--- title: วิชาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (บ่าย) 040766 subtitle: date: วันอังคารที่ 4 กรกฎาคม 2566 เวลา 13.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) ดูแลลูกค้าหลังจากการซื้อนะคะ รวมถึงการวางแผนการผลิตหรือการที่เราจะสั่งสินค้าเข้ามาขาย การให้บริการเฉพาะบุคคล อย่างเช่น การดูแลสมาชิกนะคะ การดูแลสินค้าที่อยู่ในคลังสินค้าของเรา หรือในสต็อกสินค้าของเรด้วย ไอ้พวกเหล่านี้จะเป็นระบบย่อย ๆ ที่อยู่ในการดำเนินการของธุรกิจบนโลกออนไลน์ของเรานะคะ โดยองค์ประกอบหลักแล้วก็ความสามารถของพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี่ สิ่งที่สำคัญ คือ มีหน้านะคะ โดยที่หน้าร้านนี่จะถูกสร้างโดยผู้ขาย ซึ่งมักเป็นแบบรูปแบบธุรกิจแบบ ธุรกิจกับลูกค้าโดยตรงนะคะ โดยที่หน้าร้านจะมีการนำเสนอสินค้าให้กับลูกค้า มีความสามารถในการบริการในด้านต่าง ๆ ทั้งลูกค้าสามารถเอาสินค้าหย่อนลงไปในตะกร้าได้ มีการค้นหา การเปรียบเทียนบสินค้าหน้าร้านของเราได้สามารถเลือกหรือสามารถแชตต่อรองราคาสินค้าได้นะคะ รวมถึงพอเราหย่อนสินค้าลงในตระกร้าแล้ว เราสามารถเปลี่ยนแปลง หรือยืนยันการสั่งซื้อสินค้าได้ ช่องทางการรับชำระเงิน เมื่อก่อนนะคะ ก่อนที่เราจะมีการใช้บริการพร้อมเพย์เยอะขึ้นนี่ เราจะใช้บัตรเครดิตนะคะ แล้วก็กระบวนการสั่งสินค้า การตอบรับสินค้าจะเกิดขึ้น ตอนนี้คนจะคุ้นชินกับการใช้งานการซื้อขายออนไลน์มากขึ้น มากกว่าเมื่อก่อนนะคะ เพราะฉะนั้น ไอ้องคืประกอบเหล่านี้นี่ เมื่อก่นอาจจะเข้าใจลำบาก แต่ตอนนี้นักศึกษานี่ก็ถือว่าเป็นลูกค้า เคยเป็นลูกค้ามาแล้วจากการที่ส่งการบ้านมา เคยซื้อของออนไลน์มาแล้ว น่าจะเข้าใจกระบวนการเหล่านี้ สมควรนะคะ องค์ประกอบหลักข้อต่อมา มันจะสามารถติดตามดูผลการสั่งซื้อสินค้าของเราได้ สามารถตรวจสอบสถานะ มีการตอบคำถาม ให้บริการก่อนและหลังการขาย เช่น ก่อนที่เราจะซื้อ เราสามารถแชตไปถามก่อสินค้าตัวนี้นอกจากสีนี้แล้วมีสีอื่นหรือเปล่า มีขนาดอื่นไหม หรือถ้าเราสั่งจำนวนมากได้ส่วนลดเพิ่มหรือเปล่านะคะ หรือถ้าสินค้าพวกนี้ เราซื้อมาแล้ว เขารับประกันเราอย่างไรบ้างนะคะ เช่น ส่งมา รับประกันภายใน 1 เดือน ถ้าไม่พอใจเปลี่ยนชิ้นใหม่ หรือคืนเงิน แล้วแต่จะว่าไป หรือว่าของบางอย่าง รับประกันหลังการขาย 3 เดือน ถ้าของมีปัญหาก็ส่งมา เขาจะซ่อมให้หรือเปลี่ยนให้นะคะ มีคอมเมนต์นะคะ หรือมีข้อเสนอแนะ ข้อแนะนำ ด้านล่างเวลาเราซื้อ สังเกตง่าย ๆ เวลาเราไปซื้อของใน Shoppe นะ จะมีการแสดงความคิดเห็นเช่นลูกค้าที่เคยซื้อไปก่อนหน้านี้แล้ว เขามาให้ความคิดเห็นว่าสินค้าที่ได้รับ รวดเร็วดี ถูกต้องสีสวยอะไรก็ว่าไปนะคะ เพราะการที่มีลูกค้ามาให้ข้อคอมเมนต์แบบนี้นี่ มันเหมือนเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ ความเชื่อมั่น ในการให้บริการของร้านเราด้วย ว่าเราซื่อสัตย์ต่อลูกค้า สินค้าตรงปก ไม่มีการหลอกลวงนะคะ รวมถึงการจัดการระบบขนส่ง ถ้าเราใช้พวก Platform ซื้อขายปัจจุบันนี่ เวลาเราสั่งซื้อของ เขาก็จะมีเลข Tracking สำหรับดูว่าสินค้าที่เราซื้อนี่ตอนนี้มันอยู่ที่สถานะอะไร กำลังบรรจุ ตอนนี้มีบริษัทพัสดุมารับสินค้าไปแล้ว ตอนนี้สินค้าเราอยู่ที่จังหวัดไหน วันไหนจะมาส่งให้เราที่บ้าน เราสามารถตรวจสอบได้นะคะ โดยการพัฒนาหน้าร้านนี่ก็จะมีอยู่ 3 ระบบย่อยนะคะ ตั้งแต่ระบบของพ่อค้า หรือระบบของผู้ขายนี่แหละนะคะ เกี่ยวกับการจัดการ Catalog การจัดการตะกร้าสินค้า ระบบของการดำเนินการ ก็จะมีตั้งแต่การสั่งซื้อ การจ่ายเงิน การได้รับเงิน รวมถึงระบบอื่น ๆ ที่จำเป็นจะต้องมีนะคะ แล้วข้อที่ 3 สำคัญที่สุด ก็คือช่องทางในการชำระเงิน ก็จะเกี่ยวข้องกับระบบการเงิน เกี่ยวข้องกับธนาคารนะคะ อย่างเช่น ที่เราคุ้นเคยกันดี ตอนนี้ก็เป็น Platform สำหรับการซื้อชายออนไลน์อันดับ 1 ในประเทศไทย เขาเคลมว่าอย่างนั้น เขาบอกตัวเองว่าเขาเป็นเว็บไซต์ขายของที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด ก็คือ Shopee บางคนก็บอกชอบใช้ Lazada นะคะ ก็แล้วต่ความถนัด แต่บางคนก็จะเข้าไปดูทั้ง 2 แพลตฟอร์มนี้เลย ว่าร้านค้าที่ใกล้เคียงกัน สินค้าที่ใกล้เคียงกัน อันไหนมีโปรโมชันมากที่สุด เราสามารถเปรียบเทียบได้นะคะ โดยฟังก์ชันที่จำเป็นสำหรับการที่เราจะเป็นเจ้าของธุรกิจออนไลน์แล้วกันนะคะ ก็จะมีบริการที่เราสามารถจัดการ Catalog จัดการตะกร้าสินค้าได้นะคะ อาจจะมีการตรวจสอบเครดิตของลูกค้า เราสั่งซื้อเข้าไปนี่ มันก็จะมีการเชื่อมต่อไปดูกับผู้ให้บริการของเราอีกระดับหนึ่ง ว่าลูกค้าเรามีความน่าเชื่อถือไหม จะโดนหลอกหรือเปล่า ตอนนี้ ปัจจุบัน ทั้งคนวื้อคนขาย ต่างกลัวกันและกันว่าจะโดนหลอกหรือเปล่านะคะ ขั้นตอนการสั่งซื้อ เขาเรียกว่า "ระบบหลังบ้าน" นะคะ ว่าถ้าเราใช้ Platform ที่อาจจะเสียตังเช่า Platform นี่ อาจจะไม่ต้องพัฒนาเอง มันมีความสามารถอะไรได้บ้างนะคะ การจัดส่งสินค้าเราจะจัดส่งสินค้าอย่างไร บางร้านค้าเขาจะขึ้นเลยว่า ถ้าสั่งวันนี้ก่อนเที่ยง ภายในบ่ายวันนี้เลยอะไรก็ว่าไปนะคะ การตรวจสอบการขนส่งสินค้า ต้องมั่นใจว่าจัดส่งเรียบร้อยแล้ว จัดการติดตามสถานะของพัสดุเรานั่นแหละนะคะ มีการให้บริการสำหรับผู้ซื้อหรือคนที่แค่กดเข้ามาดูร้านค้าเราก็ได้นะคะ อาจจะมีการลงทะเบียนเพื่อรับโปรโมชันพิเศษใด ๆ ก็ตาม มีการแสดงความคิดเห็น อาจจะแสดงในสิ่งที่ลูกค้าต้องการเพิ่มเติม เช่น ลูกค้าอยากได้รูปเพิ่ม อยากได้รูปมุมซ้าย มุมขวา หรืออยากได้รูปใด ๆ ก็ตาม เราก็สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้นะคะ อาจจะผ่านตัว คอมเมนต์หรือผ่านแชตส่วนตัวก็ได้นะคะ โดยก่อนที่เราจะเริ่มพัฒนาหน้าร้านของเรานะคะ รายละเอียดที่ต้องพิจารณาก็คือว่าเราจะขายอะไรนะคะ ก็คือ แล้วเราจะขายให้ใคร เราจะจัดทำ Pomotions ไหมนะคะ โปรโมชันเปิดร้านใหม่ก็มีนะคะ แล้วก็วิเคราะห์ การตลาดง่าย ๆ เลยช่วงนี้ฤดูฝน อยากขายของ เริ่มขายง่าย ๆ บางคนบอกอยากขายเสื้อกันหนาว ซึ่งมันก็ไม่ใช่ฤดู ถ้าอยากขายร่ม ขายเสื้อกันฝนอย่างนี้ หรือมีการทำโปรโมชันใด ๆ ก็ตามนะคะ ขายเสื้อผ้าแถมชุดกันฝนก็ได้นะคะ เพราะว่าช่วงนี้ ก็ดูตามฤดูกาลของประเทศไทย ยี่ห้อหรือแบรนด์ที่เราจะเอามาใช้มาขายนี่ เราพิจารณาอย่างไร ใช้ Brand แบบที่เป็นทางการ หรือสินค้าที่มีคุณภาพใกล้เคียงกัน แล้วเราก็เอามาขายก็ได้ นะคะ ความสามารถของหน้าร้าน หลังร้าน สามารถรองรับข้อมูลปริมาณมากน้อยเพียงใด หน้าตาเว็บไซต์ สามารถเรียกดูเว็บไซต์ได้ ภายในกี่วินาทีนะคะ รวมถึงกระบวนการจัดการโครงสร้างของเว็บไซต์ ความยากง่ายในการพัฒนาอันนี้คือสิ่งที่ต้องพิจารณาตั้งแต่เริ่มต้น ก่อนที่จะพัฒนาหน้าร้านของเรานะคะ มีทั้งการทำงานของรถเข็นสินค้า เดี๋ยวจะมีว่ารถเข็นสินค้าของแต่ละประเทศเป็นอย่างไรนะคะ แนวทางที่จะทำให้ลูกค้านี่ หรือคนที่สนใจสินค้าเรานี่ เขาสั่งซื้อสินค้าเรา แล้วก้จ่ายเงินนี่ ทำอย่างไรให้เขาสะดวกที่สุดนะคะ เพราะถ้าเราจบการขายเร็วรายได้เราก็เพิ่มขึ้นด้วย มีการสร้างเครติด เช่น ลูกค้าเก่าเขาจะได้สิทธิประโยชน์อะไร ลูกค้าใหม่จะได้สิทธิประโยชน์อะไรนะคะ การให้บริการส่วนบุคคล ก็คือถ้า... บางร้านค้านะคะ เขาจะเขียนว่าลูกค้าเดิมสามารถจองสินค้าได้ก่อนลูกค้าใหม่นะคะ อันนี้ก็คือให้สิทธิพิเศษแล้ว จูงใจให้การเป็นลูกค้า ถ้าเป็นลูกค้าเดิมจะได้โปรโมชันหรือสินค้าที่ออกใหม่เร็วกว่าเพื่อน ราคาต้องกำหนดราคาที่แท้จริง ประเทศไทยนะคะ ราคาสินค้าทุกอย่างจะต้องรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ไม่ใช่ว่าคุณตั้งราคาไว้ 500 แต่คิดราคาจริงเป็น 535 บาท ลูกค้าบางคนอาจจะงงว่า 35 บาท มาจากไหน มันคือภาษีอะไรอย่างนี้ คุณไม่ได้บอกเขาตั้งแต่ต้น อาจจผิดนะคะ ถ้าเขาไม่ยอมขึ้นมา อันนี้เราต้องพิจารณาเรื่องการกำหนดราคาตั้งแต่แรกด้วยนะคะ ถ้าใครไปซื้อของหรือไปกินข้าว คุณจะเห็นเลยว่าราคาเวลาในใบเสร็จที่เราได้มาจะเป็นราคาสุทธิ แล้วเขาก็จะแยกให้ดูเลยว่าราคาเริ่มต้นเท่าไร ราคาภาษีเท่าไร รวมแล้วเป็นเท่าไร เราต้องชี้แจงแบบนี้ได้นะคะ การออกแบบหน้าร้าน สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ ทำอย่างไรให้เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มของเรานี่เข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว content บนเว็บไซต์จะต้องไม่มีปริมาณหรือขนาดพื้นที่มากจนทำให้เราสามารถโหลดหน้าตาเว็บขึ้นมาได้เร็วขึ้น ใช้ง่าย ไม่ยุ่งยากนะคะ ถ้าให้ผู้สูงอายุมาใช้งานก็ยังต้องใช้งานง่าย หรือเด็กที่ยังไม่ค่อยเชี่ยวชาญเทคโนโลยีก้ต้องใช้่งานได้ มีการเชื่อมต่อกับระบบที่เป็นสากลนะคะ ไม่ใช่ว่าใช้ได้แค่ประเทศไทย ต่างชาติเข้ามาดูไม่ได้อย่างนี้นะคะ การจ่ายเงินจะต้องสมบูรณ์แล้วก็มีความปลอดภัยนะคะ มีการประกันความเสี่ยง มีการป้องกันการเจาะระบบ มีการให้บริการก่อนและหลังการขาย อันนี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วนะคะ แล้วก็ราคาต้องชัดเจน ห้ามเขียนว่าติดต่อหลังไมค์ ติดต่อผ่านช่องแชทอันนี้ไม่ได้นะคะ ตอนนี้มีกฎหมาย เขาจะบอกว่าถ้าไม่เปิดเผยราคาสินค้านี่ สามารถแจ้งได้นะคะ ว่าอาจจะทำไมต้องไปแอบคุยข้างนอก บอกราคามาเลยอะไรอย่างนี้นะคะ องค์ประกอบสำคัญของการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ อีกอย่างหนึ่งก็คือ Cนะคะ ซึ่งในรูปแบบออนไลน์จะเรียกเป็น "E-Catalogs" มันจะเป็นการนำเสนอรายการสินค้าแบบออนไลน์ ก็จะมีการบรรจุข้อมูลสินค้าต่าง ๆ รูปภาพ ราคา มี Pomotions ไหม จ่ายเงินอย่างไร ต้องโอนสตางค์หรือจ่ายผ่านบัตรเครดิต หรือจ่ายผ่าน QR Code นะคะ สามารถรับสินค้าได้ที่ไหน ให้ส่งไปที่บ้าน หรือรับที่สาขาใดก็ว่าไปนะคะ ก็จะมีการแบ่งหมวดหมู่ มีแบ่งประเภท สามารถค้นหาสินค้าได้ง่ายนะคะ และก็มีข้อมูลต่าง ๆ อย่างชัดเจน รายละเอียดครบนะคะ สามารถสั่งออนไลน์ได้ อันนี้แน่นอน แล้วก็ก็จะมีการจัดวางเนื้อหาเพื่อดึงดูความสนใจของลูกค้าด้วยนะคะ ลักษณะของ E-Catalogs นี่ แน่นอนค่ะ มันจะทำงานโดยรูปแบบออนไลน์ สั่งซื้อก็ออนไลน์ ทำงานอาจจะบนพื้นฐานเว็บไซต์นะคะ มีฐานข้อมูลดูแลในส่วนของ ดูแลในส่วนของสินค้า ราคา การสั่งซื้อ อันนี้เป็นเบื้องต้นนะคะ มีการบูรณาการกับซอฟต์แวร์อื่น ๆ ทั้งคำนวณภาษี ออกใบเสร็จ นำเข้า การรองรับผู้จัดจำหน่ายนะคะ หรืออาจจะเป็นการเติมเต็มในส่วนการทำงานอื่น ๆ เช่นอาจจะเป็นการจัดทำส่วนลด ใบส่งของนะคะ ใบรับของ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ หรือกิจกรรมใด ๆ ในการซื้อขายของเรานะคะ E-Catalogs อาจจะต้องมีส่วนในการทำธุรกรรมนั้น ๆ โดยถ้าเป็นองค์กรขนาดใหญ่แล้วเขามีความพร้อมนะคะ ด้านกำลังทรัพย์ เขาอาจจะวื้อชุด Software นะคะ มันอาจจะเปป็นชุด Software ที่ประกอบไปด้วยซอฟต์แวร์ย่อย ๆ หรือกลุ่มเครื่องมือต่าง ๆ เอามาไว้ใช้ตั้งแต่ตั้งแต่กระบวนการผลิต ระบบข้อมูลนะคะ การทำธุรกิจภายในองคืกรของเรา สำหรับทั้งผู้ใช้งาน แล้วก็ผู้ดูแลระบบนะคะ โดยที่ชุด Software ที่ถ้าเราซื้อสำเร็จมานี่ มันจะมีความยืดหยุ่นมากนะคะ ถ้าเราสั่ง หรือแจ้งความต้องการก่อนที่เขาจะพัฒนาระบบให้เรานี่ มันก็สามารถเปลี่ยนแปลงตามความต้องการของเราได้นะคะ มีระบบการสนับสนุนการทำหน้าที่ต่าง ๆ ในธุรกิจของเราอย่างครบสมบูรณ์แบบ ถ้าเราซื้อมาแล้ว ถ้าในอนาคตเราอยากปรับเปลี่ยนอะไร หลังจากนี้ อาจจะต้องมีเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ก็แล้วแต่ ส่วนมากจะเป็นองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ เขาจะเลือกใช้ชุดซอฟต์แวร์ประเภทนี้เพื่อจัดการการซื้อขายออนไลน์ให้เสร็จภายในชุดเดียวนะคะ หลังจากที่เราพิจารณาองค์ประกอบต่าง ๆ แล้ว อาจจมาจัดตั้งธุรกิจนะคะ มากำหนดว่าธุรกิจที่เราจะทำนี่ คือ ธุรกิจอะไร ขายของ เป็นไปได้ไหม เรามีทีมงานเป็นใครบ้างนะคะ มีการจัดทำแผนธุรกิจ พิจารณาถึงแหล่งเงินทุน เราจะเอาเงินที่ไหนมาทำธุรกิจ เงินส่วนตัว หรือไปกู้ยืม จากสถาบันทางการเงิน หรือหาหุ้นส่วน อาจจะเป็นนักลงทุนมาร่วมลงทุนกับเราในการทำธุรกิจออนไลน์นะคะ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องวางแผนเป็นเรื่องเราจะต้องวางแผนพิจารณา โดย การวางแผน เราต้องวางแผนว่า เป้าหมายของการทำธุรกิจขององค์กรของเราคืออะไรนะคะ สารสนเทศใดบ้างที่จะใช้ในองค์กรของเรา ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลพนักงาน ข้อมูลของคู่แข่งต้องใช้ไหมนะคะ เราจะทำงานบนแพลตฟอร์มอะไร ใช้ซอฟต์แวร์อะไร ใช้ระบบปฏิบัติการอะไร ใช้เครือข่ายแบบไหนนะคะ เครือข่ายแบบไร้สายอย่างเดียวเลยไหมนะคะ หรือยังต้องมีการเดินสาย LAN ในองค์กรเราหรือเปล่า เทคนิคพัฒนา platform ของเราคืออะไร เราจะทำเป็นแอปพลิเคชันอย่างเดียว หรือจะทำเป็นเว็บไซต์ หรือมีเว็บไซตือย่างเดียว แอปพลิเคชันไม่มี มีเทคนิคในการวางกลยุทธ์ ในการส่งเสริมการขายไหม กฎระเบียบของการใช้งานในระบบ การเข้าถึงระบบ ลูกค้าเข้าถึงได้ตรงไหน สมาชิกจะมีสิทธิประโยชน์อย่างไร เข้าถึงข้อมูลได้ขนาดไหน เราต้องมาวางกฎระเบียบเหล่านี้ด้วยนะคะ โดยขั้นตอนการพัฒนา Platform พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี่ จะมีอยู่ 4 ขั้นนะคะ ขั้นแรกจะเป็นการวางโครงสร้าง การกำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ขององค์กร ข้อมูลต่าง ๆ ที่จะมาส่งเสริมให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามวิสัยทัศน์นะคะ โปรแกรมที่เราจะมาใช้ในส่วนของการทั้งดูแลข้อมูลและพัฒนาระบบสารสนเทศของเรา จะใช้โปรแกรมของเรา เพราะว่าถ้าเลือกแล้ว นาน ๆ ไปคุณอยากเปลี่ยนระบบมีปัญหา มันจะต้องกำหนด Hardware Software ตั้งแต่แรกที่จะเอาใช้ในการทำงาน บุคลากร กระบวนการต่าง ๆ ในการพัฒนาระบบ คุณจะหาบุคลากรเหล่านี้มาได้อย่างไรนะคะ หรือกระบวนการเหล่านี้มาได้อย่างไรนะคะ จะจ้าง จะซื้อขาด หรือจะพัฒนาเอง เราต้องเลือกนะคะ ก็คือเหมือนที่อาจารย์พูดเมื่อกี้ ก็คือ Option ในการพํเรียกฟังก์ชันในการพัฒนานะคะ เขียนเองก็ได้หรือจ้างคนภายนอกเขียนโปรแกรมให้ก็ได้นะคะ เดี๋ยวเราจะมาการบอกข้อดีข้อเสียของแต่ละอย่าง พอเราได้ระบบมาแล้ว ได้แอฟพลิเคชันมาแล้ว จะต้องมีการติดตั้ง หรือทดสอบ เราจะทดสอบอย่างไร สมมติว่าในองค์กรของคุณมีหลาย ๆ ฝ่ายนะคะ เราจะทดสอบทีละหน่วยบริการ หรือฝ่ายต่าง ๆ อาจจะเริ่มแรกจากฝ่ายขาย ฝ่ายบริการลูกค้าใด ๆ ก็ว่าไป พอทุกระบบทดสอบเสร็จ เราก็จะรวมทุกแผนกเข้าเขาด้วยกัน แล้วลองดูสิว่ามันทำงานร่วมกันได้ไหม มีประสิทธิภาพในการทำงานผ่านแอปพลิเคชันนี้อย่างไร มากน้อยขนาดไหน ปัญหาหรือเปล่า ทดสอบจนกว่าจะได้รับการยอมรับว่าผลจากการพัฒนาระบบของเรานี่ มันเป็นไปตามเป้าหมายและวิสัยทัศน์ที่เราวางไว้หรือเปล่า มีความสามารถใดขาดหายไปไหมนะคะ หรือมันยังทำได้ไม่เต็มที่ก็ต้องทดสอบนะคะ พอเราทดสอบเป็นที่หน้าพอใจแล้ว ก็นำไปใช้งาน แต่หลังจากการใช้งานก็ต้องมีการบำรุงรักษาอยู่เสมอ มีการอัปเดตข้อมูล มีการปรับปรุงระบบ ให้... เขาเรียกว่าทันสมัยอยู่ตลอดเวลา หน้าตาเว็บไซต์ก็ต้องเปลี่ยน มีโปรโมชันเปลี่ยนแปลงวันไหนก็ต้องเปลี่ยนนะคะ ไม่ใช่ว่าโปรโมชันของปีที่แล้วยังค้างอยู่อย่างนี้ก็ไม่ได้ ประเภทของเว็บไซต์ที่มีนะคะ ถ้าเราจะแบ่งในปัจจุบันก็จะมีอันแรกเว็บไซต์แสดงข่าวสารนะคะ กับเว็บไซต์ที่มีการโต้ตอบ อาจจะเป็นการโต้ตอบผ่านคนกับ AI ก็ได้นะคะ หรือเป็นเว็บสำหรับทำธุรกรรมค้าขาย อันนี้ก็เยอะแยะมากมายนะคะ ก็ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเว็บที่คุ้นหน้าคุ้นตากับนักศึกษาดีอยู่แล้วนะคะ ขั้นตอนในการสร้างร้านค้าออนไลน์ อันแรก แบบง่ายเลย แบบที่เราไม่ต้องลงทุนมาก เราจะใช้ Server อะไร มีการตั้งชื่อเว็บไซต์อย่างไร เนื้อหาของคอนเทนต์ หรือเนื้อหาของร้านค้าเรา เราจะขายอะไร แล้วเราก็มาออกแบบเว็บไซต์ พัฒนา พอออกแบบได้เสร็จปุ๊บ เราก็พัฒนา ทำการโปรโมตเว็บไซต์ ประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ดูแลลูกค้าหลังจากการขายด้วยนะคะ อย่างแรกเลย ในการกำหนดว่าในการกำหนดว่า เราจะเอาเว็บไซต์ของเรา เราจะเอา Platform w;hที่ไหน อย่างแรก เช่า เช่าเขาก็ได้ เพราะถ้าคุณลงทุนซื้อเซิร์ฟเวอร์เอง มันแพงมากเช่าเอา รายเดือนรายปีว่ากันไปนะคะ อย่างแรก อาจจะจ้างบริษัทที่ให้บริการในการสร้างร้านค้าออนไลน์สำเร็จรูปมีอยู่แล้ว หรือว่าเช่าจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตก็ได้ หรือผู้ให้บริการเว็บ Hosting ต่าง ๆ ก็ได้ หรือเราจะทำโฮสเองก็ได้ แต่ว่าแต่ละอย่างก็จะมีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันไปนะคะ ถ้าเราขอเช่าพื้นที่จากคนอื่น โอเค ค่าใช้จ่ายมันจะน้อยนะคะ มีบริษัทให้บริการทั้งในแล้วก็ต่างประเทศให้เราเลือกเยอะมาก ราคาก็ มันจะเหมือนแพ็กเกจโทรศัพท์เรานี่แหละค่ะ แตกต่างกันไปตามรายละเอียด ตามพื้นที่ที่ให้บริการ ตามเงื่อนไข ตามปริมาณข้อมูล ตามพื้นที่ที่เราใช้บริการนะคะ พื้นที่ที่ให้บริการ ก็คือขนาดของเว็บไซต์เรานี่ มันบรรจุข้อมูลเท่าไร แต่ละรูป แต่ละไฟล์ แต่ละข้อความเขานับหมดนะคะ ว่าเขาจะให้ปริมาณในการฝากไฟล์ของเรานี่เท่าไรนะคะ ความเร็วในการรับส่งข้อมูล เท่าไร ส่งผลต่อการโหลดเว็บไซต์ของเราด้วยนะคะ มีการจำกัดปริมาณข้อมูลที่รับส่งหรือเปล่ามี มีการสนับสนุนช่องทางในการบริการออนไลน์ของเว็บ SERVER ไหม รองรับภาษา PHP หรือเปล่า ในการเขียนเว็บไซต์ หรือการออกแบบเว็บไซต์ Web Hosting นะคะ ที่คิดค่าบริการ อันนี้อาจารย์ก็หาข้อมูลมาให้ เผื่อใครสนใจพัฒนาเว็บไซต์ขายของขายของของตัวเองนะคะ ก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลเหล่านี้ได้นะคะ ว่าเราพอใจกับ Web Hosting แบบไหน เขาก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป เราก็ไปศึกษาได้นะคะ เช่นบางคน อยากได้ราคาถูกที่สุด แต่เราต้องเขาไปดูด้วยนะว่า ทำไมมันถูกถูก บางฟังก์ชันเราจะใช้มันอาจจะไม่มี เช่น รายเดือนราคาถูกมาก แต่ไม่มีการให้บริการ Cloud คือการให้บริการข้อมูลแบบ พักข้อมูลไว้ที่คลาวด์อย่างนี้ ดึงเข้ามูลมาไม่ได้ หรือว่าทดลองใช้งานแบบไร้ความเสี่ยง ทดลองใช้นี่ไม่เป็นไร ฟรี แต่พอเรารู้สึกชอบ ติดใจ เสียสตางค์อะไรอย่างนี้ ก็ไปศึกษาแต่ละ Hosting ได้นะคะ ถ้าเราไม่เช่าล่ะ เราทำเองได้ไหม ได้ แต่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุด เพราะอุปกรณ์ทุกอย่างเราต้องซื้อเองทั้งหมด เครื่องเวิร์ฟเวอร์ที่เราจะใช้เจ้าของเซิร์ฟเวอร์เองจะต้องเชื่อมต่อ 24 ชั่วโมง แล้วจะต้องมีความเร็วเพียงพอที่รองรับการส่งข้อมูลที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ต้องจ่ายค่าบริการเท่าไร อุปกรณ์ต้องดีขนาดไหนนะคะ ถามว่าทำได้ไหม ทำได้ค่ะ ถ้าคุณมีต้นทุนในการพัฒนาระบบไม่จำกัด หรือสูงมากก็ว่ากันไป ข้อดีของการที่เราเป็เจ้าของเซิร์ฟเวอร์เอง มันจัดการง่าย มันตั้งอยู่ตรงนี้ เราอยากปรับแต่งตอนไหนก็ได้ ให้บริการกับองค์กรของเราได้ตลอด 24 ชั่วโมงนะคะ ซึ่งส่วนมากจะเป็นการพัฒนาโดยองค์กรขนาดใหญ่ มีจำนวน User หรือผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นจำนวนมากนะคะ แต่ข้อเสียก็คือค่าใช้จ่ายมันสูงนะคะ แล้วก็ต้องใช้บุคลากรที่เชี่ยวชาย เพื่อดูแลอุปกรณ์ไม่ให้มันล่ม เพราะถ้าล่ม การทำธุรกิจของคุณมีปัญหาแน่ ๆ นะคะ แล้วก็จะต้องมีการรักษาความปลอดภัยที่ค่อนข้างสูงมากสำหรับธุรกิจ เพราะว่าแน่นอน คนที่ใช้ เซิร์ฟเวอร์ของตัวเองได้ ก็ต้องมีธุรกิจค่อนข้างใหนะคะ การรักษาความปลอดภัยเลยจำเป็นต้องมีค่อนข้างสูงเลยแหละนะคะ เพราะว่าข้อมูลมันเยอะ หรือถ้าบางคนเช่า เขาเรียกว่า Leased Line เช่าช่องสัญญาณนะคะ อาจจะเป็นเครือข่ายสำหรับส่วนบุคคล เทคโนโลยีใยแก้วนำแสง รับส่งภาพ เสียง ข้อมูล ระหว่างสถานที่ 2 แห่งขึ้นไป ให้สามารถติดต่อหากันได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัยจากการละเมิดข้อมูนะคะ เลือกใช้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลได้ตามต้องการ อันนี้เราจะต้องไปเช่ารายเดือนนะคะ ก็อยู่ที่ว่าเราจะเลือกใช้ความเร็วขนาดไหน ยิ่งยากได้ความเร็วสูงเท่าไร ปริมาณเงินที่ต้องจ่ายก็มากขึ้นตามนั้นนะคะ กับอีกบริการหนึ่งก็คือเราไปเช่า เขาเรียกว่า ขอเช่าพื้นที่นะคะ เป็นการเชื่อมต่อตรงกับ Server ไปฝากไว้ที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เราเอาเซิร์ฟเวอร์ของเรานี่ หรือว่าไปขอส่วนหนึ่งของเซิร์ฟเวอร์เขานี่ ไปเช่า ราคามันก็จะถูกกว่าการเช่าสายสัญญาณ เพราะเราไม่ต้องเชื่อมต่อระยะไกลนะคะ แต่ข้อเสียบางครั้ง เขาจะมีการจำกัดความเร็ว แล้วก็การเปลี่ยนแปลงข้อมูลค่อนข้างจะยาก เพราะว่า Server ไม่ได้อยู่ที่เรานะคะ เวลาในการเชื่อมต่อ ก็จะใช้เวลานานขึ้น แต่บางคนเขาก็ว่าสะดวก แล้วก็ค่าใช้จ่ายค่อนข้างถูกนะคะ หรือบางคนขอใช้พื้นที่ฟรีใน Web Server ก็ได้นะคะ ข้อดีก็คือมันไม่มีค่าใช้จ่าย มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกแตกต่างกันไปค่อนข้างครบนะคะ ส่วนมากคนที่เริ่มต้นมีเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี่ จะเลือกใช้บริการแบบนี้มากที่สุดนะคะ รองรับภาษาโปรแกรมได้เยอะมาก แต่ข้อเสีย ก็คือเราอาจจะตั้งชื่อโดเมนเนมของเว็บไซต์เราไม่ได้ ชื่อเว็บไซต์เรานี่ ชื่อยาวมาก พื้นที่ในการสร้างเว็บไซต์ของเราอาจจะถูกจำกัด ข้อจำกัดในการติดต่อ ก็อาจจะมีข้อจำกัดที่เยอะขึ้น เพราะว่าแน่นอนของฟรีก็จะมีข้อจำกัดเยอะหน่อย อันนี้ก็จะเป็นรายชื่อของเว็บที่ให้บริการ Hosting ฟรีนะคะ ที่ได้รับความนิยมในปี 2023 นะคะ บางคนก็อาจจะมีเว็บ Hosting ในใจ หรืออาจจะเคยเห็นโฆษณามาแล้ว อย่างเช่น Wix ไอ้ตัวที่ 3 นี่ ก็เห็นโฆษณา บางคนก็เห็นสามารถใช้เว็บพวกนี้พัฒนางานส่งอาจารย์ได้นะคะ ขอให้ลองทำดูว่าผลลัพธ์จากการไปพัฒนาของตนเองแล้วมันเป็นอย่างไรนะคะ สำหรับสำหรับผู้ใช้บริการนี่หรือผู้ให้บริการนี่เขาจะไม่คิดค่าใช้จ่ายกับเรา แต่มันก็จะมีปัญหาว่าชื่อเว็บไซต์มันยาวเกินไป จำยาก มันก็แก้ปัยหาได้นะคะ ก็เข้าไปแก้ชื่อเว็บไซต์ที่เราตั้งเองผ่าน Free Hosting เหล่านี้ก็ได้นะคะ แต่ถ้าเราอยากได้ชื่อสั้น ๆ สื่อความหมายของเราเลยนี่ มันมีค่าใช้จ่ายในการเช่ามากขึ้น ก็ลองพิจารณาดู แต่ว่าตอนนี้เราแค่ทำในรายวิชาถ้าอะไรไม่ต้องเสียสตางค์ได้ก็ดีนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่างว่าแต่ละเว็บไซต์เขามีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไรนะคะ บางเว็บ เวลาคุณใช้งานจะไม่มีโฆษณาคั่น บางเว็บจำเป็นจะต้องมีโฆษณานะคะ อาจจะถูกแปะโฆษณาเยอะแยะมากมาย รก ในการทำเว็บไซต์แต่ละเว็บไซต์ไม่เท่ากัน บางเว็บไซต์ให้เยอะมาก 30 GB บางเว็บไซต์ให้นิดเดียว 1 Gb อย่างนี้นะคะ ความเร็วในการส่งข้อมูล เขาให้สูงสุดเท่าไร ก้แล้วแต่เราไปพิจารณดูว่าเราจะเลือก Hosting ไหน อันนี้ให้ดูว่าเราจะต้องเสียค่าบริการไหม มันจะมีโฆษณามาเกะกะเราหรือเปล่า พื้นที่ในการเก็บข้อมูลให้เท่าไร พื้นที่ในการส่งข้อมูลเขาให้เราเท่าไรนะคะ อย่างงานวันนี้ให้ไปดูเหมือนกันว่าเว็บไซต์ที่อาจารย์ให้นี่ เขามีข้อดีข้อเสียอย่างไรนะคะ ลักษณะของ Host โดยทั่วไป แน่นอนความเร็วในการเข้าถึงเว็บไซต์ของต้องบอกเรา ระบบปฏิบัติการเขาใช้อะไรนะคะ ใช้ Windows หรือใช้ Linux โปรแกรมในการแปลภาษาสำหรับเขียนเว็บไซต์ใช้อะไรนะคะ การจัดการฐานข้อมูลเขาใช้โปรแกรมอะไร มีการทำใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์สำหรับรักษาความปลอดภัยหรือเปล่า ราคาในการใช้งาน ในการให้บริการเขาคิดเราเท่าไร อันนี้คือลักษณะของ Host โดยทั่วไปที่ต้องแจ้งเราก่อนเราจะไปใช้บริการกับเขานะคะ หรืออาจจะมีการทำ Mirroring Morroring คืออะไร คือ เจ้าของเว็บไซต์นี่ เขาทำสำเนาเว็บไซต์นะคะ จากคอมพิวเตอร์หลักของตัวเองไปไว้กับเครื่องอื่น ถ้าสมมติว่าเว็บไซต์เขามีผู้ใช้บริการหนาแน่น เขาก้จะไปวางเซิร์ฟเวอร์ที่เขาสำเนามานี่ไว้ใกล้ ๆ เช่น มีคนใช้บริการ Google เยอะมาก เยอะตลอดเวลา ถ้ามี Server มีอเมิริกาที่เดียว ต่อการใช้งาน เขาก็ต้องกระจายสำเนาเว็บไซต์ของเขาไปอยู่ตามแอฟริกาบ้าง เอเชียบ้างนะคะ ออสเตรเลียบ้างนะคะ ในยุโรปบ้าง เพื่อให้การทำงาน หรือการเรียกดูเว็บไซต์ของเขานี่มันสามารถเปิดดูได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นนะคะ เหมือนคิดง่าย ๆ น่ะค่ะ เราอยากดูข้อมูลอเมริกา กว่าจะถึงอเมริกา แต่ถ้าสมมติว่าเขามาตั้งเซิรืฟเวอร์ที่สิงคโปร์ ใกล้บ้านเรามากขึ้น เวลาเรียกดูข้อมูลก็จะเร็วขึ้น แบบนี้เป็นต้นนะคะ การจด Domain Name มันเหมือนการจัดทะเบียนชื่อบริษัท ชื่อเว็บไซต์แต่ละคนต้องไม่ซ้ำกันนะคะ เหมือนเลขบัตรประชาชนเรานี่แหละ มันก็จะไม่ซ้ำกัน มันจะมีหน่วยงานกลางที่ดุแลชื่อ Domain Name อยู่การเลือกชื่อโดเมนเนม ตอนนี้คนเขาอาจจะใช้ชื่อที่เราอาจจะคิดได้ไปแล้ว มันก็เลยยาก เพราะ Domain Name ควรจะสั้น จำง่าย กระชับไม่ยืดเยื้อนะคะ สื่อความหมายถึงสินค้า บริการนั้น ๆ ได้อย่างชัดเจน ก็จะมีหน่วยงานที่เขาดูแลในการจด Domain Name ก็จะมี 3 เว็บไซต์นี้ ถ้าใครสนใจอยากทำเว็บไซต์ ชื่อที่เราใช้ มีคนใช้หรือยัง ก็สามารถไปตรวจสอบได้นะคะ ว่าชื่อที่เราอยากใช้นี่มีคนใช้หรือยัง การตั้งชื่อเว็บไซต์สำหรับการซื้อขายออนไลน์เหมือนกัน ต้องสั้น จำง่าย เข้าใจง่าย สื่อความหมายทางธุรกิจของเรา ชื่อต้องสะกดผิดได้ยาก คือเหมือนชื่อต้องสะกดง่าย เข้าใจง่ายนะคะ มันจะต้องไม่มีอักขระพิเศา ขึ้นต้น หรือลงท้าย ไม่มีการเว้นวรรคโดเมนเนมอย่างน้อยจะต้องมี 2 ตัวอักษรนะคะ เป็น www A ตัวเดียวอย่างนี้ไม่ได้นะคะ จะต้องมีอย่างน้อย 2 ตัวอักษร ภาษาอังกฤษนะคะ เช่น ชื่อนี้ภาษาไทย สมมติว่าคุณเปิดร้านขาย... ภาพเขียน เป็นภาพงานศิลปะ ตั้งชื่อร้านว่าศิลปชัย นะคะ ศิลปะชัย ถ้าแปลเป็นภาษาอังกฤษ ศิลปะ คือ Art A-R-T ชัย เหมือนชัยชนะ ชัยชนะ คือ Win เอา Win ขึ้นก่อนตามด้วย Art บางคนอ่านไม่เป็น ตั้งชื่อ ว่า WinArt.com ศิลปชัยนะคะ ถ้าคนอ่านแยกกัน Winart ที่คุณอ่านเมื่อกี้นี้ก็จะอ่านได้ วิศนาศที่แปลว่า "พัง" เจ๊ง จากชื้อข้างบน พอเป็นชื่อภาษาอังกฤษอ่านเป็นวินาศ ธุรกิจคุณอาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จก็ได้ แทนที่จะเข้าใจว่าเป็นการขายงานศิลปะ กลายเป็นเว็บไซต์สำหรับการสูญเสียอะไรสักอย่างด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น โดเมนเนม การตั้งชื่อเว็บไซต์เป็นสิ่งที่สำคัญใช้แสดงความมีตัวตนของธุรกิจของทุกคนที่ต้องการทำธุรกิจ ชื่อต้องสื่อความหมาย อ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่มีการแปลงชื่อแล้วอ่านให้ได้ความหมายอื่นอะไรอย่างนี้นะคะ เพราะฉะนั้นการตั้งชื่อเว็บไซต์ส่วนมากก็จะเป็นการตั้งจากประเภทของสินค้า เว็บไซต์ขายของเล่น ก็ควรมีคำว่า Toy ที่แปลว่าของเล่นอยู่เว็บไซต์ขาย DVD ก็น่าจะมีคำว่า "DVD" อยู่ เป็นต้นนะคะ ถ้าเป็นองค์กรเป็นร้านค้า หรือเป็นหน่วยงานใดก็ตาม ก็ให้คงชื่อเดิมไว้ให้มากที่สุดนะคะ ก็นอกจากจะตั้งชื่อจากรูปแบบเว็บไซต์ ถ้าเว็บไซต์ของคุณนี่มีเกี่ยวกับการนำเสนอที่มีสีสันสดใส ชื่อก็ควรจะตั้งให้เป็นทำนองเดียวกัน ให้มันดู ถ้าเป็นของเล่นเด็กก็ควรที่จะเป็นชื่อที่มันดูกระฉับกระเฉงหน่อย การกำหนดเนื้อหา ทั้งข้อความ ภาพกราฟิก เสียง วิดีโอนะคะ มันจะเริ่มตั้งแต่การวางโครงสร้าง Web Page ของเราเลยนะคะ มันก็จะมีการ เทคนิคที่ใช้ในการปรับปรุงเนื้อหาเท่าที่จำเป็นนะคะ มันก็จะมีโครงสร้างอยู่แล้ว ถ้าเรามีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหา ก็แค่มาเพิ่มนะคะ ต้องดูแล แล้วก็ปรับปรุงให้มันเป็นปัจจุบันตลอดเวลา ระยะเวลาในการปรับปรุงก็ต้องเหมาะสม เช่น คุณจะเปลี่ยนแปลงโปรโมชันทุกเดือน คุณก็ต้องเข้ามาดูแล้วว่าแต่ละวันมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ครบรอบที่จะไปดูส่วนงานไหนแล้ว เว็บไซต์หน้าแรก เช่น ถ้ามีวันสำคัญทางศาสนา เราจะแสดงข้อความวันสำคัญนั้นไหมนะคะ เนื้อหาของเว็บไซต์ เนื้อหาของสินค้า ก็ควรปรับปรุงเป็นประจำไม่ใช่ว่าสินค้าที่เป็นสินค้าของปีที่แล้ว หมดไปแล้วก็ยังค้างอยู่เลยอะไรอย่างนี้นะคะ โครงสร้างของเว็บไซต์เราจะทำเป็นระดับขั้นนะคะ เราจะพิจารณาจากบนลงล่างว่าจะมีส่วนประกอบใดบ้างนะคะ เราก็จะไล่ลงมาเลยตั้งแต่หน้าแรกของเว็บไซต์เป็นอย่างไร ระบบจัดการลูกค้าเป็นอย่างไร ระบบจัดการสมาชิกเป็นอย่างไร การจัดการสินค้า การดูแลลูกค้า ถ้าลูกค้าต้องการจะติดต่อเรา เขาต้องไปติดต่อที่ช่องทางไหนนะคะ มี Catalog สินค้า มีอะไรบ้าง การซื้อของ การจ่ายเงินต้องทำอย่างไรนะคะ หรือบางคนอาจจะพัฒนาเว็บไซต์เป็นแบบเส้นตรง ก็จะพิจารณาจากซ้ายไปขวาทำตามเป็นส่วน ๆ ไปเหมือนกันนะคะ แล้วแต่ว่าหน่วยงานของเรา องค์กรของเรา หรือผู้ร่วมะุรกิจของเรา เขาเลือกใช้แบบไหน ก็พัฒนาตามสิ่งที่ได้วางแผนไว้นะคะ สีสันหน้าตาของเว็บไซต์สำคัญอย่างไร เช่นเว็บไซต์ตัวนี้ เขาบอกว่าเขาขายการ์ตูน Anime ญี่ปุ่น แต่ในเว็บไซต์เขา ไม่มีรูปการ์ตูนสักตัว มีแต่ตัวหนังสือนะคะ มันดึงดูดให้การซื้อ Anime ญี่ปุ่นไม่มีเลย มันเลยดูเป็นเว็บไซต์อะไรนี่ ไม่เห็นจะใช่แอนิเมะเลย โดเรมอนซักตัวก็ไม่มีนะคะ Saint sayDragonball ไม่มีนะคะ วันพีชไม่มี มีแต่ตัวหนังสือ มันก็ไม่น่าซื้อใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นการออกแบบหน้าตา Web page ของเราจะต้องมีการแบ่งอัตราส่วนนะคะ ในหนึ่งหน้าของเว็บไซต์เรานี่ จะต้องมีรูปภาพกับข้อความ ข้อความจะไม่ใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ทั้งหมดเหมือนอาจารย์ยกตัวอย่างให้ดูเมื่อกี้นี้มันจะต้องมีภาพประกอบอย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์ ข้อความ อย่างมากเลยก้คือ 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ทั้งหน้าของหน้าตาของเว็บเรา จะมี Braner หรือ Header ประกอบไหม ส่วนของการโฆษณาจะอยู่ตรงไหนนะคะ เราจะต้องวางแผน แต่รูปภาพ อย่างน้อยที่สุด คือ 20 เปอร์เซ็นต์ข้แค่นั้นนะคะ ไม่ใช่เว็บไซต์ของเรามีแต่รูปอย่างเดียวก็ไม่ได้นะคะ จะต้องมีคำอธิบายใด ๆ ด้วยนะคะ สีสัน หน้าตาของเว็บไซต์ก็มีความสำคัญ สีของเว็บกับสินค้าใช้สีที่ทำให้ร้านดูดี ไม่จำเป็นต้องใช้สีที่มันร้อนแรงเพราะว่าเราดูผ่านคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ใด ๆ ก็ตามนี่ มันจะทำให้เรารู้สึกว่ามันแสบตา มันไม่น่าอ่าน สีอ่อนจะทำให้คนเข้ามาดูนี่สบายตาขึ้น แล้วสีควรจะสื่อให้ตรงกับสินค้าที่เราต้องการจะขาย เช่น ขายอุปกรณ์ทางการเกษตร สินค้าจากธรรมชาติ สีที่ควรเอามาใช้ก็ควรเป็นสีเขียว สีน้ำตาล สินค้าการเกษตรเราไม่ใช้สีแดงแน่นอนนะคะ อาจจะมีสีโทนเข้ม หรือสีโทนอ่อน ตัดไปเลย ในการแต่งขอบก็ได้ เช่นตัวอย่างที่อาจารย์เอาให้ดู ขายผลไม้ ขายผัก สีที่เรามองเห็น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสีธรรมชาติ สีเขียวนะคะ ถ้าไม่แน่ใจ ไม่แน่ใจเลยว่าจะใช้สีอะไรดี ให้ใช้สีโทนอ่อน สีเทากับสีขาวในการออกแบบ ถ้าไม่รู้เลยว่าต้องจะเอาสีอะไร เทากับขาวไปก่อนนะคะ เว็บไซต์ที่ดีจะต้องอ่านง่าย เรียบร้อย มีลิงก์เชื่อมโยงที่หน้าสนใจ ข้อมูล รูปภาพสินค้าชัดเจน ราคาครบ ทุกหน้าของเว็บไซต์จะต้องมีช่องทางการติดต่อของเว็บไซต์ได้ แล้วจะต้องรองรับการแสดงผลไม่ว่าจะเป็นเบราว์เซอร์ใหม่หรือเบราวเซอร์เก่า ถ้าคนยังใช้ Windows รุ่นเก่า ๆ ไม่มี Chrome ไม่มี Microsoft Edge ก็ยังต้องดุได้ เว็บไซต์ต้องไม่รกนะคะ จะต้องไม่รก อ่านง่าย เข้าใจง่าย การสื่อสารจะต้องชัดเจนนะคะ ระยะเวลาในการโหลดหน้าเว็บไซต์มีผลนะคะ ถ้าเว็บไซต์เราโหลดช้ามาก อาจจะเป็นเพราะรูปที่คุณเอามาประกอบเว็บไซต์มันใหญ่เกินไป ไม่เหมาะกับการเอามาใช้ในเว็บไซต์ อาจจะต้องเปลี่ยน เอาภาพที่ชัดเจนเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนนามสกุลให้มีขนาดเล็กลง คำสั่ง บางคำสั่งของการเขียนเว็บไซต์ที่ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใส่ การแสดงมัลติมีเดียบางประเภทมันทำให้เราโหลดข้อมูลได้ช้าเราก็ต้องปรับ เช่น เอาไฟล์วิดีโอขนาก 4K มาใส่ กับเว็บไซต์ของเราบางทีมันก็ไม่เหมาะในการนำเสนอนะคะ ร้านค้าออนไลน์จำเป็นจะต้องมี Web board หรือว่าช่องคอมเมนต์ให้ลูกค้าฝากข้อควมติดต่อไว้นะคะ ไม่ว่าจะเป้นเรื่องบริการ การขนส่งใด ๆ ต่าง ๆ ก็ควรจะมีนะคะ ตัวนับจำเป็นอย่างไร เราจะได้รู้ว่ามีคนเข้ามาดูร้านค้าเรามากหรือน้อย เพื่อปรับปรุงเว็บไซต์ให้ดียิ่งขึ้น เช่นข้อมูลของเรามันน่าสนใจ จำนวนตัวเลขการเข้าชมร้านค้าเราเยอะขึ้นนะคะ เว็บไซต์บางคนก็เลยอยากเก็บสถิติการดู ก็สามารถมีการนับ หรือเคาเตอร์ตัวนี้ผู้ให้บริการในการนับจำนวนเข้าดูเว็บไซต์เรานี่ก็มีให้บริการเหมือนกันก็เป็นการให้บริการฟรีก็สามารถใช้บริการของเขาได้ เช่นตัวนี้ว่า เข้ามาดูว่าสถิติคนที่เข้ามาดูเว็บไซต์เราเข้ามาดูวันไหนมากที่สุด กี่โมงนะคะ ก็เป็นข้อมูลเผื่อว่า เรารู้แล้วแหละวันจันทร์ตอนเที่ยงมีการเข้ามาดูเว็บไซต์เรามาก เราอาจจะเป็นการโพสต์โปรโมชันตอนนั้นลงก็ได้ คนจะได้เข้ามาดูเยอะขึ้นนะคะ รูปแบบในการพัฒนาอย่างที่บอกตอนต้น เราอาจจะพัฒนาโปรแกรมด้วยตัวเองก็ได้ ก็ได้ ซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปมาใช้ก็ได้ ซื้อขาดเลยหรือถ้าคุณไม่ซื้อ คุณเช่าเอาก็ได้นะคะ หรือจะจ้างบริษัทอื่นมาพัฒนาให้ก็ได้ ซึ่งก็มีให้คุณเลือกหลากหลายรูปแบบมาก ถ้าคุณพัฒนาโปรแกรมด้วยตัวเอง ก็แน่นอน มันตรงกับความต้องการเราทุกอย่าง เราอยากได้อะไรเราพัฒนาตามนั้นนะคะ สามารถปรับเปลี่ยนความต้องการได้ เมื่อเราต้องการ แต่ข้อเสียคือมันช้านะคะ เสียเวลา บางทีมันมาทำแต่งานเดียวน่ะ บุคคลากรคนอื่นก็เสียเวลาไปด้วยหรือคนที่มาพัฒนาโปรแกรมให้เรา อาจจะมีความรู้ไม่เพียงพอกับสิ่งที่เราต้องการทั้งหมด อันนี้คือข้อเสียของการที่เราพัฒนาระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยตัวเอง หรือถ้าเราจำเป็นจะต้องพัฒนาจริง ๆนะคะ การสร้าง Webpหรือกราฟิกนี่ อันนี้อาจจะใช้วิธีในการสร้างแบบเขาเรียกว่า "Revere Engineering" ก็คือการลอก แล้วก็ดัดแปลง ซึ่งเป็นวิธีการที่เร็วที่สุด แล้วก็ง่ายที่สุด อาจารย์ไม่ไดสนับสนุนให้ทุกคนลอก แต่แค่เหมือนกัน สร้างเตารีดอย่างนี้ค่ะ เรารู้แล้วว่าเตารีดเป็นอย่างไร เราลองถอยหลังไปดูสิว่า เตารีดอันนี้ มีองค์ประกอบอะไรบ้างนะคะ เขามีที่จับ เขามีตัวทำความร้อน ลองถอยไปดูอีก ถอดอุปกรณ์ของเขาเป็นชิ้น พลาสติกเขาทำอย่างไร ตัวทำความร้อนเขาทำอย่างไร แล้วลองไปวาดขึ้นใหม่ดูสิ แล้วพอไปวาด พิจารณา ปรับซ้ายปรับขวา ปรับวัสดุเราก็จะได้เตารีดใหม่อีกอันหนึ่งล่ะ ซึ่งการทำการย้อนรอยการพัฒนานี่ ไม่ใช่ว่าเราจะเอาของเขามาทั้งหมด มันจะต้องมีการวิเคราะห์ มีการทดสอบ มีการแยกส่วนประกอบมาดูแล้วว่าเราจะพัฒนาตรงไหนได้บ้าง ที่มันเป็นเตารีดของเรานะคะ ก็อาจจะมีการปรับปรุง การเปลี่ยนการแก้ไข แต่ว่าจุดเริ่มต้นอาจจะใช้ Web Page ของเขาเป็นแนวทางในการที่เราจะพัฒนาต่อไปนะคะ อาจจะต้องใช้โปรแกรมสำหรับการออกแบบในการพัฒนาเว็บไซต์ ทั้ง Phothoshop Illustในการพัฒนา Web page นะคะ โปรแกรมแก้ไขภาพเคลื่อนไหว ทำงานกราฟิก เสียง วิดีโอใด ๆ ก้ตาม มันก็จะเป็นสิ่งที่เพิ่มขึ้นมานะคะ การเขียนโปรแกรมก็จะมีทั้งการจัดการฐานข้อมูล การจัดการข้อมูลสินค้า ข้อมูลลูกค้า คนที่เข้ามาดูเว็บไซต์ของเรา มีลูกเล่นอื่นไหม ในการสร้างความหน้าเชื่อถือ ภาษาที่ใช้ในการพัฒนา Web Page จะใช้ภาษาอะไร มีกลยุทธ์ในการส่งเสริมการขาย หลังจากพัฒนาเว็บไซต์เสร็จแล้วไหม อย่างไร ก็ต้องพิจารณาสิ่งเหล่านี้ด้วย แต่ถ้าเราซื้อโปรแกรมสำรวจรูปมาใช้ล่ะ ไอ้การซื้อโปรแกรมสำเร็จรูปก็คือ บริษัทที่เขาพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมาแล้ว แล้วก็เอาออกมาขาย ใครอยากซื้อหรืออยากเช่าสิทธ์ก็นำไปใช้ อยากใช้วันนี้มีเงินจ่ายมาพรุ่งนี้ได้ใช้เลย ไม่เสียเวลา ไม่ต้องพัฒนาโปรแกรมเอง ข้อดี คือ มีให้เลือกเยอะแยะ ประหยัดเวลา บริษัทหรือองค์การรู้แล้วว่าไอ้โปรแกรมนี้ หรือองค์กรเขาจะได้อะไรจากโปรแกรมนี้บ้างนะคะ คนใช้โปรแกรมเดียวกันกับเราเยอะแยะนะคะ มีการการพัฒนาอยู่เสมอ มีการปรับปรุงตามที่ผู้ใช้งานที่เคยซื้อหรือเคยเช่าเขาก็จะมีคอมเมนต์มา พอเราไปซื้อใช้บ้าง มันก็จะมีการปรับแก้ไขมาแล้วนะคะ แต่ข้อเสียก็เยอะเหมือนกัน ราคาแน่นอนแพง บางอย่างไม่ตรงกับความต้องการที่เราจะใช้งาน หรือบางอย่างที่อยากจะใช้มันไม่มี ปรับปรุงโปรแกรมไม่ได้ ถ้าคุณจะพัฒนาหรืออัปเกรดเพิ่มความสามารถต้องเสียสตางค์ เปลี่ยนแปลงเวอร์ชันไม่ได้ ต้องเสียงสตางค์นะคะ องค์กรจะต้องปรับตัวเข้ากับโปรแกรมเอง เช่น คุณซื้อมาแล้ว คุณอาจจะยังไม่มีพนักงานที่ดูแล คุณก็ต้องหาคนมาดูแลนะคะ หรือว่าเคยขายของมาแบบนี้แต่คุณซื้อโปรแกรมมาใหม่ คุณอาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการขาย เปลี่ยนวิธีการสั่งซื้อ วิธีการสั่งของ วิธีการดูแลลูให้เข้ากับตัว Software ที่คุรซื้อมาองค์กรจะต้องเป็นคนปรับปรุงตัวเองเองนะคะ เพราะว่าจะให้ซื้อโปรแกรมมาแล้วจะให้ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรเราเลยนี่ ยากนะคะ ยากมาก หรือบางคนอาจจะไปเช่าระบบมาเลย ไม่ซื้อนะคะ ไปเช่าคนที่เขาให้บริการสำหรับการสำหรับการทำเว็บไซต์เหล่านี้เลยก็ได้ แต่อาจจะมีค่าใช้จ่ายรายเดือน รายปี ก็กันไป สามารถออนไลน์ ใช้อุปกรณ์ ใช้ทรัพยากรของเขาได้นะคะ มีผู้ให้บริการจัดหามาให้นะคะ เราไม่ต้องทำอะไรเลยนะคะ ก็ติดต่อผ่านผู้ให้บริการ ว่าอยากได้ 1 2 3 4 5 เขาก็จัดหามาให้เรา เราก็เสียค่าดำเนินการไปตามสิ่งที่เราต้องการนะคะ ซึ่งลักษณะของการให้บริการแบบนี้มันค่อนข้างจะครบวงจร รวมถึงการให้คำปรึกษา วิเคราะห์ความต้องการของระบบให้เราด้วยนะคะ มีตั้งแต่การติดตั้ง การดูแล การติดตาม การใช้งานระบบของเราด้วยนะคะ ก็ข้อดีของการเช่าบริการนะคะ ก็บริษัทหรือองค์ของเราเอง ไม่ต้องพัฒนาไม่ต้องลงทุนอะไร ไม่ต้องซื้อ Hardware Software ใหม่นะคะ ไม่จำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแลระบบ เขาให้บริการเราหมดแล้วนะคะ ไม่ต้องลงทุน ตั้งค่า ติดตั้งใด ๆ นะคะ การกรอกข้อมูล การคีย์ข้อมูล เขาสามารถ Import ข้อมูลที่เขามีอยู่แล้วเขาสู่ระบบได้นะคะ ก็ข้อเสียก็คือมีสตางค์ไหมนะคะ แล้วก็พร้อมที่จะให้เขามาดูแลหรือเปล่านะคะ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างบริษัทที่เขาให้บริการ คุณอยากได้เว็บไซต์ใช่ไหม คุณอยากได้เว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ใช่ไหม ก็เข้ามาใช้บริการกับเขาได้เลย เขาสามารถทำหรือดูแลธุรกิจหรือองค์กรของคุณไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนบนโลกนี้ เขาสามารถจัดการให้คุณได้นะคะ นี่ หรือไม่เช่า ไม่ทำเอง คุณจะจ้างคนอื่นมาให้ก็ได้นะคะ แต่บางคนก็ไม่อยากจ้าง กลัวข้อมูบริษัทรั่วไหลอะไรก็ว่ากันไป หรืออย่างง่ายที่สุด ในปัจจุบัน ก็คือไปฝากขายกับพวกเว็บ E-Marketplace ทั่ว ๆ ไปก็ได้ขายผ่าน Shopee นะคะ เพราะ Shopee เป็นเครือข่ายที่เข้าถึงง่าย มีโปรโมชันบ่อย มีอะไรล่ะ มีพวกโค้ดส่งฟรีเยอะ เรามาขายของกับ Shopee เพิ่มยอดขายนะคะ อย่างี้ก็ได้ บางคนไม่พัฒนาเอง สร้างร้านค้ากับ Shoppee ไปเลย ผ่าน LAอะไรก็ว่าไปนะคะ แต่สิ่งที่เราต้องคิดในการเลือกการพัฒนาธุรกิจของเรานะคะ ธุรกิจออนไลน์นี่ ฟังก์ชันต่าง ๆ ในการพัฒนา เราใช้อะไร ข้อมูลที่เราต้องการมีมากน้อยขนาดไหน ทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ หรือเป็นตัวซอร์ฟแวร์เองเรามีมีพร้อมขนาดไหน การติดตั้งระบบ การบำรุง รักษาระบบ ความปลอดภัยต่าง ๆ เรามีทีมงานในการดูแลไหม ถ้าสมมติองค์กรเราเติบโตไปข้างหน้าเราจะขยายขององค์กรเราอย่างไร ราคา รายละเอียดทุกอย่าง ระบบทุกอย่างเป็นต้นทุนที่จะต้องมีการประเมินนะคะ ไม่ใช่ว่าเราจะไม่เสียเงินเลย แต่ว่าอินเทอร์เน็ตที่เราใช้ภายในองค์กรของเราเสียเงินอย่างไร แล้วสิ่งที่เราพัฒนาไปแล้ว มันสอดคล้องกับกำไลที่เราจะได้รับไหม หรือเปล่า ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณานะคะ การเติบโตของผู้ใช้งาน แน่นอนหลังจากโควิดคนซื้อของออนไลน์เยอะมาก ประสิทธิภาพของระบบจะต้องพร้อมใช้งานตลอดเวลา เครื่องมือในการวัดความสำเร็จของธุรกิจเราคืออะไร ความน่าเชื่อถือ ความปลอดภัยของระบบมีมากน้อยขนาดไหน ฐานข้อมูล สามารถปรับเปลี่ยน หรือเปลี่ยนแปลงได้หรือเปล่า โปรแกรมที่ใช้เก็บข้อมูลภาษานะคะ ระบบฐานข้อมูลใช้อะไร ขอบเขตในการให้บริการ ทำได้ขนาดไหนนะคะ เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาว่าคุณจะพิจารณาเอง จะเช่า จะซื้อ จะไปฝากขาย ลองพิจารณาดูว่าจะเลือกแบบไหน เพราะฉะนั้นงานในวันนี้นะคะ ให้นักศึกษา หลังจากที่ดูแล้วว่า อาจารย์บอกว่าเว็บไซต์อะไรที่มันน่าซื้อ คิดไว้ในใจก็ได้นะคะ ไม่เอา Shopee ไม่เอา Lazada เอาเว็บไซต์ที่เป็นเว็บไซต์ที่เป็นร้านค้า หรือเว็บไซต์ของห้าง หรือแบรนด์สินค้าที่เราชอบมา 5 เว็บนะคะ แล้วก็บอกว่าทำไม 5 เว็บไซต์นี้ทำให้เราน่าซื้อของ มันมีอะไรดี เช่น ตัวโปรโมชันหน้าร้านเขาดี ตัว Presentor หน้าร้านเขาดี หรือราคาหน้าร้านเขาถูก หรือรูปแบบสินค้าของเขาหน้าคนใจ c8xg0v5 เว็บ แคปเจอร์หน้าเว็บนั้น ๆ แล้วก็อธิบายว่าทำไมคุณถึงชอบ 5 เว็บไซต์นะคะ แล้วก็ไปดูเว็บไซต์ที่อาจารย์ให้ แล้วก็ไปดูหน้าเว็บไซต์ที่อาจารย์ให้ เว็บไซต์สร้างระบบ E-Commerce หรือระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี่ เขาจะมีตัวอย่างมาให้แบบนี้ มีอยู่ประมาณ 7 เว็บไซต์ ไปดูสิ ว่าทำไมเว็บไซต์แรก ทำไมเขาได้คะแนนเยอะจัง เต็ม 5 ได้ 4.8 ข้อดีของเขาอะไร ใช้ฟรี 14 วัน แบบนี้นะคะ ลำดับที่ 2 เขาใช้ฟรีตั้ง 30 วันนะ แต่ทำไมเขาได้ที่ 2 ไปลองดุสิว่า แต่ละเว็บไซต์นี่ มันแตกต่างกันอย่างไร ทำไมคะแนนเขาได้แตกต่างกัน ทำไมรุ่นพี่นักศึกษาชอบใช้ WIX WIX อยู่อันดับที่ 6 คะแนน 4.3 แต่ทำไมรุ่นพี่คุณน่ะ ชอบใช้เว็บไซต์นี้ในการสร้างเว็บไซต์ ไปลองดูสิว่าทำไม หรือลองตอบอาจารย์คร่าว ๆ เลยก็ได้ว่า อันที่ 1 มันดีอย่างไร แล้วถ้าเป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร ลองให้ความคิดเห็นดู งานมี 2 ข้อ อันแรกก็คืออย่าลืมแคปฯ หรือเอาหน้าเว็บไซต์ที่คุณชอบแปะลงไปใน Word ให้อาจารย์ดูด้วย แล้วบอกว่าทำไมชอบเว็บไซต์นี้นะคะ ข้อ 2 ก็คือให้ลองเข้าไปดูเว็บไซต์ที่อาจารย์ให้ แล้วดเข้าไปว่าทำไมเขาได้คะแนนเยอะจัง ลองเข้าไปดูที่เว็บไซต์เขาก็ได้ แล้วบอกว่าเว็บไซต์ที่คนชอบอาจจะใช้งานง่าย เมนูไม่ซับซ้อนอะไรก็ว่าไป ลองเข้าไปดูนะคะ เดี๋ยวเริ่มทำงานในห้องเลยค่ะ เดี๋ยวล่ามพักก่อนก็ได้ค่ะ เดี๋ยวทำงานในห้องค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]