--- title: วิชาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (บ่าย) 110766 subtitle: date: วันอังคารที่ 11 กรกฎาคม 2566 เวลา 13.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (อาจารย์เกวลี) ล่ามได้ยินไหมคะ โอเค ก็วันนี้นะคะ บทที่ 5 ใกล้แล้ว ใกล้เริ่มจะได้สร้างเว็บไซต์แล้วนะคะ แต่ก่อนที่จะสร้างได้ เราก็ต้องมาคุยกันเรื่องการวางโครงสร้างของเว็บไซต์สำหรับการทำธุรกรรมออนไลน์ให้เสร็จก่อนวันนี้ก็จะเกี่ยวข้อง หลังจากที่เรามีเว็บไซต์แล้ว แล้วเราจะโปรโมทเว็บไซต์อย่างไรนะคะ ให้ผู้ที่สนใจหรือกลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายของเรานี่เขาเข้ามาดูนะคะ ธุรกิจของเรา โดยตัวการโปรโมตเว็บไซต์นะคะ ก็คือการโฆษณาเผยแพร่เว็บไซต์ที่เราสร้างขึ้นมานะคะ ให้เป็นที่รู้จักอย่างทั่วถึงแล้วก็ทั่วโลกเลย เพราะว่าอินเทอร์เน็ตแน่นอน ไม่มีขอบเขตใด ๆ คนอยู่ต่างประเทศก็สามารถเข้าดูเว็บไซต์เราได้นะคะ กลยุทธ์อย่างหนึ่งที่เราใช้ในการโพรโมตเว็บอีกอย่างหนึ่ง ก็คือสำหรับแจ้งข่าวสารเชิญชวนให้กลุ่มเป้าหมาย หรือนักท่องเว็บของเรานี่ เข้าไปดูเว็บไซต์ของเรา โดยทั่วไปนี่ User ต่าง ๆ หรือผู้ใช้งานนี่ เขามักจะทำการค้นหาข้อมูลเว็บไซต์นี่ผ่านทาง Search Engine หรือว่า Web Directory Search Engine เวลาเราค้นหาข้อมูลเราใช้ Google แน่นอน โดยการที่ค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine เป็นช่องทางที่ใช้เป็นช่องทางการโปรโมตเว็บไซต์ของเราได้ด้วย หรือบางคนอาจจะโปรโมตไม่ออนไลน์ก็ได้นะคะ โปรโมตเราก็อาจจะมีการทำ Infographic ผ่านพวกหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือโพสต์ผ่านโซเชียลเมียเดียต่าง ๆ ก็ได้นะคะ อาจจะเป็นเกี่ยวกับการสร้าง BillBroad ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ไว้ตามแหล่งชุมชน ตามถนนสายหลัก เช่น สี่แยกบ้านธาตุที่เราอยู่ ขนาดใหญ่อยู่ เป็นจำนวนมากเหมือนกัน แล้วก็ถนนเส้นนี้ มีคนผ่านแต่ละวันจำนวนมาก เขาก็จะเห็นโฆษณาของเราหรืออาจจะเป็นผ่านสื่อที่ติดอยู่บนรถยนต์ก็จะเห็นได้ทั่วไปนะคะ บางคันก็จะมีโฆษณาติดอยู่ด้านข้าง หรือบนรถโดยสารประจำทาง เราก็สามารถเอาโฆษณาของเรานี่ไปแปะไว้ที่บนรถได้ หรืออาจจะผ่านนามบัตร ถ้านักศึกษาจบไปแล้วไปทำงานในบริษัท ถ้าต้องได้มีการติดต่อกับบริษัทอื่น ๆ หรือไปติดต่อกับลูกค้า เขาก็จะมีการให้การทำนามบัตร เราก็อาจจะเอาลิงก์ของเว็บไซต์ของเรานี่แปะลงไปบนนามบัตรก็ได้ หรือบนเสื้อ เหมือนบนเสื้อที่นักศึกษาใส่ ก็อาจจะพิมพ์รายละเอียดของเว็บไซต์ลงไป เพื่อให้มันติดต่อคนที่พบเห็น อย่างเสื้อเราหลักสูตร ซึ่งพิมพ์ผิดด้วยอะไรอย่างนี้นะคะ เวลามันก็จะติดตามากว่าหลักสูตรมันผิด ถ้าเราโปรโมตตัวเองแบบนี้แล้ว ก็ไม่ได้นะคะ บางครั้งหลาย ๆ งานที่เราทำ ต้องให้หลาย ๆ คนช่วยตรวจด้วยนะคะ แล้วก็จะผ่านพวกถุงพลาสติด ถุงกระดาษ Packaging ต่าง ๆ ก็ได้สำหรับการโปรโมตเว็บไซต์ของเรา แบบออนไลน์นะคะ ก็อินเทอร์เน็ตนี่แหละ ง่ายสุดนะคะ สามารถประชาสัมพันธ์ได้ทันทีนะคะ ลูกค้าสามารถมีปฏิสัมพันธ์ได้โดยตรง เช่น ช่องทางการแชต หรือผู้บริโภคต่าง ๆ นี่ เขาก็จะเข้ามาดูข่าวสารของเรา หรือแค่เขาก็แค่กดดูหน้าจอ คลิกเมาส์ หรือผ่านเว็บไซต์นะคะ ผ่านทางแชตบอท หรือผ่านทาง Call Center หรือผ่านทางแอดมินที่เขาคอยตอบคำถามทางช่องทางแชทออนไลน์อยู่แล้ว การโปรโมตแบบออนไลน์นี่ มันสามารถทำให้เราสื่อสารได้แบบ 2 ทางได้ ก็คือการโต้ตอบกันนั่นเอง แล้วทำไมเราต้องโฆษณาล่ะนะคะ เพราะว่าปัจจุบันนี่ คนก็ยังดูละคร ดูข่าวทางโทรทัศน์ใช่ไหมคะ แต่ยุคปัจจุบันนี่ เรามีทีวีออนไลน์ เรามามารถเข้าถึงข่าวสาร เข้าถึงละคร เข้าถึงโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเปิดทีวีก็ได้ ดูในคอมพิวเตอร์ก็ได้นะคะ เพราะว่าอินเทอร์เน็ตตอนนี้ ทุกคนแทบจะมีอินเทอร์เน็ตในมืออยู่แล้วนะคะ โดยที่ส่วนใหญ่จากผลสำรวจนะคะ ว่าคนที่เล่นอินเทอร์เน็ตนี่ก็ยังเรียนอยู่ อาจจะเป็นคนจบไปทำงานแล้ว อาจจะมีรายได้ระดับหนึ่ง สามารถซื้ออินเทอร์เน็ตได้นะคะ ก็จะสามารถรู้วิธีการซื้อออนไลน์เช่นเดียวกันนะคะ อันนี้ก็จะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในการประชาสัมพันธ์ และพอเราโฆษณาออนไลน์นี่ เราสามารถปรับปรุงข่าวสารได้ตลอดเวลา ปรับค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลาด้วย เช่น เรามีอะไรที่จะอัปเดตภายในครึ่งชั่วโมงนี้ มีโปรโมชันพิเศษ Flash Sale อะไรก็ว่าไป เราก็ปรับแต่งได้ทันทีนะคะ กลุ่มเป้าหมาย มีทั้งในและต่างประเทศ โฆษณาถูกกว่าในการลงที่สื่อทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ เมื่อก่อนกว่าจะโฆษณาทีหนึ่งนี่ เขาจะคิดเลยเป็นวินาทีละกี่บาท แต่ถ้าเรามีสื่อเป็นของตัวเอง หรือมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เราก็สามารถโฆษณาผ่านเว็บไซต์ของเราเองได้นะคะ โดยที่เราก็สามารถเผยแพร่ข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง ทุกอย่างรวมกันเป็นมัลติมีเดียได้นะคะ รวมถึงเรายังสามารถประชาสัมพันธ์ นอกจากจะขายสินค้าแล้ว เรายังให้ความบันเทิงหรือทำเป็นโปรโมชันหรือเป็นเกม เหมือนเวลาใครเข้าแอปสีส้ม เข้าแอปครั้งแรกเขาจะให้เปิดกล่องลุ้นรางวัล เหมือนเล่นเกม คุณก็อยากเข้าไปดูทุกวันว่าวันนี้เขาจะให้ลุ้นสินค้าอะไร ได้ส่วนลดกี่บาทนะคะ ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น เพราะแค่คุณกดเข้าไปคลิกดูในแพลตฟอร์มของเขานี่ มันก็จะให้ดูสินค้าบางอย่าง ที่บางทีเราไม่อยากได้หรอก แต่เผอิญเห็นเข้าพอดีแล้วราคามันรับได้อะไรอย่างนี้ ก็เป็นช่องทางอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เขาขายของได้นะคะ ก็คือเราใช้งานทีวีกับวิทยุผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นนะคะ ก็เหมือนกับเป็นช่องทางที่ทำให้สามารถโฆษณาได้อีกเช่นเดียวกัน เหมือนเมื่อก่อน ตอนที่ยังไม่มี... เอาง่าย ๆ วิทยุออนไลน์ เราอยากฟังวิทยุที่กรุงเทพฯ เป็นไปได้ยากมาก แต่เดี๋ยวนี้นะคะ เราสามารถฟังวิทยุออนไลน์อยู่ที่ไหนในประเทศไทย หรืออยู่ต่างประเทศก็ฟังได้ ถ้าคุณโฆษณาผ่านทางช่องทางวิทยุอย่างนี้ มันก็จะมีคนที่รับฟัง แล้วก็รับข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือองค์กรได้เหมือนกันนะคะ โดยวิธีการโฆษณาแบบออนไลน์ อันแรก เราก็ไปโพสต์ไว้กับเว็บที่เขามีชื่อเสียงอยู่แล้ว เช่น คุณอาจจะเป็นบริษัท เป็นตัวแทนของการทำโฆษณาโน้ตบุ๊กยี่ห้อหนึ่ง คุณก็อาจจะไปโฆษณาเว็บขายคอมพิวเตอร์ Notebookspace เว็บ Pantip ไปแปะเป็น Banner หรือโฆษณา แปะไว้ หรือซื้อแค่ Text link ก็ได้ แค่เป็น Text บรรทัดเดียว เขาคิดสตางค์หมดนะคะ เพราะว่ามันถือว่าเป็นการเชื่อมต่อไปยังองค์กรของเราได้ง่ายขึ้น โดยที่ถ้าเราโฆษณาเว็บที่เขามีชื่อเสียงอยู่แล้วนี่ ผลตอบกลับมาค่อนข้างดี เพราะว่าเขาจะรู้สึกว่าเว็บไซต์ตัวนี้มันน่าเชื่อถืออยู่แล้ว แล้วมีเว็บไซต์ของเราแปะเข้าไปด้วยนี่ ก็เหมือนกับว่าเขาได้ตรวจสอบตัวตนของเราระดับหนึ่งว่าเราขายสินค้าอะไร อะไรอย่างนี้นะคะ แต่ไอ้เว็บที่มีชื่อเสียงอย่างนี้ ช่วงแรก ๆ อาจจะเป็นช่วงทดลองใช้ อาจจะเป็นสักประมาณ 14 วัน อาจจะไม่เสียสตางค์ หลังจากนั้นเขาก็คิดค่าบริการจากเรา หรืออาจจะไปโพสต์ตามเว็บบอร์ดต่าง ๆ นะคะ ซึ่งเว็บไซต์พวกนี่ก็ไม่มีค่าบริการ มันก็จะเป็นรายการเว็บไซต์เยอะมาก ๆ แล้วแต่ที่ลูกค้าเข้ามาค้นหาแล้วเขาค้นเจอข้อมูลของเราไหมนะคะ หรือการแลกเปลี่ยนลิงก์กับพันธมิตร หรืออาจจะเป็นเว็บไซต์ หรือเว็บล็อกที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกัน เหมือนเวลาคุณดู YouTube YouTuber บางคนเขาก็จะมาทำคลิปร่วมกัน แบ่งกันไปแสดงผลในช่องของตัวเอง อันนี้เหมือนกันค่ะ ถ้าเราทำธุรกิจใกล้เคียงกันหรือคล้าย ๆ กันนี่ เราก็สามารถแลกเปลี่ยนลิงก์ของเว็บไซต์กับเพื่อนก็ได้ หรือคู่แข่งที่ทำธุรกิจร่วมกัน หรือลงสัญญาไว้แล้วว่าเราจะเป็นผู้ร่วมผลิตสินค้าใด ๆ ก็ตามร่วมกันนะคะ หรืออาจจะการโปรโมตผ่าน Search Engine อันนี้ให้ผลที่ค่อนข้างตรงจุดมากที่สุดนะคะ เพราปัจจุบันนี่ User ที่ใช้งานออนไลน์นี่ นิยมค้นหาข้อมูล หรือรวมถึงสินค้า หรือบริการต่าง ๆ หรือหาข้อมูลใด ๆ ก็ตามนี่ ผ่าน Search Engine อยู่แล้ว โดยเฉพาะ Google ยิ่งคุณค้นหาใน Google เยอะเท่าไร เขาก็จะมี Data เก็บไว้ขนาดมหาศาลเช่นเดียวกันนะคะ เหมือนเวลาเราหาตั๋วเครื่องบิน เราอยากให้ลูกค้ามาซื้อตั๋วเครื่องบินที่เว็บไซต์เราก่อน เราก็จ่ายค่าโฆษณาให้ Google ได้ว่ามันจะมีคำว่า "Ad" ตัว A ตัว D นี่ค่ะ ย่อมาจาก Advertisment แปลว่าโฆษณา นั่นแสดงว่าเว็บไซต์ที่อาจที่อาจารย์ชี้ก็คือ Travel Agoda ตัวนี้ Google ให้ไม่ว่าใครก็ตามที่พิมพ์คำว่า "ตั๋วเครื่องบิน" หรือ "ตั๋ว" หรือตั๋วใด ๆ ก็ตาม การแสดงผลครั้งแรก เว็บไซต์แรกจะขึ้นต้นด้วย Travel loga แล้วแต่จะจ่ายสตางค์ มันทำไมไม่ขึ้นตั๋วการบินไทยล่ะ ทำไมมันไม่ขึ้นตั๋ว Air Asia ล่ะ มันทำไมขึ้นแต่ Travelloka AirAsia ก็มีขาย แต่ Travelloga ซื้อโฆษะกับ Go เพราะฉะนั้น ถ้าคุณใช้คีย์เวิร์ดตรงกับที่ Travel Loga ตั้งไว้เมื่อไหร่ Google จะแสดงผลเว็บไซต์นั้น ๆ ขึ้นมาเว็บไซต์แรก ทำได้ไหม ทำได้ค่ะ เสียสตางค์นะคะ แล้วในการประมวลผล สังเกตได้ว่าผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นหาคำว่า "ตั๋วเครื่องบิน" นี่ ตั้ง 11 ล้านผลลัพธ์ ใช้เวลาแค่ 0.33 วินาที มีตั้ง 13 ล้านผลลัพธ์ ทำไม Travel Loga ขึ้นก่อน สมมติว่าคุณไม่เสีย คุณก็เป็นเว็บไซต์ขายตั๋วเครื่องบินน้องใหม่ที่เพิ่งโฆษณาขึ้นมาหรือทำธุรกิจ ผลการค้นหาของเว็บไซต์คุณอาจจะอยู่ที่อันดับที่ 200 ก็ได้นะคะ แต่ถ้าคุณจ่ายสตางค์คุณจะขึ้นมาเป็นอันดับต้น ๆ ทันที การโฆษณาผ่านเว็บไซต์นี่นะคะ ก็จะเป็นการเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการให้กับกลุ่มเป้าหมาย หรือกลุ่มผู้บริโภคโดยตรงนะคะ แต่ประชาสัมพันธ์นี่โดยปกติแล้วมันจะเป็นการสื่อสารทางเดียวนะคะ ก็เหมือนเวลาเราดูทีวี ดูละครก็ได้ เหมือนบางบทมันไม่ถูกใจ เราไม่ชอบ เราพูด บ่น ไป สรุปนางเอกพระเอกก็ไม่ได้ยินเราหรอก สำหรับการสื่อสารทางเดียว โดยการทำโฆษณานี่ บางทีอาจจะมีสปอนเซอร์หรือผู้สนับสนุนนี่ช่วยค่าใช้จ่ายนะคะ ช่วงตอนนี้ ก็คือถ้าใครอยากทำ Block YouTube ถ้ามีคนติดตามคุณเยอะ ๆ ก็จะมีคนจ้างให้คุณทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้เขาอะไรก็ว่าไปนะคะ อันนี้เป็นผลสำรวจจากอเมริกาว่าการโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัลนะคะ จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ปี 2021 จนถึง 2025 อันดับที่ 1 เลย คือ โฆษณาผ่านอินเทอร์เน็ต น้อยที่สุด คือ โฆษณาในโรงหนัง อันนี้เราก็ทราบดีนะคะ ก็จะเห็นได้ว่าปี 2021 ในแนวโน้มถึงปี 2025 มันจะเพิ่มขึ้นอย่างมากเลย โฆษณาผ่านอินเทอร์มากกว่าโฆษณาผ่านทีวีหลายเท่ามากเลยนะคะ เพราะฉะนั้น การทำสื่อ หรือการทำโฆษณาเว็บไซต์ของเรานี่ ถ้าผ่านโลกออนไลน์ มันก็จะทำให้เราสามารถเข้าถึงกับกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้นนั่นเอง เป้าหมายของการทำโฆษณาออนไลน์นะคะ ก็แน่นอน ต้องเป็นโฆษณาที่เหมาะสมกับแต่ละองค์กร หรือแต่ละหน่วยงานนะคะ ก็จะต้องมีลักษณะลักษณะของโฆษณาที่แตกต่างกันออกไป อาจจะมีการโฆษณาแฝงว่าเราทำโปรโมชันมีการให้รางวัล กดดูเพื่อรับรางวัลหรือทำภารกิจใด ๆ ก็ตามนะคะ เข้าไปแชร์โพสต์เกี่ยวกับสินค้าตัวนี้ แล้วเราจะสุ่มแจกรางวัลใด ๆ นะคะ ไอ้วิธีการนี้มันก็อาจจะต้องใช้วิธีการโพสต์ที่ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย ถ้ามีคนร่วมกิจกรรมกับเรามากขึ้นนี่ มันก็จะลดต้นทุนลงไปอีก เพราะว่าเราไม่ต้องเป็นคนโพสต์เอง กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าเรานี่เขาช่วยเราโพสต์ช่วยเราประชาสัมพันธ์อีกทางหนึ่งด้วยนะคะ ประโยชน์ของการโฆษณาออนไลน์ แน่นอน สามารถดูได้ตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน อยากดูวันไหนก็ได้นะคะ ค่าใช้จ่ายน้อยลง ยิ่งคนเล่นอินเทอร์เน็ตมากขึ้นเท่าไร เรายิ่งมีโอกาสในการทำการตลาดได้ง่ายนะคะ โอกาสในการทำตลาด 1 ต่อ 1 ก็คือลูกค้าได้ทุกคนถ้าเขาแค่ทักถามคำถามหรือทักถามรายละเอียดสินค้าของเรา เราสามารถดูแลได้อย่างง่าย ก็คือแบบนี้นะคะ แล้วก็การโฆษณาบนอินเทอร์เน็ตนี่ เราสามารถสร้างสื่อมัลติมีเดียเองก็ได้ หรือไปจ้างใครมาผลิตสื่อให้เราก็ได้นะคะ คำศัพท์ที่ใช้ในการโฆษณาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์นะคะ อันแรกก็คือ Page มันก็คือหน้าเว็บไซต์น่ะค่ะ มันอาจจะแสดงอาจจะมี Ad View อื่น ๆ ด้วยก็ได้ Pop up ก็คือเวลาโฆษณามันเด้งขึ้นมานะคะ เวลาที่ User เรียกหน้า Web Page ขึ้นมามันจะมีหน้า Pop Up ขึ้นมา ลองดูสิว่ามันจะมีตัวอย่างไหมนะคะ นี่ อันนี้คือ Add View Pop Up เวลาเราเข้าเว็บไซต์ Shopee เห็นไหมคะ มันจะมีตัวมัลติมีเดียกะพริบ ๆ เด้งขึ้นมา เรากดปิดก็ได้ หรือเราจะกดเข้าไปดูโปรโมชันที่เขาให้เราก็ได้ อันนี้คือ Pop Up ก็คือมันจะแสดงผลขึ้นมาในหน้าเว็บไซต์เลยนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่าง Ad Click ก็จะเป็นจำนวนครั้งที่มี User เข้าไปกดป้ายโฆษณา นี่มันก็จะมีตัวนี้ค่ะ ข้างในในส่วนของตัวเว็บไซต์นี่ การจัดการเว็บไซต์ เขาก็จะดู ว่ามีลูกค้า หรือมี User กดไปแล้วกี่ครั้งนะคะ แล้วก็Banner มันจะเป็นภาพกราฟิกที่แสดงรูปภาพ ข้อความ อาจจะเป็นภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวก็ได้ Banner คืออะไร Banner คือ ตรงนี้ นี่ค่ะ สามารถกดได้ อันนี้คือ Banner ตรงนี้สีเขียว ๆ ตรงนี้ ก็คือ Banner นะคะ Button ก็จะเป็น Banner ขนาดเล็ก ที่สามารถกดไปยังหน้าเว็บไซต์อื่นก็ได้ อาจจะเป็นสัญลักษณ์ดาวน์โหลดโปรแกรมก็ได้ หรืออาจจะเป็นสัญลักษณ์ในการเปลี่ยนหน้าโปรแกรมก็ได้นะคะ การคลิกก็จะเป็นการนับจำนวนครั้งที่ผู้ใช้หรือ User นี่ เขากดที่ป้าย Banner นะคะ Click Ratioสัญลักษณ์ในการวัดความสำเร็จของป้ายโฆษณานะคะ เช่น ป้ายนี้นะคะ ไปแปะไว้อยู่ที่เพจโฆษณาสัก 100 เพจ ไปแปะหลายเว็บไซต์มาก แต่มีคนกดดูแค่ 10 ครั้ง ก็แสดงว่าความสำเร็จของป้ายนี้มีแค่ 10 เปอร์เซ็นต์นะคะ ก็มาคิดเป็นค่าความสำเร็จ เหมือนเวลาเราทำงานหรือดูข่าวสารออนไลน์นี่ ในระบบเขาจะเรียกว่า "ระบบหลังบ้าน" อย่างเช่น YouTuber บางคน เขาสามารถดูได้ ว่าคลิปวิดีโอเขานี่ มีคนดูสักประมาณ 100,000 คน แต่คนติดตามเขาน้อยมาก ระบบก็จะสร้างรายงานออกมาให้ดูว่า จำนวนคนส่วนใหญ่ที่ดูเขานี่ ไม่กด Like เขาเลยนะ ไม่กดติดตามเขาเลยนะ คุณจะทำอย่างไรดี คุณจะปรับแผนกลยุทธ์ไหม CPM นะคะ จะเป็นหน่วยวัดต้นทุนที่จำเป็นจะต้องจ่ายนะคะ ก็คือถ้ามีผู้ชม สมมติเขาก็ตั้งไว้ว่าถ้า 1,000 คนมาดูคลิปนี้หรือคลิปนี้ประสบผลสำเร็จมากกว่า 1,000 คนนี่ เขาจะได้ค่าตอบแทนเท่าไรนะคะ เหมือนอย่าง YouTube เขาจะวัดเป็นอะไรล่ะ เป็นหน่วยเป็นอะไร ล้านวิวอย่างนี้ ถ้ามีคนมาดูคลิป YouTube นี้ถึง 1 ล้านคนเขาจะได้ส่วนแบ่งเท่าไร ก็คล้าย ๆ กันนะคะ การฮิตนะคะ หรือการเข้าถึง หรือการเข้าดูเว็บไซต์ของเรานี่ มันก็จะมีการจดบันทึกไว้เพื่อวัดค่าความนิยม หรือความหนาแน่นของข้อมูลที่ส่งอยู่บนโลกออนไลน์นะคะ โดยที่มันขึ้นอยู่กับการวัดของเบราว์เซอร์ ของเบราว์เซอร์หรือของเว็บไซต์ต่าง ๆ ข้อมูลที่เรียกดูนะคะ บางคนทำเว็บไซต์แต่ว่าเลือกดูข้อมูลเยอะมาก แต่ว่ามันต้องมีการปรับสัดส่วนในการพิจารณาค่าเข้าถึงนี้ด้วยนะคะ Interactive Advertisement ก็คือเป็นการสร้างแรงจูงให้ให้กลุ่มเป้าหมาย หรือว่าผู้เยี่ยมชมนี่ เข้าดูหรือกดดูที่ปลายทาง เหมือนตัวอย่างนี้เหมือนกัน ทำอย่างไรให้เขากดน่ะ อย่างตัวนี้ ลูกค้าใหม่ มันก็จะกะพริบแต่ตรงลูกค้าใหม่ ที่จะได้รับสิทธิพิเศษตัวนี้นะคะ มันอาจจะไม่ได้มีข้อความ หรือผลลัพธ์ที่ได้เหมือนที่เขาโฆษณามากมายนักหรอก แต่ว่ามันจะเป็นส่วนกระตุ้นให้ผู้ที่สนใจนี่ เขาอยากกดเข้าไปดูว่า ถ้าเราไม่เคยซื้อสินค้ากับเขา แล้วเราจะได้ประดยชน์อะไร ทำอย่างไรก็ได้ให้เขาอยากกดอย่างเช่น ตัวนี้ว่า ลูกค้าใหม่เท่านั้นที่จะได้ผลประโยชน์นี้นะคะ Visit ก็คือการเข้าดูเว็บไซต์ แล้วก็การจากไป ก็คือกดเข้ามาดูเว็บนี้กี่นาที เข้ามากี่โมง แล้วกดออกไปกี่โมง จะเป็นการเก็บข้อมูลแบบนี้นะคะ กับ Uneak Visit ต้องมีการกดสมัครสมาชิก แล้วก็อนุญาตให้ติดตั้งโปรแกรม Cookies Cookies ในที่นี้ หมายถึง คือ เป็นการเก็บข้อมูลของเว็บไซต์นี้ ลงบนเครื่องเรา เวลาเรียกดูเว็บไซต์ครั้งต่อไป จะทำให้โหลดหน้าเว็บไซต์ไวขึ้นนะคะ เดี๋ยวจะลองหาตัวอย่าง Cookies Cookies นี่ก็มันก็จะเป็นเว็บไซต์ เดี๋ยวท้าย ๆ เราค่อยดูก็ได้นะคะ รูปแบบของการโฆษณาของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นะคะ ก็จะมีพวกทำ Banner นะคะ ที่มันเป็นภาพกราฟิกให้มันเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ การโฆษณาทางอีเมล ผ่านทางโทรศัพท์นะคะ การโฆษณาด้วยภาพเคลื่อนไหว การโฆษณาโดยการเช่าพื้นที่โฆษณา การโฆษณาผ่านทาง URL นะคะ ก็คือเว็บไซต์นั่นล่ะ แล้วก็การโฆษณาผ่านช่องทางสนทนาต่าง ๆ นะคะ อันแรกเป็นแบบ Banner หรือว่าเป็นป้ายโฆษณา ซึ่งนิยมใช้กันมาบนอินเทอร์เน็ตนะคะ ก็คือก็จะมี User นี่ เขากดเพื่อเชื่อมโยงไปอีกเว็บไซต์หนึ่ง โดยป้าย Banner นี่มันจะโฆษณาของรูปภาพ ข้อความนะคะ อาจจะเป็นภาพเคลื่อนไหว หรือวิดีโอคลิป มีเสียงประกอบสำหรับโฆษณาสินค้าหรือว่าบริการนะคะ ขนาดของป้ายโฆษณาจะมีการขนาดเป็น Pixels นะคะ ขนาดจะไม่ใหญ่มาก เพราะว่าถ้ามีขนาดใหญ่เกินไป เวลาแสดงผลนี่ มันจะช้านะคะ ข้อดีก็คือถ้าเขาสนใจข้อมูลเว็บไซต์นั้น ๆ นี่เขาสามาถกดเพื่อเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์นั้น ๆ ได้นะคะ แล้วก็สามารถสามารถมุ่งเป้าหมาย สำหรับการทำส่วนแบ่งในตลาดนะคะ ก็จะกระตุ้นให้ผู้บริโภคเขาสนใจก่อนที่จะเข้าไปดูข้อความหรือข้อมูลสารสนเทศนะคะ อาจจะใช้ MultiMedia หรือสื่อผสม แต่ยิ่งถ้าคุณใช้มัลติมีเดียเยอะเท่าไร ค่าใช้จ่ายมันก็จะสูง เพราะมันมีผลกับการรับ-ส่งข้อมูลด้วยนะคะ แล้วก็ข้อความที่ใช้จะต้องมีความริเริ่มสร้างสรรค์ ใช้คำพูดที่ดึงดูความสนใจนะคะ การวางตำแหน่ง Banner บนหน้าเว็บไซต์สำหรับการกำหนดความเป็นไปได้ที่เขาจะกดด้วย บางครั้งพบว่า Banner ที่อยู่ด้านล่าง Page จะถูกคลิกมากกว่า ทุกคนจะเลื่อนลงมาดูรายละเอียดทั้งหมดก่อน แล้วค่อยกด บางอัน Banner ที่เข้าใจว่าอยู่บนสุด จะถูกกดเป็นจำนวนมากอาจจะไม่ใช่ นะคะ อย่างเช่นตัวนี้ ด้านบน ด้านล่างมีไหม มีอีก ข้างล่างนี้ค่ะ นะคะ นี่คือ Banner ข้างล่าง ก็มีอีกนะคะ ข้างบน-ข้างล่าง แล้วแต่ว่าลูกค้าจะกดตัวไหน ซึ่งลูกค้าไม่รู้หรอกว่าสถิติในการกดของเว็บไซต์นี้คือเท่าไรนะคะ มันจะอยู่ที่ระบบหลังบ้านของเว็บไซต์นั้น ๆ นะคะ เดี๋ยวหาตัวอย่างให้ดู เน็ตช้านิดหนึ่ง เปิดทิ้งไว้ก่อน เดี๋ยวครูกดให้ดูนะคะ เปิดไว้ก่อน ต่อมาเป็นการแลกเปลี่ยน Banner หรือว่า Banner Swapping ก็จะเป็นการฝาก Banner ไว้กับผู้ให้บริการ ไม่มีค่าใช้จ่าย หรืออาจจะมีบ้าง เล็กน้อยนะคะ ก็จะเป็นการเชื่อมโยงหรือว่าแลกเปลี่ยนกันโดยตรง อาจจะมีการต้องลงทะเบียนก่อนเพื่อที่จะฝากป้าย Banner ไว้ หลักจากนั้นคุณจะได้ Source Code แบบที่เป็น HTML เอาไปแปะไว้ที่เว็บไซต์ของคุณ อาจจะยุ่งยากในการจัดเรียงนิดหน่อยนะคะ บางครั้ง Banner ที่ได้รับการแลกเปลี่ยนมานี่ การกำหนดตำแหน่ง มันไม่ได้เหมาะกับเว็บไซต์ของเรานะคะ ถ้ามันมีปัญหา อาจจะติดต่อ Master ของเว็บไซต์นั้นเพื่อทำข้อตกลงหรือว่าแก้ไขร่วมกันนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่างเว็บไซต์ที่ให้บริการ Banner Swapping คุณก็อาจจะเอาข้อความของตัวเองมาแปะไว้มาฝากไว้นะคะ ถ้าใครอยากแลกเปลี่ยนอยากให้เขาเอาลิงก์ของเรามาแปะที่เว็บไซต์ของเราด้วย ก็มาแลกเปลี่ยนกับเราได้นะคะ ต่อมาอีกอันหนึ่งจะเป็นการแลกเปลี่ยน Banner เป็น Banner Exchanges นะคะ บางคนก็จะนิยมใช้มากกว่านะคะ มากกว่า Banner Swapping เช่น มันก็จะมีการแลกเปลี่ยนกัน ถ้าบริษัท A ไปแสดงผลของ B นะคะ มันก็จะมีการแลกเปลี่ยน อาจจะเป็นเว็บไซต์มากกว่า 2 เว็บ 3 เว็บขึ้นไป ก็เป็นกันนะคะ แลกเปลี่ยนกัน ไม่จำเป็นจะต้องจับคู่กันอย่างเดียว อาจจะเป็นเว็บไซต์อื่น ๆ ก็ได้นะคะ อันนี้ก็เป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการ Banner Exchange นะคะ ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายนะคะ แล้วแต่เราเลือกค่าใช้จ่ายตั้งแต่ไม่กี่สิบบาท ในการให้บริการชนิดนี้นะคะ ข้อแตกต่างระหว่าง Banner Banner Exchange แค่การแลกเปลี่ยนระหว่างบริษัทแบบ 1 : 1 เท่านั้น แต่ Banner Exchange นี่มันสามารถรวมกันเป็นกลุ่มแล้วก็มาแลกเปลี่ยนกันในกลุ่มก็ได้ คุณอาจจะต้องโพสต์ของฉัน โพสต์ของเธอ สลับกันเท่านัั้น อาจจะเป็นกลุ่มที่มีมากกว่าหลายร้อยบริษัทมารวมกัน แล้วก็ช่วยกันแปะ Banner ไปด้วยกันก็ได้นะคะ อีเมล ก็จะเป็นวิธีในการส่งข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้บริโภคกับริษัทนะคะ มีการซื้อขาย E-mail Address ด้วยในปัจจุบัน เขาก็จะมีการตั้งราคาไว้เลยว่า อยากได้อีเมลสำหรับการโฆษณาเป็น 1,000 เป็น หมื่นอีเมล หรือเป็นล้านอีเมลก็มีขายนะคะ ก็บางคนก็จะได้รับ E-mail รบกวนบ่อย ๆ บางครั้งก็จะถูกกรองไปอยู่ในถังขยะ แล้วก็มีนะคะ มันก็จะมีผู้ให้บริการในการรวบรวมข้อมูลสำหรับการจัดเก็บข้อมูลอีเมลก็มีเยอะเหมือนกัน สามารถซื้อขายได้นะคะ อย่างเว็บไซต์นี่ เขาก็จะบอกว่าคุณไม่ต้องเก็บอีเมลเองหรอก เดี๋ยวเราจะจัดเก็บให้นะคะ แล้วก็คุณสามารถซื้ออีเมลพวกนี้ไปทำการตลาดต่อได้นะคะ แต่บางคนนี่ เขาจะบอกว่าเวลาที่ดูข้อมูลบางอย่างตอนนี้ข้อมูลอีเมลก็น่ากลัวนะคะ เพราะฉะนั้น เวลาที่เรากดลิงก์ใด ๆ ที่อยู่ในอีเมล ลิงก์โฆษณาก็ต้องระมัดระวังด้วยนะคะ การส่ง E-mail มาเลยทำให้การสื่อสารกับลูกค้าขององค์กรนี่ ถือว่าต้นทุนต่ำมากนะคะ แล้วก็สามารถจัดเก็บข้อมูลฐานลูกค้าได้เป็นอย่างดี กลุ่มเป้าหมาย ก็คือกลุ่มลูกค้าเดิมหรือกลุ่มลูกค้าที่ลงทะเบียนกับเราไว้ ทำให้เราทราบข้อมูลบางส่วนแล้วว่าเขาเคยซื้อสินค้าอะไร แล้วเขาเคยซื้อสินค้าอะไรบ่อย ๆ เราก็จะจัดส่งโปรโมชันนั้นไปให้เขานะคะ แต่บางครั้งการส่งอีเมลไปนี่ คอมพิวเตอร์หรือว่าระบบอีเมลที่เขาใช้งานนี่ จะถูกกรองข้อมูลไป อาจจะไปคิดว่าเป็นจดหมายขยะ หรือไปหลอกลวง มันก็อาจจะลบอีเมลของเราออกไป ก็มันเป็นปัญหาเหมือนกัน บางทีเราก็ทำธุรกิจก็ลำบาก กับพวกที่เป็นโจรด้วยนะคะ การโฆษณาผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่นะคะ ก็สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ง่ายที่สุด เพราะทุกคนมีสมาร์ตโฟนนะคะ ต่อมาก็จะเป็นพวก Splash Screen ก็จะเป็นการแสดงข้อมูล สินค้า บริการก็จะแสดงในเพจ ในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อชี้นำป็นการแสดงข้อมูล สินค้า บริการก็จะแสดงในเพจ ในระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อชี้นำไปที่เว็บไซต์ของเขา ข้อดีก็คือเราสามารถสร้างรูปแบแล้วก็การนำเสนอใหม่ ๆ ให้กับกลุ่มเป้าหมายนะคะ ทั้งดึงดูดใจ แล้วก็สร้างความสัมพันธ์ที่ดีนะคะ ถ้าใครไม่ชอบก็กดปฏิเสะได้นะคะ อย่างตัวนี้ก็เหมือนกัน เป็น Splash Screen Shopee นะคะ ถ้าไม่ชอบก็กดกากบาทปิดเสียนะคะ ถ้าสนใจก็กดต่อ กดเข้าไปดูข้อมูลได้ Spot Leasing ก็จะเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับให้โฆษณาบนหน้า Search Engine สำหรับให้เช่านะคะ ก็จะมีระยะเวลาในการแสดงผล ขึ้นอยู่กับว่าเราทำสัญญาไว้เท่าไร สามารถระบุช่วงเวลา ระบุตำแหน่งบนเว็บไซต์ได้นะคะ ก็ส่วนมากก็จะเป็นที่นิยม อย่างเช่น อาจจะเปิดตัวสินค้าใหม่นะคะ อาจจะเป็นการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ เราก็ไปซื้อโฆษณาบนเว็บไซต์ก็ได้ แต่โฆษณาสักแค่ 1 เดือน 2 เดือนอะไรก็ว่าไปนะคะ การให้โฆษณานะคะ ก็สามารถใช้ผ่านเว็บหรือเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้นะคะ การโฆษณาก็จะเป็นการใช้ Google ก็ได้ หรือเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมของประเทศนั้น ๆ ก็ได้นะคะ นี่ค่ะ การโฆษณาผ่าน Google ทำอย่างไร เรามีเว็บไซต์ของเราแล้วเราอยากโฆษณาด้วย Google Ads ทำอย่างไร เขาก็จะมีรายละเอียดให้นะคะ อย่างเช่น ครั้งแรกที่คุณใช้บริการ Google Ads มอบเครดิตให้ 12,000 บาท ก็แสดงว่าการโฆษณาผ่าน Google แต่ละครั้งอาจจะเป็นหลักหมื่น เป็นต้นนะคะ เช่น เหมือนยกตัวอย่างนี้เลยค่ะ ฉันเรียนออกกำลังกายออนไลน์ พิมพ์ปุ๊บให้ขึ้นเว็บไซต์คุณเลยอย่างนี้เป็นต้นนะคะ ก็ใช้ Google ได้ หรือการโฆษณาผ่าน URL นะคะ ก็จะเป็นการลงทะเบียนผ่าน Search Engine เหมือนกันนะคะ แต่ว่าจะต้องใช้คำสั่งพิเศษที่เรียกว่าMeta Track มันตรงกับคีย์เวิร์ดที่ลงทะเบียน อย่างเช่นตัวนี้ เราอาจจะลงทะเบียนไปแล้วว่าชั้นเรียกออกกำลังกายออนไลน์ คำทุกคำครบ ถ้ามีคนค้นหาปุ๊บ จะเจอเว็บไซต์เราเลยทันที แต่ถ้าคีย์เวิร์ดที่คุณตั้งมันไม่ครอบคลุมพอ เขาอาจจะค้นหาเว็บไซต์คุณไม่เจอก็ได้นะคะ ข้อดี คือ มันเสียค่าใช้จ่ายต่ำ แต่เราก็สามรถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ Search Engine ได้โดยตรง แล้วก็กำหนด Key Word สำหรับการค้นหาได้เลย แต่ข้อจำกัด ก็คือบ้างครั้งสร้างคีย์เวิร์ดใน Sreach Engine อาจจะต่างกัน แน่นอนค่ะ เรานิยมใช้ Google แต่บางที่เขาใช้พวก Yahoo ในการค้นหา ถ้าเป็นที่จีน แล้วก็คำสั่ง Meta Tags ทำจริง ๆ บางคำสั่งมันมีความซับซ้อนมากขึ้นนะคะ นะคะ คุณจะต้องรัดกุมตั้งแต่คิดคำขึ้นมาเลยด้วยซ้ำนะคะ กลไกลในการทำงานของ Search Engine นี่มันจะมีอยู่ 3 ประเภทนะคะ อันแรก Search Engine มันจะทำการสำรวจข้อมูลบนระบบอินเทอร์เน็ตเข้าไปโดยอัตโนมัตินะคะ Search Engine พวกนี้ เขาจะมี Robot ก็จะเป็นหุ่นยนต์ หรือ AI ทำหน้าที่วิ่งเข้าไปอ่านข้อความจากหน้าเว็บไซต์ต่าง ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วก็มาเก็บของตัวเองนะคะ ข้อมูลที่ Search Engine เหล่านี้ที่เขาต้องการ ก็คือคุณลงทะเบียนมาแล้ว ชื่อเว็บไซต์คุณอะไรนะคะ ก็ Google ก็ใช้วิธีนี้ในการเก็บข้อมูลเหมือนกันนี่ค่ะ อันนี้ตัวอย่างขิง Google เขาก็จะบอกว่าถ้าคุณอยากโฆษณาอย่างง่ายนะคะ ให้เข้ามาบอกเขาหน่อยว่าเว็บไซต์คุณทำอะไร ชื่อเว็บไซต์อะไรนะคะ โดยการรวบรวมข้อมูลนี่ บางครั้งเว็บไซต์คุณอาจจะยังไม่แสดงผลอันดับต้น ๆ ในแรก ๆ เขาจะใช้เวลาในการตรวจสอบก่อนนะคะ แต่อันนี้ก็เราไม่ต้องเสียเงินแพงมากก็ได้ค่ะ แต่ว่าเราก็เหมือนไปฝากเนื้อฝากตัวกับ Google ไว้ สำหรับขายของนี้นะ ใช้คำค้นหาก็จะใช้คำนี้ก็จะค้นหาเว็บไซต์ของเราเจอ ไม่เสียสตางค์แพงมากนะคะ กับแบบที่ 2 เป็นแบบ Web Directory นะคะ ก็จะเป็นเว็บไซต์ที่เพิ่มข้อมูลบนฐานข้อมูลด้วยตนเองนะคะ ก็จะมีการกำหนดว่าคุณต้องมาลงทะเบียนก่อย รายละเอียด ใครเป็นคนลงทะเบียน คำอธิบายสั้น ๆ ของเว็บไซต์คุณคืออะไร Keyword ของธุรกิจหรือสินค้าหรือบริการของคุณคืออะไร หมวดสินค้า หรือหมวดขององค์กรคุณนี่ ต้องสอดคล้องกับรายละเอียดเว็บไซต์ ไม่เช่นนั้นอาจจะไม่ถูกตรวจสอบนะคะ การโปรโมตผ่าน Web Directory แบบรวมข้อมูลนี่ มีทั้งแบบฟรี และแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายก็มีนะคะ แต่ถ้าเราเสียสตางผลการค้นหารกค้นหาก็จะอยู่อันดับต้น ๆ นะคะ กรณีที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายนะคะ ก็อาจจะต้องอยู่ในลำดับที่ถัด ๆ ไป ก็อันนี้เป็นเรื่องปกตินะคะ อย่างเช่นเว็บนี้ เขาจะเป็นเว็บไซต์บอกว่าสามารถค้นหาข้อมูลในไทยได้ สามารถค้นหาข้อมูลออนไลน์นะคะ เช่น ตัวนี้ เราก็เข้าไปเพิ่มเว็บไซต์ของเรานะคะ ก็จะมีการเพิ่มเว็บไซต์เข้าไปตรวจสอบนะคะ หรือการโฆษณาแบบเสียสตางค์นะคะ เขาก็จะบอกว่าคุณจะสามารถถูกค้นหาได้ตลอดเวลา ต้องทำอะไรอย่างไร เสียสตางค์เท่าไรนะคะ ในแบบของการที่ลงทะเบียนผ่านเว็บสำหรับการค้นหา ซึ่งในไทยอาจจะไม่ค่อยนิยมนะคะ Yahoo ที่ฝั่งอเมริกาเขาจะนิยมใช้ Search Engine ตัวนี้เหมือนกัน ไม่ต่างจาก Google เลยนะคะ อันที่ 3 จะเป็น Meta Search ก็จะเป็นเว็บไซต์ที่ไปค้นหาเว็บไซค์อีกทีหนึ่ง แต่ว่าเราจะต้องสร้างเงื่อนไขในการค้นหาข้อมูลใน Meta Search ให้ดี เพราะว่าเวลาเราเข้ามาหา มันก็ทำให้แสดงผลเว็บไซต์ของเราได้เร็วขึ้นนะคะ โดยใช้คำสั่งที่ชื่อว่า Meta Tag ก็จะเป็นการสรุปข้อมูล การลงรายละเอียดของเว็บไซต์นะคะ เพื่อทำให้ Search Robot นี่ หรือหุ่นยนต์สำหรับการค้นหานี่ มันลงทะเบียนข้อมูลให้เราอัติโนมัติง่ายขึ้น Meta Tag มันจะไม่ปรากฏบนหน้าจอของเบราว์เซอร์นะคะ แต่จะแสดงผลของการ Search เป็นอย่างไร ดูก่อนนะคะ เดี๋ยวหาให้ดู Google เอาสัก... นี่ค่ะ คำที่ Search คือ ตรงไหน เช่น อาจารย์สั่งค้นหาโน้ตบุ๊ก Asus 14 นิ้ว Silver Meta Search อยู่นี่ค่ะ ตรงที่ไฮท์ไลท์สีแดงไว้ คือ คำค้นหาตรงกับที่อาจารย์ใส่ไว้ Asus14 นิ้ว นี่ Asus 14 นิ้วนะคะ แบบนี้เป็นต้น อันนี้คือเรากำหนด Meta search ไว้แล้ว มันจะไม่บอกว่าเราใส่ Meta Search อะไรไว้บ้าง แต่ว่าตอนที่เราค้นหานี่ มันจะขึ้นแบบนี้ค่ะ ตัวนี้ขึ้นเยอะขึ้นเลย ASUS Laptop 14 Silver ค่อนข้างตรงกับที่อาจารย์ค้นหา อันนี้คือเว็บไซต์โดยตรงของ ASUS เขาใส่ Meta Search ไว้ค่อนข้างครบตามที่อาจารย์ต้องการนะคะ แต่ทำไมข้างบนมันขึ้นก่อนล่ะ เขาจ่ายค่าโฆษณาไว้แล้วนะคะ อันไหนขึ้นบน ๆ นี่จ่ายค่าโฆษณาแน่นอนนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่างการใช้ Mata Search ที่ User มองไม่เห็น แต่ในระบบเรากำหนดไว้แล้วนะคะ คำสั่ง Meta Tag ต้องใส่อะไรบ้าง อาจจะใส่ชื่อของเว็บไซต์ที่สั้น กระชับ และชัดเจน ใส่คำบรรยายของข้อมูล โดยปกติแล้วเราจะใส่ไม่เกิน 25 คำ คีย์เวิร์ดจะเป็นคำหลักที่ Search Engine ใช้เป็นการจัดหมวดหมู่ ว่าถ้าเรียกดูแล้ว ผู้เข้าชมจะเข้าชมได้ส่วนไหน ตัวอย่างการใส่แค่ Title Tag นะคะ อันนี้เป็นคำสั่ง HTML ธรรมดา แค่อยากใส่ให้ด้านบนขึ้นว่าคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาลัยราชภัฏสกลนคร เราต้องกำหนดตั้งแต่ตอนที่เขียนหน้าเว็บไซต์ของเราเลยนะคะ ตัวอย่างการใส่คำสั่ง Meta Tag ด้านบนเป็นชื่อใช่ไหมคะ Title อันต่อมา Meta Name ใส่คำบรรยาย เว็บไซต์นี้ทำอะไร ข้อมูลคณะข้อมูลคณะนะคะ สำหรับเวลาค้นหาแค่พิมพ์ Science SNRU จะขึ้นคำว่าอะไรนะคะ สมมติว่าเรามาลองดู เราพิมพ์ว่า SNUR จะขึ้นคณะวิทย์ไหมนะคะ SNRU ขึ้นคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอันแรกเลย เพราะเรากำหนด Meta tage ที่ถูกต้องใช่ไหมคะ ลองพิมพ์ Sci สิ ก็ยังขึ้นคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเหมือนเดิมใช่ไหม เพราะเว็บไซต์คณะเรากำหนด Meta Tag ไว้แล้วนะคะ ตัวอย่างการกำหนดเว็บไซต์ Title นะคะ ก็อยู่ตรงไหน อยู่ด้านบนนะคะ ตรงนี้ เว็บไซต์ Title อยู่ตรงนี้ค่ะ เราสามารถกำหนดได้ตั้งแต่แรกเริ่มเลย ลองดูสิว่าเว็บคณะเรากำหนดไหม เว็บคณะเราก็กำหนดเช่นเดียวกันนะคะ Title ด้านบน Meta Tag ต้องใส่นะคะ ต้องใส่ เดี๋ยววันนี้จะมีงานให้ทำด้วย ตัวอย่างการระบุคีย์เวิร์ดนะคะ ถ้าเราทำธุรกิจอะไร ถ้าเป็นหมวดธุรกิจ ก็ต้องมี อาจจะเป็นธุรกิจการเงิน ธุรกิจทั่วไป ต้องใส่ หมวดงาน หางาน ก็ต้องให้ถูกคำพูด หางาน รับสมัครงาน สมัครงาน พิมพ์ผิด พิมพ์ถูกก็ใส่ไว้ด้วย โหมดเกมก็ต้องมีคำว่า "เกม" นะคะ ในการค้นหากรณีที่ Search Engine Meta tag เขาก็จะไปดูว่าเว็บไซต์นั้นมีการ Match คำตรงกับคีย์เวิร์ดนั้นหรือเปล่า ถ้าใช้คีย์เวิร์ดตรง การค้นหาก็จะอยู่ใระดับสูง แล้วก็ค้นหาได้อย่างรวดเร็วนะคะ ก็ถ้าใส่คีย์เวิร์ดไม่ถูกต้อง รูปภาพ เนื้อหา อาจจะไม่สอดคล้องกับคีย์เวิร์ดมันจะทำให้การค้นหามันถูกมองข้ามไปก็ได้นะคะ ตอนนี้อันดับ 1 ของ Search Engine ที่ใช้บนโลกนะคะ ที่ 1 ก็คือ Google เกือบจะ 100 เปอร์เซ็นต์เลย รองลงมาก็คือ Yahoo Bling ของ Microsoft แทบจะมองไม่เห็นเลยในกราฟนะคะ เพราะฉะนั้น เวลาเราทำงานก็ต้องเข้าไปดูนโยบายในการเผยแพร่เว็บไซต์ของ Google ด้วยนะคะ ออกแบบเว็บไซต์อย่างไรให้สามารถค้นหาจาก Search Engine ได้ง่าย แน่นอนเราต้องใส่ Title กับคีย์เวิร์ด คีย์เวิร์ดที่สำคัญควรเน้นด้วยตัวหนา ควรตั้งชื่อไฟล์รูปภาพ มีคำอธิบายภาพ การทำแผนผังเว็บไซต์นะคะ หลีกเลี่ยงการออกแบบที่ใช้มัลติมีเดียเยอะเกินไป การออกแบบเว็บไซต์ด้วย Frame ซึ่งอันนี้มันเก่าไปแล้วนะคะ ไม่มีใครใช้สักเท่าไร เพราะว่ามันทำให้ปรับแต่งยาก มันถูกล็อกนะคะ อันนี้จะเป็นการกำหนด Meta tag ให้กับเว็บไซต์นะคะ Title อยู่ด้านบน คีย์เวิร์ดเป็นตัวหนานะคะ Imgae tag เอาเมาส์ชี้ที่รูป Banner มันต้องแสดงผลด้วยว่า Banner นี้พอกดแล้วมันจะไปที่เว็บไซต์ไหน มีคำอธิบายในแต่ละการทำงานของเว็บไซต์ รวมถึง Content ต่าง ๆ ด้วยนะคะ การโฆษณาด้วยสื่ออื่น ๆ อาจจะเป็นการโฆษณาที่ Chat Room นะคะ ก็ได้ Web Board ก็ได้ เป็นโบว์ชัวร์ นามบัตร Catalog โทรทัศน์ก็ได้นะคะ กลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์บนเว็บไซต์ ก็แน่นอนเมื่อเกิดโปรโมชันใด ๆ เกิดขึ้นก็ตาม ต้องดำเนินการทันทีเมื่อมันออนไลน์ คุณโพสต์ตอนไหน โปรโมชันนั้นจะต้องมีผลทันทีนะคะ ใช้การส่งเสริมการตลาดนะคะ ผ่านทาง Search Engine เป็นหลักนะคะ อาจจะมีการทำอีเมลแนะนำตัวโดยตรงก็ได้ หรือมีการแลกเว็บไซต์กันกับคู่ค้าหรือองค์กรที่สำคัญ ๆ นะคะ มีการทำโบว์ชัวร์แจกที่เว็บไซต์ของเรา อาจจะเป็น Catalog ใด ๆ โบชัวร์ อาจจะเป็นคล้าย ๆ อาจจะเป็นโปรโมชันแต่ละเดือน มันควรจะเป็นอย่างไรนะคะ อย่างเว็บไซต์นี้ อย่างเช่นตัวนี้ Catalog หา Catalog Catalog พูดถึงเรื่อง Cookies อย่างเว็บไซต์นี้ค่ะ เขาจะมียินยอมต่าง ๆ นะคะ ก็ถ้าเรายินยอมให้เขาเก็บข้อมูลเรา หรือการเอาข้อมูล Cookies ของเว็บกดตกลงก็ได้นะคะ แต่ถ้าไม่ยินยอมก็ไม่เป็นไร ก็เหมือนว่าเก็บค่าไว้เพื่อการแสดงผล อย่างเช่น ตัวนี้มี Pop Up Screen ที่เป็น Splash screen นะคะ ให้กดเข้าไปดู ถ้าไม่ชอบก็สามารถกดกากบาทออกก็ได้นะคะ มี... เดี๋ยวนะคะ โปรโมชัน สักครู่นะคะ สักครู่ สักครู่นะคะ น่าจะเปลี่ยนเว็บไซต์ไปแล้ว ค้นหาไม่เจอ ไม่เจอ ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยหาก็ได้นะคะ ก็มีการสร้างระบบสมาชิก อันนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องมีอยู่แล้ว มีการปรับปรุงเว็บไซต์ตลอดเวลา สินคา ราคา แล้วก็ต้องรับฟังคำติชมของลูกค้าทุกคนนะคะ ทุกคนจะต้องให้ความสำคัญกับข้อคิดเห็นของลูกค้าด้วย แล้วก็การโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต แน่นอน ต้องสวย ดึงดูดความสนใจ สื่อความหมายที่ชัดเจน ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการจะทำธุรกิจด้วย หรือให้เขามาเป็นลูกค้าเราให้ได้นะคะ Download หน้าเว็บไซต์ต้องรวดเร็ว เน้นตราสัญลักษณ์สินค้า บริษัที่ชัดเจนนะคะ อาจจะมีกิจกรรมการส่งข้อมูลสินค้าเข้าใหม่ หรือปรับราคานะคะ ทั้งหน้าร้าน แล้วก็หน้าร้าน... แล้วก็หน้าร้านออนไลน์ แล้วก็โบร์ชัวร์ที่แจกอยู่ตามที่ต่าง ๆ ต้องสอดคล้องกันนะคะ เมื่อลูกค้าหรือผู้บริโภคนี่ คลิกที่สื่อโฆษณาแล้ว จะต้องสามารถเชื่อมโยงกับระบบที่สั่งซื้อสินค้าเราได้ทันทีนะคะ วันนี้นะคะ อยากให้นักศึกษาลองค้นหาคำต่าง ๆ อาจจะเป็นคำที่นักศึกษาสนใจก็ได้ อาจจะเป็นคำที่นักศึกษาสนใจก็ได้ ที่อาจารย์ยกตัวอย่างเมื่อกี้ แล้วลองค้นหาดูว่าสมมติอาจารย์อยากซื้อ Microphone ลองดูสิว่าเว็บไซต์ที่เขาขายไมโครโฟนให้อาจารย์นี่ เขาชื่อเว็บไซต์อะไร อันดับแรกนะคะ อันดับต้น ๆ ก็ได้ แล้วในหน้าเว็บไซต์นั้นน่ะ เขามีโฆษณาอะไรไหม มี Pop up Screen ไหม มี Splash Screen ไหม มี Banner ไหม มี Spot Lessing หรือเปล่า ให้แคปฯ แปะมาใส่ข้อ 1 นะคะ แล้วก็ข้อ 2 ให้เขียนคำสั่ง Meta Tag สมมตินักศึกษาอยากเปิดร้านขายอาหารแมว ถ้าเรามีเว็บไซต์ขายอาหารแมว เราจะใส่ Title ว่าอะไรบ้าง Title ชื่อเว็บไซต์น่ะค่ะ คำอธิบายเว็บไซต์ คือ คำอธิบายแบบไหน หรือคีย์เวิร์ดสำหรับขายอาหารแมว ควรจะเป็นคำว่าอะไร อย่างข้อแรกนะคะ เดี๋ยวดูตัวอย่างอาจารย์ด้วย เดี๋ยวจะไม่เข้าใจ ข้อแรกสมมติอาจารย์อยากได้อะไรดีล่ะ SSD เข้า Google เป็น... เอาโน้ตบุ๊กแล้วกัน Notebook Gaming ก็ได้ Gaming สีดำ เว็บไซต์แรกที่ค้นหาเจอคืออะไร ก็ Capture ไว้นะคะ อันนี้ก็คืออะไร ร้าน Advice แคปฯ หน้านี้ไว้นะคะ เราก็กดเข้าไปดูสิ Advice มี Banner ไหม มี มี Banner แน่นอน มี Swap ไหม มีการเอาลิงก์ของเว็บไซต์อื่นมาแปะหรือเปล่า ไม่มี แล้วหน้าแรกของ Advice ถ้าเข้าหน้าแรกจริง ๆ ไม่มี มีแต่อะไรนะ มีแต่ Banner ใช่ไหมคะ ถ้าเป็นค้นหาใหม่ Google ใหม่ อยากได้ Mac Book 15 นิ้ว 15 Inch ก็เจอที่อะไร เว็บ Apple ใช่ไหม ก็เข้ามาแคปฯ Apple มี Banner ไหม มี Banner นะคะ แต่ถ้าเป็นเว็บเมื่อกี้ ถ้าเป็น Apple อีกอันหนึ่ง อย่างโบว์ชัวร์นะคะ โบว์ชัวร์ ต้องมีอย่างนี้นะคะ สามารถกดดูได้ มีโปรโมชันอะไรบ้างนะคะ สมมติกำลังเป็นที่นิยม iPad เพื่อการศึกษา 2023 เว็บไซต์แรกที่เจอนะคะ ก็เป็น Apple เหมือนกัน ดูอันนี้ก็ได้ ก็เข้ามาดูนะคะ อันนี้เป็น Banner ไหม หรือเป็นมัลติมีเดียหรือเปล่า มีภาพเคลื่อนไหวไหม ไม่มี ก็ลองแคปฯ าสำหรับข้อแรก ข้อแรก ข้อ 2 เขียนเอง ดูสิว่าจะขายของอะไรนะคะ ส่งใน Classroom เหมือนเดิม ยกมือถามถามเดี๋ยวอาจารย์จะเดินไปดูนะคะ เริ่มทำงานได้ค่ะ ล่ามเดี๋ยวพักก่อนนะคะ ทำกิจกรรมในห้องค่ะ ใช่ ข้อ 2 ให้ทำแบบนี้ ข้อ 2 ให้ทำแบบนี้ แต่ให้เป็นธุรกิจที่เขาเลือกเอง ขายเบ็ดตกปลา ขายอะไรใส่ให้ถูก เดี๋ยวอธิบายเพิ่มเติมนิดหนึ่งนะคะ รอล่าม ล่ามหาย รอล่ามแป๊บหนึ่ง ค่ะ ในส่วนของข้อ 2 น่ะค่ะ ในส่วนที่ทำ Meta Tag ให้นักศึกษาเลือกธุรกิจที่ตัวเองสนใจ อย่างใครอยากทำเว็บไซต์ สมมติขายหุ่นยนต์ หรือขายตุ๊กตา โมเดลต่าง ๆ นะคะ ก็เอามาตั้งเป็นชื่อ Title ตรงนี้เขียนคำอธิบายเป็นภาษาไทยนะคะ ว่าเว็บไซต์ที่คุณชอบ หรือคุณเป็นเจ้าของธุรกิจชื่อเต็ม ๆ มันคืออะไร หลังจากนั้นเส้นที่ 2 ตัวนี้เส้นที่ 2 ตัวนี้ ให้อธิบายว่าหน้านี้ หน้าเว็บไซต์ของนักศึกษาที่นักศึกษาคิดไว้นี่ มันจะเป็นการอธิบายข้อมูลอะไร อาจจะเป็นการบอกว่าข้อมูลหุ่นยนต์และข้อมูล การ์ตูนญี่ปุ่นที่เข้าใหม่ทุกสัปดาห์อะไรก็ว่าไปนะคะ ในส่วนที่ 3 จะเป็นส่วนของคำค้นหา หรือว่าคีย์เวิร์ด มันจะค้นหาในสัญลักษณ์ Double quote นะคะ มีคำว่าอะไรบ้าง ถ้าค้นหาใน Google แล้วจะเจอเว็บไซต์เราเช่น ฟิกส์เกอร์ โมเดล การ์ตูนญี่ปุ่น แยกเป็นคำ เป็นคำนะคะ ส่วนไอ้ตัวโค้ด Meta Tag ตัวนี้นักศึกษาไป Copy ในสไลด์ที่อาจารย์เอาให้ใน Facebook แล้วแค่มาแก้คำภาษาไทยพวกนี้ หรือคำคีย์เวิร์ดพวกนี้เป็นของตัวเอง ไม่ต้องแก้ใหม่ทั้งหมดนะคะ ไปก๊อบฯ ของอาจารย์ก็ได้แล้วมาแก้เอา อันนี้สำหรับข้อ 2 นะ โอเคค่ะ ทำต่อค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]