﻿1
00:00:04,015 --> 00:00:04,015

2
00:00:04,015 --> 00:00:04,015

3
00:00:04,015 --> 00:00:06,209
ได้ยินไหมคะ

4
00:00:06,209 --> 00:00:07,820
ได้ยินค่ะ

5
00:00:07,820 --> 00:00:08,709
โอเคค่ะ

6
00:00:08,709 --> 00:00:09,030

7
00:00:09,030 --> 00:00:09,742

8
00:00:09,742 --> 00:00:10,952

9
00:00:10,952 --> 00:00:12,371
อาทิตย์นี้

10
00:00:12,371 --> 00:00:16,371
นะคะ จะเป็นการแนะนำตัวโปรแกรมที่เราจะใช้

11
00:00:17,555 --> 00:00:17,746

12
00:00:17,746 --> 00:00:20,189
เขียน

13
00:00:20,189 --> 00:00:21,219

14
00:00:21,219 --> 00:00:21,669

15
00:00:21,669 --> 00:00:21,991

16
00:00:21,991 --> 00:00:25,991
ระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ ก็จะเป็นโปรแกรมเอาอย่างงายก่อนละกัน

17
00:00:27,815 --> 00:00:31,815
นะคะ เพราะว่าไอ้ตัวภาษา SQL นี่ มันก็จะมีโปรแกรมที่ใช้งานร่วมกันได้

18
00:00:34,216 --> 00:00:35,686
หลายโปรแกรมมาก

19
00:00:35,686 --> 00:00:36,456

20
00:00:36,456 --> 00:00:37,167

21
00:00:37,167 --> 00:00:37,428

22
00:00:37,428 --> 00:00:40,429
น่าจะเป็น mysql หรือเป็น oracle

23
00:00:40,429 --> 00:00:43,763
แต่มันก็จะใช้ภาษาเดียวกัน คือภาษา html ซึ่ง

24
00:00:43,763 --> 00:00:44,223

25
00:00:44,223 --> 00:00:48,223
โปรแกรมในเครื่องเราถ้าไม่ได้ติดตั้งเพิ่มเติมเขาจะมีอยู่แล้วนะคะ ก็คือโปรแกรม

26
00:00:49,346 --> 00:00:49,916

27
00:00:49,916 --> 00:00:51,328
Microsoft Access

28
00:00:51,328 --> 00:00:51,518

29
00:00:51,518 --> 00:00:54,089
นะคะ บันทึกมีความสามารถ

30
00:00:54,089 --> 00:00:55,689
ที่จะพิมพ์

31
00:00:55,689 --> 00:00:58,381
คำสั่งภาษา SQL ลงไปได้ด้วย

32
00:00:58,381 --> 00:00:58,570

33
00:00:58,570 --> 00:00:58,702

34
00:00:58,702 --> 00:01:01,074
แล้วก็ในส่วนของตัว

35
00:01:01,074 --> 00:01:02,364
โปรแกรมนี้เน

36
00:01:02,364 --> 00:01:04,986
หน้าตาการทำงานมันจะคล้าย ๆ กับโปรแกรม

37
00:01:04,986 --> 00:01:07,868
Excel ที่เราเคยใช้งานกันอยู่แล้ว

38
00:01:07,868 --> 00:01:11,010
เก็บข้อมูลในรูปแบบที่เป็นตารางเหมือนกัน

39
00:01:11,010 --> 00:01:11,211

40
00:01:11,211 --> 00:01:12,681
เราก็จะได้

41
00:01:12,681 --> 00:01:12,932

42
00:01:12,932 --> 00:01:15,245
ทำความเข้าใจกับมันง่ายขึ้นนะคะ

43
00:01:15,245 --> 00:01:15,373

44
00:01:15,373 --> 00:01:16,264

45
00:01:16,264 --> 00:01:19,536
โดยตัว Microsoft Access นี่นะคะ

46
00:01:19,536 --> 00:01:22,549
ในรูปตัวโปรแกรมมันจะเป็นสีส้ม ๆ

47
00:01:22,549 --> 00:01:25,302
นะ มันจะเป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์

48
00:01:25,302 --> 00:01:29,302
อย่างที่เราเคยได้วาดรูปไปแล้วว่าแต่ละตารางมันควรจะสัมพันธ์กันยังไง

49
00:01:30,696 --> 00:01:31,585

50
00:01:31,585 --> 00:01:31,847

51
00:01:31,847 --> 00:01:35,629
โปรแกรมนี้เนี่ยมันก็จะมีความสามารถทั้ง

52
00:01:35,629 --> 00:01:37,229
การจัดการฐานข้อมูล

53
00:01:37,229 --> 00:01:37,621

54
00:01:37,621 --> 00:01:41,621
แล้วก็สร้างโปรแกรมได้ในตัวเดียวกัน ก็คือเป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างครบสำหรับการทำงาน

55
00:01:43,004 --> 00:01:45,186
ฐานข้อมูลเบื้องต้นนะคะ

56
00:01:45,186 --> 00:01:45,698

57
00:01:45,698 --> 00:01:49,698
มันเลยเหมาะกับที่จะให้นักศึกษาเรียนรู้ แล้วก็พัฒนาโปรแกรมไว้ใช้งาน

58
00:01:51,211 --> 00:01:51,853
นะคะ

59
00:01:51,853 --> 00:01:52,171

60
00:01:52,171 --> 00:01:52,943

61
00:01:52,943 --> 00:01:54,354
รวมถึงคนที่

62
00:01:54,354 --> 00:01:57,166
อาจจะไม่มีความรู้ในการเขียนโปรแกรมมากนัก

63
00:01:57,166 --> 00:01:59,808
นี่ เขาก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้เช่นเดียวกัน

64
00:01:59,808 --> 00:02:03,260
นะคะ เพราะว่ามันก็วิธีการใช้งานก็ค่อนข้างสะดวก

65
00:02:03,260 --> 00:02:04,802
แล้วก็

66
00:02:04,802 --> 00:02:05,762

67
00:02:05,762 --> 00:02:07,622
โปรแกรมก็ใช้ง่าย

68
00:02:07,622 --> 00:02:08,074

69
00:02:08,074 --> 00:02:11,405
คำสั่งไม่ซับซวุ่นวายมากนะคะ

70
00:02:11,405 --> 00:02:12,106

71
00:02:12,106 --> 00:02:13,837
หน้าตาตอนสร้าง

72
00:02:13,837 --> 00:02:17,837
ฐานข้อมูลก็จะเริ่มต้นประมาณนี้นะคะ แต่เดี๋ยวเราค่อยไปดูในตัวโปรแกรมกัน

73
00:02:18,650 --> 00:02:18,900

74
00:02:18,900 --> 00:02:22,900
มันจะมีส่วนของการทำงานหลัก ๆ อยู่ด้านบนนะคะ แล้วจะเรียกเป็นริบบอน

75
00:02:23,465 --> 00:02:24,425
ข้างบน

76
00:02:24,425 --> 00:02:24,677

77
00:02:24,677 --> 00:02:25,764
นะคะ

78
00:02:25,764 --> 00:02:28,387
ในรูปเนี่จะเป็น 10 เกี่ยวกับกัน

79
00:02:28,387 --> 00:02:28,587

80
00:02:28,587 --> 00:02:30,568
กำหนดโครงสร้างของตาราง

81
00:02:30,568 --> 00:02:30,949

82
00:02:30,949 --> 00:02:31,730
ราคา

83
00:02:31,730 --> 00:02:31,990

84
00:02:31,990 --> 00:02:32,951
แล้วก็

85
00:02:32,951 --> 00:02:33,201

86
00:02:33,201 --> 00:02:37,201
การกำหนดหน้าจอสำหรับบันทึกข้อมูลหรือแสดงข้อมูลแล้วก็สามารถทำได้

87
00:02:38,772 --> 00:02:40,445
การสร้างรายงาน

88
00:02:40,445 --> 00:02:40,632

89
00:02:40,632 --> 00:02:41,854
อาหารเช่น

90
00:02:41,854 --> 00:02:42,044

91
00:02:42,044 --> 00:02:46,044
สมมุติมีรายชื่ออยู่ 1 รายชื่อ เราอยากให้มันออกเป็นรายงานเฉพาะชื่อที่เป็นผู้หญิง

92
00:02:48,074 --> 00:02:51,077
เราก็สามารถช่างรายงานออกมาได้เหมือนกัน

93
00:02:51,077 --> 00:02:51,468

94
00:02:51,468 --> 00:02:55,468
รวมถึงการสืบค้นการเรียกดูข้อมูลอื่นตามเงื่อนไข แล้วก็สามารถทำได้

95
00:02:56,211 --> 00:03:00,211
ส่วนของการสืบค้นเรียกดูข้อมูลนี่ เราจะใช้คำสั่ง SQL

96
00:03:00,314 --> 00:03:01,915
คีหลักด้วยตัวเอง

97
00:03:01,915 --> 00:03:03,575
เราจะไม่ใช้

98
00:03:03,575 --> 00:03:03,835

99
00:03:03,835 --> 00:03:05,445
โปรแกรมสำเร็จรูปทุกอย่าง

100
00:03:05,445 --> 00:03:09,445
เราจะได้รู้เลยว่าเวลาที่เราใช้ภาษา html มันทำงานยังไง

101
00:03:09,930 --> 00:03:11,589

102
00:03:11,589 --> 00:03:12,560

103
00:03:12,560 --> 00:03:15,501
โดยตารางที่อยู่ใน

104
00:03:15,501 --> 00:03:19,501
โปรแกรม access นะคะ รูปแบบของตาราง

105
00:03:20,246 --> 00:03:20,436

106
00:03:20,436 --> 00:03:24,288
นี่ ซึ่งมันเป็นมาตรฐานของการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบฐานข้อมูลอยู่แล้ว

107
00:03:24,288 --> 00:03:24,990

108
00:03:24,990 --> 00:03:27,172
ถ้าเราต้องการจะบันทึก

109
00:03:27,172 --> 00:03:31,172
หรือเก็บข้อมูลนี่ เราก็จะต้องสร้างตารางขึ้นมาก่อนถึงจะใช้งานได้

110
00:03:32,941 --> 00:03:33,702
เหมือน

111
00:03:33,702 --> 00:03:37,702
อาทิตย์ก่อน ๆ ที่อาจารย์ให้ศึกษาลองเปิดโปรแกรมดูนี่ บางคนจะยังพิมพ์อะไรลงไปไม่ได้เลย

112
00:03:39,415 --> 00:03:39,663

113
00:03:39,663 --> 00:03:40,436
เพราะว่า

114
00:03:40,436 --> 00:03:41,786
เรายังไม่มีตาราง

115
00:03:41,786 --> 00:03:42,105

116
00:03:42,105 --> 00:03:42,296

117
00:03:42,296 --> 00:03:42,675

118
00:03:42,675 --> 00:03:43,446
นะคะ

119
00:03:43,446 --> 00:03:46,079
มันจะดูเหมือนกดอะไรไม่ได้ เพราะ

120
00:03:46,079 --> 00:03:48,001
เรายังไม่ได้เริ่มสร้างตารางเลย

121
00:03:48,001 --> 00:03:52,001
การสร้างตารางในที่นี้นี่ มันก็คือการตั้งชื่อ

122
00:03:52,104 --> 00:03:54,864
แล้วก็กำหนดโครงสร้างของตารางด้วย

123
00:03:54,864 --> 00:03:55,185

124
00:03:55,185 --> 00:03:55,435

125
00:03:55,435 --> 00:03:59,435
ก็คือเราก็จะมีค่าใน Excel มันจะเป็นคอลัมน์ Column ใช่ไหมคะ

126
00:04:00,307 --> 00:04:00,877

127
00:04:00,877 --> 00:04:03,960
access ก็เหมือนกันเราก็ต้องโหลดว่า

128
00:04:03,960 --> 00:04:05,880
หัว Column แต่ละคอลัมน์

129
00:04:05,880 --> 00:04:07,163
ก็คือฟิลด์นี่แหละ

130
00:04:07,163 --> 00:04:08,123
นะคะ

131
00:04:08,123 --> 00:04:09,794
มันจะมีชื่อว่าอะไรบ้าง

132
00:04:09,794 --> 00:04:13,794
แล้วก็คุณสมบัติของข้อมูลที่ต้องบรรจุลงไปในน

133
00:04:14,855 --> 00:04:15,566

134
00:04:15,566 --> 00:04:19,566
ั้นนี่ มีอะไรนะคะ เช่น เป็นตัวหนังสือเท่านั้น

135
00:04:19,800 --> 00:04:22,422
หรือเป็นตัวเลขผสมกับตัวหนังสือ

136
00:04:22,422 --> 00:04:25,243
หรือรับเฉพาะค่าตัวเลข

137
00:04:25,243 --> 00:04:27,685
ตัวเลขต้องไม่เกิน 10 ตัว

138
00:04:27,685 --> 00:04:28,895
อะไรก็ว่าไป

139
00:04:28,895 --> 00:04:30,817
รวมถึงต้องกำหนดคีย์หลัก

140
00:04:30,817 --> 00:04:31,399

141
00:04:31,399 --> 00:04:35,399
การกำหนดคีย์หลักในโปรแกรม access มันก็ง่าย ๆ กดปุ่มเดียวก็เสร็จเลย

142
00:04:36,399 --> 00:04:40,399
แล้วก็ต้องกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป

143
00:04:41,013 --> 00:04:41,264

144
00:04:41,264 --> 00:04:41,904
ว่า

145
00:04:41,904 --> 00:04:43,643
มันจะเชื่อมต่อกัน

146
00:04:43,643 --> 00:04:44,864
อย่างไรนะคะ

147
00:04:44,864 --> 00:04:45,435

148
00:04:45,435 --> 00:04:46,585

149
00:04:46,585 --> 00:04:49,858
ตัวอย่างโครงสร้างของฐานข้อมูลนี้ เรา

150
00:04:49,858 --> 00:04:53,858
ทบทวนอีกรอบนะคะ ที่โชว์อยู่ในหน้าจอตอนนี้ก็คือเราเรียกว่าตารางเนาะ

151
00:04:55,369 --> 00:04:55,949

152
00:04:55,949 --> 00:04:58,760
มีแถวมีคอลัมน์

153
00:04:58,760 --> 00:04:59,541
นะคะ

154
00:04:59,541 --> 00:05:00,113

155
00:05:00,113 --> 00:05:04,113
แนวตั้งเรียกว่าคอลัมน์ ถ้าศัพท์ในระบบจัดการฐานข้อมูล

156
00:05:05,235 --> 00:05:09,235
ฟิลด์อย่างในตารางนี้จะมีอยู่ 4 Silver คือสีคอลัมน์

157
00:05:09,728 --> 00:05:13,249
มี 3 ได้กอดก็คือ 3 แถวข้อมูล

158
00:05:13,249 --> 00:05:17,162
อันนี้เป็นตัวอย่างข้อมูลผู้ป่วย

159
00:05:17,162 --> 00:05:21,162
นะคะ ไอ้ตัว H M นี่ มันย่อมาจากรหัส

160
00:05:21,585 --> 00:05:22,416

161
00:05:22,416 --> 00:05:26,416
ป่วยนะคะ Cotton Number แล้วก็จะมีชื่อมีนามสกุลจริงที่อยู่ อันนี้เป็น

162
00:05:27,931 --> 00:05:30,434
ตัวอย่างการเก็บข้อมูลอย่างง่าย

163
00:05:30,434 --> 00:05:32,106
ตัวอย่างง่าย

164
00:05:32,106 --> 00:05:34,215
ส่วนในโปรแกรม

165
00:05:34,215 --> 00:05:35,496

166
00:05:35,496 --> 00:05:39,496
เราจะสร้างตารางนะคะ โดยที่กันเราจะมากำหนดคุณสมบัติ

167
00:05:41,341 --> 00:05:44,022
ของคอลัมน์แบบเมื่อกี้นี้

168
00:05:44,022 --> 00:05:48,022
เราจะมากด กดตรงที่ส่วนของการดีไซน์ ก็คือการออกแบบ

169
00:05:48,967 --> 00:05:51,019
มันก็ถามว่ายังอยู่ตรงนี้

170
00:05:51,019 --> 00:05:51,470

171
00:05:51,470 --> 00:05:54,091
อันนี้มันเป็นภาษาอังกฤษนะคะ ว่า

172
00:05:54,091 --> 00:05:58,091
ชื่อคอลัมน์อะไรนะคะ เก็บข้อมูลชนิดอะไร

173
00:06:00,054 --> 00:06:01,145

174
00:06:01,145 --> 00:06:03,837
บางทีตัว ID

175
00:06:03,837 --> 00:06:06,918
นี่ ถ้าเราไม่ได้กำหนดค่ามันจะเป็นออโต้

176
00:06:06,918 --> 00:06:07,299

177
00:06:07,299 --> 00:06:10,819
มันจะเพิ่มไปเรื่อย ๆ ตามจำนวนที่เราเพิ่มเข้ามา

178
00:06:10,819 --> 00:06:11,200

179
00:06:11,200 --> 00:06:15,200
แต่เราสามารถระบุเองก็ได้ค่ะ  บางทีเราไม่อยากได้ตัวเลข

180
00:06:15,821 --> 00:06:17,802
1 2 3 4 5 ไปเรื่อย ๆ

181
00:06:17,802 --> 00:06:19,663
บางทีก็

182
00:06:19,663 --> 00:06:21,654
มันอาจจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ทุกระบบ

183
00:06:21,654 --> 00:06:24,155
นะคะ จะต้องมีตัวหนังสือ

184
00:06:24,155 --> 00:06:24,347

185
00:06:24,347 --> 00:06:26,396
ที่มันมีมาผสมกับตัวเลข

186
00:06:26,396 --> 00:06:28,449
รหัสนักศึกษาเรา

187
00:06:28,449 --> 00:06:31,461
นี่ เข้ามาใหม่แล้ว 1 2 3 4 5 ไปเลยไม่ได้

188
00:06:31,461 --> 00:06:32,363

189
00:06:32,363 --> 00:06:34,534
มันจะต้องกำหนดเฉพาะ

190
00:06:34,534 --> 00:06:38,518
เล่นขึ้นต้นด้วยปีการศึกษาตามมาด้วยรหัสคณะ

191
00:06:38,518 --> 00:06:40,309
ตามมาด้วยรหัสหลักสูตร

192
00:06:40,309 --> 00:06:43,831
แล้วค่อยเป็นถึงเลขที่ของเราว่าเลขที่อะไร

193
00:06:43,831 --> 00:06:44,090

194
00:06:44,090 --> 00:06:44,662

195
00:06:44,662 --> 00:06:45,892
ตัวอย่าง

196
00:06:45,892 --> 00:06:46,142

197
00:06:46,142 --> 00:06:47,743

198
00:06:47,743 --> 00:06:51,743
ถ้าเป็นการทำงานในการจัดการตารางจริง ๆ นี่ มันจะไม่มีข้อมูลแค่นิดเดียวอย่างที่เราเคยเห็น

199
00:06:54,797 --> 00:06:56,466
อย่างนั้นซ้าย

200
00:06:56,466 --> 00:06:57,036
นะคะ

201
00:06:57,036 --> 00:06:58,897
ก็จะเป็นตัวอย่าง ของ

202
00:06:58,897 --> 00:06:59,407

203
00:06:59,407 --> 00:07:01,388
ตารางทั้งหมดที่มันเอามา

204
00:07:01,388 --> 00:07:01,519

205
00:07:01,519 --> 00:07:03,001
เชื่อมโยงกัน

206
00:07:03,001 --> 00:07:03,132

207
00:07:03,132 --> 00:07:05,112
มีไม่ต่ำกว่า 20 ตาราง

208
00:07:05,112 --> 00:07:05,693

209
00:07:05,693 --> 00:07:07,995
ถ้ามันเป็นระบบงานใหญ่ ๆ

210
00:07:07,995 --> 00:07:08,195

211
00:07:08,195 --> 00:07:09,025
งรวมถึง

212
00:07:09,025 --> 00:07:13,025
การกำหนดด้วยว่าข้อมูลแต่ละชนิดที่เข้ามานี่ อย่างเช่น ID

213
00:07:14,276 --> 00:07:18,276
เขากำหนดให้เป็นตัวเลขให้มันเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อ

214
00:07:18,320 --> 00:07:18,841

215
00:07:18,841 --> 00:07:20,240
ัตโนมัติส่วนเลข

216
00:07:20,240 --> 00:07:22,421
ประจำตัวผู้ป่วย

217
00:07:22,421 --> 00:07:24,153
เขาจะให้กรอก

218
00:07:24,153 --> 00:07:25,302
นะคะ

219
00:07:25,302 --> 00:07:27,936
แล้วก็จะมีคำอธิบายว่าไอ้คำ

220
00:07:27,936 --> 00:07:30,046
คำย่อหรือหัวตาราง

221
00:07:30,046 --> 00:07:30,817

222
00:07:30,817 --> 00:07:33,188
นี่ ถ้าเป็นภาษาไทยคืออะไร

223
00:07:33,188 --> 00:07:34,020
นะคะ

224
00:07:34,020 --> 00:07:34,279

225
00:07:34,279 --> 00:07:35,051

226
00:07:35,051 --> 00:07:36,592
ovation

227
00:07:36,592 --> 00:07:38,132
คือเลขบัตรเดิม

228
00:07:38,132 --> 00:07:41,264
ต้องพิมพ์ยหนูไม่จำเป็นต้องพิมพ์ไหม

229
00:07:41,264 --> 00:07:43,704
ชื่อแรกจำเป็นต้องพิมพ์นามสกุล

230
00:07:43,704 --> 00:07:45,947
เราจะกำหนดตรงนี้ด้วยคำอธิบาย

231
00:07:45,947 --> 00:07:46,207

232
00:07:46,207 --> 00:07:47,298

233
00:07:47,298 --> 00:07:49,540
ถ้าในส่วนของ

234
00:07:49,540 --> 00:07:51,662
ฐานข้อมูล

235
00:07:51,662 --> 00:07:54,091
จะเรียกว่าเป็นพจนานุกรมข้อมูล

236
00:07:54,091 --> 00:07:56,010
Data Dictionary

237
00:07:56,010 --> 00:07:57,612
ก็คือสิ่งที่เราต้องบอก

238
00:07:57,612 --> 00:07:58,822
อย่างสมมุติว่า

239
00:07:58,822 --> 00:08:01,201
จะเป็นโปรแกรมเมอร์คนใหม่มาทำงาน

240
00:08:01,201 --> 00:08:01,463

241
00:08:01,463 --> 00:08:02,294
นะคะ

242
00:08:02,294 --> 00:08:02,423

243
00:08:02,423 --> 00:08:04,663
เห็นคำย่อ PT

244
00:08:04,663 --> 00:08:05,873
แมรี่

245
00:08:05,873 --> 00:08:06,775

246
00:08:06,775 --> 00:08:07,737
คืออะไร

247
00:08:07,737 --> 00:08:08,066

248
00:08:08,066 --> 00:08:08,388

249
00:08:08,388 --> 00:08:12,027
มาทำงานต่อจากเขาแล้วเขาไม่เขียนอธิบายว่า

250
00:08:12,027 --> 00:08:13,627
คำศัพท์คำ

251
00:08:13,627 --> 00:08:13,949

252
00:08:13,949 --> 00:08:15,869
นี้ มันคือข้อมูลอะไร ที่ต้องตอบ

253
00:08:15,869 --> 00:08:16,000

254
00:08:16,000 --> 00:08:16,651

255
00:08:16,651 --> 00:08:17,482

256
00:08:17,482 --> 00:08:18,311

257
00:08:18,311 --> 00:08:18,513

258
00:08:18,513 --> 00:08:20,043
นั่นคือสถานภาพสมรส

259
00:08:20,043 --> 00:08:22,796
สมมุติเขาไม่ได้บอกเราไว้

260
00:08:22,796 --> 00:08:25,688
เราก็ต้องมากว่าจะทำความเข้าใจได้ว่า

261
00:08:25,688 --> 00:08:25,947

262
00:08:25,947 --> 00:08:28,958
สรุปข้อมูลนี้ เขาต้องการข้อมูลอะไรกันแน่

263
00:08:28,958 --> 00:08:32,958
เพราะฉะนั้น การเขียนคำอธิบายก็ค่อนข้างจำเป็นเหมือนกันสำหรับการจัดการฐานข้อมูล

264
00:08:34,340 --> 00:08:36,321
นะคะ

265
00:08:36,321 --> 00:08:36,770

266
00:08:36,770 --> 00:08:36,960

267
00:08:36,960 --> 00:08:37,352

268
00:08:37,352 --> 00:08:38,761
ส่วนด้านล่าง

269
00:08:38,761 --> 00:08:39,652

270
00:08:39,652 --> 00:08:39,974

271
00:08:39,974 --> 00:08:42,866
เป็นการบอกขนาดของข้อมูล

272
00:08:42,866 --> 00:08:46,579
นะคะ เช่นจำนวนเงินเดือน

273
00:08:46,579 --> 00:08:47,290

274
00:08:47,290 --> 00:08:50,171
เงินเดือนน่าจะไม่มีแค่ 2 หลัก

275
00:08:50,171 --> 00:08:54,171
บางคนเงินเดือนเยอะบางคนเงินเดือนน้อยเราก็สามารถกำหนดได้ว่า

276
00:08:54,913 --> 00:08:56,893
เลขที่สามารถกรอกเข้าไปได้

277
00:08:56,893 --> 00:08:58,313
นี่ มากขนาดไหน

278
00:08:58,313 --> 00:09:00,104
เงินเดือนอาจจะยังไม่เห็นภาพ

279
00:09:00,104 --> 00:09:04,104
ถ้าสมมุติว่ามันเป็นคอลัมน์ที่เกี่ยวกับงบประมาณประเทศ

280
00:09:04,209 --> 00:09:04,588

281
00:09:04,588 --> 00:09:05,099

282
00:09:05,099 --> 00:09:07,030
ที่ต้องกรอกตัวเลขเยอะ ๆ

283
00:09:07,030 --> 00:09:10,363
นะคะ เลข 6-7 หลักมันไม่พอแน่นอน

284
00:09:10,363 --> 00:09:14,363
เราก็ต้องมากำหนดต้องดูด้วยว่าข้อมูลที่ใส่ได้ควรจะเป็นข้อมูล

285
00:09:16,005 --> 00:09:17,606
ขนาดไหน

286
00:09:17,606 --> 00:09:21,606
หรือบัตรประชาชนเรามากำหนดเลยว่าให้กรอกได้แค่ 13 หลัก

287
00:09:21,840 --> 00:09:24,592
เราก็จะมากำหนดตรง Property ข้างล่างตรงนี้

288
00:09:24,592 --> 00:09:25,812
นะคะ

289
00:09:25,812 --> 00:09:28,635

290
00:09:28,635 --> 00:09:32,157
การสร้างตาราง โดยใช้มุมมอง

291
00:09:32,157 --> 00:09:33,568
การออกแบบ

292
00:09:33,568 --> 00:09:34,279

293
00:09:34,279 --> 00:09:38,122
มันก็จะมีการกำหนดว่าชื่อของฟิลด์ คือชื่อแต่ละคอลัมน์

294
00:09:38,122 --> 00:09:40,114
ควรตั้งชื่ออะไร

295
00:09:40,114 --> 00:09:40,305

296
00:09:40,305 --> 00:09:44,305
ควรจะตั้งให้มีความหมาย แล้วก็ไม่ยาวจนเกินไป

297
00:09:44,468 --> 00:09:46,848
แล้วก็ห้ามใช้สัญลักษณ์พิเศษ

298
00:09:46,848 --> 00:09:47,169

299
00:09:47,169 --> 00:09:51,169
พวกเครื่องหมายคำถาม

300
00:09:53,093 --> 00:09:51,802

301
00:09:49,601 --> 00:09:52,223
เครื่องหมายแฮชแท็ก

302
00:09:52,223 --> 00:09:52,413

303
00:09:52,413 --> 00:09:53,253
อะไรพวกนี้นะคะ

304
00:09:53,253 --> 00:09:54,925
หรือจุด

305
00:09:54,925 --> 00:09:58,376
_ ขีดเส้นใต้เราจะไม่ใส่

306
00:09:58,376 --> 00:09:58,576

307
00:09:58,576 --> 00:09:58,697

308
00:09:58,697 --> 00:09:59,598

309
00:09:59,598 --> 00:09:59,789

310
00:09:59,789 --> 00:10:00,239

311
00:10:00,239 --> 00:10:04,239
รวมถึงประเทศของข้อมูลนะคะ ก็คือชนิดของข้อมูลที่จัดเก็บในคอลัมน์อยู่ฟิลแน่น ๆ

312
00:10:08,317 --> 00:10:09,859
รหัสสินค้า

313
00:10:09,859 --> 00:10:10,689

314
00:10:10,689 --> 00:10:14,220
มันควรจะเป็นได้ทั้งตัวเลข และตัวอักษรผสมกัน

315
00:10:14,220 --> 00:10:15,881
ส่วนราคา

316
00:10:15,881 --> 00:10:16,392

317
00:10:16,392 --> 00:10:16,712

318
00:10:16,712 --> 00:10:17,293
นะคะ

319
00:10:17,293 --> 00:10:19,154
ควรจะเป็นตัวเลขอย่างเดียว

320
00:10:19,154 --> 00:10:19,795

321
00:10:19,795 --> 00:10:20,886
ฃ เราไม่พิมพ์

322
00:10:20,886 --> 00:10:21,145

323
00:10:21,145 --> 00:10:25,145
เราจะไม่พิมพ์ 500 แล้วก็ใส่ ก ไก่ อีก 2 ตัวแทนได้ 0 มันไม่ใช่

324
00:10:25,757 --> 00:10:29,028
เพื่อน 500 ก็คือเป็นตัวเลขอย่างเดียว

325
00:10:29,028 --> 00:10:29,799

326
00:10:29,799 --> 00:10:30,121

327
00:10:30,121 --> 00:10:34,121
ถ้าสมมุติข้อมูลนั้น ๆ จะต้องนำไปคำนวณ

328
00:10:34,919 --> 00:10:35,631

329
00:10:35,631 --> 00:10:38,700
ควรจะเป็นข้อมูลชนิดอะไร เช่น อายุ

330
00:10:38,700 --> 00:10:39,022

331
00:10:39,022 --> 00:10:39,722

332
00:10:39,722 --> 00:10:41,643
คือเอาวันเดือนปีเกิดไปคำนวณ

333
00:10:41,643 --> 00:10:44,024
มันจะต้องเป็นตัวเลขหรือวันที่

334
00:10:44,024 --> 00:10:45,566
หรือย

335
00:10:45,566 --> 00:10:49,148
อย่างไรนะคะ เราก็ต้องมาพิจารณาข้อมูลพวกนั้นด้วย

336
00:10:49,148 --> 00:10:51,010
เช็กวันเข้าทำงาน

337
00:10:51,010 --> 00:10:51,579

338
00:10:51,579 --> 00:10:53,321
วันแรกจนถึงปัจจุบัน

339
00:10:53,321 --> 00:10:55,563
เขาทำงานมาแล้วกี่ปี

340
00:10:55,563 --> 00:10:57,615
ว่าจะใช้วันที่ในการคำนวณ

341
00:10:57,615 --> 00:10:58,316
นะคะ

342
00:10:58,316 --> 00:10:58,767

343
00:10:58,767 --> 00:11:02,767
เราก็ต้องพิจารณาตัวนี้ด้วย ถ้าสมมุติว่าได้ไปทำฐานข้อมูลด้วยตัวเอง

344
00:11:04,021 --> 00:11:04,472

345
00:11:04,472 --> 00:11:07,032
ข้อมูลที่เป็นข้อความหรือว่า Te

346
00:11:07,032 --> 00:11:11,032
xt นะคะ ก็จะเป็นข้อมูลที่เป็นตัวอักษรตัวเลขตัวเลขทำไมถึงบอกว่าเป็น Text

347
00:11:12,358 --> 00:11:16,358
ถ้าตัวเลขที่ไม่ได้ใช้ในการคำนวณ เช่น รหัสนักศึกษาพวกคุณ

348
00:11:17,431 --> 00:11:19,093
เราจะไม่เอามาบวกกัน

349
00:11:19,093 --> 00:11:19,542

350
00:11:19,542 --> 00:11:20,433

351
00:11:20,433 --> 00:11:23,954
ง มันมีผลในการคำนวณนะคะ มันเป็นตัวเลขบอกรหัสเฉย ๆ

352
00:11:23,954 --> 00:11:25,955
สัญลักษณ์เครื่องหมาย

353
00:11:25,955 --> 00:11:26,207

354
00:11:26,207 --> 00:11:30,207
ก็บางคนอาจจะจำเป็นที่ต้องใส่สัญลักษณ์

355
00:11:30,310 --> 00:11:32,291
คำนำหน้าชื่อ

356
00:11:32,291 --> 00:11:32,682

357
00:11:32,682 --> 00:11:35,054
บางคนก็ทีมนางสาว

358
00:11:35,054 --> 00:11:37,044
บางคนพิมพ์

359
00:11:37,044 --> 00:11:37,425

360
00:11:37,425 --> 00:11:40,819
มันก็จะมีสัญลักษณ์มีเครื่องหมายมีตัวอักขระ

361
00:11:40,819 --> 00:11:42,879
นะคะ ที่ผสมกัน

362
00:11:42,879 --> 00:11:44,541
ลบตัวเลข

363
00:11:44,541 --> 00:11:44,861

364
00:11:44,861 --> 00:11:47,551
ก็ตัวเลขนี่ ก็จะมีหลายประเภทเหมือนกัน

365
00:11:47,551 --> 00:11:47,934

366
00:11:47,934 --> 00:11:50,577
เป็นข้อมูลที่เป็นตัวเลขจะเป็นจำนวนเงิน

367
00:11:50,577 --> 00:11:51,277

368
00:11:51,277 --> 00:11:51,407

369
00:11:51,407 --> 00:11:52,876
การเก็บเงิน

370
00:11:52,876 --> 00:11:55,119
ก็มีให้เลือกหลายรูปแบบ

371
00:11:55,119 --> 00:11:58,328
นะคะ ถ้าเราเลือกข้อมูลเป็น B

372
00:11:58,328 --> 00:12:02,102
yte ข้อมูลที่เราเก็บได้จะมีแค่ 0-255 เท่านั้น

373
00:12:02,102 --> 00:12:05,694
แล้วก็เป็นจำนวนเต็มใส่เป็นทศนิยมไม่ได้

374
00:12:05,694 --> 00:12:09,228
นะคะ ข้อมูลที่เป็น integer

375
00:12:09,228 --> 00:12:11,983
เป็นค่าตัวเลขระหว่าง - 3 หมื่นกว่า

376
00:12:11,983 --> 00:12:12,301

377
00:12:12,301 --> 00:12:13,071
ก็จะถึง

378
00:12:13,071 --> 00:12:16,213
30,000 จำนวนเต็มบวก

379
00:12:16,213 --> 00:12:19,794
เป็นเต็มบวกเต็มลบไม่มีจุดทศนิยม

380
00:12:19,794 --> 00:12:20,055

381
00:12:20,055 --> 00:12:20,435

382
00:12:20,435 --> 00:12:21,466

383
00:12:21,466 --> 00:12:24,157
ถ้าเป็นรอง

384
00:12:24,157 --> 00:12:24,479

385
00:12:24,479 --> 00:12:26,721
inegerเมื่อกี้จากหลักหมื่น

386
00:12:26,721 --> 00:12:29,161
มันจะกลายเป็นประมาณ 2000 ล้าน

387
00:12:29,161 --> 00:12:29,733

388
00:12:29,733 --> 00:12:33,733
เหมาะกับการใส่งบประมาณที่เยอะมาก ๆ

389
00:12:34,032 --> 00:12:35,564
หรือข้อมูล

390
00:12:35,564 --> 00:12:36,334

391
00:12:36,334 --> 00:12:36,783

392
00:12:36,783 --> 00:12:39,606
เงินใด ๆ ก็ตาม ที่เป็นตัวเลขที่

393
00:12:39,606 --> 00:12:41,407
มากกว่า

394
00:12:41,407 --> 00:12:43,839
Siธรรมดาขึ้นไป

395
00:12:43,839 --> 00:12:44,480
นะคะ

396
00:12:44,480 --> 00:12:46,141
Single

397
00:12:46,141 --> 00:12:49,163
จะเป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยม

398
00:12:49,163 --> 00:12:50,313
นะคะ

399
00:12:50,313 --> 00:12:52,614
จะมีค่าไปจนถึงติดลบ

400
00:12:52,614 --> 00:12:56,614
เป็นทั้งเพื่อนเป็นทั้ง ๆ ที่เป็นเต็มลบกับเต็มบวก

401
00:12:56,789 --> 00:12:57,561

402
00:12:57,561 --> 00:12:57,879

403
00:12:57,879 --> 00:12:58,521

404
00:12:58,521 --> 00:12:59,932

405
00:12:59,932 --> 00:13:00,442

406
00:13:00,442 --> 00:13:02,102
Double

407
00:13:02,102 --> 00:13:02,304

408
00:13:02,304 --> 00:13:02,423

409
00:13:02,423 --> 00:13:05,065
ใช้กับตัวเลขที่เป็นจุดทศนิยม อย่างเช่น

410
00:13:05,065 --> 00:13:06,726
บางทีเราไปซื้อของ

411
00:13:06,726 --> 00:13:07,178

412
00:13:07,178 --> 00:13:10,629
เราจะถึงข้างบนเป็นจุดทศนิยมให้เราด้วยแสดงว่า

413
00:13:10,629 --> 00:13:10,952

414
00:13:10,952 --> 00:13:11,081

415
00:13:11,081 --> 00:13:15,081
การเขียนโปรแกรม ในการเก็บข้อมูลของเขาเขาแสดงผลจนถึงทศนิยม

416
00:13:16,210 --> 00:13:18,582
ตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง 3 ตำแหน่ง

417
00:13:18,582 --> 00:13:19,672
ก็ว่ากันไป

418
00:13:19,672 --> 00:13:22,364
ส่วนมากถ้าเป็นค่าเงินเราจะใช้แค่ 2 ตำแหน่ง

419
00:13:22,364 --> 00:13:22,684

420
00:13:22,684 --> 00:13:23,965
นะคะ

421
00:13:23,965 --> 00:13:24,154

422
00:13:24,154 --> 00:13:25,054
ต่อมา

423
00:13:25,054 --> 00:13:26,785
วันที่เวลา

424
00:13:26,785 --> 00:13:27,557

425
00:13:27,557 --> 00:13:30,759
ว่าจะเป็นการระบุข้อมูลที่มีรูปแบบที่เป็นวันที่

426
00:13:30,759 --> 00:13:32,809
ค.ศ. ลบพ.ศก็

427
00:13:32,809 --> 00:13:34,730
แล้วแต่เราจะระบุก็ได้

428
00:13:34,730 --> 00:13:35,441

429
00:13:35,441 --> 00:13:35,692

430
00:13:35,692 --> 00:13:37,562
โดยที่มันจะอาจจะเป็น

431
00:13:37,562 --> 00:13:40,505
ระบบเต็มก็คือจะมีทั้งวันที่แล้วก็เวลา

432
00:13:40,505 --> 00:13:40,954

433
00:13:40,954 --> 00:13:42,557
แต่ส่วนมากเราจะใช้แบบ

434
00:13:42,557 --> 00:13:44,608
วันเดือนปีแค่นั้น

435
00:13:44,608 --> 00:13:46,408
นะคะ

436
00:13:46,408 --> 00:13:49,221
กับ Yes No questions

437
00:13:49,221 --> 00:13:50,050
นะคะ

438
00:13:50,050 --> 00:13:54,050
ใช่หรือไม่มันจะเป็นคำถามคำตอบสำหรับข้อมูลที่เป็นตรรกะ ที่มีอยู่ 2 ข้าง

439
00:13:56,144 --> 00:13:56,274

440
00:13:56,274 --> 00:13:57,686
ก็คือจริงกับเท็จ

441
00:13:57,686 --> 00:13:57,875

442
00:13:57,875 --> 00:13:58,706

443
00:13:58,706 --> 00:13:59,097

444
00:13:59,097 --> 00:14:01,597
ตอนนี้คุณเป็นนักศึกษา

445
00:14:01,597 --> 00:14:03,069
จะถามว่าจริงหรือเท็จ

446
00:14:03,069 --> 00:14:03,459

447
00:14:03,459 --> 00:14:03,780

448
00:14:03,780 --> 00:14:05,822
ถ้าเป็นยังเป็นนักศึกษาอยู่ก็ตอบว่า Yes

449
00:14:05,822 --> 00:14:07,173

450
00:14:07,173 --> 00:14:09,425
ถ้าเรียนจบแล้วก็จะบอกว่า No

451
00:14:09,425 --> 00:14:10,123
นะคะ

452
00:14:10,123 --> 00:14:11,215
กลับ

453
00:14:11,215 --> 00:14:12,684
OLX

454
00:14:12,684 --> 00:14:12,945

455
00:14:12,945 --> 00:14:13,136

456
00:14:13,136 --> 00:14:17,040
นะคะ เพื่อเป็นข้อมูลที่เอาไว้ในการแนบรูปภาพ

457
00:14:17,040 --> 00:14:21,040
นะคะ ฐานข้อมูลบางอย่างเขาให้เอาแนบรูปภาพด้วย เช่น บางทีเราสมัคร

458
00:14:22,305 --> 00:14:23,838
จะเป็นสมาชิก

459
00:14:23,838 --> 00:14:26,479
สมัครเรียนหนังสือ

460
00:14:26,479 --> 00:14:27,880
สมัครสอบ

461
00:14:27,880 --> 00:14:31,283
ให้มันแนบรูปภาพแนบใบเสร็จ

462
00:14:31,283 --> 00:14:31,534

463
00:14:31,534 --> 00:14:35,534
ถ้าเป็นระบบขายของได้แบบเบ็ดเสร็จโอนเงินเป็นรูปภาพมาด้วย

464
00:14:35,896 --> 00:14:36,157

465
00:14:36,157 --> 00:14:37,047
นะคะ

466
00:14:37,047 --> 00:14:38,139

467
00:14:38,139 --> 00:14:42,139
ส่วนที่ 3 จะเป็นส่วนของการกำหนดค่า เหมือนที่อาจารย์ให้ดูเมื่อกี้นี้ในภาพนะคะ

468
00:14:43,723 --> 00:14:44,295

469
00:14:44,295 --> 00:14:48,136
ก็จะเป็นการบอกขนาดของข้อมูลที่จะเก็บ เรากำหนดได้เลย

470
00:14:48,136 --> 00:14:48,777
นะคะ

471
00:14:48,777 --> 00:14:49,037

472
00:14:49,037 --> 00:14:50,388
แล้วก็

473
00:14:50,388 --> 00:14:53,080
รูปแบบของการแสดงผลข้อมูลจะเป็น

474
00:14:53,080 --> 00:14:53,211

475
00:14:53,211 --> 00:14:53,592

476
00:14:53,592 --> 00:14:56,222
อย่างไร การป้อนข้อมูลจะเป็นลักษณะไหน

477
00:14:56,222 --> 00:14:57,754
เราสามารถกำหนดได้

478
00:14:57,754 --> 00:14:57,884

479
00:14:57,884 --> 00:15:01,884
นะคะ กำหนดคำอธิบายข้อมูล เช่นก่อนที่เราจะกรอกข้อมูลไป

480
00:15:03,079 --> 00:15:05,901
นี่ ในระบบบางอันถ้าเราเอาเม้าส์ไปชี้

481
00:15:05,901 --> 00:15:06,351

482
00:15:06,351 --> 00:15:10,351
เขาก็จะมีคำอธิบายว่าในช่องนี้ให้กรอกข้อมูลแบบไหน

483
00:15:10,715 --> 00:15:10,905

484
00:15:10,905 --> 00:15:11,796

485
00:15:11,796 --> 00:15:15,796
ถ้าเราบอกว่าให้กรอกรหัสบัตรประชาชน พอเอาเม้าส์ไปชี้ ปุ๊บ เขาบอกว่า

486
00:15:16,547 --> 00:15:18,528
ให้กรอกเลขจำนวน 13 หลัก

487
00:15:18,528 --> 00:15:18,918

488
00:15:18,918 --> 00:15:20,068

489
00:15:20,068 --> 00:15:20,961
เป็นต้น

490
00:15:20,961 --> 00:15:21,090

491
00:15:21,090 --> 00:15:22,440
นะคะ

492
00:15:22,440 --> 00:15:25,845
กลับมาจะมีการกำหนดค่าเริ่มต้น เช่น

493
00:15:25,845 --> 00:15:26,354

494
00:15:26,354 --> 00:15:30,354
เขาถามวันเกิดส่วนมาก วันเกิดค่าเริ่มต้นของเขาคือจะเป็นวันที่ 1 มกราคม

495
00:15:31,678 --> 00:15:33,978
ปี 2000 อะไรก็ว่าไป

496
00:15:33,978 --> 00:15:34,169

497
00:15:34,169 --> 00:15:34,368

498
00:15:34,368 --> 00:15:38,368
นะคะ ก็จะเป็นค่าเริ่มต้นถ้าคุณไม่ได้เกิดวันนั้น คุณก็เปลี่ยนค่าอื่น

499
00:15:38,909 --> 00:15:39,490

500
00:15:39,490 --> 00:15:41,030
เลือกจะเป็นเงินบริจาค

501
00:15:41,030 --> 00:15:42,120

502
00:15:42,120 --> 00:15:42,821

503
00:15:42,821 --> 00:15:43,333

504
00:15:43,333 --> 00:15:45,573
ถ้าเริ่มต้นจากเป็น 10 บาท

505
00:15:45,573 --> 00:15:46,152

506
00:15:46,152 --> 00:15:48,012
ก็จะไปเปลี่ยนค่าก็ได้

507
00:15:48,012 --> 00:15:48,275

508
00:15:48,275 --> 00:15:49,104
นะคะ

509
00:15:49,104 --> 00:15:49,614

510
00:15:49,614 --> 00:15:50,460
ก

511
00:15:50,460 --> 00:15:52,627
ับการกำหนดเงื่อนไขของข้า

512
00:15:52,627 --> 00:15:53,016

513
00:15:53,016 --> 00:15:53,776
นะคะ

514
00:15:53,776 --> 00:15:55,837
เช่นเงินเดือน

515
00:15:55,837 --> 00:15:56,028

516
00:15:56,028 --> 00:15:58,140
จะต้องเป็นบวกเสมอ

517
00:15:58,140 --> 00:15:58,980
บอกว่า

518
00:15:58,980 --> 00:15:59,100

519
00:15:59,100 --> 00:16:01,861
เขาถามเงินเดือนเท่าไหร่คุณจะบอกว่าติดลบ 5,000

520
00:16:01,861 --> 00:16:02,503

521
00:16:02,503 --> 00:16:06,025
ครูยังไม่ได้ทำศุกร์ทำงานแล้วเป็นหนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่ใช่

522
00:16:06,025 --> 00:16:06,285

523
00:16:06,285 --> 00:16:07,187
นะคะ

524
00:16:07,187 --> 00:16:11,187
ก็ต้องค่าบางค่าบังคับจะต้องเป็นบวกเสมอเช่นอายุ

525
00:16:11,860 --> 00:16:14,681
ต้องเป็นจำนวนเต็มบวกเต็มลบไม่ได้

526
00:16:14,681 --> 00:16:15,001

527
00:16:15,001 --> 00:16:15,712
นะคะ

528
00:16:15,712 --> 00:16:16,223

529
00:16:16,223 --> 00:16:16,672

530
00:16:16,672 --> 00:16:20,672
กลับตั้งตรวจข้อความที่แสดงหากใส่ข้อมูลไม่ตรงตามเงื่อนไข

531
00:16:20,967 --> 00:16:22,317
เช่น

532
00:16:22,317 --> 00:16:24,237
อายุเป็น -20

533
00:16:24,237 --> 00:16:25,259

534
00:16:25,259 --> 00:16:25,709

535
00:16:25,709 --> 00:16:26,918

536
00:16:26,918 --> 00:16:28,979
คำสั่งแจ้งเตือนขึ้นมาว่า

537
00:16:28,979 --> 00:16:32,181
ให้ใส่ข้อมูลที่เป็นค่าบวกเท่านั้น

538
00:16:32,181 --> 00:16:32,883
นะคะ

539
00:16:32,883 --> 00:16:33,273

540
00:16:33,273 --> 00:16:37,273
ก็จะเป็นแบบนี้เราสามารถกำหนดได้รวมถึงข้อมูลที

541
00:16:39,364 --> 00:16:42,365
่จำเป็นต้องตอบจะเว้นว่างไม่ได้

542
00:16:42,365 --> 00:16:42,496

543
00:16:42,496 --> 00:16:42,816

544
00:16:42,816 --> 00:16:46,816
เช่น เลขบัตรประชาชนคุณจะบอกว่าคุณไม่มีเลขบัตรประชาชนเป็นไปไม่ได้

545
00:16:47,370 --> 00:16:47,891

546
00:16:47,891 --> 00:16:50,192
เพราะฉะนั้น ต้องกรอกทุกครั้ง

547
00:16:50,192 --> 00:16:53,593
หรืออาจจะเป็นแบบฟอร์มให้สมัครใด ๆ ก็ตาม

548
00:16:53,593 --> 00:16:53,973

549
00:16:53,973 --> 00:16:57,973
ไอ้เลขบัตรประชาชนนี่ จะเป็นข้อมูลที่จำเป็นจะต้องออกเสมอ

550
00:16:58,207 --> 00:16:59,038

551
00:16:59,038 --> 00:17:00,317
ปล่อยวางไม่ได้

552
00:17:00,317 --> 00:17:00,770

553
00:17:00,770 --> 00:17:00,959

554
00:17:00,959 --> 00:17:01,670

555
00:17:01,670 --> 00:17:02,311

556
00:17:02,311 --> 00:17:05,063
การกำหนดค่าคีย์หลัก

557
00:17:05,063 --> 00:17:05,834

558
00:17:05,834 --> 00:17:06,283

559
00:17:06,283 --> 00:17:10,283
ก็ทำได้ง่ายมากถ้าในโปรแกรมก็คือคุณจะเลือกค่าไหน

560
00:17:11,026 --> 00:17:12,186
ให้เป็นคีย์หลัก

561
00:17:12,186 --> 00:17:14,227

562
00:17:14,227 --> 00:17:16,859
คอลัมน์นาน ๆ หรือฟิลนานแล้วก็กด

563
00:17:16,859 --> 00:17:18,208
ลูกกุญแจ

564
00:17:18,208 --> 00:17:18,469

565
00:17:18,469 --> 00:17:18,659

566
00:17:18,659 --> 00:17:20,901
กุญแจจะหมายถึงที่

567
00:17:20,901 --> 00:17:23,592
Primary Key นี่แหละนะคะ

568
00:17:23,592 --> 00:17:25,383
เลือกแล้วก็กด

569
00:17:25,383 --> 00:17:26,474
มันก็จะ

570
00:17:26,474 --> 00:17:28,595
เป็นการแจ้ง

571
00:17:28,595 --> 00:17:29,876
ในระบบเลยว่า

572
00:17:29,876 --> 00:17:30,127

573
00:17:30,127 --> 00:17:31,346
ไอ้ค่า

574
00:17:31,346 --> 00:17:33,327
นี้คือค่า

575
00:17:33,327 --> 00:17:35,319
คีย์หลักของตารางนี้

576
00:17:35,319 --> 00:17:35,959

577
00:17:35,959 --> 00:17:37,050

578
00:17:37,050 --> 00:17:37,561

579
00:17:37,561 --> 00:17:39,162
กับความสัมพันธ์

580
00:17:39,162 --> 00:17:43,082
มันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป

581
00:17:43,082 --> 00:17:43,202

582
00:17:43,202 --> 00:17:43,593

583
00:17:43,593 --> 00:17:47,593
โดยที่เราจะมีการพิจารณาเรื่องคีย์นอก ของแต่ละตาราง

584
00:17:47,623 --> 00:17:50,702
ที่มันจะอ้างถึงคีย์หลักของอีกตารางหนึ่ง

585
00:17:50,702 --> 00:17:50,834

586
00:17:50,834 --> 00:17:51,024

587
00:17:51,024 --> 00:17:52,495
นะคะ

588
00:17:52,495 --> 00:17:55,125
อันนี้ก็เดี๋ยวเราจะลองทำในโปรแกรม

589
00:17:55,125 --> 00:17:56,725
ว่ามันจะอ้างอิงกัน

590
00:17:56,725 --> 00:17:56,976

591
00:17:56,976 --> 00:17:57,747

592
00:17:57,747 --> 00:18:01,747
อย่างไร ในตัวโปรแกรมนี่ มันก็จะง่ายมากค่ะ มันก็จะมีตัวให้เรากดได้เลย

593
00:18:02,428 --> 00:18:04,218

594
00:18:04,218 --> 00:18:06,209

595
00:18:06,209 --> 00:18:09,092
โปรแกรมค่อนข้างสำเร็จรูปเลยนะคะ

596
00:18:09,092 --> 00:18:09,860

597
00:18:09,860 --> 00:18:09,992

598
00:18:09,992 --> 00:18:10,372

599
00:18:10,372 --> 00:18:11,271
เราจะ

600
00:18:11,271 --> 00:18:14,603
ตั้งคีย์หลักอย่างไร อันไหนจะเป็นความสัมพันธ์

601
00:18:14,603 --> 00:18:15,442
นะคะ

602
00:18:15,442 --> 00:18:15,763

603
00:18:15,763 --> 00:18:18,833
ก่อนที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ เราต้องดูแลว่า

604
00:18:18,833 --> 00:18:20,059
ตารางที่เราสร้าง

605
00:18:20,059 --> 00:18:20,245

606
00:18:20,245 --> 00:18:21,976
มันสำคัญเป็นอย่างไร เพราะว่า

607
00:18:21,976 --> 00:18:24,609
เราเคยว่า tianma แล้วก็คือ

608
00:18:24,609 --> 00:18:27,098
เหมือนตัวอย่างที่ใช้ทำร้านหนังสือ

609
00:18:27,098 --> 00:18:27,421

610
00:18:27,421 --> 00:18:27,941

611
00:18:27,941 --> 00:18:31,013
ว่าผู้แต่งหนังสือกับหนังสือ

612
00:18:31,013 --> 00:18:33,324
เขาควรจะมีความสัมพันธ์เป็น

613
00:18:33,324 --> 00:18:33,965

614
00:18:33,965 --> 00:18:34,095

615
00:18:34,095 --> 00:18:35,305

616
00:18:35,305 --> 00:18:35,696

617
00:18:35,696 --> 00:18:36,976
อย่างไร อย่างเช่นตัวอย่าง

618
00:18:36,976 --> 00:18:40,189
ถ้าเราสั่งของสำคัญได้แล้วมันจะเป็นแบบนี้ค่ะ

619
00:18:40,189 --> 00:18:43,961
มันจะมีการโยงเส้นของ 2 ตาราง

620
00:18:43,961 --> 00:18:45,242
ให้ดูเลย ว่า

621
00:18:45,242 --> 00:18:46,270
ตาราง

622
00:18:46,270 --> 00:18:49,093
นี้กับตารางนี้

623
00:18:49,093 --> 00:18:51,275
เขามีความสัมพันธ์กัน

624
00:18:51,275 --> 00:18:51,915

625
00:18:51,915 --> 00:18:54,085
อย่างไร ค่ะ

626
00:18:54,085 --> 00:18:57,038
2 ตารางนี้มีความสำคัญแบบ

627
00:18:57,038 --> 00:18:58,709
1

628
00:18:58,709 --> 00:18:59,919
กลับบ้านกว่า 1

629
00:18:59,919 --> 00:19:00,690

630
00:19:00,690 --> 00:19:04,690
อย่างที่ฉันเคยบอกว่าในแต่ละโปรแกรม หรือในแต่ละหนังสือ

631
00:19:05,823 --> 00:19:08,254
สัญลักษณ์เครื่องหมา

632
00:19:08,254 --> 00:19:10,817
ค่าจะไม่ใช้ตัวเองเหมือนที่อาจารย์สอน

633
00:19:10,817 --> 00:19:12,417

634
00:19:12,417 --> 00:19:13,968
มันเป็นความหมายเดียวกัน

635
00:19:13,968 --> 00:19:15,568
คือ

636
00:19:15,568 --> 00:19:16,399

637
00:19:16,399 --> 00:19:17,419

638
00:19:17,419 --> 00:19:19,979
1to many  มีความสำคัญมากกว่าหนึ่งกับอะไร

639
00:19:19,979 --> 00:19:20,691

640
00:19:20,691 --> 00:19:21,332
นะคะ

641
00:19:21,332 --> 00:19:22,684
เพราะฉะนั้น เรา

642
00:19:22,684 --> 00:19:22,874

643
00:19:22,874 --> 00:19:24,155

644
00:19:24,155 --> 00:19:26,456
หนังสือบางเล่มก็จะเขียนแบบนี้

645
00:19:26,456 --> 00:19:27,804
นะคะ

646
00:19:27,804 --> 00:19:31,804
ให้เราเข้าใจว่ามันมีความหมายเดียวกันแต่แค่มันต่างกันที่สัญลักษณ์เฉย ๆ

647
00:19:31,905 --> 00:19:32,226

648
00:19:32,226 --> 00:19:34,217
ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง

649
00:19:34,217 --> 00:19:34,727

650
00:19:34,727 --> 00:19:34,977

651
00:19:34,977 --> 00:19:36,709
1

652
00:19:36,709 --> 00:19:36,899

653
00:19:36,899 --> 00:19:40,899
ต่อ 1 บางรูปแบบมันจะไม่เขียนกำหนดไว้เลยเพราะให้รู้ด้วยตัวเองว่ามันเป็นความสัมพันธ์แบบไหน

654
00:19:43,821 --> 00:19:45,232
นะคะ

655
00:19:45,232 --> 00:19:47,424

656
00:19:47,424 --> 00:19:48,443

657
00:19:48,443 --> 00:19:48,826

658
00:19:48,826 --> 00:19:49,344

659
00:19:49,344 --> 00:19:52,026
1 to 1 ข้อพิจารณาในการสร้าง

660
00:19:52,026 --> 00:19:53,957
ฐานข้อมูล

661
00:19:53,957 --> 00:19:54,348

662
00:19:54,348 --> 00:19:57,290
เราต้องรู้ว่าเราจะสร้างฐานข้อมูล

663
00:19:57,290 --> 00:19:58,632
เพื่อมาทำงาน

664
00:19:58,632 --> 00:20:00,492
เกี่ยวกับระบบอะไร

665
00:20:00,492 --> 00:20:00,873

666
00:20:00,873 --> 00:20:04,873
นะคะ เหมือนในตัวอย่าง คือ ร้านเช่าหนังสือร้านขายหนังสือ

667
00:20:04,986 --> 00:20:05,757

668
00:20:05,757 --> 00:20:08,378
ในร้านขายหนังสือต้องมีตารางอะไรบ้าง

669
00:20:08,378 --> 00:20:08,759

670
00:20:08,759 --> 00:20:12,759
แม่จะไม่มีแค่ 3 ตัวอย่าง 3 ตาราง เทียบตัวอย่างมันมากกว่านั้น

671
00:20:14,149 --> 00:20:14,281

672
00:20:14,281 --> 00:20:14,470

673
00:20:14,470 --> 00:20:17,864
คุณจะเช่าหรือคุณจะขายหรือคุณจะมีระบบสมาชิกไหม

674
00:20:17,864 --> 00:20:18,383

675
00:20:18,383 --> 00:20:19,155
นะคะ

676
00:20:19,155 --> 00:20:19,346

677
00:20:19,346 --> 00:20:19,725

678
00:20:19,725 --> 00:20:19,926

679
00:20:19,926 --> 00:20:23,926
รวมถึงรายละเอียดในตารางข้อมูลจะต้องเก็บอะไรบ้าง

680
00:20:25,491 --> 00:20:26,401

681
00:20:26,401 --> 00:20:26,655

682
00:20:26,655 --> 00:20:27,173

683
00:20:27,173 --> 00:20:27,422

684
00:20:27,422 --> 00:20:27,743

685
00:20:27,743 --> 00:20:29,985
เครื่องไหนจะพัง ไฟตกหรืแ

686
00:20:29,985 --> 00:20:31,016

687
00:20:31,016 --> 00:20:31,722

688
00:20:31,722 --> 00:20:32,737

689
00:20:32,737 --> 00:20:33,377

690
00:20:33,377 --> 00:20:36,779
ต่อไป ก็ต้องดูว่าในตาราง

691
00:20:36,779 --> 00:20:37,169

692
00:20:37,169 --> 00:20:38,831
อะไรคือคีย์หลัก

693
00:20:38,831 --> 00:20:42,831
ค่าที่ห้ามซ้ำกันในสิ่งที่เราทำได้เนาะ

694
00:20:43,004 --> 00:20:45,885
ความสัมพันธ์ของตารางข้อมูลความสัมพันธ์แบบไหน

695
00:20:45,885 --> 00:20:47,036
นะคะ

696
00:20:47,036 --> 00:20:47,426

697
00:20:47,426 --> 00:20:51,207
มีค่าที่ต้องมาประมวลผลมีการคำนวณไหม

698
00:20:51,207 --> 00:20:52,227

699
00:20:52,227 --> 00:20:52,488

700
00:20:52,488 --> 00:20:54,090
เช่น

701
00:20:54,090 --> 00:20:56,009
อายุสมาชิก

702
00:20:56,009 --> 00:20:56,391

703
00:20:56,391 --> 00:20:58,760
หรือวันเข้าทำงาน

704
00:20:58,760 --> 00:20:59,022

705
00:20:59,022 --> 00:21:02,235
ทำงานมากี่ปีเพื่อพิจารณาเงินเดือนและก็ว่าไป

706
00:21:02,235 --> 00:21:02,354

707
00:21:02,354 --> 00:21:03,635

708
00:21:03,635 --> 00:21:07,635
การจัดการแสดงผลออกทางหน้าจอเป็นอย่างไร สามารถพรินต์ออกมาเป็นรายงานได้ไหม

709
00:21:08,839 --> 00:21:09,540

710
00:21:09,540 --> 00:21:11,461
ข้อมูลเบื้องต้น

711
00:21:11,461 --> 00:21:13,763
ที่จะใส่ใส่แล้วเป็

712
00:21:13,763 --> 00:21:16,203
นอย่างไร เอาไปใช้กับระบบงานอะไร

713
00:21:16,203 --> 00:21:18,004
เอาไปผนวกกับแล้ว

714
00:21:18,004 --> 00:21:18,255

715
00:21:18,255 --> 00:21:18,645

716
00:21:18,645 --> 00:21:19,216

717
00:21:19,216 --> 00:21:20,627
มีปัญหาไหม

718
00:21:20,627 --> 00:21:21,528
นะคะ

719
00:21:21,528 --> 00:21:25,528
นี่คือข้อพิจารณาในการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมาซักระบบหนึ่งค่ะ  ระบบเล็ก ๆ

720
00:21:26,722 --> 00:21:29,023
ต้องพิจารณาตามนี้ เช่นเดียวกัน

721
00:21:29,023 --> 00:21:29,603
นะคะ

722
00:21:29,603 --> 00:21:29,854

723
00:21:29,854 --> 00:21:30,626

724
00:21:30,626 --> 00:21:31,526

725
00:21:31,526 --> 00:21:33,777
กับก่อนที่เราจะเรียน

726
00:21:33,777 --> 00:21:37,619
ในโปรแกรม เราต้องมารู้จักคำสั่งที่เราจะ

727
00:21:37,619 --> 00:21:40,051
สั่งให้ฐานข้อมูลมาทำงานก่อน

728
00:21:40,051 --> 00:21:40,952

729
00:21:40,952 --> 00:21:44,952
ภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลอย่างที่บอกค่ะ

730
00:21:45,695 --> 00:21:49,479
aตัวนี้

731
00:21:49,479 --> 00:21:50,119

732
00:21:50,119 --> 00:21:50,951

733
00:21:50,951 --> 00:21:51,662

734
00:21:51,662 --> 00:21:52,303

735
00:21:52,303 --> 00:21:56,013
เรียนภาษาอังกฤษ ul นะคะ นก็เป็นเรียนรู้คำสั่ง

736
00:21:56,013 --> 00:21:59,794
พื้นฐานสำหรับสร้างโครงสร้างของฐานข้อมูล

737
00:21:59,794 --> 00:22:01,714
คำสั่งในการเรียกดูข้อมูล

738
00:22:01,714 --> 00:22:05,714
คำสั่งสำหรับการปรับปรุงข้อมูล เพิ่ม ลบแก้ไข

739
00:22:05,759 --> 00:22:07,040
ช่อง 9

740
00:22:07,040 --> 00:22:07,810
นะคะ

741
00:22:07,810 --> 00:22:08,771

742
00:22:08,771 --> 00:22:12,771
ซึ่งภาษา SQL เนีเป็นภาษาทางด้านฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

743
00:22:14,159 --> 00:22:14,601

744
00:22:14,601 --> 00:22:15,443

745
00:22:15,443 --> 00:22:15,633

746
00:22:15,633 --> 00:22:15,823

747
00:22:15,823 --> 00:22:19,796
เ ป็นชุดคำสั่งที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลแล้วก็ข้อมูลในฐานข้อมูล

748
00:22:19,796 --> 00:22:20,567

749
00:22:20,567 --> 00:22:22,487

750
00:22:22,487 --> 00:22:23,329

751
00:22:23,329 --> 00:22:23,518

752
00:22:23,518 --> 00:22:27,518
กลุ่มคำสั่งของภาษา html จะมี 3 กลุ่มคำสั่ง

753
00:22:28,002 --> 00:22:28,251

754
00:22:28,251 --> 00:22:28,572

755
00:22:28,572 --> 00:22:32,572
คำสั่งแรกก็เขียนคำสั่งที่ใช้สำหรับการสร้างฐานข้อมูล

756
00:22:32,875 --> 00:22:34,985
โครงสร้างฐานข้อมูลด้วย

757
00:22:34,985 --> 00:22:36,016
นะคะ

758
00:22:36,016 --> 00:22:37,617
กำหนดโครงสร้างของตาราง

759
00:22:37,617 --> 00:22:37,938

760
00:22:37,938 --> 00:22:40,499
กลุ่มที่ 2 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับ

761
00:22:40,499 --> 00:22:41,400
เพิ่ม ลบ

762
00:22:41,400 --> 00:22:44,222
เปลี่ยนแปลงข้อมูลขึ้นเป็นการปรับปรุงข้อมูลนั่นเอง

763
00:22:44,222 --> 00:22:44,602

764
00:22:44,602 --> 00:22:45,433

765
00:22:45,433 --> 00:22:48,065
ส่วนกลุ่มที่ 3 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับ

766
00:22:48,065 --> 00:22:49,097
สร้าง

767
00:22:49,097 --> 00:22:51,209
แล้วก็กำหนดโครงสร้างจากตารา ง

768
00:22:51,209 --> 00:22:51,398

769
00:22:51,398 --> 00:22:53,829
อันนี้ก็จะเป็นภาษาที่

770
00:22:53,829 --> 00:22:55,510
ไม่ได้แค่สำหรับ

771
00:22:55,510 --> 00:22:58,073
นิยามข้อมูล เป็นการสร้างด้วย

772
00:22:58,073 --> 00:22:59,282
นะคะ

773
00:22:59,282 --> 00:22:59,473

774
00:22:59,473 --> 00:22:59,733

775
00:22:59,733 --> 00:23:00,823

776
00:23:00,823 --> 00:23:02,945
อย่างในสไลด์อาจารย์วันนี้

777
00:23:02,945 --> 00:23:05,056
นี่ ถ้าเราเห็น

778
00:23:05,056 --> 00:23:09,056
ทรงกระบอกแบบนี้นี่ ถ้าในหนังสือหรือว่าในทาง

779
00:23:09,669 --> 00:23:11,080
ถึงสกล

780
00:23:11,080 --> 00:23:11,601

781
00:23:11,601 --> 00:23:15,562
นี่ เขาจะรับรู้ได้เลยว่าถ้าเราใส่รูปทรงกระบอกแบบนี้

782
00:23:15,562 --> 00:23:18,004
สัญลักษณ์ใดที่เป็นโครงสร้างทาง

783
00:23:18,004 --> 00:23:19,165
คอมพิวเตอร์

784
00:23:19,165 --> 00:23:20,825
เขาจะรู้เลยว่านี่ คือ

785
00:23:20,825 --> 00:23:21,975
ฐานข้อมูล

786
00:23:21,975 --> 00:23:22,237

787
00:23:22,237 --> 00:23:22,937
นะคะ

788
00:23:22,937 --> 00:23:23,128

789
00:23:23,128 --> 00:23:24,408
ส่วน

790
00:23:24,408 --> 00:23:28,408
ผลลัพธ์ถ้าเป็นรูปภาพแบบนี้ ก็แสดงว่าเป็นการแสดงผลรายงาน

791
00:23:29,862 --> 00:23:30,633
นะคะ

792
00:23:30,633 --> 00:23:33,574
อันนี้ก็เวลาคุณไปอ่านหนังสือ ดูหนังสือเล่มอื่น

793
00:23:33,574 --> 00:23:35,054
เขาเขียนแบบนี้

794
00:23:35,054 --> 00:23:36,597
นี่  ไม่เข้าใจว่า

795
00:23:36,597 --> 00:23:39,737
ก่อนที่จะออกจากฐานข้อมูลใช้คำสั่ง

796
00:23:39,737 --> 00:23:43,737
เรียกดูรายงานออกมาคนละคนรายงานเป็นอย่างไรนะคะ

797
00:23:43,900 --> 00:23:44,350

798
00:23:44,350 --> 00:23:44,931

799
00:23:44,931 --> 00:23:46,023

800
00:23:46,023 --> 00:23:50,023
อันนี้เป็นโครงสร้างคำสั่งภาษา SQL สำหรับการสืบค้น

801
00:23:50,941 --> 00:23:51,531
นะคะ

802
00:23:51,531 --> 00:23:51,723

803
00:23:51,723 --> 00:23:55,182
คำสั่งที่ใช้ในการสืบค้น คำสั่งที่

804
00:23:55,182 --> 00:23:57,223
ใช้บ่อยที่สุดก็คือคำสั่ง

805
00:23:57,223 --> 00:23:58,064

806
00:23:58,064 --> 00:23:58,895

807
00:23:58,895 --> 00:24:00,695
SElect s-e-l-e-ct

808
00:24:00,695 --> 00:24:01,206

809
00:24:01,206 --> 00:24:04,788
นักศึกษามงคลเวลาพิมพ์

810
00:24:04,788 --> 00:24:06,779
ทำไมคนรับไม่ได้ เหมือนเพื่อน

811
00:24:06,779 --> 00:24:08,191
มันพิมพ์ผิด

812
00:24:08,191 --> 00:24:08,450

813
00:24:08,450 --> 00:24:08,711

814
00:24:08,711 --> 00:24:08,961

815
00:24:08,961 --> 00:24:11,072
บางครั้งก็

816
00:24:11,072 --> 00:24:11,394

817
00:24:11,394 --> 00:24:13,254
ตกใจ ไม่ต้องตกใจ

818
00:24:13,254 --> 00:24:14,085

819
00:24:14,085 --> 00:24:14,985

820
00:24:14,985 --> 00:24:18,985
ผลลัพธ์ไม่ออกมา เรามานั่งไล่ดูก่อนว่าเราพิมพ์อะไรผิดไปหรือเปล่า

821
00:24:19,279 --> 00:24:23,279
ลืมสัญลักษณ์อะไรไหม ตกทำอะไรหรือเปล่า

822
00:24:23,763 --> 00:24:23,963

823
00:24:23,963 --> 00:24:24,805
นะคะ

824
00:24:24,805 --> 00:24:24,924

825
00:24:24,924 --> 00:24:26,405
มาเช็กด้วย

826
00:24:26,405 --> 00:24:26,725

827
00:24:26,725 --> 00:24:27,046

828
00:24:27,046 --> 00:24:30,308
คำสั่งพื้นฐานจะขึ้นต้นด้วย Select

829
00:24:30,308 --> 00:24:31,650
ตามมาดูฟอร์ม

830
00:24:31,650 --> 00:24:31,850

831
00:24:31,850 --> 00:24:32,490

832
00:24:32,490 --> 00:24:32,691

833
00:24:32,691 --> 00:24:36,272
SEก็คือเราจะเลือกว่าเราจะแสดงผลข้อมูลอะไร

834
00:24:36,272 --> 00:24:36,975

835
00:24:36,975 --> 00:24:38,645
อย่างที่บอกนะคะ ต้อง

836
00:24:38,645 --> 00:24:40,896
พยายามภาษาอังกฤษนิดหนึง

837
00:24:40,896 --> 00:24:41,857
เขาว่า

838
00:24:41,857 --> 00:24:43,008
มันจำเป็น

839
00:24:43,008 --> 00:24:43,138

840
00:24:43,138 --> 00:24:47,138
นะคะ ก็คือเราจะเลือกข้อมูลจากตารางไหน

841
00:24:47,419 --> 00:24:48,060

842
00:24:48,060 --> 00:24:52,060
นะคะ หมายถึงว่ามีเงื่อนไขในการค้นหาว่าอย่างไรบ้าง

843
00:24:54,280 --> 00:24:54,729

844
00:24:54,729 --> 00:24:56,391

845
00:24:56,391 --> 00:24:57,551
ข้อมูลจะถูก

846
00:24:57,551 --> 00:24:57,812

847
00:24:57,812 --> 00:25:00,754
รวมเป็นข้อมูลเดียวกันหรือไม่

848
00:25:00,754 --> 00:25:01,525

849
00:25:01,525 --> 00:25:05,438
มีเงื่อนไขอะไรอีกไหมรวมถึงการจัดเรียง

850
00:25:05,438 --> 00:25:08,962
อย่างไรนะคะ เดี๋ยวจะมีตัวอย่างคำสั่งให้ดู

851
00:25:08,962 --> 00:25:10,822
ที่นี่ดูตัวอย่างคำสั่งไปก่อน

852
00:25:10,822 --> 00:25:11,594

853
00:25:11,594 --> 00:25:12,103

854
00:25:12,103 --> 00:25:15,505
อันนี้เป็นตัวอย่างคำของข้อมูล

855
00:25:15,505 --> 00:25:16,276
นะคะ

856
00:25:16,276 --> 00:25:18,768
สไลด์หลังจากนี้ไปเราจะดู

857
00:25:18,768 --> 00:25:20,497
คล้าย ๆ แบบนี้ เหมือนกัน

858
00:25:20,497 --> 00:25:22,429
มีตารางอยู่ 2 ตาราง

859
00:25:22,429 --> 00:25:23,261
นะคะ

860
00:25:23,261 --> 00:25:26,405
ตารางแรกเป็นตารางหนังสือ

861
00:25:26,405 --> 00:25:28,834
ตารางที่สจะเป็นตารางสำนักพิมพ์

862
00:25:28,834 --> 00:25:29,474

863
00:25:29,474 --> 00:25:30,245
นะคะ

864
00:25:30,245 --> 00:25:34,245
ตารางแรกก็จะมีรหัสหนังสือชื่อหนังสือ

865
00:25:34,476 --> 00:25:36,266
รหัสสำนักพิมพ์

866
00:25:36,266 --> 00:25:37,287
ราคา

867
00:25:37,287 --> 00:25:37,487

868
00:25:37,487 --> 00:25:37,868

869
00:25:37,868 --> 00:25:39,158
นะคะ

870
00:25:39,158 --> 00:25:43,158
ตารางที่ 2 จะเป็นตารางสำนักพิมพ์ มีรหัสสำนักพิมพ์แล้วก็ชื่อสำนักพิมพ์

871
00:25:44,531 --> 00:25:45,110
นะคะ

872
00:25:45,110 --> 00:25:48,252
คำสั่งจะแสดงผลมุมบนขวาตรงนี้

873
00:25:48,252 --> 00:25:52,252
ส่วนผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งภาษา html จะอยู่ในด้านล่าง

874
00:25:52,676 --> 00:25:54,216
นะคะ

875
00:25:54,216 --> 00:25:55,376
ตัวอย่าง

876
00:25:55,376 --> 00:25:55,948

877
00:25:55,948 --> 00:25:56,529

878
00:25:56,529 --> 00:25:56,718

879
00:25:56,718 --> 00:25:59,791
คำสั่งในการสืบค้นข้อมูล 1 ตาราง

880
00:25:59,791 --> 00:26:03,004
คำสั่งที่ง่ายที่สุดคือ

881
00:26:03,004 --> 00:26:03,773

882
00:26:03,773 --> 00:26:04,475

883
00:26:04,475 --> 00:26:07,487
SELECT*FROM นะคะ เวลาอ่านคำสั่งเราจะดู

884
00:26:07,487 --> 00:26:08,258

885
00:26:08,258 --> 00:26:10,180
พรุ่งนี้นะคะ พรุ่งนี้

886
00:26:10,180 --> 00:26:10,883

887
00:26:10,883 --> 00:26:13,393
ขึ้นต้นคำสั่งว่าอะไรอยู่ตรงนี้

888
00:26:13,393 --> 00:26:15,053

889
00:26:15,053 --> 00:26:15,564

890
00:26:15,564 --> 00:26:16,656

891
00:26:16,656 --> 00:26:20,637
ตัวอย่างการสืบค้นจาก 1 ตารางนะคะ

892
00:26:20,637 --> 00:26:20,887

893
00:26:20,887 --> 00:26:21,208

894
00:26:21,208 --> 00:26:21,658

895
00:26:21,658 --> 00:26:24,991
* หมายถึงว่าเอาข้อมูลทุก ๆ คอลัมน์

896
00:26:24,991 --> 00:26:26,011

897
00:26:26,011 --> 00:26:27,102

898
00:26:27,102 --> 00:26:31,102
หรือเราจะสามารถระบุได้ว่าเราจะเอาข้อมูลเฉพาะคอลัมน์ไหน

899
00:26:33,703 --> 00:26:36,144
จากตารางอะ

900
00:26:36,144 --> 00:26:36,594

901
00:26:36,594 --> 00:26:37,365
ไรนะคะ

902
00:26:37,365 --> 00:26:39,216
ตัวอย่างเช่นตัวนี้

903
00:26:39,216 --> 00:26:39,536

904
00:26:39,536 --> 00:26:40,497

905
00:26:40,497 --> 00:26:41,718

906
00:26:41,718 --> 00:26:45,312
นะคะ ให้แสดงผลข้อมูลทุกแถวและทุกคอลัมน์

907
00:26:45,312 --> 00:26:46,083

908
00:26:46,083 --> 00:26:46,785

909
00:26:46,785 --> 00:26:48,705
คำสั่งก็คือ

910
00:26:48,705 --> 00:26:49,095

911
00:26:49,095 --> 00:26:51,655
SELECTครื่องหมายดอกจันจะเป็น Star นะคะ

912
00:26:51,655 --> 00:26:54,667
select * from Book ก็คือ

913
00:26:54,667 --> 00:26:57,097
เอาข้อมูลทุกแถวทุกคอลัมน์

914
00:26:57,097 --> 00:26:59,599
ตาราง book

915
00:26:59,599 --> 00:27:03,599
ผลลัพธ์ที่ได้ก็แสดงผลข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในตาราง Book นั่นเอง

916
00:27:03,900 --> 00:27:04,982

917
00:27:04,982 --> 00:27:08,253
ถามว่าคำสั่งนี้

918
00:27:08,253 --> 00:27:08,582

919
00:27:08,582 --> 00:27:10,243
ใครสั่ง

920
00:27:10,243 --> 00:27:14,243
บางครั้งอาจจะเป็นคนที่ดูแลฐานข้อมูลหรือผู้ใช้งาน ต้องการจะเรียกดูข้อมูลในลักษณะนี้

921
00:27:17,997 --> 00:27:18,447

922
00:27:18,447 --> 00:27:22,447
คำสั่งที่เกิดขึ้นที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานก็คือ select*from

923
00:27:23,382 --> 00:27:24,082

924
00:27:24,082 --> 00:27:27,294
อันนี้คือ select* คือเอาทุกแถวทุกค

925
00:27:27,294 --> 00:27:31,268
อลัมน์ แล้วถ้าเราไม่เอาทุกแถวทุกคอลัมน์ล่ะเรากำหนดได้ไหม กำหนดได้ค่ะ

926
00:27:31,268 --> 00:27:33,449
คำสั่งต่อมา

927
00:27:33,449 --> 00:27:34,278

928
00:27:34,278 --> 00:27:34,919

929
00:27:34,919 --> 00:27:37,871
fences ก็คือเรื่องชื่อ

930
00:27:37,871 --> 00:27:39,982
กลับราคา

931
00:27:39,982 --> 00:27:40,433

932
00:27:40,433 --> 00:27:42,363
จากตาราง book

933
00:27:42,363 --> 00:27:42,683

934
00:27:42,683 --> 00:27:45,046
ผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้

935
00:27:45,046 --> 00:27:45,247

936
00:27:45,247 --> 00:27:47,166
ว่าจะแสดงผลเฉพาะชื่อ

937
00:27:47,166 --> 00:27:47,488

938
00:27:47,488 --> 00:27:48,189

939
00:27:48,189 --> 00:27:52,042
ราคา ของหนังสือเท่านั้น

940
00:27:52,042 --> 00:27:52,934

941
00:27:52,934 --> 00:27:54,923
เพราะ ว่าอย่างที่เคยบอก

942
00:27:54,923 --> 00:27:58,923
มุมมองของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกันบางคนอยากดูข้อมูลทั้งหมด

943
00:28:00,055 --> 00:28:02,225
บางคนอยากดูข้อมูลแค่ 2 อย่าง

944
00:28:02,225 --> 00:28:02,616

945
00:28:02,616 --> 00:28:04,538
สามารถทำได้ไหม ทำได้ค่ะ

946
00:28:04,538 --> 00:28:04,727

947
00:28:04,727 --> 00:28:06,588
ดูข้อมูลอย่างเดียวก็ทำได้

948
00:28:06,588 --> 00:28:10,501
แค่เราต้องบอกให้ถูกว่าคุณอยากดูข้อมูลจากตารางไหน

949
00:28:10,501 --> 00:28:11,651
ขอรับเมื่อไหร่

950
00:28:11,651 --> 00:28:12,801
ระบุไป

951
00:28:12,801 --> 00:28:13,121

952
00:28:13,121 --> 00:28:16,465
ระบบจัดการฐานข้อมูลมันก็จะดึงข้อมูลที่มาให้เราดู

953
00:28:16,465 --> 00:28:17,225
นะคะ

954
00:28:17,225 --> 00:28:17,546

955
00:28:17,546 --> 00:28:17,997

956
00:28:17,997 --> 00:28:21,997
ถ้าเป็นการสืบค้นแบบมีเงื่อนไขล่ะ

957
00:28:22,027 --> 00:28:22,808
แค่

958
00:28:22,808 --> 00:28:26,808
เอาคอลัมน์ล่ะมันไม่พอล่ะ เราอยากเพิ่มเงื่อนไขคำสั่งที่ในการใช้ในการเพิ่มเงื่อนไขคือคำสั่ง where

959
00:28:30,361 --> 00:28:31,272
นะคะ

960
00:28:31,272 --> 00:28:32,162

961
00:28:32,162 --> 00:28:35,233
เป็น select from Where ไล่ระดับลงมา

962
00:28:35,233 --> 00:28:36,004

963
00:28:36,004 --> 00:28:36,775

964
00:28:36,775 --> 00:28:37,737

965
00:28:37,737 --> 00:28:40,048
โดยมีเงื่อนไข

966
00:28:40,048 --> 00:28:40,366

967
00:28:40,366 --> 00:28:42,677
เงื่อนไขในการเปรียบเทียบ

968
00:28:42,677 --> 00:28:46,001
เวลาเปรียบเทียบนะคะ ดูสัญลักษณ์ตรงนี้ มันจะเป็น

969
00:28:46,001 --> 00:28:47,041
มากกว่า

970
00:28:47,041 --> 00:28:48,702

971
00:28:48,702 --> 00:28:52,091
นะคะ มากกว่าเท่ากับน้อยกว่านะ

972
00:28:52,091 --> 00:28:52,410

973
00:28:52,410 --> 00:28:53,312

974
00:28:53,312 --> 00:28:53,695

975
00:28:53,695 --> 00:28:54,594
คะ

976
00:28:54,594 --> 00:28:58,127
น้อยกว่าเท่ากับ มากกว่าเท่ากับ อันนี้ไม่เท่ากับ

977
00:28:58,127 --> 00:28:58,958
นะคะ

978
00:28:58,958 --> 00:28:59,148

979
00:28:59,148 --> 00:28:59,728

980
00:28:59,728 --> 00:29:00,939
อันนี้เป็น

981
00:29:00,939 --> 00:29:01,770
เท่ากับ

982
00:29:01,770 --> 00:29:03,640
มากกว่า น้อยกว่านี้ค่ะ

983
00:29:03,640 --> 00:29:04,152

984
00:29:04,152 --> 00:29:04,853

985
00:29:04,853 --> 00:29:06,393
ทำตัวคั่นให้

986
00:29:06,393 --> 00:29:07,485

987
00:29:07,485 --> 00:29:09,465
หรือการรวบรวม

988
00:29:09,465 --> 00:29:10,175

989
00:29:10,175 --> 00:29:10,425

990
00:29:10,425 --> 00:29:14,425
เป็นและเป็นหรือคล้าย ๆ กับวิชาคณิตศาสตร์ ที่เราเคยเรียนไปแล้ว

991
00:29:14,917 --> 00:29:17,668
เป็นการปฏิเสธ เช่น ไม่เอา

992
00:29:17,668 --> 00:29:17,797

993
00:29:17,797 --> 00:29:19,979
ข้อมูลนักศึกษาชายอะไรอย่าง

994
00:29:19,979 --> 00:29:20,240

995
00:29:20,240 --> 00:29:20,499

996
00:29:20,499 --> 00:29:23,249
นี้ ตรวจสอบค่าของข้อมูลว่าง

997
00:29:23,249 --> 00:29:24,080

998
00:29:24,080 --> 00:29:24,591

999
00:29:24,591 --> 00:29:26,262
ให้มัน

1000
00:29:26,262 --> 00:29:29,024
ตรวจดูสิว่าข้อมูลตรงไหน มีช่องว่าง

1001
00:29:29,024 --> 00:29:29,463

1002
00:29:29,463 --> 00:29:31,005
ข้อมูลตัวไหนหายไป

1003
00:29:31,005 --> 00:29:31,585

1004
00:29:31,585 --> 00:29:35,585
ตรวจสอบเป็นช่วง เช่น ช่วงอายุระหว่าง 15 ถึง 18 ปี

1005
00:29:36,069 --> 00:29:36,839

1006
00:29:36,839 --> 00:29:36,969

1007
00:29:36,969 --> 00:29:37,289

1008
00:29:37,289 --> 00:29:41,289
หรือในชื่อใครมีชื่อมี จ จาน

1009
00:29:42,221 --> 00:29:42,862

1010
00:29:42,862 --> 00:29:45,435
มีรายชื่อใครมีสระเอ

1011
00:29:45,435 --> 00:29:46,905

1012
00:29:46,905 --> 00:29:49,016
ตรวจสอบข้อความ

1013
00:29:49,016 --> 00:29:49,787

1014
00:29:49,787 --> 00:29:53,787
เช่นในข้อความนั้น มีคำว่านาย

1015
00:29:53,888 --> 00:29:57,888
ก็คนที่มีคำขึ้นต้นว่านายทั้งหมดอะไรก็ว่าไปนะคะ

1016
00:29:58,443 --> 00:30:01,777
มันจะมีการเปรียบเทียบเงื่อนไขด้วยนะคะ

1017
00:30:01,777 --> 00:30:03,637
อาจารย์ไปแล้วนะคะ

1018
00:30:03,637 --> 00:30:07,610
เท่ากับมากกว่า น้อยกว่า มากกว่าเท่ากับ น้อยกว่าเท่ากับ ไม่เท่ากับ

1019
00:30:07,610 --> 00:30:08,570
นะคะ

1020
00:30:08,570 --> 00:30:08,759

1021
00:30:08,759 --> 00:30:09,211

1022
00:30:09,211 --> 00:30:10,881
อย่างตัวอย่าง

1023
00:30:10,881 --> 00:30:11,652

1024
00:30:11,652 --> 00:30:14,013
การค้นหาแบบมีเงื่อนไข

1025
00:30:14,013 --> 00:30:15,043

1026
00:30:15,043 --> 00:30:15,815

1027
00:30:15,815 --> 00:30:16,645

1028
00:30:16,645 --> 00:30:16,895

1029
00:30:16,895 --> 00:30:20,616
แต่แรกคือให้เอามาแสดงผล เฉพาะชื่อ

1030
00:30:20,616 --> 00:30:21,136

1031
00:30:21,136 --> 00:30:22,796
ราคา

1032
00:30:22,796 --> 00:30:24,270
จากตาราง book

1033
00:30:24,270 --> 00:30:24,719

1034
00:30:24,719 --> 00:30:28,719
โดยที่มีเงื่อนไขคือราคาน้อยกว่า 1000

1035
00:30:31,454 --> 00:30:34,344
เงื่อนไขแรกคือแสดงผลเฉพาะชื่อ

1036
00:30:34,344 --> 00:30:34,985

1037
00:30:34,985 --> 00:30:36,907
กับราคานะคะ

1038
00:30:36,907 --> 00:30:37,417

1039
00:30:37,417 --> 00:30:39,208
แล้วเงื่อนไขต่อมาคือ

1040
00:30:39,208 --> 00:30:42,291
ราคาน้อยกว่า 1,000 บาท มาดูที่ราคาค่ะ

1041
00:30:42,291 --> 00:30:42,481

1042
00:30:42,481 --> 00:30:44,082
มีน้อยกว่า 1,000

1043
00:30:44,082 --> 00:30:45,873
มีน้อยกว่า 100

1044
00:30:45,873 --> 00:30:47,795
น้อยกว่า 1

1045
00:30:47,795 --> 00:30:48,756

1046
00:30:48,756 --> 00:30:50,686
1000 แสดงผลไหมคะ

1047
00:30:50,686 --> 00:30:52,096
ไม่แสดงผล

1048
00:30:52,096 --> 00:30:55,878
1950 แสดงผลไหม ไม่แสดงผล เพราะฉะนั้น

1049
00:30:55,878 --> 00:30:57,990
ส่วนที่มันจะแสดงผล

1050
00:30:57,990 --> 00:30:59,280
มีอยู่

1051
00:30:59,280 --> 00:30:59,721

1052
00:30:59,721 --> 00:31:00,561
5

1053
00:31:00,561 --> 00:31:01,712
แถว

1054
00:31:01,712 --> 00:31:05,712
แต่มันจะเลือกแสดงผล แค่ชื่อกับราคาเท่านั้นอันนี้คือคำสั่ง

1055
00:31:06,127 --> 00:31:06,326

1056
00:31:06,326 --> 00:31:06,906

1057
00:31:06,906 --> 00:31:07,097

1058
00:31:07,097 --> 00:31:09,088
ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นตัวนี้

1059
00:31:09,088 --> 00:31:09,208

1060
00:31:09,208 --> 00:31:09,598

1061
00:31:09,598 --> 00:31:10,430
นะคะ

1062
00:31:10,430 --> 00:31:10,751

1063
00:31:10,751 --> 00:31:14,751
วันนี้เดี๋ยวเราจะลองทำสัปดาห์หน้า อันนี้ทำให้ดูภาพก่อน

1064
00:31:15,112 --> 00:31:16,072

1065
00:31:16,072 --> 00:31:17,293

1066
00:31:17,293 --> 00:31:18,312

1067
00:31:18,312 --> 00:31:21,575
คราวนี้ก็ขายเหมือนเดิมค่ะ แต่ต่างกันตรงที่ว่า

1068
00:31:21,575 --> 00:31:22,346

1069
00:31:22,346 --> 00:31:26,346
คำสั่งเปรียบเทียบเป็นน้อยกว่าเท่ากับ 1000 แสดงว่าเล่มที่มีราคา 1,000  มันก็จะมาแสดงผลด้วย

1070
00:31:30,945 --> 00:31:31,585

1071
00:31:31,585 --> 00:31:34,535
เพราะฉะนั้น ต้องดูคำสั่งเปรียบเทียบดี ๆ ว่า

1072
00:31:34,535 --> 00:31:34,665

1073
00:31:34,665 --> 00:31:37,606
เขาเอาน้อยกว่า หรือน้อยกว่าเท่ากับ

1074
00:31:37,606 --> 00:31:38,248

1075
00:31:38,248 --> 00:31:38,948
นะคะ

1076
00:31:38,948 --> 00:31:42,948
เหมือนที่เวลาเราค้นหาสินค้าในเว็บไซต์ขายของออนไลน์

1077
00:31:43,311 --> 00:31:44,214

1078
00:31:44,214 --> 00:31:47,226
เอาให้มันจัดเรียงตามราคา

1079
00:31:47,226 --> 00:31:51,226
ก็ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ ในการจัดเรียงว่าเราอยากได้สินค้าราคาที่น้อยที่สุด ไปหามากที่สุดไม่เกิน 2,000 บาท

1080
00:31:55,626 --> 00:31:56,007

1081
00:31:56,007 --> 00:31:57,798
เขาก็จะเตรียมมาให้

1082
00:31:57,798 --> 00:32:01,798
ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ ที่มันดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาแสดงผลให้เรา

1083
00:32:03,050 --> 00:32:07,050
เมื่อก่อนเราเป็นแค่ผู้ใช้งานเราไม่รู้ว่าข้างในมันน่ะ

1084
00:32:07,676 --> 00:32:10,237
เขียนอย่างไร วันนี้เรารู้แล้ว

1085
00:32:10,237 --> 00:32:10,367

1086
00:32:10,367 --> 00:32:13,379
ว่าคำสั่งคอมพิวเตอร์

1087
00:32:13,379 --> 00:32:15,050
มันว่า

1088
00:32:15,050 --> 00:32:15,431

1089
00:32:15,431 --> 00:32:16,391

1090
00:32:16,391 --> 00:32:17,993

1091
00:32:17,993 --> 00:32:18,442

1092
00:32:18,442 --> 00:32:22,442
อย่างไร  ต่อมา เป็นคำสั่งเดิมแต่เปลี่ยนเงื่อนไข ก็คือ

1093
00:32:22,547 --> 00:32:26,547
ให้ราคาไม่เท่ากับ 1,000 ก็เท่านั้น ก็จะแสดงผล

1094
00:32:27,671 --> 00:32:29,152
หนังสือทุกเล่ม

1095
00:32:29,152 --> 00:32:32,104
ยกเว้น เล่มที่มันมีราคา 1000

1096
00:32:32,104 --> 00:32:33,765
ไม่แสดงผล

1097
00:32:33,765 --> 00:32:34,466

1098
00:32:34,466 --> 00:32:38,318
ดูดี ๆ นะคะ เงื่อนไขตรงนี้เอง ต่างกันแค่นี้เองนิดเดียว

1099
00:32:38,318 --> 00:32:39,348

1100
00:32:39,348 --> 00:32:43,348
ถ้าสมมุติว่าในข้อสอบถามว่าผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้แสดงผล

1101
00:32:44,272 --> 00:32:48,255
อย่างไร นักศึกษาก็ต้องเขียนออกมาให้อาจารย์ดูได้ว่า

1102
00:32:48,255 --> 00:32:50,176
จากคำสั่งนี้

1103
00:32:50,176 --> 00:32:50,436

1104
00:32:50,436 --> 00:32:51,138

1105
00:32:51,138 --> 00:32:52,228
ผลลัพธ์ที่ได้

1106
00:32:52,228 --> 00:32:54,918
ควรจะเป็น

1107
00:32:54,918 --> 00:32:57,039
อย่างไร อันนี้มันมีแค่เงื่อนไขเดียว

1108
00:32:57,039 --> 00:33:00,373
แต่ถ้ามันมีหลายเงื่อนไขล่ะ

1109
00:33:00,373 --> 00:33:01,202
นะคะ

1110
00:33:01,202 --> 00:33:02,482
มันสามารถ

1111
00:33:02,482 --> 00:33:03,962
ทำได้หลายเงื่อนไขไหม

1112
00:33:03,962 --> 00:33:04,922
ได้

1113
00:33:04,922 --> 00:33:05,432

1114
00:33:05,432 --> 00:33:05,683

1115
00:33:05,683 --> 00:33:06,714
ก็จะมี

1116
00:33:06,714 --> 00:33:07,033

1117
00:33:07,033 --> 00:33:10,495
เงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นคือ and

1118
00:33:10,495 --> 00:33:10,685

1119
00:33:10,685 --> 00:33:14,085
หรือ or ก็คือต้องเป็นไปตามเงื่อนไขทั้งหมด

1120
00:33:14,085 --> 00:33:14,406

1121
00:33:14,406 --> 00:33:14,916

1122
00:33:14,916 --> 00:33:18,509
OR ก็คือเป็นไปตามเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง

1123
00:33:18,509 --> 00:33:19,089

1124
00:33:19,089 --> 00:33:19,411

1125
00:33:19,411 --> 00:33:20,620
นะคะ

1126
00:33:20,620 --> 00:33:21,011

1127
00:33:21,011 --> 00:33:21,451

1128
00:33:21,451 --> 00:33:21,902

1129
00:33:21,902 --> 00:33:25,902
อย่างตัวนี้คำสั่งแล้วดูก่อนเลยอย่างแรกเป็น

1130
00:33:25,948 --> 00:33:26,585

1131
00:33:26,585 --> 00:33:27,357

1132
00:33:27,357 --> 00:33:27,868

1133
00:33:27,868 --> 00:33:31,868
OR ให้เลือกแสดงผลข้อมูลเฉพาะชื่อกับราคาจากตาราง book

1134
00:33:32,290 --> 00:33:35,432
โดยมีเงื่อนไขคือราคา

1135
00:33:35,432 --> 00:33:37,223
มากกว่า 500

1136
00:33:37,223 --> 00:33:39,404
หรือรหัสสำนักพิมพ์

1137
00:33:39,404 --> 00:33:39,664

1138
00:33:39,664 --> 00:33:42,616
น้อยกว่า 12

1139
00:33:42,616 --> 00:33:43,127

1140
00:33:43,127 --> 00:33:43,578

1141
00:33:43,578 --> 00:33:43,708

1142
00:33:43,708 --> 00:33:44,028

1143
00:33:44,028 --> 00:33:44,919

1144
00:33:44,919 --> 00:33:48,919
มาดูนะคะ  เงื่อนไขแรกราคามากกว่า 500

1145
00:33:49,663 --> 00:33:49,913

1146
00:33:49,913 --> 00:33:51,655
มีอยู่ 2 เล่ม

1147
00:33:51,655 --> 00:33:52,235

1148
00:33:52,235 --> 00:33:52,426

1149
00:33:52,426 --> 00:33:52,875

1150
00:33:52,875 --> 00:33:53,196

1151
00:33:53,196 --> 00:33:54,217
นะคะ

1152
00:33:54,217 --> 00:33:54,728

1153
00:33:54,728 --> 00:33:55,178

1154
00:33:55,178 --> 00:33:57,289
แล้วก็รหัส

1155
00:33:57,289 --> 00:34:00,371
หรือรหัสสำนักพิมพ์น้อยกว่า 12

1156
00:34:00,371 --> 00:34:01,012

1157
00:34:01,012 --> 00:34:01,912

1158
00:34:01,912 --> 00:34:02,232

1159
00:34:02,232 --> 00:34:02,553

1160
00:34:02,553 --> 00:34:03,384

1161
00:34:03,384 --> 00:34:04,155
อันนี้ อันนี้

1162
00:34:04,155 --> 00:34:07,298
เพราะฉะนั้น จะแสดง

1163
00:34:07,298 --> 00:34:08,838
ผล 5 เล่ม

1164
00:34:08,838 --> 00:34:09,609

1165
00:34:09,609 --> 00:34:10,440

1166
00:34:10,440 --> 00:34:11,141
นะคะ

1167
00:34:11,141 --> 00:34:13,382
ถามว่าทำไมอันนี้

1168
00:34:13,382 --> 00:34:16,723
มันราคาไม่เกิน 500 นี่ ทำไมมันแสดงผล

1169
00:34:16,723 --> 00:34:19,415
ก็บอกว่ารหัสสำนักพิมพ์มันน้อยกว่า 12

1170
00:34:19,415 --> 00:34:21,267

1171
00:34:21,267 --> 00:34:23,327
มันก็เลยแสดงผลด้วย

1172
00:34:23,327 --> 00:34:24,928
นะคะ เป็น 5 เล่ม

1173
00:34:24,928 --> 00:34:27,681
ซึ่งแตกต่างจากตัวอย่างต่อมา

1174
00:34:27,681 --> 00:34:28,061

1175
00:34:28,061 --> 00:34:28,513

1176
00:34:28,513 --> 00:34:32,513
AND ก็คือถ้ามันมีเงื่อนไข 2 ข้อมันจะต้องดู ทั้งเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ

1177
00:34:35,884 --> 00:34:39,794
อันนี้คือมันมีเงื่อนไข 2 ข้อก็จริง แต่ว่า

1178
00:34:39,794 --> 00:34:43,794
มันสามารถเป็นได้ทั้ง 2 ข้อ โดยที่มันสามารถเลือกได้

1179
00:34:43,957 --> 00:34:44,539

1180
00:34:44,539 --> 00:34:44,858

1181
00:34:44,858 --> 00:34:48,858
แต่จะต้องเข้าตามเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ เป๊ะ ๆ เท่านั้น

1182
00:34:48,962 --> 00:34:49,413

1183
00:34:49,413 --> 00:34:49,673

1184
00:34:49,673 --> 00:34:50,564

1185
00:34:50,564 --> 00:34:50,827

1186
00:34:50,827 --> 00:34:51,017

1187
00:34:51,017 --> 00:34:51,466

1188
00:34:51,466 --> 00:34:55,466
เงื่อนไขก็คือให้ราคามากกว่าเท่ากับ 500

1189
00:34:56,658 --> 00:35:00,440
และราคาน้อยกว่าเท่ากับ 1000 ก็คือเป็นช่วงนั่นเอง

1190
00:35:00,440 --> 00:35:00,881

1191
00:35:00,881 --> 00:35:01,522

1192
00:35:01,522 --> 00:35:01,782

1193
00:35:01,782 --> 00:35:03,892
ว่าจะมีเล่มนี้ 500

1194
00:35:03,892 --> 00:35:04,995

1195
00:35:04,995 --> 00:35:08,995
เล่มนี้ 1,000 ถามว่าเล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้

1196
00:35:09,218 --> 00:35:10,692
เพราะมันเกิน 1,000

1197
00:35:10,692 --> 00:35:11,270

1198
00:35:11,270 --> 00:35:13,201
เล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้

1199
00:35:13,201 --> 00:35:15,310
เพราะมันน้อยกว่า 500 เพราะฉะนั้น

1200
00:35:15,310 --> 00:35:17,174
ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีแค่ 2 เล่ม

1201
00:35:17,174 --> 00:35:18,833
เพราะมันตรงเงื่อนไข

1202
00:35:18,833 --> 00:35:19,535

1203
00:35:19,535 --> 00:35:20,375
นะคะ

1204
00:35:20,375 --> 00:35:20,626

1205
00:35:20,626 --> 00:35:22,688
และมีเงื่อนไขมากกว่านี้ไหม

1206
00:35:22,688 --> 00:35:23,967
มีได้ค่ะ

1207
00:35:23,967 --> 00:35:24,157

1208
00:35:24,157 --> 00:35:24,799

1209
00:35:24,799 --> 00:35:27,173
เป็นได้ทั้ AND และ

1210
00:35:27,173 --> 00:35:27,491

1211
00:35:27,491 --> 00:35:28,831
ฯฑ นะคะ

1212
00:35:28,831 --> 00:35:29,675

1213
00:35:29,675 --> 00:35:33,675
ถ้าอันไหนเป็นอันนี้คือจะต้องตามเงื่อนไขนั้นอย่างเดียวเท่านั้น

1214
00:35:33,907 --> 00:35:34,606

1215
00:35:34,606 --> 00:35:36,532
เช่นราคา

1216
00:35:36,532 --> 00:35:38,459
มากกว่าเท่ากับ 500

1217
00:35:38,459 --> 00:35:39,930
มีเล่มไหนบ้าง

1218
00:35:39,930 --> 00:35:40,631

1219
00:35:40,631 --> 00:35:40,760

1220
00:35:40,760 --> 00:35:42,043
มีเล่มนี้

1221
00:35:42,043 --> 00:35:42,171

1222
00:35:42,171 --> 00:35:42,362

1223
00:35:42,362 --> 00:35:42,873

1224
00:35:42,873 --> 00:35:43,513

1225
00:35:43,513 --> 00:35:44,994
มีเล่มนี้

1226
00:35:44,994 --> 00:35:46,985

1227
00:35:46,985 --> 00:35:47,815

1228
00:35:47,815 --> 00:35:48,586

1229
00:35:48,586 --> 00:35:49,797
หรือ

1230
00:35:49,797 --> 00:35:53,797
pID ก็คือรหัสสำนักพิมพ์เท่ากับ 4

1231
00:35:53,911 --> 00:35:55,891
เท่ากับ 4 มีเล่มไหนบ้าง

1232
00:35:55,891 --> 00:35:58,901
มีเล่มนี้หากมีเล่มนี้มีเล่มมี

1233
00:35:58,901 --> 00:35:59,418

1234
00:35:59,418 --> 00:36:00,372

1235
00:36:00,372 --> 00:36:03,132
ทำไมถึงเอาเพราะมันเป็นคำสั่ง

1236
00:36:03,132 --> 00:36:03,583

1237
00:36:03,583 --> 00:36:04,804

1238
00:36:04,804 --> 00:36:05,694

1239
00:36:05,694 --> 00:36:07,807
OR ก็คือสามารถยอมรับได้

1240
00:36:07,807 --> 00:36:08,009

1241
00:36:08,009 --> 00:36:09,087
นะคะ

1242
00:36:09,087 --> 00:36:10,828
ลักษณะขนมา 5 เล่ม

1243
00:36:10,828 --> 00:36:11,209

1244
00:36:11,209 --> 00:36:12,809
อันนี้เป็น

1245
00:36:12,809 --> 00:36:16,722
เงื่อนไข แต่ว่ามันก็จะมีวิธีการเขียนให้มันสั้นกว่านี้อยู่

1246
00:36:16,722 --> 00:36:16,852

1247
00:36:16,852 --> 00:36:19,484
เดี๋ยวดูไปมีอีกหลายตัวอย่าง

1248
00:36:19,484 --> 00:36:20,254
นะคะ

1249
00:36:20,254 --> 00:36:23,255
จับตัวมาเป็นเงื่อนไขในการปฏิเสธ

1250
00:36:23,255 --> 00:36:23,575

1251
00:36:23,575 --> 00:36:25,439
ก็คือไม่เอา

1252
00:36:25,439 --> 00:36:25,757

1253
00:36:25,757 --> 00:36:28,459
นะคะ คือคำสั่ง not

1254
00:36:28,459 --> 00:36:29,480

1255
00:36:29,480 --> 00:36:29,611

1256
00:36:29,611 --> 00:36:31,463
เช่น คำสั่งนี้

1257
00:36:31,463 --> 00:36:33,062
เงื่อนไขคือ

1258
00:36:33,062 --> 00:36:34,412
ไม่เอา

1259
00:36:34,412 --> 00:36:34,803

1260
00:36:34,803 --> 00:36:38,067
รหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่าเท่ากับ 4

1261
00:36:38,067 --> 00:36:40,507
อันนี้ตัดไป ตัดไป ตัดไป

1262
00:36:40,507 --> 00:36:43,387
เพราะฉะนั้น แสดงผลที่เหลือ

1263
00:36:43,387 --> 00:36:45,699
ได้ ๆ

1264
00:36:45,699 --> 00:36:49,699
อย่างเช่น เราหาซื้อของออนไลน์ไม่อยากได้สีแดง

1265
00:36:51,150 --> 00:36:53,830
เราก็เลยว่าไม่เอาสีแดง

1266
00:36:53,830 --> 00:36:54,220

1267
00:36:54,220 --> 00:36:54,471

1268
00:36:54,471 --> 00:36:57,424
มันก็แสดงผลสินค้าที่เหลือมาให้

1269
00:36:57,424 --> 00:36:57,674

1270
00:36:57,674 --> 00:36:59,926
นะคะ หรืองานหา

1271
00:36:59,926 --> 00:37:00,506

1272
00:37:00,506 --> 00:37:04,350
ถ้าว่าง หรือการไม่มีค่าในข้อมูลนั้น ๆ

1273
00:37:04,350 --> 00:37:04,859

1274
00:37:04,859 --> 00:37:06,271
เช่นลองดูสิว่า

1275
00:37:06,271 --> 00:37:08,203
ในราคา

1276
00:37:08,203 --> 00:37:11,915
นี่ ในส่วนของราคามีอะไรเป็นค่าว่างบ้าง

1277
00:37:11,915 --> 00:37:15,177
NULL ตัวนี้แปลว่าค่าว่างนะคะ ถ้าว่างตัวนี้

1278
00:37:15,177 --> 00:37:15,435

1279
00:37:15,435 --> 00:37:16,725
มีอยู่เล่มเดียว

1280
00:37:16,725 --> 00:37:18,385
ที่ไม่มีข้อมูล

1281
00:37:18,385 --> 00:37:18,576

1282
00:37:18,576 --> 00:37:18,766

1283
00:37:18,766 --> 00:37:19,796
สำนักพิมพ์

1284
00:37:19,796 --> 00:37:22,168
ไม่มีข้อมูลราคามีเล่มเดียว

1285
00:37:22,168 --> 00:37:22,869

1286
00:37:22,869 --> 00:37:26,869
อันนี้เอาไว้เช็กว่าข้อมูลเรามีข้อมูลอะไรหายบ้างหรือเปล่า ก็สามารถ

1287
00:37:28,254 --> 00:37:30,884
ให้คอมพิวเตอร์มันเช็กให้เราได้

1288
00:37:30,884 --> 00:37:31,655
นะคะ

1289
00:37:31,655 --> 00:37:32,685

1290
00:37:32,685 --> 00:37:33,005

1291
00:37:33,005 --> 00:37:34,346
ในทางกลับกัน

1292
00:37:34,346 --> 00:37:34,606

1293
00:37:34,606 --> 00:37:36,078
ให้มันเช็กว่า

1294
00:37:36,078 --> 00:37:40,078
มีข้อมูลอะไรบ้าง ที่ไม่ใช่ค่าว่าง ก็ใช้คำสั่งที่

1295
00:37:41,021 --> 00:37:42,622
ใกล้เคียงกันแค่นั้นเอง

1296
00:37:42,622 --> 00:37:44,924
เพราะฉะนั้น ภาษาอังกฤษ

1297
00:37:44,924 --> 00:37:45,374

1298
00:37:45,374 --> 00:37:49,374
คนข้าง ๆ ค่ะ เป็นคำง่าย ๆ พยายามลองแปลดู

1299
00:37:49,795 --> 00:37:52,867
คำศัพท์ ก็ไม่ใช่คำศัพท์ที่ซับซ้อนอะไรมาก

1300
00:37:52,867 --> 00:37:53,508
นะคะ

1301
00:37:53,508 --> 00:37:53,708

1302
00:37:53,708 --> 00:37:56,269
ที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล

1303
00:37:56,269 --> 00:37:56,661

1304
00:37:56,661 --> 00:37:59,670
เมื่อกี้เราใช้ and ใช้ OR นะคะ

1305
00:37:59,670 --> 00:38:02,801
มันพิมพ์ค่อนข้างยาว

1306
00:38:02,801 --> 00:38:04,725
เราจะเปลี่ยนใหม่เป็นคำสั่ง

1307
00:38:04,725 --> 00:38:06,072
Between

1308
00:38:06,072 --> 00:38:06,843

1309
00:38:06,843 --> 00:38:07,104

1310
00:38:07,104 --> 00:38:08,574
นะคะ ก็คือ

1311
00:38:08,574 --> 00:38:09,346
ระหว่าง

1312
00:38:09,346 --> 00:38:11,077
เท่าไร ถึงเท่าไ

1313
00:38:11,077 --> 00:38:12,547
รนะคะ

1314
00:38:12,547 --> 00:38:16,009
เทียบกันดูนะคะ ถ้าเราใช้คำสั่งนี้

1315
00:38:16,009 --> 00:38:16,780

1316
00:38:16,780 --> 00:38:17,361

1317
00:38:17,361 --> 00:38:18,122
นะคะ

1318
00:38:18,122 --> 00:38:22,122
ให้แสดงผลคอลัมน์นะคะ ที่มีค่าระหว่าง 10 ถึง 20

1319
00:38:23,766 --> 00:38:24,348

1320
00:38:24,348 --> 00:38:26,968
เราพิมพ์แค่นี้เอง

1321
00:38:26,968 --> 00:38:27,810

1322
00:38:27,810 --> 00:38:31,082
แต่ถ้าเราไม่ใช้เราจำคำสั่ง BETWEEnแต่ไม่ได้

1323
00:38:31,082 --> 00:38:31,332

1324
00:38:31,332 --> 00:38:32,743
พิมพ์ยาวมาก

1325
00:38:32,743 --> 00:38:34,414
แบบนี้นะคะ

1326
00:38:34,414 --> 00:38:35,814
คำสั่งตัวนี้

1327
00:38:35,814 --> 00:38:36,975
มันเลยทำให้เรา

1328
00:38:36,975 --> 00:38:37,816

1329
00:38:37,816 --> 00:38:39,156
ทำงานได้เร็วขึ้น

1330
00:38:39,156 --> 00:38:40,758
พิมพ์น้อยลง

1331
00:38:40,758 --> 00:38:44,221
อย่างเช่นตัวนี้

1332
00:38:44,221 --> 00:38:44,921

1333
00:38:44,921 --> 00:38:45,371

1334
00:38:45,371 --> 00:38:47,494
เงื่อนไขคือให้

1335
00:38:47,494 --> 00:38:48,004

1336
00:38:48,004 --> 00:38:48,327

1337
00:38:48,327 --> 00:38:49,157
เลือก

1338
00:38:49,157 --> 00:38:49,477

1339
00:38:49,477 --> 00:38:50,438

1340
00:38:50,438 --> 00:38:54,438
สืบราคามาโดยที่มีเงื่อนไข คือราคาอยู่ในระหว่าง 500-1000

1341
00:38:55,569 --> 00:38:55,760

1342
00:38:55,760 --> 00:38:56,590

1343
00:38:56,590 --> 00:38:58,902
มีกี่เล่มค่ะ

1344
00:38:58,902 --> 00:39:00,503

1345
00:39:00,503 --> 00:39:02,874
มี 2 เล่ม 500

1346
00:39:02,874 --> 00:39:03,964
กับ 1000

1347
00:39:03,964 --> 00:39:04,735

1348
00:39:04,735 --> 00:39:06,338
พิมพ์สั้นลงเยอะเลย

1349
00:39:06,338 --> 00:39:07,238
นะคะ

1350
00:39:07,238 --> 00:39:07,809

1351
00:39:07,809 --> 00:39:09,089
พิมพ์สั้นลงเยอะเลย

1352
00:39:09,089 --> 00:39:09,349

1353
00:39:09,349 --> 00:39:09,479

1354
00:39:09,479 --> 00:39:09,730

1355
00:39:09,730 --> 00:39:10,829

1356
00:39:10,829 --> 00:39:11,340

1357
00:39:11,340 --> 00:39:11,983

1358
00:39:11,983 --> 00:39:13,713

1359
00:39:13,713 --> 00:39:16,083
เงื่อนไขคือราคา

1360
00:39:16,083 --> 00:39:19,542
ไม่อยู่ในช่วงระหว่าง 500 ถึง 1000

1361
00:39:19,542 --> 00:39:20,124

1362
00:39:20,124 --> 00:39:20,374

1363
00:39:20,374 --> 00:39:21,086

1364
00:39:21,086 --> 00:39:21,406

1365
00:39:21,406 --> 00:39:23,897
มีอะไร 500 ตัดออก

1366
00:39:23,897 --> 00:39:25,047
1000 ตัดออก

1367
00:39:25,047 --> 00:39:25,819

1368
00:39:25,819 --> 00:39:27,429

1369
00:39:27,429 --> 00:39:30,371
เพราะฉะนั้นผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมีอยู่

1370
00:39:30,371 --> 00:39:31,720
ทุกเล่มเลย

1371
00:39:31,720 --> 00:39:34,282
ยกเว้นเรื่องที่ราคา 500 กับ 1,000

1372
00:39:34,282 --> 00:39:34,982

1373
00:39:34,982 --> 00:39:36,652

1374
00:39:36,652 --> 00:39:38,643
นะคะ

1375
00:39:38,643 --> 00:39:39,663

1376
00:39:39,663 --> 00:39:43,325
หรือน่าจะค้นหาข้อมูลตามค่าที่เราต้องการ

1377
00:39:43,325 --> 00:39:44,347

1378
00:39:44,347 --> 00:39:45,117
นะคะ

1379
00:39:45,117 --> 00:39:47,040
เราจะใช้คำสั่ง

1380
00:39:47,040 --> 00:39:49,150
เงื่อนไขเพิ่มเติมข้างล่างคือ

1381
00:39:49,150 --> 00:39:50,180

1382
00:39:50,180 --> 00:39:51,531
in I-N ตัวนี้

1383
00:39:51,531 --> 00:39:52,361
นะคะ

1384
00:39:52,361 --> 00:39:53,962

1385
00:39:53,962 --> 00:39:54,344

1386
00:39:54,344 --> 00:39:55,062

1387
00:39:55,062 --> 00:39:55,375

1388
00:39:55,375 --> 00:39:55,625

1389
00:39:55,625 --> 00:39:59,275
เช่นข้อมูลที่เราต้องการ ก็คือ

1390
00:39:59,275 --> 00:40:00,886
อาจจะมีตัวเลข

1391
00:40:00,886 --> 00:40:01,016

1392
00:40:01,016 --> 00:40:02,547
ให้หาตัวเลข

1393
00:40:02,547 --> 00:40:03,506

1394
00:40:03,506 --> 00:40:04,728

1395
00:40:04,728 --> 00:40:07,289
คี่ระหว่าง 1-10

1396
00:40:07,289 --> 00:40:08,069
นะคะ

1397
00:40:08,069 --> 00:40:12,069
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็น 1 3 5 7 9 นี้เราทราบอยู่แล้วเลขจำนวนคี่ระหว่าง 1-10

1398
00:40:13,955 --> 00:40:14,535

1399
00:40:14,535 --> 00:40:15,307
นะคะ

1400
00:40:15,307 --> 00:40:18,387
ชื่อคนที่ขึ้นต้นด้วย

1401
00:40:18,387 --> 00:40:19,989
ส เสือ ม ม้า

1402
00:40:19,989 --> 00:40:20,241

1403
00:40:20,241 --> 00:40:20,689

1404
00:40:20,689 --> 00:40:22,679

1405
00:40:22,679 --> 00:40:23,761
มีอะไรบ้าง

1406
00:40:23,761 --> 00:40:27,552
สมชาย สมพงษ์ สมศักดิ์ อะไรก็ว่าไป สมมติฐานข้อมูล

1407
00:40:27,552 --> 00:40:27,683

1408
00:40:27,683 --> 00:40:27,803

1409
00:40:27,803 --> 00:40:28,514
นะคะ

1410
00:40:28,514 --> 00:40:28,704

1411
00:40:28,704 --> 00:40:30,305
ทุกอย่างก็คือ

1412
00:40:30,305 --> 00:40:32,558
เงื่อนไขให้แสดง

1413
00:40:32,558 --> 00:40:34,537
ชื่อหนังสือกับราคา

1414
00:40:34,537 --> 00:40:38,318
ที่ราคาหนังสือ

1415
00:40:38,318 --> 00:40:38,449

1416
00:40:38,449 --> 00:40:40,950
IN มีค่า 250

1417
00:40:40,950 --> 00:40:42,811
หนังสือเล่มละ 500

1418
00:40:42,811 --> 00:40:43,892
150

1419
00:40:43,892 --> 00:40:45,492
ผ่าน

1420
00:40:45,492 --> 00:40:45,883

1421
00:40:45,883 --> 00:40:46,073

1422
00:40:46,073 --> 00:40:48,964
เล่นไหนบ้างมี 250 มีไหมมี 1 เล่ม

1423
00:40:48,964 --> 00:40:50,696
500 มีไหม

1424
00:40:50,696 --> 00:40:51,337

1425
00:40:51,337 --> 00:40:52,867
500 มี 1 เล่ม

1426
00:40:52,867 --> 00:40:53,317

1427
00:40:53,317 --> 00:40:54,278

1428
00:40:54,278 --> 00:40:57,490
750 มีไหม ไม่มี

1429
00:40:57,490 --> 00:40:59,410
1000 มีไหม

1430
00:40:59,410 --> 00:40:59,862

1431
00:40:59,862 --> 00:41:01,972
เพราะฉะนั้น แสดงผล 3 เล่ม

1432
00:41:01,972 --> 00:41:02,101

1433
00:41:02,101 --> 00:41:02,542

1434
00:41:02,542 --> 00:41:03,633

1435
00:41:03,633 --> 00:41:07,633
ถามว่าเราค้นหาไม่เจอ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นไหม ไม่เจอก็คือไม่เจอ

1436
00:41:07,802 --> 00:41:08,182

1437
00:41:08,182 --> 00:41:12,182
นะคะ ก็แสดงว่าในฐานข้อมูลเราไม่มีหนังสือเล่มละ 750

1438
00:41:12,983 --> 00:41:13,766
แค่นั้นเอง

1439
00:41:13,766 --> 00:41:14,085

1440
00:41:14,085 --> 00:41:14,464

1441
00:41:14,464 --> 00:41:16,586
นะคะ

1442
00:41:16,586 --> 00:41:16,967

1443
00:41:16,967 --> 00:41:17,416

1444
00:41:17,416 --> 00:41:17,798

1445
00:41:17,798 --> 00:41:18,888

1446
00:41:18,888 --> 00:41:22,888
หรือการค้นหาหนังสือที่ราคา

1447
00:41:23,119 --> 00:41:25,492
ไม่อยู่ในราคาที่

1448
00:41:25,492 --> 00:41:27,673
250

1449
00:41:27,673 --> 00:41:29,845
250 ออกไป

1450
00:41:29,845 --> 00:41:30,628
ไม่เอา

1451
00:41:30,628 --> 00:41:30,817

1452
00:41:30,817 --> 00:41:31,137

1453
00:41:31,137 --> 00:41:33,760
500 เอาไหม ไม่เอา

1454
00:41:33,760 --> 00:41:33,889

1455
00:41:33,889 --> 00:41:35,560
750 ไม่มี

1456
00:41:35,560 --> 00:41:36,322

1457
00:41:36,322 --> 00:41:37,282
มี ตัดออก

1458
00:41:37,282 --> 00:41:40,622
เพราะฉะนั้น แสดงผลหนังสือเล่มที่เหลือ

1459
00:41:40,622 --> 00:41:40,882

1460
00:41:40,882 --> 00:41:44,082
เพราะเขาบอกเขาว่าไม่เอาหนังสือราคา 250

1461
00:41:44,082 --> 00:41:47,094
ไม่เอา 500 ไม่เอา 750 ไม่เอา 1,000

1462
00:41:47,094 --> 00:41:51,094
อย่างนั้นก็แสดงผลค่าที่เหลือ แค่นั้นเองคือการตัดออกนะคะ

1463
00:41:54,524 --> 00:41:58,524
คราวนี้เป็นการระบุราคาไปแล้ว เราจะระบุเป็นข้อความนะค

1464
00:42:00,168 --> 00:42:00,809

1465
00:42:00,809 --> 00:42:01,190

1466
00:42:01,190 --> 00:42:01,961

1467
00:42:01,961 --> 00:42:03,763
ะ เป็นตัวอักษรก็ได้

1468
00:42:03,763 --> 00:42:07,763
จากเมื่อกี้เป็นคำสั่ง in คราวนี้จะเป็นคำสั่ง like

1469
00:42:07,796 --> 00:42:08,245

1470
00:42:08,245 --> 00:42:09,657
Like เหมือนกดไลก์นี่แหละ

1471
00:42:09,657 --> 00:42:10,617
นะคะ

1472
00:42:10,617 --> 00:42:11,258

1473
00:42:11,258 --> 00:42:11,517

1474
00:42:11,517 --> 00:42:11,838

1475
00:42:11,838 --> 00:42:12,099

1476
00:42:12,099 --> 00:42:13,119

1477
00:42:13,119 --> 00:42:16,381
ก็จะเป็นคนการค้นหาส่วนของข้อความ

1478
00:42:16,381 --> 00:42:16,834

1479
00:42:16,834 --> 00:42:19,723
บางครั้งเราจะไม่ได้พิมพ์ชื่อเต็ม ๆ ของเขา

1480
00:42:19,723 --> 00:42:20,304

1481
00:42:20,304 --> 00:42:22,736
อาจจะเป็นส่วนของชื่อก็ได้

1482
00:42:22,736 --> 00:42:23,626

1483
00:42:23,626 --> 00:42:27,626
เช่น จำชื่อเขาไม่ได้เขาน่าจะชื่อสม ๆ พงษ์ ๆ อะไรประมาณนี้

1484
00:42:27,930 --> 00:42:29,399
ซึ่งมันเป็นส่วนของคำ

1485
00:42:29,399 --> 00:42:31,191
ของชื่อของคนที่ชื่อว่าส

1486
00:42:31,191 --> 00:42:31,642

1487
00:42:31,642 --> 00:42:32,413
มพงษ์อาจจะจำ

1488
00:42:32,413 --> 00:42:34,598
คำชื่อขึ้นต้นเขาไม่ได้

1489
00:42:34,598 --> 00:42:35,944
จำได้บางส่วน

1490
00:42:35,944 --> 00:42:37,674
สามารถค้นหาได้เหมือนกัน

1491
00:42:37,674 --> 00:42:38,755

1492
00:42:38,755 --> 00:42:41,067
บางคนอาจจะพิมพ์คำว่าไมโครซอฟท์

1493
00:42:41,067 --> 00:42:42,027

1494
00:42:42,027 --> 00:42:42,347

1495
00:42:42,347 --> 00:42:42,539

1496
00:42:42,539 --> 00:42:46,539
จำไม่ได้ก็สามารถค้นหาได้เหมือนกันเป็นบางส่วนของข้อความ

1497
00:42:47,729 --> 00:42:49,400

1498
00:42:49,400 --> 00:42:50,870

1499
00:42:50,870 --> 00:42:51,381

1500
00:42:51,381 --> 00:42:51,892

1501
00:42:51,892 --> 00:42:55,294
การค้นหาส่วนของข้อความใด ๆ โดยที่

1502
00:42:55,294 --> 00:42:55,683

1503
00:42:55,683 --> 00:42:57,797
ไม่จำกัดตัวอักษร

1504
00:42:57,797 --> 00:43:01,446
เราจะใช้เป็นตัวเปอร์เซ็นต์หรือตัว Star เป็นดอกจันตัวนี้ก็ได้

1505
00:43:01,446 --> 00:43:01,839

1506
00:43:01,839 --> 00:43:03,309

1507
00:43:03,309 --> 00:43:04,400

1508
00:43:04,400 --> 00:43:08,400

1509
00:43:09,854 --> 00:43:11,386
เราจะใช้เป็น

1510
00:43:11,386 --> 00:43:15,386
อันเดอร์สกอร์หรือเครื่องหมายคำถาม ถ้าในส่วนของ

1511
00:43:16,188 --> 00:43:17,858
โปรแกรม Microsoft Access

1512
00:43:17,858 --> 00:43:18,058

1513
00:43:18,058 --> 00:43:21,511
เราจะใช้เป็นเครื่องหมายคำถาม

1514
00:43:21,511 --> 00:43:22,281

1515
00:43:22,281 --> 00:43:23,113

1516
00:43:23,113 --> 00:43:27,113
หรือเป็นวงเล็บวงเล็บเป็นสี่เหลี่ยมแบบนี้นะคะ ก็คือ

1517
00:43:27,738 --> 00:43:28,627
ให้

1518
00:43:28,627 --> 00:43:31,068
ตัวอักษรใดที่ปรากฏในช่อง

1519
00:43:31,068 --> 00:43:32,148

1520
00:43:32,148 --> 00:43:36,148
ต้องเป็นตัวอักษรนั้นเท่านั้น

1521
00:43:37,626 --> 00:43:37,829

1522
00:43:34,657 --> 00:43:35,228

1523
00:43:35,228 --> 00:43:36,071

1524
00:43:36,071 --> 00:43:36,390

1525
00:43:36,390 --> 00:43:40,390
แต่ถ้ามีเครื่องหมายตกใจ

1526
00:43:41,829 --> 00:43:41,653

1527
00:43:39,783 --> 00:43:42,676
มันจะเป็นการบอกว่าไม่เอาตัวอักษรนั้น

1528
00:43:42,676 --> 00:43:43,185

1529
00:43:43,185 --> 00:43:44,526
นะคะ

1530
00:43:44,526 --> 00:43:46,448
หรืออาจจะเป็นช่วงตัวอักษรก็ได้

1531
00:43:46,448 --> 00:43:49,079
เดี๋ยวดูตัวอย่างเลยแล้วกันมันจะได้เห็นภาพนะคะ

1532
00:43:49,079 --> 00:43:49,660

1533
00:43:49,660 --> 00:43:50,040

1534
00:43:50,040 --> 00:43:50,300

1535
00:43:50,300 --> 00:43:51,002

1536
00:43:51,002 --> 00:43:51,453

1537
00:43:51,453 --> 00:43:53,505
อย่างเช่นเงื่อนไขคือ

1538
00:43:53,505 --> 00:43:54,726

1539
00:43:54,726 --> 00:43:56,125
ให้ค้นหา

1540
00:43:56,125 --> 00:43:59,336
ชื่อหนังสือราคาจากตลาดหนังสือโดยที่

1541
00:43:59,336 --> 00:44:01,386
ชื่อหนังสือ

1542
00:44:01,386 --> 00:44:02,158
นะคะ

1543
00:44:02,158 --> 00:44:06,158
ขึ้นต้นด้วย N ตามด้วยอะไรก็ได้

1544
00:44:06,899 --> 00:44:10,899
ถ้าเป็นเครื่องหมายดอกจันตัวนี้คือขึ้นต้นด้วยตัวหนังสือ นั้น ๆ ตามด้วยอะไรก็ได้

1545
00:44:12,213 --> 00:44:12,474

1546
00:44:12,474 --> 00:44:14,464
ในตารางเราต้องดูสิคะ

1547
00:44:14,464 --> 00:44:15,746
ต้นด้วยตั

1548
00:44:15,746 --> 00:44:16,456

1549
00:44:16,456 --> 00:44:17,736
ว  N ชื่อ

1550
00:44:17,736 --> 00:44:20,679
มี 2 ชื่อเพราะฉะนั้น แสดงผล 2 อัน

1551
00:44:20,679 --> 00:44:21,000

1552
00:44:21,000 --> 00:44:21,580

1553
00:44:21,580 --> 00:44:22,991
ขึ้นต้นด้วยตัว

1554
00:44:22,991 --> 00:44:23,631

1555
00:44:23,631 --> 00:44:27,631
N อันอื่นไม่ได้ขึ้น N แล้ว

1556
00:44:27,665 --> 00:44:28,055

1557
00:44:28,055 --> 00:44:30,037
หายตัวมา

1558
00:44:30,037 --> 00:44:30,166

1559
00:44:30,166 --> 00:44:30,626

1560
00:44:30,626 --> 00:44:34,626
หาชื่อหนังสือที่ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้

1561
00:44:35,427 --> 00:44:37,729
ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้

1562
00:44:37,729 --> 00:44:40,942
แต่ในชื่อนั้นมีตัว C

1563
00:44:40,942 --> 00:44:41,644

1564
00:44:41,644 --> 00:44:45,035
เมื่อไหร่ก็ได้ค่ะ ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้ค่ะ ลงท้ายอะไรก็ได้

1565
00:44:45,035 --> 00:44:45,487

1566
00:44:45,487 --> 00:44:45,746

1567
00:44:45,746 --> 00:44:46,387

1568
00:44:46,387 --> 00:44:47,157

1569
00:44:47,157 --> 00:44:49,920
แต่ในคำนั้นน่ะต้องมีตัว C

1570
00:44:49,920 --> 00:44:50,430

1571
00:44:50,430 --> 00:44:51,203

1572
00:44:51,203 --> 00:44:53,953
อันแรกชื่อแรกมีไหมคะ ไม่มี

1573
00:44:53,953 --> 00:44:54,204

1574
00:44:54,204 --> 00:44:54,334

1575
00:44:54,334 --> 00:44:57,866
ชื่อที่ 2 มีตัว C ตรงตามเงื่อนไขไหม

1576
00:44:57,866 --> 00:45:01,866
เมื่อไหร่ก็ได้ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้ แต่มีตัว

1577
00:45:02,089 --> 00:45:02,481

1578
00:45:02,481 --> 00:45:03,830
C หนังสือมา

1579
00:45:03,830 --> 00:45:04,021

1580
00:45:04,021 --> 00:45:06,583
มีไหมมีตัว C

1581
00:45:06,583 --> 00:45:06,903

1582
00:45:06,903 --> 00:45:07,547

1583
00:45:07,547 --> 00:45:08,955
อันนี้ก็มี

1584
00:45:08,955 --> 00:45:09,086

1585
00:45:09,086 --> 00:45:09,334

1586
00:45:09,334 --> 00:45:09,976
นะคะ

1587
00:45:09,976 --> 00:45:11,257
ตัวนี้

1588
00:45:11,257 --> 00:45:15,257
ถามว่าได้อย่าไร ก็มันขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้อาจจะขึ้นตัวสีก็ได้

1589
00:45:15,938 --> 00:45:19,938
ขอให้มีตัว C เป็นประกอบ เพราะฉะนั้น ก็จะมีหนังสืออยู่ 4 เล่ม

1590
00:45:21,259 --> 00:45:22,670
4 เล่ม

1591
00:45:22,670 --> 00:45:23,760

1592
00:45:23,760 --> 00:45:24,532

1593
00:45:24,532 --> 00:45:24,981

1594
00:45:24,981 --> 00:45:26,192
นี่ คือผลลัพธ์

1595
00:45:26,192 --> 00:45:28,895
เพราะฉะนั้น บางทีนี่ อาจารย์ยักษ์

1596
00:45:28,895 --> 00:45:29,854

1597
00:45:29,854 --> 00:45:33,854
ค้นหาชื่อนักศึกษานะคะ ชื่อจริงเขาไม่ได้จำได้เข้ามีคำว่า

1598
00:45:36,135 --> 00:45:38,307
พร ในสักอย่างอะไรเง

1599
00:45:38,307 --> 00:45:39,148
นะคะ

1600
00:45:39,148 --> 00:45:39,587

1601
00:45:39,587 --> 00:45:43,428
ฐานข้อมูลก็สามารถค้นหาข้อมูลให้เราได้เช่นเดียวกัน

1602
00:45:43,428 --> 00:45:43,749

1603
00:45:43,749 --> 00:45:44,010

1604
00:45:44,010 --> 00:45:45,550
นะคะ

1605
00:45:45,550 --> 00:45:45,941

1606
00:45:45,941 --> 00:45:46,772

1607
00:45:46,772 --> 00:45:47,151

1608
00:45:47,151 --> 00:45:47,283

1609
00:45:47,283 --> 00:45:51,283
รู้อย่างนี้จะเริ่มสังเกตแล้ว ว่าทำไมมันมีเครื่องหมายคำถามแล้วก็ดอกจัน

1610
00:45:52,478 --> 00:45:53,248

1611
00:45:53,248 --> 00:45:53,378

1612
00:45:53,378 --> 00:45:56,450
ถ้ามีเครื่องหมายคำถามตัวนี้ หมายความว่า

1613
00:45:56,450 --> 00:45:56,771

1614
00:45:56,771 --> 00:46:00,361
ข้างหน้าตัว E 1 ตัวอักษรเท่านั้น

1615
00:46:00,361 --> 00:46:00,881

1616
00:46:00,881 --> 00:46:02,864
1 ตัว

1617
00:46:02,864 --> 00:46:05,424
ตามหลังตัว E เป็นกี่ตัวก็ได้

1618
00:46:05,424 --> 00:46:06,004

1619
00:46:06,004 --> 00:46:06,386

1620
00:46:06,386 --> 00:46:10,169
มาดูเงื่อนไขกันเลยนะคะ ถามว่า

1621
00:46:10,169 --> 00:46:10,690

1622
00:46:10,690 --> 00:46:12,732
ในหนังสือเล่มนี้

1623
00:46:12,732 --> 00:46:12,862

1624
00:46:12,862 --> 00:46:14,781
ได้ไหม

1625
00:46:14,781 --> 00:46:18,781
ไม่ได้เพราะตรงก่อนหน้าตัว E มีตัวหนังสือก่อนหน้า 5 ตัว ซึ่งผิดเงื่อนไขถ้าเป็นเครื่องหมายคำถาม

1626
00:46:23,439 --> 00:46:23,569

1627
00:46:23,569 --> 00:46:24,340

1628
00:46:24,340 --> 00:46:27,744
ตัวหนังสือที่นำหน้าตัวเองจะต้องมีแค่ 1 ตัวเท่านั้นนะ

1629
00:46:27,744 --> 00:46:28,253

1630
00:46:28,253 --> 00:46:29,024

1631
00:46:29,024 --> 00:46:29,405

1632
00:46:29,405 --> 00:46:33,405
คะ เล่มนี้ล่ะ มี แต่ก่อนหน้าตัวเองมีหนังสือ ตัวหนังสือเยอะเลยก็ไม่ได้

1633
00:46:34,986 --> 00:46:35,367

1634
00:46:35,367 --> 00:46:35,947
นะคะ

1635
00:46:35,947 --> 00:46:36,138

1636
00:46:36,138 --> 00:46:36,588

1637
00:46:36,588 --> 00:46:40,588
เล่มนี้ได้ไหม ขึ้นต้นด้วย 1 ตัวอักษร ตามหลังด้วย

1638
00:46:42,034 --> 00:46:42,876
ได้

1639
00:46:42,876 --> 00:46:44,156

1640
00:46:44,156 --> 00:46:44,475

1641
00:46:44,475 --> 00:46:47,677
คืนนี้ไม่มีนะคะ เล่มนี้ก็ไม่ได้

1642
00:46:47,677 --> 00:46:49,339
เล่มนี้ได้

1643
00:46:49,339 --> 00:46:50,369

1644
00:46:50,369 --> 00:46:50,631

1645
00:46:50,631 --> 00:46:54,631
ขึ้นต้นด้วย 1 ตัวก่อนว่าตัวเองแค่นั้น เพราะฉะนั้น มีแค่ 2

1646
00:46:55,302 --> 00:46:55,941

1647
00:46:55,941 --> 00:46:57,801
เล่มนี้ก็ไม่ได้

1648
00:46:57,801 --> 00:47:01,394
เพราะก่อนหน้าตัว E มีดวงซื้อมากกว่า 1 ตัว

1649
00:47:01,394 --> 00:47:04,338
นะคะ ผิดเงื่อนไข

1650
00:47:04,338 --> 00:47:04,739

1651
00:47:04,739 --> 00:47:05,047

1652
00:47:05,047 --> 00:47:05,619

1653
00:47:05,619 --> 00:47:07,553

1654
00:47:07,553 --> 00:47:08,962
เงื่อไขต่อมานะคะ

1655
00:47:08,962 --> 00:47:09,211

1656
00:47:09,211 --> 00:47:12,033
เงื่อนไขว่าให้ชื่อหนังสือ

1657
00:47:12,033 --> 00:47:16,033
ขึ้นต้นด้วยตัว N หรือตัว O

1658
00:47:16,205 --> 00:47:19,599
ตามหลังด้วยอะไรก็ได้

1659
00:47:19,599 --> 00:47:20,689

1660
00:47:20,689 --> 00:47:21,519
นะคะ

1661
00:47:21,519 --> 00:47:22,102

1662
00:47:22,102 --> 00:47:25,564
จะมีกี่เล่มเล่มนี้ ขึ้นต้นด้วยตัว N ได้

1663
00:47:25,564 --> 00:47:25,946

1664
00:47:25,946 --> 00:47:27,104

1665
00:47:27,104 --> 00:47:31,104
ไหม ได้มีตัว O ไหมวีดีโอ 1 เล่มก็แสดงผลหนังสือ 3 เล่ม

1666
00:47:31,659 --> 00:47:32,035

1667
00:47:32,035 --> 00:47:33,386

1668
00:47:33,386 --> 00:47:37,386
นะคะ อันนี้เป็นการดูเงื่อนไขเลยเดี๋ยวอาทิตย์หน้าพวกคจะต้องไปทำเอง

1669
00:47:38,309 --> 00:47:41,010
อาจารย์อาจจะให้คุณสร้างแล้ว ก็

1670
00:47:41,010 --> 00:47:45,010
อาจจะกำหนดว่าให้คุณลองพิมพ์เงื่อนไขตามนี้ดูและให้แสดงผลตามที่อาจารย์กำหนด

1671
00:47:47,036 --> 00:47:49,918
คุณก็ต้องพิมพ์คำสั่งให้ถูก

1672
00:47:49,918 --> 00:47:52,683
เช่นข้อมูลสัปดาห์หน้าอาจารย์อาจจะบอกว่า

1673
00:47:52,683 --> 00:47:52,802

1674
00:47:52,802 --> 00:47:53,192

1675
00:47:53,192 --> 00:47:55,042
ให้แสดงผล

1676
00:47:55,042 --> 00:47:58,645
คนที่ขึ้นต้นชื่อด้วย ส เสือ กับตัว

1677
00:47:58,645 --> 00:47:59,476

1678
00:47:59,476 --> 00:48:03,476
อ.อ่าง อาทิตย์หน้านักศึกษาก็ต้องทำได้นะคะ เพราะว่าอาทิตย์นี้มีตัวอย่างแล้ว

1679
00:48:03,899 --> 00:48:04,801
นะ

1680
00:48:04,801 --> 00:48:04,990

1681
00:48:04,990 --> 00:48:05,252

1682
00:48:05,252 --> 00:48:05,504

1683
00:48:05,504 --> 00:48:06,532

1684
00:48:06,532 --> 00:48:06,851

1685
00:48:06,851 --> 00:48:07,682

1686
00:48:07,682 --> 00:48:09,214
เงื่อนไขต่อมา

1687
00:48:09,214 --> 00:48:09,533

1688
00:48:09,533 --> 00:48:09,734

1689
00:48:09,734 --> 00:48:13,734
ชื่อหนังสือที่ไม่ขึ้นต้นด้วยตัว n

1690
00:48:13,899 --> 00:48:16,078
ตามหลังด้วยอะไรก็ได้

1691
00:48:16,078 --> 00:48:16,269

1692
00:48:16,269 --> 00:48:20,269
ก็หลายเล่มเลยนะคะ เล่มนี้ เล่มนี้ เล่มนี้ แล้วนิ

1693
00:48:21,022 --> 00:48:21,784

1694
00:48:21,784 --> 00:48:22,554

1695
00:48:22,554 --> 00:48:24,475
แค่นี้เอง

1696
00:48:24,475 --> 00:48:24,666

1697
00:48:24,666 --> 00:48:24,986

1698
00:48:24,986 --> 00:48:25,567

1699
00:48:25,567 --> 00:48:25,757

1700
00:48:25,757 --> 00:48:26,267

1701
00:48:26,267 --> 00:48:26,398

1702
00:48:26,398 --> 00:48:27,939
ต่อมา

1703
00:48:27,939 --> 00:48:28,130

1704
00:48:28,130 --> 00:48:30,570
จะเริ่มเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูล

1705
00:48:30,570 --> 00:48:32,362
จะเป็นการ

1706
00:48:32,362 --> 00:48:33,263
กำจัด

1707
00:48:33,263 --> 00:48:37,263
ข้อมูล ที่อาจจะมีการซ้ำกันเกิดขึ้นก็คือรายการซ้ำ

1708
00:48:37,436 --> 00:48:38,455
นะคะ

1709
00:48:38,455 --> 00:48:40,887
มี 2 คำสั่ง

1710
00:48:40,887 --> 00:48:41,598

1711
00:48:41,598 --> 00:48:42,240

1712
00:48:42,240 --> 00:48:46,240
ว่าจะมีการใช้คำสั่งที่อาจจะ

1713
00:48:46,343 --> 00:48:46,533

1714
00:48:46,533 --> 00:48:49,543
กำจัดรายการข้อมูลซ้ำให้เหลือรายการเดียว

1715
00:48:49,543 --> 00:48:50,245

1716
00:48:50,245 --> 00:48:50,955

1717
00:48:50,955 --> 00:48:53,457
โดยใช้การกำหนดค่าต่าง ๆ เป็นเกณฑ์

1718
00:48:53,457 --> 00:48:53,775

1719
00:48:53,775 --> 00:48:54,287

1720
00:48:54,287 --> 00:48:54,866

1721
00:48:54,866 --> 00:48:58,866
คำสั่งค่าต้องมาเป็นดิสทิ้งตัวนี้

1722
00:48:59,351 --> 00:49:01,663
ก็ลบทิ้งทั้งแถว

1723
00:49:01,663 --> 00:49:04,294
ขอดูตัวอย่างการนะคะ

1724
00:49:04,294 --> 00:49:04,806

1725
00:49:04,806 --> 00:49:05,826

1726
00:49:05,826 --> 00:49:06,658

1727
00:49:06,658 --> 00:49:08,007

1728
00:49:08,007 --> 00:49:09,027

1729
00:49:09,027 --> 00:49:09,738

1730
00:49:09,738 --> 00:49:13,262
โดยคำสั่งก็คือให้เลือกกำจัด

1731
00:49:13,262 --> 00:49:15,062
ชื่อซ้ำ

1732
00:49:15,062 --> 00:49:15,893

1733
00:49:15,893 --> 00:49:18,524
ชื่อที่ซ้ำนะคะ

1734
00:49:18,524 --> 00:49:20,505
จากตาราง Student

1735
00:49:20,505 --> 00:49:20,706

1736
00:49:20,706 --> 00:49:21,665

1737
00:49:21,665 --> 00:49:24,545
ดูในตาราง student ในช่องชื่อ

1738
00:49:24,545 --> 00:49:25,377

1739
00:49:25,377 --> 00:49:25,758

1740
00:49:25,758 --> 00:49:26,598

1741
00:49:26,598 --> 00:49:27,428

1742
00:49:27,428 --> 00:49:28,269

1743
00:49:28,269 --> 00:49:28,713

1744
00:49:28,713 --> 00:49:30,893
ชื่อนะคะ

1745
00:49:30,893 --> 00:49:33,453
อันไหนชื่อซ้ำ

1746
00:49:33,453 --> 00:49:34,935
มีซ้ำ 1 คน

1747
00:49:34,935 --> 00:49:35,254

1748
00:49:35,254 --> 00:49:37,435
ชื่อแดง

1749
00:49:37,435 --> 00:49:37,628

1750
00:49:37,628 --> 00:49:38,837
เพราะฉะนั้น

1751
00:49:38,837 --> 00:49:40,437

1752
00:49:40,437 --> 00:49:42,108

1753
00:49:42,108 --> 00:49:42,439

1754
00:49:42,439 --> 00:49:42,758

1755
00:49:42,758 --> 00:49:46,758
การแสดงผลว่าจะเป็นแค่ 3 ชื่อ ที่เหลือเพราะว่าแดงมีซ้ำ 3 คน

1756
00:49:49,035 --> 00:49:49,285

1757
00:49:49,285 --> 00:49:51,857
เราจะตัดให้เหลือแค่หนึ่งแดงเท่านั้น

1758
00:49:51,857 --> 00:49:52,686

1759
00:49:52,686 --> 00:49:53,588

1760
00:49:53,588 --> 00:49:54,229

1761
00:49:54,229 --> 00:49:58,229
ข้อมูลอย่างอื่นเราไม่สนใจมันแค่อยากรู้ว่าคนที่ชื่อซ้ำกันนี่ ตัดชื่อซ้ำออก

1762
00:49:59,679 --> 00:50:00,321

1763
00:50:00,321 --> 00:50:00,962
นะคะ

1764
00:50:00,962 --> 00:50:02,052
อันนี้คือคำสั่ง

1765
00:50:02,052 --> 00:50:02,242

1766
00:50:02,242 --> 00:50:02,882

1767
00:50:02,882 --> 00:50:03,653
ก

1768
00:50:03,653 --> 00:50:04,294

1769
00:50:04,294 --> 00:50:05,256

1770
00:50:05,256 --> 00:50:08,078
ับให้ตัดข้อมูลทิ้งทั้งแถว

1771
00:50:08,078 --> 00:50:08,267

1772
00:50:08,267 --> 00:50:08,456

1773
00:50:08,456 --> 00:50:08,717

1774
00:50:08,717 --> 00:50:12,717
นะคะ อย่างตอนนี้ ถ้ามันซ้ำกันจริง ๆ

1775
00:50:13,903 --> 00:50:15,903
ถ้านักศึกษาสังเกตดี ๆ

1776
00:50:15,903 --> 00:50:16,093

1777
00:50:16,093 --> 00:50:19,296
คนชื่อแดงซ้ำกันก็จริงนะคะ แต่นามสกุล

1778
00:50:19,296 --> 00:50:19,808

1779
00:50:19,808 --> 00:50:20,578

1780
00:50:20,578 --> 00:50:21,789
นี่ ไม่ซ้ำกัน

1781
00:50:21,789 --> 00:50:23,200
แต่จะมี

1782
00:50:23,200 --> 00:50:23,661

1783
00:50:23,661 --> 00:50:24,302

1784
00:50:24,302 --> 00:50:26,792
อันนี้ ที่ซ้ำทั้งชื่อทั้งนามสกุล

1785
00:50:26,792 --> 00:50:30,792
ถ้าใช้คำสั่งนี้นะคะ มันจะตัดข้อมูลที่ซ้ํากันทั้ง

1786
00:50:32,889 --> 00:50:36,352
แถวออก

1787
00:50:36,352 --> 00:50:38,590
อันนี้ก็คือ

1788
00:50:38,590 --> 00:50:40,841
เดี๋ยวเราไปดูในโปรแกรมจริง ๆ

1789
00:50:40,841 --> 00:50:42,503
ดีกว่านะคะ

1790
00:50:42,503 --> 00:50:43,274

1791
00:50:43,274 --> 00:50:44,684
ตัวอย่าง

1792
00:50:44,684 --> 00:50:46,216
มันอาจจะยังดู

1793
00:50:46,216 --> 00:50:48,727
เห็นภาพไม่ชัด มันจะดูน้อยไป

1794
00:50:48,727 --> 00:50:50,901
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราได้ทำของจริง

1795
00:50:50,901 --> 00:50:52,572
นี่ เราจะได้ทำ

1796
00:50:52,572 --> 00:50:54,550
เยอะกว่านี้นะคะ

1797
00:50:54,550 --> 00:50:55,002

1798
00:50:55,002 --> 00:50:55,893

1799
00:50:55,893 --> 00:50:56,482

1800
00:50:56,482 --> 00:50:59,105
ต่อมาจะเป็นการเรียงลําดับข้อมูล

1801
00:50:59,105 --> 00:50:59,744
นะคะ

1802
00:50:59,744 --> 00:51:00,576

1803
00:51:00,576 --> 00:51:01,097

1804
00:51:01,097 --> 00:51:03,659
ก็จะใช้คำสั่ง Order by

1805
00:51:03,659 --> 00:51:04,939
นะคะ ก็คือ

1806
00:51:04,939 --> 00:51:06,219
การเรียงลำดับ

1807
00:51:06,219 --> 00:51:06,929

1808
00:51:06,929 --> 00:51:07,699
นะคะ

1809
00:51:07,699 --> 00:51:11,699
ก็คือให้แสดงผลข้อมูลทั้งหมดจากตาราง book

1810
00:51:15,268 --> 00:51:15,284

1811
00:51:12,050 --> 00:51:13,663
โดยให้เรียงลำดับ

1812
00:51:13,663 --> 00:51:15,062
ตามราคา

1813
00:51:15,062 --> 00:51:16,413
ถ้าเราไม่สั่ง

1814
00:51:16,413 --> 00:51:16,602

1815
00:51:16,602 --> 00:51:17,824
เพิ่มเติม

1816
00:51:17,824 --> 00:51:21,824
มันจะเป็นการเรียงจากน้อยไปหามาก

1817
00:51:24,180 --> 00:51:23,876
นะคะ

1818
00:51:20,776 --> 00:51:21,026

1819
00:51:21,026 --> 00:51:21,417

1820
00:51:21,417 --> 00:51:22,309

1821
00:51:22,309 --> 00:51:23,399

1822
00:51:23,399 --> 00:51:27,399
คำสั่งนี้คือ Order by Price คือให้เรียงลำดับจากราคาน้อยไปหามาก

1823
00:51:28,523 --> 00:51:29,363

1824
00:51:29,363 --> 00:51:33,363
ศัพท์ใหม่จะเปลี่ยนตามลำดับที่เราสั่งแต่ถ้าเรา อยากแย่งจากมากไปหาน้อย

1825
00:51:36,725 --> 00:51:37,506

1826
00:51:37,506 --> 00:51:41,351
เราจะต้องระบุเพิ่มได้ว่า besc ตรงนี้

1827
00:51:41,351 --> 00:51:41,800

1828
00:51:41,800 --> 00:51:41,920

1829
00:51:41,920 --> 00:51:42,632
นะคะ

1830
00:51:42,632 --> 00:51:46,284
มันจะหมายถึงว่าให้เราเรียงลำดับตามราคาก็จริง

1831
00:51:46,284 --> 00:51:48,084
ให้หน่อยจากราคามาก

1832
00:51:48,084 --> 00:51:49,486
ไปหาราคาน้อย

1833
00:51:49,486 --> 00:51:49,685

1834
00:51:49,685 --> 00:51:50,646
นะคะ

1835
00:51:50,646 --> 00:51:51,027

1836
00:51:51,027 --> 00:51:53,328
ต้องบอกด้วย

1837
00:51:53,328 --> 00:51:56,290
เว็บในการซื้อของออนไลน์ค่ะ เหมือนกัน

1838
00:51:56,290 --> 00:51:56,608

1839
00:51:56,608 --> 00:51:59,172
ไส้ในของโปรแกรม

1840
00:51:59,172 --> 00:52:01,532
มัน คือคำสั่งที่เราเรียนวันนี้

1841
00:52:01,532 --> 00:52:02,633
นะคะ

1842
00:52:02,633 --> 00:52:06,633
นักศึกษาจะได้เข้าใจ เพราะต่อไปเราจะไม่เป็นแค่ผู้ใช้งานแล้ว

1843
00:52:07,056 --> 00:52:09,488
อาจจะได้เป็นผู้ดูแลระบบด้วย

1844
00:52:09,488 --> 00:52:09,738

1845
00:52:09,738 --> 00:52:10,779
นะ

1846
00:52:10,779 --> 00:52:11,291

1847
00:52:11,291 --> 00:52:12,311

1848
00:52:12,311 --> 00:52:12,571

1849
00:52:12,571 --> 00:52:16,571
มาแล้วจะมีฟังก์ชันการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่เกิดขึ้นใน

1850
00:52:17,694 --> 00:52:18,074

1851
00:52:18,074 --> 00:52:22,074
การจัดการฐานข้อมูลด้วยอาจจะเป็นฟังก์ชันสำหรับการบวกการนับ

1852
00:52:22,755 --> 00:52:24,104
การหาค่าเฉลี่ย

1853
00:52:24,104 --> 00:52:24,485

1854
00:52:24,485 --> 00:52:25,317
นะคะ

1855
00:52:25,317 --> 00:52:26,276
ไอ้

1856
00:52:26,276 --> 00:52:28,209
avg ตัวนี้มันย่อมาจาก

1857
00:52:28,209 --> 00:52:30,129
average คือการหาค่าเฉลี่ย

1858
00:52:30,129 --> 00:52:30,770
นะคะ

1859
00:52:30,770 --> 00:52:31,149

1860
00:52:31,149 --> 00:52:33,331
หาค่าน้อยที่สุด ค่ามากที่สุด

1861
00:52:33,331 --> 00:52:33,842

1862
00:52:33,842 --> 00:52:34,032

1863
00:52:34,032 --> 00:52:37,506
อันนี้เป็นคณิตศาสตร์ ก็ต้องมาใช้ด้วย

1864
00:52:37,506 --> 00:52:38,277
นะคะ

1865
00:52:38,277 --> 00:52:40,068
อย่างเช่น

1866
00:52:40,068 --> 00:52:41,217

1867
00:52:41,217 --> 00:52:42,687
ให้

1868
00:52:42,687 --> 00:52:44,358
รวม

1869
00:52:44,358 --> 00:52:46,729
ราคาทั้งหมด

1870
00:52:46,729 --> 00:52:46,920

1871
00:52:46,920 --> 00:52:47,050

1872
00:52:47,050 --> 00:52:47,502

1873
00:52:47,502 --> 00:52:51,355
แล้วให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ชื่อว่า

1874
00:52:51,355 --> 00:52:51,545

1875
00:52:51,545 --> 00:52:53,336
sumprice กว่านี้

1876
00:52:53,336 --> 00:52:53,656

1877
00:52:53,656 --> 00:52:54,108

1878
00:52:54,108 --> 00:52:54,748

1879
00:52:54,748 --> 00:52:55,448

1880
00:52:55,448 --> 00:52:58,210
ให้รวมราคาทั้งหมด

1881
00:52:58,210 --> 00:52:58,530

1882
00:52:58,530 --> 00:53:00,581
ใส่ในคอลัมน์ใหม่

1883
00:53:00,581 --> 00:53:00,771

1884
00:53:00,771 --> 00:53:04,771
ฟิลด์ใหม่จากตาราง Book เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์จากคำสั่งนี้

1885
00:53:05,835 --> 00:53:09,366
ก็คือการเอายอดรวมราคาหนังสือทั้งหมด มาบวกกัน

1886
00:53:09,366 --> 00:53:10,707

1887
00:53:10,707 --> 00:53:12,307
ถ้าได้ผลลัพธ์ตัวนี้

1888
00:53:12,307 --> 00:53:12,888

1889
00:53:12,888 --> 00:53:14,679
นะคะ

1890
00:53:14,679 --> 00:53:18,401
ก็ไม่ยาก ถ้าเราจำคำสั่งได้

1891
00:53:18,401 --> 00:53:21,863
ทั้งหมดเล ยมีบวกแล้วก็ต้องมีนับ

1892
00:53:21,863 --> 00:53:22,885

1893
00:53:22,885 --> 00:53:24,105
ให้

1894
00:53:24,105 --> 00:53:27,696
นับจำนวน จาก

1895
00:53:27,696 --> 00:53:28,528

1896
00:53:28,528 --> 00:53:30,900
รหัสหนังสือ

1897
00:53:30,900 --> 00:53:31,791
ทั้งหมด

1898
00:53:31,791 --> 00:53:32,831

1899
00:53:32,831 --> 00:53:34,431
จากตาราง book

1900
00:53:34,431 --> 00:53:34,812

1901
00:53:34,812 --> 00:53:36,352
โดยให้ชื่อ

1902
00:53:36,352 --> 00:53:38,273
คอลัมน์ใหม่ชื่อว่า

1903
00:53:38,273 --> 00:53:39,035
count book

1904
00:53:39,035 --> 00:53:40,196

1905
00:53:40,196 --> 00:53:41,998
ก็คือให้นับจำนวน

1906
00:53:41,998 --> 00:53:42,507

1907
00:53:42,507 --> 00:53:45,449
Book ID คือหนังสือทั้งหมดนะคะ มีกี่เล่ม

1908
00:53:45,449 --> 00:53:45,961

1909
00:53:45,961 --> 00:53:48,142
มันก็รับมาได้ 7 เล่ม

1910
00:53:48,142 --> 00:53:48,332

1911
00:53:48,332 --> 00:53:50,265
อันนี้คือมันง่าย

1912
00:53:50,265 --> 00:53:53,726
มันมองมันเรามองดูด้วยสายตาแล้วก็รู้

1913
00:53:53,726 --> 00:53:56,478
หาข้อมูลมันเยอะกว่านี้ล่ะ

1914
00:53:56,478 --> 00:53:57,449

1915
00:53:57,449 --> 00:54:01,449
แล้วคุณจะรู้ได้ไง ว่าตอนนี้มันยังมีหนังสือกี่เล่มสมุดว่าให้คุณดูแลระบบ จัดการห้องสมุดทั้งหมดของมหาลัย

1916
00:54:03,975 --> 00:54:04,815

1917
00:54:04,815 --> 00:54:08,815
มันไม่สามารถยืนดูที่หน้าประตูแล้วบอกได้ ว่าเรามีหนังสือกี่เล่มใช่ไหมคะ

1918
00:54:09,046 --> 00:54:09,367

1919
00:54:09,367 --> 00:54:11,218
มันก็ต้องบวกจากฐานข้อมูล

1920
00:54:11,218 --> 00:54:11,348

1921
00:54:11,348 --> 00:54:11,929

1922
00:54:11,929 --> 00:54:12,069

1923
00:54:12,069 --> 00:54:13,729
ถ้าสมมุติว่าเราไปฝึกงาน

1924
00:54:13,729 --> 00:54:13,979

1925
00:54:13,979 --> 00:54:14,299

1926
00:54:14,299 --> 00:54:15,202
แล้ว

1927
00:54:15,202 --> 00:54:15,713

1928
00:54:15,713 --> 00:54:17,123

1929
00:54:17,123 --> 00:54:18,784

1930
00:54:18,784 --> 00:54:22,784
ที่ถามว่าให้เด็กฝึกงานไปดูสิ ว่ามีหนังสือกี่เล่ม คุณจะไปเดินนับ ไม่ใช่

1931
00:54:26,100 --> 00:54:30,100
เราสามารถสั่งได้จากฐานข้อมูลเลย ว่าวันนี้

1932
00:54:30,784 --> 00:54:32,896
ในห้องสมุดมีหนังสือกี่เล่ม

1933
00:54:32,896 --> 00:54:33,596

1934
00:54:33,596 --> 00:54:37,596
อยู่ในอนาคตคุณต้องไปฝึกงานแน่นอน เขาจะบอกว่า

1935
00:54:37,708 --> 00:54:41,479
เด็กฝึกงานไปของในโกดังมีกี่ชิ้น

1936
00:54:41,479 --> 00:54:43,718
คุณจะไปนั่งนับหรอ

1937
00:54:43,718 --> 00:54:44,429

1938
00:54:44,429 --> 00:54:46,228
มันก็สามารถ

1939
00:54:46,228 --> 00:54:46,419

1940
00:54:46,419 --> 00:54:50,419
มีวิธีการสั่งจากฐานข้อมูลนี่ล่ะนับดูซิว่าสรุปสินค้าและมีกี่อย่าง

1941
00:54:51,925 --> 00:54:54,496
กูจะไปนั่งนับมันไม่ได้หรอกค่ะ ในชีวิตจริง

1942
00:54:54,496 --> 00:54:55,326
นะคะ

1943
00:54:55,326 --> 00:54:58,656

1944
00:54:58,656 --> 00:55:02,656
คำสั่งนี้ก็ค่อนข้างจำเป็นนะคะ สำหรับใช้ในการฝึกงานหรือทำงานในอนาคตนะ

1945
00:55:05,897 --> 00:55:08,648
หรือการหาค่าเฉลี่ย

1946
00:55:08,648 --> 00:55:09,168

1947
00:55:09,168 --> 00:55:13,168
นะคะ ก็จะเป็นการหาค่าเฉลี่ยของราคาของสินค้าทั้งหมด

1948
00:55:14,101 --> 00:55:16,603
โดยให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ชื่อว่า

1949
00:55:16,603 --> 00:55:18,851
avg

1950
00:55:18,851 --> 00:55:20,003
Price ค่าเฉลี่ย

1951
00:55:20,003 --> 00:55:24,003
แสดงว่าหนังสือ 7 เล่มนี้นะคะ มีค่าเฉลี่ย

1952
00:55:24,613 --> 00:55:27,567
เล่นประมาณ 640 2.14 ตัวนี้

1953
00:55:27,567 --> 00:55:31,567
ถ้าสมมุติว่ามีใครต้องการข้อมูลจากเราเราก็สามารถให้เขาดูได้

1954
00:55:33,071 --> 00:55:33,582

1955
00:55:33,582 --> 00:55:36,471
ต่อมา เขาถามว่า

1956
00:55:36,471 --> 00:55:39,295
ค่าหนังสือที่ถูกที่สุดในร้าน

1957
00:55:39,295 --> 00:55:41,024
เท่าไ

1958
00:55:41,024 --> 00:55:45,024
ร คุณจะไปเดินหาก็ไม่ใช่ เราแค่สั่งให้ฐานข้อมูลมาแสดงผลสิว่า

1959
00:55:46,409 --> 00:55:48,913
ราคาสินค้าที่ถูกที่สุด

1960
00:55:48,913 --> 00:55:49,294

1961
00:55:49,294 --> 00:55:52,505
นะคะ โดยที่ให้กำหนดใส่ในคอลัมน์ใหม่

1962
00:55:52,505 --> 00:55:52,957

1963
00:55:52,957 --> 00:55:56,957
ราคาที่ถูกที่สุดตอนนี้ คือถ้าเรามองด้วยสายตาเราก็ทราบแหละว่า 150

1964
00:55:58,006 --> 00:55:59,417
อย่างที่อาจารย์บอก

1965
00:55:59,417 --> 00:56:02,117
ถ้าเกิดสินค้ามีเป็นหมื่นเป็นแสนชิ้น

1966
00:56:02,117 --> 00:56:02,367

1967
00:56:02,367 --> 00:56:04,357
จะมานั่งไล่ดู

1968
00:56:04,357 --> 00:56:06,078
เสียเวลาค่ะ

1969
00:56:06,078 --> 00:56:08,201
ฐานข้อมูลสแกนได้

1970
00:56:08,201 --> 00:56:11,851
ให้มันค้นหาให้คุณเลยไม่เกิน 1 นาที รู้แน่นอน

1971
00:56:11,851 --> 00:56:12,624
นะคะ

1972
00:56:12,624 --> 00:56:12,945

1973
00:56:12,945 --> 00:56:15,445

1974
00:56:15,445 --> 00:56:16,344

1975
00:56:16,344 --> 00:56:16,537

1976
00:56:16,537 --> 00:56:20,537
หาราคาน้อยที่สุดแล้ว ก็อันนี้เป็น Max Price นะคะ ก็ดูราคามากที่สุดได้เช่นเดียวกัน

1977
00:56:23,202 --> 00:56:23,391

1978
00:56:23,391 --> 00:56:24,292

1979
00:56:24,292 --> 00:56:28,014
ต่อมาเป็นการรวมกลุ่มข้อมูล

1980
00:56:28,014 --> 00:56:28,336

1981
00:56:28,336 --> 00:56:32,045
นะคะ เป็นการรวมตามเงื่อนไข

1982
00:56:32,045 --> 00:56:32,175

1983
00:56:32,175 --> 00:56:32,817

1984
00:56:32,817 --> 00:56:36,817
ในเงื่อนไขทุกอย่างก็คือใช้คำสั่ง Good Bye นะคะ เป็นการ

1985
00:56:36,978 --> 00:56:38,779
รวมตามเงื่อนไข

1986
00:56:38,779 --> 00:56:39,160

1987
00:56:39,160 --> 00:56:39,359

1988
00:56:39,359 --> 00:56:40,121
เช่น

1989
00:56:40,121 --> 00:56:40,902

1990
00:56:40,902 --> 00:56:41,793
ให้

1991
00:56:41,793 --> 00:56:41,923

1992
00:56:41,923 --> 00:56:43,783

1993
00:56:43,783 --> 00:56:46,215
ดูช่องนี้นะคะ รหัส

1994
00:56:46,215 --> 00:56:47,497
สำนักพิมพ์

1995
00:56:47,497 --> 00:56:48,326

1996
00:56:48,326 --> 00:56:50,386
รวมราคาออกมา

1997
00:56:50,386 --> 00:56:50,578

1998
00:56:50,578 --> 00:56:51,029

1999
00:56:51,029 --> 00:56:51,729

2000
00:56:51,729 --> 00:56:52,109

2001
00:56:52,109 --> 00:56:52,500

2002
00:56:52,500 --> 00:56:52,820

2003
00:56:52,820 --> 00:56:53,910

2004
00:56:53,910 --> 00:56:57,910
รวมราคาออกมา โดยที่ให้รวมเป็นตามเลขสำนักพิมพ์

2005
00:57:01,024 --> 00:57:02,111

2006
00:57:02,111 --> 00:57:02,302

2007
00:57:02,302 --> 00:57:05,184
คำสั่งคือสำนักพิมพ์

2008
00:57:05,184 --> 00:57:09,184
นี้ อธิบายเป็นง่าย ๆ นะคะ สำนักพิมพ์นี้ มีหนังสือกี่เล่ม รวมแล้วมูลค่าเท่าไ

2009
00:57:12,360 --> 00:57:12,881

2010
00:57:12,881 --> 00:57:13,131

2011
00:57:13,131 --> 00:57:13,323

2012
00:57:13,323 --> 00:57:15,252
ร อย่างเช่นสำนักพิมพ์

2013
00:57:15,252 --> 00:57:15,444

2014
00:57:15,444 --> 00:57:16,793
หมายเลข 4

2015
00:57:16,793 --> 00:57:16,985

2016
00:57:16,985 --> 00:57:20,245
มีหนังสืออยู่ 3 เล่ม

2017
00:57:20,245 --> 00:57:20,637

2018
00:57:20,637 --> 00:57:22,117
มันก็จะรวมให้ว่า

2019
00:57:22,117 --> 00:57:22,631

2020
00:57:22,631 --> 00:57:25,641
มูลค่าหนังสือของสำนักพิมพ์

2021
00:57:25,641 --> 00:57:27,371
นี้ เป็นราคาเท่านี้

2022
00:57:27,371 --> 00:57:31,371
สำนักพิมพ์ที่ 5 มีหนังสือกี่เล่ม ก็รวมอาจจะมีเล่มเดียวได้เท่านี้สำนักพิมพ์ที่ 12

2023
00:57:34,617 --> 00:57:34,738

2024
00:57:34,738 --> 00:57:35,260

2025
00:57:35,260 --> 00:57:36,278
มี 3 เล่ม

2026
00:57:36,278 --> 00:57:40,278
รวมราคามาทั้งหมดได้เท่านี้ อันนี้คือคำสั่ง Group by คือจัดกลุ่มมานั่นเอง

2027
00:57:42,559 --> 00:57:42,750

2028
00:57:42,750 --> 00:57:43,649
นะคะ

2029
00:57:43,649 --> 00:57:44,482

2030
00:57:44,482 --> 00:57:47,940
การจัดกลุ่มข้อมูล เช่น

2031
00:57:47,940 --> 00:57:51,940
นักศึกษาปี 3 ชาย รวมแล้วมีกี่คน

2032
00:57:52,303 --> 00:57:52,493

2033
00:57:52,493 --> 00:57:56,493
จะรวมโดยทั้งคณะหรือทั้งมหาวิทยาลัย แล้วแต่เรากำหนดเงื่อนไข

2034
00:57:56,985 --> 00:57:58,004
นะคะ

2035
00:57:58,004 --> 00:57:59,927

2036
00:57:59,927 --> 00:58:00,185

2037
00:58:00,185 --> 00:58:00,566

2038
00:58:00,566 --> 00:58:00,756

2039
00:58:00,756 --> 00:58:04,756
ถ้ามีเงื่อนไขนอกเหนือจากที่เรากำหนดไปแล้ว เมื่อกี้คือเราให้

2040
00:58:06,151 --> 00:58:07,873
จัดกลุ่มเป็น

2041
00:58:07,873 --> 00:58:11,873
รหัสสำนักพิมพ์ แต่ถ้ามีซ้อนเงื่อนไขเข้ามาอีกเราจะเพิ่มเป็นคำสั่ง Having ตัวนี้

2042
00:58:14,358 --> 00:58:14,799

2043
00:58:14,799 --> 00:58:17,111
ถ้าเงื่อนไขเดียวมันไม่พอ

2044
00:58:17,111 --> 00:58:17,882

2045
00:58:17,882 --> 00:58:18,131

2046
00:58:18,131 --> 00:58:19,802
จากเมื่อกี้

2047
00:58:19,802 --> 00:58:23,802
นี้ เราเพิ่มเข้าไปอีกว่าให้เป็นรหัสสำนักพิมพ์ ที่มีค่ามากกว่าเท่ากับ 5

2048
00:58:25,187 --> 00:58:25,447

2049
00:58:25,447 --> 00:58:25,699

2050
00:58:25,699 --> 00:58:28,141
มันก็จะตัดสำนักพิมพ์ที่ 4 ออกไป

2051
00:58:28,141 --> 00:58:29,611
เหลือแค่ 2 สำนักพิมพ์

2052
00:58:29,611 --> 00:58:30,383

2053
00:58:30,383 --> 00:58:32,944
แล้วแต่ว่าเราจะเพิ่มเงื่อนไขอะไรอีก

2054
00:58:32,944 --> 00:58:36,944
ราคาก็ว่าอย่างที่บอกมุมมองการดูข้อมูลของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน

2055
00:58:38,976 --> 00:58:40,318
แล้วแต่ว่า

2056
00:58:40,318 --> 00:58:42,498
เขาจะอยากดูข้อมูลแบบไหน

2057
00:58:42,498 --> 00:58:44,359
อยากได้รายงานแบบไหน

2058
00:58:44,359 --> 00:58:48,332
นะคะ ระบบจัดการฐานข้อมูลก็สามารถจัดการได้ทั้งหมด

2059
00:58:48,332 --> 00:58:49,993
นะคะ

2060
00:58:49,993 --> 00:58:50,704

2061
00:58:50,704 --> 00:58:53,976
ต่อมาจะเป็นส่งของคำสั่ง ในการปรับปรุงฐานข้อมูล

2062
00:58:53,976 --> 00:58:56,858
ก็คือเป็นการเพิ่มแก้ไขการลบข้อมูล

2063
00:58:56,858 --> 00:58:57,109

2064
00:58:57,109 --> 00:58:57,750
นะคะ

2065
00:58:57,750 --> 00:59:01,750
การเพิ่มข้อมูลเราจะใช้คำสั่ง insert into แล้วก็ใส่

2066
00:59:03,390 --> 00:59:05,767
VALUES รูปแบบคำสั่งจะเป็นแบบนี้

2067
00:59:05,767 --> 00:59:05,956

2068
00:59:05,956 --> 00:59:07,367
นะคะ

2069
00:59:07,367 --> 00:59:08,268

2070
00:59:08,268 --> 00:59:09,169

2071
00:59:09,169 --> 00:59:10,001

2072
00:59:10,001 --> 00:59:10,321

2073
00:59:10,321 --> 00:59:10,582

2074
00:59:10,582 --> 00:59:10,902

2075
00:59:10,902 --> 00:59:12,123
เช่น ตัวอย่าง

2076
00:59:12,123 --> 00:59:12,824

2077
00:59:12,824 --> 00:59:13,015

2078
00:59:13,015 --> 00:59:16,996
ข้อมูลเดิมจะอยู่ด้านข้อมูลด้านซ้ายนะคะ

2079
00:59:16,996 --> 00:59:20,996
คำสั่งที่เพิ่มเติม ก็คืออันนี้คือเงื่อนไขคือยังไม่ระบุคอลัมน์นะคะ ว่าให้ใส่คอลัมไหน

2080
00:59:22,818 --> 00:59:23,268

2081
00:59:23,268 --> 00:59:23,399

2082
00:59:23,399 --> 00:59:25,260
แต่ถ้า

2083
00:59:25,260 --> 00:59:29,260
เราพิมพ์แบบนี้ แสดงว่าเรารู้แล้วว่าข้อมูลที่เราจะใส่แล้วมันก็จะเรียงลำดับตามนี้นะคะ

2084
00:59:32,376 --> 00:59:36,376
ถ้าคุณสลับตำแหน่งมันก็จะไม่สนใจว่าคุณใส่คอลัมน์ผิด คอลัมน์ถูกไม่รู้

2085
00:59:37,117 --> 00:59:37,758

2086
00:59:37,758 --> 00:59:38,529

2087
00:59:38,529 --> 00:59:39,100

2088
00:59:39,100 --> 00:59:41,802
คำสั่งก็คือ insert into ตัวนี้

2089
00:59:41,802 --> 00:59:45,134
ให้ใส่ข้อมูลลงไปในตาราง book

2090
00:59:45,134 --> 00:59:46,925
ซึ่งมีค่าดังนี้

2091
00:59:46,925 --> 00:59:47,247

2092
00:59:47,247 --> 00:59:48,527
1009

2093
00:59:48,527 --> 00:59:50,586
sql 5

2094
00:59:50,586 --> 00:59:51,667
520

2095
00:59:51,667 --> 00:59:52,057

2096
00:59:52,057 --> 00:59:54,038
ผลลัพธ์ที่ได้จะมาอยู่ล่างสุด

2097
00:59:54,038 --> 00:59:54,550

2098
00:59:54,550 --> 00:59:58,021
ทำไมมันใส่คอลัมน์ถูกต้อง เพราะ

2099
00:59:58,021 --> 00:59:59,681
คำสั่ง

2100
00:59:59,681 --> 01:00:02,955
ให้ใส่ข้อมูลนี่ มันเรียงมาถูกต้องอยู่แล้ว

2101
01:00:02,955 --> 01:00:06,225
แต่ถ้าคุณสลับตำแหน่งผิด

2102
01:00:06,225 --> 01:00:06,996

2103
01:00:06,996 --> 01:00:07,568

2104
01:00:07,568 --> 01:00:08,977
ใส่ 520

2105
01:00:08,977 --> 01:00:11,348
มาอยู่ตรงนี้แทน

2106
01:00:11,348 --> 01:00:15,348
นี่ มันก็จะกลายเป็น Book ID 520 นะคะ แต่นี้ที่มันใส่ถูกเพราะว่า

2107
01:00:15,389 --> 01:00:17,439
เรียงลำดับตามคอลัมน์

2108
01:00:17,439 --> 01:00:19,362
ต้องแค่นั้นเอง

2109
01:00:19,362 --> 01:00:19,803

2110
01:00:19,803 --> 01:00:20,763
ต่อมา

2111
01:00:20,763 --> 01:00:22,634
เพื่อความชัวร์

2112
01:00:22,634 --> 01:00:24,236
เราอาจจะระบุ

2113
01:00:24,236 --> 01:00:24,425

2114
01:00:24,425 --> 01:00:26,347
ชื่อคอลัมน์ไปด้วยก็ได้

2115
01:00:26,347 --> 01:00:30,347
เขาว่าข้อมูล 10 10 นี่ ให้อยู่ในบุ๊ค ID นะ

2116
01:00:30,776 --> 01:00:31,090

2117
01:00:31,090 --> 01:00:35,090
ชื่อหนังสือ vb รหัสสำนักพิมพ์ คือ 5 ราคาคือ 250

2118
01:00:36,532 --> 01:00:36,733

2119
01:00:36,733 --> 01:00:37,053

2120
01:00:37,053 --> 01:00:39,875
ข้อมูลจะมาต่อท้ายด้านล่างแบบนี้

2121
01:00:39,875 --> 01:00:43,875
อันนี้ก็เพื่อป้องกันว่าเราจะใส่ข้อมูลผิดคอลัมน์หรือเปล่า

2122
01:00:44,230 --> 01:00:44,939
นะคะ

2123
01:00:44,939 --> 01:00:45,259

2124
01:00:45,259 --> 01:00:45,451

2125
01:00:45,451 --> 01:00:49,451
มันคือการเพิ่มข้อมูลนะคะ ง่ายมากคำสั่ง มีแค่นี้เอง insert into

2126
01:00:51,024 --> 01:00:53,266
สำหรับการเพิ่มข้อมูล

2127
01:00:53,266 --> 01:00:57,117
ต่อมา เป็นคำสั่งในการ

2128
01:00:57,117 --> 01:00:59,940
กลุ่มข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูล

2129
01:00:59,940 --> 01:01:01,029
นะคะ

2130
01:01:01,029 --> 01:01:02,372
จะใช้คำสั่ง

2131
01:01:02,372 --> 01:01:03,400
อัปเด

2132
01:01:03,400 --> 01:01:04,112
ต Set

2133
01:01:04,112 --> 01:01:04,553

2134
01:01:04,553 --> 01:01:07,885
ถ้ามีเงื่อนไขก็สามารถใส่เงื่อนไขเพิ่มได้

2135
01:01:07,885 --> 01:01:08,915
นะคะ

2136
01:01:08,915 --> 01:01:10,256

2137
01:01:10,256 --> 01:01:12,759
รูปแบบคำสั่ง

2138
01:01:12,759 --> 01:01:15,840
Update คือปรับปรุงข้อมูลในตาราง

2139
01:01:15,840 --> 01:01:16,219

2140
01:01:16,219 --> 01:01:18,201
Book โดยมีค่าคือ

2141
01:01:18,201 --> 01:01:20,002
ให้ราคาทั้งหมด

2142
01:01:20,002 --> 01:01:22,443
บวกเพิ่มเข้าไปอีก 50 บาท

2143
01:01:22,443 --> 01:01:24,044

2144
01:01:24,044 --> 01:01:24,874

2145
01:01:24,874 --> 01:01:25,065

2146
01:01:25,065 --> 01:01:25,445

2147
01:01:25,445 --> 01:01:27,888

2148
01:01:27,888 --> 01:01:31,408
พอพิมพ์ตัวนี้ปุ๊บราคาหนังสือจะเพิ่มขึ้นจาก

2149
01:01:31,408 --> 01:01:34,489
เดิม เพิ่ม 50 บาททุกเล่ม

2150
01:01:34,489 --> 01:01:35,509

2151
01:01:35,509 --> 01:01:38,211
จากเดิมตัวนี้ไม่มีราคาหนังสือ

2152
01:01:38,211 --> 01:01:39,423
ก็จะมีละ 50 บาท

2153
01:01:39,423 --> 01:01:39,813

2154
01:01:39,813 --> 01:01:41,153

2155
01:01:41,153 --> 01:01:41,854

2156
01:01:41,854 --> 01:01:42,565

2157
01:01:42,565 --> 01:01:46,565
อันนี้คือง่ายมากถ้าสมมุติว่าข้อมูล เรามีแค่นี้แหละ เรานั่งพิมพ์ที่ร้านก็ได้ค่ะ

2158
01:01:47,700 --> 01:01:51,700
ถ้าสมมุติว่าวันนี้เราเป็นร้านขายของที่มีของประมาณ 1 ชิ้น

2159
01:01:52,114 --> 01:01:56,114
น้องบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีขอขึ้นราคา คุณจะมานั่งพิมพ์ใหม่ทุกวันทุกวันทุกวัน

2160
01:01:57,433 --> 01:01:57,625

2161
01:01:57,625 --> 01:01:58,526
เมื่อไหร่จะเสร็จ

2162
01:01:58,526 --> 01:02:00,386

2163
01:02:00,386 --> 01:02:02,118
เพิ่มขึ้นทีละ 10 บาท

2164
01:02:02,118 --> 01:02:02,439

2165
01:02:02,439 --> 01:02:02,628

2166
01:02:02,628 --> 01:02:04,620
มีของอยู่แสนชิ้น

2167
01:02:04,620 --> 01:02:05,130

2168
01:02:05,130 --> 01:02:05,322

2169
01:02:05,322 --> 01:02:09,322
นั่งพิมพ์เป็นแสนครั้ง แต่ถ้าเรารู้จักคำสั่งในระบบจัดการฐานข้อมูลและพิมพ์แค่ 2 บรรทัดทุกอย่างเสร็จหมดเลย

2170
01:02:13,072 --> 01:02:13,464

2171
01:02:13,464 --> 01:02:14,164
นะคะ

2172
01:02:14,164 --> 01:02:14,612

2173
01:02:14,612 --> 01:02:15,895

2174
01:02:15,895 --> 01:02:19,037
คือการปรับปรุงฐานข้อมูล

2175
01:02:19,037 --> 01:02:21,920
อันนี้คือก็คือประโยชน์หนึ่งของฐานข้อมูลนะคะ

2176
01:02:21,920 --> 01:02:22,629

2177
01:02:22,629 --> 01:02:22,821

2178
01:02:22,821 --> 01:02:26,821
เพราะว่าถ้าเราไม่มีคำสั่งเรานี้นี่ บางทีไม่ต้องมานั่งพิมพ์ใหม่เนี่ยเหนื่อยมาก ๆ

2179
01:02:27,565 --> 01:02:28,336
นะคะ

2180
01:02:28,336 --> 01:02:28,467

2181
01:02:28,467 --> 01:02:28,846

2182
01:02:28,846 --> 01:02:29,107

2183
01:02:29,107 --> 01:02:30,388
นี่คือประโยชน์

2184
01:02:30,388 --> 01:02:32,248
ถ้าเรารู้คำสั่ง

2185
01:02:32,248 --> 01:02:33,528
นะคะ

2186
01:02:33,528 --> 01:02:33,850

2187
01:02:33,850 --> 01:02:36,220
ถ้ามีเงื่อนไขเพิ่มเติม

2188
01:02:36,220 --> 01:02:37,052

2189
01:02:37,052 --> 01:02:38,401

2190
01:02:38,401 --> 01:02:42,401
เงื่อนไขเพิ่มเติมนะคะ ให้ปรับปรุงตาราง Book โดยที่เงื่อนไขคือตอนนี้ เศรษฐกิจไม่ดีแล้ว

2191
01:02:45,514 --> 01:02:46,606
ของมันถูก

2192
01:02:46,606 --> 01:02:47,245

2193
01:02:47,245 --> 01:02:51,216
ให้ลดราคาสินค้าลง 50 บาท

2194
01:02:51,216 --> 01:02:53,528
เฉพาะรหัสสำนักพิมพ์

2195
01:02:53,528 --> 01:02:55,058
12 เท่านั้น

2196
01:02:55,058 --> 01:02:55,830

2197
01:02:55,830 --> 01:02:56,919

2198
01:02:56,919 --> 01:03:00,919
เฉพาะบางบริษัทก็ว่าไปอย่าง เช่น วันนี้สินค้าราคาลงเฉพาะบริษัทนี้ เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงราคาลงได้

2199
01:03:05,441 --> 01:03:06,793
เพิ่มอีกบรรทัดหนึ่ง

2200
01:03:06,793 --> 01:03:07,053

2201
01:03:07,053 --> 01:03:07,434

2202
01:03:07,434 --> 01:03:09,996
นะคะ ถามว่าแล้ว

2203
01:03:09,996 --> 01:03:10,385

2204
01:03:10,385 --> 01:03:10,706

2205
01:03:10,706 --> 01:03:13,778
สินค้าในบริษัทฯ อื่น จะเปลี่ยนไหม ไม่เปลี่ยนนะคะ

2206
01:03:13,778 --> 01:03:17,778
เพราะเรากำหนดเงื่อนไขว่าเฉพาะสำนักพิมพ์ 12 เท่านั้น ที่ลดราคาลง 50 บาท

2207
01:03:21,659 --> 01:03:22,229

2208
01:03:22,229 --> 01:03:23,011

2209
01:03:23,011 --> 01:03:23,783

2210
01:03:23,783 --> 01:03:24,231

2211
01:03:24,231 --> 01:03:25,063

2212
01:03:25,063 --> 01:03:25,445

2213
01:03:25,445 --> 01:03:29,445
คำสั่งลบก็ง่าย ๆ ค่ะ delete from

2214
01:03:29,949 --> 01:03:30,250

2215
01:03:30,250 --> 01:03:30,700

2216
01:03:30,700 --> 01:03:34,700
ก็ตามนี้เลยนะคะ ให้ลบข้อมูลจากตาราง Book  โดยมีเงื่อนไขคือให้ลบเฉพาะ Book ID ที่มีค่า 10 10

2217
01:03:43,958 --> 01:03:44,919

2218
01:03:40,960 --> 01:03:43,072
จากเดิมจะมีตัวนี้ แล้วก็ลบออก

2219
01:03:43,072 --> 01:03:46,082
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นแบบนี้

2220
01:03:46,082 --> 01:03:46,845

2221
01:03:46,845 --> 01:03:50,126
อันนี้คือคำสั่งอย่างง่ายที่เราจะเรียนในสัปดาห์หน้า

2222
01:03:50,126 --> 01:03:50,318

2223
01:03:50,318 --> 01:03:51,148

2224
01:03:51,148 --> 01:03:51,920
นะคะ

2225
01:03:51,920 --> 01:03:52,110

2226
01:03:52,110 --> 01:03:56,110
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าอาจารย์จะเตรียมข้อมูลมา

2227
01:03:59,607 --> 01:03:56,394

2228
01:03:55,770 --> 01:03:56,150

2229
01:03:56,150 --> 01:03:57,691
ให้นักศึกษาเพิ่ม

2230
01:03:57,691 --> 01:03:59,162
ฐานข้อมูลเอง

2231
01:03:59,162 --> 01:04:00,692
พิมพ์เอง

2232
01:04:00,692 --> 01:04:03,845
นะคะ ตั้งค่าคีย์หลักเอง

2233
01:04:03,845 --> 01:04:05,695
กรอกข้อมูลเองทั้งหมด

2234
01:04:05,695 --> 01:04:09,695
ลองเพิ่ม ลบข้อมูล ลองดึงข้อมูลเป็นรายงานออกมาด้วยตัวเอง

2235
01:04:12,051 --> 01:04:12,708

2236
01:04:12,708 --> 01:04:12,942

2237
01:04:12,942 --> 01:04:16,942
สัปดาห์นี้จะให้ลองกลับไปทบทวน ว่าคำสั่งที่จะใช้

2238
01:04:17,623 --> 01:04:21,025
select from  List from update set

2239
01:04:21,025 --> 01:04:21,345

2240
01:04:21,345 --> 01:04:21,536

2241
01:04:21,536 --> 01:04:24,416
insert into อะไรก็ว่าไป

2242
01:04:24,416 --> 01:04:26,786
มันจะเป็นอย่างไรบ้างนะคะ

2243
01:04:26,786 --> 01:04:27,168

2244
01:04:27,168 --> 01:04:31,168
หน้าวอร์มนิ้วมือมาให้พร้อมเพราะเราต้องพิมพ์เอง

2245
01:04:31,211 --> 01:04:32,942
เครื่องใคร เครื่องมัน

2246
01:04:32,942 --> 01:04:33,771

2247
01:04:33,771 --> 01:04:34,094

2248
01:04:34,094 --> 01:04:38,094
เครื่องใคร เครื่องมัน พิมพ์ภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่องก็

2249
01:04:38,195 --> 01:04:40,887
จะได้คล่องนี่แหล ะอาทิตย์หน้านะคะ

2250
01:04:40,887 --> 01:04:41,276

2251
01:04:41,276 --> 01:04:42,807
พิมพ์บ่อย ๆ

2252
01:04:42,807 --> 01:04:43,258

2253
01:04:43,258 --> 01:04:43,578

2254
01:04:43,578 --> 01:04:44,539
เพราะว่า

2255
01:04:44,539 --> 01:04:48,132
การพิมพ์คำสั่ง SQL ง่ายที่สุดแล้ว ในการเขียนโปรแกรม

2256
01:04:48,132 --> 01:04:48,521

2257
01:04:48,521 --> 01:04:49,733

2258
01:04:49,733 --> 01:04:53,733
อาทิตย์นี้ก็จะประมาณนี้นะคะ  เดี๋ยวเราอาทิตย์หน้า

2259
01:04:54,285 --> 01:04:54,485

2260
01:04:54,485 --> 01:04:57,877
ก็มาให้เร็วหน่อยเพราะว่าเราจะไปปฏิบัติ

2261
01:04:57,877 --> 01:04:58,258

2262
01:04:58,258 --> 01:04:59,088
นะคะ

2263
01:04:59,088 --> 01:04:59,409

2264
01:04:59,409 --> 01:04:59,670

2265
01:04:59,670 --> 01:05:00,501
ก็

2266
01:05:00,501 --> 01:05:04,501
ขอบคุณล่ามขอบคุณถอดความนะคะ วันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ

2267
01:05:04,805 --> 01:05:05,635

2268
01:05:05,635 --> 01:05:09,635
ขอบคุณมากนะคะ

2269
01:05:10,575 --> 01:05:11,978

2270
01:05:11,978 --> 01:05:12,691

2271
01:05:12,691 --> 01:05:12,878

2272
01:05:12,878 --> 01:05:16,878

2273
01:05:16,909 --> 01:05:20,379

2274
01:05:20,379 --> 01:05:22,811

2275
01:05:22,811 --> 01:05:26,811


