราอยากได้สินค้าราคาที่น้อยที่สุดไปหามากที่สุดไม่เกิน 2,000 บาท

1083
00:31:55,669 --> 00:31:56,050

1084
00:31:56,050 --> 00:31:57,841
เขาก็จะจัดเรียงมาให้

1085
00:31:57,841 --> 00:32:01,841
เขาใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ ที่มันดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาแสดงผลให้เรา

1086
00:32:03,089 --> 00:32:07,089
เมื่อก่อนเราเป็นแค่ผู้ใช้งานเราไม่รู้ว่าข้างในมันน่ะ

1087
00:32:07,715 --> 00:32:10,274
เขียนอย่างไร อันนี้เรารู้แล้ว

1088
00:32:10,274 --> 00:32:10,404

1089
00:32:10,404 --> 00:32:13,416
ว่างคำสั่งคอมพิวเตอร์

1090
00:32:13,416 --> 00:32:15,087
มันว่าอย่างไร

1091
00:32:15,087 --> 00:32:15,467

1092
00:32:15,467 --> 00:32:16,428

1093
00:32:16,428 --> 00:32:18,030

1094
00:32:18,030 --> 00:32:18,479

1095
00:32:18,479 --> 00:32:22,479
เป็นคำสั่งเดิมแต่เปลี่ยนเงื่อนไขก็คือ

1096
00:32:22,582 --> 00:32:26,582
ให้ราคาไม่เท่ากับ 1,000 ก็เท่านั้นก็จะแสดงผล

1097
00:32:27,703 --> 00:32:29,185
หนังสือทุกเล่ม

1098
00:32:29,185 --> 00:32:32,136
ยกเว้นเล่มที่มันมีราคา 1,000

1099
00:32:32,136 --> 00:32:33,797
ไม่แสดงผล

1100
00:32:33,797 --> 00:32:34,498

1101
00:32:34,498 --> 00:32:38,349
ดูดี ๆ นะคะ เงื่อนไขตรงนี้เองต่างกันแค่นี้เองนิดเดียว

1102
00:32:38,349 --> 00:32:39,378

1103
00:32:39,378 --> 00:32:43,378
ถ้าสมุติว่าในข้อสอบถามว่าผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้แสดงผลอ

1104
00:32:44,302 --> 00:32:48,283
ย่างไร นักศึกษาก็ต้องเขียนออกมาให้อาจารย์ดูได้ว่า

1105
00:32:48,283 --> 00:32:50,204
จากคำสั่งนี้

1106
00:32:50,204 --> 00:32:50,464

1107
00:32:50,464 --> 00:32:51,165

1108
00:32:51,165 --> 00:32:52,256
นะคะ ผลลัพธ์ที่ได้

1109
00:32:52,256 --> 00:32:54,948
ควรจะเป็นอย่างไ

1110
00:32:54,948 --> 00:32:57,069
อ อันนี้มันมีแค่เงื่อนไขเดียว

1111
00:32:57,069 --> 00:33:00,403
แต่ถ้ามันมีหลายเงื่อนไขล่ะ

1112
00:33:00,403 --> 00:33:01,232
นะคะ

1113
00:33:01,232 --> 00:33:02,513
มันสามารถ

1114
00:33:02,513 --> 00:33:03,994
ทำได้หลายเงื่อนไขไหม

1115
00:33:03,994 --> 00:33:04,953
ได้

1116
00:33:04,953 --> 00:33:05,464

1117
00:33:05,464 --> 00:33:05,715

1118
00:33:05,715 --> 00:33:06,745
นะคะ ก็จะมี

1119
00:33:06,745 --> 00:33:07,065

1120
00:33:07,065 --> 00:33:10,526
เงื่อนไขที่เพิ่มขึ้น คือ AND หรือ OR

1121
00:33:10,526 --> 00:33:10,717

1122
00:33:10,717 --> 00:33:14,118
ก็คือต้องเป็นไปตามเงื่อนไขทั้งหมด

1123
00:33:14,118 --> 00:33:14,439

1124
00:33:14,439 --> 00:33:14,949

1125
00:33:14,949 --> 00:33:18,540
OR ก็คือเป็นไปตามเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง

1126
00:33:18,540 --> 00:33:19,120

1127
00:33:19,120 --> 00:33:19,442

1128
00:33:19,442 --> 00:33:20,652
นะคะ

1129
00:33:20,652 --> 00:33:21,042

1130
00:33:21,042 --> 00:33:21,483

1131
00:33:21,483 --> 00:33:21,934

1132
00:33:21,934 --> 00:33:25,934
อย่างตัวนี้คำสั่งแล้วดูก่อนเลยอย่างแรกเป็น

1133
00:33:25,976 --> 00:33:26,616

1134
00:33:26,616 --> 00:33:27,388

1135
00:33:27,388 --> 00:33:27,898

1136
00:33:27,898 --> 00:33:31,898
OR ให้เลือกแสดงผลข้อมูลเฉพาะชื่อกับราคาจากตาราง B

1137
00:33:32,322 --> 00:33:35,464
ook โดยมีเงื่อนไข คือ ราคา

1138
00:33:35,464 --> 00:33:37,254
มากกว่า 500

1139
00:33:37,254 --> 00:33:39,436
หรือรหัสสำนักพิมพ์

1140
00:33:39,436 --> 00:33:39,695

1141
00:33:39,695 --> 00:33:42,647
น้อยกว่า 12

1142
00:33:42,647 --> 00:33:43,159

1143
00:33:43,159 --> 00:33:43,610

1144
00:33:43,610 --> 00:33:43,739

1145
00:33:43,739 --> 00:33:44,060

1146
00:33:44,060 --> 00:33:44,951

1147
00:33:44,951 --> 00:33:48,951
ก็มาดูนะคะ เงื่อนไขแรกราคามากกว่า 500

1148
00:33:49,694 --> 00:33:49,945

1149
00:33:49,945 --> 00:33:51,687
มีอยู่ 2 เล่ม

1150
00:33:51,687 --> 00:33:52,267

1151
00:33:52,267 --> 00:33:52,458

1152
00:33:52,458 --> 00:33:52,907

1153
00:33:52,907 --> 00:33:53,228

1154
00:33:53,228 --> 00:33:54,250
ตัวนี้นะคะ

1155
00:33:54,250 --> 00:33:54,760

1156
00:33:54,760 --> 00:33:55,210

1157
00:33:55,210 --> 00:33:57,321
แล้วก็รหัส

1158
00:33:57,321 --> 00:34:01,321
หรือรหัสสำนักพิมพ์น้อยกว่า 12

1159
00:34:04,111 --> 00:34:08,031
อัน

1160
00:34:00,404 --> 00:34:01,045

1161
00:34:01,045 --> 00:34:01,945

1162
00:34:01,945 --> 00:34:02,264

1163
00:34:02,264 --> 00:34:02,586

1164
00:34:02,586 --> 00:34:03,417
นี้ อันนี้ อันนี้

1165
00:34:03,417 --> 00:34:04,187

1166
00:34:04,187 --> 00:34:07,328
เพราะฉะนั้น จะแสดงผ

1167
00:34:07,328 --> 00:34:08,868
ล5 เล่ม

1168
00:34:08,868 --> 00:34:09,639

1169
00:34:09,639 --> 00:34:10,470

1170
00:34:10,470 --> 00:34:11,171
นะคะ

1171
00:34:11,171 --> 00:34:13,413
ถามว่าทำไมอันนี้

1172
00:34:13,413 --> 00:34:16,753
มันราคาไม่เกิน 500 นี่ ทำไมมันแสดงผล

1173
00:34:16,753 --> 00:34:19,445
ก็เพราะว่ารหัสสำนักพิมพ์มันน้อยกว่า 12

1174
00:34:19,445 --> 00:34:21,297

1175
00:34:21,297 --> 00:34:23,358
มันก็เลยแสดงผลด้วย

1176
00:34:23,358 --> 00:34:24,959
นะคะ เป็น 5 เล่ม

1177
00:34:24,959 --> 00:34:27,711
ซึ่งแตกต่างจากตัวอย่างต่อมา

1178
00:34:27,711 --> 00:34:28,090

1179
00:34:28,090 --> 00:34:28,542

1180
00:34:28,542 --> 00:34:32,542
เป็น AND AND ก็คือถ้ามันมีเงื่อนไข 2 ข้อ มันจะต้องดูทั้งเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ

1181
00:34:35,918 --> 00:34:39,827
อันนี้คือมันมีเงื่อนไข 2 ข้อก็จริง แต่ว่า

1182
00:34:39,827 --> 00:34:43,827
มันสามารถเป็นได้ทั้ง 2 ข้อ โดยที่มันสามารถเลือกได้

1183
00:34:43,988 --> 00:34:44,569

1184
00:34:44,569 --> 00:34:44,890

1185
00:34:44,890 --> 00:34:48,890
นะคะ แต่อันนี้จะต้องเข้าตามเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อเป๊ะ ๆ เท่านั้น

1186
00:34:53,636 --> 00:34:57,636
นะคะ

1187
00:34:54,988 --> 00:34:54,189

1188
00:34:48,992 --> 00:34:49,442

1189
00:34:49,442 --> 00:34:49,703

1190
00:34:49,703 --> 00:34:50,592

1191
00:34:50,592 --> 00:34:50,856

1192
00:34:50,856 --> 00:34:51,046

1193
00:34:51,046 --> 00:34:51,495

1194
00:34:51,495 --> 00:34:55,495
เงื่อนไข ก็คือให้ราคามากกว่าเท่ากับ 500

1195
00:34:56,685 --> 00:35:00,468
และราคาน้อยกว่าเท่ากับ 1,000 ก็คือเป็นช่วงนั่นเอง

1196
00:35:00,468 --> 00:35:00,909

1197
00:35:00,909 --> 00:35:01,550

1198
00:35:01,550 --> 00:35:01,810

1199
00:35:01,810 --> 00:35:03,921
นะคะ ก็จะมีเล่มนี้ 500

1200
00:35:03,921 --> 00:35:05,023

1201
00:35:05,023 --> 00:35:09,023
เล่มนี้ 1,000 ถามว่าเล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้

1202
00:35:09,241 --> 00:35:10,715
มันเกิน 1,000

1203
00:35:10,715 --> 00:35:11,294

1204
00:35:11,294 --> 00:35:13,225
เล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้

1205
00:35:13,225 --> 00:35:15,334
เพราะมันน้อยกว่า 500 เพราะฉะนั้น

1206
00:35:15,334 --> 00:35:17,198
ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีแค่ 2 เล่ม

1207
00:35:17,198 --> 00:35:18,857
เท่านั้นตามเงื่อนไข

1208
00:35:18,857 --> 00:35:19,559

1209
00:35:19,559 --> 00:35:20,399
นะคะ

1210
00:35:20,399 --> 00:35:20,650

1211
00:35:20,650 --> 00:35:22,712
และมีเงื่อนไขมากกว่านี้ไหม

1212
00:35:22,712 --> 00:35:23,991
มีได้ค่ะ

1213
00:35:23,991 --> 00:35:24,181

1214
00:35:24,181 --> 00:35:24,823

1215
00:35:24,823 --> 00:35:27,194
เป็นได้ทั้ง AND และ

1216
00:35:27,194 --> 00:35:27,513

1217
00:35:27,513 --> 00:35:28,853
OR นะคะ

1218
00:35:28,853 --> 00:35:29,697

1219
00:35:29,697 --> 00:35:33,697
ถ้าอันไหนเป็น AND อันนี้คือจะต้องตามเงื่อนไขนั้นอย่างเดียวเท่านั้น

1220
00:35:33,929 --> 00:35:34,629

1221
00:35:34,629 --> 00:35:36,554
เช่น ราคา

1222
00:35:36,554 --> 00:35:38,482
มากกว่าเท่ากับ 500

1223
00:35:38,482 --> 00:35:39,952
มีเล่มไหนบ้าง

1224
00:35:39,952 --> 00:35:40,653

1225
00:35:40,653 --> 00:35:40,782

1226
00:35:40,782 --> 00:35:42,065
มีเล่มนี้

1227
00:35:42,065 --> 00:35:42,193

1228
00:35:42,193 --> 00:35:42,384

1229
00:35:42,384 --> 00:35:42,895

1230
00:35:42,895 --> 00:35:43,535

1231
00:35:43,535 --> 00:35:45,016
นะคะ มีเล่มนี้

1232
00:35:45,016 --> 00:35:47,008

1233
00:35:47,008 --> 00:35:47,838

1234
00:35:47,838 --> 00:35:48,609

1235
00:35:48,609 --> 00:35:49,821
หรือ

1236
00:35:49,821 --> 00:35:53,821
PID ก็คือรหัสสำนักพิมพ์เท่ากับ 4

1237
00:35:53,934 --> 00:35:55,915
เท่ากับ 4 มีเล่มไหนบ้าง

1238
00:35:55,915 --> 00:35:58,927
มีเล่มนี้ มีเล่มนี้ มีเล่ม

1239
00:35:58,927 --> 00:35:59,444

1240
00:35:59,444 --> 00:36:00,398

1241
00:36:00,398 --> 00:36:03,159
นี้ ทำไมถึงเอาเพราะมันเป็นคำสั่ง OR

1242
00:36:03,159 --> 00:36:03,610

1243
00:36:03,610 --> 00:36:04,830

1244
00:36:04,830 --> 00:36:05,721

1245
00:36:05,721 --> 00:36:07,833
ก็คือสามารถยอมรับได้

1246
00:36:07,833 --> 00:36:08,035

1247
00:36:08,035 --> 00:36:09,113
นะคะ

1248
00:36:09,113 --> 00:36:10,854
แสดงผลออกมา 5 เล่ม

1249
00:36:10,854 --> 00:36:11,235

1250
00:36:11,235 --> 00:36:12,836
อันนี้เป็นไข่

1251
00:36:12,836 --> 00:36:16,746
แต่ว่ามันก็จะมีวิธีการเขียนให้มันสั้นกว่านี้อยู่

1252
00:36:16,746 --> 00:36:16,875

1253
00:36:16,875 --> 00:36:19,509
เดี๋ยวดูไปมีอีกหลายตัวอย่าง

1254
00:36:19,509 --> 00:36:20,279
นะคะ

1255
00:36:20,279 --> 00:36:23,280
กับตัวมาเป็นเงื่อนไขในการปฏิเสธ

1256
00:36:23,280 --> 00:36:23,600

1257
00:36:23,600 --> 00:36:25,464
ก็คือไม่เอา

1258
00:36:25,464 --> 00:36:25,783

1259
00:36:25,783 --> 00:36:28,485
นะคะ คือคำสั่ง N

1260
00:36:28,485 --> 00:36:29,506

1261
00:36:29,506 --> 00:36:29,637

1262
00:36:29,637 --> 00:36:31,489
OT เช่น คำสั่งนี้

1263
00:36:31,489 --> 00:36:33,089
เงื่อนไขคือ

1264
00:36:33,089 --> 00:36:34,439
ไม่เอา

1265
00:36:34,439 --> 00:36:34,830

1266
00:36:34,830 --> 00:36:38,092
รหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่าเท่ากับ 4

1267
00:36:38,092 --> 00:36:40,532
อันนี้ตัดไป ตัดไป ตัดไป

1268
00:36:40,532 --> 00:36:43,414
เพราะฉะนั้น แสดงผลที่เหลือ

1269
00:36:43,414 --> 00:36:45,725

1270
00:36:45,725 --> 00:36:49,725
อย่างเช่น เราหาซื้อของออนไลน์ไม่อยากได้สีแดง

1271
00:36:51,176 --> 00:36:53,858
เราก็เลยว่าไม่เอาสีแดง

1272
00:36:53,858 --> 00:36:54,248

1273
00:36:54,248 --> 00:36:54,499

1274
00:36:54,499 --> 00:36:57,450
มันก็แสดงผลสินค้าที่เหลือมาให้

1275
00:36:57,450 --> 00:36:57,700

1276
00:36:57,700 --> 00:36:59,952
นะคะ หรืองานหา

1277
00:36:59,952 --> 00:37:00,532

1278
00:37:00,532 --> 00:37:04,376
ถ้าว่างหรือการไม่มีค่าในข้อมูลนั้น ๆ

1279
00:37:04,376 --> 00:37:04,886

1280
00:37:04,886 --> 00:37:06,297
เช่น ลองดูสิว่า

1281
00:37:06,297 --> 00:37:08,229
ในราคา

1282
00:37:08,229 --> 00:37:11,942
น่ะ ในส่วนของราคามีอะไรเป็นค่าว่างบ้าง

1283
00:37:11,942 --> 00:37:15,203
NULL ตัวนี้แปลว่าค่าว่างนะคะ ถ้าว่างตัวนี้

1284
00:37:15,203 --> 00:37:15,461

1285
00:37:15,461 --> 00:37:16,752
มีอยู่เล่มเดียว

1286
00:37:16,752 --> 00:37:18,413
ที่ไม่มีข้อมูล

1287
00:37:18,413 --> 00:37:18,603

1288
00:37:18,603 --> 00:37:18,794

1289
00:37:18,794 --> 00:37:19,824
สำนักพิมพ์

1290
00:37:19,824 --> 00:37:22,196
ไม่มีข้อมูลราคามีเล่มเดียว

1291
00:37:22,196 --> 00:37:22,897

1292
00:37:22,897 --> 00:37:26,897
อันนี้เอาไว้เช็กว่าข้อมูลเรามีข้อมูลอะไรหายบ้างหรือเปล่า ก็สามารถ

1293
00:37:28,280 --> 00:37:30,910
ให้คอมพิวเตอร์มันเชกให้เราได้

1294
00:37:30,910 --> 00:37:31,681
นะคะ

1295
00:37:31,681 --> 00:37:32,711

1296
00:37:32,711 --> 00:37:33,031

1297
00:37:33,031 --> 00:37:34,371
ในทางกลับกัน

1298
00:37:34,371 --> 00:37:34,632

1299
00:37:34,632 --> 00:37:36,104
ให้มันเช็กว่า

1300
00:37:36,104 --> 00:37:40,104
มีข้อมูลอะไรบ้าง ที่ไม่ใช่ค่าว่างก็ใช้คำสั่งที่

1301
00:37:41,047 --> 00:37:42,648
ใกล้เคียงกันแค่นั้นเอง

1302
00:37:42,648 --> 00:37:44,951
เพราะฉะนั้น ภาษาอังกฤษ

1303
00:37:44,951 --> 00:37:45,401

1304
00:37:45,401 --> 00:37:49,401
คนข้าง ๆ ค่ะ เป็นคำง่าย ๆ พยายามลองแปลดู

1305
00:37:49,825 --> 00:37:52,894
คำศัพท์ก็ไม่ใช่คำศัพท์ที่ซับซ้อนอะไรมาก

1306
00:37:52,894 --> 00:37:53,535
นะคะ

1307
00:37:53,535 --> 00:37:53,735

1308
00:37:53,735 --> 00:37:57,735
ที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล

1309
00:37:59,889 --> 00:38:07,242

1310
00:37:56,295 --> 00:37:56,686

1311
00:37:56,686 --> 00:37:59,696
เมื่อกี้เราใช้ AND ใช้ OR นะคะ

1312
00:37:59,696 --> 00:38:02,829
มันพิมพ์ค่อนข้างยาว

1313
00:38:02,829 --> 00:38:04,752
เราจะเปลี่ยนใหม่เป็นคำสั่ง

1314
00:38:04,752 --> 00:38:06,099
Between

1315
00:38:06,099 --> 00:38:06,870

1316
00:38:06,870 --> 00:38:07,132

1317
00:38:07,132 --> 00:38:08,601
นะคะ ก็คือ

1318
00:38:08,601 --> 00:38:09,373
ระหว่าง

1319
00:38:09,373 --> 00:38:11,105
เท่าไรถึงเท่าไร

1320
00:38:11,105 --> 00:38:12,575
นะคะ

1321
00:38:12,575 --> 00:38:16,037
เทียบกันดูนะคะ ถ้าเราใช้คำสั่งนี้

1322
00:38:16,037 --> 00:38:16,808

1323
00:38:16,808 --> 00:38:17,389

1324
00:38:17,389 --> 00:38:18,150
นะคะ

1325
00:38:18,150 --> 00:38:22,150
ให้แสดงผลคอลัมน์นะคะ ที่มีค่าระหว่าง 10-20

1326
00:38:23,792 --> 00:38:24,373

1327
00:38:24,373 --> 00:38:26,994
เราพิมพ์แค่นี้เอง

1328
00:38:26,994 --> 00:38:27,836

1329
00:38:27,836 --> 00:38:31,109
นะคะ แต่ถ้าเราไม่ใช้เราจำคำสั่งมีชีวิตแต่ไม่ได้

1330
00:38:31,109 --> 00:38:31,358

1331
00:38:31,358 --> 00:38:32,769
เราต้องพิมพ์ยาวมาก

1332
00:38:32,769 --> 00:38:34,440
แบบนี้นะคะ

1333
00:38:34,440 --> 00:38:35,842
คำสั่งตัวนี้

1334
00:38:35,842 --> 00:38:37,002
มันเลยทำให้เรา

1335
00:38:37,002 --> 00:38:37,844

1336
00:38:37,844 --> 00:38:39,184
ทำงานได้เร็วขึ้น

1337
00:38:39,184 --> 00:38:40,785
กินน้อยลง

1338
00:38:40,785 --> 00:38:44,247
อย่างเช่นตัวนี้

1339
00:38:44,247 --> 00:38:44,947

1340
00:38:44,947 --> 00:38:45,398

1341
00:38:45,398 --> 00:38:47,520
นะคะ เงื่อนไข คือ ให้

1342
00:38:47,520 --> 00:38:48,030

1343
00:38:48,030 --> 00:38:48,352

1344
00:38:48,352 --> 00:38:49,183
เลือก

1345
00:38:49,183 --> 00:38:49,503

1346
00:38:49,503 --> 00:38:50,463

1347
00:38:50,463 --> 00:38:54,463
ชื่อหนังสือกับราคามา โดยที่มีเงื่อนไขคือราคาอยู่ในระหว่าง 500-1000

1348
00:38:55,596 --> 00:38:55,787

1349
00:38:55,787 --> 00:38:56,617

1350
00:38:56,617 --> 00:38:58,929
มีกี่เล่มคะ

1351
00:38:58,929 --> 00:39:00,530

1352
00:39:00,530 --> 00:39:02,899
มี 2 เล่ม 500

1353
00:39:02,899 --> 00:39:03,989
-1000

1354
00:39:03,989 --> 00:39:04,760

1355
00:39:04,760 --> 00:39:06,364
สั้นลงเยอะเลย

1356
00:39:06,364 --> 00:39:07,264
นะคะ

1357
00:39:07,264 --> 00:39:07,835

1358
00:39:07,835 --> 00:39:09,116
พิมพ์สั้นลงเยอะเลย

1359
00:39:09,116 --> 00:39:09,375

1360
00:39:09,375 --> 00:39:09,505

1361
00:39:09,505 --> 00:39:09,757

1362
00:39:09,757 --> 00:39:10,856

1363
00:39:10,856 --> 00:39:11,368

1364
00:39:11,368 --> 00:39:12,009

1365
00:39:12,009 --> 00:39:13,741
ก

1366
00:39:13,741 --> 00:39:16,112
ับเงื่อนไขต่อมา คือ ราคา

1367
00:39:16,112 --> 00:39:19,573
ไม่อยู่ในช่วงระหว่าง 500-1,000

1368
00:39:19,573 --> 00:39:20,154

1369
00:39:20,154 --> 00:39:20,404

1370
00:39:20,404 --> 00:39:21,116

1371
00:39:21,116 --> 00:39:21,436

1372
00:39:21,436 --> 00:39:23,927
มีอะไร 500 ตัดออก

1373
00:39:23,927 --> 00:39:25,077
1,000 ตัดออก

1374
00:39:25,077 --> 00:39:25,849

1375
00:39:25,849 --> 00:39:27,459

1376
00:39:27,459 --> 00:39:30,401
เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีอยู่

1377
00:39:30,401 --> 00:39:31,751
เล่นเลย

1378
00:39:31,751 --> 00:39:34,314
ยกเว้นเรื่องที่ราคา 500 กับ 1,000

1379
00:39:34,314 --> 00:39:35,014

1380
00:39:35,014 --> 00:39:36,685

1381
00:39:36,685 --> 00:39:38,675
นะคะ

1382
00:39:38,675 --> 00:39:39,695

1383
00:39:39,695 --> 00:39:43,356
หรือน่าจะค้นหาข้อมูลตามค่าที่เราต้องการ

1384
00:39:43,356 --> 00:39:44,377

1385
00:39:44,377 --> 00:39:45,147
น

1386
00:39:45,147 --> 00:39:47,069
ะคะ เราจะใช้คำสั่ง

1387
00:39:47,069 --> 00:39:49,179
เงื่อนไขเพิ่มเติมข้างล่างคือ

1388
00:39:49,179 --> 00:39:50,210

1389
00:39:50,210 --> 00:39:51,561
IN ตัวนี้

1390
00:39:51,561 --> 00:39:52,391
นะคะ

1391
00:39:52,391 --> 00:39:53,993

1392
00:39:53,993 --> 00:39:54,375

1393
00:39:54,375 --> 00:39:55,092

1394
00:39:55,092 --> 00:39:55,405

1395
00:39:55,405 --> 00:39:55,655

1396
00:39:55,655 --> 00:39:59,308
เช่น ข้อมูลที่เราต้องการก็คือ

1397
00:39:59,308 --> 00:40:00,918
อาจจะมีตัวเลข

1398
00:40:00,918 --> 00:40:01,049

1399
00:40:01,049 --> 00:40:02,580
ให้หาตัวเลข

1400
00:40:02,580 --> 00:40:03,539
ค

1401
00:40:03,539 --> 00:40:04,760

1402
00:40:04,760 --> 00:40:07,322
ี่ระหว่าง 1-10

1403
00:40:07,322 --> 00:40:08,102
นะคะ

1404
00:40:08,102 --> 00:40:12,102
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็น 13579 นี้เราทราบอยู่แล้ วเลขจำนวนคี่ระหว่าง 1-10

1405
00:40:13,985 --> 00:40:14,565

1406
00:40:14,565 --> 00:40:15,337
นะคะ

1407
00:40:15,337 --> 00:40:18,417
ชื่อคนที่ขึ้นต้นด้วย

1408
00:40:18,417 --> 00:40:20,018

1409
00:40:20,018 --> 00:40:20,270

1410
00:40:20,270 --> 00:40:20,718

1411
00:40:20,718 --> 00:40:22,709

1412
00:40:22,709 --> 00:40:23,790
ส เสือ ม ม้า มีอะไรบ้าง

1413
00:40:23,790 --> 00:40:27,579
สมชายสมพงษ์สมศักดิ์อะไร ก็ว่าไปสมมติฐานข้อมูล

1414
00:40:27,579 --> 00:40:27,709

1415
00:40:27,709 --> 00:40:27,830

1416
00:40:27,830 --> 00:40:28,541
นะคะ

1417
00:40:28,541 --> 00:40:28,731

1418
00:40:28,731 --> 00:40:30,332
ทุกอย่าง ก็คือ

1419
00:40:30,332 --> 00:40:32,584
เงื่อนไขให้แสดง

1420
00:40:32,584 --> 00:40:34,565
ชื่อหนังสือกับราคา

1421
00:40:34,565 --> 00:40:38,346
ที่ราคาหนังสือจีน

1422
00:40:38,346 --> 00:40:38,476

1423
00:40:38,476 --> 00:40:40,978
มีค่า 250

1424
00:40:40,978 --> 00:40:42,838
หนังสือเล่มละ 500

1425
00:40:42,838 --> 00:40:43,918
150

1426
00:40:43,918 --> 00:40:45,518
ผ่าน

1427
00:40:45,518 --> 00:40:45,909

1428
00:40:45,909 --> 00:40:46,100

1429
00:40:46,100 --> 00:40:48,992
เล่นไหนบ้างมี 250 มีไหมมี 1 เล่ม

1430
00:40:48,992 --> 00:40:50,723
500 มีไหม

1431
00:40:50,723 --> 00:40:51,364

1432
00:40:51,364 --> 00:40:52,894
500 มี 1 เล่ม

1433
00:40:52,894 --> 00:40:53,345

1434
00:40:53,345 --> 00:40:54,306

1435
00:40:54,306 --> 00:40:57,516
750 มีไหมไม่มี

1436
00:40:57,516 --> 00:40:59,437
1000 มีไหม

1437
00:40:59,437 --> 00:40:59,889

1438
00:40:59,889 --> 00:41:01,999
ง เพราะฉะนั้นแสดงผล 3 เล่ม

1439
00:41:01,999 --> 00:41:02,128

1440
00:41:02,128 --> 00:41:02,569

1441
00:41:02,569 --> 00:41:03,660

1442
00:41:03,660 --> 00:41:07,660
ถามว่าเราค้นหาไม่เจอแล้วมันเกิดอะไรขึ้นไหม ไม่เจอ ก็คือไม่เจอ

1443
00:41:07,831 --> 00:41:08,211

1444
00:41:08,211 --> 00:41:12,211
นะคะ ก็แสดงว่าในฐานข้อมูลเราไม่มีหนังสือเล่มละ 750

1445
00:41:13,014 --> 00:41:13,797
แค่นั้นเอง

1446
00:41:13,797 --> 00:41:14,116

1447
00:41:14,116 --> 00:41:14,495

1448
00:41:14,495 --> 00:41:16,617
นะคะ

1449
00:41:16,617 --> 00:41:16,997

1450
00:41:16,997 --> 00:41:17,447

1451
00:41:17,447 --> 00:41:17,828

1452
00:41:17,828 --> 00:41:18,919

1453
00:41:18,919 --> 00:41:22,919
หรือการค้นหาหนังสือที่ราคา

1454
00:41:23,150 --> 00:41:25,523
ไม่อยู่ในราคาที่

1455
00:41:25,523 --> 00:41:29,523
250

1456
00:41:30,823 --> 00:41:34,909

1457
00:41:27,702 --> 00:41:29,875
250 ตัดออกไป

1458
00:41:29,875 --> 00:41:30,655
ไม่เอา

1459
00:41:30,655 --> 00:41:30,846

1460
00:41:30,846 --> 00:41:31,166

1461
00:41:31,166 --> 00:41:33,788
500 เอาไหม ไม่เอา

1462
00:41:33,788 --> 00:41:33,917

1463
00:41:33,917 --> 00:41:35,588
750 ไม่มี

1464
00:41:35,588 --> 00:41:36,350

1465
00:41:36,350 --> 00:41:37,310
มีตัดออก

1466
00:41:37,310 --> 00:41:40,651
เพราะฉะนั้น แสดงผลหนังสือเล่มที่เหลือ

1467
00:41:40,651 --> 00:41:40,911

1468
00:41:40,911 --> 00:41:44,111
เพราะเขาว่าไม่เอาหนังสือราคา 250

1469
00:41:44,111 --> 00:41:47,123
ไม่เอา 500 ไม่เอา 750 ไม่เอา 1,000

1470
00:41:47,123 --> 00:41:51,123
งั้นก็แสดงผลค่าที่เหลือแค่นั้นเองคือการตัดออกนะคะ

1471
00:41:54,554 --> 00:41:58,554
ต่อมาคราวนี้เป็นการระบุราคาไปแล้ว เราจะระบุเป็นข้อความ

1472
00:42:00,196 --> 00:42:00,837

1473
00:42:00,837 --> 00:42:01,218

1474
00:42:01,218 --> 00:42:01,989

1475
00:42:01,989 --> 00:42:03,790
นะคะ เป็นตัวอักษรก็ได้

1476
00:42:03,790 --> 00:42:07,790
จากเมื่อกี้เป็นคำสั่ง IN คราวนี้จะเป็นคำสั่ง like

1477
00:42:07,823 --> 00:42:08,273

1478
00:42:08,273 --> 00:42:09,684
Like เหมือนกดไลค์นี่แหละ

1479
00:42:09,684 --> 00:42:10,645
นะคะ

1480
00:42:10,645 --> 00:42:11,286

1481
00:42:11,286 --> 00:42:11,546

1482
00:42:11,546 --> 00:42:11,866

1483
00:42:11,866 --> 00:42:12,127

1484
00:42:12,127 --> 00:42:13,148

1485
00:42:13,148 --> 00:42:16,408
ก็จะเป็นคนการค้นหาส่วนของข้อความ

1486
00:42:16,408 --> 00:42:16,860

1487
00:42:16,860 --> 00:42:19,750
บางครั้งเราจะไม่ได้พิมพ์ชื่อเต็ม ๆ ของเขา

1488
00:42:19,750 --> 00:42:20,331

1489
00:42:20,331 --> 00:42:22,764
อาจจะเป็นส่วนของชื่อก็ได้

1490
00:42:22,764 --> 00:42:23,654

1491
00:42:23,654 --> 00:42:27,654
จำชื่อเขาไม่ได้ เขาน่าจะชื่อสม ๆ พงษ์ ๆ อะไรประมาณนี้

1492
00:42:27,957 --> 00:42:29,427
ซึ่งมันเป็นส่วนของคำ

1493
00:42:29,427 --> 00:42:31,220
ของชื่อของคนที่ชื่อว่า

1494
00:42:31,220 --> 00:42:31,671

1495
00:42:31,671 --> 00:42:32,442
สม อาจจะจำ

1496
00:42:32,442 --> 00:42:34,627
คำชื่อขึ้นต้นเขาไม่ได้

1497
00:42:34,627 --> 00:42:35,973
จำได้บางส่วน

1498
00:42:35,973 --> 00:42:37,703
สามารถค้นหาได้เหมือนกัน

1499
00:42:37,703 --> 00:42:38,785

1500
00:42:38,785 --> 00:42:41,096
บางคนอาจจะพิมพ์คำว่าไมโครซอฟท์

1501
00:42:41,096 --> 00:42:42,056

1502
00:42:42,056 --> 00:42:42,377

1503
00:42:42,377 --> 00:42:42,568

1504
00:42:42,568 --> 00:42:46,568
จำไม่ได้ ก็สามารถค้นหาได้เหมือนกันเป็นบางส่วนของข้อความ

1505
00:42:47,761 --> 00:42:49,431

1506
00:42:49,431 --> 00:42:50,901

1507
00:42:50,901 --> 00:42:51,412

1508
00:42:51,412 --> 00:42:51,923

1509
00:42:51,923 --> 00:42:55,324
การค้นหาส่วนของข้อความใด ๆ โดยที่

1510
00:42:55,324 --> 00:42:55,713

1511
00:42:55,713 --> 00:42:57,827
ไม่จำกัดตัวอักษร

1512
00:42:57,827 --> 00:43:01,476
เราจะใช้เป็นตัวเปอร์เซ็นต์หรือตัว * เป็นดอกจันตัวนี้ก็ได้

1513
00:43:01,476 --> 00:43:01,868

1514
00:43:01,868 --> 00:43:03,338
เดี๋ยวจะมีตัวอย่างให้ดู

1515
00:43:03,338 --> 00:43:04,428

1516
00:43:04,428 --> 00:43:08,428
หรือเป็นส่วนของข้อความใด ๆ ที่มีขนาดแค่ 1 ตัวอักษร

1517
00:43:09,883 --> 00:43:11,415
เราจะใช้เป็น

1518
00:43:11,415 --> 00:43:15,415
อันเดอร์สกอร์หรือเครื่องหมายคำถามในส่วนของ

1519
00:43:16,220 --> 00:43:17,890
โปรแกรม Microsoft Access

1520
00:43:17,890 --> 00:43:18,089

1521
00:43:18,089 --> 00:43:21,543
นะคะ เราจะใช้เป็นเครื่องหมายคำถาม

1522
00:43:21,543 --> 00:43:22,313

1523
00:43:22,313 --> 00:43:23,145

1524
00:43:23,145 --> 00:43:27,145
หรือเป็นวงเล็บ วงเล็บเป็นสี่เหลี่ยมแบบนี้นะคะ ก็คือ

1525
00:43:27,769 --> 00:43:28,660
ให้

1526
00:43:28,660 --> 00:43:31,100
ตัวอักษรใด ๆ ที่ปรากฏในช่อง

1527
00:43:31,100 --> 00:43:32,181

1528
00:43:32,181 --> 00:43:34,691
จะต้องเป็นตัวอักษรนั้นเท่านั้น

1529
00:43:34,691 --> 00:43:35,262

1530
00:43:35,262 --> 00:43:36,104

1531
00:43:36,104 --> 00:43:36,424

1532
00:43:36,424 --> 00:43:39,817
แต่ถ้ามีเครื่องหมายตกใจ

1533
00:43:39,817 --> 00:43:42,709
มันจะเป็นการบอกว่าไม่เอาตัวอักษรนั้น

1534
00:43:42,709 --> 00:43:43,219

1535
00:43:43,219 --> 00:43:44,559
นะคะ

1536
00:43:44,559 --> 00:43:46,480
หรืออาจจะเป็นช่วงตัวอักษรก็ได้

1537
00:43:46,480 --> 00:43:49,111
เดี๋ยวดูตัวอย่างเลย แล้วกันมันจะได้เห็นภาพนะคะ

1538
00:43:49,111 --> 00:43:49,693

1539
00:43:49,693 --> 00:43:50,072

1540
00:43:50,072 --> 00:43:50,333

1541
00:43:50,333 --> 00:43:51,034

1542
00:43:51,034 --> 00:43:51,485

1543
00:43:51,485 --> 00:43:53,537
อย่างเช่นเงื่อนไข คือ

1544
00:43:53,537 --> 00:43:54,758

1545
00:43:54,758 --> 00:43:56,156
ให้ค้นหา

1546
00:43:56,156 --> 00:43:59,369
ชื่อหนังสือราคาจากตลาดหนังสือโดยที่

1547
00:43:59,369 --> 00:44:01,419
ชื่อหนังสือ

1548
00:44:01,419 --> 00:44:02,191
นะคะ

1549
00:44:02,191 --> 00:44:06,191
ขึ้นต้นด้วย N ตามด้วยอะไรก็ได้

1550
00:44:06,935 --> 00:44:10,935
ถ้าเป็นเครื่องหมายดอกจันตัวนี้ คือ ขึ้นต้นด้วยตัวหนังสือนั้น ๆ ตามด้วยอะไรก็ได้

1551
00:44:12,248 --> 00:44:12,510

1552
00:44:12,510 --> 00:44:14,500
ในตารางเราต้องดูสิคะ

1553
00:44:14,500 --> 00:44:15,782
ต้นด้วยตัว

1554
00:44:15,782 --> 00:44:16,493

1555
00:44:16,493 --> 00:44:17,773
N ชื่อ

1556
00:44:17,773 --> 00:44:20,713
มี 2 ชื่อเพราะฉะนั้นแสดงผล 2 อัน

1557
00:44:20,713 --> 00:44:21,034

1558
00:44:21,034 --> 00:44:21,614

1559
00:44:21,614 --> 00:44:23,025
ขึ้นต้นด้วยตัวเอง

1560
00:44:23,025 --> 00:44:23,665

1561
00:44:23,665 --> 00:44:27,665
เงื่อนไขต่อมา อันอื่นไม่ได้ขึ้นเอ็นแล้ว

1562
00:44:27,699 --> 00:44:28,090

1563
00:44:28,090 --> 00:44:30,072
หายตัวมา

1564
00:44:30,072 --> 00:44:30,200

1565
00:44:30,200 --> 00:44:30,661

1566
00:44:30,661 --> 00:44:34,661
หาชื่อหนังสือที่ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้

1567
00:44:35,465 --> 00:44:37,766
ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้

1568
00:44:37,766 --> 00:44:40,978
แต่ในชื่อนั้นมีตัว C

1569
00:44:40,978 --> 00:44:41,680

1570
00:44:41,680 --> 00:44:45,072
ขึ้นด้วยอะไรก็ได้ค่ะ ลงท้ายอะไรก็ได้

1571
00:44:45,072 --> 00:44:45,524

1572
00:44:45,524 --> 00:44:45,783

1573
00:44:45,783 --> 00:44:46,424

1574
00:44:46,424 --> 00:44:47,194

1575
00:44:47,194 --> 00:44:49,957
ในคำนั้นน่ะต้องมีตัว C

1576
00:44:49,957 --> 00:44:50,466

1577
00:44:50,466 --> 00:44:51,239

1578
00:44:51,239 --> 00:44:53,988
อันแรกชื่อแรกมีไหมคะ ไม่มี

1579
00:44:53,988 --> 00:44:54,239

1580
00:44:54,239 --> 00:44:54,369

1581
00:44:54,369 --> 00:44:57,900
ชื่อที่ 2 มีตัว C ตรงตามเงื่อนไขไหม

1582
00:44:57,900 --> 00:45:01,900
ขึ้นต้นด้วยตัวอะไรก็ได้ ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้แต่มีตัว 4

1583
00:45:02,121 --> 00:45:02,512

1584
00:45:02,512 --> 00:45:03,862
หนังสือโตมา

1585
00:45:03,862 --> 00:45:04,052

1586
00:45:04,052 --> 00:45:06,615
มีไหมมีตัว C

1587
00:45:06,615 --> 00:45:06,935

1588
00:45:06,935 --> 00:45:07,578

1589
00:45:07,578 --> 00:45:08,988
วันนี้ก็มี

1590
00:45:08,988 --> 00:45:09,118

1591
00:45:09,118 --> 00:45:09,367

1592
00:45:09,367 --> 00:45:10,009
นะคะ

1593
00:45:10,009 --> 00:45:11,289
ตัวนี้

1594
00:45:11,289 --> 00:45:15,289
ถามว่าได้อย่างไร ก็มันขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้อาจจะขึ้นตัวสีก็ได้

1595
00:45:15,973 --> 00:45:19,973
ขอให้มีตัว C เป็นประกอบเพราะฉะนั้นก็จะมีหนังสืออยู่ 4 เล่ม

1596
00:45:21,296 --> 00:45:22,707
4 เล่ม

1597
00:45:22,707 --> 00:45:23,797

1598
00:45:23,797 --> 00:45:24,569

1599
00:45:24,569 --> 00:45:25,019

1600
00:45:25,019 --> 00:45:26,229
อันนี้คือผลลัพธ์

1601
00:45:26,229 --> 00:45:28,932
เพราะฉะนั้นบางทีนี่อาจารย์

1602
00:45:28,932 --> 00:45:29,891

1603
00:45:29,891 --> 00:45:33,891
อยากค้นหาชื่อนักศึกษานะคะ ชื่อจริงเขาไม่ได้ จำได้เข้ามีคำว่า

1604
00:45:36,176 --> 00:45:38,348
"พร" อะไรสักอย่างอะไร

1605
00:45:38,348 --> 00:45:39,189
นะคะ

1606
00:45:39,189 --> 00:45:39,628

1607
00:45:39,628 --> 00:45:43,472
ฐานข้อมูลก็สามารถค้นหาข้อมูลให้เราได้เช่นเดียวกัน

1608
00:45:43,472 --> 00:45:43,793

1609
00:45:43,793 --> 00:45:44,054

1610
00:45:44,054 --> 00:45:45,594
นะคะ

1611
00:45:45,594 --> 00:45:45,984

1612
00:45:45,984 --> 00:45:46,815

1613
00:45:46,815 --> 00:45:47,195

1614
00:45:47,195 --> 00:45:47,326

1615
00:45:47,326 --> 00:45:51,326
รู้อย่างนี้จะเริ่มสังเกตแล้วว่าทำไมมันมีเครื่องหมายคำถามแล้วก็ดอกจัน

1616
00:45:52,522 --> 00:45:53,292

1617
00:45:53,292 --> 00:45:53,422

1618
00:45:53,422 --> 00:45:56,494
ถ้ามีเครื่องหมายคำถามตัวนี้ หมายความว่า

1619
00:45:56,494 --> 00:45:56,815

1620
00:45:56,815 --> 00:46:00,408
ข้างหน้าตัว E 1 ตัวอักษรเท่านั้น

1621
00:46:00,408 --> 00:46:00,928

1622
00:46:00,928 --> 00:46:02,911
1 ตัว

1623
00:46:02,911 --> 00:46:05,470
แต่ตามหลังตัว E เป็นกี่ตัวก็ได้

1624
00:46:05,470 --> 00:46:06,051

1625
00:46:06,051 --> 00:46:06,432

1626
00:46:06,432 --> 00:46:10,215
มาดูเงื่อนไขกันเลยนะคะ ถามว่า

1627
00:46:10,215 --> 00:46:10,736

1628
00:46:10,736 --> 00:46:12,777
ในหนังสือเล่มนี้

1629
00:46:12,777 --> 00:46:12,907

1630
00:46:12,907 --> 00:46:14,827
ได้ไหม

1631
00:46:14,827 --> 00:46:18,827
ไม่ได้เพราะตรงก่อนหน้าตัว E มีตัวหนังสือก่อนหน้า 5 ตัวซึ่งผิดเงื่อนไขถ้าเป็นเครื่องหมายคำถาม

1632
00:46:23,479 --> 00:46:23,609

1633
00:46:23,609 --> 00:46:24,380

1634
00:46:24,380 --> 00:46:27,784
ตัวหนังสือที่นำหน้าตัวเองจะต้องมีแค่ 1 ตัวเท่านั้น

1635
00:46:27,784 --> 00:46:28,293

1636
00:46:28,293 --> 00:46:29,064

1637
00:46:29,064 --> 00:46:29,445

1638
00:46:29,445 --> 00:46:33,445
เล่มนี้ล่ะ มีแต่ก่อนหน้าตัวเองมีหนังสือตัวหนังสือเยอะเลย ก็ไม่ได้

1639
00:46:35,030 --> 00:46:35,411

1640
00:46:35,411 --> 00:46:35,991
นะคะ

1641
00:46:35,991 --> 00:46:36,182

1642
00:46:36,182 --> 00:46:36,632

1643
00:46:36,632 --> 00:46:40,632
เล่มนี้ได้ไหม ขึ้นต้นด้วย 1 ตัวอักษรตามหลังด้วย

1644
00:46:42,073 --> 00:46:42,915
ตัว E ได้

1645
00:46:42,915 --> 00:46:44,194

1646
00:46:44,194 --> 00:46:44,514

1647
00:46:44,514 --> 00:46:47,716
ตัวนี้ไม่มีนะคะ เล่มนี้ก็ไม่ได้

1648
00:46:47,716 --> 00:46:49,378
เล่มนี้ได้

1649
00:46:49,378 --> 00:46:50,409

1650
00:46:50,409 --> 00:46:50,670

1651
00:46:50,670 --> 00:46:54,670
ขึ้นต้นด้วย 1 ตัวแค่นั้น เพราะฉะนั้นมีแค่ 2

1652
00:46:55,344 --> 00:46:55,983

1653
00:46:55,983 --> 00:46:57,842
เล่มนี้ก็ไม่ได้

1654
00:46:57,842 --> 00:47:01,436
เพราะก่อนหน้าตัว E มีดวงซื้อมากกว่า 1 ตัว

1655
00:47:01,436 --> 00:47:04,379
นะคะ ผิดเงื่อนไข

1656
00:47:04,379 --> 00:47:04,781

1657
00:47:04,781 --> 00:47:05,089

1658
00:47:05,089 --> 00:47:05,660

1659
00:47:05,660 --> 00:47:07,594
ต่อมา

1660
00:47:07,594 --> 00:47:09,003
นะคะ

1661
00:47:09,003 --> 00:47:09,252

1662
00:47:09,252 --> 00:47:12,072
เงื่อนไขว่าให้ชื่อหนังสือ

1663
00:47:12,072 --> 00:47:16,072
ขึ้นต้นด้วยตัว N หรือตัว O

1664
00:47:16,246 --> 00:47:19,637
ตามหลังด้วยอะไรก็ได้

1665
00:47:19,637 --> 00:47:20,728

1666
00:47:20,728 --> 00:47:21,558
นะคะ

1667
00:47:21,558 --> 00:47:22,141

1668
00:47:22,141 --> 00:47:25,602
ก็จะมีอยู่กี่เล่ม เล่มนี้ขึ้นต้นด้วยตัว N ได้

1669
00:47:25,602 --> 00:47:25,985

1670
00:47:25,985 --> 00:47:27,143

1671
00:47:27,143 --> 00:47:31,143
ได้มีตัวโอไหมวีดีโอ 1 เล่มก็แสดงผลหนังสือ 3 เล่ม

1672
00:47:31,696 --> 00:47:32,076

1673
00:47:32,076 --> 00:47:33,427

1674
00:47:33,427 --> 00:47:37,427
นะคะ อันนี้เป็นการดูเงื่อนไขเลยเดี๋ยวอาทิตย์หน้าพวกคุณจะต้องไปทำเอง

1675
00:47:38,347 --> 00:47:41,049
อาจารย์อาจจะให้คุณสร้างแล้วก็

1676
00:47:41,049 --> 00:47:45,049
อาจจะกำหนดว่าให้คุณลองพิมพ์เงื่อนไขตามนี้ดูสิ และให้แสดงผลตามที่อาจารย์กำหนด

1677
00:47:47,074 --> 00:47:49,956
คุณก็ต้องพิมพ์คำสั่งให้ถูก

1678
00:47:49,956 --> 00:47:52,721
เช่น ข้อมูลสัปดาห์หน้าอาจารย์อาจจะบอกว่า

1679
00:47:52,721 --> 00:47:52,840

1680
00:47:52,840 --> 00:47:53,229

1681
00:47:53,229 --> 00:47:55,080
ให้แสดงผล

1682
00:47:55,080 --> 00:47:58,682
คนที่ขึ้นต้นชื่อด้วตัว ส เสือ กับตัว อ

1683
00:47:58,682 --> 00:47:59,513

1684
00:47:59,513 --> 00:48:03,513
อ่าวง อาทิตย์หน้านักศึกษาก็ต้องทำได้นะคะ เพราะว่าอาทิตย์นี้มีตัวอย่างแล้ว

1685
00:48:03,937 --> 00:48:04,837
นะ

1686
00:48:04,837 --> 00:48:05,026

1687
00:48:05,026 --> 00:48:05,289

1688
00:48:05,289 --> 00:48:05,540

1689
00:48:05,540 --> 00:48:06,568

1690
00:48:06,568 --> 00:48:06,888

1691
00:48:06,888 --> 00:48:07,719

1692
00:48:07,719 --> 00:48:09,252
เงื่อนไขต่อมา

1693
00:48:09,252 --> 00:48:09,571

1694
00:48:09,571 --> 00:48:09,771

1695
00:48:09,771 --> 00:48:13,771
ชื่อหนังสือที่ไม่ขึ้นต้นด้วยตัว N

1696
00:48:13,937 --> 00:48:16,116
ตามหลังด้วยอะไรก็ได้

1697
00:48:16,116 --> 00:48:16,306

1698
00:48:16,306 --> 00:48:20,306
ก็หลายเล่มเลยนะคะ เล่มนี้เล่มนี้เล่มนี้แล้วนิ

1699
00:48:21,060 --> 00:48:21,822

1700
00:48:21,822 --> 00:48:22,592

1701
00:48:22,592 --> 00:48:24,513
แค่นี้เอง

1702
00:48:24,513 --> 00:48:24,703

1703
00:48:24,703 --> 00:48:25,024

1704
00:48:25,024 --> 00:48:25,605

1705
00:48:25,605 --> 00:48:25,795

1706
00:48:25,795 --> 00:48:26,305

1707
00:48:26,305 --> 00:48:26,436

1708
00:48:26,436 --> 00:48:27,976
ต่อมา

1709
00:48:27,976 --> 00:48:28,167

1710
00:48:28,167 --> 00:48:30,607
จะเริ่มเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูล

1711
00:48:30,607 --> 00:48:32,399
จะเป็นการ

1712
00:48:32,399 --> 00:48:33,300
กำจัด

1713
00:48:33,300 --> 00:48:37,300
ข้อมูลที่อาจจะมีการซ้ำกันเกิดขึ้น ก็คือรายการซ้ำ

1714
00:48:37,471 --> 00:48:38,490
นะคะ

1715
00:48:38,490 --> 00:48:42,490
มี 2 คำสั่ง

1716
00:48:44,496 --> 00:48:48,948

1717
00:48:40,922 --> 00:48:41,633

1718
00:48:41,633 --> 00:48:42,274

1719
00:48:42,274 --> 00:48:46,274
ก็จะมีการใช้คำสั่งที่อาจจะ

1720
00:48:46,378 --> 00:48:46,567

1721
00:48:46,567 --> 00:48:49,579
กำจัดรายการข้อมูลซ้ำให้เหลือรายการเดียว

1722
00:48:49,579 --> 00:48:50,281

1723
00:48:50,281 --> 00:48:50,992

1724
00:48:50,992 --> 00:48:54,992
นะคะ โดยใช้การกำหนดค่าต่าง ๆ เป็นเกณฑ์

1725
00:48:58,262 --> 00:48:56,800

1726
00:48:53,495 --> 00:48:53,813

1727
00:48:53,813 --> 00:48:54,325

1728
00:48:54,325 --> 00:48:54,905

1729
00:48:54,905 --> 00:48:58,905
กับคำสั่งถ้าต่อมาเป็น... ตัวนี้

1730
00:48:59,388 --> 00:49:01,699
ก็ลบทิ้งทั้งแถว

1731
00:49:01,699 --> 00:49:04,330
ขอดูตัวอย่างการนะคะ

1732
00:49:04,330 --> 00:49:04,842

1733
00:49:04,842 --> 00:49:05,862

1734
00:49:05,862 --> 00:49:06,694

1735
00:49:06,694 --> 00:49:08,043

1736
00:49:08,043 --> 00:49:09,064

1737
00:49:09,064 --> 00:49:09,775

1738
00:49:09,775 --> 00:49:13,299
โดยคำสั่งก็คือให้เลือกกำจัด

1739
00:49:13,299 --> 00:49:15,100
ชื่อซ้ำ

1740
00:49:15,100 --> 00:49:15,931

1741
00:49:15,931 --> 00:49:18,562
ชื่อที่ 3 นะคะ

1742
00:49:18,562 --> 00:49:20,544
จากตาราง Student

1743
00:49:20,544 --> 00:49:20,744

1744
00:49:20,744 --> 00:49:21,703

1745
00:49:21,703 --> 00:49:25,703
ดูในตาราง student ในช่องชื่อ

1746
00:49:28,716 --> 00:49:32,716
นะคะ

1747
00:49:32,227 --> 00:49:33,501

1748
00:49:24,584 --> 00:49:25,415

1749
00:49:25,415 --> 00:49:25,795

1750
00:49:25,795 --> 00:49:26,634

1751
00:49:26,634 --> 00:49:27,466

1752
00:49:27,466 --> 00:49:28,306

1753
00:49:28,306 --> 00:49:28,748

1754
00:49:28,748 --> 00:49:30,930
ดูเฉพาะชื่อนะ

1755
00:49:30,930 --> 00:49:33,490
อันไหนชื่อซ้ำ

1756
00:49:33,490 --> 00:49:34,971
มีซ้ำ 1 คน

1757
00:49:34,971 --> 00:49:35,291

1758
00:49:35,291 --> 00:49:37,471
ชื่อสีแดง

1759
00:49:37,471 --> 00:49:37,664

1760
00:49:37,664 --> 00:49:38,873
เพราะฉะนั้น

1761
00:49:38,873 --> 00:49:40,472

1762
00:49:40,472 --> 00:49:42,143

1763
00:49:42,143 --> 00:49:42,474

1764
00:49:42,474 --> 00:49:42,794

1765
00:49:42,794 --> 00:49:46,794
... เป็นอะไร การแสดงผลว่าจะเป็นแค่ 3 ชื่อที่เหลือเพราะว่าแดงมีซ้ำ 3 คน

1766
00:49:49,065 --> 00:49:49,316

1767
00:49:49,316 --> 00:49:51,886
เราจะตัดให้เหลือแค่ 1 แดงเท่านั้น

1768
00:49:51,886 --> 00:49:52,715

1769
00:49:52,715 --> 00:49:53,616

1770
00:49:53,616 --> 00:49:54,257

1771
00:49:54,257 --> 00:49:58,257
ข้อมูลอย่างอื่นเราไม่สนใจ มันแค่อยากรู้ว่าคนที่ชื่อซ้ำกันตัดชื่อซ้ำออก

1772
00:49:59,709 --> 00:50:00,351

1773
00:50:00,351 --> 00:50:00,992
นะคะ

1774
00:50:00,992 --> 00:50:02,082
อันนี้คือคำสั่ง

1775
00:50:02,082 --> 00:50:02,272

1776
00:50:02,272 --> 00:50:02,912

1777
00:50:02,912 --> 00:50:03,683
ก

1778
00:50:03,683 --> 00:50:04,325

1779
00:50:04,325 --> 00:50:05,286

1780
00:50:05,286 --> 00:50:08,108
ับให้ตัดข้อมูลทิ้งทั้งแถว

1781
00:50:08,108 --> 00:50:08,297

1782
00:50:08,297 --> 00:50:08,487

1783
00:50:08,487 --> 00:50:08,747

1784
00:50:08,747 --> 00:50:12,747
นะคะ อย่างตอนนี้ถ้ามันซ้ำกันจริง ๆ

1785
00:50:13,932 --> 00:50:15,932
ถ้านักศึกษาสังเกตดี ๆ

1786
00:50:15,932 --> 00:50:16,123

1787
00:50:16,123 --> 00:50:19,323
คนชื่อแดงซ้ำกันก็จริงนะคะ แต่นามสกุลนี่

1788
00:50:19,323 --> 00:50:19,835

1789
00:50:19,835 --> 00:50:20,606

1790
00:50:20,606 --> 00:50:21,815
ไม่ซ้ำกัน

1791
00:50:21,815 --> 00:50:23,226
แต่จะมีอ

1792
00:50:23,226 --> 00:50:23,687

1793
00:50:23,687 --> 00:50:24,328

1794
00:50:24,328 --> 00:50:26,818
ันนี้ซ้ำทั้งชื่อทั้งนามสกุล

1795
00:50:26,818 --> 00:50:30,818
ถ้าใช้คำสั่งนี้นะคะ มันจะตัดข้อมูลที่ซ้ำกันทั้ง

1796
00:50:32,912 --> 00:50:36,376
แถวออก

1797
00:50:36,376 --> 00:50:38,613
อันนี้ก็คือ

1798
00:50:38,613 --> 00:50:40,865
เดี๋ยวเราไปดูในโปรแกรมจริง ๆ

1799
00:50:40,865 --> 00:50:42,526
ดีกว่านะคะ

1800
00:50:42,526 --> 00:50:43,297

1801
00:50:43,297 --> 00:50:44,707
อันนี้ตัวอย่าง

1802
00:50:44,707 --> 00:50:46,239
มันอาจจะยังดู

1803
00:50:46,239 --> 00:50:48,750
เห็นภาพไม่ชัด มันจะดูน้อยไป

1804
00:50:48,750 --> 00:50:50,925
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราได้ทำของจริงเนี่ย

1805
00:50:50,925 --> 00:50:52,596
เราจะได้ทำ

1806
00:50:52,596 --> 00:50:54,573
เยอะกว่านี้นะคะ

1807
00:50:54,573 --> 00:50:55,025

1808
00:50:55,025 --> 00:50:55,916

1809
00:50:55,916 --> 00:50:56,506

1810
00:50:56,506 --> 00:50:59,129
ต่อมาจะเป็นการเรียงลําดับข้อมูล

1811
00:50:59,129 --> 00:50:59,767
นะคะ

1812
00:50:59,767 --> 00:51:00,600

1813
00:51:00,600 --> 00:51:01,120

1814
00:51:01,120 --> 00:51:03,682
ก็จะใช้คำสั่ง Order by

1815
00:51:03,682 --> 00:51:04,962
นะคะ ก็คือ

1816
00:51:04,962 --> 00:51:06,243
การเรียงลำดับ

1817
00:51:06,243 --> 00:51:06,954

1818
00:51:06,954 --> 00:51:07,724
นะคะ

1819
00:51:07,724 --> 00:51:11,724
ก็คือให้แสดงผลข้อมูลทั้งหมดจากตาราง Book

1820
00:51:12,077 --> 00:51:13,690
โดยให้เรียงลำดับ

1821
00:51:13,690 --> 00:51:15,090
ตามราคา

1822
00:51:15,090 --> 00:51:16,440
ถ้าเราไม่สั่ง

1823
00:51:16,440 --> 00:51:16,630

1824
00:51:16,630 --> 00:51:17,850
เพิ่มเติม

1825
00:51:17,850 --> 00:51:20,800
มันจะเป็นการเรียงจากน้อยไปหามาก

1826
00:51:20,800 --> 00:51:21,051

1827
00:51:21,051 --> 00:51:21,441

1828
00:51:21,441 --> 00:51:22,333

1829
00:51:22,333 --> 00:51:23,424

1830
00:51:23,424 --> 00:51:27,424
คำสั่งนี้คือ Order by คือ ให้เรียงลำดับจากราคาน้อยไปหามาก

1831
00:51:28,544 --> 00:51:29,384

1832
00:51:29,384 --> 00:51:33,384
ศัพท์ใหม่ จะเปลี่ยนตามลำดับที่เราสั่งแต่ถ้าเราอยากแย่งจากมากไปหาน้อย

1833
00:51:36,750 --> 00:51:37,531

1834
00:51:37,531 --> 00:51:41,372
เราจะต้องระบุเพิ่มได้ว่า Desc ตรงนี้

1835
00:51:41,372 --> 00:51:41,822

1836
00:51:41,822 --> 00:51:41,941

1837
00:51:41,941 --> 00:51:42,653
นะคะ

1838
00:51:42,653 --> 00:51:46,304
มันจะหมายถึงว่าให้เราเรียงลำดับตามราคาก็จริง

1839
00:51:46,304 --> 00:51:48,103
แต่ให้หน่อยจากราคามาก

1840
00:51:48,103 --> 00:51:49,505
ไปหาราคาน้อย

1841
00:51:49,505 --> 00:51:49,704

1842
00:51:49,704 --> 00:51:50,665
นะคะ

1843
00:51:50,665 --> 00:51:51,046

1844
00:51:51,046 --> 00:51:53,348
ต้องบอกด้วย

1845
00:51:53,348 --> 00:51:56,312
เว็บในการซื้อของออนไลน์ค่ะ เหมือนกัน

1846
00:51:56,312 --> 00:51:56,629

1847
00:51:56,629 --> 00:51:59,192
ไส้ในของโปรแกรมนี้

1848
00:51:59,192 --> 00:52:01,552
คือ คำสั่งที่โรงเรียนวันนี้

1849
00:52:01,552 --> 00:52:02,653
นะคะ

1850
00:52:02,653 --> 00:52:06,653
นักศึกษาจะได้เข้าใจเพราะต่อไปเราจะไม่เป็นแค่ผู้ใช้งานแล้ว

1851
00:52:07,072 --> 00:52:09,505
อาจจะได้เป็นผู้ดูแลระบบด้วย

1852
00:52:09,505 --> 00:52:09,754

1853
00:52:09,754 --> 00:52:10,795
นะ

1854
00:52:10,795 --> 00:52:11,307

1855
00:52:11,307 --> 00:52:12,326

1856
00:52:12,326 --> 00:52:12,587

1857
00:52:12,587 --> 00:52:16,587
กลับมาแล้วจะมีฟังก์ชันการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้นใน

1858
00:52:17,708 --> 00:52:18,088

1859
00:52:18,088 --> 00:52:22,088
การจัดการฐานข้อมูลด้วยอาจจะเป็นฟังก์ชันสำหรับการบวกการนับ

1860
00:52:22,773 --> 00:52:24,123
การหาค่าเฉลี่ย

1861
00:52:24,123 --> 00:52:24,503

1862
00:52:24,503 --> 00:52:25,335
นะคะ

1863
00:52:25,335 --> 00:52:26,295
ไอ้

1864
00:52:26,295 --> 00:52:28,228
AVG ตัวนี้มันย่อมาจาก

1865
00:52:28,228 --> 00:52:30,148
Average คือ การหาค่าเฉลี่ย

1866
00:52:30,148 --> 00:52:30,789
นะคะ

1867
00:52:30,789 --> 00:52:31,168

1868
00:52:31,168 --> 00:52:33,350
หาค่าน้อยที่สุดค่ามากที่สุด

1869
00:52:33,350 --> 00:52:33,862

1870
00:52:33,862 --> 00:52:34,051

1871
00:52:34,051 --> 00:52:37,523
อันนี้เป็นคณิตศาสตร์อย่างไรก็ตอบมาใช้ด้วย

1872
00:52:37,523 --> 00:52:38,294
นะคะ

1873
00:52:38,294 --> 00:52:40,085
อย่างเช่น

1874
00:52:40,085 --> 00:52:41,234

1875
00:52:41,234 --> 00:52:42,706
ให้

1876
00:52:42,706 --> 00:52:44,377
รวม

1877
00:52:44,377 --> 00:52:46,747
ราคาทั้งหมด

1878
00:52:46,747 --> 00:52:46,939

1879
00:52:46,939 --> 00:52:47,069

1880
00:52:47,069 --> 00:52:47,520

1881
00:52:47,520 --> 00:52:51,374
แล้วให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ ชื่อว่า

1882
00:52:51,374 --> 00:52:51,564

1883
00:52:51,564 --> 00:52:53,355
SUM(PRICE) ตัวนี้

1884
00:52:53,355 --> 00:52:53,675

1885
00:52:53,675 --> 00:52:54,127

1886
00:52:54,127 --> 00:52:54,767

1887
00:52:54,767 --> 00:52:55,468

1888
00:52:55,468 --> 00:52:58,228
ให้รวมราคาทั้งหมด

1889
00:52:58,228 --> 00:52:58,548

1890
00:52:58,548 --> 00:53:00,600
ใส่ในคอลัมน์ใหม่

1891
00:53:00,600 --> 00:53:00,791

1892
00:53:00,791 --> 00:53:04,791
ฟิวส์ใหม่จากตาราง Book เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์จากคำสั่งนี้

1893
00:53:05,850 --> 00:53:09,383
ก็คือการเอายอดรวมราคาหนังสือทั้งหมดมาบวกกัน

1894
00:53:09,383 --> 00:53:10,723

1895
00:53:10,723 --> 00:53:12,324
ถ้าได้ผลลัพธ์ตัวนี้

1896
00:53:12,324 --> 00:53:12,905

1897
00:53:12,905 --> 00:53:14,696
นะคะ

1898
00:53:14,696 --> 00:53:18,416
ก็ไม่ยากถ้าเราจำคำสั่งได้

1899
00:53:18,416 --> 00:53:21,880
มีบวก แล้วก็ต้องมีนับ

1900
00:53:21,880 --> 00:53:22,902

1901
00:53:22,902 --> 00:53:24,122
ให้

1902
00:53:24,122 --> 00:53:27,712
นับจำนวนจาก

1903
00:53:27,712 --> 00:53:28,544

1904
00:53:28,544 --> 00:53:30,916
รหัสหนังสือ

1905
00:53:30,916 --> 00:53:31,807
ทั้งหมด

1906
00:53:31,807 --> 00:53:32,847

1907
00:53:32,847 --> 00:53:34,447
จากตาราง Book

1908
00:53:34,447 --> 00:53:34,827

1909
00:53:34,827 --> 00:53:36,369
โดยให้ชื่อ

1910
00:53:36,369 --> 00:53:38,290
คอลัมน์ใหม่ชื่อว่า

1911
00:53:38,290 --> 00:53:39,052

1912
00:53:39,052 --> 00:53:40,211

1913
00:53:40,211 --> 00:53:42,013
Count Book ก็คือให้นับจำนวน

1914
00:53:42,013 --> 00:53:42,523

1915
00:53:42,523 --> 00:53:45,465
Book ID คือ หนังสือทั้งหมดนะคะ มีกี่เล่ม

1916
00:53:45,465 --> 00:53:45,977

1917
00:53:45,977 --> 00:53:48,158
มันก็รับมาได้ 7 เล่ม

1918
00:53:48,158 --> 00:53:48,348

1919
00:53:48,348 --> 00:53:50,280
อันนี้คือมันง่าย

1920
00:53:50,280 --> 00:53:53,740
มันมองมันเรามองดูด้วยสายตาแล้วก็รู้

1921
00:53:53,740 --> 00:53:56,492
หาข้อมูลมันเยอะกว่านี้ล่ะ

1922
00:53:56,492 --> 00:53:57,464

1923
00:53:57,464 --> 00:54:01,464
แล้วคุณจะรู้ได้ไงว่าตอนนี้มันยังมีหนังสือกี่เล่มสมุดว่าให้คุณดูแลระบบจัดการห้องสมุดทั้งหมดของมหาลัย

1924
00:54:03,990 --> 00:54:04,830

1925
00:54:04,830 --> 00:54:08,830
มันไม่สามารถยืนดูที่หน้าประตูแล้วบอกได้ว่าเรามีหนังสือกี่เล่มใช่ไหมคะ

1926
00:54:09,064 --> 00:54:09,385

1927
00:54:09,385 --> 00:54:11,235
มันก็ต้องบวกจากฐานข้อมูล

1928
00:54:11,235 --> 00:54:11,366

1929
00:54:11,366 --> 00:54:11,947

1930
00:54:11,947 --> 00:54:12,087

1931
00:54:12,087 --> 00:54:13,748
ถ้าสมมติว่าเราไปฝึกงาน

1932
00:54:13,748 --> 00:54:13,997

1933
00:54:13,997 --> 00:54:14,317

1934
00:54:14,317 --> 00:54:15,220
แล้ว

1935
00:54:15,220 --> 00:54:15,731

1936
00:54:15,731 --> 00:54:17,142

1937
00:54:17,142 --> 00:54:18,802

1938
00:54:18,802 --> 00:54:22,802
มีเจ้าหน้าที่ถามว่าให้เด็กฝึกงานไปดูสิว่ามีหนังสือกี่เล่ม คุณจะไปเดินนับ ไม่ใช่

1939
00:54:26,117 --> 00:54:30,117
เราสามารถสั่งได้จากฐานข้อมูลเลยว่าวันนี้

1940
00:54:30,801 --> 00:54:32,912
ในห้องสมุดมีหนังสือกี่เล่ม

1941
00:54:32,912 --> 00:54:33,613

1942
00:54:33,613 --> 00:54:37,613
อยู่ในอนาคตคุณต้องไปฝึกงานแน่นอน หรือเขาอาจจะบอกว่า

1943
00:54:37,723 --> 00:54:41,496
เด็กฝึกงานไปดูสิ นับของในโกดังมีกี่ชิ้น

1944
00:54:41,496 --> 00:54:43,736
คุณจะไปนั่งนับหรือ

1945
00:54:43,736 --> 00:54:44,447

1946
00:54:44,447 --> 00:54:46,248
มันก็สามารถ

1947
00:54:46,248 --> 00:54:46,440

1948
00:54:46,440 --> 00:54:50,440
มีวิธีการสั่งจากฐานข้อมูลนี่แหละนับดูสิว่าสรุปสินค้าและมีกี่อย่าง

1949
00:54:51,945 --> 00:54:54,517
คุณจะไปนั่งนับมันไม่ได้หรอกค่ะ ในชีวิตจริง

1950
00:54:54,517 --> 00:54:55,347
นะคะ

1951
00:54:55,347 --> 00:54:58,679

1952
00:54:58,679 --> 00:55:02,679
คำสั่งนี้ก็ค่อนข้างจำเป็นนะคะ สำหรับใช้ในการฝึกงานหรือทำงานในอนาคตนะ

1953
00:55:05,924 --> 00:55:08,677
หรือการหาค่าเฉลี่ย

1954
00:55:08,677 --> 00:55:09,198

1955
00:55:09,198 --> 00:55:13,198
นะคะ ก็จะเป็นการหาค่าเฉลี่ยของราคาของสินค้าทั้งหมด

1956
00:55:14,131 --> 00:55:16,633
โดยให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ชื่อว่า

1957
00:55:16,633 --> 00:55:18,883
A

1958
00:55:18,883 --> 00:55:20,034
VG(PRICE) ค่าเฉลี่ย

1959
00:55:20,034 --> 00:55:24,034
แสดงว่าหนังสือ 7 เล่มนี้นะคะ มีค่าเฉลี่ย

1960
00:55:24,649 --> 00:55:27,601
สอนเล่นประมาณ 640 2.14 ตัวนี้

1961
00:55:27,601 --> 00:55:31,601
ถ้าสมมติว่ามีใครต้องการข้อมูลจากเราเราก็สามารถให้เขาดูได้

1962
00:55:33,107 --> 00:55:33,618

1963
00:55:33,618 --> 00:55:36,508
ต่อมาเขาถามว่า

1964
00:55:36,508 --> 00:55:39,331
ค่าหนังสือที่ถูกที่สุดในร้าน

1965
00:55:39,331 --> 00:55:41,061
เท่าไ

1966
00:55:41,061 --> 00:55:45,061
ร คุณจะไปเดินหาก็ไม่ใช่ เราแค่สั่งให้ฐานข้อมูลมาแสดงผลสิว่า

1967
00:55:46,446 --> 00:55:48,949
ราคาสินค้าที่ถูกที่สุด

1968
00:55:48,949 --> 00:55:49,330

1969
00:55:49,330 --> 00:55:52,541
นะคะ โดยที่ให้กำหนดใส่ในคอลัมน์ใหม่

1970
00:55:52,541 --> 00:55:52,993

1971
00:55:52,993 --> 00:55:56,993
ราคาที่ถูกที่สุดตอนนี้ คือ ถ้าเรามองด้วยสายตาเราก็ทราบแหละว่า 150

1972
00:55:58,042 --> 00:55:59,452
อย่างที่อาจารย์บอก

1973
00:55:59,452 --> 00:56:02,154
ถ้าเกิดสินค้ามีเป็นหมื่นเป็นแสนชิ้น

1974
00:56:02,154 --> 00:56:02,404

1975
00:56:02,404 --> 00:56:04,395
คุณจะมานั่งไล่ดู

1976
00:56:04,395 --> 00:56:06,116
เสียเวลาค่ะ

1977
00:56:06,116 --> 00:56:08,240
ฐานข้อมูลจัดการได้

1978
00:56:08,240 --> 00:56:11,891
ให้มันค้นหาให้คุณเลยไม่เกิน 1 นาทีรู้แน่นอน

1979
00:56:11,891 --> 00:56:12,662
นะคะ

1980
00:56:12,662 --> 00:56:12,984

1981
00:56:12,984 --> 00:56:15,486

1982
00:56:15,486 --> 00:56:16,386

1983
00:56:16,386 --> 00:56:16,578

1984
00:56:16,578 --> 00:56:20,578
หาราคาน้อยที่สุดแล้วก็อันนี้นะคะ ก็ดูราคามากที่สุดได้เช่นเดียวกัน

1985
00:56:23,238 --> 00:56:23,427

1986
00:56:23,427 --> 00:56:24,329

1987
00:56:24,329 --> 00:56:28,051
ต่อมาเป็นการรวมกลุ่มข้อมูล

1988
00:56:28,051 --> 00:56:28,374

1989
00:56:28,374 --> 00:56:32,086
นะคะ เป็นการรวมตามเงื่อนไข

1990
00:56:32,086 --> 00:56:32,215

1991
00:56:32,215 --> 00:56:32,857

1992
00:56:32,857 --> 00:56:36,857
ในเงื่อนไขทุกอย่างก็คือใช้คำสั่ง GROUP BY นะคะ เป็น

1993
00:56:37,019 --> 00:56:38,821
ตามเงื่อนไข

1994
00:56:38,821 --> 00:56:39,202

1995
00:56:39,202 --> 00:56:39,400

1996
00:56:39,400 --> 00:56:40,163
เช่น

1997
00:56:40,163 --> 00:56:40,944

1998
00:56:40,944 --> 00:56:41,835
ให้

1999
00:56:41,835 --> 00:56:41,965

2000
00:56:41,965 --> 00:56:43,826

2001
00:56:43,826 --> 00:56:46,258
ดูช่องนี้นะคะ รหัส

2002
00:56:46,258 --> 00:56:47,540
สำนักพิมพ์

2003
00:56:47,540 --> 00:56:48,369

2004
00:56:48,369 --> 00:56:52,369
รวมราคาออกมานะคะ

2005
00:56:57,413 --> 00:56:58,863

2006
00:56:50,430 --> 00:56:50,622

2007
00:56:50,622 --> 00:56:51,073

2008
00:56:51,073 --> 00:56:51,773

2009
00:56:51,773 --> 00:56:52,154

2010
00:56:52,154 --> 00:56:52,544

2011
00:56:52,544 --> 00:56:52,864

2012
00:56:52,864 --> 00:56:53,954

2013
00:56:53,954 --> 00:56:57,954
รวมราคาออกมา โดยที่ให้รวมเป็นตามเลขสำนักพิมพ์

2014
00:57:04,044 --> 00:57:09,744

2015
00:57:01,071 --> 00:57:02,158

2016
00:57:02,158 --> 00:57:02,349

2017
00:57:02,349 --> 00:57:05,229
คำสั่ง ก็คือสำนักพิมพ์นี้

2018
00:57:05,229 --> 00:57:09,229
อธิบายเป็นง่าย ๆ นะคะ สำนักพิมพ์นี้มีหนังสือกี่เล่มรวมแล้วมูลค่าเท่าไ

2019
00:57:12,404 --> 00:57:12,925

2020
00:57:12,925 --> 00:57:13,175

2021
00:57:13,175 --> 00:57:13,367

2022
00:57:13,367 --> 00:57:15,297
ร อย่างเช่นสำนักพิมพ์

2023
00:57:15,297 --> 00:57:15,488

2024
00:57:15,488 --> 00:57:16,837
หมายเลข 4

2025
00:57:16,837 --> 00:57:17,028

2026
00:57:17,028 --> 00:57:20,290
มีหนังสืออยู่ 3 เล่ม

2027
00:57:20,290 --> 00:57:20,681

2028
00:57:20,681 --> 00:57:22,161
มันก็จะรวมให้ว่า

2029
00:57:22,161 --> 00:57:22,676

2030
00:57:22,676 --> 00:57:25,685
มูลค่าหนังสือของสำนักพิมพ์เนี้ย

2031
00:57:25,685 --> 00:57:27,415
เป็นราคาเท่านี้

2032
00:57:27,415 --> 00:57:31,415
สำนักพิมพ์ที่ 5 มีหนังสือกี่เล่มก็รวมงานอาจจะมีเล่มเดียวได้เท่านี้ สำนักพิมพ์ที่ 12

2033
00:57:34,661 --> 00:57:34,782

2034
00:57:34,782 --> 00:57:35,303

2035
00:57:35,303 --> 00:57:36,321
มี 3 เล่ม

2036
00:57:36,321 --> 00:57:40,321
รวมราคามาทั้งหมดได้เท่านี้อันนี้คือคำสั่ง Group by คือ จัดกลุ่มมานั่นเอง

2037
00:57:42,603 --> 00:57:42,794

2038
00:57:42,794 --> 00:57:43,694
นะคะ

2039
00:57:43,694 --> 00:57:44,527

2040
00:57:44,527 --> 00:57:47,988
เป็นการจัดกลุ่มข้อมูล เช่น

2041
00:57:47,988 --> 00:57:51,988
นักศึกษาชายปี 3 ชายรวมแล้วมีกี่คน

2042
00:57:52,349 --> 00:57:52,539

2043
00:57:52,539 --> 00:57:56,539
จะรวมโดยทั้งคณะหรือทั้งมหาวิทยาลัยแล้วแต่เรากำหนดเงื่อนไข

2044
00:57:57,032 --> 00:57:58,052
นะคะ

2045
00:57:58,052 --> 00:57:59,975

2046
00:57:59,975 --> 00:58:00,234

2047
00:58:00,234 --> 00:58:00,614

2048
00:58:00,614 --> 00:58:00,804

2049
00:58:00,804 --> 00:58:04,804
ถ้ามีเงื่อนไขนอกเหนือจากที่เรากำหนดไปแล้ว เมื่อกี้คือเราให้

2050
00:58:06,196 --> 00:58:07,919
จัดกลุ่มเป็น

2051
00:58:07,919 --> 00:58:11,919
รหัสสำนักพิมพ์ แต่ถ้ามีเงื่อนไขเข้ามาอีกเราจะเพิ่มเป็นคำสั่ง Having ตัว นี้

2052
00:58:14,404 --> 00:58:14,844

2053
00:58:14,844 --> 00:58:17,155
เงื่อนไขเดียวมันไม่พอ

2054
00:58:17,155 --> 00:58:17,926

2055
00:58:17,926 --> 00:58:18,176

2056
00:58:18,176 --> 00:58:19,847
เมื่อกี้นี้

2057
00:58:19,847 --> 00:58:23,847
เราเพิ่มเข้าไปอีกว่าให้เป็นรหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่ามากกว่าเท่ากับ 5

2058
00:58:25,229 --> 00:58:25,489

2059
00:58:25,489 --> 00:58:25,741

2060
00:58:25,741 --> 00:58:28,183
มันก็จะตัดสำนักพิมพ์ที่ 4 ออกไป

2061
00:58:28,183 --> 00:58:29,653
เหลือแค่ 2 สำนักพิมพ์

2062
00:58:29,653 --> 00:58:30,424

2063
00:58:30,424 --> 00:58:32,985
แล้วแต่ว่าเราจะเพิ่มเงื่อนไขอะไรอีก

2064
00:58:32,985 --> 00:58:36,985
นะคะ ก็ว่าอย่างที่บอกมุมมองการดูข้อมูลของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน

2065
00:58:39,016 --> 00:58:40,357
แล้วแต่ว่า

2066
00:58:40,357 --> 00:58:42,536
เขาจะอยากดูข้อมูลแบบไหน

2067
00:58:42,536 --> 00:58:44,397
อยากได้รายงานแบบไหน

2068
00:58:44,397 --> 00:58:48,369
นะคะ ระบบจัดการฐานข้อมูลก็สามารถจัดการได้ทั้งหมด

2069
00:58:48,369 --> 00:58:50,030
นะคะ

2070
00:58:50,030 --> 00:58:50,741

2071
00:58:50,741 --> 00:58:54,013
ต่อมาจะเป็นส่งของคำสั่งในการปรับปรุงฐานข้อมูล

2072
00:58:54,013 --> 00:58:56,895
ก็คือเป็นการเพิ่มแก้ไขการลบข้อมูล

2073
00:58:56,895 --> 00:58:57,146

2074
00:58:57,146 --> 00:58:57,787
นะคะ

2075
00:58:57,787 --> 00:59:01,787
การเพิ่มข้อมูลเราจะใช้คำสั่ง insert into แล้วก็ใส่

2076
00:59:03,423 --> 00:59:05,799
Value รูปแบบคำสั่งจะเป็นแบบนี้

2077
00:59:05,799 --> 00:59:05,987

2078
00:59:05,987 --> 00:59:07,399
นะคะ

2079
00:59:07,399 --> 00:59:08,299

2080
00:59:08,299 --> 00:59:09,200

2081
00:59:09,200 --> 00:59:10,031

2082
00:59:10,031 --> 00:59:10,351

2083
00:59:10,351 --> 00:59:10,612

2084
00:59:10,612 --> 00:59:10,932

2085
00:59:10,932 --> 00:59:12,154
เช่นตัวอย่าง

2086
00:59:12,154 --> 00:59:12,854

2087
00:59:12,854 --> 00:59:13,046

2088
00:59:13,046 --> 00:59:17,027
ข้อมูลเดิมจะอยู่ด้านข้อมูลด้านซ้ายนะคะ

2089
00:59:17,027 --> 00:59:21,027
คำสั่งที่เพิ่มเติม ก็คืออันนี้คือเงื่อนไขคือยังไม่ระบุคอลัมน์นะคะ ว่าให้ใส่คอลัมน์ไหน

2090
00:59:22,848 --> 00:59:23,299

2091
00:59:23,299 --> 00:59:23,429

2092
00:59:23,429 --> 00:59:25,290
แต่ถ้า

2093
00:59:25,290 --> 00:59:29,290
เราพิมพ์แบบนี้ แสดงว่าเรารู้แล้วว่าข้อมูลที่เราจะใส่ มันก็จะเรียงลำดับตามนี้นะคะ

2094
00:59:32,406 --> 00:59:36,406
ถ้าคุณสลับตำแหน่งมันก็จะไม่สนใจว่าคุณใส่คอลัมน์ผิดคำถูกไม่รู้

2095
00:59:37,150 --> 00:59:37,791

2096
00:59:37,791 --> 00:59:38,562

2097
00:59:38,562 --> 00:59:39,132

2098
00:59:39,132 --> 00:59:41,835
คำสั่งก็คือ insert into ตัวนี้

2099
00:59:41,835 --> 00:59:45,168
ให้ใส่ข้อมูลลงไปในตาราง Book

2100
00:59:45,168 --> 00:59:46,959
ซึ่งมีค่าดังนี้

2101
00:59:46,959 --> 00:59:47,280

2102
00:59:47,280 --> 00:59:48,560
0

2103
00:59:48,560 --> 00:59:50,621
09

2104
00:59:50,621 --> 00:59:51,701

2105
00:59:51,701 --> 00:59:52,092

2106
00:59:52,092 --> 00:59:54,073
SQL 520 ผลลัพธ์ที่ได้จะมาอยู่ล่างสุด

2107
00:59:54,073 --> 00:59:54,584

2108
00:59:54,584 --> 00:59:58,054
ทำไมมันใส่คอลัมน์ถูกต้อง เพราะ

2109
00:59:58,054 --> 00:59:59,715
คำสั่ง

2110
00:59:59,715 --> 01:00:02,986
ให้ใส่ข้อมูลนี่มันเรียงมาถูกต้องอยู่แล้ว

2111
01:00:02,986 --> 01:00:06,258
แต่ถ้าคุณสลับตำแหน่งผิด

2112
01:00:06,258 --> 01:00:07,029

2113
01:00:07,029 --> 01:00:07,601

2114
01:00:07,601 --> 01:00:09,011
ใส่ 520

2115
01:00:09,011 --> 01:00:11,383
มาอยู่ตรงนี้แทนนี่

2116
01:00:11,383 --> 01:00:15,383
มันก็จะกลายเป็น BookID 520 นะคะ แต่นี้ที่มันใส่ถูกเพราะว่า

2117
01:00:15,426 --> 01:00:17,476
เรียงลำดับตามคอลัมน์

2118
01:00:17,476 --> 01:00:19,398
ต้องแค่นั้นเอง

2119
01:00:19,398 --> 01:00:19,839

2120
01:00:19,839 --> 01:00:20,798
ต่อมา

2121
01:00:20,798 --> 01:00:22,669
เพื่อความชัวร์

2122
01:00:22,669 --> 01:00:24,271
เราอาจจะระบุ

2123
01:00:24,271 --> 01:00:24,460

2124
01:00:24,460 --> 01:00:26,382
ชื่อคอลัมน์ไปด้วยก็ได้

2125
01:00:26,382 --> 01:00:30,382
นะคะ เขาว่าข้อมูล 10 10 นี่ให้อยู่ใน BookID นะ

2126
01:00:30,811 --> 01:00:31,125

2127
01:00:31,125 --> 01:00:35,125
ชื่อหนังสือ VB รหัสสำนักพิมพ์คือ 5 ราคาคือ 250

2128
01:00:36,570 --> 01:00:36,771

2129
01:00:36,771 --> 01:00:37,091

2130
01:00:37,091 --> 01:00:39,912
ข้อมูลจะมาต่อท้ายด้านล่างแบบนี้

2131
01:00:39,912 --> 01:00:43,912
อันนี้ก็เพื่อป้องกันว่าเราจะใส่ข้อมูลผิดคอลัมน์หรือเปล่า

2132
01:00:44,265 --> 01:00:44,974
นะคะ

2133
01:00:44,974 --> 01:00:45,295

2134
01:00:45,295 --> 01:00:45,486

2135
01:00:45,486 --> 01:00:49,486
มันคือการเพิ่มข้อมูลนะคะ ง่ายมากคำสั่งมีแค่นี้เอง insert into

2136
01:00:51,062 --> 01:00:53,302
สำหรับการเพิ่มข้อมูล

2137
01:00:53,302 --> 01:00:57,151
ต่อมาเป็นคำสั่งในการ

2138
01:00:57,151 --> 01:00:59,975
กลุ่มข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูล

2139
01:00:59,975 --> 01:01:01,064
นะคะ

2140
01:01:01,064 --> 01:01:02,406
จะใช้คำสั่ง

2141
01:01:02,406 --> 01:01:03,435

2142
01:01:03,435 --> 01:01:04,147

2143
01:01:04,147 --> 01:01:04,587

2144
01:01:04,587 --> 01:01:07,920
UPDATE SET ถ้ามีเงื่อนไขก็สามารถใส่เงื่อนไขเพิ่มได้

2145
01:01:07,920 --> 01:01:08,949
นะคะ

2146
01:01:08,949 --> 01:01:10,290

2147
01:01:10,290 --> 01:01:12,792
รูปแบบคำสั่ง

2148
01:01:12,792 --> 01:01:15,875
UPDATE คือ ปรับปรุงข้อมูลในตาราง

2149
01:01:15,875 --> 01:01:16,255

2150
01:01:16,255 --> 01:01:18,237
โดยมีค่าคือ

2151
01:01:18,237 --> 01:01:20,039
ใ ห้ราคาทั้งหมด

2152
01:01:20,039 --> 01:01:24,039
บวกเพิ่มเข้าไปอีก 50 บาท

2153
01:01:26,686 --> 01:01:29,483

2154
01:01:22,479 --> 01:01:24,080

2155
01:01:24,080 --> 01:01:24,910

2156
01:01:24,910 --> 01:01:25,101

2157
01:01:25,101 --> 01:01:25,481

2158
01:01:25,481 --> 01:01:27,924

2159
01:01:27,924 --> 01:01:31,924
พอพิมพ์ตัวนี้ปุ๊บราคาหนังสือจะเพิ่มขึ้นจาก

2160
01:01:34,591 --> 01:01:34,873
เดิ

2161
01:01:31,444 --> 01:01:35,444
ม 50 บาททุกเล่ม

2162
01:01:38,873 --> 01:01:39,476

2163
01:01:34,526 --> 01:01:35,546

2164
01:01:35,546 --> 01:01:38,246
เหมือนตัวนี้ค่ะ จากเดิมตัวนี้ไม่มีราคาหนังสือ

2165
01:01:38,246 --> 01:01:42,246
ก็จะมีละ 50 บาท

2166
01:01:44,838 --> 01:01:45,114

2167
01:01:39,458 --> 01:01:39,848

2168
01:01:39,848 --> 01:01:41,188

2169
01:01:41,188 --> 01:01:41,889

2170
01:01:41,889 --> 01:01:42,601

2171
01:01:42,601 --> 01:01:46,601
อันนี้คือง่ายมาก ถ้าสมมติว่าข้อมูลเรามีแค่นี้เรานั่งพิมพ์ทีละอันก็ได้ค่ะ

2172
01:01:47,731 --> 01:01:51,731
ถ้าสมมุติว่าวันนี้เราเป็นร้านขายของที่มีของประมาณ 1 ชิ้น

2173
01:01:52,146 --> 01:01:56,146
บอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีขอขึ้นราคา คุณจะมานั่งพิมพ์ใหม่ทุกวันทุกวันทุกวัน

2174
01:01:57,465 --> 01:01:57,657

2175
01:01:57,657 --> 01:01:58,558
เมื่อไหร่จะเสร็จ

2176
01:01:58,558 --> 01:02:00,418

2177
01:02:00,418 --> 01:02:02,150
เพิ่มขึ้นทีละ 10 บาท

2178
01:02:02,150 --> 01:02:02,470

2179
01:02:02,470 --> 01:02:02,660

2180
01:02:02,660 --> 01:02:04,652
มีของอยู่แสนชิ้น

2181
01:02:04,652 --> 01:02:05,162

2182
01:02:05,162 --> 01:02:05,354

2183
01:02:05,354 --> 01:02:09,354
นั่งคีย์เป็นแสนครั้ง แต่ถ้าเรารู้จักคำสั่งในระบบจัดการฐานข้อมูลและพิมพ์แค่ 2 บรรทัดทุกอย่างเสร็จหมดเลย

2184
01:02:13,110 --> 01:02:13,502

2185
01:02:13,502 --> 01:02:14,201
นะคะ

2186
01:02:14,201 --> 01:02:14,650

2187
01:02:14,650 --> 01:02:15,933

2188
01:02:15,933 --> 01:02:19,073
คือ การปรับปรุงฐานข้อมูล

2189
01:02:19,073 --> 01:02:21,956
อันนี้คือก็คือประโยชน์ดึงของฐานข้อมูลนะคะ

2190
01:02:21,956 --> 01:02:22,666

2191
01:02:22,666 --> 01:02:22,858

2192
01:02:22,858 --> 01:02:26,858
เพราะว่าถ้าเราไม่มีคำสั่งเรานี้นี่บางทีไม่ต้องมานั่งพิมพ์ใหม่นี่เหนื่อยมาก ๆ

2193
01:02:27,603 --> 01:02:28,374
นะคะ

2194
01:02:28,374 --> 01:02:28,505

2195
01:02:28,505 --> 01:02:28,884

2196
01:02:28,884 --> 01:02:29,145

2197
01:02:29,145 --> 01:02:30,425
อันนี้คือประโยชน์

2198
01:02:30,425 --> 01:02:32,285
ถ้าเรารู้คำสั่ง

2199
01:02:32,285 --> 01:02:33,566
นะคะ

2200
01:02:33,566 --> 01:02:33,887

2201
01:02:33,887 --> 01:02:36,258
ถ้ามีเงื่อนไขเพิ่มเติม

2202
01:02:36,258 --> 01:02:37,089

2203
01:02:37,089 --> 01:02:38,439

2204
01:02:38,439 --> 01:02:42,439
เงื่อนไขเพิ่มเติมนะคะ ให้ปรับปรุงตาราง Book โดยที่เงื่อนไขคือตอนนี้เศรษฐกิจมันดีแล้ว

2205
01:02:45,556 --> 01:02:46,647
ของมันถูก

2206
01:02:46,647 --> 01:02:47,287

2207
01:02:47,287 --> 01:02:51,287
ให้ลดราคาสินค้าลง 50 บาท

2208
01:02:54,379 --> 01:02:52,275

2209
01:02:51,260 --> 01:02:53,572
เฉพาะรหัสสำนักพิมพ์

2210
01:02:53,572 --> 01:02:57,572
12 เท่านั้น

2211
01:02:58,979 --> 01:03:02,403

2212
01:02:55,103 --> 01:02:55,875

2213
01:02:55,875 --> 01:02:56,965

2214
01:02:56,965 --> 01:03:00,965
เฉพาะบางบริษัทก็ว่าไปอย่าง เช่นวันนี้สินค้าราคาลงเฉพาะบริษัทนี้เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงราคาลงได้

2215
01:03:05,486 --> 01:03:06,837
เพิ่มอีกบรรทัดหนึ่ง

2216
01:03:06,837 --> 01:03:07,096

2217
01:03:07,096 --> 01:03:07,478

2218
01:03:07,478 --> 01:03:10,041
นะคะ ถามว่าแล้ว

2219
01:03:10,041 --> 01:03:10,430

2220
01:03:10,430 --> 01:03:10,751

2221
01:03:10,751 --> 01:03:13,823
สินค้าในบริษัทฯจะเปลี่ยนไหม ไม่เปลี่ยนนะคะ

2222
01:03:13,823 --> 01:03:17,823
เพราะเรากำหนดเงื่อนไขว่าเฉพาะสำนักพิมพ์ 12 เท่านั้นที่ลดราคาลง 50 บาท

2223
01:03:23,927 --> 01:03:27,927

2224
01:03:25,063 --> 01:03:29,063
ตัวนี้นะคะ

2225
01:03:28,083 --> 01:03:31,651

2226
01:03:21,707 --> 01:03:22,276

2227
01:03:22,276 --> 01:03:23,058

2228
01:03:23,058 --> 01:03:23,830

2229
01:03:23,830 --> 01:03:24,279

2230
01:03:24,279 --> 01:03:25,111

2231
01:03:25,111 --> 01:03:25,493

2232
01:03:25,493 --> 01:03:29,493
คำสั่งลบก็ง่าย ๆ ค่ะ Delete From

2233
01:03:29,996 --> 01:03:30,297

2234
01:03:30,297 --> 01:03:30,747

2235
01:03:30,747 --> 01:03:34,747
ก็ตามนี้เลยนะคะ ให้ลบข้อมูลจากตาราง Book โดยมีเงื่อนไข คือ ให้ลบเฉพาะ Book ID ที่มีค่า 10 10

2236
01:03:44,701 --> 01:03:43,058

2237
01:03:41,011 --> 01:03:43,124
จากเดิมจะมีตัวนี้แล้วก็ลบออก

2238
01:03:43,124 --> 01:03:46,134
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นแบบนี้

2239
01:03:46,134 --> 01:03:46,897

2240
01:03:46,897 --> 01:03:50,176
คือคำสั่งอย่างง่ายที่เราจะเรียนในสัปดาห์หน้า

2241
01:03:50,176 --> 01:03:50,367

2242
01:03:50,367 --> 01:03:51,197

2243
01:03:51,197 --> 01:03:51,969
นะคะ

2244
01:03:51,969 --> 01:03:52,160

2245
01:03:52,160 --> 01:03:56,160
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าอาจารย์จะเตรียมข้อมูลมา

2246
01:03:59,118 --> 01:03:56,871

2247
01:03:55,820 --> 01:03:56,200

2248
01:03:56,200 --> 01:03:57,741
ให้นักศึกษาเพิ่ม

2249
01:03:57,741 --> 01:03:59,211
ฐานข้อมูลเอง

2250
01:03:59,211 --> 01:04:00,742
พิมพ์เอง

2251
01:04:00,742 --> 01:04:03,894
นะคะ ตั้งค่าคีย์หลักเอง

2252
01:04:03,894 --> 01:04:05,745
กรอกข้อมูลเองทั้งหมด

2253
01:04:05,745 --> 01:04:09,745
ลองเพิ่มลบข้อมูล ลองดึงข้อมูลเป็นรายงานออกมาด้วยตัวเอง

2254
01:04:12,101 --> 01:04:12,758

2255
01:04:12,758 --> 01:04:12,992

2256
01:04:12,992 --> 01:04:16,992
สัปดาห์นี้จะให้ลองกลับไปทบทวนว่าคำสั่งที่จะใช้

2257
01:04:17,672 --> 01:04:21,076
Select From Delete from Update set

2258
01:04:21,076 --> 01:04:21,396

2259
01:04:21,396 --> 01:04:21,588

2260
01:04:21,588 --> 01:04:24,468
Insert into อะไรก็ว่าไป

2261
01:04:24,468 --> 01:04:26,837
มันจะเป็นอย่างไรบ้างนะคะ

2262
01:04:26,837 --> 01:04:27,219

2263
01:04:27,219 --> 01:04:31,219
หน้าวอนิ้วมือมาให้พร้อมเพราะเราต้องพิมพ์เอง

2264
01:04:31,263 --> 01:04:32,996
เครื่องใครเครื่องมัน

2265
01:04:32,996 --> 01:04:33,825

2266
01:04:33,825 --> 01:04:34,148

2267
01:04:34,148 --> 01:04:38,148
เครื่องใครเครื่องมันพิมพ์ภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่องก็

2268
01:04:38,247 --> 01:04:40,938
จะได้คล่องนี่แหละ อาทิตย์หน้านะคะ

2269
01:04:40,938 --> 01:04:41,327

2270
01:04:41,327 --> 01:04:42,858
พิมพ์บ่อย ๆ

2271
01:04:42,858 --> 01:04:43,309

2272
01:04:43,309 --> 01:04:43,630

2273
01:04:43,630 --> 01:04:44,591
เพราะว่า

2274
01:04:44,591 --> 01:04:48,183
การพิมพ์คำสั่ง SQL ง่ายที่สุดแล้วในการเขียนโปรแกรม

2275
01:04:48,183 --> 01:04:48,573

2276
01:04:48,573 --> 01:04:49,785

2277
01:04:49,785 --> 01:04:53,785
อาทิตย์นี้ก็จะประมาณนี้นะคะ เดี๋ยวเราอาทิตย์หน้า

2278
01:04:54,339 --> 01:04:54,539

2279
01:04:54,539 --> 01:04:57,930
ก็มาให้เร็วหน่อย เพราะว่าเราจะเป็นปฏิบัติ

2280
01:04:57,930 --> 01:04:58,310

2281
01:04:58,310 --> 01:04:59,140
นะคะ

2282
01:04:59,140 --> 01:04:59,461

2283
01:04:59,461 --> 01:04:59,723

2284
01:04:59,723 --> 01:05:00,553
ก็

2285
01:05:00,553 --> 01:05:04,553
ขอบคุณล่ามขอบคุณถอดความนะคะ วันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ

2286
01:05:04,856 --> 01:05:05,685

2287
01:05:05,685 --> 01:05:09,685
ขอบคุณมากนะคะ

2288
01:05:10,628 --> 01:05:12,032

2289
01:05:12,032 --> 01:05:12,745

2290
01:05:12,745 --> 01:05:12,931

2291
01:05:12,931 --> 01:05:16,931

2292
01:05:16,964 --> 01:05:20,436

2293
01:05:20,436 --> 01:05:22,868

2294
01:05:22,868 --> 01:05:26,868


