﻿1
00:00:03,953 --> 00:00:03,953

2
00:00:03,953 --> 00:00:03,953

3
00:00:03,953 --> 00:00:06,148
ได้ยินไหมคะ

4
00:00:06,148 --> 00:00:07,760
ค่ะ

5
00:00:07,760 --> 00:00:08,649
โอเคค่ะ

6
00:00:08,649 --> 00:00:08,969

7
00:00:08,969 --> 00:00:09,681

8
00:00:09,681 --> 00:00:10,892

9
00:00:10,892 --> 00:00:12,311
อาทิตย์นี้

10
00:00:12,311 --> 00:00:16,311
นะคะ จะเป็นการแนะนำตัวโปรแกรมที่เราจะใช้

11
00:00:17,497 --> 00:00:17,687

12
00:00:17,687 --> 00:00:20,130
เขียน

13
00:00:20,130 --> 00:00:21,161

14
00:00:21,161 --> 00:00:21,610

15
00:00:21,610 --> 00:00:21,933

16
00:00:21,933 --> 00:00:25,933
ระบบจัดการฐานข้อมูลนะคะ ก็จะเป็นโปรแกรมเอาอย่างงายก่อนล่ะกัน

17
00:00:27,756 --> 00:00:31,756
นะคะ เพราะว่าไอ้ตัวภาษา SQL นี่มันก็จะมีโปรแกรมที่ใช้งานร่วมกันได้

18
00:00:34,162 --> 00:00:35,632
หลายโปรแกรมมาก

19
00:00:35,632 --> 00:00:36,402

20
00:00:36,402 --> 00:00:37,113

21
00:00:37,113 --> 00:00:37,374

22
00:00:37,374 --> 00:00:40,376
อาจจะเป็น mysql หรือเป็น oracle

23
00:00:40,376 --> 00:00:43,707
แต่มันก็จะใช้ภาษาเดียวกันคือภาษา SQL ซึ่ง

24
00:00:43,707 --> 00:00:44,168

25
00:00:44,168 --> 00:00:48,168
โปรแกรมในเครื่องเราถ้าไม่ได้ติดตั้งเพิ่มเติมจะมีอยู่แล้วนะคะ ก็คือโปรแกรม

26
00:00:49,290 --> 00:00:49,861

27
00:00:49,861 --> 00:00:51,272
Microsoft Access

28
00:00:51,272 --> 00:00:51,463

29
00:00:51,463 --> 00:00:54,034
นะคะ บันทึกมีความสามารถ

30
00:00:54,034 --> 00:00:55,634
ที่จะพิมพ์

31
00:00:55,634 --> 00:00:58,327
คำสั่งภาษา SQL ลงไปได้ด้วย

32
00:00:58,327 --> 00:00:58,516

33
00:00:58,516 --> 00:00:58,648

34
00:00:58,648 --> 00:01:01,019
แล้วก็ในส่วนของตัว

35
00:01:01,019 --> 00:01:02,308
โปรแกรมนี้นี่

36
00:01:02,308 --> 00:01:04,930
หน้าตาการทำงานมันจะคล้าย ๆ กับโปรแกรม

37
00:01:04,930 --> 00:01:07,812
Excel ที่เราเคยใช้งานกันอยู่แล้ว

38
00:01:07,812 --> 00:01:10,954
นะคะ เก็บข้อมูลในรูปแบบที่เป็นตารางเหมือนกัน

39
00:01:10,954 --> 00:01:11,156

40
00:01:11,156 --> 00:01:12,625
เราก็จะได้

41
00:01:12,625 --> 00:01:12,877

42
00:01:12,877 --> 00:01:15,189
ทำความเข้าใจกับมันง่ายขึ้นนะคะ

43
00:01:15,189 --> 00:01:15,317

44
00:01:15,317 --> 00:01:16,209

45
00:01:16,209 --> 00:01:19,481
โดยตัว Microsoft Access นี่นะคะ

46
00:01:19,481 --> 00:01:22,493
ในรูปตัวโปรแกรมมันจะเป็นสีส้ม ๆ นะ

47
00:01:22,493 --> 00:01:25,246
มันจะเป็นโปรแกรมจัดการฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์

48
00:01:25,246 --> 00:01:29,246
นะคะ อย่างที่เราเคยได้วาดรูปไปแล้วว่าแต่ละตารางมันควรจะสัมพันธ์กันอย่างไร

49
00:01:30,637 --> 00:01:31,526

50
00:01:31,526 --> 00:01:31,787

51
00:01:31,787 --> 00:01:35,570
นะคะ โปรแกรมนี้นี่ มันก็จะมีความสามารถทั้ง

52
00:01:35,570 --> 00:01:37,171
การจัดการฐานข้อมูล

53
00:01:37,171 --> 00:01:37,562

54
00:01:37,562 --> 00:01:41,562
แล้วก็สร้างโปรแกรมได้ในตัวเดียวกันก็คือเป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างครบสำหรับการทำงาน

55
00:01:42,945 --> 00:01:45,127
ในฐานข้อมูลเบื้องต้นนะคะ

56
00:01:45,127 --> 00:01:45,639

57
00:01:45,639 --> 00:01:49,639
มันเลยเหมาะกับที่จะให้นักศึกษานี่ เรียนรู้แล้วก็พัฒนาโปรแกรมไว้ใช้งาน

58
00:01:51,151 --> 00:01:51,793
นะคะ

59
00:01:51,793 --> 00:01:52,112

60
00:01:52,112 --> 00:01:52,884

61
00:01:52,884 --> 00:01:54,294
รวมถึงคนที่

62
00:01:54,294 --> 00:01:57,105
อาจจะไม่มีความรู้ในการเขียนโปรแกรมมากนักนี่

63
00:01:57,105 --> 00:01:59,747
เขาก็สามารถใช้โปรแกรมนี้ได้เช่นเดียวกัน

64
00:01:59,747 --> 00:02:03,200
นะคะ เพราะว่ามันก็วิธีการใช้งานก็ค่อนข้างสะดวก

65
00:02:03,200 --> 00:02:04,741
แล้วก็

66
00:02:04,741 --> 00:02:05,701

67
00:02:05,701 --> 00:02:07,561
ตัวโปรแกรมก็ใช้ง่าย

68
00:02:07,561 --> 00:02:08,013

69
00:02:08,013 --> 00:02:11,343
คำสั่งในซอยวุ่นวายมากนะคะ

70
00:02:11,343 --> 00:02:12,044

71
00:02:12,044 --> 00:02:13,775
หน้าตาตอนสร้าง

72
00:02:13,775 --> 00:02:17,775
ฐานข้อมูลมันก็จะเริ่มต้นประมาณนี้นะคะ แต่เดี๋ยวเราค่อยไปดูในตัวโปรแกรมกัน

73
00:02:18,588 --> 00:02:18,838

74
00:02:18,838 --> 00:02:22,838
มันจะมีส่วนของการทำงานหลัก ๆ อยู่ด้านบนนะคะ แล้วจะเรียกเป็

75
00:02:23,400 --> 00:02:24,361
น Ribbon ข้างบน

76
00:02:24,361 --> 00:02:24,613

77
00:02:24,613 --> 00:02:25,700
นะคะ

78
00:02:25,700 --> 00:02:28,323
ในรูปนี่มันจะเป็น 10 เกี่ยวกับกัน

79
00:02:28,323 --> 00:02:28,523

80
00:02:28,523 --> 00:02:30,504
กำหนดโครงสร้างของตาราง

81
00:02:30,504 --> 00:02:30,884

82
00:02:30,884 --> 00:02:31,665

83
00:02:31,665 --> 00:02:31,926

84
00:02:31,926 --> 00:02:32,886
นะคะ แล้วก็

85
00:02:32,886 --> 00:02:33,137

86
00:02:33,137 --> 00:02:37,137
การกำหนดหน้าจอสำหรับบันทึกข้อมูลหรือแสดงข้อมูลแล้วก็สามารถทำได้

87
00:02:38,711 --> 00:02:40,384
การสร้างรายงาน

88
00:02:40,384 --> 00:02:40,571

89
00:02:40,571 --> 00:02:41,791
อาหารเช่น

90
00:02:41,791 --> 00:02:41,982

91
00:02:41,982 --> 00:02:45,982
สมมติมีรายชื่ออยู่ 10,000 รายชื่อ เราอยากให้มันออกเป็นรายงานเฉพาะชื่อที่เป็นผู้หญิง

92
00:02:48,016 --> 00:02:51,018
เราก็สามารถสร้างรายงานออกมาได้เหมือนกัน

93
00:02:51,018 --> 00:02:51,409

94
00:02:51,409 --> 00:02:55,409
รวมถึงการสืบค้นการเรียกดูข้อมูลอื่นตามเงื่อนไขแล้วก็สามารถทำได้

95
00:02:56,153 --> 00:03:00,153
ส่วนของการสืบค้นเรียกดูข้อมูลนี่ เราจะใช้คำสั่ง SQ

96
00:03:00,256 --> 00:03:01,857
L ได้ด้วยตัวเอง

97
00:03:01,857 --> 00:03:03,517
เราจะไม่ใช้

98
00:03:03,517 --> 00:03:03,778

99
00:03:03,778 --> 00:03:05,389
โปรแกรมสำเร็จรูปทุกอย่าง

100
00:03:05,389 --> 00:03:09,389
เราจะได้รู้เลยว่าเวลาที่เราใช้ภาษา html มันทำงานอ

101
00:03:09,871 --> 00:03:11,532

102
00:03:11,532 --> 00:03:12,503

103
00:03:12,503 --> 00:03:15,444
ย่างไร โดยตารางที่อยู่ใน

104
00:03:15,444 --> 00:03:19,444
โปรแกรม access นะคะ รูปแบบของตารางนี่

105
00:03:20,190 --> 00:03:20,380

106
00:03:20,380 --> 00:03:24,230
ซึ่งมันเป็นมาตรฐานของการจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบฐานข้อมูลอยู่แล้ว

107
00:03:24,230 --> 00:03:24,931

108
00:03:24,931 --> 00:03:27,114
ถ้าเราต้องการจะบันทึก

109
00:03:27,114 --> 00:03:31,114
หรือเก็บข้อมูลนี่ เราก็จะต้องสร้างตารางขึ้นมาก่อนถึงจะใช้งานได้

110
00:03:32,888 --> 00:03:33,649
เหมือน

111
00:03:33,649 --> 00:03:37,649
อาทิตย์ก่อน ๆ ที่อาจารย์ให้ศึกษาลองเปิดโปรแกรมดูนี่ บางคนจะยังพิมพ์อะไรลงไปไม่ได้เลย

112
00:03:39,365 --> 00:03:39,614

113
00:03:39,614 --> 00:03:40,387
เ พราะว่า

114
00:03:40,387 --> 00:03:41,736
เรายังไม่มีตาราง

115
00:03:41,736 --> 00:03:42,056

116
00:03:42,056 --> 00:03:42,246

117
00:03:42,246 --> 00:03:42,626

118
00:03:42,626 --> 00:03:43,397
นะคะ

119
00:03:43,397 --> 00:03:46,029
มันจะดูเหมือนกดอะไรไม่ได้ เพราะ

120
00:03:46,029 --> 00:03:47,951
เรายังไม่ได้เริ่มสร้างตารางเลย

121
00:03:47,951 --> 00:03:51,951
นะคะ การสร้างตารางในที่นี้นี มันก็คือการตั้งชื่อ

122
00:03:52,054 --> 00:03:54,814
แล้วก็กำหนดโครงสร้างของตารางด้วย

123
00:03:54,814 --> 00:03:55,136

124
00:03:55,136 --> 00:03:55,385

125
00:03:55,385 --> 00:03:59,385
ก็คือเราก็จะมีค่าใน Excel มันจะเป็นคอลัมน์ คอลัมน์ ใช่ไหมคะ

126
00:04:00,260 --> 00:04:00,829

127
00:04:00,829 --> 00:04:03,911
ใน access ก็เหมือนกันเราก็ต้องโหลดว่า

128
00:04:03,911 --> 00:04:05,830
หัว Column แต่ละคอลัมน์

129
00:04:05,830 --> 00:04:07,113
ก็คือฟีลด์นี่แหละ

130
00:04:07,113 --> 00:04:08,073
นะคะ

131
00:04:08,073 --> 00:04:09,744
มันจะมีชื่อว่าอะไรบ้าง

132
00:04:09,744 --> 00:04:13,744
แล้วก็คุณสมบัติของข้อมูลที่ต้องบรรจุลงไปในนะนี่

133
00:04:14,808 --> 00:04:15,519

134
00:04:15,519 --> 00:04:19,519
มีอะไรนะคะ เช่นเป็นตัวหนังสือเท่านั้น

135
00:04:19,753 --> 00:04:22,375
หรือเป็นตัวเลขผสมกับตัวหนังสือ

136
00:04:22,375 --> 00:04:25,196
หรือรับเฉพาะค่าตัวเลข

137
00:04:25,196 --> 00:04:27,638
ค่าตัวเลขจะต้องไม่เกิน 10 ตัว

138
00:04:27,638 --> 00:04:28,848
อะไรก็ว่าไป

139
00:04:28,848 --> 00:04:30,769
รวมถึงต้องกำหนดคีย์หลัก

140
00:04:30,769 --> 00:04:31,351

141
00:04:31,351 --> 00:04:35,351
การกำหนดคีย์หลักในโปรแกรม access มันก็ง่าย ๆ กดปุ่มเดียวก็เสร็จเลย

142
00:04:36,354 --> 00:04:40,354
แล้วก็ต้องกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป

143
00:04:40,970 --> 00:04:41,221

144
00:04:41,221 --> 00:04:41,861
ว่า

145
00:04:41,861 --> 00:04:43,601
มันจะเชื่อมต่อกัน

146
00:04:43,601 --> 00:04:44,822
อย่างไรนะคะ

147
00:04:44,822 --> 00:04:45,392

148
00:04:45,392 --> 00:04:46,543

149
00:04:46,543 --> 00:04:49,816
ตัวอย่างโครงสร้างของฐานข้อมูลนี้เรา

150
00:04:49,816 --> 00:04:53,816
ทบทวนอีกรอบนะคะ ที่โทรอยู่ในหน้าจอตอนนี้ก็คือเราเรียกว่าตารางนะ

151
00:04:55,330 --> 00:04:55,910

152
00:04:55,910 --> 00:04:58,722
นะคะ มีแถวมีคอลัมน์

153
00:04:58,722 --> 00:04:59,503
นะคะ

154
00:04:59,503 --> 00:05:00,075

155
00:05:00,075 --> 00:05:04,075
แนวตั้งเรียกว่า "คอลัมน์" ถ้าศัพท์ในระบบจัดการฐานข้อมูล

156
00:05:05,195 --> 00:05:09,195
ฟีลด์ อย่างในตารางนี้จะมีอยู่ 4  คือสีคอลัมน์

157
00:05:09,689 --> 00:05:13,211
มี 3 ได้กอดก็คือ 3 แถวข้อมูล

158
00:05:13,211 --> 00:05:17,123
อันนี้เป็นตัวอย่างข้อมูลผู้ป่วย

159
00:05:17,123 --> 00:05:21,123
นะคะ ไอ้ตัว HN นี่มันย่อมาจากรหัส

160
00:05:21,547 --> 00:05:22,378

161
00:05:22,378 --> 00:05:26,378
ป่วยนะคะ Hospital Number แล้วก็จะมีชื่อมีนามสกุลจริงที่อยู่ อันนี้เป็น

162
00:05:27,892 --> 00:05:30,394
ตัวอย่างการเก็บข้อมูลอย่างง่าย

163
00:05:30,394 --> 00:05:32,065
ตัวอย่างง่าย

164
00:05:32,065 --> 00:05:34,176
ส่วนในโปรแกรม

165
00:05:34,176 --> 00:05:35,457

166
00:05:35,457 --> 00:05:39,457
เราจะสร้างตารางนะคะ โดยที่กันเราจะมากำหนดคุณสมบัติ

167
00:05:41,299 --> 00:05:43,978
ของคอลัมน์แบบเมื่อกี้นี้

168
00:05:43,978 --> 00:05:47,978
นะคะ เราจะมากำหนดตรงที่ส่วนของการ Design หรือการออกแบบ

169
00:05:48,922 --> 00:05:50,975
มันก็ถามว่ายังอยู่ตรงนี้

170
00:05:50,975 --> 00:05:51,426

171
00:05:51,426 --> 00:05:54,048
อันนี้มันเป็นภาษาอังกฤษอ่ะนะคะ

172
00:05:54,048 --> 00:05:58,048
ชื่อคอลัมน์อะไรนะคะ เก็บข้อมูลชนิดอะไร

173
00:06:00,011 --> 00:06:01,103

174
00:06:01,103 --> 00:06:03,794
บางทีตัว ID นี่

175
00:06:03,794 --> 00:06:06,875
ถ้าเราไม่ได้กำหนดค่ามันจะเป็น

176
00:06:06,875 --> 00:06:07,255

177
00:06:07,255 --> 00:06:10,778
Auto มันจะเพิ่มไปเรื่อย ๆ ตามจำนวนที่เราเพิ่มเข้ามา

178
00:06:10,778 --> 00:06:11,160

179
00:06:11,160 --> 00:06:15,160
แต่เราสามารถระบุเองก็ได้ค่ะ บางทีเราไม่อยากได้ตัวเลข

180
00:06:15,781 --> 00:06:17,762
1 2 3 4 5 ไปเรื่อย ๆ

181
00:06:17,762 --> 00:06:19,623
บางทีก็

182
00:06:19,623 --> 00:06:21,614
มันอาจจะเป็นอย่างนั้นไม่ได้ทุกระบบ

183
00:06:21,614 --> 00:06:24,115
นะคะ แม่จะต้องมีตัวหนังสือ

184
00:06:24,115 --> 00:06:24,306

185
00:06:24,306 --> 00:06:26,355
ที่มันมีมาผสมกับตัวเลข

186
00:06:26,355 --> 00:06:28,409
อย่างรหัสนักศึกษาเรานี่

187
00:06:28,409 --> 00:06:31,418
เข้ามาใหม่แล้ว Run 1 2 3 4 5 ไปเลยไม่ได้

188
00:06:31,418 --> 00:06:32,320

189
00:06:32,320 --> 00:06:34,492
มันจะต้องกำหนดเฉพาะ

190
00:06:34,492 --> 00:06:38,475
เล่นขึ้นต้นด้วยปีการศึกษา ตามมาด้วยรหัสคณะ

191
00:06:38,475 --> 00:06:40,267
ตามมาด้วยรหัสหลักสูตร

192
00:06:40,267 --> 00:06:43,787
แล้วค่อยเป็นถึงเลขที่ของเราว่าเลขที่อะไร

193
00:06:43,787 --> 00:06:44,046

194
00:06:44,046 --> 00:06:44,618

195
00:06:44,618 --> 00:06:45,848
ตัวอย่าง

196
00:06:45,848 --> 00:06:46,099

197
00:06:46,099 --> 00:06:47,700

198
00:06:47,700 --> 00:06:51,700
ถ้าเป็นการทำงานในการจัดการตารางจริง ๆ นี่ มันจะไม่มีข้อมูลแค่นิดเดียวอย่างที่เราเคยเห็น

199
00:06:54,758 --> 00:06:56,426
อย่างด้ายซ้าย

200
00:06:56,426 --> 00:06:56,996
นะคะ

201
00:06:56,996 --> 00:06:58,858
ก็จะเป็นตัวอย่างของ

202
00:06:58,858 --> 00:06:59,369

203
00:06:59,369 --> 00:07:01,349
ตารางทั้งหมดที่มันเอามา

204
00:07:01,349 --> 00:07:01,479

205
00:07:01,479 --> 00:07:02,961
เชื่อมโยงกัน

206
00:07:02,961 --> 00:07:03,092

207
00:07:03,092 --> 00:07:05,072
มีไม่ต่ำกว่า 20 ตาราง

208
00:07:05,072 --> 00:07:05,652

209
00:07:05,652 --> 00:07:07,955
ถ้ามันเป็นระบบงานใหญ่ ๆ

210
00:07:07,955 --> 00:07:08,154

211
00:07:08,154 --> 00:07:08,984
รวมถึง

212
00:07:08,984 --> 00:07:12,984
การกำหนดด้วยว่า ข้อมูลแต่ละชนิดที่เข้ามานี่ อย่างเช่น ID

213
00:07:14,235 --> 00:07:18,235
เขากำหนดให้เป็นตัวเลขให้มันเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ อ

214
00:07:18,279 --> 00:07:18,799

215
00:07:18,799 --> 00:07:20,200
ัตโนมัติ ส่วนเลข

216
00:07:20,200 --> 00:07:22,380
บัตรประจำตัวผู้ป่วย

217
00:07:22,380 --> 00:07:24,112
เขาจะให้กรอก

218
00:07:24,112 --> 00:07:25,261
นะคะ

219
00:07:25,261 --> 00:07:27,894
แล้วก็จะมีคำอธิบายว่า ไอ้คำ

220
00:07:27,894 --> 00:07:30,004
คำย่อหรือหัวตารางนี

221
00:07:30,004 --> 00:07:30,775

222
00:07:30,775 --> 00:07:33,147
่ ถ้าเป็นภาษาไทยคืออะไร

223
00:07:33,147 --> 00:07:33,979
นะคะ

224
00:07:33,979 --> 00:07:34,238

225
00:07:34,238 --> 00:07:35,010

226
00:07:35,010 --> 00:07:36,551

227
00:07:36,551 --> 00:07:38,092
OHN คืออะไร เลขบัตรเดิม

228
00:07:38,092 --> 00:07:41,221
ต้องพิมพ์อย่าง หนูไม่จำเป็นต้องพิมพ์ไหม

229
00:07:41,221 --> 00:07:43,662
ชื่อแรกจำเป็นต้องพิมพ์นามสกุล

230
00:07:43,662 --> 00:07:45,904
เราจะกำหนดตรงนี้ด้วยคำอธิบาย

231
00:07:45,904 --> 00:07:46,164

232
00:07:46,164 --> 00:07:47,255

233
00:07:47,255 --> 00:07:49,495
ถ้าในส่วนของ

234
00:07:49,495 --> 00:07:51,618
ฐานข้อมูล

235
00:07:51,618 --> 00:07:54,048
จะเรียกว่า เป็นพจนานุกรมข้อมูล

236
00:07:54,048 --> 00:07:55,969
Data Dictionary

237
00:07:55,969 --> 00:07:57,571
ก็คือสิ่งที่เราต้องบอก

238
00:07:57,571 --> 00:07:58,781
อย่างสมมติว่า

239
00:07:58,781 --> 00:08:01,161
จะเป็นโปรแกรมเมอร์คนใหม่มาทำงาน

240
00:08:01,161 --> 00:08:01,422

241
00:08:01,422 --> 00:08:02,253
นะคะ

242
00:08:02,253 --> 00:08:02,382

243
00:08:02,382 --> 00:08:04,623
เห็นคำย่อ P

244
00:08:04,623 --> 00:08:05,833

245
00:08:05,833 --> 00:08:06,734

246
00:08:06,734 --> 00:08:07,695
tMarry คืออะไร

247
00:08:07,695 --> 00:08:08,025

248
00:08:08,025 --> 00:08:08,346

249
00:08:08,346 --> 00:08:11,988
มาทำงานต่อจากเขาแล้วเขาไม่เขียนอธิบายว่า

250
00:08:11,988 --> 00:08:13,589
คำศัพท์คำนี่

251
00:08:13,589 --> 00:08:13,910

252
00:08:13,910 --> 00:08:15,831
มันคือข้อมูลอะไรที่ต้องตอบ

253
00:08:15,831 --> 00:08:15,961

254
00:08:15,961 --> 00:08:16,613

255
00:08:16,613 --> 00:08:17,444

256
00:08:17,444 --> 00:08:18,273

257
00:08:18,273 --> 00:08:18,474

258
00:08:18,474 --> 00:08:20,005
นั่นคือสถานภาพสมรส

259
00:08:20,005 --> 00:08:22,757
สมมติเขาไม่ได้บอกเราไว้

260
00:08:22,757 --> 00:08:25,648
เราก็ต้องมากว่าจะทำความเข้าใจได้ว่า

261
00:08:25,648 --> 00:08:25,907

262
00:08:25,907 --> 00:08:28,919
สรุปข้อมูลนี้เขาต้องการข้อมูลอะไรกันแน่

263
00:08:28,919 --> 00:08:32,919
เพราะฉะนั้นการเขียนคำอธิบาย ก็ค่อนข้างจำเป็นเหมือนกันสำหรับการจัดการฐานข้อมูล

264
00:08:34,304 --> 00:08:36,286
นะคะ

265
00:08:36,286 --> 00:08:36,734

266
00:08:36,734 --> 00:08:36,924

267
00:08:36,924 --> 00:08:37,316

268
00:08:37,316 --> 00:08:38,726
ส่วนด้านล่าง

269
00:08:38,726 --> 00:08:39,616

270
00:08:39,616 --> 00:08:39,937

271
00:08:39,937 --> 00:08:42,829
จะเป็นการบอกขนาดของข้อมูล

272
00:08:42,829 --> 00:08:46,541
นะคะ เช่น จำนวนเงินเดือน

273
00:08:46,541 --> 00:08:47,252

274
00:08:47,252 --> 00:08:50,134
เงินเดือนน่าจะไม่มีแค่ 2 หลัก

275
00:08:50,134 --> 00:08:54,134
บางคนเงินเดือนเยอะ บางคนเงินเดือนน้อย เราก็สามารถกำหนดได้ว่า

276
00:08:54,879 --> 00:08:56,860
เลขที่สามารถกรอกเข้าไปได้นี่

277
00:08:56,860 --> 00:08:58,280
มากขนาดไหน

278
00:08:58,280 --> 00:09:00,071
เงินเดือนอาจจะยังไม่เห็นภาพ

279
00:09:00,071 --> 00:09:04,071
ถ้าสมมติว่ามันเป็นคอลัมน์ที่เกี่ยวกับงบประมาณประเทศ

280
00:09:04,173 --> 00:09:04,553

281
00:09:04,553 --> 00:09:05,063

282
00:09:05,063 --> 00:09:06,994
ที่ต้องกรอกตัวเลขเยอะ ๆ

283
00:09:06,994 --> 00:09:10,325
นะคะ เลข 6- 7 หลักมันไม่พอแน่นอน

284
00:09:10,325 --> 00:09:14,325
เราก็ต้องมากำหนดต้องดูด้วยว่าข้อมูลที่ใส่ได้ควรจะเป็นข้อมูล

285
00:09:15,970 --> 00:09:17,571
ขนาดไหน

286
00:09:17,571 --> 00:09:21,571
หรือบัตรประชาชนเรามากำหนดเลยว่า ให้กรอกได้แค่ 13 หลัก

287
00:09:21,805 --> 00:09:24,556
เราก็จะมากำหนดตรง Property ข้างล่างตรงนี้

288
00:09:24,556 --> 00:09:25,775
นะคะ

289
00:09:25,775 --> 00:09:28,597

290
00:09:28,597 --> 00:09:32,120
การสร้างตารางโดยใช้มุมมอง

291
00:09:32,120 --> 00:09:33,530
การออกแบบ

292
00:09:33,530 --> 00:09:34,241

293
00:09:34,241 --> 00:09:38,084
นะคะ มันก็จะมีการกำหนดว่าชื่อของฟีลด์ คือชื่อแต่ละคอลัมน์

294
00:09:38,084 --> 00:09:40,077
ควรตั้งชื่ออะไร

295
00:09:40,077 --> 00:09:40,267

296
00:09:40,267 --> 00:09:44,267
ควรจะตั้งให้มีความหมายแล้วก็ไม่ยาวจนเกินไป

297
00:09:44,428 --> 00:09:46,807
แล้วก็ห้ามใช้สัญลักษณ์พิเศษ

298
00:09:46,807 --> 00:09:47,128

299
00:09:47,128 --> 00:09:49,559
พวกเครื่องหมายคำถาม

300
00:09:49,559 --> 00:09:52,181
เครื่องหมาย #

301
00:09:52,181 --> 00:09:52,371

302
00:09:52,371 --> 00:09:53,211
อะไรพวกนี้ นะคะ

303
00:09:53,211 --> 00:09:54,882
หรือ

304
00:09:54,882 --> 00:09:58,334
... _  ขีดเส้นใต้เราจะไม่ใส่

305
00:09:58,334 --> 00:09:58,534

306
00:09:58,534 --> 00:09:58,654

307
00:09:58,654 --> 00:09:59,554

308
00:09:59,554 --> 00:09:59,746

309
00:09:59,746 --> 00:10:00,195

310
00:10:00,195 --> 00:10:04,195
รวมถึงประเทศของข้อมูลนะคะ ก็คือชนิดของข้อมูลที่จัดเก็บในคอลัมน์อยู่ฟีลด์นั้นๆ

311
00:10:08,270 --> 00:10:09,811
รหัสสินค้า

312
00:10:09,811 --> 00:10:10,641

313
00:10:10,641 --> 00:10:14,174
มันควรจะเป็นได้ทั้งตัวเลขและตัวอักษรผสมกัน

314
00:10:14,174 --> 00:10:15,834
ส่วนราคา

315
00:10:15,834 --> 00:10:16,346

316
00:10:16,346 --> 00:10:16,666

317
00:10:16,666 --> 00:10:17,246
นะคะ

318
00:10:17,246 --> 00:10:19,108
ควรจะเป็นตัวเลขอย่างเดียว

319
00:10:19,108 --> 00:10:19,749

320
00:10:19,749 --> 00:10:20,841
เราไม่พิมพ์

321
00:10:20,841 --> 00:10:21,101

322
00:10:21,101 --> 00:10:25,101
เราจะไม่พิมพ์ 500 แล้วก็ใส่ ก ไก่อีก 2 ตัวแทนได้ 0 มันไม่ใช่

323
00:10:25,713 --> 00:10:28,984
เพื่อน 500 ก็คือเป็นตัวเลขอย่างเดียว

324
00:10:28,984 --> 00:10:29,755

325
00:10:29,755 --> 00:10:30,076

326
00:10:30,076 --> 00:10:34,076
ถ้าสมมติข้อมูลนั้น ๆ จะต้องนำไปคำนวณ

327
00:10:34,878 --> 00:10:35,590

328
00:10:35,590 --> 00:10:38,661
นะคะ ควรจะเป็นข้อมูลชนิดอะไร เช่น อายุ

329
00:10:38,661 --> 00:10:38,983

330
00:10:38,983 --> 00:10:39,683

331
00:10:39,683 --> 00:10:41,604
นะคะ คือเอาวันเดือนปีเกิดไปคำนวณ

332
00:10:41,604 --> 00:10:43,985
มันจะต้องเป็นตัวเลข หรือวันที่

333
00:10:43,985 --> 00:10:45,527
หรือ

334
00:10:45,527 --> 00:10:49,109
อย่างไรนะคะ เราก็ต้องมาพิจารณาข้อมูลพวกนั้นด้วย

335
00:10:49,109 --> 00:10:50,971
เช่น วันเข้าทำงาน

336
00:10:50,971 --> 00:10:51,541

337
00:10:51,541 --> 00:10:53,281
วั นแรกจนถึงปัจจุบัน

338
00:10:53,281 --> 00:10:55,522
เขาทำงานมาแล้วกี่ปี

339
00:10:55,522 --> 00:10:57,573
ก็จะใช้วันที่ในการคำนวณ

340
00:10:57,573 --> 00:10:58,273
นะคะ

341
00:10:58,273 --> 00:10:58,724

342
00:10:58,724 --> 00:11:02,724
เราก็ต้องพิจารณาตัวนี้ด้วย ถ้าสมมติว่าคุณได้ไปทำฐานข้อมูลด้วยตัวเอง

343
00:11:03,975 --> 00:11:04,425

344
00:11:04,425 --> 00:11:06,986
ข้อมูลที่เป็นข้อความหรือว่า

345
00:11:06,986 --> 00:11:10,986
Text นะคะ ก็จะเป็นข้อมูลที่เป็นตัวอักษรตัวเลขตัวเลข ทำไมถึงบอกว่าเป็น Text

346
00:11:12,307 --> 00:11:16,307
ถ้าตัวเลขที่ไม่ได้ใช้ในการคำนวณ เช่น รหัสนักศึกษาพวกคุณ

347
00:11:17,381 --> 00:11:19,043
เราจะไม่เอามาบวกกัน

348
00:11:19,043 --> 00:11:19,492

349
00:11:19,492 --> 00:11:20,383

350
00:11:20,383 --> 00:11:23,903
มันมีผลในการคำนวณนะคะ มันเป็นตัวเลขบอกรหัสเฉย ๆ

351
00:11:23,903 --> 00:11:25,905
สัญลักษณ์เครื่องหมาย

352
00:11:25,905 --> 00:11:26,156

353
00:11:26,156 --> 00:11:30,156
ก็บางคนอาจจะจำเป็นที่ต้องใส่สัญลักษณ์

354
00:11:30,259 --> 00:11:32,240
อย่างคำนำหน้าชื่อ

355
00:11:32,240 --> 00:11:32,630

356
00:11:32,630 --> 00:11:35,003
บางคนก็ทีมนางสาว

357
00:11:35,003 --> 00:11:36,993
บางคนพิมพ์ น

358
00:11:36,993 --> 00:11:37,374

359
00:11:37,374 --> 00:11:40,766
.ส. มันก็จะมีสัญลักษณ์มีเครื่องหมายมีตัวอักขระ

360
00:11:40,766 --> 00:11:42,826
นะคะ ที่ผสมกัน

361
00:11:42,826 --> 00:11:44,488
รวมถึงตัวเลข

362
00:11:44,488 --> 00:11:44,807

363
00:11:44,807 --> 00:11:47,498
ก็ตัวเลขนี่ ก็จะมีหลายประเภทเหมือนกัน

364
00:11:47,498 --> 00:11:47,881

365
00:11:47,881 --> 00:11:50,523
เป็นข้อมูลที่เป็นตัวเลขจะเป็นจำนวนเงิน

366
00:11:50,523 --> 00:11:51,222

367
00:11:51,222 --> 00:11:51,353

368
00:11:51,353 --> 00:11:52,823
การเก็บเงิน

369
00:11:52,823 --> 00:11:55,065
ก็มีให้เลือกหลายรูปแบบ

370
00:11:55,065 --> 00:11:58,276
นะคะ ถ้าเราเลือกข้อมูลเป็น B

371
00:11:58,276 --> 00:12:02,050
yte ข้อมูลที่เราเก็บได้จะมีแค่ 0-255 เท่านั้น

372
00:12:02,050 --> 00:12:05,641
แล้วก็เป็นจำนวนเต็ม ใส่เป็นทศนิยมไม่ได้

373
00:12:05,641 --> 00:12:09,174
นะคะ ข้อมูลที่เป็น integer

374
00:12:09,174 --> 00:12:11,929
เป็นค่าตัวเลขระหว่าง - 30,000 กว่าา

375
00:12:11,929 --> 00:12:12,247

376
00:12:12,247 --> 00:12:13,017
ก็จะถึง

377
00:12:13,017 --> 00:12:16,159
32,000 จำนวนเต็มบวก

378
00:12:16,159 --> 00:12:19,743
เป็นเต็มบวกเต็มลบไม่มีจุดทศนิยม

379
00:12:19,743 --> 00:12:20,003

380
00:12:20,003 --> 00:12:20,384

381
00:12:20,384 --> 00:12:21,414

382
00:12:21,414 --> 00:12:24,105
ถ้าเป็น

383
00:12:24,105 --> 00:12:24,426

384
00:12:24,426 --> 00:12:26,669
Long integer เมื่อกี้จากหลักหมื่น

385
00:12:26,669 --> 00:12:29,109
มันจะกลายเป็นประมาณ 2000 ล้าน

386
00:12:29,109 --> 00:12:29,681

387
00:12:29,681 --> 00:12:33,681
เหมาะ กับการใส่งบประมาณที่เยอะมาก ๆ

388
00:12:33,983 --> 00:12:35,515
หรือข้อมูล

389
00:12:35,515 --> 00:12:36,285

390
00:12:36,285 --> 00:12:36,734

391
00:12:36,734 --> 00:12:39,557
เงินใด ๆ ก็ตามที่เป็นตัวเลขที่

392
00:12:39,557 --> 00:12:41,359
มากกว่า

393
00:12:41,359 --> 00:12:43,790
integer ธรรมดาขึ้นไป

394
00:12:43,790 --> 00:12:44,430
นะคะ

395
00:12:44,430 --> 00:12:46,091
Single

396
00:12:46,091 --> 00:12:49,113
จะเป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยม

397
00:12:49,113 --> 00:12:50,264
นะคะ

398
00:12:50,264 --> 00:12:52,564
จะมีค่าไปจนถึงติดลบ

399
00:12:52,564 --> 00:12:56,564
เป็นทั้ง ๆ ที่เป็นเต็มลบกับเต็มบวก

400
00:12:56,739 --> 00:12:57,511

401
00:12:57,511 --> 00:12:57,830

402
00:12:57,830 --> 00:12:58,472

403
00:12:58,472 --> 00:12:59,882

404
00:12:59,882 --> 00:13:00,392

405
00:13:00,392 --> 00:13:02,053
Double

406
00:13:02,053 --> 00:13:02,254

407
00:13:02,254 --> 00:13:02,373

408
00:13:02,373 --> 00:13:05,014
ใช้กับตัวเลขที่เป็นจุดทศนิยม อย่างเช่น

409
00:13:05,014 --> 00:13:06,675
บางทีเราไปซื้อของ

410
00:13:06,675 --> 00:13:07,127

411
00:13:07,127 --> 00:13:10,578
เราจะถึงบ้านข้างบนเป็นจุดทศนิยมให้เราด้วย แสดงว่า

412
00:13:10,578 --> 00:13:10,902

413
00:13:10,902 --> 00:13:11,031

414
00:13:11,031 --> 00:13:15,031
การเขียนโปรแกรมในการเก็บข้อมูลของเขาเขาแสดงผลจนถึงทศนิยม

415
00:13:16,164 --> 00:13:18,536
1 ตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง 3 ตำแหน่ง

416
00:13:18,536 --> 00:13:19,627
ก็ว่ากันไป

417
00:13:19,627 --> 00:13:22,319
ส่วนมากถ้าเป็นค่าเงินเราจะใช้แค่ 2 ตำแหน่ง

418
00:13:22,319 --> 00:13:22,640

419
00:13:22,640 --> 00:13:23,920
นะคะ

420
00:13:23,920 --> 00:13:24,109

421
00:13:24,109 --> 00:13:25,011
ต่อมา

422
00:13:25,011 --> 00:13:26,742
วันที่เวลา

423
00:13:26,742 --> 00:13:27,515

424
00:13:27,515 --> 00:13:30,716
ว่าจะเป็นการระบุข้อมูลที่มีรูปแบบที่เป็นวันที่

425
00:13:30,716 --> 00:13:32,767
ค.ศ. หรือ พ.ศ. ก็

426
00:13:32,767 --> 00:13:34,689
แล้วแต่เราจะระบุก็ได้

427
00:13:34,689 --> 00:13:35,400

428
00:13:35,400 --> 00:13:35,650

429
00:13:35,650 --> 00:13:37,521
โดยที่มันจะอาจจะเป็น

430
00:13:37,521 --> 00:13:40,464
ระบบเต็มก็คือจะมีทั้งวันที่แล้วก็เวลา

431
00:13:40,464 --> 00:13:40,913

432
00:13:40,913 --> 00:13:42,515
แต่ส่วนมากเราจะใช้แบบ

433
00:13:42,515 --> 00:13:44,566
วัน เดือน ปีแค่นั้น

434
00:13:44,566 --> 00:13:46,365
นะคะ

435
00:13:46,365 --> 00:13:49,177
กับ Yes No questions

436
00:13:49,177 --> 00:13:50,006
นะคะ

437
00:13:50,006 --> 00:13:54,006
ใช่หรือไม่ มันจะเป็นคำถามคำตอบสำหรับข้อมูลที่เป็นตรรกะที่มีอยู่ 2 ข้าง

438
00:13:56,099 --> 00:13:56,229

439
00:13:56,229 --> 00:13:57,641
ค่า ก็คือจริงกับเท็จ

440
00:13:57,641 --> 00:13:57,830

441
00:13:57,830 --> 00:13:58,661

442
00:13:58,661 --> 00:13:59,051

443
00:13:59,051 --> 00:14:01,552
ตอนนี้คุณเป็นนักศึกษา

444
00:14:01,552 --> 00:14:03,024
เขาจะถามว่าจริงหรือเท็จ

445
00:14:03,024 --> 00:14:03,413

446
00:14:03,413 --> 00:14:03,735

447
00:14:03,735 --> 00:14:05,776
ถ้าเป็นยังเป็นนักศึกษาอยู่ก็ตอบว่า Yes

448
00:14:05,776 --> 00:14:07,127

449
00:14:07,127 --> 00:14:09,379
ก็คือใช่ ถ้าเรียนจบแล้วก็จะบอกว่า No

450
00:14:09,379 --> 00:14:10,078
นะคะ

451
00:14:10,078 --> 00:14:11,169
ก

452
00:14:11,169 --> 00:14:12,639
ับ OL

453
00:14:12,639 --> 00:14:12,899

454
00:14:12,899 --> 00:14:13,091

455
00:14:13,091 --> 00:14:16,991
E Object นะคะ เพื่อเป็นข้อมูลที่เอาไว้ในการแนบรูปภาพ

456
00:14:16,991 --> 00:14:20,991
นะคะ ฐานข้อมูลบางอย่างเขาให้เอาแนบรูปภาพด้วย เช่น บางทีเราสมัคร

457
00:14:22,255 --> 00:14:23,787
จะเป็นสมาชิก

458
00:14:23,787 --> 00:14:26,426
สมัครเรียนหนังสือ

459
00:14:26,426 --> 00:14:27,827
สมัครสอบ

460
00:14:27,827 --> 00:14:31,229
ให้มันแนบรูปภาพแนบใบเสร็จ

461
00:14:31,229 --> 00:14:31,481

462
00:14:31,481 --> 00:14:35,481
ถ้าเป็นระบบขายของได้แนบใบเสร็จโอนเงินเป็นรูปภาพมาด้วย

463
00:14:35,845 --> 00:14:36,106

464
00:14:36,106 --> 00:14:36,995
นะคะ

465
00:14:36,995 --> 00:14:38,086

466
00:14:38,086 --> 00:14:42,086
ส่วนที่ 3 จะเป็นส่วนของการกำหนดค่าเหมือนที่อาจารย์ให้ดูเมื่อกี้นี้ในภาพนะคะ

467
00:14:43,670 --> 00:14:44,242

468
00:14:44,242 --> 00:14:48,083
จะเป็นการบอกขนาดของข้อมูลที่จะเก็บเรากำหนดได้เลย

469
00:14:48,083 --> 00:14:48,724
นะคะ

470
00:14:48,724 --> 00:14:48,984

471
00:14:48,984 --> 00:14:50,336
แล้วก็

472
00:14:50,336 --> 00:14:53,028
รูปแบบของการแสดงผลข้อมูลจะเป็น

473
00:14:53,028 --> 00:14:53,158

474
00:14:53,158 --> 00:14:53,540

475
00:14:53,540 --> 00:14:56,170
อย่าง การป้อนข้อมูลจะเป็นลักษณะไหน

476
00:14:56,170 --> 00:14:57,702
เราสามารถกำหนดได้

477
00:14:57,702 --> 00:14:57,834

478
00:14:57,834 --> 00:15:01,834
นะคะ กำหนดคำอธิบายข้อมูลเช่นก่อนที่เราจะกรอกข้อมูลลงไปนี่

479
00:15:03,026 --> 00:15:05,847
ระบบบางอันถ้าเราเอาเม้าส์ไปชี้

480
00:15:05,847 --> 00:15:06,298

481
00:15:06,298 --> 00:15:10,298
เขาก็จะมีคำอธิบายว่าในช่องนี้ให้กรอกข้อมูลแบบไหน

482
00:15:10,661 --> 00:15:10,851

483
00:15:10,851 --> 00:15:11,743

484
00:15:11,743 --> 00:15:15,743
ถ้าเราบอกว่าให้กรอกรหัสบัตรประชาชนพอเอาเม้าส์ไปชี้ปุ๊บ เขาบอกว่า

485
00:15:16,496 --> 00:15:18,478
ให้กรอกเลขจำนวน 13 หลัก

486
00:15:18,478 --> 00:15:18,868

487
00:15:18,868 --> 00:15:20,018

488
00:15:20,018 --> 00:15:20,910
เป็นต้น

489
00:15:20,910 --> 00:15:21,040

490
00:15:21,040 --> 00:15:22,391
นะคะ

491
00:15:22,391 --> 00:15:25,794
กับมาจะมีการกำหนดค่าเริ่มต้นเช่น

492
00:15:25,794 --> 00:15:26,303

493
00:15:26,303 --> 00:15:30,303
เขาถามวันเกิดส่วนมากวันเกิดค่าเริ่มต้นของเขาคือจะเป็นวันที่ 1 มกราคม

494
00:15:31,625 --> 00:15:33,927
ปี 2000 อะไรก็ว่าไป

495
00:15:33,927 --> 00:15:34,117

496
00:15:34,117 --> 00:15:34,316

497
00:15:34,316 --> 00:15:38,316
นะคะ ก็จะเป็นค่าเริ่มต้น ถ้าคุณไม่ได้เกิดวันนั้น คุณก็เปลี่ยนค่าอื่น

498
00:15:38,861 --> 00:15:39,442

499
00:15:39,442 --> 00:15:40,982
หรืออาจจะเป็นเงินบริจาค

500
00:15:40,982 --> 00:15:42,073

501
00:15:42,073 --> 00:15:42,774

502
00:15:42,774 --> 00:15:43,286

503
00:15:43,286 --> 00:15:45,527
ถ้าเริ่มต้นจากเป็น 10 บาท

504
00:15:45,527 --> 00:15:46,105

505
00:15:46,105 --> 00:15:47,966
ก็จะไปเปลี่ยนค่าก็ได้

506
00:15:47,966 --> 00:15:48,229

507
00:15:48,229 --> 00:15:49,058
นะคะ

508
00:15:49,058 --> 00:15:49,569

509
00:15:49,569 --> 00:15:50,415
ก

510
00:15:50,415 --> 00:15:52,582
ับการกำหนดเงื่อนไขของ

511
00:15:52,582 --> 00:15:52,972

512
00:15:52,972 --> 00:15:53,732
ค่านะคะ

513
00:15:53,732 --> 00:15:55,793
เช่น เงินเดือน

514
00:15:55,793 --> 00:15:55,985

515
00:15:55,985 --> 00:15:58,096
จะต้องเป็นบวกเสมอ

516
00:15:58,096 --> 00:15:58,937
บอกว่า

517
00:15:58,937 --> 00:15:59,058

518
00:15:59,058 --> 00:16:01,818
เขาถามเงินเดือนเท่าไร คุณจะบอกว่า -5,000

519
00:16:01,818 --> 00:16:02,460

520
00:16:02,460 --> 00:16:05,981
ยังไม่ได้ทำศุกร์ทำงานแล้วเป็นหนี้ไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่ใช่

521
00:16:05,981 --> 00:16:06,240

522
00:16:06,240 --> 00:16:07,142
นะคะ

523
00:16:07,142 --> 00:16:11,142
ก็ต้องฆ่าบังคับจะต้องเป็นบวกเสมอ เช่นอายุ

524
00:16:11,811 --> 00:16:14,633
ต้องเป็นจำนวนเต็มบวกเต็มลบไม่ได้

525
00:16:14,633 --> 00:16:14,953

526
00:16:14,953 --> 00:16:15,664
นะคะ

527
00:16:15,664 --> 00:16:16,175

528
00:16:16,175 --> 00:16:16,624

529
00:16:16,624 --> 00:16:20,624
กลับตั้งตรวจข้อความที่แสดงหากใส่ข้อมูลไม่ตรงตามเงื่อนไข

530
00:16:20,919 --> 00:16:22,269
เช่น

531
00:16:22,269 --> 00:16:24,189
อายุเป็น -20

532
00:16:24,189 --> 00:16:25,211

533
00:16:25,211 --> 00:16:25,661

534
00:16:25,661 --> 00:16:26,871

535
00:16:26,871 --> 00:16:28,931
คำสั่งแจ้งเตือนขึ้นมาว่า

536
00:16:28,931 --> 00:16:32,133
ให้ใส่ข้อมูลที่เป็นค่าบวกเท่านั้น

537
00:16:32,133 --> 00:16:32,835
นะคะ

538
00:16:32,835 --> 00:16:33,224

539
00:16:33,224 --> 00:16:37,224
ก็จะเป็นแบบนี้ เราสามารถกำหนดได้ รวมถึงข้อมูลที่

540
00:16:41,773 --> 00:16:45,980

541
00:16:39,316 --> 00:16:42,317
จำเป็นต้องตอบจะเว้นว่างไม่ได้

542
00:16:42,317 --> 00:16:42,449

543
00:16:42,449 --> 00:16:42,768

544
00:16:42,768 --> 00:16:46,768
เช่นเลขบัตรประชาชน คุณจะบอกว่าคุณไม่มีเลขบัตรประชาชนเป็นไปไม่ได้

545
00:16:47,321 --> 00:16:47,843

546
00:16:47,843 --> 00:16:50,143
เพราะฉะนั้นต้องกรอกทุกครั้ง

547
00:16:50,143 --> 00:16:53,546
หรืออาจจะเป็นแบบฟอร์มให้สมัครใด ๆ ก็ตาม

548
00:16:53,546 --> 00:16:53,926

549
00:16:53,926 --> 00:16:57,926
ไอ้เลขบัตรประชาชนนี่ จะเป็นข้อมูลที่จำเป็นจะต้องกรอกเสมอ

550
00:16:58,160 --> 00:16:58,991

551
00:16:58,991 --> 00:17:00,270
ปล่อยวางไม่ได้

552
00:17:00,270 --> 00:17:00,723

553
00:17:00,723 --> 00:17:00,912

554
00:17:00,912 --> 00:17:01,623

555
00:17:01,623 --> 00:17:02,264

556
00:17:02,264 --> 00:17:05,014
การกำหนดค่าคีย์หลัก

557
00:17:05,014 --> 00:17:05,785

558
00:17:05,785 --> 00:17:06,235

559
00:17:06,235 --> 00:17:10,235
นะคะ ก็ทำได้ง่ายมาก ถ้าในโปรแกรมก็คือคุณจะเลือกค่าไหน

560
00:17:10,981 --> 00:17:12,141
ให้เป็นคีย์หลัก

561
00:17:12,141 --> 00:17:14,182

562
00:17:14,182 --> 00:17:16,815
คลิกคอลัมน์นั้น ๆ หรือฟีลด์แล้วก็กด

563
00:17:16,815 --> 00:17:18,163
กกุญแจ

564
00:17:18,163 --> 00:17:18,424

565
00:17:18,424 --> 00:17:18,614

566
00:17:18,614 --> 00:17:20,856
กุญแจจะหมายถึงที่รัก

567
00:17:20,856 --> 00:17:23,548
Primary Key  นี่แหละนะคะ

568
00:17:23,548 --> 00:17:25,338
เลือกแล้วก็กด

569
00:17:25,338 --> 00:17:26,428
มันก็จะ

570
00:17:26,428 --> 00:17:28,549
เป็นการแจ้ง

571
00:17:28,549 --> 00:17:29,831
ในระบบเลยว่า

572
00:17:29,831 --> 00:17:30,081

573
00:17:30,081 --> 00:17:31,301
ไอ้ค่านี้

574
00:17:31,301 --> 00:17:33,281
คือค่า

575
00:17:33,281 --> 00:17:35,272
คีย์หลักของตารางนี้

576
00:17:35,272 --> 00:17:35,912

577
00:17:35,912 --> 00:17:37,003

578
00:17:37,003 --> 00:17:37,514

579
00:17:37,514 --> 00:17:39,115
กับความสัมพันธ์

580
00:17:39,115 --> 00:17:43,037
มันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตารางขึ้นไป

581
00:17:43,037 --> 00:17:43,158

582
00:17:43,158 --> 00:17:43,548

583
00:17:43,548 --> 00:17:47,548
โดยที่เราจะมีการพิจารณาเรื่องคีย์นอกของแต่ละตาราง

584
00:17:47,579 --> 00:17:50,660
ที่มันจะอ้างถึงคีย์หลักของอีกตารางหนึ่ง

585
00:17:50,660 --> 00:17:50,791

586
00:17:50,791 --> 00:17:50,982

587
00:17:50,982 --> 00:17:52,452
นะคะ

588
00:17:52,452 --> 00:17:55,083
อันนี้ก็เดี๋ยวเราจะลองทำในโปรแกรม

589
00:17:55,083 --> 00:17:56,684
ว่ามันจะอ้างอิงกัน

590
00:17:56,684 --> 00:17:56,935

591
00:17:56,935 --> 00:17:57,706

592
00:17:57,706 --> 00:18:01,706
อย่างไร ในตัวโปรแกรมนี่มันก็จะง่ายมากค่ะ มันก็จะมีตัวให้เรากดได้เลย

593
00:18:02,390 --> 00:18:04,181

594
00:18:04,181 --> 00:18:06,174

595
00:18:06,174 --> 00:18:09,056
โปรแกรมค่อนข้างสำเร็จรูปเลยนะคะ

596
00:18:09,056 --> 00:18:09,826

597
00:18:09,826 --> 00:18:09,957

598
00:18:09,957 --> 00:18:10,337

599
00:18:10,337 --> 00:18:11,238
ว่าเราจะ

600
00:18:11,238 --> 00:18:14,569
ตั้งคีย์ลัดอย่างไร อันไหนจะเป็นความสัมพันธ์

601
00:18:14,569 --> 00:18:15,408
นะคะ

602
00:18:15,408 --> 00:18:15,729

603
00:18:15,729 --> 00:18:18,802
ก่อนที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้เราต้องดูแล้วว่า

604
00:18:18,802 --> 00:18:20,026
ตารางที่เราสร้าง

605
00:18:20,026 --> 00:18:20,212

606
00:18:20,212 --> 00:18:21,943
มันสำคัญเป็นอย่างเพราะว่า

607
00:18:21,943 --> 00:18:24,574
เราเคยว่า  แล้วก็คือ

608
00:18:24,574 --> 00:18:27,064
เหมือนตัวอย่างที่ใช้ทำร้านหนังสือ

609
00:18:27,064 --> 00:18:27,386

610
00:18:27,386 --> 00:18:27,906

611
00:18:27,906 --> 00:18:30,979
ว่ าผู้แต่งหนังสือกับหนังสือ

612
00:18:30,979 --> 00:18:33,291
เขาควรจะมีความสัมพันธ์เป็น

613
00:18:33,291 --> 00:18:33,932

614
00:18:33,932 --> 00:18:34,062

615
00:18:34,062 --> 00:18:35,273

616
00:18:35,273 --> 00:18:35,663

617
00:18:35,663 --> 00:18:36,943
อย่างไร อย่างเช่นตัวอย่าง

618
00:18:36,943 --> 00:18:40,154
ถ้าเราสร้างความสัมพันธ์ได้แล้วมันจะเป็นแบบนี้ค่ะ

619
00:18:40,154 --> 00:18:43,927
มันจะมีการโยงเส้นของ 2 ตาราง

620
00:18:43,927 --> 00:18:45,207
ให้ดูเลยว่า

621
00:18:45,207 --> 00:18:46,236
ตาราง

622
00:18:46,236 --> 00:18:49,059
นี้กับตารางนี้

623
00:18:49,059 --> 00:18:51,242
เขามีความสัมพันธ์กัน

624
00:18:51,242 --> 00:18:51,881

625
00:18:51,881 --> 00:18:54,053
อย่างนี้ค่ะ

626
00:18:54,053 --> 00:18:57,005
2 ตารางนี้มีความสำคัญแบบ

627
00:18:57,005 --> 00:18:58,677
1

628
00:18:58,677 --> 00:18:59,887
กับ 1

629
00:18:59,887 --> 00:19:00,658

630
00:19:00,658 --> 00:19:04,658
อย่างที่ฉันเคยบอกว่าในแต่ละโปรแกรม หรือในแต่ละหนังสือ

631
00:19:05,789 --> 00:19:08,219
สัญลักษณ์เครื่องหมาย

632
00:19:08,219 --> 00:19:10,780
ข้าจะไม่ใช้ตัวเองเหมือนที่อาจารย์สอน

633
00:19:10,780 --> 00:19:12,380

634
00:19:12,380 --> 00:19:13,932
มันเป็นความหมายเดียวกัน

635
00:19:13,932 --> 00:19:15,531
คือ

636
00:19:15,531 --> 00:19:16,362

637
00:19:16,362 --> 00:19:17,383
1 to many 1

638
00:19:17,383 --> 00:19:19,943
มีความสำคัญมากกว่าหนึ่งกับอะไร

639
00:19:19,943 --> 00:19:20,655

640
00:19:20,655 --> 00:19:21,296
นะคะ

641
00:19:21,296 --> 00:19:22,646
เพราะฉะนั้นเรา

642
00:19:22,646 --> 00:19:22,837

643
00:19:22,837 --> 00:19:24,117

644
00:19:24,117 --> 00:19:26,420
หนังสือบางเล่มก็จะเขียนแบบนี้

645
00:19:26,420 --> 00:19:27,769
นะคะ

646
00:19:27,769 --> 00:19:31,769
ให้เราเข้าใจว่ามันมีความหมายเดียวกันแต่แค่มันต่างกันที่สัญลักษณ์เฉย ๆ

647
00:19:31,871 --> 00:19:32,192

648
00:19:32,192 --> 00:19:34,183
ถ้าเป็นความสัมพันธ์แบบหนึ่ง ต่อ หนึ่ง

649
00:19:34,183 --> 00:19:34,694

650
00:19:34,694 --> 00:19:34,943

651
00:19:34,943 --> 00:19:36,676
นะคะ 1

652
00:19:36,676 --> 00:19:36,866

653
00:19:36,866 --> 00:19:40,866
ต่อ 1 บางรูปแบบมันจะไม่เขียนกำหนดไว้เลยเพราะ ให้รู้ด้วยตัวเองว่ามันเป็นความสัมพันธ์แบบไหน

654
00:19:43,788 --> 00:19:45,199
นะคะ

655
00:19:45,199 --> 00:19:47,391
one to one

656
00:19:47,391 --> 00:19:48,411

657
00:19:48,411 --> 00:19:48,793

658
00:19:48,793 --> 00:19:49,312

659
00:19:49,312 --> 00:19:51,992
ข้อพิจารณาในการสร้าง

660
00:19:51,992 --> 00:19:53,923
ฐานข้อมูล

661
00:19:53,923 --> 00:19:54,314

662
00:19:54,314 --> 00:19:57,254
เราต้องรู้ว่าเราจะสร้างฐานข้อมูล

663
00:19:57,254 --> 00:19:58,596
เพื่อมาทำงาน

664
00:19:58,596 --> 00:20:00,456
เกี่ยวกับระบบอะไร

665
00:20:00,456 --> 00:20:00,836

666
00:20:00,836 --> 00:20:04,836
นะคะ เหมือนในตัวอย่างคือร้านเช่าหนังสือร้านขายหนังสือ

667
00:20:04,947 --> 00:20:05,718

668
00:20:05,718 --> 00:20:08,339
ในร้านขายหนังสือต้องมีตารางอะไรบ้าง

669
00:20:08,339 --> 00:20:08,719

670
00:20:08,719 --> 00:20:12,719
นะคะ มันอาจจะไม่มีแค่ 3 ตัวอย่าง 3 ตารางเทียบตัวอย่างมันมากกว่านั้น

671
00:20:14,113 --> 00:20:14,244

672
00:20:14,244 --> 00:20:14,434

673
00:20:14,434 --> 00:20:17,827
คุณจะเช่า หรือคุณจะขาย หรือคุณจะมีระบบสมาชิกไหม

674
00:20:17,827 --> 00:20:18,347

675
00:20:18,347 --> 00:20:19,119
นะคะ

676
00:20:19,119 --> 00:20:19,309

677
00:20:19,309 --> 00:20:19,689

678
00:20:19,689 --> 00:20:19,889

679
00:20:19,889 --> 00:20:23,889
รวมถึงรายละเอียดในตาราง ข้อมูลจะต้องเก็บอะไรบ้าง

680
00:20:25,451 --> 00:20:26,361

681
00:20:26,361 --> 00:20:26,616

682
00:20:26,616 --> 00:20:27,134

683
00:20:27,134 --> 00:20:27,383

684
00:20:27,383 --> 00:20:27,704

685
00:20:27,704 --> 00:20:29,945
ไฟตกหรือ

686
00:20:29,945 --> 00:20:30,976

687
00:20:30,976 --> 00:20:31,682

688
00:20:31,682 --> 00:20:32,697

689
00:20:32,697 --> 00:20:33,337

690
00:20:33,337 --> 00:20:36,740
ต่อไปก็ต้องดูว่าในตาราง

691
00:20:36,740 --> 00:20:37,130

692
00:20:37,130 --> 00:20:38,792
อะไรคือคีย์หลัก

693
00:20:38,792 --> 00:20:42,792
ก็คือค่าที่ห้ามซ้ำกัน ในสิ่งที่เราทำได้นะ

694
00:20:42,963 --> 00:20:45,843
ความสัมพันธ์ของตารางข้อมูลความสัมพันธ์แบบไหน

695
00:20:45,843 --> 00:20:46,994
นะคะ

696
00:20:46,994 --> 00:20:47,383

697
00:20:47,383 --> 00:20:51,166
มีค่าที่ต้องมาประมวลผล มีการคำนวณไหม

698
00:20:51,166 --> 00:20:52,186

699
00:20:52,186 --> 00:20:52,447

700
00:20:52,447 --> 00:20:54,049
เช่น

701
00:20:54,049 --> 00:20:55,968
อายุสมาชิก

702
00:20:55,968 --> 00:20:56,349

703
00:20:56,349 --> 00:20:58,720
หรือวันเข้าทำงาน

704
00:20:58,720 --> 00:20:58,981

705
00:20:58,981 --> 00:21:02,195
ทำงานมากี่ปีเพื่อพิจารณาเงินเดือน อะไรก็ว่าไป

706
00:21:02,195 --> 00:21:02,314

707
00:21:02,314 --> 00:21:03,594

708
00:21:03,594 --> 00:21:07,594
การจัดการแสดงผลออกทางหน้าจอเป็นอย่างไร งสามารถพรินต์ออกมาเป็นรายงานได้ไหม

709
00:21:08,795 --> 00:21:09,496

710
00:21:09,496 --> 00:21:11,418
ข้อมูลเบื้องต้น

711
00:21:11,418 --> 00:21:13,720
ที่จะใส่ใส่แล้วเป็น

712
00:21:13,720 --> 00:21:16,161
อย่างไร เอาไปใช้กับระบบงานอะไร

713
00:21:16,161 --> 00:21:17,961
เอาไปผนวกกับแล้ว

714
00:21:17,961 --> 00:21:18,212

715
00:21:18,212 --> 00:21:18,603

716
00:21:18,603 --> 00:21:19,173

717
00:21:19,173 --> 00:21:20,585
มีปัญหาไหม

718
00:21:20,585 --> 00:21:21,485
นะคะ

719
00:21:21,485 --> 00:21:25,485
นี่คือข้อพิจารณาในการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมาซักระบบหนึ่งค่ะ นี่ขนาดระบบเล็ก ๆ

720
00:21:26,677 --> 00:21:28,979
ต้องพิจารณาตามนี้เช่นเดียวกัน

721
00:21:28,979 --> 00:21:29,559
นะคะ

722
00:21:29,559 --> 00:21:29,810

723
00:21:29,810 --> 00:21:30,582

724
00:21:30,582 --> 00:21:31,481

725
00:21:31,481 --> 00:21:33,733
กลับก่อนที่เราจะเรียน

726
00:21:33,733 --> 00:21:37,575
ในโปรแกรมเราต้องมารู้จักคำสั่ง ที่เราจะ

727
00:21:37,575 --> 00:21:40,006
สั่งให้ฐานข้อมูลมาทำงานก่อน

728
00:21:40,006 --> 00:21:40,908

729
00:21:40,908 --> 00:21:44,908
ภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลอย่างที่บอกค่ะ เป็นภาษา SQL

730
00:21:45,649 --> 00:21:49,433
Structure Qury Lang ตัวนี้

731
00:21:49,433 --> 00:21:50,073

732
00:21:50,073 --> 00:21:50,904

733
00:21:50,904 --> 00:21:51,615

734
00:21:51,615 --> 00:21:52,256

735
00:21:52,256 --> 00:21:55,968
เรียนภาษาอังกฤษ url นะคะ มันก็เป็นเรียนรู้คำสั่ง

736
00:21:55,968 --> 00:21:59,751
พื้นฐานสำหรับสร้างโครงสร้างของฐานข้อมูล

737
00:21:59,751 --> 00:22:01,671
คำสั่งในการเรียกดูข้อมูล

738
00:22:01,671 --> 00:22:05,671
คำสั่งสำหรับการปรับปรุงข้อมูลเพิ่มลบแก้ไข

739
00:22:05,712 --> 00:22:06,993

740
00:22:06,993 --> 00:22:07,763
นะคะ

741
00:22:07,763 --> 00:22:08,724

742
00:22:08,724 --> 00:22:12,724
ซึ่งภาษา SQL นี่เป็นภาษาทางด้านฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

743
00:22:14,117 --> 00:22:14,558

744
00:22:14,558 --> 00:22:15,400

745
00:22:15,400 --> 00:22:15,589

746
00:22:15,589 --> 00:22:15,779

747
00:22:15,779 --> 00:22:19,753
เป็นชุดคำสั่งที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลแล้วก็ข้อมูลในฐานข้อมูลนะคะ

748
00:22:19,753 --> 00:22:20,524

749
00:22:20,524 --> 00:22:22,443

750
00:22:22,443 --> 00:22:23,285

751
00:22:23,285 --> 00:22:23,474

752
00:22:23,474 --> 00:22:27,474
กลุ่มคำสั่งของภาษา SQL จะมี 3 กลุ่มคำสั่ง

753
00:22:27,959 --> 00:22:28,208

754
00:22:28,208 --> 00:22:28,529

755
00:22:28,529 --> 00:22:32,529
คำสั่งแรกก็เขียนคำสั่งที่ใช้สำหรับ การสร้างฐานข้อมูล

756
00:22:32,831 --> 00:22:34,940
โครงสร้างฐานข้อมูลด้วย

757
00:22:34,940 --> 00:22:35,971
นะคะ

758
00:22:35,971 --> 00:22:37,571
โครงสร้างของตาราง

759
00:22:37,571 --> 00:22:37,891

760
00:22:37,891 --> 00:22:40,452
กลุ่มที่ 2 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับ

761
00:22:40,452 --> 00:22:41,353
เพิ่ม ลบ

762
00:22:41,353 --> 00:22:44,175
เปลี่ยนแปลงข้อมูลขึ้นเป็นการปรับปรุงข้อมูลนั่นเอง

763
00:22:44,175 --> 00:22:44,556

764
00:22:44,556 --> 00:22:45,387

765
00:22:45,387 --> 00:22:48,019
ส่วนกลุ่มที่ 3 จะเป็นกลุ่มคำสั่งที่ใช้สำหรับ

766
00:22:48,019 --> 00:22:49,050
สร้าง

767
00:22:49,050 --> 00:22:51,161
แล้วก็กำหนดโครงสร้างจากตาราง

768
00:22:51,161 --> 00:22:51,350

769
00:22:51,350 --> 00:22:53,781
อันนี้ก็จะเป็นภาษาที่

770
00:22:53,781 --> 00:22:55,462
ไม่ได้แค่สำหรับ

771
00:22:55,462 --> 00:22:58,024
นิยามข้อมูล เป็นการสร้างด้วย

772
00:22:58,024 --> 00:22:59,233
นะคะ

773
00:22:59,233 --> 00:22:59,424

774
00:22:59,424 --> 00:22:59,684

775
00:22:59,684 --> 00:23:00,774

776
00:23:00,774 --> 00:23:02,896
อย่างในสไลด์อาจารย์วันนี้นี่

777
00:23:02,896 --> 00:23:05,007
ถ้าเราเห็น

778
00:23:05,007 --> 00:23:09,007
ทรงกระบอกแบบนี้นี่ ถ้าในหนังสือหรือว่าในทาง

779
00:23:09,620 --> 00:23:11,032
ถึงเชิงสกลนี่

780
00:23:11,032 --> 00:23:11,553

781
00:23:11,553 --> 00:23:15,515
เขาจะรับรู้ได้เลยว่าถ้าเราใส่รูปทรงกระบอกแบบนี้

782
00:23:15,515 --> 00:23:17,957
สัญลักษณ์ใดที่เป็นโครงสร้างทาง

783
00:23:17,957 --> 00:23:19,118
คอมพิวเตอร์

784
00:23:19,118 --> 00:23:20,778
เขารู้ไปว่านี่คือ

785
00:23:20,778 --> 00:23:21,929
ฐานข้อมูล

786
00:23:21,929 --> 00:23:22,190

787
00:23:22,190 --> 00:23:22,891
นะคะ

788
00:23:22,891 --> 00:23:23,081

789
00:23:23,081 --> 00:23:24,362
ส่วน

790
00:23:24,362 --> 00:23:28,362
ผลลัพธ์ถ้าเป็นรูปภาพแบบนี้ ก็แสดงว่าเป็นการแสดงผลรายงาน

791
00:23:29,811 --> 00:23:30,582
น

792
00:23:30,582 --> 00:23:33,524
อันนี้ก็เวลาคุณไปอ่านหนังสือดูหนังสือเล่มอื่น

793
00:23:33,524 --> 00:23:35,005
เขาเขียนแบบนี้นี่

794
00:23:35,005 --> 00:23:36,547
ให้เข้าใจว่า

795
00:23:36,547 --> 00:23:39,688
ก่อนที่จะออกจากฐานข้อมูลใช้คำสั่ง

796
00:23:39,688 --> 00:23:43,688
เรียกดูรายงานออกมาคนละผลรายงานเป็นอย่างไรนะคะ

797
00:23:43,852 --> 00:23:44,301

798
00:23:44,301 --> 00:23:44,882

799
00:23:44,882 --> 00:23:45,974

800
00:23:45,974 --> 00:23:49,974
อันนี้เป็นโครงสร้างคำสั่งภาษา SQL สำหรับการสืบค้น

801
00:23:50,894 --> 00:23:51,484
นะคะ

802
00:23:51,484 --> 00:23:51,675

803
00:23:51,675 --> 00:23:55,135
คำสั่งที่ใช้ในการสืบค้น คำสั่งที่

804
00:23:55,135 --> 00:23:57,178
ใช้บ่อยที่สุดก็คือคำสั่ง

805
00:23:57,178 --> 00:23:58,019

806
00:23:58,019 --> 00:23:58,850

807
00:23:58,850 --> 00:24:00,650
SELECT S-E-L-E-CTelect2

808
00:24:00,650 --> 00:24:01,160

809
00:24:01,160 --> 00:24:04,742
นักศึกษามงคลเวลาพิมพ์

810
00:24:04,742 --> 00:24:06,733
ทำไมคนรับไม่ได้เหมือนเพื่อน

811
00:24:06,733 --> 00:24:08,144
มันพิมพ์ผิด

812
00:24:08,144 --> 00:24:08,403

813
00:24:08,403 --> 00:24:08,664

814
00:24:08,664 --> 00:24:08,914

815
00:24:08,914 --> 00:24:11,025
บางครั้งก็

816
00:24:11,025 --> 00:24:11,347

817
00:24:11,347 --> 00:24:13,207
ตกใจไม่ต้องตกใจ

818
00:24:13,207 --> 00:24:14,039

819
00:24:14,039 --> 00:24:14,939

820
00:24:14,939 --> 00:24:18,939
ผลลัพธ์ไม่ออกมาเรามานั่งไล่ดูก่อนว่าเราพิมพ์อะไรผิดไป หรือเปล่า

821
00:24:19,233 --> 00:24:23,233
ลืมสัญลักษณ์อะไรไหมตกทำอะไรหรือเปล่า

822
00:24:23,717 --> 00:24:23,917

823
00:24:23,917 --> 00:24:24,758
นะคะ

824
00:24:24,758 --> 00:24:24,878

825
00:24:24,878 --> 00:24:26,358
มาเช็กด้วย

826
00:24:26,358 --> 00:24:26,679

827
00:24:26,679 --> 00:24:26,999

828
00:24:26,999 --> 00:24:30,262
คำสั่งพื้นฐานจะขึ้นต้นด้วย Select

829
00:24:30,262 --> 00:24:31,604
ตามมา

830
00:24:31,604 --> 00:24:31,805

831
00:24:31,805 --> 00:24:32,444

832
00:24:32,444 --> 00:24:32,645

833
00:24:32,645 --> 00:24:36,226
ด้วย FROM ก็คือเราจะเลือกว่าเราจะแสดงผลข้อมูลอะไร

834
00:24:36,226 --> 00:24:36,929

835
00:24:36,929 --> 00:24:38,599
อย่างที่บอกนะคะ ต้อง

836
00:24:38,599 --> 00:24:40,850
พยายามภาษาอังกฤษนิดหนึ่ง

837
00:24:40,850 --> 00:24:41,810
เพรว่า

838
00:24:41,810 --> 00:24:42,961
มันจำเป็น

839
00:24:42,961 --> 00:24:43,091

840
00:24:43,091 --> 00:24:47,091
นะคะ ก็คือเราจะเลือกข้อมูลจากตารางไหน

841
00:24:47,374 --> 00:24:48,014

842
00:24:48,014 --> 00:24:52,014
นะคะ หมายถึงว่ามีเงื่อนไขในการค้นหาว่าอย่างไรบ้า

843
00:24:54,240 --> 00:24:54,690

844
00:24:54,690 --> 00:24:56,350
ง

845
00:24:56,350 --> 00:24:57,510
Gruoข้อมูลจะถูก

846
00:24:57,510 --> 00:24:57,771

847
00:24:57,771 --> 00:25:00,713
รวมเป็นข้อมูลเดียวกันหรือไม่

848
00:25:00,713 --> 00:25:01,484

849
00:25:01,484 --> 00:25:05,395
มีเงื่อนไขอะไรอีกไหมรวมถึงการจัดเรียง

850
00:25:05,395 --> 00:25:08,916
อย่างไรนะคะ เดี๋ยวจะมีตัวอย่างคำสั่งให้ดู

851
00:25:08,916 --> 00:25:10,776
ที่นี่ดูตัวอย่างคำสั่งไปก่อน

852
00:25:10,776 --> 00:25:11,548

853
00:25:11,548 --> 00:25:12,058

854
00:25:12,058 --> 00:25:15,458
อันนี้เป็นตัวอย่างคำของข้อมูล

855
00:25:15,458 --> 00:25:16,229
นะคะ

856
00:25:16,229 --> 00:25:18,720
สไลด์หลังจากนี้ไปเราจะดู

857
00:25:18,720 --> 00:25:20,450
คล้าย ๆ แบบนี้เหมือนกัน

858
00:25:20,450 --> 00:25:22,381
มีตารางอยู่ 2 ตาราง

859
00:25:22,381 --> 00:25:23,212
นะคะ

860
00:25:23,212 --> 00:25:26,355
อันแรกเป็นตารางหนังสือ

861
00:25:26,355 --> 00:25:28,785
ตารางที่ส่งจะเป็นตารางสำนักพิมพ์

862
00:25:28,785 --> 00:25:29,425

863
00:25:29,425 --> 00:25:30,196
นะคะ

864
00:25:30,196 --> 00:25:34,196
ตารางแรกก็จะมีรหัสหนังสือชื่อหนังสือ

865
00:25:34,429 --> 00:25:36,220
รหัสสำนักพิมพ์

866
00:25:36,220 --> 00:25:37,240
ราคา

867
00:25:37,240 --> 00:25:37,441

868
00:25:37,441 --> 00:25:37,821

869
00:25:37,821 --> 00:25:39,111
นะคะ

870
00:25:39,111 --> 00:25:43,111
ตารางที่ 2 จะเป็นตารางสำนักพิมพ์ มีรหัสสำนักพิมพ์ แล้วก็ชื่อสำนักพิมพ์

871
00:25:44,483 --> 00:25:45,062
นะคะ

872
00:25:45,062 --> 00:25:48,207
คำสั่งจะแสดงผลมุมบนขวาตรงนี้

873
00:25:48,207 --> 00:25:52,207
ส่วนผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งภาษา SQL จะอยู่ในด้านล่าง

874
00:25:52,630 --> 00:25:54,171
นะคะ

875
00:25:54,171 --> 00:25:55,330
ตัวอย่าง

876
00:25:55,330 --> 00:25:55,902

877
00:25:55,902 --> 00:25:56,482

878
00:25:56,482 --> 00:25:56,671

879
00:25:56,671 --> 00:25:59,744
คำสั่งในการสืบค้นข้อมูล 1 ตาราง

880
00:25:59,744 --> 00:26:03,744
คำสั่งที่ง่ายที่สุดคือ

881
00:26:06,426 --> 00:26:10,486
S

882
00:26:02,957 --> 00:26:03,726

883
00:26:03,726 --> 00:26:04,428

884
00:26:04,428 --> 00:26:07,441
ELECT FROM นะคะ เวลาอ่านคำสั่งเราจะดู

885
00:26:07,441 --> 00:26:08,212

886
00:26:08,212 --> 00:26:10,133
ตรงนี้นะคะ ตรงนี้

887
00:26:10,133 --> 00:26:10,835

888
00:26:10,835 --> 00:26:13,346
ขึ้นต้นคำสั่งว่าอะไรอยู่ตรงนี้

889
00:26:13,346 --> 00:26:15,006

890
00:26:15,006 --> 00:26:15,517

891
00:26:15,517 --> 00:26:16,609

892
00:26:16,609 --> 00:26:20,590
ตัวอย่างการสืบค้นจาก 1 ตารางนะคะ

893
00:26:20,590 --> 00:26:20,840

894
00:26:20,840 --> 00:26:21,161

895
00:26:21,161 --> 00:26:21,612

896
00:26:21,612 --> 00:26:24,942
* หมายถึงว่าเอาข้อมูลทุก ๆ คอลัมน์

897
00:26:24,942 --> 00:26:25,962

898
00:26:25,962 --> 00:26:27,053

899
00:26:27,053 --> 00:26:31,053
หรือเราจะสามารถระบุได้ว่า เราจะเอาข้อมูลเฉพาะคอลัมน์ไหน

900
00:26:33,657 --> 00:26:36,098
ตารางอะไร

901
00:26:36,098 --> 00:26:36,549

902
00:26:36,549 --> 00:26:37,320
นะคะ

903
00:26:37,320 --> 00:26:39,170
ตัวอย่างเช่นตัวนี้

904
00:26:39,170 --> 00:26:39,490

905
00:26:39,490 --> 00:26:40,451

906
00:26:40,451 --> 00:26:41,671

907
00:26:41,671 --> 00:26:45,261
นะคะ ให้แสดงผลข้อมูลทุกแถว และทุกคอลัมน์

908
00:26:45,261 --> 00:26:46,032

909
00:26:46,032 --> 00:26:46,734

910
00:26:46,734 --> 00:26:48,655
คำสั่งก็คือ

911
00:26:48,655 --> 00:26:49,046

912
00:26:49,046 --> 00:26:51,607
SELECT ไอ้เครื่องหมาย * จะเป็น Star นะคะ

913
00:26:51,607 --> 00:26:54,620
select * from Book ก็คือ

914
00:26:54,620 --> 00:26:57,051
เอาข้อมูลทุกแถวทุกคอลัมน์

915
00:26:57,051 --> 00:26:59,553
ตาราง book

916
00:26:59,553 --> 00:27:03,553
ผลลัพธ์ที่ได้ก็แสดงผลข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ในตาราง Book นั่นเอง

917
00:27:03,856 --> 00:27:04,938

918
00:27:04,938 --> 00:27:08,211
ถามว่าคำสั่งนี้

919
00:27:08,211 --> 00:27:08,540

920
00:27:08,540 --> 00:27:10,201
ใครสั่ง

921
00:27:10,201 --> 00:27:14,201
บางครั้งอาจจะเป็นคนที่ดูแลฐานข้อมูล หรือผู้ใช้งานต้องการจะเรียกดูข้อมูลในลักษณะนี้

922
00:27:17,953 --> 00:27:18,404

923
00:27:18,404 --> 00:27:22,404
คำสั่งที่เกิดขึ้นที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานก็คือ select from

924
00:27:23,339 --> 00:27:24,039

925
00:27:24,039 --> 00:27:27,252
นะคะ อันนี้คือ select * คือเอาทุกแถวทุก

926
00:27:27,252 --> 00:27:31,223
คอลัมน์ แล้วถ้าเราไม่เอาทุกแถวทุกคอลัมน์ล่ะเรากำหนดได้ไหม กำหนดได้ค่ะ

927
00:27:31,223 --> 00:27:33,404
คำสั่งต่อมา

928
00:27:33,404 --> 00:27:34,234

929
00:27:34,234 --> 00:27:34,875

930
00:27:34,875 --> 00:27:37,827
SELECT  ก็คือเรื่องชื่อ

931
00:27:37,827 --> 00:27:39,938
กับ ราคา

932
00:27:39,938 --> 00:27:40,389

933
00:27:40,389 --> 00:27:42,320
จากตาราง book

934
00:27:42,320 --> 00:27:42,641

935
00:27:42,641 --> 00:27:45,001
ผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้

936
00:27:45,001 --> 00:27:45,203

937
00:27:45,203 --> 00:27:47,123
ว่าจะแสดงผลเฉพาะ ชื่อ

938
00:27:47,123 --> 00:27:47,444

939
00:27:47,444 --> 00:27:48,145

940
00:27:48,145 --> 00:27:51,998
ราคาของหนังสือเท่านั้น

941
00:27:51,998 --> 00:27:52,890

942
00:27:52,890 --> 00:27:54,881
เ พราะว่าอย่างที่เคยบอก

943
00:27:54,881 --> 00:27:58,881
มุมมองของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกันบางคนอยากดูข้อมูลทั้งหมด

944
00:28:00,014 --> 00:28:02,183
บางคนอยากดูข้อมูลแค่ 2 อย่าง

945
00:28:02,183 --> 00:28:02,574

946
00:28:02,574 --> 00:28:04,497
สามารถทำได้ไหม ทำได้ค่ะ

947
00:28:04,497 --> 00:28:04,685

948
00:28:04,685 --> 00:28:06,546
ดูข้อมูลอย่างเดียวก็ทำได้

949
00:28:06,546 --> 00:28:10,459
แค่เราต้องบอกให้ถูกว่าคุณอยากดูข้อมูลจากตารางไหน

950
00:28:10,459 --> 00:28:11,609
รับเมื่อไร

951
00:28:11,609 --> 00:28:12,760
ระบุไป

952
00:28:12,760 --> 00:28:13,079

953
00:28:13,079 --> 00:28:16,420
ระบบจัดการฐานข้อมูลมันก็จะดึงข้อมูลที่มาให้เราดู

954
00:28:16,420 --> 00:28:17,180
นะคะ

955
00:28:17,180 --> 00:28:17,502

956
00:28:17,502 --> 00:28:17,952

957
00:28:17,952 --> 00:28:21,952
ถ้าเป็นการสืบค้นแบบมีเงื่อนไขล่ะ

958
00:28:21,982 --> 00:28:22,764
แค่

959
00:28:22,764 --> 00:28:26,764
เอาคอลัมน์ล่ะมันไม่พอล่ะ เราอยากเพิ่มเงื่อนไขคำสั่งที่ในการใช้ในการเพิ่มเงื่อนไขคือคำสั่ง where

960
00:28:30,314 --> 00:28:31,225
นะคะ

961
00:28:31,225 --> 00:28:32,115

962
00:28:32,115 --> 00:28:36,115
เป็น select from Where ไล่ระดับลงมา

963
00:28:40,061 --> 00:28:37,488
นะคะ

964
00:28:35,187 --> 00:28:35,958

965
00:28:35,958 --> 00:28:36,729

966
00:28:36,729 --> 00:28:37,690

967
00:28:37,690 --> 00:28:40,002
โดยอาจจะมีเงื่อนไข

968
00:28:40,002 --> 00:28:40,321

969
00:28:40,321 --> 00:28:42,632
เงื่อนไขในการเปรียบเทียบ

970
00:28:42,632 --> 00:28:45,954
เวลาเปรียบเทียบนะคะ ดูสัญลักษณ์ตรงนี้มันจะเป็น

971
00:28:45,954 --> 00:28:46,995

972
00:28:46,995 --> 00:28:48,656

973
00:28:48,656 --> 00:28:52,047
> >= <

974
00:28:52,047 --> 00:28:52,367

975
00:28:52,367 --> 00:28:53,269

976
00:28:53,269 --> 00:28:53,651

977
00:28:53,651 --> 00:28:54,550

978
00:28:54,550 --> 00:28:58,082
พวกนี้ >= <= อันนี้ไม่เท่ากับ

979
00:28:58,082 --> 00:28:58,913
นะคะ

980
00:28:58,913 --> 00:28:59,103

981
00:28:59,103 --> 00:28:59,683

982
00:28:59,683 --> 00:29:00,894
แม่นี้เป็น

983
00:29:00,894 --> 00:29:01,725
เท่ากับ

984
00:29:01,725 --> 00:29:03,595
มากกว่าน้อยกว่านี้ค่ะ

985
00:29:03,595 --> 00:29:04,107

986
00:29:04,107 --> 00:29:04,808

987
00:29:04,808 --> 00:29:06,347
ทำตัวคั่น ให้

988
00:29:06,347 --> 00:29:07,438

989
00:29:07,438 --> 00:29:09,420
หรือการรวบรวม

990
00:29:09,420 --> 00:29:10,129

991
00:29:10,129 --> 00:29:10,380

992
00:29:10,380 --> 00:29:14,380
เป็นและเป็นหรือคล้าย ๆ กับวิชาคณิตศาสตร์ที่เราเคยเรียนไปแล้ว

993
00:29:14,872 --> 00:29:17,623
เป็นการปฏิเสธ เช่น ไม่เอา

994
00:29:17,623 --> 00:29:17,752

995
00:29:17,752 --> 00:29:19,934
ข้อมูลนักศึกษาชายอะไรอย่าง

996
00:29:19,934 --> 00:29:20,195

997
00:29:20,195 --> 00:29:20,454

998
00:29:20,454 --> 00:29:23,205
นี้ ตรวจสอบค่าของข้อมูลว่าง

999
00:29:23,205 --> 00:29:24,037

1000
00:29:24,037 --> 00:29:24,548

1001
00:29:24,548 --> 00:29:26,219
ให้มัน

1002
00:29:26,219 --> 00:29:28,981
ตรวจดูสิว่า ข้อมูลตรงไหนมีช่องว่าง

1003
00:29:28,981 --> 00:29:29,420

1004
00:29:29,420 --> 00:29:30,962
ข้อมูลตัวไหนหายไป

1005
00:29:30,962 --> 00:29:31,542

1006
00:29:31,542 --> 00:29:35,542
ตรวจสอบเป็นช่วงเช่นช่วงอายุระหว่าง 15 ถึง 18 ปี

1007
00:29:36,028 --> 00:29:36,798

1008
00:29:36,798 --> 00:29:36,929

1009
00:29:36,929 --> 00:29:37,249

1010
00:29:37,249 --> 00:29:41,249
หรือในชื่อใครมีชื่อมี จ จาน

1011
00:29:42,178 --> 00:29:42,819

1012
00:29:42,819 --> 00:29:45,390
หรือในชื่อใครมีสระเอ

1013
00:29:45,390 --> 00:29:46,861

1014
00:29:46,861 --> 00:29:48,972
ตรวจสอบข้อความ

1015
00:29:48,972 --> 00:29:49,743

1016
00:29:49,743 --> 00:29:53,743
เช่น ในข้อความนั้นมีคำว่า "นาย

1017
00:29:53,844 --> 00:29:57,844
" ก็คนที่มีคำขึ้นต้นว่านายทั้งหมดอะไรก็ว่าไปนะคะ

1018
00:29:58,398 --> 00:30:01,732
มันจะมีการเปรียบเทียบเงื่อนไขด้วยนะคะ

1019
00:30:01,732 --> 00:30:03,593
อาจารย์อธิบายไปแล้วนะคะ

1020
00:30:03,593 --> 00:30:07,565
มากกว่าเท่ากับมากกว่าน้อยกว่ามากกว่าเท่ากับน้อยกว่าเท่ากับไม่เท่ากับ

1021
00:30:07,565 --> 00:30:08,526
นะคะ

1022
00:30:08,526 --> 00:30:08,715

1023
00:30:08,715 --> 00:30:09,167

1024
00:30:09,167 --> 00:30:10,837
อย่างตัวอย่าง

1025
00:30:10,837 --> 00:30:11,608

1026
00:30:11,608 --> 00:30:13,970
การค้นหาแบบมีเงื่อนไข

1027
00:30:13,970 --> 00:30:15,000

1028
00:30:15,000 --> 00:30:15,773

1029
00:30:15,773 --> 00:30:16,603

1030
00:30:16,603 --> 00:30:16,853

1031
00:30:16,853 --> 00:30:20,574
อันแรกคือให้เอามาแสดงผลเฉพาะชื่อ

1032
00:30:20,574 --> 00:30:21,094

1033
00:30:21,094 --> 00:30:22,755
ราคา

1034
00:30:22,755 --> 00:30:24,226
จากตาราง book

1035
00:30:24,226 --> 00:30:24,678

1036
00:30:24,678 --> 00:30:28,678
โดยที่มีเงื่อนไขคือ ราคาน้อยกว่า 1,000

1037
00:30:31,412 --> 00:30:34,303
เ งื่อนไขแรกคือแสดงผลเฉพาะชื่อ

1038
00:30:34,303 --> 00:30:34,945

1039
00:30:34,945 --> 00:30:36,866
กับราคานะคะ

1040
00:30:36,866 --> 00:30:37,376

1041
00:30:37,376 --> 00:30:39,167
แล้วเงื่อนไขต่อมาคือ

1042
00:30:39,167 --> 00:30:42,251
ราคาน้อยกว่า 1,000 บาท มาดูที่ราคาค่ะ

1043
00:30:42,251 --> 00:30:42,440

1044
00:30:42,440 --> 00:30:44,042
อันน้อยกว่า 1,000

1045
00:30:44,042 --> 00:30:45,832
อันน้อยกว่า 1,00

1046
00:30:45,832 --> 00:30:47,753
0 น้อยกว่า 1

1047
00:30:47,753 --> 00:30:48,714

1048
00:30:48,714 --> 00:30:50,644
,000 แสดงผลไหมคะ

1049
00:30:50,644 --> 00:30:52,055
ไม่แสดงผล

1050
00:30:52,055 --> 00:30:55,836
1,950 แสดงผลไหมไม่แสดงผลเพราะฉะนั้น

1051
00:30:55,836 --> 00:30:57,947
ส่วนที่มันจะแสดงผล

1052
00:30:57,947 --> 00:30:59,237
มีอยู่

1053
00:30:59,237 --> 00:30:59,678

1054
00:30:59,678 --> 00:31:00,519
5

1055
00:31:00,519 --> 00:31:01,669
แถว

1056
00:31:01,669 --> 00:31:05,669
แต่มันจะเลือกแสดงผลแค่ชื่อกับราคาเท่านั้น อันนี้คือคำสั่ง

1057
00:31:06,081 --> 00:31:06,281

1058
00:31:06,281 --> 00:31:06,862

1059
00:31:06,862 --> 00:31:07,052

1060
00:31:07,052 --> 00:31:09,043
ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นตัวนี้

1061
00:31:09,043 --> 00:31:09,164

1062
00:31:09,164 --> 00:31:09,553

1063
00:31:09,553 --> 00:31:10,385
นะคะ

1064
00:31:10,385 --> 00:31:10,706

1065
00:31:10,706 --> 00:31:14,706
วันนี้เดี๋ยวเราจะลองทำสัปดาห์หน้า อันนี้ทำให้ดูภาพก่อน

1066
00:31:15,069 --> 00:31:16,028

1067
00:31:16,028 --> 00:31:17,250

1068
00:31:17,250 --> 00:31:18,270

1069
00:31:18,270 --> 00:31:21,532
คราวนี้ก็ขายเหมือนเดิมค่ะ  แต่ต่างกันตรงที่ว่า

1070
00:31:21,532 --> 00:31:22,303

1071
00:31:22,303 --> 00:31:26,303
คำสั่งเปรียบเทียบเป็นน้อยกว่าเท่ากับ 1000 แสดงว่าเล่มที่มีราคา 1,000 บาท มันก็จะมาแสดงผลด้วย

1072
00:31:30,895 --> 00:31:31,536

1073
00:31:31,536 --> 00:31:34,490
เพราะฉะนั้นต้องดูคำสั่งเปรียบเทียบดี ๆ ว่า

1074
00:31:34,490 --> 00:31:34,618

1075
00:31:34,618 --> 00:31:37,559
เขาเอาน้อยกว่าหรือน้อยกว่าเท่ากับ

1076
00:31:37,559 --> 00:31:38,201

1077
00:31:38,201 --> 00:31:38,903
นะคะ

1078
00:31:38,903 --> 00:31:42,903
เ

1079
00:31:43,264 --> 00:31:44,166

1080
00:31:44,166 --> 00:31:47,179
เอาให้มันจัดเรียงตามราคา

1081
00:31:47,179 --> 00:31:51,179
ก็ใช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ ในการจัดเรียงว่าเราอยากได้สินค้าราคาที่น้อยที่สุดไปหามากที่สุดไม่เกิน 2,000 บาท

1082
00:31:55,585 --> 00:31:55,966

1083
00:31:55,966 --> 00:31:57,757
เขาก็จะเรียงมาให้

1084
00:31:57,757 --> 00:32:01,757
ใ ช้คำสั่งนี้ล่ะค่ะ ที่ดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลมาแสดงผลให้เรา

1085
00:32:03,009 --> 00:32:07,009
เมื่อก่อนเราเป็นแค่ผู้ใช้งาน เราไม่รู้ว่าข้างในมันน่ะ

1086
00:32:07,634 --> 00:32:10,195
เขียนอย่างไร วันนี้เรารู้แล้ว

1087
00:32:10,195 --> 00:32:10,325

1088
00:32:10,325 --> 00:32:13,338
ว่างคำสั่งคอมพิวเตอร์

1089
00:32:13,338 --> 00:32:15,008
มันว่า

1090
00:32:15,008 --> 00:32:15,389

1091
00:32:15,389 --> 00:32:16,349

1092
00:32:16,349 --> 00:32:17,951

1093
00:32:17,951 --> 00:32:18,400

1094
00:32:18,400 --> 00:32:22,400
อย่างไร เป็นคำสั่งเดิมแต่เปลี่ยนเงื่อนไขก็คือ

1095
00:32:22,506 --> 00:32:26,506
ให้ราคาไม่เท่ากับ 1,000  ก็ฉะนั้น ก็จะแสดงผล

1096
00:32:27,626 --> 00:32:29,108
หนังสือทุกเล่ม

1097
00:32:29,108 --> 00:32:32,059
ยกเว้นเล่มที่มันมีราคา 1,000

1098
00:32:32,059 --> 00:32:33,720
ไม่แสดงผล

1099
00:32:33,720 --> 00:32:34,421

1100
00:32:34,421 --> 00:32:38,275
ดูดี ๆ นะคะ เงื่อนไขตรงนี้เองต่างกันแค่นี้เองนิดเดียว

1101
00:32:38,275 --> 00:32:39,304

1102
00:32:39,304 --> 00:32:43,304
ถ้าสมมติว่าในข้อสอบถามว่าผลลัพธ์ที่ได้จากคำสั่งนี้แสดงผล

1103
00:32:44,227 --> 00:32:48,210
อย่างไร นักศึกษาก็ต้องเขียนออกมาให้อาจารย์ดูได้ว่า

1104
00:32:48,210 --> 00:32:50,131
จากคำสั่งนี้

1105
00:32:50,131 --> 00:32:50,391

1106
00:32:50,391 --> 00:32:51,092

1107
00:32:51,092 --> 00:32:52,183
ผลลัพธ์ที่ได้

1108
00:32:52,183 --> 00:32:54,874
ควรจะเป็น

1109
00:32:54,874 --> 00:32:56,995
อย่างไร อันนี้มันมีแค่เงื่อนไขเดียว

1110
00:32:56,995 --> 00:33:00,329
แต่ถ้ามันมีหลายเงื่อนไขล่ะ

1111
00:33:00,329 --> 00:33:01,158
นะคะ

1112
00:33:01,158 --> 00:33:02,439
มันสามารถ

1113
00:33:02,439 --> 00:33:03,919
ทำได้หลายเงื่อนไขไหม

1114
00:33:03,919 --> 00:33:04,879
ได้

1115
00:33:04,879 --> 00:33:05,390

1116
00:33:05,390 --> 00:33:05,641

1117
00:33:05,641 --> 00:33:06,672
นะคะ ก็จะมี

1118
00:33:06,672 --> 00:33:06,991

1119
00:33:06,991 --> 00:33:10,456
เงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นคือ and or

1120
00:33:10,456 --> 00:33:10,646

1121
00:33:10,646 --> 00:33:14,047
ก็คือต้องเป็นไปตามเงื่อนไขทั้งหมด

1122
00:33:14,047 --> 00:33:14,367

1123
00:33:14,367 --> 00:33:14,878

1124
00:33:14,878 --> 00:33:18,471
or ก็คือเป็นไปตามเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่ง

1125
00:33:18,471 --> 00:33:19,052

1126
00:33:19,052 --> 00:33:19,373

1127
00:33:19,373 --> 00:33:20,583
นะคะ

1128
00:33:20,583 --> 00:33:20,973

1129
00:33:20,973 --> 00:33:21,414

1130
00:33:21,414 --> 00:33:21,865

1131
00:33:21,865 --> 00:33:25,865
อย่างตัวนี้คำสั่งนี้ เราดูก่อนเลยอย่างแรกเป็น

1132
00:33:25,905 --> 00:33:26,545

1133
00:33:26,545 --> 00:33:27,317

1134
00:33:27,317 --> 00:33:27,828

1135
00:33:27,828 --> 00:33:31,828
OR ให้เลือกแสดงผลข้อมูลเฉพาะชื่อกับราคาจากตาราง book

1136
00:33:32,252 --> 00:33:35,394
โดยมีเงื่อนไขคือราคา

1137
00:33:35,394 --> 00:33:37,185
มากกว่า 500

1138
00:33:37,185 --> 00:33:41,185
หรือรหัสสำนักพิมพ์

1139
00:33:43,035 --> 00:33:41,171

1140
00:33:39,367 --> 00:33:39,626

1141
00:33:39,626 --> 00:33:43,626
น้อยกว่า 12

1142
00:33:45,171 --> 00:33:48,132

1143
00:33:42,579 --> 00:33:43,090

1144
00:33:43,090 --> 00:33:43,541

1145
00:33:43,541 --> 00:33:43,670

1146
00:33:43,670 --> 00:33:43,991

1147
00:33:43,991 --> 00:33:44,881

1148
00:33:44,881 --> 00:33:48,881
ก็มาดูนะคะ เงื่อนไขแรก ราคามากกว่า 500

1149
00:33:49,625 --> 00:33:49,876

1150
00:33:49,876 --> 00:33:51,618
มีอยู่ 2 เล่ม

1151
00:33:51,618 --> 00:33:52,199

1152
00:33:52,199 --> 00:33:52,389

1153
00:33:52,389 --> 00:33:52,838

1154
00:33:52,838 --> 00:33:53,159

1155
00:33:53,159 --> 00:33:54,180
นะคะ

1156
00:33:54,180 --> 00:33:54,691

1157
00:33:54,691 --> 00:33:55,140

1158
00:33:55,140 --> 00:33:57,253
แล้วก็รหัส

1159
00:33:57,253 --> 00:34:01,253
หรือรหัสสำนักพิมพ์น้อยกว่า 12

1160
00:34:03,741 --> 00:34:01,819
นี้

1161
00:34:00,334 --> 00:34:00,975

1162
00:34:00,975 --> 00:34:01,876

1163
00:34:01,876 --> 00:34:02,195

1164
00:34:02,195 --> 00:34:02,517

1165
00:34:02,517 --> 00:34:03,348
อันนี้

1166
00:34:03,348 --> 00:34:04,119

1167
00:34:04,119 --> 00:34:07,259
อันนี้ เพราะฉะนั้นจะแสดง

1168
00:34:07,259 --> 00:34:08,799
ผล 5 เล่ม

1169
00:34:08,799 --> 00:34:09,570

1170
00:34:09,570 --> 00:34:10,401

1171
00:34:10,401 --> 00:34:11,101
นะคะ

1172
00:34:11,101 --> 00:34:13,343
ถามว่าทำไมอันนี้

1173
00:34:13,343 --> 00:34:16,685
มันราคาไม่เกิน 500 นี่ ทำไมมันแสดงผล

1174
00:34:16,685 --> 00:34:19,377
ก็บอกว่ารหัสสำนักพิมพ์มันน้อยกว่า 12

1175
00:34:19,377 --> 00:34:21,229

1176
00:34:21,229 --> 00:34:23,290
มันก็เลยแสดงผลด้วย

1177
00:34:23,290 --> 00:34:24,890
นะคะ เป็น 5 เล่ม

1178
00:34:24,890 --> 00:34:27,643
ซึ่งแตกต่างจากตัวอย่างต่อมา

1179
00:34:27,643 --> 00:34:28,023

1180
00:34:28,023 --> 00:34:28,475

1181
00:34:28,475 --> 00:34:32,475
เป็น AND ก็คือถ้ามันมีเงื่อนไข 2 ข้อ มันจะต้องดูทั้งเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อ

1182
00:34:35,851 --> 00:34:39,763
อันนี้คือมันมีเงื่อนไข 2 ข้อก็จริงแต่ว่า

1183
00:34:39,763 --> 00:34:43,763
มันสามารถเป็นได้ทั้ง 2 ข้อ โดยที่มันสามารถเลือกได้

1184
00:34:43,927 --> 00:34:44,509

1185
00:34:44,509 --> 00:34:44,828

1186
00:34:44,828 --> 00:34:48,828
นะคะ อันจะต้องเข้าตามเงื่อนไขทั้ง 2 ข้อเป๊ะ ๆ เท่านั้น

1187
00:34:48,932 --> 00:34:49,383

1188
00:34:49,383 --> 00:34:49,643

1189
00:34:49,643 --> 00:34:50,533

1190
00:34:50,533 --> 00:34:50,797

1191
00:34:50,797 --> 00:34:50,987

1192
00:34:50,987 --> 00:34:51,436

1193
00:34:51,436 --> 00:34:55,436
นะคะ ให้เงื่อนไขก็คือให้ราคามากกว่าเท่ากับ 500

1194
00:34:56,626 --> 00:35:00,406
ราคาน้อยกว่าเท่ากับ 1000 ก็คือเป็นช่วงนั้นเอง

1195
00:35:00,406 --> 00:35:00,847

1196
00:35:00,847 --> 00:35:01,488

1197
00:35:01,488 --> 00:35:01,748

1198
00:35:01,748 --> 00:35:03,859
ก็จะมีเล่มนี้ 500

1199
00:35:03,859 --> 00:35:04,962

1200
00:35:04,962 --> 00:35:08,962
เล่มนี้ 1,000 ถามว่าเล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้

1201
00:35:09,182 --> 00:35:10,656
เพราะมันเกิน 1,000

1202
00:35:10,656 --> 00:35:11,235

1203
00:35:11,235 --> 00:35:13,166
เล่มนี้ได้ไหม ไม่ได้

1204
00:35:13,166 --> 00:35:15,275
เพราะมันน้อยกว่า 500 เพราะฉะนั้น

1205
00:35:15,275 --> 00:35:17,139
ผลลัพธ์ที่ได้ก็มีแค่ 2 เล่ม

1206
00:35:17,139 --> 00:35:18,798
ตามเงื่อนไข

1207
00:35:18,798 --> 00:35:19,500

1208
00:35:19,500 --> 00:35:20,340
นะคะ

1209
00:35:20,340 --> 00:35:20,591

1210
00:35:20,591 --> 00:35:22,653
และมีเงื่อนไขมากกว่านี้ไหม

1211
00:35:22,653 --> 00:35:23,933
มีได้ค่ะ

1212
00:35:23,933 --> 00:35:24,122

1213
00:35:24,122 --> 00:35:24,764

1214
00:35:24,764 --> 00:35:27,135
เป็นได้ทั้ง AND และ

1215
00:35:27,135 --> 00:35:27,454

1216
00:35:27,454 --> 00:35:28,794
OR นะคะ

1217
00:35:28,794 --> 00:35:29,638

1218
00:35:29,638 --> 00:35:33,638
ถ้าอันไหน เป็นอันนี้คือจะต้องตามเงื่อนไขนั้นอย่างเดียวเท่านั้น

1219
00:35:33,866 --> 00:35:34,566

1220
00:35:34,566 --> 00:35:36,491
เช่น ราคา

1221
00:35:36,491 --> 00:35:38,419
มากกว่าเท่ากับ 500

1222
00:35:38,419 --> 00:35:39,889
มีเล่มไหนบ้าง

1223
00:35:39,889 --> 00:35:40,590

1224
00:35:40,590 --> 00:35:40,719

1225
00:35:40,719 --> 00:35:42,002
มีเล่มนี้

1226
00:35:42,002 --> 00:35:42,130

1227
00:35:42,130 --> 00:35:42,320

1228
00:35:42,320 --> 00:35:42,832

1229
00:35:42,832 --> 00:35:43,472

1230
00:35:43,472 --> 00:35:47,472
มีเล่มนี้

1231
00:35:50,434 --> 00:35:50,861
นะคะ

1232
00:35:44,953 --> 00:35:46,945

1233
00:35:46,945 --> 00:35:47,775

1234
00:35:47,775 --> 00:35:48,546

1235
00:35:48,546 --> 00:35:49,756
หรือ

1236
00:35:49,756 --> 00:35:53,756
pid ก็คือรหัสสำนักพิมพ์เท่ากับ 4

1237
00:35:53,868 --> 00:35:55,849
เท่ากับ 4 มีเล่มไหนบ้าง

1238
00:35:55,849 --> 00:35:58,860
มีเล่มนี้มีเล่ม มี

1239
00:35:58,860 --> 00:35:59,377

1240
00:35:59,377 --> 00:36:00,331

1241
00:36:00,331 --> 00:36:03,094
ทำไมถึงเอาเพราะมันเป็นคำสั่ง

1242
00:36:03,094 --> 00:36:03,544

1243
00:36:03,544 --> 00:36:04,765

1244
00:36:04,765 --> 00:36:05,656

1245
00:36:05,656 --> 00:36:07,767
OR OR ก็คือสามารถยอมรับได้

1246
00:36:07,767 --> 00:36:07,969

1247
00:36:07,969 --> 00:36:09,047
นะคะ

1248
00:36:09,047 --> 00:36:10,788
5 เล่ม

1249
00:36:10,788 --> 00:36:11,169

1250
00:36:11,169 --> 00:36:12,770
อันนี้เ

1251
00:36:12,770 --> 00:36:16,680
แต่ว่ามันก็จะมีวิธีการเขียนให้มันสั้นกว่านี้อยู่

1252
00:36:16,680 --> 00:36:16,809

1253
00:36:16,809 --> 00:36:19,442
เดี๋ยวดูไปมีอีกหลายตัวอย่าง

1254
00:36:19,442 --> 00:36:20,212
นะคะ

1255
00:36:20,212 --> 00:36:23,213
ต่อมาเป็นเงื่อนไขในการปฏิเสธ

1256
00:36:23,213 --> 00:36:23,533

1257
00:36:23,533 --> 00:36:25,396
ก็คือไม่เอา

1258
00:36:25,396 --> 00:36:25,714

1259
00:36:25,714 --> 00:36:28,415
นะคะ คือคำสั่ง Not

1260
00:36:28,415 --> 00:36:29,435

1261
00:36:29,435 --> 00:36:29,566

1262
00:36:29,566 --> 00:36:31,418
เช่นคำสั่งนี้

1263
00:36:31,418 --> 00:36:33,017
เงื่อนไขคือ

1264
00:36:33,017 --> 00:36:34,368
ไม่เอา

1265
00:36:34,368 --> 00:36:34,758

1266
00:36:34,758 --> 00:36:38,021
รหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่าเท่ากับ 4

1267
00:36:38,021 --> 00:36:40,462
อันนี้ตัดไป ตัดไป ตัดไป

1268
00:36:40,462 --> 00:36:43,344
เ พราะฉะนั้นแสดงผลที่เหลือ

1269
00:36:43,344 --> 00:36:45,654
ได้ ๆ

1270
00:36:45,654 --> 00:36:49,654
อย่างเช่นเราหาซื้อของออนไลน์ไม่อยากได้สีแดง

1271
00:36:51,108 --> 00:36:53,790
เราก็เลยว่าไม่เอาสีแดง

1272
00:36:53,790 --> 00:36:54,180

1273
00:36:54,180 --> 00:36:54,431

1274
00:36:54,431 --> 00:36:57,383
มันก็แสดงผลสินค้าที่เหลือมาให้

1275
00:36:57,383 --> 00:36:57,633

1276
00:36:57,633 --> 00:36:59,885
นะคะ หรือการหา

1277
00:36:59,885 --> 00:37:00,465

1278
00:37:00,465 --> 00:37:04,309
ค่าว่าง หรือการไม่มีค่าในข้อมูลนั้น ๆ

1279
00:37:04,309 --> 00:37:04,818

1280
00:37:04,818 --> 00:37:06,230
เช่นลองดูสิว่า

1281
00:37:06,230 --> 00:37:08,162
ในราคา

1282
00:37:08,162 --> 00:37:11,873
ในส่วนของราคามีอะไรเป็นค่าว่างบ้าง

1283
00:37:11,873 --> 00:37:15,137
NULL ตัวนี้แปลว่าค่าว่างนะคะ ค่าว่างตัวนี้

1284
00:37:15,137 --> 00:37:15,395

1285
00:37:15,395 --> 00:37:16,686
มีอยู่เล่มเดียว

1286
00:37:16,686 --> 00:37:18,346
ที่ไม่มีข้อมูล

1287
00:37:18,346 --> 00:37:18,537

1288
00:37:18,537 --> 00:37:18,727

1289
00:37:18,727 --> 00:37:19,757
สำนักพิมพ์

1290
00:37:19,757 --> 00:37:22,128
ไ ม่มีข้อมูลราคามีเล่มเดียว

1291
00:37:22,128 --> 00:37:22,829

1292
00:37:22,829 --> 00:37:26,829
อันนี้เอาไว้เช็กว่า ข้อมูลเรามีข้อมูลอะไรหายบ้าง หรือก็สามารถ

1293
00:37:28,211 --> 00:37:30,842
ให้คอมพิวเตอร์มันเช็กให้เราได้

1294
00:37:30,842 --> 00:37:31,613
นะคะ

1295
00:37:31,613 --> 00:37:32,643

1296
00:37:32,643 --> 00:37:32,963

1297
00:37:32,963 --> 00:37:34,303
ในทางกลับกัน

1298
00:37:34,303 --> 00:37:34,564

1299
00:37:34,564 --> 00:37:36,035
ให้มันเช็กว่า

1300
00:37:36,035 --> 00:37:40,035
มีข้อมูลอะไรบ้าง ที่ไม่ใช่ค่าว่างก็ใช้คำสั่งที่

1301
00:37:40,979 --> 00:37:42,579
ใกล้เคียงกันแค่นั้นเอง

1302
00:37:42,579 --> 00:37:44,881
เพราะฉะนั้นภาษาอังกฤษ

1303
00:37:44,881 --> 00:37:45,331

1304
00:37:45,331 --> 00:37:49,331
คนข้างง่ายค่ะ เป็นคำง่าย ๆ พยายามลองแปลดู

1305
00:37:49,755 --> 00:37:52,827
คำศัพท์ก็ไม่ใช่คำศัพท์ที่ซับซ้อนอะไรมาก

1306
00:37:52,827 --> 00:37:53,468
นะคะ

1307
00:37:53,468 --> 00:37:53,669

1308
00:37:53,669 --> 00:37:57,669
ที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล

1309
00:37:59,719 --> 00:38:06,715

1310
00:37:56,228 --> 00:37:56,619

1311
00:37:56,619 --> 00:37:59,630
เมื่อกี้เราใช้ AND ใช้ OR นะคะ

1312
00:37:59,630 --> 00:38:02,762
มันพิมพ์ค่อนข้างยาว

1313
00:38:02,762 --> 00:38:04,685
เราจะเปลี่ยนใหม่เป็นคำสั่ง

1314
00:38:04,685 --> 00:38:06,033
Between

1315
00:38:06,033 --> 00:38:06,804

1316
00:38:06,804 --> 00:38:07,066

1317
00:38:07,066 --> 00:38:08,535
AND นะคะ ก็คือ

1318
00:38:08,535 --> 00:38:09,308
ระหว่าง

1319
00:38:09,308 --> 00:38:11,038
เท่าไร ถึง เท่าไร

1320
00:38:11,038 --> 00:38:12,508
นะคะ

1321
00:38:12,508 --> 00:38:15,971
เทียบกันดูนะคะ ถ้าเราใช้คำสั่งนี้

1322
00:38:15,971 --> 00:38:16,742

1323
00:38:16,742 --> 00:38:17,322

1324
00:38:17,322 --> 00:38:18,084
นะคะ

1325
00:38:18,084 --> 00:38:22,084
ให้แสดงผลคอลัมน์นะคะ ที่มีค่าระหว่าง 10 ถึง 20

1326
00:38:23,728 --> 00:38:24,310

1327
00:38:24,310 --> 00:38:26,931
เราพิมพ์แค่นี้เอง

1328
00:38:26,931 --> 00:38:27,773

1329
00:38:27,773 --> 00:38:31,045
แต่ถ้าเราจำคำสั่ง Between แต่ไม่ได้

1330
00:38:31,045 --> 00:38:31,295

1331
00:38:31,295 --> 00:38:32,705
พิมพ์ยาวมาก

1332
00:38:32,705 --> 00:38:34,376
แบบนี้นะคะ

1333
00:38:34,376 --> 00:38:35,776
คำสั่งตัวนี้

1334
00:38:35,776 --> 00:38:36,937
มันเลยทำให้เรา

1335
00:38:36,937 --> 00:38:37,778

1336
00:38:37,778 --> 00:38:39,118
ทำงานได้เร็วขึ้น

1337
00:38:39,118 --> 00:38:40,719
พิมฑกินน้อยลง

1338
00:38:40,719 --> 00:38:44,182
อย่างเช่นตัวนี้

1339
00:38:44,182 --> 00:38:44,881

1340
00:38:44,881 --> 00:38:45,332

1341
00:38:45,332 --> 00:38:47,454
เงื่อนไขคือให้

1342
00:38:47,454 --> 00:38:47,964

1343
00:38:47,964 --> 00:38:48,287

1344
00:38:48,287 --> 00:38:49,117
เลือก

1345
00:38:49,117 --> 00:38:49,437

1346
00:38:49,437 --> 00:38:50,398

1347
00:38:50,398 --> 00:38:54,398
สืบราคา มาโดยที่มีเงื่อนไขคือราคาอยู่ในระหว่าง 500-1000

1348
00:38:55,532 --> 00:38:55,723

1349
00:38:55,723 --> 00:38:56,553

1350
00:38:56,553 --> 00:38:58,865
มีกี่เล่มค่ะ

1351
00:38:58,865 --> 00:39:00,467

1352
00:39:00,467 --> 00:39:02,838
มี 2 เล่ม 500

1353
00:39:02,838 --> 00:39:03,928
กับ 1,000

1354
00:39:03,928 --> 00:39:04,699

1355
00:39:04,699 --> 00:39:06,301
พิมพ์สั้นลงเยอะเลย

1356
00:39:06,301 --> 00:39:07,202
นะคะ

1357
00:39:07,202 --> 00:39:07,772

1358
00:39:07,772 --> 00:39:09,053
พิมพ์สั้นลงเยอะเลย

1359
00:39:09,053 --> 00:39:09,312

1360
00:39:09,312 --> 00:39:09,443

1361
00:39:09,443 --> 00:39:09,694

1362
00:39:09,694 --> 00:39:10,792

1363
00:39:10,792 --> 00:39:11,304

1364
00:39:11,304 --> 00:39:11,946

1365
00:39:11,946 --> 00:39:13,678

1366
00:39:13,678 --> 00:39:16,049
เงื่อนไขคือราคา

1367
00:39:16,049 --> 00:39:19,508
ไม่อยู่ในช่วงระหว่าง 500 ถึง 1,000

1368
00:39:19,508 --> 00:39:20,090

1369
00:39:20,090 --> 00:39:20,339

1370
00:39:20,339 --> 00:39:21,051

1371
00:39:21,051 --> 00:39:21,372

1372
00:39:21,372 --> 00:39:23,863
มีอะไร 500 ตัดออก

1373
00:39:23,863 --> 00:39:25,014
1000 ตัดออก

1374
00:39:25,014 --> 00:39:25,786

1375
00:39:25,786 --> 00:39:27,398

1376
00:39:27,398 --> 00:39:30,340
เพราะฉะนั้นผลลัพธ์ที่ได้ก็จะมี

1377
00:39:30,340 --> 00:39:31,689

1378
00:39:31,689 --> 00:39:34,253
ลูกเล่นอยู่เยอะเลย ยกเว้นเรื่องที่ราคา 500 กับ 1,000

1379
00:39:34,253 --> 00:39:34,953

1380
00:39:34,953 --> 00:39:36,624

1381
00:39:36,624 --> 00:39:38,614
นะคะ

1382
00:39:38,614 --> 00:39:39,634

1383
00:39:39,634 --> 00:39:43,295
หรือน่าจะค้นหาข้อมูลตามค่าที่เราต้องการ

1384
00:39:43,295 --> 00:39:44,317

1385
00:39:44,317 --> 00:39:45,085

1386
00:39:45,085 --> 00:39:47,008
นะคะ เราจะใช้คำสั่ง

1387
00:39:47,008 --> 00:39:49,118
เงื่อนไขเพิ่มเติมข้างล่างคือ

1388
00:39:49,118 --> 00:39:50,149

1389
00:39:50,149 --> 00:39:51,499
i n ตัวนี้

1390
00:39:51,499 --> 00:39:52,329
นะคะ

1391
00:39:52,329 --> 00:39:53,931

1392
00:39:53,931 --> 00:39:54,313

1393
00:39:54,313 --> 00:39:55,030

1394
00:39:55,030 --> 00:39:55,343

1395
00:39:55,343 --> 00:39:55,594

1396
00:39:55,594 --> 00:39:59,247
เช่นข้อมูลที่เราต้องการก็คือ

1397
00:39:59,247 --> 00:40:00,857
อาจจะมีตัวเลข

1398
00:40:00,857 --> 00:40:00,988

1399
00:40:00,988 --> 00:40:02,518
ให้หาตัวเลขที

1400
00:40:02,518 --> 00:40:03,477

1401
00:40:03,477 --> 00:40:04,699

1402
00:40:04,699 --> 00:40:07,259
่ระหว่าง 1-10

1403
00:40:07,259 --> 00:40:08,038
นะคะ

1404
00:40:08,038 --> 00:40:12,038
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็น 1 3 5 7 9 นี้เราทราบอยู่แล้ว เลขจำนวนคี่ระหว่าง 1-10

1405
00:40:13,925 --> 00:40:14,504

1406
00:40:14,504 --> 00:40:15,276
นะคะ

1407
00:40:15,276 --> 00:40:18,358
ชื่อคนที่ขึ้นต้นด้วย

1408
00:40:18,358 --> 00:40:19,960
ส เสือ ม ม้า

1409
00:40:19,960 --> 00:40:20,212

1410
00:40:20,212 --> 00:40:20,661

1411
00:40:20,661 --> 00:40:22,652

1412
00:40:22,652 --> 00:40:23,733
มีอะไรบ้าง

1413
00:40:23,733 --> 00:40:27,522
สมชาย สมพงษ์ สมศักดิ์ อะไรก็ว่าไปในฐานข้อมูล

1414
00:40:27,522 --> 00:40:27,653

1415
00:40:27,653 --> 00:40:27,773

1416
00:40:27,773 --> 00:40:28,484
นะคะ

1417
00:40:28,484 --> 00:40:28,674

1418
00:40:28,674 --> 00:40:30,275
ทุกอย่างก็คือ

1419
00:40:30,275 --> 00:40:32,527
เงื่อนไขให้แสดง

1420
00:40:32,527 --> 00:40:34,507
ชื่อหนังสือกับราคา

1421
00:40:34,507 --> 00:40:38,290
ที่ราคาหนังสือ

1422
00:40:38,290 --> 00:40:38,421

1423
00:40:38,421 --> 00:40:40,922
in มีค่า 250

1424
00:40:40,922 --> 00:40:42,783
หนังสือเล่มละ 500

1425
00:40:42,783 --> 00:40:43,863
150

1426
00:40:43,863 --> 00:40:45,464
0 ผ่าน

1427
00:40:45,464 --> 00:40:45,855

1428
00:40:45,855 --> 00:40:46,045

1429
00:40:46,045 --> 00:40:48,936
เล่นไหนบ้างมี 250 มีไหมมี 1 เล่ม

1430
00:40:48,936 --> 00:40:50,668
500 มีไหม

1431
00:40:50,668 --> 00:40:51,309

1432
00:40:51,309 --> 00:40:52,840
500 มี 1 เล่ม

1433
00:40:52,840 --> 00:40:53,290

1434
00:40:53,290 --> 00:40:54,251

1435
00:40:54,251 --> 00:40:57,462
750 มีไหมไม่มี

1436
00:40:57,462 --> 00:40:59,383
1000 มีไหม

1437
00:40:59,383 --> 00:40:59,835

1438
00:40:59,835 --> 00:41:01,946
เพราะฉะนั้นแสดงผล 3 เล่ม

1439
00:41:01,946 --> 00:41:02,075

1440
00:41:02,075 --> 00:41:02,516

1441
00:41:02,516 --> 00:41:03,608

1442
00:41:03,608 --> 00:41:07,608
นะคะ ถามว่าเราค้นหาไม่เจอ แล้วมันเกิดอะไรขึ้นไหมไม่เจอก็คือไม่เจอ

1443
00:41:07,779 --> 00:41:08,159

1444
00:41:08,159 --> 00:41:12,159
นะคะ ก็แสดงว่าในฐานข้อมูลเราไม่มีหนังสือเล่มละ 750

1445
00:41:12,964 --> 00:41:13,747
แค่นั้นเอง

1446
00:41:13,747 --> 00:41:14,066

1447
00:41:14,066 --> 00:41:14,445

1448
00:41:14,445 --> 00:41:16,568
นะคะ

1449
00:41:16,568 --> 00:41:16,948

1450
00:41:16,948 --> 00:41:17,398

1451
00:41:17,398 --> 00:41:17,779

1452
00:41:17,779 --> 00:41:18,869

1453
00:41:18,869 --> 00:41:22,869
หรือการค้นหาหนังสือที่ราคา

1454
00:41:23,102 --> 00:41:27,102
ไม่อยู่ในราคาที่

1455
00:41:29,062 --> 00:41:26,306

1456
00:41:25,473 --> 00:41:27,653
250

1457
00:41:27,653 --> 00:41:29,825
250 ตัดออกไป

1458
00:41:29,825 --> 00:41:30,606
ไม่เอ า

1459
00:41:30,606 --> 00:41:30,797

1460
00:41:30,797 --> 00:41:31,117

1461
00:41:31,117 --> 00:41:33,739
500 เอาไหม ไม่เอา

1462
00:41:33,739 --> 00:41:33,868

1463
00:41:33,868 --> 00:41:35,539
750 ไม่มี

1464
00:41:35,539 --> 00:41:36,301

1465
00:41:36,301 --> 00:41:37,261
ตัดออก

1466
00:41:37,261 --> 00:41:40,601
เพราะฉะนั้นแสดงผลหนังสือเล่มที่เหลือ

1467
00:41:40,601 --> 00:41:40,862

1468
00:41:40,862 --> 00:41:44,062
บอกเขาว่าไม่เอาหนังสือราคา 250

1469
00:41:44,062 --> 00:41:47,072
ไม่เอา 500 ไม่เอา 750 ไม่เอา 1,000

1470
00:41:47,072 --> 00:41:51,072
อย่างนั้นก็แสดงผลค่าที่เหลือแค่นั้นเองคือการตัดออกนะคะ

1471
00:41:54,507 --> 00:41:58,507
ต่อมาคราวนี้เป็นการระบุราคาไปแล้ว เราจะระบุเป็นข้อความ

1472
00:42:04,282 --> 00:42:04,807
น

1473
00:42:00,151 --> 00:42:00,792

1474
00:42:00,792 --> 00:42:01,172

1475
00:42:01,172 --> 00:42:01,943

1476
00:42:01,943 --> 00:42:03,744
ะคะ เป็นตัวอักษรก็ได้

1477
00:42:03,744 --> 00:42:07,744
จากเมื่อกี้เป็นคำสั่ง in คราวนี้จะเป็นคำสั่ง like

1478
00:42:07,775 --> 00:42:08,224

1479
00:42:08,224 --> 00:42:09,635
Like เหมือนกดไลค์นี่ล่ะ

1480
00:42:09,635 --> 00:42:10,596
นะคะ

1481
00:42:10,596 --> 00:42:11,236

1482
00:42:11,236 --> 00:42:11,496

1483
00:42:11,496 --> 00:42:11,816

1484
00:42:11,816 --> 00:42:12,077

1485
00:42:12,077 --> 00:42:13,097

1486
00:42:13,097 --> 00:42:16,357
ก็จะเป็นคนการค้นหาส่วนของข้อความ

1487
00:42:16,357 --> 00:42:16,810

1488
00:42:16,810 --> 00:42:19,699
บางครั้งเราจะไม่ได้พิมพ์ชื่อเต็ม ๆ ของเขา

1489
00:42:19,699 --> 00:42:20,280

1490
00:42:20,280 --> 00:42:24,280
อาจจะเป็นส่วนของชื่อก็ได้

1491
00:42:26,218 --> 00:42:34,611

1492
00:42:22,712 --> 00:42:23,602

1493
00:42:23,602 --> 00:42:27,602
จำชื่อเขาไม่ได้เขาน่ะ น่าจะชื่อสม ๆ พงษ์ ๆ  อะไรประมาณนี้

1494
00:42:27,905 --> 00:42:29,374
ซึ่ง มันเป็นส่วนของคำ

1495
00:42:29,374 --> 00:42:31,166
ของชื่อของคนที่ชื่อว่า

1496
00:42:31,166 --> 00:42:31,617

1497
00:42:31,617 --> 00:42:32,388
อาจจะจำ

1498
00:42:32,388 --> 00:42:34,574
คำชื่อขึ้นต้นเขาไม่ได้

1499
00:42:34,574 --> 00:42:35,920
จำได้บางส่วน

1500
00:42:35,920 --> 00:42:37,650
สามารถค้นหาได้เหมือนกัน

1501
00:42:37,650 --> 00:42:38,731

1502
00:42:38,731 --> 00:42:41,043
บางคนอาจจะพิมพ์คำว่า

1503
00:42:41,043 --> 00:42:42,003

1504
00:42:42,003 --> 00:42:42,323

1505
00:42:42,323 --> 00:42:42,515

1506
00:42:42,515 --> 00:42:46,515
"" จำไม่ได้ก็สามารถค้นหาได้เหมือนกันเป็นบางส่วนของข้อความ

1507
00:42:47,703 --> 00:42:49,374

1508
00:42:49,374 --> 00:42:50,844

1509
00:42:50,844 --> 00:42:51,355

1510
00:42:51,355 --> 00:42:51,865

1511
00:42:51,865 --> 00:42:55,267
โดยที่การค้นหาส่วนของข้อความใด ๆ โดยที่

1512
00:42:55,267 --> 00:42:55,656

1513
00:42:55,656 --> 00:42:57,770
ไม่จำกัดตัวอักษร

1514
00:42:57,770 --> 00:43:01,417
เราจะใช้เป็นตัวเปอร์เซ็นต์หรือตัว * เป็นดอกจันตัวนี้ก็ได้

1515
00:43:01,417 --> 00:43:01,810

1516
00:43:01,810 --> 00:43:03,279
เดี๋ยวจะมีตัวอย่างให้ดู

1517
00:43:03,279 --> 00:43:04,369

1518
00:43:04,369 --> 00:43:08,369
หรือเป็นส่วนของข้อความใด ๆ ที่มีขนาดแค่ 1 ตัวอักษร

1519
00:43:12,797 --> 00:43:11,197

1520
00:43:09,820 --> 00:43:11,351
เราจะใช้เป็น

1521
00:43:11,351 --> 00:43:15,351
_ หรือเครื่องหมาย ? ในส่วนของ

1522
00:43:16,155 --> 00:43:17,824
โปรแกรม Microsoft Access

1523
00:43:17,824 --> 00:43:18,023

1524
00:43:18,023 --> 00:43:21,475
เราจะใช้เป็นเครื่องหมาย

1525
00:43:21,475 --> 00:43:22,244

1526
00:43:22,244 --> 00:43:23,076

1527
00:43:23,076 --> 00:43:27,076
? หรือเป็นวงเล็บวงเล็บเป็นสี่เหลี่ยมแบบนี้นะคะ ก็คือ

1528
00:43:27,700 --> 00:43:28,589
ให้

1529
00:43:28,589 --> 00:43:31,029
ตัวอักษรใดที่ปรากฏในช่อง

1530
00:43:31,029 --> 00:43:32,110

1531
00:43:32,110 --> 00:43:34,620
ต้องเป็นตัวอักษรนั้นเท่านั้น

1532
00:43:34,620 --> 00:43:35,191

1533
00:43:35,191 --> 00:43:36,032

1534
00:43:36,032 --> 00:43:36,352

1535
00:43:36,352 --> 00:43:39,746
แต่ถ้ามีเครื่องหมายตกใจ

1536
00:43:39,746 --> 00:43:42,638
! มันจะเป็นการบอกว่าไม่เอาตัวอักษรนั้น

1537
00:43:42,638 --> 00:43:43,148

1538
00:43:43,148 --> 00:43:44,489
นะคะ

1539
00:43:44,489 --> 00:43:46,409
อาจจะเป็นช่วงตัวอักษรก็ได้

1540
00:43:46,409 --> 00:43:49,040
เ ดี๋ยวดูตัวอย่างเลยแล้วกันมันจะได้เห็นภาพนะคะ

1541
00:43:49,040 --> 00:43:49,622

1542
00:43:49,622 --> 00:43:50,002

1543
00:43:50,002 --> 00:43:50,262

1544
00:43:50,262 --> 00:43:50,964

1545
00:43:50,964 --> 00:43:51,415

1546
00:43:51,415 --> 00:43:55,415
อย่างเช่นเงื่อนไขคือ

1547
00:43:57,173 --> 00:43:56,030

1548
00:43:53,467 --> 00:43:54,687

1549
00:43:54,687 --> 00:43:56,086
ให้ค้นหา

1550
00:43:56,086 --> 00:43:59,299
ชื่อหนังสือราคาจากตารางหนังสือ โดยที่

1551
00:43:59,299 --> 00:44:01,351
ชื่อหนังสือ

1552
00:44:01,351 --> 00:44:02,123
นะคะ

1553
00:44:02,123 --> 00:44:06,123
ขึ้นต้นด้วย N ตามด้วยอะไรก็ได้

1554
00:44:06,864 --> 00:44:10,864
ถ้าเป็นเครื่องหมาย* ตัวนี้คือขึ้นต้นด้วยตัวหนังสือนั้น ๆ ตามด้วยอะไรก็ได้

1555
00:44:12,175 --> 00:44:12,436

1556
00:44:12,436 --> 00:44:14,426
ในตารางเรา ลองดูสิคะ

1557
00:44:14,426 --> 00:44:15,708
ต้นด้วยตัว

1558
00:44:15,708 --> 00:44:16,419

1559
00:44:16,419 --> 00:44:17,698
N ชื่อ

1560
00:44:17,698 --> 00:44:20,641
มี 2 ชื่อเพราะฉะนั้นแสดงผล 2 อัน

1561
00:44:20,641 --> 00:44:20,962

1562
00:44:20,962 --> 00:44:21,542

1563
00:44:21,542 --> 00:44:22,953
ขึ้นต้นด้วยต

1564
00:44:22,953 --> 00:44:23,592

1565
00:44:23,592 --> 00:44:27,592
N อันอื่นไม่ได้ขึ้นN แล้ว

1566
00:44:27,625 --> 00:44:28,016

1567
00:44:28,016 --> 00:44:29,997
ตัวมา

1568
00:44:29,997 --> 00:44:30,126

1569
00:44:30,126 --> 00:44:30,586

1570
00:44:30,586 --> 00:44:34,586
หาชื่อหนังสือที่ขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้

1571
00:44:35,390 --> 00:44:37,693
ลงท้ายด้วยอะไรก็ได้

1572
00:44:37,693 --> 00:44:40,905
แต่ในชื่อนั้นมีตัว C

1573
00:44:40,905 --> 00:44:41,607

1574
00:44:41,607 --> 00:44:44,996
ขึ้นต้นด้วยก็ได้ค่ะ ลงท้ายอะไรก็ได้

1575
00:44:44,996 --> 00:44:45,447

1576
00:44:45,447 --> 00:44:45,707

1577
00:44:45,707 --> 00:44:46,348

1578
00:44:46,348 --> 00:44:47,118

1579
00:44:47,118 --> 00:44:49,879
ในคำนั้นน่ะต้องมีตัว C

1580
00:44:49,879 --> 00:44:50,388

1581
00:44:50,388 --> 00:44:51,161

1582
00:44:51,161 --> 00:44:53,911
อันแรกชื่อแรกมีไหมคะ ไม่มี

1583
00:44:53,911 --> 00:44:54,163

1584
00:44:54,163 --> 00:44:54,292

1585
00:44:54,292 --> 00:44:57,822
ชื่อที่ 2 มีตัว C ตรงตามเงื่อนไขไหม

1586
00:44:57,822 --> 00:45:01,822
ขึ้นต้นก็ได้ลงท้ายด้วยอะไร ก็ได้แต่มีตัว

1587
00:45:02,042 --> 00:45:02,434

1588
00:45:02,434 --> 00:45:03,784
C โตมา

1589
00:45:03,784 --> 00:45:03,975

1590
00:45:03,975 --> 00:45:06,536
มีไหมมีตัว C

1591
00:45:06,536 --> 00:45:06,856

1592
00:45:06,856 --> 00:45:07,499

1593
00:45:07,499 --> 00:45:08,908
อันนี้ก็มี

1594
00:45:08,908 --> 00:45:09,038

1595
00:45:09,038 --> 00:45:09,287

1596
00:45:09,287 --> 00:45:09,928
นะคะ

1597
00:45:09,928 --> 00:45:11,209
ตัวนี้

1598
00:45:11,209 --> 00:45:15,209
ถามว่าได้อ่ยางไรก็มันขึ้นต้นด้วยอะไรก็ได้อาจจะขึ้นตัวสีก็ได้

1599
00:45:15,894 --> 00:45:19,894
ขอให้มีตัว C เป็นประกอบเพราะฉะนั้นก็จะมีหนังสืออยู่ 4 เล่ม

1600
00:45:21,215 --> 00:45:22,626
4 เล่ม

1601
00:45:22,626 --> 00:45:23,716

1602
00:45:23,716 --> 00:45:24,488

1603
00:45:24,488 --> 00:45:24,938

1604
00:45:24,938 --> 00:45:26,149
นี่คือผลลัพธ์

1605
00:45:26,149 --> 00:45:28,852
เพราะฉะนั้นบางทีนี่ อาจารย์

1606
00:45:28,852 --> 00:45:29,812

1607
00:45:29,812 --> 00:45:33,812
อยากค้นหาชื่อนักศึกษานะคะ ชื่อจริงเขาไม่ได้ จำได้เขามีคำว่า

1608
00:45:36,097 --> 00:45:38,271
"พร" ในสักอย่างอะไร

1609
00:45:38,271 --> 00:45:39,112
นี้นะคะ

1610
00:45:39,112 --> 00:45:39,550

1611
00:45:39,550 --> 00:45:43,394
ฐานข้อมูลก็สามารถค้นหาข้อมูลให้เราได้เช่นเดียวกัน

1612
00:45:43,394 --> 00:45:43,715

1613
00:45:43,715 --> 00:45:43,976

1614
00:45:43,976 --> 00:45:45,516
นะคะ

1615
00:45:45,516 --> 00:45:45,906

1616
00:45:45,906 --> 00:45:46,737

1617
00:45:46,737 --> 00:45:47,117

1618
00:45:47,117 --> 00:45:47,248

1619
00:45:47,248 --> 00:45:51,248
รู้อย่างนี้จะเริ่มสังเกตแล้วว่าทำไมมันมีเครื่องหมายคำถาม แล้วก็

1620
00:45:52,444 --> 00:45:53,214

1621
00:45:53,214 --> 00:45:53,344

1622
00:45:53,344 --> 00:45:56,416
* ถ้ามีเครื่องหมายคำถามตัวนี้หมายความว่า

1623
00:45:56,416 --> 00:45:56,737

1624
00:45:56,737 --> 00:46:00,330
ข้างหน้าตัว E 1 ตัวอักษรเท่านั้น

1625
00:46:00,330 --> 00:46:00,849

1626
00:46:00,849 --> 00:46:02,833
1 ตัว

1627
00:46:02,833 --> 00:46:05,392
ตามหลังตัว E เป็นกี่ตัวก็ได้

1628
00:46:05,392 --> 00:46:05,972

1629
00:46:05,972 --> 00:46:06,354

1630
00:46:06,354 --> 00:46:10,135
มาดูเงื่อนไขกันเลยนะคะ ถามว่า

1631
00:46:10,135 --> 00:46:10,656

1632
00:46:10,656 --> 00:46:12,697
ในหนังสือเล่มนี้

1633
00:46:12,697 --> 00:46:12,827

1634
00:46:12,827 --> 00:46:14,748
ได้ไหม

1635
00:46:14,748 --> 00:46:18,748
ไม่ได้เพราะตรงก่อนหน้าตัว E มีตัวหนังสือก่อนหน้า 5 ตัว ซึ่งผิดเงื่อนไข ถ้าเป็นเครื่องหมายคำถาม

1636
00:46:26,911 --> 00:46:30,610

1637
00:46:23,403 --> 00:46:23,533

1638
00:46:23,533 --> 00:46:24,304

1639
00:46:24,304 --> 00:46:27,707
ตัวหนังสือที่นำหน้า E จะต้องมีแค่ 1 ตัวเท่านั้น

1640
00:46:27,707 --> 00:46:28,217

1641
00:46:28,217 --> 00:46:28,988

1642
00:46:28,988 --> 00:46:29,369

1643
00:46:29,369 --> 00:46:33,369
เล่มนี้ล่ะมีแต่ก่อนหน้าตัวเองมีหนังสือตัวหนังสือเยอะเลยก็ไม่ได้

1644
00:46:34,953 --> 00:46:35,334

1645
00:46:35,334 --> 00:46:35,915
นะคะ

1646
00:46:35,915 --> 00:46:36,105

1647
00:46:36,105 --> 00:46:36,555

1648
00:46:36,555 --> 00:46:40,555
เล่มนี้ได้ไหม ขึ้นต้นด้วย 1 ตัวอักษร ตามหลังด้วย

1649
00:46:42,000 --> 00:46:42,842
ตัว E ได้

1650
00:46:42,842 --> 00:46:44,122

1651
00:46:44,122 --> 00:46:44,441

1652
00:46:44,441 --> 00:46:47,644
อันนี้ไม่มีนะคะ เล่มนี้ก็ไม่ได้

1653
00:46:47,644 --> 00:46:49,306
เล่มนี้ได้

1654
00:46:49,306 --> 00:46:50,336

1655
00:46:50,336 --> 00:46:50,597

1656
00:46:50,597 --> 00:46:54,597
ขึ้นต้นด้วย 1 ตัวก่อนว่าตัวเองแค่นั้นเพราะฉะนั้นมีแค่ 2

1657
00:46:55,271 --> 00:46:55,910

1658
00:46:55,910 --> 00:46:57,771
เล่ม เล่มนี้ก็ไม่ได้

1659
00:46:57,771 --> 00:47:01,365
เพราะก่อนหน้าตัว E มีตัวหนังสือมากกว่า 1 ตัว

1660
00:47:01,365 --> 00:47:04,307
นะคะ ผิดเงื่อนไข

1661
00:47:04,307 --> 00:47:04,708

1662
00:47:04,708 --> 00:47:05,016

1663
00:47:05,016 --> 00:47:05,588

1664
00:47:05,588 --> 00:47:07,522

1665
00:47:07,522 --> 00:47:08,930

1666
00:47:08,930 --> 00:47:09,180

1667
00:47:09,180 --> 00:47:12,001
เงื่อนไขว่าให้ชื่อหนังสือ

1668
00:47:12,001 --> 00:47:16,001
ขึ้นต้นด้วยตัว N หรือตัว O

1669
00:47:16,175 --> 00:47:19,567
ตามหลังด้วยอะไรก็ได้

1670
00:47:19,567 --> 00:47:20,657

1671
00:47:20,657 --> 00:47:21,487
นะคะ

1672
00:47:21,487 --> 00:47:22,070

1673
00:47:22,070 --> 00:47:25,531
ก็จะมีกี่เล่ม เล่มนี้ขึ้นต้นด้วยตัวเอนได้

1674
00:47:25,531 --> 00:47:25,914

1675
00:47:25,914 --> 00:47:27,072

1676
00:47:27,072 --> 00:47:31,072
ได้มีตัว O  1 เล่มก็แสดงผลหนังสือ 3 เล่ม

1677
00:47:31,623 --> 00:47:32,003

1678
00:47:32,003 --> 00:47:33,354

1679
00:47:33,354 --> 00:47:37,354
นะคะ อันนี้เป็นการดูเงื่อนไข แล้วเดี๋ยวอาทิตย์หน้าพวกกูจะต้องไปทำเอง

1680
00:47:38,275 --> 00:47:40,978
อาจารย์อาจจะให้คุณสร้างแล้วก็

1681
00:47:40,978 --> 00:47:44,978
อาจจะกำหนดว่าให้คุณลองพิมพ์เงื่อนไขตามนี้ดูสิ และให้แสดงผลตามที่อาจารย์กำหนด

1682
00:47:47,000 --> 00:47:49,882
คุณก็ต้องพิมพ์คำสั่งให้ถูก

1683
00:47:49,882 --> 00:47:52,644
เช่น ข้อมูลสัปดาห์หน้าอาจารย์อาจจะบอกว่า

1684
00:47:52,644 --> 00:47:52,764

1685
00:47:52,764 --> 00:47:53,153

1686
00:47:53,153 --> 00:47:55,004
ให้แสดงผล

1687
00:47:55,004 --> 00:47:58,607
คนที่ขึ้นต้นชื่อด้วย ส เสือกับตัวอ อ่าง

1688
00:47:58,607 --> 00:47:59,438

1689
00:47:59,438 --> 00:48:03,438
อาทิตย์หน้านักศึกษาก็ต้องทำได้นะคะ เพราะว่าอาทิตย์นี้มีตัวอย่างแล้ว

1690
00:48:03,862 --> 00:48:04,763
นะ

1691
00:48:04,763 --> 00:48:04,952

1692
00:48:04,952 --> 00:48:05,215

1693
00:48:05,215 --> 00:48:05,466

1694
00:48:05,466 --> 00:48:06,494

1695
00:48:06,494 --> 00:48:06,814

1696
00:48:06,814 --> 00:48:07,645

1697
00:48:07,645 --> 00:48:09,176
เงื่อนไขต่อมา

1698
00:48:09,176 --> 00:48:09,496

1699
00:48:09,496 --> 00:48:09,696

1700
00:48:09,696 --> 00:48:13,696
ชื่อหนังสือที่ไม่ขึ้นต้นด้วยตัว n

1701
00:48:13,859 --> 00:48:16,039
ตามหลังด้วยอะไรก็ได้

1702
00:48:16,039 --> 00:48:16,229

1703
00:48:16,229 --> 00:48:20,229
ก็หลายเล่มเลยนะคะ เล่มนี้ เล่มนี้ เล่มนี้

1704
00:48:20,983 --> 00:48:21,744

1705
00:48:21,744 --> 00:48:22,514

1706
00:48:22,514 --> 00:48:24,435
แค่นี้เอง

1707
00:48:24,435 --> 00:48:24,625

1708
00:48:24,625 --> 00:48:24,946

1709
00:48:24,946 --> 00:48:25,526

1710
00:48:25,526 --> 00:48:25,717

1711
00:48:25,717 --> 00:48:26,226

1712
00:48:26,226 --> 00:48:26,358

1713
00:48:26,358 --> 00:48:27,898
ต่อมา

1714
00:48:27,898 --> 00:48:28,089

1715
00:48:28,089 --> 00:48:30,529
จะเริ่มเป็นการปรับปรุงฐานข้อมูล

1716
00:48:30,529 --> 00:48:32,321
จะเป็นการ

1717
00:48:32,321 --> 00:48:33,222
กำจัด

1718
00:48:33,222 --> 00:48:37,222
ข้อมูลที่อาจจะมีการซ้ำกันเกิดขึ้น ก็คือรายการซ้ำ

1719
00:48:37,395 --> 00:48:38,414
นะคะ

1720
00:48:38,414 --> 00:48:40,846
มี 2 คำสั่ง

1721
00:48:40,846 --> 00:48:41,557

1722
00:48:41,557 --> 00:48:42,198

1723
00:48:42,198 --> 00:48:46,198
ก็จะมีการใช้คำสั่งที่อาจจะ

1724
00:48:46,299 --> 00:48:46,489

1725
00:48:46,489 --> 00:48:49,501
กำจัดรายการข้อมูลซ้ำให้เหลือรายการเดียว

1726
00:48:49,501 --> 00:48:50,203

1727
00:48:50,203 --> 00:48:50,913

1728
00:48:50,913 --> 00:48:53,417
โดยใช้การกำหนดค่าต่าง ๆ เป็นเกณฑ์

1729
00:48:53,417 --> 00:48:53,735

1730
00:48:53,735 --> 00:48:54,247

1731
00:48:54,247 --> 00:48:54,826

1732
00:48:54,826 --> 00:48:58,826
กับคำสั่งต้องมาเป็น Disting ตัวนี้

1733
00:48:59,311 --> 00:49:01,623
ก็ลบทิ้งทั้งแถว

1734
00:49:01,623 --> 00:49:04,253
ขอดูตัวอย่างการนะคะ

1735
00:49:04,253 --> 00:49:04,765

1736
00:49:04,765 --> 00:49:05,786

1737
00:49:05,786 --> 00:49:06,618

1738
00:49:06,618 --> 00:49:07,967

1739
00:49:07,967 --> 00:49:08,987

1740
00:49:08,987 --> 00:49:09,698

1741
00:49:09,698 --> 00:49:13,221
โดยคำสั่งก็คือให้เลือกกำจัด

1742
00:49:13,221 --> 00:49:15,022
ชื่อซ้ำ

1743
00:49:15,022 --> 00:49:15,853

1744
00:49:15,853 --> 00:49:18,484
ชื่อที่ 3 นะคะ

1745
00:49:18,484 --> 00:49:20,464
จากตาราง Student

1746
00:49:20,464 --> 00:49:20,665

1747
00:49:20,665 --> 00:49:21,624

1748
00:49:21,624 --> 00:49:24,506
ดูในตาราง student ในช่องชื่อ

1749
00:49:24,506 --> 00:49:25,338

1750
00:49:25,338 --> 00:49:25,719

1751
00:49:25,719 --> 00:49:26,559

1752
00:49:26,559 --> 00:49:27,390

1753
00:49:27,390 --> 00:49:28,231

1754
00:49:28,231 --> 00:49:28,672

1755
00:49:28,672 --> 00:49:30,856
ดูเฉพาะชื่อนะคะ

1756
00:49:30,856 --> 00:49:33,416
อันไหนชื่อซ้ำ

1757
00:49:33,416 --> 00:49:34,896
มีซ้ำ 1 คน

1758
00:49:34,896 --> 00:49:35,217

1759
00:49:35,217 --> 00:49:37,398
สีแดง

1760
00:49:37,398 --> 00:49:37,590

1761
00:49:37,590 --> 00:49:38,801
เพราะฉะนั้น

1762
00:49:38,801 --> 00:49:40,400

1763
00:49:40,400 --> 00:49:42,071

1764
00:49:42,071 --> 00:49:42,402

1765
00:49:42,402 --> 00:49:42,722

1766
00:49:42,722 --> 00:49:46,722
การแสดงผลว่าก็จะเป็นแค่ 3 ชื่อที่เหลือเพราะว่าแดงมีซ้ำ 3 คน

1767
00:49:48,997 --> 00:49:49,247

1768
00:49:49,247 --> 00:49:51,819
เราจะตัดให้เหลือแค่หนึ่งแดงเท่านั้น

1769
00:49:51,819 --> 00:49:52,648

1770
00:49:52,648 --> 00:49:53,551

1771
00:49:53,551 --> 00:49:54,191

1772
00:49:54,191 --> 00:49:58,191
นะคะ ข้อมูลอย่างอื่นเราไม่สนใจ แค่อยากรู้ว่าคนที่ชื่อซ้ำกันตัดชื่อซ้ำออก

1773
00:49:59,646 --> 00:50:00,288

1774
00:50:00,288 --> 00:50:00,928
นะคะ

1775
00:50:00,928 --> 00:50:02,020
นี่คือคำสั่ง

1776
00:50:02,020 --> 00:50:02,209

1777
00:50:02,209 --> 00:50:02,849

1778
00:50:02,849 --> 00:50:03,620

1779
00:50:03,620 --> 00:50:04,261

1780
00:50:04,261 --> 00:50:05,225

1781
00:50:05,225 --> 00:50:08,048
ให้ตัดข้อมูลทิ้งทั้งแถว

1782
00:50:08,048 --> 00:50:08,237

1783
00:50:08,237 --> 00:50:08,427

1784
00:50:08,427 --> 00:50:08,687

1785
00:50:08,687 --> 00:50:12,687
นะคะ อย่างตอนนี้ถ้ามันซ้ำกันจริง ๆ

1786
00:50:13,873 --> 00:50:15,873
ถ้านักศึกษาสังเกตดี ๆ

1787
00:50:15,873 --> 00:50:16,063

1788
00:50:16,063 --> 00:50:19,265
คนชื่อแดงซ้ำกันก็จริงนะคะ แต่นามสกุลนี่

1789
00:50:19,265 --> 00:50:19,777

1790
00:50:19,777 --> 00:50:20,548

1791
00:50:20,548 --> 00:50:21,758
ไม่ซ้ำกัน

1792
00:50:21,758 --> 00:50:23,170
แต่จะมีนี้

1793
00:50:23,170 --> 00:50:23,631

1794
00:50:23,631 --> 00:50:24,271

1795
00:50:24,271 --> 00:50:26,761
ซ้ำทั้งชื่อทั้งนามสกุล

1796
00:50:26,761 --> 00:50:30,761
ถ้าใช้คำสั่งนี้นะคะ  มันจะตัดข้อมูลที่ซ้ำกันทั้ง

1797
00:50:32,858 --> 00:50:36,321
แถวออก

1798
00:50:36,321 --> 00:50:38,560
อันนี้ก็คือ

1799
00:50:38,560 --> 00:50:40,811
เดี๋ยวเราไปดูในโปรแกรมจริง ๆ

1800
00:50:40,811 --> 00:50:42,473
ดีกว่านะคะ

1801
00:50:42,473 --> 00:50:43,244

1802
00:50:43,244 --> 00:50:44,654
เพราะว่าตัวอย่าง

1803
00:50:44,654 --> 00:50:46,185
มันอาจจะยังดู

1804
00:50:46,185 --> 00:50:48,696
เห็นภาพไม่ชัดมันจะดูน้อยไป

1805
00:50:48,696 --> 00:50:50,871
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราได้ทำของจริงนี่

1806
00:50:50,871 --> 00:50:52,541
เราจะได้ทำ

1807
00:50:52,541 --> 00:50:54,520
เยอะกว่านี้นะคะ

1808
00:50:54,520 --> 00:50:54,972

1809
00:50:54,972 --> 00:50:55,863

1810
00:50:55,863 --> 00:50:56,453

1811
00:50:56,453 --> 00:50:59,075
ต่อมาจะเป็นการเรียงลําดับข้อมูล

1812
00:50:59,075 --> 00:50:59,714
นะคะ

1813
00:50:59,714 --> 00:51:00,546

1814
00:51:00,546 --> 00:51:01,067

1815
00:51:01,067 --> 00:51:03,629
ก็จะใช้คำสั่ง OrderBy

1816
00:51:03,629 --> 00:51:04,909
นะคะ ก็คือ

1817
00:51:04,909 --> 00:51:06,189
การเรียงลำดับ

1818
00:51:06,189 --> 00:51:06,900

1819
00:51:06,900 --> 00:51:07,670
นะคะ

1820
00:51:07,670 --> 00:51:11,670
ก็คือให้แสดงผลข้อมูลทั้งหมดจากตาราง book

1821
00:51:12,024 --> 00:51:13,637
โดยให้เรียงลำดับ

1822
00:51:13,637 --> 00:51:15,036
ตามราคา

1823
00:51:15,036 --> 00:51:16,387
ถ้าเราไม่สั่ง

1824
00:51:16,387 --> 00:51:16,576

1825
00:51:16,576 --> 00:51:17,797
เพิ่มเติม

1826
00:51:17,797 --> 00:51:20,749
มันจะเป็นการเรียงจากน้อยไปหามาก

1827
00:51:20,749 --> 00:51:20,999

1828
00:51:20,999 --> 00:51:21,390

1829
00:51:21,390 --> 00:51:22,282

1830
00:51:22,282 --> 00:51:23,372

1831
00:51:23,372 --> 00:51:27,372
นะคะ คำสั่งนี้คือ Orderby คือให้เรียงลำดับจากราคาน้อยไปหามาก

1832
00:51:28,494 --> 00:51:29,334

1833
00:51:29,334 --> 00:51:33,334
เรียงศัพท์ใหม่จะเปลี่ยนตามลำดับที่เราสั่ง แต่ถ้าเราอยากเรียงจากมากไปหาน้อย

1834
00:51:36,699 --> 00:51:37,480

1835
00:51:37,480 --> 00:51:41,322
เราจะต้องระบุเพิ่มได้ว่า Desc ตรงนี้

1836
00:51:41,322 --> 00:51:41,772

1837
00:51:41,772 --> 00:51:41,891

1838
00:51:41,891 --> 00:51:42,603
นะคะ

1839
00:51:42,603 --> 00:51:46,254
มันจะหมายถึงว่าให้เราเรียงลำดับตามราคาก็จริง

1840
00:51:46,254 --> 00:51:48,054
ให้หน่อยจากราคามาก

1841
00:51:48,054 --> 00:51:49,455
ไปหาราคาน้อย

1842
00:51:49,455 --> 00:51:49,654

1843
00:51:49,654 --> 00:51:50,615
นะคะ

1844
00:51:50,615 --> 00:51:50,997

1845
00:51:50,997 --> 00:51:53,297
ต้องบอกด้วย

1846
00:51:53,297 --> 00:51:56,259
เวลาเราใช้เว็บในการซื้อของออนไลน์ค่ะ เหมือนกัน

1847
00:51:56,259 --> 00:51:56,578

1848
00:51:56,578 --> 00:51:59,141
ไส้ในของโปรแกรม

1849
00:51:59,141 --> 00:52:01,502
มันคือคำสั่งที่ที่เราเรียนวันนี้

1850
00:52:01,502 --> 00:52:02,602
นะคะ

1851
00:52:02,602 --> 00:52:06,602
นักศึกษาจะได้เข้าใจเพราะต่อไป เราจะไม่เป็นแค่ผู้ใช้งานแล้ว

1852
00:52:07,023 --> 00:52:09,455
อาจจะได้เป็นผู้ดูแลระบบด้วย

1853
00:52:09,455 --> 00:52:09,705

1854
00:52:09,705 --> 00:52:10,746
นะ

1855
00:52:10,746 --> 00:52:11,257

1856
00:52:11,257 --> 00:52:12,277

1857
00:52:12,277 --> 00:52:12,537

1858
00:52:12,537 --> 00:52:16,537
กลับมาแล้วจะมีฟังก์ชันการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ที่เกิดขึ้นใน

1859
00:52:17,661 --> 00:52:18,041

1860
00:52:18,041 --> 00:52:22,041
การจัดการฐานข้อมูลด้วยอาจจะเป็นฟังก์ชันสำหรับการบวกการนับ

1861
00:52:22,723 --> 00:52:24,073
การหาค่าเฉลี่ย

1862
00:52:24,073 --> 00:52:24,453

1863
00:52:24,453 --> 00:52:25,285
นะคะ

1864
00:52:25,285 --> 00:52:26,245
ไอ้

1865
00:52:26,245 --> 00:52:28,178
AVG ตัวนี้มันย่อมาจาก

1866
00:52:28,178 --> 00:52:30,098
average คือการหาค่าเฉลี่ย

1867
00:52:30,098 --> 00:52:30,739
นะคะ

1868
00:52:30,739 --> 00:52:31,119

1869
00:52:31,119 --> 00:52:33,300
หาค่าน้อยที่สุด ค่ามากที่สุด

1870
00:52:33,300 --> 00:52:33,812

1871
00:52:33,812 --> 00:52:34,002

1872
00:52:34,002 --> 00:52:37,473
อันนี้เป็นคณิตศาสตร์ก็ต้องเอามาใช้ด้วย

1873
00:52:37,473 --> 00:52:38,243
นะคะ

1874
00:52:38,243 --> 00:52:40,034
อย่างเช่น

1875
00:52:40,034 --> 00:52:41,183

1876
00:52:41,183 --> 00:52:42,654
ให้

1877
00:52:42,654 --> 00:52:44,324
รวม

1878
00:52:44,324 --> 00:52:48,324
ราคาทั้งหมด

1879
00:52:50,659 --> 00:52:49,411

1880
00:52:46,693 --> 00:52:46,885

1881
00:52:46,885 --> 00:52:47,015

1882
00:52:47,015 --> 00:52:47,466

1883
00:52:47,466 --> 00:52:51,466
แล้วให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ ชื่อว่า

1884
00:52:55,131 --> 00:53:02,862
SUM

1885
00:52:51,319 --> 00:52:51,509

1886
00:52:51,509 --> 00:52:53,300

1887
00:52:53,300 --> 00:52:53,620

1888
00:52:53,620 --> 00:52:54,072

1889
00:52:54,072 --> 00:52:54,712

1890
00:52:54,712 --> 00:52:55,413

1891
00:52:55,413 --> 00:52:58,174
PRICE ตัวนี้ ให้รวมราคาทั้งหมด

1892
00:52:58,174 --> 00:52:58,494

1893
00:52:58,494 --> 00:53:00,546
ใส่ในคอลัมน์ใหม่

1894
00:53:00,546 --> 00:53:00,736

1895
00:53:00,736 --> 00:53:04,736
ฟีลด์ใหม่จากตาราง Book เพราะฉะนั้นผลลัพธ์จากคำสั่งนี้

1896
00:53:05,796 --> 00:53:09,327
ก็คือการเอายอดรวมราคาหนังสือทั้งหมดมาบวกกัน

1897
00:53:09,327 --> 00:53:10,669

1898
00:53:10,669 --> 00:53:12,269
ก็ให้ได้ผลลัพธ์ตัวนี้

1899
00:53:12,269 --> 00:53:12,850

1900
00:53:12,850 --> 00:53:14,641
นะคะ

1901
00:53:14,641 --> 00:53:18,363
ก็ไม่ยาก ถ้าเราจำคำสั่งได้

1902
00:53:18,363 --> 00:53:21,827
ไม่อยากเลย มีบวกแล้วก็ต้องมีนับ

1903
00:53:21,827 --> 00:53:22,848

1904
00:53:22,848 --> 00:53:24,067
ให้

1905
00:53:24,067 --> 00:53:27,657
นับจำนวนจาก

1906
00:53:27,657 --> 00:53:28,489

1907
00:53:28,489 --> 00:53:30,859
รหัสหนังสือ

1908
00:53:30,859 --> 00:53:31,750
ทั้งหมด

1909
00:53:31,750 --> 00:53:32,791

1910
00:53:32,791 --> 00:53:36,791
จากตาราง book

1911
00:53:38,059 --> 00:53:35,900

1912
00:53:34,390 --> 00:53:34,771

1913
00:53:34,771 --> 00:53:36,312
โดยให้ชื่อ

1914
00:53:36,312 --> 00:53:38,233
คอลัมน์ใหม่ชื่อว่า

1915
00:53:38,233 --> 00:53:38,995
CountBook

1916
00:53:38,995 --> 00:53:40,154

1917
00:53:40,154 --> 00:53:41,956
ก็คือให้นับจำนวน

1918
00:53:41,956 --> 00:53:42,466

1919
00:53:42,466 --> 00:53:45,406
Book ID คือหนังสือทั้งหมดนะคะ มีกี่เล่ม

1920
00:53:45,406 --> 00:53:45,918

1921
00:53:45,918 --> 00:53:48,099
มันก็รับมาได้ 7 เล่ม

1922
00:53:48,099 --> 00:53:48,289

1923
00:53:48,289 --> 00:53:50,221
อันนี้คือมันง่าย

1924
00:53:50,221 --> 00:53:53,682
มันมองมัน... เรามองดูด้วยสายตาแล้วก็รู้

1925
00:53:53,682 --> 00:53:56,434
หาdข้อมูลมันเยอะกว่านี้ล่ะ

1926
00:53:56,434 --> 00:53:57,405

1927
00:53:57,405 --> 00:54:01,405
แล้วคุณจะรู้ได้ไงว่าตอนนี้มันยังมีหนังสือกี่เล่มสมุดว่าให้คุณดูแลระบบจัดการห้องสมุดทั้งหมดของมหาวิทยาลัย

1928
00:54:03,931 --> 00:54:04,771

1929
00:54:04,771 --> 00:54:08,771
มันไม่สามารถยืนดูที่หน้าประตูแล้วบอกได้ว่าเรามีหนังสือกี่เล่มใช่ไหมคะ

1930
00:54:09,004 --> 00:54:09,325

1931
00:54:09,325 --> 00:54:11,176
มันก็ต้องบวกจากฐานข้อมูล

1932
00:54:11,176 --> 00:54:11,306

1933
00:54:11,306 --> 00:54:11,887

1934
00:54:11,887 --> 00:54:12,028

1935
00:54:12,028 --> 00:54:13,688
ถ้าสมมติว่าเราไปฝึกงาน

1936
00:54:13,688 --> 00:54:13,938

1937
00:54:13,938 --> 00:54:14,258

1938
00:54:14,258 --> 00:54:15,160
แล้วมี

1939
00:54:15,160 --> 00:54:15,671

1940
00:54:15,671 --> 00:54:17,082

1941
00:54:17,082 --> 00:54:18,743

1942
00:54:18,743 --> 00:54:22,743
เจ้าหน้าที่ถามว่าให้เด็กฝึกงานไปดูสิว่า มีหนังสือกี่เล่ม คุณจะไปเดินนับไม่ใช่

1943
00:54:26,052 --> 00:54:30,052
เราสามารถสั่งได้จากฐานข้อมูลเลย ว่าวันนี้

1944
00:54:30,732 --> 00:54:32,845
ในห้องสมุดมีหนังสือกี่เล่ม

1945
00:54:32,845 --> 00:54:33,546

1946
00:54:33,546 --> 00:54:37,546
หรือในอนาคตคุณต้องไปฝึกงานแน่นอนอีกน่าจะบอกว่า

1947
00:54:37,656 --> 00:54:41,429
เด็กฝึกงานไปนับสิ ของในโกดังมีกี่ช

1948
00:54:41,429 --> 00:54:43,668
ิ้น คุณจะไปนั่งนับห

1949
00:54:43,668 --> 00:54:44,379

1950
00:54:44,379 --> 00:54:46,178
รือ มันก็สามารถ

1951
00:54:46,178 --> 00:54:46,369

1952
00:54:46,369 --> 00:54:50,369
มีวิธีการสั่งจากฐานข้อมูลนีละนับดูซิว่าสรุปสินค้าและมีกี่อย่าง

1953
00:54:51,875 --> 00:54:54,444
จะไปนั่งนับมันไม่ได้หรอกค่ะ ในชีวิตจริง

1954
00:54:54,444 --> 00:54:55,275
นะคะ

1955
00:54:55,275 --> 00:54:58,606

1956
00:54:58,606 --> 00:55:02,606
คำสั่งนี้ก็ค่อนข้างจำเป็นนะคะ สำหรับใช้ในการฝึกงานหรือทำงานในอนาคตนะ

1957
00:55:05,846 --> 00:55:08,599
หรือการหาค่าเฉลี่ย

1958
00:55:08,599 --> 00:55:09,119

1959
00:55:09,119 --> 00:55:13,119
นะคะ ก็จะเป็นการหาค่าเฉลี่ยของราคาของสินค้าทั้งหมด

1960
00:55:14,052 --> 00:55:16,554
โดยให้ตั้งชื่อคอลัมน์ใหม่ชื่อว่า

1961
00:55:16,554 --> 00:55:18,803
avg

1962
00:55:18,803 --> 00:55:19,954
price ค่าเฉลี่ย

1963
00:55:19,954 --> 00:55:23,954
แสดงว่าหนังสือ 7 เล่มนี้นะคะ มีค่าเฉลี่ย

1964
00:55:24,568 --> 00:55:27,520
สองเล่มประมาณ 640 2.14 ตัวนี้

1965
00:55:27,520 --> 00:55:31,520
ถ้าสมุติว่ามีใครต้องการข้อมูลจากเราเราก็สามารถให้เขาดูได้

1966
00:55:33,023 --> 00:55:33,534

1967
00:55:33,534 --> 00:55:36,422
ต่อมาเขาถามว่า

1968
00:55:36,422 --> 00:55:39,246
ค่าหนังสือที่ถูกที่สุดในร้าน

1969
00:55:39,246 --> 00:55:40,975
เท่าไ

1970
00:55:40,975 --> 00:55:44,975
ร คุณจะไปเดินหาก็ไม่ใช่ เราแค่สั่งให้ฐานข้อมูลมาแสดงผลสิว่า

1971
00:55:46,356 --> 00:55:48,858
ราคาสินค้าที่ถูกที่สุด

1972
00:55:48,858 --> 00:55:49,239

1973
00:55:49,239 --> 00:55:52,449
นะคะ โดยที่ให้กำหนดใส่ในคอลัมน์ใหม่

1974
00:55:52,449 --> 00:55:52,901

1975
00:55:52,901 --> 00:55:56,901
ราคาที่ถูกที่สุดตอนนี้คือถ้าเรามองด้วยสายตาเราก็ทราบล่ะว่า 150

1976
00:55:57,954 --> 00:55:59,363
อย่างที่อาจารย์บอก

1977
00:55:59,363 --> 00:56:02,064
ถ้าเกิดสินค้ามีเป็นหมื่นเป็นแสนชิ้น

1978
00:56:02,064 --> 00:56:02,315

1979
00:56:02,315 --> 00:56:04,306
มานั่งไล่ดู

1980
00:56:04,306 --> 00:56:06,027
เสียเวลาค่ะ

1981
00:56:06,027 --> 00:56:08,149
ฐานข้อมูลสแกนได้

1982
00:56:08,149 --> 00:56:11,798
ให้มันค้นหาให้คุณเลยไม่เกิน 1 นาทีรู้แน่นอน

1983
00:56:11,798 --> 00:56:12,570
นะคะ

1984
00:56:12,570 --> 00:56:12,891

1985
00:56:12,891 --> 00:56:15,393

1986
00:56:15,393 --> 00:56:16,292

1987
00:56:16,292 --> 00:56:16,484

1988
00:56:16,484 --> 00:56:20,484
หาราคาน้อยที่สุด แล้วก็อันนี้เป็น MAX PRICE นะคะ ก็ดูราคามากที่สุดได้เช่นเดียวกัน

1989
00:56:23,149 --> 00:56:23,338

1990
00:56:23,338 --> 00:56:24,240

1991
00:56:24,240 --> 00:56:27,962
ต่อมาเป็นการรวมกลุ่มข้อมูล

1992
00:56:27,962 --> 00:56:28,284

1993
00:56:28,284 --> 00:56:31,996
นะคะ เป็นการรวมตามเงื่อนไข

1994
00:56:31,996 --> 00:56:32,125

1995
00:56:32,125 --> 00:56:32,767

1996
00:56:32,767 --> 00:56:36,767
ในเงื่อนไขทุกอย่างก็คือใช้คำสั่ง GroupBy นะคะ เป็นการ

1997
00:56:36,930 --> 00:56:38,731
รวมกลุ่มตามเงื่อนไข

1998
00:56:38,731 --> 00:56:39,113

1999
00:56:39,113 --> 00:56:39,310

2000
00:56:39,310 --> 00:56:40,073
เช่น

2001
00:56:40,073 --> 00:56:40,854

2002
00:56:40,854 --> 00:56:41,745
ให้

2003
00:56:41,745 --> 00:56:41,875

2004
00:56:41,875 --> 00:56:43,736

2005
00:56:43,736 --> 00:56:46,167
ดูช่องนี้นะคะ รหัส

2006
00:56:46,167 --> 00:56:47,450
สำนักพิมพ์

2007
00:56:47,450 --> 00:56:48,279

2008
00:56:48,279 --> 00:56:50,341
รวมราคาออกมา

2009
00:56:50,341 --> 00:56:50,532

2010
00:56:50,532 --> 00:56:50,983

2011
00:56:50,983 --> 00:56:51,684

2012
00:56:51,684 --> 00:56:52,063

2013
00:56:52,063 --> 00:56:52,454

2014
00:56:52,454 --> 00:56:52,774

2015
00:56:52,774 --> 00:56:53,864

2016
00:56:53,864 --> 00:56:57,864
รวมราคาออกมา โดยที่ให้รวมเป็นตามเลขสำนักพิมพ์

2017
00:57:00,983 --> 00:57:02,070

2018
00:57:02,070 --> 00:57:02,260

2019
00:57:02,260 --> 00:57:06,260
สำนักพิมพ์นี้

2020
00:57:08,850 --> 00:57:06,975

2021
00:57:05,143 --> 00:57:09,143
อธิบายเป็นง่าย ๆ นะคะ สำนักพิมพ์นี้มีหนังสือกี่เล่ม รวมแล้วมูลค่าเท่าไรน

2022
00:57:12,315 --> 00:57:12,835

2023
00:57:12,835 --> 00:57:13,086

2024
00:57:13,086 --> 00:57:13,277

2025
00:57:13,277 --> 00:57:15,207
ะคะ อย่างเช่นสำนักพิมพ์

2026
00:57:15,207 --> 00:57:15,398

2027
00:57:15,398 --> 00:57:16,747
หมายเลข 4

2028
00:57:16,747 --> 00:57:16,938

2029
00:57:16,938 --> 00:57:20,199
มีหนังสืออยู่ 3 เล่ม

2030
00:57:20,199 --> 00:57:20,591

2031
00:57:20,591 --> 00:57:22,071
มันก็จะรวมให้ว่า

2032
00:57:22,071 --> 00:57:22,585

2033
00:57:22,585 --> 00:57:25,593
มูลค่าหนังสือของสำนักพิมพ์นี้

2034
00:57:25,593 --> 00:57:27,323
เป็นราคาเท่านี้

2035
00:57:27,323 --> 00:57:31,323
สำนักพิมพ์ที่ 5 มีหนังสือกี่เล่มก็รวมมาอาจจะมีเล่มเดียวได้เท่านี้สำนักพิมพ์ที่ 12

2036
00:57:34,567 --> 00:57:34,687

2037
00:57:34,687 --> 00:57:35,209

2038
00:57:35,209 --> 00:57:36,227
มี 3 เล่ม

2039
00:57:36,227 --> 00:57:40,227
รวมราคามาทั้งหมดได้เท่านี้อันนี้คือคำสั่ง Group by คือจัดกลุ่มออกมานั่นเอง

2040
00:57:42,514 --> 00:57:42,704

2041
00:57:42,704 --> 00:57:43,604
นะคะ

2042
00:57:43,604 --> 00:57:44,437

2043
00:57:44,437 --> 00:57:47,896
เป็นการจัดกลุ่มข้อมูล เช่น

2044
00:57:47,896 --> 00:57:51,896
นักศึกษาปี 3 ชายรวมแล้วมีกี่คน

2045
00:57:52,257 --> 00:57:52,448

2046
00:57:52,448 --> 00:57:56,448
อาจจะรวมโดยทั้งคณะ หรือทั้งมหาวิทยาลัยแล้วแต่เรากำหนดเงื่อนไข

2047
00:57:56,942 --> 00:57:57,960
นะคะ

2048
00:57:57,960 --> 00:57:59,884

2049
00:57:59,884 --> 00:58:00,143

2050
00:58:00,143 --> 00:58:00,523

2051
00:58:00,523 --> 00:58:00,714

2052
00:58:00,714 --> 00:58:04,714
ถ้ามีเงื่อนไขนอกเหนือจากที่เรากำหนดไปแล้วเมื่อกี้ คือเราให้

2053
00:58:06,105 --> 00:58:07,827
จัดกลุ่มเป็น

2054
00:58:07,827 --> 00:58:11,827
รหัสสำนักพิมพ์ แต่ถ้ามีซ้อนเงื่อนไขเข้ามาอีกเราจะเพิ่มเป็นคำสั่ง Having ตัวนี้

2055
00:58:14,312 --> 00:58:14,753

2056
00:58:14,753 --> 00:58:17,064
ถ้าเงื่อนไขเดียวมันไม่พอ

2057
00:58:17,064 --> 00:58:17,835

2058
00:58:17,835 --> 00:58:18,085

2059
00:58:18,085 --> 00:58:19,756
จากเมื่อกี้นี้

2060
00:58:19,756 --> 00:58:23,756
เราเพิ่มเข้าไปอีกว่าให้เป็นรหัสสำนักพิมพ์ที่มีค่ามากกว่าเท่ากับ 5

2061
00:58:29,257 --> 00:58:29,332

2062
00:58:25,140 --> 00:58:25,401

2063
00:58:25,401 --> 00:58:25,653

2064
00:58:25,653 --> 00:58:28,096
มันก็จะตัดสำนักพิมพ์ที่ 4 ออกไป

2065
00:58:28,096 --> 00:58:29,565
เหลือแค่ 2 สำนักพิมพ์

2066
00:58:29,565 --> 00:58:30,337

2067
00:58:30,337 --> 00:58:32,898
แล้วแต่ว่าเราจะเพิ่มเงื่อนไขอะไรอีก

2068
00:58:32,898 --> 00:58:36,898
นะคะ เพราะว่าอย่างที่บอกมุมมองการดูข้อมูลของผู้ใช้งานแต่ละคนไม่เหมือนกัน

2069
00:58:38,930 --> 00:58:40,271
แล้วแต่ว่า

2070
00:58:40,271 --> 00:58:42,451
เขาจะอยากดูข้อมูลแบบไหน

2071
00:58:42,451 --> 00:58:44,314
อยากได้รายงานแบบไหน

2072
00:58:44,314 --> 00:58:48,286
นะคะ  ระบบจัดการฐานข้อมูลก็สามารถจัดการได้ทั้งหมด

2073
00:58:48,286 --> 00:58:49,947
นะคะ

2074
00:58:49,947 --> 00:58:50,658

2075
00:58:50,658 --> 00:58:53,930
ต่อมาจะเป็นส่งของคำสั่งในการปรับปรุงฐานข้อมูล

2076
00:58:53,930 --> 00:58:56,812
ก็คือเป็นการเพิ่ม แก้ไข การลบข้อมูล

2077
00:58:56,812 --> 00:58:57,063

2078
00:58:57,063 --> 00:58:57,705
นะคะ

2079
00:58:57,705 --> 00:59:01,705
การเพิ่มข้อมูลเราจะใช้คำสั่ง insert into แล้วก็ใส่

2080
00:59:03,340 --> 00:59:05,716
Value รูปแบบคำสั่งจะเป็นแบบนี้

2081
00:59:05,716 --> 00:59:05,904

2082
00:59:05,904 --> 00:59:07,315
นะคะ

2083
00:59:07,315 --> 00:59:08,217

2084
00:59:08,217 --> 00:59:09,118

2085
00:59:09,118 --> 00:59:09,949

2086
00:59:09,949 --> 00:59:10,269

2087
00:59:10,269 --> 00:59:10,530

2088
00:59:10,530 --> 00:59:10,850

2089
00:59:10,850 --> 00:59:12,072
เช่นตัวอย่าง

2090
00:59:12,072 --> 00:59:12,773

2091
00:59:12,773 --> 00:59:12,964

2092
00:59:12,964 --> 00:59:16,942
ข้อมูลเดิมจะอยู่ด้านข้อมูลด้านซ้ายนะคะ

2093
00:59:16,942 --> 00:59:20,942
คำสั่งที่เพิ่มเติมก็คือ อันนี้คือเงื่อนไขคือยังไม่ระบุคอลัมน์นะคะ ว่าให้ใส่คอลัมไหน

2094
00:59:26,189 --> 00:59:31,604

2095
00:59:22,764 --> 00:59:23,214

2096
00:59:23,214 --> 00:59:23,345

2097
00:59:23,345 --> 00:59:25,205
แต่ถ้า

2098
00:59:25,205 --> 00:59:29,205
เราพิมพ์แบบนี้แสดงว่าเรารู้แล้วว่าข้อมูลที่เราจะใส่แล้วมันก็จะเรียงลำดับตามนี้นะคะ

2099
00:59:32,316 --> 00:59:36,316
ถ้าคุณสลับตำแหน่งมันก็จะไม่สนใจว่าคุณใส่คอลัมน์ผิดคำถูก ไม่รู้

2100
00:59:37,060 --> 00:59:37,701

2101
00:59:37,701 --> 00:59:38,472

2102
00:59:38,472 --> 00:59:39,043

2103
00:59:39,043 --> 00:59:41,745
คำสั่งก็คือ insert into ตัวนี้

2104
00:59:41,745 --> 00:59:45,077
ให้ใส่ข้อมูลลงไปในตาราง book

2105
00:59:45,077 --> 00:59:46,868
ซึ่งมีค่าดังนี้

2106
00:59:46,868 --> 00:59:47,190

2107
00:59:47,190 --> 00:59:48,469
1009

2108
00:59:48,469 --> 00:59:50,531
sql 5

2109
00:59:50,531 --> 00:59:51,612
520

2110
00:59:51,612 --> 00:59:52,002

2111
00:59:52,002 --> 00:59:53,984
ผลลัพธ์ที่ได้จะมาอยู่ล่างสุด

2112
00:59:53,984 --> 00:59:54,496

2113
00:59:54,496 --> 00:59:57,969
ทำไมมันใส่คอลัมน์ถูกต้องเพราะ

2114
00:59:57,969 --> 00:59:59,630
คำสั่ง

2115
00:59:59,630 --> 01:00:02,903
ใส่ข้อมูลนี่มันเรียงมาถูกต้องอยู่แล้ว

2116
01:00:02,903 --> 01:00:06,174
แต่ถ้าคุณสลับตำแหน่งผิด

2117
01:00:06,174 --> 01:00:06,945

2118
01:00:06,945 --> 01:00:07,517

2119
01:00:07,517 --> 01:00:08,926
ใส่ 520

2120
01:00:08,926 --> 01:00:11,298
มาอยู่ตรงนี้แทนนี

2121
01:00:11,298 --> 01:00:15,298
่ มันก็จะกลายเป็น Book ID 520 นะคะ แต่นี้ที่มันใส่ถูก เพราะว่า

2122
01:00:15,341 --> 01:00:17,391
เรียงลำดับตามคอลัมน์

2123
01:00:17,391 --> 01:00:19,314
ต้องแค่นั้นเอง

2124
01:00:19,314 --> 01:00:19,755

2125
01:00:19,755 --> 01:00:20,715
ต่อมา

2126
01:00:20,715 --> 01:00:22,586
เพื่อความชัวร์

2127
01:00:22,586 --> 01:00:24,187
เราอาจจะระบุ

2128
01:00:24,187 --> 01:00:24,377

2129
01:00:24,377 --> 01:00:28,377
ชื่อคอลัมน์ไปด้วยก็ได้

2130
01:00:30,109 --> 01:00:38,750

2131
01:00:26,298 --> 01:00:30,298
ว่าข้อมูล 10 10 นี่ให้อยู่ใน Book ID นะ

2132
01:00:30,724 --> 01:00:31,039

2133
01:00:31,039 --> 01:00:35,039
ชื่อหนังสือ vb รหัสสำนักพิมพ์คือ 5 ราคาคือ 250

2134
01:00:36,479 --> 01:00:36,681

2135
01:00:36,681 --> 01:00:37,000

2136
01:00:37,000 --> 01:00:39,821
ข้อมูลจะมาต่อท้ายด้านล่างแบบนี้

2137
01:00:39,821 --> 01:00:43,821
อันนี้ก็เพื่อป้องกันว่าเราจะใส่ข้อมูลผิดคอลัมน์หรือเปล่า

2138
01:00:44,173 --> 01:00:44,882
นะคะ

2139
01:00:44,882 --> 01:00:45,202

2140
01:00:45,202 --> 01:00:45,394

2141
01:00:45,394 --> 01:00:49,394
อันนี้คือการเพิ่มข้อมูลนะคะ ง่ายมากคำสั่งมีแค่นี้เอง insert into

2142
01:00:50,966 --> 01:00:53,206
สำหรับการเพิ่มข้อมูล

2143
01:00:53,206 --> 01:00:57,059
ต่อมาเป็นคำสั่งในการ

2144
01:00:57,059 --> 01:00:59,881
ปรับปรุงข้อมูลหรือแก้ไขข้อมูล

2145
01:00:59,881 --> 01:01:00,970
นะคะ

2146
01:01:00,970 --> 01:01:02,312
จะใช้คำสั่ง

2147
01:01:02,312 --> 01:01:03,342

2148
01:01:03,342 --> 01:01:04,053
Update Set

2149
01:01:04,053 --> 01:01:04,494

2150
01:01:04,494 --> 01:01:07,825
ถ้ามีเงื่อนไขก็สามารถใส่เงื่อนไขเพิ่มได้

2151
01:01:07,825 --> 01:01:08,854
นะคะ

2152
01:01:08,854 --> 01:01:10,195

2153
01:01:10,195 --> 01:01:12,696
รูปแบบคำสั่ง

2154
01:01:12,696 --> 01:01:15,778
Update คือปรับปรุงข้อมูลในตาราง

2155
01:01:15,778 --> 01:01:16,158

2156
01:01:16,158 --> 01:01:18,141
โดยมีค่าคือ

2157
01:01:18,141 --> 01:01:19,942
ให้ราคาทั้งหมด

2158
01:01:19,942 --> 01:01:23,942
บวกเพิ่มเข้าไปอีก 50 บาท

2159
01:01:25,340 --> 01:01:29,661

2160
01:01:22,382 --> 01:01:23,985

2161
01:01:23,985 --> 01:01:24,815

2162
01:01:24,815 --> 01:01:25,005

2163
01:01:25,005 --> 01:01:25,386

2164
01:01:25,386 --> 01:01:27,829

2165
01:01:27,829 --> 01:01:31,349
พอพิมพ์ตัวนี้ปุ๊บ ราคาหนังสือจะเพิ่มขึ้นจาก

2166
01:01:31,349 --> 01:01:34,432
เดิม 50 บาททุกเล่ม

2167
01:01:34,432 --> 01:01:35,453

2168
01:01:35,453 --> 01:01:38,155
จากเดิมตัวนี้ไม่มีราคาหนังสือ

2169
01:01:38,155 --> 01:01:39,366
ก็จะมีล่ะ 50 บาท

2170
01:01:39,366 --> 01:01:39,756

2171
01:01:39,756 --> 01:01:41,096

2172
01:01:41,096 --> 01:01:41,797

2173
01:01:41,797 --> 01:01:42,508

2174
01:01:42,508 --> 01:01:46,508
อันนี้คือง่ายมาก ถ้าสมุติว่าข้อมูลเรามีแค่นี้ล่ะเรานั่งกินที่ร้านก็ได้ค่ะ

2175
01:01:47,640 --> 01:01:51,640
ถ้าสมมติว่าวันนี้เราเป็นร้านขายของที่มีของประมาณ 1 ชิ้น

2176
01:01:52,054 --> 01:01:56,054
น้องบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดีขอขึ้นราคาคุณจะมานั่งพิมพ์ใหม่ทุกวันทุกวันทุกวัน

2177
01:01:57,377 --> 01:01:57,568

2178
01:01:57,568 --> 01:01:58,470
เมื่อไหร่จะเสร็จ

2179
01:01:58,470 --> 01:02:00,329

2180
01:02:00,329 --> 01:02:02,061
เพิ่มขึ้นทีละ 10 บาท

2181
01:02:02,061 --> 01:02:02,382

2182
01:02:02,382 --> 01:02:02,571

2183
01:02:02,571 --> 01:02:04,563
มีของอยู่แสนชิ้น

2184
01:02:04,563 --> 01:02:05,073

2185
01:02:05,073 --> 01:02:05,265

2186
01:02:05,265 --> 01:02:09,265
นั่งกินเป็นแสนครั้งแต่ถ้าเรารู้จักคำสั่งในระบบจัดการฐานข้อมูลและพิมพ์แค่ 2 บรรทัดทุกอย่างเสร็จหมดเลย

2187
01:02:13,017 --> 01:02:13,409

2188
01:02:13,409 --> 01:02:14,108
นะคะ

2189
01:02:14,108 --> 01:02:14,557

2190
01:02:14,557 --> 01:02:15,839

2191
01:02:15,839 --> 01:02:18,980
นี่คือการปรับปรุงฐานข้อมูล

2192
01:02:18,980 --> 01:02:21,864
อันนี้คือก็คือประโยชน์หนึ่งของฐานข้อมูลนะคะ

2193
01:02:21,864 --> 01:02:22,574

2194
01:02:22,574 --> 01:02:22,766

2195
01:02:22,766 --> 01:02:26,766
เพราะว่าถ้าเราไม่มีคำสั่งเรานี้นี่ บางทีไม่ต้องมานั่งพิมพ์ใหม่นี่เหนื่อยมาก ๆ

2196
01:02:27,507 --> 01:02:28,278
นะคะ

2197
01:02:28,278 --> 01:02:28,410

2198
01:02:28,410 --> 01:02:28,788

2199
01:02:28,788 --> 01:02:29,050

2200
01:02:29,050 --> 01:02:30,330
นี่คือประโยชน์

2201
01:02:30,330 --> 01:02:32,190
ถ้าเรารู้คำสั่ง

2202
01:02:32,190 --> 01:02:33,471
นะคะ

2203
01:02:33,471 --> 01:02:33,792

2204
01:02:33,792 --> 01:02:37,792
ถ้ามีเงื่อนไขเพิ่มเติม

2205
01:02:38,988 --> 01:02:39,679

2206
01:02:36,161 --> 01:02:36,993

2207
01:02:36,993 --> 01:02:38,343

2208
01:02:38,343 --> 01:02:42,343
เงื่อนไขเพิ่มเติมนะคะ ให้ปรับปรุงตาราง Book โดยที่เงื่อนไขคือตอนนี้เศรษฐกิจมันดีแล้ว

2209
01:02:45,453 --> 01:02:46,544
ของมันถูก

2210
01:02:46,544 --> 01:02:47,184

2211
01:02:47,184 --> 01:02:51,157
ให้ลดราคาสินค้าลง 50 บาท

2212
01:02:51,157 --> 01:02:53,470
เฉพาะรหัสสำนักพิมพ์

2213
01:02:53,470 --> 01:02:54,999
12 เท่านั้น

2214
01:02:54,999 --> 01:02:55,772

2215
01:02:55,772 --> 01:02:56,861

2216
01:02:56,861 --> 01:03:00,861
เฉพาะบางบริษัทก็ว่าไปอย่างไป เช่น วันนี้สินค้าราคาลงเฉพาะบริษัทนี้ เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงราคาลงได้

2217
01:03:08,091 --> 01:03:10,408

2218
01:03:05,381 --> 01:03:06,733
พิมพ์เพิ่มอีกบรรทัดหนึ่ง

2219
01:03:06,733 --> 01:03:06,993

2220
01:03:06,993 --> 01:03:07,374

2221
01:03:07,374 --> 01:03:09,934
นะคะ ถามว่าแล้ว

2222
01:03:09,934 --> 01:03:10,324

2223
01:03:10,324 --> 01:03:10,644

2224
01:03:10,644 --> 01:03:13,715
สินค้าในบริษัทฯ จะเปลี่ยนไหม ไม่เปลี่ยนนะคะ

2225
01:03:13,715 --> 01:03:17,715
เพราะเรากำหนดเงื่อนไขว่าเฉพาะสำนักพิมพ์ 12 เท่านั้นที่ลดราคาลง 50 บาท

2226
01:03:21,603 --> 01:03:22,172

2227
01:03:22,172 --> 01:03:22,954

2228
01:03:22,954 --> 01:03:23,726

2229
01:03:23,726 --> 01:03:24,175

2230
01:03:24,175 --> 01:03:25,007

2231
01:03:25,007 --> 01:03:25,388

2232
01:03:25,388 --> 01:03:29,388
คำสั่งลบก็ง่าย ๆ ค่ะ delete from

2233
01:03:29,889 --> 01:03:30,190

2234
01:03:30,190 --> 01:03:30,640

2235
01:03:30,640 --> 01:03:34,640
ก็ตามนี้เลยนะคะ ให้ลบข้อมูลจากตาราง Book โดยมีเงื่อนไขคือให้ลบเฉพาะ Book ID ที่มีค่า 1010

2236
01:03:40,906 --> 01:03:43,017
จากเดิมจะมีตัวนี้แล้วก็ลบออก

2237
01:03:43,017 --> 01:03:47,017
ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นแบบนี้

2238
01:03:49,150 --> 01:03:51,460

2239
01:03:46,026 --> 01:03:46,789

2240
01:03:46,789 --> 01:03:50,071
อันนี้คือคำสั่งอย่างง่าย ที่เราจะเรียนในสัปดาห์หน้า

2241
01:03:50,071 --> 01:03:50,262

2242
01:03:50,262 --> 01:03:51,092

2243
01:03:51,092 --> 01:03:51,863
นะคะ

2244
01:03:51,863 --> 01:03:52,053

2245
01:03:52,053 --> 01:03:55,715
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าอาจารย์จะเตรียมข้อมูลมา

2246
01:03:55,715 --> 01:03:56,096

2247
01:03:56,096 --> 01:03:57,637
ให้นักศึกษาเพิ่ม

2248
01:03:57,637 --> 01:03:59,108
ฐานข้อมูลเอง

2249
01:03:59,108 --> 01:04:00,638
พิมพ์เอง

2250
01:04:00,638 --> 01:04:03,790
นะคะ ตั้งค่าคีย์หลักเอง

2251
01:04:03,790 --> 01:04:05,641
กรอกข้อมูลเองทั้งหมด

2252
01:04:05,641 --> 01:04:09,641
ลองเพิ่ม ลบข้อมูล ลองดึงข้อมูลเป็นรายงานออกมาด้วยตัวเอง

2253
01:04:11,991 --> 01:04:12,648

2254
01:04:12,648 --> 01:04:12,883

2255
01:04:12,883 --> 01:04:16,883
สัปดาห์นี้จะให้ลองกลับไปทบทวนว่าคำสั่งที่จะใช้

2256
01:04:17,566 --> 01:04:20,967
select from Delete from update set

2257
01:04:20,967 --> 01:04:21,288

2258
01:04:21,288 --> 01:04:21,479

2259
01:04:21,479 --> 01:04:24,360
insert into อะไรก็ว่าไป

2260
01:04:24,360 --> 01:04:26,730
มันจะเป็นอย่างไรบ้างนะคะ

2261
01:04:26,730 --> 01:04:27,112

2262
01:04:27,112 --> 01:04:31,112
หน้าวอร์มนิ้วมือมาให้พร้อม เพราะเราต้องพิมพ์เอง

2263
01:04:31,152 --> 01:04:32,884
เครื่องใครเครื่องมัน

2264
01:04:32,884 --> 01:04:33,713

2265
01:04:33,713 --> 01:04:34,036

2266
01:04:34,036 --> 01:04:38,036
เครื่องใครเครื่องมันพิมพ์ภาษาอังกฤษไม่ค่อยคล่องก็

2267
01:04:38,138 --> 01:04:40,831
จะได้คล่องนี่ล่ะอาทิตย์หน้านะคะ

2268
01:04:40,831 --> 01:04:41,221

2269
01:04:41,221 --> 01:04:42,751
พิมพ์บ่อย ๆ

2270
01:04:42,751 --> 01:04:43,202

2271
01:04:43,202 --> 01:04:43,523

2272
01:04:43,523 --> 01:04:44,483
เพราะว่า

2273
01:04:44,483 --> 01:04:48,074
การพิมพ์คำสั่ง SQL ง่ายที่สุดแล้ว ในการเขียนโปรแกรม

2274
01:04:48,074 --> 01:04:48,464

2275
01:04:48,464 --> 01:04:49,675

2276
01:04:49,675 --> 01:04:53,675
อาทิตย์นี้ก็จะประมาณนี้นะคะ เดี๋ยวเราอาทิตย์หน้า

2277
01:04:54,229 --> 01:04:54,430

2278
01:04:54,430 --> 01:04:57,822
ก็มาให้เร็วหน่อย เพราะว่าเราจะเป็นปฏิบัติ

2279
01:04:57,822 --> 01:04:58,203

2280
01:04:58,203 --> 01:04:59,033
นะคะ

2281
01:04:59,033 --> 01:04:59,353

2282
01:04:59,353 --> 01:04:59,615

2283
01:04:59,615 --> 01:05:00,446
ก็

2284
01:05:00,446 --> 01:05:04,446
ขอบคุณล่าม ขอบคุณถอดความนะคะ วันนี้ก็ประมาณนี้ค่ะ

2285
01:05:04,750 --> 01:05:05,579

2286
01:05:05,579 --> 01:05:09,579
ขอบคุณมากนะคะ

2287
01:05:10,524 --> 01:05:11,927

2288
01:05:11,927 --> 01:05:12,640

2289
01:05:12,640 --> 01:05:12,826

2290
01:05:12,826 --> 01:05:16,826

2291
01:05:16,857 --> 01:05:20,329

2292
01:05:20,329 --> 01:05:22,762

2293
01:05:22,762 --> 01:05:26,762


