(อาจารย์ธิดารัตน์) จะต้องมีข้อความเสียง ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ภาพ 2 มิติ 3 มิติ นะคะ รวมถึงการใช้โปรแกรมประยุกต์เพื่อออกแบบสื่อให้เหมาะสมด้วย วิชานี้อาจารย์พยายามจะลดคะแนนสอบลง อยากให้ทำงานเยอะ ๆ ก็เลยเพิ่มคะแนน ทั้งเข้าห้องเรียน มีคะแนนให้ มีการบ้าน แบบฝึกหัดรายงาน นี่ จะให้คะแนนเยอะขึ้น ให้สอบน้อยลง เกรดเหมือนเดิม นะคะ a b+ ไปเรื่อย ๆ ลงไปตามปกติของเรานะคะ เรียนที่ 2 เราาจะเข้าใจเรื่องระบบเกรดแล้ว วิชานี้ก็จะมีตั้งแต่ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสื่อดิจิทัลเป็นยัอย่างไร การออกแบบสื่อดิจิตอลเราต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง นะคะ การแบบตัวอักษรกราฟิก หรือออกแบบกราฟิกต่าง ๆ ต้องทำอย่างไร ออกแบบโลโก้ เวลาใครมีร้านขายของ เหมือนโลโก้เป๊ปซี่ โลโก้โค้ก โลโก้โรบินสัน เขาออกแบบอย่างรไ เขาใช้แนวคิดอะไรนะคะ บางคนนี่ หารายได้พิเศษแล้วรับออกแบบโลโก้ได้ด้วยนะคะ มีการออกแบบตัวการ์ตูน 2 มิติ 3 มิติ หรือการออกแบบ อาจจะไม่ใช่ตัวการ์ตูนก็ได้ค่ะ เป็นสิ่งของหรือวัตถุใด ๆ ก็ตาม นะ มีการสร้างแอนิเมชัน อาจจะมีการออกแบบสื่อดิจิตอล บางอย่างที่ไม่ใช่อาจจะไม่ใช่ e-book อาจจะให้ออกแบบปกรายงาน หรือโปสเตอร์ นำเสนอโฆษณาต่าง ๆ นะคะ มีการตัดต่อวีดีโอใส่ subtitle เหมือนเวลาเราไปดูหนังแล้วไม่มีตัวหนังสืออยู่ข้างล่างนะคะ เขาทำยังไงนะคะ รวมถึงการสร้าง Motion graphic ภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ มีวิธีการทำอย่างไรบ้างนะคะ ก็วิชานี้ก็จะเป็นประมาณนี้ เดี๋ยว วันนี้เดี๋ยวเริ่มบทแรกเลยนะคะ อันแรกเลยมันก็จะไม่ยากไม่ได้เป็นการแนะนำว่าสื่อดิจิทัลที่เราจะเรียนนี่ มันคืออะไร ไอ้คำว่า "ดิจิทัล" นี่ มันเป็นภาษาละตินเป็นภาษาทางยุโรป แปลว่านิ้วนิ้วมือคือสิ่งที่เกิดขึ้นจากการใช้นิ้วมือเราสร้างขึ้นมานะ ซึ่งคำว่า "ดิจิทัล" นี่ มันนิยมใช้มากที่สุด ทั้งในระบบการคำนวณ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ นะคะ รวมถึงการแปลงข้อมูลนะคะ อย่างเช่น ตัวหนังสือที่เรามีนี่ เหมือนที่เราเคยเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ที่อาจารย์เคยสอนไป ทุกอย่างที่เป็นตัวอักษรจะถูกแปลงเป็นตัวเลขนะคะ เสียงก็แปลงเป็นตัวเลข ภาพ ภาพเคลื่อนไหวทุกอย่างจะถูกแปลงเป็นตัวเลข เพื่อเก็บเข้าในคอมพิวเตอร์ได้ ตัวเลขก็มีแค่ 2 ตัว 0 กับ 1 นะ โดยตัวสื่อดิจิทัลนี่ มันเป็นนวัตกรรมที่สร้างขึ้นมาทดแทนกับสื่อเดิมนะคะ โดยที่เมื่อก่อนนี้เราจะโฆษณาสักอย่างนี่ เราต้องโฆษณาผ่านทีวีหรือในโรงหนังภาพยนตร์นี่ คามันก็แพง พอเราทำสื่อดิจิตอลเองได้นี่ เช่นพวก coaster ต่าง ๆ ที่เราติดประชาสัมพันธ์ในพรุ่งนี้มันก็จะราคาถูกลงแล้วก็คุณภาพหมายรูปภาพตัวอย่างชัดเจนเหมือนเดิมนะคะ ใครก็สามารถพัฒนาสื่อดิจิทัลได้นะคะ ซึ่งตรงกันข้ามกับสื่อ analog แบบเดิม จะต้องประชาสัมพันธ์ผ่านหนังสือพิมพ์เท่านั้น อ่านออนไลน์ก็ไม่ได้นะคะ เวลาจะค้นหาข้อมูลทีหนึ่ง องเปิดหนังสือเล่น ๆ เยอะ ๆ นี่ กว่าจะหาข้อมูลเจอแต่ถ้ามันเป็นข้อมูลที่อยู่บนคอมพิวเตอร์นี่ เราสามารถค้นหาได้รวดเร็วขึ้นนะคะ ซึ่งปัจจุบันในการสร้างสื่อดิจิทัลนี่ ก็จะใช้โปรแกรมนะคะ ที่ติดตั้งอยู่บนคอมพิวเตอร์เรานี่แหละ โดยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่ได้มา เป็นตัวเลข 0 กับ 1 นะคะ เหมือนที่อาจารย์เคยแจ้งไว้ แล้วก็ ขึ้นไหม สไลด์ไม่ขึ้นแล้ว รพูดต่อให้ นักศึกษาดูจากสไลด์ในกลุ่ม Facebook ก็ได้นะ เข้ากันหรือยัง น่าจะเข้าแล้ว เดี๋ยวอาจารย์ดูแจ้งเตือนก่อน ยังไม่มีใครเข้าเลยหรือเปล่า เข้าแล้วใช่ไหม คนน้อยแท้ล่ะ ไหนดูสิ เปิด เปิด เขาต้องใช้ anydesk ด้วยหรือเปล่า ทำไม Anydesk มันขึ้น อุ๋ยบอกน้องเปิดสไลด์ใน Facebook ดูก็ได้ รอ เอ๊ะ ทำไมคนมันยังดูน้อย ๆ ไม่เป็นไร เดี๋ยวสไลด์ขึ้น... กดอนุญาต Anydesk accept Accept โอเคค่ะ ล่ามได้ยินนะคะ ล่ามยังนิ่งอยู่ ล่ามได้ยินไหมคะ ไม่ได้ยิน ล่ามได้ยินไหมคะ โอเคค่ะ อย่างเดี๋ยวเริ่มต่อเลยนะ โดยการแสดงข้อมูลนะคะ ไอ้พวกสื่อดิจิทัลนี่ คอมพิวเตอร์เราใช้คอมพิวเตอร์เป็นหลักอยู่แล้วนะคะ มันจะแปลงข้อมูลที่ได้ทั้งภาพ เสียง ตัวอักษร ให้เป็นเลขฐานสอง พวกซื้อพวกนี้นี่ มันจะสามารถอ้างอิงแล้วก็แจกจ่าย ที่สามารถประมวลผลข้อมูลดิจิตอลได้นะคะ ส่วนมากนี่ สื่อดิจิทัล นี่ มันจะทำประโยชน์ให้เราเยอะมากมากกว่าแบบที่เป็นอนาล็อกแบบเดิมที่เป็นแค่ตัวหนังสือบนกระดาษเท่านั้นนะคะ ซึ่งสื่อดิจิตอลในปัจจุบันนี่ อย่างที่ทราบมันสามารถเผยแพร่ทางโทรศัพท์มือถือก็ได้คอมพิวเตอร์ก็ได้ เผยแพร่ทางเสียงก็ได้ วีดีโอก็ได้ นะคะ รวมถึง Application ต่าง ๆ ก็สามารถเข้าถึงสื่อดิจิทัลได้เหมือนกัน หรือมึงหรือแม้กระทั่งการอ่านหนังสือพิมพ์ เมื่อก่อนเราต้องอ่านโดยการจับกระดาษใช่ไหมคะ เดี๋ยวนี้มันก็สามารถอ่านได้บนโทรศัพท์ หรือบนคอมพิวเตอร์ได้อยู่แล้วนะคะ ซึ่งในอดีต ประเภทที่ถือว่าเป็นสื่อดิจิตอลที่ล้ำยุค เมื่อก่อนนะคะ เดี๋ยวขออนุญาตสักครู่นะคะ โอเคค่ะ ในอดีต สิ่งที่ถือว่าเป็นสื่อดิจิตอลอย่างแรกนะคะ จะมีอยู่ 4 ชนิดนะคะ ที่เมื่อก่อนก็ถือว่าล้ำสมัยมากแล้วนะคะ อันแรกเป็น CD สำหรับการฝึกสอนหรือฝึกฝนนะคะ ลักษณะของสื่อดิจิทัลแบบนี้นี่ มันจะเป็น CD ที่ใช้ในการสอนการใช้งาน สอนการใช้โปรแกรม เช่น เมื่อก่อน การจะเรียนหรืออบรมใด ๆ ก็ตามนี่ เขาไม่มีคอร์สอบรม เขาจะให้ CD มาแผ่นหนึ่ง ให้เราเปิดดู วิธีการใช้งานใน CD แผ่นนั้น ๆ ว่าเทคนิคเป็นต่างเขาจะทำอย่างไร ไม่เหมือนยุคปัจจุบันอาจจะมีวิทยากรมาอบรมหรือเราสามารถดูผ่าน YouTube ได้ไอ้พวก CD Training หรือว่า CD ที่ช่วยในการฝึกสอนเรานี่ มันจะครอบคลุมถึงการสอนในเรื่องต่าง ๆ อาจจะเป็นทั้งการสาธิตโปรแกรม การใช้งาน หรือเป็นการแนะนำสินค้าก็ได้ ซึ่งการแนะนำสินค้า เราจะเรียกอย่างนี้ว่าเป็น "CD Presentation" นะคะ ก็เป็นการสร้างสื่อที่นำเสนอข้อมูลต่าง ๆ นำเสนอข้อมูลในที่ประชุม นำเสนอข้อมูลบริษัท นำเสนอข้อมูลผลิตภัณฑ์ นะคะ หรืออาจจะเป็นข้อมูลบริษัท ในลักษณะที่บอกว่าใครเป็นผู้ถือหุ้น ใครเป็นผู้บริหาร ลักษณะองค์กรเป็นอย่างไร มื่อก่อนเขาจะแจก CD ให้เลยค่ะ อยากรู้ข้อมูลบริษัทอะไรเอา CD ไปดูนะคะ รวมถึง VCD DVD ยุคก่อนหน้านี้นะคะ เวลาเราจะดูข้อมูลใด ๆ ก็ตาม ดูหนัง ฟังเพลงนะคะ เราก็จะดูในสื่อดิจิทัล ลักษณะที่เป็น CD DVD นะคะ ก็คือเป็นการที่เอาคลิป หนัง หลาย ๆ ส่วนมาต่อกัน จนเป็นหนัง 1 เรื่อง ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะคะ หนังหนัง CD แผ่นนึงนี่ เราสามารถเลือกตอนดูได้ เราจะเลือกดูช่วงไหน เขาจะแยกเป็นตอน ๆ ไป ไม่เหมือนปัจจุบัน ดูออนไลน์ อยากดูในช่วงนาทีไหนก็ได้ วินาทีไหนก็ได้ อยากหยุดตรงไหนก็ได้ สิ่ง CD มันก็จะมีข้อจำกัด ถ้าสมมติเราทำแผ่นเป็นรอย เราก็ดูไม่ได้ กับสื่ออีกประเทศหนึ่งก็คือเป็น e-book หรือ e-document ลักษณะเป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ก็จะเป็นการแปลงเอกสารต่าง ๆ ให้เป็นหน้าเว็บไซต์ เว็บเพจ หรือเป็นไฟล์ PDF นะคะ ซึ่งเมื่อก่อนนี่ มันก็จะมีโปรแกรมสำหรับการสร้าง e-book โดยเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันก็มี แต่ว่าก็ไม่ค่อยเป็นที่นิยมแล้วนะคะ เพราะว่ามันก็จะมีโปรแกรมสำเร็จรูปที่ง่าย ๆ เกิดขึ้นเยอะมาก แต่สื่อดิจิทัลในปัจจุบัน เราจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภทนะคะ ส่วนมากทำไมถึงอย่างนี้ เพราะ เจ้าของธุรกิจ ทุกวันนี้นี่ เขาจะกังวลใจว่า ลูกค้าใหม่ ๆ เขาจะได้มาจากอะไร การตัดสินใจเลือกสื่อนะคะ มันก็เลยช่วยสร้างการรับรู้ แล้วก็การดึงดูดลูกค้า ภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด จ้างสมมติว่าจ้างแต่โฆษณาทีวีนี่ แพงมาก จะใช้สื่ออะไรบ้าง ทำให้เขาใช้งบประมาณลงทุนน้อยลงนะคะ มันก็จะมีอยู่ 3 ประเภท 3 ประเภทหลัก ๆ เพราะฉะนั้น ในปัจจุบันนี่ ถ้าเป็นเจ้าของธุรกิจ เขาก็จะพยายามเข้าใจ แล้วก็มองเห็นถึงประโยชน์ของสื่อดิจิทัลแต่ละประเภทนะคะ ถ้าเราจัดเป้าหมายของการที่เราจะสื่อสารให้ชัดเจนนะคะ ว่าเราต้องการจะสื่อสารกับใคร ใครเป็นกลุ่มเป้าหมายกับเรา เราก็จะสามารถเลือกสื่อให้ถูกต้อง จัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพนะคะ สามารถวางแผนในการสื่อสารภาพลักษณ์ทางการตลาด ในปัจจุบันได้ง่ายขึ้นนะคะ โดยสื่อดิจิทัลนี่ ถ้าในปัจจุบันเราจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท แบบเสียเงิน แบบหาเงิน แล้วก็แบบไปเป็นเจ้าของด้วยตัวเองนะคะ เป็นแบบเคสไม่เหลือเกินมีแต่แล้วก็โอนมีเดีย โดยมีวิธีการแยกประเภทสื่อแต่ละสื่อนี่ มันก็จะแยกตามลักษณะการได้มา แล้วก็การผลิตสื่อ ซึ่งแต่ละสื่อนี่ ก็จะมีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกันไป อย่างแรก สื่อที่แบรนด์เป็นเจ้าของนะคะ ก็คือสื่อที่หน่วยงานทางธุรกิจนี่ เขาสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เผยแพร่เนื้อหาทางช่องทางของตัวเอง โดยที่จะไม่เสียค่าใช้จ่ายในการเผยแพร่เนื้อหา เช่น เขาก็จะเผยแพร่ข้อมูลลงไปในเว็บไซต์ของเขา นะคะ หรือพวกบัญชีโซเชียลมีเดียของตัวเขาเองนะคะ รวมถึงถ้าเป็นสิ่งพิมพ์ ก็จะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ดิจิทัล ก็คือก็จะเผยแพร่บนเว็บไซต์หรือเป็น Social Media ของเขานั่นแหละ รวมถึงการส่งอีเมลไปหาลูกค้าโดยตรงนะคะ โดยลักษณะ ที่ สื่อที่แบรนด์เป็นเจ้าของตัวเอง มันก็จะเหมือนเป็นสินทรัพย์ทางการตลาด ที่สามารถควบคุมได้ตั้งแต่ข้อความเราเป็นคนดูเอง รูปลักษณ์ สีสัน รูปแบบของเนื้อหา ความถี่ ความบ่อย ในการอัปเดตข้อมูล วิธีการเผยแพร่วิธีการประชาสัมพันธ์ เขาสามารถควบคุมได้ โดยที่การที่เราเป็นเจ้าของสื่อเองนี่ มันจะมีบทบาทสำคัญในการสื่อสารกับสมาชิกหรือลูกค้าประจำ หรือกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะขายสินค้าให้เขา นะคะ หรือคนที่ต้องการจะสื่อสารข้อมูลกับเรา โดยที่ถ้าเราเป็นเจ้าของข้อมูลเองนี่ มันอาจจะมีทั้งคู่มือการใช้งานที่มันอัปเดตใหม่เรื่อย ๆ ตามที่เราต้องการ หรือการแก้ไขปัญหาที่สำคัญ เราก็จะสามารถสื่อสารกับกลุ่มบุคคลที่เราต้องการจะสื่อสารด้วยได้โดยตรงนะคะ จุดเด่นของการที่เราเป็นเจ้าของสื่อเองนะคะ ก็คือเราสามารถปรับแต่งเนื้อหาได้ตามที่เราต้องการ สามารถเผยแพร่ได้ทันทีทุกที่ทุกเวลา เรา ถ้ามันมีข้อผิดพลาดหรืออยากแก้ไข เราก็เปลี่ยนได้ด้วยตนเองนะคะ เป็นสื่อที่ผู้บริโภคสามารถใช้อ้างอิงได้ เพราะว่า ข้อมูลมาจากแหล่งข้อมูลจริง ของบริษัทจริง ๆ นะคะ ทำให้มีความเชื่อมั่น และก็สามารถสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรได้ นะคะ ประหยัดต้นทุนในการสื่อสารได้ แล้วก็สามารถกระตุ้นยอดขาย เพราะว่าเราสามารถอัปเดตข้อมูลบ่อยขนาดไหนก็ได้แล้วแต่เรา ทำให้ปิดการขายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น แต่ข้อเสีย ก็คือที่ต้องการจะสื่อสารกับเรานี่ อาจจะเป็นข้อจำกัด เพราะข้อมูลเราจะเฉพาะเจาะจงที่หน่วยงานของเราเท่านั้น ที่จะเป็นคนเผยแพร่ ไม่ได้มีคนอื่นมาช่วยเผยแพร่ กระจายข้อมูลให้กับเรา เนื้อหา ถ้าไม่มีแอดมินที่ดี อาจจะถูกละเลย ก็คือไม่มีการปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันเท่าที่ควรนะคะ ในที่นี้ พอมีแอดมิน มันก็ต้องมีงบประมาณเพิ่มเพื่อจ้างพนักงาน รวมทั้งสร้างข้อมูล สร้าง Content ต้องมี platform ในการดูแลอีกนะนะ อันนี้ คือ จุดด้อยของการที่เรามีสื่อเป็นของตัวเอง ต่อมา เป็นสื่อที่ต้องชำระเงินเพื่อเผยแพร่นะคะ สื่อที่ต้องชำระเงินเพื่อเผยแพร่นี่ ก็จะต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่ซื้อเวลา ซื้อตำแหน่ง อย่างเช่น ในเว็บไซต์เวลาคุณดู เว็บไซต์ใด ๆ ก็ตาม มันจะมีโฆษณาใช่ไหมคะ แต่ละตำแหน่ง มีราคาที่ต้องจ่ายไม่เท่ากัน โฆษณาบนโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Instagram Facebook อะไรอีกล่ะ tiktok โฆษณาบน Google แบนเนอร์บนเว็บไซต์ ก็คือด้านบน ๆ ที่มีโฆษณากระพริบ ๆ ของแต่ละเว็บไซตนี่ หรือโฆษณาบนหนังสือพิมพ์ การโฆษณาทางวิทยุ การโฆษณาทางโทรทัศน์ ผ่าน Blogger ผ่านยูทูบเบอร์ อินฟลูเอนเซอร์ใด ๆ ก็ตาม เสียเงินนะคะ โดยสื่อแบบชำระเงินนี่ มันก็จะใช้เพื่อดึงดูดความสนใจ แล้วก็การรับรู้ในวงกว้างนะคะ สามารถช่วยให้กลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะสื่อสารนี่ พบเห็นเนื้อหาของที่เราต้องการโฆษณาได้ทันที ไม่ต้องรอให้คนมาติดตาม ไม่ต้องพิมพ์ค้นหานะคะ เนื้อหาโฆษณาส่วนใหญ่ มักปรากฏในลักษณะที่แทรกหรือขัดจังหวะ เหมือนบางคนดูสตอรี่ไอจี ก็จะมีโฆษณาขายสินค้าเข้ามาคั่น แบบนี้ คือ เขาซื้อโฆษณาที่ Instagram เพื่อให้พวกคุณนี่ เห็นสินค้าของเขา ไม่ว่าคุณจะดูคลิปใด ๆ ก็ตาม ดู YouTube ก็มีโฆษณาไม่อยากดูโฆษณาก็จ่ายสตางค์ YouTube Premium ก็คือการซื้อสื่อ พื้นที่สื่อเหมือนกันนะคะ จุดเด่นของสื่อที่เราต้องเสียตังค์นี่นะคะ ก็จะเป็นสื่อที่ช่วยสร้างการรับรู้ทางโฆษณาออนไลน์ ที่ถึงแม้ว่าจะจ้างอินฟลูเอนเซอร์ก็ยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่าโฆษณาทางโทรทัศน์ ธุรกิจขนาดเล็กนี่ ก็สามารถสร้างการรับรู้ได้รวดเร็วนะคะ คุ้มค่าคุ้มค่ากว่าการใช้สื่อแบบดั้งเดิมนะคะ โดยสื่อที่เสียสตางค์นี่ มันก็จะมีศักยภาพในการนำเสนอข้อมูลได้มากกว่านะคะ มีความหลากหลาย ทั้งขนาดรูป แบบ ราคา ที่เหมาะสมกับธุรกิจออนไลน์นะคะ ใครมีสตางค์์เยอะหน่อย ก็จ้างอินฟลูเอนเซอร์ที่คนติดตามเยอะ ๆ อย่างนี้ คนเลยหาเงินง่ายขึ้นนะคะ แต่จุดด้อยมันก็มี เพราะมันไม่การันตีว่ากลุ่มเป้าหมายจะซื้อความคิดของคุณ เพราะมันเป็นการสื่อสารทางเดียว สมมติคุณจ้าง influencer ไปทำคลิปโฆษณาสินค้าให้ แต่การรีวิวของเขาน่ะ มันไม่ได้เรื่องคุณก็ต้องรับสภาพนะคะ รวมถึงผู้บริโภคเหมือน อย่างเรา ๆ นี่ บางทีเห็นโฆษณาก็ไม่อยากกดดู กดข้าม อันนี้ก็เป็นความเสี่ยงนะคะ การเผยแพร่เนื้อหาอาจจะครอบคลุม ทำให้ข้อมูลมันอาจจะไม่ค่อยคุ้มเท่าที่ควรนะคะ อาจจะนำเสนอได้แค่บางส่วนนะคะ โดยที่ผลสำรวจส่วนใหญ่ ผู้บริโภคนะคะ ะเห็นว่าการโฆษณาแบบนี้มันเ ป็นสิ่งที่น่ารำคาญ มันเป็นสิ่งรบกวน ถ้าอยากให้มันเผยแพร่โฆษณาผ่านสื่อได้ดีกว่านี้ ก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นอีกนะคะ ก็เป็นจุดด้อยของการสื่อสารแบบนี้เหมือนกัน กับสื่อประเภทสุดท้ายเป็นสื่อที่มีคนอื่นสร้างให้ อาจจะได้มาจากการพูดถึงการบอกต่อ แตกต่างจากการที่เป็นเจ้าของซื้อเองกับการที่ใช้สื่อแบบจ่ายเงินนะคะ โดยที่ถ้าเราใช้สื่อประเภทนี้นี่ เราจะไม่สามารถควบคุมทิศทางเนื้อหาของการสื่อสารได้ เพราะว่าเนื้อหาจะได้มาจากคนที่ทดลองใช้สินค้า หรือบริการโดยตรงนะคะ คนที่สนใจข้อมูลเหล่านนี่ ก็จะเป็นคนที่ดูว่ามันเกี่ยวข้องไหม ได้ประโยชน์หรือเปล่า ถ้ามันดี เอามาให้ฉันลองใช้ก่อน ถ้ามันดีฉันถึงจะรีวิวให้คุณ นี่เป็นสื่อประเภทที่คนอื่นตั้งให้รีวิว ดี เขาก็จะแชร์เนื้อหาบอกต่อคนอื่น โพสต์ลง social Media ไปพักโรงแรมนี้ไปพักฟรี เดี๋ยวฉันจะทำสื่อประชาสัมพันธ์ให้นะ ผลต่างตอบแทนจะเป็นแบบนี้นะคะ โดยที่คนที่รีวิวให้คุณนี่ กับธุรกิจที่เขา ผลต่างตอบแทนกันนี่ อาจจะอยู่ในบทความในหนังสือพิมพ์ก็ได้ เขียนบล็อกส่วนตัวก็ได้ หรือในโซเชียลมีเดียก็ได้ ในส่วนนี้นี่ ถ้าเขารีวิวแล้วออกมาดี มันก็จะมีส่วนช่วยให้ธุรกิจของคุณนี่ เป็นที่รู้จักว่าสินค้าของคุณที่พักของคุณใด ๆ ก็ตามนี่ มันดีอย่างไรนะคะ รวมถึงอาจจะมีการถูกเชิญเข้าไปร่วมพูดคุยสัมมนาว่าพอมันดังขึ้นมานี่ เขาก็เชิญคุณไปให้ข้อมูลใด ๆ ก็ได้ โดย สื่อที่คนอื่นสร้างให้นี่ ตอนนี้จะเป็นสื่อที่มีค่ากับองค์กรของคุณมากที่สุด เหมือนกับว่าเป็นกระจกช่วยสะท้อนผลงานของธุรกิจของคุณ หรือองค์กรของคุณได้นะคะ เพราะฉะนั้นนี่ ไอ้การเป็นสื่อที่คนอื่นตั้งให้เลยวันที่นิยม เวลาเราดูใน Facebook เขารีวิวที่พักเขาก็จะแท็กที่พักมันด้วยก็จะไปพักฟรี แต่แลกกับการต้องเขียนรีวิวที่พักนั้น ๆ ก็ได้สื่อดิจิตอลประเภทหนึ่ง ข้อดีของสื่อประเภทนี้นะคะ ทำให้ไวรัล ก็คือกระจายไปหาผู้คนได้เยอะมาก ช่วยส่งเสริมให้แบรนด์องค์กรของคุณเนี่นี่ มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นค่าใช้จ่ายใส่น้อยที่สุดคือสื่อประเภทนี้ ทำให้ผู้บริโภคหรือคนที่ต้องการใช้บริการคุณนี่ ตัดสินใจง่ายขึ้น หรือว่ามีคนรีวิวให้แล้วแล้วก็พอมันมีคนรีวิววะนี่ ความน่าเชื่อถือก็จะเกิดขึ้นเหมือนผู้ คนรีวิวว่า ใช้เอง ใช้จริง ไปเที่ยวจริง ๆ ถ่ายรูปจริง ๆ จากสถานที่จริงใด ๆ ก็ตาม มาโพสต์ แต่จุดด้อยมันก็มีค่ะ เนื้อหาที่กระจายออกไปหรือโพสต์ออกไปนี่ บางทีเราไม่ได้ตรวจสอบ เราจะควบคุมไม่ได้ เช่น เราคิดว่ามันรีวิวดีแล้ว แต่มันมีบางประโยคหนึ่ง ที่ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดกับองค์กรของเราได้ ก็มีนะคะ บางครั้งเ ราก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่คิดมันจะเป็นไวรัล ก็คือมันไม่รู้จะส่งผลกระทบกับองค์กรหรือธุรกิจเราตอนไหน ก็ตอบไม่ได้นะคะ แล้วสื่อหรือคนที่มารีวิวนี่ มันกระทบต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรเราขนาดไหน เราก็ตอบไม่ได้ บางทีอาจจะเป็นนักรีวิวหน้าใหม่ ขอรีวิว เราก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เราลงทุนไปเมื่อไหร่จะได้รับผลตอบรับที่ดีนะคะ ก็เป็นข้อด้อยของสื่อประเภทนี้นะคะ และการที่เราจะสร้างสื่อดิจิทัลขึ้นมาได้นี่ มันก็จะเป็นองค์ประกอบหลักพื้นฐานอยู่ 5 ชนิด ทั้งสื่อดิจิตอล และก็สื่อของมัลติมีเดียทั่วไปนะคะ จะเป็นทั้งข้อความ มีเสียง มีภาพ ภาพเคลื่อนไหว Video นะคะ ในส่วนข้อความนี่ มันก็เป็นเนื้อหาของต่าง ๆ ในมัลติมีเดียหรือสื่อดิจิทัลที่เราใช้ ก็จะเป็นทางแสดงรายละเอียดเนื้อหาเรื่องที่นำเสนอนะคะ แล้วก็รูปแบบ สีสันของตัวอักษร เราสามารถกำหนดได้ หรืออาจจะเป็นลักษณะของการมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกัน ระหว่างที่นำเสนอได้ด้วยนะคะ ข้อความก็มีหลายแบบ มีอยู่ 3 แบบนะคะ ข้อความแรกข้อความที่ได้จากการพิมพ์ เราพิมพ์เองนะคะ ใช้ Word ใช้ Notepad ใช้เท็กซ์อิดิเตอร์ใด ๆ ก็ตาม ข้อความที่ได้จากการสแกน อาจจะเป็นภาพ หรือเอกสารที่เก่ามากแล้ว หรือเอกสารที่หาต้นฉบับไม่เจอแล้ว ก็สแกนด้วยเครื่องสแกนเนอร์ ให้ออกมาเป็นภาพหรือเป็นไฟล์ PDF ก็ได้ กับข้อความที่เป็น Hyper Text ก็เป็นข้อความที่รับความนิยมสูง เพราะว่าอยู่บนเว็บไซต์ได้ ออนไลน์ได้ สามารถ Link เชื่อมโยงไปกับข้อความหรือข้อมูลอื่น ๆ ได้ อันนี้คือข้อความที่นิยมใช้ ก็คือข้อความ Hyper Text เสียง เสียงก็จะอยู่ในรูปแบบของสัญญาณดิจิทัล สามารถสั่งวนซ้ำได้ เล่นกลับไปกลับมาได้ มันจะใช้โปรแกรมที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับงานด้านเสียง นะคะ การใช้เสียง จะต้องสอดคล้องกับข้อมูลที่ใช้ในการนำเสนอนะคะ มันก็จะทำให้สื่อมัลติมีเดียหรือ สื่อดิจิทัลของเรานี่ เกิดความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น แล้วก็ยังสร้างความน่าสนใจ น่าติดตามนะคะ เพราะว่าถ้าว่ากันตามตรง เสียงมีอิทธิพลต่อผู้ใช้มากกว่าข้อความหรือภาพนิ่งนะคะ โดยที่บาทีเสียงมันจะเข้ามาได้จากไมโครโฟนแผ่น CD DVD เทปวิทยุ หรือแหล่งอื่นใด ๆ ก็ตาม สามารถเอามาประกอบในสื่อดิจิทัลได้นะคะ ภาพนิ่ง จะเป็นภาพที่มีการเคลื่อนไหว จะเป็นภาพวาด ภาพถ่าย ภาพลายเส้นก็ได้นะคะ การดูภาพนิ่ง ก็จะมีอิทธิพลมากกว่าอ่านข้อความทั่วไป เหมือนถ้าสมมติ อาจารย์จะประชาสัมพันธ์กำหนดการใด ๆ ก็ตาม เอากระดาษให้คุณ 1 แผ่น มีตัวหนังสือ 2 3 10 บรรทัด รายละเอียดต่าง ๆ คนขี้เกียจอ่าน แต่ถ้าตอนเปลี่ยนใหม่เป็นโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ เป็นภาพคนจะสนใจมากกว่านะคะ โดยข้อความนี่ อาจจะมีข้อจำกัดของภาษาแต่ละภาษาไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นภาพ มันจะสามารถสื่อได้ โดยที่คุณอาจจะพูดคนละภาษา แต่บางทีดูรูปแล้วเข้าใจก็มีนะคะ ภาพนิ่ง ส่วนมากจะอยู่บนสื่อต่าง ๆ ทั้งในโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือว่าวารสารวิชาการ รวมถึงเว็บไซต์ต่าง ๆ ภาพเคลื่อนไหว เป็นภาพกราฟิกที่มีการเคลื่อนไหว อาจจะแสดงขั้นตอนปรากฏการณ์ต่าง ๆ เช่น เหมือนในรูปนี้ การเคลื่อนที่ของลูกสูบรถยนต์ ถ้ามันไม่ขยับ คุณจะรู้ไหมว่าไอ้ลูกสูบรถยนต์ มันทำงานอย่างไรนี่ ทั้งนี้การสร้างภาพเคลื่อนไหวนี่ มันก็จะสร้างจินตนาการเกิดแรงจูงใจให้กับผู้ชม การผลิตภาพเคลื่อนไหวนี่ อาจจะต้องใช้โปรแกรมที่มีคุณสมบัติเฉพาะทางนะคะ ปัญหา อาจจะเกิดข้องกับเกี่ยวข้องกับขนาดของไฟล์บ้าง ข้อจำกัดอาจจะมี อาจจะต้องใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูลเยอะขึ้น แต่ถ้าสมมติรูปนี้มันไม่ขยับ มันก็จะดูไม่น่าสนใจ คุณก็จะคิดไม่ออกว่า เอ๊ะรถยนต์เครื่องยนต์ทำงานอย่างไร ให้ลูกมันเคลื่อนไหวเวลาคนที่เขาเข้ามาดูเขาก็จะเข้าใจแล้วว่ามันทำงานอย่างนี้ เคลื่อนไหวแบบนี้นะคะ อันนี้ก็เป็นประโยชน์ของภาพเคลื่อนไหว Video เป็นองค์ประกอบสำคัญของมัลติมีเดีย หรือว่าสื่อดิจิทัลนะคะ เนื่องจากวีดีโอนี่ สามารถนำเสนอได้ทั้งภาพ ทั้งข้อความ ทั้งเสียงนะคะ ก็จะให้องค์ประกอบในการนำเสนอที่ค่อนข้างครบถ้วนสมบูรณ์ ในวิชานี้ก็อาจจะต้องได้ตัดต่อวีดีโอ นักศึกษาบางคนอาจจะบอกว่าฉันตัดต่อบนโทรศัพท์ ฉันก็เคยทำ แต่ถ้ามันเป็นไฟล์วีดีโอที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ เช่นการตัดต่อภาพยนตร์นี่ ในโทรศัพท์มันทำได้อาจจะเป็นข้อจำกัด วิชานี้ก็จะมีใช้โปรแกรมตัดต่อวีดีโอเฉพาะทางด้วยนะคะ ไม่ยากเอาเบื้องต้นนะคะ แต่ก็จะให้ทดลองใช้โปรแกรมกัน อย่างน้อยก็ผ่านหู ผ่านตา นะคะ แต่ว่าข้อจำกัดของ Video ก็มีเหมือนกันเพราะว่ามันค่อนข้างสิ้นเปลืองทรัพยากรเนื่องจาก วีดีโอนี่ มันจะเป็นการนำเสนอด้วยเวลาที่เกิดขึ้นจริง หรือว่า Real Time ใน 1 วินาที ภาพที่เกิดขึ้นบนวีดีโอจ ะต้องเกิดขึ้นอย่างน้อย 30 ภาพใน 1 วินาที เรากระพริบ อาจจะมองไม่เห็น โดยการประมวลผลนี่ มันจะต้องมีการบีบอัดสัญญาณ ไม่ถึงนาที ถ้าเป็นวีดีโอถ้าเป็นคุณภาพสูงการเก็บข้อมูลพื้นที่อาจจะประมาณ 100 MB เป็นอย่างน้อยนะคะ ซึ่งถ้าหนัง 1 เรื่อง 2 ชั่วโมง 3 ชั่วโมง พื้นที่ในการเก็บข้อมูลมหาศาลมากขึ้น เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น นะคะ วีดีโอก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่ก็จำเป็นในการนำเสนอข้อมูลในปัจจุบันเช่นเดียวกันนะคะ เราจะเริ่มต้นจากไฟล์กราฟิกก่อนนะคะ ในอาทิตย์แรก ไอ้ไฟล์กราฟฟิกนี่ ที่ใช้ในสื่อดิจิทัลจะมีอยู่ 2 ประเภท แบบเวคเตอร์เบสพลาสเตอร์ดูง่าย ๆ มันจะเป็นจุดจุดจุดเวลารูปภาพบอกมามันเป็นจุดให้เห็นแต่ถ้าแบบเวกเตอร์มันจะเป็นเส้นจะเป็นการที่สามารถขยายย่อรูปภาพได้อย่าง เขาเรียกว่าหน้าสมูต ก็คือราบเรียบมากขึ้นจะไม่ค่อยเห็นความแตกต่างเท่าไร แบบแรกแบบ Raster Based หรือถ้าเทียบ เรียกกันทั่วไปก็เป็น Bit Map มันจะเป็นการที่เอาจุดสีเล็ก ๆ หลาย ๆ จุดมารวมกัน ให้เกิดภาพ 1 ภาพ ด้วยภาพ 1 ภาพ มันจะมีขนาดกว้างยาวเช็คพิกเซล Pixel ความลึกจะเป็น Z Pixel กว้างยาวลึกนะคะ ซึ่งค่า Z มันคือค่าความลึกของสี นี่ค่ะ อันนี้เป็นตัวอย่างภาพ bitmap เราเห็นก็คือทำไมรูปภาพมันแปลก มันจะเป็นจุด ๆ ๆ ๆ ๆ อยากรูปเล็ก ๆ นี่ ถ้าเราซูมเข้าไปอีกนี่ ภาพมันจะเป็นจุดภาพมันแปลกเวลาเราเรียกภาษาทั่วไปอ่ะค่ะ ภาพแตก bitmap นี่ มันจะเกิดขึ้นจากจุดสีต่าง ๆ ที่มีจำนวนตายตัวมาสร้างเป็นภาพที่มีความละเอียดของภาพแตกต่างกันไป ถ้าเราขยายภาพ bitmap นี่ เห็นได้ว่ามันจะเป็นตารางเล็ก ๆ ก็คือแต่ละ bit โดยที่ค่า Pixel นี่ ของ bitmap นี่ มันจะเป็นข้อจำกัดในการขยายภาพเล็ก ๆ ถ้าลูกเล็ก ๆ เนี่ยมันจะชัดPixel มันไม่สามารถเพิ่มได้เพราะเราขยาย ภาพมันจะแตกนะคะ ซึ่งการเปลี่ยนภาพ เปลี่ยนขนาดของภาพ โดยเพิ่มหรือลดพิกเซลจากเดิมนี่ ภาพขยายใหญ่ขึ้นความละเอียดของภาพมันจะลดลงก็คือภาพแตกนั่นแหละ ถ้าเรายิ่งขยายใหญ่ขึ้นเท่าไร มันก็จะมีขนาดไฟล์ที่ใหญ่ขึ้น เปลือหน้าที่ตามขึ้นไปด้วยนะคะ เช่น รูปนี้ รูปหมี ถ้าเราขยายให้ใหญ่ขึ้น เราจะมองเห็นเป็นตารางสี่เหลี่ยมต่อกัน สร้างมาเป็น 1 ภาพนะคะ ถ้าขยายมาก ๆ มันก็ยิ่งจะเห็นจุดที่มาต่อกันเยอะขึ้น มันก็จะไม่สวย เพราะฉะนั้น เวลาเราจะย่อขยายรูปภาพ เราควรจะเลือกไฟล์ หรือเลือกภาพกราฟฟิกให้เหมาะสมกับงานเราด้วย โดยชนิดฝ่ายที่เป็น Raster คือ สามารถขยายแล้วมันแตกมีอะไรบ้าง อันแรกจะเป็น bmp เป็นฝ่ายที่ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้งานกันแล้ว แต่ว่า เป็นไฟล์ค่าตั้งต้นของการบันทึกรูปภาพบนคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่จะแสดงผลบนจอคอมพิวเตอร์ โดยใช้นามสกุลเป็น . ก็คือ .bmp ต่อมาเป็น .PCX ซึ่งเมื่อก่อนใช้กับโปรแกรม Paint Brush เมื่อนานมาก ๆ นะคะ ปัจจุบันก็ไม่ยอมหายแล้วอันนี้เอาให้รู้จักกันก็มาเป็นนามสกุล .tiff จะสร้างขึ้นมาเป็นโปรแกรมโปรแกรมใช้จัดหน้าหนังสือจะเป็นเกี่ยวกับการทำสื่อสิ่งพิมพ์ สามารถเก็บรายละเอียดข้อมูลรายละเอียดรูปภาพได้ค่อนข้างมาก ขนาดของไฟล์ก็จะใหญ่เพิ่มตามขึ้นไปด้วยot8t นะคะ ไฟล์ gif หรือ .gifนะคะ พูดผิด มันก็จะเป็นไฟล์ที่เหมาะกับการเก็บรูปภาพขนาดเล็กใช้จำนวนสีน้อยนะคะ ส่วนมากจะใช้ในระบบเครือข่าย ก็คือการแทรกรูปภาพลงบนเว็บไซต์ เพราะว่ายิ่งเว็บไซต์มีข้อมูลรูปภาพใหญ่ขนาดไหนมัน ก็ทำให้การเรียกดูเว็บไซต์นั้นน่ะเสียเวลามากขึ้น เพราะฉะนั้น การใช้รูปภาพกับเว็บไซต์ เราจะพยายามใช้รูปที่มีขนาดเล็ก แต่เก็บรายละเอียดได้ดีนะคะ ต่อมา .jpg กับ .jpeg นะคะ เป็นไฟล์ที่ถูกสร้างขึ้นมาแต่มันก็จะถูกบีบอัดลดคุณภาพลงนะคะ สามารถใช้กับระบบอินเทอร์เน็ตได้ แต่ไฟล์ .jpg นี่ มันจะไม่ใช่ภาพเคลื่อนไหวมันจะถูกใช้กับภาพนิ่งซะมากกว่า vict อันนี้จะเป็นฝ่ายคล้าย ๆ กับ bmp แต่ว่าจะเป็นไฟล์บนเครื่อง Mac นะคะ .psd นะคะ ก็จะเป็นไฟล์ของโปรแกรม Adobe Photoshop นะคะ .PNG ก็จะเป็นไฟล์กราฟฟิกชนิดใหม่ล่าสุด ที่เอามาใช้สำหรับการแสดงผลบนเว็บไซต์นะคะ ก็จะเป็นไฟล์ขนาดเล็ก สีสันสวยงาม เก็บรายละเอียดได้ดี แล้วก็ .pdf ก็จะเป็นไฟล์เอกสารของ Adobe acrobat เป็นไฟล์พวก เก็บภาพกราฟฟิกให้เป็นลักษณะเป็นไฟล์ที่เป็นเอกสารง่ายในการอ่าน ไฟล์กราฟฟิกประเภทที่ 2 เป็นแบบ vector Bases นะคะ ไฟล์กราฟิกที่พัฒนาขึ้นมาโดยใช้ผลคำนวณทางคณิตศาสตร์ ที่ให้เกิดภาพสามารถย่อขยายได้อย่างละเอียดมากขึ้น โดยใช้ vector นี่ มันก็สามารถเก็บไฟล์ประเภท bitmap ได้ด้วยเหมือนกันภาพ เห็นไหมว่าถ้าเราซูมดูนี่ ไอ้ตัว bitmap นี่ เวลาเราขยายเนี่ยจะมีขอบแตก ๆ เป็นจุด ๆ ๆ Pixelจะส่งไฟล์ vector นี่ ถึงแม้ว่าเราจะซูมดูใกล้ ๆ จะย่อจะขยายความละเอียดมันก็ยังจะนวลเนียนกว่านี้ก็ได้ ไม่เหมือนกับ bitmap มันเป็นจุด... ความละเอียดมันไม่เท่ากัน อันนี้เป็นตัวอย่างง่าย ๆ ไฟล์ vector Base นี่ มันก็จะเป็นลักษณะของการสร้างแต่ละส่วนแยกออกจากกันโดยทั้งภาพอาจจะมีส่วนประกอบของเส้นตรงรูปทรงส่วนเว้าส่วนโค้งโดยที่อ้างอิงตามความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ โดยที่คำนวณออกมาเป็นตัวรูปภาพ อาจจะมีการใช้วัตถุต่าง ๆ วัตถุวงกลม เส้นตรง ทรงกลม ลูกบาศก์ รูปทรงอื่น ๆ อาจจะเป็นรูปทรงเรขาคณิตก็ได้ มาผสมกัน มีทิศทางในการลากเส้นเป็นแนวทางต่าง ๆ ต่างกันนะคะ ก็จะมีการใช้คำสั่งคอมพิวเตอร์สร้างขึ้นมาง่าย ๆ นะคะ โดยทุกอย่าง ในแบบ Vector นี่ เราจะมองให้เป็นวัตถุชนิดของไฟล์Vectorนะคะ ก็จะมีแต่ไฟล์PS อันนี้ก็เกิดขึ้นจากตระกูล Adobeนะคะ ก็จะเป็นฝ่ายที่เป็นมาตรฐานที่ใช้ในอุตสาหกรรมการพิมพ์ การผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และรูปภาพนะคะ ไฟล์ .EPS จะเป็นไฟล์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสื่อสิ่งพิมพ์เช่นเดียวกันนะคะ ก็สามารถแยกสีออกจากงานพิมพ์ได้ อันนี้เป็นฝ่ายที่เราสามารถแยกส่วนประกอบได้ แล้วก็นิยมใช้ ในโปรแกรม Illustrator นะคะ เราจะใช้โปรแกรมตัวนี้ด้วยAI เป็นไฟล์ของโปรแกรม Adobe Illustrator อันนี้เดี๋ยวเราจะได้ทำนะคะ ตัว FH เป็นโปรแกรมของพวกMicro Media ซึ่งปัจจุบันก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมจะสู้ตะกูล AI ไม่ได้ drawing file ก็เป็นของโปรแกรม Autocad อันนี้เป็นไฟล์สำหรับกันแบบโครงสร้างทางวิศวกรรมนะคะ ไฟล์ fla เป็นไฟล์ Flash ก็เป็นการสร้างแอนิเมชั่นบนเว็บเพจ ซึ่งตอน นี้ ไอ้ Adobe Flash นี่ ก็ไม่ได้รับการพัฒนาต่อแล้วนะคะ ไฟล์ Shockwave หรือ sws นะคะ ก็เป็นการนำเสนอแอนิเมชันแบบประเภท flash เหมือนกันนะคะ อันนี้ก็ไม่รับความนิยมแล้วตอนนี้เราก็จะใช้เป็นแบบ AI มากกว่าแปลอย่างไรก็ตามนะคะ อุปกรณ์แสดงผลไม่ว่าจะเป็นเครื่องพิมพ์แบบดอทเมตริกซ์ด้วยเป็นเครื่องปริ้นที่เสียงดัง ๆ ตอนนี้เครื่อง Dot Matrix ก็คือเวลาเราสั่งพรินต์ พรินต์เตอร์นี่ มันจะเป็นการเอาเข็มจิ้มลงไปในกระดาษโทรศัพท์เนี่ยกระดาษด้านหลังมันจะนูน ส่วนมากเครื่องปริ้นตัวนี้จะไว้ปริ้นใบเสร็จ ใน Makro ก็ยังใช้อยู่ เครื่องพรินต์เลเซอร์ อันนี้คือเครื่องที่นิยมใช้กันทั่วไปหรืออิงค์เจ็ทตัวอย่างนิยมใช้กันรูปภาพที่เป็น vector based เนี่ยบางทีเวลาการแสดงผลนี่ บางทีมันอาจจะขึ้นอยู่กับภาพ หรือจอภาพ อุปกรณ์ที่ออกมาแสดงผลเช่นประเภทของเครื่องพรินตอร์นี่ ก็มีผลในการแสดงภาพเหมือนกันถ้าเราใช้เครื่องพรินต์เลเซอร์ แน่นอนความละเอียดมันจะสูงกว่าเก็บรายละเอียดของภาพรายละเอียดของตัวอักษรได้เยอะกว่านะคะ อุปกรณ์แสดงผลเหล่านี้นะคะ ก็เป็นอุปกรณ์ที่สามารถแสดงผลภาพ Vector bases ถึงร้านเซอร์วิสได้นะคะ ลักษณะเด่นของ vector นะคะ อาจารย์ย้ำอีกรอบมันจะสามารถยืดหรือหดภาพเท่าไหร่ก็ได้ ภาพจะไม่แตก รายละเอียดของภาพไม่เปลี่ยนแปลงการวาง layout หรือการวางตำแหน่งของงานพิมพ์ภาพหรือตัวอักษร มันจะทำได้สะดวกกว่าง่ายกว่านะคะ ยืดหยุ่นในการทำงานได้มากกว่าแบบราสเตอร์แบบ bitmap นะคะ นะคะ โดยความแตกต่างกับระหว่างบิตแมปกับ Vector นะคะ แรก bi Mapมันจะประกอบไปด้วยจุดต่าง ๆ ราคาเวกเตอร์จะสร้างโดยสมการคณิตศาสตร์โดยการเอาเส้นมาประกอบกันภาพจะมีพิกเซลคงที่นะคะ การจะขยายความเหรียญรูปภาพทำไม่ได้Twitter เนี่ยสามารถย่อขยายได้อย่างไม่จำกัด Bitmap เหมาะกับงานกราฟิกที่ต้องการให้แสงเงาในรายละเอียด แต่ vector ก็เหมาะกับการวางตำแหน่งงานพิมพ์การทำงานศิลปะต่าง ๆ นะคะ อันนี้เป็นตัวอย่าง ไฟล์ประเภท Bitmap นะคะ ก็จะเป็นภาพที่ประกอบด้วยจุดต่อจุดตรง ๆ มีขนาดใหญ่ เก็บรายละเอียดให้สมบูรณ์ แต่อย่างที่บอก มันเก็บรายละเอียดที่สมบูรณ์ก็จริง แต่มันก็ทำให้มีขนาดไฟล์ภาพที่ใหญ่ขึ้น แล้วก็ไม่สามารถย่อขยายได้ตามที่เราต้องการ ซึ่งแตกต่างจากไฟล์ JPEG นะคะ การที่เราเก็บไฟล์ภาพแบบบีบอัด ยังได้ภาพที่สวยอยู่ค่ะ แต่ขนาดของไฟล์จะเล็กลงขาย 10 เท่าเลย จากเดิม ซึ่งมันเหมาะกับการที่จะเป็นภาพที่ถ่ายจากธรรมชาติ ถ้าเป็นภาพการ์ตูนนี่ บางที รายละเอียดของเส้นมันจะหายไปนะคะ โดยที่ บอกค่ะ ไม่สนับสนุนภาพเคลื่อนไหวnot Gif หรือ dotif นะคะ ก็เป็นวิธีการเก็บภาพที่บีบอัดคล้ายกับ jpegรายละเอียดของภาพมันก็จะไม่ค่อยเกลียดนักส่วนมากก็จะเก็บภาพการ์ตูนหรือภาพเคลื่อนไหวเล็ก ๆ หรือภาพเคลื่อนไหวง่าย ๆ เอามาไว้ใช้งานจากทุกอย่างในภาพก็จะเห็นว่า แมวมันก็ไม่ค่อยชัด แต่มันเคลื่อนไหวได้ เราให้เห็นภาพนะคะ จุดดเด่น อย่างมากค่ะ ก็นิยมใช้บนแสดงผลบนเว็บไซต์ บนอินเทอร์เน็ต ขนาดไฟล์ภาพมีขนาดเล็กมาก สามารถเปลี่ยนพื้นหลังได้ทำให้มันโปร่งแสงได้ นะคะ สามารถดูได้บน Web Browser ทุกตัว นะคะ ไฟล์ภาพนี้เปิดง่าย คือ สีมันจะน้อยค่ะ มีแค่ 256 สี ไม่เหมาะกับงานที่เอามานำเสนอภาพถ่าย หรือภาพที่ต้องการใช้ความละเอียดสูง ๆ นะคะ แต่ถ้าเอามาใส่ในไฟล์นำเสนอบ่อย ๆ ก็จะบอกว่ามันไม่ดี เพราะแทนที่เขาจะสนใจเนื้อหาที่เราพูด เขาจะสงสัยสนใจไอ้รูปเคลื่อนไหวนี่นะคะ เวลานักศึกษาไปใช้ในงานนำเสนอ อย่าพยายามใส่ภาพเคลื่อนไหวเยอะ เพราะมันจะดึงดูดสายตาคนไปดูตัวการ์ตูนมากกว่านี้หาของเรา อันนี้ ข้อสังเกตบอกไว้นะคะ ไฟล์ชนิดใหม่ล่าสุดที่ได้รับความนิยมใช้นะคะ fire.pngรูปแบบของไฟล์ก็จะถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแสดงผลบนเว็บไซต์นะคะ อาจจะใช้แทนเอามาแทนที่ไฟล์ . gif เมื่อกี้นนะคะ เป็นไฟล์ที่มีความยืดหยุ่นสูงนะคะ ใช้งานได้กับทุกระบบปฏิบัติการ ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการ ทั้ง Windows Mac อะไรก็ตาม สามารถเปิดไฟล์รูปภาพ PNG ได้ ข้อดี คือ มันมีสีเยอะขึ้น แล้วมันก็สามารถทำให้โปร่งแสงได้นะคะ ลักษณะลูกโปร่งแสงเป็นอย่างไร ถ้าเราใช้ใน Photoshop หรือ Illustrator มันจะเป็นตารางสีเทา ๆ เหมือนที่อาจารย์ยกตัวอย่าง ถ้าคุณเอาไปซ้อนใส่ในเว็บไซต์หรือในการนำเสนอคุณ ภาพพื้นหลังมันจะไม่มีนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่างว่าถ้าเราเป็นไฟล์โปร่งแสงจริง ๆ นี่ มันจะเป็นพื้นหลังอย่างไร นะคะ สามารถบันทึกภาพด้วยสีที่จริงได้ ตรงกับรังสีสามารถใช้โค้ดสี ในการเลือกสีได้ แต่ไฟล์ PNG คือยังไม่สนับสนุนภาพเคลื่อนไหวนะคะ เพราะว่ามันไม่สามารถซ้อนรูปภาพใดและภาพไว้ด้วยกันได้ .tiff นะคะ ก็สร้างขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูลภาพถ่าย ภาพกราฟิกที่ ใช้ในงานสื่อสิ่งพิมพ์ หรืองานที่จะต้องใช้ความละเอียดสูง ๆ นะคะ โดยฝ่ายนี่ มันก็สามารถบีบอัดให้มีขนาดเล็กลงได้ค่ะ แต่ถ้าอยากได้คุณภาพเต็ม ๆ เราก็ไม่ต้องบีบอัดไฟล์มัน อย่างเช่น ถ้าคุณถ่ายรูปดวงจันทร์ เราก็อยากได้รายละเอียดที่มันชัดเจน เช่นว่า บนดวงจันทร์นี่ มันมีสภาพเป็นอย่างไร มีหลุม หรือมีสภาพพื้นผิวเป็นอย่างไรนะคะ เราก็จะใช้ไฟล์รูปภาพนี่ ที่มีคุณภาพสูงนะคะ เช่น ภาพตัวอย่าง ถ้าเราถ่ายมาไม่ชัดเนี่ยอาจจะไม่เห็นว่าพื้นผิวดวงจันทร์เป็นอย่างไร พอเราใช้ภาพที่มีความละเอียดสูง ๆ นี่ มันก็สามารถเก็บรายละเอียดของภาพหรือสิ่งต่าง ๆ ที่เราต้องการได้อย่างชัดเจนมากขึ้นนะคะ ไฟล์ psd ก็คือเป็นไฟล์ของ Photoshop โดยเฉพาะนะคะ ก็ จุดเด่น ก็คือมันสามารถเก็บขั้นตอนการทำงานทุกอย่างที่เราทำในโปรแกรมไว้ได้ เราอยากจะแก้ไขทีหลัง หรืออยากจะแก้ส่วนไหน เราสามารถย้อนกลับไปได้นะคะ แต่ว่าข้อจำกัด คือ มันจะต้องเปิดบน Adobe Photoshop เท่านั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยโปรแกรมอื่น ๆ นะคะ เดี๋ยวเราจะได้ลองทำ เพราะว่าเวลาเราแต่งภาพ บางทีนี่ ทำไปแล้วเราอยากแก้ไขนะคะ อย่างเช่น อาจจะส่งไฟล์แรกให้ลูกค้าดูก่อน แล้วเขามีฝ่ายแก้ถ้าเราไม่เก็บ file .psd ไว้นี่ เราอาจจะต้องได้ทำใหม่หมดอันนี้ก็คือเป็นไฟล์ต้นฉบับที่เราสามารถกลับมาแก้ไขได้นั้นเองfile.php อันนี้จะใช้กับโปรแกรม Illustrator นะคะ ก็สามารถเก็บลำดับการทำงานหรือเก็บ log นั่นเองนะคะ เหมือนคล้าย ๆ กับ Photoshop แต่ตัวนี้จะเป็นการทำงานที่ค่อนข้างจะละเอียดกว่า ไม่ใช่แค่ตกแต่งภาพ เราสามารถหมุนทิศทาง ปรับองศา เพิ่มวัตถุเข้าไปในภาพเราได้ง่ายot8t นะคะ แต่ตัวนี้นี่ การเก็บข้อมูลบางอย่างเนี่ยอาจจะไม่ละเอียดเท่า Photoshop นะคะ แต่มันสามารถแก้ไขง่าย งาน artwork หรืองานทำโปสเตอร์นี่ ส่วนใหญ่เขาจะนิยมทำในโปรแกรม Illustrotor นะคะ แปลว่าพ่อแม่ที่ใช้เนี่ยบางทีเขาจะไม่ใช้ละ .esp เขาจะใช้เป็น .ai ให้มันทันสมัยมากขึ้นวันนี้มีงานให้ทำในห้องนี้แหละจะให้นักศึกษาลองยกตัวอย่างสื่อดิจิทัล ที่นักศึกษาเห็นในชีวิตประจำวัน มา 5 ชนิดหรือ 5 สื่อ แล้วก็บอกด้วยว่าจุดเด่นจุดด้อยของสื่อที่นักศึกษาเลือกมา 5 สื่อ คืออะไร เขียนมาด้วยนะคะ เช่น อันแรก สมมติเลือกเป็น Social Media ข้อดีของ Social Media ที่ศึกษาคิดว่ามันดีน่ะ คืออะไรบ้าง เขียนมาให้อาจารย์ดูหน่อย แล้วก็ Social Media มันมีจุดด้อยตรงไหน ลองเขียนให้ดูหน่อย เช่น เปลืองแบต เล่นนาน เสียเวลา อะไรก็ว่ามา เหมือนเวลาเราเข้าไปดู tiktok มันดีจริง มันโฆษณาเป้าหมายกลุ่มเป้าหมายชัดเจน ทุกคน แต่มันทำให้เราเลิกเล่นยากหรือเปล่า เราเล่นแต่ TikTokจนไม่ทำงานบ้านหรือเปล่า ลองเขียนมาดูซิว่าจุดเด่นจุดด้อยของสื่อดิจิทัล ที่นักศึกษาเลือกมามีอะไรบ้าง เดี๋ยวอาจารย์จะแจกกระดาษให้นะคะ เดี๋ยวทำในห้องเลย โอเคค่ะ เดี๋ยวให้นักศึกษาทำงานเลยค่ะ เดี๋ยววันนี้เท่านี้ก่อนก็ได้ค่ะ เพราะว่าเดี๋ยวให้ทำกิจกรรมในห้องเรียน นะคะ เดี๋ยววันนี้ประมาณนี้ล่ะค่ะ เดี๋ยวพอดีเซ็ตระบบใหม่วันนี้ขอบคุณค่ะ มาทำงานที่ห้อง ไม่ได้ล่ามแล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]