﻿1
00:00:23,889 --> 00:00:27,427
สวัสดีครับ สวัสดีพี่หล้านะครับ

2
00:00:27,427 --> 00:00:31,427
สวัสดีนักศึกษาทุกคนนะครับ

3
00:00:34,341 --> 00:00:38,341
เดี๋ยววันนี้อาจารย์จะทบทวน

4
00:00:39,726 --> 00:00:42,055
เรื่องที่สอนในสัปดาห์ที่แล้วนิดหน่อยครับ แล้วก็

5
00:00:42,055 --> 00:00:45,128
สอนต่อเลยนะครับ แต่ว่า

6
00:00:45,128 --> 00:00:49,128
วันนี้อาจารย์อาจจะสอนไม่เต็มเวลา เพราะว่า

7
00:00:49,408 --> 00:00:52,797
มีประชุมต่อนะครับ อาจารย์ขอมาสอนก่อนแป๊บหนึ่ง

8
00:00:52,797 --> 00:00:54,908
นะครับ อันนี้เราทบทวน

9
00:00:54,908 --> 00:00:55,720
จากสัปดาห์ที่แล้วนะครับ

10
00:00:55,720 --> 00:00:59,720
ว่า

11
00:00:59,846 --> 00:01:00,994
การเรียนรู้ของมนุษย์เรานะครับ มันแบ่งออกเป็น 3

12
00:01:00,994 --> 00:01:02,858

13
00:01:02,858 --> 00:01:05,018
ประเภทใช่ไหมครับ

14
00:01:05,018 --> 00:01:09,018
อย่างแรก ก็คือ

15
00:01:10,054 --> 00:01:13,193
การสามารถการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถทางสมอง

16
00:01:13,193 --> 00:01:16,721
เขาเรียกว่าในกลุ่ม "พุทธิพิสัย

17
00:01:16,721 --> 00:01:20,721
" ส่วนภาษาอังกฤษก็คือ Cognitive Domain

18
00:01:20,793 --> 00:01:24,388
ส่วนความสามารถในกลุ่มที่ 2 นะครับ

19
00:01:24,388 --> 00:01:26,818
เป็นความสามารถทางด้านร่างกาย หรือการ

20
00:01:26,818 --> 00:01:30,656
เคลื่อนไหวร่างกาย หรือการปฏิบัติ

21
00:01:30,656 --> 00:01:34,363
เราเรียกว่าด้าน "ทักษะพิสัย

22
00:01:34,363 --> 00:01:38,363
" นะครับ ภาษาอังกฤษ ก็คือ

23
00:01:39,208 --> 00:01:42,788
Psychomotor Domain ส่วนการเรียนรู้ในกลุ่มที่ 3 ก็คือ

24
00:01:42,788 --> 00:01:44,864
เป็นการเรียนรู้ที่ไปพัฒนาด้านจิตใจ

25
00:01:44,864 --> 00:01:46,715
อารมณ์ ความรู้สึก

26
00:01:46,715 --> 00:01:50,715
ครับ ก็คือด้าน

27
00:01:50,870 --> 00:01:53,104
จิตพิสัย หรือภาษาอังกฤษ คือ Effective Domain

28
00:01:53,104 --> 00:01:55,644
อันนี้คือมี 3 กลุ่ม ก็คือ

29
00:01:55,644 --> 00:01:57,860
สมอง ร่างกาย

30
00:01:57,860 --> 00:02:00,023
แล้วก็จิตใจ ครับ มีอยู่ 3

31
00:02:00,023 --> 00:02:04,023
ในการเรียนรู้นะครับ

32
00:02:04,867 --> 00:02:08,474
อันนี้อาจารย์ขอข้ามไปเลยนะครับ

33
00:02:08,474 --> 00:02:12,424
ทีนี้

34
00:02:12,424 --> 00:02:14,338
มาถึงตรงนี้นะครับ เมื่อเรารู้แล้วครับ ว่า

35
00:02:14,338 --> 00:02:16,199
การเรียนรู้ของเรา

36
00:02:16,199 --> 00:02:18,904
ของมนุษย์เรามีกี่

37
00:02:18,904 --> 00:02:22,904
มีกี่กลุ่มนะครับ ทีนี้

38
00:02:24,841 --> 00:02:26,307
กระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ ทางด้านสมอง ทางด้านร่างกาย ทางด้านจิตใจนี่

39
00:02:26,307 --> 00:02:30,108
มันก็จะ

40
00:02:30,108 --> 00:02:34,108
มนุษย์เราแต่ละคนจะมีความถนัด

41
00:02:34,418 --> 00:02:38,418
ใรการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกันนะครับ ความถนัด ก็คือ

42
00:02:40,808 --> 00:02:44,808
วิธีการที่มนุษย์แต่ละคนใช้ในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

43
00:02:45,107 --> 00:02:48,325
ถนัดที่จะใช้วิธีการในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

44
00:02:48,325 --> 00:02:52,325
ครับ เราเรียกว่า "รูปแบบการเรียนรู้" นะครับ

45
00:02:56,063 --> 00:03:00,063
รูปแบบการเรียนรู้คือวิธีการที่มนุษย์ใช้ในการเรียนรู้ วิธีการที่ตนเองถนัด

46
00:03:02,847 --> 00:03:04,415
ให้ทายนะครับ ให้ทายว่าเราคิดว่ามนุษย์เรา

47
00:03:04,415 --> 00:03:08,415
ใช้

48
00:03:09,518 --> 00:03:13,518
มีวิธีการใดมีกี่วิธีการที่ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ

49
00:03:16,738 --> 00:03:20,738
ที่ถนัด ที่จะใช้ในการเรียนรู้

50
00:03:28,776 --> 00:03:30,347
อาจารย์ถามก็ได้ เรามีใครเวลาเราจะเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งนี่ เราจะเรียนรู้ด้วยวิธีไหนเราทำอย่างไร ถึงจะได้รู้จักมัน

51
00:03:30,347 --> 00:03:34,155
ฉันได้เรียนรู้มันได้ สังเกต

52
00:03:34,155 --> 00:03:36,875
สังเกต อะไรอีกครับ

53
00:03:36,875 --> 00:03:40,875
ลงมือทำ อะไรอีก

54
00:03:41,346 --> 00:03:45,346
อีกอย่างหน

55
00:03:45,756 --> 00:03:48,633
ึ่ง   สังเกตใช้ประสาทสัมผัสทางไหนเอ่ย

56
00:03:48,633 --> 00:03:50,632
ดวงตาใช่ไหมครับ

57
00:03:50,632 --> 00:03:54,632
ลงมือทำ ก็คือการ

58
00:03:57,778 --> 00:03:59,757
เคลื่อนไหวร่างกายการปฏิบัติใช่ไหม มีอีกช่องทางหนึ่งที่มนุษย์เรารับข้อมูลเข้าไป

59
00:03:59,757 --> 00:04:03,757
ในร่าง.. . ในสมองเรา

60
00:04:04,273 --> 00:04:05,106
ทางหูใช่ไหมครับ ก็คือการฟัง

61
00:04:05,106 --> 00:04:09,106
นะครับ

62
00:04:14,450 --> 00:04:17,212
วิธีการเหล่านี้ เราเรียกว่าวิธีการในรูปแบบในการเรียนรู้นะครับ ก็คือวิธีการที่เราถนัดที่ใช้ในการเรียนรู้

63
00:04:17,212 --> 00:04:21,212
นะครับ ซึ่งแต่ละคน

64
00:04:21,270 --> 00:04:24,521
ครับ แต่ละคนมีความถนัดใน

65
00:04:24,521 --> 00:04:25,227
การใช้วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

66
00:04:25,227 --> 00:04:26,425
นะครับ

67
00:04:26,425 --> 00:04:30,425
บางคน

68
00:04:32,815 --> 00:04:36,815
ชอบเรียนรู้จากการฟังนะครับ ถ้าฟังจะเรียนรู้ได้ง่ายกว่า

69
00:04:36,870 --> 00:04:39,566
นะครับ บางคนชอบเรียนรู้

70
00:04:39,566 --> 00:04:43,061
จากการดูหรือการอ่านนะครับ

71
00:04:43,061 --> 00:04:47,061
ดูรูปภาพ ดูข้อความ ดูตัวหนังสือ

72
00:04:47,900 --> 00:04:51,300
ถนัดเรียนด้วยวิธีนั้นมากกว่าที่จะนั่งฟังคนอื่นพูดให้ฟัง

73
00:04:51,300 --> 00:04:53,302
นะครับ แต่บางคนนะครับ

74
00:04:53,302 --> 00:04:55,328
ชอบเรียนรู้จาก

75
00:04:55,328 --> 00:04:59,328
การลงมือทำจริง ๆ

76
00:05:03,409 --> 00:05:06,756
แต่ถนัดแบบนั้น ไม่ชอบที่จะนั่งฟังใครพูดนาน ๆ นะครับ แล้วก็ไม่ชอบอ่านหนังสือ

77
00:05:06,756 --> 00:05:08,652
ไม่ชอบอ่านตัวอักษรไม่ชอบอ่านข้อความ

78
00:05:08,652 --> 00:05:09,548
นะครับ ชอบการปฏิบัติ

79
00:05:09,548 --> 00:05:11,977
มากกว่า

80
00:05:11,977 --> 00:05:13,706
อันนี้

81
00:05:13,706 --> 00:05:17,706
ดังนั้น นะครับ

82
00:05:18,943 --> 00:05:22,519
คนที่มีความถนัดในการเรียนรู้จากการดูนะครับ

83
00:05:22,519 --> 00:05:26,330
เราเรียกว่าวิธีการแบบ Virtual Learning นะครับ

84
00:05:26,330 --> 00:05:27,927
Virtual Learning เราเห็นรูปดวงตานะ ที่เป็นสี

85
00:05:27,927 --> 00:05:31,927
ม่วงนะครับ

86
00:05:32,476 --> 00:05:36,413
อันนี้เป็นความถนัดของรูปแบบที่ 1 ที่คนถนัด

87
00:05:36,413 --> 00:05:37,754
อันที่ 2 ก็คือเรียนรู้จากการฟัง

88
00:05:37,754 --> 00:05:41,479
นะครับ ก็คือ

89
00:05:41,479 --> 00:05:43,767
auditory Learning

90
00:05:43,767 --> 00:05:47,767
Auditory learning ส่วนรูปแบบที่ 3

91
00:05:49,578 --> 00:05:52,156
ก็คือการเรียนรู้จากการปฏิบัติการเคลื่อนไหวร่างกายหรือ

92
00:05:52,156 --> 00:05:55,103
Kinesthetic Learning ทีนี้

93
00:05:55,103 --> 00:05:59,103
ก็ไม่ได้หมายความว่า

94
00:05:59,899 --> 00:06:03,309
บุคคลคนหนึ่งจะใช้แค่วิธีการเดียวในการเรียนรู้นะครับ

95
00:06:03,309 --> 00:06:06,411
คนคนหนึ่งอาจจะมีความถนัด 2 อย่าง

96
00:06:06,411 --> 00:06:10,411
รวมกันก็ได้นะครับ ใช้ทั้งสองอย่าง

97
00:06:12,885 --> 00:06:16,363
ใช้วิธีทั้ง 2 อย่าง รวมกัน หรือบางคนอาจจะใช้ทั้ง 3 อย่าง ใช้ทั้ง 3 วิธี

98
00:06:16,363 --> 00:06:20,170
ในการเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างร่วมกันก็ได้นะครับ

99
00:06:20,170 --> 00:06:23,356
แล้วแต่คนนะครับ แต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน

100
00:06:23,356 --> 00:06:24,002
มีรูปแบบในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

101
00:06:24,002 --> 00:06:27,081
นะครับ

102
00:06:27,081 --> 00:06:30,026
เพราะฉะนั้นนะครับ เราจึง

103
00:06:30,026 --> 00:06:34,026
ถ้าเราไปเป็นครูนะครับ เราจำเป็นต้อง

104
00:06:35,089 --> 00:06:37,523
สังเกตนักเรียนนะครับ สังเกตนักเรียนของเรานะครับ ว่า

105
00:06:37,523 --> 00:06:40,918
นักเรียนของเรามีความ

106
00:06:40,918 --> 00:06:44,918
มีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรบ้าง

107
00:06:46,420 --> 00:06:48,527
นะครับ เราสามารถทำได้จากการสังเกตในชั้นเรียนนะครับ หรือว่า

108
00:06:48,527 --> 00:06:52,527
ในระหว่างที่เราไป

109
00:06:53,299 --> 00:06:54,803
เยี่ยมบ้านนักเรียนนะครับ อันนี้ทุกโรงเรียนต้องได้ทำอยู่แล้ว

110
00:06:54,803 --> 00:06:58,803
เป็นประจำทุกปีนะครับ

111
00:07:01,423 --> 00:07:05,063
เราก็สามารถสอบถามผู้ปกครองสอบถามนักเรียนเพิ่มเติมก็ได้

112
00:07:05,063 --> 00:07:09,063
นะครับ หรือเราอาจจะใช้กิจกรรมโฮมรูม

113
00:07:09,892 --> 00:07:11,461
นะครับ ซึ่งทุกโรงเรียนก็มีกิจกรรมโฮมรูมอยู่แล้วนะครับ เราก็

114
00:07:11,461 --> 00:07:14,248
สามารถสอบถาม

115
00:07:14,248 --> 00:07:16,983
นักเรียนในที่ปรึกษาเราได้

116
00:07:16,983 --> 00:07:20,643
เราใช้วิธีการใดก็ได้ เพื่อให้

117
00:07:20,643 --> 00:07:24,643
รู้ว่านักเรียนมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไร

118
00:07:30,128 --> 00:07:34,128
นะครับ ทีนี้ ทำไมอ่ะอาจารย์ถามว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องรู้จักรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียน

119
00:07:35,738 --> 00:07:38,305
ถูกต้องครับ

120
00:07:38,305 --> 00:07:42,032
มันเป็นประโยชน์ทั้งกับ

121
00:07:42,032 --> 00:07:42,733
นักเรียน มันเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวครู

122
00:07:42,733 --> 00:07:44,853
นะครับ

123
00:07:44,853 --> 00:07:46,888
มันเป็นประโยชน์ในทั้ง

124
00:07:46,888 --> 00:07:50,888
2 ฝ่ายเลย

125
00:07:53,765 --> 00:07:57,765
นะครับ หากเรารู้ว่านักเรียนมีวิธีการมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรแล้ว

126
00:07:57,874 --> 00:08:01,874
นะครับ เราจะช่วยแนะนำนักเรียนได้นะครับ แล้ว

127
00:08:03,316 --> 00:08:05,360
นักเรียนก็จะสามารถหาวิธีการในการเรียนรู้ที่เหมาะกับ

128
00:08:05,360 --> 00:08:09,360
ตนเองถนัดมากที่สุด

129
00:08:11,329 --> 00:08:13,081
นะครับ แล้วก็จะทำให้การเรียนรู้ของตัวนักเรียนนั้น เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด

130
00:08:13,081 --> 00:08:17,081
นะครับ

131
00:08:20,984 --> 00:08:24,984
เราสังเกตจากตัวเราง่าย ๆ เลย ถ้าเราชอบเรียนรู้จากการฟัง ถ้าให้เรามานั่งอ่านเราก็ไม่อยากอ่าน

132
00:08:26,873 --> 00:08:27,884
เราเราไม่ชอบที่จะดูตัวอักษรไม่ชอบที่จะดูกราฟไม่ชอบที่จะดูตัวเลขแล้วเราอยาก

133
00:08:27,884 --> 00:08:31,884
ฟังมากกว่า

134
00:08:32,028 --> 00:08:33,581
มันเพลินมากกว่า อันนี้ก็แล้วแต่คนนะครับ เพราะฉะนั้น

135
00:08:33,581 --> 00:08:37,253
หากเรารู้ว่า

136
00:08:37,253 --> 00:08:39,363
รูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นอย่างไรนะครับ เราจะช่วย

137
00:08:39,363 --> 00:08:43,363
แนะนำนักเรียน

138
00:08:44,390 --> 00:08:48,390
ในวิธีการเรียนรู้นะครับ ให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด

139
00:08:53,734 --> 00:08:57,734
สำหรับตัวครูเองนะครับ คุณครูก็สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้มันสอดคล้องกับ

140
00:08:59,099 --> 00:09:03,099
ความถนัดของนักเรียนครับ เราจะได้จัดกิจกรรมที่

141
00:09:03,646 --> 00:09:07,091
มันสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ของนักเรียนนะครับ นักเรียนจะได้

142
00:09:07,091 --> 00:09:09,911
ได้เรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน

143
00:09:09,911 --> 00:09:10,941
นะครับ เพราะฉะนั้น หาก

144
00:09:10,941 --> 00:09:14,941
ในห้อง

145
00:09:16,209 --> 00:09:20,209
มันแน่นอนอยู่แล้วว่าในห้องเรียนของเรา นักเรียนจะมี

146
00:09:22,410 --> 00:09:25,311
รูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันในห้องเรียนของเรานะครับ เป็นไปไม่ได้ ว่า 1 ห้องเรียน

147
00:09:25,311 --> 00:09:27,204
นักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างเดียว

148
00:09:27,204 --> 00:09:28,544
นะครับ เป็นไปไม่ได้แน่ ๆ นะครับ

149
00:09:28,544 --> 00:09:29,889
เพราะฉะนั้น

150
00:09:29,889 --> 00:09:33,889
กิจกรรม

151
00:09:35,505 --> 00:09:37,283
การเรียนการสอนที่เราจะจัดให้กับนักเรียน มันควรเป็นในลักษณะที่หลากหลาย

152
00:09:37,283 --> 00:09:41,283
มีกิจกรรมที่

153
00:09:45,041 --> 00:09:46,367
ให้นักเรียนฟังด้วย มีกิจกรรมที่ให้จะได้ลงมือปฏิบัติด้วยครับ มีกิจกรรมที่ให้นักเรียนให้ได้

154
00:09:46,367 --> 00:09:49,762
ส

155
00:09:49,762 --> 00:09:52,289
ังเกต ให้ได้อ่านด้วยตนเองด้วย

156
00:09:52,289 --> 00:09:53,103
ก็ให้มันหลากหลาย

157
00:09:53,103 --> 00:09:57,103
ที่

158
00:09:58,354 --> 00:10:02,354
ตอบสนองต่อรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายของนักเรียนในห้องเรียนของเรานะครับ

159
00:10:09,061 --> 00:10:12,434
อันนี้อาจารย์ขอข้ามไปนะครับ

160
00:10:12,434 --> 00:10:13,710
ทีนี้เรามาดู

161
00:10:13,710 --> 00:10:17,710
ว่า

162
00:10:17,966 --> 00:10:21,090
แล้วที่ทฤษฎีการเรียนรู้นะครับ เราจะมา

163
00:10:21,090 --> 00:10:22,036
ต่อที่ทฤษฎีการเรียนรู้นะคะ ว่า

164
00:10:22,036 --> 00:10:26,036
แล้ว

165
00:10:28,614 --> 00:10:32,614
กลไกนะครับ ที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

166
00:10:37,101 --> 00:10:39,078
มันก็จะมีวิวัฒนาการของทฤษฎีการเรียนรู้ ตั้งแต่อดีตมาเรื่อย ๆ จนถึง

167
00:10:39,078 --> 00:10:40,303
ในปัจจุบัน

168
00:10:40,303 --> 00:10:43,422
นะครับ มี

169
00:10:43,422 --> 00:10:46,785
ทฤษฎีเกิดขึ้นมาได้เรื่อย ๆ นะครับ แล้ว

170
00:10:46,785 --> 00:10:50,300
ทฤษฎีการเรียนรู้ก็มีอยู่หลายทฤษฎี

171
00:10:50,300 --> 00:10:52,927
แล้วก็ถูกจัดลุ่มออกเป็นหลาย ๆ กลุ่มนะครับ

172
00:10:52,927 --> 00:10:55,102
มีทฤษฎีหลายกลุ่มมาก

173
00:10:55,102 --> 00:10:56,717
หลัก ๆ ก็คือมีอยู่ 5 กลุ่ม

174
00:10:56,717 --> 00:11:00,717
นะครับ มีอยู่ 5 กลุ่มนะครับ

175
00:11:06,212 --> 00:11:10,212
ก่อนที่เราจะไปดูว่ามันมีทฤษฎีการเรียนรู้อะไรบ้างนะครับ

176
00:11:13,752 --> 00:11:17,146
เรามาดูความหมายของทฤษฎีการเรียนรู้หรือว่า Learning theก่อนนะครับ ว่า

177
00:11:17,146 --> 00:11:21,146
ทฤษฎีการเรียนรู้มันหมายถึงอะไร

178
00:11:21,689 --> 00:11:23,548
ทฤษฎีการเรียนรู้นะครับ มันอาจจะ

179
00:11:23,548 --> 00:11:27,548
เป็นข้อความ

180
00:11:29,137 --> 00:11:33,137
เป็นหลักการเป็นกฎนะครับ หรือเป็นคำอธิบายต่าง ๆ นะครับ

181
00:11:35,900 --> 00:11:39,900
เพื่อใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ของการเรียนรู้ของมนุษย์นะครับ

182
00:11:41,078 --> 00:11:42,444
ในในบางสิ่งในบางด้านในบางมิติ

183
00:11:42,444 --> 00:11:46,444
ครับ ว่า

184
00:11:49,993 --> 00:11:51,349
การเรียนรู้ในสิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ เป็นคำอธิบายว่าการเรียนรู้สิ่งนั้นมันเกิด

185
00:11:51,349 --> 00:11:55,349
ได้อย่างไรนะครับ

186
00:11:56,865 --> 00:11:58,324
แล้วมันมีปัจจัยใดบ้างที่มันส่งผลต่อการเรียนรู้

187
00:11:58,324 --> 00:12:01,916
สิ่งนั้นของมนุษย์

188
00:12:01,916 --> 00:12:04,885
คำอธิบายนะครับ

189
00:12:04,885 --> 00:12:06,347
ว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

190
00:12:06,347 --> 00:12:10,347
นะครับ ใน

191
00:12:13,841 --> 00:12:15,366
ชั่วโมงที่แล้วอาจารย์อาจจะพูดคร่าว ๆ ไปแล้ว ในส่วนของกลไกในสมองของเราใช่ไหมครับ ว่า

192
00:12:15,366 --> 00:12:16,131
มันเกิดจากการ

193
00:12:16,131 --> 00:12:19,144
ส่ง

194
00:12:19,144 --> 00:12:20,361
สารสื่อประสาทระหว่างเซลล์ประสาท

195
00:12:20,361 --> 00:12:23,458
เซลล

196
00:12:23,458 --> 00:12:27,458
์ต่อเซลล์ไปเรื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ

197
00:12:28,233 --> 00:12:32,233
ส่งผ่านข้อมูลจาก Dendrite  แล้วก็ส่งออกไปAxon

198
00:12:33,976 --> 00:12:34,930
ก่อนก็จะไปต่อกับ Dendrite ของเซลล์ถัดไปส่งต่อไปเรื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ

199
00:12:34,930 --> 00:12:36,323
นะครับ จ

200
00:12:36,323 --> 00:12:37,231
ากถ้าเราจับ

201
00:12:37,231 --> 00:12:41,231
น

202
00:12:43,979 --> 00:12:47,519
ะ อย่างประสาทสัมผัสเราอยู่ที่ มือใช่ไหมครับ เราจับลูกบอลทำไมเราถึงรู้ว่าที่เราจับอยู่มันเป็นลูกบอล

203
00:12:47,519 --> 00:12:50,236
ได้สัมผัสลูกบอลแล้ว

204
00:12:50,236 --> 00:12:50,979
ประสาทสัมผัสจับมือเรามันก็ส่ง

205
00:12:50,979 --> 00:12:54,595
ส่ง

206
00:12:54,595 --> 00:12:58,595
กระแสประสาทไปเรื่อย ๆ มาถึงสมองเราใช่ไหมครับ

207
00:12:58,622 --> 00:13:02,462
แล้วอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการควบคุม

208
00:13:02,462 --> 00:13:06,462
รับข้อมูลที่ผ่านมือ ก็คือส่วนที่เป็น

209
00:13:07,998 --> 00:13:11,998
สมองส่วน Parietal Lobe ใช่ไหมตรงตรงนี้ตรงข้าง ๆ ข้างบนของเรา

210
00:13:12,008 --> 00:13:13,423
กลับที่ส่วนควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ก็คือส่วนนี้

211
00:13:13,423 --> 00:13:17,423
นะครับ หรือ

212
00:13:18,859 --> 00:13:22,859
ถ้าเรารับข้อมูลจากดวงตา หรือว่าเราอ่านหนังสือ

213
00:13:25,865 --> 00:13:28,152
ใช่ไหมครับ ไอ้ข้อมูลเหล่านั้นมันก็จะผ่านเข้ามายังดวงตาของเรา แล้วก็ส่งผ่านมายัง

214
00:13:28,152 --> 00:13:30,804
สมองส่วนท้ายทอยใช่ไหมครับ

215
00:13:30,804 --> 00:13:34,321
ตรง Occipital lobe ตรงนี้

216
00:13:34,321 --> 00:13:38,321
นะครับ อันนี้คือพูดไปตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วนะครับ

217
00:13:40,724 --> 00:13:43,672
อันนี้มันก็เป็นองค์ความรู้ในปัจจุบันนะครับ ที่มีการค้นพบแต่ว่าในอดีตมันยังไม่

218
00:13:43,672 --> 00:13:45,882
มันยังไม่มีความรู้พวกนี้นะครับ มันก

219
00:13:45,882 --> 00:13:47,431
็ยังไม่มีเครื่องสแกนสมองนะครับ

220
00:13:47,431 --> 00:13:51,431
ในอดีตเขาก็

221
00:13:52,622 --> 00:13:56,622
... การที่เขาจะเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ขึ้นมา มันก็ผ่านการ

222
00:13:57,271 --> 00:14:01,271
ทดลอง ผ่านการสังเกตเหมือนกันนะครับ แต่ว่า

223
00:14:03,867 --> 00:14:05,809
แรกเริ่มเลยนะครับ เดี๋ยวเรามาดูว่าแรกเริ่มเดิมทีทฤษฎีการเรียนรู้มันมีกี่

224
00:14:05,809 --> 00:14:08,437
วันนี้

225
00:14:08,437 --> 00:14:10,182
เป็นกลุ่ม

226
00:14:10,182 --> 00:14:11,439
เป็น 5 กลุ่มหลัก ๆ

227
00:14:11,439 --> 00:14:15,439
นะครับ

228
00:14:15,781 --> 00:14:17,928
กลุ่มแรกก็คือกลุ่มพฤติกรรมนิยมนะครับ หรือว่ากลุ่ม

229
00:14:17,928 --> 00:14:20,154
Behaviorism นะครับ

230
00:14:20,154 --> 00:14:23,180
กลุ่มนี้ก็จะมี

231
00:14:23,180 --> 00:14:26,968
หลายทฤษฎีนะครับ ส่วนใหญ่เราจะ

232
00:14:26,968 --> 00:14:30,968
ได้เรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ

233
00:14:32,434 --> 00:14:36,434
เราอาจจะเคยได้ยิน Pavlov ใช่ไหมครับ Skinner ใช่ไหมครับ

234
00:14:36,751 --> 00:14:40,751
อันนี้เป็นทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยม

235
00:14:42,562 --> 00:14:46,562
ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 2 ก็คือมนุษย์นิยมครับ หรือ Humanism

236
00:14:47,153 --> 00:14:51,153
นะครับ อันนี้ก็จะเป็นทฤษฎีที่อยู่ในที่เราเรียนใน

237
00:14:52,191 --> 00:14:53,461
สาขาจิตวิทยานะครับ อาจารย์จะไม่สอนซ้ำนะครับ

238
00:14:53,461 --> 00:14:57,461
ซึ่ง

239
00:14:58,317 --> 00:15:00,254
แต่จะเล่าคร่าว ๆ ว่าทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมนี่เขา

240
00:15:00,254 --> 00:15:01,983
เขาศึกษา

241
00:15:01,983 --> 00:15:05,983
อย่างไรครับ

242
00:15:06,284 --> 00:15:10,284
อย่างที่บอกไปว่าในอดีตมันไม่มีเครื่อง

243
00:15:11,761 --> 00:15:14,639
ที่ช่วยสแกนสมอง ไม่ได้เห็นพฤติกรรมในสมองว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

244
00:15:14,639 --> 00:15:15,349
แต่ในยุคนั้น เขาทดลองกับสัตว์

245
00:15:15,349 --> 00:15:19,272
ใช่ไหมครับ

246
00:15:19,272 --> 00:15:22,103
อย่าง Pavlov เขาทดลองกับสุนัขใช่ไหม

247
00:15:22,103 --> 00:15:26,103
ที่เอากระดิ่งมาสั่งแล้วก็สังเกตว่า

248
00:15:26,407 --> 00:15:29,089
แล้วก็เอาผงเนื้อมาล่อแล้วน้ำลายสุนัขก็จะไหลใช่ไหมครับ

249
00:15:29,089 --> 00:15:33,089
เขาเริ่มสังเกต

250
00:15:34,965 --> 00:15:38,965
เขาเริ่มทดลองจากสัตว์นะครับ แล้วก็ดูพฤติกรรมของสัตว์ว่ามันแสดงออกอย่างไร

251
00:15:40,277 --> 00:15:44,239
นะครับ แล้วก็นำมาสรุปข้อมูล แล้วก็เสนอเป็นทฤษฎีการเรียนรู้

252
00:15:44,239 --> 00:15:48,239
ขึ้นมานะครับ แต่มันก็อาจจะไม่

253
00:15:49,583 --> 00:15:53,583
อธิบายทุกอย่างของมนุษย์ไม่ได้ เพราะตอนนั้นเขาทดลองกับสัตว์นะ แต่ตอนนี้เป็นคน

254
00:15:54,548 --> 00:15:58,548
นะครับ แต่เขาก็ใช้วิธีการทดลองจากจากสัตว์นะครับ

255
00:15:58,834 --> 00:16:02,834
ซึ่งทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมนี่ เขา

256
00:16:04,290 --> 00:16:07,670
เอามาใช้ในแวดวงการศึกษานะครับ เพื่อนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ

257
00:16:07,670 --> 00:16:11,670
เด็กนักเรียนของเราของผู้เรียนของเรานะครับ

258
00:16:16,124 --> 00:16:20,124
ส่วนพฤติกรรมในกลุ่มที่ 2 กลุ่ม  Humanism นี่ ก็จะเป็นทฤษฎีที่

259
00:16:20,221 --> 00:16:22,314
ศึกษาถึงเกี่ยวกับด้านอารมณ์ ความรู้สึกของมนุษย์

260
00:16:22,314 --> 00:16:26,314
นะครับ แล้ว

261
00:16:26,762 --> 00:16:30,215
เขาก็จะจัดสภาวะการเรียนการสอนนี่ ให้

262
00:16:30,215 --> 00:16:31,760
มันเอื้อต่อความต้องการของผู้เรียน

263
00:16:31,760 --> 00:16:34,837
นะครับ เป็นหลัก

264
00:16:34,837 --> 00:16:37,511
ก็คือตอบสนองความเป็นมนุษย์ให้ได้มากที่สุด

265
00:16:37,511 --> 00:16:40,135
นะครับ เพื่อให้อยู่ในสภาวะ

266
00:16:40,135 --> 00:16:44,135
ที่นักเรียนอยากเรียนอยากรู้

267
00:16:46,430 --> 00:16:47,972
นะครับ แต่วิชาของเราจะมาสนใจใน 3 กลุ่ม

268
00:16:47,972 --> 00:16:49,287
ข้างล่างนะครับ

269
00:16:49,287 --> 00:16:50,954
ก็คือกลุ่ม

270
00:16:50,954 --> 00:16:52,821
ปัญญานิยม

271
00:16:52,821 --> 00:16:55,575
บางทีภาษาไทย

272
00:16:55,575 --> 00:16:58,711
เขาก็จะใช้คำว่า "พุทธินิยม

273
00:16:58,711 --> 00:17:02,711
" นะครับ มาจากภาษาอังกฤษ คือ

274
00:17:04,062 --> 00:17:06,044
Cognitivism นะครับ มาจากคำว่า Cognition ที่แปลว่าการ

275
00:17:06,044 --> 00:17:07,798
คิดนะครับ การรู้คิด

276
00:17:07,798 --> 00:17:11,483
มี

277
00:17:11,483 --> 00:17:15,070
แต่อันนี้มันเป็นกลุ่มทฤษฎี

278
00:17:15,070 --> 00:17:17,325
ถ้าเป็นทฤษฎีนี่ มันจะลงท้าย ism นะครับ

279
00:17:17,325 --> 00:17:19,344
ism ซ

280
00:17:19,344 --> 00:17:21,765
ism ซึ่งก็คือ

281
00:17:21,765 --> 00:17:25,765
เป็นการ

282
00:17:26,715 --> 00:17:29,286
เกาะติดอยู่ในสิ่งนั้นเหมือน

283
00:17:29,286 --> 00:17:33,108
Alcoholism นี่ใช่ไหมครับ ก็คือ Alcohol + ism

284
00:17:33,108 --> 00:17:35,036
เขาก็คือเป็นการเกาะติดอยู่กับ Alcohol ใช่ไหมครับ

285
00:17:35,036 --> 00:17:38,139
อันนี้ก็เหมือนกันนะครับ

286
00:17:38,139 --> 00:17:42,139
ลงท้าย ism ก็คือเรา

287
00:17:43,460 --> 00:17:47,460
หมกมุ่นเกาะติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่เป็นคำอยู่ข้างหน้านะครับ

288
00:17:49,007 --> 00:17:53,007
ก็คือ Cognition มาจากการรู้คิดใช่ไหมครับ เติม ism เข้าไปก็คือเป็นการ

289
00:17:53,381 --> 00:17:57,381
ผมที่หลงใหลคลั่งไคล้เกาะติดอยู่กับการรู้คิดนะครับ

290
00:17:57,472 --> 00:18:00,537
เพราะฉะนั้น ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิด

291
00:18:00,537 --> 00:18:02,225
นะครับ ก็จะเป็นทฤษฎีที่จัดอยู่ในกลุ่ม

292
00:18:02,225 --> 00:18:03,955
Cognitivism Theory นะครับ

293
00:18:03,955 --> 00:18:07,955

294
00:18:10,283 --> 00:18:11,426
ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 4 อันนี้เป็นทฤษฎีร่วมสมัย

295
00:18:11,426 --> 00:18:13,550
ครับ ท

296
00:18:13,550 --> 00:18:17,550
ี่ทุกคนที่เรียน

297
00:18:22,043 --> 00:18:23,725
เรียนทางการศึกษาจำเป็นต้องรู้จัก ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองหรือ

298
00:18:23,725 --> 00:18:27,725
Constructivism

299
00:18:28,961 --> 00:18:30,920
นะครับ คำนี้ต้องอยู่ในจิตใจของเราทุกคนนะครับ

300
00:18:30,920 --> 00:18:34,920
ในการเป็นครูนะครับ

301
00:18:39,250 --> 00:18:43,250
ถึงแม้ว่ามันจะถูกค้นพบ แล้วก็เผยแพร่มานานแล้ว แต่ว่าทุกวันนี้มันก็ยัง

302
00:18:45,613 --> 00:18:48,913
เป็นที่นิยมที่นำมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับผู้เรียนอยู่

303
00:18:48,913 --> 00:18:52,913
นะครับ จึงเรียกว่า "ทฤษฎีร่วมสมัย

304
00:18:55,580 --> 00:18:59,580
" นะครับ อดีตก็ยังใช้อยู่ ปัจจุบันก็มีการใช้อยู่ก็คือร่วมสมัยกับปัจจุบัน

305
00:19:00,104 --> 00:19:04,104
นะครับ ซึ่ง

306
00:19:05,097 --> 00:19:09,097
ทีนี้สำหรับ

307
00:19:15,794 --> 00:19:18,401
Constructivism จริง ๆ มันก็จัดอยู่ในกลุ่มทฤษฎีร่วมสมัยนะครับ แต่ว่าอาจารย์ดึงออกมาเป็นไว้อีกในกลุ่มหนึ่ง ของตัวมันเดี่ยว ๆ นะครับ เพราะว่า

308
00:19:18,401 --> 00:19:19,199
อยากเน้นย้ำให้นักศึกษา

309
00:19:19,199 --> 00:19:22,173
อยาก

310
00:19:22,173 --> 00:19:26,173
ให้รู้จักกับมันจริง ๆ นะครับ

311
00:19:28,131 --> 00:19:31,899
ส่วนทฤษฎีร่วมสมัยอย่างที่บอกว่ามันเป็นที่ดีที่อดีต

312
00:19:31,899 --> 00:19:35,899
ใช้อยู่ ปัจจุบันก็ยังใช้อยู่นะครับ ก็จะมีทฤษฎี

313
00:19:36,393 --> 00:19:39,963
ในกลุ่ม Constructivism ซึ่มกับ Multiple Intelligence

314
00:19:39,963 --> 00:19:43,963
อันนี้เราน่าจะรู้จัก multiple intelligence น

315
00:19:43,998 --> 00:19:47,400
ะ ทฤษฎีพหุปัญญา เพราะว่ามนุษย์เรามี

316
00:19:47,400 --> 00:19:51,121
ความสามารถอยู่หลายด้านใช่ไหมครับ

317
00:19:51,121 --> 00:19:53,998
ไม่ได้มีเพียงแค่ด้านคำนวณกับด้านภาษาเท่านั้น

318
00:19:53,998 --> 00:19:56,876
นะครับ แต่จริง ๆ มันมีอย่างน้อย 8 ด้าน

319
00:19:56,876 --> 00:20:00,876
ไปดูกันนะครับ

320
00:20:02,081 --> 00:20:05,333
ทฤษฎีหนึ่งที่อาจารย์เอามาสอนให้กับเราในกลุ่ม

321
00:20:05,333 --> 00:20:07,197
ทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมสมัย ก็คือทฤษฎี

322
00:20:07,197 --> 00:20:08,846
Connectivism Connect

323
00:20:08,846 --> 00:20:10,898
แปลว่า

324
00:20:10,898 --> 00:20:13,859
แปลว่าอะไรครับ Connect

325
00:20:13,859 --> 00:20:17,859
เชื่อมต่อ เชื่อมโยงใช่ไหมครับ

326
00:20:19,571 --> 00:20:23,460
อันนี้ก็เป็นทฤษฎีที่ใช้ในการเชื่อมต่อ เชื่อมโยงองค์ความรู้ของมนุษย์

327
00:20:23,460 --> 00:20:27,460
นะครับ เดี๋ยวเราค่อยดูในรายละเอียดไปทีละทฤษฎีนะครับ

328
00:20:29,921 --> 00:20:33,921
อันนี้อาจารย์จะไม่พูดนะ เดี๋ยวเราเรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ

329
00:20:40,063 --> 00:20:40,703
อันนี้เป็น Skinner ใช่ไหมครับ ทฤษฎีของ Skinner เราเรียกว่าสกินเนอร์บล็อกนะครับ

330
00:20:40,703 --> 00:20:42,604
เราก็

331
00:20:42,604 --> 00:20:46,604
สังเกตพฤติกรรมของหนู

332
00:20:50,715 --> 00:20:53,075
มา Maslow, Thomdike อันนี้เราต้องได้เรียนแน่ ๆ นะครับ

333
00:20:53,075 --> 00:20:55,807
นาทีนี้เรา

334
00:20:55,807 --> 00:20:58,106
ทีนี้ มาดูของเรา ทฤษฎีในกลุ่ม

335
00:20:58,106 --> 00:20:58,846
ปัญญานิยมนะครับ

336
00:20:58,846 --> 00:21:01,024
หรือ

337
00:21:01,024 --> 00:21:03,745
Cognitivism

338
00:21:03,745 --> 00:21:07,676
นะครับ ทฤษฎีนี้มุ่งศึกษา

339
00:21:07,676 --> 00:21:11,676
กลไกของสมองนะครับ ว่า

340
00:21:11,952 --> 00:21:15,952
กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์เราเกิดขึ้นได้อย่างไร

341
00:21:18,035 --> 00:21:21,238
นะครับ การเรียนรู้ของเราจะเกิดขึ้นเมื่อมี

342
00:21:21,238 --> 00:21:25,238
สิ่งกระตุ้นนะครับ อันนี้คือ

343
00:21:25,550 --> 00:21:29,550
Stimulus  หรือ Stimuli อันนี้คือสิ่งกระตุ้นนะครับ

344
00:21:29,588 --> 00:21:32,975
สิ่งกระตุ้นก็คือสารสนเทศหรือข้อมูลต่าง ๆ ที่

345
00:21:32,975 --> 00:21:36,975
เรามันเข้ามาทางประสาทสัมผัสของเรา อาจจะ

346
00:21:37,801 --> 00:21:39,560
ทางหู ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น ทางมือ ทางเท้า

347
00:21:39,560 --> 00:21:42,009
ทุกอย่างเลยนะครับ

348
00:21:42,009 --> 00:21:44,566
สิ่งกระตุ้นที่มันอยู่ภายนอก

349
00:21:44,566 --> 00:21:46,676
แล้วมามากระทบเรา

350
00:21:46,676 --> 00:21:50,676
ผ่านประสาทสัมผัสด้านต่าง ๆ

351
00:21:51,599 --> 00:21:53,461
นะครับ เราเรียกว่า "สิ่งกระตุ้น" อย่างเนี้ยอาจารย์กำลัง

352
00:21:53,461 --> 00:21:57,203
บรรยายให้เราฟัง

353
00:21:57,203 --> 00:22:00,602
นะครับ อาจารย์ก็ เสียงของอาจารย์ก็จะกลายเป็น

354
00:22:00,602 --> 00:22:02,753
สิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้านะครับ ก็คืออันนี้

355
00:22:02,753 --> 00:22:05,571
นะครับ ก็คืออันนี้

356
00:22:05,571 --> 00:22:09,571
นะครับ พอมัน

357
00:22:10,559 --> 00:22:12,241
สิ่งกระตุ้นมามาส่งไปที่ประสาทสัมผัสของเรานะครับ

358
00:22:12,241 --> 00:22:13,658
ประสาทสัมผัสของเรา

359
00:22:13,658 --> 00:22:17,658
ถ้าเราได้ยินเสียง

360
00:22:17,835 --> 00:22:19,010
Sensory Memory ก็เกิดขึ้นจากการได้ยินใช่ไหมครับ

361
00:22:19,010 --> 00:22:23,010
ถ้า

362
00:22:24,154 --> 00:22:28,154
เราอ่านข้อความที่อยู่ในสไลด์อาจารย์ด้วยนะครับ

363
00:22:28,339 --> 00:22:30,552
สิ่งกระตุ้นตรงนี้มันก็จะเป็นข้อความด้วยนะครับ แสดงว่า

364
00:22:30,552 --> 00:22:34,269
สิ่งกระตุ้นตอนนี้ส่งไปยัง

365
00:22:34,269 --> 00:22:38,269
นักศึกษานี่ มีหลายอย่างนะครับ ไปพร้อม ๆ กันนะครับ

366
00:22:40,750 --> 00:22:44,750
ทีนี้พอมันส่งไปถึงตัวเรานะครับ มันก็จะมีตรง

367
00:22:45,297 --> 00:22:49,297
ประสาทสัมผัสรับข้อมูลมานะครับ แล้ว

368
00:22:49,474 --> 00:22:53,474
เขาเรียกว่า "Sensory Memory" นะครับ เป็นการ

369
00:22:54,455 --> 00:22:58,455
จดจำที่เกิดจากการรับข้อมูลเข้าไปครับ

370
00:23:00,120 --> 00:23:04,120
เป็นส่วนที่จดจำ แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าตรงนี้มันอยู่ตรงไหนนะครับ แต่ว่า

371
00:23:04,158 --> 00:23:06,123
ร่างกายของเราจะเกิดกลไกการ

372
00:23:06,123 --> 00:23:09,318
จดจำ จาก

373
00:23:09,318 --> 00:23:13,318
ประสาทสัมผัสที่รับข้อมูลเข้าไป

374
00:23:14,748 --> 00:23:18,748
นะครับ พอรับเข้าไปแล้ว เกิดการจดจำแล้ว

375
00:23:21,051 --> 00:23:23,213
มันจะมี 2 ทางที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นนะครับ หากตัวบุคคล

376
00:23:23,213 --> 00:23:27,213
หรือตัวนักศึกษา

377
00:23:28,282 --> 00:23:29,882
ไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนี้ หรือสิ่งเร้านี้

378
00:23:29,882 --> 00:23:32,445
นะครับ หาก

379
00:23:32,445 --> 00:23:35,706
เราไม่สนใจเราจะ

380
00:23:35,706 --> 00:23:39,706
Forgot คืออะไรเอ่ย

381
00:23:40,127 --> 00:23:43,462
Forgot Forget ก็คือลืมใช่ไหมครับ

382
00:23:43,462 --> 00:23:44,298
ถ้าเราไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนั้น

383
00:23:44,298 --> 00:23:48,298
นะครับ

384
00:23:50,374 --> 00:23:53,508
ข้อมูลที่ส่งมายัง sensory Memory ถ้าเราไม่สนใจเราจะลืมเลย

385
00:23:53,508 --> 00:23:56,275
นะครับ ลืมไปเลย ไม่เกิดการเรียนรู้

386
00:23:56,275 --> 00:23:57,170
นะครับ เพราะชั่วโมงที่แล้ว บอกแล้วว่าการเรียนรู้

387
00:23:57,170 --> 00:23:59,669
มันจะ

388
00:23:59,669 --> 00:24:03,669
เราจะเรียกว่าการเรียนรู้ก็ต่อเมื่อ

389
00:24:03,770 --> 00:24:07,770
มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวร ใช่ไหมครับ

390
00:24:08,778 --> 00:24:12,778
เพราะตอนนี้ถ้ามันลืมปุ๊บนี่ มันไม่เกิดแน่ ๆ นะครับ

391
00:24:14,541 --> 00:24:16,270
ทีนี้ต่อมาหากเรามีความสนใจ

392
00:24:16,270 --> 00:24:20,270
กับสิ่งกระตุ้นนี้

393
00:24:21,848 --> 00:24:25,565
นะครับ ข้อมูลที่อยู่ใน

394
00:24:25,565 --> 00:24:29,565
Sensory Memory มันจะถูกส่งมายัง working Memory

395
00:24:34,035 --> 00:24:37,569
นะครับ ความรู้ของเรานะครับ มันจะส่งผ่านมายังความจำปฏิบัติการ

396
00:24:37,569 --> 00:24:38,545
ความจำปฏิบัติการ หรือ working Memory

397
00:24:38,545 --> 00:24:42,545
นะครับ Working Memory

398
00:24:44,477 --> 00:24:47,038
นี้ก็ยังไม่ได้เป็นความจำที่อยู่กับเราอย่างยาวนาน

399
00:24:47,038 --> 00:24:51,038
นะครับ  ยังไม่อยู่กับเราอย่างยาวนาน

400
00:24:55,417 --> 00:24:58,093
แปลว่า หากเราสามารถส่งผ่านความรู้จาก

401
00:24:58,093 --> 00:25:02,093
Sensory Memory มายัง Working Memory  แล้ว

402
00:25:02,788 --> 00:25:06,788
เราจะสามารถเอาความรู้เหล่านั้น ไปใช้ในการ

403
00:25:07,167 --> 00:25:11,167
ทำการทุกสิ่งทุกอย่างได้ อาจจะไปทำแบบฝึกหัด

404
00:25:11,604 --> 00:25:15,604
อาจจะเอาไปอธิบายให้เพื่อนฟังนะครับ หรือ

405
00:25:17,595 --> 00:25:21,595
เอาไปประยุกต์ใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์นั่นนู่นนี่ เอาไปทำประโยชน์ต่อได้

406
00:25:24,045 --> 00:25:28,045
หากเราสามารถนำข้อมูลมาไว้ยัง Working Memory  ได้แล้ว

407
00:25:28,269 --> 00:25:32,269
นะครับ ทีนี้

408
00:25:35,911 --> 00:25:39,081
อย่างที่บอกว่า Working Memory  มันก็ยังไม่ใช่ความจำระยะยาวที่จะอยู่ติดตัวของเราอย่างยาวนาน

409
00:25:39,081 --> 00:25:41,799
นะครับ เราต้องมีวิธีการ

410
00:25:41,799 --> 00:25:43,380
วิธีการอย่างใดอย่าง

411
00:25:43,380 --> 00:25:45,561
หนึ่ง ที่เราเรียกว่า

412
00:25:45,561 --> 00:25:48,784

413
00:25:48,784 --> 00:25:50,617
End Code Encode ก็คือการเข้ารหัสครับ

414
00:25:50,617 --> 00:25:53,960
เราต้องมีวิธีการ

415
00:25:53,960 --> 00:25:55,448
แปลงจาก working Memory ให้มัน

416
00:25:55,448 --> 00:25:58,118
เอามากัดเก่ง

417
00:25:58,118 --> 00:26:02,118
ไว้ใน long term Memory ให้ได้นะครับ

418
00:26:02,277 --> 00:26:06,277
Long-term Memory คือความจำระยะยาว

419
00:26:06,441 --> 00:26:10,113
นะครับ เมื่อใดก็ตามที่องค์ความรู้

420
00:26:10,113 --> 00:26:14,113
มันถูกส่งผ่านไปยัง Long-term Memory ได้แล้ว

421
00:26:16,150 --> 00:26:20,150
ตอนนี้แหละมันจะอยู่กับเราอย่างยาวนานเลยเราจะไม่ลืมนะครับ มันจะอยู่กับเราเป็นปีเลย

422
00:26:22,231 --> 00:26:26,231
ทีนี้ แล้ว Encoding ยิ่งจะทำอย่างไรล่ะ

423
00:26:27,726 --> 00:26:29,765
จะทำอย่างไรถึงจะสามารถแปลงจาก working Memory มายัง

424
00:26:29,765 --> 00:26:30,921
long term Memory ได้

425
00:26:30,921 --> 00:26:34,450
ครับ

426
00:26:34,450 --> 00:26:36,940
อันนี้ไม่มีใครรู้ว่า

427
00:26:36,940 --> 00:26:40,940
วิธีการใด

428
00:26:41,058 --> 00:26:44,331
มันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล

429
00:26:44,331 --> 00:26:45,027
อันนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล

430
00:26:45,027 --> 00:26:49,027
นะครับ

431
00:26:49,080 --> 00:26:51,914
บางคนใช้วิธีการ Encode จากการ

432
00:26:51,914 --> 00:26:54,099
แต่งเป็นเพลงแล้วก็จดจำ

433
00:26:54,099 --> 00:26:58,099
บางคนอาจจะทำ

434
00:27:00,066 --> 00:27:04,066
แปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของ My Map ให้มันจำง่ายเห็นภาพได้

435
00:27:05,414 --> 00:27:09,414
ได้ครอบคลุมได้ง่ายขึ้น บางคนอาจจะใช้สีสันเป็น

436
00:27:09,868 --> 00:27:13,868
แทนตัวอักษร เพื่อให้ Encoding ได้ง่ายขึ้น

437
00:27:19,264 --> 00:27:21,871
แต่มีวิธีการหนึ่งที่งาายที่สุดก็ไม่เชิงว่าง่ายแต่เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลแน่ ๆ

438
00:27:21,871 --> 00:27:25,556
เรารู้ไหมว่าทำอย่างไร

439
00:27:25,556 --> 00:27:29,556
รู้ไหมครับ

440
00:27:30,832 --> 00:27:34,832
วิธีการหนึ่งที่เป็นวิธีการที่มันเกิดขึ้นได้แน่ ๆ ในการ

441
00:27:35,169 --> 00:27:39,169
Encode ที่เราจะสามารถแปลงจาก Working Memory  ไปยัง

442
00:27:40,755 --> 00:27:44,654
Long-term Memory ชั่วโมงที่แล้วมีใครจำได้ไหม ว่า

443
00:27:44,654 --> 00:27:47,214
การที่เราจะจำอะไรได้นาน ๆ นี่ ตรงเซลล์

444
00:27:47,214 --> 00:27:51,214
เซลล์ประสาทของเรา

445
00:27:51,954 --> 00:27:54,789
ตรง Synapse ที่มันเชื่อมต่อกัน ระหว่าง Axon กับ Dendrite

446
00:27:54,789 --> 00:27:55,811
ถ้ามันเชื่อมต่อกันได้อย่างแข็งแรง

447
00:27:55,811 --> 00:27:59,527
รับข้อมูล

448
00:27:59,527 --> 00:28:01,672
มันก็จะส่งผ่านข้อมูลได้ง่ายขึ้นแล้วก็จะจำได้ดี

449
00:28:01,672 --> 00:28:04,450
เราจำได้ไหมว่า

450
00:28:04,450 --> 00:28:07,317
วิธีการใดถึงจะทำให้ตรง

451
00:28:07,317 --> 00:28:11,317
Synapse นั้นมันเชื่อมต่อกันอย่างแข็งแรง

452
00:28:11,430 --> 00:28:15,239
ทีนี้แล้ว

453
00:28:15,239 --> 00:28:18,020
ก็คือการทำซ้ำ ๆ นะครับ

454
00:28:18,020 --> 00:28:20,449
การทำซ้ำ ๆ จะช่วยให้

455
00:28:20,449 --> 00:28:24,449
ตำแหน่ง

456
00:28:31,038 --> 00:28:32,820
Synapse ตรงที่อาจารย์วงกลมเอาไว้

457
00:28:32,820 --> 00:28:36,820
ตรงนี้

458
00:28:40,278 --> 00:28:43,200
เวลามันส่งผ่านมันจะส่งเข้า Dendrite  ใช่ไหมครับ แล้วออกมา Axon แล้วก็มาต่อที่ Dendrite ์ของเซลล์สัตว์

459
00:28:43,200 --> 00:28:46,157
มัน

460
00:28:46,157 --> 00:28:47,925
เปรียบเสมือนเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูล

461
00:28:47,925 --> 00:28:51,176
ถ้าเราอยาก

462
00:28:51,176 --> 00:28:53,717
ชำนาญอะไรหรือจำอะไรได้นาน ๆ นี่

463
00:28:53,717 --> 00:28:55,648
ตรง Synapse ตรงนี้มันต้อง

464
00:28:55,648 --> 00:28:59,568
เชื่อมต่อกันให้มันแน่น

465
00:28:59,568 --> 00:29:03,568
เมื่อใดก็ตามที่มันหลุดเราก็จะลืมนะครับ

466
00:29:04,241 --> 00:29:08,241
ถนนมันขาดไปแล้วมันส่งผ่านข้อมูลหากันไม่ได้นะครับ

467
00:29:10,381 --> 00:29:13,980
เพราะฉะนั้น เราต้องทำให้ Synapse นี่มันต่อกันอย่างแข็งแรง

468
00:29:13,980 --> 00:29:17,428
ซึ่งการทำให้มันต่อกันอย่างแข็งแรงน

469
00:29:17,428 --> 00:29:19,363
ี่ เราจะใช้วิธีการทำซ้ำ ๆ นะครับ

470
00:29:19,363 --> 00:29:23,363
ทำซ้ำ ๆ ทำซ้ำ

471
00:29:24,483 --> 00:29:26,811
ๆ ร่างกายของเราจะรู้ว่าถนนเส้นนี้มันยังใช้อยู่

472
00:29:26,811 --> 00:29:30,811
ครับ มันก็จะต่อกันเอาไว้อยู่

473
00:29:33,554 --> 00:29:37,554
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่ทำสิ่งนั้นแล้วเป็นระยะเวลาที่ยาวนานระยะหนึ่ง

474
00:29:40,758 --> 00:29:44,730
ร่างกายของเราจะรับรู้ว่าถนนเส้นนี้เราไม่ได้ใช้งานมันแล้ว

475
00:29:44,730 --> 00:29:48,730
สมองก็จะถูกสั่งให้ตัดออกนะครับ

476
00:29:49,402 --> 00:29:50,463
เพราะว่าพื้นที่ในสมองเรามันมีจำกัดใช่ไหมครับ

477
00:29:50,463 --> 00:29:54,277
เราจะ

478
00:29:54,277 --> 00:29:57,076
สร้างถนนเส้นใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่ได้นะครับ มันเต็ม

479
00:29:57,076 --> 00:29:59,133

480
00:29:59,133 --> 00:30:02,214

481
00:30:02,214 --> 00:30:04,432
การ Encoding

482
00:30:04,432 --> 00:30:08,432
นะครับ การ Encoding ดิ้ง

483
00:30:11,508 --> 00:30:15,508
การ  Encoding หรือการเข้ารหัสเพื่อน

484
00:30:16,266 --> 00:30:20,266
นำข้อมูลจาก working Memory มายัง long term Memory ได้นี่

485
00:30:20,612 --> 00:30:24,508
วิธีการที่ง่ายที่สุดเลยของแต่ละคน ก็คือ

486
00:30:24,508 --> 00:30:27,838
ท่องหรือทำซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ

487
00:30:27,838 --> 00:30:29,667
ครับ เดี๋ยวมันจะมาถึง Long-term Memory ได้

488
00:30:29,667 --> 00:30:33,667
แต่ถ้าคน

489
00:30:37,788 --> 00:30:41,273
เรามีความถนัดด้วยวิธีการอื่นก็ทำได้นะครับ ไม่ได้หมายความว่าต้องทำด้วยการทำซ้ำอย่างเดียว ขึ้นอยู่กับความถนัดของเรา

490
00:30:41,273 --> 00:30:44,591
นะครับ ทีนี้

491
00:30:44,591 --> 00:30:48,250
พอมันอยู่ใน Longterm Memory แล้วนะครับ

492
00:30:48,250 --> 00:30:52,250
เราสามารถดึง

493
00:30:58,087 --> 00:31:01,337
เราสามารถ Retry อันนี้คือดึงกลับเข้ามาได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องการที่จะใช้ข้อมูลชุดนี้มาสร้าง

494
00:31:01,337 --> 00:31:02,845
มาใช้ประโยชน์อะไรสักอย่างนะครับ

495
00:31:02,845 --> 00:31:05,671
สมมติว่า

496
00:31:05,671 --> 00:31:09,671
เรา Encoding วันนี้เสร็จ แล้ว

497
00:31:10,407 --> 00:31:10,895
ความรู้เหล่านั้นมันอยู่ใน Long-term Memory ของเราแล้วผ่านไปสัปดาห์หน้า

498
00:31:10,895 --> 00:31:12,736
กลับ

499
00:31:12,736 --> 00:31:14,776
มีอาจารย์สั่ง

500
00:31:14,776 --> 00:31:18,776
งานให้เราทำ

501
00:31:19,220 --> 00:31:23,220
ซึ่งงานชิ้นนั้นมันต้องได้ใช้ความรู้ที่อยู่ใน Long-term Memory

502
00:31:23,579 --> 00:31:27,579
เราสามารถดึงมันกลับมา แล้วก็เอามาทำงานส่งอาจารย์ได้

503
00:31:28,330 --> 00:31:32,330
นะครับ เราสามารถดึงหรือเรียกกลับมันมาใช้ได้ตลอดเวลา

504
00:31:32,610 --> 00:31:36,610
นะครับ หากเราสามารถเอาข้อมูลไปไว้ยัง

505
00:31:37,415 --> 00:31:40,941
long term Memory ได้ นะครับ หรือความจำระยะยาวได้แล้วนะครับ

506
00:31:40,941 --> 00:31:42,628
เราสามารถดึงกลับมาแล้วเอามาใช้ประโยชน์

507
00:31:42,628 --> 00:31:46,628
ได้เลย

508
00:31:49,950 --> 00:31:53,950
นะครับ แต่ถ้าเราเอาข้อมูลไว้ Working Memory  แต่เราไม่สามารถ

509
00:31:55,868 --> 00:31:56,928
ส่งผ่านมายัง Long-term Memory ถ้าเราไม่สามารถทำให้มันมายัง Long-term Memory ได้

510
00:31:56,928 --> 00:31:58,648
เราก็

511
00:31:58,648 --> 00:32:01,705
ลืมได้เหมือนกันนะครับ

512
00:32:01,705 --> 00:32:05,049
มันก็จะเกิดการลืมได้เหมือนกัน

513
00:32:05,049 --> 00:32:09,049
นะครับ เพราะฉะนั้น

514
00:32:09,173 --> 00:32:09,935
ตรง Encoding มันสำคัญนะครับ เราต้องหาวิธีการ

515
00:32:09,935 --> 00:32:11,618
ของเรา

516
00:32:11,618 --> 00:32:15,307
เพื่อแปลงจาก

517
00:32:15,307 --> 00:32:16,781
ความจำระดับปฏิบัติการมายังความจำ

518
00:32:16,781 --> 00:32:17,759
ระยะยาว

519
00:32:17,759 --> 00:32:21,759
ให้ได้นะครับ

520
00:32:25,982 --> 00:32:29,982
อันนี้ก็เป็นคำอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของของสมอง

521
00:32:32,050 --> 00:32:36,050
นะครับ เราเรียกว่าทฤษฎี Information Processing Theory

522
00:32:36,332 --> 00:32:40,332
ทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล

523
00:32:47,921 --> 00:32:51,921
ทฤษฎีต่อมานะครับ

524
00:32:54,177 --> 00:32:58,177
ก็คือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง หรือว่า Constructivism Theory

525
00:33:00,809 --> 00:33:03,627
ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับ

526
00:33:03,627 --> 00:33:05,232
อย่างที่บอกว่าอันนี้สำคัญ ทุกคน

527
00:33:05,232 --> 00:33:09,232
จำเป็นต้องรู้จักนะครับ

528
00:33:13,083 --> 00:33:15,000
ทฤษฎีนี้มันเกิดขึ้นจากการรวมเอา 2 ทฤษฎีเข้าด้วยกันนะครับ

529
00:33:15,000 --> 00:33:19,000
เกิดจากรวม 2 ทฤษฎี

530
00:33:23,649 --> 00:33:27,357
ทฤษฎีแรกที่เขารวมมา ก็คือทฤษฎีพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของ

531
00:33:27,357 --> 00:33:30,599
Piaget อันนี้นักศึกษาก็น่าจะรู้จัก

532
00:33:30,599 --> 00:33:34,599
Piaget ทฤษฎีที่ 2 ที่เอามารวม

533
00:33:34,926 --> 00:33:38,431
อันนี้เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นจากชื่อนะครับ ทฤษฎี

534
00:33:38,431 --> 00:33:41,327
พัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของ

535
00:33:41,327 --> 00:33:43,403
Vygotsky อาจจะคุ้นหรือไม่คุ้นแต่คิดว่า

536
00:33:43,403 --> 00:33:44,881
ไม่ค่อยน่าจะคุย อันนี้

537
00:33:44,881 --> 00:33:48,218
ไม่ค่อยมี

538
00:33:48,218 --> 00:33:52,218
รู้จักกันนะครับ แต่ส่วนใหญ่จะรู้จัก Piaget นะครับ

539
00:33:53,215 --> 00:33:56,785
Constructivism หรือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

540
00:33:56,785 --> 00:33:59,947
เกิดจากการรวมกันของทฤษฎี 2 ทฤษฎีนะครับ

541
00:33:59,947 --> 00:34:03,192
โดยทฤษฎีแรกของ Piaget นี่

542
00:34:03,192 --> 00:34:07,192
จะเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึง

543
00:34:07,371 --> 00:34:10,192
ปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของตัวบุคคลแต่ละคน

544
00:34:10,192 --> 00:34:14,192
นะครับ ของตัวบุคคลแต่ละคน

545
00:34:15,779 --> 00:34:19,601
แต่ถ้าเป็น Vygotsky จะเป็นอธิบายถึงการเรียนรู้

546
00:34:19,601 --> 00:34:22,422
ที่เกิดจากการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

547
00:34:22,422 --> 00:34:25,114
ก็คือการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น

548
00:34:25,114 --> 00:34:29,114
แล้วทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นนะครับ

549
00:34:30,548 --> 00:34:34,548
เขาเลยรวมเอา 2 ทฤษฎีนี้เข้ามารวมไว้ด้วยกัน

550
00:34:36,010 --> 00:34:40,010
แน่นอนแล้วว่าใครสักคนจะเกิดการเรียนรู้ได้ต้องเกิดจากการ

551
00:34:42,452 --> 00:34:44,600
เข้าไปมีประสบการณ์ตรงต่อสิ่งนั้นนะครับ ก็คือเข้าไปคลุกคลีเข้าไปเผชิญกับ

552
00:34:44,600 --> 00:34:47,475
ปรากฏการณ์นั้น ๆ นะครับ

553
00:34:47,475 --> 00:34:51,475
แต่ละบุคคลก็จะเกิดการเรียนรู้ได้

554
00:34:52,359 --> 00:34:56,359
นะครับ แต่เขามาเพิ่มที่ Vygotsky นะครับ ว่า

555
00:34:57,606 --> 00:34:58,994
บางทีการเรียนรู้ของเราจำเป็นต้องมีคนอื่นมาช่วยเหลือ

556
00:34:58,994 --> 00:35:02,584
นะครับ

557
00:35:02,584 --> 00:35:03,978
เรียนรู้ด้วยตนเอง ผ่านประสบการณ์ตรงเพียงตัวของ

558
00:35:03,978 --> 00:35:06,898
เราคนเดียว

559
00:35:06,898 --> 00:35:09,937
มันอาจจะไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก

560
00:35:09,937 --> 00:35:13,486
แต่หากเราสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

561
00:35:13,486 --> 00:35:16,360
ผู้อื่นได้มาช่วยเหลือเราในการเรียนรู้

562
00:35:16,360 --> 00:35:19,222
นะครับ อาจจะเป็นการอธิบายการแนะนำ

563
00:35:19,222 --> 00:35:20,907
หรือช่วยสอนก่อนในระยะหนึ่ง

564
00:35:20,907 --> 00:35:23,270
เพื่อให้เราทำเป็น

565
00:35:23,270 --> 00:35:24,163
แล้วก็ทำได้จนชำนาญขึ้น

566
00:35:24,163 --> 00:35:26,600
ก็ได้

567
00:35:26,600 --> 00:35:30,600
นะครับ เคยไหมว่า

568
00:35:36,721 --> 00:35:40,721
เราพยายามเรียนอะไรสักอย่างด้วยตนเอง แต่มันก็ได้อยู่แค่นี้มันไปต่ออีกไม่ได้แล้ว ถ้าเราเรียนด้วยตัวเองน่ะ มันได้แค่นี้จริง ๆ

569
00:35:41,070 --> 00:35:43,196
แต่พอมีคนมาติวให้ มาสอนให้ มาแนะนำ

570
00:35:43,196 --> 00:35:45,971
มาให้เทคนิคบางสิ่งบางอย่าง

571
00:35:45,971 --> 00:35:49,971
เราเริ่มทำได้มากขึ้นแล้ว

572
00:35:50,610 --> 00:35:54,610
กระบวนการนี้ เป็นคำอธิบายของ Vygotsky นะคร

573
00:35:59,143 --> 00:36:03,143
ับ กระบวนการในการเรียนรู้ด้วยตนเองของของตัวเราเองอย่างเดียวนี่ เป็นการเรียนรู้ตามทฤษฎีของ Piaget

574
00:36:05,179 --> 00:36:08,309
ทีนี้เรามาดูรายละเอียดครับ ว่า

575
00:36:08,309 --> 00:36:09,061
Piaget อธิบาย

576
00:36:09,061 --> 00:36:13,061
ถึง

577
00:36:13,874 --> 00:36:16,588
กระบวนการในการเรียนรู้ตัวบุคคลแต่ละคน

578
00:36:16,588 --> 00:36:20,588
ไว้อย่างไรนะครับ

579
00:36:20,656 --> 00:36:21,445
แต่ละคน

580
00:36:21,445 --> 00:36:24,137
นะครับ

581
00:36:24,137 --> 00:36:24,851
มีกระบวนการเรียนรู้ในสมอง

582
00:36:24,851 --> 00:36:26,302
2

583
00:36:26,302 --> 00:36:27,518
ลักษณะ

584
00:36:27,518 --> 00:36:29,510
นะครับ ก็คือ

585
00:36:29,510 --> 00:36:33,510
กระบวนการดูดซึม

586
00:36:34,687 --> 00:36:38,687
กระบวนการปรับขยายโครงสร้างของสมองนะครับ มี 2 อย่าง

587
00:36:40,266 --> 00:36:42,960
ดูดซึม หรือ Assimilation Assimilation คือการดูดซึม

588
00:36:42,960 --> 00:36:46,960
สวนญี่ปุ่น

589
00:36:47,893 --> 00:36:49,555
คนไกลที่สองก็คือการปรับขยายโครงสร้างทางสมอง

590
00:36:49,555 --> 00:36:50,990
Accomodation นะครับ

591
00:36:50,990 --> 00:36:52,577
มี 2 อย่าง

592
00:36:52,577 --> 00:36:56,112
นะครับ ซึ่ง

593
00:36:56,112 --> 00:37:00,112
Assimilation มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ

594
00:37:01,345 --> 00:37:03,200
ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่

595
00:37:03,200 --> 00:37:07,200
ให้มัน

596
00:37:07,635 --> 00:37:11,635
มีความสัมพันธ์กับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่

597
00:37:14,960 --> 00:37:17,828
นะครับ ถ้ามันสั่งถ้านักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเขาหากันได้นี่

598
00:37:17,828 --> 00:37:20,510
มันจะเกิดกระบวนการ assimilation

599
00:37:20,510 --> 00:37:24,510
นะครับ อย่างเช่น ว่า

600
00:37:24,671 --> 00:37:25,374
เด็กคนหนึ่งนะครับ เกิดมาแล้วเห็น

601
00:37:25,374 --> 00:37:27,228
ไก่

602
00:37:27,228 --> 00:37:27,903
ครั้งแรก

603
00:37:27,903 --> 00:37:28,847
นะครับ

604
00:37:28,847 --> 00:37:30,618
มีปี

605
00:37:30,618 --> 00:37:32,693
ก มีหาง

606
00:37:32,693 --> 00:37:33,826
นะครับ  มีขา 2 ขา

607
00:37:33,826 --> 00:37:37,826
นะครับ

608
00:37:39,816 --> 00:37:42,812
ผู้ปกครองนะครับ บอกว่าอันนี้คือไก่ แล้วเป็นสัตว์ปีก

609
00:37:42,812 --> 00:37:46,812
นะครับ ซื้อไก่และเป็นสัตว์ปีก

610
00:37:47,388 --> 00:37:49,668
ผ่านมาอีกอาทิตย์หนึ่งไปเห็นเป็ด

611
00:37:49,668 --> 00:37:52,543
อีกเหมือนกัน

612
00:37:52,543 --> 00:37:56,543
ได้ไหมครับ แต่ว่าจะงอยปากมัน

613
00:37:56,793 --> 00:38:00,793
ต่างกันใช่ไหมครับ ระหว่างเป็ดกับไก่มีค้า เหมือนกัน

614
00:38:01,072 --> 00:38:02,672
แล้วขาก็มีพังผืดตรงเท้าเหมือนกัน

615
00:38:02,672 --> 00:38:06,672
แบบนี้

616
00:38:07,784 --> 00:38:11,784
มีลักษณะคล้ายกันใช่ไหมครับ ข้อมูลมีลักษณะคล้ายกันนะครับ

617
00:38:12,941 --> 00:38:16,941
นักเรียนก็สามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าไปได้

618
00:38:18,172 --> 00:38:21,776
แล้วถ้าเราถามว่าอันนี้เป็นสัตว์ประเภทไหน นักเรียนก็อาจจะตอบได้ว่าเป็นสัตว์

619
00:38:21,776 --> 00:38:24,506
มันมีปีกเหมือนกันลักษณะคล้ายกันเลย

620
00:38:24,506 --> 00:38:28,506
นะครับ แต่ว่ามีบางอย่างที่แตกต่างกันนะครับ

621
00:38:32,123 --> 00:38:35,061
ถ้าแบบนี้ ถ้าสามารถนักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเข้าหากันได้

622
00:38:35,061 --> 00:38:39,061
มันจะเกิดกระบวนการ Assimilation นะครับ

623
00:38:39,422 --> 00:38:42,060
แต่เมื่อใดก็ตามนะครับ

624
00:38:42,060 --> 00:38:46,060
ถ้าความรู้ใหม่

625
00:38:47,339 --> 00:38:51,339
มันไม่เกิดความเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่นะครับ

626
00:38:55,417 --> 00:38:58,850
นักเรียนจะรับข้อมูลใหม่เรานั้นเข้าไปในสมอง เพื่อปรับขยายโครงสร้างทางสมองให้มันกว้างขึ้นนะครับ

627
00:38:58,850 --> 00:39:02,500
อันนี้จะเรียกว่าเกิดกระบวนการ

628
00:39:02,500 --> 00:39:04,992
Accomodation หรือปรับขยายโครงสร้างของสมอง

629
00:39:04,992 --> 00:39:08,992
นะครับ ง่าย ๆ ก็คือ

630
00:39:11,184 --> 00:39:12,609
ถ้าข้อมูลใหม่หรือองค์ความรู้ใหม่ที่เราจะสอนให้กับนักเรียนนี่ มันมีความเชื่อมโยงกับความรู้เดิม

631
00:39:12,609 --> 00:39:16,609
นักเรียน

632
00:39:16,936 --> 00:39:19,281
จะเกิดกลไก assimilation ซึ่งมันจะเกิดได้ง่ายกว่า

633
00:39:19,281 --> 00:39:23,281
assimilation จะเกิดได้ง่ายกว่า

634
00:39:25,576 --> 00:39:28,168
แต่ถ้าเราสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียน แล้วมันไม่เชื่อมต่ออะไรกับ

635
00:39:28,168 --> 00:39:32,168
ความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่เลยนะครับ

636
00:39:33,636 --> 00:39:36,865
มันก็จะเกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ  Accomodation แทน

637
00:39:36,865 --> 00:39:39,343
นะครับ ดังนั้น

638
00:39:39,343 --> 00:39:43,343
บอกให้เราว่าถ้าเราจะสอน

639
00:39:47,176 --> 00:39:50,693
ความรู้ใหม่ให้กับนักเรียน เราพยายามกระตุ้นด้วยการเชื่อมโยงเข้ากับความรู้เดิมที่นักเรียนมี

640
00:39:50,693 --> 00:39:51,820
ในตอนต้นของชั่วโมงเรียน

641
00:39:51,820 --> 00:39:55,820
ก่อนนะครับ

642
00:39:58,884 --> 00:40:02,884
อาจจะใช้คำถาม หรือการเล่าเรื่อง หรือดูคลิป อะไรก็แล้ว แต่เราพยายาม

643
00:40:03,224 --> 00:40:05,404
สร้างความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาที่เราสอนก่อนหน้านี้

644
00:40:05,404 --> 00:40:09,120
กับเนื้อหาที่เรากำลังจะสอน

645
00:40:09,120 --> 00:40:11,995
ใหม่ในวันนี้นะครับ พยายามเชื่อมโยงให้ได้

646
00:40:11,995 --> 00:40:13,535
นักเรียนจะได้เกิด

647
00:40:13,535 --> 00:40:17,535
Assimilation ได้ง่ายกว่านะครับ

648
00:40:22,368 --> 00:40:23,330
ทีนี้กระบวนการ Accomodation กับ Assimilation นะครับ มันก็

649
00:40:23,330 --> 00:40:27,330
มี

650
00:40:27,349 --> 00:40:30,084
ถูกแบ่งออกเป็น 4 ระยะ

651
00:40:30,084 --> 00:40:34,084
4 ช่วงวัยของมนุษย์เรานะครับ

652
00:40:36,221 --> 00:40:37,809
แต่ละช่วงวัย แน่นอนแหละ ว่าการเรียนรู้มันเกิดขึ้น 2 กระบวนการนะครับ แต่ว่า

653
00:40:37,809 --> 00:40:39,088
2 กระบวนการนี้

654
00:40:39,088 --> 00:40:41,144
มันก็

655
00:40:41,144 --> 00:40:44,479
มีการเรียนรู้จาก

656
00:40:44,479 --> 00:40:48,227
สิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป

657
00:40:48,227 --> 00:40:49,735
ขึ้นอยู่กับวัยของผู้เรียน

658
00:40:49,735 --> 00:40:52,615
นะครับ ซึ่ง

659
00:40:52,615 --> 00:40:55,693
Piaget ก็ได้ศึกษาถึง

660
00:40:55,693 --> 00:40:58,319
พฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คนนะครับ

661
00:40:58,319 --> 00:41:02,319
เขาเสนอทฤษฎี

662
00:41:03,607 --> 00:41:07,607
พัฒนาการเชาว์ปัญญาของเขาขึ้นมาจากการสังเกตพฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คน

663
00:41:08,268 --> 00:41:11,080
แล้วก็สังเกตตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี นะครับ

664
00:41:11,080 --> 00:41:15,080
แล้วก็เขาก็สรุปว่า

665
00:41:17,617 --> 00:41:19,388
ลูกของเขาทั้ง 3 คน มีพัฒนาการเหมือนกันเลยในแต่ละช่วงวัยครับ

666
00:41:19,388 --> 00:41:22,166
แต่ละช่วงวัย

667
00:41:22,166 --> 00:41:25,026
มีการเรียนรู้เหมือน ๆ กัน

668
00:41:25,026 --> 00:41:27,753
ลักษณะการเรียนรู้เหมือน ๆ กัน

669
00:41:27,753 --> 00:41:31,753
นะครับ แต่ว่าเขาสังเกตถึง 15 ปี

670
00:41:35,872 --> 00:41:37,995
เขาก็เลยสรุปเป็นพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของมนุษย์นี่ แบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย

671
00:41:37,995 --> 00:41:41,055
นะครับ แบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย

672
00:41:41,055 --> 00:41:44,377
โดยช่วงวัยแรกนะครับ

673
00:41:44,377 --> 00:41:45,801
เป็นช่วงวัยในช่วง 0-2 ปี

674
00:41:45,801 --> 00:41:49,056
นะครับ เราเรียกว่า

675
00:41:49,056 --> 00:41:53,056
"ขั้นการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส"

676
00:41:57,804 --> 00:41:59,127
ชื่อบอกได้ง่าย ๆ เลย ถ้าเราสังเกตน้องหรือสังเกตหลานเราถ้าใครมีน้องช่วงแรกเกิดถึง 2 ปีนี่

677
00:41:59,127 --> 00:42:01,763
เขายัง

678
00:42:01,763 --> 00:42:05,763
แรก ๆ เขายังพูดอะไรไม่ได้ใช่ไหมครับ

679
00:42:08,974 --> 00:42:12,974
ทีนี้ฟังอะไรก็คงไม่รู้เรื่องหรอก เพราะเพิ่งเกิดมาไม่รู้ว่าอะไรมันคืออะไร ใช่ไหมครับ

680
00:42:15,104 --> 00:42:16,480
ดังนั้น นักเรียนเด็กในช่วง 2 วัยแรกนี่ อาจจะเรียนรู้จากการสัมผัส

681
00:42:16,480 --> 00:42:20,480
เป็นหลักนะครับ หยิบจับนะครับ

682
00:42:22,017 --> 00:42:23,583
ก็จะหยิบจะจับไปหมดนะครับ ไม่รู้หรอกว่าอันนั้นมันคืออะไร

683
00:42:23,583 --> 00:42:26,814
ก็จะหยิบไปก่อน

684
00:42:26,814 --> 00:42:30,814
หยิบแล้วอันนั้นแล้วรู้สึกเจ็บ ก็ปล่อย

685
00:42:33,411 --> 00:42:36,231
เด็กก็จะได้เรียนรู้ว่าสิ่งสิ่งแบบนี้ถ้าจับแล้วมันเจ็บต่อไป

686
00:42:36,231 --> 00:42:40,135
จะต้องไม่จับอีกนะครับ เพราะมันเจ็บ

687
00:42:40,135 --> 00:42:42,176
เขาก็จะเรียนรู้จากการหยิบจับ จากการสัมผัส

688
00:42:42,176 --> 00:42:46,176
นะครับ ในช่วง 2 วัยแรกนะครับ ทีนี้

689
00:42:53,863 --> 00:42:57,863
ในช่วงวัยที่ 2 นะครับ ก็คือช่วง 2-7 ปี

690
00:42:58,611 --> 00:43:02,524
หรือช่วงซึ่งถึงขั้นตอนปฏิบัติการคิด

691
00:43:02,524 --> 00:43:04,130
ช่วง 2-7 ปี ช่วงนี้จะ

692
00:43:04,130 --> 00:43:07,423
เรียนรู้จาก

693
00:43:07,423 --> 00:43:09,249
เราจำได้ไหม คำว่าช่วง

694
00:43:09,249 --> 00:43:11,750
อายุเท่านี้เรา

695
00:43:11,750 --> 00:43:15,750
เริ่มเรียนรู้จากอะไร

696
00:43:17,664 --> 00:43:19,308
เรียนรู้จากการอ่านเลยได้ไหม

697
00:43:19,308 --> 00:43:22,613
ณ ตอนนั้น

698
00:43:22,613 --> 00:43:24,318
อย่างใช่ไหมครับ เราเรียนจากอะไรเอ่ย

699
00:43:24,318 --> 00:43:26,607
สิ่งที่มันเป็น

700
00:43:26,607 --> 00:43:29,775
รูปภาพใช่ไหมครับ

701
00:43:29,775 --> 00:43:33,775
เราเรียนจากสิ่งที่มันเป็นรูปภาพ

702
00:43:34,973 --> 00:43:37,546
นะครับ อย่างตอนสอนเราเรียนบวกเลขตอนอนุบาล

703
00:43:37,546 --> 00:43:41,546
อย่างไรครับ ขอเอารูป

704
00:43:44,151 --> 00:43:47,007
ภาพมาใช่ไหมครับ ยังไม่เห็นเลข 2 + 3 = 5 ยังไม่ได้เริ่มแบบนั้นใช่ไหม

705
00:43:47,007 --> 00:43:51,007
เริ่มจากเอาผลไม้ 2 ลูก

706
00:43:52,761 --> 00:43:56,761
แอปเปิล 2 ลูก มารวมกับแอปเปิล 3 ลูก จะได้ทั้งหมดกี่ลูก

707
00:43:58,192 --> 00:44:02,192
แล้วก็มานับ 1 2 3 4 5 แสดงว่าได้ 5 ลูกอย่างนี้ครับ

708
00:44:03,354 --> 00:44:06,280
ในช่วงวัยนี้ ช่วงวัยที่ 2 ช่วง 2-7 ปีนี่

709
00:44:06,280 --> 00:44:08,526
จะเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปภาพ

710
00:44:08,526 --> 00:44:12,526
นะครับ จากสิ่งที่เป็นรูปภาพนะครับ

711
00:44:14,053 --> 00:44:16,974
เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปสอนเด็กในช่วงวัยนี้

712
00:44:16,974 --> 00:44:19,998
เราต้องรู้จักพัฒนาการของเด็ก

713
00:44:19,998 --> 00:44:23,998
นักเรียนของเรานะครับ เราจะได้

714
00:44:24,736 --> 00:44:28,736
ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพนะครับ

715
00:44:30,749 --> 00:44:32,092
ส่วนช่วงวัยที่ 3 ช่วง 7-11 ปี

716
00:44:32,092 --> 00:44:32,941
ช่วงนี้

717
00:44:32,941 --> 00:44:36,842
นะครับ

718
00:44:36,842 --> 00:44:37,420
เรียกว่าขั้นการคิดแบบเหตุผลเชิงรูปประธรรม

719
00:44:37,420 --> 00:44:41,420
นะครับ

720
00:44:45,366 --> 00:44:49,366
7-11 ปีนะครับ สามารถเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ได้แล้วนะครับ

721
00:44:50,817 --> 00:44:53,863
ใช้สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้

722
00:44:53,863 --> 00:44:57,863
ก็คือ

723
00:44:58,412 --> 00:45:00,348
เราสามารถเรียนมีตัวแปรง่าย ๆ เรียนได้แล้วนะครับ

724
00:45:00,348 --> 00:45:04,348
มีสัญลักษณ์เป็นตัวเลข

725
00:45:04,716 --> 00:45:08,439
ที่เป็นตัวแทนปริมาณได้ รู้ว่าเลข 9

726
00:45:08,439 --> 00:45:10,947
มันมากกว่าเลข 2 มากน้อยแค่ไหน

727
00:45:10,947 --> 00:45:13,301
นะครับ 100 มากกว่า 20

728
00:45:13,301 --> 00:45:17,301
มากขนาดไหนอย่างนี้ครับ

729
00:45:20,102 --> 00:45:22,381
ใช้ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้แล้ว

730
00:45:22,381 --> 00:45:24,162
นะครับ 7-11 ป ี

731
00:45:24,162 --> 00:45:28,162
แล้วสามารถ

732
00:45:29,498 --> 00:45:31,637
เริ่มที่จะรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่นได้แล้ว

733
00:45:31,637 --> 00:45:35,637
นะครับ 7-11 ป

734
00:45:35,788 --> 00:45:36,624
ีนี่ เริ่มกลัวเพื่อนโกรธ เริ่มกลัวที่จะไม่มีเพื่อนได้แล้ว

735
00:45:36,624 --> 00:45:38,257
นะครับ

736
00:45:38,257 --> 00:45:42,257
แต่ถ้าเป็น

737
00:45:47,142 --> 00:45:50,130
ต่ำกว่า 7 ปีนี่ ตอนนั้นไม่สนใจหรอกเราคิดอย่างไร เราเด็กอยากทำอะไรก็ทำออกมาเลยไม่ได้คำนึงถึงคนรอบข้าง

738
00:45:50,130 --> 00:45:53,008
แต่ 7-11 ปี เริ่ม

739
00:45:53,008 --> 00:45:57,008
รับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้แล้วนะครับ

740
00:45:57,230 --> 00:45:59,203
ส่วน

741
00:45:59,203 --> 00:46:03,203
อายุ 11-15 ปี

742
00:46:04,692 --> 00:46:07,416
อันนี้เป็นช่วงวัยสุดท้ายนะครับ

743
00:46:07,416 --> 00:46:09,265
การเรียนรู้แบบนามธรรม

744
00:46:09,265 --> 00:46:11,066
นะครับ ที่เขาศึกษานะครับ

745
00:46:11,066 --> 00:46:15,066
ก็คือเด็กสามารถ

746
00:46:15,891 --> 00:46:16,764
เรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมที่ซับซ้อนได้นะครับ

747
00:46:16,764 --> 00:46:20,740
มี

748
00:46:20,740 --> 00:46:23,717
ตัวแปรที่ซับซ้อน มีสมการที่ซับซ้อนได้แล้ว

749
00:46:23,717 --> 00:46:27,717
นะครับ ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่นะครับ

750
00:46:29,273 --> 00:46:33,273
11-15 ปี มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่มากที่สุดแล้ว

751
00:46:38,712 --> 00:46:41,300
ซึ่ง Piaget อธิบายถึงกลไกในการเรียนรู้ของ

752
00:46:41,300 --> 00:46:44,275
บุคคลแต่ละคนนะครับ

753
00:46:44,275 --> 00:46:46,044
บุคคลแต่ละคนตามนี้ว่า

754
00:46:46,044 --> 00:46:50,044
คนเราแต่ละคนมี...

755
00:46:54,777 --> 00:46:58,777
ต้องเรียนรู้จากการผ่านประสบการณ์ตรง แล้วเกิดกระบวนการเรียนรู้ 2 คนไกล ก็คือ Assimilation กับ Accomodation

756
00:47:01,593 --> 00:47:03,019
การดูดซึมกับการปรับขยายโครงสร้างทางสมอง

757
00:47:03,019 --> 00:47:07,019
นะครับ แล้ว

758
00:47:09,324 --> 00:47:10,248
แต่ละช่วงวัยนะครับ ก็จะเรียนรู้จากสิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป

759
00:47:10,248 --> 00:47:14,248
ตามวัย

760
00:47:15,682 --> 00:47:18,749
แต่ก็เกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกัน เกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกัน

761
00:47:18,749 --> 00:47:22,749
อันนี้เป็นส่วนของ Piaget  นะครับ

762
00:47:25,376 --> 00:47:29,376
ต่อมา

763
00:47:30,166 --> 00:47:34,166
Vygotsky นะครับ Vygotsky จะอธิบายถึง

764
00:47:38,146 --> 00:47:41,032
พัฒนาการในการเรียนรู้จากการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

765
00:47:41,032 --> 00:47:45,032
อันนี้อาจารย์ทำดอกจันเอาไว้นะครับ

766
00:47:45,680 --> 00:47:48,703
การเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเขาเรียกว่า "Social Skills"

767
00:47:48,703 --> 00:47:52,703
แต่ถ้า Piaget คือ

768
00:47:53,201 --> 00:47:57,201
Individual Skills นะครับ Individual ก็คือส่วนบุคคล

769
00:47:57,261 --> 00:47:59,073
เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสารให้นะครับ

770
00:47:59,073 --> 00:48:00,611
ในภายหลังนะครับ

771
00:48:00,611 --> 00:48:04,611
เอกสารของวันนี้

772
00:48:08,281 --> 00:48:10,927
ถ้าเป็น Piaget คือ Individual Skills

773
00:48:10,927 --> 00:48:12,518
คือส่วนบุคคลนะครับ

774
00:48:12,518 --> 00:48:16,518
ส่วนบุคคล

775
00:48:19,974 --> 00:48:23,974
ทีนี้เรามาดู Vygotsky อธิบายไว้ว่าอย่างไร

776
00:48:24,896 --> 00:48:25,968
Vygotsky จะให้ความสำคัญกับการ

777
00:48:25,968 --> 00:48:29,130
ช่วยเหลือ

778
00:48:29,130 --> 00:48:33,130
ในการเรียนรู้นะครับ

779
00:48:33,774 --> 00:48:35,578
การช่วยเหลือในการเรียนรู้เราเรียกว่า scaffolding นะครับ

780
00:48:35,578 --> 00:48:38,411
Scaffolding คือการ

781
00:48:38,411 --> 00:48:42,411
ให้ความช่วยเหลือในการเรียนรู้

782
00:48:43,484 --> 00:48:46,956
ภาษาไทยมันมีหลายคำมากเลยนะครับ ที่แปลจากคำว่า

783
00:48:46,956 --> 00:48:50,613
Scaffolding บางทีใช้คำว่าการให้ความช่วยเหลือ

784
00:48:50,613 --> 00:48:53,547
บางทีใช้คำว่าการเสริมต่อความรู้

785
00:48:53,547 --> 00:48:57,283
บางทีแปลตรง ๆ ว่านั่งร้านนะครับ

786
00:48:57,283 --> 00:49:01,283
นี่ ไอ้ตัวนี้คือ Scaffolding

787
00:49:02,599 --> 00:49:06,599
นี่ ไอ้ตัวที่เขาทำนั่งร้านในการก่อสร้างบ้าน

788
00:49:08,156 --> 00:49:11,861
เวลาเขาจะสร้างอะไรไปเขาจะทำนั่งร้านขึ้นไปเพื่อไปต่อ

789
00:49:11,861 --> 00:49:15,861
สร้างในสิ่งที่มันสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ

790
00:49:17,201 --> 00:49:21,201
เขาเอาคำว่า Scaffolding หรือนั่งร้านนี่ มาเป็นตัวอธิบายถึง

791
00:49:22,385 --> 00:49:26,385
การช่วยเหลือให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

792
00:49:27,093 --> 00:49:29,082
นะครับ ซึ่งการช่วยเหลือนั้นอาจจะ

793
00:49:29,082 --> 00:49:32,678
เป็นการช่วยเหลือผ่าน

794
00:49:32,678 --> 00:49:36,068
คุณครูนะครับ ครูเป็นคนช่วยเหลือนักเรียน

795
00:49:36,068 --> 00:49:39,464
เห็นควรให้คำแนะนำนักเรียนนะครับ

796
00:49:39,464 --> 00:49:43,464
เป็นคนที่สาธิตอะไรสักอย่างให้ดูนะครับ

797
00:49:43,766 --> 00:49:45,756
หรืออาจจะเป็น Peerก็คือเพื่อนนะครับ

798
00:49:45,756 --> 00:49:49,114
Peer นี้ก็คือเพื่อน

799
00:49:49,114 --> 00:49:53,114
อาจจะเป็นเพื่อนมาช่วยเพื่อนก็ได้

800
00:49:53,935 --> 00:49:57,738
หรืออาจจะเป็นการใช้อุปกรณ์

801
00:49:57,738 --> 00:49:59,444
ที่มันเป็นเทคโนโลยีบางอย่างมาช่วย

802
00:49:59,444 --> 00:50:02,391
ให้นักเรียน

803
00:50:02,391 --> 00:50:06,330
เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้

804
00:50:06,330 --> 00:50:10,330
นะครับ หรืออาจจะเป็น Tools Tools ก็คืออุปกรณ์ที่คือ

805
00:50:11,308 --> 00:50:15,308
บางสิ่งบางอย่างมาช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้

806
00:50:19,252 --> 00:50:23,098
เมื่อนักเรียน... เมื่อเราเอาความช่วยเหลือเข้าไปแล้ว

807
00:50:23,098 --> 00:50:23,993
นะครับ นักเรียนสามารถเรียนรู้หรือทำได้แล้ว

808
00:50:23,993 --> 00:50:26,154
นะครับ

809
00:50:26,154 --> 00:50:28,520
สุดท้าย

810
00:50:28,520 --> 00:50:32,520
นั่งร้านอันนี้จะคงอยู่ไหม

811
00:50:33,534 --> 00:50:37,534
เราสร้างบ้าน พอสร้างเสร็จแล้วเข้าออกใช่ไหมครับ เขาก็จะรื้อออก

812
00:50:39,467 --> 00:50:42,165
การทำ Scaffolding ในการเรียนรู้ของนักเรียนก็เช่นเดียวกันนะครับ

813
00:50:42,165 --> 00:50:46,165
เมื่อเราใส่ตัวช่วยเข้าไป

814
00:50:48,557 --> 00:50:52,557
อาจจะเป็นครูไปช่วย นักเรียนไปช่วย หรือสื่อหรืออุปกรณ์หรือเทคโนโลยีอะไรก็ตามเข้าไปช่วย

815
00:50:54,177 --> 00:50:57,104
เมื่อเอาไปช่วยแล้ว นักเรียนคนนั้นสามารถทำได้แล้วทำได้เองแล้ว

816
00:50:57,104 --> 00:51:01,104
เราก็เอาตัวช่วยนั้นออกมานะครับ

817
00:51:01,465 --> 00:51:05,465
เหมือนกับตัวนั่งร้านที่เราใช้ในการก่อสร้างเลยนะครับ

818
00:51:07,544 --> 00:51:11,544
ที่นี่การช่วยเราช่วยไปเพื่ออะไรนะครับ เรา

819
00:51:12,111 --> 00:51:14,000
ไปช่วยเพื่อที่จะนำพานักเรียนของเรา

820
00:51:14,000 --> 00:51:17,943
ให้ไปถึง

821
00:51:17,943 --> 00:51:20,538
Zone ตัวสีแดง ๆ นะครับ Zone of Proximal Development นะครับZone of Proximal Development

822
00:51:20,538 --> 00:51:24,538

823
00:51:26,355 --> 00:51:29,235
บางทีเขาเขียนย่อเป็น ZPD

824
00:51:29,235 --> 00:51:33,235
ZPD  นี้ ก็คือ

825
00:51:33,241 --> 00:51:34,759
ขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียน

826
00:51:34,759 --> 00:51:38,683
จะไปถึงนะครับ

827
00:51:38,683 --> 00:51:42,087
ขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียนจะไปถึง

828
00:51:42,087 --> 00:51:45,224
เราเรียกว่า Zone of proximal Development

829
00:51:45,224 --> 00:51:49,224
คืออะไร ZPD คืออะไร

830
00:51:50,730 --> 00:51:51,500
เรามาดูวงกลมอันนี้ เราจะเห็นว่ามันมีวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 วง

831
00:51:51,500 --> 00:51:54,683
ใช่ไหมครับ

832
00:51:54,683 --> 00:51:56,611
มีวงสีเหลือง

833
00:51:56,611 --> 00:52:00,334
มีวงสี

834
00:52:00,334 --> 00:52:03,283
ชมพูกับมีวงสีม่วง

835
00:52:03,283 --> 00:52:07,283
นะครับ วงสีเหลือง

836
00:52:07,969 --> 00:52:11,969
เป็นขอบเขตที่นักเรียนคนใดคนหนึ่ง

837
00:52:12,382 --> 00:52:15,480
นะครับ เป็นขอบเขตที่นักเรียนสามารถรู้ได้หรือทำได้

838
00:52:15,480 --> 00:52:19,480
แรกเริ่มถ้าเรียนด้วยตนเอง ถ้า

839
00:52:19,930 --> 00:52:23,930
นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามตาม Piaget อย่างเดียว

840
00:52:26,071 --> 00:52:28,543
ผ่านประสบการณ์ตรงด้วยตัวของนักเรียนเองคนเดียวนี่ สามารถเปลี่ยนได้

841
00:52:28,543 --> 00:52:29,625
แค่ในขอบเขตเท่านี้

842
00:52:29,625 --> 00:52:31,728
นะครับ

843
00:52:31,728 --> 00:52:35,728
เรียนได้แค่ในขอบเขตเท่านี้

844
00:52:39,364 --> 00:52:43,070
บางทีแต่ว่านักเรียนคนหนึ่งอาจจะมีศักยภาพสูงสุด

845
00:52:43,070 --> 00:52:47,070
ในเกี่ยวกับเรื่องนั้นมากกว่านั้นก็ได้นะครับ

846
00:52:48,795 --> 00:52:50,801
แต่ถ้าเขาฝึกด้วยตนเองหรือเรียนรู้ด้วยตนเองก็ทำได้เท่านี้แหละ

847
00:52:50,801 --> 00:52:54,801
มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

848
00:52:55,177 --> 00:52:59,019
ทีนี้พอเรามี Scaffolding เข้าไป

849
00:52:59,019 --> 00:53:01,368
นะครับ เราใส่ Scaffolding หรือใส่ตัวช่วยเข้าไป

850
00:53:01,368 --> 00:53:05,368
นักเรียนจะสามารถ

851
00:53:06,323 --> 00:53:08,255
ขยายขอบเขตในการเรียนรู้ออกไปได้กว้างได้อีก

852
00:53:08,255 --> 00:53:12,255
นะครับ ในวงสีชมพูนะครับ

853
00:53:13,080 --> 00:53:17,080
นี่ What I Can Do With help

854
00:53:17,490 --> 00:53:19,607
ก็คือสิ่งที่ฉันสามารถทำได้เมื่อมีการช่วยเหลือ

855
00:53:19,607 --> 00:53:22,326
เขาจะทำได้มากขึ้น

856
00:53:22,326 --> 00:53:26,326
ในขอบเขตที่มันกว้างมากขึ้นนะครับ

857
00:53:30,651 --> 00:53:34,651
ตรงสีชมพูนี่แหละที่เราเรียกว่า "Zone of Proximal Development" นะครับ

858
00:53:35,720 --> 00:53:36,779
เป็นโซนเป็นขอบเขตความสามารถภาคสูงสุดที่นักเรียนจะไปถึง

859
00:53:36,779 --> 00:53:40,779
นะครับ

860
00:53:41,209 --> 00:53:42,823
จะไปได้ก็ต่อเมื่อมี Scaffolding เข้ามา

861
00:53:42,823 --> 00:53:46,823
ช่วย

862
00:53:48,482 --> 00:53:50,833
นะครับ ส่วนสีน้ำเงินเป็นส่วนที่เป็นขอบเขตที่

863
00:53:50,833 --> 00:53:53,277
เราไม่สามารถทำได้

864
00:53:53,277 --> 00:53:57,277
เกินความสามารถเราจริง ๆ

865
00:53:58,486 --> 00:54:00,312
แม้ว่าจะมี Scaffolding แล้ว มีใครมาสอนมีใครมาช่วยแล้ว

866
00:54:00,312 --> 00:54:04,312
แต่เราไปไม่ถึงนะครับ

867
00:54:09,379 --> 00:54:13,379
แต่ว่า ZPD คือส่วนนี้นะครับ คือส่วนที่เราไปถึงก็ต่อเมื่อมีคนมาช่วย

868
00:54:14,334 --> 00:54:16,651
ทำให้เราไปที่ถึงศักยภาพสูงสุดที่เราจะเป็นไปได้

869
00:54:16,651 --> 00:54:18,314
อันนี้แหละที่เขาบอกว่า

870
00:54:18,314 --> 00:54:21,056
คุณครู

871
00:54:21,056 --> 00:54:24,025
ควรสอนให้นักเรียน

872
00:54:24,025 --> 00:54:25,375
ได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ

873
00:54:25,375 --> 00:54:29,375
อันนี้ครับ

874
00:54:30,505 --> 00:54:34,505
เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนทุกคน เวลาเราเป็นครูเราสอนวิชาของเรา

875
00:54:34,858 --> 00:54:38,693
เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนของเราทุกคนจะต้องได้เกรด 4

876
00:54:38,693 --> 00:54:42,693
แต่เรามีหน้าที่ช่วยนักเรียนให้

877
00:54:44,326 --> 00:54:47,431
ไปให้ได้ตามศักยภาพที่สูงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

878
00:54:47,431 --> 00:54:49,552
ที่เขาจะมีนะครับ ไปให้เต็มที่

879
00:54:49,552 --> 00:54:52,347
อให้เต็มที่

880
00:54:52,347 --> 00:54:55,504
บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด 3

881
00:54:55,504 --> 00:54:59,504
บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด 2

882
00:55:00,423 --> 00:55:01,077
บางคนเราไม่มี Scaffolding เลยเขาไปถึงเกรด 4 อยู่แล้ว

883
00:55:01,077 --> 00:55:05,077
เห็นไหมครับ

884
00:55:06,542 --> 00:55:10,542
สระแก้ว 5 แต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความชอบความถนัดของนักเรียนด้วย

885
00:55:12,784 --> 00:55:16,784
เรามีหน้าที่พานักเรียนไปถึง Zone of proximal Development ให้ได้นะครับ

886
00:55:17,436 --> 00:55:19,821
อันนี้เป็น

887
00:55:19,821 --> 00:55:23,740
คำอธิบายของทฤษฎี

888
00:55:23,740 --> 00:55:26,623
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับ ซึ่ง

889
00:55:26,623 --> 00:55:29,576
ก็มี 2 ทฤษฎีที่มารวมกัน

890
00:55:29,576 --> 00:55:33,576
นะครับ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง

891
00:55:34,297 --> 00:55:35,189
แล้วก็การสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้อย่างเต็ม

892
00:55:35,189 --> 00:55:39,189
ศักยภาพนะครับ

893
00:55:49,461 --> 00:55:53,461
อันนี้ก็ต่อมาก็ต่อมาทฤษฎีร่วมสมัยที่สดีแรก อันนี้ก็

894
00:55:54,735 --> 00:55:58,735
ชื่อดีที่รู้จักกันทั่วไปที่เราจำเป็นต้องรู้เหมือนกัน

895
00:56:08,483 --> 00:56:12,483
คือทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือนะครับ อันนี้เราต้องรู้นะครับ

896
00:56:14,648 --> 00:56:17,405
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ มันจะเกิดประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อมีอยู่ 5 เงื่อนไข

897
00:56:17,405 --> 00:56:19,411
เวลาเราจะจัดกิจกรรม

898
00:56:19,411 --> 00:56:20,879
ให้เด็ก

899
00:56:20,879 --> 00:56:24,879
เป็นกลุ่มนะค

900
00:56:26,435 --> 00:56:28,379
รับ เราต้องคำนึงถึง 5 เงื่ีอนไขนี้นะครับ มันถึงจะทำให้

901
00:56:28,379 --> 00:56:32,379
การเรียนรู้เป็นกลุ่มมันเกิด

902
00:56:33,250 --> 00:56:37,250
ศักยภาพ เกิดประสิทธิภาพนะครับ อันแรก ก็คือ

903
00:56:43,950 --> 00:56:47,676
นักเรียนนะครับ จะต้องเวลาเราจัดกลุ่ม เราจะต้องจัดให้นักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อยที่แม่ใหญ่เกินไปแล้วก็ไม่เล็กเกินไป

904
00:56:47,676 --> 00:56:51,565
จัดกระบวนการกลุ่มให้เป็นกลุ่มที่พอเหมาะ

905
00:56:51,565 --> 00:56:53,665
ไม่มีจำนวนสมาชิกมากจนเกินไป

906
00:56:53,665 --> 00:56:54,467
หรือน้อยจนเกินไป

907
00:56:54,467 --> 00:56:57,124
นะครับ

908
00:56:57,124 --> 00:56:58,600
ประมาณ 3-5 คน

909
00:56:58,600 --> 00:57:02,600
กำลังพอดี

910
00:57:10,758 --> 00:57:14,216
นะครับ แต่ถ้ามันเป็นผ่านสมมติว่ามันเป็นภาระงานง่าย ๆ แต่เราจัดกลุ่มให้นักเรียน 10 คน ทำงานร่วมกัน

911
00:57:14,216 --> 00:57:16,543
เพื่อทำให้ชิ้นงานที่ง่าย ๆ มากเลย

912
00:57:16,543 --> 00:57:20,543
งให้สมาชิก 10 คน

913
00:57:23,063 --> 00:57:27,063
งมันก็จำไม่ได้เกิดความเสียหายอะไรมากนัก ใช่ไหม เขาทำแป๊บเดียวก็เสร็จมันไม่ได้เกิด

914
00:57:28,003 --> 00:57:29,559
กระบวนการพ่นพิษไต่ตรองวางแผนวิเคราะห์อะไรนะครับ

915
00:57:29,559 --> 00:57:30,757
ก็จะไม่เกิด

916
00:57:30,757 --> 00:57:34,311
ประสิทธิภาพ หรือ

917
00:57:34,311 --> 00:57:37,582
ชิ้นงานชิ้นนี้มันยากมากเลย

918
00:57:37,582 --> 00:57:39,646
นะครับ มันต้องใช้เวลาทำเยอะ

919
00:57:39,646 --> 00:57:41,291
ต้องมีคนเยอะในการ

920
00:57:41,291 --> 00:57:44,680
ร่วมไม้ร่วมมือกัน

921
00:57:44,680 --> 00:57:47,976
แต่เราจัดกลุ่มให้ 2 คนทำงานชิ้นนี้

922
00:57:47,976 --> 00:57:50,501
เราคิดว่าโอกาสน่าจะสำเร็จไหม

923
00:57:50,501 --> 00:57:54,501
มันก็จะไม่สำเร็จใช่ไหมครับ

924
00:57:56,168 --> 00:58:00,168
เพราะฉะนั้น เมื่อเราพิจารณาความยากง่ายของชิ้นงานที่เรามอบหมายให้ทำร่วมกันแล้ว

925
00:58:01,786 --> 00:58:05,786
เราก็พิจารณาจำนวนคนเขาว่ามันไม่น้อยเกินไปหรือไม่มากเกินไป

926
00:58:06,662 --> 00:58:10,662
ก็คือจัดกิจกรรมกลุ่มย่อยให้มีจำนวนสมาชิกที่เหมาะสม

927
00:58:11,191 --> 00:58:15,191
เงื่อนไขที่ 2 นะครับ เราต้อง

928
00:58:15,940 --> 00:58:18,286
แนะนำให้นักเรียนนะครับ เกิดการพึ่งพาเกื้อกูล

929
00:58:18,286 --> 00:58:22,286
ระหว่างสมาชิกภายในกลุ่มนะคร

930
00:58:24,027 --> 00:58:28,027
ับ ไม่ใช่ว่าแบ่งกลุ่มแล้วคนเก่งหรือคนรับผิดชอบก็ทำไปคนเดียว

931
00:58:28,896 --> 00:58:31,752
ที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลย สมาชิกในกลุ่มที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลย

932
00:58:31,752 --> 00:58:32,668
แบบนี้ก็ไม่ได้เกิดประสิทธิภาพ

933
00:58:32,668 --> 00:58:33,857
นะครับ

934
00:58:33,857 --> 00:58:37,857
เราต้อง

935
00:58:38,747 --> 00:58:42,747
แนะนำนักเรียนนะครับ ว่าสมาชิกในกลุ่มทุกคนต้องมีการ

936
00:58:45,219 --> 00:58:47,245
พึ่งพา ช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในกลุ่มนะครับ เพื่อให้คนเก่งได้ช่วยเหลือคนอ่อน

937
00:58:47,245 --> 00:58:51,245
แล้วก็เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ

938
00:58:53,473 --> 00:58:57,473
เงื่อนไขที่ 3 นะครับ เงื่อนไขที่ 3

939
00:58:59,762 --> 00:59:03,762
สมาชิกในกลุ่มจะต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงานนะ

940
00:59:04,241 --> 00:59:08,241
ครับ ต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงาน

941
00:59:09,614 --> 00:59:13,614
อันนี้ 4 อันนี้ก็ค่อนข้างสำคัญสำคัญนะครับ

942
00:59:14,886 --> 00:59:18,886
ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานร่วมกันนะครับ

943
00:59:19,224 --> 00:59:23,224
ต้องมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน ว่างานนี้

944
00:59:23,897 --> 00:59:27,897
ความสำเร็จของงานชิ้นนี้ คือ ความสำเร็จของสมาชิกทุกคนนะครับ

945
00:59:30,436 --> 00:59:34,436
เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องรับผิดชอบในการช่วยเหลือกันทำงานที่นี่ให้มันสำเร็จนะครับ

946
00:59:34,534 --> 00:59:37,740
ต้องวางเป้าหมายร่วมกัน

947
00:59:37,740 --> 00:59:40,563
อันสุดท้าย

948
00:59:40,563 --> 00:59:43,657
ต้องใช้กระบวนการกลุ่มในการทำงาน

949
00:59:43,657 --> 00:59:47,657
มีการแบ่งบทบาทหน้าที่กันนะครับ

950
00:59:49,485 --> 00:59:50,763
มีการคิดมีการวางแผนในการทำงานร่วมกัน

951
00:59:50,763 --> 00:59:54,763
นะครับ

952
00:59:57,958 --> 01:00:01,958
ต้องใช้กระบวนการกลุ่ม แบ่งบทบาทหน้าที่ คิดวางแผนในการทำงานแล้วก็ลงมือปฏิบัติให้สำเร็จนะครับ

953
01:00:05,926 --> 01:00:08,192
เพราะฉะนั้น cooperative Learning นะครับ

954
01:00:08,192 --> 01:00:10,107
มีเงื่อนไขอยู่

955
01:00:10,107 --> 01:00:14,107
5 อย่างนะครับ

956
01:00:15,975 --> 01:00:17,443
ที่จำเป็นต้องทำให้ครบตามองค์ประกอบ จึงจะทำให้การเรียนรู้แบบร่วมมือนี้

957
01:00:17,443 --> 01:00:21,443
มันเกิดประสิทธิภาพนะครับ

958
01:00:23,817 --> 01:00:25,645
เหลืออยู่ 2 ทฤษฎีนะครับ

959
01:00:25,645 --> 01:00:29,645
นิดเดียว

960
01:00:33,597 --> 01:00:37,597
อันนี้

961
01:00:39,760 --> 01:00:43,279
ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

962
01:00:43,279 --> 01:00:46,001
ต่างจาก Constructivism นะครับ

963
01:00:46,001 --> 01:00:46,599
เมื่อกี้ Constructivism นะ

964
01:00:46,599 --> 01:00:49,297
มันเป็น

965
01:00:49,297 --> 01:00:53,297
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเฉย ๆ

966
01:00:54,511 --> 01:00:57,376
แต่อันนี้มีต่อด้วย โดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานเข้าไป

967
01:00:57,376 --> 01:00:59,289
แล้วชื่อภาษาอังกฤษก็เติม

968
01:00:59,289 --> 01:01:03,289
เติมตรงไหนครับ

969
01:01:06,378 --> 01:01:09,575
เราดูสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะ

970
01:01:09,575 --> 01:01:13,575
มันชื่อคล้ายกันนะแต่มันไม่ใช่อันเดียวกัน

971
01:01:15,517 --> 01:01:19,209
ชื่อมันคือ

972
01:01:19,209 --> 01:01:22,391
Constructionism  ใช่ไหมครับ

973
01:01:22,391 --> 01:01:25,432
Construc Construc แล้วก็ ti เลยนะ

974
01:01:25,432 --> 01:01:29,432
แต่ถ้าอันนี้มันเป็น

975
01:01:31,769 --> 01:01:34,422
Construc แล้วก็มี tion ใช่ไหมครับ มี tion มาต่อ

976
01:01:34,422 --> 01:01:37,455
มี

977
01:01:37,455 --> 01:01:41,455
Constructionism มีคำว่า tion มาต่อ

978
01:01:48,104 --> 01:01:52,104
หรือภาษาไทยใช้คำว่าทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานนะครับ

979
01:01:53,842 --> 01:01:57,755
มันก็เป็นทฤษฎีที่พัฒนาต่อมาจาก Constructionism

980
01:01:57,755 --> 01:02:00,941
Constructivism นั่นแหละครับ เป็นสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

981
01:02:00,941 --> 01:02:04,941
แ

982
01:02:05,130 --> 01:02:08,813
ต่ทีนี้เป็นชื่อคนนะครับ พี่มัวเผลอเป็นคน

983
01:02:08,813 --> 01:02:12,813
เป็นคนเสนอทฤษฎีนี้เอาไว้นะครับ ว่า

984
01:02:14,778 --> 01:02:15,776
การที่ผู้เรียนจะสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ดีนั้น

985
01:02:15,776 --> 01:02:18,005
นะครับ

986
01:02:18,005 --> 01:02:19,157
มันจำเป็นต้อง

987
01:02:19,157 --> 01:02:22,247
เป็นการ

988
01:02:22,247 --> 01:02:23,594
เรียนรู้ด้วยตนเอง

989
01:02:23,594 --> 01:02:27,594
โดยมี

990
01:02:29,123 --> 01:02:30,713
เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เอาความรู้มาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นมา

991
01:02:30,713 --> 01:02:34,713
นะครับ โดย

992
01:02:34,779 --> 01:02:38,779
ใช้สื่อหรือใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม

993
01:02:39,052 --> 01:02:43,052
มาเป็นตัวช่วยในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นขึ้นมา

994
01:02:46,555 --> 01:02:50,555
นั่นแสดงว่าการเรียนรู้ของนักเรียนจะเกิดขึ้นในระหว่างการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

995
01:02:55,024 --> 01:02:56,228
นะครับ นักเรียนจะเรียนรู้องค์ความรู้ แล้วก็เอาความรู้ต่าง ๆ มาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานอีกต่อหนึ่ง

996
01:02:56,228 --> 01:03:00,228
นะครับ

997
01:03:00,572 --> 01:03:04,572
แต่จำเป็นต้องมีสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม

998
01:03:04,853 --> 01:03:08,853
มาเป็นตัวช่วยนะครับ ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นนะครับ

999
01:03:14,386 --> 01:03:15,216
เพราะฉะนั้นเวลา

1000
01:03:15,216 --> 01:03:19,216
เรา

1001
01:03:20,346 --> 01:03:24,346
สอนนักเรียนนะครับ พอเวลาเราสอนเสร็จ เราอาจจะมอบหมาย

1002
01:03:25,508 --> 01:03:27,018
ภาระงาน ให้นักเรียนได้มีโอกาสได้เอาความรู้ที่เราสอนไปนี่

1003
01:03:27,018 --> 01:03:28,479
มาใช้ในการ

1004
01:03:28,479 --> 01:03:31,241
สร้างชิ้นงาน

1005
01:03:31,241 --> 01:03:35,241
นะครับ ต่อเนื่องกันไปนะครับ

1006
01:03:43,008 --> 01:03:46,964
อันนี้เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งนะครับ

1007
01:03:46,964 --> 01:03:50,964
ที่เราจำเป็นต้องตระหนักนะครับ เราจำเป็นต้องตระหนัก

1008
01:03:52,165 --> 01:03:54,893
มันไม่มีวิธีการที่ตายตัว ว่าเราจะจัดกิจกรรมอย่างไรนะครับ แต่

1009
01:03:54,893 --> 01:03:56,028
ทฤษฎีนี้ multiple intelligence

1010
01:03:56,028 --> 01:03:58,448
หรือว่า

1011
01:03:58,448 --> 01:04:02,448
ทฤษฎีพหุปัญญานะครับ

1012
01:04:02,695 --> 01:04:04,676
เขาอธิบายเอาไว้นะครับ ว่า

1013
01:04:04,676 --> 01:04:08,676
มนุษย์เรา

1014
01:04:10,662 --> 01:04:12,913
ไม่ได้มีความสามารถหรือไม่ได้มีอัจฉริยภาพเพียงแค่ 2 ด้านเท่านั้น

1015
01:04:12,913 --> 01:04:14,281
นะครับ ไม่ได้มีแค่ 2 ด้าน

1016
01:04:14,281 --> 01:04:16,209
ในอดีต

1017
01:04:16,209 --> 01:04:19,940
เราเคยเข้าใจว่า

1018
01:04:19,940 --> 01:04:21,790
หรือถูกยอมรับว่าใครจะเป็นคนเก่ง

1019
01:04:21,790 --> 01:04:25,790
ใครเป็นอัจฉริยะ

1020
01:04:27,453 --> 01:04:29,734
ข้อต่อเมื่อต้องเก่งด้านที่คำนวณ กับเก่งด้านภาษาเท่านั้น

1021
01:04:29,734 --> 01:04:32,108
อันนี้คือการยอมรับในอดีต

1022
01:04:32,108 --> 01:04:36,108
แต่ในปัจจุบัน Gardner

1023
01:04:37,873 --> 01:04:41,873
เขาก็ได้อธิบายนะครับ ว่า

1024
01:04:43,391 --> 01:04:47,391
จริง ๆ แล้วมนุษย์ของเรามีความเป็นอัจฉริยะภาพที่แฝงอยู่ในตัว

1025
01:04:47,435 --> 01:04:51,435
อย่างน้อย 8 ด้าน เขาใช้คำว่า "อย่างน้อย" นะครับ

1026
01:04:56,228 --> 01:04:59,075
เพราะตอนนี้เขาแค่ค้นพบว่ามันมีอยู่ 8 ด้าน เขาเลยใช้คำว่าอย่างน้อยแต่จริง ๆ มันอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้แต่ตอนนี้เขายังไม่

1027
01:04:59,075 --> 01:05:02,861
เขายังไม่ได้พบนะครับ เขาค้นยังไม่พบนะครับ

1028
01:05:02,861 --> 01:05:04,963
แล้ว 8 ด้านนั้นมีอะไร

1029
01:05:04,963 --> 01:05:06,046
ด้านภาษาด้านที่ 1

1030
01:05:06,046 --> 01:05:09,220
กับด้าน

1031
01:05:09,220 --> 01:05:12,074
ตรรกะและคณิตศาสตร์ด้านที่ 2 อันนี้เป็น

1032
01:05:12,074 --> 01:05:13,904
การยอมรับหรือการรับรู้ตั้งแต่

1033
01:05:13,904 --> 01:05:17,310
อดีตอยู่แล้ว

1034
01:05:17,310 --> 01:05:20,471
แต่มนุษย์เราไม่ได้มีมากแค่นั้นนะครับ

1035
01:05:20,471 --> 01:05:22,332
อย่างที่ 3 ก็คือด้านมิติสัมพันธ์

1036
01:05:22,332 --> 01:05:25,539
นะครับ ด้านมิติสัมพันธ์

1037
01:05:25,539 --> 01:05:27,317
สามารถมองภาพใน 3 มิติ

1038
01:05:27,317 --> 01:05:30,612
ได้นะครับ

1039
01:05:30,612 --> 01:05:33,078
เห็นสิ่งที่มันมีความสัมพันธ์กันได้

1040
01:05:33,078 --> 01:05:36,869
อย่างเช่นว่า

1041
01:05:36,869 --> 01:05:40,869
อุ้ย เอาอะไรดี

1042
01:05:42,634 --> 01:05:46,241
เอาขวดน้ำ ขวดน้ำ ขวดนี้

1043
01:05:46,241 --> 01:05:48,149
เปลี่ยนดีกว่า เอาอันนี้

1044
01:05:48,149 --> 01:05:49,866
อันนี้เป็นรูปทรง

1045
01:05:49,866 --> 01:05:51,792
อะไรครับ

1046
01:05:51,792 --> 01:05:55,358
สี่เหลี่ยม

1047
01:05:55,358 --> 01:05:57,571
แต่ถ้าอาจารย์หมุนมันจะกลายเป็นรูปทรงอะไร

1048
01:05:57,571 --> 01:06:01,571
หมุน

1049
01:06:06,452 --> 01:06:07,997
เห็นไหมครับ เห็นไหมครับ อันนี้คือถ้าอาจารย์หมุนมันจะมันจะกลายเป็น

1050
01:06:07,997 --> 01:06:10,513
วงกลมใช่ไหมครับ

1051
01:06:10,513 --> 01:06:12,487
ถ้าหมุนแบบนี้เป็นวงกลม

1052
01:06:12,487 --> 01:06:16,251
แต่ถ้าหมุนแบบนี้จะเป็น

1053
01:06:16,251 --> 01:06:17,245
ไม่รู้สิ

1054
01:06:17,245 --> 01:06:21,245
หมุนแบบนี้

1055
01:06:23,360 --> 01:06:27,360
ทรงกระบอกแบบนี้มันจะกลายเป็นทรงกระบอกใช่ไหมครับ

1056
01:06:30,509 --> 01:06:34,509
อันนี้เป็นการมองมิติสัมพันธ์นะครับ เห็นความเชื่อมโยงของรูปร่าง

1057
01:06:36,540 --> 01:06:40,540
อาจจะมีการเคลื่อนไหว หรือเวลาเปลี่ยนแปลงไปอะไรก็แล้วแต่นะครับ

1058
01:06:40,738 --> 01:06:44,738
จะสามารถเห็นความสัมพันธ์ของมิติต่าง ๆ ได้นะครับ

1059
01:06:50,367 --> 01:06:53,587
ต่อมา อันที่ 4 การเคลื่อนไหวร่างกาย

1060
01:06:53,587 --> 01:06:57,587
อันนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬานะครับ

1061
01:06:58,801 --> 01:07:00,799
พวกนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬาจะมีอาชีพด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย

1062
01:07:00,799 --> 01:07:04,799
อันที่

1063
01:07:04,914 --> 01:07:08,914
5 ก็คือด้านดนตรีอันนี้แน่นอนเป็นนักดนตรี

1064
01:07:10,177 --> 01:07:14,177
ต่อมาด้านการเข้าใจตนเอง

1065
01:07:14,593 --> 01:07:15,929
รู้ว่าตนเองอยู่ในสภาวะแบบไหนมีความต้องการอย่างไร

1066
01:07:15,929 --> 01:07:19,929
นะครับ เมื่อเกิด

1067
01:07:21,408 --> 01:07:24,433
ความเสียสมดุลทางด้านจิตใจ จะรู้ว่าเราจะต้องมีการ

1068
01:07:24,433 --> 01:07:28,433
จัดการกับมันอย่างไรนะครับ

1069
01:07:28,665 --> 01:07:32,665
เมื่อเกิดความเครียด หรือเกิดสิ่งต่าง ๆ ขึ้นในสภาวะจิตใจ

1070
01:07:32,951 --> 01:07:36,951
อันนี้ก็ถือเป็นอัจฉริยะภาพอย่างหนึ่งนะครับ ในการเข้าใจตนเอง

1071
01:07:39,900 --> 01:07:41,098
อันนี้ก็ส่วนต่อมาความเข้าใจกับผู้อื่น ความเข้าใจผู้อื่นอันนี้

1072
01:07:41,098 --> 01:07:45,098
กลุ่มที่มี

1073
01:07:46,311 --> 01:07:47,619
ความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น จะเข้ากับคนง่ายนะครับ มนุษย์

1074
01:07:47,619 --> 01:07:51,619
สัมพันธ์ดี

1075
01:07:51,811 --> 01:07:55,811
อันนี้มันมีอาชีพอาชีพหนึ่งเกิดขึ้นในญี่ปุ่น

1076
01:07:55,878 --> 01:07:58,450
เป็นอาชีพที่ไปรับจ้างออกเด

1077
01:07:58,450 --> 01:08:01,415
ตนะครับ คิดเป็นชั่วโมง

1078
01:08:01,415 --> 01:08:04,223
คิดเป็นชั่วโมงในการให้บริการ

1079
01:08:04,223 --> 01:08:08,223
แกไปนั่งคุยเป็นเพื่อนเฉย ๆ

1080
01:08:09,763 --> 01:08:12,912
คอยรับฟัง ปรึกษาคอยรับ ฟังนั่นนู่นนี่เฉย ๆ นะครับ

1081
01:08:12,912 --> 01:08:14,523
ไปเป็นคู่ออกเดตเฉย ๆ นะครับ อันนี้

1082
01:08:14,523 --> 01:08:18,523
ในญี่ปุ่นมี

1083
01:08:18,713 --> 01:08:20,753
นะครับ เขาก็ต้องอาศัยการเข้าใจของ

1084
01:08:20,753 --> 01:08:24,303
ลูกค้าของเขานะครับ

1085
01:08:24,303 --> 01:08:28,303
ก็คอยนั่งเป็นเพื่อนคุยเป็นเพื่อน

1086
01:08:31,765 --> 01:08:35,743
ต่อมาด้านสุดท้ายนะครับ เป็นความเข้าใจในธรรมชาตินะครับ

1087
01:08:35,743 --> 01:08:36,936
สิ่งแวดล้อมเป็นคนรักสิ่งแวดล้อม ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

1088
01:08:36,936 --> 01:08:40,021
ได้ดี

1089
01:08:40,021 --> 01:08:43,494
นะครับ ทุก ๆ

1090
01:08:43,494 --> 01:08:47,313
พรสวรรค์ ทุก ๆ ความสามารถในนี้

1091
01:08:47,313 --> 01:08:51,313
มันเกิดประโยชน์กับเราทั้งหมดถูกไหม

1092
01:08:51,318 --> 01:08:55,318
ครับ มันสามารถนำไปใช้ในการหารายได้ได้ทั้งหมดนะครับ

1093
01:08:56,537 --> 01:08:59,305
เพราะฉะนั้น เวลาเราเป็นครูนะครับ เราก็ต้อง

1094
01:08:59,305 --> 01:09:03,305
เราอย่ามุ่งสอน

1095
01:09:04,737 --> 01:09:08,542
นักเรียนเก่งเพียงด้านเดียวหรือด้านที่วิชาที่เราสอนเพียงอย่างเดียว

1096
01:09:08,542 --> 01:09:10,370
มันมีอัจฉริยภาพของมนุษย์ซ่อนอยู่

1097
01:09:10,370 --> 01:09:12,320
อย่างน้อย 8 อย่าง

1098
01:09:12,320 --> 01:09:14,927
เราควรจะส่งเสริม

1099
01:09:14,927 --> 01:09:16,596
ความสามารถของนักเรียน

1100
01:09:16,596 --> 01:09:17,335
เสริมต่อ

1101
01:09:17,335 --> 01:09:20,210
ให้

1102
01:09:20,210 --> 01:09:23,838
ให้ได้ด้วยนะครับ เพราะทุกความสามารถ

1103
01:09:23,838 --> 01:09:27,838
มันสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ทั้งหมดนะครับ

1104
01:09:32,119 --> 01:09:36,119
สุดท้ายนะครับ สำหรับวันนี้นะครับ

1105
01:09:36,331 --> 01:09:40,331
ทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1106
01:09:41,544 --> 01:09:45,544
อันนี้ก็มี Con เหมือนกันแต่ไม่ใช่ Construct แล้ว

1107
01:09:46,112 --> 01:09:50,112
ไม่ใช่ Construct ด้วยนะครับ แต่เป็น Connect กับ

1108
01:09:51,174 --> 01:09:53,117
Connectivism กับทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1109
01:09:53,117 --> 01:09:57,117
เชื่อมโยงนิยม

1110
01:10:00,132 --> 01:10:02,205
อันนี้ Siemens นะครับ อันนี้เป็นชื่อคนนะครับ เป็นเจ้าของผู้คิดค้นทฤษฎีขึ้นมา

1111
01:10:02,205 --> 01:10:04,148
Siemens

1112
01:10:04,148 --> 01:10:08,148
เป็นนักการศึกษา

1113
01:10:10,273 --> 01:10:12,517
แคนาดานะครับ อันนี้เป็นทฤษฎีค่อนข้างที่จะใหม่นะครับ เกิดขึ้นในช่วงปี 2000

1114
01:10:12,517 --> 01:10:14,513
2000 นิด ๆ นะครับ

1115
01:10:14,513 --> 01:10:18,513
2000 ต้น ๆ นะครับ

1116
01:10:23,014 --> 01:10:24,056
เพิ่งเกิดมานี้เองครับ เกิดมาพร้อมกับยุคที่เทคโนโลยีมันล้ำหน้า กับยุคที่มี

1117
01:10:24,056 --> 01:10:26,807
อินเทอร์เน็ต

1118
01:10:26,807 --> 01:10:30,029
เผยแพร่อย่างแพร่หลายนะ

1119
01:10:30,029 --> 01:10:32,171
ครับ จึงเกิดทฤษฎีการเรียนรู้ที่เป็น

1120
01:10:32,171 --> 01:10:34,560
Connectivism ขึ้นมา

1121
01:10:34,560 --> 01:10:38,424
นะครับ เขาอธิบายว่า

1122
01:10:38,424 --> 01:10:40,595
การเรียนรู้ของมนุษย์ในยุคนี้นะครับ

1123
01:10:40,595 --> 01:10:44,595
เกิดขึ้นจากการ

1124
01:10:45,537 --> 01:10:49,537
วิเคราะห์แยกแยะข้อมูลที่มันล่องลอยอยู่ในอากาศนะครับ

1125
01:10:50,318 --> 01:10:54,318
ข้อมูลที่ล่องลอยอากาศข้อมูลในอินเทอร์เน็ตใช่ไหมครับ

1126
01:10:59,544 --> 01:11:03,400
เกิดจากการรวบรวมข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตจากหลาย ๆ แหล่งมารวม ๆ กัน แล้วมาวิเคราะห์แยกแยะนะครับ ว่า

1127
01:11:03,400 --> 01:11:07,400
สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ถูก สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ผิด

1128
01:11:08,522 --> 01:11:10,173
สิ่งใดเป็นข้อมูลที่จำเป็น สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ไม่จำเป็น

1129
01:11:10,173 --> 01:11:13,753
แล้วก็ตัด

1130
01:11:13,753 --> 01:11:16,318
นะครับ ตัดส่วนที่มันเละทิ้งไป

1131
01:11:16,318 --> 01:11:18,380
ตัดส่วนที่มันไม่จำเป็นทิ้งไป

1132
01:11:18,380 --> 01:11:20,736
เอาที่เหลือมาต่อ

1133
01:11:20,736 --> 01:11:22,739
นะครับ มาต่อให้เชื่อมโยงกัน

1134
01:11:22,739 --> 01:11:25,911
มาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่

1135
01:11:25,911 --> 01:11:29,911
แล้วก็สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับตัวเรานะครับ

1136
01:11:30,692 --> 01:11:32,141
อันนี้เป็นคำอธิบายของเขานะครับ

1137
01:11:32,141 --> 01:11:36,141
แต่ว่า

1138
01:11:38,705 --> 01:11:42,705
บางทีข้อมูลอาจจะไม่จำเป็นเฉพาะที่อยู่ใน  Cloud หรือในอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

1139
01:11:44,643 --> 01:11:47,130
อาจจะเป็นข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคลนะครับ เราสามารถ

1140
01:11:47,130 --> 01:11:50,829
ไปสอบถามจากผู้รู้นะครับ

1141
01:11:50,829 --> 01:11:53,622
เอาข้อมูลจากผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญในตัวบุคคลนี่

1142
01:11:53,622 --> 01:11:57,535
มาผสมผสานกับข้อมูลในอินเทอร์เน็ต

1143
01:11:57,535 --> 01:12:00,536
มาตัดต่อ มาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่นะครับ

1144
01:12:00,536 --> 01:12:04,470
ส่วนใดที่ไม่จำเป็นแล้วก็ตัดทิ้งไป

1145
01:12:04,470 --> 01:12:07,812
ส่วนใดที่มันเป็นเท็จ ที่เราไต่ตรองดูแล้วว่า

1146
01:12:07,812 --> 01:12:11,623
ข้อมูลที่เราได้มามันเป็นเท็จ เราก็ตัดมันทิ้งไป

1147
01:12:11,623 --> 01:12:15,623
นะครับ เอาที่เหลือเอาที่ถูกเอาที่จำเป็นที่เหลือนี่

1148
01:12:16,634 --> 01:12:20,634
มาเรียบเรียงมาต่อกันใหม่นะครับ สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับเรา

1149
01:12:22,850 --> 01:12:26,850
อันนี้ก็เป็นคำอธิบายในการเรียนรู้ของทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1150
01:12:27,254 --> 01:12:30,213
ครับ มันก็เป็นทฤษฎีสมัยใหม่ที่มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับ

1151
01:12:30,213 --> 01:12:34,213
ยุคที่อินเทอร์เน็ตมันเผยแพร่อย่างแพร่หลายนะครับ

1152
01:12:36,225 --> 01:12:38,077
ครับ เราจะเห็นว่าแต่ละทฤษฎี

1153
01:12:38,077 --> 01:12:42,062
มันมี

1154
01:12:42,062 --> 01:12:46,062
... มันมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปใช่ไหมครับ

1155
01:12:46,867 --> 01:12:48,639
มันอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ในมิติที่แตกต่างกันไปนะครับ

1156
01:12:48,639 --> 01:12:51,720
เพราะฉะนั้น

1157
01:12:51,720 --> 01:12:53,926
เวลาเราจะไปออกแบบกิจกรรม

1158
01:12:53,926 --> 01:12:54,989
แล้วก็สอนนักเรียนนะครับ

1159
01:12:54,989 --> 01:12:58,989
เรา

1160
01:13:01,924 --> 01:13:04,941
จำเป็นต้องพิจารณาในมิตินั้น ๆ ว่าเราอยากจะส่งเสริมอะไรให้กับผู้เรียน

1161
01:13:04,941 --> 01:13:07,223
แล้วเราก็ดึงทฤษฎีที่มันเกี่ยวข้องนี่

1162
01:13:07,223 --> 01:13:11,223
มาใช้ในการออกแบบกิจกรรม

1163
01:13:12,925 --> 01:13:13,661
ไม่มีทฤษฎีใดที่ใช้ได้ในทุก ๆ กรณี

1164
01:13:13,661 --> 01:13:17,661
นะครับ

1165
01:13:19,312 --> 01:13:22,244
ไม่มีทฤษฎีใดที่เป็นยาวิเศษที่สามารถใช้ได้ทั้งหมดนะครับ

1166
01:13:22,244 --> 01:13:26,244
ในทุกสิ่งที่เราจะสอนให้กับนักเรียน

1167
01:13:27,039 --> 01:13:31,039
นะครับ คุณครูจึงจำเป็นต้องรู้ทฤษฎีให้หลากหลาย

1168
01:13:31,201 --> 01:13:34,911
แล้วก็ดึงมาใช้ให้มันเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน

1169
01:13:34,911 --> 01:13:38,911
ให้มันเหมาะสมกับลักษณะเนื้อหาที่เราจะสอน

1170
01:13:39,222 --> 01:13:40,102
ให้มันเหมาะสมกับทักษะที่เราอยากจะปลูกฝังให้กับนักเรียน

1171
01:13:40,102 --> 01:13:42,133
นะครับ

1172
01:13:42,133 --> 01:13:44,201
ไม่มีทฤษฎีใด

1173
01:13:44,201 --> 01:13:48,201
เป็นยาวิเศษนะครับ

1174
01:13:49,721 --> 01:13:52,890
ไม่มียาพารานะครับ ทฤษฎีไม่ใช่ยาพาราที่เอาไปแก้ได้ทุกอย่าง

1175
01:13:52,890 --> 01:13:56,890
นะครับ ปวดอะไรก็กินยาพาราอันนี้ไม่ได้

1176
01:13:57,495 --> 01:14:01,495
นะครับ โอเคครับ สำหรับวันนี้มีใครมีคำถามไหมครับ

1177
01:14:05,911 --> 01:14:07,566
เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสาร

1178
01:14:07,566 --> 01:14:10,320
ประกอบการสอน

1179
01:14:10,320 --> 01:14:11,985
บทนี้ให้ในกลุ่ม Line นะครับ

1180
01:14:11,985 --> 01:14:15,603
ในกลุ่ม

1181
01:14:15,603 --> 01:14:17,949
Line พี่ครับสำหรับเด็กที่

1182
01:14:17,949 --> 01:14:20,360
เด็กตา

1183
01:14:20,360 --> 01:14:24,360
สามารถอ่านไฟล์ได้ไหมครับ

1184
01:14:27,369 --> 01:14:28,311
อ่านไปได้อยู่ใช่ไหมครับโอเค

1185
01:14:28,311 --> 01:14:32,311

1186
01:14:35,444 --> 01:14:38,822
เคครับ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราเจอกันใหม่นะครับ วันนี้อาจารย์

1187
01:14:38,822 --> 01:14:42,296
นะครับ สวัสดีครับ

1188
01:14:42,296 --> 01:14:46,296
ขอบคุณมากนะครับ ขอบคุณมากนะครับ [สิ้นสุดการถอดความ]

