--- title: (DEMO) ห้องเรียนสกล subtitle: date: วันอังคารที่ 28 มีนาคม 2566 เวลา 13.08 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) Ր (อาจารย์เกวลี) รวมถึงที่เราเรียนเหมือนที่เราเรียนหลายสัปดาห์ก่อนนะคะ เราจะเอารูปที่เราเคยวาดไว้นี่นะคะ คือ ER รูป ER นะคแ แปลงกลับให้เป็นในรูปแบบความสัมพันธ์ หรือว่าแปลงให้เป็นรูปแบบของตารางจะเป็นอย่างไรนะคะ เดี๋ยววันนี้เราจะมาเรียนกัน 3 หัวข้อวันนี้นะคะ วัฏจักรการพัฒนาระบบ ตัวย่อมัน SDLC ภาษาอังกฤษมาจากคำว่า Life Cycle นั่นเอง สิ่งที่เราได้มาอาจจะเป็นระบบสารสนเทศต่าง ๆ นะคะ มารวมกัน อันนี้เป็นพื้นฐานก่อนนะคะ ว่าทำไมเราถึงต้องมาพัฒนาระบบฐานข้อมูล มันจะเป็นระบบที่ปรับปรุงนะคะ มาจากการพัฒนาระบบนั่นแหละนะคะ การพัฒนาระบบเราจะมีอยู่ 5 ระยะนะคะ อันนี้คือเป็นมาตรฐาน สมมติเราเรียนไปแล้วเราจะเขียนโปรแกรมขึ้นมาสักงานหนึ่งนี่ หรือเราต้องการจะไปพัฒนาระบบเองก็ได้นะคะ ขั้นตอนมาตรฐานของการพัฒนาระบบจะมีอยู่ 5 ระยะนะคะ ระยะแรกเราต้องวางแผนก่อนว่าเราจะพัฒนาระบบอะไรนะคะ ทำไมต้องทำ มันมีความจำเป็นต่อการทำงานของเราไหมหรืออย่างไรนะคะ หลังจากนั้นมาวิเคราะห์ว่าไอ้ที่เราวางแผนไปมันครอบคลุมแล้วหรือยังการทำงานที่เราต้องการ หรือผลลัพธ์ที่เราต้องการ จากที่เราวางแผนไว้มันครบหรือเปล่านะคะ เราก็จับมาเช็กทีหลัง หลังจากนั้นพอเราวิเคราะห์ความถูกต้องทุกอย่างแล้วมันครบทุกรายละเอียดที่เราต้องการเราก็มาออกแบบรายละเอียดของระบบว่าระบบนี้มันต้องมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ใครสามารถงานระบบนี้ได้บ้างนะคะ แต่ละคนใช้งานการเข้าถึงข้อมูลมาก-น้อยต่างกันขนาดไหน อันนี้เป็นพื้นฐานเบื้องต้น หรือในระบบของเราต้องการเก็บข้อมูลอะไรบ้างนะคะ ต้องมากรอกรายละเอียด หรือเขียนรายละเอียดทั้งระบบนะคะ มาดูว่ามันครบหรือยังนะคะ ส่วนนี้จะต้องมีการตรวจสอบด้วย ว่าสิ่งที่เราวางแผนวิเคราะห์และการออกแบบมันสามารถเกิดขึ้นได้จริงไหมนะคะ จากนั้นพอวิเคราะห์แล้วว่ามันสามารถเกิดขึ้นได้ เราก็ไปดำเนินการพัฒนาระบบขึ้นมานะคะ ในส่วนนี้จะเป็นช่วงของการพัฒนานะคะ แต่บางคน ก็คือพัฒนาไปด้วย ทดสอบไปด้วยว่าระบบนี้ใช้งานได้จริงแล้วมันเป็นอย่างไร หรือมันมีข้อผิดพลาดตรงไหน ก็ดำเนินการแก้ไขทั้งสร้างใหม่ไปเรื่อย ๆ และปรับปรุงสิ่งที่ทำไปแล้วให้สมบูรณ์ที่สุด เราก็จะได้ระบบมา พอได้มาแล้ว มันก็ยังต้องมีในส่วนของการบำรุงรักษานะคะ ว่ามันทำงานได้ดีไหม มีข้อผิดพลาดในการทำงานหรือเปล่า ใส่ข้อมูลราคาสินค้าไป แต่ภาษีผิด ภาษีประเทศไทยบังเอิญ 7 เปอร์เซ็นต์ เราพิมพ์ผิดพิมพ์เป็นเลข 4 อย่างนี้ การคำนวณมันเลยพิมพ์ผิดอันนี้ต้องแก้ไขนะคะ เป็นผลของการบำรุงรักษาหรือว่ามีข้อมูลที่เราต้องการจะเพิ่ม อย่างเช่น ปกติเราเก็บแต่เบอร์โทรศัพท์มือถือนะคะ เราอยากได้เบอร์โทรศัพท์บ้านด้วย มันก็อยู่ในส่วนของการบำรุงรักษาค่ะ เพราะว่าเป็นการแก้ไขในระบบนั่นเองนะคะ เพิ่มโทรศัพท์บ้านเข้าไปด้วยอย่างนี้นะคะ ซึ่งจากการพัฒนาระบบนี่ เราเลยเอามาเป็นตัวตั้งต้นสำหรับการพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูล แต่มันจะมีบางส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมานะคะ ก็คือในส่วนของการทดสอบแล้วก็ประเมินผลนะคะ เมื่อกี้การพัฒนาระบบเราจะมีอยู่ 5 ขั้นตอน แต่ถ้าเป็นการพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูลหรือระบบจัดการฐานข้อมูลเราจะมี 6 ขั้นตอนนะคะ ซึ่งมันจะใกล้ ๆ กันนั่นแหละ โดยเริ่มต้นของการสร้างฐานข้อมูลขึ้นมานี่ เราต้องมีการศึกษาเบื้องต้นก่อนว่าเราต้องการจะเก้บ เราจะเก็บอะไร เก็บไปทำไม เก็บมาจากไหนนะคะ แล้วจะเรียกดูข้อมูลทำอย่างไรนะคะ อันนี้เป็นการศึกษาเบื้องต้นก่อน เอ๊ะ ที่เราจะทำนี่มันทำได้ไหม ทำได้จริงหรือเปล่า ข้อมูลคืออะไรนะคะ หลังจากนั้นเราก็เอาสิ่งที่เราจะเพิ่มต้นนี่มาออกแบบฐานข้อมูล เหมือนที่เราวาดไปนะคะ ที่เราวาดรูป ER ไป ก็คือเริ่มออกแบบแล้วว่า เอ๊ะ เหมือนตัวอย่างที่อาจารย์ยกให้ ก็คือร้านหนังสือ 1 ร้านเก็บข้อมูลอะไรบ้างนะคะ อันนี้คือเริ่มออกแบบแล้วนะคะ ออกแบบตรวจสอบข้อมูลครบทุกอย่างนะคะ เราก็จะมาดำเนินการสร้างฐานข้อมูลเพื่อไปติดตั้งในระบบที่เรามีไว้อยู่แล้วนะคะ หรือถ้ายังไม่มีก็สร้างขึ้นมานะคะ เพื่อใช้กับฐานข้อมูลที่เรากำลังจัดทำขึ้นเดียวกันนะคะ พอสร้างฐานข้อมูลเสร็จ เอาไปติดตั้งในระบบแล้ว เราก็ต้องมีการทดสอบแล้วก็ประเมินผลว่าฐานข้อมูลที่เราสร้างมาใช้งานได้ดีกับระบบที่มีอยู่หรือไม่นะคะ ถ้ามันไม่ดี มันไม่ดีตรงไหน มีตรงไหนต้องแก้ไขหรือเปล่านะคะ หรือใส่ฐานข้อมูลแล้วแต่เรียกข้อมูลขึ้นมาไม่ได้ เราก็ต้องแก้ปัญหานะคะ ว่าทำไมมันไม่ได้ เหมือนถ้าใครเคยใช้ Excel เบอร์โทรศัพท์นำหน้าของเราจะเป็นเลข 0 ใช่ไหมคะ แต่เหมือน Excel เหมือนกัน ถ้าเราไม่เปลี่ยนของข้อมูล เลข 0 เราจะหายไปนะคะ ทำไม อันนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่เราจะต้องกำหนดรูปแบบของข้อมูลในฐานข้อมูลของเราด้วยนะคะ ว่าให้คอลัมน์นี้เป็นเบอร์โทรศัพท์นะ ไม่ใช่จำนวนเลขหรือจำนวนจริงใด ๆ นะคะ พอเราทดสอบประเมินผลเป็นที่พอใจแล้ว เราก็เอาระบบที่ได้ที่มีการประสานกับข้อมูลการใช้งานจริง ใช้งานจริงระบบที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์จะต้องมีการบำรุงรักษาหรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงข้อมูลใด ๆ ก็ตามก็ต้องมีเหมือนกันนะคะ อันนี้ก็จะไปคล้ายกับการพัฒนาระบบนะคะ สำหรับการพัฒนาฐานข้อมูล แต่เดี๋ยวจะอธิบายโดยละเอียด ก็คือในการศึกษาเบื้องต้นนี่ มันก็อย่างที่อาจารย์บอกตอนแรกต้องดูว่าผู้ใช้งานต้องการอะไร ฐานข้อมูลเขาจะได้เพื่อเอาไปทำอะไร หรือมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นเขาต้องการระบบฐานข้อมูลนะคะ หรืออาจจะเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบนะคะ ซึ่งการศึกษาเบื้องต้นนี่ มันจะเป็นแนวทางในการออกแบบต่อไป อย่างน้อยที่เราต้องวิเคราะห์ คือ ในองค์กรเราการเก็บข้อมูลขนาดไหนนะคะ ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือข้อจำกัด ก็คือตอนนี้ข้อมูลเขียนลงในสมุดตลอดเลย หรือเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวนะคะ มันไม่สามารถทำงานร่วมกันได้หลาย ๆ คน จุดมุ่งหมาย คือ ถ้าเรามีระบบฐานข้อมูลที่ดี คนทำงานช่วยกันจะได้เพิ่มขึ้นหรืออาจจะเป็นการเพิ่มดูฐานข้อมูลได้สะดวกสบายขึ้นนะคะ เขตของงาน คือ คนที่สามารถเข้ามาดูข้อมูลได้มีใครบ้าง เป็นต้นนะคะ อันนี้คือการศึกษาเบื้องต้นก่อน แล้วก็มาเช็กดูนะคะ ข้อที่เราวิเคราะห์ไว้นี่ครบหรือยัง ถ้าครบแล้วนะคะ ออกแบบนะคะ เรื่องรายละเอียดขั้นตอนของการศึกษาข้อมูลนั่นแหละ เป็นแนวทางในการออกแบบ 3 ระดับนะคะ ระดับแนวระดับ ระดับภายใน ระดับภายนอก ระดับตรรกะอะไรพวกนี้นะคะ ที่เรียกกันว่าบทต้น ๆ นะคะ แนวคิดการพัฒนาแบบจำลองข้อมูลให้ถูกต้อง ต้องมีความละเอียดเข้าใจข้อมูลองค์กรเป็นอย่างดี ว่าถ้าคุณเป็นโปรแกรมเมอร์คุณต้องรู้ว่าองค์กรของคุณทำอะไรนะคะ ข้อดีมีอะไรบ้างนะคะ เป็นไปฝึกงาน แล้วเขาให้เราออกแบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการพนักงาน เราก็ต้องรู้ว่าข้อมูลพนักงาน 1 คนมีอะไรบ้าง แน่นอนเหมือนที่อาจารย์เคยสอน มีรหัสพนักงาน รหัสบัตรประชาชน ใช่ไหมคะ ชื่อ-นามสกุล มีเบอร์โทรศัพท์ มีที่อยู่ปัจจุบัน เรียนจบอะไรมา ตอนนี้ตำแหน่งอะไรเท่าไร อันนี้คือข้อมูลเบื้องต้น แต่ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ ๆ เขาก็จะถามข้อมูลละเอียดมาก ๆ ที่บ้านทำงานอะไร พ่อแม่อยู่ไหน มีลูกหรือยัง เพราะว่าบางองค์กรมีสวัสดิการให้คนในครอบครัวด้วย อันนี้พวกคุณก็ต้องศึกษาด้วยนะ พวกคุณไปทำงานที่ไหน แต่ละที่เขาไม่ได้เก็บข้อมูลเหมือนกัน จะมีเก็บข้อมูลไม่เยอะ หรืออาจจะเก็บข้อมูลนิดเดียวนะคะ ในฐานข้อมูลอาจจะเก็บรูปภาพพนักงาน รูปภาพต้องเป็นรูปภาพแบบไหน อันนี้ก็คือสิ่งที่เราต้องออกแบบนะคะ ไม่ใช่ว่าอยากทำอะไรก็ทำไม่ได้นะคะ ต้องดูความต้องการขององค์กรที่เราไปทำงานให้เขาด้วยนะคะ แต่การออกแบบนี่ เราต้องกำหนดชนิดของข้อมูลที่เราเอาเข้ามา ก็คือชนิดข้อมูลของคอลัมน์แต่ละคอลัมน์ที่เราต้องเอามาใส่นะคะ มีความสัมพันธ์เป็นอย่างไรบ้าง ตารางพนักงานจะต้องอัตราเงินเดือนใหม่นะคะ ต้องเขียนให้ถูกตำแหน่งแต่ละตำแหน่งคนแต่ละคนเงินเดือนไม่เท่ากัน ตารางแต่ละตารางเก็บข้อมูลอะไรบ้างนะคะ ขอบเขตของข้อมูลในตารางนั้นจะต้องกำหนดอย่างไร เหมือนที่อาจารย์ชอบยกตัวอย่าง เช่น รหัสบัตรประชาชนจะต้องเป็นเลขรหัส 13 หลักเท่านั้นอย่างนี้นะคะ หรือรหัสไปรษณีย์มันก็ควรจะต้องมี 5 หลักเท่านั้นไม่ควรเกินใช่ไหมคะ อะไรที่เรารู้อยู่แล้วว่าขอบเขตมันเป็นอย่างไร เราก็สามารถกำหนดได้นะคะ เผื่อป้องกันความผิดพลาดด้วย เผื่อบางคนพิมพ์รหัสไปรษณีย์ผิด ใส่ 0 เกินไปอย่างนี้ มันก็ผิด ข้อมูลที่ได้มามันก็ผิดพลาด ในตารางอะไรเป็นคีย์หลัก ก็คือค่าที่ห้ามซ้ำกันคืออะไรนะคะ มีการกำหนดความเป็นเอกลักษณ์ของตาราง ตารางทั่วไปหรือตารางเฉพาะ อันนี้จำเป็นต้องกำหนดนะคะ การเขียน ER diagram ก็คือการวาดรูปที่เราเคยวาดไปนะคะ วาดรูป ER หลังจากนั้นก็มานั่งคุยกันว่าสิ่งที่เราออกแบบสิ่งที่ผู้ใช้งานต้องการตรงกันหรือเปล่า มีตรงไหนที่เข้าใจไม่ตรงกันไหม หรือมีอะไรที่เราออกแบบขาดไปหรือเปล่า หรือมันเกินความจำเป็น ตัดออกได้ไหมนะคะ อันนี้คือสิ่งที่ต้องมาคุยกัน ไม่ใช่ว่าเราคิดเองทั้งหมดแล้วเราทำเลย สรุปไม่ตรงกันกับที่ผู้ใช้งานต้องการ อันนี้ก็ไม่ได้แล้ว เสียเวลาเปล่านะคะ เพราะฉะนั้น ควรจะต้องมานั่งคุยกันตั้งแต่เริ่มต้นนะคะ อันนี้ไม่มีอะไรออกแบบแล้วนี่ การเลือกโปรแกรมที่จะใช้ในการจัดการข้อมูลคนออกแบบก็ต้องดูด้วยว่าแต่ละโปรแกรมมันมีข้อจำกัดนะคะ ไม่ใช่ว่าฉันรู้สึกว่าฉันจะเลือกโปรแกรมนี้ได้เลือกเลย เลือกเพราะแค่จำชื่อได้มันไม่พอ มันต้องดูด้วยว่าไอ้ที่เราเลือกไปนี่ มันสามารถใช้งานได้ดีระบบที่เราต้องการจัดไว้หรือเปล่านะคะ เพราะว่าถ้าเราเลือกผิด แล้วเขาเอามาใช้งานจริง ๆ นี่ มันไม่เวิร์กหรือมันใช้งานไม่ได้นี่งานเราถือว่าล้มเหลวเลยนะคะ เริ่มทำงานแล้ว ข้อมูลเริ่มเก็บแล้ว แล้วจะให้เริ่มใหม่นี่เสียเวลามาก ๆ นะคะ เพราะฉะนั้น รัดกุมตั้งแต่ออกแบบเลยดีที่สุดนะคะ ทั้งการออกแบบทางตรรกะจะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจในเรื่องฐานข้อมูลนะคะ ก็ข้อมูลของเราจะเก็บข้อมูลอย่างไร มีการเชื่อมโยงอะไรบ้าง ทำไมต้องเก็บข้อมูลแบบนี้นะคะ แล้วก็ถ้าจำเป็นจริง ๆ กระบวนการในการเลือกที่เก็บข้อมูลก็สำคัญ คุณจะเก็บข้อมูลอย่างไร เก็บในเครื่อง Server เครื่องเดียว หรือมีการสำรองไปไว้ที่อื่น มีการกระจายข้อมูลกันเก็บ แต่ถ้าจำเป็นก็คือการเรียกใช้งานจากที่ไหนก็ได้นะคะ แล้วใครสามารถเรียกใช้งานได้บ้างคะ ผู้ใช้งานทั่วไปอาจจะได้แค่ดู แต่ถ้าเป็นผู้ดูแลระบบหรือหัวหน้างานสามารถแก้ไขข้อมูลได้ด้วยอย่างนี้นะคะ เป็นต้น อาจารย์นี่ถามว่าดูเกรดนักศึกษาได้ทุกคนเลยนะคะ แต่เข้าไปแก้ไขเกรดให้พวกคุณไม่ได้นะ อาจารย์ดูได้อย่างเดียวนะคะ อันนี้คือสิ่งที่เราออกแบบได้ คนที่แก้ไขได้คืออะไร ก็คือเจ้าหน้าที่สำนักทะเบียน ถ้าสมมติว่ามันมีข้อผิดพลาดก็สามารถท้วงติงได้ และเจ้าหน้าที่เท่านั้นนะคะ ที่จะเข้าไปปรับปรุงข้อมูลได้ อาจารย์ทำให้ไม่ได้นะคะ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างนะคะ หลังจากนั้นพอเราวิเคราะห์ทุกอย่างเรียบร้อยรัดกุมดีแล้วเราก็ลงมือสร้างฐานข้อมูลนะคะ ข้อมูลที่ได้จากการออกแบบของเรานี่สร้างฐานข้อมูลขึ้นมา เพื่อเก็บข้อมูลจริงนะคะ ข้อมูลในระบบเดิมให้เข้ากับระบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นมาก็ได้นะคะ ในข้อมูลเดิมอาจจะเก็บข้อมูลไม่ได้เก็บในระบบจัดการฐานข้อมูลอะไรหรอก เก็บไว้ใน Excel นะคะ แต่ถามว่าระบบจัดการฐานข้อมูลในปัจจุบันนี่มันสามารถนำเข้าข้อมูลที่เป็น Excel เข้าสู่ระบบจัดการฐานข้อมูลได้แล้วนะคะ อันนี้เป็นความสามารถระบบที่เราตั้งแต่แรกว่าโปรแกรมที่เราจะใช้งานนี้มันนี้ ถามว่าเพื่ออะไรเกิดมันเป็นที่อยู่ใน Excel ทั้งหมดเลย เป็นแบบเป็นหมื่นเป็นแสนข้อมูล แต่ว่าระบบที่เราเลือกใช้มันเอานำเข้าข้อมูลจาก Excel เข้ามาไม่ได้นี่ แล้วมันจะดีกว่าระบบเดิมอย่างไรนะคะ ในเมื่อมันไม่ได้ทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้นนะคะ หลังจากนั้นนี่ พอมีการพัฒนาฐานข้อมูลหรือปรับปรุงฐานข้อมูลขึ้นมาแล้วนะคะ มันก็จะเป็นขั้นตอนของการติดตั้งระบบนะคะ มันขึ้นอยู่กับว่าเราใช้ระบบจัดการฐานข้อมูลอะไรนะคะ มีใครเป็นผู้จัดการฐานข้อมูล หรือว่าเป็น Admin นั่นแหละ จำนวนพื้นที่ของการจัดเก็บฐานข้อมูลที่ต้องการใช้มีขนาดมาก-น้อยขนาดไหน ที่อยู่ในตารางมีตารางอะไรบ้างนะคะ อันนี้คือการติดใช้จริง เดี๋ยวพอเราสอบมิดเทอมเสร็จนะคะ ช่วงหลังปีใหม่ อาจารย์จะเริ่มพาทำภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลอย่างง่าย ๆ นะคะ พาทำ พิมพ์เอง ลองดูสิว่าวิธีการเรียกใช้ฐานข้อมูลอย่างง่ายนี่มันเป็นอย่างไรนะคะ พอเราติดตั้งเสร็จปุ๊บมันก็มีการทดสอบหาข้อผิดพลาดนะคะ ความผิดพลาดทางประเมินความสามารถของระบบที่เราเอามันมาใช้นะคะ ดูสิว่ามันรองรับความต้องการของเราจริง ๆ หรือเปล่า ครบถ้วนดีไหมนะคะ ถ้ามันไม่ครบเราจะทำอย่างไร หรือบางอย่างมันไม่จำเป็นนี่ เราอาจจะไม่จำเป็นให้ User ใช้งานก็ได้ อาจจะเป็นเฉพาะผู้ดูแลระบบใช้งานฟังก์ชันนั้นคนเดียวก็พออะไรอย่างนี้นะคะ ก็การทำงานเหล่านี้จะต้องเตรียมคู่มือ เตรียมข้อมูลทดสอบไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ เหมือนเวลาที่กำหนดว่าเราจบไปนี่ เราพัฒนาโปรแกรมใด ๆ ขึ้นมาก็ตาม เราจะต้องทำคู่มือใช้งานด้วยนะคะ ไม่อยากนั้นคนมาใช้งานระบบเราไม่เข้าใจ งงว่าทำไมคุณตั้งชื่อตารางแบบนี้ล่ะ ทำไมตั้งชื่อคอลัมน์แบบนี้ ไอ้ตัวนี้แปลว่าอะไร แล้วจะกดตัวไหนเพื่อบันทึกข้อมูลนะคะ หรือถ้าต้องการแก้ไขข้อมูลจะต้องกดตัวไหนนะคะ เราต้องเตรียมข้อมูลไว้ให้เขาด้วยเพื่อใช้ในการทดสอบนะคะ อาจจะเป็นตัวอย่างข้อมูลเพื่อเราพิมพ์เข้าไปในระบบดูซิว่ามันสามารถพิมพ์เข้าไปในระบบได้ไหมนะคะ ถูกต้องหรือเปล่ากับสิ่งที่เราต้องการให้มันเป็นนะคะ ไม่ใช่อาจารย์พิมพ์ข้อมูลเข้าไปเยอะมาก สรุปเรียกดูข้อมูลไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์นะคะ มันก็ต้องมีการทดสอบก่อน พอทดสอบแล้วเป็นที่น่าพอใจ เราเข้าไปติดตั้งใช้งานจริง ติดตั้งแล้วมันก็ต้องมีการประเมินผลเหมือนกันนะคะ ว่าเขาติดตั้งไปใช้จริง แล้วมันให้การทำงานที่ดีเหมือนตอนที่ทดสอบหรือเปล่า หรือพอทดสอบใช้งานได้ แต่พอมาใช้งานจริงข้อมูลเข้ามาทีละหมื่นละแสนข้อมูลออกวัน สรุประบบรับไม่ได้ ไม่ทันนะคะ ถอดความก็เจ๊ง โอเค รอล่ามแป๊บหนึ่ง โอเค ต่อค่ะ หลังจากนั้นนะคะ ถ้าเราทำงานไปแล้วอีกก็เหมือนที่บอกนะคะ ก็ต้องมีการบำรุงรักษาการปรับปรุง พอทำงานไปแล้วนี่ Admin นะคะ หรือว่าผู้จัดการฐานข้อมูลนี่ เขาก็ต้องมีการเตรียมการรักษาข้อมูล ไม่ใช่ใช้ ๆ ไปแล้วก็ไม่ได้กลับมาดูเลยนะคะ ป้องกันระบบด้วยว่าถ้าสมมติว่ามีปัญหาเกิดขึ้นเรามีการสำรองข้อมูลไว้หรือเปล่า แล้วตารางในการสำรองข้อมูลจะทำไว้บ่อยขนาดไหน แล้วแต่ระบบนะคะ บางคนถ้าเป็นระบบที่สำคัญมาก ๆ เขาจะต้องสำรองข้อมูลทุกวันนะคะ หรือถ้าระบบมีปัญหานะคะ ข้อมูลที่สำรองไว้สามารถกู้คืนได้ภายในระยะเวลาเท่าไรนะคะ เหมือนกับว่าสมมติวันนี้อาจจะมีภัยธรรมชาตินะคะ เป็นธนาคารแห่งหนึ่งสำนักงานใหญ่ ภัยธรรมชาติ ถ้าสมมติว่าข้อมูลเขาหาย มันเป็นไปไม่ได้เลยนะคะ เงินลูกค้าไม่รู้กี่บาท จะบอกว่าไม่รู้ค่ะ ว่าคุณมีเงินกี่บาท เพราะเมื่อคืนมีภัยธรรมชาติข้อมูลหาย คำตอบนี้จะต้องไม่เกิดขึ้นนะคะ ข้อมูลทุกอย่างจะต้องถูกเรียกนำมาใช้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นะคะ อันนี้อย่างเช่นองค์กรใหญ่เขาจะมีการซ้อมเลยนะคะ ว่าสำรองข้อมูลคุณสามารถกู้คืนข้อมูลมาได้เร็วที่สุดเท่าไร บางคนซ้อมทุก ๆ 1 เดือนเลยด้วยซ้ำว่าข้อมูลบางอย่างมันสำคัญมาก ๆ นะคะ ถ้าระบบเราใช้ไปนี่มันมีการเพิ่มตารางไหม หรืออาจจะมีคอลัมน์เพิ่มเติมที่เพิ่มเข้ามาสามารถได้สิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นการบำรุงรักษาปรับปรุงฐานข้อมูลเช่นเดียวกันนะคะ โดยที่นี่หัวข้อที่ 2 เหมือนที่อาจารย์บอก หัวข้อที่ 3 สินะคะ เป็นแผนภาพ ER นะคะ รูปภาพที่เราเคยวาดใครเป็น Ralation หรือว่าเป็นตารางมันเป็นอะไรที่ง่ายมาก เริ่มจากตารางก่อน ก็คือชื่อ Entity นะคะ โดยทางใด ๆ นะคะ หรือรูปภาพใด ๆ นี่มันสามารถเอามาแปลงเป็นตารางได้ 1 ตารางทันทีนะคะ ตารางคืออะไร หัวข้อตารางเหมือนที่เราเคยทำไปแล้ว ตารางคือมันเป็นสี่เหลี่ยมแบบนี้ใช่ไหม แล้วก็ ER จำได้นะ มันเป็นรูปแบบนี้นะ แล้วก็มีวงรี วงรี วงรีแบบนี้ เราเคยวาดไปแล้วนะคะ วาดไปแล้วนะคะ วาดไปแล้ว อันนี้น่าจะจำได้ว่า ER คืออะไร ทำไมอาจารย์พูดถึงนะคะ โดยนะคะ งการแปลงจากตาราง Entity ปกตินะคะ ชื่อตารางกับชื่อ Entity ตัวเดียวกันชื่อคอลัมน์ ก็คือช่วยนั่นเองนะคะ โดยอันนี้คือ 1 ตารางนะคะ มองเป็น 1 ตาราง เช่นตัวอย่าง อันนี้ส่วนบนตรงนี้เราเคยวาดแล้วใช่ไหมคะ อะไรคือชื่อตาราง ชื่อตารางมาจากชื่อในกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าตรงนี้แค่นั้นเอง มา คุณก็เอาชื่อตรงนี้เสนอในรูปแบบปลาในหรือยังหรือว่าเป็นภาพที่เห็นแล้วแต่เลยนะคะ ร้านนี้ก็เหมือนกันหลักการทำงานเดียวกันค่ะ อะไรที่อยู่ในกรอบตัวนี้ก็คือชื่อตารางเอาไว้ข้างหน้าหลังจากนั้นสิ่งที่อยู่ใน Attribute ก็คือเป็นรูปวงรีตรงนี้เอามาใส่ในวงเล็บแค่นั้นเองนะคะ แต่ส่วนมากเวลาสอบนักศึกษาจะจำไม่ได้ว่ามันทำอย่างไร ซึ่งมันง่ายมากนะคะ ซึ่งอาทิตย์หน้าสอบอาทิตย์หน้าสอบนะคะ เดี๋ยวอาจารย์จะนัดอีกที น่าจะถึงวันนี้นะคะ ข้อสอบออกตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้เลยนะคะ ซึ่งรูปนี้ออกสอบแน่ ๆ จำให้ได้นะคะ เพราะมันง่ายมาก แต่ถ้ารูปนั้นนะคะ แผนภาพนั้นมันมีส่วนของตารางอ่อนแอนะคะ ก็คือ Weak Attribute สัญลักษณ์ของ Entity ก็คือสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 2 วง หลักการคือมันมีส่วนของค่าที่มีความอ่อนแอ เราจะเอาคีย์หลักของอีกตารางหนึ่งมันมีความสัมพันธ์ด้วยมาใส่นะคะ เช่น รูปนี้เห็นไหมคะ ว่ามันจะมีสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 2 อัน ข้างล่าง ถ้าสมมติว่าเราจะมาแปลงเป็นความสัมพันธ์อันนี้คือคีย์หลักของตารางที่มีค่าอ่อนแอหลักการ คือ ให้เอาคีย์หลักของอีกทางหนึ่งที่มันมีความสัมพันธ์ด้วยมาใส่นะคะ ผลลัพธ์ที่ได้จากตารางอ่อนแอตรงนี้สังเกตไหมครับ ว่าจริง ๆ มันจะมีแค่ 2 ใช่ไหมคะ ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ปกครองข้อมูลผู้ปกครองนักเรียน ถ้าเรามาแปลงตารางเราจะต้องเอาส่วนของรหัสนักเรียนมาด้วย เวลาเขียนก็เพิ่มนะคะ คีย์หลักของตารางที่ผ่านมา ก็คือมีรหัสนักเรียนเข้ามาเพิ่มแค่นั้นเอง อันนี้คือสำหรับตารางที่มีความอ่อนแอ ก็คือการต้องไปพึ่งค่าของตารางอื่นนั่นเองนะคะ อันนี้ก็ไม่ยาก ถ้าจำได้นะคะ ไม่ยากเลย ต่อมาการแปลงแผนภาพนะคะ ให้เป็นความสัมพันธ์ มันจะมีอยู่ 3 รูปแบบนะคะ แบบ 1 ต่อ 1 แบบ 1 ต่อกลุ่ม แบบกลุ่มต่อกลุ่ม อันนี้เรารู้อยู่แล้ว อันนี้เราเคยเรียนมาแล้ว โดยการแทนความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ 1 นี่ ก็คือชื่อของตารางนี่เรารู้อยู่แล้วใช่ไหมคะ ก็ตั้งและความสำคัญก็ง่ายนะคะ การเพิ่มคีย์หลัก คีย์หลักก็คือที่มันขีดเส้นใต้น่ะค่ะ ตารางที่สัมพันธ์กันมาใส่ให้มันสามารถเชื่อมโยงกันได้ อันนี้คือง่ายมากจากรูปนะคะ คีย์หลัก ก็คือตัวขีดเส้นใต้ของเปลี่ยนตารางนี้นะคะ ของมันเอง บัณฑิตนะคะ จบการศึกษา เขาจะมีรหัสนักศึกษา เขาทำวิทยานิพนธ์เรื่องอะไรนะคะ จะมีรหัสวิทยานิพนธ์หลังนี้