﻿1
00:07:33,597 --> 00:07:37,358
(อาจารย์อิสรา) สวัสดีครับ สวัสดีพี่ล่ามนะครับ

2
00:07:37,358 --> 00:07:41,358
สวัสดีนักศึกษาทุกคนนะครับ

3
00:07:43,368 --> 00:07:47,368
เดี๋ยววันนี้อาจารย์จะทบทวน

4
00:07:48,756 --> 00:07:52,756
เรื่องที่สอนในสัปดาห์ที่แล้วนิดหน่อยครับ แล้วก็

5
00:07:54,227 --> 00:07:58,227
สอนต่อเลยนะครับ แต่ว่าวันนี้อาจารย์อาจจะสอนไม่เต็มเวลา เพราะว่า

6
00:07:58,449 --> 00:08:01,818
มีประชุมต่อนะครับ อาจารย์ขอมาสอนก่อนแป๊บหนึ่ง

7
00:08:01,818 --> 00:08:03,934
อันนี้เราทบทวน

8
00:08:03,934 --> 00:08:04,758
จากสัปดาห์ที่แล้วนะครับ

9
00:08:04,758 --> 00:08:08,758
ว่า

10
00:08:08,894 --> 00:08:11,907
การเรียนรู้ของมนุษย์เรานะครับ มันแบ่งออกเป็น 3

11
00:08:11,907 --> 00:08:14,051
ประเภทใช่ไหมครับ

12
00:08:14,051 --> 00:08:18,051
อย่างแรกก็คือ

13
00:08:19,065 --> 00:08:22,168
ความสามารถการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถทางสมอง

14
00:08:22,168 --> 00:08:25,762
เขาเรียกว่าในกลุ่มพุทธิพิสัย

15
00:08:25,762 --> 00:08:29,762
อักษรภาษาอังกฤษก็คือ Cognitive Domain

16
00:08:29,822 --> 00:08:33,433
ส่วนความสามารถในกลุ่มที่ 2 นะครับ

17
00:08:33,433 --> 00:08:35,836
เป็นความสามารถทางด้านร่างกาย หรือการ

18
00:08:35,836 --> 00:08:39,692
เคลื่อนไหวร่างกายหรือการปฏิบัติ

19
00:08:39,692 --> 00:08:43,406
เราเรียกว่า "ด้านทักษะพิสัย"

20
00:08:43,406 --> 00:08:47,406
ภาษาอังกฤษก็คือ Psychomotor Domain

21
00:08:48,232 --> 00:08:51,816
ส่วนการเรียนรู้ในกลุ่มที่ 3 ก็คือ

22
00:08:51,816 --> 00:08:53,969
เป็นการเรียนรู้ที่ไปพัฒนาด้านจิตใจ

23
00:08:53,969 --> 00:08:55,761
อารมณ์ ความรู้สึก

24
00:08:55,761 --> 00:08:59,761
ก็คือด้าน

25
00:08:59,905 --> 00:09:02,117
จิตพิสัย หรือภาษาอังกฤษ คือ Effective Domain

26
00:09:02,117 --> 00:09:04,672
อันนี้คือมี 3 กลุ่ม ก็คือ

27
00:09:04,672 --> 00:09:05,587
สมอง ร่างกายแล้วก็

28
00:09:05,587 --> 00:09:06,864
จิดใจ

29
00:09:06,864 --> 00:09:09,031
ครับ มีอยู่ 3

30
00:09:09,031 --> 00:09:13,031
ในการเรียนรู้นะครับ

31
00:09:13,896 --> 00:09:17,896
อันนี้อาจารย์ขอข้ามไปเลยนะครับ

32
00:09:21,517 --> 00:09:23,369
ทีนี้มาถึงตรงนี้นะครับ เมื่อเรารู้แล้วครับ ว่า

33
00:09:23,369 --> 00:09:25,225
การเรียนรู้ของเรา

34
00:09:25,225 --> 00:09:28,108
ของมนุษย์เรามีกี่

35
00:09:28,108 --> 00:09:32,108
กลุ่มนะครับ ทีนี้

36
00:09:33,849 --> 00:09:35,345
กระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ทางด้านสมอง ทั้งด้านร่างกาย ทางด้านจิตใจนี่

37
00:09:35,345 --> 00:09:39,127
มันก็จะ...

38
00:09:39,127 --> 00:09:43,127
มนุษย์เราแต่ละคนจะมีความถนัด

39
00:09:43,498 --> 00:09:47,498
หน่วยการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกันนะครับ ความถนัด ก็คือ

40
00:09:49,765 --> 00:09:53,765
วิธีการที่มนุษย์แต่ละคนใช้ในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

41
00:09:54,147 --> 00:09:57,367
ขนาดที่จะใช้วิธีการในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

42
00:09:57,367 --> 00:09:58,222
เรานึกว่ารูปแบบการเรียนรู้

43
00:09:58,222 --> 00:10:02,222
ครับ

44
00:10:05,025 --> 00:10:09,025
รูปแบบการเรียนรู้ คือ วิธีการที่มนุษย์ใช้ในการเรียนรู้ วิธีการที่ตนเองถนัด

45
00:10:11,929 --> 00:10:13,404
ให้ทาย ให้ทายว่าเราคิดว่ามนุษย์เรา

46
00:10:13,404 --> 00:10:17,404
ใช้

47
00:10:18,418 --> 00:10:22,418
มีวิธีการใดมีกี่วิธีการที่ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ

48
00:10:25,768 --> 00:10:29,768
ที่ถนัด ที่จะใช้ในการเรียน

49
00:10:37,680 --> 00:10:39,354
อาจารย์ถามก็ได้ ที่ใครเวลาเราจะเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งนี่ เราจะเรียนรู้ด้วยวิธีไหนเราทำอย่างไรถึงจะได้รู้จักมัน

50
00:10:39,354 --> 00:10:43,201
ถึงจะได้เรียนรู้มันได้

51
00:10:43,201 --> 00:10:45,952
สังเกตอะไรอีกครับ

52
00:10:45,952 --> 00:10:49,952
ลงมือทำอะไรอีก

53
00:10:50,434 --> 00:10:54,434
อีกอย่างหนึ่ง

54
00:10:54,729 --> 00:10:57,676
สังเกตใช้ประสาทสัมผัสทางไหนเอ่ย

55
00:10:57,676 --> 00:10:59,661
ดวงตาใช่ไหมครับ

56
00:10:59,661 --> 00:11:03,661
ลงมือทำก็คือการ

57
00:11:06,799 --> 00:11:08,783
เคลื่อนไหวร่างกาย การปฏิบัติใช่ไหม มีอีกช่องทางหนึ่งที่มนุษย์เรารับข้อมูลเข้าไป

58
00:11:08,783 --> 00:11:12,783
ในร่าง ในสมองเรา

59
00:11:13,257 --> 00:11:14,135
ทางหูใช่ไหมครับ ก็คือการฟัง

60
00:11:14,135 --> 00:11:18,135
ครับ

61
00:11:23,408 --> 00:11:26,244
วิธีการเหล่านี้เราเรียกว่าวิธีการในรูปแบบในการเรียนรู้นะครับ ก็คือวิธีการที่เราถนัดที่ใช้ในการเรียนรู้

62
00:11:26,244 --> 00:11:30,244
ซึ่งแต่ละคน

63
00:11:30,306 --> 00:11:33,550
ครับ แต่ละคนมีความถนัดใน

64
00:11:33,550 --> 00:11:35,460
การใช้วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

65
00:11:35,460 --> 00:11:39,460
นะครับ บางคน

66
00:11:40,299 --> 00:11:41,808
ชอบเรียนรู้จากการฟังนะครับ ถ้าฟังจะ

67
00:11:41,808 --> 00:11:44,507
เรียนรู้ได้ง่ายกว่า

68
00:11:44,507 --> 00:11:45,895
บางคนนะครับ

69
00:11:45,895 --> 00:11:48,534
บางคนชอบเรียนรู้

70
00:11:48,534 --> 00:11:52,110
จากการดู การอ่าน

71
00:11:52,110 --> 00:11:56,110
ดูรูปภาพ ดูข้อความ ดูตัวหนังสือ

72
00:11:56,889 --> 00:12:00,351
ขนาดเรียนด้วยวิธีนั้นมากกว่าที่จะนั่งฟังคนอื่นพูดให้ฟัง

73
00:12:00,351 --> 00:12:02,305
แต่บางคนนะครับ

74
00:12:02,305 --> 00:12:04,362
ชอบเรียนรู้จาก

75
00:12:04,362 --> 00:12:05,129
การลงมือทำจริง ๆ

76
00:12:05,129 --> 00:12:09,129
นะครับ

77
00:12:12,383 --> 00:12:15,794
แต่ถนัดแบบนั้น ไม่ชอบที่จะนั่งฟังใครพูดนาน ๆ นะครับ แล้วก็ไม่ชอบอ่านหนังสือ

78
00:12:15,794 --> 00:12:17,682
หรือไม่ชอบอ่านตัวอักษร ไม่ชอบอ่านข้อความ

79
00:12:17,682 --> 00:12:18,566
ชอบการปฏิบัติ

80
00:12:18,566 --> 00:12:20,953
มากกว่า

81
00:12:20,953 --> 00:12:22,734
นะครับ อันนี้

82
00:12:22,734 --> 00:12:26,734
ดังนั้นนะครับ

83
00:12:27,970 --> 00:12:31,574
คนที่มีความถนัดในการเรียนรู้จากการดูนะครับ

84
00:12:31,574 --> 00:12:35,338
เราเรียกว่าวิธีการแบบ Virtual Learning

85
00:12:35,338 --> 00:12:36,971
Virtual Learning เราเห็นรูปดวงตานะ ที่เป็นสี

86
00:12:36,971 --> 00:12:40,971
ม่วง

87
00:12:41,492 --> 00:12:45,432
อันนี้เป็นความถนัดของรูปแบบที่ 1 ที่คนถนัด

88
00:12:45,432 --> 00:12:46,767
อันที่ 2 ก็คือเรียนรู้จากการฟัง

89
00:12:46,767 --> 00:12:50,505
ก็คือ

90
00:12:50,505 --> 00:12:52,797
Auditory learning

91
00:12:52,797 --> 00:12:56,797
ส่วนรูปแบบที่ 3

92
00:12:58,571 --> 00:13:01,202
ก็คือการเรียนรู้จากการปฏิบัติการเคลื่อนไหวร่างกายหรือ Kinesthetic Learning

93
00:13:01,202 --> 00:13:04,141
ทีนี้

94
00:13:04,141 --> 00:13:08,141
ก็ไม่ได้หมายความว่า

95
00:13:08,931 --> 00:13:12,341
บุคคลคนหนึ่งจะใช้แค่วิธีการเดียวในการเรียนรู้นะครับ

96
00:13:12,341 --> 00:13:15,405
คนคนหนึ่งอาจจะมีความถนัด 2 อย่าง

97
00:13:15,405 --> 00:13:19,405
รวมกันก็ได้นะครับ ใช้ทั้ง 2 อย่าง

98
00:13:21,888 --> 00:13:25,364
ใช้วิธีทั้ง 2 อย่างรวมกัน หรือบางคนอาจจะใช้ทั้ง 3 อย่าง ใช้ทั้ง 3 วิธี

99
00:13:25,364 --> 00:13:29,187
ในการเรียนรู้ บางสิ่งบางอย่างร่วมกันก็ได้นะครับ

100
00:13:29,187 --> 00:13:32,409
แล้วแต่คนนะครับ แต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน

101
00:13:32,409 --> 00:13:36,093
มีรูปแบบในการเรียนรู้ไม่เหมือนกันนะครับ

102
00:13:36,093 --> 00:13:39,061
เพราะฉะนั้นนะครับ เราจึง

103
00:13:39,061 --> 00:13:41,081
... ถ้าเราไปเป็นครูนะครับ เราจำเป็นต้อง

104
00:13:41,081 --> 00:13:44,128
สังเกตนักเรียน

105
00:13:44,128 --> 00:13:46,551
นะครับ สังเกตนักเรียนของเรานะครับ ว่า

106
00:13:46,551 --> 00:13:49,933
นักเรียนของเรามีความ...

107
00:13:49,933 --> 00:13:53,933
มีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรบ้าง

108
00:13:53,973 --> 00:13:55,500
เราสามารถทำได้จากการสังเกตในชั้นเรียน

109
00:13:55,500 --> 00:13:57,547
หรือว่า

110
00:13:57,547 --> 00:14:01,547
ในระหว่างที่เราไป

111
00:14:02,338 --> 00:14:03,831
ไปเยี่ยมบ้านนักเรียนนะครับ วันนี้ทุกโรงเรียนต้องได้ทำอยู่แล้ว

112
00:14:03,831 --> 00:14:07,831
เป็นประจำทุกปี

113
00:14:10,456 --> 00:14:14,086
เราก็สามารถสอบถามผู้ปกครองสอบถามนักเรียนเพิ่มเติมก็ได้

114
00:14:14,086 --> 00:14:18,086
นะครับ หรือเราอาจจะใช้กิจกรรมโฮมรูมนะครับ

115
00:14:18,893 --> 00:14:20,471
ซึ่งทุกโรงเรียนก็มีกิจกรรมโฮมรูมอยู่แล้วนะครับ เราก็

116
00:14:20,471 --> 00:14:23,255
สามารถสอบถาม

117
00:14:23,255 --> 00:14:26,016
นักเรียนในที่ปรึกษาเราได้

118
00:14:26,016 --> 00:14:29,651
เราใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้

119
00:14:29,651 --> 00:14:33,651
รู้ ว่านักเรียนมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไร

120
00:14:39,178 --> 00:14:43,178
ทำไม อาจารย์ถาม ว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องรู้จักรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียน

121
00:14:44,829 --> 00:14:47,335
ถูกต้องครับ

122
00:14:47,335 --> 00:14:51,051
มันเป็นประโยชน์ทั้งกับ

123
00:14:51,051 --> 00:14:51,751
นักเรียน มันเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวครู

124
00:14:51,751 --> 00:14:53,869
นะครับ

125
00:14:53,869 --> 00:14:55,930
มันเป็นประโยชน์ในทั้ง

126
00:14:55,930 --> 00:14:59,930
2 ฝ่ายเลยนะครับ

127
00:15:02,806 --> 00:15:06,806
หากเรารู้ว่านักเรียนมีวิธีการมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรแล้ว

128
00:15:06,821 --> 00:15:10,821
เราจะช่วยแนะนำนักเรียนได้นะครับ แล้ว

129
00:15:12,371 --> 00:15:14,374
นักเรียนก็จะสามารถหาวิธีการในการเรียนรู้ที่เหมาะกับ

130
00:15:14,374 --> 00:15:15,069
ตัวเองถนัดมากที่สุด

131
00:15:15,069 --> 00:15:19,069
ครับ

132
00:15:20,336 --> 00:15:22,127
แล้วก็จะทำให้การเรียนรู้ของตัวนักเรียนนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด

133
00:15:22,127 --> 00:15:26,127
นะครับ

134
00:15:29,993 --> 00:15:33,993
เราสังเกตจากตัวเราง่าย ๆ เลย ถ้าเราชอบเรียนรู้จากการฟัง ถ้าให้เรามานั่งอ่านแล้วก็ไม่อยากอ่าน

135
00:15:35,936 --> 00:15:36,913
เราไม่ชอบที่จะดูตัวอักษร ไม่ชอบที่จะดูกราฟ ไม่ชอบที่จะดูตัวเลข แล้วเราอยาก

136
00:15:36,913 --> 00:15:40,913
ฟังมากกว่า

137
00:15:42,648 --> 00:15:46,276
มันเพลินมากกว่า อันนี้ก็แล้วแต่คนนะครับ เพราะฉะนั้นหากเรารู้ ว่า

138
00:15:46,276 --> 00:15:48,372
รูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นอย่างไรนะครับ เราจะช่วย

139
00:15:48,372 --> 00:15:52,372
แนะนำนักเรียน

140
00:15:53,421 --> 00:15:57,421
วิธีการเรียนรู้ให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด

141
00:16:02,712 --> 00:16:06,712
สำหรับตัวครูเองนะครับ คุณครูก็สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้มันสอดคล้องกับ

142
00:16:08,119 --> 00:16:12,119
ความถนัดของนักเรียนนะครับ จะได้จัดกิจกรรมที่

143
00:16:12,670 --> 00:16:16,172
มันสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ของนักเรียน นักเรียนจะได้

144
00:16:16,172 --> 00:16:18,936
ได้เรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน

145
00:16:18,936 --> 00:16:19,959
นะครับ เพราะฉะนั้นหาก

146
00:16:19,959 --> 00:16:23,959
ในห้อง

147
00:16:25,219 --> 00:16:29,219
มันแน่นอนอยู่แล้ว ว่าในห้องเรียนของเรา นักเรียนจะมี

148
00:16:31,402 --> 00:16:34,331
รูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ในห้องเรียนของเราเป็นไปไม่ได้ว่า 1 ห้องเรียน

149
00:16:34,331 --> 00:16:36,226
นักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างเดียว

150
00:16:36,226 --> 00:16:37,576
เป็นไปไม่ได้แน่ ๆ ครับ

151
00:16:37,576 --> 00:16:38,914
เพราะฉะนั้น

152
00:16:38,914 --> 00:16:42,914
กิจกรรม

153
00:16:44,517 --> 00:16:46,297
การเรียนการสอนที่เราจะจัดให้กับนักเรียนมันควรเป็นในลักษณะที่หลากหลาย

154
00:16:46,297 --> 00:16:50,297
นะครับ มีกิจกรรมที่

155
00:16:54,071 --> 00:16:55,386
ฟังด้วย มีกิจกรรมที่ให้จะได้ลงมือปฏิบัติด้วยครับ มีกิจกรรมที่ให้นักเรียนต้องได้

156
00:16:55,386 --> 00:16:58,797
สังเกต

157
00:16:58,797 --> 00:17:01,292
ให้ได้อ่านด้วยตนเองด้วย

158
00:17:01,292 --> 00:17:02,175
ก็ให้มันหลากหลาย

159
00:17:02,175 --> 00:17:03,719
ที่จ

160
00:17:03,719 --> 00:17:07,447
ะตอบสนองต่อ

161
00:17:07,447 --> 00:17:11,447
รูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายของนักเรียนในห้องเรียนของเรา

162
00:17:18,098 --> 00:17:21,458
วันนี้อาจารย์ขอข้ามไปนะครับ

163
00:17:21,458 --> 00:17:22,675
ทีนี้เรามาดู

164
00:17:22,675 --> 00:17:26,675
ว่า

165
00:17:26,924 --> 00:17:30,118
แล้วที่ทฤษฎีการเรียนรู้นะครับ เราจะมา

166
00:17:30,118 --> 00:17:31,062
ต่อที่ทฤษฎีการเรียนรู้นะคะ ว่า

167
00:17:31,062 --> 00:17:35,062
แล้ว

168
00:17:37,653 --> 00:17:41,653
กลไกนะครับ ที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรนะครับ

169
00:17:46,078 --> 00:17:48,110
มันก็จะมีวิวัฒนาการของทฤษฎีการเรียนรู้ตั้งแต่อดีตมาเรื่อย ๆ จนถึง

170
00:17:48,110 --> 00:17:49,331
ในปัจจุบัน

171
00:17:49,331 --> 00:17:52,457
มี

172
00:17:52,457 --> 00:17:55,809
ทฤษฎีเกิดขึ้นมาได้เรื่อย ๆ นะครับ แล้ว

173
00:17:55,809 --> 00:17:59,322
ทฤษฎีการเรียนรู้ก็มีอยู่หลายทฤษฎี

174
00:17:59,322 --> 00:18:01,960
แล้วก็ถูกจัดกลุ่มออกเป็นหลาย ๆ กลุ่ม

175
00:18:01,960 --> 00:18:04,128
นะครับ มีทฤษฎีหลายกลุ่มมาก

176
00:18:04,128 --> 00:18:05,780
หลัก ๆ ก็คือมีอยู่ 5 กลุ่ม

177
00:18:05,780 --> 00:18:09,780
นะครับ มีอยู่ 5 กลุ่ม

178
00:18:15,218 --> 00:18:19,218
นะครับ ก่อนที่เราจะไปดูว่ามันมีทฤษฎีการเรียนรู้อะไรบ้าง

179
00:18:22,755 --> 00:18:26,155
เรามาดูความหมายของทฤษฎีการเรียนรู้ หรือว่า Learก่อนนะครับ ว่า

180
00:18:26,155 --> 00:18:30,155
ทฤษฎีการเรียนรู้มันหมายถึงอะไร

181
00:18:30,722 --> 00:18:32,564
ทฤษฎีการเรียนรู้นะครับ มันอาจจะ

182
00:18:32,564 --> 00:18:36,564
เป็นข้อความ

183
00:18:38,164 --> 00:18:42,164
เป็นหลักการ เป็นกฎนะครับ หรือเป็นคำอธิบายต่าง ๆ นะครับ

184
00:18:44,912 --> 00:18:48,912
เพื่อใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ในของการเรียนรู้ของมนุษย์

185
00:18:50,122 --> 00:18:51,470
ในบางสิ่ง ในบางด้าน ในบางมิติ

186
00:18:51,470 --> 00:18:55,470
ครับ ว่า

187
00:18:57,859 --> 00:19:00,383
การเรียนรู้ในสิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ เป็นคำอธิบายว่าการเรียนรู้

188
00:19:00,383 --> 00:19:04,383
สิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรนะครับ

189
00:19:05,892 --> 00:19:07,346
แล้วมันมีปัจจัยใดบ้าง ที่มันส่งผลต่อการเรียนรู้

190
00:19:07,346 --> 00:19:11,010
สิ่งนั้นของมนุษย์

191
00:19:11,010 --> 00:19:13,983
คำอธิบายนะครับ

192
00:19:13,983 --> 00:19:15,379
ว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

193
00:19:15,379 --> 00:19:19,379
ในชั่วโมงที่แล้ว

194
00:19:22,761 --> 00:19:24,390
อาจารย์อาจจะพูดคร่าว ๆ ไปแล้วในส่วนของกลไกในสมองของเราใช่ไหมครับ ว่า

195
00:19:24,390 --> 00:19:25,149
มันเกิดจากการ

196
00:19:25,149 --> 00:19:28,308
ส่ง

197
00:19:28,308 --> 00:19:29,355
สารสื่อประสาทระหว่างเซลล์ประสาท

198
00:19:29,355 --> 00:19:32,401
เซลล์

199
00:19:32,401 --> 00:19:36,401
เซลล์ต่อเซลล์ไปเรื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ

200
00:19:37,214 --> 00:19:41,214
ส่งผ่านข้อมูลจาก Dendrite แล้วก็ส่งออกไป

201
00:19:42,923 --> 00:19:43,947
Axon Axon ก็จะไปต่อกับ Dendrite ของเซลล์ถัดไปส่งต่อไปเรื่อย ๆ ไปเรื่อย

202
00:19:43,947 --> 00:19:45,344
นะครับ ถ้าเราจ

203
00:19:45,344 --> 00:19:46,186
ับนะ ถ้าเราจับ

204
00:19:46,186 --> 00:19:50,186
หมอยัง

205
00:19:53,033 --> 00:19:56,556
ประสาทสัมผัสเราอยู่ที่มือไหมครับ เราจับลูกบอลทำไมเราถึงรู้ ว่าที่เราจับอยู่มันเป็นลูกบอล

206
00:19:56,556 --> 00:19:59,254
ได้ สัมผัสลูกบอลแล้ว

207
00:19:59,254 --> 00:20:00,020
ประสาทสัมผัสจับมือเรามันก็

208
00:20:00,020 --> 00:20:03,620
ส่ง

209
00:20:03,620 --> 00:20:07,620
กระแสประสาทไปเรื่อย ๆ มาถึงสมองเราใช่ไหมครับ

210
00:20:07,647 --> 00:20:11,480
แล้วอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการควบคุม

211
00:20:11,480 --> 00:20:15,480
รับข้อมูลที่ผ่านมือ ก็คือส่วนที่เป็น

212
00:20:17,022 --> 00:20:21,011
สมองส่วน Parietal Lobe ใช่ไหมตรงตรงนี้ ตรงข้าง ๆ ข้างบนของเรา

213
00:20:21,011 --> 00:20:22,428
ขับที่สวนที่ควบคุมอวัยวะต่าง ๆ คือส่วนนี้

214
00:20:22,428 --> 00:20:26,428
ครับ หรือ

215
00:20:27,875 --> 00:20:31,875
ถ้าเรารับข้อมูลจากดวงตา หรือว่าเราอ่านหนังสือ

216
00:20:34,890 --> 00:20:37,164
ข้อมูลเหล่านั้นมันก็จะผ่านเข้ามายังดวงตาของเรา แล้วก็ส่งผ่านมายัง

217
00:20:37,164 --> 00:20:39,826
สมองส่วนท้ายทอยใช่ไหมครับ

218
00:20:39,826 --> 00:20:43,348
ตรง Occipital lobe ตรงนี้

219
00:20:43,348 --> 00:20:47,348
อันนี้คือพูดไปตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วนะครับ

220
00:20:49,805 --> 00:20:52,712
อันนี้มันก็เป็นองค์ความรู้ในปัจจุบันนะครับ ที่มีการค้นพบ แต่ว่าในอดีต

221
00:20:52,712 --> 00:20:54,914
มันยังไม่มีความรู้พวกนี้นะครับ มัน

222
00:20:54,914 --> 00:20:56,451
ยังไม่มีเครื่องสแกนสมองนะครับ

223
00:20:56,451 --> 00:21:00,451
ในอดีตเขาก็

224
00:21:01,588 --> 00:21:05,588
... การที่เขาจะเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ขึ้นมามันก็ผ่านการ

225
00:21:06,271 --> 00:21:10,271
ทดลอง ผ่านการสังเกตเหมือนกันนะครับ แต่ว่า

226
00:21:13,574 --> 00:21:14,843
แรกเริ่มเลยนะครับ เดี๋ยวมาดูว่าแล้วทฤษฎีการเรียนรู้มันมีกี่กลุ่ม

227
00:21:14,843 --> 00:21:17,457
ไปนี้

228
00:21:17,457 --> 00:21:19,216
นะครับ อันนี้จัดเป็นกลุ่ม

229
00:21:19,216 --> 00:21:20,471
เป็น 5 กลุ่มหลัก ๆ

230
00:21:20,471 --> 00:21:24,471
นะครับ

231
00:21:24,789 --> 00:21:26,962
กลุ่มแรกก็คือกลุ่มพฤติกรรมนิยมนะครับ หรือว่ากลุ่ม

232
00:21:26,962 --> 00:21:29,262
Behaviorism นะครับ

233
00:21:29,262 --> 00:21:32,223
ส่วนนี้ก็จะมี

234
00:21:32,223 --> 00:21:36,002
หลายทฤษฎีนะครับ ส่วนใหญ่เราจะ

235
00:21:36,002 --> 00:21:39,969
ที่เรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ

236
00:21:39,969 --> 00:21:41,359
อาจจะเคยได้ยินPavlov ใช่ไหมครับ

237
00:21:41,359 --> 00:21:45,359
Skinner ใช่ไหมครับ

238
00:21:45,789 --> 00:21:49,789
อันนี้เป็นทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยม

239
00:21:51,571 --> 00:21:55,571
ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 2 ก็คือมนุษย์นิยมครับ หรือ

240
00:21:56,192 --> 00:22:00,192
Humanism นะครับ อันนี้ก็จะเป็นทฤษฎีที่อยู่ในที่เราเรียนใน

241
00:22:01,195 --> 00:22:02,490
สาขาจิตวิทยานะครับ อาจารย์จะไม่สอนซ้ำนะครับ

242
00:22:02,490 --> 00:22:06,490
ซึ่ง

243
00:22:07,440 --> 00:22:09,349
แต่จะเล่าคร่าว ๆ ว่าทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมนี่

244
00:22:09,349 --> 00:22:11,087
เขาศึกษา

245
00:22:11,087 --> 00:22:15,087
อย่างไรนะครับ

246
00:22:15,438 --> 00:22:19,438
อย่างที่บอกไป ว่าในอดีตมันไม่มีเครื่อง

247
00:22:20,798 --> 00:22:23,645
ที่ช่วยสแกนสมอง ไม่ได้เห็นพฤติกรรมในสมองว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

248
00:22:23,645 --> 00:22:24,395
แต่ในยุคนั้นเขาทดลองกับสัตว์

249
00:22:24,395 --> 00:22:28,395
ใช่ไหมครับ

250
00:22:28,433 --> 00:22:31,124
อย่างฮาฟล็อก ทดลองกับสุนัขใช่ไหม

251
00:22:31,124 --> 00:22:35,124
พี่เอากระดิ่งมาสั่งแล้วก็สังเกตว่า

252
00:22:35,511 --> 00:22:38,051
แล้วก็เอาผงเนื้อมาล่อแล้วน้ำลายสุนัขก็จะไหลใช่ไหมครับ

253
00:22:38,051 --> 00:22:42,051
พอเริ่มสังเกต

254
00:22:43,996 --> 00:22:47,996
เขาเริ่มทดลองจากสัตว์นะครับ แล้วก็ดูพฤติกรรมของสัตว์ว่ามันแสดงออกอย่างไร

255
00:22:49,281 --> 00:22:53,245
นะครับ แล้วก็นำมาสรุปข้อมูลแล้วก็เสนอเป็นทฤษฎีการเรียนรู้

256
00:22:53,245 --> 00:22:57,245
ครับ แต่มันก็อาจจะไม่

257
00:22:58,576 --> 00:23:02,576
อธิบายทุกอย่างของมนุษย์ไม่ได้เพราะตอนนั้นเขาทดลองกับสัตว์น้อย แต่ตอนนี้เป็นคน

258
00:23:03,576 --> 00:23:07,576
แต่เขาก็ใช้วิธีการทดลองจากจากสัตว์

259
00:23:07,861 --> 00:23:11,861
นะครับ ซึ่งทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมนี่ เขา

260
00:23:13,298 --> 00:23:16,721
เอามาใช้ในแวดวงการศึกษานะครับ เพื่อนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

261
00:23:16,721 --> 00:23:20,721
ของเด็กนักเรียนของเรา ของผู้เรียนของเรานะครับ

262
00:23:25,175 --> 00:23:29,175
ส่วนพฤติกรรมในกลุ่มที่ 2 กลุ่ม Humanism นี่ ก็จะเป็นทฤษฎีที่

263
00:23:29,246 --> 00:23:31,339
ศึกษาถึงเกี่ยวกับด้านอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์

264
00:23:31,339 --> 00:23:35,339
แล้ว

265
00:23:35,796 --> 00:23:39,243
เขาก็จะจัดสภาวะการเรียนการสอนให้

266
00:23:39,243 --> 00:23:40,787
เอื้อต่อความต้องการของผู้เรียน

267
00:23:40,787 --> 00:23:43,908
นะครับ เป็นหลัก

268
00:23:43,908 --> 00:23:46,528
ก็คือตอบสนองความเป็นมนุษย์ให้ได้มากที่สุด

269
00:23:46,528 --> 00:23:49,156
นะครับ เพื่อให้อยู่ในสภาวะที่

270
00:23:49,156 --> 00:23:53,156
ที่นักเรียนอยากเรียนอยากรู้นะครับ

271
00:23:55,451 --> 00:23:56,984
แต่วิชาของเราจะมาสนใจใน 3 กลุ่ม

272
00:23:56,984 --> 00:23:58,322
ข้างล่างนะครับ

273
00:23:58,322 --> 00:23:59,993
ก็คือกลุ่ม

274
00:23:59,993 --> 00:24:01,836
ปัญญานิยม

275
00:24:01,836 --> 00:24:04,596
บางทีภาษาไทย

276
00:24:04,596 --> 00:24:07,741
เขาก็จะใช้คำว่า "พุทธินิยม"

277
00:24:07,741 --> 00:24:11,741
มาจากภาษาอังกฤษ คือ

278
00:24:13,071 --> 00:24:16,927
"Cognitivism" นะครับ มาจากคำว่า Cognitivism ที่แปลว่าการ

279
00:24:16,927 --> 00:24:20,482
กับการรู้คิดนะครับ ที่แปลว่ามีช

280
00:24:20,482 --> 00:24:24,122
แต่อันนี้มันเป็นกลุ่มทฤษฎี

281
00:24:24,122 --> 00:24:26,354
ถ้าเป็นทฤษฎีนี่มันจะลงท้ายism นะครับ

282
00:24:26,354 --> 00:24:28,377
i-s-m

283
00:24:28,377 --> 00:24:30,849
ism ครับ พี่ซึมก็คือ

284
00:24:30,849 --> 00:24:34,849
เป็นการ

285
00:24:35,760 --> 00:24:38,307
เกาะติดอยู่ในสิ่งนั้นเหมือนแอลกอฮอล์ ism นี่

286
00:24:38,307 --> 00:24:42,116
ใช่ไหมครับ ก็คือ alcohol + ซึม

287
00:24:42,116 --> 00:24:44,070
เขาก็คือเป็นการเกาะติดอยู่กับแอลกอฮอล์ใช่ไหมครับ

288
00:24:44,070 --> 00:24:47,146
อันนี้ก็เหมือนกันนะครับ

289
00:24:47,146 --> 00:24:51,146
ลงท้าย ism ก็คือเรา

290
00:24:52,478 --> 00:24:56,478
หมกมุ่นเกาะติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นคำอยู่ข้างหน้านะครับ

291
00:24:58,008 --> 00:25:02,008
ก็คือ Cognition มาจากการรู้คิดใช่ไหมครับ ซึ่งเข้าไป ก็คือเป็นการ

292
00:25:02,375 --> 00:25:06,375
กลุ่มที่หลงใหลคลั่งไคล้เกาะติดอยู่กับการรู้คิด

293
00:25:06,498 --> 00:25:09,560
นะครับ เพราะฉะนั้น ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิด

294
00:25:09,560 --> 00:25:11,252
นะครับ ก็จะเป็นทฤษฎีที่จัดอยู่ในกลุ่ม

295
00:25:11,252 --> 00:25:12,958
Cognitivism

296
00:25:12,958 --> 00:25:16,958

297
00:25:19,316 --> 00:25:20,452
Theory ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 4 อันนี้เป็นทฤษฎีร่วมสมัย

298
00:25:20,452 --> 00:25:22,497
นะครับ ท

299
00:25:22,497 --> 00:25:26,497
ี่ทุกคนที่เรียน

300
00:25:31,011 --> 00:25:32,749
เรียนทางการศึกษาจำเป็นต้องรู้จักนะครับ ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง หรือ

301
00:25:32,749 --> 00:25:36,749
Constructionism

302
00:25:38,007 --> 00:25:39,911
คำนี้ต้องอยู่ในจิตใจของเราทุกคนนะครับ

303
00:25:39,911 --> 00:25:43,911
การเป็นครู

304
00:25:46,206 --> 00:25:48,308
ถึงแม้ว่ามันจะถูกค้นพบแล้วก็เผยแพร่มานานแล้ว แต่ว่า

305
00:25:48,308 --> 00:25:52,308
ทุกวันนี้มันก็ยัง

306
00:25:54,633 --> 00:25:58,003
เป็นที่นิยมที่นำมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับผู้เรียนอยู่

307
00:25:58,003 --> 00:26:02,003
นะครับ จึงเรียกว่า "ทฤษฎีร่วมสมัย" นะครับ

308
00:26:04,599 --> 00:26:08,599
อดีตก็ยังใช้อยู่ปัจจุบันก็มีการใช้อยู่ ก็คือร่วมสมัยกับปัจจุบัน

309
00:26:09,138 --> 00:26:13,138
ซึ่ง

310
00:26:14,117 --> 00:26:18,117
ทีนี้ สำหรับ

311
00:26:24,832 --> 00:26:27,423
จริง ๆ มันก็จัดอยู่ในกลุ่มทฤษฎีร่วมสมัยนะครับ แต่ว่าอาจารย์ดึงออกมาเป็นไว้อีกในกลุ่มหนึ่งของตัวมันนะครับ เพราะว่า

312
00:26:27,423 --> 00:26:28,231
อยากเน้นย้ำให้นักศึกษานี่

313
00:26:28,231 --> 00:26:31,123
อยาก

314
00:26:31,123 --> 00:26:35,123
ให้รู้จักกับมันจริง ๆ นะครับ

315
00:26:37,149 --> 00:26:40,927
ส่วนทฤษฎีร่วมสมัยอย่างที่บอกว่ามันเป็นทฤษฎีที่อดีต

316
00:26:40,927 --> 00:26:44,927
ใช้อยู่ปัจจุบันก็ยังใช้อยู่นะครับ ก็จะมีทฤษฎี

317
00:26:45,438 --> 00:26:49,045
ในกลุ่ม Constructionism กับ Multiple Intelligence

318
00:26:49,045 --> 00:26:53,017
อันนี้เราน่าจะรู้จัก Multiple Intelligence นะ

319
00:26:53,017 --> 00:26:56,414
สวัสดีพหุปัญญา มนุษย์เรามี

320
00:26:56,414 --> 00:27:00,153
ความสามารถอยู่หลายด้านได้ไหมครับ

321
00:27:00,153 --> 00:27:03,040
ไม่ได้มีเพียงแค่ด้านคำนวณกับด้านภาษาเท่านั้น

322
00:27:03,040 --> 00:27:04,301
นะครับ แต่จริง ๆ มันมีอย่างน้อย 8 ด้าน

323
00:27:04,301 --> 00:27:05,929
นะครับ เดี๋ยวเราค่อย

324
00:27:05,929 --> 00:27:09,929
ไปดูกันนะครับ

325
00:27:11,032 --> 00:27:14,353
อีกทฤษฎีหนึ่งที่อาจารย์เอามาสอนให้กับเราในกลุ่ม

326
00:27:14,353 --> 00:27:16,221
ทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมสมัย ก็คือทฤษฎี

327
00:27:16,221 --> 00:27:17,866
Connectivism

328
00:27:17,866 --> 00:27:19,907
Connect แปลว่า

329
00:27:19,907 --> 00:27:22,887
แปลว่าอะไรครับ คนนี้

330
00:27:22,887 --> 00:27:26,887
เชื่อมต่อเชื่อมโยงใช่ไหมครับ

331
00:27:28,579 --> 00:27:32,579
อันนี้ก็เป็นทฤษฎีที่ใช้ในการเชื่อมต่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ของมนุษย์

332
00:27:32,581 --> 00:27:36,581
ครับ เดี๋ยวเราค่อยดูในรายละเอียดไปทีละชิ้นจะดีนะครับ

333
00:27:38,987 --> 00:27:42,987
อันนี้อาจารย์จะไม่พูดนะ เดี๋ยวเราเรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ

334
00:27:49,116 --> 00:27:49,720
อันนี้เป็น Skinner ใช่ไหมครับ ที่จะทฤษฎีของ skiเราเรียกว่าสกินเนอร์บล็อกนะครับ

335
00:27:49,720 --> 00:27:51,624
เขาก็

336
00:27:51,624 --> 00:27:55,624
สังเกตพฤติกรรมของหนู

337
00:27:59,786 --> 00:28:02,082
Maslow, Thomdike อันนี้เราต้องได้เรียนแน่ ๆ นะครับ

338
00:28:02,082 --> 00:28:04,832
ทีนี้เรา

339
00:28:04,832 --> 00:28:07,832
มาดูของเราทฤษฎีในกลุ่ม

340
00:28:07,832 --> 00:28:10,054
ปัญญานิยม หรือ

341
00:28:10,054 --> 00:28:12,790
Cognitivism

342
00:28:12,790 --> 00:28:16,697
ทฤษฎีนี้มุ่งศึกษา

343
00:28:16,697 --> 00:28:20,697
กลไกของสมองนะครับ ว่า

344
00:28:20,997 --> 00:28:24,997
กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์เราเกิดขึ้นได้อย่างไร

345
00:28:27,055 --> 00:28:30,286
การเรียนรู้ของเราจะเกิดขึ้นเมื่อมี

346
00:28:30,286 --> 00:28:34,286
สิ่งกระตุ้นนะครับ อันนี้คือ

347
00:28:34,513 --> 00:28:38,513
Stimulus หรือ Stimuli อันนี้คือสิ่งกระตุ้น

348
00:28:38,683 --> 00:28:42,052
สิ่งกระตุ้นก็คือสารสนเทศหรือข้อมูลต่าง ๆ ที่รอ

349
00:28:42,052 --> 00:28:46,052
มันเข้ามาทางประสาทสัมผัสของเรา อาจจะ

350
00:28:46,805 --> 00:28:48,585
ทางหู ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น ทางมือ ทางเท้า

351
00:28:48,585 --> 00:28:51,021
ทุกอย่างเลยนะครับ

352
00:28:51,021 --> 00:28:55,021
สิ่งกระตุ้นที่มันอยู่ภายนอก

353
00:28:55,782 --> 00:28:59,782
แล้วมามากระทบเราผ่านประสาทสัมผัสด้านต่าง ๆ

354
00:29:00,664 --> 00:29:02,481
สิ่งนี้เรียกว่าสิ่งกระตุ้น อย่างนี้อาจารย์กำลัง

355
00:29:02,481 --> 00:29:06,189
บรรยายให้เราฟัง

356
00:29:06,189 --> 00:29:09,658
นะครับ อาจารย์ก็เสียงของอาจารย์ก็จะกลายเป็น

357
00:29:09,658 --> 00:29:11,787
สิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้านะครับ ก็คืออันนี้

358
00:29:11,787 --> 00:29:14,584
นะครับ ก็คืออันนี้

359
00:29:14,584 --> 00:29:18,584
พอมัน

360
00:29:19,612 --> 00:29:21,277
สิ่งกระตุ้นมามาส่งไปที่ประสาทสัมผัสของเรานะครับ

361
00:29:21,277 --> 00:29:22,676
ประสาทสัมผัสของเรา

362
00:29:22,676 --> 00:29:26,676
ถ้าเราได้ยินเสียง

363
00:29:26,849 --> 00:29:27,975
ก็เกิดขึ้นจากการได้ยินใช่ไหมครับ

364
00:29:27,975 --> 00:29:31,975
ถ้า

365
00:29:33,191 --> 00:29:37,191
เราอ่านข้อความที่อยู่ในสไลด์อาจารย์ด้วยนะครับ

366
00:29:37,486 --> 00:29:39,625
สิ่งกระตุ้นตรงนี้มันก็จะเป็นข้อความด้วยนะครับ แสดงว่า

367
00:29:39,625 --> 00:29:43,298
กระตุ้นตอนนี้ส่งไปยัง

368
00:29:43,298 --> 00:29:47,298
นักศึกษานี่มีหลายอย่างนะครับ ไปพร้อม ๆ กัน

369
00:29:49,761 --> 00:29:53,761
ทีนี้พอมันส่งไปถึงตัวเรานะครับ มันก็จะมีตรง

370
00:29:54,307 --> 00:29:58,307
ประสาทสัมผัสรับข้อมูลมานะครับ แล้ว

371
00:29:58,504 --> 00:30:02,504
เขาเรียกว่า "Sensory Memory" นะครับ

372
00:30:03,427 --> 00:30:07,427
เป็นการจดจำที่เกิดจากการรับข้อมูลเข้าไปนะครับ

373
00:30:09,176 --> 00:30:13,176
ส่วนที่จดจำแต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าตรงนี้มันอยู่ตรงไหนนะครับ แต่ว่า

374
00:30:13,179 --> 00:30:15,210
ร่างกายของเราจะเกิดกลไกการ

375
00:30:15,210 --> 00:30:18,262
จดจำจาก

376
00:30:18,262 --> 00:30:22,262
ประสาทสัมผัสที่รับข้อมูลเข้าไป

377
00:30:23,748 --> 00:30:27,748
พอรับเข้าไปแล้ว เกิดการจดจำแล้ว

378
00:30:30,077 --> 00:30:32,237
มันจะมี 2 ทางที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นนะครับ หากตัวบุคคล

379
00:30:32,237 --> 00:30:36,237
หรือตัวนักศึกษา

380
00:30:37,310 --> 00:30:38,902
ไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนี้ หรือสิ่งเร้านี้

381
00:30:38,902 --> 00:30:41,452
นะครับ หาก

382
00:30:41,452 --> 00:30:44,719
เราไม่สนใจ เราจะ

383
00:30:44,719 --> 00:30:48,719
Forgot คืออะไรเอ่ย

384
00:30:49,128 --> 00:30:52,483
forget forgot ก็คือลืมใช่ไหมครับ

385
00:30:52,483 --> 00:30:53,329
ถ้าเราไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนั้น

386
00:30:53,329 --> 00:30:57,329

387
00:30:59,410 --> 00:31:02,503
นะครับ ข้อมูลที่ส่งมายัง Sensory Memory ถ้าเราไม่สนใจเราจะลืมเลย

388
00:31:02,503 --> 00:31:05,318
ลืมไปเลย ไม่เกิดการเรียนรู้

389
00:31:05,318 --> 00:31:08,701
เพราะชั่วโมงที่แล้วบอกแล้วว่าการเรียนรู้

390
00:31:08,701 --> 00:31:12,701
มันจะ... เราจะเรียกว่า "การเรียนรู้" ก็ต่อเมื่อ

391
00:31:12,796 --> 00:31:14,588
มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวรใช่ไหมครับ

392
00:31:14,588 --> 00:31:17,766
เพราะตอนนี้ถ้ามัน

393
00:31:17,766 --> 00:31:21,766
ลืมปุ๊บนี่มันไม่เกิดแน่ ๆ นะครับ

394
00:31:23,550 --> 00:31:25,284
ต่อมาหากเรามีความสนใจ

395
00:31:25,284 --> 00:31:29,284
ต่อสิ่งกระตุ้นน ี้

396
00:31:30,867 --> 00:31:34,562
ข้อมูลที่อยู่ใน

397
00:31:34,562 --> 00:31:38,562
Sensory Memory มันจะถูกส่งมายัง Working Memory

398
00:31:43,056 --> 00:31:46,609
ความรู้ของเรานะครับ มันจะสูงส่งผ่านมายังความจำปฏิบัติการ

399
00:31:46,609 --> 00:31:47,575
ความจำปฏิบัติการหรือ Working Memory

400
00:31:47,575 --> 00:31:51,575
นะครับ

401
00:31:53,635 --> 00:31:56,071
Working Memory นี้ก็ยังไม่ได้เป็นความจำที่อยู่กับเราอย่างยาวนาน

402
00:31:56,071 --> 00:32:00,071
นะครับ ยังไม่อยู่กับเราอย่างยาวนานนะครับ

403
00:32:04,365 --> 00:32:07,098
แต่ว่าหากเราสามารถส่งผ่านความรู้จาก Sensory Memory

404
00:32:07,098 --> 00:32:11,098
มายัง Working Memory แล้ว

405
00:32:11,786 --> 00:32:15,786
เราจะสามารถเอาความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการ

406
00:32:16,209 --> 00:32:20,209
ทำการทุกสิ่งทุกอย่างได้ อาจจะไปทำแบบฝึกหัด

407
00:32:20,675 --> 00:32:24,675
อาจจะเอาไปอธิบายให้เพื่อนฟังนะครับ หรือ

408
00:32:26,642 --> 00:32:30,642
เอาไปประยุกต์ใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์นั่นนู่นนี่ เอาไปทำประโยชน์ต่อได้

409
00:32:33,068 --> 00:32:37,068
หากเราสามารถนำข้อมูลมาไว้อย่าง Working Memory ได้แล้ว

410
00:32:37,270 --> 00:32:41,270
ทีนี้

411
00:32:44,940 --> 00:32:48,101
อย่างที่บอกว่า Working Memory มันก็ยังไม่ใช่ความจำระยะยาวที่จะอยู่ติดตัวของเราอย่างยาวนาน

412
00:32:48,101 --> 00:32:50,845
นะครับ เราต้องมีวิธีการ

413
00:32:50,845 --> 00:32:52,395
วิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง

414
00:32:52,395 --> 00:32:54,603
ที่เราเรียกว่า

415
00:32:54,603 --> 00:32:57,863

416
00:32:57,863 --> 00:32:59,644
Encode Encode ก็คือการเข้ารหัสนะครับ

417
00:32:59,644 --> 00:33:02,972
เราต้องมีวิธีการ

418
00:33:02,972 --> 00:33:06,972
แปลงจาก Working Memory ให้มัน

419
00:33:07,251 --> 00:33:11,251
เอามากัดเก็บไว้ใน Long-term Memory ให้ได้

420
00:33:11,304 --> 00:33:15,304
Long-term Memory คือความจำระยะยาว

421
00:33:19,001 --> 00:33:23,001
เมื่อใดก็ตามที่องค์ความรู้มันถูกส่งผ่านไปยัง Long-term Memory ได้แล้ว

422
00:33:25,124 --> 00:33:29,124
ตอนนี้แหละมันจะอยู่กับเราอย่างยาวนานเลย เราจะไม่ลืมนะครับ มันจะอยู่กับเราเป็นปีนะครับ ทีนี้แล้ว

423
00:33:31,247 --> 00:33:35,247
แล้ว Encoding จะทำอย่างไรล่ะ

424
00:33:36,743 --> 00:33:38,790
จะทำอย่างไรถึงจะสามารถแปลงจาก working Memory มายัง

425
00:33:38,790 --> 00:33:39,934
Long-term Memory ได้

426
00:33:39,934 --> 00:33:43,481
นะครับ

427
00:33:43,481 --> 00:33:45,949
อันนี้ไม่มีใครรู้ ว่า

428
00:33:45,949 --> 00:33:49,949
วิธีการใด

429
00:33:50,069 --> 00:33:53,342
มันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล

430
00:33:53,342 --> 00:33:53,964
อันนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล

431
00:33:53,964 --> 00:33:57,964
นะครับ

432
00:33:58,074 --> 00:34:01,096
บางคนใช้วิธีการ Encoding จากการ

433
00:34:01,096 --> 00:34:03,120
แต่งเป็นเพลงแล้วก็จดจำ

434
00:34:03,120 --> 00:34:07,120
บางคนอาจจะทำ

435
00:34:09,132 --> 00:34:13,132
แปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของ My Map ให้มันจำง่ายเห็นภาพได้ง่ายขึ้น

436
00:34:14,434 --> 00:34:18,434
ได้ครอบคลุมได้ง่ายขึ้น บางคนอาจจะใช้สีสันเป็น

437
00:34:18,891 --> 00:34:22,891
แทนตัวอักษรเพื่อให้ Encode ได้ง่ายขึ้น

438
00:34:28,251 --> 00:34:30,879
แต่มีวิธีการหนึ่งที่ง่ายที่สุดก็ไม่เชิงว่าง่าย แต่เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลแน่ ๆ

439
00:34:30,879 --> 00:34:34,572
เรารู้ไหมว่าทำอ

440
00:34:34,572 --> 00:34:38,572
ย่างไรรู้ไหมครับ

441
00:34:39,798 --> 00:34:43,798
วิธีการหนึ่งที่เป็นวิธีการที่มันเกิดขึ้นได้แน่ ๆ ในการ

442
00:34:44,163 --> 00:34:48,163
Encode ที่เราจะสามารถแปลงจาก Working Memory ไปยัง

443
00:34:49,759 --> 00:34:53,696
Long-term Memory ชั่วโมงที่แล้วมีใครจำได้ไหม ว่า

444
00:34:53,696 --> 00:34:56,233
การที่เราจะจำอะไรได้นาน ๆ นี่ ตรงเซลล์

445
00:34:56,233 --> 00:35:00,233
เซลล์ประสาทของเรา

446
00:35:01,025 --> 00:35:03,799
ที่มันเชื่อมต่อกันระหว่าง Axon กับ

447
00:35:03,799 --> 00:35:04,811
Dendrite ถ้ามันเชื่อมต่อกันได้อย่างแข็งแรง

448
00:35:04,811 --> 00:35:08,547
รับข้อมูล

449
00:35:08,547 --> 00:35:10,690
มันก็จะส่งผ่านข้อมูลได้ง่ายขึ้น แล้วก็จะจำได้ดี

450
00:35:10,690 --> 00:35:13,458
เราจำได้ไหม ว่า

451
00:35:13,458 --> 00:35:16,286
วิธีการใดถึงจะทำให้ตรง

452
00:35:16,286 --> 00:35:20,286
แบบนั้นมันต่อกันอย่างแข็งแรง

453
00:35:20,447 --> 00:35:24,216
อาทิตย์ที่แล้ว

454
00:35:24,216 --> 00:35:27,057
ก็คือการทำซ้ำ ๆ นะครับ

455
00:35:27,057 --> 00:35:29,436
การทำซ้ำ ๆ จะช่วยให้

456
00:35:29,436 --> 00:35:33,436
ตำแหน่ง sinus

457
00:35:40,041 --> 00:35:41,845
ตรงที่อาจารย์วงกลมเอาไว้

458
00:35:41,845 --> 00:35:45,845
ตรงนี้

459
00:35:49,264 --> 00:35:52,209
เวลามันส่งผ่านมันจะส่งเข้า Dendrite ใช่ไหมครับ แล้วออกมา Axon แล้วก็มาต่อที่ Dendrite ของเซลล์

460
00:35:52,209 --> 00:35:55,241
ประสาท มัน

461
00:35:55,241 --> 00:35:56,948
เปรียบเสมือนเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูล

462
00:35:56,948 --> 00:36:00,203
ถ้าเราอยาก

463
00:36:00,203 --> 00:36:02,737
ชำนาญอะไร หรือจำอะไรได้นาน ๆ นี่

464
00:36:02,737 --> 00:36:04,659
ตรง Synapse ตรงนี้มันต้อง

465
00:36:04,659 --> 00:36:08,583
ต่อกันให้มันแน่น

466
00:36:08,583 --> 00:36:12,583
เมื่อใดก็ตามที่มันหลุดเราก็จะลืมนะครับ

467
00:36:13,587 --> 00:36:14,082
ถนนมันขาดไปแล้วมันส่งผ่านข้อมูลหากันไม่ได้

468
00:36:14,082 --> 00:36:18,082
นะครับ เพราะฉะนั้น

469
00:36:19,365 --> 00:36:22,992
เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ Synapse นี่ มันต่อกันอย่างแข็งแรง

470
00:36:22,992 --> 00:36:26,530
ซึ่งการทำให้มันต่อกันอย่างแข็งแรงนี่

471
00:36:26,530 --> 00:36:28,382
เราจะใช้วิธีการทำซ้ำ ๆ นะครับ

472
00:36:28,382 --> 00:36:32,382
ทำซ้ำ ๆ  ทำซ้ำ

473
00:36:33,579 --> 00:36:35,825
ๆ ร่างกายของเราจะรู้ ว่าถนนเส้นนี้มันยังใช้อยู่นะ

474
00:36:35,825 --> 00:36:39,825
ครับ มันก็จะต่อกันเอาไว้อยู่

475
00:36:42,570 --> 00:36:43,330
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่ทำสิ่งนั้นแล้วเป็นระยะเวลาที่ยาวนานระยะหนึ่ง

476
00:36:43,330 --> 00:36:47,330
นะครับ

477
00:36:49,785 --> 00:36:53,737
ร่างกายของเราจะรับรู้ว่าถนนเส้นนี้เราไม่ได้ใช้งานมันแล้ว

478
00:36:53,737 --> 00:36:57,737
มันสมองก็จะถูกสั่งให้ตัดออก

479
00:36:58,467 --> 00:36:59,470
เพราะว่าพื้นที่ในสมองเรามันมีจำกัดใช่ไหมครับ

480
00:36:59,470 --> 00:37:03,301
เราจะ

481
00:37:03,301 --> 00:37:06,073
สร้างถนนเส้นใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่ได้นะครับ มันเต็ม

482
00:37:06,073 --> 00:37:08,126
ต้องตัดออก อันไหนไม่ใช้ต้องตัดออก

483
00:37:08,126 --> 00:37:11,200
เพราะฉะนั้น

484
00:37:11,200 --> 00:37:13,472
ก

485
00:37:13,472 --> 00:37:17,472
าร Encoding นะครับ การ

486
00:37:20,512 --> 00:37:24,512
Encoding Encoding หรือการเข้ารหัสเพื่อน

487
00:37:25,262 --> 00:37:29,262
นำข้อมูลจาก Working Memory มายัง long-term Memory ได้นี่

488
00:37:29,611 --> 00:37:33,509
วิธีการกินง่ายที่สุดเลยของแต่ละคน ก็คือ

489
00:37:33,509 --> 00:37:36,846
ท่อง หรือทำซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ

490
00:37:36,846 --> 00:37:38,703
นะครับ เดี๋ยวมันจะมาถึง Long-term Memory ได้

491
00:37:38,703 --> 00:37:42,703
แต่ถ้าคน

492
00:37:46,695 --> 00:37:50,286
เรามีความถนัดด้วยวิธีการอื่นก็ทำได้นะครับ ไม่ได้หมายความว่าต้องทำด้วยการทำซ้ำอย่างเดียว ขึ้นอยู่กับความถนัดของเรา

493
00:37:50,286 --> 00:37:53,606
ทีนี้

494
00:37:53,606 --> 00:37:57,255
พอมันอยู่ใน Long-term Memory แล้วนะครับ

495
00:37:57,255 --> 00:38:01,255
เราสามารถดึง

496
00:38:07,041 --> 00:38:10,337
เราสามารถ Retry อันนี้คือดึงกลับเข้ามาได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องการที่จะใช้ข้อมูลชุดนี้มาสร้าง

497
00:38:10,337 --> 00:38:11,864
มาใช้ประโยชน์อะไรสักอย่างนะครับ

498
00:38:11,864 --> 00:38:14,672
สมมติ ว่า

499
00:38:14,672 --> 00:38:18,672
เรา Encoding วันนี้เสร็จแล้ว

500
00:38:19,490 --> 00:38:19,893
ความรู้เหล่านั้นมันอยู่ในLong-term Memory เราแล้ว ผ่านไปสัปดาห์หน้า

501
00:38:19,893 --> 00:38:21,727
กลับ

502
00:38:21,727 --> 00:38:23,783
มีอาจารย์สั่ง

503
00:38:23,783 --> 00:38:27,783
งานให้เราทำ

504
00:38:28,241 --> 00:38:32,241
ซึ่งงานชิ้นนั้นมันต้องได้ใช้ความรู้ที่อยู่ใน Long-term Memory

505
00:38:32,591 --> 00:38:36,591
เราสามารถดึงมันกลับมาแล้วก็เอามาทำงานส่งอาจารย์ได้นะครั

506
00:38:37,355 --> 00:38:41,355
บ เราสามารถดึงหรือเรียกกับมันมาใช้ได้ตลอดเวลานะครับ

507
00:38:41,666 --> 00:38:45,666
หากเราสามารถเอาข้อมูลไปไว้ยัง

508
00:38:46,517 --> 00:38:49,970
Long-term Memory ได้กลับหรือความจำระยะยาวได้แล้ว

509
00:38:49,970 --> 00:38:51,650
เราสามารถดึงกลับมาแล้วเอามาใช้ประโยชน์

510
00:38:51,650 --> 00:38:55,650
ได้เลยนะครับ

511
00:38:58,976 --> 00:39:02,976
แต่ถ้าเราเอาข้อมูลไว้ Working Memory แต่เราไม่สามารถ

512
00:39:04,778 --> 00:39:05,924
ส่งผ่านมายังLong-term Memory ถ้าเราไม่สามารถทำให้มันมายังLong-term Memory ได้

513
00:39:05,924 --> 00:39:07,667
เราก็

514
00:39:07,667 --> 00:39:10,751
ลืมได้เหมือนกัน

515
00:39:10,751 --> 00:39:14,072
นะครับ มันก็จะเกิดการลืมได้เหมือนกัน

516
00:39:14,072 --> 00:39:18,072
นะครับ เพราะฉะนั้น

517
00:39:18,093 --> 00:39:18,937
ตรง Encoding นี่สำคัญนะครับ เราต้องหาวิธีการ

518
00:39:18,937 --> 00:39:20,552
ของเรา

519
00:39:20,552 --> 00:39:24,350
เพื่อแปลงจาก

520
00:39:24,350 --> 00:39:25,796
ความจำระดับปฏิบัติการ มายังความจำ

521
00:39:25,796 --> 00:39:26,779
ระยะยาว

522
00:39:26,779 --> 00:39:30,779
ให้ได้นะครับ

523
00:39:34,980 --> 00:39:38,980
อันนี้ก็เป็นคำอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของของสมอง

524
00:39:41,069 --> 00:39:45,069
เราเรียกว่าทฤษฎีInformation Processing Theory

525
00:39:45,354 --> 00:39:49,354
หรือว่าทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล

526
00:39:56,930 --> 00:40:00,930
ทฤษฎีต่อมานะครับ

527
00:40:03,171 --> 00:40:07,171
ก็คือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง หรือว่า

528
00:40:09,814 --> 00:40:12,652
Constructionism Theory ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

529
00:40:12,652 --> 00:40:14,234
อย่างที่บอกว่าอันนี้สำคัญ ทุกคน

530
00:40:14,234 --> 00:40:18,234
จำเป็นต้องรู้จัก

531
00:40:22,124 --> 00:40:24,036
ทฤษฎีนี้มันเกิดขึ้นจากการรวมเอา 2 ทฤษฎีเข้าด้วยกันนะครับ

532
00:40:24,036 --> 00:40:28,036
เกิดจากความ 2 ทฤษฎี

533
00:40:32,636 --> 00:40:36,355
ทฤษฎีแรกที่เขารวมมา ก็คือทฤษฎีพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของ Piaget

534
00:40:36,355 --> 00:40:39,616
อันนี้นักศึกษาก็น่าจะรู้จัก

535
00:40:39,616 --> 00:40:43,616
ทฤษฎีที่ 2 ที่เอามารวม

536
00:40:43,925 --> 00:40:47,518
อันนี้เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นจากชื่อนะครับ

537
00:40:47,518 --> 00:40:50,361
พัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของ

538
00:40:50,361 --> 00:40:52,391
Vygotsky อาจจะคุ้นหรือไม่คุ้น แต่คิดว่า

539
00:40:52,391 --> 00:40:53,973
ไม่ค่อยน่าจะคุ้น อันนี้

540
00:40:53,973 --> 00:40:57,217
ไม่ค่อยมี

541
00:40:57,217 --> 00:41:01,217
รู้จักกันนะครับ แต่ส่วนใหญ่จะรู้จัก

542
00:41:02,314 --> 00:41:05,764
Cognitivism หรือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

543
00:41:05,764 --> 00:41:08,933
เกิดจากการรวมกันของทฤษฎี 2 ทฤษฎีนะครับ

544
00:41:08,933 --> 00:41:12,216
โดยทฤษฎีแรกของ Vygotsky นี่

545
00:41:12,216 --> 00:41:16,216
จะเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึง

546
00:41:16,377 --> 00:41:19,260
ปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของตัวบุคคลแต่ละคน

547
00:41:19,260 --> 00:41:23,260
ของตัวบุคคลแต่ละคน

548
00:41:24,840 --> 00:41:28,621
แต่ถ้าเป็น Vygotsky ี้จะเป็นอธิบายถึงการเรียนรู้

549
00:41:28,621 --> 00:41:31,423
ที่เกิดจากการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

550
00:41:31,423 --> 00:41:34,133
ก็คือการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น

551
00:41:34,133 --> 00:41:38,133
แล้วทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

552
00:41:39,547 --> 00:41:43,547
นะครับ เขาเลยรวมเอา 2 ทฤษฎีนี้เข้ามารวมไว้ด้วยกัน

553
00:41:44,963 --> 00:41:48,963
แน่นอนแล้วว่าใครสักคนจะเกิดการเรียนรู้ได้ต้องเกิดจากการ

554
00:41:51,533 --> 00:41:53,648
เข้าไปมีประสบการณ์ตรงต่อสิ่งนั้นนะครับ ก็คือเข้าไปคลุกคลี เข้าไปเผชิญกับ

555
00:41:53,648 --> 00:41:56,531
ปรากฏการณ์นั้น ๆ นะครับ

556
00:41:56,531 --> 00:42:00,531
แต่ละบุคคลก็จะเกิดการเรียนรู้ได้

557
00:42:01,257 --> 00:42:05,257
แต่เขามาเพิ่มที่ Vygotsky คำว่า

558
00:42:06,602 --> 00:42:07,998
บางทีการเรียนรู้ของเราจำเป็นต้องมีคนอื่นมาช่วยเหลือ

559
00:42:07,998 --> 00:42:11,604
นะครับ

560
00:42:11,604 --> 00:42:13,003
เรียนรู้ด้วยตนเอง ผ่านประสบการณ์ตรงเพียงตัวของ

561
00:42:13,003 --> 00:42:15,888
เราคนเดียว

562
00:42:15,888 --> 00:42:18,957
มันอาจจะไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก

563
00:42:18,957 --> 00:42:22,957
แต่หากเราสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

564
00:42:25,346 --> 00:42:28,225
ให้ผู้อื่นได้มาช่วยเหลือเราในการเรียนรู้ครับ อาจจะเป็นการอธิบายการแนะนำ

565
00:42:28,225 --> 00:42:29,923
ช่วยสอนก่อนในระยะหน่ึง

566
00:42:29,923 --> 00:42:32,307
เพื่อให้เราทำเป็น

567
00:42:32,307 --> 00:42:35,598
แล้วก็ทำได้จนชำนาญขึ้น

568
00:42:35,598 --> 00:42:39,598
เคยไหม ว่า

569
00:42:45,733 --> 00:42:49,733
เราพยายามเรียนอะไรสักอย่างด้วยตนเอง แต่มันก็ได้อยู่แค่นี้ มันไปต่ออีกไม่ได้แล้ว ถ้าเราเรียนด้วยตัวเองแต่มันได้แค่นี้จริง ๆ

570
00:42:50,091 --> 00:42:52,218
แต่พอมีคนมาติวให้ มาสอนให้ มันแนะนำ

571
00:42:52,218 --> 00:42:54,971
มาให้เทคนิคบางสิ่งบางอย่าง

572
00:42:54,971 --> 00:42:58,971
เราเริ่มทำได้มากขึ้นแล้ว

573
00:42:59,631 --> 00:43:03,631
ถูกไหมครับ กระบวนการนี้เป็นคำอธิบายของ

574
00:43:08,186 --> 00:43:11,492
Vygotsky กระบวนการในการเรียนรู้ด้วยตนเองของของตัวเราเองอย่างเดียวนี่เป็นการเรียนรู้ตามทฤษฎีของ Piaget

575
00:43:11,492 --> 00:43:14,197
ทีนี้เรา

576
00:43:14,197 --> 00:43:17,322
มาดูรายละเอียดนะครับ ว่า

577
00:43:17,322 --> 00:43:18,075
Piaget อธิบาย

578
00:43:18,075 --> 00:43:22,075
ถึง

579
00:43:22,972 --> 00:43:25,599
กระบวนการในการเรียนรู้ตัวบุคคลแต่ละคน

580
00:43:25,599 --> 00:43:29,599
ไว้อย่างไรนะครับ

581
00:43:29,610 --> 00:43:30,452
แต่ละคน

582
00:43:30,452 --> 00:43:33,139
นะครับ

583
00:43:33,139 --> 00:43:33,863
มีกระบวนการเรียนรู้ในสมอง

584
00:43:33,863 --> 00:43:35,368
2

585
00:43:35,368 --> 00:43:36,519
ลักษณะ

586
00:43:36,519 --> 00:43:38,521
นะครับ ก็คือ

587
00:43:38,521 --> 00:43:42,521
กระบวนการดูดซึม

588
00:43:43,643 --> 00:43:47,643
กระบวนการปรับขยายโครงสร้างของสมอง มี 2 อย่าง

589
00:43:49,227 --> 00:43:51,959
Assimilation นะครับ Assimilation คือการดูดซึม

590
00:43:51,959 --> 00:43:55,959

591
00:43:56,929 --> 00:43:58,511
กลไกที่ 2 ก็คือการปรับขยายโครงสร้างทางสมอง

592
00:43:58,511 --> 00:43:59,983
Assimilation

593
00:43:59,983 --> 00:44:03,983
มี 2 อย่าง

594
00:44:05,122 --> 00:44:09,122
Assimilation  มันจะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อ

595
00:44:10,361 --> 00:44:12,212
ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่

596
00:44:12,212 --> 00:44:16,212
ให้มัน

597
00:44:16,651 --> 00:44:20,651
มีความสัมพันธ์กับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่

598
00:44:24,008 --> 00:44:26,841
ถ้ามันสามารถ ถ้านักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเขาหากันได้นี่

599
00:44:26,841 --> 00:44:29,541
มันจะเกิดกระบวนการ

600
00:44:29,541 --> 00:44:33,541
Assimilation นะครับ อย่างเช่นว่า

601
00:44:33,697 --> 00:44:34,377
เด็กคนหนึ่งนะครับ เกิดมาแล้วเห็น

602
00:44:34,377 --> 00:44:36,245
ไก่

603
00:44:36,245 --> 00:44:36,999
ครั้งแรก

604
00:44:36,999 --> 00:44:37,877

605
00:44:37,877 --> 00:44:38,490
ในปี

606
00:44:38,490 --> 00:44:39,691
มี

607
00:44:39,691 --> 00:44:41,779
หาง

608
00:44:41,779 --> 00:44:42,894
ครับ มีขา 2 ขา

609
00:44:42,894 --> 00:44:46,894
กลับ

610
00:44:48,815 --> 00:44:51,829
แล้วผู้ปกครองนะครับ บอกว่าอันนี้คือไก่แล้วเป็นสัตว์ปีก

611
00:44:51,829 --> 00:44:55,829
ไก่และเป็นสัตว์ปีก

612
00:44:56,365 --> 00:44:58,667
ผ่านมาอีกอาทิตย์หน่ึง มาเห็นส

613
00:44:58,667 --> 00:45:01,560
ัตว์ปีกเหมือนกัน

614
00:45:01,560 --> 00:45:05,560
ได้ไหมครับ แต่ว่าจงอยปากมัน

615
00:45:05,707 --> 00:45:09,707
ต่างกันใช่ไหมครับ ระหว่างเป็ดกับไก่มีเหมือนกัน

616
00:45:10,108 --> 00:45:11,743
แล้วขาก็มีพังผืดตรงเท้าเหมือนกัน

617
00:45:11,743 --> 00:45:15,743
แบบนี้

618
00:45:16,816 --> 00:45:20,816
มีลักษณะคล้ายกันใช่ไหมครับ ข้อมูลมีลักษณะคล้ายกันนะครับ

619
00:45:22,002 --> 00:45:26,002
นักเรียนก็สามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าไปได้

620
00:45:27,217 --> 00:45:30,819
ถ้าเราถามว่าอันนี้เป็นสารประเภทไหน นักเรียนก็อาจจะตอบได้ว่าเป็นสัตว์ปีก

621
00:45:30,819 --> 00:45:33,479
มันมีปีกเหมือนกันลักษณะคล้ายกันเลย

622
00:45:33,479 --> 00:45:37,479
ครับ แต่ว่ามีบางอย่างที่แตกต่างกัน

623
00:45:41,178 --> 00:45:44,073
ถ้าแบบนี้ ถาสามารถ นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเข้าหากันไ ด้

624
00:45:44,073 --> 00:45:48,073
มันจะเกิดกระบวนการ Assimilation

625
00:45:48,440 --> 00:45:51,071
นะครับ แต่เมื่อใดก็ตาม

626
00:45:51,071 --> 00:45:55,071
นะครับ ถ้าความรู้ใหม่

627
00:45:56,333 --> 00:46:00,333
มันไม่เกิดความเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่

628
00:46:04,436 --> 00:46:07,844
นะครับ นักเรียนจะรับข้อมูลใหม่เรานั้นเข้าไปในสมองเพื่อปรับขยายโครงสร้างทางสมองให้มันกว้างขึ้น

629
00:46:07,844 --> 00:46:11,579
อันนี้จะเรียกว่า เกิดกระบวนการ

630
00:46:11,579 --> 00:46:14,002
Communication หรือปรับขยายโครงสร้างของสมอง

631
00:46:14,002 --> 00:46:18,002
ง่าย ๆ ก็คือ

632
00:46:20,181 --> 00:46:21,563
ถ้าข้อมูลใหม่ หรือองค์ความรู้ใหม่ที่เราจะสอนให้กับนักเรียนนี่ มันมีความเชื่อมโยงกับความรู้เดิม

633
00:46:21,563 --> 00:46:25,563
นักเรียน

634
00:46:25,924 --> 00:46:28,612
จะเกิดกลไก Assimilation ซึ่งมันจะเกิดได้ง่ายกว่า

635
00:46:28,612 --> 00:46:32,612
Assimilation จะเกิดได้ง่ายกว่า

636
00:46:34,539 --> 00:46:37,235
แต่ถ้าเราสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนแล้วมันไม่เชื่อมต่ออะไรกับ

637
00:46:37,235 --> 00:46:41,235
ความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่เลยนะครับ มัน

638
00:46:42,664 --> 00:46:45,833
ก็จะเกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ Accomodation แทน

639
00:46:45,833 --> 00:46:48,349
ดังนั้น

640
00:46:48,349 --> 00:46:52,349
บอกให้เราว่าถ้าเราจะสอน

641
00:46:56,073 --> 00:46:59,690
ความรู้ใหม่ให้กับนักเรียน เราพยายามกระตุ้นด้วยการเชื่อมโยงเข้ากับความรู้เดิมที่นักเรียนมี

642
00:46:59,690 --> 00:47:00,844
ในตอนต้นของชั่วโมงเรียน

643
00:47:00,844 --> 00:47:04,844
ก่อน

644
00:47:07,823 --> 00:47:11,823
นะครับ อาจจะใช้คำถาม หรือการเล่าเรื่อง หรือดูคลิปอะไรก็แล้วแต่ เราพยายาม

645
00:47:12,189 --> 00:47:14,359
สร้างความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาที่เราสอนก่อนหน้านี้

646
00:47:14,359 --> 00:47:18,359
กับเนื้อหาที่เรากำลังจะสอน

647
00:47:18,371 --> 00:47:21,010
ใหม่ในวันนี้นะครับ พยายามเชื่อมโยงให้ได้

648
00:47:21,010 --> 00:47:22,539
นักเรียนจะได้เกิดAccomodation

649
00:47:22,539 --> 00:47:25,802
ได้ง่ายกว่า

650
00:47:25,802 --> 00:47:29,802
ทีนี่

651
00:47:31,291 --> 00:47:32,333
กระบวนการAccomodation กับ Assimilation นะครับ มันก็

652
00:47:32,333 --> 00:47:36,318
มี

653
00:47:36,318 --> 00:47:39,077
ถูกแบ่งออกเป็น 4 ระยะ

654
00:47:39,077 --> 00:47:43,077
4 ช่วงวัยของมนุษย์เรานะครับ

655
00:47:45,220 --> 00:47:46,822
แต่ละช่วงวัยแน่นอนแหละว่าการเรียนรู้มันเกิดขึ้น 2 กระบวนการนะครับ แต่ว่า

656
00:47:46,822 --> 00:47:48,041
2 กระบวนการนี้

657
00:47:48,041 --> 00:47:50,152
มันก็

658
00:47:50,152 --> 00:47:53,428
มีการเรียนรู้

659
00:47:53,428 --> 00:47:57,163
จากสิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป

660
00:47:57,163 --> 00:47:58,760
ขึ้นอยู่กับวัยของผู้เรียน

661
00:47:58,760 --> 00:48:01,620
ซึ่ง Piaget

662
00:48:01,620 --> 00:48:04,695
ก็ได้ศึกษาถึง

663
00:48:04,695 --> 00:48:07,255
พฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คน

664
00:48:07,255 --> 00:48:11,255
เขาเสนอทฤษฎี

665
00:48:12,481 --> 00:48:16,481
พัฒนาการเชาวน์ปัญญาของเขาขึ้นมา จากการสังเกตพฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คน

666
00:48:17,262 --> 00:48:20,087
แล้วก็สังเกตตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี

667
00:48:20,087 --> 00:48:24,087
นะครับ แล้วก็เขาก็สรุปว่า

668
00:48:26,057 --> 00:48:28,401
ลูกของเขาทั้ง 3 คนมีพัฒนาการเหมือนกันเลยในแต่ละช่วงวัย

669
00:48:28,401 --> 00:48:31,089
แต่ละช่วงวัย

670
00:48:31,089 --> 00:48:34,047
มีการเรียนรู้เหมือน ๆ กัน ใช้

671
00:48:34,047 --> 00:48:36,743
ลักษณะการเรียนรู้เหมือน ๆ กันนะครับ

672
00:48:36,743 --> 00:48:40,743
แต่ว่าเขาสังเกตถึง 15 ปี

673
00:48:44,817 --> 00:48:46,982
เขาก็เลยสรุปเป็นพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของมนุษย์แบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย

674
00:48:46,982 --> 00:48:50,050
นะครับ แบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย

675
00:48:50,050 --> 00:48:54,050
โดยช่วงวัยแรกนะครับ

676
00:48:54,910 --> 00:48:58,024
เป็นช่วงวัยในช่วง 0 ถึง 2 ปีนะครับ เขาเรียกว่า

677
00:48:58,024 --> 00:49:02,024
ขั้นการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส

678
00:49:06,974 --> 00:49:08,115
อันนี้ชื่อบอกง่าย ๆ  เลย ถ้าเราสังเกตน้อง หรือสังเกตหลานเรา ถ้าใครมีน้องช่วงแรกเกิดถึง 2 ปีนี่

679
00:49:08,115 --> 00:49:10,702
เขายัง

680
00:49:10,702 --> 00:49:12,296
แรก ๆ เขายังพูดอะไรไม่ได้ใช่ไหมครับ

681
00:49:12,296 --> 00:49:16,296
ทีนี้

682
00:49:18,014 --> 00:49:22,014
ฟังอะไรก็คงไม่รู้เรื่องหรอก เพราะเพิ่งเกิดมาไม่รู้ว่าอะไรมันคืออะไรใช่ไหมครับ

683
00:49:24,075 --> 00:49:25,485
ดังนั้นนักเรียนเด็กในช่วง 2 วัยแรกเดี๋ยวจะเรียนรู้จากการสัมผัส

684
00:49:25,485 --> 00:49:29,485
เป็นหลักนะครับ ที่

685
00:49:30,930 --> 00:49:32,530
จะหยิบจะจับไปหมดนะครับ ไม่รู้หรอกว่าอันนั้นมันคืออะไร

686
00:49:32,530 --> 00:49:35,850
ก็จะหยิบไปก่อน

687
00:49:35,850 --> 00:49:39,850
ถ้าได้หยิบแล้วอันนั้นแล้วรู้สึกเจ็บก็ปล่อยนะครับ

688
00:49:42,428 --> 00:49:45,154
เด็กก็จะได้เรียนรู้ว่าสิ่งแบบนี้ถ้าจับแล้วมันเจ็บต่อไป

689
00:49:45,154 --> 00:49:49,154
ฉันต้องไม่จับอีกนะครับ เพราะมันเจ็บ

690
00:49:49,212 --> 00:49:51,175
เขาก็จะเรียนรู้จากการหยิบจับจากการสัมผัส

691
00:49:51,175 --> 00:49:55,175
จากในช่วง 2 วัยแรก

692
00:50:02,850 --> 00:50:06,850
ทีนี้ในช่วงวัยที่ 2 นะครับ ก็คือช่วง 2 ถึง 7 ปี

693
00:50:07,608 --> 00:50:11,608
หรือช่วง ซึ่งหรือขั้นก่อนปฏิบัติการคิด

694
00:50:13,226 --> 00:50:16,593
ช่วง 2-7 ปี ช่วงนี้จะเรียนรู้จาก

695
00:50:16,593 --> 00:50:18,261
อย่างไรเอ่ย เราจำได้ไหมครับ ว่าช่วง

696
00:50:18,261 --> 00:50:20,833
อายุเท่านี้เ

697
00:50:20,833 --> 00:50:24,833
ราเริ่มเรียนรู้จากอะไร

698
00:50:25,316 --> 00:50:26,648
เราเรียนรู้จากการอ่าน

699
00:50:26,648 --> 00:50:28,317
เลยได้ไหม

700
00:50:28,317 --> 00:50:31,546
ณ ตอนนั้น

701
00:50:31,546 --> 00:50:33,312
ยังใช่ไหมครับ เราเรียนจากอะไรเอ่ย

702
00:50:33,312 --> 00:50:35,627
สิ่งที่มันเป็น

703
00:50:35,627 --> 00:50:38,800
รูปภาพใช่ไหมครับ

704
00:50:38,800 --> 00:50:42,800
เราเรียนจากสิ่งที่มันเป็นรูปภาพ

705
00:50:44,009 --> 00:50:46,555
นะครับ อย่างตอนเราโรงเรียนบวกเลขตอนอนุบาล

706
00:50:46,555 --> 00:50:50,555
อย่างไรครับ ขอเอารูป

707
00:50:53,172 --> 00:50:56,007
ภาพใช่ไหมครับ ยังไม่เห็นเลข 2 + 3 = 5 ยังไม่ได้เริ่มแบบนั้นใช่ไหม

708
00:50:56,007 --> 00:51:00,007
เริ่มจากเอาผลไม้  2 ลูก

709
00:51:01,784 --> 00:51:05,784
แอปเปิล 2 ลูกมารวมกับแอปเปิล 3 ลูก จะได้ทั้งหมดกี่ลูกอย่างนี้

710
00:51:07,247 --> 00:51:11,247
แล้วก็มานับ 1 2 3 4 5 แสดงว่าได้ 5 ลูกอย่างนี้คร

711
00:51:12,365 --> 00:51:15,212
ับ ในช่วงวัยนี้ ในช่วงวัยที่ 2 ช่วง 2-7 ปีนี่

712
00:51:15,212 --> 00:51:17,523
จะเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปภาพ

713
00:51:17,523 --> 00:51:21,523
จากสิ่งที่เป็นรูปภาพ

714
00:51:23,140 --> 00:51:25,980
เพราะฉะนั้นถ้าเราไปสอนเด็กในช่วงวัยนี้

715
00:51:25,980 --> 00:51:29,043
เราต้องรู้จักพัฒนาการของเด็ก

716
00:51:29,043 --> 00:51:33,043
นักเรียนของเรานะครับ เราจะได้

717
00:51:33,885 --> 00:51:37,885
ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ

718
00:51:39,757 --> 00:51:41,086
ส่วนช่วงวัยที่ 3 ช่วง 7-11 ปี

719
00:51:41,086 --> 00:51:41,953
ช่วงนี้

720
00:51:41,953 --> 00:51:45,953
นะครับ

721
00:51:46,443 --> 00:51:50,443
เรียกว่า "ขั้นการคิดแบบเหตุผลเชิงรูปประธรรม" นะครับ

722
00:51:54,381 --> 00:51:58,381
7-11 ปีนะครับ สามารถเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ได้แล้วนะครับ

723
00:51:59,766 --> 00:52:03,766
ใช้สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้

724
00:52:07,429 --> 00:52:09,350
เราสามารถเรียน มีตัวแปรง่าย ๆ เรียนได้แล้วนะครับ

725
00:52:09,350 --> 00:52:13,350
มีสัญลักษณ์เป็นตัวเลข

726
00:52:13,769 --> 00:52:17,443
ที่ผมที่เป็นตัวแทนปริมาณได้ รู้ว่าเลข

727
00:52:17,443 --> 00:52:19,882
9 มันมากกว่าเลข 2 มากน้อยแค่ไหน

728
00:52:19,882 --> 00:52:22,361
นะครับ 100 มากกว่า 20

729
00:52:22,361 --> 00:52:26,361
มากขนาดไหน อย่างไรนะครับ

730
00:52:29,141 --> 00:52:31,411
ใช้ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้แล้ว

731
00:52:31,411 --> 00:52:33,188
7-11 ปี

732
00:52:33,188 --> 00:52:37,188
แล้วสามารถ

733
00:52:38,492 --> 00:52:40,537
เริ่มที่จะรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่นได้แล้ว

734
00:52:40,537 --> 00:52:44,537
นะครับ 7-11 ปีนี่

735
00:52:44,714 --> 00:52:45,618
เริ่มกลัวเพื่อนโกรธ เริ่มกลัวที่จะไม่มีเพื่อนได้แล้ว

736
00:52:45,618 --> 00:52:47,276
นะครับ

737
00:52:47,276 --> 00:52:51,276
แต่ถ้าเป็น

738
00:52:56,095 --> 00:52:59,185
ต่ำกว่า 7 ปีนี่ ตอนนั้นไม่สนใจหรอกเราคิดอย่างไร เราเด็กอยากทำอะไรก็ทำออกมาเลย ไม่ได้คำนึงถึงคนรอบข้าง

739
00:52:59,185 --> 00:53:02,005
แต่ 7-11 ปี เริ่ม

740
00:53:02,005 --> 00:53:06,005
รับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้แล้ว

741
00:53:06,481 --> 00:53:08,210
นะครับ ส่วน

742
00:53:08,210 --> 00:53:12,210
อายุ

743
00:53:13,679 --> 00:53:16,414
11-15 ปี อันนี้เป็นช่วงวัยสุดท้ายนะครับ

744
00:53:16,414 --> 00:53:18,586
การเรียนรู้แบบนามธรรมนะครับ

745
00:53:18,586 --> 00:53:20,078
ที่เขาศึกษานะครับ

746
00:53:20,078 --> 00:53:24,078
ก็คือเด็กสามารถ

747
00:53:24,891 --> 00:53:25,766
เรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมที่ซับซ้อนได้

748
00:53:25,766 --> 00:53:29,755
มี

749
00:53:29,755 --> 00:53:32,706
ตัวแปรที่ซับซ้อน มีสมการที่ซับซ้อนได้แล้ว

750
00:53:32,706 --> 00:53:36,706
ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่

751
00:53:38,238 --> 00:53:42,238
11-15 ปี มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่มากที่สุดแล้ว

752
00:53:47,660 --> 00:53:50,309
ซึ่ง Piaget อธิบายถึงกลไกในการเรียนรู้ของ

753
00:53:50,309 --> 00:53:53,205
บุคคลแต่ละคนนะครับ

754
00:53:53,205 --> 00:53:55,125
บุคคลแต่ละคนตามนี้ว่า

755
00:53:55,125 --> 00:53:59,125
คนเราแต่ละคน

756
00:54:03,666 --> 00:54:07,666
มี... ต้องเรียนรู้จากการผ่านประสบการณ์ตรง แล้วเกิดกระบวนการเรียนรู้ 2 กลไก ก็คือ

757
00:54:10,635 --> 00:54:12,028
Assimilation  กับ Accomodationนะครับ การดูดซึมกับการปรับขยายโครงสร้างทางสมอง

758
00:54:12,028 --> 00:54:16,028
กับแล้ว

759
00:54:18,361 --> 00:54:19,265
แต่ละช่วงวัยนะครับ ก็จะเรียนรู้จากสิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป

760
00:54:19,265 --> 00:54:23,265
ตามวัย

761
00:54:24,691 --> 00:54:27,730
แต่ก็เกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกัน เกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกัน

762
00:54:27,730 --> 00:54:31,730
อันนี้เป็นส่วนของเ

763
00:54:34,431 --> 00:54:38,431
Piaget นะครับ ต่อมา

764
00:54:39,163 --> 00:54:43,163
Vygotsky Vygotsky ที่จะอธิบายถึง

765
00:54:47,150 --> 00:54:49,983
พัฒนาการในการเรียนรู้จากการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

766
00:54:49,983 --> 00:54:53,983
อันนี้อาจารย์ทำดอกจันเอาไว้นะครับ

767
00:54:54,611 --> 00:54:57,657
การเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เราเรียกว่า "Social Skill" นะครับ

768
00:54:57,657 --> 00:55:01,657
แต่Piaget  คือ

769
00:55:02,196 --> 00:55:06,196
Individual Skills นะครับ ส่วนบุคคล

770
00:55:06,238 --> 00:55:08,100
เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไปเอกสารให้นะครับ

771
00:55:08,100 --> 00:55:09,620
ในภายหลังนะครับ

772
00:55:09,620 --> 00:55:13,620
เอกสารของวันนี้

773
00:55:17,216 --> 00:55:19,931
ถ้าเป็น Piaget คือ Individual Skills

774
00:55:19,931 --> 00:55:21,588
คือส่วนบุคคลนะครับ

775
00:55:21,588 --> 00:55:25,588
ส่วนบุคคล

776
00:55:28,764 --> 00:55:32,764
ทีนี้เรามาดู Vygotsky ที่อธิบายไว้ว่าอย่างไร

777
00:55:33,599 --> 00:55:34,975
Vygotsky จะให้ความสำคัญกับการ

778
00:55:34,975 --> 00:55:38,140
ช่วยเหลือ

779
00:55:38,140 --> 00:55:42,140
ในการเรียนรู้

780
00:55:42,762 --> 00:55:44,546
การช่วยเหลือในการเรียนรู้เราเรียกว่า "

781
00:55:44,546 --> 00:55:47,422
Scaffolding" Scaffolding คือ การ

782
00:55:47,422 --> 00:55:51,422
ให้ความช่วยเหลือในการเรียนรู้

783
00:55:52,499 --> 00:55:55,957
ภาษาไทยมันมีหลายคำมากเลยนะครับ ที่แปลจากคำว่า "

784
00:55:55,957 --> 00:55:59,622
Scaffolding" บางทีใช้คำว่าการให้ความช่วยเหลือ

785
00:55:59,622 --> 00:56:02,530
บางทีใช้คำว่า "การเสริมต่อความรู้

786
00:56:02,530 --> 00:56:06,300
" บางทีแปลตรง ๆ ว่านั่งร้าน

787
00:56:06,300 --> 00:56:10,300
นี่ไอ้ตัวนี้คือ

788
00:56:11,485 --> 00:56:15,485
Scaffolding ไอ้ตัวที่เขาทำนั่งร้านในการก่อสร้างบ้าน

789
00:56:17,151 --> 00:56:20,859
เวลาเขาจะสร้างอะไรไปเขาจะทำนั่งร้านขึ้นไปเพื่อไปต่อ

790
00:56:20,859 --> 00:56:24,859
สร้างในสิ่งที่มันสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ

791
00:56:26,263 --> 00:56:30,263
เขาเอาคำว่าScaffolding หรือนั่งร้านนี่ มาเป็นตัวอธิบายถึง

792
00:56:31,372 --> 00:56:35,372
การช่วยเหลือให้บุคคลใด บุคคลหนึ่งเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

793
00:56:36,094 --> 00:56:38,093
ซึ่งการช่วยเหลือนั้นอาจจะ

794
00:56:38,093 --> 00:56:41,703
เป็นการช่วยเหลือผ่าน

795
00:56:41,703 --> 00:56:45,130
คุณครูนะครับ ครูเป็นคนช่วยเหลือนักเรียน

796
00:56:45,130 --> 00:56:48,459
เป็นคนให้คำแนะนำนักเรียน

797
00:56:48,459 --> 00:56:52,459
นะครับ เป็นคนที่สาธิตอะไรสักอย่างให้ดู

798
00:56:52,784 --> 00:56:54,763
นะครับ หรืออาจจะเป็น Peer ก็คือเพื่อนนะครับ

799
00:56:54,763 --> 00:56:58,079
Peer นี่ก็คือเพื่อน

800
00:56:58,079 --> 00:57:02,079
อาจจะเป็นเพื่อนมาช่วยเพื่อนก็ได้

801
00:57:02,951 --> 00:57:06,735
หรืออาจจะเป็นการใช้อุปกรณ์

802
00:57:06,735 --> 00:57:08,441
ที่มันเป็นเทคโนโลยีบางอย่างมาช่วย

803
00:57:08,441 --> 00:57:11,394
ให้นักเรียน

804
00:57:11,394 --> 00:57:15,340
ให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้

805
00:57:15,340 --> 00:57:16,001
หรืออาจจะเป็น Tools Tools ก็คืออุปกรณ์ที่คือ

806
00:57:16,001 --> 00:57:20,001
นะครับ

807
00:57:20,307 --> 00:57:24,307
บางสิ่งบางอย่างมาช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้

808
00:57:27,566 --> 00:57:31,566
เมื่อนักเรียน... เมื่อเราเอาความช่วยเหลือเข้าไปแล้ว

809
00:57:32,092 --> 00:57:32,997
นะครับ แล้วนักเรียนสามารถเรียนรู้หรือทำได้แล้ว

810
00:57:32,997 --> 00:57:35,160
นะครับ

811
00:57:35,160 --> 00:57:37,565
สุดท้าย

812
00:57:37,565 --> 00:57:41,565
นั่งร้านอันนี้จะคงอยู่ไหม

813
00:57:42,541 --> 00:57:46,541
เวลาเราสร้างบ้านพอสร้างเสร็จแล้วเข้าออกใช่ไหมครับ เขาก็จะรื้อออก

814
00:57:51,343 --> 00:57:55,343
การทำ Scaffolding ในการเรียนรู้ของนักเรียน ก็เช่นเดียวกันนะครับ เมื่อเราใส่ตัวช่วยเข้าไป

815
00:57:57,526 --> 00:58:01,526
อาจจะเป็นครูไปช่วยนักเรียนไปช่วย หรืออุปกรณ์หรือเทคโนโลยีอะไรก็ตามเข้าไปช่วย

816
00:58:03,175 --> 00:58:06,117
เมื่อเอาไปช่วยแล้วนักเรียนคนนั้นสามารถทำได้แล้ว ทำได้เองแล้ว

817
00:58:06,117 --> 00:58:10,117
เราก็เอาตัวช่วยนั้นออกมา

818
00:58:10,470 --> 00:58:14,470
นะครับ เหมือนกับตัวนั่งร้านที่เราใช้ในการก่อสร้างเลยนะครับ

819
00:58:16,540 --> 00:58:20,540
ทีนี้การช่วยเราช่วยไปเพื่ออะไรนะครับ เรา

820
00:58:21,107 --> 00:58:22,949
ไปช่วย เพื่อที่จะนำพานักเรียนของเรา

821
00:58:22,949 --> 00:58:25,535
ให้ไปถึง

822
00:58:25,535 --> 00:58:26,803
โซนตัวสีแดง ๆ นะครับ

823
00:58:26,803 --> 00:58:29,494
Zone of Proximal Development

824
00:58:29,494 --> 00:58:33,494

825
00:58:35,421 --> 00:58:38,227
Zone of Proximal Development บางทีเขาเขียนย่อเป็น ZP

826
00:58:38,227 --> 00:58:42,227
D ZPD นี้ ก็คือ

827
00:58:42,242 --> 00:58:43,765
ขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียน

828
00:58:43,765 --> 00:58:47,586
จะไปถึง

829
00:58:47,586 --> 00:58:51,092
นะครับ ขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียนจะไปถึง

830
00:58:51,092 --> 00:58:54,245
เราเรียกว่า "Zone of proximal Development

831
00:58:54,245 --> 00:58:58,245
" คืออะไร ZPD คืออะไร

832
00:58:59,746 --> 00:59:00,501
เรามาดูวงกลมอันนี้ เราจะเห็นว่ามันมีวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 วง

833
00:59:00,501 --> 00:59:03,769
ใช่ไหมครับ

834
00:59:03,769 --> 00:59:05,663
มีวงสีเหลือง

835
00:59:05,663 --> 00:59:09,341
มีวงสี

836
00:59:09,341 --> 00:59:12,274
ชมพู กับมีวงสีม่วง

837
00:59:12,274 --> 00:59:16,274
วงสีเหลือง

838
00:59:16,942 --> 00:59:20,942
เป็นขอบเขตที่นักเรียนคนใดคนหนึ่ง

839
00:59:21,318 --> 00:59:24,472
นะครับ เป็นขอบเขตที่นักเรียนสามารถรู้ได้ หรือทำได้

840
00:59:24,472 --> 00:59:28,472
แรกเริ่มถ้าเรียนด้วยตนเอง

841
00:59:28,970 --> 00:59:32,970
ถ้านักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตาม Piaget อย่างเดียว

842
00:59:35,087 --> 00:59:37,555
ผ่านประสบการณ์ตรงด้วยตัวของนักเรียนเองคนเดียวนี่ สามารถเปลี่ยนได้ใน

843
00:59:37,555 --> 00:59:38,657
แค่ในขอบเขตเท่านี้

844
00:59:38,657 --> 00:59:40,745
นะครับ

845
00:59:40,745 --> 00:59:44,745
เขียนเรียนได้แค่ในขอบเขตเท่านี้

846
00:59:48,366 --> 00:59:52,208
บางทีแต่ว่านักเรียนคนหนึ่ง อาจจะมีศักยภาพสูงสุด

847
00:59:52,208 --> 00:59:56,208
ในเกี่ยวกับเรื่องนั้นมากกว่านั้นก็ได้

848
00:59:57,744 --> 00:59:59,810
แต่ถ้าเขาฝึกด้วยตนเอง หรือเรียนรู้ด้วยตนเองก็ทำได้เท่านี้แหละ

849
00:59:59,810 --> 01:00:03,810
มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

850
01:00:04,143 --> 01:00:07,971
ทีนี้พอเรามี Scaffolding เข้าไป

851
01:00:07,971 --> 01:00:10,392
เราใส่ Scaffolding หรือใส่ตัวช่วยเข้าไป

852
01:00:10,392 --> 01:00:14,392
นักเรียนจะสามารถ

853
01:00:15,266 --> 01:00:17,301
ขยายขอบเขตในการเรียนรู้ออกไปได้กว้างได้อีก

854
01:00:17,301 --> 01:00:21,301
นะครับ ในวงสีชมพู

855
01:00:22,079 --> 01:00:26,079
What I Can Do With help ก็คือ

856
01:00:26,479 --> 01:00:28,601
สิ่งที่ฉันสามารถทำได้เมื่อมีการช่วยเหลือ

857
01:00:28,601 --> 01:00:31,272
เขาจะทำได้มากขึ้น

858
01:00:31,272 --> 01:00:35,272
ในขอบเขตที่มันกว้างมากขึ้นนะครับ

859
01:00:39,385 --> 01:00:43,385
ตรงสีชมพูนี่แหละ ที่เราเรียกว่า Zone of Proximal Development นะครับ

860
01:00:44,731 --> 01:00:45,677
เป็นโซนเป็นขอบเขตสภาวะสูงสุดที่นักเรียนจะไปถึง

861
01:00:45,677 --> 01:00:49,677
นะครับ

862
01:00:50,124 --> 01:00:51,891
แต่จะไปได้ก็ต่อเมื่อมี Scaffolding เข้ามา

863
01:00:51,891 --> 01:00:55,891
ช่วยน

864
01:00:57,588 --> 01:00:59,834
ะครับ ส่วนสีน้ำเงินเป็นส่วนที่เป็นขอบเขตที่

865
01:00:59,834 --> 01:01:02,210
เราไม่สามารถทำได้

866
01:01:02,210 --> 01:01:06,210
มันเกินความสามารถเราจริง ๆ

867
01:01:07,585 --> 01:01:09,320
แม้ว่าจะมี Scaffolding แล้ว มีใครมาสอน มีใครมาช่วยแล้ว

868
01:01:09,320 --> 01:01:10,475
แต่เราไปไม่ถึง

869
01:01:10,475 --> 01:01:14,475
นะครับ

870
01:01:18,277 --> 01:01:22,277
แต่ว่า ZPD คือส่วนนี้นะครับ คือส่วนที่เราไปถึงก็ต่อเมื่อมีคนมาช่วย

871
01:01:23,343 --> 01:01:25,663
ทำให้เราไปที่ดึงศักยภาพสูงสุดที่เราจะเป็นไปได้

872
01:01:25,663 --> 01:01:27,254
อันนี้แหละ ที่เขาบอก ว่า

873
01:01:27,254 --> 01:01:29,783
คุณครู

874
01:01:29,783 --> 01:01:33,025
ควรสอนให้นักเรียน

875
01:01:33,025 --> 01:01:34,347
ได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ

876
01:01:34,347 --> 01:01:38,347
อันนี้ครับ

877
01:01:39,521 --> 01:01:43,521
เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียน... ทุกคนเวลาเราเป็นครูเราสอนวิชาของเรา

878
01:01:43,859 --> 01:01:47,706
เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนของเราทุกคนจะต้องได้เกรด 4

879
01:01:47,706 --> 01:01:51,706
แต่เรามีหน้าที่ช่วยนักเรียนให้

880
01:01:53,295 --> 01:01:56,378
ไปให้ได้ตามศักยภาพที่สูงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

881
01:01:56,378 --> 01:01:58,551
ที่เขาจะมีนะครับ ไปให้เต็มที่

882
01:01:58,551 --> 01:02:01,302
จัดให้เต็มที่

883
01:02:01,302 --> 01:02:04,536
บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด 3

884
01:02:04,536 --> 01:02:08,536
บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด 2

885
01:02:09,436 --> 01:02:10,080
บางคนเราไม่มี Scaffolding เลยเขาไปถึงเกรด 4 อยู่แล้ว

886
01:02:10,080 --> 01:02:14,080
ไหมครับ

887
01:02:15,506 --> 01:02:19,506
แต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความชอบความถนัดของนักเรียนด้วย

888
01:02:21,823 --> 01:02:25,823
เรามีหน้าที่พานักเรียนไปถึง Zone of proximal Development ให้ได้นะครับ

889
01:02:26,447 --> 01:02:28,811
อันนี้เป็น

890
01:02:28,811 --> 01:02:32,734
คำอธิบายของทฤษฎี

891
01:02:32,734 --> 01:02:35,632
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับ ซึ่ง

892
01:02:35,632 --> 01:02:38,570
ก็มี 2 ทฤษฎีที่มารวมกัน

893
01:02:38,570 --> 01:02:42,570
การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง

894
01:02:43,300 --> 01:02:44,328
แล้วก็การสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้อย่างเต็ม

895
01:02:44,328 --> 01:02:48,328
ศักยภาพนะครับ

896
01:02:58,477 --> 01:03:02,477
ทีนี้ก็ต่อมาที่แสดงร่วมสมัยที่ทฤษฎีแรก อันนี้ก็

897
01:03:03,721 --> 01:03:04,273
ดีที่รู้จักกันทั่วไปที่เราจำเป็นต้องรู้เหมือนกัน

898
01:03:04,273 --> 01:03:08,273
นะครับ

899
01:03:17,465 --> 01:03:21,465
คือ ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือนะครับ อันนี้เราต้องรู้นะครับ

900
01:03:23,683 --> 01:03:26,413
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ มันจะเกิดประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อมีอยู่ 5 เงื่อนไข

901
01:03:26,413 --> 01:03:28,409
เวลาเราจะจัดกิจกรรม

902
01:03:28,409 --> 01:03:29,868
ใ

903
01:03:29,868 --> 01:03:33,868
ห้เด็กเป็นกลุ่ม

904
01:03:35,481 --> 01:03:37,399
เราต้องคำนึงถึง 5 เงื่อนไขนี้นะครับ มันถึงจะทำให้

905
01:03:37,399 --> 01:03:41,399
การเรียนรู้เป็นกลุ่มมันเกิด

906
01:03:42,217 --> 01:03:44,992
ศักยภาพ เกิดประสิทธิภาพนะครับ อันแรกก็คือ

907
01:03:44,992 --> 01:03:48,992
นักเรียนนะครับ จะต้อง

908
01:03:52,980 --> 01:03:56,662
... เวลาเราจัดกลุ่มเราจะต้องจัดให้นักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อยที่ไม่ใหญ่เกินไป แล้วก็ไม่เล็กเกินไป

909
01:03:56,662 --> 01:04:00,553
จัดกระบวนการกลุ่มให้เป็นกลุ่มที่พอเหมาะ

910
01:04:00,553 --> 01:04:02,604
ไม่มีจำนวนสมาชิกมากจนเกินไป

911
01:04:02,604 --> 01:04:03,432
หรือน้อยจนเกินไป

912
01:04:03,432 --> 01:04:06,125
นะครับ

913
01:04:06,125 --> 01:04:07,554
ประมาณ 3-5 คน

914
01:04:07,554 --> 01:04:11,554
กำลังพอดีนะครับ

915
01:04:19,788 --> 01:04:23,275
แต่ถ้ามันเป็นงาน สมมติว่ามันเป็นภาระงานง่าย ๆ แต่เราจัดกลุ่มให้นักเรียน 10 คนทำงานร่วมกัน

916
01:04:23,275 --> 01:04:25,566
เพื่อทำให้ชิ้นงานชิ้นนี้ง่าย ๆ มากเลย

917
01:04:25,566 --> 01:04:29,566
แต่ให้สมาชิก 10 คน

918
01:04:32,039 --> 01:04:35,391
มันก็จำไม่ได้เกิดความศักยภาพอะไรมากนักใช่ไหม เขาทำแป๊บเดียวก็เสร็จมันไม่ได้เกิด

919
01:04:35,391 --> 01:04:36,827
กระบวนการใส่ตองวางแผน

920
01:04:36,827 --> 01:04:38,529
อะไรนะครับ

921
01:04:38,529 --> 01:04:39,563
ก็จะไม่เกิด

922
01:04:39,563 --> 01:04:43,331
หรือ

923
01:04:43,331 --> 01:04:46,541
ใช้งานชิ้นนี้มันยากมากเลย

924
01:04:46,541 --> 01:04:48,641
มันต้องใช้เวลาทำเยอะ

925
01:04:48,641 --> 01:04:52,641
ต้องมีคนเยอะในการ

926
01:04:53,703 --> 01:04:56,873
ความหมายร่วมมือกันแต่เราจัดกลุ่มให้ 2 คนทำงานชิ้นนี้

927
01:04:56,873 --> 01:04:59,458
เราคิดว่าโอกาสมันจะสำเร็จไหม

928
01:04:59,458 --> 01:05:03,458
มันก็จะไม่สำเร็จใช่ไหมครับ

929
01:05:05,286 --> 01:05:09,286
เพราะฉะนั้นเมื่อเราพิจารณาความยากง่ายของชิ้นงานที่เรามอบหมายให้ทำร่วมกันแล้ว

930
01:05:10,786 --> 01:05:14,786
พี่นายจำนวนคนเขาว่ามันไม่น้อยเกินไปหรือไม่มากเกินไป

931
01:05:15,659 --> 01:05:19,659
ก็คือจัดกิจกรรมกลุ่มย่อยให้มีจำนวนสมาชิกที่เหมาะสม

932
01:05:20,194 --> 01:05:24,194
เงื่อนไขที่ 2 นะครับ เราต้อง

933
01:05:24,876 --> 01:05:27,299
แนะนำให้นักเรียนเกิดการพึ่งพา เกื้อกูล

934
01:05:27,299 --> 01:05:28,119
ระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม

935
01:05:28,119 --> 01:05:32,119
นะครับ

936
01:05:33,010 --> 01:05:37,010
ไม่ใช่ว่าแบ่งกลุ่มแล้วคนเก่งหรือคนรับผิดชอบก็ทำไปคนเดียว

937
01:05:37,886 --> 01:05:40,739
ที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลย สมาชิกในกลุ่มที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลย

938
01:05:40,739 --> 01:05:42,854
แบบนี้ก็ไม่ได้เกิดประสิทธิภาพ

939
01:05:42,854 --> 01:05:46,854
เราต้อง

940
01:05:47,773 --> 01:05:51,773
แนะนำนักเรียน ว่าสมาชิกในกลุ่มทุกคนต้องมีการ

941
01:05:54,297 --> 01:05:56,256
พึ่งพา ช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในกลุ่มนะครับ เพื่อให้คนเก่งได้ช่วยเหลือคนอ่อน

942
01:05:56,256 --> 01:06:00,256
แล้วก็เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ

943
01:06:02,472 --> 01:06:06,472
เงื่อนไขที่ 3 เงื่อนไขที่ 3 นะครับ

944
01:06:08,756 --> 01:06:12,756
สมาชิกในกลุ่มจะต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงานนะครับ

945
01:06:13,248 --> 01:06:17,248
ต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงาน

946
01:06:18,648 --> 01:06:22,648
อันนี้ 4 อันนี้ก็ค่อนข้างสำคัญนะครับ

947
01:06:23,873 --> 01:06:27,873
ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานร่วมกัน

948
01:06:28,237 --> 01:06:32,237
ต้องมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน ว่างานนี้

949
01:06:32,844 --> 01:06:36,844
ความสำเร็จของงานชิ้นนี้ คือ ความสำเร็จของสมาชิกทุกคน

950
01:06:39,451 --> 01:06:43,451
เพราะฉะนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบในการช่วยเหลือกันทำงานชิ้นนี้ให้มันสำเร็จ

951
01:06:43,546 --> 01:06:46,735
ต้องวางเป้าหมายร่วมกัน

952
01:06:46,735 --> 01:06:49,559
อันสุดท้าย

953
01:06:49,559 --> 01:06:52,576
ต้องใช้กระบวนการกลุ่มในการทำงาน

954
01:06:52,576 --> 01:06:56,576
มีการแบ่งบทบาทหน้าที่กันนะครับ

955
01:06:58,514 --> 01:06:59,743
มีการคิด มีการวางแผนในการทำงานร่วมกัน

956
01:06:59,743 --> 01:07:03,743
นะครับ

957
01:07:07,156 --> 01:07:11,156
ต้องใช้กระบวนการกลุ่ม แบ่งบทบาทหน้าที่คิดวางแผนในการทำงานแล้วก็ลงมือปฏิบัติให้สำเร็จนะครับ

958
01:07:14,965 --> 01:07:18,965
เพราะฉะนั้น Cooperative learning นะครับ

959
01:07:19,116 --> 01:07:23,116
มีเงื่อนไขอยู่ 5 อย่างนะครับ ท

960
01:07:24,688 --> 01:07:26,379
ี่จำเป็นต้องทำให้ครบตามองค์ประกอบ ซึ่งจะทำให้การเรียนรู้แบบร่วมมือนี้

961
01:07:26,379 --> 01:07:30,379
ให้มันเกิดประสิทธิภาพ

962
01:07:32,777 --> 01:07:34,649
จะเหลืออยู่ 2 ทฤษฎีนะครับ

963
01:07:34,649 --> 01:07:38,649
นิดเดียว

964
01:07:42,590 --> 01:07:46,590
อันนี้

965
01:07:48,820 --> 01:07:52,211
ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

966
01:07:52,211 --> 01:07:54,714
ต่างจาก Constructionism นะครับ

967
01:07:54,714 --> 01:07:55,615
เมื่อกี้ Constructionism นะ

968
01:07:55,615 --> 01:07:58,288
มันเป็น

969
01:07:58,288 --> 01:08:02,288
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเฉย ๆ

970
01:08:03,507 --> 01:08:06,370
อันนี้มีต่อด้วยโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานท

971
01:08:06,370 --> 01:08:08,291
ั่วไป ชื่อภาษาอังกฤษก็เติม

972
01:08:08,291 --> 01:08:12,291
เติมตรงไหนครับ

973
01:08:15,378 --> 01:08:18,564
เราดูสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะ

974
01:08:18,564 --> 01:08:22,564
มันชื่อคล้ายกันนะ แต่มันไม่ใช่อันเดียวกัน

975
01:08:24,507 --> 01:08:28,201
ชื่อมันคือ

976
01:08:28,201 --> 01:08:31,382
Constructionism ใช่ไหมครับ

977
01:08:31,382 --> 01:08:34,423
Constructionism แล้วก็เลยนะ

978
01:08:34,423 --> 01:08:38,423
แต่ถ้าอันนี้มันเป็น

979
01:08:40,730 --> 01:08:41,541
Construc แล้วก็มี tใช่ไหมครับ มีช่างมาต่อ

980
01:08:41,541 --> 01:08:43,334
นะครับ

981
01:08:43,334 --> 01:08:46,475
มีความรัก

982
01:08:46,475 --> 01:08:50,475
นะครับ มีคำว่าช่างมาต่อ

983
01:08:57,091 --> 01:09:01,091
ภาษาไทยใช้คำว่า “ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน”

984
01:09:02,729 --> 01:09:06,729
มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่พัฒนาต่อมาจาก Constructivism

985
01:09:06,767 --> 01:09:09,930
Constructivism นั่นแหละนะครับ เป็นการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

986
01:09:09,930 --> 01:09:13,930
ทฤษฎีนี้นะครับ

987
01:09:14,079 --> 01:09:17,732
อันนี้เป็นชื่อคนนะครับ Seymour Papert เป็นคน

988
01:09:17,732 --> 01:09:21,732
เสนอทฤษฎีนี้เอาไว้นะครับ ว่า

989
01:09:23,792 --> 01:09:24,689
การที่ผู้เรียนจะสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองทฤษฎีน

990
01:09:24,689 --> 01:09:27,006
นะครับ

991
01:09:27,006 --> 01:09:28,174
มันจำเป็นต้อง

992
01:09:28,174 --> 01:09:31,234
เป็นการ

993
01:09:31,234 --> 01:09:35,234
เรียนรู้ด้วยตนเอง โดย

994
01:09:38,130 --> 01:09:39,701
มี... เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เอาความรู้มาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นมา

995
01:09:39,701 --> 01:09:43,701
นะครับ โดย

996
01:09:43,740 --> 01:09:47,740
ใช้สื่อ หรือใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม

997
01:09:48,027 --> 01:09:52,027
มาเป็นตัวช่วยในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นขึ้นมา

998
01:09:55,531 --> 01:09:59,531
นั่นแสดงว่าการเรียนรู้ของนักเรียนจะเกิดขึ้นในระหว่างการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

999
01:10:03,154 --> 01:10:05,209
นะครับ นักเรียนจะเรียนรู้องค์ความรู้แล้วก็เอาความรู้ต่าง ๆ มาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

1000
01:10:05,209 --> 01:10:09,209
นะครับ

1001
01:10:09,576 --> 01:10:13,576
แต่จำเป็นต้องมีสื่อ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม

1002
01:10:13,862 --> 01:10:17,862
มาเป็นตัวช่วยนะครับ ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้น

1003
01:10:24,227 --> 01:10:28,227
เพราะฉะนั้นเวลาเรา

1004
01:10:29,293 --> 01:10:33,293
สอนนักเรียนนะครับ เพราะเราสอนเสร็จ เราอาจจะมอบหมาย

1005
01:10:34,542 --> 01:10:36,012
ภาระงานให้นักเรียนได้มีโอกาสได้เอาความรู้ที่เราสอนไปนี่

1006
01:10:36,012 --> 01:10:37,418
มาช้าในการ

1007
01:10:37,418 --> 01:10:40,226
สร้างชิ้นงาน

1008
01:10:40,226 --> 01:10:44,226
ต่อเนื่องกันไปนะครับ

1009
01:10:52,018 --> 01:10:55,932
อันนี้เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งนะครับ ท

1010
01:10:55,932 --> 01:10:59,932
ี่เราจำเป็นต้องตระหนักนะครับ เราจำเป็นต้องตระหนัก

1011
01:11:01,166 --> 01:11:03,932
มันไม่มีวิธีการที่ตายตัว ว่าเราจะจัดกิจกรรมอย่างไรนะครับ แต่

1012
01:11:03,932 --> 01:11:05,014
ทฤษฎีนี้ Multiple intelligence

1013
01:11:05,014 --> 01:11:07,426
หรือว่า

1014
01:11:07,426 --> 01:11:11,426
ทฤษฎีพหุปัญญา

1015
01:11:11,695 --> 01:11:13,664
เขาอธิบายเอาไว้นะครับ ว่า

1016
01:11:13,664 --> 01:11:17,664
มนุษย์เรา

1017
01:11:19,655 --> 01:11:21,880
นะครับ ไม่ได้มีความสามารถ หรือไม่ได้มีอัจฉริยภาพเพียงแค่ 2 ด้านเท่านั้น

1018
01:11:21,880 --> 01:11:23,285
ไม่ได้มีแค่ 2 ด้าน

1019
01:11:23,285 --> 01:11:25,130
ในอดีต

1020
01:11:25,130 --> 01:11:28,927
เราเคยเข้าใจว่า

1021
01:11:28,927 --> 01:11:30,719
หรือถูกยอมรับว่าใครจะเป็นคนเก่ง

1022
01:11:30,719 --> 01:11:34,719
หรือใครเป็นอัจฉริยะ

1023
01:11:36,458 --> 01:11:38,744
ก็ต่อเมื่อต้องเก่งด้านคิดคำนวณกับเก่งด้านภาษาเท่านั้น

1024
01:11:38,744 --> 01:11:41,102
อันนี้คือการยอมรับในอดีต

1025
01:11:41,102 --> 01:11:45,102
แต่ในปัจจุบัน

1026
01:11:52,591 --> 01:11:56,434
การ์ดเนอร์เขาก็ได้อธิบายไว้ว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์ของเรามีความเป็นอัจฉริยะภาพที่แฝงอยู่ในตัว

1027
01:11:56,434 --> 01:12:00,434
อย่างน้อย 8 ด้าน เขาใช้คำว่า "อย่างน้อย" นะครับ

1028
01:12:05,406 --> 01:12:08,069
เพราะตอนนี้เขาแค่คนพบว่ามันมีอยู่ 8 ด้าน เขาเลยใช้คำว่า "อย่างน้อย" แต่จริง ๆ มันอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้ แต่ตอนนี้เขายังไม่

1029
01:12:08,069 --> 01:12:11,843
เขายังไม่ได้พบกับเขาค้นยังไม่พบ

1030
01:12:11,843 --> 01:12:13,957
แล้ว 8 ด้านนั้นมีอะไร

1031
01:12:13,957 --> 01:12:15,042
ด้านภาษาด้านที่ 1

1032
01:12:15,042 --> 01:12:18,198
กับด้าน

1033
01:12:18,198 --> 01:12:21,071
ภาษาและคณิตศาสตร์ด้านที่ 2 อันนี้เป็น

1034
01:12:21,071 --> 01:12:22,888
การยอมรับหรือการรับรู้ตั้งแต่

1035
01:12:22,888 --> 01:12:26,280
อดีตอยู่แล้ว

1036
01:12:26,280 --> 01:12:29,402
แต่มนุษย์เราไม่ได้มีแค่นั้นนะครับ

1037
01:12:29,402 --> 01:12:31,383
อย่างที่ 3 ก็คือด้านมิติสัมพันธ์

1038
01:12:31,383 --> 01:12:34,578
กับด้านมิติสัมพันธ์

1039
01:12:34,578 --> 01:12:36,298
สามารถมองภาพในสัมพันธ์มิติ

1040
01:12:36,298 --> 01:12:39,594
ได้

1041
01:12:39,594 --> 01:12:42,141
เห็นสิ่งที่มันมีความสัมพันธ์กันได้

1042
01:12:42,141 --> 01:12:45,856
อย่างเช่นว่า

1043
01:12:45,856 --> 01:12:49,856
อะไรดี

1044
01:12:51,625 --> 01:12:55,298
ขวดน้ำ ขวดน้ำขวดนี้

1045
01:12:55,298 --> 01:12:57,152
เปลี่ยนดีกว่า เอาอันนี้

1046
01:12:57,152 --> 01:12:58,853
อันนี้เป็นรูปทรงอ

1047
01:12:58,853 --> 01:13:00,777
ะไรครับ

1048
01:13:00,777 --> 01:13:04,267
สี่เหลี่ยม

1049
01:13:04,267 --> 01:13:06,548
แต่ถ้าอาจารย์หมุนมันจะกลายเป็นรูปทรงอะไร

1050
01:13:06,548 --> 01:13:10,548
หมุน

1051
01:13:15,467 --> 01:13:16,994
เห็นไหมครับ อาจารย์หมุนมันจะกลายเป็น

1052
01:13:16,994 --> 01:13:20,994
วงกลมใช่ไหมครับ

1053
01:13:21,440 --> 01:13:24,626
ถ้าหมุนแบบนี้เป็นวงกลม แต่ถ้าหมุนแบบนี้จะเป็น

1054
01:13:24,626 --> 01:13:26,243
ใน ไ

1055
01:13:26,243 --> 01:13:30,243
ม่ใช่สิ หมุนแบบนี้

1056
01:13:32,231 --> 01:13:36,231
ทรงกระบอกใช่ไหมนี่ ทำแบบนี้มันจะกลายเป็นทรงกระบอกไหมครับ

1057
01:13:39,445 --> 01:13:43,445
อันนี้เป็นการมองมิติสัมพันธ์นะครับ เห็นความเชื่อมโยงของรูปร่าง

1058
01:13:45,522 --> 01:13:49,522
นะครับ อาจจะมีการเคลื่อนไหวหรือเวลาเปลี่ยนแปลงไปอะไรก็แล้วแต่นะครับ

1059
01:13:49,742 --> 01:13:53,742
ก็จะสามารถเห็นความสัมพันธ์ของมิติต่าง ๆ ได้

1060
01:13:59,423 --> 01:14:02,502
ต่อมาวันที่ 4 การเคลื่อนไหวร่างกาย

1061
01:14:02,502 --> 01:14:06,502
อันนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬานะครับ

1062
01:14:07,822 --> 01:14:09,766
กลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬาจะมีอาชีพด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย

1063
01:14:09,766 --> 01:14:13,766
ด้านที่

1064
01:14:13,903 --> 01:14:17,903
5 ก็คือด้านดนตรี อันนี้แน่นอนเป็นนักดนตรี

1065
01:14:19,195 --> 01:14:23,195
ต่อมาด้านการเข้าใจตนเอง

1066
01:14:23,582 --> 01:14:24,915
รู้ว่าตนเองอยู่ในสภาวะแบบไหน มีความต้องการอย่างไร

1067
01:14:24,915 --> 01:14:28,915
เมื่อเกิด

1068
01:14:30,366 --> 01:14:33,413
ความเสียสมดุลทางด้านจิตใจจะรู้ว่าเราจะต้องมีการ

1069
01:14:33,413 --> 01:14:37,413
จัดการกับมันอย่างไร

1070
01:14:37,677 --> 01:14:41,677
กับเมื่อเกิดความเครียดหรือเกิดสิ่งต่าง ๆ ขึ้นในสภาวะจิตใจ

1071
01:14:41,923 --> 01:14:45,923
อันนี้ก็ถือเป็นอัจฉริยะภาพอย่างหนึ่งนะครับ การเข้าใจตนเอง

1072
01:14:48,981 --> 01:14:50,075
อันนี้ก็ส่วนต่อมา ความเข้าใจกับผู้อื่น ความเข้าใจผู้อื่น อันนี้

1073
01:14:50,075 --> 01:14:54,075
กลุ่มที่มี

1074
01:14:55,234 --> 01:14:56,549
มีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น ในการที่จะเข้ากับคนง่ายนะครับ มนุษย์

1075
01:14:56,549 --> 01:15:00,549
สัมพันธ์ดี

1076
01:15:00,814 --> 01:15:04,814
อันนี้มันมีอาชีพอาชีพหนึ่งเกิดขึ้นในญี่ปุ่น

1077
01:15:04,882 --> 01:15:07,382
เป็นอาชีพที่ไปรับจ้างออกเดท

1078
01:15:07,382 --> 01:15:10,377
นะครับ คิดเป็นชั่วโมง

1079
01:15:10,377 --> 01:15:13,223
คิดเป็นชั่วโมง ในการให้บริการ

1080
01:15:13,223 --> 01:15:17,223
แค่ไปนั่งคุยเป็นเพื่อนเฉย ๆ

1081
01:15:18,683 --> 01:15:21,885
คอยรับฟังปรึกษา คอยรับฟังนั่นนู่นนี่เฉย ๆ นะครับ

1082
01:15:21,885 --> 01:15:23,510
ไปเป็นคู่ออกเดทเฉย ๆ นะครับ อันนี้

1083
01:15:23,510 --> 01:15:27,510
ในญี่ปุ่นมี

1084
01:15:27,633 --> 01:15:29,693
เขาก็ต้องอาศัยการเข้าใจของ

1085
01:15:29,693 --> 01:15:33,274
ลูกค้าของเขา

1086
01:15:33,274 --> 01:15:37,274
แล้วก็คอยนั่งเป็นเพื่อน คุยเป็นเพื่อน

1087
01:15:40,807 --> 01:15:44,748
ต่อมาด้านสุดท้ายนะครับ เป็นความเข้าใจในธรรมชาตินะครับ

1088
01:15:44,748 --> 01:15:45,866
สิ่งแวดล้อม เป็นคนรักสิ่งแวดล้อม ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

1089
01:15:45,866 --> 01:15:49,013
ได้ดี

1090
01:15:49,013 --> 01:15:52,414
นะครับ ทุก ๆ

1091
01:15:52,414 --> 01:15:56,377
พรสวรรค์ ทุก ๆ ความสามารถในนี้

1092
01:15:56,377 --> 01:16:00,301
มันเกิดประโยชน์กับเราทั้งหมดใช่ไหมครับ

1093
01:16:00,301 --> 01:16:04,301
มันสามารถนำไปใช้ในการหารายได้ได้ทั้งหมด

1094
01:16:05,311 --> 01:16:08,305
เพราะฉะนั้น เวลาเราเป็นครูนะครับ เราก็ต้อง

1095
01:16:08,305 --> 01:16:12,305
... เราอย่ามุ่งสอน

1096
01:16:13,725 --> 01:16:17,542
นักเรียนเก่งจังด้านเดียวห รือด้านที่วิชาที่เราสอนเพียงอย่างเดียว

1097
01:16:17,542 --> 01:16:19,311
มันมีอัจฉริยภาพของมนุษย์ซ่อนอย ู่

1098
01:16:19,311 --> 01:16:21,224
อย่างน้อย 8 อย่าง

1099
01:16:21,224 --> 01:16:23,934
เราควรจะส่งเสริม

1100
01:16:23,934 --> 01:16:25,595
ความสามารถของนักเรียน

1101
01:16:25,595 --> 01:16:26,296
นะครับ เสริมต่อ

1102
01:16:26,296 --> 01:16:29,215
ให้

1103
01:16:29,215 --> 01:16:32,835
ได้ด้วยนะครับ เพราะทุกความสามารถ

1104
01:16:32,835 --> 01:16:36,835
มันสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ทั้งหมดนะครับ

1105
01:16:42,012 --> 01:16:45,319
สุดท้ายนะครับ สำหรับวันนี้นะครับ

1106
01:16:45,319 --> 01:16:49,319
ทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1107
01:16:50,531 --> 01:16:54,531
อันนี้ก็มี Con เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ Construcแล้ว

1108
01:16:55,134 --> 01:16:59,134
ไม่ค่อยไม่ใช่ Construction ด้วยนะครับ แต่เป็น connect

1109
01:17:00,167 --> 01:17:02,091
Connectism ทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1110
01:17:02,091 --> 01:17:06,091
เชื่อมโยงนิยม

1111
01:17:08,983 --> 01:17:11,198
Siemens นะครับ ที่เป็นชื่อคนนะครับ เป็นเจ้าของผู้คิดค้นทฤษฎีขึ้นมา

1112
01:17:11,198 --> 01:17:13,132
Siemens

1113
01:17:13,132 --> 01:17:17,132
เป็นนักการศึกษา

1114
01:17:19,254 --> 01:17:21,469
แคนาดานะครับ อันนี้เป็นทฤษฎีค่อนข้างที่จะใหม่นะครับ เกิดขึ้นในช่วงปี 2000

1115
01:17:21,469 --> 01:17:23,504
2000 นิด ๆ นะครับ

1116
01:17:23,504 --> 01:17:27,504
2000 ต้น ๆ

1117
01:17:31,992 --> 01:17:33,047
เกิดมานี้เองครับ เกิดมาพร้อมกับยุคที่เทคโนโลยีมันล้ำหน้ากับยุคที่มี

1118
01:17:33,047 --> 01:17:35,802
อินเทอร์เน็ต

1119
01:17:35,802 --> 01:17:39,802
เผยแพร่อย่างแพร่หลาย

1120
01:17:41,131 --> 01:17:43,545
ครับ จึงเกิดที่ทฤษฎีการเรียนรู้ที่เป็น  Connectivism ขึ้นมา

1121
01:17:43,545 --> 01:17:47,421
เขาอธิบายว่า

1122
01:17:47,421 --> 01:17:49,565
การเรียนรู้ของมนุษย์ในยุคนี้นะครับ

1123
01:17:49,565 --> 01:17:53,565
เกิดขึ้นจากการ

1124
01:17:54,577 --> 01:17:58,577
วิเคราะห์ แยกแยะข้อมูลที่มันล่องลอยอยู่ในอากาศ

1125
01:17:59,302 --> 01:18:03,302
ข้อมูลที่ล่องลอยอากาศ ก็คือข้อมูลที่อยู่ในอินเทอร์เน็ตใช่ไหมครับ

1126
01:18:08,524 --> 01:18:12,388
เกิดจากการรวบรวมข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตจากหลาย ๆ แหล่งมารวม ๆ กันแล้วมาวิเคราะห์แยกแยะนะครับ ว่า

1127
01:18:12,388 --> 01:18:15,200
สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ถูก สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ผิด

1128
01:18:15,200 --> 01:18:17,442
สิ่งใดเป็นข้อมูลที่จำเป็น

1129
01:18:17,442 --> 01:18:19,168
สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ไม่จำเป็น

1130
01:18:19,168 --> 01:18:22,750
แล้วก็ตัด

1131
01:18:22,750 --> 01:18:25,272
นะครับ ตัดส่วนที่มันเป็นเท็จทิ้งไป

1132
01:18:25,272 --> 01:18:27,377
ตัดส่วนที่มันไม่จำเป็นทิ้งไป

1133
01:18:27,377 --> 01:18:29,770
เอาที่เหลือมาต่อ

1134
01:18:29,770 --> 01:18:31,732
ครับ มาต่อไม่เชื่อมโยงกัน

1135
01:18:31,732 --> 01:18:34,810
เรียบเรียงขึ้นมาใหม่

1136
01:18:34,810 --> 01:18:38,810
แล้วก็สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับตัวเรานะครับ

1137
01:18:39,685 --> 01:18:41,073
อันนี้เป็นคำอธิบายของเขานะครับ

1138
01:18:41,073 --> 01:18:45,073
แต่ว่า

1139
01:18:47,685 --> 01:18:51,685
บางทีข้อมูลอาจจะไม่จำเป็นเฉพาะที่อยู่ใน Cloud หรือในอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

1140
01:18:53,644 --> 01:18:56,153
อาจจะเป็นข้อมูล หรือองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคลนะครับ เราสามารถ

1141
01:18:56,153 --> 01:18:59,799
ไปสอบถามจากผู้รู้ครับ

1142
01:18:59,799 --> 01:19:02,993
เอาข้อมูลจากผู้รู้ หรือผู้เชี่ยวชาญในตัวบุคคลนี่

1143
01:19:02,993 --> 01:19:06,545
มาผสมผสานกับข้อมูลในอินเทอร์เน็ต

1144
01:19:06,545 --> 01:19:09,537
มาตัดออกมาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่นะครับ

1145
01:19:09,537 --> 01:19:13,537
ส่วนใดที่ไม่จำเป็นแล้วก็ตัดทิ้งไป

1146
01:19:16,847 --> 01:19:20,641
ส่วนใดที่มันเป็นเท็จที่เราไตร่ตรองดูแล้วว่าข้อมูลที่เราได้มามันเป็นเท็จ เราก็ตัดมันทิ้งไป

1147
01:19:20,641 --> 01:19:24,641
ครับ เอาที่เหลือ เอาที่ถูก เอาที่จำเป็น ที่เหลือนี่

1148
01:19:25,589 --> 01:19:29,589
เรียบเรียงมาต่อกันใหม่ กับเราสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับเรา

1149
01:19:31,838 --> 01:19:35,838
อันนี้ก็เป็นคำอธิบายในการเรียนรู้ของทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1150
01:19:36,208 --> 01:19:39,212
นะครับ มันก็เป็นที่ดินสมัยใหม่ที่มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับ

1151
01:19:39,212 --> 01:19:43,212
ยุคที่อินเทอร์เน็ตมันเผยแพร่อย่างแพร่หลายนะครับ

1152
01:19:45,221 --> 01:19:47,078
เราจะเห็นว่าแต่ละทฤษฎี

1153
01:19:47,078 --> 01:19:51,078
มันมี...

1154
01:19:51,140 --> 01:19:55,140
มันไม่มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปใช่ไหมครับ

1155
01:19:55,864 --> 01:19:57,628
มันอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ในมิติที่แตกต่างกันไป

1156
01:19:57,628 --> 01:20:00,711
เพราะฉะนั้น

1157
01:20:00,711 --> 01:20:02,895
เวลาเราจะไปออกแบบกิจกรรม

1158
01:20:02,895 --> 01:20:03,967
แล้วก็สอนนักเรียนนะครับ

1159
01:20:03,967 --> 01:20:07,967
เรา

1160
01:20:10,875 --> 01:20:13,878
จำเป็นต้องพิจารณาในมิตินั้น ๆ ว่าเราอยากจะส่งเสริมอะไรให้กับผู้เรียน

1161
01:20:13,878 --> 01:20:16,209
แล้วเราก็ดึงทฤษฎีที่มันเกี่ยวข้องนี่

1162
01:20:16,209 --> 01:20:20,209
มาใช้ในการออกแบบกิจกรรม

1163
01:20:21,915 --> 01:20:22,648
ไม่มีทฤษฎีใดที่ใช้ได้ในทุก ๆ กรณี

1164
01:20:22,648 --> 01:20:26,648
นะครับ

1165
01:20:26,882 --> 01:20:28,240
ไม่มีทฤษฎีใดที่เป็นยาวิเศษที่สามารถ

1166
01:20:28,240 --> 01:20:31,248
ใช้ได้ทั้งหมด

1167
01:20:31,248 --> 01:20:35,248
นะครับ ในทุกสิ่งที่เราจะสอนให้กับนักเรียน

1168
01:20:36,017 --> 01:20:40,017
คุณครูจึงจำเป็นต้องรู้ทฤษฎีให้หลากหลาย

1169
01:20:40,171 --> 01:20:43,841
แล้วก็ดึงมาใช้ให้มันเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน

1170
01:20:43,841 --> 01:20:47,841
ให้มันเหมาะสมกับลักษณะเนื้อหาที่เราจะสอน

1171
01:20:48,203 --> 01:20:49,099
ให้มันเหมาะสมกับทักษะที่เราอยากจะปลูกฝังให้กับนักเรียน

1172
01:20:49,099 --> 01:20:51,128
นะครับ

1173
01:20:51,128 --> 01:20:53,189
ไม่มีทฤษฎีใด

1174
01:20:53,189 --> 01:20:57,189
เป็นยาวิเศษนะครับ

1175
01:20:58,977 --> 01:21:01,925
ไม่มียาพารานะครับ ไม่ใช่ยาพาราที่เอาไปแก้ได้ทุกอย่าง

1176
01:21:01,925 --> 01:21:05,925
ปวดอะไรก็กินยาพาราอันนี้ไม่ได้

1177
01:21:06,506 --> 01:21:10,506
โอเคครับ สำหรับวันนี้มีใครมีคำถามไหมครับ

1178
01:21:14,926 --> 01:21:16,564
มีไหมครับ เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสาร

1179
01:21:16,564 --> 01:21:19,309
ประกอบการสอน

1180
01:21:19,309 --> 01:21:20,977
บทนี้ให้ในกลุ่ม LINE นะครับ

1181
01:21:20,977 --> 01:21:24,532
ในกลุ่ม L

1182
01:21:24,532 --> 01:21:26,878
INE นะครับ สำหรับเด็กที่

1183
01:21:26,878 --> 01:21:29,425
เด็กตา

1184
01:21:29,425 --> 01:21:33,425
สามารถอ่านไฟล์ได้เลยครับ

1185
01:21:36,360 --> 01:21:40,360
อ่านไฟล์ได้อยู่ใช่ไหมครับ

1186
01:21:44,231 --> 01:21:47,822
โอเคครับ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราเจอกันใหม่นะครับ วันนี้อาจารย์ต้องรีบไปประชุม

1187
01:21:47,822 --> 01:21:51,344
ครับ สวัสดีครับ

1188
01:21:51,344 --> 01:21:55,344
ขอบคุณมากนะครับ ขอบคุณมากนะครับ

