﻿1
00:59:14,500 --> 00:59:15,282
(อาจารย์) สวัสดีพี่ล่ามนะครับ สวัสดีนักศึกษาทุกคนนะครับ

2
00:59:15,282 --> 00:59:19,282
ครับ เดี๋ยววันนี้

3
00:59:20,071 --> 00:59:23,352
อาจารย์จะทบทวนเรื่องที่สอน

4
00:59:23,352 --> 00:59:27,352
ในสัปดาห์ที่แล้วนิดหน่อยครับ แล้วก็สอนต่อ

5
00:59:33,460 --> 00:59:35,026
เลยนะครับ แต่ว่าวันนี้อาจารย์อาจจะสอนไม่เต็มเวลา

6
00:59:35,026 --> 00:59:39,026
มีประชุมต่อนะครับ อาจารย์ขอมาสอนต่อแป๊ปหนึ่ง

7
00:59:39,377 --> 00:59:39,946
นะครับ โอเคนะครับ อันนี้เราทบทวน

8
00:59:39,946 --> 00:59:43,946
จากสัปดาห์ที่แล้วนะครับ ว่า

9
00:59:46,233 --> 00:59:49,466
การเรียนรู้ของมนุษย์เรานะครับ มันแบ่งออกเป็น

10
00:59:49,466 --> 00:59:53,466
3 ประเภทใช่ไหมครับ อย่างแรก ก็คือ

11
00:59:55,137 --> 00:59:59,137
ความสามารถ การเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนรู้

12
00:59:59,602 --> 01:00:03,602
ทางสมองนะครับ เราเรียกว่าในพุทธิพิสัย

13
01:00:07,868 --> 01:00:11,146
นะครับ ส่วนภาษาอังกฤษก็คือ Corsenative

14
01:00:11,146 --> 01:00:15,146
นะครับ ส่วนความสามารถให้กลุ่มที่ 2 นะครับ เป็นความสามารถทางด้าน

15
01:00:18,186 --> 01:00:22,186
ร่างกายหรือการปฏิบัตินะครับ เราเรียกว่า

16
01:00:24,027 --> 01:00:25,923
ด้านทักษะพิสัยนะครับ ภาษาอังกฤษ ก็คือ

17
01:00:25,923 --> 01:00:29,058
นะครับ ส่วนการเรียนรู้ในกลุ่มที่ 3 ก็คือเป็นการเรียนรู้ที่

18
01:00:29,058 --> 01:00:33,058
ไปพัฒนาด้านจิตใจ อารมณ์

19
01:00:36,921 --> 01:00:40,921
ความรู้สึกนะครับ ก็คือด้านจิตพิสัย ภาษาอังกฤษ

20
01:00:44,525 --> 01:00:47,609
affective domain อันนี้คือ

21
01:00:47,609 --> 01:00:51,609
สมอง ร่างกาย แล้วก็จิตใจนะครับ มีอยู่ 3 กลุ่มในการเรียนรู้นะครับ

22
01:00:55,563 --> 01:00:59,563
เดี๋ยวอันนี้อาจารย์ขอข้ามไปเลยนะครับ ทีนี้มาถึงตรงนี้นะครับ เมื่อเรารู้แล้วนะครับ ว่าการ

23
01:01:00,370 --> 01:01:04,370
เรียนรู้ของเรา ของมนุษย์เรา

24
01:01:06,504 --> 01:01:10,504
มีกี่กลุ่มนะครับ ทีนี้ กระบวนการที่ทำให้เกิดการ

25
01:01:11,501 --> 01:01:15,501
เรียนรู้ ทั้งด้านสมอง ทั้งด้านร่างกาย ทั้งด้านจิตใจนี่

26
01:01:17,211 --> 01:01:21,211
มันก็จะมนุษย์เราแต่ละคนจะมีความถนัดในการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกัน

27
01:01:25,566 --> 01:01:29,566
นะครับ ความถนัดก็คือวิธีการนะครับ ที่มนุษย์

28
01:01:29,990 --> 01:01:31,059
แต่ละคนใช้ในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

29
01:01:31,059 --> 01:01:35,059
นะครับ ถนัดที่จะใช้วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

30
01:01:36,163 --> 01:01:40,163
นะครับ เราเรียกว่า "รูปแบบการเรียนรู้"

31
01:01:42,169 --> 01:01:45,615
รูปแบบการเรียนรู้ คือ วิธีการที่มนุษย์ใช้ใน

32
01:01:45,615 --> 01:01:49,615
การเรียนรู้นะครับ วิธีการที่ตนเองถนัดนะครับ ให้ทายนะครับ ให้ทายว่า

33
01:01:54,147 --> 01:01:55,801
เราคิดว่ามนุษย์เรา ใช้วิ...

34
01:01:55,801 --> 01:01:59,801
มีวิธีการใด... มีกี่วิธีการที่ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ

35
01:02:04,425 --> 01:02:06,787
ที่ถนัดที่จะใช้ในการเรียนรู้

36
01:02:06,787 --> 01:02:10,431
อาจารย์ถามก็ได้

37
01:02:10,431 --> 01:02:14,431
มีใคร เวลาเราจะเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งนี่

38
01:02:15,383 --> 01:02:19,383
จะเรียนรู้ด้วยวิธีไหน เราทำอย่างไร

39
01:02:22,421 --> 01:02:26,120
ถึงได้เรียนรู้จากมันได้ สังเกต อะไรอีกครับ ลงมือทำ อะไรอีก

40
01:02:26,120 --> 01:02:27,647
อีกอย่างหนึ่ง

41
01:02:27,647 --> 01:02:31,647
สังเกตใช้ประสาทสัมผัส

42
01:02:35,618 --> 01:02:39,618
ทางไหนเอ่ย ดวงตาใช่ไหมครับ ลงมือทำก็คือการเคลื่อนไหวร่างกาย การปฏิบัติ

43
01:02:46,098 --> 01:02:47,777
ใช่ไหม มีอีกช่องทางหนึ่งที่มนุษย์เรารับข้อมูล

44
01:02:47,777 --> 01:02:50,114
เข้าไปในสมองเรา

45
01:02:50,114 --> 01:02:51,946
ทางหูใช่ไหมครับ ก็คือการฟังนะครับ

46
01:02:51,946 --> 01:02:55,946
วิธีการเหล่านี้ เราเรียกว่า

47
01:02:58,713 --> 01:03:02,713
วิธีการในรูปแบบในการเรียนรู้ ก็คือวิธีการที่ถนัด

48
01:03:07,321 --> 01:03:07,513
ที่ใช้ในการเรียนรู้นะครับ ซึ่งแต่ละคนนะครับ แต่ละคนมีความถนัด

49
01:03:07,513 --> 01:03:11,513
ในการใช้วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

50
01:03:17,665 --> 01:03:19,738
นะครับ บางคนชอบเรียนรู้จากการฟังนะครับ ถ้าฟังจะเรียนรู้ได้ง่ายกว่า

51
01:03:19,738 --> 01:03:23,738
นะครับ บางคนนะครับ ชอบเรียนรู้

52
01:03:26,683 --> 01:03:28,479
จากการดูหรือการอ่านนะครับ

53
01:03:28,479 --> 01:03:32,479
ดูรูปภาพ ดูข้อความ ดูตัวหนังสือ ถนัดเรียนด้วยวิธี

54
01:03:35,810 --> 01:03:39,596
นั้นมากกว่าที่จะนั่งฟังให้คนอื่นพูดให้ฟัง

55
01:03:39,596 --> 01:03:40,890
นะครับ แต่บางคนนะครับ ชอบเรียนรู้

56
01:03:40,890 --> 01:03:44,694
จากการลงมือทำจริง ๆ นะครับ

57
01:03:44,694 --> 01:03:48,694
จะถนัดแบบนั้น ไม่ชอบที่จะนั่งฟังใครพูด

58
01:03:55,057 --> 01:03:58,099
นาน ๆ นะครับ แล้วก็ไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ชอบอ่านตัวอักษร ไม่ชอบอ่านข้อความนะครับ ชอบการปฏิบัติ

59
01:03:58,099 --> 01:04:02,099
มากกว่านะครับ อันนี้

60
01:04:03,783 --> 01:04:05,145
ดังนั้นนะครับ คนที่มีความถนัดในการ

61
01:04:05,145 --> 01:04:09,145
เรียนรู้จากการดูนะครับ เราเรียกว่าวิธีการเรียนรู้แบบ

62
01:04:12,949 --> 01:04:16,949
visual learning นะครับ visual learning

63
01:04:18,544 --> 01:04:21,217
นะ ที่เป็นสีม่วงนะครับ อันนี้เป็นความถนัดของรูปแบบที่ 1 ที่คนถนั่เป็นสีม่วงนะครับ อันนี้เป็นความถนัดของรูปแบบที่ 1 ที่คนถนัด

64
01:04:21,217 --> 01:04:24,492
อันที่ 2 ก็คือเรียนรู้จากการฟัง

65
01:04:24,492 --> 01:04:28,492
นะครับ ก็คือ Auditory Learning นะครับ Auditory

66
01:04:32,956 --> 01:04:35,848
Leaning ส่วนรูปแบบที่ 3

67
01:04:35,848 --> 01:04:39,848
ก็คือการเรียนรู้จากการปฏบัติร่างกาย

68
01:04:44,195 --> 01:04:48,147
Learning นะครับ ทีนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลคนหนึ่ง

69
01:04:48,147 --> 01:04:52,147
จะใช้คือวิธีการเดียวในการเรียนรู้นะครับ

70
01:04:55,297 --> 01:04:58,923
คนคนหนึ่งอาจจะมีความถนัด 2 อย่าง รวมกันก็ได้นะครับ ใช้ทั้ง 2 อย่าง ใช้วิธีทั้ง 2 อย่างรวมกัน

71
01:04:58,923 --> 01:05:01,547
หรือบางคนอาจจะใช้ทั้ง 3 อย่าง ใช้ทั้ง 3 วิธี

72
01:05:01,547 --> 01:05:05,547
ในการเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างร่วมกันก็ได้นะครับ

73
01:05:10,872 --> 01:05:14,872
แล้วแต่คนนะครับ แต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน มีรูปแบบในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น

74
01:05:20,094 --> 01:05:24,094
นะครับ เราจึงถ้าเราไปเป็นครูนะครับ เราจำเป็นต้องสังเกตนักเรียน

75
01:05:24,502 --> 01:05:25,957
สังเกตนักเรียนของเรานะครับ ว่านักเรียนของเรา

76
01:05:25,957 --> 01:05:29,917
มีความ มีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรบ้างนะครับ

77
01:05:29,917 --> 01:05:33,917
เราสามารถทำได้จากการสังเกตในชั้นเรียน

78
01:05:34,630 --> 01:05:38,247
นะครับ หรือว่าในระหว่างที่เรา

79
01:05:38,247 --> 01:05:42,247
ไปเยี่ยมบ้านนนักเรียนนะครับ อันนี้ทุกโรงเรียนได้ทำเป็นประจำอยู่แล้ว

80
01:05:47,912 --> 01:05:49,837
เป็นประจำทุกปีนะครับ เราก็สามารถสอบถามผู้ปกครอง สอบถามนักเรียนเพิ่มเติมก็ได้

81
01:05:49,837 --> 01:05:53,837
นะครับ หรือเราอาจจะใช้กิจกรรม

82
01:05:54,974 --> 01:05:58,974
Home room นะครับ ซึ่งทุกโรงเรียนก็มีกิจกรรม Home room อยู่แล้วนะคร

83
01:06:01,917 --> 01:06:05,917
ับ เราก็สามารถสอบถามนักเรียนในที่ปรึกษาเราได้นะครับ เราใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้เรา

84
01:06:07,246 --> 01:06:11,246
รู้ว่านักเรียนมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไร

85
01:06:13,654 --> 01:06:17,654
นะครับ ทีนี้ ทำไม... อาจารย์ถามว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องรู้จักรูปแบบ

86
01:06:19,381 --> 01:06:19,963
การเรียนรู้ของนักเรียน

87
01:06:19,963 --> 01:06:23,963
ถูกต้องครับ

88
01:06:31,527 --> 01:06:32,811
มันเป็นประโยชน์ทั้งกับนักเรียน มันเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวครูนะครับ มันเป็นประโยชน์ใน

89
01:06:32,811 --> 01:06:36,811
ทั้ง 2 ฝ่ายเลยนะครับ หากเรารู้

90
01:06:37,221 --> 01:06:41,221
ว่านักเรียนมีวิธีการ... มีรูปแบบการเรียนรู้

91
01:06:45,150 --> 01:06:47,117
อย่างไรแล้วนะครับ เราจะช่วยแนะนำนักเรียนได้

92
01:06:47,117 --> 01:06:48,507
นะครับ แล้วนักเรียนก็จะสามารถหา

93
01:06:48,507 --> 01:06:52,507
วิธีการในการเรียนรู้ที่เหมาะกับตนเองถนัดมากที่สุด

94
01:06:56,096 --> 01:06:58,110
นะครับ แล้วก็จะทำให้การเรียนรู้

95
01:06:58,110 --> 01:07:02,110
ของตัวนักเรียนนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุดนะครับ

96
01:07:02,720 --> 01:07:06,720
เราสังเกตจากตัวเราง่าย ๆ เลย ถ้าเราเรียนรู้

97
01:07:08,790 --> 01:07:10,095
จากการฟัง ถ้าให้เรามานั่งอ่านเราก็ไม่อยากอ่านใช่ไหม

98
01:07:10,095 --> 01:07:14,095
เราไม่ชอบที่จะดูตัวอักษร ไม่ชอบที่จะดูกราฟ ไม่ชอบ

99
01:07:20,575 --> 01:07:24,575
ที่จะดูตัวเลข แต่เราอยากฟังมากกว่านะครับ มันเพลินมากกว่า อันนี้ก็แล้วแต่คนนะครับ

100
01:07:27,406 --> 01:07:28,759
ว่ารูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นอย่างไรนะครับ เราจะ

101
01:07:28,759 --> 01:07:30,973
ช่วยแนะนำนักเรียนในวิธีการเรียนรู้

102
01:07:30,973 --> 01:07:32,254
นะครับ ให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่าง

103
01:07:32,254 --> 01:07:36,254
มีประสิทธิภาพมากที่สุด สำหรับตัวครูเองนะครับ คุณครูก็สามารถ

104
01:07:38,548 --> 01:07:40,949
ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้มันสอดคล้อง

105
01:07:40,949 --> 01:07:44,949
กับความถนัด

106
01:07:47,277 --> 01:07:51,277
ของนักเรียนนะครับ เราจะได้จัดกิจกรรมที่มีความสอดคล้องกับการ

107
01:07:54,801 --> 01:07:58,801
เรียนรู้ของนักเรียน นักเรียนจะได้เรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพได้เช่นเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้น

108
01:08:00,083 --> 01:08:04,083
หากในห้อง... มันแน่นอนอยู่แล้ว

109
01:08:06,142 --> 01:08:10,142
ว่าในห้องเรียนของเรา นักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน

110
01:08:15,941 --> 01:08:19,941
ในห้องเรียนของเรานะครับ 1 ห้องเรียน นักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างเดียวนะครับ เป็นไปไม่ได้แน่ ๆ นะครับ เพราะฉะนั้น

111
01:08:21,743 --> 01:08:23,712
กิจกรรมการเรียนการสอนที่เราจะจัดให้กับนักเรียน

112
01:08:23,712 --> 01:08:27,712
มันควรเป็นในลักษณะที่หลากหลาย มีกิจกรรม

113
01:08:28,031 --> 01:08:31,386
ให้นักเรียนได้ฟังด้วย มีกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้ลงมือ

114
01:08:31,386 --> 01:08:35,386
ปฏิบัติด้วยนะครับ มีกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้

115
01:08:37,557 --> 01:08:41,557
สังเกต ให้ได้อ่านด้วยตนเองด้วยนะครับ ก็ให้มันหลากหลาย เพื่อที่จะ

116
01:08:42,373 --> 01:08:46,373
ตอบสนองต่อรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย

117
01:08:48,970 --> 01:08:50,134
ในห้องเรียนของเรานะครับ

118
01:08:50,134 --> 01:08:54,134
เดี๋ยวอันนี้อาจารย์ขอข้ามไปนะครับ

119
01:08:58,087 --> 01:09:00,887
ทีนี้เรามาดู

120
01:09:00,887 --> 01:09:04,887
ว่าแล้วทฤษฎีการเรียนรู้นะครับ

121
01:09:11,365 --> 01:09:14,109
เราจะมาต่อที่ทฤษฎีการเรียนรู้นะครับ ว่าแล้วกลไกนะครับ ที่ทำให้

122
01:09:14,109 --> 01:09:18,109
นักเรียนเกิดการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรนะครับ

123
01:09:18,243 --> 01:09:21,957
มันก็จะมีวิวัฒนาการ

124
01:09:21,957 --> 01:09:25,957
ของทฤษฎีการเรียนรู้ตั้งแต่อดีตมาเรื่อย ๆ

125
01:09:28,634 --> 01:09:28,766
จนถึงในปัจจุบันนะครับ มีทฤษฎี

126
01:09:28,766 --> 01:09:32,766
เกิดขึ้นมาเรื่อย ๆ นะครับ แล้วทฤษฎีการเรียนรู้

127
01:09:37,578 --> 01:09:41,578
ก็มีอยู่หลายทฤษฎี แล้วก็ถูกจัดกลุ่ม

128
01:09:43,765 --> 01:09:47,745
ออกเป็นหลาย ๆ กลุ่มนะครับ มีทฤษฎีหลาย ๆ กลุ่มมาก หลัก ๆ ก็คือมีอยู่ 5 กลุ่มนะครับ มีอยู่ 5 กลุ่ม

129
01:09:47,745 --> 01:09:51,745
นะครับ ก่อนที่เราจะไปดูว่ามันมีทฤษฎี

130
01:09:57,757 --> 01:10:00,013
การเรียนรู้อะไรบ้างนะครับ เรามาดูความหมาย

131
01:10:00,013 --> 01:10:04,013
ของทฤษฎีการเรียนรู้ หรือ learning theory

132
01:10:08,800 --> 01:10:12,800
ว่าทฤษฎีการเรียนรู้มันหมายถึงอะไรนะครับ ทฤษฎีการเรียนรู้นะครับ

133
01:10:13,244 --> 01:10:17,244
มันอาจจะเป็นข้อความ เป็นหลักการ เป็นกฎนะครับ หรือเป็นคำอธิบายต่าง ๆ

134
01:10:18,118 --> 01:10:22,118
นะครับ เพื่อใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์

135
01:10:23,761 --> 01:10:27,761
ใน..ของการเรียนรู้ของมนุษย์นะครับ

136
01:10:29,925 --> 01:10:30,602
ในบางสิ่ง... ในบางด้าน ในบางมิติ

137
01:10:30,602 --> 01:10:32,977
นะครับ ว่าการเรียนรู้ในสิ่งนั้นมัน

138
01:10:32,977 --> 01:10:36,977
เกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับ เป็นการอธิบายว่า

139
01:10:39,457 --> 01:10:43,457
สิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับ

140
01:10:47,697 --> 01:10:48,356
แล้วมันมีปัจจัยใดบ้างที่มันส่งผลการเรียนรู้

141
01:10:48,356 --> 01:10:49,471
สิ่งนั้นของมนุษย์นะครับ เป็นคำอธิบาย

142
01:10:49,471 --> 01:10:53,471
นะครับ ว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

143
01:10:54,121 --> 01:10:58,121
นะครับ ในชั่วโมงที่แล้ว อาจารย์อาจจะพูด

144
01:11:03,510 --> 01:11:04,277
คร่าว ๆ ไปแล้วในส่วนของกลไกในสมองของเราใช่ไหมครับ

145
01:11:04,277 --> 01:11:05,030
ว่ามันเกิดจากการส่งสารสื่อ

146
01:11:05,030 --> 01:11:09,030
ประสาทระหว่างเซลล์ต่อเซลล์

147
01:11:12,839 --> 01:11:16,839
ไปเรื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ ส่งผ่านข้อมูล

148
01:11:19,558 --> 01:11:20,291
จาก Brine drive

149
01:11:20,291 --> 01:11:24,291
ก็จะไปต่อกับ Drain drive ต่อไป

150
01:11:25,208 --> 01:11:29,208
เรื่อย ๆ นะครับ จากถ้าเราจับนะ อย่างประสาทสัมผัสเราอยู่ที่มือนะครับ เราจับลูกบอล

151
01:11:35,148 --> 01:11:39,148
ทำไมเราถึงรู้ว่าที่เราจับอยู่

152
01:11:39,376 --> 01:11:42,650
เราได้สัมผัสลูกบอลแล้วประสาทสัมผัสจากมือเรามันก็ส่งกระแสประสาทไปเรื่อย ๆ จนถึง

153
01:11:42,650 --> 01:11:46,123
สมองเราใช่ไหมครับ แล้วอวัยวะ

154
01:11:46,123 --> 01:11:50,123
ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมรับข้อมูลที่ผ่าน

155
01:11:52,839 --> 01:11:56,839
ก็คือส่วนที่เป็นสมองส่วน

156
01:12:00,591 --> 01:12:04,591
Parietal lobe ตรงนี่ ตรงข้าง ๆ ข้างบนของเราใช่ไหมครับ ที่ควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ก็คือส่วนนี้

157
01:12:07,252 --> 01:12:07,913
หรือถ้าเรารับข้อมูลจากดวงตา หรือว่าเราอ่านหนังสือใช่ไหมครับ ไอ

158
01:12:07,913 --> 01:12:11,913
้ข้อมูลเหล่านั้นมันก็จะผ่านทางดวงตาของเรา และ

159
01:12:16,042 --> 01:12:20,042
ส่งผ่านมายังสมองส่วนท้ายทอย

160
01:12:20,268 --> 01:12:24,268
ตรง Occipital lobe ตรงนี้ อันนี้พูดไป

161
01:12:26,406 --> 01:12:27,626
อาทิตย์ที่แล้วนะครับ อันนี้มันก็เป็นองค์ความรู้

162
01:12:27,626 --> 01:12:31,626
ในปัจจุบันนะครับ ที่มีการค้นพบ แต่ในอดีต

163
01:12:32,131 --> 01:12:36,131
มันยังไม่มีความรู้พวกนี้นะครับ มันยังไม่มีเครื่องแสกน

164
01:12:40,849 --> 01:12:44,416
นะครับ ในอดีตเขาก็การที่เราจะเสนอจะเสนอทฤษฎีการเรียนรู้เข้ามา มันก็จะผ่าน

165
01:12:44,416 --> 01:12:45,435
ทดลองผ่านการสังเกตเหมือนกันนะครับ

166
01:12:45,435 --> 01:12:49,435
แต่ว่าแรกเริ่มเลยนะครับ

167
01:12:50,502 --> 01:12:54,502
เดี๋ยวเรามาดูว่า แล้วทฤษฎีการเรียนรู้มีกี่กลุ่ม

168
01:12:56,451 --> 01:13:00,451
อันนี้จัดเป็นกลุ่ม เป็น 5 กลุ่มหลัก ๆ นะครับ กลุ่มแรก ก็คือกลุ่ม

169
01:13:01,049 --> 01:13:05,049
พฤติกรรมนิยมนะครับ หรือว่ากลุ่ม

170
01:13:12,857 --> 01:13:15,680
นะครับ กลุ่มนี้ก็จะมีหลายทฤษฎี ส่วนใหญ่เราจะได้เรียนใน

171
01:13:15,680 --> 01:13:19,680
จิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ เราอาจจะเคยได้ยินฮาฟร็อก

172
01:13:24,412 --> 01:13:26,730
ใช่ไหมครับ Screener ใช่ไหมครับ

173
01:13:26,730 --> 01:13:27,184
อันนี้เป็นทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยม

174
01:13:27,184 --> 01:13:31,184
ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 2 ก็คือมนุษย์นิยม

175
01:13:33,097 --> 01:13:37,097
หรือ Human

176
01:13:40,325 --> 01:13:41,820
ที่อยู่ในที่เราเรียนในสาขาจิตวิทยา

177
01:13:41,820 --> 01:13:42,281
นะครับ อาจารย์จะไม่สอนซ้ำนะครับ ซึ่ง

178
01:13:42,281 --> 01:13:46,281
แต่จะเล่าคร่าว ๆ ว่าทฤษฎีในกลุ่ม

179
01:13:52,869 --> 01:13:54,532
นิยมนี่เขาศึกษาอย่างไรนะครับ อย่างที่บอกไปว่าในอดีต

180
01:13:54,532 --> 01:13:58,532
มันไม่มีเครื่องที่ช่วยสแกนในสมอง ดูว่า

181
01:14:02,075 --> 01:14:06,075
พฤติกรรมในสมองว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่

182
01:14:06,209 --> 01:14:10,209
เขาทดลองกับสัตว์ใช่ไหมครับ อย่าง

183
01:14:12,592 --> 01:14:16,187
ฮาฟล็อกทดลองกับสุนัขใช่ไหม ที่เอากระดิ่งมาสั่น

184
01:14:16,187 --> 01:14:20,187
แล้วก็สังเกตว่า... แล้วก็เอาผลเนื้อมาล่อ แล้วก็สุนัขน้ำลาย

185
01:14:20,435 --> 01:14:24,236
ก็จะไหลใช่ไหมครับ อันนั้นเขาเริ่มสังเกต

186
01:14:24,236 --> 01:14:25,164
เขาเริ่มทดลองจากสัตว์นะครับ แล้วดูสัตว์

187
01:14:25,164 --> 01:14:27,818
ว่ามันแสดงออกอย่างไรนะครับ แล้วก็

188
01:14:27,818 --> 01:14:31,818
นำมาสรุปข้อมูล แล้วก็เสนอเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ขึ้นมา

189
01:14:33,678 --> 01:14:36,513
นะครับ แต่มันก็จะไม่... อธิบาย

190
01:14:36,513 --> 01:14:40,513
ทุกอย่างของมนุษย์ไม่ได้ เพราะตอนนั้นเขาทดลองกับสัตว์นะครับ แต่ตอนนี้

191
01:14:42,383 --> 01:14:44,521
เป็นคนนะครับ แต่เขาก็ใช้วิธีการทดลอง

192
01:14:44,521 --> 01:14:46,250
จากสัตว์นะครับ ซึ่งทฤษฎีในกลุ่ม

193
01:14:46,250 --> 01:14:50,250
พฤติกรรมนิยมนี่เขามาใช้ในแวดวงศึกษา

194
01:14:55,923 --> 01:14:59,923
นะครับ เพื่อนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กนักเรียนของเรา ของผู้เรียนของเรานะครับ

195
01:15:01,108 --> 01:15:01,154
ส่วนพฤติกรรมในกลุ่มที่ 2

196
01:15:01,154 --> 01:15:05,154
กลุ่ม Human เป็นทฤษฎี

197
01:15:12,893 --> 01:15:15,881
ถึงเกี่ยวกับด้านอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์นะครับ แล้วเขาก้จะจัดสภาวะ

198
01:15:15,881 --> 01:15:18,429
การเรียนการสอนนี่ ให้มันเอื้อต่อความต้องการ

199
01:15:18,429 --> 01:15:21,419
ของผู้เรียนนะครับ เป็นหลัก ก็คือตอบสนอง

200
01:15:21,419 --> 01:15:25,419
ความเป็นมนุษย์ให้ได้มากที่สุดนะครับ เพื่อให้อยู่ในสภาวะ

201
01:15:27,734 --> 01:15:31,734
ที่นักเรียนอยากเรียนอยากรู้นะครับ

202
01:15:34,036 --> 01:15:38,036
แต่วิชาของเรา จะมาสนใจ ใน 3 กลุ่มข้างล่างนะครับ ก็คือกลุ่ม

203
01:15:41,244 --> 01:15:41,557
ปัญญานิยม บางทีภาษาไทย

204
01:15:41,557 --> 01:15:45,557
เขาก้จะใช้คำว่า "พุทธินิยม"

205
01:15:49,353 --> 01:15:51,315
มาจากภาษาอังกฤษ คือ

206
01:15:51,315 --> 01:15:55,315
คำว่า ที่แปลว่า

207
01:15:56,401 --> 01:15:59,417
การรู้คิดนะครับ ที่แปลว่า Cognition

208
01:15:59,417 --> 01:16:03,417
มันเป็นกลุ่มทฤษฎี ถ้าทฤษฎ

209
01:16:08,908 --> 01:16:09,441
มันจะลงท้าย ism นะครับ ism ก็คือเป็นการ

210
01:16:09,441 --> 01:16:13,441
เกาะติดอยู่ในสิ่งนั้น

211
01:16:15,541 --> 01:16:19,541
เหมือน alcoholism

212
01:16:24,914 --> 01:16:28,914
นะครับ ก็คือเป็นการเกาะติดอยู่กับแอลกอฮอล์ใช่ไหมครับ อันนี้ก็เหมือนกันนะครับ ลงได้ด้วย ism ก็คือ

213
01:16:32,379 --> 01:16:36,379
เราหมกหมุ่นเกาะติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นคำอยู่ข้างหน้านะครับ ก็คือที่ราหมกหมุ่นเกาะติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นคำอยู่ข้างหน้านะครับ ก็คือที่

214
01:16:40,409 --> 01:16:41,471
มาจากการรู้คิดใช่ไหมครับ เติม ism เข้าไป ก็คือ

215
01:16:41,471 --> 01:16:45,471
กลุ่มที่เกาะติดหลงไหล

216
01:16:47,020 --> 01:16:47,470
นะครับ เพราะฉะนั้น ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับ

217
01:16:47,470 --> 01:16:51,470
การคิดนะครับ ก็จะเป็นทฤษฎีที่อยู่ใน

218
01:16:56,924 --> 01:16:59,836
ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 4 อันนี้คือทฤษฎี

219
01:16:59,836 --> 01:17:03,599
ร่วมสมัยนะครับ ที่ทุกคนที่

220
01:17:03,599 --> 01:17:07,599
เรียน ที่เรียนทางการศึกษา

221
01:17:08,818 --> 01:17:12,818
จำเป็นต้องรู้จักนะครับ ทฤษฎีการเรียนรู้ด้วยตนเอง

222
01:17:16,008 --> 01:17:17,707
หรือ constractrism

223
01:17:17,707 --> 01:17:21,707
ในจิตใจของเราทุกคนนะครับ ในการเป็นครุนะครับ ถึงแม้ว่า

224
01:17:24,129 --> 01:17:28,032
มันจะถูกค้นพบ แล้วก็เผยแพร่มานานแล้ว

225
01:17:28,032 --> 01:17:32,032
ทุกวันนี้มันก็ยังเป็นที่นิยมที่นำมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้นักเรียน

226
01:17:39,530 --> 01:17:43,530
อยู่นะครับ จึงเรียกว่า "ทฤษฎีร่วมสมัย"

227
01:17:44,298 --> 01:17:48,217
นะครับ อดีตก็ยังใช้อยู่ ปัจจุบันก็ยังมีการ

228
01:17:48,217 --> 01:17:52,217
ใช้อยู่ก็คือร่วมสมัยกับปัจจุบันนะครับ ซึ่งทีนี้

229
01:17:54,144 --> 01:17:58,144
สำหรับ Constructivism

230
01:17:58,761 --> 01:18:02,761
ร่วมสมัยนะครับ แต่ว่าอาจารย์ดึง

231
01:18:05,804 --> 01:18:06,985
กลุ่มหนึ่งของตัวมันเดี่ยว ๆ นะครับ เพราะว่าอยากเน้นย้ำให้

232
01:18:06,985 --> 01:18:10,985
นักศึกษา อยากให้รู้จักกับมัน

233
01:18:14,906 --> 01:18:18,906
จริง ๆ นะครับ ส่วนที่ทฤษฎีร่วมสมัยอย่างที่บอกว่าเป็นทฤษฎีที่

234
01:18:21,499 --> 01:18:25,499
ก็ยังใช้อยู่นะครับ ก็จะมีทฤษฎี constructionism

235
01:18:26,840 --> 01:18:30,840

236
01:18:32,957 --> 01:18:36,301
อันนี้เราน่าจะรู้จัก ...พหุปัญหา ว่ามนุษย์เรามีความสามารถ

237
01:18:36,301 --> 01:18:40,301
อยู่หลายด้านใช่ไหมครับ ไม่ได้มีเพียงแค่ด้าน

238
01:18:40,897 --> 01:18:44,736
คำนวณกับด้านภาษาเท่านั้น แต่จริง ๆ

239
01:18:44,736 --> 01:18:48,736
มันมีอย่างน้อย 8 ด้านนะครับ เดี๋ยวเราค่อยไปดูกันนะครับ

240
01:18:50,339 --> 01:18:52,836
อีกทฤษฎีหนึ่งที่อาจารย์เอามา

241
01:18:52,836 --> 01:18:56,552
ในกลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมสมัย ก็คือ

242
01:18:56,552 --> 01:19:00,552
Connect Elism

243
01:19:03,737 --> 01:19:04,298
แปลว่าอะไรครับ Connect เชื่อมต่อ

244
01:19:04,298 --> 01:19:08,298
ใช่ไหมครับ อันนี้ก็เป็นทฤษฎีที่เชื่อมต่อ

245
01:19:08,582 --> 01:19:12,582
เชื่อมโยงองค์ความรู้ของมนุษย์นะครับ เดี๋ยวเราค่อย

246
01:19:13,307 --> 01:19:17,307
ดูในรายละเอียดไปทีละทฤษฎี

247
01:19:20,687 --> 01:19:22,045
อันนี้อาจารย์จะไม่พูดนะ เดี๋ยวเราเรียนวิชาจิตวิทยาอยู่แล้ว

248
01:19:22,045 --> 01:19:26,045
นะครับ อันนี้เป็น Skinner ใช่ไหมครับ Skinner Block

249
01:19:32,361 --> 01:19:36,145
ทฤษฎีของ Skinner

250
01:19:36,145 --> 01:19:40,145
สังเกตพฤตกรรมของหนูนะครับ

251
01:19:44,979 --> 01:19:48,979
เราต้องได้เรียนแน่ ๆ นะครับ ทีนี้เรามาดูของเรา ทฤษฎีในกลุ่มปัญญานิยม

252
01:19:49,792 --> 01:19:51,539
นะครับ หรือ

253
01:19:51,539 --> 01:19:53,164
ทฤษฎีนี้มุ่งศึกษากลไก

254
01:19:53,164 --> 01:19:56,527
ของสมองนะครับ ว่ากระบวนการเรียนรู้

255
01:19:56,527 --> 01:20:00,527
ของมนุษย์เราเกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับ

256
01:20:04,713 --> 01:20:07,620
การเรียนรู้ของเราจะเกิดขึ้น

257
01:20:07,620 --> 01:20:10,150
เมื่อมีสิ่งกระตุ้นนะครับ อันนี้คือ

258
01:20:10,150 --> 01:20:14,150
Stemulus

259
01:20:15,579 --> 01:20:19,579
สิ่งกระตุ้น ก็คือสารสนเทศ

260
01:20:24,319 --> 01:20:25,152
ที่เราเข้ามาทางประสาทสัมผัสของเรา

261
01:20:25,152 --> 01:20:29,152
ทางหู ทางตา จมูก ทางลิ้น ทางมือ

262
01:20:30,983 --> 01:20:34,983
ทางเท้าทุกอย่างเลยนะครับ สิ่งกระตุ้นที่มันอยู่ภายนอก แล้วมากระทบเรา ผ่านประส่ทสัมผัส

263
01:20:39,377 --> 01:20:42,052
ด้านต่าง ๆ ได้ไหมครับ เรียกว่าสิ่งกระตุ้น

264
01:20:42,052 --> 01:20:46,052
อย่างตอนนี้อาจารย์กำลังบรรยายให้เราฟังนะครับ อาจารย์ก็เสียงของอาจารย์ก็จะเป็น

265
01:20:49,603 --> 01:20:53,603
สิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้า ก็คืออันนี้

266
01:20:56,000 --> 01:20:58,952
นะครับ ก็คืออันนี้นะครับ พอมันสิ่งกระตุ้นมาส่งไปที่ประสาทสัมผัส

267
01:20:58,952 --> 01:21:02,952
ของเรานะครับ ประสาทสัมผัสของเรา

268
01:21:03,930 --> 01:21:07,930
เสียง sensory memory

269
01:21:13,010 --> 01:21:15,376
ใช่ไหมครับ ถ้าเราอ่านข้อความที่อยู่ในสไลด์อาจารย์ด้วย สิ่งกระตุ้น

270
01:21:15,376 --> 01:21:18,153
มันก็จะเป็นข้อความด้วยนะครับ แสดงว่า

271
01:21:18,153 --> 01:21:22,153
ตอนนี้ส่งไปยังนักศึกษามีอย่างอย่าง

272
01:21:25,248 --> 01:21:28,477
ไปพร้อม ๆ กันนะครับ ทีนี้ พอมันส่งไปถึงตัวเรานะครับ มันก็จะมีตรง

273
01:21:28,477 --> 01:21:32,477
ประสาทสัมผัสรับข้อมูลมานะครับ

274
01:21:35,245 --> 01:21:39,245
แล้วเขาเรียกว่า Sensory memory นะครับ

275
01:21:44,463 --> 01:21:47,799
เป็นการจดจำที่เกิดจากการรับข้อมูลเข้าไปนะครับ เป็นส่วนที่จดจำแต่ไม่มีใครรู้

276
01:21:47,799 --> 01:21:50,875
หรอกว่าตรงนี้มันอยู่ตรงไหนนะครับ แต่ว่าร่างกาย

277
01:21:50,875 --> 01:21:54,875
ของเราจะเกิดกลไก

278
01:21:55,151 --> 01:21:59,151
การจดจำจากประสาทสัมผัสที่รับข้อมูลเข้าไป

279
01:21:59,280 --> 01:22:01,232
นะครับ พอรับเข้าไปแล้วเกิดการ

280
01:22:01,232 --> 01:22:05,232
จดจำแล้ว มันจะมี 2 ทางที่จะเกิดขึ้น

281
01:22:06,564 --> 01:22:10,564
หลังจากนั้นนะครับ หากตัวบุคคล

282
01:22:13,038 --> 01:22:17,038
หรือตัวนักศึกษาไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนี้ หรือสิ่งเร้านี้นะครับ

283
01:22:17,520 --> 01:22:21,520
หากเราไม่สนใจ

284
01:22:24,424 --> 01:22:28,424
เราจะ Fogot คืออะไรเอ่ย

285
01:22:32,959 --> 01:22:34,015
Foget Fogot ก็คือลืมใช่ไหมครับ ถ้าเราไม่สนใจจในสิ่งกระตุ้นนั้นนะครับ

286
01:22:34,015 --> 01:22:38,015
ข้อมูลที่ส่งมายัง Censory memory

287
01:22:43,803 --> 01:22:47,803
เราจะลืมเลย ลืมไปเลยนะครับ ไม่เกิดการเรียนรู้

288
01:22:49,045 --> 01:22:51,322
เพราะชั่วโมงที่แล้ว บอกแล้วว่าการเรียนรู้มันจะ

289
01:22:51,322 --> 01:22:53,183
เราจะเรียกว่าการเรียนรู้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง

290
01:22:53,183 --> 01:22:55,978
พฤติกรรมอย่างถาวรใช่ไหมครับ เพราะตอนนี้ถ้า

291
01:22:55,978 --> 01:22:58,958
มันลืมปุ๊บ มันไม่เกิดแน่ ๆ นะครับ

292
01:22:58,958 --> 01:22:59,256
ทีนี้ ต่อมา หากเรามี

293
01:22:59,256 --> 01:23:03,256
ความสนใจกับสิ่งกระตุ้นนี้นะครับ

294
01:23:03,389 --> 01:23:07,389
ข้อมูลที่อยู่ใน Sensory memory

295
01:23:13,957 --> 01:23:17,957
มันจะถูกส่งมายัง Working M

296
01:23:20,805 --> 01:23:22,511
emory นะครับ ความรู้ของเรานะครับ มันจะส่งผ่านมายังความจำ

297
01:23:22,511 --> 01:23:26,511
ปฏิบัติการนะครับ ความจำปฏิบัติการหรือ Working Memory

298
01:23:29,392 --> 01:23:33,392
นะครับ Working Memory นี้

299
01:23:35,174 --> 01:23:35,611
ก็ยังไม่ได้เป็นความจำที่อยู่กับเราอย่างยาวนาน

300
01:23:35,611 --> 01:23:36,118
ยังไม่อยู่กับเราอย่างยาวนานนะครับ

301
01:23:36,118 --> 01:23:40,118
แต่ว่าหากเราสามารถส่งผ่าน

302
01:23:41,475 --> 01:23:45,475
ความรู้จาก Sensory memory มายัง Working Memory

303
01:23:53,061 --> 01:23:53,863
แล้ว เราจะสามารถเอาความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการกระทำการทุกสิ่งทุกอย่างได้

304
01:23:53,863 --> 01:23:57,863
อาจจะไปทำแบบฝึกหัด อาจจะเอาไปอธิบาย

305
01:23:58,011 --> 01:24:02,011
ให้เพื่อนฟังนะครับ หรืออธิบายในเพื่อ

306
01:24:09,066 --> 01:24:10,475
ในการสร้างผลิตภัณฑ์นั่นนู่นนี่ เอาไปทำประโยชน์ต่อได้

307
01:24:10,475 --> 01:24:14,475
นะครับ หากเราสามารถนำข้อมูลมาไว้ยัง Working Memory ได้แล้วนะครับ

308
01:24:14,532 --> 01:24:17,485
ทีนี้

309
01:24:17,485 --> 01:24:21,485
อย่างที่บอกว่า Working Memory

310
01:24:26,449 --> 01:24:28,219
มันก็ยังไม่ใช่ความจำที่ยังอยู่ติดตัวกับเราอย่างยาวนาน เราต้องมีวิธีการนะครับ วิธีการ

311
01:24:28,219 --> 01:24:32,219
อย่างหนึ่งที่เราเรียกว่า End Close

312
01:24:39,855 --> 01:24:43,855
นะครับ End close ก็คือการเข้ารหัสส

313
01:24:44,172 --> 01:24:45,845
มีวิธีการแปลงจาก Working Memory

314
01:24:45,845 --> 01:24:48,292
ให้มันเอามากักเก็บไว้ใน Long Term Memory

315
01:24:48,292 --> 01:24:52,292
ให้ได้นะครับ Long Turm Memery

316
01:24:57,079 --> 01:25:01,079
คือ ความจำระยะยาวนะครับ เมื่อใดก็ตามที่องค์ความรู้มันถูกส่งผ่านไปยัง Long turm memory

317
01:25:03,001 --> 01:25:03,182
ได้แล้ว ตอนนี้ล่ะ มันจะอยู่กับเราอย่างยาวนานเลยนะครับ

318
01:25:03,182 --> 01:25:07,182
เราจะไม่ลืม มันจะอยู่กับเราเป็นปี

319
01:25:10,592 --> 01:25:12,381
นะครับ ทีนี้ แล้ว End coding ทำ

320
01:25:12,381 --> 01:25:14,919
อย่างไรล่ะนะครับ จะทำอย่างไร ที่

321
01:25:14,919 --> 01:25:18,919
แปลงจาก Working Memory เป็น Long Term Memory

322
01:25:23,873 --> 01:25:27,873
ได้นะครับ อันนี้ไม่มีใครรู้ว่าวิธีการใด

323
01:25:27,963 --> 01:25:31,826
มันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดของแต่ละคน

324
01:25:31,826 --> 01:25:35,826
อันนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคลนะครับ

325
01:25:36,726 --> 01:25:40,726
บางคนใช้วิธีการ End coding

326
01:25:44,190 --> 01:25:48,190
จากการแต่งเป็นเพลง แล้วก็จดจำ บางคนอาจจะทำแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบ

327
01:25:48,659 --> 01:25:52,659
Mind Map ให้มันเห็นภาพได้ครอบคลุมมากขึ้น

328
01:25:54,414 --> 01:25:57,669
ได้ง่ายขึ้น บางคนอาจจะใช้สีสัน

329
01:25:57,669 --> 01:25:58,348
เป็นแทนตัวอักษรเพื่อให้ End coding ได้ง่าย

330
01:25:58,348 --> 01:26:01,048
ขึ้น แต่มีวิธีการหนึ่ง

331
01:26:01,048 --> 01:26:05,048
ที่ง่ายที่... ก็ไม่เชิงว่าง่าย แต่เป็นวิธี

332
01:26:07,070 --> 01:26:11,070
การหนึ่งที่ได้ผลแน่ ๆ เรารู้ไหมว่า

333
01:26:13,174 --> 01:26:17,174
ทำอย่างไร รู้ไหมครับ วิธีการหนึ่งที่เป็นวิธีการที่เกิดขึ้นได้แน่ ๆ

334
01:26:19,010 --> 01:26:23,010
ในการ End code ที่เราจะแปลงจาก Working Memory

335
01:26:27,705 --> 01:26:30,621
ไปยัง Long term memery

336
01:26:30,621 --> 01:26:34,621
ชั่วโมงที่แล้วมีใครจำได้ไหม ว่าการที่เราจะจำอะไรได้นาน ๆ นี่ตรงเซลล์

337
01:26:36,405 --> 01:26:40,022
เซลล์ประสาทของเราที่ไซแนบ

338
01:26:40,022 --> 01:26:44,022
กันน่ะ ระหว่าง

339
01:26:49,112 --> 01:26:52,788
เอ็กซอลได้อย่างแข็งแรงนะครับ ข้อมูลมันก็จะส่งผ่านข้อมูลได้ง่ายขึ้น เราก็จะจำได้ดีเราจำได้ไหม ว่า

340
01:26:52,788 --> 01:26:55,133
วิธีการใดจึงจะทำให้ตรงไซแนบนั้น

341
01:26:55,133 --> 01:26:57,789
มันต่อกันอย่างแข็งแรง

342
01:26:57,789 --> 01:26:59,766
อาทิตย์ที่แล้ว ก็คือ

343
01:26:59,766 --> 01:27:03,766
ทำซ้ำ ๆ นะครับ การทำซ้ำ ๆ จะช่วย

344
01:27:06,513 --> 01:27:10,513
ให้ตำแหน่ง Synapse เดี๋ยวเปิดให้ดู

345
01:27:11,310 --> 01:27:15,310
นี่ครับ

346
01:27:16,615 --> 01:27:20,615
ตรงที่อาจารย์วงกลมเอาไว้นะครับ ตรงนี้

347
01:27:20,690 --> 01:27:24,690
เวลามันส่งผ่าน มันจะส่งผ่าน Drain Drive และผ่าน Axon

348
01:27:30,780 --> 01:27:34,780
แล้วก็ต่อมาที่ Dain dri

349
01:27:37,125 --> 01:27:41,125
ve นะครับ มันเปรียบเสมือนเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูลถ้าเราอยากชำนาญอะไร หรือจำอะไรได้นาน ๆ นี่ตรง Synapse เราต้อง

350
01:27:45,022 --> 01:27:49,022
ต่อกันให้มันแน่น เมื่อใดที่มันหลุด

351
01:27:50,684 --> 01:27:52,193
เราก็จะลืมนะครับ เพราะว่าถนนมันไปแล้ว มันส่งผ่านข้อมูลหากันไม่ได้นะครับ

352
01:27:52,193 --> 01:27:56,193
เพราะฉะนั้น เราต้องทำให้ Synapse นี่

353
01:28:01,728 --> 01:28:05,728
มันต่อกันอย่างแข็งแรงนะครับ ซึ่งการต่อมันให

354
01:28:09,137 --> 01:28:09,601
เราจะใช้วิธีการทำซ้ำ ๆ นะครับ ทำซ้ำ ๆ ทำซ้ำ ๆ ร่างกายของเรา

355
01:28:09,601 --> 01:28:13,391
จะรู้ว่าถนนเส้นนี้มันยังใช้อยู่นะครับ

356
01:28:13,391 --> 01:28:17,391
มันก็จะต่อกันเอาไว้อยู่ แต่เมื่อใดก็ตามที่

357
01:28:25,141 --> 01:28:26,011
ไม่ทำสิ่งนั้นแล้ว เป็นระยะเวลาที่ยาวนานระยะหนึ่ง

358
01:28:26,011 --> 01:28:28,350
นะครับ ร่างกายของเราจะรับรู้ว่าถนนเส้นนี้เราไม่ได้ใช้งานมันแล้ว

359
01:28:28,350 --> 01:28:32,350
มันก็... สมองก็จะถูกสั่งให้ตัดออก

360
01:28:38,764 --> 01:28:39,722
นะครับ เพราะว่าพื้นที่ในสมองเราจะมีจำกัดนะครับ

361
01:28:39,722 --> 01:28:43,722
เราจะสร้างถนนเส้นใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่ได้นะครับ

362
01:28:47,117 --> 01:28:49,088
มันเต็มนะครับ มันต้องตัดออก อันไหนไม่ใช้เราต้องตัดออก

363
01:28:49,088 --> 01:28:53,088
นะครับ เพราะฉะนั้น การ End coding นะครับ

364
01:28:56,934 --> 01:29:00,934
การ End coding นะครับ การ End coding การ End coding

365
01:29:01,673 --> 01:29:05,673
หรือการเข้ารหัสเพื่อนำข้อมูลจาก Working memory มายัง Long term

366
01:29:08,361 --> 01:29:12,361
Memory มายัง long term mem

367
01:29:13,153 --> 01:29:15,259
ory วิธีการที่ง่ายที่สุดของแต่ละคน ก็คือท่องหรือทำซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ๆ นะครับ

368
01:29:15,259 --> 01:29:19,259
เดี๋ยวมันจะมาถึง Long term Memory ได้

369
01:29:21,073 --> 01:29:25,073
เรามีความถนัดด้วยวิธีการอื่นก็ทำได้นะครับ

370
01:29:29,160 --> 01:29:30,523
ไม่ได้หมายความว่าการทำซ้ำอย่างเดียว ขึ้นอยู่กับความถนัด

371
01:29:30,523 --> 01:29:34,523
ของเรานะครับ ทีนี้พอมันอยู่ใน Long term Memory แล้วนะครับ

372
01:29:36,496 --> 01:29:38,090
เราสามารถดึง

373
01:29:38,090 --> 01:29:42,090
เราสามารถ Retry ก็คือการนำกลับเข้ามา

374
01:29:46,387 --> 01:29:49,620
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องการที่จะใช้ข้อมูลชุดนี้

375
01:29:49,620 --> 01:29:51,728
มาสร้าง มาใช้ประโยชน์อะไรสักอย่างนะครับ

376
01:29:51,728 --> 01:29:55,728
สมมติว่า เรา End Coding วันนี้เสร็จแล้ว

377
01:29:58,915 --> 01:30:02,915
ความรู้เหล่านั้นมันอยู่ใน Long term Memory แล้ว สัปดาห์

378
01:30:04,318 --> 01:30:08,318
หน้านะครับ มีอาจารย์สั่งงานให้เราทำ ซึ่งงานชิ้นนั้นมันต้องใช้ข้อมูล

379
01:30:12,163 --> 01:30:16,163
ที่อยู่ใน Long term Memory เราสามารถ

380
01:30:17,176 --> 01:30:20,108
แล้วก็เอามากลับมาทำงานส่งอาจารย์ได้ เราสามารถดึงหรือเรียกกลับมันมาใช้ได้ตลอดเวลานะครับ

381
01:30:20,108 --> 01:30:21,551
สามารถเอาข้อมูลไปไว้ยัง

382
01:30:21,551 --> 01:30:25,551
Long term Memory ได้

383
01:30:31,762 --> 01:30:34,063
นะครับ เราสามารถดึงกลับมาแล้วเอามาใช้ประโยชน์

384
01:30:34,063 --> 01:30:38,063
ได้เลยนะครับ แต่ถ้าแต่ถ้าเราเอาข้อมูลไว้ Working Memory แต่ไม่สามารถ

385
01:30:41,257 --> 01:30:45,257
ส่งผ่านมายัง Long term Memory

386
01:30:47,516 --> 01:30:51,516
ถ้าเราไม่สามารถทำให้มันมายัง Long term Memory

387
01:30:52,158 --> 01:30:52,548
ได้เหมือนกันนะครับ มันก็จะเกิดการลืมได้เหมือนกัน

388
01:30:52,548 --> 01:30:53,690
นะครับ เพราะฉะนั้น

389
01:30:53,690 --> 01:30:57,690
ตรง End coding นี่สำคัญ เราต้องหาวิธี

390
01:31:04,739 --> 01:31:05,318
การของเรา เพื่อแปลงจากความจำระดับปฏิบัติการ

391
01:31:05,318 --> 01:31:07,479
มายังความจำระยะยาวให้ได้นะครับ อันนี้ก็

392
01:31:07,479 --> 01:31:11,479
เป็นคำอธิบายปรากฎการณ์การเรียนรู้ของสมอง

393
01:31:20,971 --> 01:31:23,365
นะครับ เราเรียกว่าทฤษฎี

394
01:31:23,365 --> 01:31:27,365
Information กระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูลนะครับ

395
01:31:41,203 --> 01:31:45,203
ทฤษฎีต่อมานะครับ คือทฤษฎีสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเองหรือว่า Constructionism

396
01:31:49,209 --> 01:31:51,481
นะครับ ทฤษฎี

397
01:31:51,481 --> 01:31:55,196
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับ อย่างที่บอกว่าอันนี้สำคัญทุกคนจำเป็นต้องรู้จัก

398
01:31:55,196 --> 01:31:57,208
นะครับ ทฤษฎีนี้มันเกิด

399
01:31:57,208 --> 01:32:01,208
จากการรวมเอา 2 ทฤษฎีเข้าด้วยกันนะครับ

400
01:32:05,146 --> 01:32:09,146
เกิดจากรวม 2 ทฤษฎี ทฤษฎีแรกที่เขารวมมา ก็คือทฤษฎี

401
01:32:13,526 --> 01:32:17,526
พัฒนาการทางเชาว์ปัญญาของ PRJ

402
01:32:21,197 --> 01:32:23,875
รู้จัก PRJ

403
01:32:23,875 --> 01:32:27,875
ที่เอามารวมนะครับ อันนี้เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับชื่อนะครับ ทฤษฎีแมารวมนะครับ อันนี้เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นกับชื่อนะครับ ทฤษฎี

404
01:32:33,222 --> 01:32:37,222
ของ อาจจะคุ้นหรือไม่คุ้น แต่คิดว่าไม่ค่อยน่าจะคุ้น อันนี้ไม่น่าจะรู้จัก

405
01:32:41,028 --> 01:32:45,028
แต่ส่วนใหญ่จะรู้จัก PRJ Cognitivism หรือทฤษฎีสร้างความรู้ด้วยตนเอง

406
01:32:48,934 --> 01:32:49,508
เกิดจากการรวมกันของ 2 ทฤษฎีนะครับ

407
01:32:49,508 --> 01:32:53,508
โดยทฤษฎีแรกของ PRJ นี่

408
01:32:57,230 --> 01:32:57,379
ที่อธิบายถึงปรากฏการณ์การเรียนรู้

409
01:32:57,379 --> 01:32:59,261
ของตัวบุคคลแต่ละคนนะครับ ของตัวบุคคลแต่ละคน

410
01:32:59,261 --> 01:33:03,261
แต่ละคน แต่ถ้าเป็นไวก็อตสกี

411
01:33:03,345 --> 01:33:07,345
อธิบายถึงการเรียนรู้ที่เกิด

412
01:33:10,690 --> 01:33:14,690
การสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

413
01:33:14,761 --> 01:33:15,478
ร่วมกับผู้อื่นแล้วทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

414
01:33:15,478 --> 01:33:19,478
นะครับ เขาเลยรวมเอา 2 ทฤษฎีนี้

415
01:33:20,498 --> 01:33:24,498
รวมไว้ด้วยกันนะครับ แน่นอนว่าใคร

416
01:33:26,522 --> 01:33:28,402
จะเกิดการเรียนรู้ได้ ต้องการเกิดจากการเข้าไป

417
01:33:28,402 --> 01:33:32,402
มีประสบการณ์ตรงกับสิ่งนั้น คือ มีการเข้าไปคลุกคลี

418
01:33:37,143 --> 01:33:41,143
เผชิญกับปรากฏการณ์นั้น ๆ นะครับ แต่ละคนก็จะเกิดการเรียนรู้ได้นะครับ แต่เขามาเพิ่มที่ไวกอตสกี้บางที

419
01:33:46,840 --> 01:33:50,840
การเรียนรู้ของเราจำเป็นต้องมีคนอื่นเข้ามาช่วยเหลือนะครับ เรียนรู้ด้วยตนเอง ผ่านประสบการณ์

420
01:33:52,579 --> 01:33:55,314
ตรงเพียงตัวของเราคนเดียว

421
01:33:55,314 --> 01:33:59,314
มันอาจจะไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก แต่หากเราสร้างปฏิสัมพันธ์

422
01:34:03,815 --> 01:34:06,723
ให้ผู้อื่นได้มาช่วยเหลือเราในการเรียนรู้นะครับ อาจจะเป็นการอธิบายการแนะนำหรือช่วยสอน

423
01:34:06,723 --> 01:34:10,723
ก่อนในระยะหนึ่ง เพื่อให้เราทำเป็น

424
01:34:12,376 --> 01:34:16,376
แล้วก็ทำได้จนชำนาญขึ้นก็ เราเคย

425
01:34:17,596 --> 01:34:21,596
ไหม ว่าเราพยายามจะเรียนอะไรสักอย่าง

426
01:34:21,918 --> 01:34:22,291
ด้วยตนเอง แต่มันก็ได้อยู่แค่นี้ มันไปต่ออีกไม่ได้แล้ว

427
01:34:22,291 --> 01:34:26,291
ถ้าเราเรียนด้วยตัวเอง มันได้แค่นี้จริง ๆ

428
01:34:31,186 --> 01:34:35,186
แต่พอมีคนมาติวให้ มาสอนให้ มาแนะนำ มาใช้เทคนิคบางสิ่งบางอย่าง เราเริ่มทำได้

429
01:34:37,655 --> 01:34:40,844
มากขึ้นแล้วถูกไหมครับ กระบวนการนี้มันเป็นการอธิบายของ

430
01:34:40,844 --> 01:34:44,844
Vygotsky นะครับ

431
01:34:48,602 --> 01:34:50,853
ของตัวเราเองอย่างเดียวนี่ เป็นการเรียนรู้ตามทฤษฎีของ PRJ

432
01:34:50,853 --> 01:34:53,739
ทีนี้เรามาดูรายละเอียดนะครับ ว่า

433
01:34:53,739 --> 01:34:57,739
PRJ อธิบาย

434
01:35:00,271 --> 01:35:03,733
ถึงกระบวนการในการเรียนรู้ตัวบุคคลของ

435
01:35:03,733 --> 01:35:07,733
แต่ละคนไว้อย่างไรนะครับ แต่ละคนนะครับ

436
01:35:13,717 --> 01:35:15,016
มีกระบวนการเรียนรู้ในสมอง

437
01:35:15,016 --> 01:35:19,016
2 ลักษณะนะครับ ก็คือกระบวนการดูดซึม

438
01:35:19,317 --> 01:35:23,317
กับกระบวนปรับปรุงโครงสร้างของสมอง

439
01:35:26,373 --> 01:35:28,351
มี 2 อย่าง ดูดซึมหรือ

440
01:35:28,351 --> 01:35:32,351
คือการดูด

441
01:35:37,279 --> 01:35:41,279
ซึมนะครับ ส่วนที่กลไกที่ 2 ก็คือการปรับขยายโครงสร้างทางสมองนะครับ

442
01:35:42,989 --> 01:35:45,720
มี 2 อย่างนะครับ ซึ่ง

443
01:35:45,720 --> 01:35:45,799
มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ

444
01:35:45,799 --> 01:35:49,799
ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่

445
01:35:51,910 --> 01:35:54,230
ให้มันมีความสัมพันธ์กับ

446
01:35:54,230 --> 01:35:56,147
ความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่นะครับ

447
01:35:56,147 --> 01:36:00,147
ถ้านักเรียนสามารถเชื่อมความรู้ใหม่กับความรู้กเก่า

448
01:36:09,293 --> 01:36:10,188
เข้าหากันได้นี่ มันจะเกิดกระบวนการ Assymilation

449
01:36:10,188 --> 01:36:14,188
นะครับ อย่างเช่น ว่าเด็กคนหนึ่งนะครับ เกิดมาแล้วเห็น

450
01:36:14,556 --> 01:36:18,327
ไก่ครั้งแรกนะครับ มีปีก

451
01:36:18,327 --> 01:36:22,327
มีหางนะครับ มีขา 2 ขานะครับ แล้ว...

452
01:36:22,350 --> 01:36:26,350
แล้วผู้ปกครองนะครับ บอกว่าอันนี้

453
01:36:27,952 --> 01:36:28,411
คือไก่และเป็นสัตว์ปีกนะครับ คือ ไก่

454
01:36:28,411 --> 01:36:32,411
และเป็นสัตว์ปีก

455
01:36:41,218 --> 01:36:43,626
ผ่านมาอีกอาทิตย์หนึ่งมาเห็นเป็ด มีปีกเหมือนกัน

456
01:36:43,626 --> 01:36:46,996
ใช่ไหมครับ แต่ว่าจะจงอยปากมันต่างกันใช่ไหมครับ ระหว่างเป็ดกับไก่

457
01:36:46,996 --> 01:36:50,996
มีผังผืดตรงเท้า เห็นไหม มีผังผืดเหมือนกัน

458
01:36:56,640 --> 01:36:58,311
นะครับ แบบนี้ มีลักษณะคล้ายกันใช่ไหมครับ ข้อมูลมีลักษณะคล้ายกันนะครับ นักเรียนก็

459
01:36:58,311 --> 01:37:02,311
สามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าได้

460
01:37:04,656 --> 01:37:08,656
แล้วถ้าเราถามว่าอันนี้เป็นสัตว์ประเภทไหน

461
01:37:09,824 --> 01:37:13,824
เป็นสัตว์ปีก มันมีปีกเหมือนกัน ลักษณะคล้ายกันเลย

462
01:37:16,082 --> 01:37:20,082
นะครับ แต่ว่ามีบางอย่างที่แตกต่างกันนะครับ ถ้าแบบนี้ถ้าสามารถนักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่

463
01:37:20,406 --> 01:37:24,406
กับความรู้เก่าเข้าหากันได้ มันจะเกิดกระบวนการ

464
01:37:27,385 --> 01:37:30,520
Assimilation นะครับ แต่เมื่อใดก็ตามนะครับ ถ้าความรู้

465
01:37:30,520 --> 01:37:34,520
ใหม่ มันไม่เกิดความเชื่อมโยงกับความ

466
01:37:35,492 --> 01:37:39,492
รู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่นะครับ นักเรียนจะรับข้อมูล

467
01:37:42,795 --> 01:37:46,795
เหล่านั้นเข้าไปในสมอง เพื่อปรับขยายโครงสร้าง

468
01:37:47,121 --> 01:37:51,121
ทางสมองให้มันกว้างขึ้นนะครับ อันนี้จะเรียกว่าเกิดกระบวนการ accumulation หรือปรับ

469
01:37:53,726 --> 01:37:55,407
ของสมองนะครับ ง่าย ๆ ก็คือ

470
01:37:55,407 --> 01:37:59,407
ถ้าข้อมูลใหม่ หรือองค์ความรู้ใหม่ที่จะสอนให้นักเรียนนี่ จะเกิด

471
01:38:03,012 --> 01:38:05,041
ความเชื่อมโยงกับความรู้เดิม นักเรียนจะเกิดกลไก

472
01:38:05,041 --> 01:38:07,783
Assimilation

473
01:38:07,783 --> 01:38:11,783
จะเกิดได้ง่ายกว่า

474
01:38:12,119 --> 01:38:16,119
Assimilation จะเกิดได้ง่ายกว่า แต่ถ้าเราสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียน แล้วมันไม่เชื่อมโยงกับ

475
01:38:20,556 --> 01:38:21,009
ความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่เลย

476
01:38:21,009 --> 01:38:25,009
ก็จะเกิดการเรียนรู้ผ่าน accumulation แทน

477
01:38:25,712 --> 01:38:26,982
นะครับ ดังนั้น เขาก็เลย

478
01:38:26,982 --> 01:38:30,982
บอกให้เราว่าถ้าเราจะสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียน เราจะ

479
01:38:35,805 --> 01:38:37,606
พยายามกระตุ้นด้วยการเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่นักเรียนมีใช่ไหมครับ ในตอนต้น

480
01:38:37,606 --> 01:38:40,702
ของชั่วโมงเรียนก่อนนะครับ

481
01:38:40,702 --> 01:38:44,702
อาจจะใช้คำถาม การเล่าเรื่อง หรือการดูคลิปอะไรก็

482
01:38:52,283 --> 01:38:54,437
แล้วแต่ เราพยายามสร้างความเชื่อมโยงเนื้อหาที่เราสอนก่อนหน้านี้ และเนื้อหาที่เรากำลังจะสอน

483
01:38:54,437 --> 01:38:58,437
ใหม่ในวันนี้นะครับ พยายามเชื่อมโยงให้ได้

484
01:39:01,017 --> 01:39:04,397
นักเรียนจะได้เกิด Assimilation ได้ง่ายกว่า

485
01:39:04,397 --> 01:39:08,397
นะครับ ทีนี้กระบวนการ Accumulation กับ Assimilation

486
01:39:15,160 --> 01:39:16,110
งมันก็มีถูกแบ่งออกเป็น

487
01:39:16,110 --> 01:39:18,491
4 ระยะ 4 ช่วงวัยของมนุษย์เรา

488
01:39:18,491 --> 01:39:22,491
นะครับ แต่ละช่วงวัย แน่นอนการเรียนรู้

489
01:39:26,201 --> 01:39:30,201
เกิดขึ้น 2 กระบวนการนะครับ แต่ว่า 2 กระบวนการนี้ มันก็มีการเรียนรู้

490
01:39:30,463 --> 01:39:34,356
จากสิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่

491
01:39:34,356 --> 01:39:38,356
กับวัยของผู้เรียนนะครับ ซึ่ง PRJ

492
01:39:40,024 --> 01:39:42,838
ก็ได้ศึกษาถึงพฤติกรรม

493
01:39:42,838 --> 01:39:45,501
ของลูกตัวเอง 3 คนนะครับ

494
01:39:45,501 --> 01:39:49,501
เขาเสนอทฤษฎีเชาว์ปัญญาของเขาขึ้นมา

495
01:39:56,485 --> 01:39:58,040
พฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คนนะครับ สังเกตตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปีนะครับ แล้วก็

496
01:39:58,040 --> 01:40:02,040
เขาก็สรุปว่าลูกของเขาทั้ง 3 คน

497
01:40:03,938 --> 01:40:07,938
มีพัฒนาเหมือนกันเลย ในแต่ละช่วงวัน

498
01:40:09,157 --> 01:40:10,066
แต่ละช่วงวัยมีการเรียนรู้เหมือน ๆ กัน มี

499
01:40:10,066 --> 01:40:14,066
ลักษณะการเรียนรู้เหมือน ๆ กันนะครับ

500
01:40:15,240 --> 01:40:19,240
แต่ว่าเขาสังเกตถึง 15 ปีนะครับ เขาก็เลย

501
01:40:20,774 --> 01:40:23,805
สรุปเป็นพัฒนาการทางเชาว์ปัญญา ของมนุษย์

502
01:40:23,805 --> 01:40:27,805
นี่ แบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย แบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย

503
01:40:31,995 --> 01:40:32,056
โดยช่วงวัยแรกนะครับ

504
01:40:32,056 --> 01:40:36,056
เป็นช่วงวัยในช่วง 0-2 ปี เราเรียกว่า "

505
01:40:39,790 --> 01:40:43,790
ขั้นการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส" อันนี้ชื่อบอกได้ง่ายเลย อันนี้ถ้าเราสังเกตน้องเรา หรือ

506
01:40:48,468 --> 01:40:49,898
หลานเรา ถ้าใครมีน้องนะ ช่วงแรกเกิดถึง 2 ปีนี่

507
01:40:49,898 --> 01:40:53,898
เขายัง... แรก ๆ เขายังพูดอะไรไม่ได้ใช่ไหมครับ

508
01:40:55,831 --> 01:40:59,397
ทีนี้ ฟังอะไรก็คงไม่รู้เรื่องหรอก เพราะเพิ่งเกิดมา

509
01:40:59,397 --> 01:41:01,655
ไม่รู้ว่าอะไรคืออะไรใช่ไหมครับ นักเรียนในเด็กในช่วง 2 วัยแรกนี่ จะเรียนรู้

510
01:41:01,655 --> 01:41:05,655
จากการสัมผัสเป็นหลักนะครับ

511
01:41:10,230 --> 01:41:14,230
ก็จะหยิบจะจับไปหมดนะครับ ไม่รู้หรอกว่าอันนั้นคืออะไร

512
01:41:16,007 --> 01:41:19,469
ก็จะหยิบไปก่อน ถ้าหยิบแล้วอันนี้รู้สึก

513
01:41:19,469 --> 01:41:23,469
เจ็บก็ปล่อยนะครับ เด็กก็จะได้เรียนรู้ว่าสิ่งแบบนี้ ถ้าจับแล้วมันเจ็บต่อไป

514
01:41:26,037 --> 01:41:27,287
จะต้องไม่จับอีกนะครับ เพราะมันเจ็บนะครับ เขาก็จะ

515
01:41:27,287 --> 01:41:31,287
เรียนรู้จากการหยิบจับ จากการสัมผัส อันนี้คือช่วงวัย

516
01:41:37,149 --> 01:41:41,149
แรกนะครับ ทีนี้ในช่วงวัยที่ 2 นะครับ ก็คือช่วง 2-7 ปี

517
01:41:42,376 --> 01:41:46,376
นะครับ หรือช่วงสื่อหรือขั้นก่อน

518
01:41:52,562 --> 01:41:56,562
คิดนะครับ ช่วง 2-7 ปี ช่วยนี้จะเรียนรู้จาก... จากไหนเอ่ย

519
01:41:57,572 --> 01:42:01,232
เราจำได้ไหม ครับ ช่วงอายุเท่านี้

520
01:42:01,232 --> 01:42:05,232
เริ่มเรียนรู้จากอะไร เราเรียนรู้จากการอ่านเลยได้ไหม

521
01:42:07,143 --> 01:42:11,143
ณ ตอนนี้ ยังใช่ไหมครับ

522
01:42:12,309 --> 01:42:15,249
เราเรียกจากอะไรเอ่ย สิ่งที่มันเป็นรูปภาพ

523
01:42:15,249 --> 01:42:19,249
ใช่ไหมครับ เราเรียนจากสิ่งที่มันเป็นรูปภาพ

524
01:42:19,426 --> 01:42:22,223
นะครับ อย่างตอนสอนเราเรียนบวกเลข

525
01:42:22,223 --> 01:42:26,223
ตอนอนุบาล เป็นอย่างไรครับ เขาเอารูปมา

526
01:42:30,486 --> 01:42:32,600
ใช่ไหมครับ ยังไม่ให้เห็นเลข 2 + 3 = 5

527
01:42:32,600 --> 01:42:36,600
ยังไม่ได้เริ่มจากแบบนั้นใช่ไหม

528
01:42:40,188 --> 01:42:41,034
2 ลูก แอปเปิล 2 ลูก มารวม

529
01:42:41,034 --> 01:42:44,540
กับแอปเปิล 3 รูป จะได้ทั้งหมดกี่รูป

530
01:42:44,540 --> 01:42:46,423
แล้วก็มานับ 1 2 3 4 5 แสดงว่าได้ 5 ลูก

531
01:42:46,423 --> 01:42:50,423
อย่างนี้ครับ ในช่วงวัยนี้ ในช่วงวัยที่ 2 อายุ

532
01:42:53,410 --> 01:42:57,410
2-7 ปีนี่ จะเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปภาพนะครับ จากสิ่งที่เป็น

533
01:43:01,317 --> 01:43:01,509
รูปภาพนะครับ จากสิ่งที่เป็นรูปภาพ

534
01:43:01,509 --> 01:43:03,585
นะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปสอนเด็กในช่วงวัยนี้

535
01:43:03,585 --> 01:43:07,585
เราต้องรู้จักพัฒนาการของเด็กนักเรียน

536
01:43:07,643 --> 01:43:09,938
ของเรานะครับ เราจะได้ส่งเสริมการเรียนรู้

537
01:43:09,938 --> 01:43:13,938
ของนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ

538
01:43:20,749 --> 01:43:23,907
ส่วนช่วงวัยที่ 3 ช่วง 7-11 นะครับ ช่วงนี้นะครับ เรียกว่า "

539
01:43:23,907 --> 01:43:27,907
ขั้นการเรียนรู้รูปแบบการเรียนรู้เชิงรูปธรรม"

540
01:43:30,219 --> 01:43:34,219
7-11 ปีนะครับ สามารถเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ได้แล้วนะครับ

541
01:43:37,522 --> 01:43:41,522
ใช่สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณ

542
01:43:44,923 --> 01:43:48,923
ซับซ้อนได้นะครับ ก็คือเราสามารถเรียน... มีตัวแปรง่าย ๆ เรียนได้แล้ว

543
01:43:52,438 --> 01:43:53,107
นะครับ มีสัญลักษณ์เป็นตัวเลขที่เป็นตัวแทนปริมาณได้ รู้ว่าเลข 9

544
01:43:53,107 --> 01:43:57,107
มันมากกว่าเลข 2 มากน้อยแค่ไหนนะครับ 100

545
01:43:58,244 --> 01:44:02,244
มากกว่า 20 มากขนาดไหน อย่างนี้ครับ

546
01:44:03,277 --> 01:44:07,243
ใช้ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิง

547
01:44:07,243 --> 01:44:11,243
ปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้แล้ว 7-11

548
01:44:11,715 --> 01:44:14,362
ปี แล้วสามารถเริ่มที่จะ

549
01:44:14,362 --> 01:44:18,362
รับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่นได้แล้

550
01:44:23,029 --> 01:44:27,029
วนะครับ 7-11 ปีนี่ เริ่มกลัวเพื่อนโกรธ เริ่ม

551
01:44:27,534 --> 01:44:31,443
กลัวที่จะไม่มีเพื่อนได้แล้วนะครับ แต่ถ้าเป็นต่ำกว่า 7 ปีนี่ ตอนนั้นไม่สนใจหรอก เด็ก

552
01:44:31,443 --> 01:44:35,443
คิดอย่างไร เด็กอยากทำอะไรก็ทำออกมาเลย

553
01:44:41,445 --> 01:44:44,577
ไม่ได้คำนึงถึงคนรอบข้างนะครับ แต่ 7-11 ปี เริ่มรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้แล้วนะครับ ส่วน

554
01:44:44,577 --> 01:44:48,577
อายุ 11-15 ปี อันนี้เป็นช่วงวัยสุดท้ายน

555
01:44:57,447 --> 01:44:58,029
ะครับ 11-15 ปี อันนี้เป็นช่วงวัยสุดท้ายนะครับ การเรียนรู้

556
01:44:58,029 --> 01:44:59,043
แบบนามธรรมนะครับ ที่เขาศึกษานะครับ ก็คือ

557
01:44:59,043 --> 01:45:02,369
เด็กสามารถเรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรม

558
01:45:02,369 --> 01:45:06,369
ที่ซับซ้อนได้นะครับ มีตัวแปร

559
01:45:11,331 --> 01:45:12,013
ที่ซับซ้อน มีสมการที่ซับซ้อนได้แล้วนะครับ

560
01:45:12,013 --> 01:45:16,013
ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่นะครับ 11-15 ปี มี

561
01:45:21,125 --> 01:45:22,782
พัฒนาการการเรียนรู้นี่ใกล้เคียงผู้ใหญ่มากที่สุดแล้ว

562
01:45:22,782 --> 01:45:26,782
ซึ่ง Piaget อธิบายการ

563
01:45:31,253 --> 01:45:33,722
เรียนรู้ของบุคคลแต่ละคนนะครับ บุคคลแต่ละคนว่าตามนี้ว่าคนเราแต่ละคน

564
01:45:33,722 --> 01:45:37,722
มี... ต้องเรียนรู้

565
01:45:41,034 --> 01:45:43,885
จากการผ่านประสบการณ์ตรง แล้วเกิดการเรียนรู้ 2

566
01:45:43,885 --> 01:45:47,885
กลไกก็คือ Assimilation กับ

567
01:45:49,395 --> 01:45:53,395
accommodation นะครับ การดูดซึมกับการปรับการขยายโครงสร้างของสมอง

568
01:45:55,943 --> 01:45:59,405
นะครับ แล้วแต่ละช่วงวัยนะครับ ก็จะเรียนรู้จากสิ่งต่าง ๆ ที่ต่างกัน

569
01:45:59,405 --> 01:46:03,405
ตามวัย แต่ก็คือจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกัน

570
01:46:05,316 --> 01:46:09,316
เกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกันนะครับ อันนี้เป็นของ

571
01:46:10,765 --> 01:46:10,889
Piaget นะครับ

572
01:46:10,889 --> 01:46:12,700
ต่อมา Vygotsky นะครับ

573
01:46:12,700 --> 01:46:16,700
Vygotsky

574
01:46:25,002 --> 01:46:29,002
นะครับ พัฒนาการในการเรียนรู้จากการสร้างปฏิสัมพันธ์

575
01:46:32,555 --> 01:46:35,183
กับผู้อื่น อันนี้อาจารย์ทำดอกจันเอาไว้นะครับ

576
01:46:35,183 --> 01:46:37,772
จากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

577
01:46:37,772 --> 01:46:41,772
นะครับ แต่ถ้า Piaget คือ

578
01:46:43,507 --> 01:46:45,200
Individo Skill

579
01:46:45,200 --> 01:46:46,589
เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสารให้

580
01:46:46,589 --> 01:46:49,117
ในภายหลังนะครับ เอกสารในวันนี้

581
01:46:49,117 --> 01:46:53,117
เดี๋ยวนะ เห็นไหมครับ

582
01:46:58,003 --> 01:47:02,003
ถ้าเป็น Piaget เป็น Invido Ski

583
01:47:05,488 --> 01:47:08,204
ll ก็คือส่วนบุคลลนะครับ ส่วนบุคคล ทีนี้เรามาดู Vygotsky อธิบาย

584
01:47:08,204 --> 01:47:09,098
ไว้ว่าอย่างไรนะครับ Vygotsky

585
01:47:09,098 --> 01:47:13,098
จะให้ความสำคัญกับความ

586
01:47:17,946 --> 01:47:21,946
ช่วยเหลือในการเรียนรู้นะครับ การช่วยเหลือในการเรียนรู้เราเรียกว่า

587
01:47:26,822 --> 01:47:30,822
Scapphoding คือ ให้การช่วยเหลือในการเรียน

588
01:47:31,868 --> 01:47:35,803
รู้ ภาษาไทยมันมีหลายคำมากเลย

589
01:47:35,803 --> 01:47:39,803
Scapfoding บางทีใช้ความว่า

590
01:47:40,353 --> 01:47:42,253
ให้ความช่วยเหลือ บางทีใช่คำว่า การเสริมต่อ

591
01:47:42,253 --> 01:47:43,651
ความรู้บางทีแปลตรง ๆ ว่านั่งร้าน

592
01:47:43,651 --> 01:47:47,651
นะครับ นี่ไอ้ตัวนี้คือ scaffolding

593
01:47:53,505 --> 01:47:56,078
นะครับ ไอ้ตัวที่เขาทำนั่งร้านในการก่อสร้างบ้านน่ะครับ เวลาเขาจะสร้างอะไรไป เขาจะสร้าง

594
01:47:56,078 --> 01:48:00,078
นั่งร้านขึ้นไปเพื่อไปต่อสร้างสิ่งที่

595
01:48:03,356 --> 01:48:07,356
สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ

596
01:48:08,901 --> 01:48:12,901
Scaffolding หรือนั่งร้าน มาให้

597
01:48:12,958 --> 01:48:14,446
การช่วยเหลือให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิดการเรียนรู้ได้ดี

598
01:48:14,446 --> 01:48:18,446
ขึ้นนะครับ ซึ่งการช่วยเหลือนั้นอาจจะเป็นการช่วยเหลือผ่าน

599
01:48:23,057 --> 01:48:24,370
คุณครูนะครับ ครูเป็นคนช่วยเหลือนักเรียน เป็นคน

600
01:48:24,370 --> 01:48:26,590
ให้คำแนะนำนักเรียนนะครับ เป็นคนที่สาธิต

601
01:48:26,590 --> 01:48:28,987
อะไรสักอย่างให้ดูนะครับ หรือ

602
01:48:28,987 --> 01:48:32,987
อาจจะเป็น Pair อันนี้ก็คือเพื่อนนะครับ

603
01:48:41,523 --> 01:48:45,523
อาจจะเป็นเพื่อน มาช่วยเพื่อนก็ได้นะครับ หรืออาจจะเป็นการใช้อุปกรณ์ที่มันเป็นเทคโนโลยีบางอย่าง

604
01:48:48,551 --> 01:48:52,551
มาช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

605
01:48:53,371 --> 01:48:57,371
ก็ได้นะครับ หรืออาจจะเป็น Tools Tools ก็คืออุปกรณ์

606
01:48:57,434 --> 01:49:01,434
หรือสื่อนะครับ บางสิ่งบางอย่างให้นักเรียนได้

607
01:49:01,934 --> 01:49:05,934
เรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้นะครับ เมื่อนักเรียน... เมื่อเราเอาความช่วยเหลือ

608
01:49:08,912 --> 01:49:09,481
เข้าไปแล้วนะครับ แล้วนักเรียนสามารถเรียนรู้

609
01:49:09,481 --> 01:49:11,171
หรือทำได้แล้วนะครับ สุดท้าย

610
01:49:11,171 --> 01:49:15,171
นั่งร้านอันนี้จะคงอยู่ไหม เวลาเรา

611
01:49:22,080 --> 01:49:26,080
สร้างบ้าน พอสร้างเสร็จเขาก็จะเอาออกใช่ไหมครับ

612
01:49:28,144 --> 01:49:31,781
การทำ Scaffolding ในการเรียนรู้ของนักเรียนก็เช่นเดียวกันนะครับ เมื่อเราใส่ตัวช่วยเข้าไป

613
01:49:31,781 --> 01:49:35,566
อาจจะเป็นครูไปช่วย นักเรียนไปช่วย หรือสื่อ

614
01:49:35,566 --> 01:49:39,566
หรือเทคโนโลยีอะไรก็ตามเข้าไปช่วย

615
01:49:43,663 --> 01:49:47,038
นักเรียนคนนั้นสามารถทำได้แล้ว ทำได้เองแล้ว เราก็เอาตัวช่วยนั้นออกมานะครับ

616
01:49:47,038 --> 01:49:50,188
เหมือนกับตัวนั่งร้านที่เราใช้ในการก่อสร้างเลย

617
01:49:50,188 --> 01:49:54,188
นะครับ ทีนี้การช่วยเราช่วยไปเพื่ออะไร

618
01:50:00,632 --> 01:50:01,580
นะครับ เราไปช่วยเพื่อทีจะ

619
01:50:01,580 --> 01:50:05,580
นำพานักเรียนของเราให้ไปถึงโซนตัวสีแดง ๆ นะครับ zone of proximal development

620
01:50:11,822 --> 01:50:15,822

621
01:50:17,547 --> 01:50:17,950

622
01:50:17,950 --> 01:50:19,159
zone of proximal development ZPD ZPD นี้ ก็คือขอบ

623
01:50:19,159 --> 01:50:22,022
เขตที่สูงที่สุดที่นักเรียน

624
01:50:22,022 --> 01:50:26,022
จะไปถึงนะครับ ขอบเขตที่สูงที่สุด

625
01:50:29,247 --> 01:50:33,247
ที่นักเรียนจะไปถึง เราเรียกว่า "zone of proximal development"

626
01:50:37,101 --> 01:50:41,071
คืออะไร ZPD คืออะไร เรามาดูวงกลมอันนี้เราจะเห็นว่ามันจะมีวงกลมซ้อนกันะไร ZPD คืออะไร เรามาดูวงกลมอันนี้เราจะเห็นว่ามันจะมีวงกลมซ้อนกัน

627
01:50:41,071 --> 01:50:44,915
อยู่ 3 วง ใช่ไหมครับ มีวงสีเหลือง มีวงสี

628
01:50:44,915 --> 01:50:48,566
ชมพู กับมีวงสีม่วงนะครับ

629
01:50:48,566 --> 01:50:52,566
วงสีเหลืองเป็นขอบเขตที่

630
01:50:54,103 --> 01:50:58,103
นักเรียนคนใดคนหนึ่งนะครับ เป็นขอบเขต

631
01:51:03,433 --> 01:51:03,550
ที่นักเรียนสามารถรู้ได้

632
01:51:03,550 --> 01:51:07,550
ถ้าเรียนด้วยตนเอง ถ้านักเรียนรู้ด้วยตนเอง

633
01:51:13,025 --> 01:51:17,025
ตาม Piaget อย่างเดียวนะครับ ผ่านประสบการณ์ตรงตรงด้วยตัวของนักเรียนเองคนเดียวนี่ สามารถ

634
01:51:18,743 --> 01:51:22,743
เรียนได้แค่ในขอบเขตเท่านี้

635
01:51:23,790 --> 01:51:26,509
เรียนได้แค่ในขอบเขตเท่านี้ บางทีแต่ว่านักเรียนคนหนึ่งอาจจะ

636
01:51:26,509 --> 01:51:30,509
มีศักยภาพสูงสุดในเกี่ยวกับเรื่องนั้น

637
01:51:32,566 --> 01:51:35,922
มากกว่านั้นก็ได้นะครับ แต่ถ้าเขาฝึกด้วยตนเอง

638
01:51:35,922 --> 01:51:39,922
หรือเรียนรู้ด้วยตนเองก็ทำได้เท่านี้ล่ะ ทำมากกว่านี้

639
01:51:45,376 --> 01:51:49,376
ไม่ได้แล้ว ทีนี้พอเรามี Scaffolding เข้าไปนะครับ เราใส่ Scaffolding

640
01:51:53,580 --> 01:51:57,580
หรือใส่ตัวช่วยเข้าไป นักเรียนขยายขอบเขตในการเรียนรู้ออกไป

641
01:51:58,303 --> 01:51:58,695
ได้อีกนะครับ ในวงสีชมพูนะครับ นี่

642
01:51:58,695 --> 01:52:02,695
What I can d

643
01:52:09,587 --> 01:52:12,510
o with help สิ่งที่ฉันสามารถทำได้ เมื่อมีการช่วยเหลือ เขาจะทำได้มากขึ้นในขอบเขตที่มันกว้างมากขึ้น

644
01:52:12,510 --> 01:52:14,989
นะครับ ตรงสีชมพู

645
01:52:14,989 --> 01:52:18,989
นี่ล่ะ ที่เราเรียกว่า "zone of proximal development

646
01:52:25,592 --> 01:52:28,222
" นะครับ เป็นโซนเป็นขอบเขตศักยภาพสูงสุดที่นักเรียนจะไปถึงนะครับ แต่

647
01:52:28,222 --> 01:52:31,974
จะไปได้ก็ต่อเมื่อมี Scaffolding เข้ามา

648
01:52:31,974 --> 01:52:35,430
ช่วยนะครับ ส่วนสีน้ำเงิน

649
01:52:35,430 --> 01:52:39,430
เป็นส่วนที่เป็นขอบเขตที่เราไม่สามารถ

650
01:52:40,689 --> 01:52:43,893
ทำได้ มันเกิดความสามารถเราจริง ๆ

651
01:52:43,893 --> 01:52:47,893
แม้ว่าจะมี Scaffolding แล้ว มีใครมาสอน มีใครมาช่วย

652
01:52:48,231 --> 01:52:49,149
แล้ว แต่เราไปไม่ถึงนะครับ

653
01:52:49,149 --> 01:52:53,149
แต่ว่า ZPD คือ ส่วนนี้นะครับ

654
01:52:55,350 --> 01:52:57,670
คือส่วนที่เราไปถึงก็ต่อเมื่อมีคนมาช่วยนะครับ

655
01:52:57,670 --> 01:53:01,670
ทำให้เราไปที่ถึงศักยภาพสูงสุดที่เราจะไปได้

656
01:53:05,033 --> 01:53:05,165
อันนี้ล่ะที่เขาบอกว่า

657
01:53:05,165 --> 01:53:09,143
คุณครูควรสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่าง

658
01:53:09,143 --> 01:53:13,143
เต็มศักยภาพ อันนี้ครับ

659
01:53:13,862 --> 01:53:17,862
เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียน... เราเป็นคุณครู

660
01:53:23,889 --> 01:53:27,889
เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนของเราทุกคน

661
01:53:28,502 --> 01:53:29,894
จะต้องได้เกรด 4 แต่เรามีหน้าที่ช่วยนักเรียนให้ไปให้ได้ตามศักยภาพ

662
01:53:29,894 --> 01:53:33,894
ที่สูงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ที่เขาจะมี

663
01:53:34,190 --> 01:53:38,190
นะครับ ไปให้เต็มที่นะครับ ไปให้เต็มที่

664
01:53:40,445 --> 01:53:44,445
บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด 3 บางคนอาจจะเต็ม

665
01:53:45,480 --> 01:53:48,086
ที่ได้แค่เกรด 2 บางคนเราไม่มี Scaffolding

666
01:53:48,086 --> 01:53:52,086
เลยเขาไปถึงเกรด 4 อยู่แล้ว เห็นไหมครับ ศักยภาพ

667
01:53:53,728 --> 01:53:57,728
แต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความชอบ ความถนัด

668
01:54:00,592 --> 01:54:01,237
ของนักเรียนด้วยนะครับ เรามีหน้าที่พานักเรียนไปถึง Zone of proximal development ให้ได้นะครับ

669
01:54:01,237 --> 01:54:05,237
อันนี้เป็น

670
01:54:11,058 --> 01:54:13,531
คำอธิบายของทฤษฎี

671
01:54:13,531 --> 01:54:17,531
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับ ซึ่งก็มี 2 ทฤษฎี 2

672
01:54:19,315 --> 01:54:23,315
อันมารวมกันนะครับ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง กับ

673
01:54:24,849 --> 01:54:27,579
ก็การสร้างประติสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อสร้างการเรียนรู้

674
01:54:27,579 --> 01:54:31,579
อย่างเต็มศักยภาพนะครับ

675
01:54:31,776 --> 01:54:35,776
อันนี้ก็ต่อมาทฤษฎีร่วมสมัยทฤษฎีแรก

676
01:54:39,703 --> 01:54:43,703
ที่รู้จักกันทั่วไป

677
01:54:45,934 --> 01:54:47,506
ที่เราจำเป็นต้องรู้เหมือนกันนะครับ

678
01:54:47,506 --> 01:54:49,205
โอเค

679
01:54:49,205 --> 01:54:53,205
นะครับ คือ ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ

680
01:54:57,841 --> 01:54:58,820
นะครับ อันนี้เราต้องรู้นะครับ

681
01:54:58,820 --> 01:55:02,820
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ มันจะเกิดประสิทธิภาพได้ 5

682
01:55:09,421 --> 01:55:10,744
เงื่อนไขนะครับ เวลาเราจะจัดกิจกรรมให้เด็กเป็นกลุ่มนะครับ

683
01:55:10,744 --> 01:55:14,744
เราต้องคำนึงถึง 5 เงื่อนไขนี้

684
01:55:15,133 --> 01:55:19,133
มันถึงจะทำให้การเรียนรู้เป็นกลุ่มเกิดศักยภาพ

685
01:55:22,262 --> 01:55:26,262
เกิดประสิทธิภาพนะครับ อันแรกก็คือนักเรียนนะครับ จะต้อง... เวลาเราจัดกลุ่ม

686
01:55:27,889 --> 01:55:31,889
เราจะต้องจัดให้นักเรียนเป็นกลุ่มย่อย

687
01:55:37,071 --> 01:55:38,868
ที่จะต้องไม่ใหญ่เกินไป ไม่เล็กเกินไป

688
01:55:38,868 --> 01:55:42,868
ให้เป็นกลุ่มที่พอเหมาะ ไม่มีจำนวนสมาชิกที่

689
01:55:43,819 --> 01:55:47,483
มากจนเกินไป หรือน้อยจนเกินไปนะครับ ประมาณ 3-5 คน

690
01:55:47,483 --> 01:55:51,483
กำลังพอดีนะครับ

691
01:55:51,490 --> 01:55:53,232
แต่ถ้ามันเป็น... สมมติมันเป็นภาระ

692
01:55:53,232 --> 01:55:57,232
งานง่าย ๆ แต่เราจัดกลุ่มให้นักเรียน 10 คนทำงาน

693
01:55:59,650 --> 01:56:03,650
ร่วมกัน เพื่อทำให้ชิ้นงานชิ้นนี้

694
01:56:04,309 --> 01:56:07,618
ง่าย  ๆ มากเลย แต่ให้สมาชิก 10 คน

695
01:56:07,618 --> 01:56:11,618
มันก็จะไม่เกิดประสิทธิภาพอะไรมากนัก แสดงว่าทำแป๊บเดียวก็เสร็จ

696
01:56:16,451 --> 01:56:19,529
มันไม่ได้เกิดกระบวนการครุ่นคิด ไตร่ตรอง วางแผน

697
01:56:19,529 --> 01:56:23,529
วิเคราะห์อะไรนะครับ มันก็จะไม่เกิดประสิทธิภาพ

698
01:56:24,637 --> 01:56:25,326
หรือชิ้นงานชิ้นนี้มันยากมากเลยนะครับ มันต้องใช้เวลาทำเยอะ

699
01:56:25,326 --> 01:56:29,326
ต้องมีคนเยอะในการร่วมไม้ร่วมมือกัน แต่เรา

700
01:56:30,504 --> 01:56:34,504
จัดกลุ่มให้ 2 คนทำงานชิ้นนี้

701
01:56:35,914 --> 01:56:39,914
เราคิดว่าโอกาสมันจะสำเร็จไหม มันก็จะไม่สำเร็จ

702
01:56:40,751 --> 01:56:44,751
ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น เมื่อเราพิจารณาความยากง่ายของงาน

703
01:56:47,076 --> 01:56:49,779
ที่เรามอบหมายงานให้ทำแล้ว เราพิจารณา

704
01:56:49,779 --> 01:56:53,779
นะครับ ว่ามันไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป

705
01:56:56,743 --> 01:56:59,870
นะครับ ก็คือจัดกิจกรรมกลุ่มย่อยให้มีสมาชิก

706
01:56:59,870 --> 01:57:01,780
ที่เหมาะสมนะครับ เงื่อนไขที่ 2 นะครับ เราต้องแนะนำให้นักเรียนนะครับ เกิดการ

707
01:57:01,780 --> 01:57:05,780
พึ่งพา เกื้อกูล ระหว่างสมาชิกภายในกลุ

708
01:57:13,683 --> 01:57:16,089
่มนะครับ ไม่ใช่ว่าแบ่งกลุ่มแล้ว คนเก่ง หรือคนรับผิดชอบก็ทำไปคนเดียว คนที่เหลือไม่ได้ทำ

709
01:57:16,089 --> 01:57:19,619
อะไรเลย สมาชิกที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลย แบบนี้

710
01:57:19,619 --> 01:57:23,619
ก็ไม่ได้เกิดประสิทธิภาพนะครับ

711
01:57:25,093 --> 01:57:29,093
เราต้องแนะนำนักเรียนนะครับ สมาชิกในกลุ่มทุกคน

712
01:57:29,544 --> 01:57:33,544
ต้องมีการพึ่งพา ช่วยเหลือ เกื้อกูลกันในกลุ่ม

713
01:57:35,929 --> 01:57:39,929
นะครับ เพื่อให้คนเก่งได้ช่วยเหลือคนอ่อนแล้วก็เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ

714
01:57:42,531 --> 01:57:46,531
เงื่อนไขที่ 3 นะครับ เงื่อนไขที่ 3 สมาชิกในกลุ่มจะต้องมีการปรึกษาหารือ

715
01:57:49,338 --> 01:57:53,338
กันในการทำงานนะครับ ต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงาน

716
01:58:00,053 --> 01:58:00,560
อันที่ 4 อันนี้ก็ค่อนข้างสำคัญ สำคัญนะครับ

717
01:58:00,560 --> 01:58:04,416
ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน

718
01:58:04,416 --> 01:58:06,586
ร่วมกันนะครับ ต้องมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน

719
01:58:06,586 --> 01:58:10,586
ว่างานนี้ความสำเร็จของงานชิ้นนี้

720
01:58:14,294 --> 01:58:15,624
คือ ความสำเร็จของสมาชิกทุกคนนะครับ เพราะฉะนั้น

721
01:58:15,624 --> 01:58:19,624
ทุกคนต้องรับผิดชอบในการทำงานช่วยเหลือให้

722
01:58:23,608 --> 01:58:24,482
สำเร็จนะครับ ต้องวางเป้าหมายร่วมกัน อันสุดท้าย

723
01:58:24,482 --> 01:58:28,465
ต้องใช้กระบวนการกลุ่มในการทำงาน มีการ

724
01:58:28,465 --> 01:58:32,465
แบ่งบทบาทหน้าที่กันนะครับ มีการ

725
01:58:32,625 --> 01:58:36,625
คิด มีการวางแผนในการทำงานร่วมกัน

726
01:58:37,851 --> 01:58:41,851
นะครับ ต้องใช้กระบวนการกลุ่ม แบ่งบทบาทหน้าที่

727
01:58:49,717 --> 01:58:53,259
คิดวางแผนในการทำงาน แล้วก็ลงมือปฏิบัติงานให้เกิดความสำเร็จ

728
01:58:53,259 --> 01:58:57,259
นะครับ เพราะฉะนั้น Co-operative learning

729
01:59:01,721 --> 01:59:05,721
มีเงื่อนไขอยู่ 5 อย่าง ที่จำเป็นต้องทำให้ครบตามองค์ประกอบ จึงทำให้

730
01:59:06,411 --> 01:59:10,261
การเรียนรู้แบบร่วมมือนี้ มันเกิดประสิทธิภาพ

731
01:59:10,261 --> 01:59:14,261
นะครับ เหลืออยู่ 2 ทฤษฎีนะครับ

732
01:59:16,057 --> 01:59:19,216
อีกนิดเดียว อันนี้

733
01:59:19,216 --> 01:59:23,216
ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

734
01:59:27,474 --> 01:59:31,474
โดยการสร้างสรรชิ้นงาน

735
01:59:32,162 --> 01:59:36,162
ต่างจาก Constructionism เมื่อกี้ Constructionism

736
01:59:39,248 --> 01:59:42,371
มันเป็นการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเฉย ๆ อันนี้มีต่อด้วยโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

737
01:59:42,371 --> 01:59:46,371
เข้าไป แล้วชื่อภาษาอังกฤาก็เติม

738
01:59:50,425 --> 01:59:54,425
เติมตรงไหนครับ เราดูสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะ

739
01:59:57,154 --> 02:00:00,820
ครับ มันชื่อคล้ายกันนะ แต่มันไม่ใช่อันเดียวกัน

740
02:00:00,820 --> 02:00:04,820

741
02:00:05,088 --> 02:00:06,580
ชื่อมันคือ  ใช่ไหมครับ

742
02:00:06,580 --> 02:00:10,580
Constractivism

743
02:00:15,600 --> 02:00:19,600
แต่ถ้าอันนี้มันเป็น Constrc แล้วก็

744
02:00:25,743 --> 02:00:28,594
ใช่ไหมครับ มี tion มาต่อ มี Constructivism

745
02:00:28,594 --> 02:00:31,690
มีคำว่า tion มาต่อ

746
02:00:31,690 --> 02:00:35,690
หรือภาษาไทยใช้คำว่า "ทฤษฎีการสร้างความรู้ด้วยตนเอง"

747
02:00:40,561 --> 02:00:44,561
โดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานนะครับ มันก็เป็นทฤษฎีที่พัฒนามาต่อนะครับ มันก็เป็นทฤษฎีที่พัฒนามาต่อ

748
02:00:46,042 --> 02:00:50,042
Constructivism นั่นล่ะเป็นการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

749
02:00:50,999 --> 02:00:52,178
แต่ทฤษฎีนี้นะครับ

750
02:00:52,178 --> 02:00:56,178
อันนี้เป็นชื่อคนนะครับ Tremoure Perpers

751
02:00:59,183 --> 02:00:59,763
เป็นคนเสนอทฤษฎีเอาไว้ว่าการที่

752
02:00:59,763 --> 02:01:03,763
ผู้เรียนจะสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

753
02:01:06,782 --> 02:01:09,730
ได้ดีนั้นนะครับ

754
02:01:09,730 --> 02:01:13,278
มันจำเป็นต้องเป็นการเรียนรู้ด้วยคนเอง โดย

755
02:01:13,278 --> 02:01:17,278
มีเปิดโอกาสให้นักเรียน

756
02:01:20,260 --> 02:01:23,737
มาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นมานะครับ โดยใช้สื่อหรือเทคโนโลยี

757
02:01:23,737 --> 02:01:27,737
ที่เหมาะสมมาเป็นตัวช่วยในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

758
02:01:30,014 --> 02:01:34,014
นั้นขึ้นมา นั่นแสดงว่าการเรียนรู้ของนักเรียนจะเกิดขึ้นในระหว่างการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

759
02:01:34,806 --> 02:01:38,806
นะครับ นักเรียนจะเรียนรู้

760
02:01:44,712 --> 02:01:46,374
องค์ความรู้ แล้วก็องค์ความรู้ต่าง ๆ มาใช้สร้างสรรค์ชิ้นงาน

761
02:01:46,374 --> 02:01:50,374
อีกต่อหนึ่งนะครับ แต่จำเป็นต้องมีสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสมนะครับ

762
02:01:54,557 --> 02:01:58,557
ตัวช่วยนะครับ ในการสร้างสรรชิ้นงานนั้นนะครับ

763
02:01:59,195 --> 02:02:00,649
เพราะฉะนั้นเวลา

764
02:02:00,649 --> 02:02:04,649
เราสอนนักเรียนนะครับ พอเราสอน

765
02:02:06,799 --> 02:02:10,799
เสร็จ เราอาจจะมอบหมายภาระงานนะครับ

766
02:02:12,409 --> 02:02:16,409
ให้นักเรียนได้มีโอกาสได้นำความรู้ที่เราได้สอนไปนี่

767
02:02:19,912 --> 02:02:23,247
ใช้ในการสร้างชิ้นงานนะครับ ต่อเนื่องกันไปนะครับ

768
02:02:23,247 --> 02:02:27,247
อันนี้เป็นอีกทฤษฎีหนึ่ง

769
02:02:32,725 --> 02:02:36,725
นะครับ ที่เราจำเป็นต้องตระหนักนะครับ เราจำเป็น

770
02:02:36,799 --> 02:02:40,799
ต้องตระหนัก มันไม่มีวิธีการที่ตายตัวว่าเราต้องจัดการ

771
02:02:42,584 --> 02:02:46,584
อย่างไรนะครับ แต่ทฤษฎีนี้

772
02:02:49,097 --> 02:02:52,785
multiple intelligences หรือว่าทฤษฎีพหุปัญญา

773
02:02:52,785 --> 02:02:55,252
นะครับ เขาอธิบายเอาไว้นะครับ ว่ามนุษย์เรานะครับ

774
02:02:55,252 --> 02:02:59,252
ไม่ได้มีความสามารถหรืออัจฉ

775
02:03:05,794 --> 02:03:08,796
ริยะเท่านั้นนะครับ ไม่ได้มีแค่ 2 ด้าน ในอดีต เราเคยเข้าใจหรือถูกยอมรับ ว่า

776
02:03:08,796 --> 02:03:09,367
ใครจะเป็นคนเก่งหรือใครเป็นอัจฉริยะ

777
02:03:09,367 --> 02:03:13,367
ก็ต่อเมื่อต้องเก่งด้านคิดคำนวณ ต้องเก่งด้านภาษา

778
02:03:21,097 --> 02:03:25,097
เท่านั้น อันนี้คือการยอมรับในอดีต แต่ในปัจจุบันนะครับ การ์ดเนอร์เขาก็ได้อธิบาย

779
02:03:29,701 --> 02:03:33,701
จริง ๆ แล้วมนุษย์ของเรา มีความอัจฉริยะ

780
02:03:37,208 --> 02:03:37,307
ที่แฝงอยู่ในตัวอย่างน้อย 8 ด้าน เขาใช้คำว่า

781
02:03:37,307 --> 02:03:40,386
"อย่างน้อย" นะครับ เพราะตอนนี้เขาแค่ค้น

782
02:03:40,386 --> 02:03:44,386
พบว่ามันมีอยู่ 8 ด้าน เพราะเขาเพิ่งค้นพบ แต่จริง ๆ อาจจะ

783
02:03:49,813 --> 02:03:50,792
มากกว่านี้ก็ได้ แต่ตอนนี้เขายังไมไ่ด้พบ

784
02:03:50,792 --> 02:03:54,792
เขาค้นยังไม่พบนะครับ แล้ว 8 ด้านนั้นมีอะไร ด้านภาษาด้านที่ 2 กับด้าน

785
02:03:54,868 --> 02:03:58,868
ตรรกะและคณิตศาสตร์ด้านที่ 2 อันนี้เป็น

786
02:03:59,030 --> 02:04:03,030
การยอมรับหรือการรับรู้ตั้งแต่อดีตอยู่แล้ว

787
02:04:08,857 --> 02:04:12,857
นะครับ แต่มนุษย์เราไม่ได้มีมากแค่นั้นนะครับ อย่างที่ 3 ก็คือด้านมิติสัมพันธ์ ด้านมิติสัมพันธ์

788
02:04:17,821 --> 02:04:21,821
สามารถมองภาพใน 3 มิติได้นะครับ เห็นสิ่งที่มันมีความสัมพันธ์กัน

789
02:04:23,770 --> 02:04:27,770
ได้นะครับ อย่างเช่นว่า... เอาอะไรดี ขวดน้ำ

790
02:04:32,375 --> 02:04:33,904
ขวดนี้ เปลี่ยนดีกว่า

791
02:04:33,904 --> 02:04:37,904
เอาอันนี้ อันนี้เป็นรูปทรงอะไรครับ

792
02:04:40,936 --> 02:04:44,936
สี่เหลี่ยม แต่ถ้าอาจารย์หมุนมันจะ

793
02:04:49,833 --> 02:04:53,833
เป็นรูปทรงอะไร หมุน เห็นไหมครับ เห็นไหมครับ

794
02:04:56,128 --> 02:04:59,075
อันนี้คือถ้าเราหมุน ถ้าอาจารย์หมุนจะเป็น

795
02:04:59,075 --> 02:05:00,486
วงกลมใช่ไหมครับ ถ้าหมุนแบบนี้เป็นวงกลม แต่ถ้าหมนุนแบบนี้จะเป็น...

796
02:05:00,486 --> 02:05:04,486
ไม่สี่เหลี่ยมสิ หมุนแบบนี้

797
02:05:08,927 --> 02:05:12,927
ทรงกระบอก เห็นไหม ถ้าหมุนแบบนี้ มันจะกลายเป็นทรง

798
02:05:14,804 --> 02:05:18,804
กระบอกถูกไหมครับ เห็นไหม อันนี้เป็นการมองมิติสัมพันธ์นะครับ เห็นการเชื่อมโยงของรูปร่าง

799
02:05:21,866 --> 02:05:23,622
นะครับ อาจจะมีการเคลื่อนไหว

800
02:05:23,622 --> 02:05:27,622
หรือเวลาเปลี่ยนแปลงไป อะไรก็แล้วแต่นะครับ จะสาม

801
02:05:28,820 --> 02:05:32,205
ารถเห็นความสัมพันธ์ของมิติต่าง ๆ ได้นะครับ

802
02:05:32,205 --> 02:05:36,205
ต่อมา อันที่ 4

803
02:05:39,646 --> 02:05:43,646
การเคลื่อนไหวร่างกาย อันนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬานะครับ

804
02:05:46,007 --> 02:05:49,694
กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬา จะเป็นศักยภาพด้านการเคลื่อนไหว

805
02:05:49,694 --> 02:05:53,694
ร่างกาย ด้านที่ 5 ก็คือด้านดนตรี อันนี้แน่นอนเป็นนักดนตรี

806
02:05:56,879 --> 02:05:57,023
ต่อมา ด้านการเข้าใจตนเองนะครับ

807
02:05:57,023 --> 02:06:01,023
รู้ว่าตนเองอยู่ในสภาวะแบบไหน

808
02:06:05,678 --> 02:06:06,145
นะครับ มีความต้องการอย่างไร เมื่อเกิดความเสียสมดุล

809
02:06:06,145 --> 02:06:10,145
ทางด้านจิตใจ เรารู้ว่าเราต้องมีการ

810
02:06:14,719 --> 02:06:17,367
จัดการกับมันอย่างไรนะครับ เมื่อเกิดความเครียด

811
02:06:17,367 --> 02:06:21,367
หรือเกิดสิ่งต่าง ๆ ขึ้นในสภาวะจิตใจ อันนี้ก็ถือว่าเป็น

812
02:06:25,858 --> 02:06:29,858
อัจฉริยภาพอย่างหนึ่งนะครับ การเข้าใจตนเอง อันนี้ก็ส่วนต่อมาการเข้าใจกับผู้อื่น

813
02:06:31,453 --> 02:06:35,453
ความเข้าใจผู้อื่น อันนี้กลุ่มที่มีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นจะสามารถเขากับผู้อื่นได้ง่าย

814
02:06:41,112 --> 02:06:45,112
มนุษยสัมพันธ์ดีนะครับ อันนี้มันมีอาชีพอาชีพหนึ่งเกิดขึ้นในญี่ปุ่น

815
02:06:45,870 --> 02:06:49,870
ที่ไปรับจ้างออกเดตนะครับ คิดเป็นชั่วโมง

816
02:06:50,151 --> 02:06:54,151
นะครับ คิดเป็นชั่วโมงในการให้บริการ แค่ไปเป็นเพื่อน

817
02:06:57,869 --> 02:07:01,869
คุย เป็นเพื่อนเฉย ๆ นะครับ คอยรับฟังปรึกษา รับฟังนั้่นนู้นนี่เฉย ๆ

818
02:07:04,718 --> 02:07:05,783
ไปเป็นคู่ออกเดตเฉย ๆ นะครับ อันนี้ในญี่ปุ่น

819
02:07:05,783 --> 02:07:09,783
มีนะครับ เขาก็ต้องอาศัยความเข้าใจ

820
02:07:13,623 --> 02:07:17,542
ของลูกค้าของเขานะครับ แล้วก็คอยนั่งเป็นเพื่อน คุยเป็นเพื่อน

821
02:07:17,542 --> 02:07:21,542
ต่อมา ด้านสุดท้ายนะครับ เป็นด้านการเข้าใจ

822
02:07:23,583 --> 02:07:27,583
ในธรรมชาตินะครับ สิ่งแวดล้อมเป็นคนรักสิ่งแวดล้อม

823
02:07:29,880 --> 02:07:31,125
ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีนะครับ ทุก ๆ พรสวรรค์

824
02:07:31,125 --> 02:07:35,125
ทุก ๆ ความสามารถในนี้ มันเกิดประโยชน์กับเรา

825
02:07:39,881 --> 02:07:43,881
ทั้งหมดถูกไหมครับ มันสามารถนำไปหาราย

826
02:07:45,882 --> 02:07:49,882
ได้ได้ทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้น เวลาเราเป็นครูนะครับ เราก็ต้อง... เรา

827
02:07:49,885 --> 02:07:53,241
อย่ามุ่งสอนให้นักเรียนเก่งเพียงด้านเดียว

828
02:07:53,241 --> 02:07:55,567
หรือด้านที่วิชาที่เราสอนอย่างเดียว มันมี

829
02:07:55,567 --> 02:07:59,567
อัจฉริยภาพของมนุษย์ซ่อนอยู่อย่างน้อย 8 อย่าง

830
02:08:01,098 --> 02:08:04,494
เราควรจะส่งเสริมความสามารถ

831
02:08:04,494 --> 02:08:08,494
ของนักเรียนนะครับ เสริมต่อให้ได้

832
02:08:08,521 --> 02:08:12,214
ด้วยนะครับ เพราะทุกความสามารถมันสามารถนำไป

833
02:08:12,214 --> 02:08:12,416
ประกอบอาชีพได้ทั้งหมดนะครับ

834
02:08:12,416 --> 02:08:16,416
สุดท้ายนะครับ

835
02:08:18,156 --> 02:08:19,838
สำหรับวันนี้นะครับ

836
02:08:19,838 --> 02:08:23,838
ทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม อันนี้ก็มี Con

837
02:08:29,070 --> 02:08:31,292
เหมือนกันนะครับ แต่ไม่ใช่ Construct แล้ว

838
02:08:31,292 --> 02:08:35,292
ไม่ใช่  Construction ด้วย

839
02:08:41,899 --> 02:08:43,271
นะครับ แต่เป็น Connectivism ทฤษฎี

840
02:08:43,271 --> 02:08:45,150
เชื่อมโยงนิยมนะครับ เชื่อมโยงนิยม

841
02:08:45,150 --> 02:08:49,150
อันนี้ Siemens นะครับ เป็น

842
02:08:49,432 --> 02:08:53,432
ผู้คิดค้นทฤษฎีขึ้นมาซี

843
02:08:57,301 --> 02:09:01,301
เมนเป็นนักการศึกษาแคนาดานะครับ อันนี้เป็นทฤษฎีค่อนข้างที่จะใหม่นะครับ

844
02:09:05,104 --> 02:09:07,580
นะครับ 2000 นิด ๆ นะครับ 2000 ต้น ๆ พึ่งเกิดมานี้เอง

845
02:09:07,580 --> 02:09:11,580
เกิดมาพร้อมกับยุดที่เทคโนโลยีมันล้ำหน้า

846
02:09:11,930 --> 02:09:15,930
ยุคที่มีอินเทอร์เน็ตเผยแพร่อย่างแพร่หลายีอินเทอร์เน็ตเผยแพร่อย่างแพร่หลาย

847
02:09:17,087 --> 02:09:21,087
นะครับ จึงเกิดทฤษฎีการเรียนรู้ที่เรียกว่า

848
02:09:21,618 --> 02:09:25,618
Connectivism ขึ้นมานะครับ เขาอธิบาย

849
02:09:28,013 --> 02:09:28,170
ว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ในยุคนี้นะครับ

850
02:09:28,170 --> 02:09:28,886
เกิดขึ้นจากการวิเคราะห์

851
02:09:28,886 --> 02:09:32,886
แยกแยะข้อมูลที่มันล่องลอยอยู่ในอากาศ

852
02:09:36,090 --> 02:09:40,090
นะครับ ข้อมูลที่ล่องลอยอยู่บนอากาศ

853
02:09:45,921 --> 02:09:49,921
ใช่ไหมครับ เกิดจากการรวบรวมข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต จากหลาย ๆ แหล่งมารวมกัน

854
02:09:51,703 --> 02:09:53,107
แยกแยะนะครับ ว่าสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ถูก สิ่งใดเป็น

855
02:09:53,107 --> 02:09:57,107
ข้อมูลที่ผิด สิ่งใดเป้นข้อมูลที่จำเป็น

856
02:10:00,886 --> 02:10:03,815
สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ไม่จำเป็น แล้วก็ตัดนะครับ ตัดส่วนที่มันเท็จทิ้งไป ตัด

857
02:10:03,815 --> 02:10:07,815
ส่วนที่มันไม่จำเป็นทิ้งไป แล้วเอาส่วนที่เหลือ

858
02:10:08,812 --> 02:10:12,812
มาต่อนะครับ มาต่อมาเชื่อมโยงกัน

859
02:10:16,541 --> 02:10:16,748
ขึ้นมาใหม่ แล้วก็สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับตัวเรา

860
02:10:16,748 --> 02:10:18,336
นะครับ อันนี้เป็นคำอธิบายของเขานะครับ

861
02:10:18,336 --> 02:10:21,593
แต่ว่า

862
02:10:21,593 --> 02:10:25,593
บางทีข้อมูลอาจจะไม่จำเป็นเฉพาะที่อยู่ในคลาวน์ หรือ

863
02:10:33,935 --> 02:10:34,859
อินเทอร์เน็ตเท่านั้น อาจจะเป็นข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่ฝังอยู่

864
02:10:34,859 --> 02:10:35,462
ตัวบุคคลนะครับ เราสามารถไปสอบถามจากผู้รู้

865
02:10:35,462 --> 02:10:39,462
นะครับ เอาข้อมูลจากผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญในตัวบุคคล

866
02:10:40,972 --> 02:10:44,972
นี่ มาผสมผสานกับในอินเทอร์เน็ต

867
02:10:48,541 --> 02:10:51,320
นะครับ มาตัดต่อ มาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่นะครับ ข้อมูลใดที่ไม่จำเป็นเราก็ตัดทิ้งไป ส่วนใดที่มันเป็น

868
02:10:51,320 --> 02:10:55,320
เท็จที่เราไตร่ตรองดูแล้วว่าข้อมูลที่เราได้มาเป็นเท็จ

869
02:11:01,460 --> 02:11:03,476
เราก็ตัดมันทิ้งไปนะครับ เอาที่ถูก

870
02:11:03,476 --> 02:11:03,915
เอาที่จำเป็น ที่เหลือนี่มาเรียบเรียงมาต่อกันใหม่

871
02:11:03,915 --> 02:11:07,915
นะครับ เราสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับเรานะครับ อันนี้

872
02:11:09,242 --> 02:11:13,242
ก็เป็นคำอธิบายในการเรียนรู้ทฤษฎีการเรียนรู้เชื่อมโยง

873
02:11:14,581 --> 02:11:18,123
นิยมนะครับ มันก็เป็นทฤษฎีสมัยใหม่

874
02:11:18,123 --> 02:11:22,123
ที่มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับยุคที่อินเทอร์เน็ตออกมาอย่างแพร่หลาย

875
02:11:25,745 --> 02:11:26,425
นะครับ เราจะเห็นว่าแต่ละทฤษฎี

876
02:11:26,425 --> 02:11:30,425
มันมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปใช่ไหมครับ

877
02:11:37,950 --> 02:11:40,692
มันอธิบายปรากฏการณ์ที่เรียนรู้ในหลายมิติที่แตกต่าง

878
02:11:40,692 --> 02:11:41,042
กันไปนะครับ เพราะฉะนั้น เวลาเราจะไปออกแบบกิจกรรมแล้วก็สอนนักเรียนนะครับ

879
02:11:41,042 --> 02:11:45,042
เราจำเป็นต้องพิจารณา

880
02:11:49,451 --> 02:11:53,319
ในมิตินั้น ๆ ว่าเราอยากจะส่งเสริมอะไรให้กับผู้เรียน แล้ว

881
02:11:53,319 --> 02:11:57,319
เราก็ดึงทฤษฎีที่เกี่ยวข้องนี่ มาใช้ในการออกแบบ

882
02:11:57,641 --> 02:12:00,746
กิจกรรม ไม่มีทฏษฎีใดที่

883
02:12:00,746 --> 02:12:04,291
ใช้ได้ในทุก ๆ กรณีนะครับ

884
02:12:04,291 --> 02:12:07,126
ไม่มีทฤษฎีใดที่เป็นยาวิเศษที่สามารถ

885
02:12:07,126 --> 02:12:11,126
ใช้ได้ทั้งหมดนะครับ ในทุกสิ่งที่เราจะสอนให้กับนักเรียน

886
02:12:12,682 --> 02:12:15,851
นะครับ คุณครูจึงจำเป็นต้องรู้ทฤษฎี

887
02:12:15,851 --> 02:12:19,851
ให้หลากหลาย แล้วก็ดึงมาใช้ให้เหมาะสมกับบริบท

888
02:12:24,246 --> 02:12:28,246
ของผู้เรียน ให้มันเหมาะสมกับเนื้อหาที่เรา

889
02:12:28,920 --> 02:12:32,089
จะสอน ให้มันเหมาะกับทักษะที่เราจะปลูกฝัง

890
02:12:32,089 --> 02:12:36,089
ให้กับนักเรียนนะครับ ไม่มีทฤษฎีใดเป็นยาวิเศษนะครับ ไม่มียาพารานะครับ

891
02:12:41,388 --> 02:12:41,926
ทฤษฎีไม่ใช่ยาพาราที่จะแก้ได้ทุกอย่างนะครับ

892
02:12:41,926 --> 02:12:45,926
ปวดอะไรก็กินยาพารา อันนี้ไม่ได้นะครับ โอเคครับ สำหรับวันนี้มีใครมีคำถามไหมครับ

893
02:12:50,286 --> 02:12:54,286
มีไหมครับ เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสาร

894
02:12:56,567 --> 02:12:59,114
ประกอบการสอนบทนี้ให้ในกลุ่ม LINE นะครับ

895
02:12:59,114 --> 02:13:02,955
ในกลุ่ม LINE พี่ครับ

896
02:13:02,955 --> 02:13:06,955
สำหรับเด็กที่... เด็ก

897
02:13:07,242 --> 02:13:07,574
ตาฯ สามารถอ่านไฟล์ได้ไหมครับ

898
02:13:07,574 --> 02:13:11,574
เขาอ่านไฟล์

899
02:13:14,640 --> 02:13:17,141
ได้อยู่ใช่ไหมครับ โอเค โอเคครับ

900
02:13:17,141 --> 02:13:21,141
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราเจอกันใหม่นะครับ อาจารย์

901
02:13:30,005 --> 02:13:34,005
ต้องรีบไปประชุมนะครับ โอเคครับ สวัสดีครับ ขอบคุณมากนะครับ ขอบคุณมากนะครับ (นักศึกษา) ขอบคุณครับ / ค่ะ

902
02:13:54,012 --> 02:13:58,012
[สิ้นสุดการถอดความ]

