﻿1
00:00:48,136 --> 00:00:52,136
ถ้านักเรียนเข้าใจแล้วเริ่มเขียนได้เลยครับ

2
00:08:56,930 --> 00:09:00,930
มีนักเรียนคนไหนไม่เข้าใจอีกไหมครับ มีไหม

3
00:09:09,028 --> 00:09:13,028
มีนักเรียนคนไหนไม่เข้าใจสามารถยกมือเดินเดินออกมาถามพี่ล่ามได้เลยครับ

4
00:13:30,802 --> 00:13:34,383
นักเรียนเขียนมาเลยนะ

5
00:13:34,383 --> 00:13:38,383
นักเรียนไม่ต้องกลัวว่านักเรียนจะเขียนผิด

6
00:13:40,419 --> 00:13:43,229
นักเรียนเขียนมาเลยเขียนมาให้ครูดูเลยแล้วคุณครูจะดูเองว่านักเรียน

7
00:13:43,229 --> 00:13:44,303
เขียนผิดตรงไหนแล้วคุณครูจะบอก

8
00:13:44,303 --> 00:13:47,330
ตัวเองว่า

9
00:13:47,330 --> 00:13:51,053
คำที่ถูกต้องควรเขียนอย่างไรนะครับ

10
00:13:51,053 --> 00:13:54,778
นักเรียนไม่ต้องกังวลว่านักเรียนจะเขียนไม่ได้

11
00:13:54,778 --> 00:13:58,778
นักเรียนอยากเขียนอะไรให้คุณครูนักเรียนเขียนมาเลย

12
00:14:03,384 --> 00:14:07,384
โอเคนะ โอเค

13
00:24:35,013 --> 00:24:37,542
นักเรียนเขียนเรียบร้อยแล้วนะ และทีนี้เดี๋ยวคุณครูจะให้นักเรียนมา

14
00:24:37,542 --> 00:24:41,542
มาพูดภาษามือ

15
00:24:46,225 --> 00:24:49,001
สิ่งที่นักเรียนเขียนลงในสมุดนะครับ ว่านักเรียนพูดเขียนอะไรสื่อสารอะไรกับคุณครูเดี๋ยวจะให้พี่ล่าม

16
00:24:49,001 --> 00:24:53,001
แปลภาษามือให้ครูฟัง

17
00:24:57,048 --> 00:25:00,574
แปลเป็นคำพูดแปลเป็นคำพูดได้ใช่ไหมครับ พูดเสียงเสียงออกมาได้ใช่ไหมครับ โอเค ครับ

18
00:25:00,574 --> 00:25:01,800
เดี๋ยวให้คุณครูจะสุ่มนะ คุณครูจะสุม

19
00:25:01,800 --> 00:25:05,800
นักเรียน

20
00:25:15,013 --> 00:25:19,013
ใช่ ๆ ครับออกมาเลย

21
00:25:20,767 --> 00:25:24,767
อยู่หน้ากล้องเลย พูดกับพี่ล่ามนะ

22
00:25:36,159 --> 00:25:40,159
(ล่าม) ได้ยินไหมคะ

23
00:25:40,614 --> 00:25:44,614
(อาจารย์จักรพงศ์) ได้ยินครับ ไม่ใช

24
00:25:47,549 --> 00:25:51,549
่ลูก ไม่ใช่ ให้พูดภาษามือ

25
00:26:11,008 --> 00:26:15,008
ให้บอกพี่ล่ามว่านักเรียนเขียนลงในสมุดว่าอะไร

26
00:26:21,661 --> 00:26:24,359
เดี๋ยวให้คนอื่นก่อนเดี๋ยวมานี่ก่อน

27
00:26:24,359 --> 00:26:28,359
เดี๋ยวให้จะให้คนอื่นก่อน

28
00:26:50,792 --> 00:26:54,792
(ล่าม) สวัสดีค่ะ ใช้ชื่อภาษามือนี้นะคะ

29
00:26:55,858 --> 00:26:59,858
เลขที่ 12 ค่ะ

30
00:27:00,015 --> 00:27:04,015
เดี๋ยว ๆ นะคะ

31
00:27:13,439 --> 00:27:17,439
เกิดวันที่ 12 เดือนธันวาคมค่ะ ปี

32
00:27:29,282 --> 00:27:30,886

33
00:27:30,886 --> 00:27:32,370

34
00:27:32,370 --> 00:27:36,370
2549 ค่ะ

35
00:27:42,360 --> 00:27:43,434
บ้านเกิดของดิฉัน

36
00:27:43,434 --> 00:27:47,434
อยู่ที่

37
00:28:24,894 --> 00:28:28,894
บ้านเกิดของดิฉันนะคะ อยู่ที่อำเภอ

38
00:28:37,082 --> 00:28:41,082
พอดีมองเห็นไม่ค่อยชัดนะคะคุณ

39
00:28:47,091 --> 00:28:49,600
ครู บ ใบไม้ สระอ

40
00:28:49,600 --> 00:28:50,764
ิ ง งู

41
00:28:50,764 --> 00:28:52,570
ก ไก่

42
00:28:52,570 --> 00:28:54,928
สระอา

43
00:28:54,928 --> 00:28:57,759
บึงกาฬค่ะ

44
00:28:57,759 --> 00:29:01,759
บ้านเกิดดิฉันอยู่ที่บึงกาฬค่ะ

45
00:29:13,825 --> 00:29:17,284
ฉัน

46
00:29:17,284 --> 00:29:19,464
ชอบกิน

47
00:29:19,464 --> 00:29:23,464
ผัดหมูค่ะ

48
00:29:25,249 --> 00:29:27,223
ครอบครัวของดิฉันนะคะ

49
00:29:27,223 --> 00:29:29,008
มี 4 คนค่ะ

50
00:29:29,008 --> 00:29:30,288
มีพ่อ

51
00:29:30,288 --> 00:29:34,288
แม่

52
00:29:34,326 --> 00:29:35,940
พี่ชายน้อง

53
00:29:35,940 --> 00:29:39,940
ก็คือตัวดิฉันนะคะ หมดแล้วค่ะ ขอบค

54
00:29:42,543 --> 00:29:46,232
ุณค่ะ  (อาจารย์จักรพงศ์)  โอเคครับ ขอบคุณครับ

55
00:29:46,232 --> 00:29:50,232
ขอบคุณพี่ล่ามช่วยแปล

56
00:29:51,198 --> 00:29:52,928
เดี๋ยวครูอีกสัก 2 คนดีกว่า

57
00:29:52,928 --> 00:29:54,375
อีกสัก 2 คน

58
00:29:54,375 --> 00:29:57,835
เอา

59
00:29:57,835 --> 00:30:01,835
ผู้หญิงแล้วผู้ชายบ้างครับ

60
00:30:18,667 --> 00:30:21,909
ผู้ชาย 3 คนมีใครจะออกมาพูด โอเคให้ผู้หญิงก่อน

61
00:30:21,909 --> 00:30:25,909
ผู้หญิงขอพูดก่อนเชิญครับ เชิญ

62
00:30:34,859 --> 00:30:37,388
(ล่าม) สวัสดีค่ะ

63
00:30:37,388 --> 00:30:41,388
ฉันชื่อภาษามือนี้นะคะ

64
00:30:47,638 --> 00:30:48,582
ดิฉันเกิดวันที่

65
00:30:48,582 --> 00:30:52,582
7

66
00:30:55,768 --> 00:30:59,768
เดือนตุลาคมค่ะ 2550 ค่ะ

67
00:31:05,506 --> 00:31:06,511
บ้านเกิดของดิฉันนะคะ

68
00:31:06,511 --> 00:31:10,511
อยู่ที่

69
00:31:23,128 --> 00:31:25,279
ส เสือ ก ไก่ ล ลิง

70
00:31:25,279 --> 00:31:29,279
สกลนครค่ะ

71
00:31:32,279 --> 00:31:36,279
ดิฉัน

72
00:31:38,881 --> 00:31:42,579
เรียนอยู่ที่โสตศึกษา จังหวัดอุดรค่ะ

73
00:31:42,579 --> 00:31:43,469
ฉันชอบ

74
00:31:43,469 --> 00:31:47,469
กิน

75
00:31:50,723 --> 00:31:54,723
อะไรคือลูกสีเหลือง

76
00:31:59,302 --> 00:32:03,302
ท ทหาร

77
00:32:08,364 --> 00:32:12,364
ท ทหาร สระโอ

78
00:32:19,375 --> 00:32:23,321
ดิฉันชอบทานทุเรียนค่ะ

79
00:32:23,321 --> 00:32:27,321
ขอบคุณค่ะ

80
00:32:28,585 --> 00:32:32,585
(อาจารย์จักรพงศ์)  โอเคครับ

81
00:32:34,474 --> 00:32:38,474
เชิญนั่งครับ เชิญนั่ง อีกคนหนึ่งอีกคนหนึ่งมีไหม มีไหม

82
00:32:38,580 --> 00:32:42,580
ขออาสาสมัครหน่อยครับ ขออาสาสมัครหน่อย

83
00:32:51,397 --> 00:32:55,397
เชิญครับ เชิญครับ

84
00:33:18,283 --> 00:33:21,644
(ล่าม) สวัสดีครับ

85
00:33:21,644 --> 00:33:24,244
ผมชื่อภาษามือนี้นะครับ

86
00:33:24,244 --> 00:33:27,504
ผม

87
00:33:27,504 --> 00:33:28,994
เป็นมีลูก

88
00:33:28,994 --> 00:33:30,623
ผมเป็นคน

89
00:33:30,623 --> 00:33:33,183
ครอบครัวผมมีพี่น้อง

90
00:33:33,183 --> 00:33:36,367
มีทั้งหมด 5 คน

91
00:33:36,367 --> 00:33:38,889
แล้วก็มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน มีพี่

92
00:33:38,889 --> 00:33:42,889
พ่อผม แล้วก็น้องครับ

93
00:33:55,386 --> 00:33:59,386
บ้านเกิดของผม

94
00:34:54,905 --> 00:34:58,905
บ้านเกิดของผมอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีครับ

95
00:35:00,468 --> 00:35:04,374
ผมชอบ

96
00:35:04,374 --> 00:35:08,095
กินหมูกระทะครับ

97
00:35:08,095 --> 00:35:12,095
แล้วก็ต้มเลือดหมูครับ

98
00:35:13,822 --> 00:35:17,822
แล้วเขาชอบทานเนื้อวัวครับ

99
00:35:19,276 --> 00:35:23,276
หมดแล้วครับ ขอบคุณครับ (อาจารย์จักรพงศ์)

100
00:35:24,432 --> 00:35:28,432
โอเคครับ

101
00:35:40,042 --> 00:35:41,841
นักเรียนครับ นักเรียนรู้ไหมว่าสิ่งที่นักเรียนเขียนลงในสมุด

102
00:35:41,841 --> 00:35:45,841
ที่สื่อสารกับคุณครู

103
00:35:50,360 --> 00:35:51,918
น่ะ มันอาจจะไม่ตรงกันกับที่นักเรียนพูดกับพี่ล่าม เนื่องจากนักเรียนมีทักษะการเขียน

104
00:35:51,918 --> 00:35:55,918
ที่ยัง

105
00:35:58,013 --> 00:36:02,013
เขาเรียกว่าอะไรที่ยังไม่ดีพอ

106
00:36:02,166 --> 00:36:06,166
เดี๋ยวคุณครูจะสอนทักษะการเขียนนักเรียน

107
00:36:08,231 --> 00:36:12,231
ในการเขียนที่ถูกต้องเผื่อนักเรียนเขียน

108
00:36:13,195 --> 00:36:17,195
เผื่อนักเรียนเดินทางไปที่ไหนอย่างนี้ นักเรียนจะสามารถ

109
00:36:19,094 --> 00:36:21,893
นักเรียนจะสามารถเขียนสื่อสารกับ

110
00:36:21,893 --> 00:36:25,893
คนอื่น ๆ ให้เข้าใจได้นะครับ

111
00:36:31,251 --> 00:36:33,366
มีคนไหนฟังไม่ทันไหม มีคนไหน

112
00:36:33,366 --> 00:36:37,366
ยังไม่เข้าใจที่คุณครูพูดไหมครับ

113
00:36:38,726 --> 00:36:42,726
เข้าใจใช่ไหม

114
00:36:53,421 --> 00:36:57,421
นักเรียนดูพี่ล่ามนะ นักเรียนไม่ต้องดูคุณครูพูดนะ คุณครูจะพูดเฉย ๆ ส่วนพี่ล่ามจะใช้ภาษามือสื่อสารกับนักเรียนนะครับ

115
00:37:05,866 --> 00:37:09,177
ก็คือสิ่งที่คุณครูให้นักเรียนเขียนลงในสมุดนี่ ถ้านักเรียน

116
00:37:09,177 --> 00:37:13,177
เรียนจบไปแล้วไปทำงานหรือ

117
00:37:15,347 --> 00:37:16,175
ไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนแล้ว นักเรียนจะสามารถสื่อสารกับคน

118
00:37:16,175 --> 00:37:20,175
ที่

119
00:37:20,391 --> 00:37:24,046
ไม่รู้จักภาษามือได้อย่างไรนักเรียนก็ต้องเขียน

120
00:37:24,046 --> 00:37:26,673
ใช่ไหมครับ ถ้านักเรียนเขียนแล้ว

121
00:37:26,673 --> 00:37:30,673
นักเรียนจะเขียนอย่างไรให้กับ

122
00:37:32,058 --> 00:37:36,058
หลาย ๆ คนเข้าใจในสิ่งที่นักเรียนอยากจะสื่อสารกับคนอื่น

123
00:37:47,802 --> 00:37:51,802
ก่อนอื่นเลยเดี๋ยว

124
00:37:54,603 --> 00:37:58,603
เมื่อกี้คุณครูให้นักเรียนทำใบงานไปแล้ว เดี๋ยวเราจะมารู้จักความหมายของการเขียนนะครับ

125
00:38:04,683 --> 00:38:08,683
ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเขียนเลยนักเรียน การเขียนเป็นการสื่อสาร

126
00:38:08,683 --> 00:38:11,110
ด้วยอักษรถ่ายทอดความรู้ ความคิด

127
00:38:11,110 --> 00:38:14,889
อารมณ์ความรู้สึก

128
00:38:14,889 --> 00:38:17,712
ประสบการณ์ของผู้เขียนไปสู่ผู้อ่านนะครับ

129
00:38:17,712 --> 00:38:20,113
ทักษะการเขียนเป็นทักษะ

130
00:38:20,113 --> 00:38:22,317
ที่เป็นทั้งศิลป์และศาสตร์

131
00:38:22,317 --> 00:38:25,081
กล่าวคือ

132
00:38:25,081 --> 00:38:26,052
การเขียนต้องใช้ภาษาที่ไพเราะ

133
00:38:26,052 --> 00:38:30,052

134
00:38:30,856 --> 00:38:34,063
ประณีต ที่สื่อได้ทั้งอารมณ์ความคิดความรู้

135
00:38:34,063 --> 00:38:38,063
ต้องใช้ศิลปะที่กล่าวว่า

136
00:38:40,546 --> 00:38:43,023
ที่กล่าวว่าเป็นศาสตร์นั้นก็เพราะว่าการเขียนทุกชนิดจะต้องประกอบด้วย ความรู้

137
00:38:43,023 --> 00:38:47,023
หลักการ และวิธีการนะครับ

138
00:38:53,855 --> 00:38:57,855
ต่อไปเรามาดูความสำคัญของการเขียนบ้างนะครับ

139
00:38:59,449 --> 00:39:03,449
นักเรียนรู้หรือเปล่าว่าความสำคัญของการเขียนน่ะ

140
00:39:06,709 --> 00:39:09,921
สำคัญอย่างไรก็อย่างที่คุณครูเคยพูดกับนักเรียนเอาไว้แล้วว่าสมมติว่าถ้านักเรียน

141
00:39:09,921 --> 00:39:13,921
ม. 6 ไป

142
00:39:15,754 --> 00:39:17,744
นักเรียนไปทำงานที่อื่นหรืออย่างไรไม่ได้อยู่ที่นี่ แล้วเวลานักเรียนจะสื่อสารกับคน

143
00:39:17,744 --> 00:39:20,301
ไม่รู้จักภาษามือ

144
00:39:20,301 --> 00:39:24,301
นักเรียนจะต้องเขียนสื่อสาร

145
00:39:24,549 --> 00:39:27,470
นี่เป็นสิ่งที่สำคัญเลยว่านักเรียนจะต้องเขียนให้ถูกต้อง

146
00:39:27,470 --> 00:39:31,233
นักเรียนจะต้องรู้ว่า

147
00:39:31,233 --> 00:39:34,325
ทำที่นักเรียนจะสื่อสารนี่ มันเขียนอย่างไร

148
00:39:34,325 --> 00:39:35,864
เขียนถูกหรือเปล่าสะกด

149
00:39:35,864 --> 00:39:38,485
ตัวอักษร

150
00:39:38,485 --> 00:39:41,501
พยัญชนะวรรณยุกต์ตัวสะกด

151
00:39:41,501 --> 00:39:44,976
ทุกอย่างถูกต้องไหม

152
00:39:44,976 --> 00:39:48,976
ถ้านักเรียนเขียนผิด

153
00:39:52,640 --> 00:39:56,181
นิดเดียวมันก็จะเป็นความหมายอื่นแล้ว และนักเรียนก็จะไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่น ๆ ได้เลย

154
00:39:56,181 --> 00:40:00,181
นอกจากคนที่ใช้ภาษามือด้วยกันเอง

155
00:40:01,947 --> 00:40:05,947
อย่างเช่น คุณครูเอง คุณครูยังไม่รู้จักภาษามือ

156
00:40:07,765 --> 00:40:09,953
คุณครูไม่รู้เลยว่านักเรียนจะสื่อสารอะไรกับคุณครู คุณครูรู้แค่

157
00:40:09,953 --> 00:40:13,953
เล็ก ๆ น้อย ๆ นิดหน่อย

158
00:40:15,423 --> 00:40:19,423
นักเรียนพอจะสื่อสารกับคุณครูเป็นประโยคยาว ๆ เป็นความหมายยาว ๆ

159
00:40:24,349 --> 00:40:27,139
นักเรียนไม่สามารถสื่อสารกับคุณครูได้ และอีกอย่างนักเรียนก็ไม่สามารถที่จะเขียนสื่อสารกับคุณครูได้เช่นกัน

160
00:40:27,139 --> 00:40:28,191
เพราะว่านักเรียนยังไม่รู้ว่า

161
00:40:28,191 --> 00:40:29,479
คำศัพท์

162
00:40:29,479 --> 00:40:33,479
หรือ

163
00:40:35,388 --> 00:40:37,511
สิ่งที่นักเรียนจะสื่อสารมันเขียนว่าอะไรอย่างเช่น เมื่อกี้มีนักเรียน 1 คน

164
00:40:37,511 --> 00:40:41,511
เข้ามาถามคุณครูว่า

165
00:40:43,553 --> 00:40:47,039
จังหวัดสกลนครเขียนอย่างไร ซึ่งคุณครูก็ให้นักเรียนเขียนให้ดูก่อนว่านักเรียน

166
00:40:47,039 --> 00:40:48,889
เขียนอย่างไร ซึ่งก็สลับ

167
00:40:48,889 --> 00:40:52,889
พยัญชนะกัน

168
00:40:57,592 --> 00:41:01,592
นี่เป็นการเขียนที่นักเรียนยังขาดทักษะการเขียนที่ถูกต้องอยู่ เพราะฉะนั้น

169
00:41:02,483 --> 00:41:06,483
เดี๋ยวชั่วโมงการเขียนของคุณครู

170
00:41:06,531 --> 00:41:09,840
น่าจะใช้เวลาการสอนตรงนี้มากหน่อย

171
00:41:09,840 --> 00:41:12,479
วันนี้เราก็จะมารู้เกี่ยวกับ

172
00:41:12,479 --> 00:41:15,037
ความหมายและความสำคัญของการเขียน

173
00:41:15,037 --> 00:41:16,372
แล้วก็จุดมุ่งหมาย

174
00:41:16,372 --> 00:41:20,372
แล้วก็มารยาท

175
00:41:22,045 --> 00:41:23,028
ในการเขียนไปก่อน เดี๋ยวในคาบชั่วโมงหน้าคุณครูจะมาสอนเจาะจง

176
00:41:23,028 --> 00:41:26,062
ว่า

177
00:41:26,062 --> 00:41:30,062
การเขียนมีกี่รูปแบบแล้วก็

178
00:41:32,291 --> 00:41:36,291
แต่ละรูปแบบจะต้องเขียนอย่างไร เพื่อที่จะให้นักเรียนได้เขียนสื่อสาร

179
00:41:36,479 --> 00:41:40,082
กับหลาย ๆ คนที่ไม่รู้จักภาษามือได้เข้าใจ

180
00:41:40,082 --> 00:41:43,105
ไม่ว่าจะเป็น

181
00:41:43,105 --> 00:41:46,241
พ่อ แม่ พี่น้องของนักเรียนที่อยู่ตามบ้าน

182
00:41:46,241 --> 00:41:50,241
ที่อยู่ที่บ้านของนักเรียนเอง

183
00:41:50,798 --> 00:41:54,211
บางทีคุณพ่อ คุณแม่ของนักเรียนก็ยังไม่รู้จักภาษามือ

184
00:41:54,211 --> 00:41:58,082
ถ้านักเรียนจะสื่อสารอย่างไรนักเรียนก็ต้องเขียน

185
00:41:58,082 --> 00:42:02,082
เขียนสื่อสารกับคุณพ่อ คุณแม่ให้เข้าใจ

186
00:42:03,778 --> 00:42:07,778
โอเคไหมครับ

187
00:42:10,339 --> 00:42:13,334
สิ่งที่คุณครูพูดนักเรียนเข้าใจนะ ถ้าเรียนเข้าใจแล้วเดี๋ยว

188
00:42:13,334 --> 00:42:14,279
มีใครอยากจะไปเข้าห้องน้ำไหมครับ

189
00:42:14,279 --> 00:42:16,355
ตอนนี้

190
00:42:16,355 --> 00:42:19,220
เดี๋ยวคุณครูจะเบรกให้

191
00:42:19,220 --> 00:42:23,220
สัก 10 นาที

192
00:42:24,155 --> 00:42:28,155
โอเคครับ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวคุณครู

193
00:42:29,483 --> 00:42:33,220
เบรกให้นักเรียน 10 นาที ไปเข้าห้องน้ำนะ แล้วก็เหมือนนักเรียนจะไปดื่มน้ำ

194
00:42:33,220 --> 00:42:36,717
เดี๋ยวขอพักสัก 10 นาทีนะครับ

195
00:42:36,717 --> 00:42:40,717
พี่ล่าม โอเคครับ

196
00:51:24,900 --> 00:51:26,631
โอเคนะเดี๋ยวเรา

197
00:51:26,631 --> 00:51:29,930
เดี๋ยวเรามา

198
00:51:29,930 --> 00:51:33,930
ตอบกันด้วยความสำคัญของการเขียนนะ

199
00:51:37,277 --> 00:51:41,277
นักเรียนเวลาคุณครูพูดนักเรียนดูพี่ล่ามนะครับ นักเรียนโดยพี่ล่ามนักเรียนไม่ต้องดูครูนะ

200
00:51:41,405 --> 00:51:45,405
ว่าพี่ล่ามจะสื่อสารด้วยภาษามือให้นักเรียนเข้าใจ

201
00:51:46,035 --> 00:51:50,035
ว่าคุณครูจะจับภาษามืจะไม่ได้ใช้ภาษามือให้นักเรียนเลย

202
00:51:53,417 --> 00:51:56,481
โอเคนะครับ ความสำคัญของการเขียนนะครับ

203
00:51:56,481 --> 00:51:58,615
การเขียนมีความสำคัญสำหรับมนุษย์

204
00:51:58,615 --> 00:52:01,739
โลกมนุษย์ในปัจจุบัน

205
00:52:01,739 --> 00:52:05,739
มีความเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว

206
00:52:08,942 --> 00:52:10,518
การเขียนก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วยซึ่งสามารถสรุปความสำคัญ

207
00:52:10,518 --> 00:52:12,099
ของการเขียน

208
00:52:12,099 --> 00:52:16,099
ได้ดังนี้

209
00:52:16,144 --> 00:52:19,304
1

210
00:52:19,304 --> 00:52:21,010
. การเขียนเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง

211
00:52:21,010 --> 00:52:22,938
2

212
00:52:22,938 --> 00:52:26,169
. การเขียน

213
00:52:26,169 --> 00:52:28,372
เป็นการแสดงออกซึ่งภูมิปัญญาของมนุษย์

214
00:52:28,372 --> 00:52:29,595
3

215
00:52:29,595 --> 00:52:33,450
. การเขียน

216
00:52:33,450 --> 00:52:36,207
เป็นเครื่องมือถ่ายทอดมรดกทางสติปัญญา

217
00:52:36,207 --> 00:52:40,207
4.

218
00:52:42,428 --> 00:52:44,522
การเขียนเป็นเครื่องมือสร้างความสามัคคีและความเจริญรุ่งเรือง

219
00:52:44,522 --> 00:52:45,943
ในทางตรงกันข้าม

220
00:52:45,943 --> 00:52:49,807
การเขียน

221
00:52:49,807 --> 00:52:53,807
ก็เป็นเครื่องบ่อนทำลายได้เช่นกันนะครับ ถ้านักเร

222
00:52:55,908 --> 00:52:59,908
ียน ถ้านักเรียนเขียนสื่อสารในทางที่ดี

223
00:53:01,767 --> 00:53:04,462
มันก็จะเกิดเรื่องดี ๆ กับตัวนักเรียนเอง แต่ถ้าเมื่อไร

224
00:53:04,462 --> 00:53:08,462
เวลานักเรียนไปเขียน

225
00:53:08,489 --> 00:53:12,489
เขียนด่าคนนู้นเขียนด่าคนนี้

226
00:53:12,911 --> 00:53:16,911
มันจะทำให้เกิดผลเสียกับตัวนักเรียนเองนะครับ

227
00:53:25,425 --> 00:53:29,425
ต่อมานะครับ เป็นจุดมุ่งหมายของการเขียนนะ

228
00:53:33,513 --> 00:53:35,708
จุดมุ่งหมายของการเขียนนะครับ การเขียนจะบรรลุตามวัตถุประสงค์หรือไม่นั้น

229
00:53:35,708 --> 00:53:39,708
สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ

230
00:53:41,010 --> 00:53:42,364
การเขียนต้องมีจุดมุ่งหมายซึ่งสามารถจำแนกได้ดังนี้

231
00:53:42,364 --> 00:53:43,657
1

232
00:53:43,657 --> 00:53:45,395
. การเขียน

233
00:53:45,395 --> 00:53:49,395
เพื่อการเล่าเรื่อง

234
00:53:49,762 --> 00:53:53,265
ก็คือเป็นการนำเรื่องราวที่สำคัญมาถ่ายทอดเป็น

235
00:53:53,265 --> 00:53:55,503
เป็นข้อเขียน

236
00:53:55,503 --> 00:53:59,503
เช่น การเขียนเล่าประวัติ

237
00:54:02,195 --> 00:54:05,312
ที่คุณครูให้นักเรียนเขียนประวัติส่วนตัวของนักเรียนเองนะครับ ว่านักเรียน

238
00:54:05,312 --> 00:54:07,867
เกิดวันที่เท่าไรนักเรียน

239
00:54:07,867 --> 00:54:10,508
ชอบกินอะไร

240
00:54:10,508 --> 00:54:12,238
นักเรียนไม่ชอบกินอะไร

241
00:54:12,238 --> 00:54:16,238
แล้วก็บ้านนักเรียนอยู่ที่

242
00:54:19,469 --> 00:54:23,469
ไหน  นักเรียนเป็นคนจังหวัดอะไร ให้นักเรียนนักเรียนก็เขียนรายละเอียดแล้วก็

243
00:54:25,559 --> 00:54:27,428
มาสื่อสารเป็นภาษามือให้กับพี่ล่ามเพื่อที่จะแปลให้คุณครูฟังเมื่อ

244
00:54:27,428 --> 00:54:31,400
ที่ผ่านมาเมื่อกี้เอง

245
00:54:31,400 --> 00:54:35,400
นี่ล่ะ ก็คือการเขียนเล่าประวัติของนักเรียนเอง

246
00:54:39,808 --> 00:54:40,556
ส่วนนักเรียนจะเขียนถูกต้องหรือไม่ถูกต้องนั้นคุณครู

247
00:54:40,556 --> 00:54:41,492
ไม่

248
00:54:41,492 --> 00:54:45,492

249
00:54:46,219 --> 00:54:48,741
สนใจตรงนั้น เพราะว่ามันขึ้นอยู่ที่ว่านักเรียน

250
00:54:48,741 --> 00:54:50,920
ตั้งใจที่จะเขียน

251
00:54:50,920 --> 00:54:52,523
สื่อสารให้กับคุณครู

252
00:54:52,523 --> 00:54:56,523
มากน้อยแค่ไหน

253
00:55:01,404 --> 00:55:02,128
คุณครูไม่คุณครูไม่สนใจว่านักเรียนจะเขียนมาให้ครูว่าคำมันจะสลับกันคำจะมัน ๆ

254
00:55:02,128 --> 00:55:06,128
มันจะแบบ

255
00:55:09,326 --> 00:55:13,326
ไม่ถูกต้อง เดี๋ยวเรื่องนั้นเดี๋ยวคุณครูค่อย ๆ สอนนักเรียนไปแล้วนักเรียนก็จะได้เอง

256
00:55:16,555 --> 00:55:18,765
นักเรียนไม่ต้องกลัวนะครับ นักเรียนไม่ต้องกลัวที่นักเรียนจะเขียนสื่อสารออกมา

257
00:55:18,765 --> 00:55:22,765
นักเรียนไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะ

258
00:55:24,724 --> 00:55:28,724
อ่านไม่เข้าใจ นักเรียนไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้เรื่อง นักเรียนเขียนออกมาเลยครับ

259
00:55:32,000 --> 00:55:35,129
เขียนออกมาเลยอยากสื่อสารอะไร นักเรียนเขียนออกมาแล้วถ้านักเรียนไม่มั่นใจ

260
00:55:35,129 --> 00:55:37,809
ว่านักเรียนเขียนถูกหรือเขียนผิด

261
00:55:37,809 --> 00:55:41,809
ให้นักเรียนมาถามคุณครูได้

262
00:55:45,981 --> 00:55:49,981
คุณครูยินดีพร้อมตอบนักเรียนได้ตลอดเวลาไม่ว่านักเรียนจะเจอคุณครูอยู่ตรงไหนอยู่ในโรงเรียน

263
00:55:51,092 --> 00:55:55,092
นักเรียนเขียนแล้วนักเรียนเอาไปถามคุณครูได้ตลอดเวลาเลยนะครับ

264
00:55:55,115 --> 00:55:59,115
คุณครูยินดีที่จะช่วยเหลือนักเรียน

265
00:56:01,612 --> 00:56:05,612
อย่างเช่น นักเรียนจะสื่อสารกับ

266
00:56:07,059 --> 00:56:08,611
คนนี้ นักเรียนเขียนมาปุ๊บอย่างนี้นักเรียนไม่มั่นใจว่านักเรียนสะกด

267
00:56:08,611 --> 00:56:10,793
ทำถูกหรือผิด

268
00:56:10,793 --> 00:56:14,793
นักเรียนมาถามคุณครูได้เลย

269
00:56:18,863 --> 00:56:22,863
คุณครูพร้อมที่จะแนะนำพร้อมที่จะบอกนักเรียนว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร นักเรียนไม่ต้องอาย

270
00:56:28,128 --> 00:56:32,080
นักเรียนไม่ต้องอายนะครับ นี่ไม่ใช่จุดบกพร่องของตัวนักเรียน

271
00:56:32,080 --> 00:56:36,080
การศึกษาสามารถเรียนรู้กันไปเรื่อย ๆ ครับ

272
00:56:39,898 --> 00:56:42,956
สำหรับข้อที่ 2

273
00:56:42,956 --> 00:56:46,956
เป็นการเขียนเพื่ออธิบาย

274
00:56:52,527 --> 00:56:53,857
เป็นการเขียนเพื่อชี้แจงอธิบายวิธีใช้วิธีทำขั้นตอนการทำ เช่น

275
00:56:53,857 --> 00:56:56,156
อธิบาย

276
00:56:56,156 --> 00:56:57,753
การใช้เครื่องมือต่าง ๆ

277
00:56:57,753 --> 00:56:59,869
หรือ

278
00:56:59,869 --> 00:57:02,594
การทำอาหาร

279
00:57:02,594 --> 00:57:05,474
นักเรียนเคยดูรายการทำอาหารไหมครับ

280
00:57:05,474 --> 00:57:09,474
รายการทำอาหารเขาจะ

281
00:57:11,287 --> 00:57:15,287
เขียนอธิบายขั้นตอนวิธีทำ หรือไม่นักเรียนเคยซื้อ

282
00:57:18,089 --> 00:57:20,032
เคยซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไหมมาม่า นักเรียนนักเรียน

283
00:57:20,032 --> 00:57:24,032
เคยซื้อมาม่ามาไหมครับ

284
00:57:30,082 --> 00:57:34,082
มาม่านะ ในซองมาม่านักเรียนเคยอ่านไหมนักเรียนเคยอ่านไหมมันจะมีวิธีเรียกว่าอะไรวิธีปรุง

285
00:57:36,045 --> 00:57:39,262
วิธีประกอบอาหารของของมาม่าว่าต้องทำอย่างไรน

286
00:57:39,262 --> 00:57:43,262
่ะ ลำดับแรก

287
00:57:44,253 --> 00:57:48,253
ฉีกซองลำดับที่ 2 ทำอะไร

288
00:57:48,674 --> 00:57:52,674
ต้มนะครับ ก็คือมันจะเป็น

289
00:57:55,904 --> 00:57:59,904
การเขียนอธิบายให้ละเอียดว่า 1. ทำอะไร 2. ทำอย่างไรอะไรประมาณนี้ครับผม

290
00:58:03,304 --> 00:58:06,258
ข้อที่ 3 นะครับ

291
00:58:06,258 --> 00:58:10,258
การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็น

292
00:58:11,114 --> 00:58:12,142
การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นนี่ เป็นการเขียนเพื่อวิเคราะห์

293
00:58:12,142 --> 00:58:13,527
วิจารณ์

294
00:58:13,527 --> 00:58:16,937
แนะนำ

295
00:58:16,937 --> 00:58:20,937
หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

296
00:58:23,109 --> 00:58:26,228
อย่างเช่นนะครับ ก็

297
00:58:26,228 --> 00:58:29,245
คุณครูอาจจะให้หัวข้อนักเรียน

298
00:58:29,245 --> 00:58:33,245
เขียนแสดงความคิดเห็นว่า

299
00:58:42,439 --> 00:58:44,680
การนอนดึก

300
00:58:44,680 --> 00:58:48,680
จะทำให้

301
00:58:48,980 --> 00:58:52,980
จะทำให้หน้าตาไม่สดใส

302
00:58:57,672 --> 00:58:59,161
แล้วก็นี๋ไม่มีหัวข้อนะแล้วก็นักเรียนจะแสดงความคิดเห็นเขียนเขียนแสดงความคิดเห็นมาว่า

303
00:58:59,161 --> 00:59:03,161
การนอนดึกนี่

304
00:59:10,892 --> 00:59:14,892
มันเป็นสาเหตุอะไรทำให้หน้าตาของเราถึงไม่สดใสเกิดจากอะไรอะไรประมาณนี้ครับ ก็คือเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ

305
00:59:14,986 --> 00:59:17,212
หัวข้อเกี่ยวกับเรื่องที่คุณครูให้นักเรียน

306
00:59:17,212 --> 00:59:19,103
เข้าใจไหมครับ

307
00:59:19,103 --> 00:59:21,328
นักเรียนเข้าใจไหม

308
00:59:21,328 --> 00:59:25,328
นักเรียนเข้าใจภาษาไทยที่คุณครูพูดไหมครับ

309
00:59:27,151 --> 00:59:31,151
นักเรียนดูพี่ล่ามนักเรียนไม่ต้องดูคุณครูนะ

310
00:59:32,731 --> 00:59:35,925
นักเรียนดูพี่ล่ามนะ

311
00:59:35,925 --> 00:59:37,538
โอเคไหม

312
00:59:37,538 --> 00:59:39,900
โอเคไหม

313
00:59:39,900 --> 00:59:43,900
เข้าใจนะ โอเค

314
00:59:45,628 --> 00:59:49,628
ต่อมาข้อที่ 4 เนะ ข้อที่ 4 การเขียนเพื่อโน้มน้าวใจ

315
00:59:52,468 --> 00:59:54,703
เขียนอย่างไรเพื่อโน้มน้าวใจ ก็คือเขียนโดยมี

316
00:59:54,703 --> 00:59:58,703
จุดประสงค์ที่จะชักจูง

317
00:59:59,511 --> 01:00:03,511
โน้มน้าวใจผู้อ่านยอมรับในสิ่งที่ผู้เขียนเสนอ

318
01:00:03,571 --> 01:00:07,571
ถ้าพูดถ้าพูดถึงภาษาพูด

319
01:00:07,776 --> 01:00:11,776
ก็คือสื่อสารด้วยโฆษณาต่าง ๆ

320
01:00:12,746 --> 01:00:15,324
ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ที่ใบปลิวที่

321
01:00:15,324 --> 01:00:16,734
เขาเขียนว่าวันนี้

322
01:00:16,734 --> 01:00:18,909
ลดราคา

323
01:00:18,909 --> 01:00:22,909
สินค้า 50 เปอร์เซ็นต์

324
01:00:25,528 --> 01:00:28,106
เป็นอย่างไรครับ นักเรียนอยากซื้อไหมลด 50 เปอร์เซ็นต์ จาก 100 บาท

325
01:00:28,106 --> 01:00:32,106
ขายอยู่ 50 บาท

326
01:00:32,816 --> 01:00:36,345
นี่ มีเวลาแค่วันนี้วันสุดท้ายแล้วนะ

327
01:00:36,345 --> 01:00:38,773
ซึ่งนักเรียนอยากจะได้สินค้านั้นอยู่แล้ว

328
01:00:38,773 --> 01:00:41,716
คนปกติ

329
01:00:41,716 --> 01:00:45,291
อยากจะซื้อสินค้าที่มันลดราคาอยู่แล้ว

330
01:00:45,291 --> 01:00:49,291
จากราคาเต็มลดมาเหลืออยู่ครึ่งหนึ่งอย่างนี้

331
01:00:49,790 --> 01:00:53,176
เชื่อได้เลยว่าถ้าเกิดว่าร้าน

332
01:00:53,176 --> 01:00:55,546
สหกรณ์โรงเรียนของเรา

333
01:00:55,546 --> 01:00:59,546
ขายขนมจากราคาปกติ

334
01:01:02,162 --> 01:01:02,984
วันนี้ลดราคาทุก ๆ อย่างเลย ขนมทุกชนิดลดราคา 50

335
01:01:02,984 --> 01:01:06,984
เปอร์เซ็นต์อย

336
01:01:08,864 --> 01:01:10,611
่างถุงละ 20 บาท เหลือถุงละ 10 บาทนี่ ครูเชื่อได้เลยว่าขนมสหกรณ์จะหมดเกลี้ยงเลย

337
01:01:10,611 --> 01:01:14,611
ใช่ไหม

338
01:01:14,785 --> 01:01:18,785
ใช่ไหม เพราะว่านักเรียนของเราชอบกินขนมมาก

339
01:01:28,767 --> 01:01:32,767
นะครับ ต่อไปข้อที่ 5 นะข้อที่ 5 การเขียนเพื่อธุรกิจเพื่อกิจธุระ

340
01:01:33,726 --> 01:01:37,726
ครูพูดผิดนะครับ การเขียนเพื่อกิจธุระ

341
01:01:39,081 --> 01:01:43,081
เป็นการเขียนที่ผู้เขียนมีจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง

342
01:01:46,973 --> 01:01:50,973
การเขียนชนิดนี้จะมีรูปแบบการเขียนลักษณะการใช้ภาษาที่แตกต่างกันไปตามประเภทของการเขียนนะ

343
01:01:55,985 --> 01:01:59,985
ต่อไปนะครับ เราจะมาเรียนรู้เรื่องมารยาทในการเขียน

344
01:02:00,064 --> 01:02:03,127
นักเรียนจะเขียนอย่างไรเขียนไม่ให้

345
01:02:03,127 --> 01:02:04,418
กระทบต่อบุคคลอื่น

346
01:02:04,418 --> 01:02:06,210
เพื่อ

347
01:02:06,210 --> 01:02:10,210
ไม่ให้บุคคลอื่น

348
01:02:11,797 --> 01:02:13,973
เสียความรู้สึกในสิ่งที่นักเรียนเขียนสื่อสารในตรงนั้นไปว่า

349
01:02:13,973 --> 01:02:17,973
เขาจะได้ให้

350
01:02:19,578 --> 01:02:21,324
เวลานักเรียนเขียนอะไรอย่างนี้ นักเรียนให้เขียนให้มันมีถ้อยคำที่

351
01:02:21,324 --> 01:02:23,191
สุภาพ

352
01:02:23,191 --> 01:02:27,191
หลีกเลี่ยงคำหยาบนะครับ

353
01:02:27,371 --> 01:02:31,371
ข้อที่ 1 ก็คือใช้ถ้อยคำสุภาพ ไพเราะ

354
01:02:33,051 --> 01:02:37,051
หลีกเลี่ยงคำหยาบ ไม่ใช้อารมณ์ความรู้สึกส่วนตนหรืออคติ

355
01:02:38,771 --> 01:02:42,771
อคติ ก็คือสิ่งที่นักเรียนรู้สึก

356
01:02:43,947 --> 01:02:47,947
ไม่ดี อย่างเช่น นักเรียนจะเขียนข้อความ

357
01:02:50,570 --> 01:02:53,765
สื่อความในใจถึงถึงครู นักเรียนซึ่งนักเรียนไม่ชอบคุณครูเลย

358
01:02:53,765 --> 01:02:56,805
นักเรียนมีอคติรู้สึกไม่ดีกับคุณครู

359
01:02:56,805 --> 01:02:58,803
เวลานักเรียนเขียนอะไรมาให้กับคุณครู

360
01:02:58,803 --> 01:03:01,062
นักเรียนจะต้อง

361
01:03:01,062 --> 01:03:05,062
ลบปกติทุกอย่าง

362
01:03:06,773 --> 01:03:10,773
ลบความรู้สึกที่ไม่ดีกับคุณครูแล้วเขียนออกมาให้ดีที่สุด

363
01:03:14,011 --> 01:03:17,323
ไม่ว่านักเรียนจะไปเขียนกับเพื่อนเขียนจดหมายไปถึงเพื่อนอย่างนี้นักเรียนจะเขียนจดหมายด่าเพื่อนได้ไหม

364
01:03:17,323 --> 01:03:20,596
ไม่ได้นะครับ ไม่สุภาพนะครับ

365
01:03:20,596 --> 01:03:23,036
การเขียนจะต้องมีถ้อยคำที่สุภาพ

366
01:03:23,036 --> 01:03:27,036
นักเรียนจะเขียนแบบไม่สุภาพไม่ได้

367
01:03:29,319 --> 01:03:31,738
แล้วก็การเขียนอีกอย่างหนึ่งนะครับ มันซึ่งมัน

368
01:03:31,738 --> 01:03:35,206
คุณครูจะบอกว่าการเขียน

369
01:03:35,206 --> 01:03:36,663
การสื่อสารด้วยภาษามือของนักเรียนน่ะ

370
01:03:36,663 --> 01:03:39,104
บางที

371
01:03:39,104 --> 01:03:41,210
การเขียน

372
01:03:41,210 --> 01:03:43,768
ผู้อ่าน

373
01:03:43,768 --> 01:03:47,768
ผู้อ่านอาจจะ

374
01:03:59,871 --> 01:04:03,871
ไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกอารมณ์ของเวลาที่นักเรียนจะเขียนสื่อสารไปกับที่นักเรียนสื่อสารภาษามือไม่ได้เพราะว่าการสื่อสารภาษามือเราเราจะใช้

375
01:04:06,895 --> 01:04:10,895
เราจะใช้ท่าทางประกอบจะทำให้ผู้ดูภาษามือสื่อสาร

376
01:04:13,127 --> 01:04:17,127
ที่รับสารภาษามือของนักเรียนน่ะ จะเข้าใจดีกว่าการที่นักเรียนสื่อสารด้วยการเขียน

377
01:04:18,392 --> 01:04:22,039
นักเรียน เพราะฉะนั้น นักเรียนจะต้องใช้ถ้อยคำในการเขียนที่สุภาพ

378
01:04:22,039 --> 01:04:26,039
หลีกเลี่ยงคำหยาบนะครับ

379
01:04:27,158 --> 01:04:31,057
ข้อที่ 2

380
01:04:31,057 --> 01:04:35,057
เขียนข้อความหรืองานเขียนที่เป็นจริง

381
01:04:36,578 --> 01:04:38,557
ได้ศึกษาค้นคว้าและตรวจสอบว่าถูกต้องแล้ว

382
01:04:38,557 --> 01:04:40,539
ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว

383
01:04:40,539 --> 01:04:42,278
ต้องได้รับอนุญาตจาก

384
01:04:42,278 --> 01:04:46,278
เจ้าของเสียก่อน

385
01:04:47,016 --> 01:04:49,061
อย่างเช่น ถ้านักเรียนจะเขียน

386
01:04:49,061 --> 01:04:50,462
เรื่องราวของ

387
01:04:50,462 --> 01:04:54,462
ของเพื่อน

388
01:04:54,547 --> 01:04:58,547
ไม่เอาเพื่อนล่ะ คุณครูจะยกตัวอย่าง

389
01:05:03,222 --> 01:05:04,101
คุณครูจะยกตัวอย่างนะครับ ว่าสมมติว่านักเรียนจะเขียนบทความ จะเขียนข้อความน่ะ จะเขียน

390
01:05:04,101 --> 01:05:06,297

391
01:05:06,297 --> 01:05:09,619
ประวัติของคุณครู

392
01:05:09,619 --> 01:05:13,619
บอกเพื่อนว่า

393
01:05:17,093 --> 01:05:21,093
คุณครูชื่อจักรพงษ์นะ บ้านอยู่ที่นี่ ที่นี่คุณครูชอบกินนี่ ๆ

394
01:05:22,222 --> 01:05:26,222
นักเรียนก่อนที่จะเขียนข้อมูลคุณครูนักเรียนจะต้องให้คุณครูอ่านก่อน

395
01:05:29,722 --> 01:05:32,820
หรือรับรู้ก่อนนะ ว่านักเรียนเขียนสื่อสารอะไรเกี่ยวกับคุณครูเพื่อที่จะให้คุณครูดูก่อนว่า

396
01:05:32,820 --> 01:05:36,820
สิ่งที่นักเรียนเขียนไปนั้นถูกต้องหรือไม่

397
01:05:36,978 --> 01:05:40,942
นักเรียนเขียนผิด

398
01:05:40,942 --> 01:05:44,942
บิดเบือนความจริงหรือเปล่าประมาณนั้นนะครับ

399
01:05:51,796 --> 01:05:53,448
ต่อไปข้อที่ 3 นะครับ เขียนให้ถูกต้องตามอักขรวิธี

400
01:05:53,448 --> 01:05:57,297
ใช้สระ

401
01:05:57,297 --> 01:06:00,613
พยัญชนะ และวรรณยุกต์ให้ถูกต้อง

402
01:06:00,613 --> 01:06:03,518
ใช้ถ้อยคำที่เหมาะสมกับเนื้อหา

403
01:06:03,518 --> 01:06:07,518
กาลเทศะและสถานะบุคคล

404
01:06:08,882 --> 01:06:12,618
ข้อนี้สำคัญมาก ๆ เลย

405
01:06:12,618 --> 01:06:16,072
ที่คุณครูพูดนั่นล่ะครับ ที่ว่า

406
01:06:16,072 --> 01:06:20,072
นักเรียนจะต้องเขียนอย่างไรเขียนให้ถูกต้อง

407
01:06:20,365 --> 01:06:22,959
การที่นักเรียนจะเขียนให้ถูกต้อง

408
01:06:22,959 --> 01:06:25,673
นักเรียนจะต้องไม่ต้องกลัว

409
01:06:25,673 --> 01:06:29,673
นักเรียนจะต้องลบคำว่า "กลัว"

410
01:06:30,350 --> 01:06:34,131
ออกจากนักเรียนไปนักเรียนให้กล้าที่จะเขียนออกมา

411
01:06:34,131 --> 01:06:38,131
นักเรียนไม่ต้องกลัวว่านักเรียนจะเขียนผิด

412
01:06:39,381 --> 01:06:43,381
ถ้านักเรียนกลัว นักเรียนไม่มั่นใจ นักเรียนมาถามคุณครู

413
01:06:43,950 --> 01:06:47,950
คุณครูทุกคนสามารถแนะนำให้นักเรียนได้หมดเลยว่า

414
01:06:48,729 --> 01:06:52,729
จะเขียนอย่างไรให้ถูกต้องตามอักขรวิธี

415
01:06:54,095 --> 01:06:58,095
ไม่ใช่ว่าพยัญชนะอยู่ตรงนี้ สระอยู่ตัวอี

416
01:07:04,380 --> 01:07:08,380
กทางหนึ่ง ตัวสะกดอยู่อีกข้างหนึ่งมันไม่สามารถที่จะอ่านเป็นคำได้อย่างนี้ครับ นักเรียนถามคุณครูได้เลยคุณครูทุกคนพร้อมที่จะแนะนำนักเรียน

417
01:07:13,466 --> 01:07:15,461
ข้อที่ 4 นะครับ เขียนสิ่งที่มีคุณค่า

418
01:07:15,461 --> 01:07:18,392
อันก่อให้เกิดความสุข

419
01:07:18,392 --> 01:07:20,176
ให้เกิดความสงบสุข

420
01:07:20,176 --> 01:07:22,490
แก่คนในสังคม

421
01:07:22,490 --> 01:07:24,865
และประเทศชาติ

422
01:07:24,865 --> 01:07:26,976
ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่

423
01:07:26,976 --> 01:07:29,339
ที่มีต่อกัน

424
01:07:29,339 --> 01:07:33,339
พัฒนาประเทศชาตินะครับ

425
01:07:40,411 --> 01:07:44,092
ต่อไปข้อสุดท้ายข้อที่ 5 ก็คือ

426
01:07:44,092 --> 01:07:48,092
การไม่คัดลอกงานเขียนของผู้อื่น

427
01:07:58,442 --> 01:08:00,670
โดยอ้างว่าเป็นผลงานของตัวเอง เมื่อยกข้อความหรืองานเขียนของคนอื่นมาประกอบจะต้องให้เกียรติเจ้าของงานด้วย โดยการเขียนอ้างอิงที่มาของเรื่อง

428
01:08:00,670 --> 01:08:04,670
และชื่อผู้เขียนทุกครั้ง

429
01:08:10,834 --> 01:08:11,683
อย่างเช่น นักเรียนจะเอาผลงานของคุณครูมาพูดถึงในงานเขียนของนักเรียน นักเรียนจะต้องอ้างชื่อคุณครูด้วย

430
01:08:11,683 --> 01:08:15,683
ว่า

431
01:08:16,869 --> 01:08:18,938
ชื่อเรื่องคนนี้ชื่อเรื่อง

432
01:08:18,938 --> 01:08:22,450
การเป็นเด็กดี

433
01:08:22,450 --> 01:08:26,450
ผู้เขียนเรื่องนี้คือคุณครูจักรพงษ์

434
01:08:29,842 --> 01:08:33,842
อย่างนี้ นักเรียนจะต้องอ้างอิงชื่อครูเสมอ เพราะว่าเนื่องจากเรื่องที่การเป็นเด็กดีนี่

435
01:08:35,783 --> 01:08:39,321
คุณครูเป็นคนเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เวลานักเรียนจะอ้างอิงหรือพูดถึงเรื่องนี้

436
01:08:39,321 --> 01:08:42,814
นักเรียนจะต้องให้เกียรติผู้เขียนด้วยนะก็คือคุณครูเอง

437
01:08:42,814 --> 01:08:46,814
โอเคครับ

438
01:08:56,042 --> 01:08:57,290
โอเควันนี้เรามาเรียนเรื่องความหมายของการเขียนเราเข้าใจความหมายของการเขียนเรียบร้อยแล้ว

439
01:08:57,290 --> 01:09:01,290
เดี๋ย

440
01:09:02,930 --> 01:09:06,661
วในชั่วโมงหน้านะครับ เดี๋ยวคุณครูเดี๋ยว... เราจะมาทบทวนการเขียน

441
01:09:06,661 --> 01:09:10,661
เล็กน้อยแล้วก็จะมาเจาะจงประเภทของการเขียน

442
01:09:12,449 --> 01:09:14,344
แล้วก็เดี๋ยวจะมีใบงานให้นักเรียนทำในชั่วโมงหน้า สำหรับวันนี้

443
01:09:14,344 --> 01:09:15,685
คุณครงก็

444
01:09:15,685 --> 01:09:17,538
จบ

445
01:09:17,538 --> 01:09:20,493
การสอนเพียงเท่านี้

446
01:09:20,493 --> 01:09:24,493
ขอบคุณพี่ล่ามมาก ๆ นะครับ [สิ้นสุดการถอดความ]

447
01:09:40,796 --> 01:09:44,796
ครับ ขอบคุณครับ

448
01:09:48,047 --> 01:09:52,047
เดี๋ยวมีต่ออีกทีตอน 10 โมงนะครับ

449
01:09:52,856 --> 01:09:56,856
10 โมงครึ่งครับ 10 โมงครึ่ง

