﻿1
00:03:20,689 --> 00:03:24,689

2
00:03:46,704 --> 00:03:50,704
[เสียงวีดิทัศน์]

3
00:05:18,750 --> 00:05:22,750
(อาจารย์) สวัสดีครับ ฝั่งล่ามได้ยินเสียงชัดเจนไหมครับ

4
00:05:26,387 --> 00:05:30,387
สวัสดีครับ ฝั่ง

5
00:05:33,993 --> 00:05:37,993
ล่ามได้ยินเสียงชัดเจนแล้วใช่ไหมครับ

6
00:09:38,650 --> 00:09:42,650
(ผศ.ดร.กาญจนา) สวัสดีค่ะ ล่ามได้ยินเสียงไหมคะ

7
00:09:46,037 --> 00:09:49,479
เหมือนตอนนี้แบบ

8
00:09:49,479 --> 00:09:53,479
ไม่ได้ยินเสียงล่ามค่ะ ตอนนี้กำลังแก้ไขนะคะ

9
00:09:59,148 --> 00:10:03,148
แล้วก็ระหว่างนี้ก็รอท่านอาจารย์ด้วยค่ะ

10
00:10:05,990 --> 00:10:09,990
เดี๋ยว ตอนนี้อาจารย์กำลังเดินทางมากนะคะ

11
00:10:13,403 --> 00:10:17,403
รอสักครู่ค่ะ

12
00:12:04,168 --> 00:12:08,168
(เจ้าหน้าที่) ทดสอบค่ะ ตอนนี้ล่ามได้ยินไหมคะ

13
00:12:18,984 --> 00:12:20,712
ทดสอบค่ะ ตอนนี้ล่ามได้ยินไหมคะ

14
00:12:20,712 --> 00:12:24,712
ตอนนี้อาจารย์มาแล้วนะคะ

15
00:13:19,016 --> 00:13:23,016
(ล่าม) ล่ามไม่ได้ยินเลยค่ะ อาจารย์ได้ยินไหมคะ

16
00:13:24,069 --> 00:13:25,636
อาจารย์ลองพูดอีกทีได้ไหมคะ

17
00:13:25,636 --> 00:13:27,955
ถ้าเกิดว่าได้ยินเสียงล่ามน่ะค่ะ

18
00:13:27,955 --> 00:13:31,076
ค่ะ อาจารย์ได้ยินไหมคะ

19
00:13:31,076 --> 00:13:35,076
เหมือนเขาไม่ได้ยินเรา อาจารย์ได้ยินไหมคะ ล่ามไม่ได้ยิน

20
00:14:27,047 --> 00:14:31,047
(ล่าม) ล่ามยังไม่ได้ยินเลยค่ะ ได้ยินแต่

21
00:14:32,589 --> 00:14:36,589
เสียงโทรศัพท์เข้าน่ะค่ะ แต่ไม่ได้ยินเสียงอาจารย์

22
00:14:36,649 --> 00:14:40,649
ทำไมเสียง...

23
00:15:30,334 --> 00:15:34,334
(ผศ.ดร.กาญจนา) ทดสอบค่ะ ล่าม

24
00:15:35,399 --> 00:15:36,894
ได้ยินไหมคะ

25
00:15:36,894 --> 00:15:40,894

26
00:15:42,843 --> 00:15:46,843
(ล่าม) รบกวนอาจารย์ลองพูดอีกครั้งได้ไหมคะ

27
00:15:48,935 --> 00:15:52,935
ไม่ได้ยิน ไม่ได้ยินค่ะ

28
00:15:55,111 --> 00:15:59,111
ไม่ได้ยินเลยค่ะ

29
00:16:19,105 --> 00:16:21,950
(ผศ.ดร.กาญจนา) สวัสดีค่ะ (ล่าม) โอเคค่ะ ได้ยินแล้วค่ะ

30
00:16:21,950 --> 00:16:25,950
รบกวนอาจารย์พูดดังกว่านี้หน่อยได้ไหมคะ

31
00:16:26,777 --> 00:16:29,743
(ผศ.ดร.กาญจนา) ค่ะ สวัสดีค่ะ

32
00:16:29,743 --> 00:16:33,743
ขออภัยนะคะ วันนี้ช้านิดหนึ่ง พอดีมีประชุมด่วน

33
00:16:35,183 --> 00:16:39,183
นะคะ ต้องเตรียมงาน (ล่าม) ค่ะ ได้ยินแล้วค่ะ

34
00:16:40,960 --> 00:16:44,283
ขออาจารย์พูดดังกว่านี้นิดหนึ่งนะคะ (ผศ.ดร.กาญจนา)

35
00:16:44,283 --> 00:16:45,771
อย่างที่ครูบอกไปนะคะ ว่าเราจะมีหนังสืออยู่ 3 เล่ม

36
00:16:45,771 --> 00:16:49,771
ด้วยกันที่เราใช้ หลัก ๆ เลยคือเราใช้

37
00:16:51,311 --> 00:16:55,311
เล่มนี้นะคะ จะมีเนื้อหาอยู่ 5 บทนะ แล้วเดี๋ยวครูจะเพิ่ม

38
00:17:00,980 --> 00:17:03,826
นะคะ ครูมีเพิ่มเข้ามาอีก 3 บทนะคะ ถ้าจำไม่ผิด

39
00:17:03,826 --> 00:17:07,826
น่าจะเพิ่มเข้ามาอีก 3 บท ทีนี้สำหรับเพื่อนนะคะ ที่เป็นเด็กตานะ เดี๋ยวครู

40
00:17:09,631 --> 00:17:13,631
ขออนุญาตนะคะ เอาหนังสือกลับไปก่อนนะ

41
00:17:17,218 --> 00:17:21,218
ก็อาจจะขอให้เจ้าหน้าที่นะคะ ช่วยเขาเรียกว่าถ่ายภาพนะคะ ถ่ายภาพแล้วทำเป็น Google เอกสารนะคะ

42
00:17:25,523 --> 00:17:29,523
ถ่ายรูปแล้วแปลข้อความจากในรูปให้กลายเป็นตัวอักษร

43
00:17:29,976 --> 00:17:31,304
เป็น Word อย่างนี้ จะง่ายนะคะ เพราะฉะนั้น จะมาคุยกันถึงบทที่ 1 นะคะ ก็คือ

44
00:17:31,304 --> 00:17:35,304
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องของการอ่านนะคะ ทุกคนเปิดไปที่

45
00:17:37,518 --> 00:17:39,766
บทที่ 1 นะคะ เปิดไปที่บทที่ 1 นะ

46
00:17:39,766 --> 00:17:42,507
ในสไลด์

47
00:17:42,507 --> 00:17:46,507
ที่ครูจะอธิบายในวันนี้นะคะ อาจจะ

48
00:17:48,002 --> 00:17:52,002
ไม่ได้ครบทุกหัวข้อ ครูจะเลือกเฉพาะประเด็นสำคัญ ๆ

49
00:17:54,319 --> 00:17:58,312
จะเสริมให้นะคะ ในหัวข้อหรือในประเด็น

50
00:17:58,312 --> 00:17:58,595
ที่มีความทันสมัยและ

51
00:17:58,595 --> 00:18:02,505
มีความเป็นปัจจุบันนะคะ อาจจะมีบางข้อ

52
00:18:02,505 --> 00:18:06,505
ในเอกสารนะคะ ที่เรา เอ๊ะ ไม่ตรงกับสไลด์ ครูเพิ่มเติมเข้าไปให้

53
00:18:10,952 --> 00:18:14,952
นะคะ หมายถึงครูเพิ่มเติมเข้าไปให้นะ ทีนี้มาดู

54
00:18:15,777 --> 00:18:16,011
ว่าอันดับแรกเลย การอ่านเป็นหนึ่งใน

55
00:18:16,011 --> 00:18:20,011
ทักษะสำคัญของผู้เรียน คุณเรียน

56
00:18:21,248 --> 00:18:23,597
เพื่อที่จะไปเป็นครูภาษาไทย ครูต้องรู้ว่า

57
00:18:23,597 --> 00:18:27,597
คุณครูที่เป็นครูสอนภาษาไทยนั้น

58
00:18:28,280 --> 00:18:30,515
เขาจะต้องมีความสามารถนะคะ

59
00:18:30,515 --> 00:18:32,858
ที่จะไปสอนเด็กในด้านต่าง ๆ

60
00:18:32,858 --> 00:18:36,858
ถ้าหากว่าวิชาภาษาไทยนะคะ จะจัดจำแนกนะคะ

61
00:18:39,775 --> 00:18:43,775
ตามสาระการเรียนรู้

62
00:18:47,152 --> 00:18:50,573
เราแบ่งออกเป็นกี่สาระนะคะ เราแบ่งออกเป็นกี่สาระ

63
00:18:50,573 --> 00:18:50,866
สาระที่ 1 มาก่อนเลย ก็คือ

64
00:18:50,866 --> 00:18:54,866
สาระการอ่านค่ะ สาระที่ 1 ก็คือ

65
00:18:56,950 --> 00:19:00,950
สาระการอ่าน สาระที่ 2 ก็คือ

66
00:19:03,609 --> 00:19:05,937
การเขียนนะคะ สาระที่ 3 การฟัง ดู และพูด

67
00:19:05,937 --> 00:19:09,937
สาระที่ 4 คือ... คืออะไรคะ

68
00:19:11,799 --> 00:19:13,791
หลักภาษา

69
00:19:13,791 --> 00:19:17,791
และสาระที่ 5 คือ วรรณคดีและ

70
00:19:21,725 --> 00:19:25,725
วรรณกรรม

71
00:19:26,861 --> 00:19:30,861
5 สาระนี้

72
00:19:31,847 --> 00:19:35,847
เป็นหัวใจสำคัญของการเรียนการสอนในวิชา

73
00:19:36,967 --> 00:19:39,601
ภาษาไทย คุณครูภาษาไทยทุกท่านต้อง

74
00:19:39,601 --> 00:19:43,601
รู้เรื่องนี้ ว่าที่คุณครูอย่างพวกเราก็ต้อง

75
00:19:45,336 --> 00:19:48,346
รู้เรื่องนี้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นวิชา

76
00:19:48,346 --> 00:19:52,346
ที่เราเรียนกันในวันนี้ คือ วิชาการอ่าน การคิด

77
00:19:54,022 --> 00:19:58,022
เพื่อพัฒนาชีวิตนี่นะคะ เราจึงจำเป็นต้องรู้

78
00:19:58,251 --> 00:20:02,251
เรื่องเกี่ยวกับการอ่านให้มาก เพื่อที่เราจะได้ไปออกแบบ

79
00:20:02,577 --> 00:20:04,841
การจัดการเรียนการสอนให้กับผู้เรียน ให้ผู้เรียนของเรา

80
00:20:04,841 --> 00:20:08,841
อ่านได้ อ่านคล่อง และอ่านเป็นนะคะ

81
00:20:10,207 --> 00:20:10,882
ทีนี้ในเรื่องของการอ่านนั้น มี

82
00:20:10,882 --> 00:20:14,882
ความหมายว่าอย่างไร การอ่านเป็นกระบวนการอะไรคะ การส่ง

83
00:20:20,328 --> 00:20:24,328
หรือการรับสารนะ กระบวนการอะไร กระบวนการรับสาร การรับสารมีอยู่กี่แบบคะ

84
00:20:27,536 --> 00:20:31,536
จากการอ่านแล้ว การรับสาร อีกอันหนึ่งคือการอะไรนะลูก การฟัง การดู ใช่ไหม

85
00:20:33,398 --> 00:20:37,398
การฟังกับการดูเป็นการรับสาร การรับสารในที่นี้

86
00:20:41,298 --> 00:20:43,811
รับสารผ่านอะไรนะคะ ผู้อ่านต้องทำหน้าที่แปลความหมายของอะไรคะ ตัวอักษรออกมา

87
00:20:43,811 --> 00:20:47,662
เป็นความคิด เห็นไหมคะ อย่างในกระบวนการอ่าน

88
00:20:47,662 --> 00:20:49,199
ก็จะมีการคิดอยู่ในทุกขณะ

89
00:20:49,199 --> 00:20:53,199
ดังนั้น หากผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจ

90
00:20:58,209 --> 00:20:58,441
กับตัวอักษรที่ผู้เขียน

91
00:20:58,441 --> 00:21:02,441
สื่อออกมา ก็จะสามารถบรรลุวัตถุ

92
00:21:05,615 --> 00:21:06,793
ประสงค์ของการอ่านได้

93
00:21:06,793 --> 00:21:10,793
โดยที่การอ่านนั้น จะต้องใช้เทคนิค

94
00:21:14,568 --> 00:21:14,811
วิธีการหรือการทำให้การอ่านมีประสิทธิภาพ

95
00:21:14,811 --> 00:21:18,811
สูงสุดนะคะ จึงจะทำให้สิ่งที่อ่านนั้นมันมี

96
00:21:21,544 --> 00:21:25,492
ประโยชน์ มันมีคุณค่า และบรรลุวัตถุประสงค์

97
00:21:25,492 --> 00:21:27,017
ของการอ่านนะ ต่อไป

98
00:21:27,017 --> 00:21:31,017
นะคะ ในเรื่องของการอ่านนั้นนะคะ ทักษะการอ่าน

99
00:21:32,700 --> 00:21:36,700
นะคะ หรือว่า Reading Skill นักศึกษา

100
00:21:37,280 --> 00:21:39,961
ดูนะคะ ฝั่งซ้ายนะคะ ฝั่งซ้าย

101
00:21:39,961 --> 00:21:43,961
กับฝั่งขวา ให้สังเกตก่อน ว่ามันมีความเหมือน

102
00:21:46,097 --> 00:21:47,685
หรือความแตกต่างกันอย่างไร ลองอ่านดูคร่าว ๆ

103
00:21:47,685 --> 00:21:51,685
ก่อนนะคะ

104
00:21:52,536 --> 00:21:56,536
มันมีอะไรเป็นจุดร่วมกันอยู่ ดูสิ

105
00:22:03,658 --> 00:22:07,658
ในนี้อันนี้ไม่มีในหนังสือ แต่ครูเพิ่มมาให้ เพื่อให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับระหว่างการอ่านกับการอะไรคะ

106
00:22:11,713 --> 00:22:12,776
การคิด ฝั่งซ้ายมือ

107
00:22:12,776 --> 00:22:16,776
คือทักษะการอ่าน ส่วนฝั่งขวามือเป็นทักษะ

108
00:22:20,707 --> 00:22:22,527
ในการคิด 2 สิ่งนี้ต้องเป็นอย่างไรคะลูก ไปด้วยกัน ควบคู่กันไป ฝั่ง

109
00:22:22,527 --> 00:22:26,527
ซ้ายเขาบอกว่าการอ่านนั้นคือการแสวงหา

110
00:22:30,899 --> 00:22:31,601
ความรู้ การค้นหาคำตอบใช่ไหมคะ นี่คือ

111
00:22:31,601 --> 00:22:35,133
วัตถุประสงค์ของอะไรคะ ของการอ่านนะคะ

112
00:22:35,133 --> 00:22:38,335
และในฐานะของการเป็นครู เวลา

113
00:22:38,335 --> 00:22:42,335
ที่เราอ่าน 1. วัตถุประสงค์ที่เกิดขึ้นก็คือ

114
00:22:48,211 --> 00:22:48,420
เพื่ออะไรลูก ไปตรวจผลงานของ

115
00:22:48,420 --> 00:22:52,373
นักเรียน รวมไปถึงอะไรด้วยคะ ทำความเข้าใจ

116
00:22:52,373 --> 00:22:54,350
เนื้อหานะคะ หาความรู้เพิ่มเติม

117
00:22:54,350 --> 00:22:58,350
รวมไปถึงการรับรู้วิทยาการ

118
00:23:01,667 --> 00:23:05,667
หรือความรู้ใหม่ ๆ ด้วย ในขณะที่ฝั่งขวามือนะคะ

119
00:23:08,005 --> 00:23:11,231
ขวามือ เดี๋ยวนะคะ ขณะที่ฝั่งขวามือนะคะ ฝั่งขวามือของเรา

120
00:23:11,231 --> 00:23:15,231
เราบอกว่าการฝึกทักษะการคิดใน

121
00:23:15,882 --> 00:23:19,882
ลักษณะต่าง ๆ นี่คือลักษณะความคิดที่เกิดขึ้นใน

122
00:23:23,629 --> 00:23:27,629
ขณะที่เรากำลังอ่านอยู่นะคะ การกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ ขณะที่เราอ่าน

123
00:23:27,960 --> 00:23:31,960
มันทำให้เกิดอะไรขึ้นด้วย ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นด้วย

124
00:23:39,262 --> 00:23:41,557
การทำให้เห็นมุมมองที่หลากหลายจริงหรือไม่ เวลาเราอ่านมันเปิดโลกเรา มันเปลี่ยนความคิดเราด้วยใช่ไหมคะ

125
00:23:41,557 --> 00:23:44,945
และการอ่านนั้นนะคะ ทำให้เกิดทักษะการคิดในลักษณะ

126
00:23:44,945 --> 00:23:48,226
ที่ทำให้ผู้อ่านนั้นเกิดทักษะ

127
00:23:48,226 --> 00:23:52,226
ในการปรับตัว พอรับข้อมูลใหม่เข้าไป พอรับข้อมูล

128
00:23:56,550 --> 00:23:58,383
จากการอ่านนั้นมันทำให้เราได้ทบทวน ใคร่ครวญ

129
00:23:58,383 --> 00:23:58,657
แล้วปรับข้อมูลที่เรามีอยู่ให้มันทันสมัย

130
00:23:58,657 --> 00:24:02,657
ทันต่อเหตุการณ์นะคะ มันทำให้เกิดทักษะ

131
00:24:04,908 --> 00:24:05,252
ในการคิดเพื่อปรับตัวด้วยนะคะ

132
00:24:05,252 --> 00:24:09,252
ทีนี้นะคะ ขั้นตอนของการอ่าน ในหนังสือของเรา

133
00:24:13,126 --> 00:24:17,126
บอกว่ามีอ่านได้กับอ่านเป็นนะคะ ซึ่งอ่านได้นั้น

134
00:24:17,972 --> 00:24:18,995
นะคะ ก็จะเป็นลักษณะของการอ่าน

135
00:24:18,995 --> 00:24:22,995
พื้นฐานทั่วไป ส่วนการอ่านเป็น คือ การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ

136
00:24:29,711 --> 00:24:33,711
ความคิดสร้างสรรค์... แต่ในที่นี้

137
00:24:34,402 --> 00:24:37,459
นะคะ ขอเพิ่มให้นิดหนึ่งนะคะ ว่าถ้าหากว่าเรานะคะ จะแบ่งแยกกระบวนการอ่านนะคะ

138
00:24:37,459 --> 00:24:41,459
ออกเป็น 4 ขั้นตอนนะคะ มันจะละเอียดขึ้น 4 ขั้นตอน

139
00:24:42,727 --> 00:24:46,727
นี้คืออะไร นะคะ ขั้นที่ 1 นะคะ ก็คือการอ่านออก อ่านได้ หรืออ่านออกเสียง

140
00:24:46,985 --> 00:24:50,939
ได้ถูกต้อง ถ้า 1.

141
00:24:50,939 --> 00:24:54,939
รู้จักพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์

142
00:25:02,335 --> 00:25:05,956
3 อย่างนี้มาผสมกันเข้ากลายเป็นอ่านคำใช่ไหมคะ อ่านคำแล้วก็มีการใส่วรรณยุกต์เข้าไปก็จะกลายเป็น

143
00:25:05,956 --> 00:25:09,956
ประสมคำใช่ไหมคะ ถ้าอ่านแจกรูป

144
00:25:15,291 --> 00:25:15,464
แต่ถ้าผสมคำก็ต้องมีตัวสะกดด้วย เพราะฉะนั้น

145
00:25:15,464 --> 00:25:18,744
ในขั้นที่ 1 รู้สระ รู้พยัญชนะ รู้วรรณยุกต์

146
00:25:18,744 --> 00:25:19,273
อ่านแจกรูป อ่านประสมคำได้

147
00:25:19,273 --> 00:25:23,273
แสดงว่าผ่านกระบวกการอ่านในขั้นที่ 1

148
00:25:24,731 --> 00:25:27,390
คือ อ่านออก อ่านได้นะคะ ขั้นที่ 2 นะคะ

149
00:25:27,390 --> 00:25:30,816
อ่านเข้าใจ อ่านเข้าใจคืออะไร อ่านเข้าใจ

150
00:25:30,816 --> 00:25:34,816
ก็คือเห็นคำ วลี ข้อความ

151
00:25:37,761 --> 00:25:40,843
ความ ประโยคนะคะ เมื่ออ่านสิ่งเหล่านี้แล้ว

152
00:25:40,843 --> 00:25:44,843
สามารถที่จะสรุปความได้ ว่าข้อความ

153
00:25:48,193 --> 00:25:52,080
นี้เขากล่าวถึงอะไร เขาพูดถึงอะไรนะ ต่อมานะคะ ในขั้นที่ 3 นอกเหนือจากอ่าน

154
00:25:52,080 --> 00:25:56,080
ได้ อ่านเข้าใจแล้ว ขั้นที่ 3 คือ การแล้วต้องใช้

155
00:25:56,141 --> 00:26:00,141
ความคิดในการวิเคราะห์ วิจารณ์ แสดงความ

156
00:26:00,577 --> 00:26:04,577
คิดเห็นในทางเห็นแย้งหรือเห็นด้วย

157
00:26:05,021 --> 00:26:07,658
กเพราะฉะนั้น นอกเหนือจากอ่านได้

158
00:26:07,658 --> 00:26:11,658
อ่านเข้าใจ

159
00:26:12,922 --> 00:26:16,154
ก็จะต้องอ่านแล้ววิเคราะห์ได้เช่นเดียวกัน

160
00:26:16,154 --> 00:26:20,154
นี่ขั้นสูงขึ้นมาหน่อยแล้วนะคะ

161
00:26:21,759 --> 00:26:24,940
ขั้นนี้เขาเรียกว่า "อ่านเป็น" แล้วนะคะ อ่านเป็น

162
00:26:24,940 --> 00:26:28,940
ในสุดท้ายเลยค่ะ เห็นไหมมันจะสอดคล้อง

163
00:26:29,501 --> 00:26:33,501
กับแนวคิดของ Bloom นะคะ อย่างที่ครูได้ยกตัวอย่างไปเมื่อครั้งก่อน

164
00:26:36,883 --> 00:26:39,723
หากต้องการให้ผู้เรียนนะคะ หรือแม้แต่คุณครูอย่างเรานี่นะคะ ประสบ

165
00:26:39,723 --> 00:26:43,723
ความสำเร็จในการอ่านขั้นสูงสุดนะค

166
00:26:48,548 --> 00:26:51,250
ะ นั่นก็คือจะต้องสามารถนำความรู้จากการอ่านไปประยุกต์ใช้ในเชิง

167
00:26:51,250 --> 00:26:55,250
สร้างสรรค์ได้อ่านแล้วก็เอาไปทำอะไรต่อ อ่านแล้วจบแค่นั้นใช่ไหม อ่านแล้ววิเคราะห์ วิจารณ์ได้อย่างเดียว

168
00:26:58,734 --> 00:27:02,734
แต่ยังไม่ได้ทำให้เกิดความสร้างสรรค์ขึ้น ก็ยังไม่

169
00:27:02,869 --> 00:27:06,869
ถือว่าไปไม่ถึงขั้นที่ 4 ก็คือขั้นสุดยอด

170
00:27:07,907 --> 00:27:08,446
ขั้นสูงสุดของการอ่าน หรือเป็นขั้นสูงสุด

171
00:27:08,446 --> 00:27:12,446
ของการเรียนรู้ของมนุษย์นะคะ ตามทฤษฎีการเรียนรู้ของ Bloom

172
00:27:15,678 --> 00:27:16,460
นะคะ ดังนั้นเขาบอกว่าผู้ที่อ่านได้

173
00:27:16,460 --> 00:27:20,460
และอ่านเป็น จำเป็นจะต้องอะไรคะ ใช้กระบวนการทั้งหมด

174
00:27:25,923 --> 00:27:27,164
ในการอ่านทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการอ่านนั้นนะคะ ด้วยวิธีการอะไร ด้วยการ

175
00:27:27,164 --> 00:27:31,164
ถ่ายทอดความหมายของตัวอักษรออกมาเป็นความคิด

176
00:27:33,884 --> 00:27:37,884
และจากการคิดนะคะ ความคิดที่ได้จาก

177
00:27:38,180 --> 00:27:42,180
การอ่านนะคะ เอามาผสมผสานกันกับประสบการณ์เดิม

178
00:27:42,624 --> 00:27:44,347
จากนั้นนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ค่ะ นี่คือ

179
00:27:44,347 --> 00:27:48,347
สิ่งที่คาดหวังและเป็นสิ่งที่...

180
00:27:49,693 --> 00:27:53,693
แนวทางนะ ถือว่าเป็นแนวทางนะคะ ของผู้

181
00:27:55,356 --> 00:27:59,356
เรียนนะคะ แล้วก็สามารถที่จะนำความรู้จากการอ่านนะคะ เอาไปใช้ประโยชน์ได้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเอง

182
00:28:01,158 --> 00:28:01,924
คำถามค่ะ

183
00:28:01,924 --> 00:28:05,924
คราวนี้เข้าสู่เนื้อหาแล้วนะคะ เข้าสู่เนื้อหา นักศึกษานั่งตัว

184
00:28:11,733 --> 00:28:13,249
ตรง ๆ ใครนั่งเอนจะถือว่าง่วงนะคะ แสดงว่าเรา

185
00:28:13,249 --> 00:28:17,249
มีอาการเริ่มง่วงแล้ว นั่งตัวตรง ๆ หายใจเข้าลึก ๆ

186
00:28:19,774 --> 00:28:23,774
นะคะ มองไม่เห็นหน้าครูไม่เป็นไร แต่ฟังเสียง ฟังเสียงครู

187
00:28:27,256 --> 00:28:28,348
ทุกคนดูที่กระดานนะคะ ข้่างบนนี้นะ ดู

188
00:28:28,348 --> 00:28:29,937
กระดานครูไม่แน่ใจว่ามันขึ้นจอด้วยหรือเปล่า ทุกคน

189
00:28:29,937 --> 00:28:32,031
มีหน้าจอของตัวเองนะ ไม่ขึ้นใช่ไหม โอเค อย่างนั้นดู

190
00:28:32,031 --> 00:28:36,031
ที่หน้าจอนะคะ หน้าจอ Projector

191
00:28:40,371 --> 00:28:43,255
ซ้ายมือเป็นรูปของอะไรคะ ต้นไม้ใช่ไหมคะ ตัวอักษรไทย

192
00:28:43,255 --> 00:28:47,255
ที่หมายถึงต้นไม้ตัวนี้ออกเสียงว่าอย่างไรคะ

193
00:28:47,566 --> 00:28:51,566
อะไรนะลูก

194
00:28:52,523 --> 00:28:56,523
ฌ เฌอ หรือ ฌ กะ เฌอ คะ เอาให้แน่

195
00:28:59,285 --> 00:29:03,285
ว่า ฌ เฌอ ยกมือ

196
00:29:06,815 --> 00:29:07,231
ฌ เฌอ ใครว่า ฌ กะเฌอ ยกมือขึ้นลูก สูง ๆ

197
00:29:07,231 --> 00:29:11,231
เอามือลงค่ะ คำนี้นะคะ ตัวอักษรตัวนี้ พยัญชนะตัวนี้เรา

198
00:29:14,766 --> 00:29:15,336
ออกเสียงว่า เฌอ ดังนั้น ใครที่

199
00:29:15,336 --> 00:29:19,336
ออกเสียงว่า ชอ-กะ-เชอ เปลี่ยนทัศนคติ

200
00:29:22,597 --> 00:29:26,597
โดยด่วย เราออกเสียงว่า ฌ

201
00:29:27,790 --> 00:29:31,790
เชอ เป็นภาษาเขมร แปลว่า ต้นไม้ เห็นไหมคะ

202
00:29:35,169 --> 00:29:38,652
ตัวอักษรประกอบกับรูปต้นไม้อยู่ มันจึงเป็นการบ่งบอกว่าสิ่งนี้คือต้นไม้ ออกเสียงใหม่นะคะ

203
00:29:38,652 --> 00:29:42,652
ออกเสียงใหม่ว่าเป็นตัว ฌ เฌอ

204
00:29:45,742 --> 00:29:49,742
ตัว ฌ เฌอนะ เห็นไหมครูกำลัง Recheck อยู่นะ

205
00:29:53,298 --> 00:29:56,508
ที่เรามีเกี่ยวกับเรื่องของการอ่านมันเป็นอย่างไร ปรับใหม่นะ ต่อมานะคะ ฝั่งนี้ค่ะ เราเห็นรูปของอะไรคะ

206
00:29:56,508 --> 00:29:59,165
ขวามือ พระพุทธเจ้า

207
00:29:59,165 --> 00:30:03,165
ใช่ไหมคะ ตอนที่พระพุทธเจ้าก่อนที่พระองค์ท่านนะคะ

208
00:30:09,105 --> 00:30:13,105
จะตรัสรู้ เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

209
00:30:18,160 --> 00:30:22,160
นี่นะคะ จะมีบรรดาลูกศิษย์ ลูกหา

210
00:30:23,359 --> 00:30:24,412
จะต้องมีการสำเร็จขั้นหนึ่งเหมือนกันนะคะ สำเร็จขั้นหนึ่งเหมือนกันนะคะ ขั้นนั้นเราเรียกว่าขั้น

211
00:30:24,412 --> 00:30:28,412
เป็นพระอะไรนะ อรหันต์

212
00:30:31,117 --> 00:30:35,117
หรืออรหันต์นะ อะระหันต์หรืออรหันต์

213
00:30:35,256 --> 00:30:37,505
อรหันต์หรืออรหันต์

214
00:30:37,505 --> 00:30:41,505
สูง ๆ เอามือลง ใครว่า ออ-ระ-หัน

215
00:30:42,340 --> 00:30:46,340
ยกมือ โอเค

216
00:30:46,847 --> 00:30:50,160
เอามือลงค่ะ ฟังนะ คำนี้นะคะ

217
00:30:50,160 --> 00:30:52,049
หากต้องการหมายถึงพระพุทธเจ้า หรือ

218
00:30:52,049 --> 00:30:55,756
ผู้ที่สำเร็จมักผลนะคะ สำเร็จมักผลนะคะ

219
00:30:55,756 --> 00:30:59,756
เราเรียนว่า "พระอรหันต์"

220
00:31:02,327 --> 00:31:06,327
แล้วอรหันต์ต้องมีตัวอะไรการันต์ด้วย มี

221
00:31:08,490 --> 00:31:12,053
ตัว ต เต่า การัน ส่วน ออ-ระ-หัน ออ-ระ-หัน

222
00:31:12,053 --> 00:31:16,053
ไม่มีต เต่า การันต์ หมายถึง

223
00:31:23,391 --> 00:31:25,121
สัตว์จำพวกหนึ่งในเทพนิยาย ถ้าเราออกเสียง

224
00:31:25,121 --> 00:31:27,039
ผิด อ่านผิด ความหมายเปลี่ยนไหมคะ ความหมายเปลี่ยนทันที เพราะฉะนั้น 2 คำนี้

225
00:31:27,039 --> 00:31:31,039
ถ้ายังอ่านผิดทั้ง 2 คำ เราจะต้อง

226
00:31:31,815 --> 00:31:35,815
ฝึกตัวเองในเรื่องของการอ่านให้มากยิ่งขึ้นนะคะ ต่อไป

227
00:31:38,874 --> 00:31:40,474
จริง ๆ แล้วนะคะ ครูมีบท

228
00:31:40,474 --> 00:31:42,972
ร้อยกรอง มีปัญหาหนึ่งของครูภาษาไทยนะคะ ที่

229
00:31:42,972 --> 00:31:46,972
เราจะต้องฝึก ก็คือเราออกเสียงคำควบกล้ำ

230
00:31:49,702 --> 00:31:53,449
นะคะ ค่อนข้างที่จะลำบากนะคะ อาจจะไม่คล่อง

231
00:31:53,449 --> 00:31:57,449
ไม่ใช่เฉพาะคนอีสานนะคะ คนไทย ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้

232
00:31:59,865 --> 00:32:01,598
นะคะ ก็มีปัญหาเรื่องนี้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น ในฐานะคุณครู

233
00:32:01,598 --> 00:32:04,478
ภาษาไทย เราจำเป็นจะต้องฝึกทักษะ

234
00:32:04,478 --> 00:32:08,282
การออกเสียงนะคะ ของเราด้วย คำถามนะคะ

235
00:32:08,282 --> 00:32:12,282
นักศึกษาที่ตอนนี้นะคะ นักศึกษานะคะ

236
00:32:12,659 --> 00:32:16,659
ที่ไม่ใช่เด็กหูฯ นะคะ เด็กตาฯ อาจจะมอง

237
00:32:21,880 --> 00:32:22,537
ไม่เห็นนะคะ อย่างนั้นไม่เป็นไร ช่วยกันนะคะ เพื่อน ๆ ช่วยกัน

238
00:32:22,537 --> 00:32:24,890
ทุกคนออกเสียงพร้อมกันนะคะ เห็นชัดไหมคะ เห็น

239
00:32:24,890 --> 00:32:28,890
ภาพชัดไหม ดูในหนังสือก็ได้ค่ะ ลูก ในหนังสือ

240
00:32:34,478 --> 00:32:35,078
นะคะ หนังสือก็มีค่ะ บทนี้ บทนี้อยู่ในหนังสือ ทุกคนเปิดดูหนังสือก็ได้ค่ะ

241
00:32:35,078 --> 00:32:39,078
ตัวอย่างบทนี้นะคะ อยู่ในหนังสือหน้า 18

242
00:32:40,404 --> 00:32:44,404
ค่ะ หน้า 18 หน้า 18 ค่ะ

243
00:32:48,726 --> 00:32:52,726
เพื่อน ๆ

244
00:32:54,340 --> 00:32:58,340
นะคะ ออกเสียงควบกล้ำนะคะ

245
00:32:59,054 --> 00:33:03,054
เอ๊ะ หรือครูจะให้อ่านทีละคนดี

246
00:33:03,112 --> 00:33:07,112
ครูเปิดให้นะคะ อ่านเรื่อง

247
00:33:07,466 --> 00:33:11,466
แม่กลอยนะคะ แม่กลอย บทแม่กลอย

248
00:33:14,030 --> 00:33:16,270
แม่กลอย เป็นลูกพ่อกลิ้ง แม่กล่อม

249
00:33:16,270 --> 00:33:17,023
ต่อเลยค่ะ

250
00:33:17,023 --> 00:33:21,023
มีรูปร่าง

251
00:33:23,697 --> 00:33:27,697
กลมกลึง ท่าทางปราด

252
00:33:29,309 --> 00:33:32,742
เปรียว มีอารมณ์ครึกครื้น

253
00:33:32,742 --> 00:33:36,423
ชอบครวญเพลงอยู่เป็นประจำ

254
00:33:36,423 --> 00:33:40,423
เธอก็ไม่ใช่คนกรีดกราย

255
00:33:43,186 --> 00:33:47,186
ชอบพลิกแพลง ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรส

256
00:33:51,463 --> 00:33:52,790
อาหาร มาปรนเปรอพ่อกลิ้งแม่กล่อมเสียจนตัวกลม

257
00:33:52,790 --> 00:33:56,790
เธอนั่ง

258
00:33:58,490 --> 00:34:02,490
ทำอย่างเพลิดเพลินไม่เคร่งเครียด

259
00:34:04,963 --> 00:34:07,990
บางครั้งบางคราว เธอก็นำขนมไปถวาย

260
00:34:07,990 --> 00:34:10,950
พระที่วัดพลับพลา

261
00:34:10,950 --> 00:34:14,950
ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ บ้าน เห็นไหม ฝึกอะไรได้คะอันนี้

262
00:34:18,711 --> 00:34:20,147
ฝึกคำควบกล้ำ มีอยู่

263
00:34:20,147 --> 00:34:24,147
4-5 บทน่ะค่ะ ในหนังสือ บทนี้จริง ๆ

264
00:34:25,662 --> 00:34:29,662
เอาไปฝึกให้นักเรียนนะคะ เอาไปฝึกการออกเสียง ร เรือ ล ลิง

265
00:34:32,049 --> 00:34:34,109
ได้ดีเลยล่ะนะคะ หรือแม่แต่เรื่อง

266
00:34:34,109 --> 00:34:38,109
กบินใช่ไหมคะ เรื่องอะไรนะ ยายเฮียงก็มี

267
00:34:38,815 --> 00:34:40,078
มีหลายเรื่องเลยนะคะ โอเคนะคะ ถ้า

268
00:34:40,078 --> 00:34:44,078
ครูขอข้ามไปนะคะ ข้ามไป เดี๋ยวเราไปฝึก

269
00:34:47,304 --> 00:34:51,304
ต่อนะนะคะ ต่อไป อันนี้ก็มีในหนังสือเช่นเดียวกันค่ะ ใน

270
00:34:51,544 --> 00:34:54,373
หน้าเท่าไรนะ 19 หน้า 19 นะคะ บทนี้ค่ะ 19 บทแรก

271
00:34:54,373 --> 00:34:58,373
นะคะ ครูตั้งชื่อว่าแม่แพรวก็แล้วกัน

272
00:35:03,415 --> 00:35:07,415
นะคะ แม่แพรว ทุกคนอ่านออกเสียงพร้อมกัน เมื่อกี้เป็น

273
00:35:08,376 --> 00:35:12,376
ร้อยแก้ว คราวนี้เป็นร้อยกรองนะคะ ทุกคนอ่านพร้อมกัน เขา...

274
00:35:13,030 --> 00:35:17,030
เอาใหม่ ๆ เมื่อกี้นี้ยังมีกวมอยู่

275
00:35:23,007 --> 00:35:26,149
นะคะ เขาขวนขวายว่าความ

276
00:35:26,149 --> 00:35:28,952
เรื่องงามหน้า เอาใหม่ 1 2 3

277
00:35:28,952 --> 00:35:32,952
ควายตา

278
00:35:35,716 --> 00:35:39,716
สาควิดยายพริ้ง

279
00:35:42,052 --> 00:35:43,702
วิ่งตาขวาง ฝ่ายแม่แพรว ลูก

280
00:35:43,702 --> 00:35:46,833
ยายพร้อมไม่ยอมวาง

281
00:35:46,833 --> 00:35:50,833
ถือขวานพลางไคว่ขว้าไล่ล่า

282
00:35:56,967 --> 00:36:00,502
ควาย วิ่งเวียนวน จวบจนจวน... ชัด ๆ

283
00:36:00,502 --> 00:36:04,502
โพล้เพล้

284
00:36:05,879 --> 00:36:09,879
จึงไขว้เขวหาเชือกคล้องใช่

285
00:36:14,966 --> 00:36:18,966
ของง่าย เพลี้ยงพล้ำถล่ำกลาย

286
00:36:19,174 --> 00:36:23,174
ถูกจับได้เพราะแม่แพรวแกล้วกล้าจริง เราจะสังเกต

287
00:36:26,417 --> 00:36:30,417
ได้ว่าคำต่าง ๆ ที่อยู่ในบทร้อยกรองนี้ ฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร เรือ

288
00:36:35,761 --> 00:36:37,929
ล ลิง แล้วมีอะไรอีกตัวหนึ่ง ว แหวน

289
00:36:37,929 --> 00:36:41,929
ใช่ไหมคะ ว แหวนที่ว่านี้ อักษรควบได้แก้คำว่าอะไรบ้างคะ

290
00:36:45,730 --> 00:36:48,779
คำว่า "ขวาย"

291
00:36:48,779 --> 00:36:52,486
ใช่ไหมคะ "

292
00:36:52,486 --> 00:36:56,486
ความ" ใช่ไหมคะ "ควาย" "ขวิด"

293
00:36:58,931 --> 00:36:59,558
"ขวาง ใช่ไหมคะ อะไรอีกคะ ขวานใช่ไหมคะ ไขว่คว้าควาย

294
00:36:59,558 --> 00:37:03,558
นอกนั้นก็เป็น ล ลิง ใช่ไหมคะ ร เรือ ต่อไป

295
00:37:07,138 --> 00:37:07,226
ทีนี้นะคะ หลักในการอ่านนะคะ

296
00:37:07,226 --> 00:37:11,226
เมื่อกี้ คือ การอ่านออกเสียงนะ อ่านออกเสียงค่ะ แต่เวลาอ่าน

297
00:37:18,186 --> 00:37:20,287
หนังสือน่ะค่ะ เวลาที่เราสอนอ่านหรือเวลาที่เราอ่านหนังสือ

298
00:37:20,287 --> 00:37:20,328
นี่นะ เราจะต้องมีหลักการ ปัญหาหนึ่ง

299
00:37:20,328 --> 00:37:24,328
ที่พบมาก ๆ เลย สำหรับอ่านของคนไทย

300
00:37:24,424 --> 00:37:28,424
ก็คือเรื่องของการที่เราไม่รู้ว่าคำไหนเป็นคำมาจาก

301
00:37:30,908 --> 00:37:32,182
ภาษาต่างประเทศ ถ้าเป็นคำที่มาจาก

302
00:37:32,182 --> 00:37:36,182
ภาษาต่างประเทศ มันจะมีวิธีการอ่านที่ไม่เหมือนกับภาษา

303
00:37:39,986 --> 00:37:43,986
ไทยแท้ ๆ นี่ไง เหตุผลว่าทำไมเราถึงต้องมาเรียนประเภทหรือลักษณะ

304
00:37:48,571 --> 00:37:48,638
ของคำไทยแท้ คำไทยแท้เป็นคำประเภทไหนลูก

305
00:37:48,638 --> 00:37:52,638
เป็นคำโดดใช่ไหมคะ เป็นคำเดียวเดี่ยว ๆ สะกดตรงตามมาตรา

306
00:37:59,002 --> 00:38:03,002
ไหมคะ สะกดตรงตามมาตรา ถ้าเป็นตัวสะกดที่ไม่ตรงตามมาตราให้อนุมาน

307
00:38:04,492 --> 00:38:06,398
หรือเดาไว้ก่อนเลยว่าเป็นคำที่มาจากภาษาอะไร

308
00:38:06,398 --> 00:38:08,624
ต่างประเทศ แต่ถ้ามันเข้าหลักเกณฑ์

309
00:38:08,624 --> 00:38:12,624
ว่ามี รร รร ใช้อะไรกลุ่มพยัญชนะ

310
00:38:14,745 --> 00:38:18,745
ซึ่งอยู่ในภาษาอะไรลูก รร ภาษาสันสกฤต

311
00:38:23,551 --> 00:38:27,551
สันสกฤตนะคะ แต่ถ้าเป็นภาษาบาลีก็จะมีพยัญชนะเขาเรียกว่าพยัญชนะต้น

312
00:38:27,705 --> 00:38:31,705
มีพยัญชนะต้นกับพยัญชนะตาม

313
00:38:33,648 --> 00:38:37,648
ตัวตามขออภัย มีตัวสะกดกับตัวตาม เช่น ก ไก่

314
00:38:39,069 --> 00:38:43,069
กับ ข ไข่ ในคำว่า "ทุกข์" ในคำว่า "ทุก" เห็นไหมคะ ทอ-อุ-กอ ทุก

315
00:38:46,505 --> 00:38:50,313
มีตัวการันต์ตาม นั่นล่ะ หลักของภาษาบาลี

316
00:38:50,313 --> 00:38:50,484
เป็นหลักภาษาบาลี เพราะฉะนั้น นะคะ สิ่งหนึ่งเป็นปัญญา

317
00:38:50,484 --> 00:38:52,086
ตอนนี้สำหรับการอ่านของคนไทย ก็คือเราไม่รู้

318
00:38:52,086 --> 00:38:56,086
ว่าอันไหนคือคำสมาส

319
00:38:59,655 --> 00:39:03,655
อันไหนคือสมาสแบบมีสนธิ

320
00:39:03,712 --> 00:39:07,712
ดูนะคะ ดูนะ เขาบอกว่าเรามักจะท่องจำว่า สมาสคือคำชน

321
00:39:12,008 --> 00:39:14,984
สนธิคือการเชื่อมใช่ไหมคะ สมาสกับสนธิ

322
00:39:14,984 --> 00:39:16,681
มันคือวิธีการสร้างคำในภาษาไทย

323
00:39:16,681 --> 00:39:20,681
สมาสกับสนธิ คือ วิธีการสร้างคำใน

324
00:39:22,107 --> 00:39:24,207
ภาษาไทย แต่วิธีการสร้างคำไม่มี

325
00:39:24,207 --> 00:39:28,207
วิธีสนธิ เขาเรียกว่า "วิธีสมาส"

326
00:39:30,633 --> 00:39:34,633
นะคะ วิธีสมาสแบบปกติ กับคำสมาสแบบมีสนธิ

327
00:39:39,574 --> 00:39:43,574
มีสนธิ 2 อย่างนี้ต่างกันอย่างไร ดูนะคะ ถ้านำคำภาษาบาลีสันสกฤตมาเรียงกัน

328
00:39:43,639 --> 00:39:43,993
ตามปกติ เรียงต่อกันเลยนะคะ เราจะเรียกว่า "

329
00:39:43,993 --> 00:39:45,624
คำสมาส" เช่นอะไรบ้าง

330
00:39:45,624 --> 00:39:49,624
กิจ กับคำว่าวัด มาดู

331
00:39:57,724 --> 00:40:01,724
คำว่า "กิจ" กอ-อิ-จอ กิจ

332
00:40:03,014 --> 00:40:06,344
ไม่ใช่ กอ-อิ-ดอ กิด

333
00:40:06,344 --> 00:40:09,019
เป็นคำภาษาอะไรลูก เป็นคำภาษาไทยใช่ไหมลูก

334
00:40:09,019 --> 00:40:13,019
กิจ ใช่ไหมคะ เป็นภาษาไทย แต่ในนี้

335
00:40:14,061 --> 00:40:18,061
กิจ จ จาน เดาได้ว่ามันเป็นภาษาอะไรคะ ภาษาบาลี เห็นไหมคะ เขาเอาบาลีกับสันสกฤตมาเรียงกัน

336
00:40:21,546 --> 00:40:23,243
บาลี กับบาลี บาลีกับสันสกฤต

337
00:40:23,243 --> 00:40:27,243
หรือสันสกฤตกับสันสกฤตมาเรียงกัน ก็จัดว่าเป็นอะไรได้

338
00:40:27,968 --> 00:40:31,186
คำสมาสได้เช่นเดียวกันนะคะ

339
00:40:31,186 --> 00:40:33,096
คำว่า "โฆษณา" ยอมรับกับครูมา

340
00:40:33,096 --> 00:40:37,096
ว่าใครอ่านว่า "โค สะ นา"

341
00:40:43,592 --> 00:40:46,241
คำนี้อ่านว่าอะไรคะ "โคด สะ นา" นะคะ ถามว่าตอนนี้ไปเปิดในพจนานุกรมสิ

342
00:40:46,241 --> 00:40:50,241
คำว่า "โฆษณา" อนุโลมให้อ่านว่า "โค-สะ-นา"

343
00:40:55,444 --> 00:40:55,746
นะคำนี้ ยังอ่านว่า โคด สะ นา

344
00:40:55,746 --> 00:40:59,746
นะคะ คำต่อมาคำว่า ฉัตรมงคลค่ะ

345
00:41:01,248 --> 00:41:05,248
เพราะมันมีคำว่า "ฉัด" กับคำว่า "มงคล" มาเรียงกัน

346
00:41:11,227 --> 00:41:13,598
หลักการอ่านคำสมาส เมื่อนำคำมาเรียงต่อกัน จะต้องมีสระอะอยู่ตรงกึ่งกลาง

347
00:41:13,598 --> 00:41:16,640
พยางค์ อยู่กึ่งกลาง เสียงของทั้ง 2 คำ

348
00:41:16,640 --> 00:41:20,640
นั่นเองนะคะ เพราะฉะนั้น กิจวัตร โฆษณา

349
00:41:23,387 --> 00:41:27,387
ฉัตรมงคล

350
00:41:29,800 --> 00:41:33,800
ญาติ กับคำว่า วงศ์ เมื่อมันมีสระอิกำกับอยู่

351
00:41:34,145 --> 00:41:35,275
ก็ต้องออกเสียงอะไรด้วย สระอิด้วย ก็เป็นญาติวงศ์นะคะ

352
00:41:35,275 --> 00:41:39,041
ต่อมาค่ะ

353
00:41:39,041 --> 00:41:43,041
หากนำมาเรียงกัน แล้วมีการเชื่อมเสียงสระเข้าด้วยกัน

354
00:41:46,770 --> 00:41:50,770
แบบนี้เราเรียกว่า "คำสมาส

355
00:41:52,586 --> 00:41:56,586
แบบมีสนธิ" ไม่ใช่คำสนธิ เราจะไม่เรียนกว่าคำสนธินะคะ เราจะเรียกว่า

356
00:41:58,010 --> 00:42:02,010
วิธีการสร้างคำแบบ สร้างคำสมาสแบบ

357
00:42:02,799 --> 00:42:05,136
มีสนธิ สนธิหมายถึง การเชื่อม

358
00:42:05,136 --> 00:42:09,136
สนธิ หมายถึง การเชื่อม เช่น คำว่าอะไรบ้าง

359
00:42:09,532 --> 00:42:12,345
คำว่า พุทธกับโอวาส

360
00:42:12,345 --> 00:42:16,345
ถ้าเป็นสมาสแบบปกติรวมกันจะอ่านว่า

361
00:42:20,552 --> 00:42:24,552
พุทธกับโอวาส แต่ถ้าคำสมาส

362
00:42:25,114 --> 00:42:26,315
แบบมีสนธิ เอาเสียง โอ เลื่อนมากลืน

363
00:42:26,315 --> 00:42:30,315
ตัวธ ธง ค่ะ เอาตัวเสียงโอ

364
00:42:31,067 --> 00:42:35,067
เลื่อนมากลืนตัว ธ ธงนี้ ก็จะกลายเป็นว่า

365
00:42:35,369 --> 00:42:35,807
พุทธโธวาส หรือคำว่า

366
00:42:35,807 --> 00:42:39,807
"นร" กับคำว่า "อิศวร"

367
00:42:42,897 --> 00:42:46,897
ว่าเป็นสมาสปกติก็จะเป็น น

368
00:42:50,482 --> 00:42:51,604
รอิศวร ใช่ไหมคะ แต่ทีนี้ เมื่อมีการสนธิ

369
00:42:51,604 --> 00:42:52,359
นะคะ สมาสแบบมีสนธิ

370
00:42:52,359 --> 00:42:56,359
นร กับ อิศวร ต้องเรื่องอิมาคลุม ร เรือ

371
00:43:02,917 --> 00:43:05,164
มากลืน ร เรือ ก็จะเป็น

372
00:43:05,164 --> 00:43:06,640
นรศวร แต่เผอิญว่าในภาษา

373
00:43:06,640 --> 00:43:10,175
บาลีสันสกฤษ

374
00:43:10,175 --> 00:43:14,175
เป็นสระเดียวกัน อิ กลายเป็น

375
00:43:14,196 --> 00:43:18,196
เอ จาก นริ จะกลายเป็น นเร

376
00:43:22,130 --> 00:43:24,601
นะคะ หรือคำว่า ณร กับคำว่า

377
00:43:24,601 --> 00:43:28,601
อินทร์ ถ้าเป็นสมาสแบบมีสนธิ เอาเสียง อิน มากลืน ร เรือ ก็จะกลาย

378
00:43:31,878 --> 00:43:35,878
เป็นคำว่า นรินนะคะ ต่อไปนะคะ วิธีการ

379
00:43:37,857 --> 00:43:41,857
อ่านคำสมาสนะคะ วิธีการอ่านคำสมาสเขาทำอย่างไร

380
00:43:43,171 --> 00:43:46,542
นะคะ วิธีการอ่านคำสมาสนะคะ เขาบอกอันที่ 1

381
00:43:46,542 --> 00:43:48,436
อ่านตามหลักเกณฑ์ค่ะ เวลาอ่านนั้น

382
00:43:48,436 --> 00:43:52,436
จะต้องอ่านออกเสียงคำที่สมาสกันนะคะ ให้มีเสียง

383
00:43:56,796 --> 00:43:59,651
ต่อเนื่องกันด้วยนะคะ คำว่าอะไร เช่น คำว่า

384
00:43:59,651 --> 00:44:03,154
แพทย์ กับคำว่า ศาสตร์ ปกติ แพทย์

385
00:44:03,154 --> 00:44:06,885
เดี่ยว มี ย ยักษ์ การันต์ ใช่ไหมคะ

386
00:44:06,885 --> 00:44:10,885
เข้าใจคำว่าการันต์กับไม้คันทคาตอย่างไรคะ

387
00:44:13,299 --> 00:44:17,299
การันต์ คืออะไร ทัณคาต คืออะไร

388
00:44:18,055 --> 00:44:22,055
จบภาษาไทยมา จบ ม. 6 มา ต้องทราบแล้วล่ะ ว่าการันต์กับทัณฑฆาต

389
00:44:43,674 --> 00:44:43,824
ครูถาม

390
00:44:43,824 --> 00:44:47,501
นะคะ ถามใครดี ถามเราก็ได้คุณหัวหน้า

391
00:44:47,501 --> 00:44:51,501
ใช่หัวหน้าไหมคะ ใช่หัวหน้าไหม

392
00:44:54,125 --> 00:44:57,845
ถามค่ะ ทัณฑฆาตกับการันต์แตกต่างกัน

393
00:44:57,845 --> 00:44:59,105
อย่างไรคะ

394
00:44:59,105 --> 00:45:03,105
ทัณฑฆาตกับการันต์

395
00:45:04,578 --> 00:45:07,572
มีใครทราบไหม มีใครทราบไหม ตอบครู

396
00:45:07,572 --> 00:45:11,389
ได้ไหมคะ ทีนี้

397
00:45:11,389 --> 00:45:14,578
นะ ถ้าอย่างนั้นนะคะ มาฟังนะคะ

398
00:45:14,578 --> 00:45:18,578
ใน

399
00:45:20,042 --> 00:45:24,042
คำว่าแพทย์ ยกตัวอย่างคำว่าแพทย์

400
00:45:27,398 --> 00:45:31,398
นะคะ ในคำว่าแพทย์ ถ้าปกติแล้วคำว่าแพทย์จะมี

401
00:45:31,673 --> 00:45:35,673
การันต์นะ จะมีเครื่องหมายกำกับอยู่บน ย ยักษ์

402
00:45:37,805 --> 00:45:37,808
เครื่องหมายที่กำกับอยู่บน ย ยักษ์

403
00:45:37,808 --> 00:45:41,808
นะคะ หรือเครื่องหมายที่กำกับอยู่บน ร เรือ

404
00:45:45,565 --> 00:45:49,565
ในคำว่าศาสตร์นะคะ ตัวนี้ ทุกคนดูตัวที่

405
00:45:51,416 --> 00:45:55,005
ชี้ไปนะคะ ตรงนี้นะ ตัวนี้เราเรียกว่า เรียกว่าอะไรนะ การันต์ค่ะ ใช่หรือ ใช่หรือ ไม่ใช่ ตัวนี้

406
00:45:55,005 --> 00:45:59,005
เราเรียกว่าไม้ทัณฑฆาตค่ะ ลูก ตัวนี้เราเรียกว่า

407
00:46:03,103 --> 00:46:04,149
ไม้ทัณฑฆาต ส่วนตัว ร เรือ

408
00:46:04,149 --> 00:46:08,149
ตัวนี้นะคะ ตัว ร เรือ ตัวนี้ เราเรียกว่า

409
00:46:08,486 --> 00:46:12,486
ตัวการันต์ ตัวการันต์ คือพยัญชนะ

410
00:46:16,172 --> 00:46:17,104
ส่วนทัณฑฆาต คือ เครื่องหมายค่ะ โอเคนะ เข้าใจ

411
00:46:17,104 --> 00:46:19,458
ตรงกันนะลูกนะ พยัญชนะนะคะ

412
00:46:19,458 --> 00:46:23,458
เราเรียกว่าตัวการันต์ ถ้ามันมีเครื่องหมาย

413
00:46:25,272 --> 00:46:29,272
ไม้ทัณฑฆาตกำกับอยู่ ตัวพยัญชนะ

414
00:46:29,645 --> 00:46:33,645
ก็คือเรียกว่าตัวการันต์ ถูกทัณฑฆาตกำกับไว้

415
00:46:35,423 --> 00:46:35,892
มันก็เลยเป็นอย่างไรคะ ออกเสียงไม่ได้

416
00:46:35,892 --> 00:46:39,892
ตัวการันต์นั้นจึงไม่สามารถเปล่งเสียงได้นะจ๊ะ

417
00:46:42,223 --> 00:46:46,223
ต่อไปนะคะ ทุกคนอ่านนะคะ ทุกคนอ่าน

418
00:46:47,670 --> 00:46:49,386
ตัวนี้นะคะ เวลาอ่านให้อ่านเสียง อะ ด้วยนะคะ

419
00:46:49,386 --> 00:46:53,386
เพราะในคำว่า "แพทย" ถูกเอา ทัณฑฆาต ออกไปแล้ว

420
00:46:58,532 --> 00:46:59,005
เดิมที ย ยักษ์ มันกลายเป็นตัวการันต์ใช่ไหมคะ

421
00:46:59,005 --> 00:47:03,005
ถ้าอยู่คนเดียวเดี่ยว ๆ คำว่า "แพทย์"

422
00:47:07,463 --> 00:47:10,171
แต่ตัวนี้เอาออกไปแล้ว จึง จึงอะไรคะ จึงไม่ใช่ตัวการันต์

423
00:47:10,171 --> 00:47:14,171
อีกต่อไป อ่านออกเสียงกึ่งหนึ่งนะคะ ก็คือเสียง "อะ" นะ

424
00:47:14,950 --> 00:47:18,950
อ่านว่า "แพทยศาสตร์"

425
00:47:19,181 --> 00:47:21,183
"สัตว์แพทย์ ประวัติศาสตร์

426
00:47:21,183 --> 00:47:24,642
มัธยมศึกษา เวลาใครอ่าน

427
00:47:24,642 --> 00:47:28,642
มัด-ทะ-ยม-ศึก-ษา อ่านถูกแล้ว

428
00:47:31,004 --> 00:47:35,004
เขาอ่านถูกแล้ว ใครที่อ่านว่า มัธยมศึกษา

429
00:47:35,928 --> 00:47:39,692
เพราะมันเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตค่ะ ลูก

430
00:47:39,692 --> 00:47:42,363
มัธยมศึกษา เพราะ

431
00:47:42,363 --> 00:47:42,932
มันเกิดจากการสร้างคำแบบสมาสค่ะ

432
00:47:42,932 --> 00:47:46,932
โอเคนะ หรือในคำว่า "ประวัติศาสตร์"

433
00:47:50,912 --> 00:47:54,912
ต้องมีเสียงอิตรงกลาง เพราะอะไร เพราะมันเป็นคำ

434
00:47:55,099 --> 00:47:59,099
สมาส เช่นเดียวกันกับคำว่า "อุดมศึกษา"

435
00:48:01,493 --> 00:48:05,493
แต่ปัจจุบันนี้ มีการอนุโลมให้อ่าน

436
00:48:09,130 --> 00:48:10,907
ได้ตามความนิยม แต่ถ้าอ่านให้ถูกต้อง

437
00:48:10,907 --> 00:48:14,907
ตามหลักการต้องอ่านแบบไหนคะลูก มีเสียง อะ

438
00:48:16,094 --> 00:48:20,094
ตรงกึ่งกลางเพราะอะไร เพราะมันเป็นคำที่

439
00:48:22,574 --> 00:48:23,905
สร้างด้วยวิธีการสมาส ประถม

440
00:48:23,905 --> 00:48:27,905
ศึกษา บรรณรักษศาสตร์

441
00:48:33,011 --> 00:48:37,011
ใครอ่านออกเสียง บัน-นา-รัก-สาด ไม่ถูกนะคะ

442
00:48:38,461 --> 00:48:42,461
เจตตคติ

443
00:48:42,902 --> 00:48:45,299
นะคะ นี่อ่านว่า เจ ตะ คะ ติ นะคะ เจตภูติ

444
00:48:45,299 --> 00:48:48,228
2 คำนี้ต่างกันนะคะ เจตคติ

445
00:48:48,228 --> 00:48:51,686
เจตภูมิ ทัศนคตินะคะ ในแบบฝึกของเรา

446
00:48:51,686 --> 00:48:55,686
ในหนังสือของเรามีให้อ่านนะคะ เพราะฉะนั้น ลองอ่านดูนะคะ

447
00:49:02,100 --> 00:49:05,756
อันนี้ครูยกตัวอย่างมาให้ดูเฉย ๆ นะ แต่ขณะเดียวกันก็มีบางคำที่เป็นคำในภาษา

448
00:49:05,756 --> 00:49:08,285
บาลีสันสกฤต ถูกยกเว้น

449
00:49:08,285 --> 00:49:12,285
ไม่ต้องออกเสียง อะ ตรงกึ่งกลางพยางค์นะคะ

450
00:49:14,211 --> 00:49:16,444
ได้แก่อะไรบ้าง คำที่ได้รับการยกเว้นเหล่านั้นคือ

451
00:49:16,444 --> 00:49:19,735
ชื่อจังหวัดต่าง ๆ ที่อยู่ในประเทศไทยของเรานะคะ

452
00:49:19,735 --> 00:49:23,735
อะไรบ้าง จังหวัดอะไรบ้าง 12 จังหวัด

453
00:49:25,583 --> 00:49:29,583
ที่ไม่ต้องอ่านแบบคำสมาส อันนี้ไม่มีในหนังสือนะ ครู

454
00:49:34,869 --> 00:49:35,598
เพิ่มเติมให้ ให้เห็นข้อแตกต่างนะคะ จังหวัด

455
00:49:35,598 --> 00:49:37,848
อะไรบ้าง จังหวัดอะไรคะ ทุกคนอ่านพร้อมกัน

456
00:49:37,848 --> 00:49:39,053
ชลบุรี ชัยนาท

457
00:49:39,053 --> 00:49:43,053
ปทุมธานี

458
00:49:53,046 --> 00:49:57,046
12 จังหวัดนี้ ไม่ต้อง

459
00:49:58,980 --> 00:50:02,980
อ่าน อะ ตรงกึ่งกลาง ไม่ต้องอ่าน ชน-ละ-บุ-รี

460
00:50:11,259 --> 00:50:14,816
ชัย-ยะ-นาด ปะ-ทุม-มะ-ทา-นี

461
00:50:14,816 --> 00:50:17,757
ไม่ต้อง ปทุม แปลว่าดอกบัวใช่ไหมคะ เป็นภาษาบาลี ธานี ก็เป็นภาษาบาลี

462
00:50:17,757 --> 00:50:21,757
เพราะฉะนั้น ถ้าอ่านตามหลักเกณฑ์คำสมาสมันต้องอ่าน

463
00:50:26,850 --> 00:50:30,850
กึ่งกลาง แต่เรายกเว้นให้ ชื่อจังหวัดที่นอกจากนี้นะคะ มันเป็นคำสมาสก็ต้องอ่านแบบคำสมาสด้วย

464
00:50:33,394 --> 00:50:34,686
ได้แก่ จังหวัดที่ชื่อว่าอะไรคะ

465
00:50:34,686 --> 00:50:36,301
ราชบุรี

466
00:50:36,301 --> 00:50:40,301
เพชรบุรี แต่ปรากฏว่าในยุคปัจจุบันนี้ คน

467
00:50:46,201 --> 00:50:49,324
ก็ยังคงอ่านแบบเดียวกันกับ 12 จังหวัดนี้กลายเป็นอะไรคะ ราชบุรี

468
00:50:49,324 --> 00:50:53,324
เพชรบุรีใช่ไหมคะ แต่ตามหลักนะค เขาอนุโลม

469
00:50:55,527 --> 00:50:59,527
ให้แค่ 12 นะคะ แต่อย่างว่าล่ะค่ะ ราชบัณฑิต

470
00:50:59,824 --> 00:51:03,824
เป็นคนกำหนดนะ แต่ผู้ใช้จะใช้หรือไม่ใช้ก็

471
00:51:04,257 --> 00:51:06,799
แล้วได้รับความนิยมหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

472
00:51:06,799 --> 00:51:10,799
เหมือนคำว่า "คอมพิวเตอร์" ช่วงหนึ่งที่

473
00:51:12,343 --> 00:51:16,343
มีคำศัพท์บัญญัติว่าอะไรนะ คณิตกรนะ

474
00:51:17,217 --> 00:51:19,848
แต่ก็ไม่มีคนใช้ แต่ก็เหมือนกันกับลักษณะเช่นนี้แหละค่ะ

475
00:51:19,848 --> 00:51:23,848
อันนี้เขายึดตามหลักการว่า ถ้าเขายึดตามหลักแบบนี้

476
00:51:24,096 --> 00:51:28,096
จะต้องอ่านแบบนี้นะคะ เราก็มีหน้าที่ในการเลือกอ่านเลือกใช้ให้ถูกต้อง

477
00:51:30,169 --> 00:51:33,407
แล้วก็เหมาะสมกับสถานการณ์นะคะ

478
00:51:33,407 --> 00:51:37,407
ต่อมานะคะ ในเรื่องของการอ่านคำสมาสนะคะ มันก็มีบางอย่าง

479
00:51:40,883 --> 00:51:44,295
ที่ไม่ใช่คำสมาส ทำไมถึงไม่จัดเป็น

480
00:51:44,295 --> 00:51:45,023
คำสมาส มาดูสิ ยกตัวอย่าง คำว่า "เจ้า"

481
00:51:45,023 --> 00:51:48,007
เจ้าเป็นคำไทยหรือเป็นคำต่างประเทศคะ

482
00:51:48,007 --> 00:51:52,007
เห็นไหม ที่มาของภาษามันสำคัญ เจ้า

483
00:51:56,466 --> 00:51:56,639
คิดว่าเป็นคำไทยหรือเป็นคำต่างประเทศคะ

484
00:51:56,639 --> 00:52:00,639
เป็นคำไทย ส่วนคำว่า "พุทธ" เป็นคำ

485
00:52:03,696 --> 00:52:07,696
ต่างประเทศไหมคะ นี่คะ หลักสะกดตัวตามอีกอย่างหนึ่ง

486
00:52:11,832 --> 00:52:12,590
ท ทหาร กับ ธ ธง เป็นภาษาบาลีค่ะ บาลีกับภาษาไทยเอามา

487
00:52:12,590 --> 00:52:16,400
รวมกัน จัดว่าเป็นคำสมาสไหมคะ

488
00:52:16,400 --> 00:52:19,009
จัดว่าเป็นคำสมาสไหม ไม่ค่ะ

489
00:52:19,009 --> 00:52:23,009
เพราะอะไร หลักเกณฑ์ของคำสมาส ก็คือต้องเป็น

490
00:52:25,153 --> 00:52:28,560
บาลีกับบาลี บาลี

491
00:52:28,560 --> 00:52:32,560
กับสันสกฤต หรือสันสกฤตกับสันสกฤตเท่านั้น

492
00:52:35,346 --> 00:52:36,863
ดังนั้นพอมารวมกับคำไทย บาลีกับคำไทย

493
00:52:36,863 --> 00:52:40,863
เขาไม่เรียกว่าคำสมาส แต่เขาเรียกว่าคำอะไรแทนคะ เขา

494
00:52:45,885 --> 00:52:49,885
เรียกว่า "คำประสม" ค่ะ เขาเรียกว่า "คำประสม" เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า

495
00:52:50,177 --> 00:52:53,386
นะคะ เป็นคำประสม

496
00:52:53,386 --> 00:52:57,386
อ่านเหมือนกันกับวิธีการสมาส

497
00:52:58,125 --> 00:53:02,125
หรือในบางคำ

498
00:53:03,855 --> 00:53:07,855
นะคะ ที่ใช้คำว่า

499
00:53:12,593 --> 00:53:16,593
กรม นะคะ จริง ๆ แล้วคำว่า กรมคำเดียว ถ้าอยู่

500
00:53:19,042 --> 00:53:23,042
คำเดียวเดี่ยว ๆ นะคะ แล้วไปนำหน้าหน่วยงาน หรือองค์กร เราจะไม่ออกเสียง อะ ตรงกึ่งกลาง

501
00:53:23,352 --> 00:53:27,248
คำ แต่ถ้าหากว่านำหน้า

502
00:53:27,248 --> 00:53:31,248
ยศ ตำแหน่งของคนไทยสมัยโบราณ

503
00:53:34,248 --> 00:53:36,542
จะออกเสียงอะไรคะ เสียง อะ

504
00:53:36,542 --> 00:53:40,542
เช่น กรม มะ ขุน

505
00:53:44,776 --> 00:53:44,945
กรมวัง กรมหลวง กรม

506
00:53:44,945 --> 00:53:48,135
พระ กรมพระยา

507
00:53:48,135 --> 00:53:52,135
หรือ กรม-มะ-ธาตุ เข้าใจหลักการ

508
00:53:54,289 --> 00:53:56,905
นะคะ เพราะฉะนั้นวิธีการอ่านคำว่า "กรม"

509
00:53:56,905 --> 00:54:00,905
ก็ไม่เหมือนกันอีก นี่คือลูกเล่นของการอ่านค่ะ ซึ่ง

510
00:54:06,861 --> 00:54:08,008
มันมีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมาก อันนี้ให้ดูนะคะ วิธีการอ่านคำที่เป็นคำประสม

511
00:54:08,008 --> 00:54:12,008
นะคะ แต่ว่าอ่านแบบคำสมาสอีกตัวอย่างหนึ่ง

512
00:54:15,748 --> 00:54:19,748
ก็คือ กล กับคำว่า เม็ด เม็ดเป็นไทยแท้

513
00:54:21,627 --> 00:54:23,143
คำว่า "กน" เป็นภาษาบาลี กล

514
00:54:23,143 --> 00:54:27,143
เป็นบาลี แต่เม็ดเป็นไทยแท้

515
00:54:29,448 --> 00:54:31,667
อ่านเหมือนกับคำสมาส เช่น เช่น กลเม็ด คุณค่า เห็นไหมคะ

516
00:54:31,667 --> 00:54:35,667
ไม่ต้องแปลกใจ เพราะส่วนใหญ่ คนส่วนใหญ่อ่านว่าอะไรคะ

517
00:54:37,842 --> 00:54:41,842
คุณค่า แต่จริง ๆ แล้วต้องอ่านว่า คุน-นะ-ค่า

518
00:54:46,706 --> 00:54:50,706
คุณ นะ ค่า มีออกข้อสอบนะลูกนะ มีออกข้อสอบเป็นตัวลวงในข้อสอบเยอะแยะมากมาย

519
00:54:53,837 --> 00:54:57,837
เลยค่ะ ข้อสอบภาค ก ภาค ข ใครไปทำงานองค์กรต่าง ๆ คำเมื่อกี้นี้นะคะ ออกข้อสอบบ่อยมาก

520
00:54:59,010 --> 00:55:02,203
จำหลักการตัวนี้ให้ดีนะคะ ต่อไป นักเรียน

521
00:55:02,203 --> 00:55:06,203
ดูตามตัวอย่างแล้วก็อ่านนะคะ อันนี้อ่านว่าทุนทรัพย์

522
00:55:10,591 --> 00:55:14,591
พล-ขับ พล-

523
00:55:15,534 --> 00:55:18,240
พล-ละ-เมือง พล-ละ-ร่ม พล-ละ-เมือง

524
00:55:18,240 --> 00:55:20,275
สรรพสินค้า อันนี้อ่านว่า สรรพสิ่ง

525
00:55:20,275 --> 00:55:23,085
หรืออ่านได้อีกแบบหนึ่ง คือ คำว่า สรรพสิ่งนะคะ

526
00:55:23,085 --> 00:55:23,175
ทีนี้

527
00:55:23,175 --> 00:55:27,175
ในเอกสารของเราในหนังสือของเรามีค่ะ ในเรื่องของการอ่านคำพ้อง

528
00:55:32,355 --> 00:55:36,355
ตาราง อยู่ในตางรางนะ การอ่านคำพ้องเป็นปัญหา

529
00:55:38,882 --> 00:55:41,851
ที่นักศึกษาจะต้องรู้ว่าในการอ่านคำพ้อง มันควรจะมีหลักการอย่างไรนะคะ

530
00:55:41,851 --> 00:55:44,473
คำพ้องคืออะไร คำพ้องมีอยู่กี่แบบ

531
00:55:44,473 --> 00:55:48,473
คำพ้องนะคะ มี 2 แบบด้วยกัน 1. คือ

532
00:55:50,555 --> 00:55:54,555
พ้องรูป 2. คือ พ้องเสียง พ้องรูป

533
00:55:54,812 --> 00:55:56,146
คืออะไร คะ เขียนเหมือนกันไหมคะ เขียน

534
00:55:56,146 --> 00:55:58,737
เหมือนกัน แต่ออกเสียงไม่เหมือนกัน

535
00:55:58,737 --> 00:56:02,737
ส่วนพ้องเสียง คือ

536
00:56:03,928 --> 00:56:07,928
ออกเสียงเหมือนกัน แต่เขียนไม่เหมือนกัน

537
00:56:08,400 --> 00:56:10,831
ดูนะ มีอะไรบ้าง

538
00:56:10,831 --> 00:56:14,831
คำแรกค่ะ คำว่า "กรี" นะคะ

539
00:56:18,200 --> 00:56:19,114
กับคำว่า "กระหรี่"

540
00:56:19,114 --> 00:56:23,114
คืออะไร ถ้าดูจากภาพนี้ กรี คือ ส่วนนี้

541
00:56:26,601 --> 00:56:28,032
เห็นหนวดแหลม ๆ ของกุ้งไหมคะ

542
00:56:28,032 --> 00:56:32,032
ส่วนยาวตัวนี้ค่ะ ยื่นออกมาค่ะ เขาเรียกว่า

543
00:56:36,314 --> 00:56:36,707
กรี ออกเสียงควบกล้ำว่า

544
00:56:36,707 --> 00:56:40,707
กรี ตัวนี้นะคะ นี่ค่ะ คำนี้ค่ะ กรี

545
00:56:41,935 --> 00:56:44,283
กับอีกอันหนึ่งนะคะ เขียนเหมือนกันแต่ออกเสียงว่า

546
00:56:44,283 --> 00:56:48,283
กะ-รี่ แปลว่าอะไรคะ

547
00:56:48,290 --> 00:56:49,608
ช้างค่ะ

548
00:56:49,608 --> 00:56:53,608
หรือต่อมานะคะ คำนี้ ปรัก

549
00:57:01,576 --> 00:57:04,521
ปรักตัวนี้ถ้าไปเปิดดูในพจนานุกรมนะคะ ปรัก

550
00:57:04,521 --> 00:57:08,521
มันหมายถึงเครื่องถมเครื่องเงินอะไรบางอย่างนะคะ เห็นไห มีภาพประกอบ กับอีกอันหนึ่ง

551
00:57:11,900 --> 00:57:12,311
ปรัก ใช้คู่กับคำว่าอะไรคะ

552
00:57:12,311 --> 00:57:16,311
หัก พัง เพราะฉะนั้น คำว่า

553
00:57:16,499 --> 00:57:20,499
ปรัก คือ เศษซากใช่ไหมคะ เศษซากที่พังทลาย

554
00:57:23,794 --> 00:57:24,091
คำว่า เพลา นะคะ เพลาคือแกนกลาง

555
00:57:24,091 --> 00:57:28,091
ที่ยึกระหว่างล้อของรถใช่ไหมคะ กับอีกอันหนึ่งเขียน

556
00:57:33,755 --> 00:57:36,445
เหมือนกัน แต่อ่านว่า "เพ-ลา"

557
00:57:36,445 --> 00:57:38,594
คือ เวลานั่นเองนะคะ หรือแม้แต่คำนี้ค่ะ

558
00:57:38,594 --> 00:57:42,594
คำว่า ปริ ปอ รอ อิ นะคะ อันนี้คือ

559
00:57:45,599 --> 00:57:49,599
คำพ้องรูป ออกเสียงได้ 2 แบบ ปริก

560
00:57:50,043 --> 00:57:51,740
คำที่ 1 นะคะ หมายถึงอะไรคะ

561
00:57:51,740 --> 00:57:55,740
แย้ม พริ แตก ซิบปริเลย

562
00:57:56,802 --> 00:58:00,802
ยิ้มแก้มปริ คือ ยิ้มแก้มแทบแตกใช่ไหมคะ ยิ้มแก้มปริ

563
00:58:07,523 --> 00:58:10,107
อันนี้หรือแปลว่าน้อยใช่ไหมคะ ยิ้มแบบแตกน้อย แต่อ่านได้แบบหนึ่ง

564
00:58:10,107 --> 00:58:14,107
อ่านว่าอะไรคะ ไม่ได้อ่าน

565
00:58:19,966 --> 00:58:23,966
อ่าน ปริ ปริ แปลว่าอะไร แปลว่ารอบ ๆ บริเวณโดยรอบ โดยเห็นได้จากคำว่าอะไรบ้าง คะ ปริมณฑล

566
00:58:25,516 --> 00:58:29,516
ปริมณฑล

567
00:58:30,258 --> 00:58:34,258
คือ รอบ ๆ เมืองหลวง จังหวัดที่อยู่รอบ ๆ เมืองหลวง

568
00:58:38,926 --> 00:58:40,907
ที่เป็นปริมณฑลคือจังหวัดอะไรบ้าง ลูก กรุงเทพฯ น่ะ

569
00:58:40,907 --> 00:58:44,907
เป็นเมืองหลวง กรุงเทพฯ เป็นมณทล

570
00:58:46,819 --> 00:58:50,819
เมืองหลวง รอบ ๆ หัวเมืองใหญ่ ๆ นี่ เขาเรียกว่า ปริ จังหวัดอะไรบ้าง ขึ้นด้วย สมุทร

571
00:58:52,170 --> 00:58:52,476
สมุทรปราการ สมุทรสาคร

572
00:58:52,476 --> 00:58:56,476
สมุทรสงคราม นี่คือ

573
00:59:00,179 --> 00:59:01,523
ปริมณฑล โอเค ต่อไป

574
00:59:01,523 --> 00:59:05,523
คำว่า พลี คำนี้ค่ะ พลี อันแรกนะคะ

575
00:59:06,065 --> 00:59:08,385
ออกเสียงว่า พลี ออกเสียงควบ

576
00:59:08,385 --> 00:59:11,180
พลี อันนี้แปลว่าอะไรคะ แปลว่า ขอ

577
00:59:11,180 --> 00:59:15,180
ส่วนอีกอันหนึ่งอ่านว่า "พลี"

578
00:59:18,243 --> 00:59:22,243
หมายถึง การมอบให้ การอุทิศ การ

579
00:59:26,508 --> 00:59:29,627
บวงสรวง จะเจอบ่อยในวรรณคดี หรือในเพลงชาติไทยของเรา ครูขอถาม

580
00:59:29,627 --> 00:59:33,627
ในเพลงชาติมีเนื้อหาบอกว่าสละเลือด

581
00:59:33,854 --> 00:59:35,970
ทุกหยาดเป็นชาติ... ชาติ

582
00:59:35,970 --> 00:59:39,970
ออกเสียงว่าอะไร พลี หรือ พะ-ลี

583
00:59:44,161 --> 00:59:44,916
ตรงตามความหมายที่แท้จริง 1 หรือ 2

584
00:59:44,916 --> 00:59:48,916
ออกเสียงว่าพลีหรือคะ

585
00:59:50,547 --> 00:59:54,547
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี

586
00:59:57,453 --> 00:59:59,031
ตามความหมายตัวนี้ควรจะใช้เป็น พลี หรือ พะ-ลี

587
00:59:59,031 --> 01:00:01,538
เป็นอันที่ 2 ค่ะ สละ

588
01:00:01,538 --> 01:00:05,538
เลือดทุกหยาดเพื่ออุทิศให้กับแผ่นดินนี้

589
01:00:08,126 --> 01:00:12,126
ใช่ไหมคะ ไม่ได้สละเลือดเพื่อขอนะคะ ไม่ได้สละเลือด

590
01:00:15,093 --> 01:00:19,093
เพื่อขอนะคะ เป็นชาติพลี เพื่อขอนะคะ แต่มันหมายถึงอะไรลูก อุทิศ ดาบ เลือด เนื้อ

591
01:00:21,141 --> 01:00:24,661
เพื่อมอบให้กับอะไรคะ ผืนแผ่นดิน

592
01:00:24,661 --> 01:00:25,644
นะคะ หรือชาติของเรา ต่อไปนะคะ คำนี้

593
01:00:25,644 --> 01:00:29,644
ค่ะ คำว่า แหนนะคะ กับคำว่า แหน จากภาพ

594
01:00:32,260 --> 01:00:35,931
อ่านว่าอะไรลูก ตัวนี้อ่านว่าอะไรคะ หนอ แอ นอ

595
01:00:35,931 --> 01:00:39,931
หอ นอ แอ แหน นะคะ กับอีกอันหนึ่ง หอ แอ นอ แหน

596
01:00:48,012 --> 01:00:49,491
อันแรกอ่านแบบอักษรนำ แหน คืออะไร คะ วัชพืชในน้ำใช่ไหมคะ

597
01:00:49,491 --> 01:00:53,491
ในขณะที่ แหน ตัวนี้ คือ

598
01:00:55,587 --> 01:00:59,587
หวงแหนนะคะ อันนี้คือคำพ้องรูป

599
01:00:59,750 --> 01:01:00,028
นะคะ อันนี้คือคำพ้องรูป เพราะฉะนั้น นอกจากนี้

600
01:01:00,028 --> 01:01:04,028
นะคะ ในเรื่องของคำพ้องเสียงนะคะ คำพ้องเสียงที่ครูยกตัวอย่างนะ

601
01:01:09,824 --> 01:01:13,824
แต่ว่ายกตัวอย่างให้ดูว่าลักษณะของคำพ้องรูป

602
01:01:15,374 --> 01:01:18,299
เรื่องของการใช้ ดังนั้น เวลาจะใช้คำพ้องรูปต้องดูที่อะไรเป็นหลักคะ ดูที่ความหมาย

603
01:01:18,299 --> 01:01:20,084
ของคำเป็นหลักว่าคำนั้น ประโยคนั้นนะคะ

604
01:01:20,084 --> 01:01:24,084
ในประโยคนั้นนี่ต้องการสื่อความหมายว่าอย่างไร

605
01:01:26,366 --> 01:01:30,366
เราก็เลือกเอาคำนั้นไปใช้ให้ตรงกับความหมายที่เราจะสื่อ

606
01:01:34,969 --> 01:01:37,670
นั่นเองนะคะ หรือในภาษาเขมรนะคะ ในภาษาเขมรนะ มันจะมีหลักในเรื่องของการอ่าน

607
01:01:37,670 --> 01:01:41,670
คำแพลง คนที่ก็จะมีปัญหาเรื่องอ่านคำนี้

608
01:01:43,677 --> 01:01:47,677
คำที่มาจากภาษาเขมร คือ คำแผลงนะ คือ

609
01:01:49,919 --> 01:01:53,919
คำการแผลงคำนะคะ อย่างเช่น คำว่า กราบนะคะ เติมอะไรเข้าไปคะ แพลงนะคะ

610
01:01:53,980 --> 01:01:57,980
แพลงจากอะไรคะ จากกราบ เติมคำเข้าไป

611
01:02:01,749 --> 01:02:02,903
เป็นกำราบนะคะ กำราบเขียนอย่างไรนะคะ

612
01:02:02,903 --> 01:02:06,903
รอ-อา-บอ-ราบ หรือคะ

613
01:02:09,892 --> 01:02:13,892
ห นำนะคะ เสียงมี ห นำ ก็ต้องขึ้นเสียงสูงขึ้นมาเป็นกำราบ

614
01:02:15,134 --> 01:02:19,134
อันนี้เป็นอะไรคะ อ่านว่าอะไรคะ อ่านพร้อมกันให้ครูฟังหน่อย

615
01:02:20,922 --> 01:02:24,804
ตำรวจ ตำรับ

616
01:02:24,804 --> 01:02:28,804
ดำรัจ ดำริ บำราบ ปราบเป็น

617
01:02:31,702 --> 01:02:33,055
บำหราบนะคะ หรือ

618
01:02:33,055 --> 01:02:37,055
อะไรคะ กฎ เป็นกำหนด

619
01:02:39,220 --> 01:02:43,220
ถึงเป็นขมึง

620
01:02:46,988 --> 01:02:50,988
จดเป็นจรด จ่ายเป็นจำหน่าย เฉียง เป็น เฉลียง

621
01:02:51,680 --> 01:02:55,680
ตำหนิ [เสียงหัวเราะ]  ติเป็นตำหนิใช่ไหมคะ

622
01:02:57,140 --> 01:02:59,781
แต่งเป็นตำแหน่งใช่ไหมคะ เกิดเป็น

623
01:02:59,781 --> 01:03:03,781
กำ... กำ... กำเนิด ไม่ใช่ กำ-เนิด นะคะ

624
01:03:11,456 --> 01:03:14,830
กำเหนิดนะคะ ต้องมี ห นำด้วยนะคะ หรือแม้แต่การอ่านตัว ฤ ก็มี

625
01:03:14,830 --> 01:03:18,221
หลักการอยู่ เวลาอ่านต้องอ่านให้ถูกต้องนะคะ

626
01:03:18,221 --> 01:03:22,221
อะไรบ้าง นะคะ ดูนะ ดูตัว ฤ ค่ะ คือ ถ ถุง

627
01:03:28,073 --> 01:03:32,073
หางยาวใช่ไหมคะ โอเคนะ ตัว ฤ คือ ถ ถุง หางยาว ครูเรียกชื่อเล่นมัน ถ ถุงหางยาวนะคะ

628
01:03:35,869 --> 01:03:38,737
นะคะ ถ้ามีสระอาเพิ่มมาอีกนะคะ อาหางยาวเพิ่มขึ้นมา เราเรียกว่าตัวอะไรคะ ตัว

629
01:03:38,737 --> 01:03:40,027
รือ ตัว รือ

630
01:03:40,027 --> 01:03:44,027
แต่คนไทยไม่นิยมใช้นะคะ แต่ถ้าเป็น

631
01:03:46,743 --> 01:03:50,743
ตัว ภ สำเภา หา

632
01:03:56,078 --> 01:03:59,539
คือ ตัว ฤ แล้ว

633
01:03:59,539 --> 01:03:59,709
ฦ กับ สระอาหางยาว

634
01:03:59,709 --> 01:04:03,709
ตัว ฤๅ

635
01:04:08,082 --> 01:04:10,511
เอาหัวเข้านะคะ เราเรียกว่าตัว ฤ นะ

636
01:04:10,511 --> 01:04:12,189
แต่ถ้าเอาหัวออกเป็นตัว ฤ นะคะ ต่อไป ดูตามนี้ค่ะ เวลา

637
01:04:12,189 --> 01:04:16,189
เราอ่านคำนี้ค่ะ ข้อยกเว้น

638
01:04:16,358 --> 01:04:20,358
หรือข้อสังเกตในกรอบสีแดง ๆ นี้ค่ะ

639
01:04:20,480 --> 01:04:24,480
เขาบอกว่าถ้าตัว ฤ เอาไปผสม

640
01:04:24,779 --> 01:04:28,779
พยัญชนะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ คำที่

641
01:04:29,825 --> 01:04:33,327
เปล่งเสียงออกมาจะเป็นเสียง ริ

642
01:04:33,327 --> 01:04:37,327
เช่น

643
01:04:37,446 --> 01:04:41,446
มีตัวไหนบ้าง ก ต

644
01:04:41,725 --> 01:04:44,069
ท ทหาร ป ปลา

645
01:04:44,069 --> 01:04:47,501
ส อะไรคะ

646
01:04:47,501 --> 01:04:51,501

647
01:04:53,756 --> 01:04:57,756
ศ ศาลา อันนี้คือ ว ด้วยนะ ว ด้วยนะ

648
01:04:58,133 --> 01:05:02,133
โทษที ก ไก่ อันนี้ ก ไก่ ขออภัย ก ไก่

649
01:05:07,248 --> 01:05:11,222
ศ ศาลา แล้วก็ ส เสือ ลองดูนะ ก ไก่ผสมกับ

650
01:05:11,222 --> 01:05:15,028
ก กับตัว ฤ กลายเป็นสระอะไร

651
01:05:15,028 --> 01:05:16,472
นะคะ อิ ก็จะกลายเป็นคำว่า

652
01:05:16,472 --> 01:05:20,472
กฤษณ์ คำนี้อ่านว่าอะไรคะ

653
01:05:24,303 --> 01:05:26,727
ปริศนา ตัวนี้อ่านว่าอะไรคะ ตัวนี้อ่านว่า

654
01:05:26,727 --> 01:05:30,727
ตฤณ นะคะ ตัวนี้อ่านว่า ตฤณ

655
01:05:33,382 --> 01:05:37,382
ทฤษฎี เพราะฉะนั้น ใครอ่านออกเสียงว่า ทิส-สะ

656
01:05:40,109 --> 01:05:42,351
-ดี ผิดนะคะ ทิด-สะ-ดี นะคะ ทิด-สะ-ดี

657
01:05:42,351 --> 01:05:46,351
ต้องว่าทฤษฎี ตัวนี้เป็นคำราชศัพท์แปลว่า แผ่นหลัง คือคำว่า ปฤษฎางศ์

658
01:05:51,727 --> 01:05:53,087
ต่อไปคำว่า วิกฤตินะคะ สหริงคาน

659
01:05:53,087 --> 01:05:57,087
นะคะ อันนี้อ่านว่า ศฤงคาร

660
01:06:03,431 --> 01:06:03,607
ส่วน ส เช่นคำว่าอะไรบ้าง สฤษดิ์

661
01:06:03,607 --> 01:06:07,607
นะคะ ต่อไปค่ะ ถ้าตัว ฤ มาประสมกับ

662
01:06:09,787 --> 01:06:13,787
พยัญชนะดังต่อไปนี้ค่ะ ค ควาย

663
01:06:14,209 --> 01:06:15,724
น พ ม

664
01:06:15,724 --> 01:06:19,724
ห หีบ นะคะ จะออกเสียง

665
01:06:20,327 --> 01:06:24,327
เป็นอะไรนะคะ เป็น ฤ ค่ะ

666
01:06:27,784 --> 01:06:28,217
เช่น คฤหาสน์ นฤมล

667
01:06:28,217 --> 01:06:32,217
พฤกษา พฤศจิกายน เห็นไหมคะ ออกเสียง

668
01:06:38,246 --> 01:06:42,246
ยน นะคะ เป็นเสียง ฤ นะคะ มฤตยู หฤทัล ฟ

669
01:06:42,928 --> 01:06:46,928
เห็นไหม ถ้าเมื่อไหร่

670
01:06:49,560 --> 01:06:51,544
ตัว ฤ เป็นพยัญชนะต้น

671
01:06:51,544 --> 01:06:55,544
เสียเอง เขาจะเปลี่ยนรูป เปลี่ยนเสียง

672
01:06:56,666 --> 01:06:59,243
ไปได้หลากหลายเลยค่ะ ได้ทั้งอะไรคะ

673
01:06:59,243 --> 01:07:03,243
ได้ทั้ง ริ ได้ รึ ได้ทั้ง

674
01:07:08,895 --> 01:07:10,463
เรอ เช่น

675
01:07:10,463 --> 01:07:14,463
ฤทธิ์ ฤคเวท ฤชา

676
01:07:15,760 --> 01:07:19,760
ฤดู ฤทัย ฤกษ์ ฤกษ์ มีคำหนึ่งที่ครูฟังนักศึกษาพูด

677
01:07:25,123 --> 01:07:27,814
แล้วครูรู้สึกว่า เอ๊ะ ต้องเช็กแล้วล่ะว่านักศึกษา

678
01:07:27,814 --> 01:07:30,172
เข้าใจว่าอย่างไร ฤดูตัวนี้นะคะ หมายถึงอะไรคะ

679
01:07:30,172 --> 01:07:33,393
สภาพอากาศใช่ไหมคะ

680
01:07:33,393 --> 01:07:37,393
ที่เป็นช่วงเวลาตามสภาพอากาศเรียกว่า ฤดู

681
01:07:42,250 --> 01:07:46,250
ใช่ไหมคะ กับมีคนหนึ่งเขาบอกว่าเป็นไข้ทับระดู

682
01:07:46,651 --> 01:07:50,651
ไข้ทับฤดู เขาใช้คำนี้หรือ ไข้นี่เป็น

683
01:07:50,866 --> 01:07:54,866
3 เดือน 4 เดือน เลยเหรอ เป็นไข้ทับ

684
01:07:56,331 --> 01:07:56,826
ประจำเดือน 3-4 เดือนเลย

685
01:07:56,826 --> 01:08:00,826
ครูเห็นเขียนผิดกันเยอะ คำว่า "ไข้ทับระดู"

686
01:08:07,723 --> 01:08:11,361
รอ อะ

687
01:08:11,361 --> 01:08:15,115
จึงจะหมายถึง เป็นประจำเดือน เป็นอาการป่วยในขณะที่กำลังมีรอบเดือนของสตรี

688
01:08:15,115 --> 01:08:16,130
ใช้คำว่า "ไข้ทับระดู"

689
01:08:16,130 --> 01:08:17,778
ไม่ใช่ ฤดู

690
01:08:17,778 --> 01:08:21,778
ความหมายเปลี่ยนนะคะ ไม่เหมือนกันด้วย

691
01:08:25,340 --> 01:08:27,412
ไม่เหมือนกันนะ ต่อไป

692
01:08:27,412 --> 01:08:31,412
เรื่องของการแบ่งวรรคตอนก็เช่นเดียวกัน การแบ่งวรรคตอน

693
01:08:34,339 --> 01:08:35,867
จะทำให้การสื่อความหมาย

694
01:08:35,867 --> 01:08:39,867
ในการอ่านนั้น ๆ นะคะ เป็นไปอย่างถูกต้อง ถ้าแบ่ง

695
01:08:44,813 --> 01:08:44,963
วรรคตอนไม่ถูกหรือไม่มีการแบ่งวรรคตอน

696
01:08:44,963 --> 01:08:48,963
จะทำให้เกิดความสับสน กำกวมขึ้นได้

697
01:08:49,060 --> 01:08:50,170
เช่น ประโยคที่ 1 ค่ะ

698
01:08:50,170 --> 01:08:54,170
ประโยคที่ 1 นะคะ เดี๋ยว ๆ ๆ ๆ

699
01:08:56,692 --> 01:08:59,267
เลื่อนผิดขออภัย ประโยค

700
01:08:59,267 --> 01:09:03,267
ที่ 1 นะคะ ประโยคที่ 1 นะ พอไม่ได้แบ่งวรรค

701
01:09:08,270 --> 01:09:12,075
พอไม่ได้แบ่งวรรคตอน เขียนติด ๆ กันแบบนี้

702
01:09:12,075 --> 01:09:15,487
อ่านรอบแรก เราเข้าใจความหมายว่าอย่างไรคะ

703
01:09:15,487 --> 01:09:19,487
ข้อความนี้บอกว่า เขาสวมทองเหลืองวาววับ ความหมายของ

704
01:09:22,139 --> 01:09:24,172
ประโยคนี้ตีความได้กี่ความหมาย

705
01:09:24,172 --> 01:09:28,172
2 ความหมาย ความหมายที่ 1 คืออะไร

706
01:09:29,013 --> 01:09:33,013
ของแท้หรือของปลอมแค่นั้นใช่ไหมคะ

707
01:09:33,189 --> 01:09:36,194
ถ้าเขาบอกว่าเขาสวมทองเหลือง

708
01:09:36,194 --> 01:09:40,194
วาววับเชียว

709
01:09:43,957 --> 01:09:47,407
ของแท้ แต่ถ้าเว้นวรรคตรงที่คำว่า

710
01:09:47,407 --> 01:09:48,003
เขาสวมทองเหลืองวาววับ

711
01:09:48,003 --> 01:09:51,325
เว้นเสียงนิดหนึ่ง อันนี้หมายถึงอะไรลูก

712
01:09:51,325 --> 01:09:55,325
ทองปลอม ไม่ใช่ของแท้แล้วค่ะ เพราะฉะนั้น

713
01:10:01,206 --> 01:10:05,206
แค่การเว้นวรรคก็ทำให้อะไรลูก ทำให้ความหมาย

714
01:10:07,078 --> 01:10:11,078
มันเปลี่ยนไป ดังนั้น เราต้องดูบริบทของข้อความว่า ข้อความนั้นมันสื่อถึงอะไร แล้วเราจะต้องเว้นวรรคอย่างไร เพื่อให้คำที่เราอ่านนั้น

715
01:10:13,926 --> 01:10:17,926
ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ผู้เขียนจะสื่อสารออกมา

716
01:10:18,167 --> 01:10:22,167
อันที่ 2 ค่ะ คุณสมัคร

717
01:10:23,484 --> 01:10:27,484
เข้าร่วมโครงการของเราหรือไม่ ตีได้กี่ความหมายคะ เข้าใจความหมายได้กี่อย่าง

718
01:10:29,356 --> 01:10:33,356
เข้าใจความหมายได้กี่อย่าง

719
01:10:33,774 --> 01:10:35,539
1.

720
01:10:35,539 --> 01:10:39,539
ไม่ได้เจาะจง กับ 2. เจาะจงตัวบุคคล

721
01:10:42,325 --> 01:10:46,325
ถ้าความหมายที่ 1 คือไม่ได้เจาะจงตัวบุคคล

722
01:10:49,406 --> 01:10:53,406
ก็คือคุณน่ะ สมัครเข้าร่วมโครงการของเราหรือเปล่า

723
01:10:53,922 --> 01:10:57,922
ใช่ไหมคะ ไม่ได้เจาะจงตัวบุคคล แต่ถ้าหากว่าเป็นการอ่านแบบเว้นวรรคตอน คุณสมัคร

724
01:11:00,614 --> 01:11:04,614
ได้เข้าร่วมโครงการของเราหรือเปล่า เจาะจงไปที่ใครคะ

725
01:11:05,992 --> 01:11:09,992
คนที่ชื่อสมัคร เห็นไหมคะ อันที่ 3 ค่ะ ที่ตากอากาศเย็นมาก เว้นวรรคอย่าไรคะ

726
01:11:10,158 --> 01:11:14,158
เป็นจังหวัดหรือเป็นสถานที่ทั่ว ๆ ไป

727
01:11:15,046 --> 01:11:18,470
จงเจาะว่าเป็นจังหวัดอะไรคะ ถ้าจงเจาะ

728
01:11:18,470 --> 01:11:22,470
ว่าเป็นจังหวัดตาก ก็เว้นวรรคอย่างไรคะ ที่ตาก

729
01:11:22,729 --> 01:11:26,729
อากาศเย็นมากใช่ไหมคะ กับแบบที่ 2 ที่ตากอากาศ

730
01:11:30,084 --> 01:11:33,102
เย็นมาก นี่คือการเว้นวรรคใช่ไหมคะ

731
01:11:33,102 --> 01:11:37,102
เพราะฉะนั้น ในการแบ่งวรรคตอนจึงมีความ

732
01:11:37,306 --> 01:11:39,406
สำคัญต่อการอ่านเป็นอย่างยิ่ง

733
01:11:39,406 --> 01:11:43,406
มีอีกตัวอย่างหนึ่งค่ะ 3 คำจากนารีเป็นอื่น

734
01:11:47,822 --> 01:11:50,310
คืออะไร คะ ตกลงว่าใคร ว่าผู้หญิง

735
01:11:50,310 --> 01:11:54,310
หรือว่าผู้ชาย ถ้าแบ่งว่าเป็น 3 วันจาก

736
01:11:54,385 --> 01:11:58,385
นารีเป็นอื่น อันนี้ตำริใครคะ ตำหนิ

737
01:12:00,369 --> 01:12:04,369
นารี แต่ถ้าบอกว่า 3 วัน จากนารีเป็นอื่น

738
01:12:04,647 --> 01:12:06,081
ตำหนิใครคะคราวนี้ ตำหนิผู้ชาย

739
01:12:06,081 --> 01:12:10,081
ใช่ไหมคะ หรืออีกประโยคหนึ่ง ได้ค่ะ คนสวย ไม่มีปัญหา

740
01:12:13,189 --> 01:12:16,924
จะเว้นอย่างไรดีนะ ถ้าเป็นคำขานรับ ได้ค่ะ คนสวย

741
01:12:16,924 --> 01:12:20,924
ไม่มีปัญหา ผู้พูดน่ะเป็นใครคะ

742
01:12:22,934 --> 01:12:26,934
เป็นคนสวย แต่ถ้าบอกว่า ได้ค่ะ คนสวยไม่มี

743
01:12:29,918 --> 01:12:30,350
ปัญหา สรุปแล้วใครสวยคะ ผู้พูด

744
01:12:30,350 --> 01:12:34,286
หรือผู้ฟัง ผู้ฟังค่ะ เห็นไหมคะ นี่คือ

745
01:12:34,286 --> 01:12:38,286
การแบ่งวรรคตอนนะคะ นี่คือการแบ่งวรรคตอน

746
01:12:38,444 --> 01:12:42,444
เพราะฉะนั้นแล้วนะคะ ในเรื่องของการแบ่งวรรคตอนเป็นหัวใจ

747
01:12:44,741 --> 01:12:46,069
สำคัญอีกเช่นเดียวกันนะคะ ที่ทำให้การอ่านนั้น

748
01:12:46,069 --> 01:12:50,069
มีประสิทธิภาพนะคะ แล้วก็บรรลุวัตถุประสงค์

749
01:12:50,095 --> 01:12:51,781
ของการอ่านได้ คราวนี้นะคะ

750
01:12:51,781 --> 01:12:55,781
เราจะเห็นว่าสิ่งที่ ในฐานะของความเป็นครูนะ

751
01:12:58,541 --> 01:13:00,016
จะสามารถทำอะไรเพื่อให้ผู้เรียนนะคะ

752
01:13:00,016 --> 01:13:04,016
ของเราสามารถที่จะอ่านได้ เข้าใจง่าย ๆ นะคะ

753
01:13:04,745 --> 01:13:08,745
เป็นไปตามช่วงวัย เราจะเอาอะไรมาให้เขาอ่านดี

754
01:13:11,289 --> 01:13:12,538
นะคะ สงสัยภาพ...

755
01:13:12,538 --> 01:13:16,046
มาหรือยังคะ

756
01:13:16,046 --> 01:13:20,046
เวลาที่เราจะสอน

757
01:13:20,631 --> 01:13:24,631
เด็กน่ะค่ะ นักศึกษาคะ สิ่งที่เราจะทำให้

758
01:13:28,984 --> 01:13:31,382
ผู้เรียนนั้นเข้าใจความหมายของคำ วลี ประโยค

759
01:13:31,382 --> 01:13:35,382
และสามารถสรุปความนั้นได้นี่ เรามี

760
01:13:35,873 --> 01:13:39,873
เครื่องไม้เครื่องมือเยอะแยะมากมายค่ะ สิ่งที่เราอ่านมาให้ผู้เรียน

761
01:13:43,043 --> 01:13:47,043
นั้นอาจจะอยู่ในรูปของบทร้องเล่น ซักซ้าวมะนาวโตงเตง

762
01:13:47,206 --> 01:13:48,024
ได้ยินไหมคะ นกเอี้ยง

763
01:13:48,024 --> 01:13:52,024
มาเลี้ยงควายเฒ่า ควายกินข้าวนกเอี้ยงหัวโต

764
01:13:59,066 --> 01:14:03,066
อย่างนี้ค่ะ จ้ำจี้มะเขือเปราะ กระเทาะหน้าแว่น

765
01:14:03,111 --> 01:14:05,711
พายเรืออกแอ่น พวกนี้เป็นบนร้องเล่น เป็นบทร้อยกรองสั้น ๆ หรือจะเป็น

766
01:14:05,711 --> 01:14:08,391
นิทาน หรือจะเป็นเรื่องเล่า หรือถ้าโต

767
01:14:08,391 --> 01:14:12,391
ขึ้นมาหน่อย อ่านแล้วจะต้องสรุปความได้

768
01:14:13,582 --> 01:14:17,582
เราก็จะใช้อะไรลูก บทความ เพื่อให้ผู้อ่าน

769
01:14:18,567 --> 01:14:22,567
เป็นอย่างไรคะ นักเรียนของเรานี่นะคะ ได้ฝึกทักษะการอ่าน

770
01:14:24,555 --> 01:14:26,088
ทำให้เกิดความเข้าใจความหมายของคำ วลี

771
01:14:26,088 --> 01:14:27,783
ประโยค รวมไปถึงการสรุปความได้

772
01:14:27,783 --> 01:14:31,783
นะคะ ทีนี้นะคะ

773
01:14:33,349 --> 01:14:37,349
นอกเหนือจากนี้นะคะ ในฐานะที่เรา

774
01:14:37,952 --> 01:14:40,080
จะไปเป็นครู เราเองก็คงจะต้องมาฝึกอ่านนะคะ

775
01:14:40,080 --> 01:14:44,080
เพื่อให้รู้จักใช้ความคิด วิเคราะห์ วิจารณ์

776
01:14:48,202 --> 01:14:52,202
แล้วก็แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลได้ อะไรบ้าง ที่เรา

777
01:14:53,304 --> 01:14:56,071
ควรเลือกอ่านเพื่อทำให้เกิดการบรรลุ นั่นคือวิเคราะห์ แสดงความคิดเห็น

778
01:14:56,071 --> 01:15:00,071
อย่างมีเหตุผลได้ ต้องอ่านอะไรดีคะ

779
01:15:00,872 --> 01:15:04,872
อ่านข่าว อ่านบทความ อ่านสารคดี

780
01:15:06,320 --> 01:15:07,623
อ่านข้อความโฆษณา

781
01:15:07,623 --> 01:15:10,450
อ่านแล้วต้องใช้กระบวนการ นั่นก็คือ

782
01:15:10,450 --> 01:15:14,450
อ่านเพื่อจับใจความ อ่านวิเคราะห์

783
01:15:16,931 --> 01:15:20,931
อ่านประเมินค่า เวลาเราอ่านข่าวนะคะ เวลาเราอ่านข่าว

784
01:15:26,195 --> 01:15:30,195
อันดับแรกเลยต้องทำ ก็คือจับใจความก่อนว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร จากนั้นก็มา

785
01:15:31,642 --> 01:15:35,402
วิเคราะห์นะคะ วิเคราะห์ ว่าผู้เขียน

786
01:15:35,402 --> 01:15:39,402
หรือในหนังสือพิมพ์นั้นนี่ ในข่าวนั้นนะคะ อะไรคือ

787
01:15:41,845 --> 01:15:42,763
ข้อเท็จจริง อะไรคือข้อคิดเห็นนะคะ

788
01:15:42,763 --> 01:15:46,512
เราค่อยมาประเมินค่ะ ว่าเราควรจะเชื่อหรือไม่เชื่อ

789
01:15:46,512 --> 01:15:50,512
หรือส่วนไหนที่เชื่อถือได้ หรือส่วนไหนที่ผู้เขียน

790
01:15:56,194 --> 01:15:59,474
ที่เติมเข้าไปนะคะ นอกจากอ่านข่าวแล้วนะคะ อ่านบทความ อ่านสารคดี อ่าน

791
01:15:59,474 --> 01:15:59,872
โฆษณา ทั้ง 4 อย่างนี้ เมื่อเรา

792
01:15:59,872 --> 01:16:03,872
อ่านโดยใช้กระบวนการในฝั่งขวามือนี้

793
01:16:04,104 --> 01:16:08,104
มันจะส่งผลทำให้เรารู้จักใช้ความคิด

794
01:16:11,267 --> 01:16:11,930
ในการวิเคราะห์ วิจารณ์และ

795
01:16:11,930 --> 01:16:15,602
แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลได้

796
01:16:15,602 --> 01:16:19,168
นะคะ ทีนี้

797
01:16:19,168 --> 01:16:23,168
บทถัดไปนะคะ มันจะเป็นเรื่องนะคะ เดี๋ยวครูเกริ่นไว้ก่อนนะคะ

798
01:16:31,968 --> 01:16:32,674
ในเรื่องของการสอนอ่านนะคะ ขอเกริ่นไว้ คราวนี้ดูในหนังสือนะคะ ดูในหนังสือนะ หนังสือแบบฝึกหัด

799
01:16:32,674 --> 01:16:36,674
นะคะ ที่ครูให้นักศึกษาได้ดู นักศึกษาหน้าเท่าไรนะ

800
01:16:41,708 --> 01:16:45,708
เมื่อกี้ที่ครูบอกไป หน้า 20 20 คือการแบ่งวรรคตอนใช่ไหมคะ นักศึกษาเขียนเข้าไปในหนังสือ

801
01:16:47,124 --> 01:16:47,762
ได้เลยนะคะ เขียนลงไปในหนังสือได้เลย เพื่อแบ่ง

802
01:16:47,762 --> 01:16:51,762
วรรคตอนการอ่าน ใช้เครื่องหมายอะไรดีคะ

803
01:16:53,451 --> 01:16:57,451
ใช้เครื่องหมาย Slash นะคะ ใช้เครื่องหมายขีดทับน่ะค่ะ ทำ

804
01:17:04,197 --> 01:17:05,960
อย่างไรนะคะ จากการยกตัวอย่างเมื่อกี้ที่ครูได้พาทำนะคะ เปิดหนังสือนะคะ เปิดหนังสือ

805
01:17:05,960 --> 01:17:06,600
หน้า 20 ค่ะ

806
01:17:06,600 --> 01:17:10,600
ในหน้า 20 หน้า 20 ก่อน

807
01:17:17,921 --> 01:17:21,921
เริ่มตั้งแต่หน้า 20 เลยนะคะ ตั้งแต่หน้านี้เลย

808
01:17:28,510 --> 01:17:32,413
ตรงนี้ค่ะ เขาให้แบ่งนะคะ แบ่ง ใช้เครื่องหมายในการแบ่ง

809
01:17:32,413 --> 01:17:36,413
นะ วิธีการอ่านจะอ่านอย่างไรนะ โอเค แบ่งวรรคตอนอย่างไรนะคะ สำหรับเพื่อนเด็กตาฯ

810
01:17:38,691 --> 01:17:42,691
นะคะ เดี๋ยวหนูเข้าไปทำหลังจากนี้

811
01:17:42,851 --> 01:17:46,851
เดี๋ยวเอาหนังสือนะคะ แล้วก็ให้เพื่อนช่วยก็ได้

812
01:17:52,338 --> 01:17:56,063
เดี๋ยวคอยช่วยเพื่อนด้วยค่ะ ถ่ายรูป ถ่ายรูปแล้วโยนเข้า

813
01:17:56,063 --> 01:18:00,063
นะคะ แล้วมันก็จะแปลออกมาเป็น Google เอกสารนะคะ แล้ว อะไรนะลูก เพื่อนเขาก็จะได้เป็นไฟล Word ค่ะ

814
01:18:05,271 --> 01:18:09,269
แล้วเดี๋ยวเขาจะไปทำเป็นเบรลล์ค่ะ เป็นเบรลล์

815
01:18:09,269 --> 01:18:13,269
เป็นอักษรเบรลล์

816
01:18:14,274 --> 01:18:16,452
ที่ครูถามในกลุ่มนั่นแหละ ว่าสามารถทำเป็น PDF ได้ไหม

817
01:18:16,452 --> 01:18:20,452
ถ้า PDF นี่ ระบบของเบรลล์จะไม่อ่าน ต้องแปลง

818
01:18:22,062 --> 01:18:26,062
ให้มันเป็น word ก่อนนะคะ แล้วจากนั้นจะ

819
01:18:27,559 --> 01:18:30,284
ไปแปลงเป็นเบรลล์ได้ ลงมือทำได้เลยค่ะ ลงมือทำได้เลย

820
01:18:30,284 --> 01:18:34,284
สำหรับห้องนี้ครูปรับกิจกรรมนิดหนึ่งนะคะ

821
01:18:40,318 --> 01:18:41,125
ห้องอีก 3 ห้องนี่ อีก 2 ห้องเขาจะเป็น

822
01:18:41,125 --> 01:18:45,125
การอ่าน เป็นการอ่านออกเสียงนะคะ

823
01:18:46,363 --> 01:18:50,363
แต่ว่าอันนี้ก็คือเอื้อให้กับเพื่อน ๆ ในห้องนี้ พวกเราก็

824
01:18:54,689 --> 01:18:54,702
เขียนนะคะ เป็นลักษณะของเขียนนะคะ เขียน

825
01:18:54,702 --> 01:18:58,702
แล้วก็แบ่งวรรคตอนนะคะ ค่าคะแนนเท่ากันนะคะ ไม่มีปัญหา

826
01:19:01,238 --> 01:19:05,238
นะคะ ค่าคะแนนเท่ากัน

827
01:25:32,558 --> 01:25:36,558
(ผศ.ดร.กาญจนา) ขออนุญาตแจ้งล่ามภาษามือ

828
01:25:44,223 --> 01:25:48,206
ตอนนี้อาจารย์ได้แจ้งว่าให้นักศึกษาทำแบบทดสอบนะคะ

829
01:25:48,206 --> 01:25:50,568
จะให้นักศึกษานำมาส่งแล้วก็จะหมดการบรรยายค่ะ ขอบคุณทางล่ามภาษามือ

830
01:25:50,568 --> 01:25:52,976
แล้วก็คำบรรยายแทนเสียงค่ะ ขอบคุณค่ะ

831
01:25:52,976 --> 01:25:56,976
[สิ้นสุดการถอดความ]

