--- title: (ASR) วิธีวิทยาการจัดการเรียนรู้ (เช้า) 250766 นาโน ตู่ subtitle: date: วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม 2566 เวลา 08.19 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) สวัสดีครับ สวัสดีพี่หล้านะครับ สวัสดีนักศึกษาทุกคนนะครับ เดี๋ยววันนี้อาจารย์จะทบทวนเรื่องที่สอนในสัปดาห์ที่แล้วนิดหน่อยครับ แล้วก็สอนต่อเลยนะครับ แต่ว่าวันนี้อาจารย์อาจจะสอนไม่เต็มเวลา เพราะว่า มีประชุมต่อนะครับ อาจารย์ขอมาสอนก่อนแป๊บหนึ่งนะครับ อันนี้เราทบทวนจากสัปดาห์ที่แล้วนะครับ ว่าการเรียนรู้ของมนุษย์เรานะครับ มันแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใช่ไหมครับ อย่างแรก ก็คือการสามารถการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถทางสมอง เขาเรียกว่าในกลุ่ม "พุทธิพิสัย" ส่วนภาษาอังกฤษก็คือ Cognitive Domain ส่วนความสามารถในกลุ่มที่ 2 นะครับ เป็นความสามารถทางด้านร่างกาย หรือการเคลื่อนไหวร่างกาย หรือการปฏิบัติ เราเรียกว่าด้าน "ทักษะพิสัย" นะครับ ภาษาอังกฤษ ก็คือ Psychomotor Domain ส่วนการเรียนรู้ในกลุ่มที่ 3 ก็คือเป็นการเรียนรู้ที่ไปพัฒนาด้านจิตใจอารมณ์ ความรู้สึกครับ ก็คือด้านจิตพิสัย หรือภาษาอังกฤษ คือ Effective Domain อันนี้คือมี 3 กลุ่ม ก็คือสมอง ร่างกาย แล้วก็จิตใจ ครับ มีอยู่ 3 ในการเรียนรู้นะครับ อันนี้อาจารย์ขอข้ามไปเลยนะครับ ทีนี้ มาถึงตรงนี้นะครับ เมื่อเรารู้แล้วครับ ว่าการเรียนรู้ของเรา ของมนุษย์เรามีกี่ มีกี่กลุ่มนะครับ ทีนี้กระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ ทางด้านสมอง ทางด้านร่างกาย ทางด้านจิตใจนี่มันก็จะ มนุษย์เราแต่ละคนจะมีความถนัด ใรการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกันนะครับ ความถนัด ก็คือวิธีการที่มนุษย์แต่ละคนใช้ในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน ถนัดที่จะใช้วิธีการในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน ครับ เราเรียกว่า "รูปแบบการเรียนรู้" นะครับ รูปแบบการเรียนรู้คือวิธีการที่มนุษย์ใช้ในการเรียนรู้ วิธีการที่ตนเองถนัด ให้ทายนะครับ ให้ทายว่าเราคิดว่ามนุษย์เราใช้มีวิธีการใดมีกี่วิธีการที่ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่ถนัด ที่จะใช้ในการเรียนรู้ อาจารย์ถามก็ได้ เรามีใครเวลาเราจะเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งนี่ เราจะเรียนรู้ด้วยวิธีไหนเราทำอย่างไร ถึงจะได้รู้จักมันฉันได้เรียนรู้มันได้ สังเกต สังเกต อะไรอีกครับ ลงมือทำ อะไรอีก อีกอย่างหนึ่ง สังเกตใช้ประสาทสัมผัสทางไหนเอ่ย ดวงตาใช่ไหมครับ ลงมือทำ ก็คือการเคลื่อนไหวร่างกายการปฏิบัติใช่ไหม มีอีกช่องทางหนึ่งที่มนุษย์เรารับข้อมูลเข้าไปในร่าง.. . ในสมองเรา ทางหูใช่ไหมครับ ก็คือการฟังนะครับ วิธีการเหล่านี้ เราเรียกว่าวิธีการในรูปแบบในการเรียนรู้นะครับ ก็คือวิธีการที่เราถนัดที่ใช้ในการเรียนรู้นะครับ ซึ่งแต่ละคนครับ แต่ละคนมีความถนัดในการใช้วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกันนะครับ บางคนชอบเรียนรู้จากการฟังนะครับ ถ้าฟังจะเรียนรู้ได้ง่ายกว่านะครับ บางคนชอบเรียนรู้จากการดูหรือการอ่านนะครับ ดูรูปภาพ ดูข้อความ ดูตัวหนังสือ ถนัดเรียนด้วยวิธีนั้นมากกว่าที่จะนั่งฟังคนอื่นพูดให้ฟังนะครับ แต่บางคนนะครับ ชอบเรียนรู้จากการลงมือทำจริง ๆ แต่ถนัดแบบนั้น ไม่ชอบที่จะนั่งฟังใครพูดนาน ๆ นะครับ แล้วก็ไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ชอบอ่านตัวอักษรไม่ชอบอ่านข้อความนะครับ ชอบการปฏิบัติมากกว่าอันนี้ ดังนั้น นะครับ คนที่มีความถนัดในการเรียนรู้จากการดูนะครับ เราเรียกว่าวิธีการแบบ Virtual Learning นะครับ Virtual Learning เราเห็นรูปดวงตานะ ที่เป็นสีม่วงนะครับ อันนี้เป็นความถนัดของรูปแบบที่ 1 ที่คนถนัด อันที่ 2 ก็คือเรียนรู้จากการฟังนะครับ ก็คือ auditory Learning Auditory learning ส่วนรูปแบบที่ 3 ก็คือการเรียนรู้จากการปฏิบัติการเคลื่อนไหวร่างกายหรือ Kinesthetic Learning ทีนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลคนหนึ่งจะใช้แค่วิธีการเดียวในการเรียนรู้นะครับ คนคนหนึ่งอาจจะมีความถนัด 2 อย่าง รวมกันก็ได้นะครับ ใช้ทั้งสองอย่าง ใช้วิธีทั้ง 2 อย่าง รวมกัน หรือบางคนอาจจะใช้ทั้ง 3 อย่าง ใช้ทั้ง 3 วิธี ในการเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างร่วมกันก็ได้นะครับ แล้วแต่คนนะครับ แต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน มีรูปแบบในการเรียนรู้ไม่เหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้นนะครับ เราจึงถ้าเราไปเป็นครูนะครับ เราจำเป็นต้องสังเกตนักเรียนนะครับ สังเกตนักเรียนของเรานะครับ ว่านักเรียนของเรามีความ มีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรบ้าง นะครับ เราสามารถทำได้จากการสังเกตในชั้นเรียนนะครับ หรือว่าในระหว่างที่เราไปเยี่ยมบ้านนักเรียนนะครับ อันนี้ทุกโรงเรียนต้องได้ทำอยู่แล้ว เป็นประจำทุกปีนะครับ เราก็สามารถสอบถามผู้ปกครองสอบถามนักเรียนเพิ่มเติมก็ได้นะครับ หรือเราอาจจะใช้กิจกรรมโฮมรูมนะครับ ซึ่งทุกโรงเรียนก็มีกิจกรรมโฮมรูมอยู่แล้วนะครับ เราก็สามารถสอบถามนักเรียนในที่ปรึกษาเราได้ เราใช้วิธีการใดก็ได้ เพื่อให้รู้ว่านักเรียนมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไร นะครับ ทีนี้ ทำไมอ่ะอาจารย์ถามว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องรู้จักรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียน ถูกต้องครับ มันเป็นประโยชน์ทั้งกับนักเรียน มันเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวครูนะครับ มันเป็นประโยชน์ในทั้ง 2 ฝ่ายเลยนะครับ หากเรารู้ว่านักเรียนมีวิธีการมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรแล้วนะครับ เราจะช่วยแนะนำนักเรียนได้นะครับ แล้วนักเรียนก็จะสามารถหาวิธีการในการเรียนรู้ที่เหมาะกับตนเองถนัดมากที่สุดนะครับ แล้วก็จะทำให้การเรียนรู้ของตัวนักเรียนนั้น เกิดประสิทธิภาพสูงที่สุดนะครับ เราสังเกตจากตัวเราง่าย ๆ เลย ถ้าเราชอบเรียนรู้จากการฟัง ถ้าให้เรามานั่งอ่านเราก็ไม่อยากอ่าน เราเราไม่ชอบที่จะดูตัวอักษรไม่ชอบที่จะดูกราฟไม่ชอบที่จะดูตัวเลขแล้วเราอยากฟังมากกว่า มันเพลินมากกว่า อันนี้ก็แล้วแต่คนนะครับ เพราะฉะนั้น หากเรารู้ว่ารูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นอย่างไรนะครับ เราจะช่วยแนะนำนักเรียนในวิธีการเรียนรู้นะครับ ให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด สำหรับตัวครูเองนะครับ คุณครูก็สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้มันสอดคล้องกับความถนัดของนักเรียนครับ เราจะได้จัดกิจกรรมที่มันสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ของนักเรียนนะครับ นักเรียนจะได้ได้เรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน นะครับ เพราะฉะนั้น หากในห้อง มันแน่นอนอยู่แล้วว่าในห้องเรียนของเรา นักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันในห้องเรียนของเรานะครับ เป็นไปไม่ได้ ว่า 1 ห้องเรียน นักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างเดียวนะครับ เป็นไปไม่ได้แน่ ๆ นะครับ เพราะฉะนั้น กิจกรรมการเรียนการสอนที่เราจะจัดให้กับนักเรียน มันควรเป็นในลักษณะที่หลากหลายมีกิจกรรมที่ให้นักเรียนฟังด้วย มีกิจกรรมที่ให้จะได้ลงมือปฏิบัติด้วยครับ มีกิจกรรมที่ให้นักเรียนให้ได้สังเกต ให้ได้อ่านด้วยตนเองด้วย ก็ให้มันหลากหลายที่ตอบสนองต่อรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายของนักเรียนในห้องเรียนของเรานะครับ อันนี้อาจารย์ขอข้ามไปนะครับ ทีนี้เรามาดูว่าแล้วที่ทฤษฎีการเรียนรู้นะครับ เราจะมาต่อที่ทฤษฎีการเรียนรู้นะคะ ว่าแล้วกลไกนะครับ ที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรมันก็จะมีวิวัฒนาการของทฤษฎีการเรียนรู้ ตั้งแต่อดีตมาเรื่อย ๆ จนถึงในปัจจุบันนะครับ มีทฤษฎีเกิดขึ้นมาได้เรื่อย ๆ นะครับ แล้วทฤษฎีการเรียนรู้ก็มีอยู่หลายทฤษฎี แล้วก็ถูกจัดลุ่มออกเป็นหลาย ๆ กลุ่มนะครับ มีทฤษฎีหลายกลุ่มมาก หลัก ๆ ก็คือมีอยู่ 5 กลุ่มนะครับ มีอยู่ 5 กลุ่มนะครับ ก่อนที่เราจะไปดูว่ามันมีทฤษฎีการเรียนรู้อะไรบ้างนะครับ เรามาดูความหมายของทฤษฎีการเรียนรู้หรือว่า Learning theก่อนนะครับ ว่าทฤษฎีการเรียนรู้มันหมายถึงอะไร ทฤษฎีการเรียนรู้นะครับ มันอาจจะเป็นข้อความ เป็นหลักการเป็นกฎนะครับ หรือเป็นคำอธิบายต่าง ๆ นะครับ เพื่อใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ของการเรียนรู้ของมนุษย์นะครับ ในในบางสิ่งในบางด้านในบางมิติครับ ว่าการเรียนรู้ในสิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ เป็นคำอธิบายว่าการเรียนรู้สิ่งนั้นมันเกิดได้อย่างไรนะครับ แล้วมันมีปัจจัยใดบ้างที่มันส่งผลต่อการเรียนรู้สิ่งนั้นของมนุษย์ คำอธิบายนะครับ ว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรนะครับ ในชั่วโมงที่แล้วอาจารย์อาจจะพูดคร่าว ๆ ไปแล้ว ในส่วนของกลไกในสมองของเราใช่ไหมครับ ว่ามันเกิดจากการส่งสารสื่อประสาทระหว่างเซลล์ประสาท เซลล์ต่อเซลล์ไปเรื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ ส่งผ่านข้อมูลจาก Dendrite แล้วก็ส่งออกไปAxon ก่อนก็จะไปต่อกับ Dendrite ของเซลล์ถัดไปส่งต่อไปเรื่อย ๆ ไปเรื่อย ๆ นะครับ จากถ้าเราจับนะ อย่างประสาทสัมผัสเราอยู่ที่ มือใช่ไหมครับ เราจับลูกบอลทำไมเราถึงรู้ว่าที่เราจับอยู่มันเป็นลูกบอลได้สัมผัสลูกบอลแล้วประสาทสัมผัสจับมือเรามันก็ส่ง ส่งกระแสประสาทไปเรื่อย ๆ มาถึงสมองเราใช่ไหมครับ แล้วอวัยวะที่ทำหน้าที่ในการควบคุมรับข้อมูลที่ผ่านมือ ก็คือส่วนที่เป็นสมองส่วน Parietal Lobe ใช่ไหมตรงตรงนี้ตรงข้าง ๆ ข้างบนของเรากลับที่ส่วนควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ก็คือส่วนนี้นะครับ หรือถ้าเรารับข้อมูลจากดวงตา หรือว่าเราอ่านหนังสือ ใช่ไหมครับ ไอ้ข้อมูลเหล่านั้นมันก็จะผ่านเข้ามายังดวงตาของเรา แล้วก็ส่งผ่านมายังสมองส่วนท้ายทอยใช่ไหมครับ ตรง Occipital lobe ตรงนี้นะครับ อันนี้คือพูดไปตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วนะครับ อันนี้มันก็เป็นองค์ความรู้ในปัจจุบันนะครับ ที่มีการค้นพบแต่ว่าในอดีตมันยังไม่มันยังไม่มีความรู้พวกนี้นะครับ มันก็ยังไม่มีเครื่องสแกนสมองนะครับ ในอดีตเขาก็... การที่เขาจะเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ขึ้นมา มันก็ผ่านการทดลอง ผ่านการสังเกตเหมือนกันนะครับ แต่ว่าแรกเริ่มเลยนะครับ เดี๋ยวเรามาดูว่าแรกเริ่มเดิมทีทฤษฎีการเรียนรู้มันมีกี่วันนี้เป็นกลุ่มเป็น 5 กลุ่มหลัก ๆ นะครับ กลุ่มแรกก็คือกลุ่มพฤติกรรมนิยมนะครับ หรือว่ากลุ่ม Behaviorism นะครับ กลุ่มนี้ก็จะมีหลายทฤษฎีนะครับ ส่วนใหญ่เราจะได้เรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ เราอาจจะเคยได้ยิน Pavlov ใช่ไหมครับ Skinner ใช่ไหมครับ อันนี้เป็นทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยม ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 2 ก็คือมนุษย์นิยมครับ หรือ Humanism นะครับ อันนี้ก็จะเป็นทฤษฎีที่อยู่ในที่เราเรียนในสาขาจิตวิทยานะครับ อาจารย์จะไม่สอนซ้ำนะครับ ซึ่งแต่จะเล่าคร่าว ๆ ว่าทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมนี่เขาเขาศึกษาอย่างไรครับ อย่างที่บอกไปว่าในอดีตมันไม่มีเครื่องที่ช่วยสแกนสมอง ไม่ได้เห็นพฤติกรรมในสมองว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ในยุคนั้น เขาทดลองกับสัตว์ใช่ไหมครับ อย่าง Pavlov เขาทดลองกับสุนัขใช่ไหม ที่เอากระดิ่งมาสั่งแล้วก็สังเกตว่าแล้วก็เอาผงเนื้อมาล่อแล้วน้ำลายสุนัขก็จะไหลใช่ไหมครับ เขาเริ่มสังเกตเขาเริ่มทดลองจากสัตว์นะครับ แล้วก็ดูพฤติกรรมของสัตว์ว่ามันแสดงออกอย่างไรนะครับ แล้วก็นำมาสรุปข้อมูล แล้วก็เสนอเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ขึ้นมานะครับ แต่มันก็อาจจะไม่อธิบายทุกอย่างของมนุษย์ไม่ได้ เพราะตอนนั้นเขาทดลองกับสัตว์นะ แต่ตอนนี้เป็นคนนะครับ แต่เขาก็ใช้วิธีการทดลองจากจากสัตว์นะครับ ซึ่งทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมนี่ เขาเอามาใช้ในแวดวงการศึกษานะครับ เพื่อนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเด็กนักเรียนของเราของผู้เรียนของเรานะครับ ส่วนพฤติกรรมในกลุ่มที่ 2 กลุ่ม Humanism นี่ ก็จะเป็นทฤษฎีที่ศึกษาถึงเกี่ยวกับด้านอารมณ์ ความรู้สึกของมนุษย์นะครับ แล้วเขาก็จะจัดสภาวะการเรียนการสอนนี่ ให้มันเอื้อต่อความต้องการของผู้เรียนนะครับ เป็นหลัก ก็คือตอบสนองความเป็นมนุษย์ให้ได้มากที่สุดนะครับ เพื่อให้อยู่ในสภาวะที่นักเรียนอยากเรียนอยากรู้นะครับ แต่วิชาของเราจะมาสนใจใน 3 กลุ่มข้างล่างนะครับ ก็คือกลุ่มปัญญานิยม บางทีภาษาไทย เขาก็จะใช้คำว่า "พุทธินิยม" นะครับ มาจากภาษาอังกฤษ คือ Cognitivism นะครับ มาจากคำว่า Cognition ที่แปลว่าการคิดนะครับ การรู้คิด มีแต่อันนี้มันเป็นกลุ่มทฤษฎีถ้าเป็นทฤษฎีนี่ มันจะลงท้าย ism นะครับ ism ซism ซึ่งก็คือเป็นการเกาะติดอยู่ในสิ่งนั้นเหมือน Alcoholism นี่ใช่ไหมครับ ก็คือ Alcohol + ism เขาก็คือเป็นการเกาะติดอยู่กับ Alcohol ใช่ไหมครับ อันนี้ก็เหมือนกันนะครับ ลงท้าย ism ก็คือเราหมกมุ่นเกาะติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่เป็นคำอยู่ข้างหน้านะครับ ก็คือ Cognition มาจากการรู้คิดใช่ไหมครับ เติม ism เข้าไปก็คือเป็นการผมที่หลงใหลคลั่งไคล้เกาะติดอยู่กับการรู้คิดนะครับ เพราะฉะนั้น ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิดนะครับ ก็จะเป็นทฤษฎีที่จัดอยู่ในกลุ่ม Cognitivism Theory นะครับ ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 4 อันนี้เป็นทฤษฎีร่วมสมัยครับ ที่ทุกคนที่เรียนเรียนทางการศึกษาจำเป็นต้องรู้จัก ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองหรือ Constructivism นะครับ คำนี้ต้องอยู่ในจิตใจของเราทุกคนนะครับ ในการเป็นครูนะครับ ถึงแม้ว่ามันจะถูกค้นพบ แล้วก็เผยแพร่มานานแล้ว แต่ว่าทุกวันนี้มันก็ยังเป็นที่นิยมที่นำมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับผู้เรียนอยู่นะครับ จึงเรียกว่า "ทฤษฎีร่วมสมัย" นะครับ อดีตก็ยังใช้อยู่ ปัจจุบันก็มีการใช้อยู่ก็คือร่วมสมัยกับปัจจุบันนะครับ ซึ่ง ทีนี้สำหรับ Constructivism จริง ๆ มันก็จัดอยู่ในกลุ่มทฤษฎีร่วมสมัยนะครับ แต่ว่าอาจารย์ดึงออกมาเป็นไว้อีกในกลุ่มหนึ่ง ของตัวมันเดี่ยว ๆ นะครับ เพราะว่าอยากเน้นย้ำให้นักศึกษา อยากให้รู้จักกับมันจริง ๆ นะครับ ส่วนทฤษฎีร่วมสมัยอย่างที่บอกว่ามันเป็นที่ดีที่อดีตใช้อยู่ ปัจจุบันก็ยังใช้อยู่นะครับ ก็จะมีทฤษฎีในกลุ่ม Constructivism ซึ่มกับ Multiple Intelligence อันนี้เราน่าจะรู้จัก multiple intelligence นะ ทฤษฎีพหุปัญญา เพราะว่ามนุษย์เรามีความสามารถอยู่หลายด้านใช่ไหมครับ ไม่ได้มีเพียงแค่ด้านคำนวณกับด้านภาษาเท่านั้น นะครับ แต่จริง ๆ มันมีอย่างน้อย 8 ด้าน ไปดูกันนะครับ ทฤษฎีหนึ่งที่อาจารย์เอามาสอนให้กับเราในกลุ่มทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมสมัย ก็คือทฤษฎี Connectivism Connect แปลว่าแปลว่าอะไรครับ Connect เชื่อมต่อ เชื่อมโยงใช่ไหมครับ อันนี้ก็เป็นทฤษฎีที่ใช้ในการเชื่อมต่อ เชื่อมโยงองค์ความรู้ของมนุษย์นะครับ เดี๋ยวเราค่อยดูในรายละเอียดไปทีละทฤษฎีนะครับ อันนี้อาจารย์จะไม่พูดนะ เดี๋ยวเราเรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ อันนี้เป็น Skinner ใช่ไหมครับ ทฤษฎีของ Skinner เราเรียกว่าสกินเนอร์บล็อกนะครับ เราก็สังเกตพฤติกรรมของหนูมา Maslow, Thomdike อันนี้เราต้องได้เรียนแน่ ๆ นะครับ นาทีนี้เราทีนี้ มาดูของเรา ทฤษฎีในกลุ่มปัญญานิยมนะครับ หรือ Cognitivism นะครับ ทฤษฎีนี้มุ่งศึกษากลไกของสมองนะครับ ว่ากระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์เราเกิดขึ้นได้อย่างไร นะครับ การเรียนรู้ของเราจะเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งกระตุ้นนะครับ อันนี้คือ Stimulus หรือ Stimuli อันนี้คือสิ่งกระตุ้นนะครับ สิ่งกระตุ้นก็คือสารสนเทศหรือข้อมูลต่าง ๆ ที่ เรามันเข้ามาทางประสาทสัมผัสของเรา อาจจะทางหู ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น ทางมือ ทางเท้า ทุกอย่างเลยนะครับ สิ่งกระตุ้นที่มันอยู่ภายนอก แล้วมามากระทบเรา ผ่านประสาทสัมผัสด้านต่าง ๆ นะครับ เราเรียกว่า "สิ่งกระตุ้น" อย่างเนี้ยอาจารย์กำลังบรรยายให้เราฟังนะครับ อาจารย์ก็ เสียงของอาจารย์ก็จะกลายเป็นสิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้านะครับ ก็คืออันนี้นะครับ ก็คืออันนี้นะครับ พอมันสิ่งกระตุ้นมามาส่งไปที่ประสาทสัมผัสของเรานะครับ ประสาทสัมผัสของเรา ถ้าเราได้ยินเสียง Sensory Memory ก็เกิดขึ้นจากการได้ยินใช่ไหมครับ ถ้า เราอ่านข้อความที่อยู่ในสไลด์อาจารย์ด้วยนะครับ สิ่งกระตุ้นตรงนี้มันก็จะเป็นข้อความด้วยนะครับ แสดงว่าสิ่งกระตุ้นตอนนี้ส่งไปยังนักศึกษานี่ มีหลายอย่างนะครับ ไปพร้อม ๆ กันนะครับ ทีนี้พอมันส่งไปถึงตัวเรานะครับ มันก็จะมีตรงประสาทสัมผัสรับข้อมูลมานะครับ แล้วเขาเรียกว่า "Sensory Memory" นะครับ เป็นการจดจำที่เกิดจากการรับข้อมูลเข้าไปครับ เป็นส่วนที่จดจำ แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าตรงนี้มันอยู่ตรงไหนนะครับ แต่ว่าร่างกายของเราจะเกิดกลไกการจดจำ จากประสาทสัมผัสที่รับข้อมูลเข้าไป นะครับ พอรับเข้าไปแล้ว เกิดการจดจำแล้ว มันจะมี 2 ทางที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นนะครับ หากตัวบุคคลหรือตัวนักศึกษาไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนี้ หรือสิ่งเร้านี้นะครับ หากเราไม่สนใจเราจะ Forgot คืออะไรเอ่ย Forgot Forget ก็คือลืมใช่ไหมครับ ถ้าเราไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนั้นนะครับ ข้อมูลที่ส่งมายัง sensory Memory ถ้าเราไม่สนใจเราจะลืมเลยนะครับ ลืมไปเลย ไม่เกิดการเรียนรู้นะครับ เพราะชั่วโมงที่แล้ว บอกแล้วว่าการเรียนรู้มันจะเราจะเรียกว่าการเรียนรู้ก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวร ใช่ไหมครับ เพราะตอนนี้ถ้ามันลืมปุ๊บนี่ มันไม่เกิดแน่ ๆ นะครับ ทีนี้ต่อมาหากเรามีความสนใจกับสิ่งกระตุ้นนี้ นะครับ ข้อมูลที่อยู่ใน Sensory Memory มันจะถูกส่งมายัง working Memory นะครับ ความรู้ของเรานะครับ มันจะส่งผ่านมายังความจำปฏิบัติการ ความจำปฏิบัติการ หรือ working Memory นะครับ Working Memory นี้ก็ยังไม่ได้เป็นความจำที่อยู่กับเราอย่างยาวนานนะครับ ยังไม่อยู่กับเราอย่างยาวนาน แปลว่า หากเราสามารถส่งผ่านความรู้จาก Sensory Memory มายัง Working Memory แล้วเราจะสามารถเอาความรู้เหล่านั้น ไปใช้ในการทำการทุกสิ่งทุกอย่างได้ อาจจะไปทำแบบฝึกหัด อาจจะเอาไปอธิบายให้เพื่อนฟังนะครับ หรือเอาไปประยุกต์ใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์นั่นนู่นนี่ เอาไปทำประโยชน์ต่อได้ หากเราสามารถนำข้อมูลมาไว้ยัง Working Memory ได้แล้วนะครับ ทีนี้ อย่างที่บอกว่า Working Memory มันก็ยังไม่ใช่ความจำระยะยาวที่จะอยู่ติดตัวของเราอย่างยาวนานนะครับ เราต้องมีวิธีการวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เราเรียกว่าEnd Code Encode ก็คือการเข้ารหัสครับ เราต้องมีวิธีการแปลงจาก working Memory ให้มันเอามากัดเก่งไว้ใน long term Memory ให้ได้นะครับ Long-term Memory คือความจำระยะยาวนะครับ เมื่อใดก็ตามที่องค์ความรู้มันถูกส่งผ่านไปยัง Long-term Memory ได้แล้ว ตอนนี้แหละมันจะอยู่กับเราอย่างยาวนานเลยเราจะไม่ลืมนะครับ มันจะอยู่กับเราเป็นปีเลย ทีนี้ แล้ว Encoding ยิ่งจะทำอย่างไรล่ะ จะทำอย่างไรถึงจะสามารถแปลงจาก working Memory มายังlong term Memory ได้ ครับ อันนี้ไม่มีใครรู้ว่าวิธีการใดมันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล อันนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคลนะครับ บางคนใช้วิธีการ Encode จากการแต่งเป็นเพลงแล้วก็จดจำ บางคนอาจจะทำ แปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของ My Map ให้มันจำง่ายเห็นภาพได้ได้ครอบคลุมได้ง่ายขึ้น บางคนอาจจะใช้สีสันเป็นแทนตัวอักษร เพื่อให้ Encoding ได้ง่ายขึ้น แต่มีวิธีการหนึ่งที่งาายที่สุดก็ไม่เชิงว่าง่ายแต่เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลแน่ ๆ เรารู้ไหมว่าทำอย่างไร รู้ไหมครับ วิธีการหนึ่งที่เป็นวิธีการที่มันเกิดขึ้นได้แน่ ๆ ในการ Encode ที่เราจะสามารถแปลงจาก Working Memory ไปยัง Long-term Memory ชั่วโมงที่แล้วมีใครจำได้ไหม ว่าการที่เราจะจำอะไรได้นาน ๆ นี่ ตรงเซลล์ เซลล์ประสาทของเรา ตรง Synapse ที่มันเชื่อมต่อกัน ระหว่าง Axon กับ Dendrite ถ้ามันเชื่อมต่อกันได้อย่างแข็งแรง รับข้อมูลมันก็จะส่งผ่านข้อมูลได้ง่ายขึ้นแล้วก็จะจำได้ดี เราจำได้ไหมว่าวิธีการใดถึงจะทำให้ตรง Synapse นั้นมันเชื่อมต่อกันอย่างแข็งแรง ทีนี้แล้วก็คือการทำซ้ำ ๆ นะครับ การทำซ้ำ ๆ จะช่วยให้ตำแหน่ง Synapse ตรงที่อาจารย์วงกลมเอาไว้ตรงนี้ เวลามันส่งผ่านมันจะส่งเข้า Dendrite ใช่ไหมครับ แล้วออกมา Axon แล้วก็มาต่อที่ Dendrite ์ของเซลล์สัตว์มันเปรียบเสมือนเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูลถ้าเราอยาก ชำนาญอะไรหรือจำอะไรได้นาน ๆ นี่ ตรง Synapse ตรงนี้มันต้องเชื่อมต่อกันให้มันแน่น เมื่อใดก็ตามที่มันหลุดเราก็จะลืมนะครับ ถนนมันขาดไปแล้วมันส่งผ่านข้อมูลหากันไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้น เราต้องทำให้ Synapse นี่มันต่อกันอย่างแข็งแรง ซึ่งการทำให้มันต่อกันอย่างแข็งแรงนี่ เราจะใช้วิธีการทำซ้ำ ๆ นะครับ ทำซ้ำ ๆ ทำซ้ำ ๆ ร่างกายของเราจะรู้ว่าถนนเส้นนี้มันยังใช้อยู่ครับ มันก็จะต่อกันเอาไว้อยู่ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่ทำสิ่งนั้นแล้วเป็นระยะเวลาที่ยาวนานระยะหนึ่ง ร่างกายของเราจะรับรู้ว่าถนนเส้นนี้เราไม่ได้ใช้งานมันแล้ว สมองก็จะถูกสั่งให้ตัดออกนะครับ เพราะว่าพื้นที่ในสมองเรามันมีจำกัดใช่ไหมครับ เราจะสร้างถนนเส้นใหม่ขึ้นมาเรื่อย ๆ ไม่ได้นะครับ มันเต็ม การ Encoding นะครับ การ Encoding ดิ้งการ Encoding หรือการเข้ารหัสเพื่อนนำข้อมูลจาก working Memory มายัง long term Memory ได้นี่ วิธีการที่ง่ายที่สุดเลยของแต่ละคน ก็คือท่องหรือทำซ้ำ ๆ ซ้ำ ๆ ครับ เดี๋ยวมันจะมาถึง Long-term Memory ได้ แต่ถ้าคนเรามีความถนัดด้วยวิธีการอื่นก็ทำได้นะครับ ไม่ได้หมายความว่าต้องทำด้วยการทำซ้ำอย่างเดียว ขึ้นอยู่กับความถนัดของเรานะครับ ทีนี้ พอมันอยู่ใน Longterm Memory แล้วนะครับ เราสามารถดึง เราสามารถ Retry อันนี้คือดึงกลับเข้ามาได้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องการที่จะใช้ข้อมูลชุดนี้มาสร้าง มาใช้ประโยชน์อะไรสักอย่างนะครับ สมมติว่าเรา Encoding วันนี้เสร็จ แล้วความรู้เหล่านั้นมันอยู่ใน Long-term Memory ของเราแล้วผ่านไปสัปดาห์หน้ากลับมีอาจารย์สั่งงานให้เราทำซึ่งงานชิ้นนั้นมันต้องได้ใช้ความรู้ที่อยู่ใน Long-term Memory เราสามารถดึงมันกลับมา แล้วก็เอามาทำงานส่งอาจารย์ได้ นะครับ เราสามารถดึงหรือเรียกกลับมันมาใช้ได้ตลอดเวลานะครับ หากเราสามารถเอาข้อมูลไปไว้ยัง long term Memory ได้ นะครับ หรือความจำระยะยาวได้แล้วนะครับ เราสามารถดึงกลับมาแล้วเอามาใช้ประโยชน์ได้เลยนะครับ แต่ถ้าเราเอาข้อมูลไว้ Working Memory แต่เราไม่สามารถส่งผ่านมายัง Long-term Memory ถ้าเราไม่สามารถทำให้มันมายัง Long-term Memory ได้ เราก็ลืมได้เหมือนกันนะครับ มันก็จะเกิดการลืมได้เหมือนกัน นะครับ เพราะฉะนั้น ตรง Encoding มันสำคัญนะครับ เราต้องหาวิธีการของเรา เพื่อแปลงจากความจำระดับปฏิบัติการมายังความจำระยะยาวให้ได้นะครับ อันนี้ก็เป็นคำอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของของสมองนะครับ เราเรียกว่าทฤษฎี Information Processing Theory ทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล ทฤษฎีต่อมานะครับ ก็คือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง หรือว่า Constructivism Theory ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับ อย่างที่บอกว่าอันนี้สำคัญ ทุกคนจำเป็นต้องรู้จักนะครับ ทฤษฎีนี้มันเกิดขึ้นจากการรวมเอา 2 ทฤษฎีเข้าด้วยกันนะครับ เกิดจากรวม 2 ทฤษฎี ทฤษฎีแรกที่เขารวมมา ก็คือทฤษฎีพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของ Piaget อันนี้นักศึกษาก็น่าจะรู้จัก Piaget ทฤษฎีที่ 2 ที่เอามารวม อันนี้เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นจากชื่อนะครับ ทฤษฎีพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของ Vygotsky อาจจะคุ้นหรือไม่คุ้นแต่คิดว่าไม่ค่อยน่าจะคุย อันนี้ไม่ค่อยมีรู้จักกันนะครับ แต่ส่วนใหญ่จะรู้จัก Piaget นะครับ Constructivism หรือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง เกิดจากการรวมกันของทฤษฎี 2 ทฤษฎีนะครับ โดยทฤษฎีแรกของ Piaget นี่ จะเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของตัวบุคคลแต่ละคนนะครับ ของตัวบุคคลแต่ละคน แต่ถ้าเป็น Vygotsky จะเป็นอธิบายถึงการเรียนรู้ที่เกิดจากการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ก็คือการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น แล้วทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นนะครับ เขาเลยรวมเอา 2 ทฤษฎีนี้เข้ามารวมไว้ด้วยกัน แน่นอนแล้วว่าใครสักคนจะเกิดการเรียนรู้ได้ต้องเกิดจากการเข้าไปมีประสบการณ์ตรงต่อสิ่งนั้นนะครับ ก็คือเข้าไปคลุกคลีเข้าไปเผชิญกับปรากฏการณ์นั้น ๆ นะครับ แต่ละบุคคลก็จะเกิดการเรียนรู้ได้นะครับ แต่เขามาเพิ่มที่ Vygotsky นะครับ ว่าบางทีการเรียนรู้ของเราจำเป็นต้องมีคนอื่นมาช่วยเหลือนะครับ เรียนรู้ด้วยตนเอง ผ่านประสบการณ์ตรงเพียงตัวของเราคนเดียว มันอาจจะไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก แต่หากเราสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ผู้อื่นได้มาช่วยเหลือเราในการเรียนรู้นะครับ อาจจะเป็นการอธิบายการแนะนำ หรือช่วยสอนก่อนในระยะหนึ่ง เพื่อให้เราทำเป็นแล้วก็ทำได้จนชำนาญขึ้นก็ได้นะครับ เคยไหมว่าเราพยายามเรียนอะไรสักอย่างด้วยตนเอง แต่มันก็ได้อยู่แค่นี้มันไปต่ออีกไม่ได้แล้ว ถ้าเราเรียนด้วยตัวเองน่ะ มันได้แค่นี้จริง ๆ แต่พอมีคนมาติวให้ มาสอนให้ มาแนะนำ มาให้เทคนิคบางสิ่งบางอย่าง เราเริ่มทำได้มากขึ้นแล้ว กระบวนการนี้ เป็นคำอธิบายของ Vygotsky นะครับ กระบวนการในการเรียนรู้ด้วยตนเองของของตัวเราเองอย่างเดียวนี่ เป็นการเรียนรู้ตามทฤษฎีของ Piaget ทีนี้เรามาดูรายละเอียดครับ ว่า Piaget อธิบายถึงกระบวนการในการเรียนรู้ตัวบุคคลแต่ละคนไว้อย่างไรนะครับ แต่ละคนนะครับ มีกระบวนการเรียนรู้ในสมอง 2 ลักษณะนะครับ ก็คือกระบวนการดูดซึมกระบวนการปรับขยายโครงสร้างของสมองนะครับ มี 2 อย่าง ดูดซึม หรือ Assimilation Assimilation คือการดูดซึมสวนญี่ปุ่นคนไกลที่สองก็คือการปรับขยายโครงสร้างทางสมอง Accomodation นะครับ มี 2 อย่างนะครับ ซึ่ง Assimilation มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่ให้มันมีความสัมพันธ์กับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่นะครับ ถ้ามันสั่งถ้านักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเขาหากันได้นี่มันจะเกิดกระบวนการ assimilation นะครับ อย่างเช่น ว่า เด็กคนหนึ่งนะครับ เกิดมาแล้วเห็นไก่ครั้งแรกนะครับ มีปีก มีหาง นะครับ มีขา 2 ขา นะครับ ผู้ปกครองนะครับ บอกว่าอันนี้คือไก่ แล้วเป็นสัตว์ปีก นะครับ ซื้อไก่และเป็นสัตว์ปีก ผ่านมาอีกอาทิตย์หนึ่งไปเห็นเป็ดอีกเหมือนกันได้ไหมครับ แต่ว่าจะงอยปากมันต่างกันใช่ไหมครับ ระหว่างเป็ดกับไก่มีค้า เหมือนกันแล้วขาก็มีพังผืดตรงเท้าเหมือนกันแบบนี้ มีลักษณะคล้ายกันใช่ไหมครับ ข้อมูลมีลักษณะคล้ายกันนะครับ นักเรียนก็สามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าไปได้ แล้วถ้าเราถามว่าอันนี้เป็นสัตว์ประเภทไหน นักเรียนก็อาจจะตอบได้ว่าเป็นสัตว์มันมีปีกเหมือนกันลักษณะคล้ายกันเลยนะครับ แต่ว่ามีบางอย่างที่แตกต่างกันนะครับ ถ้าแบบนี้ ถ้าสามารถนักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเข้าหากันได้ มันจะเกิดกระบวนการ Assimilation นะครับ แต่เมื่อใดก็ตามนะครับ ถ้าความรู้ใหม่มันไม่เกิดความเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่นะครับ นักเรียนจะรับข้อมูลใหม่เรานั้นเข้าไปในสมอง เพื่อปรับขยายโครงสร้างทางสมองให้มันกว้างขึ้นนะครับ อันนี้จะเรียกว่าเกิดกระบวนการ Accomodation หรือปรับขยายโครงสร้างของสมองนะครับ ง่าย ๆ ก็คือถ้าข้อมูลใหม่หรือองค์ความรู้ใหม่ที่เราจะสอนให้กับนักเรียนนี่ มันมีความเชื่อมโยงกับความรู้เดิมนักเรียนจะเกิดกลไก assimilation ซึ่งมันจะเกิดได้ง่ายกว่า assimilation จะเกิดได้ง่ายกว่า แต่ถ้าเราสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียน แล้วมันไม่เชื่อมต่ออะไรกับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่เลยนะครับ มันก็จะเกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการ Accomodation แทนนะครับ ดังนั้น บอกให้เราว่าถ้าเราจะสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียน เราพยายามกระตุ้นด้วยการเชื่อมโยงเข้ากับความรู้เดิมที่นักเรียนมีในตอนต้นของชั่วโมงเรียนก่อนนะครับ อาจจะใช้คำถาม หรือการเล่าเรื่อง หรือดูคลิป อะไรก็แล้ว แต่เราพยายามสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาที่เราสอนก่อนหน้านี้ กับเนื้อหาที่เรากำลังจะสอนใหม่ในวันนี้นะครับ พยายามเชื่อมโยงให้ได้ นักเรียนจะได้เกิด Assimilation ได้ง่ายกว่านะครับ ทีนี้กระบวนการ Accomodation กับ Assimilation นะครับ มันก็มีถูกแบ่งออกเป็น 4 ระยะ 4 ช่วงวัยของมนุษย์เรานะครับ แต่ละช่วงวัย แน่นอนแหละ ว่าการเรียนรู้มันเกิดขึ้น 2 กระบวนการนะครับ แต่ว่า 2 กระบวนการนี้ มันก็มีการเรียนรู้จากสิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัยของผู้เรียนนะครับ ซึ่ง Piaget ก็ได้ศึกษาถึงพฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คนนะครับ เขาเสนอทฤษฎีพัฒนาการเชาว์ปัญญาของเขาขึ้นมาจากการสังเกตพฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คนแล้วก็สังเกตตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี นะครับ แล้วก็เขาก็สรุปว่า ลูกของเขาทั้ง 3 คน มีพัฒนาการเหมือนกันเลยในแต่ละช่วงวัยครับ แต่ละช่วงวัยมีการเรียนรู้เหมือน ๆ กัน ลักษณะการเรียนรู้เหมือน ๆ กันนะครับ แต่ว่าเขาสังเกตถึง 15 ปี เขาก็เลยสรุปเป็นพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของมนุษย์นี่ แบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัยนะครับ แบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย โดยช่วงวัยแรกนะครับ เป็นช่วงวัยในช่วง 0-2 ปี นะครับ เราเรียกว่า "ขั้นการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส" ชื่อบอกได้ง่าย ๆ เลย ถ้าเราสังเกตน้องหรือสังเกตหลานเราถ้าใครมีน้องช่วงแรกเกิดถึง 2 ปีนี่ เขายังแรก ๆ เขายังพูดอะไรไม่ได้ใช่ไหมครับ ทีนี้ฟังอะไรก็คงไม่รู้เรื่องหรอก เพราะเพิ่งเกิดมาไม่รู้ว่าอะไรมันคืออะไร ใช่ไหมครับ ดังนั้น นักเรียนเด็กในช่วง 2 วัยแรกนี่ อาจจะเรียนรู้จากการสัมผัสเป็นหลักนะครับ หยิบจับนะครับ ก็จะหยิบจะจับไปหมดนะครับ ไม่รู้หรอกว่าอันนั้นมันคืออะไร ก็จะหยิบไปก่อน หยิบแล้วอันนั้นแล้วรู้สึกเจ็บ ก็ปล่อย เด็กก็จะได้เรียนรู้ว่าสิ่งสิ่งแบบนี้ถ้าจับแล้วมันเจ็บต่อไป จะต้องไม่จับอีกนะครับ เพราะมันเจ็บ เขาก็จะเรียนรู้จากการหยิบจับ จากการสัมผัสนะครับ ในช่วง 2 วัยแรกนะครับ ทีนี้ ในช่วงวัยที่ 2 นะครับ ก็คือช่วง 2-7 ปี หรือช่วงซึ่งถึงขั้นตอนปฏิบัติการคิดช่วง 2-7 ปี ช่วงนี้จะเรียนรู้จาก เราจำได้ไหม คำว่าช่วงอายุเท่านี้เราเริ่มเรียนรู้จากอะไร เรียนรู้จากการอ่านเลยได้ไหม ณ ตอนนั้น อย่างใช่ไหมครับ เราเรียนจากอะไรเอ่ย สิ่งที่มันเป็นรูปภาพใช่ไหมครับ เราเรียนจากสิ่งที่มันเป็นรูปภาพนะครับ อย่างตอนสอนเราเรียนบวกเลขตอนอนุบาลอย่างไรครับ ขอเอารูปภาพมาใช่ไหมครับ ยังไม่เห็นเลข 2 + 3 = 5 ยังไม่ได้เริ่มแบบนั้นใช่ไหมเริ่มจากเอาผลไม้ 2 ลูก แอปเปิล 2 ลูก มารวมกับแอปเปิล 3 ลูก จะได้ทั้งหมดกี่ลูก แล้วก็มานับ 1 2 3 4 5 แสดงว่าได้ 5 ลูกอย่างนี้ครับ ในช่วงวัยนี้ ช่วงวัยที่ 2 ช่วง 2-7 ปีนี่ จะเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปภาพนะครับ จากสิ่งที่เป็นรูปภาพนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเราไปสอนเด็กในช่วงวัยนี้ เราต้องรู้จักพัฒนาการของเด็กนักเรียนของเรานะครับ เราจะได้ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพนะครับ ส่วนช่วงวัยที่ 3 ช่วง 7-11 ปี ช่วงนี้นะครับ เรียกว่าขั้นการคิดแบบเหตุผลเชิงรูปประธรรมนะครับ 7-11 ปีนะครับ สามารถเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ได้แล้วนะครับ ใช้สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้ ก็คือเราสามารถเรียนมีตัวแปรง่าย ๆ เรียนได้แล้วนะครับ มีสัญลักษณ์เป็นตัวเลขที่เป็นตัวแทนปริมาณได้ รู้ว่าเลข 9 มันมากกว่าเลข 2 มากน้อยแค่ไหน นะครับ 100 มากกว่า 20 มากขนาดไหนอย่างนี้ครับ ใช้ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้แล้ว นะครับ 7-11 ป ีแล้วสามารถเริ่มที่จะรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่นได้แล้วนะครับ 7-11 ปีนี่ เริ่มกลัวเพื่อนโกรธ เริ่มกลัวที่จะไม่มีเพื่อนได้แล้วนะครับ แต่ถ้าเป็นต่ำกว่า 7 ปีนี่ ตอนนั้นไม่สนใจหรอกเราคิดอย่างไร เราเด็กอยากทำอะไรก็ทำออกมาเลยไม่ได้คำนึงถึงคนรอบข้างแต่ 7-11 ปี เริ่มรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้แล้วนะครับ ส่วนอายุ 11-15 ปี อันนี้เป็นช่วงวัยสุดท้ายนะครับ การเรียนรู้แบบนามธรรมนะครับ ที่เขาศึกษานะครับ ก็คือเด็กสามารถเรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมที่ซับซ้อนได้นะครับ มีตัวแปรที่ซับซ้อน มีสมการที่ซับซ้อนได้แล้วนะครับ ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่นะครับ 11-15 ปี มีพัฒนาการการเรียนรู้ที่ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่มากที่สุดแล้ว ซึ่ง Piaget อธิบายถึงกลไกในการเรียนรู้ของบุคคลแต่ละคนนะครับ บุคคลแต่ละคนตามนี้ว่า คนเราแต่ละคนมี... ต้องเรียนรู้จากการผ่านประสบการณ์ตรง แล้วเกิดกระบวนการเรียนรู้ 2 คนไกล ก็คือ Assimilation กับ Accomodation การดูดซึมกับการปรับขยายโครงสร้างทางสมองนะครับ แล้วแต่ละช่วงวัยนะครับ ก็จะเรียนรู้จากสิ่งต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปตามวัย แต่ก็เกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกัน เกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกัน อันนี้เป็นส่วนของ Piaget นะครับ ต่อมา Vygotsky นะครับ Vygotsky จะอธิบายถึงพัฒนาการในการเรียนรู้จากการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น อันนี้อาจารย์ทำดอกจันเอาไว้นะครับ การเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเขาเรียกว่า "Social Skills" แต่ถ้า Piaget คือ Individual Skills นะครับ Individual ก็คือส่วนบุคคล เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสารให้นะครับ ในภายหลังนะครับ เอกสารของวันนี้ถ้าเป็น Piaget คือ Individual Skills คือส่วนบุคคลนะครับ ส่วนบุคคล ทีนี้เรามาดู Vygotsky อธิบายไว้ว่าอย่างไร Vygotsky จะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือในการเรียนรู้นะครับ การช่วยเหลือในการเรียนรู้เราเรียกว่า scaffolding นะครับ Scaffolding คือการให้ความช่วยเหลือในการเรียนรู้ ภาษาไทยมันมีหลายคำมากเลยนะครับ ที่แปลจากคำว่า Scaffolding บางทีใช้คำว่าการให้ความช่วยเหลือ บางทีใช้คำว่าการเสริมต่อความรู้ บางทีแปลตรง ๆ ว่านั่งร้านนะครับ นี่ ไอ้ตัวนี้คือ Scaffolding นี่ ไอ้ตัวที่เขาทำนั่งร้านในการก่อสร้างบ้าน เวลาเขาจะสร้างอะไรไปเขาจะทำนั่งร้านขึ้นไปเพื่อไปต่อสร้างในสิ่งที่มันสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมครับ เขาเอาคำว่า Scaffolding หรือนั่งร้านนี่ มาเป็นตัวอธิบายถึงการช่วยเหลือให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นนะครับ ซึ่งการช่วยเหลือนั้นอาจจะเป็นการช่วยเหลือผ่านคุณครูนะครับ ครูเป็นคนช่วยเหลือนักเรียน เห็นควรให้คำแนะนำนักเรียนนะครับ เป็นคนที่สาธิตอะไรสักอย่างให้ดูนะครับ หรืออาจจะเป็น Peerก็คือเพื่อนนะครับ Peer นี้ก็คือเพื่อน อาจจะเป็นเพื่อนมาช่วยเพื่อนก็ได้ หรืออาจจะเป็นการใช้อุปกรณ์ที่มันเป็นเทคโนโลยีบางอย่างมาช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้นะครับ หรืออาจจะเป็น Tools Tools ก็คืออุปกรณ์ที่คือบางสิ่งบางอย่างมาช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้เมื่อนักเรียน... เมื่อเราเอาความช่วยเหลือเข้าไปแล้วนะครับ นักเรียนสามารถเรียนรู้หรือทำได้แล้วนะครับ สุดท้าย นั่งร้านอันนี้จะคงอยู่ไหม เราสร้างบ้าน พอสร้างเสร็จแล้วเข้าออกใช่ไหมครับ เขาก็จะรื้อออก การทำ Scaffolding ในการเรียนรู้ของนักเรียนก็เช่นเดียวกันนะครับ เมื่อเราใส่ตัวช่วยเข้าไป อาจจะเป็นครูไปช่วย นักเรียนไปช่วย หรือสื่อหรืออุปกรณ์หรือเทคโนโลยีอะไรก็ตามเข้าไปช่วยเมื่อเอาไปช่วยแล้ว นักเรียนคนนั้นสามารถทำได้แล้วทำได้เองแล้ว เราก็เอาตัวช่วยนั้นออกมานะครับ เหมือนกับตัวนั่งร้านที่เราใช้ในการก่อสร้างเลยนะครับ ที่นี่การช่วยเราช่วยไปเพื่ออะไรนะครับ เราไปช่วยเพื่อที่จะนำพานักเรียนของเราให้ไปถึง Zone ตัวสีแดง ๆ นะครับ Zone of Proximal Development นะครับZone of Proximal Development บางทีเขาเขียนย่อเป็น ZPD ZPD นี้ ก็คือขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียนจะไปถึงนะครับ ขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียนจะไปถึง เราเรียกว่า Zone of proximal Development คืออะไร ZPD คืออะไร เรามาดูวงกลมอันนี้ เราจะเห็นว่ามันมีวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 วง ใช่ไหมครับ มีวงสีเหลือง มีวงสีชมพูกับมีวงสีม่วงนะครับ วงสีเหลืองเป็นขอบเขตที่นักเรียนคนใดคนหนึ่งนะครับ เป็นขอบเขตที่นักเรียนสามารถรู้ได้หรือทำได้ แรกเริ่มถ้าเรียนด้วยตนเอง ถ้านักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามตาม Piaget อย่างเดียว ผ่านประสบการณ์ตรงด้วยตัวของนักเรียนเองคนเดียวนี่ สามารถเปลี่ยนได้แค่ในขอบเขตเท่านี้นะครับ เรียนได้แค่ในขอบเขตเท่านี้ บางทีแต่ว่านักเรียนคนหนึ่งอาจจะมีศักยภาพสูงสุด ในเกี่ยวกับเรื่องนั้นมากกว่านั้นก็ได้นะครับ แต่ถ้าเขาฝึกด้วยตนเองหรือเรียนรู้ด้วยตนเองก็ทำได้เท่านี้แหละ มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ทีนี้พอเรามี Scaffolding เข้าไปนะครับ เราใส่ Scaffolding หรือใส่ตัวช่วยเข้าไป นักเรียนจะสามารถขยายขอบเขตในการเรียนรู้ออกไปได้กว้างได้อีกนะครับ ในวงสีชมพูนะครับ นี่ What I Can Do With help ก็คือสิ่งที่ฉันสามารถทำได้เมื่อมีการช่วยเหลือ เขาจะทำได้มากขึ้น ในขอบเขตที่มันกว้างมากขึ้นนะครับ ตรงสีชมพูนี่แหละที่เราเรียกว่า "Zone of Proximal Development" นะครับ เป็นโซนเป็นขอบเขตความสามารถภาคสูงสุดที่นักเรียนจะไปถึงนะครับ จะไปได้ก็ต่อเมื่อมี Scaffolding เข้ามาช่วยนะครับ ส่วนสีน้ำเงินเป็นส่วนที่เป็นขอบเขตที่เราไม่สามารถทำได้ เกินความสามารถเราจริง ๆ แม้ว่าจะมี Scaffolding แล้ว มีใครมาสอนมีใครมาช่วยแล้ว แต่เราไปไม่ถึงนะครับ แต่ว่า ZPD คือส่วนนี้นะครับ คือส่วนที่เราไปถึงก็ต่อเมื่อมีคนมาช่วยทำให้เราไปที่ถึงศักยภาพสูงสุดที่เราจะเป็นไปได้ อันนี้แหละที่เขาบอกว่าคุณครูควรสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ อันนี้ครับ เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนทุกคน เวลาเราเป็นครูเราสอนวิชาของเรา เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนของเราทุกคนจะต้องได้เกรด 4 แต่เรามีหน้าที่ช่วยนักเรียนให้ไปให้ได้ตามศักยภาพที่สูงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ ที่เขาจะมีนะครับ ไปให้เต็มที่อให้เต็มที่ บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด 3 บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด 2 บางคนเราไม่มี Scaffolding เลยเขาไปถึงเกรด 4 อยู่แล้วเห็นไหมครับ สระแก้ว 5 แต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความชอบความถนัดของนักเรียนด้วยเรามีหน้าที่พานักเรียนไปถึง Zone of proximal Development ให้ได้นะครับ อันนี้เป็นคำอธิบายของทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับ ซึ่งก็มี 2 ทฤษฎีที่มารวมกันนะครับ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงแล้วก็การสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้อย่างเต็มศักยภาพนะครับ อันนี้ก็ต่อมาก็ต่อมาทฤษฎีร่วมสมัยที่สดีแรก อันนี้ก็ชื่อดีที่รู้จักกันทั่วไปที่เราจำเป็นต้องรู้เหมือนกัน คือทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือนะครับ อันนี้เราต้องรู้นะครับ ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือ มันจะเกิดประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อมีอยู่ 5 เงื่อนไข เวลาเราจะจัดกิจกรรมให้เด็กเป็นกลุ่มนะครับ เราต้องคำนึงถึง 5 เงื่ีอนไขนี้นะครับ มันถึงจะทำให้การเรียนรู้เป็นกลุ่มมันเกิดศักยภาพ เกิดประสิทธิภาพนะครับ อันแรก ก็คือนักเรียนนะครับ จะต้องเวลาเราจัดกลุ่ม เราจะต้องจัดให้นักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อยที่แม่ใหญ่เกินไปแล้วก็ไม่เล็กเกินไป จัดกระบวนการกลุ่มให้เป็นกลุ่มที่พอเหมาะ ไม่มีจำนวนสมาชิกมากจนเกินไป หรือน้อยจนเกินไปนะครับ ประมาณ 3-5 คน กำลังพอดีนะครับ แต่ถ้ามันเป็นผ่านสมมติว่ามันเป็นภาระงานง่าย ๆ แต่เราจัดกลุ่มให้นักเรียน 10 คน ทำงานร่วมกัน เพื่อทำให้ชิ้นงานที่ง่าย ๆ มากเลย งให้สมาชิก 10 คน งมันก็จำไม่ได้เกิดความเสียหายอะไรมากนัก ใช่ไหม เขาทำแป๊บเดียวก็เสร็จมันไม่ได้เกิดกระบวนการพ่นพิษไต่ตรองวางแผนวิเคราะห์อะไรนะครับ ก็จะไม่เกิดประสิทธิภาพ หรือชิ้นงานชิ้นนี้มันยากมากเลยนะครับ มันต้องใช้เวลาทำเยอะต้องมีคนเยอะในการร่วมไม้ร่วมมือกัน แต่เราจัดกลุ่มให้ 2 คนทำงานชิ้นนี้ เราคิดว่าโอกาสน่าจะสำเร็จไหม มันก็จะไม่สำเร็จใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้น เมื่อเราพิจารณาความยากง่ายของชิ้นงานที่เรามอบหมายให้ทำร่วมกันแล้ว เราก็พิจารณาจำนวนคนเขาว่ามันไม่น้อยเกินไปหรือไม่มากเกินไป ก็คือจัดกิจกรรมกลุ่มย่อยให้มีจำนวนสมาชิกที่เหมาะสม เงื่อนไขที่ 2 นะครับ เราต้องแนะนำให้นักเรียนนะครับ เกิดการพึ่งพาเกื้อกูลระหว่างสมาชิกภายในกลุ่มนะครับ ไม่ใช่ว่าแบ่งกลุ่มแล้วคนเก่งหรือคนรับผิดชอบก็ทำไปคนเดียว ที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลย สมาชิกในกลุ่มที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลย แบบนี้ก็ไม่ได้เกิดประสิทธิภาพนะครับ เราต้องแนะนำนักเรียนนะครับ ว่าสมาชิกในกลุ่มทุกคนต้องมีการพึ่งพา ช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในกลุ่มนะครับ เพื่อให้คนเก่งได้ช่วยเหลือคนอ่อน แล้วก็เรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ เงื่อนไขที่ 3 นะครับ เงื่อนไขที่ 3 สมาชิกในกลุ่มจะต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงานนะครับ ต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงาน อันนี้ 4 อันนี้ก็ค่อนข้างสำคัญสำคัญนะครับ ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานร่วมกันนะครับ ต้องมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน ว่างานนี้ ความสำเร็จของงานชิ้นนี้ คือ ความสำเร็จของสมาชิกทุกคนนะครับ เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องรับผิดชอบในการช่วยเหลือกันทำงานที่นี่ให้มันสำเร็จนะครับ ต้องวางเป้าหมายร่วมกัน อันสุดท้ายต้องใช้กระบวนการกลุ่มในการทำงาน มีการแบ่งบทบาทหน้าที่กันนะครับ มีการคิดมีการวางแผนในการทำงานร่วมกันนะครับ ต้องใช้กระบวนการกลุ่ม แบ่งบทบาทหน้าที่ คิดวางแผนในการทำงานแล้วก็ลงมือปฏิบัติให้สำเร็จนะครับ เพราะฉะนั้น cooperative Learning นะครับ มีเงื่อนไขอยู่ 5 อย่างนะครับ ที่จำเป็นต้องทำให้ครบตามองค์ประกอบ จึงจะทำให้การเรียนรู้แบบร่วมมือนี้มันเกิดประสิทธิภาพนะครับ เหลืออยู่ 2 ทฤษฎีนะครับ นิดเดียว อันนี้ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ต่างจาก Constructivism นะครับ เมื่อกี้ Constructivism นะ มันเป็นการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเฉย ๆ แต่อันนี้มีต่อด้วย โดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานเข้าไป แล้วชื่อภาษาอังกฤษก็เติม เติมตรงไหนครับ เราดูสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะ มันชื่อคล้ายกันนะแต่มันไม่ใช่อันเดียวกัน ชื่อมันคือ Constructionism ใช่ไหมครับ Construc Construc แล้วก็ ti เลยนะ แต่ถ้าอันนี้มันเป็น Construc แล้วก็มี tion ใช่ไหมครับ มี tion มาต่อมี Constructionism มีคำว่า tion มาต่อ หรือภาษาไทยใช้คำว่าทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานนะครับ มันก็เป็นทฤษฎีที่พัฒนาต่อมาจาก Constructionism Constructivism นั่นแหละครับ เป็นสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง แต่ทีนี้เป็นชื่อคนนะครับ พี่มัวเผลอเป็นคนเป็นคนเสนอทฤษฎีนี้เอาไว้นะครับ ว่าการที่ผู้เรียนจะสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ดีนั้นนะครับ มันจำเป็นต้องเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เอาความรู้มาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นมานะครับ โดยใช้สื่อหรือใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มาเป็นตัวช่วยในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นขึ้นมา นั่นแสดงว่าการเรียนรู้ของนักเรียนจะเกิดขึ้นในระหว่างการสร้างสรรค์ชิ้นงานนะครับ นักเรียนจะเรียนรู้องค์ความรู้ แล้วก็เอาความรู้ต่าง ๆ มาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานอีกต่อหนึ่งนะครับ แต่จำเป็นต้องมีสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาเป็นตัวช่วยนะครับ ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นเวลาเราสอนนักเรียนนะครับ พอเวลาเราสอนเสร็จ เราอาจจะมอบหมายภาระงาน ให้นักเรียนได้มีโอกาสได้เอาความรู้ที่เราสอนไปนี่ มาใช้ในการสร้างชิ้นงานนะครับ ต่อเนื่องกันไปนะครับ อันนี้เป็นอีกทฤษฎีหนึ่งนะครับ ที่เราจำเป็นต้องตระหนักนะครับ เราจำเป็นต้องตระหนักมันไม่มีวิธีการที่ตายตัว ว่าเราจะจัดกิจกรรมอย่างไรนะครับ แต่ทฤษฎีนี้ multiple intelligence หรือว่าทฤษฎีพหุปัญญานะครับ เขาอธิบายเอาไว้นะครับ ว่ามนุษย์เราไม่ได้มีความสามารถหรือไม่ได้มีอัจฉริยภาพเพียงแค่ 2 ด้านเท่านั้นนะครับ ไม่ได้มีแค่ 2 ด้าน ในอดีตเราเคยเข้าใจว่าหรือถูกยอมรับว่าใครจะเป็นคนเก่ง ใครเป็นอัจฉริยะข้อต่อเมื่อต้องเก่งด้านที่คำนวณ กับเก่งด้านภาษาเท่านั้น อันนี้คือการยอมรับในอดีต แต่ในปัจจุบัน Gardner เขาก็ได้อธิบายนะครับ ว่าจริง ๆ แล้วมนุษย์ของเรามีความเป็นอัจฉริยะภาพที่แฝงอยู่ในตัว อย่างน้อย 8 ด้าน เขาใช้คำว่า "อย่างน้อย" นะครับ เพราะตอนนี้เขาแค่ค้นพบว่ามันมีอยู่ 8 ด้าน เขาเลยใช้คำว่าอย่างน้อยแต่จริง ๆ มันอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้แต่ตอนนี้เขายังไม่เขายังไม่ได้พบนะครับ เขาค้นยังไม่พบนะครับ แล้ว 8 ด้านนั้นมีอะไร ด้านภาษาด้านที่ 1 กับด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ด้านที่ 2 อันนี้เป็น การยอมรับหรือการรับรู้ตั้งแต่อดีตอยู่แล้ว แต่มนุษย์เราไม่ได้มีมากแค่นั้นนะครับ อย่างที่ 3 ก็คือด้านมิติสัมพันธ์นะครับ ด้านมิติสัมพันธ์สามารถมองภาพใน 3 มิติได้นะครับ เห็นสิ่งที่มันมีความสัมพันธ์กันได้ อย่างเช่นว่าอุ้ย เอาอะไรดี เอาขวดน้ำ ขวดน้ำ ขวดนี้ เปลี่ยนดีกว่า เอาอันนี้ อันนี้เป็นรูปทรงอะไรครับ สี่เหลี่ยม แต่ถ้าอาจารย์หมุนมันจะกลายเป็นรูปทรงอะไร หมุน เห็นไหมครับ เห็นไหมครับ อันนี้คือถ้าอาจารย์หมุนมันจะมันจะกลายเป็นวงกลมใช่ไหมครับ ถ้าหมุนแบบนี้เป็นวงกลม แต่ถ้าหมุนแบบนี้จะเป็น ไม่รู้สิหมุนแบบนี้ทรงกระบอกแบบนี้มันจะกลายเป็นทรงกระบอกใช่ไหมครับ อันนี้เป็นการมองมิติสัมพันธ์นะครับ เห็นความเชื่อมโยงของรูปร่างอาจจะมีการเคลื่อนไหว หรือเวลาเปลี่ยนแปลงไปอะไรก็แล้วแต่นะครับ จะสามารถเห็นความสัมพันธ์ของมิติต่าง ๆ ได้นะครับ ต่อมา อันที่ 4 การเคลื่อนไหวร่างกาย อันนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬานะครับ พวกนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬาจะมีอาชีพด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย อันที่ 5 ก็คือด้านดนตรีอันนี้แน่นอนเป็นนักดนตรี ต่อมาด้านการเข้าใจตนเองรู้ว่าตนเองอยู่ในสภาวะแบบไหนมีความต้องการอย่างไรนะครับ เมื่อเกิดความเสียสมดุลทางด้านจิตใจ จะรู้ว่าเราจะต้องมีการจัดการกับมันอย่างไรนะครับ เมื่อเกิดความเครียด หรือเกิดสิ่งต่าง ๆ ขึ้นในสภาวะจิตใจ อันนี้ก็ถือเป็นอัจฉริยะภาพอย่างหนึ่งนะครับ ในการเข้าใจตนเอง อันนี้ก็ส่วนต่อมาความเข้าใจกับผู้อื่น ความเข้าใจผู้อื่นอันนี้กลุ่มที่มีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น จะเข้ากับคนง่ายนะครับ มนุษย์สัมพันธ์ดีอันนี้มันมีอาชีพอาชีพหนึ่งเกิดขึ้นในญี่ปุ่นเป็นอาชีพที่ไปรับจ้างออกเดตนะครับ คิดเป็นชั่วโมง คิดเป็นชั่วโมงในการให้บริการ แกไปนั่งคุยเป็นเพื่อนเฉย ๆ คอยรับฟัง ปรึกษาคอยรับ ฟังนั่นนู่นนี่เฉย ๆ นะครับ ไปเป็นคู่ออกเดตเฉย ๆ นะครับ อันนี้ในญี่ปุ่นมีนะครับ เขาก็ต้องอาศัยการเข้าใจของลูกค้าของเขานะครับ ก็คอยนั่งเป็นเพื่อนคุยเป็นเพื่อน ต่อมาด้านสุดท้ายนะครับ เป็นความเข้าใจในธรรมชาตินะครับ สิ่งแวดล้อมเป็นคนรักสิ่งแวดล้อม ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้ดีนะครับ ทุก ๆ พรสวรรค์ ทุก ๆ ความสามารถในนี้ มันเกิดประโยชน์กับเราทั้งหมดถูกไหมครับ มันสามารถนำไปใช้ในการหารายได้ได้ทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้น เวลาเราเป็นครูนะครับ เราก็ต้อง เราอย่ามุ่งสอนนักเรียนเก่งเพียงด้านเดียวหรือด้านที่วิชาที่เราสอนเพียงอย่างเดียว มันมีอัจฉริยภาพของมนุษย์ซ่อนอยู่อย่างน้อย 8 อย่าง เราควรจะส่งเสริมความสามารถของนักเรียนเสริมต่อให้ ให้ได้ด้วยนะครับ เพราะทุกความสามารถ มันสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ทั้งหมดนะครับ สุดท้ายนะครับ สำหรับวันนี้นะครับ ทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม อันนี้ก็มี Con เหมือนกันแต่ไม่ใช่ Construct แล้ว ไม่ใช่ Construct ด้วยนะครับ แต่เป็น Connect กับ Connectivism กับทฤษฎีเชื่อมโยงนิยมเชื่อมโยงนิยมอันนี้ Siemens นะครับ อันนี้เป็นชื่อคนนะครับ เป็นเจ้าของผู้คิดค้นทฤษฎีขึ้นมาSiemens เป็นนักการศึกษาแคนาดานะครับ อันนี้เป็นทฤษฎีค่อนข้างที่จะใหม่นะครับ เกิดขึ้นในช่วงปี 2000 2000 นิด ๆ นะครับ 2000 ต้น ๆ นะครับ เพิ่งเกิดมานี้เองครับ เกิดมาพร้อมกับยุคที่เทคโนโลยีมันล้ำหน้า กับยุคที่มีอินเทอร์เน็ตเผยแพร่อย่างแพร่หลายนะครับ จึงเกิดทฤษฎีการเรียนรู้ที่เป็น Connectivism ขึ้นมานะครับ เขาอธิบายว่าการเรียนรู้ของมนุษย์ในยุคนี้นะครับ เกิดขึ้นจากการ วิเคราะห์แยกแยะข้อมูลที่มันล่องลอยอยู่ในอากาศนะครับ ข้อมูลที่ล่องลอยอากาศข้อมูลในอินเทอร์เน็ตใช่ไหมครับ เกิดจากการรวบรวมข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตจากหลาย ๆ แหล่งมารวม ๆ กัน แล้วมาวิเคราะห์แยกแยะนะครับ ว่าสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ถูก สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ผิด สิ่งใดเป็นข้อมูลที่จำเป็น สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ไม่จำเป็น แล้วก็ตัดนะครับ ตัดส่วนที่มันเละทิ้งไปตัดส่วนที่มันไม่จำเป็นทิ้งไป เอาที่เหลือมาต่อนะครับ มาต่อให้เชื่อมโยงกันมาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่ แล้วก็สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับตัวเรานะครับ อันนี้เป็นคำอธิบายของเขานะครับ แต่ว่าบางทีข้อมูลอาจจะไม่จำเป็นเฉพาะที่อยู่ใน Cloud หรือในอินเทอร์เน็ตเท่านั้น อาจจะเป็นข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคลนะครับ เราสามารถไปสอบถามจากผู้รู้นะครับ เอาข้อมูลจากผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญในตัวบุคคลนี่ มาผสมผสานกับข้อมูลในอินเทอร์เน็ตมาตัดต่อ มาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่นะครับ ส่วนใดที่ไม่จำเป็นแล้วก็ตัดทิ้งไป ส่วนใดที่มันเป็นเท็จ ที่เราไต่ตรองดูแล้วว่าข้อมูลที่เราได้มามันเป็นเท็จ เราก็ตัดมันทิ้งไป นะครับ เอาที่เหลือเอาที่ถูกเอาที่จำเป็นที่เหลือนี่ มาเรียบเรียงมาต่อกันใหม่นะครับ สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับเราอันนี้ก็เป็นคำอธิบายในการเรียนรู้ของทฤษฎีเชื่อมโยงนิยมครับ มันก็เป็นทฤษฎีสมัยใหม่ที่มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับยุคที่อินเทอร์เน็ตมันเผยแพร่อย่างแพร่หลายนะครับ ครับ เราจะเห็นว่าแต่ละทฤษฎีมันมี ... มันมีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปใช่ไหมครับ มันอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ในมิติที่แตกต่างกันไปนะครับ เพราะฉะนั้น เวลาเราจะไปออกแบบกิจกรรมแล้วก็สอนนักเรียนนะครับ เราจำเป็นต้องพิจารณาในมิตินั้น ๆ ว่าเราอยากจะส่งเสริมอะไรให้กับผู้เรียน แล้วเราก็ดึงทฤษฎีที่มันเกี่ยวข้องนี่มาใช้ในการออกแบบกิจกรรม ไม่มีทฤษฎีใดที่ใช้ได้ในทุก ๆ กรณีนะครับ ไม่มีทฤษฎีใดที่เป็นยาวิเศษที่สามารถใช้ได้ทั้งหมดนะครับ ในทุกสิ่งที่เราจะสอนให้กับนักเรียนนะครับ คุณครูจึงจำเป็นต้องรู้ทฤษฎีให้หลากหลาย แล้วก็ดึงมาใช้ให้มันเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียนให้มันเหมาะสมกับลักษณะเนื้อหาที่เราจะสอน ให้มันเหมาะสมกับทักษะที่เราอยากจะปลูกฝังให้กับนักเรียนนะครับ ไม่มีทฤษฎีใด เป็นยาวิเศษนะครับ ไม่มียาพารานะครับ ทฤษฎีไม่ใช่ยาพาราที่เอาไปแก้ได้ทุกอย่างนะครับ ปวดอะไรก็กินยาพาราอันนี้ไม่ได้นะครับ โอเคครับ สำหรับวันนี้มีใครมีคำถามไหมครับ เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสารประกอบการสอน บทนี้ให้ในกลุ่ม Line นะครับ ในกลุ่ม Line พี่ครับสำหรับเด็กที่เด็กตาสามารถอ่านไฟล์ได้ไหมครับ อ่านไปได้อยู่ใช่ไหมครับโอเคเคครับ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราเจอกันใหม่นะครับ วันนี้อาจารย์นะครับ สวัสดีครับ ขอบคุณมากนะครับ ขอบคุณมากนะครับ [สิ้นสุดการถอดความ]