﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:00,752

2
00:00:00,718 --> 00:00:01,197

3
00:00:01,227 --> 00:00:01,695

4
00:00:01,610 --> 00:00:02,160

5
00:00:02,316 --> 00:00:02,556

6
00:00:02,637 --> 00:00:03,107

7
00:00:02,767 --> 00:00:03,250

8
00:00:04,808 --> 00:00:05,215

9
00:00:05,007 --> 00:00:05,421

10
00:00:12,818 --> 00:00:13,342

11
00:00:14,746 --> 00:00:15,444

12
00:00:15,646 --> 00:00:16,201

13
00:00:17,247 --> 00:00:17,644

14
00:00:18,077 --> 00:00:18,517

15
00:00:18,717 --> 00:00:19,017

16
00:00:18,966 --> 00:00:19,332

17
00:00:19,546 --> 00:00:23,795
สวัสดีครับสวัสดีพี่ตั้มนะครับ

18
00:00:23,718 --> 00:00:27,556
สวัสดีนักศึกษาทุกคนนะครับ

19
00:00:27,686 --> 00:00:30,477

20
00:00:30,437 --> 00:00:30,669

21
00:00:31,276 --> 00:00:33,564
เดี๋ยววันนี้อาจารย์จะทบทวน

22
00:00:33,706 --> 00:00:33,971

23
00:00:34,666 --> 00:00:38,954
เรื่องที่สอนในสัปดาห์ที่แล้วนิดหน่อยครับแล้วก็

24
00:00:39,089 --> 00:00:44,424
สอนต่อเลยนะครับแต่ว่าวันนี้อาจารย์อาจจะสอนไม่เต็มเวลาเพราะว่า

25
00:00:44,335 --> 00:00:48,647
มีประชุมต่อนะครับอาจารย์ขอมาสอนก่อนแป๊บนึง

26
00:00:48,956 --> 00:00:49,383

27
00:00:49,276 --> 00:00:49,959

28
00:00:50,046 --> 00:00:52,016
อันนี้เราทบทวน

29
00:00:52,026 --> 00:00:54,133
จากสัปดาห์ที่แล้วนะครับ

30
00:00:54,136 --> 00:00:54,956
ว่า

31
00:00:55,036 --> 00:00:59,092
การเรียนรู้ของมนุษย์เรานะครับมันแบ่งออกเป็น 3

32
00:00:59,396 --> 00:01:02,104
3 3 ประเภทใช่ไหมครับ

33
00:01:02,405 --> 00:01:04,248
อย่างแรกก็คือ

34
00:01:04,266 --> 00:01:09,263
ความสามารถการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถทางสมอง

35
00:01:09,386 --> 00:01:12,363
เขาเรียกว่าในกลุ่มพุทธิพิสัย

36
00:01:12,655 --> 00:01:15,961
อักษรภาษาอังกฤษก็คือค็อกนิสโดเมน

37
00:01:15,925 --> 00:01:16,485

38
00:01:16,885 --> 00:01:20,019
ส่วนความสามารถในกลุ่มที่ 2 นะครับ

39
00:01:19,957 --> 00:01:23,630
เป็นความสามารถทางด้านร่างกายหรือการ

40
00:01:23,736 --> 00:01:26,034
เคลื่อนไหวร่างกายหรือการปฏิบัติ

41
00:01:26,166 --> 00:01:26,735

42
00:01:26,876 --> 00:01:29,890
เราเรียกว่าด้านทักษะพิสัย

43
00:01:30,015 --> 00:01:30,710

44
00:01:30,727 --> 00:01:33,604
ภาษาอังกฤษก็คือ psychomotor Domain

45
00:01:33,606 --> 00:01:34,161

46
00:01:34,306 --> 00:01:34,589

47
00:01:34,885 --> 00:01:38,430
วันการเรียนรู้ในกลุ่มที่ 3 ก็คือ

48
00:01:38,476 --> 00:01:42,013
เป็นการเรียนรู้ที่ไปพัฒนาด้านจิตใจ

49
00:01:42,244 --> 00:01:44,167
อารมณ์ความรู้สึก

50
00:01:44,165 --> 00:01:45,957
ก็คือด้าน

51
00:01:45,906 --> 00:01:50,103
จิตพิสัยหรือภาษาอังกฤษคือโดเมน

52
00:01:50,005 --> 00:01:52,315
อันนี้คือมี 3 กลุ่มก็คือ

53
00:01:52,436 --> 00:01:54,869
สมองร่างกายเราก็

54
00:01:54,806 --> 00:01:55,785
ติดใจ

55
00:01:55,705 --> 00:01:57,062
ครับมีอยู่ 3

56
00:01:56,985 --> 00:01:59,230
ในการเรียนรู้นะครับ

57
00:01:59,225 --> 00:01:59,698

58
00:02:01,085 --> 00:02:04,094
อันนี้อาจารย์ขอข้ามไปเลยนะครับ

59
00:02:06,595 --> 00:02:11,715
หาที่นี้มาถึงตรงนี้นะครับเมื่อเรารู้แล้วครับว่า

60
00:02:11,593 --> 00:02:13,567
การเรียนรู้ของเรา

61
00:02:13,574 --> 00:02:15,423
ของมนุษย์เรามีกี่

62
00:02:15,814 --> 00:02:18,307
มีกี่กลุ่มนะครับที่นี้

63
00:02:18,124 --> 00:02:24,047
กระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ทางด้านสมองทั้งด้านร่างกายทางด้านจิตใจเนี่ย

64
00:02:24,203 --> 00:02:25,542
มันก็จะ

65
00:02:26,454 --> 00:02:29,324
มนุษย์เราแต่ละคนจะมีความถนัด

66
00:02:29,594 --> 00:02:33,694
หน่วยการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกันนะครับความถนัดก็คือ

67
00:02:33,623 --> 00:02:33,908

68
00:02:33,755 --> 00:02:39,962
วิธีการลับที่มนุษย์แต่ละคนใช้ในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

69
00:02:39,964 --> 00:02:40,607

70
00:02:40,604 --> 00:02:44,344
ขนาดที่จะใช้วิธีการในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

71
00:02:44,524 --> 00:02:47,565
เรานึกว่ารูปแบบการเรียนรู้

72
00:02:47,523 --> 00:02:48,420
ครับ

73
00:02:48,364 --> 00:02:55,222
รูปแบบการเรียนรู้คือวิธีการที่มนุษย์ใช้ในการเรียนรู้วิธีการที่ตนเองถนัด

74
00:02:55,723 --> 00:02:56,422

75
00:02:56,754 --> 00:03:02,127
ให้ทายให้ทายว่าเราคิดว่ามนุษย์เรา

76
00:03:02,263 --> 00:03:02,487

77
00:03:02,647 --> 00:03:03,602
ใช้

78
00:03:03,734 --> 00:03:08,616
มีวิธีการใดมีกี่วิธีการที่ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ

79
00:03:09,503 --> 00:03:09,970

80
00:03:10,784 --> 00:03:11,104

81
00:03:11,103 --> 00:03:11,411

82
00:03:11,293 --> 00:03:11,581

83
00:03:13,533 --> 00:03:15,964
ที่ถนัดที่จะใช้ในการเรียน

84
00:03:17,893 --> 00:03:18,278

85
00:03:18,403 --> 00:03:27,878
อาจารย์ถามก็ได้นี่ใครเวลาเราจะเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเนี่ยเราจะเรียนรู้ด้วยวิธีไหนเราทำยังไงถึงจะได้รู้จักมัน

86
00:03:27,883 --> 00:03:29,552
ฉันได้เรียนรู้มันได้

87
00:03:30,193 --> 00:03:30,486

88
00:03:31,023 --> 00:03:33,399
สังเกตอะไรอีกครับ

89
00:03:33,334 --> 00:03:33,722

90
00:03:34,293 --> 00:03:36,150
ลงมือทำอะไรอีก

91
00:03:36,403 --> 00:03:36,634

92
00:03:38,003 --> 00:03:38,298

93
00:03:38,323 --> 00:03:38,541

94
00:03:38,522 --> 00:03:38,812

95
00:03:38,843 --> 00:03:39,328

96
00:03:39,283 --> 00:03:40,631
อย่างนึง

97
00:03:40,642 --> 00:03:40,870

98
00:03:41,534 --> 00:03:41,893

99
00:03:41,923 --> 00:03:44,926
การสังเกตใช้ประสาทสัมผัสทางไหนเอ่ย

100
00:03:44,923 --> 00:03:45,191

101
00:03:45,502 --> 00:03:46,054

102
00:03:46,083 --> 00:03:47,873
ดวงตาใช่ไหมครับ

103
00:03:47,812 --> 00:03:49,858
ลงมือทำก็คือการ

104
00:03:50,123 --> 00:03:50,422

105
00:03:50,242 --> 00:03:56,995
เคลื่อนไหวร่างกายการปฏิบัติใช่ไหมมีอีกช่องทางนึงที่มนุษย์เรารับข้อมูลเข้าไป

106
00:03:57,163 --> 00:03:58,981
ในร่างในสมองเรา

107
00:04:00,493 --> 00:04:03,455
ทั้งหูใช่ไหมครับก็คือการฟัง

108
00:04:03,441 --> 00:04:04,333
ครับ

109
00:04:04,282 --> 00:04:04,534

110
00:04:04,922 --> 00:04:13,604
วิธีการเหล่านี้เราเรียกว่าวิธีการในรูปแบบในการเรียนรู้นะครับก็คือวิธีการที่เราถนัดที่ใช้ในการเรียนรู้

111
00:04:13,761 --> 00:04:14,517

112
00:04:14,462 --> 00:04:16,443
ซึ่งแต่ละคน

113
00:04:16,572 --> 00:04:20,504
ครับแต่ละคนมีความถนัดใน

114
00:04:20,411 --> 00:04:23,748
การใช้วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

115
00:04:23,683 --> 00:04:24,436

116
00:04:24,392 --> 00:04:25,658
บางคน

117
00:04:25,671 --> 00:04:30,497
ชอบเรียนรู้จากการฟังถ้าฟังจะ

118
00:04:30,413 --> 00:04:32,006
เรียนรู้ได้ง่ายกว่า

119
00:04:32,012 --> 00:04:32,535

120
00:04:32,841 --> 00:04:34,705
บางคนนะครับ

121
00:04:34,641 --> 00:04:36,093
ชอบเรียนรู้

122
00:04:36,171 --> 00:04:38,732
จากการดูการอ่าน

123
00:04:38,741 --> 00:04:42,305
ดูรูปภาพดูข้อความดูตัวหนังสือ

124
00:04:42,392 --> 00:04:47,088
ขนาดเรียนด้วยวิธีนั้นมากกว่าที่จะนั่งฟังคนอื่นพูดให้ฟัง

125
00:04:47,391 --> 00:04:47,961

126
00:04:48,161 --> 00:04:50,549
แต่บางคนนะครับ

127
00:04:50,522 --> 00:04:52,503
ชอบเรียนรู้จาก

128
00:04:52,441 --> 00:04:54,560
การลงมือทำจริงๆ

129
00:04:54,631 --> 00:04:55,328
นะครับ

130
00:04:55,722 --> 00:05:02,581
แต่ถนัดแบบนั้นไม่ไม่ชอบที่จะนั่งฟังใครพูดนานๆนะครับแล้วก็ไม่ชอบอ่านหนังสือ

131
00:05:02,441 --> 00:05:05,992
หรือไม่ไม่ชอบอ่านตัวอักษรไม่ชอบอ่านข้อความ

132
00:05:06,091 --> 00:05:07,881
ชอบการปฏิบัติ

133
00:05:07,882 --> 00:05:08,764
มากกว่า

134
00:05:09,101 --> 00:05:09,664

135
00:05:10,392 --> 00:05:11,151
อันนี้

136
00:05:11,283 --> 00:05:12,932
ดังนั้น

137
00:05:13,011 --> 00:05:18,164
นะครับคนที่มีความถนัดในการเรียนรู้จากการดูนะครับ

138
00:05:18,141 --> 00:05:21,771
เขาเรียกว่าวิธีการแบบ Virtual Learning

139
00:05:22,041 --> 00:05:25,535
Virtual Learning เราเห็นรูปดวงตาน้อยที่เป็นสี

140
00:05:25,691 --> 00:05:27,169
ม่วง

141
00:05:27,491 --> 00:05:31,689
อันนี้เป็นความถนัดของรูปแบบที่ 1 ที่คนถนัด

142
00:05:32,481 --> 00:05:35,629
อันที่สองก็คือเรียนรู้จากการฟัง

143
00:05:35,691 --> 00:05:36,965
ก็คือ

144
00:05:37,160 --> 00:05:40,703
auditory Learning

145
00:05:41,071 --> 00:05:42,995
ส่วนรูปแบบที่ 3

146
00:05:43,060 --> 00:05:43,273

147
00:05:43,321 --> 00:05:48,767
ก็คือการเรียนรู้จากการปฏิบัติการเคลื่อนไหวร่างกายหรือคล้ายนิติก Learning

148
00:05:49,079 --> 00:05:49,707

149
00:05:50,160 --> 00:05:50,455

150
00:05:50,361 --> 00:05:51,380
ที่นี้

151
00:05:51,580 --> 00:05:54,339
ก็ไม่ได้หมายความว่า

152
00:05:54,270 --> 00:05:59,128
บุคคลคนนึงจะใช้แค่วิธีการเดียวในการเรียนรู้นะครับ

153
00:05:59,459 --> 00:06:02,539
คนคนนึงอาจจะมีความถนัด 2 อย่าง

154
00:06:02,600 --> 00:06:05,603
รวมกันก็ได้นะครับใช้ทั้งสองอย่าง

155
00:06:05,990 --> 00:06:12,086
ใช้วิธีทั้ง 2 อย่างรวมกันหรือบางคนอาจจะใช้ทั้ง 3 อย่างใช้ทั้ง 3 วิธี

156
00:06:12,140 --> 00:06:15,562
ในการเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างร่วมกันก็ได้นะครับ

157
00:06:15,670 --> 00:06:19,383
แล้วแต่คนนะครับแต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน

158
00:06:19,700 --> 00:06:22,607
มีรูปแบบในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

159
00:06:22,580 --> 00:06:23,210

160
00:06:23,609 --> 00:06:26,291
เพราะฉะนั้นนะครับเราจึง

161
00:06:26,299 --> 00:06:29,258
ถ้าเราไปเป็นครูนะครับเราจำเป็นต้อง

162
00:06:29,309 --> 00:06:31,279
สังเกตนักเรียน

163
00:06:31,229 --> 00:06:34,326
ครับสังเกตนักเรียนของเรานะครับว่า

164
00:06:34,370 --> 00:06:36,749
นักเรียนของเรามีความ

165
00:06:36,679 --> 00:06:40,132
มีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรบ้าง

166
00:06:40,270 --> 00:06:44,171
เราสามารถทำได้จากการสังเกตในชั้นเรียน

167
00:06:44,109 --> 00:06:45,698
หรือว่า

168
00:06:45,708 --> 00:06:47,745
ในระหว่างที่เราไป

169
00:06:48,149 --> 00:06:52,536
ไปเยี่ยมบ้านนักเรียนนะครับวันนี้ทุกโรงเรียนต้องได้ทำอยู่แล้ว

170
00:06:52,369 --> 00:06:54,029
เป็นประจำทุกปี

171
00:06:54,288 --> 00:06:54,910

172
00:06:55,250 --> 00:07:00,652
เราก็สามารถสอบถามผู้ปกครองสอบถามนักเรียนเพิ่มเติมก็ได้

173
00:07:00,829 --> 00:07:01,391

174
00:07:01,469 --> 00:07:04,284
หรือเราอาจจะใช้กิจกรรมโฮมรูม

175
00:07:04,409 --> 00:07:09,091
ซึ่งทุกโรงเรียนก็มีกิจกรรมโฮมรูมอยู่แล้วนะครับแล้วก็

176
00:07:09,089 --> 00:07:10,669
สามารถสอบถาม

177
00:07:10,688 --> 00:07:13,453
นักเรียนในที่ปรึกษาเราได้

178
00:07:13,838 --> 00:07:16,213
เราใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้

179
00:07:16,198 --> 00:07:19,848
รู้ว่านักเรียนมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไร

180
00:07:20,041 --> 00:07:20,471

181
00:07:20,879 --> 00:07:21,906

182
00:07:22,359 --> 00:07:29,375
ทำไมอ่ะอาจารย์ถามว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องรู้จักรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียน

183
00:07:30,938 --> 00:07:31,384

184
00:07:31,318 --> 00:07:31,624

185
00:07:32,158 --> 00:07:32,402

186
00:07:32,859 --> 00:07:33,095

187
00:07:33,118 --> 00:07:35,027
ถูกต้องครับ

188
00:07:34,968 --> 00:07:37,533
มันเป็นประโยชน์ทั้งกับ

189
00:07:37,538 --> 00:07:41,250
นักเรียนมันเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวครู

190
00:07:41,188 --> 00:07:41,948
นะครับ

191
00:07:41,888 --> 00:07:44,066
มันเป็นประโยชน์ในทั้งสอง

192
00:07:44,135 --> 00:07:46,127
ทั้งสองฝ่ายเลย

193
00:07:46,059 --> 00:07:46,351

194
00:07:46,378 --> 00:07:53,004
หากเรารู้ว่านักเรียนมีวิธีการมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรแล้ว

195
00:07:53,159 --> 00:07:53,723

196
00:07:53,808 --> 00:07:57,020
เราจะช่วยแนะนำนักเรียนได้นะครับแล้ว

197
00:07:57,008 --> 00:08:02,568
นักเรียนก็จะสามารถหาวิธีการในการเรียนรู้ที่เหมาะกับ

198
00:08:02,647 --> 00:08:04,572
คนเองถนัดมากที่สุด

199
00:08:04,567 --> 00:08:05,267
ครับ

200
00:08:05,207 --> 00:08:10,534
แล้วก็จะทำให้การเรียนรู้ของตัวนักเรียนนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด

201
00:08:11,297 --> 00:08:11,595

202
00:08:11,618 --> 00:08:12,325
นะครับ

203
00:08:12,518 --> 00:08:20,192
เราสังเกตจากตัวเราง่ายๆเลยถ้าเราชอบเรียนรู้จากการฟังถ้าให้เรามานั่งอ่านแล้วก็ไม่อยากอ่าน

204
00:08:20,007 --> 00:08:26,131
เราเราไม่ชอบที่จะดูตัวอักษรไม่ชอบที่จะดูกราฟไม่ชอบที่จะดูตัวเลขแล้วเราอยาก

205
00:08:25,957 --> 00:08:27,111
ฟังมากกว่า

206
00:08:27,438 --> 00:08:32,846
มันเกินมากกว่าอันนี้ก็แล้วแต่คนนะครับเพราะฉะนั้นหากเรารู้ว่า

207
00:08:32,756 --> 00:08:36,474
รูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นอย่างไรนะครับเราจะช่วย

208
00:08:36,987 --> 00:08:38,570
แนะนำนักเรียน

209
00:08:38,587 --> 00:08:43,619
วิธีการเรียนรู้ให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด

210
00:08:44,157 --> 00:08:44,528

211
00:08:44,477 --> 00:08:52,908
สำหรับตัวครูเองนะครับคุณครูก็สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้มันสอดคล้องกับ

212
00:08:52,937 --> 00:08:53,696

213
00:08:54,028 --> 00:08:54,313

214
00:08:54,217 --> 00:08:58,316
ความถนัดของนักเรียนขับรถจะได้จัดกิจกรรมที่

215
00:08:58,318 --> 00:09:02,867
มันสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ของนักเรียนนักเรียนจะได้

216
00:09:03,246 --> 00:09:06,368
ได้เรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน

217
00:09:06,386 --> 00:09:06,955

218
00:09:07,607 --> 00:09:09,135
เพราะฉะนั้นหาก

219
00:09:09,147 --> 00:09:10,157
ในห้อง

220
00:09:10,166 --> 00:09:15,417
มันแน่นอนอยู่แล้วว่าในห้องเรียนของเรานักเรียนจะมี

221
00:09:15,357 --> 00:09:21,599
รูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันในห้องเรียนของเราเป็นไปไม่ได้ว่า 1 ห้องเรียน

222
00:09:21,506 --> 00:09:24,529
นักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างเดียว

223
00:09:24,459 --> 00:09:26,424
เป็นไปไม่ได้แน่ๆครับ

224
00:09:26,636 --> 00:09:27,773
เพราะฉะนั้น

225
00:09:27,847 --> 00:09:29,112
กิจกรรม

226
00:09:29,446 --> 00:09:34,715
การเรียนการสอนที่เราจะจัดให้กับนักเรียนมันควรเป็นในลักษณะที่หลากหลาย

227
00:09:34,706 --> 00:09:36,493
มีกิจกรรมที่

228
00:09:36,437 --> 00:09:44,269
ฟังด้วยมีกิจกรรมที่ให้จะได้ลงมือปฏิบัติด้วยครับมีกิจกรรมที่ให้นักเรียนต้องได้

229
00:09:44,316 --> 00:09:44,614

230
00:09:44,436 --> 00:09:45,584
สังเกต

231
00:09:45,597 --> 00:09:48,995
ให้ได้อ่านด้วยตนเองด้วย

232
00:09:48,998 --> 00:09:51,491
ก็ให้มันหลากหลาย

233
00:09:51,555 --> 00:09:52,372
ที่จอด

234
00:09:52,315 --> 00:09:53,916
ตอบสนองต่อ

235
00:09:53,856 --> 00:09:57,645
รูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายของนักเรียนในห้องเรียนของเรา

236
00:09:57,636 --> 00:09:58,145

237
00:09:58,536 --> 00:09:58,822

238
00:09:59,495 --> 00:09:59,803

239
00:09:59,816 --> 00:10:00,107

240
00:10:00,136 --> 00:10:01,076

241
00:10:01,155 --> 00:10:01,537

242
00:10:01,866 --> 00:10:02,153

243
00:10:03,595 --> 00:10:03,861

244
00:10:05,455 --> 00:10:05,731

245
00:10:05,905 --> 00:10:08,296
วันนี้อาจารย์ขอข้ามไปนะครับ

246
00:10:09,676 --> 00:10:11,656
ทีนี้เรามาดู

247
00:10:11,725 --> 00:10:12,873
ว่า

248
00:10:13,466 --> 00:10:17,121
แล้วที่สดีการเรียนรู้นะครับเราจะมา

249
00:10:17,235 --> 00:10:20,316
ต่อที่ทฤษฎีการเรียนรู้นะคะว่า

250
00:10:20,435 --> 00:10:21,259
แล้ว

251
00:10:22,235 --> 00:10:27,850
คนไกลนะครับที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

252
00:10:27,745 --> 00:10:28,444

253
00:10:29,215 --> 00:10:36,274
มันก็จะมีวิวัฒนาการของทฤษฎีการเรียนรู้ตั้งแต่อดีตมาเรื่อยๆจนถึง

254
00:10:36,835 --> 00:10:38,308
ในปัจจุบัน

255
00:10:38,254 --> 00:10:39,529
มี

256
00:10:39,474 --> 00:10:42,655
คดีเกิดขึ้นมาได้เรื่อยๆนะครับแล้ว

257
00:10:42,544 --> 00:10:46,007
ทฤษฎีการเรียนรู้ก็มีอยู่หลายทฤษฎี

258
00:10:46,325 --> 00:10:49,520
แล้วก็ถูกจากกลุ่มออกเป็นหลายๆกลุ่ม

259
00:10:49,595 --> 00:10:52,158
มีทฤษฎีหลายกลุ่มมาก

260
00:10:52,214 --> 00:10:54,326
หลักๆก็คือมีอยู่ 5 กลุ่ม

261
00:10:54,335 --> 00:10:55,978
มีอยู่ 5 กลุ่ม

262
00:10:56,765 --> 00:10:57,581

263
00:10:58,175 --> 00:10:58,450

264
00:10:58,875 --> 00:10:59,155

265
00:10:59,714 --> 00:11:00,196

266
00:11:00,155 --> 00:11:05,415
ก่อนที่เราจะไปดูว่ามันมีทฤษฎีการเรียนรู้อะไรบ้าง

267
00:11:05,474 --> 00:11:06,169

268
00:11:06,184 --> 00:11:12,954
เรามาดูความหมายของทฤษฎีการเรียนรู้หรือว่า learning เชอรี่ก่อนนะครับว่า

269
00:11:12,914 --> 00:11:16,352
ทฤษฎีการเรียนรู้มันหมายถึงอะไร

270
00:11:16,365 --> 00:11:16,929

271
00:11:17,263 --> 00:11:17,509

272
00:11:17,515 --> 00:11:17,757

273
00:11:17,713 --> 00:11:20,920
ทฤษฎีการเรียนรู้นะครับมันอาจจะ

274
00:11:20,984 --> 00:11:22,762
เป็นข้อความ

275
00:11:22,834 --> 00:11:28,362
เป็นหลักการเป็นกรดนะครับหรือเป็นคำอธิบายต่างๆนะครับ

276
00:11:28,545 --> 00:11:35,110
เพื่อใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ในของการเรียนรู้ของมนุษย์

277
00:11:35,273 --> 00:11:40,320
ขับในในบางสิ่งในบางด้านในบางมิติ

278
00:11:40,584 --> 00:11:41,668
ครับว่า

279
00:11:42,113 --> 00:11:48,057
การเรียนรู้ในสิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับเป็นคำอธิบายว่าการเรียนรู้

280
00:11:47,953 --> 00:11:50,581
สิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร

281
00:11:51,024 --> 00:11:51,660

282
00:11:51,673 --> 00:11:56,089
แล้วมันมีปัจจัยใดบ้างที่มันส่งผลต่อการเรียนรู้

283
00:11:56,023 --> 00:11:57,545
สิ่งนั้นของมนุษย์

284
00:11:57,873 --> 00:11:58,168

285
00:11:58,192 --> 00:11:58,767

286
00:11:59,222 --> 00:12:01,207
คำอธิบายนะครับ

287
00:12:01,153 --> 00:12:04,181
ว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

288
00:12:04,472 --> 00:12:05,575
หลับใน

289
00:12:05,752 --> 00:12:12,959
ชั่วโมงที่แล้วอาจารย์อาจจะพูดคร่าวๆไปแล้วในส่วนของกลไกในสมองของเราใช่ไหมครับว่า

290
00:12:12,872 --> 00:12:14,589
มันเกิดจากการ

291
00:12:14,533 --> 00:12:15,348
ส่ง

292
00:12:15,432 --> 00:12:18,507
สารสื่อประสาทระหว่างเซลล์ประสาท

293
00:12:18,763 --> 00:12:19,554
เซลล์

294
00:12:19,533 --> 00:12:22,599
เซลล์ต่อเซลล์ไปเรื่อยๆไปเรื่อยๆใช่ไหมครับ

295
00:12:22,733 --> 00:12:27,412
ส่งผ่านข้อมูลจาก Android แล้วก็ส่งออกไปซอย

296
00:12:27,472 --> 00:12:33,121
ก่อนก็จะไปต่อกับ Android ของเซลล์ถัดไปส่งต่อไปเรื่อยๆไปเรื่อย

297
00:12:33,112 --> 00:12:34,145
ครับจ่า

298
00:12:34,203 --> 00:12:35,542
ถ้าเราจับ

299
00:12:35,483 --> 00:12:36,384
หมอยัง

300
00:12:36,512 --> 00:12:43,231
ประสาทสัมผัสเราอยู่ที่มือไหมครับเราจับลูกบอลทำไมเราถึงรู้ว่าที่เราจับอยู่มันเป็นลูกบอล

301
00:12:43,231 --> 00:12:44,117

302
00:12:44,192 --> 00:12:46,754
ได้สัมผัสลูกบอลแล้ว

303
00:12:47,072 --> 00:12:49,452
ประสาทสัมผัสจับมือเรามันก็สูง

304
00:12:49,512 --> 00:12:50,218
ส่ง

305
00:12:50,352 --> 00:12:53,816
กระแสประสาทไปเรื่อยๆมาถึงสมองเราใช่ไหมครับ

306
00:12:53,742 --> 00:12:57,844
แล้วอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการควบคุม

307
00:12:58,672 --> 00:13:01,678
รับข้อมูลที่ผ่านมือก็คือส่วนที่เป็น

308
00:13:01,752 --> 00:13:07,218
สมองส่วนพาเลทเข้ารูปใช่ไหมตรงตรงเนี้ยตรงข้างๆข้างบนของเรา

309
00:13:07,131 --> 00:13:11,208
ขับที่สวนที่ควบคุมอวัยวะต่างๆคือส่วนนี้

310
00:13:11,422 --> 00:13:12,626
ครับหรือ

311
00:13:12,702 --> 00:13:18,073
ถ้าเรารับข้อมูลจากดวงตาหรือว่าเราอ่านหนังสือ

312
00:13:18,471 --> 00:13:19,231

313
00:13:19,301 --> 00:13:25,088
ข้อมูลเหล่านั้นมันก็จะผ่านเข้ามายังดวงตาของเราแล้วก็ส่งผ่านมายัง

314
00:13:25,191 --> 00:13:27,362
สมองส่วนท้ายทอยใช่ไหมครับ

315
00:13:27,823 --> 00:13:30,023
ออฟฟี่เท่าลูกตรงนี้

316
00:13:30,001 --> 00:13:30,562

317
00:13:30,713 --> 00:13:33,546
อันนี้คือพูดไปตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วนะครับ

318
00:13:34,291 --> 00:13:40,003
อันนี้มันก็เป็นองค์ความรู้ในปัจจุบันนะครับที่มีการค้นพบแต่ว่าในอดีตมันยังไม่

319
00:13:39,871 --> 00:13:42,911
มันยังไม่มีความรู้พวกนี้นะครับมันไม่ใช่

320
00:13:42,751 --> 00:13:45,112
ยังไม่มีเครื่องสแกนสมองนะครับ

321
00:13:45,110 --> 00:13:46,647
ในอดีตเขาก็

322
00:13:46,791 --> 00:13:47,076

323
00:13:47,490 --> 00:13:51,786
การที่เขาจะเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ขึ้นมามันก็ผ่านการ

324
00:13:52,230 --> 00:13:56,468
ทดลองผ่านการสังเกตเหมือนกันนะครับแต่ว่า

325
00:13:57,230 --> 00:14:03,773
แรกเริ่มเลยนะครับเดี๋ยวมาดูว่าแล้วทฤษฎีการเรียนรู้มันมีกี่กลุ่ม

326
00:14:03,570 --> 00:14:03,781

327
00:14:03,890 --> 00:14:05,041
ไปนี้

328
00:14:05,681 --> 00:14:06,427

329
00:14:06,640 --> 00:14:07,655
เป็นกลุ่ม

330
00:14:07,791 --> 00:14:09,414
เป็น 5 กลุ่มหลักๆ

331
00:14:09,650 --> 00:14:10,670
นะครับ

332
00:14:10,611 --> 00:14:14,986
กลุ่มแรกก็คือกลุ่มพฤติกรรมนิยมนะครับหรือว่ากลุ่ม

333
00:14:15,030 --> 00:14:17,160
capitalism

334
00:14:17,851 --> 00:14:19,460
พรุ่งนี้ก็จะมี

335
00:14:19,711 --> 00:14:22,421
หลายทฤษฎีนะครับส่วนใหญ่เราจะ

336
00:14:22,400 --> 00:14:26,199
ที่เรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ

337
00:14:26,559 --> 00:14:26,806

338
00:14:27,070 --> 00:14:30,167
อาจจะเคยได้ยินพับล้อใช่ไหมครับ

339
00:14:30,029 --> 00:14:31,557
ทินเนอร์ใช่ไหมครับ

340
00:14:31,949 --> 00:14:32,506

341
00:14:32,460 --> 00:14:32,661

342
00:14:33,230 --> 00:14:35,986
อันนี้เป็นทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยม

343
00:14:36,110 --> 00:14:41,769
ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 2 ก็คือมนุษย์นิยมครับหรือ Human exim

344
00:14:41,620 --> 00:14:42,306

345
00:14:42,450 --> 00:14:46,389
อันนี้ก็จะเป็นทฤษฎีที่อยู่ในที่เราเรียนใน

346
00:14:46,360 --> 00:14:46,608

347
00:14:46,550 --> 00:14:51,393
สาขาจิตวิทยานะครับอาจารย์จะไม่สอนซ้ำนะครับ

348
00:14:51,870 --> 00:14:52,687
ซึ่ง

349
00:14:52,829 --> 00:14:57,635
แต่จะเล่าคร่าวๆว่าทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมเนี่ยเขา

350
00:14:57,950 --> 00:14:59,546
เขาศึกษา

351
00:14:59,549 --> 00:15:01,285
อย่างไรครับ

352
00:15:02,189 --> 00:15:05,634
อย่างที่บอกไปว่าในอดีตมันไม่มีเครื่อง

353
00:15:05,578 --> 00:15:10,996
เครื่องที่ช่วยสแกนสมองไม่ได้เห็นพฤติกรรมในสมองว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

354
00:15:11,349 --> 00:15:13,844
แต่ในยุคนั้นเขาทดลองกับสัตว์

355
00:15:13,779 --> 00:15:14,594
ไม่มีครับ

356
00:15:14,609 --> 00:15:18,629
ยังพักล็อคทดลองกับสุนัขใช่ไหม

357
00:15:18,589 --> 00:15:21,321
พี่เอากระดิ่งมาสั่งแล้วก็สังเกตว่า

358
00:15:21,270 --> 00:15:25,709
แล้วก็เอาผงเนื้อมาล่อแล้วน้ำลายสุนัขก็จะไหลใช่ไหมครับ

359
00:15:25,829 --> 00:15:26,534

360
00:15:26,588 --> 00:15:28,249
พอเริ่มสังเกต

361
00:15:28,638 --> 00:15:34,195
เขาเริ่มทดลองจากสัตว์นะครับแล้วก็ดูพฤติกรรมของสัตว์ว่ามันแสดงออกอย่างไร

362
00:15:34,410 --> 00:15:39,479
นะครับแล้วก็นำมาสรุปข้อมูลแล้วก็เสนอเป็นทฤษฎีการเรียนรู้

363
00:15:39,589 --> 00:15:40,342

364
00:15:40,428 --> 00:15:43,443
ครับแต่มันก็อาจจะไม่

365
00:15:43,508 --> 00:15:48,774
อธิบายทุกอย่างของมนุษย์ไม่ได้เพราะตอนนั้นเขาทดลองกับสัตว์น้อยแต่ตอนนี้เป็นคน

366
00:15:49,008 --> 00:15:49,639

367
00:15:50,169 --> 00:15:50,399

368
00:15:50,428 --> 00:15:53,775
แต่เขาก็ใช้วิธีการทดลองจากจากสัตว์

369
00:15:54,198 --> 00:15:58,059
ซึ่งทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมเนี่ยเขา

370
00:15:57,988 --> 00:16:03,497
เอามาใช้ในแวดวงการศึกษานะครับเพื่อนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ

371
00:16:03,677 --> 00:16:06,920
ของเด็กนักเรียนของเราของผู้เรียนของเรา

372
00:16:06,888 --> 00:16:07,142

373
00:16:07,208 --> 00:16:07,708

374
00:16:09,130 --> 00:16:15,373
ส่วนพฤติกรรมในกลุ่มที่ 2 กลุ่ม Human ในเสื้อเนี่ยก็จะเป็นทฤษฎีที่

375
00:16:15,468 --> 00:16:19,444
ศึกษาถึงเกี่ยวกับด้านอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์

376
00:16:19,437 --> 00:16:20,067

377
00:16:20,718 --> 00:16:21,537
แล้ว

378
00:16:21,868 --> 00:16:25,994
เขาก็จะจัดสภาวะการเรียนการสอนให้

379
00:16:26,108 --> 00:16:29,442
เสื้อต่อความต้องการของผู้เรียน

380
00:16:29,557 --> 00:16:30,127

381
00:16:30,267 --> 00:16:30,985
เป็นหลัก

382
00:16:31,167 --> 00:16:34,107
คือตอบสนองความเป็นมนุษย์ให้ได้มากที่สุด

383
00:16:34,177 --> 00:16:36,726
เพื่อให้อยู่ในสภาวะที่

384
00:16:36,940 --> 00:16:39,354
ที่นักเรียนอยากเรียนอยากรู้

385
00:16:39,307 --> 00:16:39,858

386
00:16:40,707 --> 00:16:41,003

387
00:16:40,837 --> 00:16:41,112

388
00:16:41,348 --> 00:16:41,608

389
00:16:41,547 --> 00:16:45,649
วิชาของเราจะมาสนใจใน 3 กลุ่ม

390
00:16:45,636 --> 00:16:47,182
ข้างล่างนะครับ

391
00:16:47,376 --> 00:16:48,520
ก็คือกลุ่ม

392
00:16:48,717 --> 00:16:50,191
ปัญญานิยม

393
00:16:50,257 --> 00:16:52,035
บางทีภาษาไทย

394
00:16:52,052 --> 00:16:54,794
เขาก็จะใช้คำว่าพุทธินิยม

395
00:16:55,127 --> 00:16:55,796

396
00:16:55,897 --> 00:16:57,939
มาจากภาษาอังกฤษคือ

397
00:16:57,947 --> 00:17:03,269
cazal นะครับมาจากคำว่าคอร์ปอเรชั่นที่แปลว่าการ

398
00:17:03,196 --> 00:17:07,125
กับการรู้คิดนะครับที่แปลว่ามีช่าง

399
00:17:06,976 --> 00:17:10,680
แต่อันนี้มันเป็นกลุ่มทฤษฎี

400
00:17:10,627 --> 00:17:14,319
ถ้าเป็นทฤษฎีเนี่ยมันจะลงท้ายอีกซึมนะครับ

401
00:17:14,466 --> 00:17:16,552
ไป SM ซึม

402
00:17:16,706 --> 00:17:18,575
ครับพี่ซึมก็คือ

403
00:17:18,826 --> 00:17:19,066

404
00:17:18,946 --> 00:17:21,047
เป็นการ

405
00:17:22,416 --> 00:17:22,692

406
00:17:22,666 --> 00:17:25,955
เกาะติดอยู่ในสิ่งนั้นเหมือนแอลกอฮอล์ลิซึ่มเนี่ย

407
00:17:26,066 --> 00:17:28,504
ใช่ไหมครับก็คือ alcohol + ซึม

408
00:17:28,626 --> 00:17:32,314
เขาก็คือเป็นการเกาะติดอยู่กับแอลกอฮอล์ใช่ไหมครับ

409
00:17:32,217 --> 00:17:34,269
อันนี้ก็เหมือนกันนะครับ

410
00:17:34,457 --> 00:17:34,753

411
00:17:34,645 --> 00:17:37,345
ลงท้ายอีกซึ่งก็คือเรา

412
00:17:37,597 --> 00:17:42,674
หมกมุ่นเกาะติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นคำอยู่ข้างหน้านะครับ

413
00:17:42,786 --> 00:17:48,207
ก็คือคอมมิชชั่นมาจากการรู้คิดใช่ไหมครับเติมซึ่งเข้าไปก็คือเป็นการ

414
00:17:48,615 --> 00:17:52,573
ผมที่หลงใหลคลั่งไคล้เกาะติดอยู่กับการรู้คิด

415
00:17:52,469 --> 00:17:56,696
เพราะฉะนั้นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิด

416
00:17:56,686 --> 00:17:59,758
นะครับก็จะเป็นทฤษฎีที่จัดอยู่ในกลุ่ม

417
00:17:59,756 --> 00:18:01,451
คอสเมติกลิซึ่ม

418
00:18:01,495 --> 00:18:03,153
เชอรี่

419
00:18:03,865 --> 00:18:04,102

420
00:18:04,245 --> 00:18:09,511
ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 4 อันนี้เป็นทฤษฎีร่วมสมัย

421
00:18:09,566 --> 00:18:10,650
ครับพี่

422
00:18:10,655 --> 00:18:12,695
ทุกคนที่เรียน

423
00:18:13,215 --> 00:18:14,025

424
00:18:14,426 --> 00:18:21,208
เรียนทางการศึกษาจำเป็นต้องรู้จักนะครับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองหรือ

425
00:18:21,344 --> 00:18:22,948
คอนสตรัคติวิซึม

426
00:18:23,015 --> 00:18:28,204
คำนี้ต้องอยู่ในจิตใจของเราทุกคนนะครับ

427
00:18:28,265 --> 00:18:30,109
การเป็นครู

428
00:18:30,705 --> 00:18:31,193

429
00:18:31,146 --> 00:18:36,404
ถึงแม้ว่ามันจะถูกค้นพบแล้วก็เผยแพร่มานานแล้วแต่ว่า

430
00:18:36,345 --> 00:18:38,507
ทุกวันนี้มันก็ยัง

431
00:18:38,704 --> 00:18:44,831
เป็นที่นิยมที่นำมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับผู้เรียนอยู่

432
00:18:45,055 --> 00:18:48,201
ฉันจึงเรียกว่าทฤษฎีร่วมสมัย

433
00:18:48,575 --> 00:18:49,132

434
00:18:49,274 --> 00:18:54,796
อดีตก็ยังใช้อยู่ปัจจุบันก็มีการใช้อยู่ก็คือร่วมสมัยกับปัจจุบัน

435
00:18:55,236 --> 00:18:55,858

436
00:18:56,064 --> 00:18:56,278

437
00:18:56,835 --> 00:18:57,080

438
00:18:57,604 --> 00:18:57,840

439
00:18:57,793 --> 00:18:58,026

440
00:18:57,994 --> 00:18:58,261

441
00:18:58,444 --> 00:18:59,336
ซึ่ง

442
00:18:59,664 --> 00:18:59,888

443
00:19:00,175 --> 00:19:00,441

444
00:19:01,195 --> 00:19:01,667

445
00:19:01,705 --> 00:19:04,314
ที่นี้สำหรับ

446
00:19:05,104 --> 00:19:15,028
จริงๆมันก็จัดอยู่ในกลุ่มทฤษฎีร่วมสมัยนะครับแต่ว่าอาจารย์ดึงออกมาเป็นไว้อีกในกลุ่มนึงของตัวมันเร็วๆนะครับเพราะว่า

447
00:19:14,904 --> 00:19:17,621
อยากเน้นย้ำให้นักศึกษาในยาม

448
00:19:17,724 --> 00:19:18,429
อยาก

449
00:19:18,746 --> 00:19:21,321
ให้รู้จักกับมันจริงๆนะครับ

450
00:19:22,785 --> 00:19:27,344
ส่วนทฤษฎีร่วมสมัยอย่างที่บอกว่ามันเป็นที่ดีที่อดีต

451
00:19:27,335 --> 00:19:31,125
ใช้อยู่ปัจจุบันก็ยังใช้อยู่นะครับก็จะมีทฤษฎี

452
00:19:31,114 --> 00:19:31,423

453
00:19:31,304 --> 00:19:35,636
ในกลุ่มคอนสตรัคชั่นนิสซึ่มกับ multiple intelligence

454
00:19:35,594 --> 00:19:36,220

455
00:19:36,365 --> 00:19:39,242
วันนี้เราน่าจะรู้จัก multiple intelligence เนาะ

456
00:19:39,634 --> 00:19:43,215
สวัสดีพหุปัญญา Nova มนุษย์เรามี

457
00:19:43,283 --> 00:19:46,612
ความสามารถอยู่หลายด้านได้ไหมครับ

458
00:19:46,614 --> 00:19:50,351
ไม่ได้มีเพียงแค่ด้านคำนวณกับด้านภาษาเท่านั้น

459
00:19:50,463 --> 00:19:53,237
ครับแต่จริงๆมันมีอย่างน้อย 8 ด้าน

460
00:19:53,403 --> 00:19:54,498
เดี๋ยวเราค่อย

461
00:19:54,743 --> 00:19:56,127
ไปดูกันนะครับ

462
00:19:56,673 --> 00:20:01,229
ทฤษฎีหนึ่งที่อาจารย์เอามาสอนให้กับเราในกลุ่ม

463
00:20:01,414 --> 00:20:04,550
ทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมสมัยก็คือทฤษฎี

464
00:20:04,683 --> 00:20:06,418
Maleficent

465
00:20:06,603 --> 00:20:08,064
Connect แปลว่า

466
00:20:08,394 --> 00:20:10,104
แปลว่าอะไรครับคนนี้

467
00:20:10,254 --> 00:20:10,484

468
00:20:10,574 --> 00:20:13,084
เชื่อมต่อเชื่อมโยงใช่ไหมครับ

469
00:20:13,523 --> 00:20:18,776
อันนี้ก็เป็นทฤษฎีที่ใช้ในการเชื่อมต่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ของมนุษย์

470
00:20:18,702 --> 00:20:22,779
ครับเดี๋ยวเราค่อยดูในรายละเอียดไปทีละชิ้นจะดีนะครับ

471
00:20:22,813 --> 00:20:23,048

472
00:20:24,092 --> 00:20:29,184
อันนี้อาจารย์จะไม่พูดเนาะเดี๋ยวโรงเรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ

473
00:20:29,543 --> 00:20:30,042

474
00:20:32,102 --> 00:20:32,366

475
00:20:32,802 --> 00:20:33,034

476
00:20:33,312 --> 00:20:33,555

477
00:20:33,632 --> 00:20:39,314
อันนี้เป็นดินเนอร์ใช่ไหมครับที่จะดีของสกินเนอร์เราเรียกว่าสกินเนอร์บล็อกนะครับ

478
00:20:39,143 --> 00:20:39,916
เขาก็

479
00:20:39,983 --> 00:20:41,822
สังเกตพฤติกรรมของหนู

480
00:20:41,772 --> 00:20:42,347

481
00:20:45,172 --> 00:20:45,432

482
00:20:46,383 --> 00:20:49,984
มาสโลว์ธอร์นไดค์อันนี้เราต้องได้เรียนแน่ๆนะครับ

483
00:20:49,841 --> 00:20:50,100

484
00:20:50,102 --> 00:20:50,732

485
00:20:50,742 --> 00:20:51,036

486
00:20:50,863 --> 00:20:52,279
นาทีนี้เรา

487
00:20:52,274 --> 00:20:52,490

488
00:20:52,463 --> 00:20:55,030
มาดูของเราทฤษฎีในกลุ่ม

489
00:20:55,102 --> 00:20:55,348

490
00:20:55,293 --> 00:20:58,030
ปัญญานิยมหรือ

491
00:20:58,102 --> 00:21:00,251
คอสเมติกลิซึ่ม

492
00:21:00,342 --> 00:21:02,986
ทฤษฎีนี้มุ่งศึกษา

493
00:21:03,362 --> 00:21:03,650

494
00:21:03,682 --> 00:21:06,894
กลไกของสมองนะครับว่า

495
00:21:06,942 --> 00:21:11,195
กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์เราเกิดขึ้นได้อย่างไร

496
00:21:11,182 --> 00:21:11,751

497
00:21:12,713 --> 00:21:13,076

498
00:21:14,121 --> 00:21:17,253
การเรียนรู้ของเราจะเกิดขึ้นเมื่อมี

499
00:21:17,391 --> 00:21:17,775

500
00:21:17,972 --> 00:21:20,481
สิ่งกระตุ้นนะครับอันนี้คือ

501
00:21:20,591 --> 00:21:24,706
ตรีมูรติหรือ simile อันนี้คือสิ่งกระตุ้น

502
00:21:24,561 --> 00:21:28,881
สิ่งกระตุ้นก็คือสารสนเทศหรือข้อมูลต่างๆที่รอ

503
00:21:28,791 --> 00:21:32,250
มันเข้ามาทางประสาทสัมผัสของเราอาจจะ

504
00:21:32,251 --> 00:21:37,002
ทางหูทางตาทางจมูกทางลิ้นทางมือทางเท้า

505
00:21:37,251 --> 00:21:38,783
ทุกอย่างเลยนะครับ

506
00:21:38,852 --> 00:21:41,219
สิ่งกระตุ้นที่มันอยู่ภายนอก

507
00:21:41,281 --> 00:21:45,979
แล้วมามากระทบเราผ่านประสาทสัมผัสด้านต่างๆ

508
00:21:46,091 --> 00:21:50,861
ขับรถเรียกว่าสิ่งกระตุ้นอย่างเนี้ยอาจารย์กำลัง

509
00:21:51,021 --> 00:21:52,679
บรรยายให้เราฟัง

510
00:21:52,941 --> 00:21:56,385
นะครับอาจารย์ก็เสียงของอาจารย์ก็จะกลายเป็น

511
00:21:56,532 --> 00:21:59,855
สิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้านะครับก็คืออันนี้

512
00:21:59,931 --> 00:22:00,553

513
00:22:00,951 --> 00:22:01,985
ก็คืออันนี้

514
00:22:02,421 --> 00:22:02,991

515
00:22:03,511 --> 00:22:04,782
พ่อมัน

516
00:22:04,790 --> 00:22:09,811
สิ่งกระตุ้นมามาส่งไปที่ประสาทสัมผัสของเรานะครับ

517
00:22:10,051 --> 00:22:11,476
ประสาทสัมผัสของเรา

518
00:22:11,393 --> 00:22:12,874
ถ้าเราได้ยินเสียง

519
00:22:13,060 --> 00:22:17,047
Shenzhen ก็เกิดขึ้นจากการได้ยินใช่ไหมครับ

520
00:22:17,350 --> 00:22:18,173
ถ้า

521
00:22:18,501 --> 00:22:18,767

522
00:22:18,699 --> 00:22:23,387
เราอ่านข้อความที่อยู่ในสไลด์อาจารย์ด้วยนะครับ

523
00:22:23,501 --> 00:22:27,682
กระตุ้นตรงนี้มันก็จะเป็นข้อความด้วยนะครับแสดงว่า

524
00:22:27,600 --> 00:22:29,822
กระตุ้นตอนนี้ส่งไปยัง

525
00:22:29,781 --> 00:22:33,497
นักศึกษาเนี่ยมีหลายอย่างนะครับไปพร้อมกัน

526
00:22:33,620 --> 00:22:34,144

527
00:22:34,330 --> 00:22:34,567

528
00:22:34,579 --> 00:22:34,856

529
00:22:35,030 --> 00:22:39,957
ทีนี้พอมันส่งไปถึงตัวเรานะครับมันก็จะมีตรง

530
00:22:40,160 --> 00:22:40,972

531
00:22:40,990 --> 00:22:44,505
ประสาทสัมผัสรับข้อมูลมานะครับแล้ว

532
00:22:45,219 --> 00:22:48,702
เขาเรียกว่า sensory Memory นะครับเป็นการ

533
00:22:48,740 --> 00:22:53,625
เป็นการจดจำที่เกิดจากการรับข้อมูลเข้าไปครับ

534
00:22:54,380 --> 00:22:59,373
ส่วนที่จดจำแต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าตรงนี้มันอยู่ตรงไหนนะครับแต่ว่า

535
00:22:59,379 --> 00:23:03,377
ร่างกายของเราจะเกิดกลไกการ

536
00:23:03,470 --> 00:23:05,408
จดจำจาก

537
00:23:05,529 --> 00:23:08,460
ประสาทสัมผัสที่รับข้อมูลเข้าไป

538
00:23:08,538 --> 00:23:09,102

539
00:23:09,430 --> 00:23:09,736

540
00:23:09,819 --> 00:23:13,943
อ้าวพ่อรับเข้าไปแล้วเกิดการจดจำแล้ว

541
00:23:13,979 --> 00:23:20,275
มันจะมี 2 ทางที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นนะครับตัวบุคคล

542
00:23:20,329 --> 00:23:22,435
หรือตัวนักศึกษา

543
00:23:22,699 --> 00:23:27,508
ไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนี้หรือสิ่งเร้านี้

544
00:23:27,619 --> 00:23:28,265

545
00:23:28,389 --> 00:23:29,098
หาก

546
00:23:29,300 --> 00:23:31,650
เราไม่สนใจเราจะ

547
00:23:32,879 --> 00:23:34,917
กกคืออะไรเอ่ย

548
00:23:34,929 --> 00:23:35,165

549
00:23:35,178 --> 00:23:39,324
forget for God ก็คือลืมใช่ไหมครับ

550
00:23:39,219 --> 00:23:42,674
ถ้าเราไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนั้น

551
00:23:42,738 --> 00:23:43,527
ราคา

552
00:23:44,088 --> 00:23:49,609
ข้อมูลที่ส่งมายัง sensory Memory ถ้าเราไม่สนใจเราจะลืมเลย

553
00:23:49,469 --> 00:23:52,700
ลืมไปเลยไม่เกิดการเรียนรู้

554
00:23:52,608 --> 00:23:55,516
เพราะชั่วโมงที่แล้วบอกแล้วว่าการเรียนรู้

555
00:23:55,499 --> 00:23:58,899
มันจะเราจะเรียกว่าการเรียนรู้ก็ต่อเมื่อ

556
00:23:59,138 --> 00:24:02,994
มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวรใช่ไหมครับ

557
00:24:03,118 --> 00:24:04,785
เพราะตอนนี้ถ้ามัน

558
00:24:04,718 --> 00:24:07,963
ลืมปุ๊บเนี่ยมันไม่เกิดแน่ๆนะครับ

559
00:24:08,109 --> 00:24:08,339

560
00:24:08,688 --> 00:24:13,747
ต่อมาหากเรามีความสนใจ

561
00:24:13,690 --> 00:24:15,482
graphic กระตุ้นนี้

562
00:24:15,477 --> 00:24:16,102

563
00:24:17,919 --> 00:24:21,065
ข้อมูลที่อยู่ในเซ็นจูรี่ memory

564
00:24:21,567 --> 00:24:24,760
มันจะถูกส่งมายัง working Memory

565
00:24:25,409 --> 00:24:25,910

566
00:24:26,118 --> 00:24:26,426

567
00:24:27,018 --> 00:24:27,308

568
00:24:27,207 --> 00:24:27,484

569
00:24:27,848 --> 00:24:28,094

570
00:24:28,099 --> 00:24:33,254
ความรู้ของเรานะครับมันจะสูงส่งผ่านมายังความจำปฏิบัติการ

571
00:24:33,478 --> 00:24:36,807
ความจำปฏิบัติการหรือ working Memory

572
00:24:36,877 --> 00:24:37,138

573
00:24:37,007 --> 00:24:37,771
นะครับ

574
00:24:37,898 --> 00:24:43,832
working Memory นี้ก็ยังไม่ได้เป็นความจำที่อยู่กับเราอย่างยาวนาน

575
00:24:43,737 --> 00:24:46,269
กลับยังไม่อยู่กับเราอย่างยาวนาน

576
00:24:46,487 --> 00:24:47,107

577
00:24:47,508 --> 00:24:47,771

578
00:24:47,958 --> 00:24:48,248

579
00:24:48,467 --> 00:24:54,564
แปลว่าหากเราสามารถส่งผ่านความรู้จาก sensory Memory

580
00:24:54,747 --> 00:24:57,296
มายัง working Memory แล้ว

581
00:24:57,376 --> 00:25:01,984
เราจะสามารถเอาความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการ

582
00:25:02,307 --> 00:25:02,530

583
00:25:02,437 --> 00:25:06,406
ทำการทุกสิ่งทุกอย่างได้อาจจะไปทำแบบฝึกหัด

584
00:25:06,537 --> 00:25:10,873
อาจจะเอาไปอธิบายให้เพื่อนฟังนะครับหรือ

585
00:25:11,016 --> 00:25:16,837
เอาไปประยุกต์ใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์นั่นนู่นนี่เอาไปทำประโยชน์ต่อได้

586
00:25:17,176 --> 00:25:17,731

587
00:25:18,008 --> 00:25:23,266
หากเราสามารถนำข้อมูลมาไว้อย่าง working Memory ได้แล้ว

588
00:25:23,647 --> 00:25:24,187

589
00:25:25,177 --> 00:25:25,460

590
00:25:26,397 --> 00:25:27,468
ที่นี้

591
00:25:27,676 --> 00:25:27,933

592
00:25:28,256 --> 00:25:28,495

593
00:25:28,446 --> 00:25:35,128
อย่างที่บอกว่า working Memory มันก็ยังไม่ใช่ความจำระยะยาวที่จะอยู่ติดตัวของเราอย่างยาวนาน

594
00:25:35,106 --> 00:25:35,804

595
00:25:35,935 --> 00:25:38,299
เราต้องมีวิธีการ

596
00:25:38,247 --> 00:25:41,044
วิธีการอย่างใดอย่างนึง

597
00:25:41,137 --> 00:25:42,591
ที่เราเรียกว่า

598
00:25:43,056 --> 00:25:44,801
เป็นโค้ช

599
00:25:45,096 --> 00:25:48,060
End Code ก็คือการเข้ารหัสนะครับ

600
00:25:47,986 --> 00:25:49,839
เราต้องมีวิธีการ

601
00:25:49,776 --> 00:25:50,040

602
00:25:50,165 --> 00:25:53,170
แปลงจาก working Memory ให้มัน

603
00:25:53,296 --> 00:25:57,449
เอามากัดเก็บไว้ในรองเทอม Memory ให้ได้

604
00:25:57,336 --> 00:25:57,909

605
00:25:58,365 --> 00:26:01,502
long term Memory คือความจำระยะยาว

606
00:26:01,627 --> 00:26:02,505

607
00:26:02,526 --> 00:26:02,731

608
00:26:02,846 --> 00:26:09,199
เมื่อใดก็ตามที่องค์ความรู้มันถูกส่งผ่านไปยัง long term Memory ได้แล้ว

609
00:26:09,126 --> 00:26:09,407

610
00:26:09,505 --> 00:26:15,322
ตอนนี้แหละมันจะอยู่กับเราอย่างยาวนานเลยเราจะไม่ลืมนะครับมันจะอยู่กับเราไป

611
00:26:15,215 --> 00:26:15,862

612
00:26:16,237 --> 00:26:16,863

613
00:26:17,646 --> 00:26:17,940

614
00:26:18,346 --> 00:26:21,444
แล้วเอ็งโค้ดยิ่งจะทำยังไงล่ะ

615
00:26:21,235 --> 00:26:21,951

616
00:26:22,136 --> 00:26:26,941
จะทำอย่างไรถึงจะสามารถแปลงจาก working Memory มายัง

617
00:26:26,935 --> 00:26:28,984
long term Memory ได้

618
00:26:29,495 --> 00:26:30,133
ครับ

619
00:26:30,206 --> 00:26:33,679
วันนี้ไม่มีใครรู้ว่า

620
00:26:34,045 --> 00:26:34,254

621
00:26:34,175 --> 00:26:36,147
วิธีการใด

622
00:26:36,536 --> 00:26:40,267
มันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล

623
00:26:40,516 --> 00:26:43,539
อันนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล

624
00:26:43,525 --> 00:26:44,162
นะครับ

625
00:26:44,164 --> 00:26:44,392

626
00:26:44,415 --> 00:26:48,263
บางคนใช้วิธีการเองโค้ดดิ้งจากการ

627
00:26:48,585 --> 00:26:51,294
แต่งเป็นเพลงแล้วก็จดจำ

628
00:26:51,404 --> 00:26:53,318
บางคนอาจจะทำ

629
00:26:54,095 --> 00:26:59,328
แปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของนายแบบให้มันจำง่ายเห็นภาพได้

630
00:26:59,795 --> 00:27:04,632
ได้ครอบคลุมได้ง่ายขึ้นบางคนอาจจะใช้สีสันเป็น

631
00:27:04,855 --> 00:27:09,088
แทนตัวอักษรเพื่อให้เป็นโค้ชยิ่งได้ง่ายขึ้น

632
00:27:10,495 --> 00:27:18,449
แต่มีวิธีการนึงที่ที่ง่ายที่สุดก็ไม่เชิงว่าง่ายแต่เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลแน่ๆ

633
00:27:18,765 --> 00:27:21,077
เรารู้ไหมว่าทำยังไง

634
00:27:22,414 --> 00:27:22,853

635
00:27:23,814 --> 00:27:24,771
รู้ไหมครับ

636
00:27:24,904 --> 00:27:29,996
วิธีการหนึ่งที่เป็นวิธีการที่มันเกิดขึ้นได้แน่ๆในการเป็นโค้ช

637
00:27:29,844 --> 00:27:34,361
ที่เราจะสามารถแปลงจาก working Memory ไปยัง long term Memory

638
00:27:34,384 --> 00:27:34,643

639
00:27:35,736 --> 00:27:35,997

640
00:27:36,187 --> 00:27:36,471

641
00:27:36,694 --> 00:27:39,956
ชั่วโมงที่แล้วมีใครจำได้ไหมว่า

642
00:27:40,474 --> 00:27:43,891
การที่เราจะจำอะไรได้นานๆเนี่ยตรงเซลล์

643
00:27:44,193 --> 00:27:46,431
เซลล์ประสาทของเรา

644
00:27:46,754 --> 00:27:51,222
สงสัยเน็ตที่มันเชื่อมต่อกันระหว่างแอกซอนกับเดนไดรต์

645
00:27:50,984 --> 00:27:51,212

646
00:27:51,373 --> 00:27:51,618

647
00:27:51,494 --> 00:27:53,998
ถ้ามันเชื่อมต่อกันได้อย่างแข็งแรง

648
00:27:53,934 --> 00:27:55,009
รับข้อมูล

649
00:27:55,214 --> 00:27:58,744
มันก็จะส่งผ่านข้อมูลได้ง่ายขึ้นแล้วก็จะจำได้ดี

650
00:27:58,854 --> 00:28:00,886
เราจำได้ไหมว่า

651
00:28:01,174 --> 00:28:03,656
วิธีการใดถึงจะทำให้ตรง

652
00:28:03,733 --> 00:28:06,484
สงสัยแบบนั้นมันต่อกันอย่างแข็งแรง

653
00:28:09,113 --> 00:28:10,640
อาทิตย์ที่แล้ว

654
00:28:11,033 --> 00:28:11,398

655
00:28:11,354 --> 00:28:14,414
ก็คือการทำซ้ำๆนะครับ

656
00:28:14,682 --> 00:28:17,255
การทำซ้ำซ้ำจะช่วยให้

657
00:28:17,313 --> 00:28:19,633
ตำแหน่ง sinus

658
00:28:19,552 --> 00:28:20,307

659
00:28:20,704 --> 00:28:20,976

660
00:28:23,334 --> 00:28:23,577

661
00:28:23,913 --> 00:28:24,183

662
00:28:24,102 --> 00:28:24,556

663
00:28:24,362 --> 00:28:24,649

664
00:28:24,872 --> 00:28:25,114

665
00:28:25,383 --> 00:28:25,638

666
00:28:25,512 --> 00:28:25,812

667
00:28:25,703 --> 00:28:25,915

668
00:28:25,894 --> 00:28:26,156

669
00:28:26,283 --> 00:28:27,165

670
00:28:27,754 --> 00:28:30,239
ตรงที่อาจารย์วงกลมเอาไว้

671
00:28:30,503 --> 00:28:32,043
ตรงเนี้ย

672
00:28:32,433 --> 00:28:39,462
เวลามันส่งผ่านมันจะส่งเข้าเวร Drive ใช่ไหมครับแล้วออกมาเอกซเรย์แล้วก็มาต่อที่เดนไดรต์ของเซลล์สัตว์

673
00:28:39,282 --> 00:28:39,851

674
00:28:40,573 --> 00:28:41,193

675
00:28:41,402 --> 00:28:41,710

676
00:28:41,723 --> 00:28:42,407
มัน

677
00:28:42,363 --> 00:28:45,439
เปรียบเสมือนเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูล

678
00:28:45,372 --> 00:28:45,629

679
00:28:45,693 --> 00:28:47,146
ถ้าเราอยาก

680
00:28:47,224 --> 00:28:50,401
ชำนาญอะไรหรือจำอะไรได้นานๆเนี่ย

681
00:28:50,303 --> 00:28:50,523

682
00:28:50,623 --> 00:28:52,935
สงสัยเน็ตตรงนี้มันต้อง

683
00:28:53,253 --> 00:28:54,857
ต่อกันให้มันแน่น

684
00:28:55,172 --> 00:28:58,782
เมื่อใดก็ตามที่มันหลุดเราก็จะลืมนะครับ

685
00:28:59,272 --> 00:29:03,785
ถนนมันขาดไปแล้วมันส่งผ่านข้อมูลหากันไม่ได้

686
00:29:03,692 --> 00:29:04,281
นะครับ

687
00:29:04,581 --> 00:29:09,564
เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ใส่เนี่ยมันต่อกันอย่างแข็งแรง

688
00:29:09,392 --> 00:29:13,191
ซึ่งการทำให้มันต่อกันอย่างแข็งแรงเนี่ย

689
00:29:13,172 --> 00:29:16,729
เราจะใช้วิธีการทำซ้ำๆนะครับ

690
00:29:16,691 --> 00:29:18,580
คำซ้ำคำซ้ำ

691
00:29:18,812 --> 00:29:23,776
ร่างกายของเราจะรู้ว่าถนนเส้นนี้มันยังใช้อยู่

692
00:29:23,742 --> 00:29:26,022
ครับมันก็จะต่อกันเอาไว้อยู่

693
00:29:26,431 --> 00:29:32,765
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่ทำสิ่งนั้นแล้วเป็นระยะเวลาที่ยาวนานระยะหนึ่ง

694
00:29:32,901 --> 00:29:33,527
นะครับ

695
00:29:34,123 --> 00:29:39,981
ร่างกายของเราจะรับรู้ว่าถนนเส้นนี้เราไม่ได้ใช้งานมันแล้ว

696
00:29:40,532 --> 00:29:41,086

697
00:29:41,042 --> 00:29:43,935
มันสมองก็จะถูกสั่งให้ตัดออก

698
00:29:44,242 --> 00:29:44,840

699
00:29:44,882 --> 00:29:48,664
เพราะว่าพื้นที่ในสมองเรามันมีจำกัดใช่ไหมครับ

700
00:29:48,852 --> 00:29:49,669
เราจะ

701
00:29:49,621 --> 00:29:53,499
ช่างถนนเส้นใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆไม่ได้นะครับมันเต็ม

702
00:29:53,462 --> 00:29:56,272
ต้องตัดออกอันไหนไม่ใช้ต้องตัดออก

703
00:29:56,221 --> 00:29:56,741

704
00:29:56,731 --> 00:29:57,026

705
00:29:57,051 --> 00:29:58,324
เพราะฉะนั้น

706
00:29:58,781 --> 00:29:59,025

707
00:29:59,100 --> 00:29:59,545

708
00:29:59,360 --> 00:30:01,398
การ n โค้ดดิ้ง

709
00:30:01,601 --> 00:30:03,670
นะครับการ endclothing

710
00:30:06,281 --> 00:30:07,098

711
00:30:07,240 --> 00:30:10,710
การ End โค้ดดิ้งหรือการเข้ารหัสเพื่อน

712
00:30:10,512 --> 00:30:15,460
นำข้อมูลจาก working Memory มายัง long term Memory ได้เนี่ย

713
00:30:15,371 --> 00:30:15,647

714
00:30:15,891 --> 00:30:16,181

715
00:30:16,461 --> 00:30:19,809
วิธีการกินง่ายที่สุดเลยของแต่ละคนก็คือ

716
00:30:20,371 --> 00:30:23,707
ทองหรือทำซ้ำๆซ้ำๆ

717
00:30:23,961 --> 00:30:27,044
ครับเดี๋ยวมันจะมาถึง long term Memory ได้

718
00:30:27,100 --> 00:30:28,901
แต่ถ้าคน

719
00:30:28,831 --> 00:30:36,892
เรามีความถนัดด้วยวิธีการอื่นก็ทำได้นะครับไม่ได้หมายความว่าต้องทำด้วยการทำซ้ำอย่างเดียวขึ้นอยู่กับความถนัดของเรา

720
00:30:37,222 --> 00:30:37,616

721
00:30:38,893 --> 00:30:39,109

722
00:30:39,013 --> 00:30:39,305

723
00:30:39,404 --> 00:30:40,484
ที่นี้

724
00:30:40,492 --> 00:30:43,805
พอมันอยู่ในรองเธอ Memory แล้วนะครับ

725
00:30:44,400 --> 00:30:44,694

726
00:30:45,231 --> 00:30:47,453
เราสามารถดึง

727
00:30:47,981 --> 00:30:48,541

728
00:30:48,751 --> 00:30:57,239
เราสามารถดีไซน์อันนี้คือดึงกลับเข้ามาได้เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องการที่จะใช้ข้อมูลชุดนี้มาสร้าง

729
00:30:58,101 --> 00:31:00,535
มาใช้ประโยชน์อะไรสักอย่าง

730
00:31:00,929 --> 00:31:02,062
สมมุติว่า

731
00:31:02,080 --> 00:31:04,871
เราเองโคตรยิ่งวันนี้เสร็จแล้ว

732
00:31:04,891 --> 00:31:09,689
ความรู้เหล่านั้นมันอยู่ในรองเธอ Memory เราแล้วผ่านไปสัปดาห์หน้า

733
00:31:09,510 --> 00:31:10,091
กลับ

734
00:31:10,150 --> 00:31:11,926
มีอาจารย์สั่ง

735
00:31:12,202 --> 00:31:13,981
งานให้เราทำ

736
00:31:14,050 --> 00:31:18,439
ซึ่งงานชิ้นนั้นมันต้องได้ใช้ความรู้ที่อยู่ในรองเท้าเมมโมรี่

737
00:31:18,290 --> 00:31:22,790
เราสามารถดึงมันกลับมาแล้วก็เอามาทำงานส่งอาจารย์ได้

738
00:31:23,020 --> 00:31:23,453

739
00:31:23,790 --> 00:31:27,553
สามารถดึงหรือเรียกกับมันมาใช้ได้ตลอดเวลา

740
00:31:27,700 --> 00:31:31,864
ครับหากเราสามารถเอาข้อมูลไปไว้ยัง

741
00:31:31,860 --> 00:31:36,715
long term Memory ได้กลับหรือความจำระยะยาวได้แล้ว

742
00:31:37,180 --> 00:31:40,168
เราสามารถดึงกลับมาแล้วเอามาใช้ประโยชน์

743
00:31:40,841 --> 00:31:41,848
ได้เลย

744
00:31:41,799 --> 00:31:42,304

745
00:31:42,249 --> 00:31:42,685

746
00:31:42,890 --> 00:31:43,157

747
00:31:43,209 --> 00:31:43,693

748
00:31:43,970 --> 00:31:49,174
แต่ถ้าเราเอาข้อมูลไว้ working Memory แต่เราไม่สามารถ

749
00:31:49,170 --> 00:31:54,975
ส่งผ่านมายัง long term Memory ถ้าเราไม่สามารถทำให้มันมายัง long term Memory ได้

750
00:31:55,119 --> 00:31:56,122
เราก็

751
00:31:56,079 --> 00:31:57,865
ลืมได้เหมือนกัน

752
00:31:57,878 --> 00:31:58,519

753
00:31:58,579 --> 00:32:00,949
มันก็จะเกิดการลืมได้เหมือนกัน

754
00:32:00,949 --> 00:32:01,330

755
00:32:01,399 --> 00:32:01,615

756
00:32:01,848 --> 00:32:02,471

757
00:32:02,420 --> 00:32:04,270
เพราะฉะนั้น

758
00:32:04,208 --> 00:32:08,290
ตรงเอ็นโค้ดเดอร์งานสำคัญนะครับเราต้องหาวิธีการ

759
00:32:08,189 --> 00:32:09,135
ของเรา

760
00:32:09,469 --> 00:32:10,748
เพื่อแปลงจาก

761
00:32:10,752 --> 00:32:14,548
ความจำระดับปฏิบัติการมายังความจำ

762
00:32:14,529 --> 00:32:15,994
ระยะยาว

763
00:32:16,008 --> 00:32:16,977
ไม่ได้

764
00:32:17,029 --> 00:32:17,912

765
00:32:17,858 --> 00:32:18,159

766
00:32:18,688 --> 00:32:18,920

767
00:32:18,950 --> 00:32:19,231

768
00:32:19,209 --> 00:32:25,179
อันนี้ก็เป็นคำอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของของสมอง

769
00:32:25,358 --> 00:32:26,061

770
00:32:26,890 --> 00:32:31,266
เราเรียกว่าทฤษฎี information processing theory

771
00:32:31,318 --> 00:32:35,553
ทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล

772
00:32:35,670 --> 00:32:36,117

773
00:32:37,589 --> 00:32:37,888

774
00:32:37,978 --> 00:32:38,286

775
00:32:38,238 --> 00:32:38,471

776
00:32:38,488 --> 00:32:38,873

777
00:32:38,809 --> 00:32:39,448

778
00:32:39,389 --> 00:32:39,665

779
00:32:39,649 --> 00:32:40,134

780
00:32:40,409 --> 00:32:40,691

781
00:32:40,668 --> 00:32:40,917

782
00:32:40,859 --> 00:32:41,138

783
00:32:41,888 --> 00:32:42,180

784
00:32:42,208 --> 00:32:42,459

785
00:32:42,398 --> 00:32:42,867

786
00:32:42,718 --> 00:32:42,993

787
00:32:42,908 --> 00:32:43,184

788
00:32:43,098 --> 00:32:43,390

789
00:32:43,228 --> 00:32:44,300

790
00:32:44,247 --> 00:32:44,481

791
00:32:44,508 --> 00:32:44,751

792
00:32:44,768 --> 00:32:47,127
ทฤษฎีต่อมานะครับ

793
00:32:47,138 --> 00:32:53,369
ก็คือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองหรือว่าคอนสตรัคติวิซึมเทียรี่

794
00:32:53,987 --> 00:32:54,634

795
00:32:55,599 --> 00:32:55,913

796
00:32:55,848 --> 00:33:00,012
ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

797
00:33:00,527 --> 00:33:02,850
พี่บอกว่าอันนี้สำคัญทุกคน

798
00:33:03,088 --> 00:33:04,429
จำเป็นต้องรู้จัก

799
00:33:04,437 --> 00:33:04,998

800
00:33:06,807 --> 00:33:07,021

801
00:33:07,057 --> 00:33:12,322
ทฤษฎีนี้มันเกิดขึ้นจากการรวมเอา 2 ทฤษฎีเข้าด้วยกัน

802
00:33:12,379 --> 00:33:14,234
เกิดจากความ 2 ทฤษฎี

803
00:33:14,237 --> 00:33:14,481

804
00:33:14,688 --> 00:33:15,159

805
00:33:15,129 --> 00:33:15,347

806
00:33:15,898 --> 00:33:16,198

807
00:33:16,218 --> 00:33:22,834
ทฤษฎีแรกที่เขารวมมาก็คือทฤษฎีพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของเพียเจต์

808
00:33:23,208 --> 00:33:26,553
อันนี้นักศึกษาก็น่าจะรู้จัก

809
00:33:27,117 --> 00:33:29,813
ทฤษฎีที่ 2 ที่เอามารวม

810
00:33:30,378 --> 00:33:31,076

811
00:33:31,087 --> 00:33:34,123
วันนี้เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นจากชื่อนะครับ

812
00:33:34,287 --> 00:33:37,709
พัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของวัยก๊อตจิ

813
00:33:38,006 --> 00:33:38,397

814
00:33:38,447 --> 00:33:40,559
อาจจะคุ้นหรือไม่คุ้นแต่คิดว่า

815
00:33:40,497 --> 00:33:42,589
ไม่ค่อยน่าจะขุดอันนี้

816
00:33:43,128 --> 00:33:44,171
ไม่ค่อยมี

817
00:33:44,157 --> 00:33:47,415
รู้จักกันนะครับแต่ส่วนใหญ่จะรู้จักพญาเจ

818
00:33:47,286 --> 00:33:47,590

819
00:33:47,607 --> 00:33:48,240

820
00:33:48,827 --> 00:33:52,513
คอนสตรัคติวิซึมหรือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

821
00:33:52,677 --> 00:33:55,962
เกิดจากการรวมกันของทฤษฎี 2 ทฤษฎีนะครับ

822
00:33:56,067 --> 00:33:59,128
โดยทฤษฎีแรกของเพียเจต์เนี่ย

823
00:33:59,207 --> 00:34:02,414
จะเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึง

824
00:34:02,606 --> 00:34:06,575
ปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของตัวบุคคลแต่ละคน

825
00:34:06,886 --> 00:34:07,464

826
00:34:07,466 --> 00:34:09,458
ของตัวบุคคลแต่ละคน

827
00:34:09,396 --> 00:34:09,689

828
00:34:09,846 --> 00:34:15,038
แต่ถ้าเป็นไวก็อตสกี้จะเป็นอธิบายถึงการเรียนรู้

829
00:34:15,285 --> 00:34:18,819
ที่เกิดจากการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

830
00:34:18,936 --> 00:34:21,621
คือการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น

831
00:34:21,756 --> 00:34:24,331
ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

832
00:34:24,705 --> 00:34:25,220

833
00:34:25,728 --> 00:34:29,745
เกาหลีลวงเอา 2 ทฤษฎีนี้เข้ามารวมไว้ด้วยกัน

834
00:34:29,637 --> 00:34:30,172

835
00:34:30,086 --> 00:34:30,333

836
00:34:30,467 --> 00:34:35,161
แน่นอนแล้วว่าใครสักคนจะเกิดการเรียนรู้ได้ต้องเกิดจากการ

837
00:34:35,596 --> 00:34:41,731
เข้าไปมีประสบการณ์ตรงต่อสิ่งนั้นนะครับก็คือเข้าไปทุกทีเข้าไปเผชิญกับ

838
00:34:41,806 --> 00:34:43,845
ปรากฏการณ์นานๆนะครับ

839
00:34:43,926 --> 00:34:46,729
แต่ละบุคคลก็จะเกิดการเรียนรู้ได้

840
00:34:47,376 --> 00:34:47,903

841
00:34:48,206 --> 00:34:51,456
แต่เขามาเพิ่มที่ไวก็อตสกี้คำว่า

842
00:34:51,805 --> 00:34:56,800
บางทีการเรียนรู้ของเราจำเป็นต้องมีคนอื่นมาช่วยเหลือ

843
00:34:57,246 --> 00:34:57,498

844
00:34:57,445 --> 00:34:58,196
นะครับ

845
00:34:58,146 --> 00:35:01,802
เรียนรู้ด้วยตนเองผ่านประสบการณ์ตรงเพียงตัวของ

846
00:35:01,856 --> 00:35:03,201
เราคนเดียว

847
00:35:03,206 --> 00:35:06,084
มันอาจจะไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก

848
00:35:06,215 --> 00:35:09,155
แต่หากเราสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

849
00:35:09,094 --> 00:35:09,361

850
00:35:09,224 --> 00:35:15,541
ให้ผู้อื่นได้มาช่วยเหลือเราในการเรียนรู้ครับอาจจะเป็นการอธิบายการแนะนำ

851
00:35:15,695 --> 00:35:18,423
ช่วยสอนก่อนในระยะนึง

852
00:35:18,516 --> 00:35:20,120
เพื่อให้เราทำเป็น

853
00:35:20,306 --> 00:35:22,505
แล้วก็ทำได้จนชำนาญขึ้น

854
00:35:22,555 --> 00:35:23,889

855
00:35:23,834 --> 00:35:24,079

856
00:35:24,025 --> 00:35:25,797
เคยไหมว่า

857
00:35:26,205 --> 00:35:35,931
เราพยายามเถอะเรียนอะไรสักอย่างด้วยตนเองแต่มันก็ได้อยู่แค่นี้มันไปต่ออีกไม่ได้แล้วถ้าเราเรียนด้วยตัวเองแต่มันได้แค่นี้จริงๆ

858
00:35:35,874 --> 00:35:40,284
แต่พอมีคนมาติวให้มาสอนให้มันแนะนำ

859
00:35:40,295 --> 00:35:42,412
มาให้เทคนิคบางสิ่งบางอย่าง

860
00:35:42,474 --> 00:35:45,169
เอารถเริ่มทำได้มากขึ้นแล้ว

861
00:35:45,224 --> 00:35:45,950

862
00:35:45,864 --> 00:35:46,173

863
00:35:46,314 --> 00:35:49,829
กระบวนการเนี่ยเป็นคำอธิบายของไวก็อตสกี้

864
00:35:49,774 --> 00:35:50,418

865
00:35:50,866 --> 00:35:58,384
กระบวนการในการเรียนรู้ด้วยตนเองของของตัวเราเองอย่างเดียวเนี่ยเป็นการเรียนรู้ตามทฤษฎีของเพียเจต์

866
00:35:58,555 --> 00:35:59,127

867
00:35:59,385 --> 00:35:59,677

868
00:36:00,154 --> 00:36:00,402

869
00:36:00,406 --> 00:36:01,690
ปีนี้เรา

870
00:36:02,005 --> 00:36:04,395
มาดูรายละเอียดเขาว่า

871
00:36:05,474 --> 00:36:07,521
เฮียเจอธิบาย

872
00:36:07,454 --> 00:36:08,270
ถึง

873
00:36:09,055 --> 00:36:13,171
กระบวนการในการเรียนรู้ตัวบุคคลแต่ละคน

874
00:36:13,484 --> 00:36:15,797
ไหวอย่างไรนะครับ

875
00:36:16,424 --> 00:36:16,787

876
00:36:18,534 --> 00:36:19,808
แต่ละคน

877
00:36:19,883 --> 00:36:20,651
นะครับ

878
00:36:20,595 --> 00:36:23,337
มีกระบวนการเรียนรู้ในสมอง

879
00:36:23,284 --> 00:36:24,061
2

880
00:36:24,433 --> 00:36:25,564
ลักษณะ

881
00:36:25,584 --> 00:36:26,717
ครับก็คือ

882
00:36:26,864 --> 00:36:28,719
กระบวนการดูดซึม

883
00:36:28,984 --> 00:36:33,842
กระบวนการปรับขยายโครงสร้างของสมองกับมี 2 อย่าง

884
00:36:34,295 --> 00:36:39,425
samaritan นะครับ at simulation คือการดูดซึม

885
00:36:39,684 --> 00:36:40,313

886
00:36:41,084 --> 00:36:42,157
สวนญี่ปุ่น

887
00:36:42,174 --> 00:36:47,127
คนไกลที่สองก็คือการปรับขยายโครงสร้างทางสมอง

888
00:36:47,113 --> 00:36:48,710
vaccination

889
00:36:48,643 --> 00:36:50,181
มี 2 อย่าง

890
00:36:50,243 --> 00:36:51,131

891
00:36:51,084 --> 00:36:51,772

892
00:36:51,843 --> 00:36:55,320
assimilation มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ

893
00:36:56,913 --> 00:37:00,559
ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่

894
00:37:01,463 --> 00:37:02,411
ให้มัน

895
00:37:02,872 --> 00:37:03,316

896
00:37:03,444 --> 00:37:06,849
มีความสัมพันธ์กับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่

897
00:37:06,773 --> 00:37:07,470

898
00:37:08,833 --> 00:37:14,206
ถ้ามัน 3 ถ้านักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเขาหากันได้เนี่ย

899
00:37:14,203 --> 00:37:17,039
มันจะเกิดกระบวนการ assimilation

900
00:37:17,094 --> 00:37:17,614

901
00:37:17,674 --> 00:37:17,941

902
00:37:17,863 --> 00:37:19,739
อะหยังเช่นว่า

903
00:37:20,613 --> 00:37:21,042

904
00:37:20,873 --> 00:37:23,896
เด็กคนนึงนะครับเกิดมาแล้วเห็น

905
00:37:23,827 --> 00:37:24,575
ไก่

906
00:37:25,293 --> 00:37:26,443
ครั้งแรก

907
00:37:26,442 --> 00:37:27,197
กลับ

908
00:37:27,153 --> 00:37:28,076
ในปี

909
00:37:27,982 --> 00:37:28,688
มี

910
00:37:28,883 --> 00:37:29,889
หาง

911
00:37:29,904 --> 00:37:31,975
ครับมีขา 2 ขา

912
00:37:31,953 --> 00:37:33,093
กลับแล้ว

913
00:37:33,754 --> 00:37:39,013
แล้วผู้ปกครองนะครับบอกว่าอันนี้คือไก่แล้วเป็นสัตว์ปีก

914
00:37:39,832 --> 00:37:42,028
รับซื้อไก่และเป็นสัตว์ปีก

915
00:37:42,463 --> 00:37:42,775

916
00:37:43,162 --> 00:37:43,456

917
00:37:43,743 --> 00:37:46,563
ผ่านมาอีกอาทิตย์นึงไม่เห็นเป็ด

918
00:37:47,265 --> 00:37:48,864
อีกเหมือนกัน

919
00:37:48,802 --> 00:37:51,758
ได้ไหมครับแต่ว่าจะงอยปากมัน

920
00:37:52,003 --> 00:37:55,905
ต่างกันใช่ไหมครับระหว่างเป็ดกับไก่มีฟ้องค้าเหมือนกัน

921
00:37:55,842 --> 00:38:00,306
แล้วขาก็มีพังผืดตรงเท้าเหมือนกัน

922
00:38:00,522 --> 00:38:01,941
แบบเนี้ย

923
00:38:02,002 --> 00:38:02,284

924
00:38:02,252 --> 00:38:07,014
มีลักษณะคล้ายกันใช่ไหมครับข้อมูลมีลักษณะคล้ายกัน

925
00:38:06,932 --> 00:38:07,509

926
00:38:07,512 --> 00:38:07,761

927
00:38:07,702 --> 00:38:12,200
นักเรียนก็สามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าไปได้

928
00:38:12,374 --> 00:38:17,416
ถ้าเราถามว่าอันนี้เป็นสารประเภทไหนนักเรียนก็อาจจะตอบได้ว่าเป็นสัตว์

929
00:38:17,242 --> 00:38:17,756

930
00:38:17,952 --> 00:38:18,185

931
00:38:18,141 --> 00:38:21,018
มันมีปีกเหมือนกันลักษณะคล้ายกันเลย

932
00:38:21,022 --> 00:38:23,677
ครับแต่ว่ามีบางอย่างที่แตกต่างกัน

933
00:38:23,911 --> 00:38:24,261

934
00:38:24,231 --> 00:38:24,728

935
00:38:24,803 --> 00:38:31,376
ถ้าแบบเนี้ยถ้าสามารถนักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเข้าหากันได้

936
00:38:31,472 --> 00:38:34,271
มันจะเกิดกระบวนการ assimilation

937
00:38:34,602 --> 00:38:35,116

938
00:38:36,202 --> 00:38:36,632

939
00:38:36,721 --> 00:38:38,639
แต่เมื่อใดก็ตาม

940
00:38:38,640 --> 00:38:39,211

941
00:38:39,412 --> 00:38:41,269
ถ้าความรู้ใหม่

942
00:38:42,291 --> 00:38:46,528
มันไม่เกิดความเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่

943
00:38:46,521 --> 00:38:54,634
นักเรียนจะรับข้อมูลใหม่เรานั้นเข้าไปในสมองเพื่อปรับขยายโครงสร้างทางสมองให้มันกว้างขึ้น

944
00:38:54,911 --> 00:38:55,482

945
00:38:55,620 --> 00:38:58,043
อันนี้จะเรียกว่าเกิดกระบวนการ

946
00:38:57,991 --> 00:39:01,778
Communication หรือปรับขยายโครงสร้างของสมอง

947
00:39:01,831 --> 00:39:02,412

948
00:39:02,981 --> 00:39:04,200
ง่ายๆก็คือ

949
00:39:04,141 --> 00:39:10,379
ถ้าข้อมูลใหม่หรือองค์ความรู้ใหม่ที่เราจะสอนให้กับนักเรียนเนี่ยมันมีความเชื่อมโยงกับความรู้เดิม

950
00:39:10,862 --> 00:39:11,760
นักเรียน

951
00:39:11,830 --> 00:39:16,122
กลไก assimilation ซึ่งมันจะเกิดได้ง่ายกว่า

952
00:39:16,121 --> 00:39:18,810
assimilation จะเกิดได้ง่ายกว่า

953
00:39:19,191 --> 00:39:19,614

954
00:39:19,658 --> 00:39:24,738
แต่ถ้าเราสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนแล้วมันไม่เชื่อมต่ออะไรกับ

955
00:39:25,210 --> 00:39:27,433
ความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่เลย

956
00:39:27,450 --> 00:39:27,994

957
00:39:28,160 --> 00:39:28,732

958
00:39:28,870 --> 00:39:32,862
ก็จะเกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการแอคคอมโมเดชั่นแทน

959
00:39:33,282 --> 00:39:33,811

960
00:39:34,181 --> 00:39:36,030
ดังนั้น

961
00:39:35,911 --> 00:39:38,546
บอกให้เราว่าถ้าเราจะสอน

962
00:39:39,181 --> 00:39:46,269
ความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนเราพยายามกระตุ้นด้วยการเชื่อมโยงเข้ากับความรู้เดิมที่นักเรียนมี

963
00:39:46,610 --> 00:39:49,886
ในตอนต้นของชั่วโมงเรียน

964
00:39:50,260 --> 00:39:51,042
ก่อน

965
00:39:51,089 --> 00:39:51,675

966
00:39:52,181 --> 00:39:58,020
อาจจะใช้คำถามหรือการเล่าเรื่องหรือดูคลิปอะไรก็แล้วแต่เราพยายาม

967
00:39:58,140 --> 00:40:02,387
สร้างความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาที่เราสอนก่อนหน้านี้

968
00:40:02,560 --> 00:40:04,557
กับเนื้อหาที่เรากำลังจะสอน

969
00:40:04,679 --> 00:40:08,569
ใหม่ในวันนี้ค่ะพยายามเชื่อมโยงให้ได้

970
00:40:08,449 --> 00:40:11,208
นักเรียนจะได้เกิด exhalation

971
00:40:11,399 --> 00:40:12,737
ได้ง่ายกว่า

972
00:40:12,880 --> 00:40:13,398

973
00:40:13,580 --> 00:40:13,871

974
00:40:15,049 --> 00:40:15,999
ที่นี่

975
00:40:16,200 --> 00:40:16,436

976
00:40:16,400 --> 00:40:21,489
กระบวนการแอคคอมโมเดชั่นกับ assassination นะครับมันก็

977
00:40:21,719 --> 00:40:22,531
มี

978
00:40:23,119 --> 00:40:23,356

979
00:40:23,509 --> 00:40:26,516
ถูกแบ่งออกเป็น 4 ระยะ

980
00:40:26,519 --> 00:40:29,275
4 ช่วงวัยของมนุษย์เรานะครับ

981
00:40:29,919 --> 00:40:35,419
แต่ละช่วงวัยแน่นอนแหละว่าการเรียนรู้มันเกิดขึ้น 2 กระบวนการนะครับแต่ว่า

982
00:40:35,299 --> 00:40:37,020
2 กระบวนการนี้

983
00:40:37,030 --> 00:40:38,239
มันก็

984
00:40:38,629 --> 00:40:40,350
มีการเรียนรู้จัก

985
00:40:40,679 --> 00:40:43,626
จากสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันไป

986
00:40:43,818 --> 00:40:47,361
ขึ้นอยู่กับวัยของผู้เรียน

987
00:40:47,400 --> 00:40:48,958
ซึ่งเพียงเจ

988
00:40:49,259 --> 00:40:51,818
ก็ได้ศึกษาถึง

989
00:40:51,889 --> 00:40:54,893
พฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คน

990
00:40:54,958 --> 00:40:55,534

991
00:40:55,729 --> 00:40:57,453
เขาเสนอทฤษฎี

992
00:40:57,518 --> 00:41:02,679
พัฒนาการเชาวน์ปัญญาของเขาขึ้นมาจากการสังเกตพฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คน

993
00:41:02,908 --> 00:41:03,412

994
00:41:03,479 --> 00:41:03,775

995
00:41:03,678 --> 00:41:07,460
แล้วก็สังเกตตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี

996
00:41:07,908 --> 00:41:10,285
ขับแล้วก็เขาก็สรุปว่า

997
00:41:10,718 --> 00:41:16,255
ลูกของเขาทั้งสามคนมีพัฒนาการเหมือนกันเลยในแต่ละช่วงวัย

998
00:41:16,168 --> 00:41:16,793

999
00:41:17,198 --> 00:41:18,597
แต่ละช่วงวัย

1000
00:41:18,599 --> 00:41:21,287
มีการเรียนรู้เหมือนกันใช้

1001
00:41:21,739 --> 00:41:24,245
ลักษณะการเรียนรู้เหมือนกัน

1002
00:41:24,307 --> 00:41:26,941
กลับแต่ว่าเขาสังเกตถึง 15 ปี

1003
00:41:27,188 --> 00:41:35,015
เขาก็เลยสรุปเป็นพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของมนุษย์แบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย

1004
00:41:34,938 --> 00:41:37,180
ครับแบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย

1005
00:41:37,628 --> 00:41:40,248
โดยช่วงวัยแรกนะครับ

1006
00:41:40,270 --> 00:41:40,509

1007
00:41:40,517 --> 00:41:45,106
เป็นช่วงวัยในช่วง 0 ถึง 2 ปีนะครับรอเรียกว่า

1008
00:41:45,057 --> 00:41:48,222
ขั้นการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส

1009
00:41:49,097 --> 00:41:57,169
ชื่อบอกไม่ง่ายเลยถ้าเราสังเกตน้องหรือสังเกตหลานเราถ้าใครมีน้องช่วงแรกเกิดถึง 2 ปีเนี่ย

1010
00:41:57,488 --> 00:41:58,311
เขายัง

1011
00:41:58,388 --> 00:42:00,901
แรกๆเขายังพูดอะไรไม่ได้ใช่ไหมครับ

1012
00:42:01,648 --> 00:42:02,494
ที่นี้

1013
00:42:02,867 --> 00:42:08,212
ฟังอะไรก็คงไม่รู้เรื่องหรอกเพราะเพิ่งเกิดมาไม่รู้ว่าอะไรมันคืออะไรใช่ไหมครับ

1014
00:42:08,247 --> 00:42:14,273
ดังนั้นนักเรียนเด็กในช่วง 2 วันแรกเดี๋ยวจะเรียนรู้จากการสัมผัส

1015
00:42:14,207 --> 00:42:15,683
เป็นหลักนะครับพี่

1016
00:42:15,617 --> 00:42:16,121

1017
00:42:16,318 --> 00:42:16,946

1018
00:42:17,087 --> 00:42:21,126
จะหยิบจะจับไปหมดนะครับไม่รู้หรอกว่าอันนั้นมันคืออะไร

1019
00:42:21,387 --> 00:42:22,728
จะหยิบไปก่อน

1020
00:42:22,727 --> 00:42:26,048
ได้หยิบแล้วอันนั้นแล้วรู้สึกเจ็บก็ปล่อย

1021
00:42:26,438 --> 00:42:32,624
อัพเดทก็จะได้เรียนรู้ว่าสิ่งสิ่งแบบนี้ถ้าจับแล้วมันเจ็บต่อไป

1022
00:42:32,787 --> 00:42:35,351
ฉันต้องไม่จับอีกนะครับเพราะมันเจ็บ

1023
00:42:35,538 --> 00:42:36,108

1024
00:42:36,118 --> 00:42:39,395
เขาก็จะเรียนรู้จากการหยิบจับจากการสัมผัส

1025
00:42:39,317 --> 00:42:41,373
ซับในช่วง 2 วันแรก

1026
00:42:41,877 --> 00:42:42,513

1027
00:42:43,227 --> 00:42:43,521

1028
00:42:43,927 --> 00:42:44,556

1029
00:42:44,566 --> 00:42:44,962

1030
00:42:45,087 --> 00:42:45,469

1031
00:42:45,537 --> 00:42:46,876

1032
00:42:46,877 --> 00:42:53,048
หาที่นี้ในช่วงวัยที่ 2 นะครับก็คือช่วง 2 ถึง 7 ปี

1033
00:42:53,096 --> 00:42:53,729

1034
00:42:53,867 --> 00:42:57,806
หรือช่วงซึ่งหรือขั้นก่อนปฏิบัติการคิด

1035
00:42:57,706 --> 00:42:58,276

1036
00:42:58,217 --> 00:42:58,510

1037
00:42:58,477 --> 00:43:03,424
ดวง 2-7 ปีช่วงนี้จะเรียนรู้จาก

1038
00:43:03,276 --> 00:43:03,537

1039
00:43:03,915 --> 00:43:04,143

1040
00:43:04,046 --> 00:43:04,363

1041
00:43:04,436 --> 00:43:06,791
ยังไงเอ่ยเราจำได้ไหมครับว่าช่วง

1042
00:43:06,736 --> 00:43:08,458
อายุเท่านี้ลง

1043
00:43:08,597 --> 00:43:08,841

1044
00:43:09,107 --> 00:43:11,031
เริ่มเรียนรู้จากอะไร

1045
00:43:12,696 --> 00:43:12,961

1046
00:43:13,206 --> 00:43:13,677

1047
00:43:13,716 --> 00:43:13,977

1048
00:43:13,846 --> 00:43:15,512
เรียนรู้จากการอ่าน

1049
00:43:15,446 --> 00:43:16,846
เลยได้ไหม

1050
00:43:16,987 --> 00:43:17,228

1051
00:43:17,236 --> 00:43:18,514
ณตอนนั้น

1052
00:43:18,976 --> 00:43:21,745
อย่างใช่ไหมครับเราเรียนจากอะไรเอ่ย

1053
00:43:21,727 --> 00:43:22,092

1054
00:43:22,177 --> 00:43:23,511
สิ่งที่มันเป็น

1055
00:43:24,096 --> 00:43:25,825
รูปภาพใช่ไหมครับ

1056
00:43:26,537 --> 00:43:28,997
เราเรียนจัดสิ่งที่มันเป็นรูปภาพ

1057
00:43:29,416 --> 00:43:34,207
กลับยังตอนสอดโรงเรียนบวกเลขตอนอนุบาล

1058
00:43:34,996 --> 00:43:36,753
ยังไงครับขอเอารูป

1059
00:43:36,715 --> 00:43:43,370
ภาพหมาใช่ไหมครับยังไม่เห็นเลข 2 + 3 = 5 ยังไม่ได้เริ่มแบบนั้นใช่ไหม

1060
00:43:43,516 --> 00:43:46,206
เริ่มจากเอาผลไม้เอา 2 ลูก

1061
00:43:46,326 --> 00:43:51,983
แอปเปิ้ล 2 ลูกมารวมกับแอปเปิ้ล 3 ลูกจะได้ทั้งหมดกี่ลูก

1062
00:43:52,155 --> 00:43:57,446
แล้วก็มานับ 1 2 3 4 5 แสดงว่าได้ 5 ลูก

1063
00:43:57,795 --> 00:44:02,563
ในช่วงวัยนี้ช่วงวัยที่ 2 ช่วง 2 ถึง 7 ปีเนี่ย

1064
00:44:02,535 --> 00:44:05,409
จะเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปภาพ

1065
00:44:05,545 --> 00:44:07,721
จากสิ่งที่เป็นรูปภาพ

1066
00:44:08,176 --> 00:44:08,431

1067
00:44:08,496 --> 00:44:09,007

1068
00:44:09,004 --> 00:44:09,274

1069
00:44:10,035 --> 00:44:10,321

1070
00:44:10,225 --> 00:44:13,339
เพราะฉะนั้นถ้าเราไปสอนเด็กในช่วงวัยนี้

1071
00:44:13,295 --> 00:44:16,178
เราต้องรู้จักพัฒนาการของเด็ก

1072
00:44:16,315 --> 00:44:19,242
นักเรียนของเรานะครับเราจะได้

1073
00:44:19,514 --> 00:44:24,083
ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ

1074
00:44:25,276 --> 00:44:29,955
ส่วนช่วงวัยที่ 3 ช่วง 7-11 ปี

1075
00:44:29,884 --> 00:44:31,284
ช่วงนี้

1076
00:44:31,435 --> 00:44:32,152
นะครับ

1077
00:44:32,135 --> 00:44:36,641
เรียกว่าขั้นการคิดแบบเหตุผลเชิงรูปประธรรม

1078
00:44:37,385 --> 00:44:37,813

1079
00:44:37,835 --> 00:44:44,577
7-11 ปีนะครับสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ได้แล้วนะครับ

1080
00:44:44,685 --> 00:44:49,964
สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้

1081
00:44:50,774 --> 00:44:51,359

1082
00:44:51,415 --> 00:44:51,909

1083
00:44:52,184 --> 00:44:53,072

1084
00:44:53,144 --> 00:44:57,627
เราสามารถเรียนมีตัวแปรง่ายๆเรียนได้แล้วนะครับ

1085
00:44:57,636 --> 00:44:59,548
มีสัญลักษณ์เป็นตัวเลข

1086
00:44:59,674 --> 00:45:03,967
ที่ผมที่เป็นตัวแทนปริมาณได้รู้ว่าเลข

1087
00:45:04,294 --> 00:45:07,640
มันมากกว่าเลข 2 มากน้อยแค่ไหน

1088
00:45:07,754 --> 00:45:10,080
ครับ 100 มากกว่า 20

1089
00:45:10,564 --> 00:45:12,556
มากขนาดไหนยังไงครับ

1090
00:45:12,814 --> 00:45:19,339
ขายตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้แล้ว

1091
00:45:19,723 --> 00:45:21,609
อัพเดทถึง 11 ปี

1092
00:45:21,973 --> 00:45:23,387
แล้วสามารถ

1093
00:45:23,705 --> 00:45:28,691
เริ่มที่จะรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่นได้แล้ว

1094
00:45:28,704 --> 00:45:30,735
กับ 7-11 ดีเนี่ย

1095
00:45:30,624 --> 00:45:34,913
เริ่มกลัวเพื่อนโกรธเริ่มกลัวที่จะไม่มีเพื่อนได้แล้ว

1096
00:45:35,233 --> 00:45:35,816
นะครับ

1097
00:45:36,123 --> 00:45:37,475
แต่ถ้าเป็น

1098
00:45:37,604 --> 00:45:46,294
ต่ำกว่า 7 ปีเนี่ยตอนนั้นไม่สนใจหรอกเราคิดยังไงเราเด็กอยากทำอะไรก็ทำออกมาเลยไม่ได้คำนึงถึงคนรอบข้าง

1099
00:45:46,443 --> 00:45:49,383
แต่ 7-11 ปีเริ่ม

1100
00:45:49,325 --> 00:45:52,203
รับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้แล้ว

1101
00:45:52,333 --> 00:45:52,777

1102
00:45:55,413 --> 00:45:56,679
ส่วน

1103
00:45:57,073 --> 00:45:58,408
อายุ

1104
00:45:58,553 --> 00:45:59,105

1105
00:45:59,193 --> 00:46:03,877
11-15 ปีรายนี้เป็นช่วงวัยสุดท้ายนะครับ

1106
00:46:04,255 --> 00:46:06,612
การเรียนรู้แบบนามธรรมนะครับ

1107
00:46:06,754 --> 00:46:08,785
ที่เขาศึกษานะครับ

1108
00:46:08,473 --> 00:46:10,274
ก็คือเด็กสามารถ

1109
00:46:10,343 --> 00:46:15,089
เรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมที่ซับซ้อนได้

1110
00:46:15,143 --> 00:46:15,964
มี

1111
00:46:15,913 --> 00:46:19,953
ตัวแปรที่ซับซ้อนมีสมการที่ซับซ้อนได้แล้ว

1112
00:46:19,883 --> 00:46:20,454

1113
00:46:20,593 --> 00:46:22,905
ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่

1114
00:46:23,083 --> 00:46:28,436
11-15 ปีมีพัฒนาการการเรียนรู้มีไข้เกี่ยวกับผู้ใหญ่มากที่สุดแล้ว

1115
00:46:28,343 --> 00:46:28,643

1116
00:46:28,792 --> 00:46:29,088

1117
00:46:29,113 --> 00:46:29,549

1118
00:46:30,833 --> 00:46:31,121

1119
00:46:31,602 --> 00:46:31,833

1120
00:46:31,733 --> 00:46:32,026

1121
00:46:31,993 --> 00:46:32,220

1122
00:46:32,112 --> 00:46:32,539

1123
00:46:32,312 --> 00:46:33,135

1124
00:46:33,142 --> 00:46:37,856
ซึ่งเพียเจต์อธิบายถึงกลไกในการเรียนรู้ของ

1125
00:46:37,883 --> 00:46:40,507
บุคคลแต่ละคนนะครับ

1126
00:46:40,953 --> 00:46:43,403
บุคคลแต่ละคนตามนี้ว่า

1127
00:46:43,712 --> 00:46:45,323
คนเราแต่ละคน

1128
00:46:45,632 --> 00:46:46,403

1129
00:46:47,812 --> 00:46:48,031

1130
00:46:47,943 --> 00:46:53,863
ต้องเรียนรู้จากการผ่านประสบการณ์ตรงแล้วเกิดกระบวนการเรียนรู้ 2 คนไกลก็คือ

1131
00:46:53,711 --> 00:46:53,989

1132
00:46:54,352 --> 00:47:00,831
assimilation กับ accommodation นะครับการดูดซึมกับการปรับขยายโครงสร้างทางสมอง

1133
00:47:01,142 --> 00:47:02,225
กลับแล้ว

1134
00:47:03,063 --> 00:47:08,557
แต่ละช่วงวัยนะครับก็จะเรียนรู้จากสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันไป

1135
00:47:08,512 --> 00:47:09,464
ตามวัย

1136
00:47:09,532 --> 00:47:14,890
แต่ก็เกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกันเกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกัน

1137
00:47:15,102 --> 00:47:15,329

1138
00:47:15,232 --> 00:47:15,489

1139
00:47:15,363 --> 00:47:15,585

1140
00:47:15,752 --> 00:47:17,928
อันนี้เป็นส่วนของเกียร์ J

1141
00:47:18,311 --> 00:47:18,870

1142
00:47:18,822 --> 00:47:19,241

1143
00:47:19,971 --> 00:47:20,205

1144
00:47:20,482 --> 00:47:20,691

1145
00:47:21,511 --> 00:47:21,723

1146
00:47:21,832 --> 00:47:24,630
ต่อมาไวก็อตสกี้

1147
00:47:25,422 --> 00:47:25,863

1148
00:47:25,671 --> 00:47:25,971

1149
00:47:26,123 --> 00:47:29,361
White God ที่จะอธิบายถึง

1150
00:47:29,582 --> 00:47:29,824

1151
00:47:29,773 --> 00:47:30,525

1152
00:47:32,531 --> 00:47:37,348
พัฒนาการในการเรียนรู้จากการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

1153
00:47:37,392 --> 00:47:40,181
อันนี้อาจารย์ทำดอกจันเอาไว้นะครับ

1154
00:47:40,153 --> 00:47:44,809
การเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเขาเรียกว่า Social

1155
00:47:44,761 --> 00:47:45,710

1156
00:47:45,661 --> 00:47:47,855
แต่ถ้าเกียร์ J คือ

1157
00:47:48,481 --> 00:47:52,394
ยินดีด้วยนะครับส่วนบุคคล

1158
00:47:52,642 --> 00:47:53,150

1159
00:47:53,222 --> 00:47:56,436
เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไปเอกสารให้นะครับ

1160
00:47:56,682 --> 00:47:58,298
ในภายหลังนะครับ

1161
00:47:58,411 --> 00:47:59,815
เอกสารของวันนี้

1162
00:48:02,061 --> 00:48:02,741

1163
00:48:02,702 --> 00:48:02,950

1164
00:48:03,531 --> 00:48:03,778

1165
00:48:03,721 --> 00:48:07,414
ถ้าเป็นเพียงเจคือ indigoskin

1166
00:48:07,251 --> 00:48:07,527

1167
00:48:07,382 --> 00:48:10,130
วีดีโอคือส่วนบุคคลนะครับ

1168
00:48:10,511 --> 00:48:11,787
ส่วนบุคคล

1169
00:48:11,731 --> 00:48:11,985

1170
00:48:12,050 --> 00:48:12,345

1171
00:48:13,721 --> 00:48:14,016

1172
00:48:14,040 --> 00:48:18,963
ทีนี้เรามาดูไว้ก่อนที่อธิบายไว้ว่าอย่างไร

1173
00:48:18,841 --> 00:48:19,097

1174
00:48:19,101 --> 00:48:19,409

1175
00:48:19,931 --> 00:48:23,797
ไวก็อตสกี้จะให้ความสำคัญกับการ

1176
00:48:23,780 --> 00:48:25,174
ช่วยเหลือ

1177
00:48:25,381 --> 00:48:25,594

1178
00:48:26,081 --> 00:48:28,335
ในการเรียนรู้

1179
00:48:28,510 --> 00:48:32,960
การช่วยเหลือในการเรียนรู้เราเรียกว่า scaffolding

1180
00:48:32,941 --> 00:48:34,745
coding คือการ

1181
00:48:34,731 --> 00:48:37,620
ให้ความช่วยเหลือในการเรียนรู้

1182
00:48:37,624 --> 00:48:42,694
ภาษาไทยมันมีหลายคำมากเลยนะครับที่แปลจากคำว่าสแคฟโฟลดิง

1183
00:48:42,870 --> 00:48:46,155
บางทีใช้คำว่าการให้ความช่วยเหลือ

1184
00:48:46,391 --> 00:48:49,821
บางทีใช้คำว่าการเสริมต่อความรู้

1185
00:48:50,040 --> 00:48:52,728
บางทีแปลตรงๆว่านั่งร้าน

1186
00:48:53,051 --> 00:48:53,567

1187
00:48:54,081 --> 00:48:56,498
เนี่ยไอ้ตัวนี้คือ coding

1188
00:48:56,451 --> 00:48:56,736

1189
00:48:57,091 --> 00:48:58,111

1190
00:48:58,180 --> 00:49:01,679
นึกว่าที่เขาทำนั่งร้านในการก่อสร้างบ้าน

1191
00:49:02,601 --> 00:49:02,835

1192
00:49:02,860 --> 00:49:07,346
เวลาเขาจะสร้างอะไรไปเขาจะทำนั่งร้านขึ้นไปเพื่อไปต่อ

1193
00:49:07,981 --> 00:49:11,057
สร้างในสิ่งที่มันสูงขึ้นไปเรื่อยๆใช่ไหมครับ

1194
00:49:11,060 --> 00:49:16,456
เขาเอาคำว่าสเก็ต 4 หรือนั่งร้านเนี่ยมาเป็นตัวอธิบายถึง

1195
00:49:16,630 --> 00:49:21,570
การช่วยเหลือให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

1196
00:49:22,460 --> 00:49:23,019

1197
00:49:23,030 --> 00:49:23,400

1198
00:49:23,480 --> 00:49:26,293
ซึ่งการช่วยเหลือนั้นอาจจะ

1199
00:49:26,301 --> 00:49:28,291
เป็นการช่วยเหลือผ่าน

1200
00:49:28,350 --> 00:49:31,900
คุณครูนะครับครูเป็นคนช่วยเหลือนักเรียน

1201
00:49:32,189 --> 00:49:35,325
เห็นควรให้คำแนะนำนักเรียน

1202
00:49:35,400 --> 00:49:38,657
เป็นคนที่สาธิตอะไรสักอย่างให้ดู

1203
00:49:38,600 --> 00:49:39,226

1204
00:49:39,879 --> 00:49:42,982
หรืออาจจะเป็นเพียงก็คือเพื่อนนะครับ

1205
00:49:43,350 --> 00:49:44,958
ยานี้ก็คือเพื่อน

1206
00:49:45,460 --> 00:49:48,277
อาจจะเป็นเพื่อนมาช่วยเพื่อนก็ได้

1207
00:49:48,529 --> 00:49:49,158

1208
00:49:49,299 --> 00:49:49,549

1209
00:49:49,428 --> 00:49:53,149
หรืออาจจะเป็นการใช้อุปกรณ์

1210
00:49:53,340 --> 00:49:56,926
ที่มันเป็นเทคโนโลยีบางอย่างมาช่วย

1211
00:49:57,239 --> 00:49:58,640
ให้นักเรียน

1212
00:49:59,160 --> 00:50:01,592
เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้

1213
00:50:01,670 --> 00:50:05,538
หรืออาจจะเป็น True ก็คืออุปกรณ์ที่คือ

1214
00:50:05,570 --> 00:50:06,199
นะครับ

1215
00:50:06,269 --> 00:50:10,505
บางสิ่งบางอย่างมาช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้

1216
00:50:11,209 --> 00:50:11,829

1217
00:50:13,191 --> 00:50:17,764
เมื่อนักเรียนเมื่อเราเอาความช่วยเหลือเข้าไปแล้ว

1218
00:50:17,679 --> 00:50:18,373

1219
00:50:18,829 --> 00:50:22,290
แล้วนักเรียนสามารถเรียนรู้หรือทำได้แล้ว

1220
00:50:22,479 --> 00:50:23,196
นะครับ

1221
00:50:24,090 --> 00:50:25,355
สุดท้าย

1222
00:50:25,370 --> 00:50:27,764
นั่งร้านอันนี้จะคงอยู่ไหม

1223
00:50:28,569 --> 00:50:32,739
เราสร้างบ้านพอสร้างเสร็จแล้วเข้าออกใช่ไหมครับเขาก็จะรื้อออก

1224
00:50:33,379 --> 00:50:41,541
การทำสเก็ต folding ในการเรียนรู้ของนักเรียนก็เช่นเดียวกันนะครับเมื่อเราใส่ตัวช่วยเข้าไป

1225
00:50:41,318 --> 00:50:47,723
อาจจะเป็นครูไปช่วยนักเรียนไปช่วยหรืออุปกรณ์หรือเทคโนโลยีอะไรก็ตามเข้าไปช่วย

1226
00:50:47,908 --> 00:50:53,370
เมื่อเอาไปช่วยแล้วนักเรียนคนนั้นสามารถทำได้แล้วทำได้เองแล้ว

1227
00:50:53,939 --> 00:50:56,315
เราก็เอาตัวช่วยนั้นออกมา

1228
00:50:56,308 --> 00:50:56,824

1229
00:50:57,019 --> 00:51:00,666
เหมือนกับตัวนั่งร้านที่เราใช้ในการก่อสร้างเลย

1230
00:51:01,178 --> 00:51:01,685

1231
00:51:02,138 --> 00:51:06,739
ที่นี่การช่วยเราช่วยไปเพื่ออะไรนะครับเรา

1232
00:51:07,008 --> 00:51:11,305
ไปช่วยเพื่อที่จะนำพานักเรียนของเรา

1233
00:51:11,489 --> 00:51:13,147
ให้ไปถึง

1234
00:51:13,418 --> 00:51:15,734
โซนตัวสีแดงๆนะครับ

1235
00:51:15,588 --> 00:51:17,002
Zone Off

1236
00:51:16,998 --> 00:51:19,693
experiment

1237
00:51:20,330 --> 00:51:25,614
Zone of proximal Development บางทีเขาเขียนย่อเป็น Z TD

1238
00:51:26,097 --> 00:51:28,426
Z p d นี้ก็คือ

1239
00:51:28,398 --> 00:51:32,435
ขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียน

1240
00:51:32,446 --> 00:51:33,963
จะไปถึง

1241
00:51:33,977 --> 00:51:34,686

1242
00:51:34,807 --> 00:51:37,783
ขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียนจะไปถึง

1243
00:51:38,397 --> 00:51:38,651

1244
00:51:38,658 --> 00:51:41,289
เราเรียกว่า Zone of proximal Development

1245
00:51:41,598 --> 00:51:41,865

1246
00:51:41,787 --> 00:51:44,442
คืออะไรเส้น PD คืออะไร

1247
00:51:44,608 --> 00:51:49,945
ลองมาดูวงกลมอันนี้เราจะเห็นว่ามันมีวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 วง

1248
00:51:49,798 --> 00:51:50,699
ใช่ไหมครับ

1249
00:51:51,207 --> 00:51:51,773

1250
00:51:51,980 --> 00:51:53,967
มีวงสีเหลือง

1251
00:51:54,229 --> 00:51:55,860
มีวงสี

1252
00:51:56,588 --> 00:51:59,539
ชมพูกับมีวงสีม่วง

1253
00:51:59,597 --> 00:52:00,163

1254
00:52:00,367 --> 00:52:00,653

1255
00:52:00,687 --> 00:52:02,472
วงสีเหลือง

1256
00:52:02,617 --> 00:52:07,140
เป็นขอบเขตที่นักเรียนคนใดคนหนึ่ง

1257
00:52:07,477 --> 00:52:11,517
นะครับเป็นขอบเขตที่นักเรียนสามารถรู้ได้หรือทำได้

1258
00:52:12,288 --> 00:52:14,661
แรกเริ่มถ้าเรียนด้วยตนเอง

1259
00:52:14,786 --> 00:52:19,168
พานักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามตามเกียเจอย่างเดียว

1260
00:52:19,017 --> 00:52:19,520

1261
00:52:19,908 --> 00:52:25,285
ผ่านประสบการณ์ตรงด้วยตัวของนักเรียนเองคนเดียวเนี่ยสามารถเปลี่ยนได้ใน

1262
00:52:25,927 --> 00:52:27,752
แค่ในขอบเขตเท่านี้

1263
00:52:28,177 --> 00:52:28,855
นะครับ

1264
00:52:28,817 --> 00:52:30,944
เขียนได้แค่ใน GOT7 เท่านี้

1265
00:52:31,118 --> 00:52:31,371

1266
00:52:31,627 --> 00:52:32,144

1267
00:52:32,907 --> 00:52:38,564
บางทีแต่ว่านักเรียนคนนึงอาจจะมีศักยภาพสูงสุด

1268
00:52:38,807 --> 00:52:42,404
ในเกี่ยวกับเรื่องนั้นมากกว่านั้นก็ได้

1269
00:52:42,647 --> 00:52:43,279

1270
00:52:43,357 --> 00:52:47,940
แต่ถ้าเขาฝึกด้วยตนเองหรือเรียนรู้ด้วยตนเองก็ทำได้เท่านี้แหละ

1271
00:52:48,155 --> 00:52:50,008
มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

1272
00:52:51,426 --> 00:52:54,341
ทีนี้พอเรามีสแคฟโฟลดิงเข้าไป

1273
00:52:54,305 --> 00:52:54,964

1274
00:52:55,016 --> 00:52:58,169
เราใส่สแคฟโฟลดิงหรือใส่ตัวช่วยเข้าไป

1275
00:52:58,346 --> 00:53:00,586
นักเรียนจะสามารถ

1276
00:53:00,976 --> 00:53:05,465
ขยายขอบเขตในการเรียนรู้ออกไปได้กว้างได้อีก

1277
00:53:05,456 --> 00:53:07,499
ครับในวงสีชมพู

1278
00:53:08,027 --> 00:53:08,915

1279
00:53:08,856 --> 00:53:09,091

1280
00:53:09,046 --> 00:53:12,276
What I Can Do With help ก็คือ

1281
00:53:12,376 --> 00:53:16,677
สิ่งที่ฉันสามารถทำได้เมื่อมีการช่วยเหลือ

1282
00:53:16,985 --> 00:53:18,800
เขาจะทำได้มากขึ้น

1283
00:53:18,975 --> 00:53:21,468
ในขอบเขตที่มันกว้างมากขึ้น

1284
00:53:21,917 --> 00:53:22,494

1285
00:53:22,946 --> 00:53:23,184

1286
00:53:24,027 --> 00:53:29,583
ตรงสีชมพูนี่แหละที่เราเรียกว่า Zone of proximal Development นะครับ

1287
00:53:29,736 --> 00:53:34,928
เป็นโซนเป็นขอบเขตสะแกภาพสูงสุดที่นักเรียนจะไปถึง

1288
00:53:35,246 --> 00:53:35,875
นะครับ

1289
00:53:36,716 --> 00:53:40,322
แต่จะไปได้ก็ต่อเมื่อมีสแคฟโฟลดิงเข้ามา

1290
00:53:41,145 --> 00:53:42,090
ช่วย

1291
00:53:42,105 --> 00:53:42,736

1292
00:53:43,255 --> 00:53:47,786
ส่วนสีน้ำเงินเป็นส่วนที่เป็นขอบเขตที่

1293
00:53:47,866 --> 00:53:50,032
เราไม่สามารถทำได้

1294
00:53:50,177 --> 00:53:52,408
เกินความสามารถเราจริงๆ

1295
00:53:52,665 --> 00:53:57,784
แม้ว่าจะมีสแคฟโฟลดิงแล้วมีใครมาสอนมีใครมาช่วยแล้ว

1296
00:53:57,606 --> 00:53:57,858

1297
00:53:57,925 --> 00:53:59,519
แต่เราไปไม่ถึง

1298
00:53:59,976 --> 00:54:00,673
นะครับ

1299
00:54:02,145 --> 00:54:02,430

1300
00:54:02,275 --> 00:54:08,475
แต่ว่าแซ่บ PD คือส่วนนี้นะครับคือส่วนที่เราไปถึงก็ต่อเมื่อมีคนมาช่วย

1301
00:54:08,555 --> 00:54:09,126

1302
00:54:09,266 --> 00:54:13,538
ทำให้เราไปที่ดึงศักยภาพสูงสุดที่เราจะเป็นไปได้

1303
00:54:13,494 --> 00:54:15,857
อันนี้แหละที่เขาบอกว่า

1304
00:54:16,186 --> 00:54:17,452
คุณครู

1305
00:54:17,525 --> 00:54:19,977
ควรสอนให้นักเรียน

1306
00:54:19,955 --> 00:54:23,223
ได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ

1307
00:54:23,615 --> 00:54:24,545
วันนี้ครับ

1308
00:54:24,895 --> 00:54:29,710
เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนทุกคนเวลาเราเป็นครูเราสอนวิชาของเรา

1309
00:54:29,954 --> 00:54:34,057
เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนของเราทุกคนจะต้องได้เกรด 4

1310
00:54:34,626 --> 00:54:37,904
แต่เรามีหน้าที่ช่วยนักเรียนให้

1311
00:54:38,474 --> 00:54:43,493
ไปให้ได้ตามศักยภาพที่สูงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

1312
00:54:43,784 --> 00:54:46,577
เขาจะมีนะครับไปให้เต็มที่

1313
00:54:47,125 --> 00:54:48,745
จัดให้เต็มที่

1314
00:54:48,785 --> 00:54:51,500
บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด 3

1315
00:54:51,925 --> 00:54:52,169

1316
00:54:52,184 --> 00:54:54,735
บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่ 72

1317
00:54:55,005 --> 00:54:59,634
บางคนเราไม่มีสแคฟโฟลดิงเลยเขาไปถึง 74 อยู่แล้ว

1318
00:54:59,484 --> 00:55:00,271
ไหมครับ

1319
00:55:00,504 --> 00:55:05,704
สระแก้ว 5 แต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความชอบความถนัดของนักเรียนด้วย

1320
00:55:05,955 --> 00:55:06,594

1321
00:55:06,533 --> 00:55:12,018
เรามีหน้าที่พานักเรียนไปถึง Zone of proximal Development ให้ได้

1322
00:55:12,434 --> 00:55:12,994

1323
00:55:14,544 --> 00:55:14,917

1324
00:55:14,924 --> 00:55:15,352

1325
00:55:15,304 --> 00:55:16,645
อันนี้เป็น

1326
00:55:16,584 --> 00:55:19,010
คำอธิบายของทฤษฎี

1327
00:55:18,954 --> 00:55:19,192

1328
00:55:19,924 --> 00:55:22,933
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับซึ่ง

1329
00:55:23,313 --> 00:55:25,831
ก็มี 2 ทฤษฎีที่มารวมกัน

1330
00:55:25,744 --> 00:55:26,381

1331
00:55:26,584 --> 00:55:28,768
การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง

1332
00:55:28,763 --> 00:55:33,498
แล้วก็การสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้อย่างเต็ม

1333
00:55:33,304 --> 00:55:34,526
ศักยภาพ

1334
00:55:34,587 --> 00:55:35,151

1335
00:55:36,773 --> 00:55:37,228

1336
00:55:37,284 --> 00:55:37,868

1337
00:55:38,304 --> 00:55:38,591

1338
00:55:38,883 --> 00:55:39,145

1339
00:55:39,264 --> 00:55:39,501

1340
00:55:40,743 --> 00:55:40,969

1341
00:55:40,934 --> 00:55:41,175

1342
00:55:42,593 --> 00:55:42,824

1343
00:55:42,723 --> 00:55:43,022

1344
00:55:42,914 --> 00:55:43,162

1345
00:55:43,174 --> 00:55:43,407

1346
00:55:43,554 --> 00:55:43,807

1347
00:55:43,823 --> 00:55:48,669
หานี้ก็ต่อมาที่แสดงร่วมสมัยที่สดีแรกอันนี้ก็

1348
00:55:48,423 --> 00:55:48,679

1349
00:55:48,683 --> 00:55:53,919
ดีที่รู้จักกันทั่วไปที่เราจำเป็นต้องรู้เหมือนกัน

1350
00:55:53,813 --> 00:55:54,471
นะครับ

1351
00:55:55,023 --> 00:55:55,446

1352
00:55:55,543 --> 00:55:55,790

1353
00:55:56,624 --> 00:55:56,834

1354
00:55:57,013 --> 00:55:57,226

1355
00:55:57,334 --> 00:55:57,632

1356
00:55:57,973 --> 00:55:58,254

1357
00:55:58,162 --> 00:55:58,457

1358
00:55:58,673 --> 00:56:00,274

1359
00:56:00,285 --> 00:56:01,224

1360
00:56:01,182 --> 00:56:01,435

1361
00:56:01,304 --> 00:56:02,126

1362
00:56:02,144 --> 00:56:02,437

1363
00:56:02,583 --> 00:56:07,663
คือทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือนะครับวันนี้เราต้องรู้นะครับ

1364
00:56:07,903 --> 00:56:08,268

1365
00:56:08,225 --> 00:56:13,881
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือมันจะเกิดประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อมีอยู่ 5 เงื่อนไข

1366
00:56:13,923 --> 00:56:14,394

1367
00:56:14,503 --> 00:56:16,612
เวลาเราจะจัดกิจกรรม

1368
00:56:17,703 --> 00:56:18,607
ไอ้เดช

1369
00:56:18,982 --> 00:56:20,066
เป็นกลุ่ม

1370
00:56:20,013 --> 00:56:20,306

1371
00:56:20,263 --> 00:56:25,679
เราต้องคำนึงถึง 5 นั่นไขนี้นะครับมันถึงจะทำให้

1372
00:56:25,653 --> 00:56:27,598
การเรียนรู้เป็นกลุ่มวันเกิด

1373
00:56:27,502 --> 00:56:32,416
ศักยภาพเกิดประสิทธิภาพนะครับอันแรกก็คือ

1374
00:56:32,373 --> 00:56:32,756

1375
00:56:33,463 --> 00:56:35,190
นักเรียนกับ

1376
00:56:35,131 --> 00:56:43,178
จะต้องเวลาเราจัดกลุ่มเราจะต้องจัดให้นักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อยที่แม่ใหญ่เกินไปแล้วก็ไม่เล็กเกินไป

1377
00:56:42,943 --> 00:56:43,516

1378
00:56:43,582 --> 00:56:46,860
จัดกระบวนการกลุ่มให้เป็นกลุ่มที่พอเหมาะ

1379
00:56:47,362 --> 00:56:50,751
ไม่มีจำนวนสมาชิกมากจนเกินไป

1380
00:56:50,822 --> 00:56:52,802
หรือน้อยจนเกินไป

1381
00:56:52,942 --> 00:56:53,630
นะครับ

1382
00:56:54,154 --> 00:56:56,323
ประมาณ 3-5 คน

1383
00:56:56,522 --> 00:56:57,752
กำลังพอดี

1384
00:56:57,872 --> 00:56:58,498

1385
00:57:00,373 --> 00:57:00,620

1386
00:57:00,503 --> 00:57:00,798

1387
00:57:00,751 --> 00:57:00,987

1388
00:57:01,012 --> 00:57:01,523

1389
00:57:01,463 --> 00:57:09,982
แต่ถ้ามันเป็นผ่านสมมุติว่ามันเป็นภาระงานง่ายๆแต่เราจัดกลุ่มให้นักเรียน 10 คนทำงานร่วมกัน

1390
00:57:09,982 --> 00:57:13,474
เพื่อทำให้ชิ้นงานที่เนี่ยง่ายๆมากเลย

1391
00:57:13,432 --> 00:57:15,764
ให้สมาชิก 10 คน

1392
00:57:15,742 --> 00:57:16,061

1393
00:57:16,001 --> 00:57:16,626

1394
00:57:16,582 --> 00:57:22,233
มันก็จำไม่ได้เกิดความเสียหายอะไรมากนักใช่ไหมเขาทำแป๊บเดียวก็เสร็จมันไม่ได้เกิด

1395
00:57:22,092 --> 00:57:25,589
กระบวนการพ่นพิษใส่ตองวางแผน

1396
00:57:25,421 --> 00:57:27,025
อะไรนะครับ

1397
00:57:27,021 --> 00:57:28,726
ก็จะไม่เกิด

1398
00:57:28,621 --> 00:57:29,760
หรือ

1399
00:57:29,701 --> 00:57:29,939

1400
00:57:30,093 --> 00:57:33,529
ใช้งานชิ้นนี้มันยากมากเลย

1401
00:57:33,681 --> 00:57:34,249

1402
00:57:34,451 --> 00:57:36,739
มันต้องใช้เวลาทำเยอะ

1403
00:57:36,941 --> 00:57:38,839
ต้องมีคนเยอะในการ

1404
00:57:38,811 --> 00:57:43,901
ความหมายร่วมมือกันแต่เราจัดกลุ่มให้ 2 คนทำงานชิ้นนี้

1405
00:57:44,381 --> 00:57:47,071
เราคิดว่าโอกาสมันจะสำเร็จไหม

1406
00:57:47,011 --> 00:57:47,648

1407
00:57:47,582 --> 00:57:49,649
มันก็จะไม่สำเร็จใช่ไหมครับ

1408
00:57:49,631 --> 00:57:55,484
เพราะฉะนั้นเมื่อเราพิจารณาความยากง่ายของชิ้นงานที่เรามอบหมายให้ทำร่วมกันแล้ว

1409
00:57:55,401 --> 00:58:00,984
พี่นายจำนวนคนเขาว่ามันไม่น้อยเกินไปหรือไม่มากเกินไป

1410
00:58:00,971 --> 00:58:01,481

1411
00:58:01,611 --> 00:58:05,858
เมื่อคืนจัดกิจกรรมกลุ่มย่อยให้มีจำนวนสมาชิกที่เหมาะสม

1412
00:58:05,900 --> 00:58:06,469

1413
00:58:06,802 --> 00:58:07,098

1414
00:58:07,182 --> 00:58:07,427

1415
00:58:07,632 --> 00:58:10,392
เงื่อนไขที่ 2 นะครับเราต้อง

1416
00:58:10,321 --> 00:58:15,074
แนะนำให้นักเรียนเกิดการพึ่งพาเกื้อกูล

1417
00:58:15,260 --> 00:58:17,497
ระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม

1418
00:58:17,501 --> 00:58:18,314
นะครับ

1419
00:58:18,391 --> 00:58:23,208
ไม่ใช่ว่าแบ่งกลุ่มแล้วคนเก่งหรือคนรับผิดชอบก็ทำไปคนเดียว

1420
00:58:23,522 --> 00:58:28,084
ที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลยสมาชิกในกลุ่มที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลย

1421
00:58:28,140 --> 00:58:30,937
แบบนี้ก็ไม่ได้เกิดประสิทธิภาพ

1422
00:58:31,141 --> 00:58:31,844

1423
00:58:31,911 --> 00:58:33,053
เราต้อง

1424
00:58:33,190 --> 00:58:37,972
แนะนำนักเรียนคำว่าสมาชิกในกลุ่มทุกคนต้องมีการ

1425
00:58:37,872 --> 00:58:44,492
พึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในกลุ่มนะครับเพื่อให้คนเก่งได้ช่วยเหลือคนอ่อน

1426
00:58:44,543 --> 00:58:46,455
แล้วก็เรียนรู้ไปด้วยกัน

1427
00:58:46,580 --> 00:58:47,208

1428
00:58:48,310 --> 00:58:48,602

1429
00:58:48,501 --> 00:58:48,737

1430
00:58:49,141 --> 00:58:52,670
เงื่อนไขที่ 3 เงื่อนไขที่ 3

1431
00:58:52,670 --> 00:58:52,969

1432
00:58:53,309 --> 00:58:58,954
สมาชิกในกลุ่มจะต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงาน

1433
00:58:59,070 --> 00:58:59,648

1434
00:59:00,351 --> 00:59:00,572

1435
00:59:00,741 --> 00:59:03,447
มีการปรึกษาหารือกันในการทำงาน

1436
00:59:03,691 --> 00:59:04,068

1437
00:59:03,880 --> 00:59:04,161

1438
00:59:04,260 --> 00:59:04,512

1439
00:59:04,580 --> 00:59:04,872

1440
00:59:04,840 --> 00:59:05,141

1441
00:59:05,161 --> 00:59:08,845
อันนี้ 4 อันนี้ก็ค่อนข้างสำคัญสำคัญนะครับ

1442
00:59:09,390 --> 00:59:14,071
ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานร่วมกัน

1443
00:59:13,999 --> 00:59:14,566

1444
00:59:14,830 --> 00:59:18,435
ต้องมีจุดมุ่งหมายร่วมกันว่างานนี้

1445
00:59:18,419 --> 00:59:23,042
ความสำเร็จของงานชิ้นนี้คือความสำเร็จของสมาชิกทุกคน

1446
00:59:23,421 --> 00:59:29,649
เพราะฉะนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบในการช่วยเหลือกันทำงานชิ้นนี้ให้มันสำเร็จ

1447
00:59:30,020 --> 00:59:30,580

1448
00:59:31,939 --> 00:59:33,744
ต้องวางเป้าหมายร่วมกัน

1449
00:59:35,399 --> 00:59:36,933
ครั้งสุดท้าย

1450
00:59:36,940 --> 00:59:39,754
ต้องใช้กระบวนการกลุ่มในการทำงาน

1451
00:59:40,138 --> 00:59:42,774
มีการแบ่งบทบาทหน้าที่กัน

1452
00:59:43,339 --> 00:59:48,713
มีการคิดมีการวางแผนในการทำงานร่วมกัน

1453
00:59:49,300 --> 00:59:49,941
นะครับ

1454
00:59:50,709 --> 00:59:57,354
ต้องใช้กระบวนการกลุ่มแบ่งบทบาทหน้าที่คิดวางแผนในการทำงานแล้วก็ลงมือปฏิบัติให้สำเร็จ

1455
00:59:57,890 --> 00:59:58,466

1456
00:59:59,359 --> 00:59:59,601

1457
00:59:59,870 --> 01:00:00,103

1458
01:00:00,509 --> 01:00:01,015

1459
01:00:00,959 --> 01:00:01,219

1460
01:00:01,408 --> 01:00:01,966

1461
01:00:01,658 --> 01:00:02,119

1462
01:00:01,790 --> 01:00:05,164
เพราะฉะนั้น oilatum Learning นะครับ

1463
01:00:05,309 --> 01:00:09,314
มีเงื่อนไขอยู่ห้าง 5 อย่างนะครับพี่

1464
01:00:09,540 --> 01:00:14,886
จำเป็นต้องทำให้ครบตามองค์ประกอบซึ่งจะทำให้การเรียนรู้แบบร่วมมือนี้

1465
01:00:14,859 --> 01:00:16,578
มันเกิดประสิทธิภาพ

1466
01:00:16,779 --> 01:00:17,311

1467
01:00:18,128 --> 01:00:18,422

1468
01:00:19,150 --> 01:00:19,569

1469
01:00:19,731 --> 01:00:20,300

1470
01:00:20,299 --> 01:00:22,975
จะเหลืออยู่ 2 ทฤษฎีนะครับ

1471
01:00:23,899 --> 01:00:24,847
นิดเดียว

1472
01:00:25,238 --> 01:00:25,480

1473
01:00:25,879 --> 01:00:26,334

1474
01:00:26,007 --> 01:00:26,438

1475
01:00:26,899 --> 01:00:27,344

1476
01:00:27,158 --> 01:00:29,844

1477
01:00:29,907 --> 01:00:30,804

1478
01:00:30,819 --> 01:00:31,240

1479
01:00:31,198 --> 01:00:32,784
อันนี้

1480
01:00:32,928 --> 01:00:33,188

1481
01:00:33,058 --> 01:00:33,488

1482
01:00:33,438 --> 01:00:34,251

1483
01:00:34,458 --> 01:00:39,019
ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

1484
01:00:39,078 --> 01:00:39,551

1485
01:00:39,779 --> 01:00:42,410
ต่างจากคอนสตรัคติวิซึมนะครับ

1486
01:00:42,598 --> 01:00:44,912
เมื่อกี้คอนสตรัคติวิซึมนะ

1487
01:00:44,968 --> 01:00:45,811
มันเป็น

1488
01:00:45,798 --> 01:00:48,486
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเฉยๆ

1489
01:00:48,748 --> 01:00:53,706
อันนี้มีต่อด้วยโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานก็ไป

1490
01:00:54,378 --> 01:00:56,568
ชื่อภาษาอังกฤษก็เติม

1491
01:00:57,078 --> 01:00:58,489
เติมตรงไหนครับ

1492
01:00:58,418 --> 01:00:58,938

1493
01:00:58,998 --> 01:00:59,618

1494
01:01:00,408 --> 01:01:00,836

1495
01:01:00,918 --> 01:01:01,346

1496
01:01:01,368 --> 01:01:01,628

1497
01:01:01,937 --> 01:01:02,178

1498
01:01:02,198 --> 01:01:02,507

1499
01:01:02,457 --> 01:01:05,567
เราดูสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะ

1500
01:01:05,727 --> 01:01:08,762
มันชื่อขายกันนะแต่มันไม่ใช่อันเดียวกัน

1501
01:01:11,487 --> 01:01:11,864

1502
01:01:11,689 --> 01:01:14,705
ชื่อมันคือคอนสตรัค

1503
01:01:14,757 --> 01:01:18,400
ลิซึ่มใช่ไหมครับคอนสตรัคติวิซึม

1504
01:01:19,237 --> 01:01:19,660

1505
01:01:19,497 --> 01:01:21,580
พรศักดิ์แล้วก็ติเลยนะ

1506
01:01:21,867 --> 01:01:22,145

1507
01:01:22,187 --> 01:01:24,620
แต่ถ้าอันนี้มันเป็น

1508
01:01:26,418 --> 01:01:30,928
คอนสตรัคแล้วก็มีชั่นใช่ไหมครับมีช่างมาต่อ

1509
01:01:31,157 --> 01:01:31,739
นะครับ

1510
01:01:31,927 --> 01:01:32,177

1511
01:01:32,176 --> 01:01:33,532
มีความรัก

1512
01:01:33,586 --> 01:01:36,673
ซึมนะครับมีคำว่าช่างมาต่อ

1513
01:01:36,736 --> 01:01:37,290

1514
01:01:38,138 --> 01:01:38,479

1515
01:01:39,037 --> 01:01:47,289
ภาษาไทยใช้คำว่าทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

1516
01:01:47,298 --> 01:01:47,871

1517
01:01:48,326 --> 01:01:48,626

1518
01:01:48,837 --> 01:01:52,927
มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่พัฒนาต่อมาจากคอนสตรัคติวิสต์

1519
01:01:53,067 --> 01:01:56,965
คอนสตรัคติวิสต์ซึมนั่นแหละนะครับเป็นสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

1520
01:01:56,976 --> 01:01:57,275

1521
01:01:57,357 --> 01:01:58,246

1522
01:01:58,256 --> 01:02:00,128
ทฤษฎีนี้นะครับ

1523
01:02:00,558 --> 01:02:04,277
อันนี้เป็นชื่อคนนะครับเผลอเป็นคน

1524
01:02:04,786 --> 01:02:07,929
เป็นคนเสนอทฤษฎีนี้เอาไว้นะครับว่า

1525
01:02:08,117 --> 01:02:13,987
การที่ผู้เรียนจะสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ดีนั้น

1526
01:02:14,016 --> 01:02:14,884
นะครับ

1527
01:02:15,166 --> 01:02:17,204
มันจำเป็นต้อง

1528
01:02:17,148 --> 01:02:18,372
เป็นการ

1529
01:02:18,817 --> 01:02:19,194

1530
01:02:19,396 --> 01:02:21,433
เรียนรู้ด้วยตนเองโดย

1531
01:02:21,505 --> 01:02:22,778

1532
01:02:22,976 --> 01:02:28,327
เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เอาความรู้มาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นมา

1533
01:02:28,616 --> 01:02:29,899
ครับโดย

1534
01:02:30,096 --> 01:02:33,938
ใช้สื่อหรือใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม

1535
01:02:34,066 --> 01:02:38,225
มาเป็นตัวช่วยในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นขึ้นมา

1536
01:02:38,617 --> 01:02:38,897

1537
01:02:38,867 --> 01:02:45,729
นั่นแสดงว่าการเรียนรู้ของนักเรียนจะเกิดขึ้นในระหว่างการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

1538
01:02:45,916 --> 01:02:46,485

1539
01:02:46,426 --> 01:02:46,666

1540
01:02:47,005 --> 01:02:53,352
นักเรียนจะเรียนรู้องค์ความรู้แล้วก็เอาความรู้ต่างๆมาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

1541
01:02:53,156 --> 01:02:54,046

1542
01:02:54,566 --> 01:02:54,810

1543
01:02:54,696 --> 01:02:55,408
นะครับ

1544
01:02:55,975 --> 01:02:56,203

1545
01:02:56,296 --> 01:02:59,774
แต่จำเป็นต้องมีสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม

1546
01:02:59,696 --> 01:03:00,145

1547
01:02:59,886 --> 01:03:04,061
มาเป็นตัวช่วยนะครับในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้น

1548
01:03:04,296 --> 01:03:04,579

1549
01:03:04,426 --> 01:03:04,946

1550
01:03:05,066 --> 01:03:05,300

1551
01:03:05,517 --> 01:03:05,733

1552
01:03:05,836 --> 01:03:06,098

1553
01:03:06,676 --> 01:03:06,974

1554
01:03:06,805 --> 01:03:07,431

1555
01:03:07,376 --> 01:03:07,608

1556
01:03:08,217 --> 01:03:08,583

1557
01:03:08,915 --> 01:03:09,282

1558
01:03:09,235 --> 01:03:09,525

1559
01:03:09,365 --> 01:03:09,671

1560
01:03:11,536 --> 01:03:14,424
เพราะฉะนั้นเวลาเรา

1561
01:03:14,686 --> 01:03:19,491
สอนนักเรียนนะครับเพราะเราสอนเสร็จเราอาจจะมอบหมาย

1562
01:03:19,615 --> 01:03:24,741
ภาระงานให้นักเรียนได้มีโอกาสได้เอาความรู้ที่เราสอนไปเนี่ย

1563
01:03:24,805 --> 01:03:26,210
มาช้าในการ

1564
01:03:26,275 --> 01:03:27,614
สร้างชิ้นงาน

1565
01:03:27,615 --> 01:03:28,126

1566
01:03:28,895 --> 01:03:30,424
ต่อเนื่องกันไป

1567
01:03:30,435 --> 01:03:30,944

1568
01:03:31,655 --> 01:03:31,928

1569
01:03:32,366 --> 01:03:32,841

1570
01:03:32,745 --> 01:03:33,023

1571
01:03:33,325 --> 01:03:33,593

1572
01:03:33,836 --> 01:03:34,078

1573
01:03:34,025 --> 01:03:34,843

1574
01:03:34,794 --> 01:03:35,370

1575
01:03:35,305 --> 01:03:35,673

1576
01:03:35,625 --> 01:03:36,176

1577
01:03:36,336 --> 01:03:36,754

1578
01:03:36,844 --> 01:03:38,237

1579
01:03:38,184 --> 01:03:38,478

1580
01:03:38,445 --> 01:03:42,217
หานี้เป็นอีกทฤษฎีนึงนะครับพี่

1581
01:03:42,355 --> 01:03:46,130
เราจำเป็นต้องตระหนักนะครับเราจำเป็นต้องตระหนัก

1582
01:03:46,135 --> 01:03:51,364
มันไม่มีวิธีการที่ตายตัวว่าเราจะจัดกิจกรรมอย่างไรนะครับแต่

1583
01:03:51,454 --> 01:03:54,130
ทฤษฎีนี้ multiple intelligence

1584
01:03:54,075 --> 01:03:55,213
หรือว่า

1585
01:03:55,294 --> 01:03:57,624
ทฤษฎีพหุปัญญา

1586
01:03:59,135 --> 01:04:01,893
เขาอธิบายเอาไว้นะครับว่า

1587
01:04:02,145 --> 01:04:03,862
มนุษย์เรา

1588
01:04:03,944 --> 01:04:09,853
ขับไม่ได้มีความสามารถหรือไม่ได้มีอัจฉริยภาพเพียงแค่ 2 ด้านเท่านั้น

1589
01:04:10,025 --> 01:04:12,079
ขับไม่ได้มีแค่สองด้าน

1590
01:04:12,335 --> 01:04:13,479
ในอดีต

1591
01:04:13,495 --> 01:04:15,325
เราเคยเข้าใจว่า

1592
01:04:15,734 --> 01:04:19,125
หรือถูกยอมรับว่าใครจะเป็นคนเก่ง

1593
01:04:19,054 --> 01:04:20,917
หรือใครเป็นอัจฉริยะ

1594
01:04:21,623 --> 01:04:26,656
ข้อต่อเมื่อต้องเก่งด้านคิดคำนวณกับเก่งด้านภาษาเท่านั้น

1595
01:04:26,615 --> 01:04:28,940
อันนี้คือการยอมรับในอดีต

1596
01:04:29,374 --> 01:04:31,300
แต่ในปัจจุบัน

1597
01:04:31,233 --> 01:04:31,938

1598
01:04:33,604 --> 01:04:42,785
การ์ดเนอร์เขาก็ได้อธิบายคำว่าจริงๆแล้วมนุษย์ของเรามีความเป็นอัจฉริยะภาพที่แฝงอยู่ในตัว

1599
01:04:42,574 --> 01:04:46,632
อย่างน้อย 8 ด้านก็ใช้คำว่าอย่างน้อยนะครับ

1600
01:04:47,573 --> 01:04:55,604
เพราะตอนนี้เขาแค่คนพบว่ามันมีอยู่ 8 ด้านเขาเลยใช้คำว่าอย่างน้อยแต่จริงๆมันอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้แต่ตอนนี้เขายังไม่

1601
01:04:55,323 --> 01:04:55,567

1602
01:04:55,513 --> 01:04:58,263
เขายังไม่ได้พบกับเขาค้นยังไม่พบ

1603
01:04:58,713 --> 01:04:59,222

1604
01:04:59,163 --> 01:04:59,456

1605
01:04:59,543 --> 01:04:59,839

1606
01:04:59,993 --> 01:05:02,042
แล้ว 8 ด้านนั้นมีอะไร

1607
01:05:01,984 --> 01:05:04,155
ด้านภาษาด้านที่ 1

1608
01:05:04,163 --> 01:05:05,240
กลับด้าน

1609
01:05:05,254 --> 01:05:08,395
ปากกาและคณิตศาสตร์ด้านที่ 2 อันนี้เป็น

1610
01:05:08,704 --> 01:05:11,264
การยอมรับหรือการรับรู้ตั้งแต่

1611
01:05:11,273 --> 01:05:13,087
อดีตอยู่แล้ว

1612
01:05:13,703 --> 01:05:16,478
แต่มนุษย์เราไม่ได้มีมากแค่นั้นนะครับ

1613
01:05:16,713 --> 01:05:19,598
อย่างที่ 3 ก็คือด้านมิติสัมพันธ์

1614
01:05:19,534 --> 01:05:21,581
กับด้านมิติสัมพันธ์

1615
01:05:21,652 --> 01:05:24,776
สามารถมองภาพในสามมิติ

1616
01:05:24,913 --> 01:05:26,490
ได้

1617
01:05:26,583 --> 01:05:29,792
เห็นสิ่งที่มันมีความสัมพันธ์กันได้

1618
01:05:29,723 --> 01:05:30,238

1619
01:05:30,363 --> 01:05:32,338
อย่างเช่นว่า

1620
01:05:32,793 --> 01:05:33,094

1621
01:05:33,692 --> 01:05:34,256

1622
01:05:34,273 --> 01:05:34,671

1623
01:05:34,653 --> 01:05:34,900

1624
01:05:35,173 --> 01:05:36,054
อะไรดี

1625
01:05:36,193 --> 01:05:36,412

1626
01:05:36,515 --> 01:05:36,743

1627
01:05:36,703 --> 01:05:36,992

1628
01:05:36,834 --> 01:05:41,821
ขวดน้ำขวดน้ำขวดนี้

1629
01:05:41,762 --> 01:05:42,265

1630
01:05:42,922 --> 01:05:43,422

1631
01:05:43,563 --> 01:05:45,495
เปลี่ยนดีกว่าเอาอันนี้

1632
01:05:45,543 --> 01:05:47,350
อันนี้เป็นรูปทรง

1633
01:05:48,173 --> 01:05:49,052
อะไรครับ

1634
01:05:49,254 --> 01:05:49,515

1635
01:05:49,452 --> 01:05:50,975
สี่เหลี่ยม

1636
01:05:51,054 --> 01:05:51,348

1637
01:05:51,372 --> 01:05:54,465
แต่ถ้าอาจารย์หมุนมันจะกลายเป็นรูปทรงอะไร

1638
01:05:56,053 --> 01:05:56,746
หมุน

1639
01:05:57,073 --> 01:05:57,734

1640
01:05:58,164 --> 01:05:58,401

1641
01:05:58,413 --> 01:06:05,665
สาเหตุไหมครับอาจารย์หมุนมันจะกลายเป็น

1642
01:06:05,463 --> 01:06:07,192
วงกลมใช่ไหมครับ

1643
01:06:07,582 --> 01:06:11,636
ข้อมูลแบบนี้เป็นวงกลมแต่ถ้าหมุนแบบนี้จะเป็น

1644
01:06:13,022 --> 01:06:14,825
ใน message หยังสิ

1645
01:06:15,142 --> 01:06:16,441
หมุนแบบนี้

1646
01:06:16,422 --> 01:06:16,980

1647
01:06:17,062 --> 01:06:22,429
ทรงกระบอกใหญ่ไหมเนี่ยทำแบบนี้มันจะกลายเป็นทรงกระบอกไหมครับ

1648
01:06:22,252 --> 01:06:22,512

1649
01:06:23,922 --> 01:06:29,643
อันนี้เป็นการมองมิติสัมพันธ์นะครับเห็นความเชื่อมโยงของรูปร่าง

1650
01:06:29,872 --> 01:06:35,720
นะครับอาจจะมีการเคลื่อนไหวหรือเวลาเปลี่ยนแปลงไปอะไรก็แล้วแต่นะครับ

1651
01:06:35,891 --> 01:06:39,940
จะสามารถเห็นความสัมพันธ์ของมิติต่างๆได้

1652
01:06:40,252 --> 01:06:40,831

1653
01:06:41,341 --> 01:06:41,600

1654
01:06:41,732 --> 01:06:42,004

1655
01:06:41,851 --> 01:06:43,058

1656
01:06:43,261 --> 01:06:43,571

1657
01:06:43,651 --> 01:06:43,966

1658
01:06:44,541 --> 01:06:44,774

1659
01:06:44,801 --> 01:06:45,101

1660
01:06:45,121 --> 01:06:49,621
ต่อมาวันที่ 4 การเคลื่อนไหวร่างกาย

1661
01:06:49,731 --> 01:06:50,002

1662
01:06:50,122 --> 01:06:52,700
อันนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬานะครับ

1663
01:06:53,192 --> 01:06:58,020
พรุ่งนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬาจะมีอาชีพด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย

1664
01:06:58,131 --> 01:06:58,392

1665
01:06:58,641 --> 01:06:59,964
ด้านที่

1666
01:06:59,981 --> 01:07:00,273

1667
01:07:00,371 --> 01:07:04,101
5 ก็คือด้านดนตรีอันนี้แน่นอนเป็นนักดนตรี

1668
01:07:04,082 --> 01:07:04,595

1669
01:07:05,812 --> 01:07:09,392
ต่อมาด้านการเข้าใจตนเอง

1670
01:07:09,331 --> 01:07:13,780
รู้ว่าตนเองอยู่ในสภาวะแบบไหนมีความต้องการอย่างไร

1671
01:07:13,891 --> 01:07:15,110
กลับเมื่อเกิด

1672
01:07:15,292 --> 01:07:20,564
ความเสียสมดุลทางด้านจิตใจจะรู้ว่าเราจะต้องมีการ

1673
01:07:21,511 --> 01:07:23,612
จัดการกับมันอย่างไร

1674
01:07:23,561 --> 01:07:27,875
กลับเมื่อเกิดความเครียดหรือเกิดสิ่งต่างๆขึ้นในสภาวะจิตใจ

1675
01:07:27,911 --> 01:07:32,121
อันนี้ก็ถือเป็นอัจฉริยะภาพอย่างนึงนะครับการเข้าใจตนเอง

1676
01:07:32,781 --> 01:07:33,047

1677
01:07:33,171 --> 01:07:33,461

1678
01:07:33,550 --> 01:07:33,868

1679
01:07:33,870 --> 01:07:39,179
อันนี้ก็ส่วนต่อมาความเข้าใจกับผู้อื่นความเข้าใจผู้อื่นๆนี้

1680
01:07:39,001 --> 01:07:40,273
กลุ่มที่มี

1681
01:07:40,530 --> 01:07:45,429
มีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นในจะเข้ากับคนง่ายนะครับมนุษย์

1682
01:07:45,280 --> 01:07:46,747
สัมพันธ์ดี

1683
01:07:47,012 --> 01:07:47,448

1684
01:07:47,520 --> 01:07:51,012
อันนี้มันมีอาชีพอาชีพนึงเกิดขึ้นในญี่ปุ่น

1685
01:07:52,060 --> 01:07:55,081
เป็นอาชีพที่ไปรับจ้างออกเดท

1686
01:07:55,651 --> 01:07:56,234

1687
01:07:56,171 --> 01:07:57,577
คิดเป็นชั่วโมง

1688
01:07:57,831 --> 01:08:00,575
คิดเป็นชั่วโมงในการให้บริการ

1689
01:08:00,649 --> 01:08:03,418
แค่ไปนั่งคุยเป็นเพื่อนเฉยๆ

1690
01:08:03,531 --> 01:08:04,361

1691
01:08:04,371 --> 01:08:08,880
คอยรับฟังปรึกษาคอยรับฟังนั่นนู่นนี่เฉยๆค่ะ

1692
01:08:09,170 --> 01:08:12,084
ไปเป็นคู่ออกเดทเฉยๆนะครับวันนี้

1693
01:08:12,313 --> 01:08:13,708
ในญี่ปุ่นมี

1694
01:08:13,780 --> 01:08:14,860

1695
01:08:14,870 --> 01:08:15,143

1696
01:08:15,060 --> 01:08:17,831
เขาก็ต้องอาศัยการเข้าใจของ

1697
01:08:17,940 --> 01:08:19,891
ลูกค้าของเขา

1698
01:08:20,320 --> 01:08:20,534

1699
01:08:20,449 --> 01:08:23,472
แล้วก็คอยนั่งเป็นเพื่อนคุยเป็นเพื่อน

1700
01:08:23,841 --> 01:08:24,400

1701
01:08:24,669 --> 01:08:25,059

1702
01:08:25,050 --> 01:08:25,674

1703
01:08:25,689 --> 01:08:26,072

1704
01:08:26,339 --> 01:08:31,002
ต่อมาด้านสุดท้ายนะครับเป็นความเข้าใจในธรรมชาตินะครับ

1705
01:08:30,889 --> 01:08:34,946
สิ่งแวดล้อมเป็นคนรักสิ่งแวดล้อมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

1706
01:08:35,120 --> 01:08:36,064
ได้ดี

1707
01:08:36,079 --> 01:08:36,603

1708
01:08:36,780 --> 01:08:37,236

1709
01:08:36,969 --> 01:08:37,246

1710
01:08:38,060 --> 01:08:39,211
ทุกๆ

1711
01:08:39,153 --> 01:08:42,612
พรสวรรค์ทุกๆความสามารถในนี้

1712
01:08:43,320 --> 01:08:46,576
มันเกิดประโยชน์กับเราทั้งหมดครับ

1713
01:08:46,389 --> 01:08:50,499
มันสามารถนำไปใช้ในการหารายได้ได้ทั้งหมด

1714
01:08:50,739 --> 01:08:51,269

1715
01:08:51,769 --> 01:08:55,509
เพราะฉะนั้นเวลาเราเป็นครูนะครับเราก็ต้อง

1716
01:08:55,608 --> 01:08:55,825

1717
01:08:55,870 --> 01:08:58,503
เราอย่ามุ่งสอน

1718
01:08:58,558 --> 01:09:03,923
นักเรียนเก่งจังด้านเดียวหรือด้านที่วิชาที่เราสอนเพียงอย่างเดียว

1719
01:09:04,199 --> 01:09:07,740
มันมีอัจฉริยภาพของมนุษย์ซ่อนอยู่

1720
01:09:07,848 --> 01:09:09,509
อย่างน้อย 8 อย่าง

1721
01:09:09,650 --> 01:09:11,421
เราควรจะส่งเสริม

1722
01:09:11,375 --> 01:09:11,619

1723
01:09:11,629 --> 01:09:14,132
ความสามารถของนักเรียน

1724
01:09:14,128 --> 01:09:15,793
นะครับเสริมต่อ

1725
01:09:15,798 --> 01:09:16,494
ให้

1726
01:09:16,438 --> 01:09:19,413
ให้ได้ด้วยนะครับเพราะทุกความสามารถ

1727
01:09:19,449 --> 01:09:23,033
มันสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ทั้งหมด

1728
01:09:23,289 --> 01:09:23,865

1729
01:09:23,999 --> 01:09:24,256

1730
01:09:25,089 --> 01:09:25,345

1731
01:09:26,169 --> 01:09:26,467

1732
01:09:26,619 --> 01:09:27,018

1733
01:09:27,009 --> 01:09:27,295

1734
01:09:27,128 --> 01:09:32,210
สุดท้ายนะครับสำหรับวันนี้นะครับ

1735
01:09:32,127 --> 01:09:32,548

1736
01:09:32,839 --> 01:09:35,517
ทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1737
01:09:35,967 --> 01:09:40,726
อันนี้ก็มีคนเหมือนกันแต่ไม่ใช่ความรักแล้ว

1738
01:09:40,779 --> 01:09:45,333
ไม่ค่อยไม่ใช่คอนซัคชั่นด้วยนะครับแต่เป็น connect

1739
01:09:45,328 --> 01:09:45,578

1740
01:09:45,769 --> 01:09:50,365
Connect TV ซึมทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1741
01:09:50,258 --> 01:09:50,885

1742
01:09:50,838 --> 01:09:52,289
เชื่อมโยงนิยม

1743
01:09:52,437 --> 01:09:52,743

1744
01:09:52,689 --> 01:09:53,013

1745
01:09:53,208 --> 01:09:53,454

1746
01:09:53,528 --> 01:09:53,755

1747
01:09:53,718 --> 01:09:59,181
Siemens นะครับที่เป็นชื่อคนนะครับเป็นเจ้าของผู้คิดค้นทฤษฎีขึ้นมา

1748
01:09:59,037 --> 01:09:59,669

1749
01:10:00,128 --> 01:10:01,396
Siemens

1750
01:10:01,338 --> 01:10:03,330
สำนักการศึกษา

1751
01:10:03,518 --> 01:10:09,452
แคนาดานะครับอันนี้เป็นทฤษฎีค่อนข้างที่จะใหม่นะครับเกิดขึ้นในช่วงปี 2000

1752
01:10:09,728 --> 01:10:11,667
2000 นิดๆนะครับ

1753
01:10:12,358 --> 01:10:13,703
2,000 ต้นๆ

1754
01:10:13,899 --> 01:10:22,190
เกิดมานี้เองครับเกิดมาพร้อมกับยุคที่เทคโนโลยีมันล้ำหน้ากับยุคที่มี

1755
01:10:22,288 --> 01:10:23,245
อินเทอร์เน็ต

1756
01:10:24,018 --> 01:10:25,999
เผยแพร่อย่างแพร่หลาย

1757
01:10:26,068 --> 01:10:31,330
ครับจึงเกิดที่สดีการเรียนรู้ที่เป็นคอนเนคติวิสต์อุ้มขึ้นมา

1758
01:10:31,258 --> 01:10:31,783

1759
01:10:32,027 --> 01:10:33,743
เขาอธิบายว่า

1760
01:10:34,077 --> 01:10:37,612
การเรียนรู้ของมนุษย์ในยุคนี้นะครับ

1761
01:10:37,608 --> 01:10:37,884

1762
01:10:37,727 --> 01:10:39,763
เกิดขึ้นจากการ

1763
01:10:40,037 --> 01:10:40,324

1764
01:10:40,226 --> 01:10:40,590

1765
01:10:40,608 --> 01:10:44,775
วิเคราะห์แยกแยะข้อมูลที่มันล่องลอยอยู่ในอากาศ

1766
01:10:44,897 --> 01:10:45,523

1767
01:10:46,636 --> 01:10:49,498
ข้อมูลที่ล่องลอยอากาศก็คือข้อมูลที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต

1768
01:10:49,387 --> 01:10:50,201

1769
01:10:50,217 --> 01:10:50,506

1770
01:10:50,858 --> 01:10:51,109

1771
01:10:51,307 --> 01:10:58,722
เกิดจากการรวบรวมข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตจากหลายๆแหล่งมารวมๆกันแล้วมาวิเคราะห์แยกแยะนะครับว่า

1772
01:10:58,927 --> 01:11:02,586
สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ถูกสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ผิด

1773
01:11:02,906 --> 01:11:05,399
สิ่งใดเป็นข้อมูลที่จำเป็น

1774
01:11:05,337 --> 01:11:07,640
สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ไม่จำเป็น

1775
01:11:08,219 --> 01:11:09,366
แล้วก็ตัด

1776
01:11:09,757 --> 01:11:12,948
นะครับป้าส่วนที่มันเทศทิ้งไป

1777
01:11:12,837 --> 01:11:15,470
บ้านสวนที่มันไม่จำเป็นทิ้งไป

1778
01:11:15,716 --> 01:11:17,573
เอาที่เหลือมาต่อ

1779
01:11:17,505 --> 01:11:19,969
ครับมาต่อไม่เชื่อมโยงกัน

1780
01:11:19,946 --> 01:11:21,927
เรียบเรียงขึ้นมาใหม่

1781
01:11:21,996 --> 01:11:25,008
แล้วก็สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับตัวเรา

1782
01:11:25,387 --> 01:11:25,952

1783
01:11:26,676 --> 01:11:29,883
อันนี้เป็นคำอธิบายของเขาครับ

1784
01:11:30,067 --> 01:11:31,268
แปลว่า

1785
01:11:32,366 --> 01:11:37,882
บางทีข้อมูลอาจจะไม่จำเป็นเฉพาะที่อยู่ใน iCloud หรือในอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

1786
01:11:38,267 --> 01:11:43,842
อาจจะเป็นข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคลนะครับเราสามารถ

1787
01:11:43,776 --> 01:11:46,350
ไปสอบถามจากผู้รู้ครับ

1788
01:11:46,275 --> 01:11:49,997
เอาข้อมูลจากผู้รู้หรือผู้เ****วชาญในตัวบุคคลเนี่ย

1789
01:11:50,046 --> 01:11:53,191
มาผสมผสานกับข้อมูลในอินเทอร์เน็ต

1790
01:11:53,196 --> 01:11:53,487

1791
01:11:53,445 --> 01:11:56,744
มาตัดออกมาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่นะครับ

1792
01:11:56,966 --> 01:11:59,736
ส่วนใดที่ไม่จำเป็นแล้วก็ตัดทิ้งไป

1793
01:12:00,116 --> 01:12:07,045
ส่วนใดที่มันเป็นเคสที่เราไต่ตรองดูแล้วว่าข้อมูลที่เราได้มามันเป็นเท็จเราก็ตัดมันทิ้งไป

1794
01:12:07,216 --> 01:12:10,840
ครับเอาที่เหลือเอาที่ถูกเอาที่จำเป็นที่เหลือเนี่ย

1795
01:12:10,875 --> 01:12:15,787
เรียบเรียงมาต่อกันใหม่กับเราสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับเรา

1796
01:12:16,066 --> 01:12:16,580

1797
01:12:16,708 --> 01:12:22,036
อันนี้ก็เป็นคำอธิบายในการเรียนรู้ของทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1798
01:12:22,206 --> 01:12:26,407
นะครับมันก็เป็นที่ดินสมัยใหม่ที่มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับ

1799
01:12:26,375 --> 01:12:29,410
ยุคที่อินเทอร์เน็ตมันเผยแพร่อย่างแพร่หลาย

1800
01:12:29,645 --> 01:12:30,212

1801
01:12:32,135 --> 01:12:35,419
เราจะเห็นว่าแต่ละทฤษฎี

1802
01:12:35,795 --> 01:12:37,276
มันมี

1803
01:12:37,586 --> 01:12:41,339
มันไม่มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปใช่ไหมครับ

1804
01:12:41,245 --> 01:12:46,062
มันอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ในมิติที่แตกต่างกันไป

1805
01:12:46,366 --> 01:12:47,823
เพราะฉะนั้น

1806
01:12:47,835 --> 01:12:50,910
เวลาเราจะไปออกแบบกิจกรรม

1807
01:12:50,845 --> 01:12:53,093
แล้วก็สอนนักเรียนนะครับ

1808
01:12:53,156 --> 01:12:54,161
เรา

1809
01:12:54,754 --> 01:13:01,070
จำเป็นต้องพิจารณาในนิตินั้นๆว่าเราอยากจะส่งเสริมอะไรให้กับผู้เรียน

1810
01:13:01,224 --> 01:13:04,076
แล้วเราก็ดึงทฤษฎีที่มันเกี่ยวข้องเนี่ย

1811
01:13:04,045 --> 01:13:06,406
มาใช้ในการออกแบบกิจกรรม

1812
01:13:06,865 --> 01:13:12,111
ไม่มีทฤษฎีใดที่ใช้ได้ในทุกๆกรณี

1813
01:13:12,115 --> 01:13:12,847
นะครับ

1814
01:13:13,334 --> 01:13:17,080
ไม่มีทฤษฎีใดที่เป็นยาวิเศษที่สามารถ

1815
01:13:16,984 --> 01:13:18,438
ใช้ได้ทั้งหมด

1816
01:13:18,453 --> 01:13:21,446
นะครับในทุกสิ่งที่เราจะสอนให้กับนักเรียน

1817
01:13:21,534 --> 01:13:22,236

1818
01:13:22,565 --> 01:13:26,215
คุณครูจึงจำเป็นต้องรู้ทฤษฎีให้หลากหลาย

1819
01:13:26,204 --> 01:13:30,369
แล้วก็ดึงมาใช้ให้มันเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน

1820
01:13:30,564 --> 01:13:34,040
ให้มันเหมาะสมกับลักษณะเนื้อหาที่เราจะสอน

1821
01:13:34,289 --> 01:13:38,401
ให้มันเหมาะสมกับทักษะที่เราอยากจะปลูกฝังให้กับนักเรียน

1822
01:13:38,704 --> 01:13:39,297
นะครับ

1823
01:13:39,297 --> 01:13:39,561

1824
01:13:39,534 --> 01:13:41,326
ไม่มีทฤษฎีใด

1825
01:13:41,523 --> 01:13:43,387
เป็นยาวิเศษนะครับ

1826
01:13:43,504 --> 01:13:49,175
ไม่มียาพารานะครับไม่ใช่ยาพาราที่เอาไปแก้ได้ทุกอย่าง

1827
01:13:49,084 --> 01:13:52,123
ปวดอะไรก็กินยาพาราอันนี้ไม่ได้

1828
01:13:52,084 --> 01:13:52,842

1829
01:13:52,854 --> 01:13:53,605

1830
01:13:53,624 --> 01:13:53,830

1831
01:13:53,883 --> 01:13:56,704
ok ครับสำหรับวันนี้มีใครมีคำถามไหมครับ

1832
01:13:57,985 --> 01:13:58,228

1833
01:13:59,395 --> 01:13:59,814

1834
01:13:59,964 --> 01:14:00,230

1835
01:14:00,164 --> 01:14:00,393

1836
01:14:00,285 --> 01:14:00,577

1837
01:14:00,484 --> 01:14:00,971

1838
01:14:00,993 --> 01:14:01,281

1839
01:14:01,184 --> 01:14:01,465

1840
01:14:01,503 --> 01:14:05,118
มีไหมครับเดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสาร

1841
01:14:05,353 --> 01:14:06,762
ประกอบการสอน

1842
01:14:06,763 --> 01:14:09,508
บทนี้ให้ในกลุ่มไลน์นะครับ

1843
01:14:10,084 --> 01:14:11,175
ในกลุ่มไลน์

1844
01:14:11,244 --> 01:14:11,551

1845
01:14:11,884 --> 01:14:12,140

1846
01:14:12,204 --> 01:14:14,730
ดีครับสำหรับเด็กที่

1847
01:14:15,474 --> 01:14:17,076
เด็กตา

1848
01:14:17,133 --> 01:14:19,623
สามารถอ่านไฟล์ได้เลยครับ

1849
01:14:20,344 --> 01:14:20,703

1850
01:14:20,663 --> 01:14:22,326

1851
01:14:22,263 --> 01:14:23,061

1852
01:14:23,033 --> 01:14:23,448

1853
01:14:23,162 --> 01:14:24,550

1854
01:14:24,563 --> 01:14:24,975

1855
01:14:24,823 --> 01:14:26,558
อ่านไฟล์ได้อยู่ใช่ไหมครับ

1856
01:14:26,683 --> 01:14:27,506

1857
01:14:28,543 --> 01:14:34,429
เคครับเดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราเจอกันใหม่นะครับวันนี้อาจารย์ต้องรีบไปประชุม

1858
01:14:34,242 --> 01:14:35,453

1859
01:14:36,044 --> 01:14:38,020
ครับสวัสดีครับ

1860
01:14:37,964 --> 01:14:41,542
ขอบคุณมากนะครับขอบคุณมากนะครับ

1861
01:14:41,483 --> 01:14:42,169

1862
01:14:42,123 --> 01:14:44,473

1863
01:14:45,263 --> 01:14:45,499

1864
01:14:48,593 --> 01:14:48,824

1865
01:14:49,612 --> 01:14:49,861

1866
01:14:49,933 --> 01:14:50,179

1867
01:14:50,124 --> 01:14:50,367

1868
01:14:50,442 --> 01:14:50,679

1869
01:14:50,643 --> 01:14:51,121

1870
01:14:50,964 --> 01:14:51,210

1871
01:14:51,152 --> 01:14:52,025

1872
01:14:51,992 --> 01:14:52,231

1873
01:14:52,183 --> 01:14:52,623

1874
01:14:52,693 --> 01:14:52,930

1875
01:14:53,012 --> 01:14:53,239

1876
01:14:53,203 --> 01:14:53,438

1877
01:14:53,724 --> 01:14:54,155

1878
01:15:20,493 --> 01:15:21,888

1879
01:15:23,953 --> 01:15:24,351

1880
01:15:24,272 --> 01:15:24,558

1881
01:15:24,473 --> 01:15:24,771

1882
01:15:24,723 --> 01:15:25,461

1883
01:15:25,493 --> 01:15:26,016

1884
01:15:26,002 --> 01:15:26,817

1885
01:15:26,842 --> 01:15:27,327

1886
01:15:27,282 --> 01:15:27,850

1887
01:15:27,862 --> 01:15:28,246

1888
01:15:28,052 --> 01:15:28,340

1889
01:15:28,372 --> 01:15:28,782

1890
01:15:28,561 --> 01:15:28,796

1891
01:15:28,882 --> 01:15:29,089

1892
01:15:29,082 --> 01:15:29,298


