--- title: ท31101 ภาษาไทย 1 (ม.4/2) 120766 subtitle: date: วันพุธที่ 12 กรกฎาคม 2566 เวลา 10.30 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (อาจารย์จักรพงศ์) โอเคไหมครับ โอเค เมื่อกี้ โอเคครับ การเขียนพรรณนานะครับ การเขียนพรรณนา ก็คือเป็นการให้รายละเอียดของสิ่งใดสิ่งหนึ่งนะครับ เช่น บุคคล สัตว์ วัตถุ สถานที่ หรือเหตุการณ์ช่วงใดช่วงหนึ่งนะครับ ด้วยถ้อนทำพรรณราที่ไพเราะ เหมาะสม ก่อให้เกิดจินตนาการเห็นความเคลื่อนไหว จำนวน ขนาด ได้ยินเสียงตามที่ผู้ส่งสารเขียนพรรณนา การเขียนพรรณนานะครับ เป็นศิลปะการเขียนที่ผู้เขียนจะใช้วิธีการเลือกสรรถ้อยคำเกิดจินตนาการกับเนื้อเรื่อง สามารถทำได้หลายวิธีนะครับ เลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งหรือผสมผสานกันก็ได้นะครับ การเขียนพรรณนานะครับ 1. การใช้คำให้เหมาะสม เสียงและความหมาย 2. การแฝงความ คือ ผู้เขียนแต่ไม่สอนเนื้อหาความตรง ๆ ผู้อ่านจะต้องตีความเองนะ ข้อที่ 3 การใช้สำนวน คือ การวิธีการเขียนพรรณนาอีกประเภทหนึ่งนะครับ ที่จะให้จะทำให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการ และเข้าใจเนื้อหา ข้อที่ 4 นะครับ การเน้นข้อความโดยใช้คำซ้ำคำซ้อน คือ กลวิธีการเขียนพรรณนาที่ช่วย ที่ช่วยเน้นย้ำอารมณ์นะครับ ความรู้สึกต่ออ่านให้เกิดจินตนาการให้เด่นชัดขึ้นนะครับ ประเภทของการเขียนพรรณนานะครับ 1 เลยก็คือการเขียนพรรณนาธรรมชาติ 2. การเขียนพรรณนาสถานที่หรือสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น 3. การเขียนพรรณนาลักษณะและพฤติกรรมของบุคคล 4. การเขียนพรรณนาความรู้สึกและอารมณ์ 5. การเขียนพรรณนาความคิด หลังจากที่คุณครูอธิบายการเขียนพรรณนาไป แล้วก็ที่คุณครูเคยสอนไปแล้วว่าการกับการเขียนบรรยาย และเรามาดูกันนะครับ ว่าการเขียนบรรยายกับการเขียนพรรณนาต่างกันอย่างไร การเขียนบรรยายนะครับ เป็นการเขียนที่เน้นการแสดงเหตุการณ์ ว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร ส่วนการเขียนพรรณนานะครับ เน้นการแสดงภาพอารมณ์ความรู้สึกอย่างละเอียด นักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดไหม นักเรียนเข้าใจไหมครับ ถ้าเรียนไม่เข้าใจ เดี๋ยวครูจะยกตัวอย่าง นี่ เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นตรงนี้ คือ ถ้าพูดถึงการบรรยาย คุณครูจะบรรยายในเรื่อง นักเรียน... นักเรียน... เหตุการณ์ปัจจุบันตอนนี้ก็ได้ ตอนนี้อากาศร้อน เมื่อ 10.24 น. อากาศร้อนมาก ที่โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดอุดรธานีอากาศร้อน อันนี้คือบรรยายแค่นั้นเฉย ๆ แต่ถ้าพูดถึงการพรรณนาการ พรรณอธิบายไปถือว่าที่โรงเรียนโสตศึกษา จังหวัดอุดรธานี เวลา 10. 24 น. แสงแดดได้สาดลงมาที่โรงเรียนทำให้อากาศร้อน นักเรียนมีเหงื่อไหลหยดย้อยลงมา ทำให้เสื้อเปียกไปหมดเลย อะไรอย่างนี้ครับ ก็คือบรรยายถึงให้มันละเอียดลึกลงไป ให้เห็นภาพให้เห็นถึงความรู้สึกว่ามันร้อนจริง ๆ นะ มันมีเหงื่อเต็มเสื้อเลย มาเรามีเหงื่อแล้วรู้สึกสบายตัวใช่ไหมครับ รู้สึกผิดจะเป็นอย่างนี้นานานั่นเองแต่ถ้ามก็จะบรรยายแค่ไปเพื่อน ๆ ก็เหมือนกันให้ความหมายสั้น ๆ ไปว่า การบรรยายแสดงเหตุการณ์ว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร แค่นั้น ส่วนการพรรณนา การเขียนพรรณนาก็จะเป็นการเน้นแสดงภาพอารมณ์ความรู้สึก เป็นความรู้สึก อย่างละเอียดออกมาเลย อย่างเช่น ฝนตก ฟ้าร้องเสียงดังเปรี้ยง ๆ อย่างนี้ครับ ฟ้าร้องเสียงดังฟ้าร้องทำให้แสงเข้าดวงตา ตาของฉันทำให้ฉันรู้สึกเคืองตามากเลย กบร้องเสียงดัง อ๊บ ๆ เสียงฝนก็กระทบกับสังกะสี หลังคาดังสนั่น ทำให้ฉันนอนไม่หลับ อะไรประมาณนี้ครับ ก็คือเป็นการ... เป็นการเขียนพรรณนาให้มันไปถึงความรู้สึกของของผู้เขียน ทำให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงอารมณ์ในสิ่งที่ผู้เขียนกำลังจะสื่อสารออกมา พอจะเข้าใจไหมครับ พอจะเข้าใจไหม มีอะมีคนไหนอยากถามอะไรไหม น้องอุบอิบ มีเข้าใจไหม เข้าใจไหมครับ ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวครูจะตัวแทนนักเรียนนะคะ ออกมาถามเพื่อนหน่อยออกมาถามพี่ล่าม มาให้พี่ล่ามสื่อสากับคุณครูต้องการถาม นักเรียนเข้าใจนึกถึงมากเพียงใดเชิญครับ ถาม (ล่าม) ค่ะสวัสดีค่ะ (อาจารย์จักรพงศ์) เข้าใจไหม เข้าใจในสิ่งที่คุณครูสอนไปไหม (นักศึกษาหญิง) เข้าใจค่ะ (อาจารย์จักรพงศ์) เข้าใจว่าอย่างไร เขียนบรรยายกับการเขียนพรรณนาต่างกันอย่างไร ลองพูดออกมาไม่ต้องกลัวว่าผิดครับ ไม่ต้องกดผิดเลยพูดออกมาเลยว่าได้อย่างไร เข้าใจมากน้อยแค่ไหนเดี๋ยว ถ้ามันติดแล้วครูจะมันจะช่วยบอกเองว่ามันเป็นอย่างไร มันเข้าใจ (ล่าม) ก็ตัวอย่างนะคะ ตัวอย่างการพรรณา การเขียนพรรณนาก็จะเป็นการเล่า ๆ น่ะ ค่ะ พรรณนราแบบไหน ก็ต้องเล่าให้มีรายละเอียดนะคะ อย่างเช่นเรื่องของอากาศร้อนน่ะค่ะ ร้อนมาก ๆ เลยค่ะ (อาจารย์จักรพงศ์) ตัวอย่างให้ดูได้ไหมครับ ก็ตัวอย่าง เป็นการเล่าน่ะค่ะ ทีนี้ เดี๋ยวคุณครูดูพี่ล่ามนะ เดี๋ยวคุณครูจะอธิบายให้ฟัง ที่พูดมาถูกครับ แต่ว่าไม่ถูกทั้งหมด ก็คือกูจะบอกว่าการเขียนบรรยายบรรยายธรรมดาจะเป็นการเขียนแค่แสดงว่างานว่าใครทำอะไรที่ไหนเมื่อไหร่ อย่างไร เท่านั้น ส่วนการพรรณาเป็นเขียนรายงานเป็นการเขียนที่แสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกเข้าใจถึงตรงนั้นอย่างละเอียด เข้าใจไหม (ล่าม) เข้าใจค่ะ 1 คน ขอให้ 1 คน ขอบคุณครับ กล้า ๆ มาถาม ลูกมา (ล่าม) ก็อย่างเรื่องของตอนเช้าครับ ตอนเช้าอากาศดีครับ แล้วก็มาเรียนที่นี่ครับ ทั้งหมดจะมาเรียนที่นี่ ที่ห้องครับ ที่เรียนมาก็เข้าใจครับ (อาจารย์จักรพงศ์) จะสื่อสารกับครูเรื่องอะไร (ล่าม) วันนี้อากาศดีมาก (อาจารย์จักรพงศ์) กำลังจะยกตัวอย่างการเขียนพรรณนา (ล่าม) ใช่ครับ กำลังยกอย่างการเขียนพรรณนา (อาจารย์จักรพงศ์) โอเค เดี๋ยวอธิบายให้ฟังนะว่าการเขียนว่าการเขียนบรรยายกับการเขียนพรรณนาการเขียนบรรยายก็แสดงถึงเหตุการณ์ว่า ยกตัวอย่าง เช่น เราตื่นนอนเวลาเท่าไร ทำอะไรบ้าง แค่นั้น แต่การเขียนพรรณนาก็บอก ว่าเราตื่นนอนเวลาเท่านี้ อาบน้ำ แปรงฟัน ทำยาสีฟันหล่น อาบน้ำเข้าไปทั้งตัวเย็นไปทั้งตัวอย่างนี้ครับ อธิบายถึงรายละเอียดตรงนั้น ตื่นทำอะไร เป็นหลักพื้นฐานแค่นั้น ส่วนพรรณนาถึงรายละเอียดลึกซึ้งอะไรบ้าง เข้าใจแล้วนะ (ล่าม) ครับ เข้าใจครับ แล้วอันไหนมันมากกว่ากันล่ะครับ อยากให้เวลาตื่นนอนน่ะ ต้องอธิบายละเอียดมากแค่ไหนครับ อธิบายให้ละเอียดให้มากที่สุด ก็คือการอธิบายคำว่าตื่นนอนเวลาไหนแค่นั้น นี่คือการเขียนบรรยาย (ล่าม) โอเคครับ เข้าใจชัดดีครับ ก็คือเป็นการอธิบายให้ละเอียด พรรณนา คือ การให้รายละเอียด ว่าเราอาบน้ำตื่นนอนอาบน้ำทำอะไรบ้าง ทำความสะอาด (อาจารย์จักรพงศ์) ให้เห็นถึงอารมณ์ ความรู้สึกด้วยว่าง่วงนอนตาจะปิดแล้วนี่ แต่เราก็ต้องรู้สึกว่าเราจะต้องอาบน้ำนะ เพื่อที่จะมาโรงเรียน นี่คือการเขียนพรรณนา (อาจารย์จักรพงศ์) โอเคนะครับ เข้าใจแล้วนะ โอเคครับ (ล่าม) เข้าใจครับ โอเค ในเมื่อนักเรียนเข้าใจแล้ว คราวนี้คุณครูจะให้นักเรียน เดี๋ยวดูพี่ล่ามก่อนนะ ให้นักเรียนดูพี่ล่ามก่อนนะ อธิบายมาครูจะมีใบงานนักเรียนทำนะวันนี้ เดี๋ยวคุณครูจะให้นักเรียนนะครับ ทำใบงานนะครับ ให้นักเรียนเขียนพรรณนา เขียนพรรณนา กิจวัตรประจำวันของนักเรียน นักเรียนตื่นเวลาเท่าไร นักเรียนทำอะไรบ้าง ให้นักเรียนเขียนพรรณนาออกมาให้ถึงรายละเอียด เพื่อที่จะให้ เดี๋ยวคุณครูจะนำสิ่งที่นักเรียนพูด โอเคนะ นักเรียนสงสัยอะไรครับ เชิญครับ (ล่าม) ก็คือน้องมาทวนให้ค่ะ ว่าคุณครูสั่งให้ทำรายงานน่ะค่ะ เรื่องของการเขียนพรรณนาค่ะ ถ้าทุกคนเข้าใจแล้ว เอกสารใบงานแจกให้เขียน ว่ากิจวัตประจำวันของแต่ละคนว่าทำอะไรบ้าง เช่นอาบน้ำต่าง ๆ ค่ะ เขียนบรรยายออกมาค่ะ โอเคใช่ครับ (ล่าม) โอเคค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ ทีนี้ให้นักเรียนดูพี่ล่ามนะ ดูพี่ล่ามอธิบายก่อนนะครับ เดี๋ยวผมอธิบายก่อน แต่พี่ล่าม ให้นักเรียนเขียนที่ครูสั่งไป นักเรียนจะเขียนเขียนมากน้อยแค่ไหนก็ได้ แต่ขอให้มันมีคำที่มันบ่งบอก ว่านักเรียนกำลังเขียนพรรณนาออกมา ก็คือคำที่มันแสดงความรู้สึกอารมณ์แสดงให้เห็นภาพอย่างละเอียดออกมา อธิบายนักเรียนจะเสริมเติมแต่งอะไรเข้าไปก็ได้นะครับ เขียนนิดเดียวก็ได้ แต่ขอให้มันมีถ้อยคำนั้น ๆ แล้วคุณครูจะนำงานที่นักเรียนเขียน มาอ่านหน้าโรงเรียนน่ะตรงหน้าชั้นเรียนเพื่อไม่ให้พลาดแปลเป็นภาษามือให้นักเรียนดูแล้วก็กูก็จะอธิบายว่ามันถูกหรือว่าควรจะเสริมตรงไหนเข้าไปไหม นักเรียนไม่ต้องกลัว ว่านักเรียนจะเขียนผิดเขียนถูก เขียนมาเลยไม่เป็นไรนะคะ คุณครูสามารถบอกนักเรียนได้ ว่าคำนี้ควรเขียนอย่างไร คำนี้ควรเขียนอย่างไร เดี๋ยวครูจะดูให้อีกทีนึงโอเคไหมคะ มีคนไหนไม่เข้าใจในสิ่งที่กูบอกไหมมีไหมครับ มีไหมเข้าใจไหมครับ เข้าใจนะ ถ้าเข้าใจแล้ว ลงมือทำได้เลย แล้วก็ให้เวลาทำประมาณ 20 ถึง 30 นาที โอเคไหมครับ โอเคนะ โอเคครับ เริ่มได้เลยครับ หลายคนยังไม่เสร็จเลยนะครับ เดี๋ยว... เดี๋ยวรอก่อนลูก ยังมีอีกหลายคนนะครับ ที่ยังไม่เสร็จนะครับ รอก่อนนะ ตั้งใจทำครับ ตั้งใจทำให้มันเสร็จเร็ว ๆ เดี๋ยวจะได้มาเรียนเรื่องการเขียนเรียงความต่อนะ โอเค ครูให้เวลาทำต่อไปอีกครับ นักเรียนเริ่มเสร็จแล้วใช่ไหมครับ เป็นอย่างไรบ้าง เริ่มเสร็จหรือยัง เสร็จยัง เสร็จยัง ทีนี้เดี๋ยวเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งเขียนต่อลูก เดี๋ยวดูพี่ล่ามก่อนนะครับ เดี๋ยวดูพี่ล่ามก่อนนะ เดี่ยวดูพี่ล่ามก่อนนะ ครับ เดี๋ยวดูก่อนเนาะที่นี้นะครับ เดี๋ยวคุณครูจะเอาตัวอย่างนักเรียนสัก 1 คนนะครับ เดี๋ยวครูจะสุ่มเอานะ ใครจะเป็นผู้โชคดีตรงนั้นนะครับ ครูจะสุ่มมาแล้วครูจะอ่านให้เรียนฟังว่าควรจะเติมเสริมคำไหนเพิ่มเข้าไปอีก เพื่อที่ให้มันเป็นคำที่เรียกว่าการเขียนพรรณนาที่ถูกต้องนะครับ เดี๋ยวกูจะสุ่มของ... ของอายละกันนะครับ เดี๋ยวคุณครูจะอ่านให้นักเรียนฟังนะคะ เดี่ยวนักเรียนดูพี่ล่ามนะพี่น่าจะอธิบายนักเรียนฟังนะนิราศนะวางปากกาครับ นักเรียนวางปากกาก่อนวางปากกานะครับ ห้ามหยิบปากกาหรือขาดไม่งั้นไม่ได้ไปกินข้าวนะ ไม่เสร็จไม่ได้ไปกินข้าวนะ ดูพี่ล่ามอธิบาย นักเรียนฟังเวลาที่คุณครูพูดนักเรียนฟังจะได้เข้าใจ ไม่ต้องให้ครู ถามว่ามันเข้าใจไหม เข้าใจแค่ไหน อย่างนี้ดูพี่ล่ามไว้นะครับ ยกตัวอย่างการเขียนพรรณนาขเพื่อนนะครับ 1 คน ให้นักเรียนดู ดูพี่ล่าม วันนี้ฉันตื่นนอนเวลาตี 5 ฉันพับผ้าห่ม แล้วต่อด้วยจัดที่นอนให้เรียบร้อย แล้วไปช่วยน้องแต่งตัวให้เรียบร้อย เสร็จแล้วก็เอาเสื้อผ้ามันรีด เพราะชักไว้ตั้งแต่เมื่อคืน พอรีดเสื้อผ้าเสร็จแล้ว ฉันก็ไปเอาผ้าเช็ดตัวเพื่อที่จะไปเข้าห้องน้ำอาบน้ำแปรงฟันล้างหน้าห้องน้ำมีกระจก พอฉันแปรงฟันเสร็จฉันก็เข้าไปอาบน้ำที่ห้องน้ำ แล้วเอาน้ำมาราดที่ตัวเย็นสบาย ฉันรู้สึกสดชื่นมากเลย นี่ครับ คุณครูพูดไปเมื่อสักครู่นี้ ลักษณะการเขียนของนักเรียนมีการเขียนลักษณะแบบบรรยาย แต่จะพูดในเรื่องของกาพรรณนาเข้ามานิดหนึ่ง แต่ แต่ก็ถือว่าโอเคครับ มีการพรรณาเข้าไปในเรื่องของสาดน้ำไปที่ตัว แล้วรู้สึกเย็นสบาย มันพูดถึงเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกตรงนั้นนี่ ก็คือการเขียนพรรณนาแสดงว่านักเรียนมาถูกทางแล้ว ก็คือเป็นการเขียนเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ใส่รายละเอียดลงไปเข้าไปข้างในเลยทำให้ผู้อ่านเขารับรู้ได้ถึงว่า อ๋อ อาบน้ำ พูดถึงว่าอาบน้ำเฉย ๆ นักเรียนนักเรียนจะเข้าใจธรรมดาใช่ไหมครับ ว่าอาบน้ำเฉย ๆ เป็นอย่างนี้ ก็คืออาบน้ำปกติ แต่พอ ฉันเอาขันตักน้ำขึ้นมาสาดที่ตัว รู้สึกเย็นสบายนี่ มันกำลังจะพูดถึงลักษณะอารมณ์ความรู้สึกว่าเรารู้สึกเย็นสบายจริง ๆ นะ อะไรนี้ครับ นี่ก็เป็นการเขียนพรรณนาอย่างหนึ่ง มีใครจะให้คุณครูเป็นตัวอย่างไหม มีไหมครับ วางปากกาก่อนลูก ดูพี่ล่ามก่อน ดูพี่ล่ามก่อน นักเรียนวางปากกาครับ วางปากกาครับ อย่าเพิ่งเขียน เพราะว่าถ้าคุณครูถามอะไร นักเรียนต้องตอบให้ได้นะครับ ถ้าคุณครูมาให้เล่าต่อหน้าพี่ล่าม นักเรียนจะออกมาไหม ออกมาไหมครับ เห็นไหม นักเรียนไม่อยากออกมา เพราะว่าอะไร เพราะว่ามันยังไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นต้องดูนะครับ ว่าครูพูดอะไร นักเรียนก้มหน้าก้มตาเขียนไปเขียนแบบไม่ถูก สุดท้ายแล้วมันคืออะไรครับ งานก็ไม่มีประสิทธิภาพ นี่ก็จะใกล้ถึงเวลากินข้าวแล้ว ก็จะไปกินข้าว ทีนี้ เดี๋ยวเราจะมาเรียนเรื่องการเขียนเรียงความต่อนะครับ เดี๋ยววันนี้จะเอาพูดเรื่องคร่าว ๆ กับการเขียนเรียงความไป แล้วก็เดี๋ยวชั่วโมงหน้าเราค่อยมาทบทวนกันใหม่นะ พร้อมเรียนเรื่องเรื่องของมารยาทนะครับ มารยาทในการฟัง การดู การพูด การสื่อสารว่านักเรียนจะต้องทำอย่างไร นั่งอยู่ในห้องเรียนนี้เป็นอย่างไร ควรทำอย่างไรให้มีมารยาท การมีมารยาทปฏิบัติตัวยังไงถึงว่าไม่มีมารยาทเดี๋ยวค่อยมารู้กันอีกทีนึงมารยาทเป็นสิ่งที่สำคัญนะครับ ทีนี้นะครับ สไลด์ไม่ไปครับ เดี๋ยวนะครับ สไลด์มันไม่ขึ้นครับ สไลด์มันติดอยู่ครับ เดี๋ยวนักเรียนรอแป๊บหนึ่งนะครับ เดี๋ยวครูเรียกเจ้าหน้าที่ก่อน โอเคครับ เรียบร้อยแล้วครับ ทีนี้นะครับ การเขียนเรียงความนะครับ เรามารู้ความหมายการเขียนเรียงความกันก่อนสนใจนะครับ นักเรียนสนใจนะ สนใจพี่ล่ามนะ ไม่สนใจปุ๊บถามอะไรตอบไม่ได้ ครูดุนะ มาดูก่อนนะครับ การเขียนเรียงความนะครับ เป็นงานเขียนที่ผู้เขียนถ่ายทอดเรื่องราวนะครับ ความคิด ทัศนคติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สำนวนภาษาที่เรียบเรียงขึ้นอย่างมีลำดับขั้นตอน ประกอบด้วยข้อความหลายย่อหน้า มีชื่อเรื่องชัดเจน ข้อความในหลาย ๆ ย่อหน้านั้น จะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน เพื่อที่จะให้ข้อเท็จจริง ความรู้ ความคิด หรือทำให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตามไปกับงานเขียนนั้น การเขียนเรียงความผู้เขียนจะต้องมีการวางโครงเรื่อง ค้นหาความรู้ ข้อมูล แล้วจัดเรียงลำดับความคิดให้สัมพันธ์กับหัวเรื่อง เพื่อการเขียนเรียงความได้ตรงตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ องค์ประกอบของการเขียนเรียงความนะครับ ก็จะมี 3 องค์ประกอบด้วยกัน คือ 1. คำนำ 2. เนื้อเรื่อง 3. สรุป คำนำก็จะเป็นในเรื่องของเกริ่นนำก่อนนะครับ ว่าสิ่งที่นักเรียนจะพูดถึงคืออะไร ส่วนเนื้อเรื่อง ก็คือพูดถึงในเรื่องราวที่นักเรียนกำลังจะพูด สรุปก็คือทั้งหมดที่พูดมาเป็นอย่างไรนะครับ ทีนี้เดี๋ยวคุณครูจะให้นักเรียนดูตัวอย่างนะครับ ดูตัวอย่าง ของการเขียนเรียงความนะคะ เดี๋ยวครูจะถามให้นักเรียนอ่านให้พี่ล่ามฟัง เป็นภาษามือให้นักเรียนฟังนะครับ เรียงความ เรื่อง โรงเรียนของฉัน เมื่อเราพูดถึงโรงเรียน สิ่งแรกที่ฉันคิดถึง คือ โรงเรียนเป็นสถานที่หนึ่งที่ให้ความรู้ ได้พบเพื่อน ๆ และได้เข้าสังคมใหม่ ๆ มีคุณครูคอยให้คำปรึกษาแนะนำแนวทางการแก้ไข คอยอบรมบ่มนิสัย และสอนให้เป็นคนดี และโรงเรียนเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของฉัน ก้าวแรกที่ฉันเดินเข้ามาในโรงเรียนแห่งนี้ ฉันรู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบเจอเพื่อนใหม่ ในวันรายงานตัวของนักเรียน ได้พบคุณครูที่ปรึกษาที่ใจดี คุณครูได้แนะนำสถานที่ต่าง ๆ ในโรงเรียนให้ผู้ปกครองและนักเรียนทราบ นอกจากนี้ โรงเรียนก็มีป้ายนิเทศที่แสดงผลงานของรุ่นพี่ และป้ายนิเทศคนเก่ง คนดีไว้ให้กับรุ่นน้องให้ชม ทำให้ฉันรู้สึกภาคภูมิใจสอบเข้าเรียนต่อตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแห่งนี้ได้ ในวันแรกที่เปิดเทอม คุณครูที่ปรึกษาได้แบ่งหน้าที่เขตรับผิดชอบทำความสะอาดในบริเวณโรงเรียนให้พวกเราทราบ เพื่อที่ให้พวกเรามีระเบียบวินัย และนิสัยรักความสะอาด ซึ่งจะสร้างจิตสำนึกและความผูกพันกับโรงเรียน เหมือนบ้านหลังที่ 2 ของพวกเรา ตลอดระยะเวลา 1 ภาคเรียน ที่ฉันได้มาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ฉันได้รับความรู้ที่แปลกใหม่สำหรับฉัน เช่น ฉันสามารถใช้อินเทอร์เน็ตในการสืบค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ได้นอกเหนือจากการเข้าค้นคว้าในห้องสมุด และมีคุณครูที่คอยห่วงใย คอยสอบถามทั้งในด้านการเรียน ปัญหาที่เกิดขึ้นจากทางบ้าน หรือการคบเพื่อน คุณครูจะทำให้ คุณครูจะให้คำปรึกษา แนะนำ และให้กำลังใจฉันและเพื่อน ๆ อยู่เสมอ นี่ครับ คือการเขียนเรียงความ ย่อหน้า... ย่อหน้าแรกนะครับ ดูนะ ว่าเป็นคำนำ คำนำหน้าเมื่อพูดถึงโรงเรียนแล้วน่ะ เป็นลักษณะอย่างไร บ้านหลังที่ 2 โรงเรียนเปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 พอย่อหน้าที่ 2 ที่ 3 นะครับ จะเป็นเนื้อเรื่องที่เขาพูดถึงว่าเขาอยู่โรงเรียนนี้ก็เป็นอย่างไร เขาบอกว่าเขาเจอเพื่อน ๆ เขาดีใจมากเลย ที่เจอเพื่อน ๆ แล้วก็เจอคุณครูที่ปรึกษาที่ใจดี ช่วยเหลือเขา ช่วยเหลือเพื่อน ๆ มีป้ายนิเทศ อธิบายไปอันนี้เป็นสิ่งที่เขาพูดออกมาเรียงลำดับออกมาแล้ว สุดท้ายย่อหน้าสุดท้ายนะครับ เพราะพูดถึงตลอดระยะเวลา 1 ภาคเรียน ก็คือภาพรวมของเขาที่เป็นการสรุปภาพรวมของทั้งหมด เขาก็พูดว่าตลอดระยะเวลา 1 ภาคเรียนที่เขาอยู่ที่นี่ สรุปแล้ว ก็คือเขาได้รับความรู้ใหม่ ๆ การใช้ข้อมูลอินเตอร์เน็ต อะไรอย่างนี้พวก ข้อมูลต่าง ๆ นอกเหนือจากการค้นคว้าในห้องสมุด เขาก็มีความรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้น แล้วดีใจที่ได้พบเพื่อน คุณครูให้คำปรึกษาให้กำลังใจเขาอยู่เสมอ ประมาณนี้นะครับวิธีการเขียนเรียงความ อย่าลืมนะครับ การเขียนเรียงความ 3 ประเด็นหลัก ๆ 1. คำนำ 2. เนื้อเรื่อง 3. แล้วก็สรุป มีแค่นี้ครับ เป็นอย่างไรกันบ้าง เข้าใจกันไหม ทีนี้ เห็นไหม เวลาที่นักเรียนมองพี่ล่าม นักเรียนก็จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น เวลาที่คุณครูสอน คุณครูก็จะได้สอนราบรื่นไปด้วยดี ไม่ใช่ว่าจะมาหยุดชะงัก เวลาสอนก็จะไม่พอ ทำให้นักเรียนสอนนักเรียนล่าช้ากว่า ม. 4/1 ม. 4/1 น่ะ เข้าเรียนเร็ว เขาเรียนไปถึงไหนแล้ว แต่เรายังเรียนอยู่เรียงความเพียงความอยู่เลยจะเรียนไม่ทันเขา ส่วนชั่วโมงหน้านะครับ ชั่วโมงหน้าอย่างที่คุณครูจะสอนเรื่องมารยาทนะครับ มารยาทในการอ่าน การฟังการดูการพูดการสื่อสารมีนะ เดี๋ยวคุณครูจะเรื่องนี้ เดี๋ยวให้เตรียมตัวด้วยนะ จะได้รู้นะ ว่ามารยาทคืออะไร ควรทำอย่างไร อย่างเช่น คุณครูสอนอยู่ในห้องเนักเรียนสามารถคุยกันได้ไหม นักเรียนคุยกันได้ไหมครับ นักเรียนโยนของข้ามหน้าข้ามตาครูได้ไหม ไม่ได้นะ จะมารู้กัน ว่ามารยาทที่ดีเป็นอย่างไร มารยาทที่ไม่ดีเป็นอย่างไร ควรทำไหมต้องมาดูนะ ไม่ใช่ว่าอยากจะทำอะไรตามใจ เวลาที่คุณครูพูดอยู่นันคุยกันถือว่ามีมารยาทไหมครับ เวลาที่คุณครูสอนไม่ควรที่จะคุยกันถ้าจะคุยต้องรอให้คุณครูสอนเสร็จก่อน ค่อยคุย อยากจะถาม ก็ให้คุณครูพูดจบก่อนค่อยถาม โอเค เดี๋ยวกินข้าวได้ครับ สำหรับสวัสดีครับ ขอบคุณพี่ล่ามนะครับ [สิ้นสุดการถอดความ]