--- title: วิชาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (บ่าย) 180766 subtitle: date: วันอังคารที่ 18 กรกฎาคม 2566 เวลา 13.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (อาจารย์เกวลี) ได้ยิน โอเคค่ะ วันนี้เป็นบทสุดท้ายก่อนสอบมิดเทอมสอบกลางภาคอาทิตย์หน้าข้อสอบถึงเนื้อหาวันนี้นะคะ สอบในห้องเรียนเรานี่แหละ ในเวลาเรียนนะคะ อาทิตย์หน้าสอบเตรียมตัวมาด้วยนะคะ สอบ ๆ วันนี้จะเป็นบทที่ 6 นะคะ เกี่ยวกับตะกร้าสินค้าแล้วก็การรักษาความปลอดภัยของเว็บไซต์ในการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นะคะ เนื้อหาวันนี้ก็จะมีกับองค์ประกอบลักษณะการทำงานของระบบตะกร้าสินค้ารูปแบบของตะกร้าสินค้าที่เหมาะสมวิธีการชำระเงินแล้วก็ถ้าเราเป็นร้านค้าออนไลน์นี่ เราจะทำเรื่องเปิดร้านรับบัตรเครดิตอย่าางไรนะคะ แล้วก็ข้อที่ควรระวังในการชำระเงินโดยขั้นตอนของการที่เราจะได้มาซึ่งตะกร้าสินค้านี่ เราก็ต้องมีระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือว่าเว็บไซต์ของเราก่อนนะคะ ขั้นตอนแรกก็มาตรฐานเลย เราก็ต้องสร้างเว็บไซต์ขึ้นมานะคะ โดยในเว็บไซต์ของเรานี่มันก็ต้องมีการติดตั้งระบบตะกร้าสินค้าเอาไว้นะคะ โดยที่มันก็จะมีการตั้งค่าในตะกร้าสินค้า รถเข็นต่าง ๆ เช่น มีรหัสสินค้าอะไร รายละเอียดของสินค้า ขนาดต่าง ๆ ราคา ค่าขนส่ง ค่าการจัดการต่าง ๆ ถ้าลูกค้าหยิบสินค้าลงใส่ตะกร้าเมื่อไหร่ มันจะมีอะไรที่แสดงข้อมูลบ้างนะคะ พอเรามีระบบเว็บไซต์ของเราแล้ว มีระบบตะกร้าสินค้าแล้ว เราก็จะเลือกว่าเราจะต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยในการชำระเงิน ซึ่งระบบที่ใช้ในปัจจุบันนี่เป็นระบบ SSL นะคะ ซึ่งเราจะต้องขออนุญาตใช้งาน ถ้าเราสร้างเว็บไซต์ใหม่ของเราขึ้นมาเลยนะคะ รวมถึงจะต้องเป็นไปสมัครเป็นร้านค้าที่รับบัตรเครดิต ก็คือซื้อของออนไลน์ค่ะ เป็นคนที่มีงานทำแล้วเขาก็จะนิยมจ่ายผ่านบัตรเครดิตไว้คิดเงินทีเดียวตอนสิ้นเดือนอะไรก็ว่าไป รวมถึงจะต้องมีส่วนของการสร้างหน้า From นะคะ สำหรับสั่งซื้อสินค้า โดยส่วนมากเว็บเพจที่เราสร้างไว้แล้วนี่ มันจะอยู่บน Web Server ที่ติดตั้ง SSL ไว้แล้วนะคะ มันเป็นมาตรฐานที่ใช้ในปัจจุบันในส่วนของหน้าร้านเราก็ต้องมี Online Catalog ก็คือรายการสินค้านั่นแหละนะคะ ให้ลูกค้าสามารถดูราคาหรือว่าเพิ่มจำนวนสินค้าได้ ผ่านหน้า Online catalog ของเรานะคะ พอสินค้าถูกเพิ่มมันจะแสดงผลบนตะกร้าสินค้าหรือว่ารถเข็น หลังจากนั้นถ้าลูกค้ากดยืนยันคำสั่งซื้อก็จะมีกระบวนการถัดมา ก็คือการชำระเงิน แล้วก็มันจะมีการส่งใบคำขอซื้อไปยังผู้ขาย อันนี้เป็นกระบวนการที่ถ้าใครซื้อของอะไรตอนนี้จะเข้าใจง่าย ๆ นะคะ โดยส่วนที่ส่งนอกจากรายการสินค้าแล้ว มันจะมีข้อมูลเกี่ยวกับบัตรเครดิตที่ลูกค้าทำการสั่งซื้อ ให้ผู้ขายนี่ไปตัดยอดเงิน มีใบสั่งซื้อข้อมูลการขนส่งต่าง ๆ แล้วก็เอาใบข้อมูลนี้ไปยืนยันกับการขนส่งว่าที่อยู่ผู้รับคือที่ไหนนะคะ รวมถึงก็จะมีการบอกการ Tracking สินค้าและการติดตามสินค้าด้วย อาจจะมีการสั่งซื้อเพิ่มเติมหรือซื้ออีกครั้งให้ใครนะคะ สามารถเพิ่มเติมรายละเอียดไปที่ผู้ขายได้ หลังจากนั้นถ้าส่งทุกอย่างเรียบร้อยแล้วก็จะถือว่ากระบวนการทำธุรกรรมในเว็บไซต์ของเรานี่เสร็จสิ้นสมบูรณ์นะคะ โดยส่วนที่สำคัญที่สุดของการจัดการระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์นี่ แน่นอน ในหน้าร้านสิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือระบบตะกร้าสินค้านะคะ โดยตัวตะกร้าสินค้านี่ มันก็เป็นซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่เหมือนมันเป็นรถเข็นตามห้างสรรพสินค้าที่เราไปนะคะ ไว้ใส่สินค้าที่เราเลือก เดิมเราเขียนสินค้าในห้างเราก็แค่เปลี่ยนสินค้าในโลกออนไลน์เว็บไซต์จะมีการเก็บข้อมูลต่าง ๆ สินค้าที่ถูกเลือกไว้แล้วจะมีการเก็บแน่นอนค่ะ รหัสสินค้า ชื่อสินค้า ไปซื้อของในห้างนะ มันก็จะมีใบเสร็จมาให้ มีรหัสสินค้า ชื่อสินค้า มีราคาที่เขาขายให้เรา อันนี้เป็นมาตรฐานอยู่แล้วนะคะ ว่าซื้อของไปกี่ชิ้น คิดเป็นเงินเท่าไรแต่ละชิ้นมีรหัสสินค้าอะไร ข้อมูลเหล่านี้นี่ มันก็จะถูกเก็บไว้ในระหว่างที่เรากำลังเลือกสินค้าไปเรื่อย ๆ หรือระหว่างรอชำระเงินไอ้ของพวกนี้มันก็จะอยู่บนตะกร้าให้เรานะคะ โดยการมีตะกร้าสินค้านี่ มันก็เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้านะคะ ก่อนที่เราจะสั่งซื้อเราสามารถตรวจดูรายการสินค้าได้ เพิ่มหรือลดสินค้าหรือแก้ไขสินค้าได้นะคะ เปลี่ยนแปลงจำนวนตามที่เราต้องการ ตราบใดที่ยังไม่เข้าสู่หน้าในการชำระเงินนะคะ โดยลักษณะการทำงานที่เคยชินของเรานะ เวลาซื้อของออนไลน์ ก็เลือกรายการสินค้าจาก Catalog หรือรายการสินค้าที่เขามีให้บนหน้าเว็บนะคะ หลังจากนั้นก็กดสั่งซื้อสินค้าโดยการกดคลิกหยอดสินค้า หรือเพิ่มจำนวนสินค้าลงในตะกร้าที่เราต้องการนะคะ พอเราพอใจกับสินค้าที่เราเลือกแล้ว เราก็ไปเช็คเอาท์ ก็คือการคำนวณราคาสินค้ารวมค่าขนส่งนะคะ ถ้าเป็นคนที่จ่ายผ่านบัตรเครดิตมันก็จะเข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการชำระเงินผ่านระบบบัตรเครดิตอีกทีหนึ่ง เราก็จะถือว่าสิ้นสมบูรณ์สำหรับการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์นะคะ โดยองค์ประกอบของระบบตะกร้าสินค้านะคะ ก็มันจะรับข้อมูลมาจาก Catalog Online นะคะ หลังจากนั้นพอเราเอาสินค้าใส่ตะกร้านี ่มันก็จะมีการคำนวณราคาก็เป็นระบบคำนวณราคา ถ้าลูกค้าพอใจหรือต้องการยืนยันสินค้าตามราคาที่เราแสดงผลไปนะคะ ถ้าเขากดตกลงมันก็จะเข้าสู่กระบวนการในการชำระเงินต่อไปนะคะ ก็ในราคาชำระเงินบางคนเขียนเว็บไซต์ส่งอาจารย์แล้วรวมลืมคิดค่าขนส่งเป็นราคาธรรมดาเฉย ๆ เพราะฉะนั้น เราขายของออนไลน์มันจะมีค่าขนส่งด้วย แต่มันก็จะมีอะไรเพิ่มเติมเข้ามาทำให้เราไม่ต้องจ่ายค่าขนส่งก็ได้ เดี๋ยวอาจารย์จะพูดถึงในสไลด์ถัด ๆ ไปนะคะ ว่าทำอย่างไรจะให้มีค่าส่งสำหรับลูกค้านะ องค์ประกอบของตะกร้าสินค้านี่ มันจะมีโปรแกรมย่อย ๆ อยู่ในนั้นอีกนะคะ อย่างเช่น ที่เคยให้ทำงานไปไปดูว่า Server เหล่านั้นนี่เขามีโปรแกรมที่ช่วยทำให้เว็บไซต์เราทำงานง่ายขึ้นหรือเปล่า มี CGI ไหม Common Gateway Interface ก็จะเป็นมาตรฐานสำหรับเว็บเซิร์ฟเวอร์ในการส่งคำร้องต่าง ๆ มี Application service provider ไหม มีการรองรับภาษา PHP สำหรับการเขียนเว็บไซต์หรือเปล่านะคะ ก็ไปดูที่เซิร์ฟเวอร์ที่ให้บริการได้นะคะ องค์ประกอบหลักของระบบตะกร้าสินค้าเลยจะมีอยู่ 2 อย่างนะคะ ก็จะมีการรับสินค้าเข้าใส่ในรถเข็น กับระบบรับชำระเงินนะคะ โดยระบบตะกร้าหรือรถเข็นนี่ส่วนใหญ่จะมี 2 ระบบ ซึ่งเว็บไซต์ในปัจจุบัน เขาก็จะมีทั้ง 2 ระบบนี้ให้คุณเลือก ให้คุณใช้งานอยู่แล้วนะคะ มีแบบเติมตัวเลขตามจำนวนสินค้า เช่น เขาเขียนว่ามีสินค้าทั้งหมด 325 ชิ้น คุณสามารถใส่ได้สูงสุด 325 ชิ้นได้เช่นเดียวกัน แต่คุณใส่เกินไม่ได้นะคะ หรือจะค่อย ๆ กดเครื่องหมายบวก เพิ่มสินค้าลงตะกร้าทีละชิ้นก็ได้ แล้วก็เป็นเครื่องหมายลบในการลบจำนวนสินค้าลงทีละชิ้นก็ได้หรือเราจะลบจำนวนที่เป็นตัวเลขออกเลย แล้วเราใส่ตัวเลขที่เราต้องการก็ได้นะคะ อันนี้เป็นระบบตะกร้าสินค้าที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันอยู่แล้ว แต่ก็อาจารย์ก็จะมีตัวอย่างแบบเดิมให้ดูด้วยนะคะ โดยการกดสั่งสินค้าหรือคลิกสั่งสินค้าในแต่ละครั้งนี่ ของทั้ง 2 แบบเมื่อกี้ทั้งแบบเพิ่มจำนวนสินค้าแล้วก็แบบยอดสินค้านี่ มันจะเป็นการส่งรหัสสินค้ารายละเอียดต่าง ๆ ราคาข้อมูลอื่นไปยังโปรแกรมประมวลผล เพื่อคำนวณยอดเงิน แล้วก็แสดงรายการสั่งซื้อที่สั่งซื้อไป เช่น สั่งซื้อตัวนี้ค่ะ อาจจะเป็นราคา 3,000 บาท ซื้อไป 5 ชิ้น ก็ต้องคำนวณเงินให้ด้วยนะคะ ไม่ใช่ว่าของราคา 3,000 บาท ซื้อไป 5 ชิ้น ราคาสุทธิก็ยัง 3,000 บาท อยู่ดียังไม่ได้คิดถ้าสมมติว่าเราพอใจในการซื้อสินค้าแล้วเราก็กดสั่งซื้อสินค้าได้ แล้วมันก็จะมีการประมวลผลผ่านตัว Common Gateway Interface หรือตัว Application Service Provider ต่าง ๆ นะคะ มันก็จะมีหน้าสรุปราคาให้เราว่าสั่งซื้อสินค้าตัวนี้เป็นราคาเท่าไร จำนวนกี่ชิ้นนะคะ ก็อันนี้เป็นขั้นตอนมาตรฐานที่เว็บไซต์ E-commerce ในปัจจุบันทำได้กันอยู่แล้วนะคะ โดยรูปแบบของตะกร้าสินค้านี่ เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ แบบแรกเป็นแบบแสดงผลแล้วก็ตามที่เราให้บริการนะคะ อันแรกแบ่งตามลักษณะการแสดงผล อันนี้จะเป็นเว็บไซต์ที่ผ่านมานานแล้วนะคะ ก็เป็นแบบ Frame Frame ทีนี้คือตะกร้าสินค้าเขาจะอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งในหน้าเว็บไซต์เลยถ้าเราอยากได้สินค้าตัวไหน เราก็ไปกดเพิ่มสินค้า ซึ่งแบบเฟรมนี่ แบบที่ทำให้การปรับแต่งหน้าเว็บไซต์นี่มันปรับแต่งได้ยาก เพราะมันจะถูกจำกัดตำแหน่งไว้แล้วว่าตะกร้าสินค้าอยู่มุมไหน ถ้าเราตกแต่งเว็บไซต์นี่ มันจะเคลื่อนไม่ได้นะคะ หรือเวลาเราออกแบบมานี่ เวลาไปแสดงผลจริง ๆ นี่ บางทีมันไม่ตรงกับที่เราต้องการนะคะ แบบเฟรมนี่ เลยไม่ค่อยได้รับความนิยมในปัจจุบันแล้ว ก็ไม่มีเห็นแล้วล่ะค่ะ มันมีเป็นแบบเก่ามาก หรือเป็นแบบ Pop Up ถ้าสมมติเราอยากซื้อสินค้าตัวไหน กดสั่งซื้อ มันก็จะเด้งตัว Pop Up นี้ขึ้นมา ให้เราใส่ข้อมูลว่าเราต้องการสินค้าชนิดนี้กี่ชิ้น รวมแล้วเป็นเงินกี่บาท หรือคิดเงินแล้วรวมค่าส่งสินค้าแล้วเป็นเท่าไรนะคะ อันนี้ก็จะเป็น Popup ขึ้นมาอีกในแบบหนึ่งนะคะ แบบนี้ก็ในปัจจุบันก็ไม่ได้รับความนิยมแล้วนะคะ หรือจะเป็นแบบตะกร้าที่ตามการให้บริการ เช่น การสั่งสินค้าแบบค้าส่งนะคะ ซื้อเกิน 2 โหล 3 โหล เราจะได้ส่วนลดลงไปตามปริมาณที่เราซื้อ อันนี้เขาเรียกว่า "ค้าส่ง" สินค้าพวกนี้นี่ มันจะมีข้อดีคือราคาสินค้าจะเหมือนกับที่ไปซื้อตามหน้าโรงงานนะคะ หากคุณขับรถไปเองประหยัดแต่ถ้าคุณให้เขาส่งให้มันก็จะมีค่าขนส่งค่าประกันความเสียหายที่เราจะต้องออกเองนะคะ บางคนก็ต้องมาเปรียบเทียบกันดูว่าระหว่างไปซื้อที่หน้าโรงงาน กับซื้อสั่งแบบนี้ อันไหนมันจะคุ้มกับเรามากกว่ากันนะคะ หรือเป็นแบบตะกร้าแบบเพิ่มยอดขาย ก็จะเป็นตะกร้าสินค้าที่คำนวณส่วนลดให้ เมื่อถึงปริมาณสินค้าถึงระดับที่กำหนดไว้ เช่น ซื้อครบ 3 ชิ้น ลดลงอีก 2 บาท หรือถ้าซื้อครบ 20 ชิ้น ลดไป 10 เปอร์เซ็นต์นะคะ แล้วก็บางทีอาจจะเป็นการซื้อสินค้าที่ถ้าเรามีคูปองลดราคามันก็จะส่วนลดให้เราได้ เช่น คูปองลดราคา หรือคูปองในการส่งฟรี หรือคูปองส่วนลดใด ๆ นะคะ หรืออาจจะเป็นการขายแบบผูกขาด เช่น ถ้าคุณจะซื้อโต๊ะคอมพิวเตอร์ในราคานี้ คุณจะต้องซื้อเก้าอี้ด้วยนะคะ เหมือนจะซื้อเสื้อตัวนี้ในราคาพิเศษคุณจะต้องซื้ออีกตัวหนึ่งเพื่อให้ได้ราคาลดอีก 50 เปอร์เซ็นต์ อันนี้คือการผูกขาดหรือรูปแบบเฉพาะตัวแทนจำหน่ายมันจะเป็นตะกร้าสินค้าเฉพาะกลุ่มจะต้องเป็นตัวแทนของบริษัทเข้ามาซื้อสินค้านะคะ ระบบตะกร้าสินค้าแบบนี้นี่ มันจะมีการยืนยันสั่งซื้อ แล้วก็มีกำหนดชื่อ รหัสผ่าน ในการเข้ามาซื้อสินค้า เพื่อให้ทราบว่าเป็นตัวตนจริงของผู้แทนจำหน่ายจะมีการแบ่งประเภทคุณสมบัติของตัวแทนจำหน่ายแต่ละรายเช่น ถ้าคุณเป็นตัวแทนจำหน่ายที่ระดับสูงขึ้น มันก็อาจจะมีเปอร์เซ็นต์ส่วนลดเยอะขึ้นนะคะ หรืออย่างเช่น ตัวนี้เขาก็เป็นผลิตภัณฑ์ยี่ห้อหนึ่ง เขาบอกว่าถ้าเป็นมา... มาเป็นนักธุรกิจในการเป็นตัวแทนของเขานี่ ครั้งแรกเลย ซื้อของครั้งแรก ลดไปเลย 9 เปอร์เซ็นต์ ถ้ามาร่วมงานกับเขานะ เป็นตัวแทนจำหน่าย อันนี้เป็นการโฆษณาของเขาเลยว่าถ้ามาซื้อในไทยในฐานะผู้แทนจำหน่ายนี่ จะมีส่วนลดให้กี่เปอร์เซ็นต์ก็ว่าไป หรืออาจจะเป็นตะกร้าสินค้าเพื่อการส่งออกนะคะ เขาจะเขียนไว้เลยว่าถ้าซื้อสินค้าชิ้นนี้ ด้านบนนะคะถ้าเป็นประเทศไทยส่ง EMS ก็คือส่งด่วน ถ้าซื้อครบ 1 โหลจะลดไป 10 เปอร์เซ็นต์ นะคะ อันนี้เป็นแบบขายส่งด้วยนะ ขายปลีกขายส่งด้วย แล้วก็พิเศษ คือ ถ้าจะให้ส่งออกต่างประเทศจะต้องเสียค่าส่งอีก 60 US Dollar ก็คือ 60 เหรียญ อันนี้เป็นแบบตะกร้าเพื่อการส่งออกนะคะ ก็แล้วแต่ว่าธุรกิจที่เราทำนะคะ เป็นธุรกิจประเภทไหน อันนี้ก็เป็นส่งออกเหมือนกันนะคะ มันก็จะมีส่วนของการ Export ก็คือการส่งออกนะคะ เขาก็จะเขียนตรงนี่เลย เหมือนที่เราเคยทำสัปดาห์ก่อน Meta Tag อธิบายว่าหน้านี้เขาทำกิจกรรมอะไร สำหรับหน้าเว็บเพจนี้นะคะ ที่เราเคยเขียนไปแล้ว หรือรูปแบบการให้บริการเป็นตะกร้าสินค้าแบบลับเฉพาะ มีลักษณะคล้าย ๆ กับตะกร้าแบบส่งออกแต่ต่างกันแค่ว่าเขาจะยังไม่ให้คุณเห็นราคาจนกว่าคุณจะเป็นสมาชิกนะคะ หรือสมัครสมาชิกก่อน ถ้าเราอยากทราบราคาเราต้องลงทะเบียนเพื่อขอรหัสในการ Login เข้าไปซื้อสินค้าเหมือนรูปนี้ ตัวอย่างนะคะ มันยังไม่แสดงราคาให้เราจนกว่าเราจะเข้าสู่ระบบวิธีการล็อกอินหรืออาจจะสมัครสมาชิกใหม่ พอสมัครสมาชิกแล้วก็แสดงราคาให้เราดูว่านี่สิ่งที่เราอยากรู้ราคานี่ แค่นี้นะถามว่ามีประโยชน์อะไรเขาก็จะได้ข้อมูลของเราเพื่ออาจจะเป็นการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์สินค้าในอนาคตต่อไปนะคะ ก็อันนี้เป็นตะกร้าแบบลับเฉพาะนะคะ หรือจะเป็นตะกร้าสินค้าแบบแก้ไขรายละเอียดได้ ตะกร้าสินค้าแบบนี้ก็จะสามารถปรับเปลี่ยนคุณสมบัติ หรือสเปกบางอย่างของสินค้าที่เราต้องการได้นะคะ เช่น ตัวอย่างคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ ถ้าเราอยากเพิ่มหน่วยความจำตามที่เราต้องการนี่ เราจะต้องเพิ่มเงินอีกเท่าไรเขาก็แสดงให้ดู ถ้าคุณเอาขนาดมาตรฐานเลย ก็จะไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่ถ้าคุณอยากเปลี่ยนหน่วยความจำคุณก็เพิ่มสตางค์ตามที่เว็บไซต์ของแสดงผลไว้นะคะ อันนี้ก็เป็นเราสามารถปรับแต่งได้ตามความต้องการของเราเลยนะคะ แล้วก็ต่อมาพอเราเลือกสินค้าได้แล้วเราจะชำระเงินอย่างไร อันนี้เราเคยเรียนไปแล้วนะคะ ก็จะมีทั้งเก็บเงินปลายทาง โอนเงิน บัตรเครดิต หรือการใช้ E-Money E-cash ต่าง ๆ นะคะ Wallet ต่าง ๆ ก็ใช้ได้โดยถ้าสมมติเราเป็นผู้ประกอบการและยังเป็นร้านที่รับชำระผ่านบัตรเครดิตได้นี่มันก็จะมีขั้นตอนอยู่ประมาณ 10 ขั้นตอนนะคะ โดยที่เราจะต้องยื่นรายการเหล่านี้ไปที่ธนาคารนะคะ หรือสถาบันทางการเงินที่เขาดูแลเกี่ยวกับการดูแลร้านที่สามารถรับชำระผ่านบัตรเครดิตได้นะคะ เราต้องเขียนบอกก่อนเลยว่าร้านค้าเรานี่ เปิดร้านวัตถุประสงค์ของร้านเราคืออะไร ขายอะไร มีสินค้าอะไรบ้าง จุดแข็งของสินค้า ข้อดีของสินค้าเราคืออะไร เราบรรจุสินค้าอย่างไรเราขนส่งอย่างไรใครเป็นกลุ่มเป้าหมายของร้านเรานะคะ หน้าเว็บไซต์ของเราหน้าตาเป็นอย่างไร ลิงก์ที่แสดง URL ของเว็บไซต์เราคืออะไรนะคะ สามารถเข้าถึงได้จริงไหมนะคะ แล้วก็ถ้ามันมีความเสียหายเกิดขึ้นต่อลูกค้าหรือธนาคารเราจะรับผิดชอบอย่างไรนะคะ ในการส่งสินค้า การประกันภัย การรับคืนสินค้า เรามีนโยบายเขียนว่าอย่างไร ที่เป็นใครบ้างนะคะ ใครเป็นเจ้าของบริษัทใครเป็นผู้จดทะเบียนบริษัทต้องใส่มานะคะ รวมถึงสถานะทางการเงิน ทุนจดทะเบียนเท่าไร แล้วลองพยากรณ์ดูสิว่ายอดขายที่เราจะได้รับแต่ละเดือน หรือต่อปีนี่ประมาณเท่าไรนะคะ หลังจากนั้นก็เอาสัญญาการสั่งซื้อ หรือว่า Partner หรือคู่ค้าของเรานี่ เราสั่งของจากใครหรือใครเป็นผู้ร่วมธุรกิจกับเราเตรียมมาให้ธนาคารดูด้วยนะคะ ขั้นตอนก็จะมีคร่าว ๆ ประมาณนี้ ถ้าสมมติว่าใครมีหน้าร้านออนไลน์จริง ๆ อยากให้สามารถรับชำระผ่านบัตรเครดิตได้ ก็สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ ซึ่งปัจจุบันยิ่งหลังจากโควิดนี่ก็เริ่มไม่ค่อยมีใครพกเงินสดเท่าไร ใช้จ่ายผ่านบัตร แตะบัตรจ่าย จ่ายผ่าน QR Code บ้างหรือถ้าใครใช้โทรศัพท์ iPhone ก็จะมีบัตรเครดิตอยู่ในโทรศัพท์อยู่แล้ว แค่โทรศัพท์ไปใกล้ ๆ ก็สามารถชำระเงินได้อย่างนี้นะคะ แต่ในไทยนี่นะคะ ร้านค้าส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยอยากใช้บัตรเครดิตสักเท่าไร่ หรือว่าถ้าไปใช้เนี่ยหลาย ๆ คนจะเจอปัญหาเดียวกัน เช่น บางทีธนาคารเขาอยากได้ค่าบริการ 5-10 เปอร์เซ็นต์ ยอดของทางที่เราขายสินค้าแต่ละรายการ ทำให้ถ้าใครซื้อของออนไลน์เขาจะบอกว่าถ้าราคาสินค้าไม่เกิน 1,000 หรือไม่เกิน 500 บาทนี่ เขาจะไม่ให้รูดซื้อสินค้าหรือว่ารูดซื้อสินค้าก็ได้5 นั้น แทนที่ร้านค้าจะเป็นคนจ่ายนะคะ รวมถึงจะต้องมีเงินฝากค้ำประกันในบัญชีที่ธนาคารเขาจะกันเอาไว้ประกันความเสี่ยง เกิดเขาเรียกเก็บผ่านบัตรเครดิตไม่ได้นะคะ ก็ทำให้ร้านค้ารายย่อยนี่ก็ไม่ค่อยอยากใช้บริการบัตรเครดิตเท่าไร จะชอบรับเงินสดมากกว่านะคะ เพราะว่ามันได้เงินแน่นอนจริง ๆ ซึ่งระบบรักษาความปลอดภัยในการชำระเงินนี่ ก็จะมีส่วนที่สำคัญอยู่ 2 จุด ก็คือการคำนวณสินค้า เมื่อเราสิ้นสุดการเลือกซื้อสินค้าแล้ว กับการชำระเงิน ในที่นี้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต การรักษาความปลอดภัยในการชำระเงินที่ดีนะคะ มันก็จะต้องเริ่มจากการคำนวณเงินที่ดีในระบบที่นักศึกษาทำนะคะ จะต้องคำนวณตัวเลขอย่างถูกต้องนะคะ แล้วก็แสดงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ราคาสินค้า ภาษี ค่าขนส่ง ค่าวัสดุห่อหุ้มนะคะ บางทีจะมีเสียค่ากล่อง ก็ต้องอธิบายเป็นส่วน ๆ ให้ชัดเจนนะคะ แล้วก็ควรมีความยืดหยุ่นในการแสดงผล หรืออาจจะเพิ่มการประมวลผลอื่น ๆ ได้ เช่น อาจจะมีการคิดเรื่องส่วนลดอัตโนมัตินะคะ ใช้คูปองส่วนลดแล้วลดค่าส่งไปกี่บาทว่าไปนะคะ ถ้าซื้อของเกิน 300 บาท ได้ลดอีก 5 บาท ก็ต้องคำนวณอัตโนมัตินะคะ ไม่ต้องให้ลูกค้าเป็นคนกดเลือกเองนะคะ แล้วก็มีสิทธิพิเศษสำหรับผู้ซื้อที่เป็นสมาชิกหรือเปล่าเช่น ถ้าคุณล็อกอินเป็นสมาชิกจะลดให้ 5 เปอร์เซ็นต์ ใด ๆ ก็ว่าไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีระบบสมาชิกเมื่อไหร่ หรือเกี่ยวข้องกับการชำระเงินระบบรักษาความปลอดภัยก็จะตามมาทันทีโดยระบบรักษาความปลอดภัยการชำระเงินที่นิยมทั่วไปในปัจจุบันเลยนะคะ เขาเรียกว่าระบบ SSL Secure socket layer ตัวนี้เนี่ยมันจะต้องมีการจดทะเบียนกับบริษัทที่ชื่อว่าบริษัทซายนะคะ หรือว่าผู้ให้ลองไปรับรองอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ ก็ได้นะคะ แต่วันที่ยอมก็คือจะเป็น 2 บริษัทนี้ ซึ่งมันจะสร้างกุญแจสำหรับเข้ารหัส ที่ทำให้ Web Browser นี่นะคะ รู้จัก แล้วก็ทำการเข้ารหัสระหว่างที่เราทำธุรกรรมใด ๆ บนเว็บไซต์นั้น ๆ นะคะ บริษัท Verisign นี่เขาเป็นผู้ให้บริการมาตั้งแต่ปี 1995 แล้วก็ได้รับความเชื่อถือในระบบรักษาความปลอดภัยแล้วก็มีความน่าเชื่อถือมาโดยตลอดถ้าคุณเห็นสัญลักษณ์นี้ตามเว็บไซต์ใด ๆ ก็ตามนะคะ ก็ให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลที่เราทำอยู่ในเว็บไซต์นั้น ๆ นี่ จะได้รับการป้องกัน แล้วก็มีความปลอดภัยสูงสุด ในปัจจุบัน Verisign นี่ เป็นบริษัทที่ให้ใบรับรองอิเล็กทรอนิกส์อันดับ 1 ของโลก ถ้าใครเห็นสัญลักษณ์นี้เราก็มั่นใจได้นะคะ อันนี้เป็นตารางเปรียบเทียบรูปแบบรูปแบบของการใช้บริการ SSL นะคะ อย่างเช่น ถ้าคุณอยากได้ความปลอดภัยที่สูงมาก ค่าใช้จ่ายมันก็จะเพิ่มมากขึ้นไปด้วย รวมถึงถ้าใครใช้บริการแล้วอยากได้การันตี ก็คือแถบเขียวหน้าเว็บไซต์แบบนี้นะคะ ไม่ใช่ว่าทุกราคาจะได้ ต้องจ่ายเกือบ 30,000 บาท ถึงจะได้ สัญลักษณ์ที่บอกว่าเว็บไซต์เราได้รับการป้องกันจาก SSL อย่างดีแล้วนะคะ ก็ถ้าต่อไปใครทำงานเกี่ยวกับการเขียนเว็บไซต์นะคะ ก็ถ้าทำเชิงธุรกิจอย่าลืมใช้บริการของการรักษาความปลอดภัยด้วยนะคะ อันนี้เป็นหน้าของเว็บไซต์ ถ้าใครสนใจข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ของเขานะคะ ปัจจุบันมันไม่ได้มีแค่ระบบรักษาความปลอดภัยแบบ ssl มันมีแบบด้วย นะคะ ซึ่งก็ได้รับความนิยมใกล้เคียงกันของทั้ง 2 ระบบนะคะ อย่างที่บอกค่ะ SSL นี่ มันเป็นวิธีการในการเพิ่มความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายนะคะ โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นความลับ เช่น รหัสผ่าน เช่น รหัสผ่าน หมายเลขบัตรเครดิต เวลาเรากรอกผ่านระบบออนไลน์นี่ จะต้องกรอกแล้วรู้สึกปลอดภัยนะคะ โดยที่ระหว่างการรับส่งข้อมูลนี่ จะไม่มีใครนอกเหนือเครือข่ายสามารถดึงข้อมูลที่เป็นความลับจะใช้ได้นะคะ วิธีการเข้ารหัสนี่เขาจะใช้กุญแจแบบอสมมาตร ก็คือกุญแจคนละดอกกัน แล้วก็ตัว SSL นี่ เขาจะรองรับเรื่องการยืนยันตัวตน การคงสภาพของข้อมูลแล้วก็ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลเราด้วยโดย SSL นี่เขาได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการตรวจสอบการเข้ารหัสนะคะ ระหว่างเครื่องแม่ข่ายกับเครื่องลูกข่าย ซึ่งหลักการทำงานจะมีอยู่ 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ตรวจสอบว่า Server เว็บไซต์ที่เราเข้าใช้งานเป็น Server จริงไหม แล้วก็ตรวจสอบว่าเครื่องลูกข่ายนี่ ที่เข้ามาใช้งานเนี่ เป็นเครื่องลูกข่ายที่ได้รับการยืนยันตัวตนจริงแล้วหรือเปล่านะคะ เหมือนช่วงนี้ในโลกออนไลน์เขาบอกว่าระวังเว็บไซต์หรือเพจ Facebook ปลอม สำหรับพี่พักต่าง ๆ แล้วคุณจะรู้ได้อย่างไรว่า Fanpage Facebook ตัวไหนเป็นข้อมูลจริง อันนี้เหมือนกับหน้าที่ของ SSL เขาก็จะรู้ว่าข้อมูลที่ร้องขอเข้ามากับข้อมูลที่ส่งไปนี่ เป็นข้อมูลจริงหรือเปล่านะคะ โดยที่มีการยืนยันโดยใช้รหัสลับที่เป็นกุญแจคนละดอกกันนี่ ในการเชื่อมต่อระหว่างการรับส่งข้อมูลนะคะ หลักการทำงานนี่ มันจะเป็น SSL นี่ จะเป็นข้อตกลงที่อยู่ตรงกลางระหว่างตัวเว็บไซต์กับการรับส่งข้อมูลนะคะ โดยที่มันสามารถทำงานกับวิธีการหรือการข้อตกลงต่าง ๆ ทั้งการเป็นเว็บไซต์ การรับส่งข้อมูล หรือการส่ง VPN ก็ได้นะคะ โดยการทำงานตามหลักการการเข้ารหัสข้อมูล ก็คือถ้ามีคนแอบได้ข้อมูลของเราไปนี่ มั่นใจได้เลยว่าเขาจะอ่านข้อมูลเราไม่ได้นะคะ โดยการเข้ารหัสข้อมูลของ SSL นี่มันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบข้อมูลให้แตกต่างไปจากต้นฉบับ ทำให้คนอื่นนี่ไม่สามารถอ่านและเข้าใจข้อมูลของเราได้นะคะ ไม่ใช้วิธีการแปลงข้อมูลกลับมาอยู่ในรูปแบบเดิม ซึ่งเรียกว่า "การถอดรหัส" นะคะ การเข้ารหัสและการถอดรหัสจะใช้กุญแจ กุญแจในที่นี้ไม่ใช่กุญแจที่เราจับต้องได้นะคะ มันจะเป็นกุญแจแบบดิจิทัลเอาไว้ในการทำงานโดยที่ผู้รับและผู้ส่งจะมีกุญแจที่สามารถเขียนหรืออ่านข้อมูลนี้ได้ถ้าใครไม่มีกุญแจก็จะไม่สามารถทำได้นะคะ โดยการเข้ารหัสข้อมูลแบบ SSL นี่จะมีกุญแจ 2 ประเภท กุญแจสมมาตรกับกุญแจอสมมาตร คือ กุญแจที่เหมือนกันกับกุญแจที่ต่างกันนั่นเอง ถ้าเราใช้กุญแจแบบสมมาตรมันจะเป็นการเข้ารหัสแล้วก็การถอดรหัสโดยใช้กุญแจดอกเดียวกัน ข้อดีของการใช้กุญแจเหมือนกัน ก็คือมันเร็ว เพราะมันใช้เวลาในการคำนวณการถอดรหัสมันน้อยกว่าแล้วก็สามารถทำได้ง่ายกว่าในการสร้างกุญแจขึ้นมานะคะ ข้อเสีย คือ การบริหารจัดการกุญแจมันอาจจะทำได้ยาก เพราะการเข้ารหัส การถอดรหัสมันเหมือนกัน ถ้าสมมติว่าใครได้กุญแจดอกเดียว แค่เอาไปดอกเดียวน่ะค่ะ เขาก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลของคุณได้ ซึ่งมันแตกต่างจากดอกเดียวกันนะ ข้อมูลที่เข้ารหัสแล้วมันจะเป็นอย่างไร เช่น ข้อมูลว่าผมชื่อนายดำ ผมชื่อนายดำนี่ ถ้าถูกเข้ารหัสแล้วมันจะกลายเป็นตัวหนังสืออะไรก็ไม่รู้เหมือนข้างล่างนะคะ ถ้าใครไม่มีกุญแจ เขาก็อ่านข้อมูลไม่ได้ แต่ถ้าคนที่มีกุญแจอยู่ เขาก็จะสามารถขอรหัสออกมาเป็นคำว่าผมชื่อนายดำได้เช่นเดียวกันนะคะ แต่ถ้ามันเป็นกุญแจที่ต่างกันล่ะ นะคะ หรือว่าคุณแจอสมมาตรมันทำให้การบริหารจัดการกุญแจมันง่ายกว่าเพราะว่ากุญแจที่ใช้ในการเข้ารหัสแล้วก็ถอดรหัสนี่ มันต่างกัน แล้วก็สามารถระบุคนได้ง่ายเพราะว่าเราจะต้องมีลายเซ็นดิจิทัลแนบไปด้วยนะคะ ข้อเสีย คือ พอมันปลอดภัยมาก ๆ เวลาในการเข้ารหัสและถอดรหัสนี่มันก็จะนานขึ้น เพราะว่ามันจะมีการคำนวณการถอดรหัสที่นานขึ้น หรือการเข้ารหัสที่นานขึ้นนะคะ แต่ความปลอดภัยมันก็มีมากกว่านะคะ อย่างตัวนี้นะคะ ก็จะเป็นการเข้ารหัสเหมือนกันค่ะ แต่ว่ากุญแจมันจะมีกุญแจสาธารณะกับกุญแจส่วนตัว ในการเข้ารหัส ก็คือกรณีกุญแจสาธารณะเพื่อเข้ารหัสข้อมูลเราจะถามกุญแจของนางแดงก่อนว่ากุญแจคุณแจ้งคุณหน้าตาเป็นอย่างไร ขอดูหน่อยนะคะ ถ้านางแดงส่งกุญแจส่วนตัวมาให้นะคะ เราก็จะปั๊มกุญแจส่วนตัวนี้แปะเข้าไปด้วย เพื่อให้นางแดงเท่านั้นสามารถเปิดได้ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่สามารถจะเปิดได้ กุญแจที่มันไม่เหมือนกันเข้ารหัสจะเป็นดอกหนึ่งแล้วก็เอาส่วนของคุณแดงมาเข้ารหัสด้วยเฉพาะเปิดเราสามารถจะเปิดโดยใช้กุญแจรถส่วนตัวของนางแดงเท่านั้นอย่างนี้นะคะ ระบบต่อมาจะเป็นระบบ SET ทีนะคะ ก็จะเป็นระบบที่พัฒนาเพื่อชำระเงินด้วยบัตรเครดิตโดยเฉพาะนะคะ แล้วก็อย่างปลอดภัย โดยที่คนที่ใช้งานบัตรเครดิตอาจจะเป็นร้านค้าหรือว่าธนาคาร หรือองค์กรเกี่ยวกับการซื้อขายสินค้านี่ จะจะต้องมีใบรับรองดิจิทัลก่อนนะคะ เพื่อรับรองว่าทุกฝ่าย ทุกคนที่เกิดขึ้นนี่ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตัวนี้โดยตัว SET นี่ จะทำการเข้ารหัสข้อมูลรายการสินค้าก่อนจะส่งข้อมูลลงไปบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนะคะ กลไกในการรักษาความปลอดภัยมันก็จะประกอบด้วย มันสามารถรักษาความลับของข้อมูลที่ส่งได้ แล้วก็มีความน่าเชื่อถือ มีการตรวจสอบสิทธิ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยองค์กรที่ออกใบรับรองมาให้นะคะ ข้อแตกต่างระหว่าง SSL ... SET จะมีธนาคารหรือว่าสถาบันทางการเงินมาเกี่ยวข้องด้วยนะคะ ในการทำแบบรองนี่ SSL นี่ก็มีแค่ 200 Server แต่ที่ต้องมีทุกคนการตรวจสอบก็จะต่างกันนะคะ SSL ก็ต่างคนต่างตรวจสอบแต่ว่าSET นี่ มันก็จะมีองค์กรรับรองใบรับรองดิจิทัลนี่เป็นคนตรวจสอบ ข้อมูล SSL จะต้องป้อนใหม่ทุกครั้งจะไม่เก็บไว้เพื่อความปลอดภัยนะคะ SET เราสามารถเก็บข้อมูลไว้ใน E-wallet ได้ เพียงการป้อนข้อมูลทิ้งไว้นะคะ การจำกัดการเข้าถึงก็แตกต่างกันนะคะ ไม่สามารถเข้าได้ทุกระดับ แต่ถ้า SET นี่ธนาคารก็จะไม่รู้ว่าเราซื้ออะไร แล้วก็คนขายนี่ เขาก็จะไม่รู้ว่าข้อมูลบัตรเครดิตของเราคืออะไร มันเลยรู้สึกว่าการใช้บัตรเครดิตนี่ค่อนข้างปลอดภัย เพราะว่าองค์กรกลางที่ดูแลเรื่องพวกนี้ให้นะคะ การใช้ข้อมูลนะคะ ก็จะมีการเข้ารหัสคำสั่งนะคะ บุคคลที่ 3 ก็ไม่สามารถดูได้ การป้องกันข้อมูลก็จะสร้างกุญแจมาโดยเฉพาะนะคะ การพิสูจน์ตัวตนตัว SSL นี่ไม่มีสนับสนุนบริการตัวนี้แต่ SET มีนะคะ การเข้ารหัสข้อมูลบัตรเครดิตก็จะมีการแยกคำสั่งซื้อกับข้อมูลบัตรเครดิตแยกออกจากกันนะคะ ก็รักษาความปลอดภัยได้ดีกว่า SSL ในระดับหนึ่ง วันนี้นะคะ จากสไลด์ต้น ๆ ที่อาจารย์ถามว่าทำไมตะกร้าสินค้าถึงสำคัญที่สุดในระบบการซื้อของออนไลน์ ในความคิดนักศึกษานะ ไม่ต้องหาข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตนะ ลองดูสิว่าจะตอบอาจารย์ว่าอย่างไร เช่น ทำไมต้องซื้อของแล้วทำไมไอ้ตะกร้าสินค้าที่เราเพิ่มสินค้าเข้าไปมันสำคัญ มันคำนวณเงินให้เราใช่ไหม มันเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินใช่ไหมแล้วก็เมื่อกี้นี้อาจารย์เปรียบเทียบให้แล้ว ระหว่าง SSL กับ SET ลองดูสิว่าถ้าเราเป็นร้านค้า SSL ดีอย่างไร มีข้อเสียอะไรบ้าง แล้ว SET มันมีข้อดียังไงข้อเสียยังไงก็ลองเปรียบเทียบเหตุผลให้อาจารย์หน่อย นะคะ ทำใส่ใน Word นั่นล่ะค่ะ แล้วก็ส่งใน Google Classroom เหมือนเดิม ข้อแรกยังเหมือนเดิมไม่ต้องหาในอินเทอร์เน็ตเอาในความคิดของเรานะคะ ว่าทำไมตะกร้าสินค้าดูสำคัญเริ่มทำได้ค่ะ เดี๋ยวทำงานในห้องก่อนนะคะล่าม แป๊บหนึ่ง เอาไว้ก่อนก็ได้