สวัสดีครับสวัสดีพี่ตั้มนะครับ สวัสดีนักศึกษาทุกคนนะครับ เดี๋ยววันนี้อาจารย์จะทบทวน เรื่องที่สอนในสัปดาห์ที่แล้วนิดหน่อยครับแล้วก็ สอนต่อเลยนะครับแต่ว่าวันนี้อาจารย์อาจจะสอนไม่เต็มเวลาเพราะว่า มีประชุมต่อนะครับอาจารย์ขอมาสอนก่อนแป๊บนึง อันนี้เราทบทวน จากสัปดาห์ที่แล้วนะครับ ว่า การเรียนรู้ของมนุษย์เรานะครับมันแบ่งออกเป็น 3 3 3 ประเภทใช่ไหมครับ อย่างแรกก็คือ ความสามารถการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถทางสมอง เขาเรียกว่าในกลุ่มพุทธิพิสัย อักษรภาษาอังกฤษก็คือค็อกนิสโดเมน ส่วนความสามารถในกลุ่มที่ 2 นะครับ เป็นความสามารถทางด้านร่างกายหรือการ เคลื่อนไหวร่างกายหรือการปฏิบัติ เราเรียกว่าด้านทักษะพิสัย ภาษาอังกฤษก็คือ psychomotor Domain วันการเรียนรู้ในกลุ่มที่ 3 ก็คือ เป็นการเรียนรู้ที่ไปพัฒนาด้านจิตใจ อารมณ์ความรู้สึก ก็คือด้าน จิตพิสัยหรือภาษาอังกฤษคือโดเมน อันนี้คือมี 3 กลุ่มก็คือ สมองร่างกายเราก็ ติดใจ ครับมีอยู่ 3 ในการเรียนรู้นะครับ อันนี้อาจารย์ขอข้ามไปเลยนะครับ หาที่นี้มาถึงตรงนี้นะครับเมื่อเรารู้แล้วครับว่า การเรียนรู้ของเรา ของมนุษย์เรามีกี่ มีกี่กลุ่มนะครับที่นี้ กระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ทางด้านสมองทั้งด้านร่างกายทางด้านจิตใจเนี่ย มันก็จะ มนุษย์เราแต่ละคนจะมีความถนัด หน่วยการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกันนะครับความถนัดก็คือ วิธีการลับที่มนุษย์แต่ละคนใช้ในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน ขนาดที่จะใช้วิธีการในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน เรานึกว่ารูปแบบการเรียนรู้ ครับ รูปแบบการเรียนรู้คือวิธีการที่มนุษย์ใช้ในการเรียนรู้วิธีการที่ตนเองถนัด ให้ทายให้ทายว่าเราคิดว่ามนุษย์เรา ใช้ มีวิธีการใดมีกี่วิธีการที่ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่ถนัดที่จะใช้ในการเรียน อาจารย์ถามก็ได้นี่ใครเวลาเราจะเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเนี่ยเราจะเรียนรู้ด้วยวิธีไหนเราทำยังไงถึงจะได้รู้จักมัน ฉันได้เรียนรู้มันได้ สังเกตอะไรอีกครับ ลงมือทำอะไรอีก อย่างนึง การสังเกตใช้ประสาทสัมผัสทางไหนเอ่ย ดวงตาใช่ไหมครับ ลงมือทำก็คือการ เคลื่อนไหวร่างกายการปฏิบัติใช่ไหมมีอีกช่องทางนึงที่มนุษย์เรารับข้อมูลเข้าไป ในร่างในสมองเรา ทั้งหูใช่ไหมครับก็คือการฟัง ครับ วิธีการเหล่านี้เราเรียกว่าวิธีการในรูปแบบในการเรียนรู้นะครับก็คือวิธีการที่เราถนัดที่ใช้ในการเรียนรู้ ซึ่งแต่ละคน ครับแต่ละคนมีความถนัดใน การใช้วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน บางคน ชอบเรียนรู้จากการฟังถ้าฟังจะ เรียนรู้ได้ง่ายกว่า บางคนนะครับ ชอบเรียนรู้ จากการดูการอ่าน ดูรูปภาพดูข้อความดูตัวหนังสือ ขนาดเรียนด้วยวิธีนั้นมากกว่าที่จะนั่งฟังคนอื่นพูดให้ฟัง แต่บางคนนะครับ ชอบเรียนรู้จาก การลงมือทำจริงๆ นะครับ แต่ถนัดแบบนั้นไม่ไม่ชอบที่จะนั่งฟังใครพูดนานๆนะครับแล้วก็ไม่ชอบอ่านหนังสือ หรือไม่ไม่ชอบอ่านตัวอักษรไม่ชอบอ่านข้อความ ชอบการปฏิบัติ มากกว่า อันนี้ ดังนั้น นะครับคนที่มีความถนัดในการเรียนรู้จากการดูนะครับ เขาเรียกว่าวิธีการแบบ Virtual Learning Virtual Learning เราเห็นรูปดวงตาน้อยที่เป็นสี ม่วง อันนี้เป็นความถนัดของรูปแบบที่ 1 ที่คนถนัด อันที่สองก็คือเรียนรู้จากการฟัง ก็คือ auditory Learning ส่วนรูปแบบที่ 3 ก็คือการเรียนรู้จากการปฏิบัติการเคลื่อนไหวร่างกายหรือคล้ายนิติก Learning ที่นี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า บุคคลคนนึงจะใช้แค่วิธีการเดียวในการเรียนรู้นะครับ คนคนนึงอาจจะมีความถนัด 2 อย่าง รวมกันก็ได้นะครับใช้ทั้งสองอย่าง ใช้วิธีทั้ง 2 อย่างรวมกันหรือบางคนอาจจะใช้ทั้ง 3 อย่างใช้ทั้ง 3 วิธี ในการเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างร่วมกันก็ได้นะครับ แล้วแต่คนนะครับแต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน มีรูปแบบในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นนะครับเราจึง ถ้าเราไปเป็นครูนะครับเราจำเป็นต้อง สังเกตนักเรียน ครับสังเกตนักเรียนของเรานะครับว่า นักเรียนของเรามีความ มีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรบ้าง เราสามารถทำได้จากการสังเกตในชั้นเรียน หรือว่า ในระหว่างที่เราไป ไปเยี่ยมบ้านนักเรียนนะครับวันนี้ทุกโรงเรียนต้องได้ทำอยู่แล้ว เป็นประจำทุกปี เราก็สามารถสอบถามผู้ปกครองสอบถามนักเรียนเพิ่มเติมก็ได้ หรือเราอาจจะใช้กิจกรรมโฮมรูม ซึ่งทุกโรงเรียนก็มีกิจกรรมโฮมรูมอยู่แล้วนะครับแล้วก็ สามารถสอบถาม นักเรียนในที่ปรึกษาเราได้ เราใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้ รู้ว่านักเรียนมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไร ทำไมอ่ะอาจารย์ถามว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องรู้จักรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียน ถูกต้องครับ มันเป็นประโยชน์ทั้งกับ นักเรียนมันเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวครู นะครับ มันเป็นประโยชน์ในทั้งสอง ทั้งสองฝ่ายเลย หากเรารู้ว่านักเรียนมีวิธีการมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรแล้ว เราจะช่วยแนะนำนักเรียนได้นะครับแล้ว นักเรียนก็จะสามารถหาวิธีการในการเรียนรู้ที่เหมาะกับ คนเองถนัดมากที่สุด ครับ แล้วก็จะทำให้การเรียนรู้ของตัวนักเรียนนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด นะครับ เราสังเกตจากตัวเราง่ายๆเลยถ้าเราชอบเรียนรู้จากการฟังถ้าให้เรามานั่งอ่านแล้วก็ไม่อยากอ่าน เราเราไม่ชอบที่จะดูตัวอักษรไม่ชอบที่จะดูกราฟไม่ชอบที่จะดูตัวเลขแล้วเราอยาก ฟังมากกว่า มันเกินมากกว่าอันนี้ก็แล้วแต่คนนะครับเพราะฉะนั้นหากเรารู้ว่า รูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นอย่างไรนะครับเราจะช่วย แนะนำนักเรียน วิธีการเรียนรู้ให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด สำหรับตัวครูเองนะครับคุณครูก็สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้มันสอดคล้องกับ ความถนัดของนักเรียนขับรถจะได้จัดกิจกรรมที่ มันสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ของนักเรียนนักเรียนจะได้ ได้เรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นหาก ในห้อง มันแน่นอนอยู่แล้วว่าในห้องเรียนของเรานักเรียนจะมี รูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันในห้องเรียนของเราเป็นไปไม่ได้ว่า 1 ห้องเรียน นักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างเดียว เป็นไปไม่ได้แน่ๆครับ เพราะฉะนั้น กิจกรรม การเรียนการสอนที่เราจะจัดให้กับนักเรียนมันควรเป็นในลักษณะที่หลากหลาย มีกิจกรรมที่ ฟังด้วยมีกิจกรรมที่ให้จะได้ลงมือปฏิบัติด้วยครับมีกิจกรรมที่ให้นักเรียนต้องได้ สังเกต ให้ได้อ่านด้วยตนเองด้วย ก็ให้มันหลากหลาย ที่จอด ตอบสนองต่อ รูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายของนักเรียนในห้องเรียนของเรา วันนี้อาจารย์ขอข้ามไปนะครับ ทีนี้เรามาดู ว่า แล้วที่สดีการเรียนรู้นะครับเราจะมา ต่อที่ทฤษฎีการเรียนรู้นะคะว่า แล้ว คนไกลนะครับที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร มันก็จะมีวิวัฒนาการของทฤษฎีการเรียนรู้ตั้งแต่อดีตมาเรื่อยๆจนถึง ในปัจจุบัน มี คดีเกิดขึ้นมาได้เรื่อยๆนะครับแล้ว ทฤษฎีการเรียนรู้ก็มีอยู่หลายทฤษฎี แล้วก็ถูกจากกลุ่มออกเป็นหลายๆกลุ่ม มีทฤษฎีหลายกลุ่มมาก หลักๆก็คือมีอยู่ 5 กลุ่ม มีอยู่ 5 กลุ่ม ก่อนที่เราจะไปดูว่ามันมีทฤษฎีการเรียนรู้อะไรบ้าง เรามาดูความหมายของทฤษฎีการเรียนรู้หรือว่า learning เชอรี่ก่อนนะครับว่า ทฤษฎีการเรียนรู้มันหมายถึงอะไร ทฤษฎีการเรียนรู้นะครับมันอาจจะ เป็นข้อความ เป็นหลักการเป็นกรดนะครับหรือเป็นคำอธิบายต่างๆนะครับ เพื่อใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ในของการเรียนรู้ของมนุษย์ ขับในในบางสิ่งในบางด้านในบางมิติ ครับว่า การเรียนรู้ในสิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับเป็นคำอธิบายว่าการเรียนรู้ สิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วมันมีปัจจัยใดบ้างที่มันส่งผลต่อการเรียนรู้ สิ่งนั้นของมนุษย์ คำอธิบายนะครับ ว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร หลับใน ชั่วโมงที่แล้วอาจารย์อาจจะพูดคร่าวๆไปแล้วในส่วนของกลไกในสมองของเราใช่ไหมครับว่า มันเกิดจากการ ส่ง สารสื่อประสาทระหว่างเซลล์ประสาท เซลล์ เซลล์ต่อเซลล์ไปเรื่อยๆไปเรื่อยๆใช่ไหมครับ ส่งผ่านข้อมูลจาก Android แล้วก็ส่งออกไปซอย ก่อนก็จะไปต่อกับ Android ของเซลล์ถัดไปส่งต่อไปเรื่อยๆไปเรื่อย ครับจ่า ถ้าเราจับ หมอยัง ประสาทสัมผัสเราอยู่ที่มือไหมครับเราจับลูกบอลทำไมเราถึงรู้ว่าที่เราจับอยู่มันเป็นลูกบอล ได้สัมผัสลูกบอลแล้ว ประสาทสัมผัสจับมือเรามันก็สูง ส่ง กระแสประสาทไปเรื่อยๆมาถึงสมองเราใช่ไหมครับ แล้วอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการควบคุม รับข้อมูลที่ผ่านมือก็คือส่วนที่เป็น สมองส่วนพาเลทเข้ารูปใช่ไหมตรงตรงเนี้ยตรงข้างๆข้างบนของเรา ขับที่สวนที่ควบคุมอวัยวะต่างๆคือส่วนนี้ ครับหรือ ถ้าเรารับข้อมูลจากดวงตาหรือว่าเราอ่านหนังสือ ข้อมูลเหล่านั้นมันก็จะผ่านเข้ามายังดวงตาของเราแล้วก็ส่งผ่านมายัง สมองส่วนท้ายทอยใช่ไหมครับ ออฟฟี่เท่าลูกตรงนี้ อันนี้คือพูดไปตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วนะครับ อันนี้มันก็เป็นองค์ความรู้ในปัจจุบันนะครับที่มีการค้นพบแต่ว่าในอดีตมันยังไม่ มันยังไม่มีความรู้พวกนี้นะครับมันไม่ใช่ ยังไม่มีเครื่องสแกนสมองนะครับ ในอดีตเขาก็ การที่เขาจะเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ขึ้นมามันก็ผ่านการ ทดลองผ่านการสังเกตเหมือนกันนะครับแต่ว่า แรกเริ่มเลยนะครับเดี๋ยวมาดูว่าแล้วทฤษฎีการเรียนรู้มันมีกี่กลุ่ม ไปนี้ เป็นกลุ่ม เป็น 5 กลุ่มหลักๆ นะครับ กลุ่มแรกก็คือกลุ่มพฤติกรรมนิยมนะครับหรือว่ากลุ่ม capitalism พรุ่งนี้ก็จะมี หลายทฤษฎีนะครับส่วนใหญ่เราจะ ที่เรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ อาจจะเคยได้ยินพับล้อใช่ไหมครับ ทินเนอร์ใช่ไหมครับ อันนี้เป็นทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยม ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 2 ก็คือมนุษย์นิยมครับหรือ Human exim อันนี้ก็จะเป็นทฤษฎีที่อยู่ในที่เราเรียนใน สาขาจิตวิทยานะครับอาจารย์จะไม่สอนซ้ำนะครับ ซึ่ง แต่จะเล่าคร่าวๆว่าทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมเนี่ยเขา เขาศึกษา อย่างไรครับ อย่างที่บอกไปว่าในอดีตมันไม่มีเครื่อง เครื่องที่ช่วยสแกนสมองไม่ได้เห็นพฤติกรรมในสมองว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ในยุคนั้นเขาทดลองกับสัตว์ ไม่มีครับ ยังพักล็อคทดลองกับสุนัขใช่ไหม พี่เอากระดิ่งมาสั่งแล้วก็สังเกตว่า แล้วก็เอาผงเนื้อมาล่อแล้วน้ำลายสุนัขก็จะไหลใช่ไหมครับ พอเริ่มสังเกต เขาเริ่มทดลองจากสัตว์นะครับแล้วก็ดูพฤติกรรมของสัตว์ว่ามันแสดงออกอย่างไร นะครับแล้วก็นำมาสรุปข้อมูลแล้วก็เสนอเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ ครับแต่มันก็อาจจะไม่ อธิบายทุกอย่างของมนุษย์ไม่ได้เพราะตอนนั้นเขาทดลองกับสัตว์น้อยแต่ตอนนี้เป็นคน แต่เขาก็ใช้วิธีการทดลองจากจากสัตว์ ซึ่งทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมเนี่ยเขา เอามาใช้ในแวดวงการศึกษานะครับเพื่อนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ ของเด็กนักเรียนของเราของผู้เรียนของเรา ส่วนพฤติกรรมในกลุ่มที่ 2 กลุ่ม Human ในเสื้อเนี่ยก็จะเป็นทฤษฎีที่ ศึกษาถึงเกี่ยวกับด้านอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ แล้ว เขาก็จะจัดสภาวะการเรียนการสอนให้ เสื้อต่อความต้องการของผู้เรียน เป็นหลัก คือตอบสนองความเป็นมนุษย์ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้อยู่ในสภาวะที่ ที่นักเรียนอยากเรียนอยากรู้ วิชาของเราจะมาสนใจใน 3 กลุ่ม ข้างล่างนะครับ ก็คือกลุ่ม ปัญญานิยม บางทีภาษาไทย เขาก็จะใช้คำว่าพุทธินิยม มาจากภาษาอังกฤษคือ cazal นะครับมาจากคำว่าคอร์ปอเรชั่นที่แปลว่าการ กับการรู้คิดนะครับที่แปลว่ามีช่าง แต่อันนี้มันเป็นกลุ่มทฤษฎี ถ้าเป็นทฤษฎีเนี่ยมันจะลงท้ายอีกซึมนะครับ ไป SM ซึม ครับพี่ซึมก็คือ เป็นการ เกาะติดอยู่ในสิ่งนั้นเหมือนแอลกอฮอล์ลิซึ่มเนี่ย ใช่ไหมครับก็คือ alcohol + ซึม เขาก็คือเป็นการเกาะติดอยู่กับแอลกอฮอล์ใช่ไหมครับ อันนี้ก็เหมือนกันนะครับ ลงท้ายอีกซึ่งก็คือเรา หมกมุ่นเกาะติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นคำอยู่ข้างหน้านะครับ ก็คือคอมมิชชั่นมาจากการรู้คิดใช่ไหมครับเติมซึ่งเข้าไปก็คือเป็นการ ผมที่หลงใหลคลั่งไคล้เกาะติดอยู่กับการรู้คิด เพราะฉะนั้นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิด นะครับก็จะเป็นทฤษฎีที่จัดอยู่ในกลุ่ม คอสเมติกลิซึ่ม เชอรี่ ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 4 อันนี้เป็นทฤษฎีร่วมสมัย ครับพี่ ทุกคนที่เรียน เรียนทางการศึกษาจำเป็นต้องรู้จักนะครับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองหรือ คอนสตรัคติวิซึม คำนี้ต้องอยู่ในจิตใจของเราทุกคนนะครับ การเป็นครู ถึงแม้ว่ามันจะถูกค้นพบแล้วก็เผยแพร่มานานแล้วแต่ว่า ทุกวันนี้มันก็ยัง เป็นที่นิยมที่นำมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับผู้เรียนอยู่ ฉันจึงเรียกว่าทฤษฎีร่วมสมัย อดีตก็ยังใช้อยู่ปัจจุบันก็มีการใช้อยู่ก็คือร่วมสมัยกับปัจจุบัน ซึ่ง ที่นี้สำหรับ จริงๆมันก็จัดอยู่ในกลุ่มทฤษฎีร่วมสมัยนะครับแต่ว่าอาจารย์ดึงออกมาเป็นไว้อีกในกลุ่มนึงของตัวมันเร็วๆนะครับเพราะว่า อยากเน้นย้ำให้นักศึกษาในยาม อยาก ให้รู้จักกับมันจริงๆนะครับ ส่วนทฤษฎีร่วมสมัยอย่างที่บอกว่ามันเป็นที่ดีที่อดีต ใช้อยู่ปัจจุบันก็ยังใช้อยู่นะครับก็จะมีทฤษฎี ในกลุ่มคอนสตรัคชั่นนิสซึ่มกับ multiple intelligence วันนี้เราน่าจะรู้จัก multiple intelligence เนาะ สวัสดีพหุปัญญา Nova มนุษย์เรามี ความสามารถอยู่หลายด้านได้ไหมครับ ไม่ได้มีเพียงแค่ด้านคำนวณกับด้านภาษาเท่านั้น ครับแต่จริงๆมันมีอย่างน้อย 8 ด้าน เดี๋ยวเราค่อย ไปดูกันนะครับ ทฤษฎีหนึ่งที่อาจารย์เอามาสอนให้กับเราในกลุ่ม ทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมสมัยก็คือทฤษฎี Maleficent Connect แปลว่า แปลว่าอะไรครับคนนี้ เชื่อมต่อเชื่อมโยงใช่ไหมครับ อันนี้ก็เป็นทฤษฎีที่ใช้ในการเชื่อมต่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ของมนุษย์ ครับเดี๋ยวเราค่อยดูในรายละเอียดไปทีละชิ้นจะดีนะครับ อันนี้อาจารย์จะไม่พูดเนาะเดี๋ยวโรงเรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ อันนี้เป็นดินเนอร์ใช่ไหมครับที่จะดีของสกินเนอร์เราเรียกว่าสกินเนอร์บล็อกนะครับ เขาก็ สังเกตพฤติกรรมของหนู มาสโลว์ธอร์นไดค์อันนี้เราต้องได้เรียนแน่ๆนะครับ นาทีนี้เรา มาดูของเราทฤษฎีในกลุ่ม ปัญญานิยมหรือ คอสเมติกลิซึ่ม ทฤษฎีนี้มุ่งศึกษา กลไกของสมองนะครับว่า กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์เราเกิดขึ้นได้อย่างไร การเรียนรู้ของเราจะเกิดขึ้นเมื่อมี สิ่งกระตุ้นนะครับอันนี้คือ ตรีมูรติหรือ simile อันนี้คือสิ่งกระตุ้น สิ่งกระตุ้นก็คือสารสนเทศหรือข้อมูลต่างๆที่รอ มันเข้ามาทางประสาทสัมผัสของเราอาจจะ ทางหูทางตาทางจมูกทางลิ้นทางมือทางเท้า ทุกอย่างเลยนะครับ สิ่งกระตุ้นที่มันอยู่ภายนอก แล้วมามากระทบเราผ่านประสาทสัมผัสด้านต่างๆ ขับรถเรียกว่าสิ่งกระตุ้นอย่างเนี้ยอาจารย์กำลัง บรรยายให้เราฟัง นะครับอาจารย์ก็เสียงของอาจารย์ก็จะกลายเป็น สิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้านะครับก็คืออันนี้ ก็คืออันนี้ พ่อมัน สิ่งกระตุ้นมามาส่งไปที่ประสาทสัมผัสของเรานะครับ ประสาทสัมผัสของเรา ถ้าเราได้ยินเสียง Shenzhen ก็เกิดขึ้นจากการได้ยินใช่ไหมครับ ถ้า เราอ่านข้อความที่อยู่ในสไลด์อาจารย์ด้วยนะครับ กระตุ้นตรงนี้มันก็จะเป็นข้อความด้วยนะครับแสดงว่า กระตุ้นตอนนี้ส่งไปยัง นักศึกษาเนี่ยมีหลายอย่างนะครับไปพร้อมกัน ทีนี้พอมันส่งไปถึงตัวเรานะครับมันก็จะมีตรง ประสาทสัมผัสรับข้อมูลมานะครับแล้ว เขาเรียกว่า sensory Memory นะครับเป็นการ เป็นการจดจำที่เกิดจากการรับข้อมูลเข้าไปครับ ส่วนที่จดจำแต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าตรงนี้มันอยู่ตรงไหนนะครับแต่ว่า ร่างกายของเราจะเกิดกลไกการ จดจำจาก ประสาทสัมผัสที่รับข้อมูลเข้าไป อ้าวพ่อรับเข้าไปแล้วเกิดการจดจำแล้ว มันจะมี 2 ทางที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นนะครับตัวบุคคล หรือตัวนักศึกษา ไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนี้หรือสิ่งเร้านี้ หาก เราไม่สนใจเราจะ กกคืออะไรเอ่ย forget for God ก็คือลืมใช่ไหมครับ ถ้าเราไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนั้น ราคา ข้อมูลที่ส่งมายัง sensory Memory ถ้าเราไม่สนใจเราจะลืมเลย ลืมไปเลยไม่เกิดการเรียนรู้ เพราะชั่วโมงที่แล้วบอกแล้วว่าการเรียนรู้ มันจะเราจะเรียกว่าการเรียนรู้ก็ต่อเมื่อ มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวรใช่ไหมครับ เพราะตอนนี้ถ้ามัน ลืมปุ๊บเนี่ยมันไม่เกิดแน่ๆนะครับ ต่อมาหากเรามีความสนใจ graphic กระตุ้นนี้ ข้อมูลที่อยู่ในเซ็นจูรี่ memory มันจะถูกส่งมายัง working Memory ความรู้ของเรานะครับมันจะสูงส่งผ่านมายังความจำปฏิบัติการ ความจำปฏิบัติการหรือ working Memory นะครับ working Memory นี้ก็ยังไม่ได้เป็นความจำที่อยู่กับเราอย่างยาวนาน กลับยังไม่อยู่กับเราอย่างยาวนาน แปลว่าหากเราสามารถส่งผ่านความรู้จาก sensory Memory มายัง working Memory แล้ว เราจะสามารถเอาความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการ ทำการทุกสิ่งทุกอย่างได้อาจจะไปทำแบบฝึกหัด อาจจะเอาไปอธิบายให้เพื่อนฟังนะครับหรือ เอาไปประยุกต์ใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์นั่นนู่นนี่เอาไปทำประโยชน์ต่อได้ หากเราสามารถนำข้อมูลมาไว้อย่าง working Memory ได้แล้ว ที่นี้ อย่างที่บอกว่า working Memory มันก็ยังไม่ใช่ความจำระยะยาวที่จะอยู่ติดตัวของเราอย่างยาวนาน เราต้องมีวิธีการ วิธีการอย่างใดอย่างนึง ที่เราเรียกว่า เป็นโค้ช End Code ก็คือการเข้ารหัสนะครับ เราต้องมีวิธีการ แปลงจาก working Memory ให้มัน เอามากัดเก็บไว้ในรองเทอม Memory ให้ได้ long term Memory คือความจำระยะยาว เมื่อใดก็ตามที่องค์ความรู้มันถูกส่งผ่านไปยัง long term Memory ได้แล้ว ตอนนี้แหละมันจะอยู่กับเราอย่างยาวนานเลยเราจะไม่ลืมนะครับมันจะอยู่กับเราไป แล้วเอ็งโค้ดยิ่งจะทำยังไงล่ะ จะทำอย่างไรถึงจะสามารถแปลงจาก working Memory มายัง long term Memory ได้ ครับ วันนี้ไม่มีใครรู้ว่า วิธีการใด มันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล อันนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล นะครับ บางคนใช้วิธีการเองโค้ดดิ้งจากการ แต่งเป็นเพลงแล้วก็จดจำ บางคนอาจจะทำ แปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของนายแบบให้มันจำง่ายเห็นภาพได้ ได้ครอบคลุมได้ง่ายขึ้นบางคนอาจจะใช้สีสันเป็น แทนตัวอักษรเพื่อให้เป็นโค้ชยิ่งได้ง่ายขึ้น แต่มีวิธีการนึงที่ที่ง่ายที่สุดก็ไม่เชิงว่าง่ายแต่เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลแน่ๆ เรารู้ไหมว่าทำยังไง รู้ไหมครับ วิธีการหนึ่งที่เป็นวิธีการที่มันเกิดขึ้นได้แน่ๆในการเป็นโค้ช ที่เราจะสามารถแปลงจาก working Memory ไปยัง long term Memory ชั่วโมงที่แล้วมีใครจำได้ไหมว่า การที่เราจะจำอะไรได้นานๆเนี่ยตรงเซลล์ เซลล์ประสาทของเรา สงสัยเน็ตที่มันเชื่อมต่อกันระหว่างแอกซอนกับเดนไดรต์ ถ้ามันเชื่อมต่อกันได้อย่างแข็งแรง รับข้อมูล มันก็จะส่งผ่านข้อมูลได้ง่ายขึ้นแล้วก็จะจำได้ดี เราจำได้ไหมว่า วิธีการใดถึงจะทำให้ตรง สงสัยแบบนั้นมันต่อกันอย่างแข็งแรง อาทิตย์ที่แล้ว ก็คือการทำซ้ำๆนะครับ การทำซ้ำซ้ำจะช่วยให้ ตำแหน่ง sinus ตรงที่อาจารย์วงกลมเอาไว้ ตรงเนี้ย เวลามันส่งผ่านมันจะส่งเข้าเวร Drive ใช่ไหมครับแล้วออกมาเอกซเรย์แล้วก็มาต่อที่เดนไดรต์ของเซลล์สัตว์ มัน เปรียบเสมือนเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูล ถ้าเราอยาก ชำนาญอะไรหรือจำอะไรได้นานๆเนี่ย สงสัยเน็ตตรงนี้มันต้อง ต่อกันให้มันแน่น เมื่อใดก็ตามที่มันหลุดเราก็จะลืมนะครับ ถนนมันขาดไปแล้วมันส่งผ่านข้อมูลหากันไม่ได้ นะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ใส่เนี่ยมันต่อกันอย่างแข็งแรง ซึ่งการทำให้มันต่อกันอย่างแข็งแรงเนี่ย เราจะใช้วิธีการทำซ้ำๆนะครับ คำซ้ำคำซ้ำ ร่างกายของเราจะรู้ว่าถนนเส้นนี้มันยังใช้อยู่ ครับมันก็จะต่อกันเอาไว้อยู่ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่ทำสิ่งนั้นแล้วเป็นระยะเวลาที่ยาวนานระยะหนึ่ง นะครับ ร่างกายของเราจะรับรู้ว่าถนนเส้นนี้เราไม่ได้ใช้งานมันแล้ว มันสมองก็จะถูกสั่งให้ตัดออก เพราะว่าพื้นที่ในสมองเรามันมีจำกัดใช่ไหมครับ เราจะ ช่างถนนเส้นใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆไม่ได้นะครับมันเต็ม ต้องตัดออกอันไหนไม่ใช้ต้องตัดออก เพราะฉะนั้น การ n โค้ดดิ้ง นะครับการ endclothing การ End โค้ดดิ้งหรือการเข้ารหัสเพื่อน นำข้อมูลจาก working Memory มายัง long term Memory ได้เนี่ย วิธีการกินง่ายที่สุดเลยของแต่ละคนก็คือ ทองหรือทำซ้ำๆซ้ำๆ ครับเดี๋ยวมันจะมาถึง long term Memory ได้ แต่ถ้าคน เรามีความถนัดด้วยวิธีการอื่นก็ทำได้นะครับไม่ได้หมายความว่าต้องทำด้วยการทำซ้ำอย่างเดียวขึ้นอยู่กับความถนัดของเรา ที่นี้ พอมันอยู่ในรองเธอ Memory แล้วนะครับ เราสามารถดึง เราสามารถดีไซน์อันนี้คือดึงกลับเข้ามาได้เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องการที่จะใช้ข้อมูลชุดนี้มาสร้าง มาใช้ประโยชน์อะไรสักอย่าง สมมุติว่า เราเองโคตรยิ่งวันนี้เสร็จแล้ว ความรู้เหล่านั้นมันอยู่ในรองเธอ Memory เราแล้วผ่านไปสัปดาห์หน้า กลับ มีอาจารย์สั่ง งานให้เราทำ ซึ่งงานชิ้นนั้นมันต้องได้ใช้ความรู้ที่อยู่ในรองเท้าเมมโมรี่ เราสามารถดึงมันกลับมาแล้วก็เอามาทำงานส่งอาจารย์ได้ สามารถดึงหรือเรียกกับมันมาใช้ได้ตลอดเวลา ครับหากเราสามารถเอาข้อมูลไปไว้ยัง long term Memory ได้กลับหรือความจำระยะยาวได้แล้ว เราสามารถดึงกลับมาแล้วเอามาใช้ประโยชน์ ได้เลย แต่ถ้าเราเอาข้อมูลไว้ working Memory แต่เราไม่สามารถ ส่งผ่านมายัง long term Memory ถ้าเราไม่สามารถทำให้มันมายัง long term Memory ได้ เราก็ ลืมได้เหมือนกัน มันก็จะเกิดการลืมได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ตรงเอ็นโค้ดเดอร์งานสำคัญนะครับเราต้องหาวิธีการ ของเรา เพื่อแปลงจาก ความจำระดับปฏิบัติการมายังความจำ ระยะยาว ไม่ได้ อันนี้ก็เป็นคำอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของของสมอง เราเรียกว่าทฤษฎี information processing theory ทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล ทฤษฎีต่อมานะครับ ก็คือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองหรือว่าคอนสตรัคติวิซึมเทียรี่ ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง พี่บอกว่าอันนี้สำคัญทุกคน จำเป็นต้องรู้จัก ทฤษฎีนี้มันเกิดขึ้นจากการรวมเอา 2 ทฤษฎีเข้าด้วยกัน เกิดจากความ 2 ทฤษฎี ทฤษฎีแรกที่เขารวมมาก็คือทฤษฎีพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของเพียเจต์ อันนี้นักศึกษาก็น่าจะรู้จัก ทฤษฎีที่ 2 ที่เอามารวม วันนี้เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นจากชื่อนะครับ พัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของวัยก๊อตจิ อาจจะคุ้นหรือไม่คุ้นแต่คิดว่า ไม่ค่อยน่าจะขุดอันนี้ ไม่ค่อยมี รู้จักกันนะครับแต่ส่วนใหญ่จะรู้จักพญาเจ คอนสตรัคติวิซึมหรือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เกิดจากการรวมกันของทฤษฎี 2 ทฤษฎีนะครับ โดยทฤษฎีแรกของเพียเจต์เนี่ย จะเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึง ปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของตัวบุคคลแต่ละคน ของตัวบุคคลแต่ละคน แต่ถ้าเป็นไวก็อตสกี้จะเป็นอธิบายถึงการเรียนรู้ ที่เกิดจากการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม คือการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น เกาหลีลวงเอา 2 ทฤษฎีนี้เข้ามารวมไว้ด้วยกัน แน่นอนแล้วว่าใครสักคนจะเกิดการเรียนรู้ได้ต้องเกิดจากการ เข้าไปมีประสบการณ์ตรงต่อสิ่งนั้นนะครับก็คือเข้าไปทุกทีเข้าไปเผชิญกับ ปรากฏการณ์นานๆนะครับ แต่ละบุคคลก็จะเกิดการเรียนรู้ได้ แต่เขามาเพิ่มที่ไวก็อตสกี้คำว่า บางทีการเรียนรู้ของเราจำเป็นต้องมีคนอื่นมาช่วยเหลือ นะครับ เรียนรู้ด้วยตนเองผ่านประสบการณ์ตรงเพียงตัวของ เราคนเดียว มันอาจจะไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก แต่หากเราสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ให้ผู้อื่นได้มาช่วยเหลือเราในการเรียนรู้ครับอาจจะเป็นการอธิบายการแนะนำ ช่วยสอนก่อนในระยะนึง เพื่อให้เราทำเป็น แล้วก็ทำได้จนชำนาญขึ้น เคยไหมว่า เราพยายามเถอะเรียนอะไรสักอย่างด้วยตนเองแต่มันก็ได้อยู่แค่นี้มันไปต่ออีกไม่ได้แล้วถ้าเราเรียนด้วยตัวเองแต่มันได้แค่นี้จริงๆ แต่พอมีคนมาติวให้มาสอนให้มันแนะนำ มาให้เทคนิคบางสิ่งบางอย่าง เอารถเริ่มทำได้มากขึ้นแล้ว กระบวนการเนี่ยเป็นคำอธิบายของไวก็อตสกี้ กระบวนการในการเรียนรู้ด้วยตนเองของของตัวเราเองอย่างเดียวเนี่ยเป็นการเรียนรู้ตามทฤษฎีของเพียเจต์ ปีนี้เรา มาดูรายละเอียดเขาว่า เฮียเจอธิบาย ถึง กระบวนการในการเรียนรู้ตัวบุคคลแต่ละคน ไหวอย่างไรนะครับ แต่ละคน นะครับ มีกระบวนการเรียนรู้ในสมอง 2 ลักษณะ ครับก็คือ กระบวนการดูดซึม กระบวนการปรับขยายโครงสร้างของสมองกับมี 2 อย่าง samaritan นะครับ at simulation คือการดูดซึม สวนญี่ปุ่น คนไกลที่สองก็คือการปรับขยายโครงสร้างทางสมอง vaccination มี 2 อย่าง assimilation มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่ ให้มัน มีความสัมพันธ์กับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่ ถ้ามัน 3 ถ้านักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเขาหากันได้เนี่ย มันจะเกิดกระบวนการ assimilation อะหยังเช่นว่า เด็กคนนึงนะครับเกิดมาแล้วเห็น ไก่ ครั้งแรก กลับ ในปี มี หาง ครับมีขา 2 ขา กลับแล้ว แล้วผู้ปกครองนะครับบอกว่าอันนี้คือไก่แล้วเป็นสัตว์ปีก รับซื้อไก่และเป็นสัตว์ปีก ผ่านมาอีกอาทิตย์นึงไม่เห็นเป็ด อีกเหมือนกัน ได้ไหมครับแต่ว่าจะงอยปากมัน ต่างกันใช่ไหมครับระหว่างเป็ดกับไก่มีฟ้องค้าเหมือนกัน แล้วขาก็มีพังผืดตรงเท้าเหมือนกัน แบบเนี้ย มีลักษณะคล้ายกันใช่ไหมครับข้อมูลมีลักษณะคล้ายกัน นักเรียนก็สามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าไปได้ ถ้าเราถามว่าอันนี้เป็นสารประเภทไหนนักเรียนก็อาจจะตอบได้ว่าเป็นสัตว์ มันมีปีกเหมือนกันลักษณะคล้ายกันเลย ครับแต่ว่ามีบางอย่างที่แตกต่างกัน ถ้าแบบเนี้ยถ้าสามารถนักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเข้าหากันได้ มันจะเกิดกระบวนการ assimilation แต่เมื่อใดก็ตาม ถ้าความรู้ใหม่ มันไม่เกิดความเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่ นักเรียนจะรับข้อมูลใหม่เรานั้นเข้าไปในสมองเพื่อปรับขยายโครงสร้างทางสมองให้มันกว้างขึ้น อันนี้จะเรียกว่าเกิดกระบวนการ Communication หรือปรับขยายโครงสร้างของสมอง ง่ายๆก็คือ ถ้าข้อมูลใหม่หรือองค์ความรู้ใหม่ที่เราจะสอนให้กับนักเรียนเนี่ยมันมีความเชื่อมโยงกับความรู้เดิม นักเรียน กลไก assimilation ซึ่งมันจะเกิดได้ง่ายกว่า assimilation จะเกิดได้ง่ายกว่า แต่ถ้าเราสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนแล้วมันไม่เชื่อมต่ออะไรกับ ความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่เลย ก็จะเกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการแอคคอมโมเดชั่นแทน ดังนั้น บอกให้เราว่าถ้าเราจะสอน ความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนเราพยายามกระตุ้นด้วยการเชื่อมโยงเข้ากับความรู้เดิมที่นักเรียนมี ในตอนต้นของชั่วโมงเรียน ก่อน อาจจะใช้คำถามหรือการเล่าเรื่องหรือดูคลิปอะไรก็แล้วแต่เราพยายาม สร้างความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาที่เราสอนก่อนหน้านี้ กับเนื้อหาที่เรากำลังจะสอน ใหม่ในวันนี้ค่ะพยายามเชื่อมโยงให้ได้ นักเรียนจะได้เกิด exhalation ได้ง่ายกว่า ที่นี่ กระบวนการแอคคอมโมเดชั่นกับ assassination นะครับมันก็ มี ถูกแบ่งออกเป็น 4 ระยะ 4 ช่วงวัยของมนุษย์เรานะครับ แต่ละช่วงวัยแน่นอนแหละว่าการเรียนรู้มันเกิดขึ้น 2 กระบวนการนะครับแต่ว่า 2 กระบวนการนี้ มันก็ มีการเรียนรู้จัก จากสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัยของผู้เรียน ซึ่งเพียงเจ ก็ได้ศึกษาถึง พฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คน เขาเสนอทฤษฎี พัฒนาการเชาวน์ปัญญาของเขาขึ้นมาจากการสังเกตพฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คน แล้วก็สังเกตตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี ขับแล้วก็เขาก็สรุปว่า ลูกของเขาทั้งสามคนมีพัฒนาการเหมือนกันเลยในแต่ละช่วงวัย แต่ละช่วงวัย มีการเรียนรู้เหมือนกันใช้ ลักษณะการเรียนรู้เหมือนกัน กลับแต่ว่าเขาสังเกตถึง 15 ปี เขาก็เลยสรุปเป็นพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของมนุษย์แบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย ครับแบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย โดยช่วงวัยแรกนะครับ เป็นช่วงวัยในช่วง 0 ถึง 2 ปีนะครับรอเรียกว่า ขั้นการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส ชื่อบอกไม่ง่ายเลยถ้าเราสังเกตน้องหรือสังเกตหลานเราถ้าใครมีน้องช่วงแรกเกิดถึง 2 ปีเนี่ย เขายัง แรกๆเขายังพูดอะไรไม่ได้ใช่ไหมครับ ที่นี้ ฟังอะไรก็คงไม่รู้เรื่องหรอกเพราะเพิ่งเกิดมาไม่รู้ว่าอะไรมันคืออะไรใช่ไหมครับ ดังนั้นนักเรียนเด็กในช่วง 2 วันแรกเดี๋ยวจะเรียนรู้จากการสัมผัส เป็นหลักนะครับพี่ จะหยิบจะจับไปหมดนะครับไม่รู้หรอกว่าอันนั้นมันคืออะไร จะหยิบไปก่อน ได้หยิบแล้วอันนั้นแล้วรู้สึกเจ็บก็ปล่อย อัพเดทก็จะได้เรียนรู้ว่าสิ่งสิ่งแบบนี้ถ้าจับแล้วมันเจ็บต่อไป ฉันต้องไม่จับอีกนะครับเพราะมันเจ็บ เขาก็จะเรียนรู้จากการหยิบจับจากการสัมผัส ซับในช่วง 2 วันแรก หาที่นี้ในช่วงวัยที่ 2 นะครับก็คือช่วง 2 ถึง 7 ปี หรือช่วงซึ่งหรือขั้นก่อนปฏิบัติการคิด ดวง 2-7 ปีช่วงนี้จะเรียนรู้จาก ยังไงเอ่ยเราจำได้ไหมครับว่าช่วง อายุเท่านี้ลง เริ่มเรียนรู้จากอะไร เรียนรู้จากการอ่าน เลยได้ไหม ณตอนนั้น อย่างใช่ไหมครับเราเรียนจากอะไรเอ่ย สิ่งที่มันเป็น รูปภาพใช่ไหมครับ เราเรียนจัดสิ่งที่มันเป็นรูปภาพ กลับยังตอนสอดโรงเรียนบวกเลขตอนอนุบาล ยังไงครับขอเอารูป ภาพหมาใช่ไหมครับยังไม่เห็นเลข 2 + 3 = 5 ยังไม่ได้เริ่มแบบนั้นใช่ไหม เริ่มจากเอาผลไม้เอา 2 ลูก แอปเปิ้ล 2 ลูกมารวมกับแอปเปิ้ล 3 ลูกจะได้ทั้งหมดกี่ลูก แล้วก็มานับ 1 2 3 4 5 แสดงว่าได้ 5 ลูก ในช่วงวัยนี้ช่วงวัยที่ 2 ช่วง 2 ถึง 7 ปีเนี่ย จะเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปภาพ จากสิ่งที่เป็นรูปภาพ เพราะฉะนั้นถ้าเราไปสอนเด็กในช่วงวัยนี้ เราต้องรู้จักพัฒนาการของเด็ก นักเรียนของเรานะครับเราจะได้ ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ ส่วนช่วงวัยที่ 3 ช่วง 7-11 ปี ช่วงนี้ นะครับ เรียกว่าขั้นการคิดแบบเหตุผลเชิงรูปประธรรม 7-11 ปีนะครับสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ได้แล้วนะครับ สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้ เราสามารถเรียนมีตัวแปรง่ายๆเรียนได้แล้วนะครับ มีสัญลักษณ์เป็นตัวเลข ที่ผมที่เป็นตัวแทนปริมาณได้รู้ว่าเลข มันมากกว่าเลข 2 มากน้อยแค่ไหน ครับ 100 มากกว่า 20 มากขนาดไหนยังไงครับ ขายตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้แล้ว อัพเดทถึง 11 ปี แล้วสามารถ เริ่มที่จะรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่นได้แล้ว กับ 7-11 ดีเนี่ย เริ่มกลัวเพื่อนโกรธเริ่มกลัวที่จะไม่มีเพื่อนได้แล้ว นะครับ แต่ถ้าเป็น ต่ำกว่า 7 ปีเนี่ยตอนนั้นไม่สนใจหรอกเราคิดยังไงเราเด็กอยากทำอะไรก็ทำออกมาเลยไม่ได้คำนึงถึงคนรอบข้าง แต่ 7-11 ปีเริ่ม รับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้แล้ว ส่วน อายุ 11-15 ปีรายนี้เป็นช่วงวัยสุดท้ายนะครับ การเรียนรู้แบบนามธรรมนะครับ ที่เขาศึกษานะครับ ก็คือเด็กสามารถ เรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมที่ซับซ้อนได้ มี ตัวแปรที่ซับซ้อนมีสมการที่ซับซ้อนได้แล้ว ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ 11-15 ปีมีพัฒนาการการเรียนรู้มีไข้เกี่ยวกับผู้ใหญ่มากที่สุดแล้ว ซึ่งเพียเจต์อธิบายถึงกลไกในการเรียนรู้ของ บุคคลแต่ละคนนะครับ บุคคลแต่ละคนตามนี้ว่า คนเราแต่ละคน ต้องเรียนรู้จากการผ่านประสบการณ์ตรงแล้วเกิดกระบวนการเรียนรู้ 2 คนไกลก็คือ assimilation กับ accommodation นะครับการดูดซึมกับการปรับขยายโครงสร้างทางสมอง กลับแล้ว แต่ละช่วงวัยนะครับก็จะเรียนรู้จากสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันไป ตามวัย แต่ก็เกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกันเกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกัน อันนี้เป็นส่วนของเกียร์ J ต่อมาไวก็อตสกี้ White God ที่จะอธิบายถึง พัฒนาการในการเรียนรู้จากการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น อันนี้อาจารย์ทำดอกจันเอาไว้นะครับ การเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเขาเรียกว่า Social แต่ถ้าเกียร์ J คือ ยินดีด้วยนะครับส่วนบุคคล เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไปเอกสารให้นะครับ ในภายหลังนะครับ เอกสารของวันนี้ ถ้าเป็นเพียงเจคือ indigoskin วีดีโอคือส่วนบุคคลนะครับ ส่วนบุคคล ทีนี้เรามาดูไว้ก่อนที่อธิบายไว้ว่าอย่างไร ไวก็อตสกี้จะให้ความสำคัญกับการ ช่วยเหลือ ในการเรียนรู้ การช่วยเหลือในการเรียนรู้เราเรียกว่า scaffolding coding คือการ ให้ความช่วยเหลือในการเรียนรู้ ภาษาไทยมันมีหลายคำมากเลยนะครับที่แปลจากคำว่าสแคฟโฟลดิง บางทีใช้คำว่าการให้ความช่วยเหลือ บางทีใช้คำว่าการเสริมต่อความรู้ บางทีแปลตรงๆว่านั่งร้าน เนี่ยไอ้ตัวนี้คือ coding นึกว่าที่เขาทำนั่งร้านในการก่อสร้างบ้าน เวลาเขาจะสร้างอะไรไปเขาจะทำนั่งร้านขึ้นไปเพื่อไปต่อ สร้างในสิ่งที่มันสูงขึ้นไปเรื่อยๆใช่ไหมครับ เขาเอาคำว่าสเก็ต 4 หรือนั่งร้านเนี่ยมาเป็นตัวอธิบายถึง การช่วยเหลือให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น ซึ่งการช่วยเหลือนั้นอาจจะ เป็นการช่วยเหลือผ่าน คุณครูนะครับครูเป็นคนช่วยเหลือนักเรียน เห็นควรให้คำแนะนำนักเรียน เป็นคนที่สาธิตอะไรสักอย่างให้ดู หรืออาจจะเป็นเพียงก็คือเพื่อนนะครับ ยานี้ก็คือเพื่อน อาจจะเป็นเพื่อนมาช่วยเพื่อนก็ได้ หรืออาจจะเป็นการใช้อุปกรณ์ ที่มันเป็นเทคโนโลยีบางอย่างมาช่วย ให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้ หรืออาจจะเป็น True ก็คืออุปกรณ์ที่คือ นะครับ บางสิ่งบางอย่างมาช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้ เมื่อนักเรียนเมื่อเราเอาความช่วยเหลือเข้าไปแล้ว แล้วนักเรียนสามารถเรียนรู้หรือทำได้แล้ว นะครับ สุดท้าย นั่งร้านอันนี้จะคงอยู่ไหม เราสร้างบ้านพอสร้างเสร็จแล้วเข้าออกใช่ไหมครับเขาก็จะรื้อออก การทำสเก็ต folding ในการเรียนรู้ของนักเรียนก็เช่นเดียวกันนะครับเมื่อเราใส่ตัวช่วยเข้าไป อาจจะเป็นครูไปช่วยนักเรียนไปช่วยหรืออุปกรณ์หรือเทคโนโลยีอะไรก็ตามเข้าไปช่วย เมื่อเอาไปช่วยแล้วนักเรียนคนนั้นสามารถทำได้แล้วทำได้เองแล้ว เราก็เอาตัวช่วยนั้นออกมา เหมือนกับตัวนั่งร้านที่เราใช้ในการก่อสร้างเลย ที่นี่การช่วยเราช่วยไปเพื่ออะไรนะครับเรา ไปช่วยเพื่อที่จะนำพานักเรียนของเรา ให้ไปถึง โซนตัวสีแดงๆนะครับ Zone Off experiment Zone of proximal Development บางทีเขาเขียนย่อเป็น Z TD Z p d นี้ก็คือ ขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียน จะไปถึง ขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียนจะไปถึง เราเรียกว่า Zone of proximal Development คืออะไรเส้น PD คืออะไร ลองมาดูวงกลมอันนี้เราจะเห็นว่ามันมีวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 วง ใช่ไหมครับ มีวงสีเหลือง มีวงสี ชมพูกับมีวงสีม่วง วงสีเหลือง เป็นขอบเขตที่นักเรียนคนใดคนหนึ่ง นะครับเป็นขอบเขตที่นักเรียนสามารถรู้ได้หรือทำได้ แรกเริ่มถ้าเรียนด้วยตนเอง พานักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามตามเกียเจอย่างเดียว ผ่านประสบการณ์ตรงด้วยตัวของนักเรียนเองคนเดียวเนี่ยสามารถเปลี่ยนได้ใน แค่ในขอบเขตเท่านี้ นะครับ เขียนได้แค่ใน GOT7 เท่านี้ บางทีแต่ว่านักเรียนคนนึงอาจจะมีศักยภาพสูงสุด ในเกี่ยวกับเรื่องนั้นมากกว่านั้นก็ได้ แต่ถ้าเขาฝึกด้วยตนเองหรือเรียนรู้ด้วยตนเองก็ทำได้เท่านี้แหละ มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ทีนี้พอเรามีสแคฟโฟลดิงเข้าไป เราใส่สแคฟโฟลดิงหรือใส่ตัวช่วยเข้าไป นักเรียนจะสามารถ ขยายขอบเขตในการเรียนรู้ออกไปได้กว้างได้อีก ครับในวงสีชมพู What I Can Do With help ก็คือ สิ่งที่ฉันสามารถทำได้เมื่อมีการช่วยเหลือ เขาจะทำได้มากขึ้น ในขอบเขตที่มันกว้างมากขึ้น ตรงสีชมพูนี่แหละที่เราเรียกว่า Zone of proximal Development นะครับ เป็นโซนเป็นขอบเขตสะแกภาพสูงสุดที่นักเรียนจะไปถึง นะครับ แต่จะไปได้ก็ต่อเมื่อมีสแคฟโฟลดิงเข้ามา ช่วย ส่วนสีน้ำเงินเป็นส่วนที่เป็นขอบเขตที่ เราไม่สามารถทำได้ เกินความสามารถเราจริงๆ แม้ว่าจะมีสแคฟโฟลดิงแล้วมีใครมาสอนมีใครมาช่วยแล้ว แต่เราไปไม่ถึง นะครับ แต่ว่าแซ่บ PD คือส่วนนี้นะครับคือส่วนที่เราไปถึงก็ต่อเมื่อมีคนมาช่วย ทำให้เราไปที่ดึงศักยภาพสูงสุดที่เราจะเป็นไปได้ อันนี้แหละที่เขาบอกว่า คุณครู ควรสอนให้นักเรียน ได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ วันนี้ครับ เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนทุกคนเวลาเราเป็นครูเราสอนวิชาของเรา เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนของเราทุกคนจะต้องได้เกรด 4 แต่เรามีหน้าที่ช่วยนักเรียนให้ ไปให้ได้ตามศักยภาพที่สูงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เขาจะมีนะครับไปให้เต็มที่ จัดให้เต็มที่ บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด 3 บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่ 72 บางคนเราไม่มีสแคฟโฟลดิงเลยเขาไปถึง 74 อยู่แล้ว ไหมครับ สระแก้ว 5 แต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความชอบความถนัดของนักเรียนด้วย เรามีหน้าที่พานักเรียนไปถึง Zone of proximal Development ให้ได้ อันนี้เป็น คำอธิบายของทฤษฎี การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับซึ่ง ก็มี 2 ทฤษฎีที่มารวมกัน การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง แล้วก็การสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้อย่างเต็ม ศักยภาพ หานี้ก็ต่อมาที่แสดงร่วมสมัยที่สดีแรกอันนี้ก็ ดีที่รู้จักกันทั่วไปที่เราจำเป็นต้องรู้เหมือนกัน นะครับ คือทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือนะครับวันนี้เราต้องรู้นะครับ ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือมันจะเกิดประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อมีอยู่ 5 เงื่อนไข เวลาเราจะจัดกิจกรรม ไอ้เดช เป็นกลุ่ม เราต้องคำนึงถึง 5 นั่นไขนี้นะครับมันถึงจะทำให้ การเรียนรู้เป็นกลุ่มวันเกิด ศักยภาพเกิดประสิทธิภาพนะครับอันแรกก็คือ นักเรียนกับ จะต้องเวลาเราจัดกลุ่มเราจะต้องจัดให้นักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อยที่แม่ใหญ่เกินไปแล้วก็ไม่เล็กเกินไป จัดกระบวนการกลุ่มให้เป็นกลุ่มที่พอเหมาะ ไม่มีจำนวนสมาชิกมากจนเกินไป หรือน้อยจนเกินไป นะครับ ประมาณ 3-5 คน กำลังพอดี แต่ถ้ามันเป็นผ่านสมมุติว่ามันเป็นภาระงานง่ายๆแต่เราจัดกลุ่มให้นักเรียน 10 คนทำงานร่วมกัน เพื่อทำให้ชิ้นงานที่เนี่ยง่ายๆมากเลย ให้สมาชิก 10 คน มันก็จำไม่ได้เกิดความเสียหายอะไรมากนักใช่ไหมเขาทำแป๊บเดียวก็เสร็จมันไม่ได้เกิด กระบวนการพ่นพิษใส่ตองวางแผน อะไรนะครับ ก็จะไม่เกิด หรือ ใช้งานชิ้นนี้มันยากมากเลย มันต้องใช้เวลาทำเยอะ ต้องมีคนเยอะในการ ความหมายร่วมมือกันแต่เราจัดกลุ่มให้ 2 คนทำงานชิ้นนี้ เราคิดว่าโอกาสมันจะสำเร็จไหม มันก็จะไม่สำเร็จใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเราพิจารณาความยากง่ายของชิ้นงานที่เรามอบหมายให้ทำร่วมกันแล้ว พี่นายจำนวนคนเขาว่ามันไม่น้อยเกินไปหรือไม่มากเกินไป เมื่อคืนจัดกิจกรรมกลุ่มย่อยให้มีจำนวนสมาชิกที่เหมาะสม เงื่อนไขที่ 2 นะครับเราต้อง แนะนำให้นักเรียนเกิดการพึ่งพาเกื้อกูล ระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม นะครับ ไม่ใช่ว่าแบ่งกลุ่มแล้วคนเก่งหรือคนรับผิดชอบก็ทำไปคนเดียว ที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลยสมาชิกในกลุ่มที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลย แบบนี้ก็ไม่ได้เกิดประสิทธิภาพ เราต้อง แนะนำนักเรียนคำว่าสมาชิกในกลุ่มทุกคนต้องมีการ พึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในกลุ่มนะครับเพื่อให้คนเก่งได้ช่วยเหลือคนอ่อน แล้วก็เรียนรู้ไปด้วยกัน เงื่อนไขที่ 3 เงื่อนไขที่ 3 สมาชิกในกลุ่มจะต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงาน มีการปรึกษาหารือกันในการทำงาน อันนี้ 4 อันนี้ก็ค่อนข้างสำคัญสำคัญนะครับ ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานร่วมกัน ต้องมีจุดมุ่งหมายร่วมกันว่างานนี้ ความสำเร็จของงานชิ้นนี้คือความสำเร็จของสมาชิกทุกคน เพราะฉะนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบในการช่วยเหลือกันทำงานชิ้นนี้ให้มันสำเร็จ ต้องวางเป้าหมายร่วมกัน ครั้งสุดท้าย ต้องใช้กระบวนการกลุ่มในการทำงาน มีการแบ่งบทบาทหน้าที่กัน มีการคิดมีการวางแผนในการทำงานร่วมกัน นะครับ ต้องใช้กระบวนการกลุ่มแบ่งบทบาทหน้าที่คิดวางแผนในการทำงานแล้วก็ลงมือปฏิบัติให้สำเร็จ เพราะฉะนั้น oilatum Learning นะครับ มีเงื่อนไขอยู่ห้าง 5 อย่างนะครับพี่ จำเป็นต้องทำให้ครบตามองค์ประกอบซึ่งจะทำให้การเรียนรู้แบบร่วมมือนี้ มันเกิดประสิทธิภาพ จะเหลืออยู่ 2 ทฤษฎีนะครับ นิดเดียว อันนี้ ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ต่างจากคอนสตรัคติวิซึมนะครับ เมื่อกี้คอนสตรัคติวิซึมนะ มันเป็น การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเฉยๆ อันนี้มีต่อด้วยโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานก็ไป ชื่อภาษาอังกฤษก็เติม เติมตรงไหนครับ เราดูสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะ มันชื่อขายกันนะแต่มันไม่ใช่อันเดียวกัน ชื่อมันคือคอนสตรัค ลิซึ่มใช่ไหมครับคอนสตรัคติวิซึม พรศักดิ์แล้วก็ติเลยนะ แต่ถ้าอันนี้มันเป็น คอนสตรัคแล้วก็มีชั่นใช่ไหมครับมีช่างมาต่อ นะครับ มีความรัก ซึมนะครับมีคำว่าช่างมาต่อ ภาษาไทยใช้คำว่าทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่พัฒนาต่อมาจากคอนสตรัคติวิสต์ คอนสตรัคติวิสต์ซึมนั่นแหละนะครับเป็นสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ทฤษฎีนี้นะครับ อันนี้เป็นชื่อคนนะครับเผลอเป็นคน เป็นคนเสนอทฤษฎีนี้เอาไว้นะครับว่า การที่ผู้เรียนจะสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ดีนั้น นะครับ มันจำเป็นต้อง เป็นการ เรียนรู้ด้วยตนเองโดย เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เอาความรู้มาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นมา ครับโดย ใช้สื่อหรือใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มาเป็นตัวช่วยในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นขึ้นมา นั่นแสดงว่าการเรียนรู้ของนักเรียนจะเกิดขึ้นในระหว่างการสร้างสรรค์ชิ้นงาน นักเรียนจะเรียนรู้องค์ความรู้แล้วก็เอาความรู้ต่างๆมาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน นะครับ แต่จำเป็นต้องมีสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม มาเป็นตัวช่วยนะครับในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้น เพราะฉะนั้นเวลาเรา สอนนักเรียนนะครับเพราะเราสอนเสร็จเราอาจจะมอบหมาย ภาระงานให้นักเรียนได้มีโอกาสได้เอาความรู้ที่เราสอนไปเนี่ย มาช้าในการ สร้างชิ้นงาน ต่อเนื่องกันไป หานี้เป็นอีกทฤษฎีนึงนะครับพี่ เราจำเป็นต้องตระหนักนะครับเราจำเป็นต้องตระหนัก มันไม่มีวิธีการที่ตายตัวว่าเราจะจัดกิจกรรมอย่างไรนะครับแต่ ทฤษฎีนี้ multiple intelligence หรือว่า ทฤษฎีพหุปัญญา เขาอธิบายเอาไว้นะครับว่า มนุษย์เรา ขับไม่ได้มีความสามารถหรือไม่ได้มีอัจฉริยภาพเพียงแค่ 2 ด้านเท่านั้น ขับไม่ได้มีแค่สองด้าน ในอดีต เราเคยเข้าใจว่า หรือถูกยอมรับว่าใครจะเป็นคนเก่ง หรือใครเป็นอัจฉริยะ ข้อต่อเมื่อต้องเก่งด้านคิดคำนวณกับเก่งด้านภาษาเท่านั้น อันนี้คือการยอมรับในอดีต แต่ในปัจจุบัน การ์ดเนอร์เขาก็ได้อธิบายคำว่าจริงๆแล้วมนุษย์ของเรามีความเป็นอัจฉริยะภาพที่แฝงอยู่ในตัว อย่างน้อย 8 ด้านก็ใช้คำว่าอย่างน้อยนะครับ เพราะตอนนี้เขาแค่คนพบว่ามันมีอยู่ 8 ด้านเขาเลยใช้คำว่าอย่างน้อยแต่จริงๆมันอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้แต่ตอนนี้เขายังไม่ เขายังไม่ได้พบกับเขาค้นยังไม่พบ แล้ว 8 ด้านนั้นมีอะไร ด้านภาษาด้านที่ 1 กลับด้าน ปากกาและคณิตศาสตร์ด้านที่ 2 อันนี้เป็น การยอมรับหรือการรับรู้ตั้งแต่ อดีตอยู่แล้ว แต่มนุษย์เราไม่ได้มีมากแค่นั้นนะครับ อย่างที่ 3 ก็คือด้านมิติสัมพันธ์ กับด้านมิติสัมพันธ์ สามารถมองภาพในสามมิติ ได้ เห็นสิ่งที่มันมีความสัมพันธ์กันได้ อย่างเช่นว่า อะไรดี ขวดน้ำขวดน้ำขวดนี้ เปลี่ยนดีกว่าเอาอันนี้ อันนี้เป็นรูปทรง อะไรครับ สี่เหลี่ยม แต่ถ้าอาจารย์หมุนมันจะกลายเป็นรูปทรงอะไร หมุน สาเหตุไหมครับอาจารย์หมุนมันจะกลายเป็น วงกลมใช่ไหมครับ ข้อมูลแบบนี้เป็นวงกลมแต่ถ้าหมุนแบบนี้จะเป็น ใน message หยังสิ หมุนแบบนี้ ทรงกระบอกใหญ่ไหมเนี่ยทำแบบนี้มันจะกลายเป็นทรงกระบอกไหมครับ อันนี้เป็นการมองมิติสัมพันธ์นะครับเห็นความเชื่อมโยงของรูปร่าง นะครับอาจจะมีการเคลื่อนไหวหรือเวลาเปลี่ยนแปลงไปอะไรก็แล้วแต่นะครับ จะสามารถเห็นความสัมพันธ์ของมิติต่างๆได้ ต่อมาวันที่ 4 การเคลื่อนไหวร่างกาย อันนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬานะครับ พรุ่งนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬาจะมีอาชีพด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ด้านที่ 5 ก็คือด้านดนตรีอันนี้แน่นอนเป็นนักดนตรี ต่อมาด้านการเข้าใจตนเอง รู้ว่าตนเองอยู่ในสภาวะแบบไหนมีความต้องการอย่างไร กลับเมื่อเกิด ความเสียสมดุลทางด้านจิตใจจะรู้ว่าเราจะต้องมีการ จัดการกับมันอย่างไร กลับเมื่อเกิดความเครียดหรือเกิดสิ่งต่างๆขึ้นในสภาวะจิตใจ อันนี้ก็ถือเป็นอัจฉริยะภาพอย่างนึงนะครับการเข้าใจตนเอง อันนี้ก็ส่วนต่อมาความเข้าใจกับผู้อื่นความเข้าใจผู้อื่นๆนี้ กลุ่มที่มี มีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นในจะเข้ากับคนง่ายนะครับมนุษย์ สัมพันธ์ดี อันนี้มันมีอาชีพอาชีพนึงเกิดขึ้นในญี่ปุ่น เป็นอาชีพที่ไปรับจ้างออกเดท คิดเป็นชั่วโมง คิดเป็นชั่วโมงในการให้บริการ แค่ไปนั่งคุยเป็นเพื่อนเฉยๆ คอยรับฟังปรึกษาคอยรับฟังนั่นนู่นนี่เฉยๆค่ะ ไปเป็นคู่ออกเดทเฉยๆนะครับวันนี้ ในญี่ปุ่นมี เขาก็ต้องอาศัยการเข้าใจของ ลูกค้าของเขา แล้วก็คอยนั่งเป็นเพื่อนคุยเป็นเพื่อน ต่อมาด้านสุดท้ายนะครับเป็นความเข้าใจในธรรมชาตินะครับ สิ่งแวดล้อมเป็นคนรักสิ่งแวดล้อมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ได้ดี ทุกๆ พรสวรรค์ทุกๆความสามารถในนี้ มันเกิดประโยชน์กับเราทั้งหมดครับ มันสามารถนำไปใช้ในการหารายได้ได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นเวลาเราเป็นครูนะครับเราก็ต้อง เราอย่ามุ่งสอน นักเรียนเก่งจังด้านเดียวหรือด้านที่วิชาที่เราสอนเพียงอย่างเดียว มันมีอัจฉริยภาพของมนุษย์ซ่อนอยู่ อย่างน้อย 8 อย่าง เราควรจะส่งเสริม ความสามารถของนักเรียน นะครับเสริมต่อ ให้ ให้ได้ด้วยนะครับเพราะทุกความสามารถ มันสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ทั้งหมด สุดท้ายนะครับสำหรับวันนี้นะครับ ทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม อันนี้ก็มีคนเหมือนกันแต่ไม่ใช่ความรักแล้ว ไม่ค่อยไม่ใช่คอนซัคชั่นด้วยนะครับแต่เป็น connect Connect TV ซึมทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม เชื่อมโยงนิยม Siemens นะครับที่เป็นชื่อคนนะครับเป็นเจ้าของผู้คิดค้นทฤษฎีขึ้นมา Siemens สำนักการศึกษา แคนาดานะครับอันนี้เป็นทฤษฎีค่อนข้างที่จะใหม่นะครับเกิดขึ้นในช่วงปี 2000 2000 นิดๆนะครับ 2,000 ต้นๆ เกิดมานี้เองครับเกิดมาพร้อมกับยุคที่เทคโนโลยีมันล้ำหน้ากับยุคที่มี อินเทอร์เน็ต เผยแพร่อย่างแพร่หลาย ครับจึงเกิดที่สดีการเรียนรู้ที่เป็นคอนเนคติวิสต์อุ้มขึ้นมา เขาอธิบายว่า การเรียนรู้ของมนุษย์ในยุคนี้นะครับ เกิดขึ้นจากการ วิเคราะห์แยกแยะข้อมูลที่มันล่องลอยอยู่ในอากาศ ข้อมูลที่ล่องลอยอากาศก็คือข้อมูลที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต เกิดจากการรวบรวมข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตจากหลายๆแหล่งมารวมๆกันแล้วมาวิเคราะห์แยกแยะนะครับว่า สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ถูกสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ผิด สิ่งใดเป็นข้อมูลที่จำเป็น สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ไม่จำเป็น แล้วก็ตัด นะครับป้าส่วนที่มันเทศทิ้งไป บ้านสวนที่มันไม่จำเป็นทิ้งไป เอาที่เหลือมาต่อ ครับมาต่อไม่เชื่อมโยงกัน เรียบเรียงขึ้นมาใหม่ แล้วก็สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับตัวเรา อันนี้เป็นคำอธิบายของเขาครับ แปลว่า บางทีข้อมูลอาจจะไม่จำเป็นเฉพาะที่อยู่ใน iCloud หรือในอินเทอร์เน็ตเท่านั้น อาจจะเป็นข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคลนะครับเราสามารถ ไปสอบถามจากผู้รู้ครับ เอาข้อมูลจากผู้รู้หรือผู้เ****วชาญในตัวบุคคลเนี่ย มาผสมผสานกับข้อมูลในอินเทอร์เน็ต มาตัดออกมาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่นะครับ ส่วนใดที่ไม่จำเป็นแล้วก็ตัดทิ้งไป ส่วนใดที่มันเป็นเคสที่เราไต่ตรองดูแล้วว่าข้อมูลที่เราได้มามันเป็นเท็จเราก็ตัดมันทิ้งไป ครับเอาที่เหลือเอาที่ถูกเอาที่จำเป็นที่เหลือเนี่ย เรียบเรียงมาต่อกันใหม่กับเราสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับเรา อันนี้ก็เป็นคำอธิบายในการเรียนรู้ของทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม นะครับมันก็เป็นที่ดินสมัยใหม่ที่มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับ ยุคที่อินเทอร์เน็ตมันเผยแพร่อย่างแพร่หลาย เราจะเห็นว่าแต่ละทฤษฎี มันมี มันไม่มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปใช่ไหมครับ มันอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ในมิติที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้น เวลาเราจะไปออกแบบกิจกรรม แล้วก็สอนนักเรียนนะครับ เรา จำเป็นต้องพิจารณาในนิตินั้นๆว่าเราอยากจะส่งเสริมอะไรให้กับผู้เรียน แล้วเราก็ดึงทฤษฎีที่มันเกี่ยวข้องเนี่ย มาใช้ในการออกแบบกิจกรรม ไม่มีทฤษฎีใดที่ใช้ได้ในทุกๆกรณี นะครับ ไม่มีทฤษฎีใดที่เป็นยาวิเศษที่สามารถ ใช้ได้ทั้งหมด นะครับในทุกสิ่งที่เราจะสอนให้กับนักเรียน คุณครูจึงจำเป็นต้องรู้ทฤษฎีให้หลากหลาย แล้วก็ดึงมาใช้ให้มันเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน ให้มันเหมาะสมกับลักษณะเนื้อหาที่เราจะสอน ให้มันเหมาะสมกับทักษะที่เราอยากจะปลูกฝังให้กับนักเรียน นะครับ ไม่มีทฤษฎีใด เป็นยาวิเศษนะครับ ไม่มียาพารานะครับไม่ใช่ยาพาราที่เอาไปแก้ได้ทุกอย่าง ปวดอะไรก็กินยาพาราอันนี้ไม่ได้ ok ครับสำหรับวันนี้มีใครมีคำถามไหมครับ มีไหมครับเดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสาร ประกอบการสอน บทนี้ให้ในกลุ่มไลน์นะครับ ในกลุ่มไลน์ ดีครับสำหรับเด็กที่ เด็กตา สามารถอ่านไฟล์ได้เลยครับ อ่านไฟล์ได้อยู่ใช่ไหมครับ เคครับเดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราเจอกันใหม่นะครับวันนี้อาจารย์ต้องรีบไปประชุม ครับสวัสดีครับ ขอบคุณมากนะครับขอบคุณมากนะครับ