﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:02,286

2
00:00:04,019 --> 00:00:04,416

3
00:00:04,277 --> 00:00:04,571

4
00:00:12,100 --> 00:00:12,590

5
00:00:14,018 --> 00:00:14,328

6
00:00:14,207 --> 00:00:14,573

7
00:00:14,979 --> 00:00:15,261

8
00:00:15,229 --> 00:00:15,460

9
00:00:16,518 --> 00:00:16,911

10
00:00:17,989 --> 00:00:18,387

11
00:00:18,818 --> 00:00:22,382
สวัสดีครับสวัสดีพี่หล้านะครับ

12
00:00:22,468 --> 00:00:22,919

13
00:00:22,979 --> 00:00:25,920
สวัสดีนักศึกษาทุกคนนะครับ

14
00:00:25,998 --> 00:00:26,803

15
00:00:26,959 --> 00:00:28,743

16
00:00:28,687 --> 00:00:29,694

17
00:00:29,709 --> 00:00:30,118

18
00:00:30,529 --> 00:00:32,833
เดี๋ยววันนี้อาจารย์จะทบทวน

19
00:00:33,928 --> 00:00:38,218
เรื่องที่สอนในสัปดาห์ที่แล้วนิดหน่อยครับแล้วก็

20
00:00:38,349 --> 00:00:40,545
สอนต่อเลยนะครับแต่ว่า

21
00:00:40,458 --> 00:00:43,621
วันนี้อาจารย์อาจจะสอนไม่เต็มเวลาเพราะว่า

22
00:00:43,608 --> 00:00:47,901
มีประชุมต่อนะครับอาจารย์ขอมาสอนก่อนแป๊บนึง

23
00:00:48,208 --> 00:00:48,595

24
00:00:48,528 --> 00:00:49,233

25
00:00:49,307 --> 00:00:51,289
อันนี้เราทบทวน

26
00:00:51,288 --> 00:00:53,401
จากสัปดาห์ที่แล้วนะครับ

27
00:00:53,408 --> 00:00:54,213
ว่า

28
00:00:54,300 --> 00:00:58,338
การเรียนรู้ของมนุษย์เรานะครับมันแบ่งออกเป็น 3

29
00:00:58,659 --> 00:00:59,487
3

30
00:00:59,429 --> 00:01:01,351
3 ประเภทใช่ไหมครับ

31
00:01:01,668 --> 00:01:03,510
อย่างแรกก็คือ

32
00:01:03,529 --> 00:01:08,547
ความสามารถการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามารถทางสมอง

33
00:01:08,649 --> 00:01:11,686
เขาเรียกว่าในกลุ่มพุทธิพิสัย

34
00:01:11,918 --> 00:01:15,214
อักษรภาษาอังกฤษก็คือ Clock วิธี Domain

35
00:01:15,188 --> 00:01:15,750

36
00:01:16,148 --> 00:01:19,285
ส่วนความสามารถในกลุ่มที่ 2 นะครับ

37
00:01:19,218 --> 00:01:22,879
เป็นความสามารถทางด้านร่างกายหรือการ

38
00:01:23,009 --> 00:01:25,311
เคลื่อนไหวร่างกายหรือการปฏิบัติ

39
00:01:25,438 --> 00:01:26,008

40
00:01:26,138 --> 00:01:29,149
เราเรียกว่าด้านทักษะพิสัย

41
00:01:29,277 --> 00:01:29,970

42
00:01:29,978 --> 00:01:32,856
ภาษาอังกฤษก็คือ psychomotor Domain

43
00:01:32,868 --> 00:01:33,431

44
00:01:33,568 --> 00:01:34,008

45
00:01:34,149 --> 00:01:37,701
วันการเรียนรู้ในกลุ่มที่ 3 ก็คือ

46
00:01:37,729 --> 00:01:41,282
เป็นการเรียนรู้ที่ไปพัฒนาด้านจิตใจ

47
00:01:41,519 --> 00:01:43,357
อารมณ์ความรู้สึก

48
00:01:43,439 --> 00:01:45,209
ก็คือด้าน

49
00:01:45,168 --> 00:01:49,363
จิตพิสัยหรือภาษาอังกฤษคือโดเมน

50
00:01:49,268 --> 00:01:51,595
อันนี้คือมี 3 กลุ่มก็คือ

51
00:01:51,697 --> 00:01:54,135
สมองร่างกายเราก็

52
00:01:54,068 --> 00:01:55,046

53
00:01:54,967 --> 00:01:56,353
ครับมีอยู่ 3

54
00:01:56,247 --> 00:01:58,516
ในการเรียนรู้นะครับ

55
00:01:58,487 --> 00:01:58,721

56
00:01:59,968 --> 00:02:00,249

57
00:02:00,348 --> 00:02:03,360
อันนี้อาจารย์ขอข้ามไปเลยนะครับ

58
00:02:05,669 --> 00:02:05,925

59
00:02:05,857 --> 00:02:06,966
หาทีนี้

60
00:02:06,889 --> 00:02:10,917
มาถึงตรงนี้นะครับเมื่อเรารู้แล้วครับว่า

61
00:02:10,848 --> 00:02:12,830
การเรียนรู้ของเรา

62
00:02:12,848 --> 00:02:14,692
ของมนุษย์เรามีกี่

63
00:02:15,091 --> 00:02:17,397
มีกี่กลุ่มนะครับที่นี้

64
00:02:17,388 --> 00:02:23,335
กระบวนการที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ทางด้านสมองทางด้านร่างกายทางด้านจิตใจเนี่ย

65
00:02:23,478 --> 00:02:24,800
มันก็จะ

66
00:02:25,718 --> 00:02:28,601
มนุษย์เราแต่ละคนจะมีความถนัด

67
00:02:28,858 --> 00:02:32,911
หน่วยการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกันนะครับความถนัดก็คือ

68
00:02:32,888 --> 00:02:33,261

69
00:02:33,018 --> 00:02:39,301
วิธีการขัดที่มนุษย์แต่ละคนใช้ในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

70
00:02:39,238 --> 00:02:39,863

71
00:02:39,878 --> 00:02:43,600
ขนาดที่จะใช้วิธีการในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

72
00:02:43,778 --> 00:02:46,816
ครับเราเรียกว่ารูปแบบการเรียนรู้

73
00:02:46,798 --> 00:02:54,555
รูปแบบการเรียนรู้คือวิธีการที่มนุษย์ใช้ในการเรียนรู้วิธีการที่ตนเองถนัด

74
00:02:54,998 --> 00:02:55,752

75
00:02:56,018 --> 00:03:01,336
ให้ทายให้ทายว่าเราคิดว่ามนุษย์เรา

76
00:03:01,527 --> 00:03:01,942

77
00:03:01,918 --> 00:03:02,909
ใช้

78
00:03:03,008 --> 00:03:08,009
มีวิธีการใดมีกี่วิธีการที่ใช้ในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ

79
00:03:08,769 --> 00:03:09,060

80
00:03:10,046 --> 00:03:10,311

81
00:03:10,368 --> 00:03:10,612

82
00:03:10,568 --> 00:03:10,830

83
00:03:12,809 --> 00:03:15,231
ที่ถนัดที่จะใช้ในการเรียน

84
00:03:17,167 --> 00:03:17,641

85
00:03:17,677 --> 00:03:27,269
อาจารย์ถามก็ได้เรามีใครเวลาเราจะเรียนรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเนี่ยเราจะเรียนรู้ด้วยวิธีไหนเราทำยังไงถึงจะได้รู้จักมัน

86
00:03:27,157 --> 00:03:28,841
ฉันได้เรียนรู้มันได้

87
00:03:29,457 --> 00:03:29,722

88
00:03:30,286 --> 00:03:32,649
สังเกตอะไรอีกครับ

89
00:03:33,568 --> 00:03:35,368
ลงมือทำอะไรอีก

90
00:03:35,677 --> 00:03:36,085

91
00:03:35,867 --> 00:03:36,290

92
00:03:37,277 --> 00:03:37,676

93
00:03:37,597 --> 00:03:38,080

94
00:03:38,107 --> 00:03:38,590

95
00:03:38,559 --> 00:03:39,839
อย่างนึง

96
00:03:39,897 --> 00:03:40,187

97
00:03:40,927 --> 00:03:41,207

98
00:03:41,178 --> 00:03:44,248
การสังเกตใช้ประสาทสัมผัสทางไหนเอ่ย

99
00:03:44,767 --> 00:03:45,321

100
00:03:45,347 --> 00:03:47,127
ดวงตาใช่ไหมครับ

101
00:03:47,138 --> 00:03:49,125
ลงมือทำก็คือการ

102
00:03:49,516 --> 00:03:56,271
เคลื่อนไหวร่างกายการปฏิบัติใช่ไหมมีอีกช่องทางนึงที่มนุษย์เรารับข้อมูลเข้าไป

103
00:03:56,426 --> 00:03:58,250
ในร่างในสมองเรา

104
00:03:59,767 --> 00:04:02,766
ทั้งหูใช่ไหมครับก็คือการฟัง

105
00:04:02,706 --> 00:04:03,598
ครับ

106
00:04:03,537 --> 00:04:03,766

107
00:04:04,176 --> 00:04:12,942
วิธีการเหล่านี้เราเรียกว่าวิธีการในรูปแบบในการเรียนรู้นะครับก็คือวิธีการที่เราถนัดที่ใช้ในการเรียนรู้

108
00:04:13,017 --> 00:04:13,774

109
00:04:13,727 --> 00:04:15,703
ซึ่งแต่ละคน

110
00:04:15,847 --> 00:04:19,763
ครับแต่ละคนมีความถนัดใน

111
00:04:19,686 --> 00:04:23,014
การใช้วิธีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

112
00:04:22,957 --> 00:04:23,718
ครับ

113
00:04:23,657 --> 00:04:24,917
บางคน

114
00:04:24,937 --> 00:04:31,307
ชอบเรียนรู้จากการฟังถ้าฟังจะเรียนรู้ได้ง่ายกว่า

115
00:04:31,287 --> 00:04:31,801

116
00:04:32,117 --> 00:04:35,362
บางคนชอบเรียนรู้

117
00:04:35,446 --> 00:04:38,059
จากการดูหรือการอ่าน

118
00:04:38,006 --> 00:04:41,554
อยากดูรูปภาพดูข้อความดูตัวหนังสือ

119
00:04:41,726 --> 00:04:46,393
ขนาดเรียนด้วยวิธีนั้นมากกว่าที่จะนั่งฟังคนอื่นพูดให้ฟัง

120
00:04:46,646 --> 00:04:47,219

121
00:04:47,427 --> 00:04:49,793
แต่บางคนนะครับ

122
00:04:49,798 --> 00:04:51,793
ชอบเรียนรู้จาก

123
00:04:51,716 --> 00:04:53,820
การลงมือทำจริงๆ

124
00:04:53,887 --> 00:04:54,593

125
00:04:54,977 --> 00:05:01,902
แต่ถนัดแบบนั้นไม่ชอบที่จะนั่งฟังใครพูดนานๆนะครับแล้วก็ไม่ชอบอ่านหนังสือ

126
00:05:01,705 --> 00:05:05,250
ไม่ชอบอ่านตัวอักษรไม่ชอบอ่านข้อความ

127
00:05:05,366 --> 00:05:07,145
ชอบการปฏิบัติ

128
00:05:07,156 --> 00:05:08,041
มากกว่า

129
00:05:08,366 --> 00:05:08,932

130
00:05:09,646 --> 00:05:10,470
อันนี้

131
00:05:10,546 --> 00:05:12,199
ดังนั้น

132
00:05:12,285 --> 00:05:12,502

133
00:05:12,406 --> 00:05:17,436
ครับคนที่มีความถนัดในการเรียนรู้จากการดูนะครับ

134
00:05:17,407 --> 00:05:21,012
เขาเรียกว่าวิธีการแบบ Virtual Learning

135
00:05:21,316 --> 00:05:24,821
Virtual Learning เราเห็นรูปดวงตาน้อยที่เป็นสี

136
00:05:24,967 --> 00:05:26,418
ม่วง

137
00:05:26,757 --> 00:05:30,968
อันนี้เป็นความถนัดของรูปแบบที่ 1 ที่คนถนัด

138
00:05:31,757 --> 00:05:34,905
อันที่สองก็คือเรียนรู้จากการฟัง

139
00:05:34,956 --> 00:05:36,246
ก็คือ

140
00:05:36,436 --> 00:05:39,971
auditory Learning

141
00:05:40,336 --> 00:05:42,260
ส่วนรูปแบบที่ 3

142
00:05:42,325 --> 00:05:42,628

143
00:05:42,516 --> 00:05:48,071
ก็คือการเรียนรู้จากการปฏิบัติการเคลื่อนไหวร่างกายหรือคล้ายนิติก Learning

144
00:05:48,346 --> 00:05:48,979

145
00:05:49,365 --> 00:05:49,597

146
00:05:49,626 --> 00:05:50,649
ที่นี้

147
00:05:50,846 --> 00:05:53,595
ก็ไม่ได้หมายความว่า

148
00:05:53,536 --> 00:05:58,392
บุคคลคนนึงจะใช้แค่วิธีการเดียวในการเรียนรู้นะครับ

149
00:05:58,726 --> 00:06:01,802
คนคนนึงอาจจะมีความถนัด 2 อย่าง

150
00:06:01,865 --> 00:06:04,904
รวมกันก็ได้นะครับใช้ทั้งสองอย่าง

151
00:06:05,196 --> 00:06:11,378
ใช้วิธีทั้ง 2 อย่างรวมกันหรือบางคนอาจจะใช้ทั้ง 3 อย่างใช้ทั้ง 3 วิธี

152
00:06:11,406 --> 00:06:14,856
ในการเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างร่วมกันก็ได้นะครับ

153
00:06:14,925 --> 00:06:18,663
แล้วแต่คนนะครับแต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน

154
00:06:18,965 --> 00:06:21,849
มีรูปแบบในการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน

155
00:06:21,846 --> 00:06:22,495
นะครับ

156
00:06:22,876 --> 00:06:25,573
เพราะฉะนั้นนะครับเราจึง

157
00:06:25,567 --> 00:06:28,519
ถ้าเราไปเป็นครูนะครับเราจำเป็นต้อง

158
00:06:28,575 --> 00:06:33,581
สังเกตนักเรียนนะครับสังเกตนักเรียนของเรานะครับว่า

159
00:06:33,645 --> 00:06:36,014
นักเรียนของเรามีความ

160
00:06:35,945 --> 00:06:39,410
มีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรบ้าง

161
00:06:39,527 --> 00:06:44,914
เราสามารถทำได้จากการสังเกตในชั้นเรียนหรือว่า

162
00:06:44,976 --> 00:06:47,019
ในระหว่างที่เราไป

163
00:06:47,405 --> 00:06:51,792
ไปเยี่ยมบ้านนักเรียนนะครับวันนี้ทุกโรงเรียนต้องได้ทำอยู่แล้ว

164
00:06:51,645 --> 00:06:53,295
เป็นประจำทุกปี

165
00:06:53,626 --> 00:06:54,218

166
00:06:54,525 --> 00:06:59,915
เราก็สามารถสอบถามผู้ปกครองสอบถามนักเรียนเพิ่มเติมก็ได้

167
00:07:00,095 --> 00:07:00,666

168
00:07:00,736 --> 00:07:03,556
หรือเราอาจจะใช้กิจกรรมโฮมรูม

169
00:07:03,685 --> 00:07:08,383
ซึ่งทุกโรงเรียนก็มีกิจกรรมโฮมรูมอยู่แล้วนะครับแล้วก็

170
00:07:08,366 --> 00:07:09,954
สามารถสอบถาม

171
00:07:09,965 --> 00:07:12,741
นักเรียนในที่ปรึกษาเราได้

172
00:07:13,095 --> 00:07:15,475
เราใช้วิธีการใดก็ได้เพื่อให้

173
00:07:15,475 --> 00:07:19,135
รู้ว่านักเรียนมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไร

174
00:07:19,244 --> 00:07:19,763

175
00:07:20,204 --> 00:07:21,164

176
00:07:21,616 --> 00:07:28,620
ทำไมอ่ะอาจารย์ถามว่าทำไมเราจึงจำเป็นต้องรู้จักรูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียน

177
00:07:30,205 --> 00:07:30,658

178
00:07:32,126 --> 00:07:32,569

179
00:07:32,385 --> 00:07:34,231
ถูกต้องครับ

180
00:07:34,246 --> 00:07:36,798
มันเป็นประโยชน์ทั้งกับ

181
00:07:36,805 --> 00:07:40,521
นักเรียนมันเป็นประโยชน์ทั้งกับตัวครู

182
00:07:40,455 --> 00:07:41,225
นะครับ

183
00:07:41,165 --> 00:07:43,336
มันเป็นประโยชน์ในทั้งสอง

184
00:07:43,405 --> 00:07:45,382
ทั้งสองฝ่ายเลย

185
00:07:45,325 --> 00:07:45,618

186
00:07:45,644 --> 00:07:52,258
หากเรารู้ว่านักเรียนมีวิธีการมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างไรแล้ว

187
00:07:52,435 --> 00:07:53,025

188
00:07:53,075 --> 00:07:56,364
เราจะช่วยแนะนำนักเรียนได้นะครับแล้ว

189
00:07:56,285 --> 00:08:01,809
นักเรียนก็จะสามารถหาวิธีการในการเรียนรู้ที่เหมาะกับ

190
00:08:01,914 --> 00:08:03,851
คนเองถนัดมากที่สุด

191
00:08:03,844 --> 00:08:04,537

192
00:08:04,485 --> 00:08:09,822
แล้วก็จะทำให้การเรียนรู้ของตัวนักเรียนนั้นเกิดประสิทธิภาพสูงที่สุด

193
00:08:10,565 --> 00:08:10,843

194
00:08:10,885 --> 00:08:11,574
นะครับ

195
00:08:11,775 --> 00:08:19,475
เราสังเกตจากตัวเราง่ายๆเลยถ้าเราชอบเรียนรู้จากการฟังถ้าให้เรามานั่งอ่านแล้วก็ไม่อยากอ่าน

196
00:08:19,335 --> 00:08:25,366
เราเราไม่ชอบที่จะดูตัวอักษรไม่ชอบที่จะดูกราฟไม่ชอบที่จะดูตัวเลขแล้วเราอยาก

197
00:08:25,234 --> 00:08:26,375
ฟังมากกว่า

198
00:08:26,704 --> 00:08:30,520
มันเกินมากกว่าอันนี้ก็แล้วแต่คนนะครับเพราะฉะนั้น

199
00:08:30,423 --> 00:08:32,075
หากเรารู้ว่า

200
00:08:32,024 --> 00:08:35,746
รูปแบบการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นอย่างไรนะครับเราจะช่วย

201
00:08:36,245 --> 00:08:37,855
แนะนำนักเรียน

202
00:08:37,855 --> 00:08:42,883
วิธีการเรียนรู้ให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด

203
00:08:43,424 --> 00:08:43,883

204
00:08:43,744 --> 00:08:52,227
สำหรับตัวครูเองนะครับคุณครูก็สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้มันสอดคล้องกับ

205
00:08:52,204 --> 00:08:52,980

206
00:08:53,294 --> 00:08:53,601

207
00:08:53,484 --> 00:08:57,592
ความถนัดของนักเรียนครับเราจะได้จัดกิจกรรมที่

208
00:08:57,584 --> 00:09:02,140
มันสอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ของนักเรียนนักเรียนจะได้

209
00:09:02,524 --> 00:09:05,582
ได้เรียนรู้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเช่นเดียวกัน

210
00:09:05,653 --> 00:09:06,232

211
00:09:06,744 --> 00:09:08,404
เพราะฉะนั้นหาก

212
00:09:08,404 --> 00:09:09,435
ในห้อง

213
00:09:09,445 --> 00:09:14,701
มันแน่นอนอยู่แล้วว่าในห้องเรียนของเรานักเรียนจะมี

214
00:09:14,624 --> 00:09:20,903
รูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกันในห้องเรียนของเราเป็นไปไม่ได้ว่า 1 ห้องเรียน

215
00:09:20,774 --> 00:09:23,802
นักเรียนจะมีรูปแบบการเรียนรู้อย่างเดียว

216
00:09:23,724 --> 00:09:25,695
เป็นไปไม่ได้แน่ๆครับ

217
00:09:25,904 --> 00:09:27,037
เพราะฉะนั้น

218
00:09:27,124 --> 00:09:28,382
กิจกรรม

219
00:09:28,724 --> 00:09:33,997
การเรียนการสอนที่เราจะจัดให้กับนักเรียนมันควรเป็นในลักษณะที่หลากหลาย

220
00:09:33,973 --> 00:09:35,776
มีกิจกรรมที่

221
00:09:35,704 --> 00:09:43,533
ให้นักเรียนฟังด้วยมีกิจกรรมที่ให้จะได้ลงมือปฏิบัติด้วยครับมีกิจกรรมที่ให้นักเรียนต้องได้

222
00:09:43,583 --> 00:09:43,849

223
00:09:43,774 --> 00:09:44,859
หนังเกย์

224
00:09:44,864 --> 00:09:48,255
ให้ได้อ่านด้วยตนเองด้วย

225
00:09:48,254 --> 00:09:50,783
ก็ให้มันหลากหลาย

226
00:09:50,824 --> 00:09:51,596
ที่จอด

227
00:09:51,594 --> 00:09:56,847
ตอบสนองต่อรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายของนักเรียนในห้องเรียนของเรา

228
00:09:56,904 --> 00:09:57,402

229
00:09:57,804 --> 00:09:58,032

230
00:09:58,765 --> 00:09:59,100

231
00:09:59,083 --> 00:09:59,361

232
00:09:59,404 --> 00:10:00,352

233
00:10:00,434 --> 00:10:00,800

234
00:10:01,133 --> 00:10:01,387

235
00:10:02,864 --> 00:10:03,097

236
00:10:05,164 --> 00:10:07,554
วันนี้อาจารย์ขอข้ามไปนะครับ

237
00:10:08,955 --> 00:10:10,927
ทีนี้เรามาดู

238
00:10:11,005 --> 00:10:12,204
ว่า

239
00:10:12,723 --> 00:10:16,456
แล้วที่สดีการเรียนรู้นะครับเราจะมา

240
00:10:16,514 --> 00:10:19,582
ต่อที่ทฤษฎีการเรียนรู้นะคะว่า

241
00:10:19,713 --> 00:10:20,528
แล้ว

242
00:10:21,503 --> 00:10:27,107
คนไกลนะครับที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

243
00:10:27,014 --> 00:10:27,703

244
00:10:28,484 --> 00:10:35,594
มันก็จะมีวิวัฒนาการของทฤษฎีการเรียนรู้ตั้งแต่อดีตมาเรื่อยๆจนถึง

245
00:10:36,114 --> 00:10:37,572
ในปัจจุบัน

246
00:10:37,523 --> 00:10:38,796
มี

247
00:10:38,733 --> 00:10:41,915
คดีเกิดขึ้นมาได้เรื่อยๆนะครับแล้ว

248
00:10:41,813 --> 00:10:45,278
ทฤษฎีการเรียนรู้ก็มีอยู่หลายทฤษฎี

249
00:10:45,594 --> 00:10:48,793
แล้วก็ถูกจากกลุ่มออกเป็นหลายๆกลุ่ม

250
00:10:48,863 --> 00:10:51,420
มีทฤษฎีหลายกลุ่มมาก

251
00:10:51,483 --> 00:10:53,595
หลักๆก็คือมีอยู่ 5 กลุ่ม

252
00:10:53,603 --> 00:10:55,210
หากมีอยู่ 5 กลุ่ม

253
00:10:56,043 --> 00:10:56,855

254
00:10:58,158 --> 00:10:58,375

255
00:10:59,173 --> 00:10:59,467

256
00:10:59,433 --> 00:11:04,704
หาก่อนที่เราจะไปดูว่ามันมีทฤษฎีการเรียนรู้อะไรบ้าง

257
00:11:04,753 --> 00:11:05,441

258
00:11:05,453 --> 00:11:12,245
เรามาดูความหมายของทฤษฎีการเรียนรู้หรือว่า learning เชอรี่ก่อนนะครับว่า

259
00:11:12,173 --> 00:11:15,637
ทฤษฎีการเรียนรู้มันหมายถึงอะไร

260
00:11:15,643 --> 00:11:16,196

261
00:11:16,534 --> 00:11:16,814

262
00:11:16,983 --> 00:11:20,182
ทฤษฎีการเรียนรู้นะครับมันอาจจะ

263
00:11:20,243 --> 00:11:22,038
เป็นข้อความ

264
00:11:22,113 --> 00:11:27,630
เป็นหลักการเป็นกรดนะครับหรือเป็นคำอธิบายต่างๆนะครับ

265
00:11:27,803 --> 00:11:34,392
เพื่อใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ในของการเรียนรู้ของมนุษย์

266
00:11:34,533 --> 00:11:39,571
ขับในในบางสิ่งในบางด้านในบางมิติ

267
00:11:39,852 --> 00:11:40,935
ครับว่า

268
00:11:41,393 --> 00:11:48,487
การเรียนรู้ในสิ่งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับเป็นคำอธิบายว่าการเรียนรู้สิ่งนั้นมันเกิด

269
00:11:48,443 --> 00:11:49,843
ได้อย่างไร

270
00:11:50,293 --> 00:11:50,862

271
00:11:50,933 --> 00:11:55,359
แล้วมันมีปัจจัยใดบ้างที่มันส่งผลต่อการเรียนรู้

272
00:11:55,293 --> 00:11:56,816
สิ่งนั้นของมนุษย์

273
00:11:57,153 --> 00:11:57,571

274
00:11:57,472 --> 00:11:58,043

275
00:11:58,493 --> 00:12:00,409
คำอธิบายนะครับ

276
00:12:00,413 --> 00:12:03,378
ว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร

277
00:12:03,753 --> 00:12:04,840
หลับใน

278
00:12:05,033 --> 00:12:12,335
ชั่วโมงที่แล้วอาจารย์อาจจะพูดคร่าวๆไปแล้วในส่วนของกลไกในสมองของเราใช่ไหมครับว่า

279
00:12:12,143 --> 00:12:13,858
มันเกิดจากการ

280
00:12:13,802 --> 00:12:14,625
ส่ง

281
00:12:14,702 --> 00:12:17,635
สารสื่อประสาทระหว่างเซลล์ประสาท

282
00:12:17,582 --> 00:12:17,880

283
00:12:18,043 --> 00:12:18,853
เซลล์

284
00:12:18,803 --> 00:12:21,951
เซลล์ต่อเซลล์ไปเรื่อยๆไปเรื่อยๆใช่ไหมครับ

285
00:12:22,003 --> 00:12:26,726
ส่งผ่านข้อมูลจาก Android แล้วก็ส่งออกไป xor

286
00:12:26,752 --> 00:12:32,469
ก่อนก็จะไปต่อกับ Android ของเซลล์ถัดไปส่งต่อไปเรื่อยๆไปเรื่อยๆ

287
00:12:32,381 --> 00:12:33,423
ครับจ่า

288
00:12:33,532 --> 00:12:34,817
ถ้าเราจับ

289
00:12:34,762 --> 00:12:35,725
หมอยัง

290
00:12:35,782 --> 00:12:42,471
ประสาทสัมผัสเราอยู่ที่มือถือไหมครับเราจับลูกบอลทำไมเราถึงรู้ว่าที่เราจับอยู่มันเป็นลูกบอล

291
00:12:42,573 --> 00:12:43,402

292
00:12:43,472 --> 00:12:46,012
ได้สัมผัสลูกบอลแล้ว

293
00:12:46,353 --> 00:12:48,730
ประสาทสัมผัสจับมือเรามันก็สูง

294
00:12:48,782 --> 00:12:49,472
ส่ง

295
00:12:49,612 --> 00:12:53,088
กระแสประสาทไปเรื่อยๆมาถึงสมองเราใช่ไหมครับ

296
00:12:53,012 --> 00:12:57,115
อวัยวะที่ทำหน้าที่ในการควบคุม

297
00:12:57,941 --> 00:13:00,954
รับข้อมูลที่ผ่านมือก็คือส่วนที่เป็น

298
00:13:01,023 --> 00:13:06,490
สมองส่วนพาเลทเข้ารูปใช่ไหมตรงตรงเนี้ยตรงข้างๆข้างบนของเรา

299
00:13:06,401 --> 00:13:10,500
กลับที่ส่วนควบคุมอวัยวะต่างๆคือส่วนนี้

300
00:13:10,765 --> 00:13:11,917
ครับหรือ

301
00:13:11,971 --> 00:13:17,352
ถ้าเรารับข้อมูลจากดวงตาหรือว่าเราอ่านหนังสือ

302
00:13:17,743 --> 00:13:18,493

303
00:13:18,572 --> 00:13:24,358
ข้อมูลเหล่านั้นมันก็จะผ่านเข้ามายังดวงตาของเราแล้วก็ส่งผ่านมายัง

304
00:13:24,471 --> 00:13:26,644
สมองส่วนท้ายทอยใช่ไหมครับ

305
00:13:27,091 --> 00:13:29,296
ออฟฟี่เท่าลูกตรงนี้

306
00:13:29,272 --> 00:13:29,840

307
00:13:29,972 --> 00:13:32,812
อันนี้คือพูดไปตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้วนะครับ

308
00:13:33,562 --> 00:13:39,216
อันนี้มันก็เป็นองค์ความรู้ในปัจจุบันนะครับที่มีการค้นพบแต่ว่าในอดีตมันยังไม่

309
00:13:39,132 --> 00:13:42,165
มันยังไม่มีความรู้พวกนี้นะครับมันไม่ได้

310
00:13:42,021 --> 00:13:44,375
ยังไม่มีเครื่องสแกนสมองนะครับ

311
00:13:44,392 --> 00:13:45,923
ในอดีตเขาก็

312
00:13:46,051 --> 00:13:46,469

313
00:13:46,762 --> 00:13:51,115
การที่เขาจะเสนอทฤษฎีการเรียนรู้ขึ้นมามันก็ผ่านการ

314
00:13:51,501 --> 00:13:55,763
ทดลองผ่านการสังเกตเหมือนกันนะครับแต่ว่า

315
00:13:56,502 --> 00:14:02,360
แรกเริ่มเลยนะครับเดี๋ยวผมมาดูว่าแล้วทฤษฎีการเรียนรู้มันมีกี่

316
00:14:02,202 --> 00:14:02,959

317
00:14:03,223 --> 00:14:04,303
วันนี้

318
00:14:04,961 --> 00:14:05,644

319
00:14:05,922 --> 00:14:06,929
เป็นกลุ่ม

320
00:14:07,071 --> 00:14:08,675
เป็น 5 กลุ่มหลักๆ

321
00:14:08,922 --> 00:14:09,932
นะครับ

322
00:14:09,880 --> 00:14:14,273
กลุ่มแรกก็คือกลุ่มพฤติกรรมนิยมนะครับหรือว่ากลุ่ม

323
00:14:14,311 --> 00:14:16,420
capitalism

324
00:14:17,121 --> 00:14:18,647
พรุ่งนี้ก็จะมี

325
00:14:18,981 --> 00:14:21,673
หลายทฤษฎีนะครับส่วนใหญ่เราจะ

326
00:14:21,681 --> 00:14:25,458
เรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ

327
00:14:26,351 --> 00:14:30,926
อาจจะเคยได้ยินพับล้อใช่ไหมครับกินเนอะใช่ไหมครับ

328
00:14:31,221 --> 00:14:31,780

329
00:14:31,731 --> 00:14:31,938

330
00:14:32,501 --> 00:14:35,243
อันนี้เป็นทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยม

331
00:14:35,381 --> 00:14:41,056
ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 2 ก็คือมนุษย์นิยมครับหรือ Human exim

332
00:14:40,892 --> 00:14:41,585

333
00:14:41,721 --> 00:14:45,645
อันนี้ก็จะเป็นทฤษฎีที่อยู่ในที่เราเรียนใน

334
00:14:45,831 --> 00:14:50,684
สาขาจิตวิทยานะครับอาจารย์ไม่สอนซ้ำนะครับ

335
00:14:51,141 --> 00:14:51,953
ซึ่ง

336
00:14:52,101 --> 00:14:56,809
แต่จะเล่าคร่าวๆว่าทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมเนี่ยเขา

337
00:14:57,231 --> 00:14:58,747
เขาศึกษา

338
00:14:58,830 --> 00:15:00,476
อย่างไรครับ

339
00:15:01,451 --> 00:15:04,777
อย่างที่บอกไปว่าในอดีตมันไม่มีเครื่อง

340
00:15:04,721 --> 00:15:04,935

341
00:15:04,852 --> 00:15:10,252
เครื่องที่ช่วยสแกนสมองไม่ได้เห็นพฤติกรรมในสมองว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

342
00:15:10,621 --> 00:15:13,132
แต่ในยุคนั้นเขาทดลองกับสัตว์

343
00:15:13,051 --> 00:15:13,840
ได้ไหมครับ

344
00:15:13,882 --> 00:15:17,762
ยังพักล็อคทดลองกับสุนัขใช่ไหม

345
00:15:17,850 --> 00:15:20,596
พี่เอากระดิ่งมาสั่งแล้วก็สังเกตว่า

346
00:15:20,552 --> 00:15:24,900
แล้วก็เอาผงเนื้อมาล่อแล้วน้ำลายสุนัขก็จะไหลใช่ไหมครับ

347
00:15:25,090 --> 00:15:25,853

348
00:15:25,861 --> 00:15:27,583
เขาเริ่มสังเกต

349
00:15:27,921 --> 00:15:33,456
เขาเริ่มทดลองจากสัตว์นะครับแล้วก็ดูพฤติกรรมของสัตว์ว่ามันแสดงออกอย่างไร

350
00:15:33,740 --> 00:15:38,769
ครับแล้วก็นำมาสรุปข้อมูลแล้วก็เสนอเป็นทฤษฎีการเรียนรู้

351
00:15:38,870 --> 00:15:39,625

352
00:15:39,760 --> 00:15:42,732
ครับแต่มันก็อาจจะไม่

353
00:15:42,771 --> 00:15:48,073
อธิบายทุกอย่างของมนุษย์ไม่ได้เพราะตอนนั้นเขาทดลองกับสัตว์น้อยแต่ตอนนี้เป็นคน

354
00:15:48,281 --> 00:15:48,910

355
00:15:49,441 --> 00:15:49,708

356
00:15:49,690 --> 00:15:53,041
แต่เขาก็ใช้วิธีการทดลองจากจากสัตว์

357
00:15:53,480 --> 00:15:57,326
ซึ่งทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรมนิยมเนี่ยเขา

358
00:15:57,251 --> 00:16:02,784
เอามาใช้ในแวดวงการศึกษานะครับเพื่อนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ

359
00:16:02,960 --> 00:16:06,163
ของเด็กนักเรียนของเราของผู้เรียนของเรา

360
00:16:06,160 --> 00:16:06,587

361
00:16:06,481 --> 00:16:06,994

362
00:16:08,470 --> 00:16:14,617
ส่วนพฤติกรรมในกลุ่มที่ 2 กลุ่ม Human Nature เนี่ยก็จะเป็นทฤษฎีที่

363
00:16:14,740 --> 00:16:18,712
ศึกษาถึงเกี่ยวกับด้านอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์

364
00:16:18,720 --> 00:16:19,347

365
00:16:20,001 --> 00:16:20,807
แล้ว

366
00:16:21,150 --> 00:16:25,254
เขาก็จะจัดสภาวะการเรียนการสอนให้

367
00:16:25,380 --> 00:16:28,708
เสื้อต่อความต้องการของผู้เรียน

368
00:16:28,901 --> 00:16:29,402

369
00:16:29,541 --> 00:16:30,253
เป็นหลัก

370
00:16:30,440 --> 00:16:33,330
คือตอบสนองความเป็นมนุษย์ให้ได้มากที่สุด

371
00:16:33,449 --> 00:16:36,004
เพื่อให้อยู่ในสภาวะที่

372
00:16:36,201 --> 00:16:38,628
ที่นักเรียนอยากเรียนอยากรู้

373
00:16:38,571 --> 00:16:39,129

374
00:16:39,981 --> 00:16:40,210

375
00:16:40,110 --> 00:16:40,336

376
00:16:40,630 --> 00:16:40,866

377
00:16:40,820 --> 00:16:44,922
วิชาของเราจะมาสนใจใน 3 กลุ่ม

378
00:16:44,920 --> 00:16:46,465
ข้างล่างนะครับ

379
00:16:46,640 --> 00:16:47,781
ก็คือกลุ่ม

380
00:16:47,989 --> 00:16:49,446
ปัญญานิยม

381
00:16:49,530 --> 00:16:51,315
บางทีภาษาไทย

382
00:16:51,320 --> 00:16:54,065
เขาก็จะใช้คำว่าพุทธินิยม

383
00:16:54,400 --> 00:16:55,025

384
00:16:55,159 --> 00:16:57,205
มาจากภาษาอังกฤษคือ

385
00:16:57,220 --> 00:17:02,553
คอสเมติกลิซึ่มนะครับมาจากคำว่าคอร์ปอเรชั่นที่แปลว่าการ

386
00:17:02,470 --> 00:17:04,537
กับการรู้คิด

387
00:17:04,450 --> 00:17:06,292
มีช่าง

388
00:17:06,252 --> 00:17:09,974
แต่อันนี้มันเป็นกลุ่มทฤษฎี

389
00:17:09,901 --> 00:17:13,563
ถ้าเป็นทฤษฎีเนี่ยมันจะลงท้ายอีกซึมนะครับ

390
00:17:13,749 --> 00:17:15,817
ไป SM ซึม

391
00:17:15,990 --> 00:17:17,837
ซึ่งก็คือ

392
00:17:18,100 --> 00:17:18,347

393
00:17:18,290 --> 00:17:20,258
เป็นการ

394
00:17:21,690 --> 00:17:21,957

395
00:17:21,950 --> 00:17:25,209
เกาะติดอยู่ในสิ่งนั้นเหมือนแอลกอฮอล์ลิซึ่มเนี่ย

396
00:17:25,339 --> 00:17:27,779
ใช่ไหมครับก็คือ alcohol + ซึม

397
00:17:27,899 --> 00:17:31,601
เขาก็คือเป็นการเกาะติดอยู่กับแอลกอฮอล์ใช่ไหมครับ

398
00:17:31,489 --> 00:17:33,529
อันนี้ก็เหมือนกันนะครับ

399
00:17:33,670 --> 00:17:34,113

400
00:17:33,920 --> 00:17:36,633
ลงท้ายอีกซึ่งก็คือเรา

401
00:17:36,869 --> 00:17:41,950
หมกมุ่นเกาะติดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นคำอยู่ข้างหน้านะครับ

402
00:17:42,058 --> 00:17:47,498
ก็คือคอมมิชชั่นมาจากการรู้คิดใช่ไหมครับเติมซึ่งเข้าไปก็คือเป็นการ

403
00:17:47,890 --> 00:17:51,874
ผมที่หลงใหลคลั่งไคล้เกาะติดอยู่กับการรู้คิด

404
00:17:51,728 --> 00:17:55,963
เพราะฉะนั้นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิด

405
00:17:55,960 --> 00:17:59,030
นะครับก็จะเป็นทฤษฎีที่จัดอยู่ในกลุ่ม

406
00:17:59,041 --> 00:18:00,718
คอสเมติกลิซึ่ม

407
00:18:00,760 --> 00:18:02,448
เชอรี่

408
00:18:03,139 --> 00:18:03,437

409
00:18:03,519 --> 00:18:08,775
ส่วนทฤษฎีในกลุ่มที่ 4 อันนี้เป็นทฤษฎีร่วมสมัย

410
00:18:08,839 --> 00:18:09,919
ครับพี่

411
00:18:09,921 --> 00:18:12,044
ทุกคนที่เรียน

412
00:18:12,489 --> 00:18:13,305

413
00:18:13,709 --> 00:18:20,536
เรียนทางการศึกษาจำเป็นต้องรู้จักทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองหรือ

414
00:18:20,369 --> 00:18:20,655

415
00:18:20,629 --> 00:18:22,218
คอนสตรัคติวิซึม

416
00:18:22,289 --> 00:18:27,453
คำนี้ต้องอยู่ในจิตใจของเราทุกคนนะครับ

417
00:18:27,549 --> 00:18:29,413
การเป็นครูนะครับ

418
00:18:29,980 --> 00:18:30,468

419
00:18:30,430 --> 00:18:37,744
ถึงแม้ว่ามันจะถูกค้นพบแล้วก็เผยแพร่มานานแล้วแต่ว่าทุกวันนี้มันก็ยัง

420
00:18:37,989 --> 00:18:44,106
เป็นที่นิยมที่นำมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับผู้เรียนอยู่

421
00:18:44,328 --> 00:18:47,406
สัตว์จึงเรียกว่าทฤษฎีร่วมสมัย

422
00:18:47,849 --> 00:18:48,479

423
00:18:48,559 --> 00:18:54,073
อดีตก็ยังใช้อยู่ปัจจุบันก็มีการใช้อยู่ก็คือร่วมสมัยกับปัจจุบัน

424
00:18:54,519 --> 00:18:55,135

425
00:18:55,349 --> 00:18:55,624

426
00:18:56,119 --> 00:18:56,378

427
00:18:57,270 --> 00:18:57,512

428
00:18:57,719 --> 00:18:58,597
ซึ่ง

429
00:18:58,929 --> 00:18:59,219

430
00:19:00,478 --> 00:19:00,736

431
00:19:00,989 --> 00:19:03,590
ที่นี้สำหรับ

432
00:19:04,379 --> 00:19:14,287
จริงๆมันก็จัดอยู่ในกลุ่มทฤษฎีร่วมสมัยนะครับแต่ว่าอาจารย์ดึงออกมาเป็นไว้อีกในกลุ่มนึงของตัวมันเร็วๆนะครับเพราะว่า

433
00:19:14,179 --> 00:19:16,894
อยากเน้นย้ำให้นักศึกษาในยาม

434
00:19:16,999 --> 00:19:17,691
อยาก

435
00:19:18,030 --> 00:19:20,666
ให้รู้จักกับมันจริงๆนะครับ

436
00:19:22,059 --> 00:19:26,624
ส่วนทฤษฎีร่วมสมัยอย่างที่บอกว่ามันเป็นที่ดีที่อดีต

437
00:19:26,609 --> 00:19:30,391
ใช้อยู่ปัจจุบันก็ยังใช้อยู่นะครับก็จะมีทฤษฎี

438
00:19:30,389 --> 00:19:30,628

439
00:19:30,578 --> 00:19:34,886
ในกลุ่มคอนสตรัคชั่นนิสซึ่มกับ multiple intelligence

440
00:19:34,878 --> 00:19:35,504

441
00:19:35,639 --> 00:19:38,455
วันนี้เราน่าจะรู้จัก multiple intelligence เนาะ

442
00:19:38,908 --> 00:19:42,490
สวัสดีพหุปัญญา Nova มนุษย์เรามี

443
00:19:42,559 --> 00:19:45,891
ความสามารถอยู่หลายด้านได้ไหมครับ

444
00:19:45,958 --> 00:19:49,613
ไม่ได้มีเพียงแค่ด้านคำนวณกับด้านภาษาเท่านั้น

445
00:19:49,738 --> 00:19:52,491
ครับแต่จริงๆมันมีอย่างน้อย 8 ด้าน

446
00:19:52,678 --> 00:19:53,793

447
00:19:54,028 --> 00:19:55,369
ไปดูกันนะครับ

448
00:19:55,949 --> 00:20:00,574
ทฤษฎีหนึ่งที่อาจารย์เอามาสอนให้กับเราในกลุ่ม

449
00:20:00,688 --> 00:20:03,826
ทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมสมัยก็คือทฤษฎี

450
00:20:03,958 --> 00:20:05,690
Maleficent

451
00:20:05,877 --> 00:20:07,337
Connect แปลว่า

452
00:20:07,678 --> 00:20:09,391
แปลว่าอะไรครับคนนี้

453
00:20:09,528 --> 00:20:09,958

454
00:20:09,848 --> 00:20:12,352
เชื่อมต่อเชื่อมโยงใช่ไหมครับ

455
00:20:12,798 --> 00:20:18,063
อันนี้ก็เป็นทฤษฎีที่ใช้ในการเชื่อมต่อเชื่อมโยงองค์ความรู้ของมนุษย์

456
00:20:17,989 --> 00:20:21,953
ครับเดี๋ยวเราค่อยดูในรายละเอียดไปทีละชิ้นจะดีนะครับ

457
00:20:22,088 --> 00:20:22,530

458
00:20:23,368 --> 00:20:28,414
อันนี้อาจารย์จะไม่พูดเนาะเดี๋ยวเราเรียนในวิชาจิตวิทยาอยู่แล้วนะครับ

459
00:20:28,808 --> 00:20:29,317

460
00:20:31,378 --> 00:20:31,617

461
00:20:32,657 --> 00:20:32,951

462
00:20:32,918 --> 00:20:38,554
อันนี้เป็นดินเนอร์ใช่ไหมครับที่จะดีของสกินเนอร์เราเรียกว่าสกินเนอร์บล็อกนะครับ

463
00:20:38,428 --> 00:20:39,193
เราก็

464
00:20:39,258 --> 00:20:41,098
สังเกตพฤติกรรมของหนู

465
00:20:41,047 --> 00:20:41,568

466
00:20:44,438 --> 00:20:44,727

467
00:20:45,660 --> 00:20:49,209
มาสโลว์ธอร์นไดค์อันนี้เราต้องได้เรียนแน่ๆนะครับ

468
00:20:49,119 --> 00:20:49,406

469
00:20:49,378 --> 00:20:49,995

470
00:20:50,017 --> 00:20:50,439

471
00:20:50,148 --> 00:20:51,567
นาทีนี้เรา

472
00:20:51,557 --> 00:20:51,850

473
00:20:51,748 --> 00:20:54,300
มาดูของเราทฤษฎีในกลุ่ม

474
00:20:54,368 --> 00:20:54,819

475
00:20:54,567 --> 00:20:56,599
ปัญญานิยมนะครับ

476
00:20:56,557 --> 00:20:57,339
หรือ

477
00:20:57,387 --> 00:20:59,516
คอสเมติกลิซึ่ม

478
00:20:59,628 --> 00:21:02,236
ทฤษฎีนี้มุ่งศึกษา

479
00:21:02,638 --> 00:21:02,870

480
00:21:02,957 --> 00:21:06,170
กลไกของสมองนะครับว่า

481
00:21:06,228 --> 00:21:10,445
กระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์เราเกิดขึ้นได้อย่างไร

482
00:21:10,447 --> 00:21:11,023

483
00:21:11,867 --> 00:21:12,276

484
00:21:11,997 --> 00:21:12,443

485
00:21:13,398 --> 00:21:16,529
การเรียนรู้ของเราจะเกิดขึ้นเมื่อมี

486
00:21:16,667 --> 00:21:17,036

487
00:21:17,238 --> 00:21:19,732
สิ่งกระตุ้นนะครับอันนี้คือ

488
00:21:19,878 --> 00:21:24,043
ตรีมูรติหรือสิวลีอันนี้คือสิ่งกระตุ้นนะครับ

489
00:21:23,837 --> 00:21:28,082
สิ่งกระตุ้นก็คือสารสนเทศหรือข้อมูลต่างๆที่รอ

490
00:21:28,077 --> 00:21:31,468
มันเข้ามาทางประสาทสัมผัสของเราอาจจะ

491
00:21:31,597 --> 00:21:36,292
ทางหูทางตาทางจมูกทางลิ้นทางมือทางเท้า

492
00:21:36,527 --> 00:21:38,052
ทุกอย่างเลยนะครับ

493
00:21:38,127 --> 00:21:40,503
สิ่งกระตุ้นที่มันอยู่ภายนอก

494
00:21:40,557 --> 00:21:43,059
แล้วมามากระทบเรา

495
00:21:42,997 --> 00:21:45,169
ผ่านประสาทสัมผัสด้านต่างๆ

496
00:21:45,367 --> 00:21:50,091
ครับเราเรียกว่าสิ่งกระตุ้นอย่างเนี้ยอาจารย์กำลัง

497
00:21:50,297 --> 00:21:51,952
บรรยายให้เราฟัง

498
00:21:52,228 --> 00:21:55,696
นะครับอาจารย์ก็เสียงของอาจารย์ก็จะกลายเป็น

499
00:21:55,808 --> 00:21:59,088
สิ่งกระตุ้นหรือสิ่งเร้านะครับก็คืออันนี้

500
00:21:59,197 --> 00:21:59,829

501
00:22:00,236 --> 00:22:01,245
ก็คืออันนี้

502
00:22:01,707 --> 00:22:02,270

503
00:22:02,797 --> 00:22:04,064
พ่อมัน

504
00:22:04,077 --> 00:22:09,051
สิ่งกระตุ้นมามาส่งไปที่ประสาทสัมผัสของเรานะครับ

505
00:22:09,327 --> 00:22:10,734
ประสาทสัมผัสของเรา

506
00:22:10,677 --> 00:22:12,151
ถ้าเราได้ยินเสียง

507
00:22:12,336 --> 00:22:16,329
centrally ก็เกิดขึ้นจากการได้ยินใช่ไหมครับ

508
00:22:16,637 --> 00:22:17,503
ถ้า

509
00:22:17,788 --> 00:22:18,022

510
00:22:17,977 --> 00:22:22,646
เราอ่านข้อความที่อยู่ในสไลด์อาจารย์ด้วยนะครับ

511
00:22:22,777 --> 00:22:26,832
กระตุ้นตรงนี้มันก็จะเป็นข้อความด้วยนะครับแสดงว่า

512
00:22:26,817 --> 00:22:29,045
สิ่งกระตุ้นตอนนี้ส่งไปยัง

513
00:22:29,056 --> 00:22:32,754
นักศึกษาเนี่ยมีหลายอย่างนะครับไปพร้อมกัน

514
00:22:32,907 --> 00:22:33,429

515
00:22:33,607 --> 00:22:33,832

516
00:22:33,867 --> 00:22:34,109

517
00:22:34,317 --> 00:22:39,242
ทีนี้พอมันส่งไปถึงตัวเรานะครับมันก็จะมีตรง

518
00:22:39,437 --> 00:22:40,193

519
00:22:40,266 --> 00:22:43,790
ประสาทสัมผัสรับข้อมูลมานะครับแล้ว

520
00:22:44,497 --> 00:22:47,967
เขาเรียกว่า sensory Memory นะครับเป็นการ

521
00:22:48,015 --> 00:22:52,946
เป็นการจดจำที่เกิดจากการรับข้อมูลเข้าไปครับ

522
00:22:53,657 --> 00:22:58,613
เป็นส่วนที่จดจำแต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าตรงนี้มันอยู่ตรงไหนนะครับแต่ว่า

523
00:22:58,657 --> 00:23:02,652
ร่างกายของเราจะเกิดกลไกการ

524
00:23:02,756 --> 00:23:04,614
จดจำจาก

525
00:23:04,796 --> 00:23:07,809
ประสาทสัมผัสที่รับข้อมูลเข้าไป

526
00:23:07,816 --> 00:23:08,387

527
00:23:08,716 --> 00:23:09,027

528
00:23:09,095 --> 00:23:13,241
อ้าวพ่อรับเข้าไปแล้วเกิดการจดจำแล้ว

529
00:23:13,256 --> 00:23:19,541
มันจะมี 2 ทางที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นนะครับตัวบุคคล

530
00:23:19,596 --> 00:23:21,705
หรือตัวนักศึกษา

531
00:23:21,966 --> 00:23:26,774
ไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนี้หรือสิ่งเร้านี้

532
00:23:26,906 --> 00:23:27,536

533
00:23:27,676 --> 00:23:28,373
หาก

534
00:23:28,566 --> 00:23:30,938
เราไม่สนใจเราจะ

535
00:23:32,157 --> 00:23:34,200
กกคืออะไรเอ่ย

536
00:23:34,206 --> 00:23:34,505

537
00:23:34,467 --> 00:23:38,620
forget for God ก็คือลืมใช่ไหมครับ

538
00:23:38,506 --> 00:23:41,955
ถ้าเราไม่สนใจในสิ่งกระตุ้นนั้น

539
00:23:42,026 --> 00:23:42,791
นะครับ

540
00:23:43,366 --> 00:23:48,867
ข้อมูลที่ส่งมายัง sensory Memory ถ้าเราไม่สนใจเราจะลืมเลย

541
00:23:48,755 --> 00:23:52,001
ลืมไปเลยไม่เกิดการเรียนรู้

542
00:23:51,886 --> 00:23:54,769
เพราะชั่วโมงที่แล้วบอกแล้วว่าการเรียนรู้

543
00:23:54,767 --> 00:23:55,663
มันจะ

544
00:23:55,605 --> 00:23:58,161
เราจะเรียกว่าการเรียนรู้ก็ต่อเมื่อ

545
00:23:58,425 --> 00:24:02,263
มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวรใช่ไหมครับ

546
00:24:02,397 --> 00:24:07,268
เพราะตอนนี้ถ้ามันลืมปุ๊บเนี่ยมันไม่เกิดแน่ๆนะครับ

547
00:24:07,396 --> 00:24:07,630

548
00:24:07,966 --> 00:24:13,034
ต่อมาหากเรามีความสนใจ

549
00:24:12,965 --> 00:24:14,763
กับสิ่งกระตุ้นนี้

550
00:24:14,755 --> 00:24:15,463

551
00:24:17,195 --> 00:24:20,339
ข้อมูลที่อยู่ในเซ็นจูรี่ memory

552
00:24:20,845 --> 00:24:24,056
มันจะถูกส่งมายัง working Memory

553
00:24:24,685 --> 00:24:25,193

554
00:24:25,395 --> 00:24:25,705

555
00:24:26,285 --> 00:24:26,577

556
00:24:26,475 --> 00:24:26,695

557
00:24:27,375 --> 00:24:32,529
ความรู้ของเรานะครับมันจะสูงส่งผ่านมายังความจำปฏิบัติการ

558
00:24:32,754 --> 00:24:36,062
ความจำปฏิบัติการหรือ working Memory

559
00:24:36,155 --> 00:24:36,422

560
00:24:36,286 --> 00:24:37,039
นะครับ

561
00:24:37,185 --> 00:24:42,957
working Memory นี้ก็ยังไม่ได้เป็นความจำที่อยู่กับเราอย่างยาวนาน

562
00:24:42,874 --> 00:24:45,531
กลับยังไม่อยู่กับเราอย่างยาวนาน

563
00:24:45,766 --> 00:24:46,391

564
00:24:46,854 --> 00:24:47,146

565
00:24:47,235 --> 00:24:47,663

566
00:24:47,755 --> 00:24:53,907
แปลว่าหากเราสามารถส่งผ่านความรู้จาก sensory Memory

567
00:24:54,035 --> 00:24:56,584
มายัง working Memory แล้ว

568
00:24:56,655 --> 00:25:01,277
เราจะสามารถเอาความรู้เหล่านั้นไปใช้ในการ

569
00:25:01,594 --> 00:25:01,846

570
00:25:01,715 --> 00:25:05,661
ทำการทุกสิ่งทุกอย่างได้อาจจะไปทำแบบฝึกหัด

571
00:25:05,815 --> 00:25:10,098
อาจจะเอาไปอธิบายให้เพื่อนฟังนะครับหรือ

572
00:25:10,305 --> 00:25:16,088
เอาไปประยุกต์ใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์นั่นนู่นนี่เอาไปทำประโยชน์ต่อได้

573
00:25:16,445 --> 00:25:17,059

574
00:25:17,285 --> 00:25:22,538
หากเราสามารถนำข้อมูลมาไว้อย่าง working Memory ได้แล้ว

575
00:25:22,914 --> 00:25:23,444

576
00:25:25,674 --> 00:25:26,759
ที่นี้

577
00:25:26,956 --> 00:25:27,235

578
00:25:27,725 --> 00:25:34,404
อย่างที่บอกว่า working Memory มันก็ยังไม่ใช่ความจำระยะยาวที่จะอยู่ติดตัวของเราอย่างยาวนาน

579
00:25:34,394 --> 00:25:35,018

580
00:25:35,225 --> 00:25:37,574
เราต้องมีวิธีการ

581
00:25:37,525 --> 00:25:40,292
วิธีการอย่างใดอย่างนึง

582
00:25:40,404 --> 00:25:41,873
ที่เราเรียกว่า

583
00:25:42,334 --> 00:25:44,054
เป็นโค้ช

584
00:25:44,385 --> 00:25:47,278
End Code ก็คือการเข้ารหัสครับ

585
00:25:47,264 --> 00:25:49,110
เราต้องมีวิธีการ

586
00:25:49,054 --> 00:25:49,299

587
00:25:49,436 --> 00:25:52,452
แปลงจาก working Memory ให้มัน

588
00:25:52,584 --> 00:25:53,942
เอามากัดเก่ง

589
00:25:53,863 --> 00:25:56,611
ไว้ใน long term Memory ให้ได้

590
00:25:56,616 --> 00:25:57,137

591
00:25:57,634 --> 00:26:00,771
long term Memory คือความจำระยะยาว

592
00:26:00,915 --> 00:26:01,428

593
00:26:01,424 --> 00:26:01,717

594
00:26:02,125 --> 00:26:04,935
เมื่อใดก็ตามที่องค์ความรู้

595
00:26:04,874 --> 00:26:08,606
มันถูกส่งผ่านไปยัง long term Memory ได้แล้ว

596
00:26:08,794 --> 00:26:14,641
ตอนนี้แหละมันจะอยู่กับเราอย่างยาวนานเลยเราจะไม่ลืมนะครับมันจะอยู่กับเราเป็น

597
00:26:14,494 --> 00:26:15,117

598
00:26:15,513 --> 00:26:16,149

599
00:26:16,925 --> 00:26:17,200

600
00:26:17,634 --> 00:26:20,724
แล้วเอ็งโค้ดยิ่งจะทำยังไงล่ะ

601
00:26:20,515 --> 00:26:21,210

602
00:26:21,405 --> 00:26:26,218
จะทำอย่างไรถึงจะสามารถแปลงจาก working Memory มายัง

603
00:26:26,214 --> 00:26:28,256
long term Memory ได้

604
00:26:28,775 --> 00:26:29,414
ครับ

605
00:26:29,474 --> 00:26:32,943
วันนี้ไม่มีใครรู้ว่า

606
00:26:33,323 --> 00:26:33,577

607
00:26:33,454 --> 00:26:35,433
วิธีการใด

608
00:26:35,824 --> 00:26:39,549
มันเป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละบุคคล

609
00:26:39,734 --> 00:26:42,821
อันนี้ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล

610
00:26:42,812 --> 00:26:43,521
นะครับ

611
00:26:43,444 --> 00:26:43,681

612
00:26:43,704 --> 00:26:47,572
บางคนใช้วิธีการเล่นโค้ดดิ้งจากการ

613
00:26:47,874 --> 00:26:50,407
แต่งเป็นเพลงแล้วก็จดจำ

614
00:26:50,684 --> 00:26:52,593
บางคนอาจจะทำ

615
00:26:53,373 --> 00:26:58,559
แปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปของนายแบบให้มันจำง่ายเห็นภาพได้

616
00:26:59,074 --> 00:27:03,906
ได้ครอบคลุมได้ง่ายขึ้นบางคนอาจจะใช้สีสันเป็น

617
00:27:04,144 --> 00:27:08,362
แทนตัวอักษรเพื่อให้เป็นโค้ชยิ่งได้ง่ายขึ้น

618
00:27:09,774 --> 00:27:17,757
แต่มีวิธีการนึงที่ที่ง่ายที่สุดก็ไม่เชิงว่าง่ายแต่เป็นวิธีการหนึ่งที่ได้ผลแน่ๆ

619
00:27:18,033 --> 00:27:20,364
เรารู้ไหมว่าทำยังไง

620
00:27:21,694 --> 00:27:22,120

621
00:27:23,103 --> 00:27:24,047
รู้ไหมครับ

622
00:27:24,196 --> 00:27:29,325
วิธีการหนึ่งที่เป็นวิธีการที่มันเกิดขึ้นได้แน่ๆในการเป็นโค้ช

623
00:27:29,122 --> 00:27:33,662
ที่เราจะสามารถแปลงจาก working Memory ไปยัง long term Memory

624
00:27:35,014 --> 00:27:35,297

625
00:27:35,464 --> 00:27:35,937

626
00:27:35,974 --> 00:27:39,248
ชั่วโมงที่แล้วมีใครจำได้ไหมว่า

627
00:27:39,754 --> 00:27:43,147
การที่เราจะจำอะไรได้นานๆเนี่ยตรงเซลล์

628
00:27:43,473 --> 00:27:45,707
เซลล์ประสาทของเรา

629
00:27:46,033 --> 00:27:50,447
สงสัยเน็ตที่มันเชื่อมต่อกันระหว่างแอกซอนกับเดนไดรต์

630
00:27:50,262 --> 00:27:50,557

631
00:27:50,643 --> 00:27:50,894

632
00:27:50,773 --> 00:27:53,282
ถ้ามันเชื่อมต่อกันได้อย่างแข็งแรง

633
00:27:53,212 --> 00:27:54,304
รับข้อมูล

634
00:27:54,493 --> 00:27:58,017
มันก็จะส่งผ่านข้อมูลได้ง่ายขึ้นแล้วก็จะจำได้ดี

635
00:27:58,143 --> 00:28:00,165
เราจำได้ไหมว่า

636
00:28:00,443 --> 00:28:02,942
วิธีการใดถึงจะทำให้ตรง

637
00:28:03,014 --> 00:28:05,810
สงสัยแบบนั้นมันต่อไปอย่างแข็งแรง

638
00:28:08,394 --> 00:28:09,919
อาทิตย์ที่แล้ว

639
00:28:10,313 --> 00:28:10,673

640
00:28:10,633 --> 00:28:13,716
ก็คือการทำซ้ำๆนะครับ

641
00:28:13,963 --> 00:28:16,513
การทำซ้ำซ้ำจะช่วยให้

642
00:28:16,593 --> 00:28:18,942
ตำแหน่ง sinus

643
00:28:18,832 --> 00:28:19,579

644
00:28:19,993 --> 00:28:20,229

645
00:28:23,633 --> 00:28:23,887

646
00:28:24,663 --> 00:28:24,897

647
00:28:25,563 --> 00:28:26,376

648
00:28:27,034 --> 00:28:29,531
ตรงที่อาจารย์วงกลมเอาไว้

649
00:28:29,792 --> 00:28:31,313
ตรงเนี้ย

650
00:28:31,713 --> 00:28:38,769
เวลามันส่งผ่านมันจะส่งเข้าเวร Drive ใช่ไหมครับแล้วออกมาเอกซเรย์แล้วก็มาต่อที่เดนไดรต์ของเซลล์สัตว์

651
00:28:38,562 --> 00:28:39,186

652
00:28:39,843 --> 00:28:40,411

653
00:28:40,672 --> 00:28:40,968

654
00:28:40,993 --> 00:28:41,691
มัน

655
00:28:41,633 --> 00:28:44,651
เปรียบเสมือนเส้นทางในการส่งผ่านข้อมูล

656
00:28:44,653 --> 00:28:44,872

657
00:28:44,973 --> 00:28:46,418
ถ้าเราอยาก

658
00:28:46,513 --> 00:28:49,669
ชำนาญอะไรหรือจำอะไรได้นานๆเนี่ย

659
00:28:49,582 --> 00:28:49,851

660
00:28:49,902 --> 00:28:52,210
สงสัยเน็ตตรงนี้มันต้อง

661
00:28:52,533 --> 00:28:54,141
ต่อกันให้มันแน่น

662
00:28:54,453 --> 00:28:58,061
เมื่อใดก็ตามที่มันหลุดเราก็จะลืมนะครับ

663
00:28:58,552 --> 00:29:02,733
ถนนมันขาดไปแล้วมันส่งผ่านข้อมูลหากันไม่ได้

664
00:29:02,973 --> 00:29:03,548

665
00:29:03,873 --> 00:29:08,874
เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้ใส่เน็ตเนี่ยมันต่อกันอย่างแข็งแรง

666
00:29:08,673 --> 00:29:12,473
ซึ่งการทำให้มันต่อกันอย่างแข็งแรงเนี่ย

667
00:29:12,452 --> 00:29:15,921
เราจะใช้วิธีการทำซ้ำๆนะครับ

668
00:29:15,983 --> 00:29:17,856
คำซ้ำคำซ้ำ

669
00:29:18,092 --> 00:29:22,976
ร่างกายของเราจะรู้ว่าถนนเส้นนี้มันยังใช้อยู่

670
00:29:23,032 --> 00:29:25,303
ครับมันก็จะต่อกันเอาไว้อยู่

671
00:29:25,712 --> 00:29:32,046
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่ทำสิ่งนั้นแล้วเป็นระยะเวลาที่ยาวนานระยะหนึ่ง

672
00:29:32,193 --> 00:29:32,820

673
00:29:33,403 --> 00:29:39,250
ร่างกายของเราจะรับรู้ว่าถนนเส้นนี้เราไม่ได้ใช้งานมันแล้ว

674
00:29:39,813 --> 00:29:40,374

675
00:29:40,322 --> 00:29:43,223
มันสมองก็จะถูกสั่งให้ตัดออก

676
00:29:43,523 --> 00:29:44,059

677
00:29:44,162 --> 00:29:47,893
เพราะว่าพื้นที่ในสมองเรามันมีจำกัดใช่ไหมครับ

678
00:29:48,143 --> 00:29:48,955
เราจะ

679
00:29:48,912 --> 00:29:52,769
ช่างถนนเส้นใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆไม่ได้นะครับมันเต็ม

680
00:29:52,751 --> 00:29:55,565
ต้องตัดออกอันไหนไม่ใช้ต้องตัดออก

681
00:29:55,502 --> 00:29:56,028

682
00:29:56,342 --> 00:29:57,624
เพราะฉะนั้น

683
00:29:58,072 --> 00:29:58,477

684
00:29:58,392 --> 00:29:58,683

685
00:29:58,642 --> 00:30:00,707
การ n โค้ดดิ้ง

686
00:30:00,882 --> 00:30:02,925
นะครับการเอ็นโค้ดดิ้ง

687
00:30:05,562 --> 00:30:05,794

688
00:30:05,691 --> 00:30:06,392

689
00:30:06,521 --> 00:30:10,001
การ End โค้ดดิ้งหรือการเข้ารหัสเพื่อน

690
00:30:09,791 --> 00:30:14,759
นำข้อมูลจาก working Memory มายัง long term Memory ได้เนี่ย

691
00:30:14,662 --> 00:30:14,915

692
00:30:15,173 --> 00:30:15,445

693
00:30:15,752 --> 00:30:19,105
วิธีการกินง่ายที่สุดเลยของแต่ละคนก็คือ

694
00:30:19,652 --> 00:30:23,001
ทองหรือทำซ้ำๆซ้ำๆ

695
00:30:23,242 --> 00:30:26,331
ครับเดี๋ยวมันจะมาถึง long term Memory ได้

696
00:30:26,382 --> 00:30:28,160
แต่ถ้าคน

697
00:30:28,113 --> 00:30:36,277
เรามีความถนัดด้วยวิธีการอื่นก็ทำได้นะครับไม่ได้หมายความว่าต้องทำด้วยการทำซ้ำอย่างเดียวขึ้นอยู่กับความถนัดของเรา

698
00:30:36,502 --> 00:30:36,901

699
00:30:38,172 --> 00:30:38,446

700
00:30:38,302 --> 00:30:38,544

701
00:30:38,681 --> 00:30:39,767
ที่นี้

702
00:30:39,771 --> 00:30:43,084
พอมันอยู่ในรองเธอ Memory แล้วนะครับ

703
00:30:43,671 --> 00:30:43,975

704
00:30:44,511 --> 00:30:46,743
เราสามารถดึง

705
00:30:47,272 --> 00:30:47,827

706
00:30:48,031 --> 00:30:56,580
เราสามารถดีไซน์อันนี้คือดึงกลับเข้ามาได้เมื่อไหร่ก็ตามที่เราต้องการที่จะใช้ข้อมูลชุดนี้มาสร้าง

707
00:30:57,392 --> 00:30:59,829
มาใช้ประโยชน์อะไรสักอย่าง

708
00:31:00,201 --> 00:31:01,339
สมมุติว่า

709
00:31:01,361 --> 00:31:04,164
เราเองโคตรยิ่งวันนี้เสร็จแล้ว

710
00:31:04,181 --> 00:31:08,898
ความรู้เหล่านั้นมันอยู่ในรองเธอ Memory เราแล้วผ่านไปสัปดาห์หน้า

711
00:31:08,792 --> 00:31:09,386
กลับ

712
00:31:09,431 --> 00:31:11,229
มีอาจารย์สั่ง

713
00:31:11,481 --> 00:31:13,267
งานให้เราทำ

714
00:31:13,341 --> 00:31:17,713
ซึ่งงานชิ้นนั้นมันต้องได้ใช้ความรู้ที่อยู่ในรองเท้า Memory

715
00:31:17,561 --> 00:31:22,072
เราสามารถดึงมันกลับมาแล้วก็เอามาทำงานส่งอาจารย์ได้

716
00:31:22,311 --> 00:31:22,748

717
00:31:23,071 --> 00:31:26,823
สามารถดึงหรือเรียกกลับมันมาใช้ได้ตลอดเวลา

718
00:31:26,991 --> 00:31:31,102
ครับหากเราสามารถเอาข้อมูลไปไว้ยัง

719
00:31:31,151 --> 00:31:35,903
long term Memory ได้กับหรือความจำระยะยาวได้แล้ว

720
00:31:36,472 --> 00:31:39,434
เราสามารถดึงกลับมาแล้วเอามาใช้ประโยชน์

721
00:31:40,111 --> 00:31:41,121
ได้เลย

722
00:31:41,071 --> 00:31:41,580

723
00:31:41,522 --> 00:31:41,952

724
00:31:42,491 --> 00:31:42,967

725
00:31:43,261 --> 00:31:48,444
แต่ถ้าเราเอาข้อมูลไว้ working Memory แต่เราไม่สามารถ

726
00:31:48,441 --> 00:31:54,361
ส่งผ่านมายัง long term Memory ถ้าเราไม่สามารถทำให้มันมายัง long term Memory ได้

727
00:31:54,400 --> 00:31:55,422
เราก็

728
00:31:55,360 --> 00:31:57,141
ลืมได้เหมือนกัน

729
00:31:57,151 --> 00:31:57,798

730
00:31:57,861 --> 00:32:00,194
มันก็จะเกิดการลืมได้เหมือนกัน

731
00:32:00,231 --> 00:32:00,557

732
00:32:00,682 --> 00:32:00,963

733
00:32:01,132 --> 00:32:01,756

734
00:32:01,711 --> 00:32:03,542
เพราะฉะนั้น

735
00:32:03,501 --> 00:32:07,666
ตรงเอ็นโค้ดเดอร์งานสำคัญนะครับเราต้องหาวิธีการ

736
00:32:07,469 --> 00:32:08,428
ของเรา

737
00:32:08,750 --> 00:32:10,111
เพื่อแปลงจาก

738
00:32:10,030 --> 00:32:13,801
ความจำระดับปฏิบัติการมายังความจำ

739
00:32:13,810 --> 00:32:15,274
ระยะยาว

740
00:32:15,290 --> 00:32:16,252
ไม่ได้

741
00:32:16,310 --> 00:32:17,185

742
00:32:17,150 --> 00:32:17,622

743
00:32:17,981 --> 00:32:18,265

744
00:32:18,231 --> 00:32:18,495

745
00:32:18,491 --> 00:32:24,475
อันนี้ก็เป็นคำอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของของสมอง

746
00:32:24,641 --> 00:32:25,354

747
00:32:26,181 --> 00:32:30,542
เราเรียกว่าทฤษฎี information processing theory

748
00:32:30,590 --> 00:32:34,825
ทฤษฎีกระบวนการทางสมองในการประมวลข้อมูล

749
00:32:34,952 --> 00:32:35,409

750
00:32:36,871 --> 00:32:37,124

751
00:32:37,260 --> 00:32:37,728

752
00:32:37,510 --> 00:32:37,915

753
00:32:37,771 --> 00:32:38,151

754
00:32:38,090 --> 00:32:38,715

755
00:32:38,672 --> 00:32:38,915

756
00:32:38,921 --> 00:32:39,434

757
00:32:39,700 --> 00:32:39,999

758
00:32:39,951 --> 00:32:40,196

759
00:32:40,150 --> 00:32:40,378

760
00:32:41,170 --> 00:32:41,460

761
00:32:41,491 --> 00:32:41,756

762
00:32:41,679 --> 00:32:41,972

763
00:32:42,002 --> 00:32:42,253

764
00:32:42,191 --> 00:32:42,419

765
00:32:42,390 --> 00:32:42,605

766
00:32:42,580 --> 00:32:42,808

767
00:32:42,710 --> 00:32:43,593

768
00:32:44,051 --> 00:32:46,411
ทฤษฎีต่อมานะครับ

769
00:32:46,419 --> 00:32:52,671
ก็คือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองหรือว่าคอนสตรัคติวิซึมเทียรี่

770
00:32:53,270 --> 00:32:53,908

771
00:32:54,870 --> 00:32:55,168

772
00:32:55,190 --> 00:32:59,303
ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

773
00:32:59,809 --> 00:33:02,120
พี่บอกว่าอันนี้สำคัญทุกคน

774
00:33:02,370 --> 00:33:03,725
จำเป็นต้องรู้จัก

775
00:33:03,710 --> 00:33:04,285

776
00:33:06,092 --> 00:33:06,344

777
00:33:06,350 --> 00:33:11,576
ทฤษฎีนี้มันเกิดขึ้นจากการรวมเอา 2 ทฤษฎีเข้าด้วยกัน

778
00:33:11,660 --> 00:33:13,494
เกิดจากความ 2 ทฤษฎี

779
00:33:13,520 --> 00:33:13,765

780
00:33:13,969 --> 00:33:14,237

781
00:33:14,420 --> 00:33:14,708

782
00:33:15,191 --> 00:33:15,465

783
00:33:15,510 --> 00:33:22,142
ทฤษฎีแรกที่เขารวมมาก็คือทฤษฎีพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของเพียเจต์

784
00:33:22,490 --> 00:33:25,848
อันนี้นักศึกษาก็น่าจะรู้จัก

785
00:33:26,390 --> 00:33:29,092
ทฤษฎีที่ 2 ที่เอามารวม

786
00:33:29,670 --> 00:33:30,352

787
00:33:30,370 --> 00:33:33,415
วันนี้เราอาจจะไม่ค่อยคุ้นจากชื่อนะครับ

788
00:33:33,570 --> 00:33:36,922
พัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของวัยก๊อตจิ

789
00:33:37,289 --> 00:33:37,791

790
00:33:37,740 --> 00:33:39,819
อาจจะคุ้นหรือไม่คุ้นแต่คิดว่า

791
00:33:39,790 --> 00:33:41,896
ไม่ค่อยน่าจะคุยในนี้

792
00:33:42,410 --> 00:33:43,375
ไม่ค่อยมี

793
00:33:43,429 --> 00:33:46,711
รู้จักกันนะครับแต่ส่วนใหญ่จะรู้จักพี่อาเจ

794
00:33:46,580 --> 00:33:46,895

795
00:33:46,899 --> 00:33:47,526

796
00:33:48,110 --> 00:33:51,708
คอนสตรัคติวิซึมหรือทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

797
00:33:51,949 --> 00:33:55,278
เกิดจากการรวมกันของทฤษฎี 2 ทฤษฎีนะครับ

798
00:33:55,350 --> 00:33:58,440
โดยทฤษฎีแรกของเพียเจต์เนี่ย

799
00:33:58,490 --> 00:34:01,685
จะเป็นทฤษฎีที่อธิบายถึง

800
00:34:01,890 --> 00:34:05,864
ปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ของตัวบุคคลแต่ละคน

801
00:34:06,179 --> 00:34:06,737

802
00:34:06,749 --> 00:34:08,685
ตัวบุคคลแต่ละคน

803
00:34:08,669 --> 00:34:08,971

804
00:34:09,119 --> 00:34:14,273
แต่ถ้าเป็นไวก็อตสกี้จะเป็นอธิบายถึงการเรียนรู้

805
00:34:14,569 --> 00:34:18,094
ที่เกิดจากการสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

806
00:34:18,230 --> 00:34:20,915
คือการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น

807
00:34:21,040 --> 00:34:23,605
ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

808
00:34:23,989 --> 00:34:24,509

809
00:34:25,009 --> 00:34:29,042
เกาหลีลวงเอา 2 ทฤษฎีนี้เข้ามารวมไว้ด้วยกัน

810
00:34:28,919 --> 00:34:29,446

811
00:34:29,369 --> 00:34:29,575

812
00:34:29,749 --> 00:34:34,503
แน่นอนแล้วว่าใครสักคนจะเกิดการเรียนรู้ได้ต้องเกิดจากการ

813
00:34:34,880 --> 00:34:40,946
เข้าไปมีประสบการณ์ตรงต่อสิ่งนั้นนะครับก็คือเข้าไปคลุกคลีเข้าไปเผชิญกับ

814
00:34:41,090 --> 00:34:43,093
ปรากฏการณ์แน่นๆนะครับ

815
00:34:43,208 --> 00:34:45,969
แต่ละบุคคลก็จะเกิดการเรียนรู้ได้

816
00:34:46,669 --> 00:34:47,184

817
00:34:47,560 --> 00:34:50,849
แต่เขามาเพิ่มที่ไวก็อตสกี้คำว่า

818
00:34:51,089 --> 00:34:56,099
บางทีการเรียนรู้ของเราจำเป็นต้องมีคนอื่นมาช่วยเหลือ

819
00:34:56,528 --> 00:34:57,487
นะครับ

820
00:34:57,429 --> 00:35:01,078
เรียนรู้ด้วยตนเองผ่านประสบการณ์ตรงเพียงตัวของ

821
00:35:01,150 --> 00:35:02,467
เราคนเดียว

822
00:35:02,490 --> 00:35:05,391
มันอาจจะไม่เต็มประสิทธิภาพมากนัก

823
00:35:05,500 --> 00:35:08,430
แต่หากเราสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

824
00:35:08,388 --> 00:35:08,600

825
00:35:08,578 --> 00:35:11,979
ผู้อื่นได้มาช่วยเหลือเราในการเรียนรู้

826
00:35:11,910 --> 00:35:14,853
ครับอาจจะเป็นการอธิบายการแนะนำ

827
00:35:14,789 --> 00:35:15,034

828
00:35:15,039 --> 00:35:17,715
ช่วยสอนก่อนในระยะนึง

829
00:35:17,799 --> 00:35:19,400
เพื่อให้เราทำเป็น

830
00:35:19,589 --> 00:35:21,760
แล้วก็ทำได้จนชำนาญขึ้น

831
00:35:21,828 --> 00:35:22,656
ก็ได้

832
00:35:22,599 --> 00:35:23,348

833
00:35:23,309 --> 00:35:25,093
เคยไหมว่า

834
00:35:25,489 --> 00:35:35,211
เราพยายามเถอะเรียนอะไรสักอย่างด้วยตนเองแต่มันก็ได้อยู่แค่นี้มันไปต่ออีกไม่ได้แล้วถ้าเราเรียนด้วยตัวเองอ่ะมันได้แค่นี้จริงๆ

835
00:35:35,159 --> 00:35:39,563
แต่พอมีคนมาติวให้มาสอนให้มันแนะนำ

836
00:35:39,578 --> 00:35:41,689
มาให้เทคนิคบางสิ่งบางอย่าง

837
00:35:41,758 --> 00:35:44,461
เอาเราเริ่มทำได้มากขึ้นแล้ว

838
00:35:44,508 --> 00:35:45,146

839
00:35:45,088 --> 00:35:45,467

840
00:35:45,598 --> 00:35:49,101
กระบวนการเนี่ยเป็นคำอธิบายของไวก็อตสกี้

841
00:35:49,069 --> 00:35:49,634

842
00:35:50,148 --> 00:35:57,635
กระบวนการในการเรียนรู้ด้วยตนเองของของตัวเราเองอย่างเดียวเนี่ยเป็นการเรียนรู้ตามทฤษฎีของเพียเจต์

843
00:35:57,839 --> 00:35:58,403

844
00:35:58,668 --> 00:35:58,916

845
00:35:59,438 --> 00:35:59,748

846
00:35:59,698 --> 00:36:00,919

847
00:36:01,300 --> 00:36:03,672
มาดูรายละเอียดครับว่า

848
00:36:04,759 --> 00:36:06,802
เฮียเจอธิบาย

849
00:36:06,748 --> 00:36:07,554
ถึง

850
00:36:08,349 --> 00:36:12,367
กระบวนการในการเรียนรู้ตัวบุคคลแต่ละคน

851
00:36:12,759 --> 00:36:15,081
ไหวอย่างไรนะครับ

852
00:36:15,709 --> 00:36:16,068

853
00:36:17,829 --> 00:36:19,149
แต่ละคน

854
00:36:19,168 --> 00:36:19,937
นะครับ

855
00:36:19,868 --> 00:36:22,630
มีกระบวนการเรียนรู้ในสมอง

856
00:36:22,568 --> 00:36:23,341
2

857
00:36:23,718 --> 00:36:24,795
ลักษณะ

858
00:36:24,868 --> 00:36:26,011
ครับก็คือ

859
00:36:26,219 --> 00:36:28,003
กระบวนการดูดซึม

860
00:36:28,269 --> 00:36:33,180
กระบวนการปรับขยายโครงสร้างของสมองนะครับมี 2 อย่าง

861
00:36:33,588 --> 00:36:38,760
samaritan นะครับ at simulation คือการดูดซึม

862
00:36:38,967 --> 00:36:39,591

863
00:36:40,378 --> 00:36:41,450
สวนญี่ปุ่น

864
00:36:41,469 --> 00:36:46,387
คนไกลที่สองก็คือการปรับขยายโครงสร้างทางสมอง

865
00:36:46,399 --> 00:36:48,048
vaccination

866
00:36:47,938 --> 00:36:49,481
มี 2 อย่าง

867
00:36:49,538 --> 00:36:51,069
ซึ่ง

868
00:36:51,137 --> 00:36:54,605
assimilation มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ

869
00:36:56,198 --> 00:36:59,838
ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่

870
00:37:00,748 --> 00:37:01,693
ให้มัน

871
00:37:02,158 --> 00:37:02,592

872
00:37:02,737 --> 00:37:06,128
มีความสัมพันธ์กับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่

873
00:37:06,067 --> 00:37:06,753

874
00:37:08,108 --> 00:37:13,451
ถ้ามัน 3 ถ้านักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเขาหากันได้เนี่ย

875
00:37:13,497 --> 00:37:16,318
มันจะเกิดกระบวนการ assimilation

876
00:37:16,377 --> 00:37:16,898

877
00:37:16,947 --> 00:37:17,344

878
00:37:17,207 --> 00:37:19,004
อย่างเช่นว่า

879
00:37:19,908 --> 00:37:20,195

880
00:37:20,158 --> 00:37:23,164
เด็กคนนึงนะครับเกิดมาแล้วเห็น

881
00:37:23,108 --> 00:37:23,867
ไก่

882
00:37:24,578 --> 00:37:25,722
ครั้งแรก

883
00:37:25,727 --> 00:37:26,396
กลับ

884
00:37:26,427 --> 00:37:27,341
ในปี

885
00:37:27,268 --> 00:37:27,960

886
00:37:28,167 --> 00:37:29,111
หาง

887
00:37:29,187 --> 00:37:31,186
ครับมีขา 2 ขา

888
00:37:31,237 --> 00:37:32,318
กลับแล้ว

889
00:37:33,029 --> 00:37:38,309
แล้วผู้ปกครองนะครับบอกว่าอันนี้คือไก่แล้วเป็นสัตว์ปีก

890
00:37:39,118 --> 00:37:41,305
รับซื้อไก่และเป็นสัตว์ปีก

891
00:37:41,747 --> 00:37:41,979

892
00:37:42,448 --> 00:37:42,681

893
00:37:43,028 --> 00:37:45,881
ผ่านมาอีกอาทิตย์นึงไม่เห็นเป็ด

894
00:37:46,547 --> 00:37:48,161
อีกเหมือนกัน

895
00:37:48,087 --> 00:37:51,035
ได้ไหมครับแต่ว่าจะงอยปากมัน

896
00:37:51,297 --> 00:37:55,285
ต่างกันใช่ไหมครับระหว่างเป็ดกับไก่มีฟ้องค้าเหมือนกัน

897
00:37:55,137 --> 00:37:59,565
แล้วขาก็มีพังผืดตรงเท้าเหมือนกัน

898
00:37:59,818 --> 00:38:01,166
แบบเนี้ย

899
00:38:01,288 --> 00:38:01,526

900
00:38:01,546 --> 00:38:06,278
มีลักษณะคล้ายกันใช่ไหมครับข้อมูลมีลักษณะคล้ายกัน

901
00:38:06,277 --> 00:38:06,796

902
00:38:06,787 --> 00:38:07,035

903
00:38:06,986 --> 00:38:11,434
นักเรียนก็สามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าไปได้

904
00:38:11,668 --> 00:38:16,665
ถ้าเราถามว่าอันนี้เป็นสารประเภทไหนนักเรียนก็อาจจะตอบได้ว่าเป็นสัตว์

905
00:38:16,538 --> 00:38:17,033

906
00:38:17,236 --> 00:38:17,533

907
00:38:17,426 --> 00:38:20,267
มันมีปีกเหมือนกันลักษณะคล้ายกันเลย

908
00:38:20,307 --> 00:38:22,999
ครับแต่ว่ามีบางอย่างที่แตกต่างกัน

909
00:38:23,187 --> 00:38:23,483

910
00:38:23,507 --> 00:38:24,026

911
00:38:24,097 --> 00:38:30,614
ถ้าแบบเนี้ยถ้าสามารถนักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เก่าเข้าหากันได้

912
00:38:30,747 --> 00:38:33,554
มันจะเกิดกระบวนการ assimilation

913
00:38:33,897 --> 00:38:34,387

914
00:38:35,497 --> 00:38:35,920

915
00:38:36,007 --> 00:38:37,915
แต่เมื่อใดก็ตาม

916
00:38:37,926 --> 00:38:38,494

917
00:38:38,696 --> 00:38:40,553
ถ้าความรู้ใหม่

918
00:38:41,588 --> 00:38:45,832
มันไม่เกิดความเชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่

919
00:38:45,806 --> 00:38:53,909
นักเรียนจะรับข้อมูลใหม่เรานั้นเข้าไปในสมองเพื่อปรับขยายโครงสร้างทางสมองให้มันกว้างขึ้น

920
00:38:54,196 --> 00:38:54,760

921
00:38:54,908 --> 00:38:57,344
อันนี้จะเรียกว่าเกิดกระบวนการ

922
00:38:57,276 --> 00:39:00,993
maximization หรือปรับขยายโครงสร้างของสมอง

923
00:39:01,117 --> 00:39:01,683

924
00:39:02,266 --> 00:39:03,485
ง่ายๆก็คือ

925
00:39:03,427 --> 00:39:09,677
ถ้าข้อมูลใหม่หรือองค์ความรู้ใหม่ที่เราจะสอนให้กับนักเรียนเนี่ยมันมีความเชื่อมโยงกับความรู้เดิม

926
00:39:10,147 --> 00:39:11,102
นักเรียน

927
00:39:11,106 --> 00:39:15,430
กลไก assimilation ซึ่งมันจะเกิดได้ง่ายกว่า

928
00:39:15,407 --> 00:39:17,774
assimilation จะเกิดได้ง่ายกว่า

929
00:39:18,478 --> 00:39:18,897

930
00:39:18,928 --> 00:39:24,069
แต่ถ้าเราสอนความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนแล้วมันไม่เชื่อมต่ออะไรกับ

931
00:39:24,506 --> 00:39:26,661
ความรู้เดิมที่นักเรียนมีอยู่เลย

932
00:39:26,747 --> 00:39:27,252

933
00:39:27,447 --> 00:39:28,013

934
00:39:28,147 --> 00:39:32,130
ก็จะเกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการแอคคอมโมเดชั่นแทน

935
00:39:32,577 --> 00:39:33,090

936
00:39:33,466 --> 00:39:35,358
ดังนั้น

937
00:39:35,196 --> 00:39:37,836
บอกให้เราว่าถ้าเราจะสอน

938
00:39:38,466 --> 00:39:45,669
ความรู้ใหม่ให้กับนักเรียนเราพยายามกระตุ้นด้วยการเชื่อมโยงเข้ากับความรู้เดิมที่นักเรียนมี

939
00:39:45,896 --> 00:39:49,184
ในตอนต้นของชั่วโมงเรียน

940
00:39:49,616 --> 00:39:50,313
ก่อน

941
00:39:50,386 --> 00:39:50,947

942
00:39:51,466 --> 00:39:57,376
อาจจะใช้คำถามหรือการเล่าเรื่องหรือดูคลิปอะไรก็แล้วแต่เราพยายาม

943
00:39:57,237 --> 00:39:57,523

944
00:39:57,425 --> 00:40:01,713
สร้างความเชื่อมโยงระหว่างเนื้อหาที่เราสอนก่อนหน้านี้

945
00:40:01,907 --> 00:40:03,897
เนื้อหาที่เรากำลังจะสอน

946
00:40:03,966 --> 00:40:07,614
ใหม่ในวันนี้ครับพยายามเชื่อมโยงให้ได้

947
00:40:07,546 --> 00:40:07,784

948
00:40:07,746 --> 00:40:10,486
นักเรียนจะได้เกิด exhalation

949
00:40:10,697 --> 00:40:12,028
ได้ง่ายกว่า

950
00:40:12,166 --> 00:40:12,743

951
00:40:12,937 --> 00:40:13,222

952
00:40:14,407 --> 00:40:15,292

953
00:40:15,496 --> 00:40:15,774

954
00:40:15,686 --> 00:40:20,861
กระบวนการแอคคอมโมเดชั่นกับ assassination นะครับมันก็

955
00:40:21,006 --> 00:40:21,823
มี

956
00:40:22,477 --> 00:40:22,741

957
00:40:22,866 --> 00:40:25,842
ถูกแบ่งออกเป็น 4 ระยะ

958
00:40:25,865 --> 00:40:28,578
4 ช่วงวัยของมนุษย์เรานะครับ

959
00:40:29,205 --> 00:40:34,714
แต่ละช่วงวัยแน่นอนแหละว่าการเรียนรู้มันเกิดขึ้น 2 กระบวนการนะครับแต่ว่า

960
00:40:34,586 --> 00:40:36,302
2 กระบวนการนี้

961
00:40:36,316 --> 00:40:37,581
มันก็

962
00:40:37,917 --> 00:40:39,638
มีการเรียนรู้จัก

963
00:40:39,966 --> 00:40:42,972
จากสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันไป

964
00:40:43,166 --> 00:40:46,720
ขึ้นอยู่กับวัยของผู้เรียน

965
00:40:46,695 --> 00:40:48,229
ซึ่งเพียเจต์

966
00:40:48,616 --> 00:40:51,108
ก็ได้ศึกษาถึง

967
00:40:51,176 --> 00:40:54,187
พฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คน

968
00:40:54,256 --> 00:40:54,832

969
00:40:55,026 --> 00:40:56,812
เขาเสนอทฤษฎี

970
00:40:56,877 --> 00:41:02,096
ราคาการใช้ปัญญาของเขาขึ้นมาจากการสังเกตพฤติกรรมของลูกตัวเอง 3 คน

971
00:41:02,196 --> 00:41:02,708

972
00:41:02,776 --> 00:41:03,078

973
00:41:02,966 --> 00:41:06,757
แล้วก็สังเกตตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 15 ปี

974
00:41:07,186 --> 00:41:09,573
กลับแล้วก็เขาก็สรุปว่า

975
00:41:10,016 --> 00:41:16,110
ลูกของเขาทั้งสามคนมีพัฒนาการเหมือนกันเลยในแต่ละช่วงวัยครับ

976
00:41:16,485 --> 00:41:17,881
แต่ละช่วงวัย

977
00:41:17,895 --> 00:41:20,659
มีการเรียนรู้เหมือนกันใช้

978
00:41:21,025 --> 00:41:23,519
ลักษณะการเรียนรู้เหมือนกัน

979
00:41:23,586 --> 00:41:26,245
ครับแต่ว่าเขาสังเกตถึง 15 ปี

980
00:41:26,476 --> 00:41:34,365
เขาก็เลยสรุปเป็นพัฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของมนุษย์แบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย

981
00:41:34,225 --> 00:41:36,487
นะครับแบ่งออกเป็น 4 ช่วงวัย

982
00:41:36,985 --> 00:41:39,548
โดยช่วงวัยแรก

983
00:41:39,546 --> 00:41:39,941

984
00:41:39,796 --> 00:41:42,870
เป็นช่วงวัยในช่วง 0-2 ปี

985
00:41:42,815 --> 00:41:44,294
ขับรถเรียกว่า

986
00:41:44,415 --> 00:41:47,550
ขั้นการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัส

987
00:41:48,386 --> 00:41:56,296
ชื่อบ่ได้ง่ายๆเลยถ้าเราสังเกตน้องหรือสังเกตหลานเราถ้าใครมีน้องช่วงแรกเกิดถึง 2 ปีเนี่ย

988
00:41:56,834 --> 00:41:57,620
เขายัง

989
00:41:57,675 --> 00:42:00,256
แรกๆเขายังพูดอะไรไม่ได้ใช่ไหมครับ

990
00:42:01,005 --> 00:42:01,777

991
00:42:02,156 --> 00:42:07,468
ฟังอะไรก็คงไม่รู้เรื่องหรอกเพราะเพิ่งเกิดมาไม่รู้ว่าอะไรมันคืออะไรใช่ไหมครับ

992
00:42:07,545 --> 00:42:13,597
ดังนั้นนักเรียนเด็กในช่วง 2 วันแรกอยากจะเรียนรู้จากการสัมผัส

993
00:42:13,494 --> 00:42:14,973
เป็นหลักนะครับพี่

994
00:42:14,904 --> 00:42:15,424

995
00:42:15,616 --> 00:42:16,235

996
00:42:16,385 --> 00:42:20,509
จะหยิบจะจับไปหมดนะครับไม่รู้หรอกว่าอันนั้นมันคืออะไร

997
00:42:20,665 --> 00:42:22,077
จะหยิบไปก่อน

998
00:42:22,025 --> 00:42:25,307
หยิบแล้วอันนั้นแล้วรู้สึกเจ็บก็ปล่อย

999
00:42:25,735 --> 00:42:31,904
อัพเดทก็จะได้เรียนรู้ว่าสิ่งสิ่งแบบนี้ถ้าจับแล้วมันเจ็บต่อไป

1000
00:42:32,074 --> 00:42:34,725
ต้องไม่จับอีกนะครับเพราะมันเจ็บ

1001
00:42:34,825 --> 00:42:35,334

1002
00:42:35,404 --> 00:42:38,629
เขาก็จะเรียนรู้จากการหยิบจับจากการสัมผัส

1003
00:42:38,615 --> 00:42:40,669
ซับในช่วง 2 วันแรก

1004
00:42:41,175 --> 00:42:41,797

1005
00:42:42,585 --> 00:42:42,864

1006
00:42:43,025 --> 00:42:43,241

1007
00:42:43,285 --> 00:42:43,531

1008
00:42:43,475 --> 00:42:43,864

1009
00:42:43,864 --> 00:42:44,116

1010
00:42:45,014 --> 00:42:45,893

1011
00:42:45,845 --> 00:42:46,307

1012
00:42:46,355 --> 00:42:52,355
หาที่นี้ในช่วงวัยที่ 2 นะครับก็คือช่วง 2 ถึง 7 ปี

1013
00:42:52,445 --> 00:42:53,071

1014
00:42:53,144 --> 00:42:57,105
หรือช่วงซึ่งถึงขั้นก่อนปฏิบัติการคิด

1015
00:42:56,994 --> 00:42:57,564

1016
00:42:57,504 --> 00:42:57,745

1017
00:42:57,764 --> 00:43:01,016
ดวง 2-7 ปีช่วงนี้จะ

1018
00:43:00,905 --> 00:43:02,623
เรียนรู้จาก

1019
00:43:02,565 --> 00:43:02,871

1020
00:43:03,215 --> 00:43:03,514

1021
00:43:03,345 --> 00:43:03,590

1022
00:43:03,724 --> 00:43:05,916
เราจำได้ไหมคำว่าช่วง

1023
00:43:06,024 --> 00:43:07,742
อายุเท่านี้เรา

1024
00:43:08,396 --> 00:43:10,243
เริ่มเรียนรู้จากอะไร

1025
00:43:12,696 --> 00:43:13,001

1026
00:43:13,145 --> 00:43:16,158
เรียนรู้จากการอ่านเลยได้ไหม

1027
00:43:16,595 --> 00:43:17,802
ณตอนนั้น

1028
00:43:18,324 --> 00:43:21,104
อย่างใช่ไหมครับเราเรียนจากอะไรเอ่ย

1029
00:43:21,030 --> 00:43:21,298

1030
00:43:21,215 --> 00:43:21,499

1031
00:43:21,465 --> 00:43:22,807
สิ่งที่มันเป็น

1032
00:43:23,384 --> 00:43:25,100
รูปภาพใช่ไหมครับ

1033
00:43:25,825 --> 00:43:28,267
เราเรียนจากสิ่งที่มันเป็นรูปภาพ

1034
00:43:28,704 --> 00:43:33,466
กลับยังตอนสอดเราเรียนบวกเลขตอนอนุบาล

1035
00:43:34,275 --> 00:43:36,039
ยังไงครับขอเอารูป

1036
00:43:36,015 --> 00:43:42,642
ภาพหมาใช่ไหมครับยังไม่เห็นเลข 2 + 3 = 5 ยังไม่ได้เริ่มแบบนั้นใช่ไหม

1037
00:43:42,794 --> 00:43:45,500
เริ่มจากเอาผลไม้ 2 ลูก

1038
00:43:45,624 --> 00:43:51,254
แอปเปิ้ล 2 ลูกมารวมกับแอปเปิ้ล 3 ลูกจะได้ทั้งหมดกี่ลูก

1039
00:43:51,444 --> 00:43:56,685
แล้วก็มานับ 1 2 3 4 5 แสดงว่าได้ 5 ลูก

1040
00:43:57,084 --> 00:44:01,847
ในช่วงวัยนี้ช่วงวัยที่ 2 ช่วง 2 ถึง 7 ปีเนี่ย

1041
00:44:01,824 --> 00:44:04,773
จะเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปภาพ

1042
00:44:04,834 --> 00:44:07,019
จากสิ่งที่เป็นรูปภาพ

1043
00:44:07,464 --> 00:44:07,728

1044
00:44:07,783 --> 00:44:08,283

1045
00:44:08,293 --> 00:44:08,565

1046
00:44:09,325 --> 00:44:09,609

1047
00:44:09,514 --> 00:44:12,546
เพราะฉะนั้นถ้าเราไปสอนเด็กในช่วงวัยนี้

1048
00:44:12,584 --> 00:44:15,467
เราต้องรู้จักพัฒนาการของเด็ก

1049
00:44:15,594 --> 00:44:18,489
นักเรียนของเรานะครับเราจะได้

1050
00:44:18,805 --> 00:44:23,229
ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ

1051
00:44:24,564 --> 00:44:29,243
ส่วนช่วงวัยที่ 3 ช่วง 7-11 ปี

1052
00:44:29,183 --> 00:44:30,586
ช่วงนี้

1053
00:44:30,713 --> 00:44:31,434
นะครับ

1054
00:44:31,423 --> 00:44:35,335
เรียกว่าขั้นการคิดแบบเหตุผลเชิงรูปประธรรม

1055
00:44:35,264 --> 00:44:35,910
นะครับ

1056
00:44:36,674 --> 00:44:36,994

1057
00:44:37,123 --> 00:44:43,859
7-11 ปีนะครับสามารถเรียนรู้จากสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ได้แล้วนะครับ

1058
00:44:43,984 --> 00:44:49,308
ขายสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้

1059
00:44:50,064 --> 00:44:50,642

1060
00:44:50,773 --> 00:44:51,206

1061
00:44:51,474 --> 00:44:52,356
ก็คือ

1062
00:44:52,433 --> 00:44:56,905
เราสามารถเรียนมีตัวแปรง่ายๆเรียนได้แล้วนะครับ

1063
00:44:56,913 --> 00:44:58,836
มีสัญลักษณ์เป็นตัวเลข

1064
00:44:58,974 --> 00:45:03,209
ที่ผมที่เป็นตัวแทนปริมาณได้รู้ว่าเลข

1065
00:45:03,583 --> 00:45:06,932
มันมากกว่าเลข 2 มากน้อยแค่ไหน

1066
00:45:07,043 --> 00:45:09,440
ครับ 100 มากกว่า 20

1067
00:45:09,864 --> 00:45:11,794
มากขนาดไหนอย่างนี้ครับ

1068
00:45:12,104 --> 00:45:18,593
ใช้ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนเชิงปริมาณที่ไม่ซับซ้อนได้แล้ว

1069
00:45:19,024 --> 00:45:20,874
อัพเดทถึง 11 ปี

1070
00:45:21,323 --> 00:45:22,656
แล้วสามารถ

1071
00:45:22,992 --> 00:45:27,991
เริ่มที่จะรับรู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่นได้แล้ว

1072
00:45:27,982 --> 00:45:30,130
กับ 7-11 ดีเนี่ย

1073
00:45:29,972 --> 00:45:34,282
เริ่มกลัวเพื่อนโกรธเริ่มกลัวที่จะไม่มีเพื่อนได้แล้ว

1074
00:45:34,522 --> 00:45:35,118
นะครับ

1075
00:45:35,423 --> 00:45:36,750
แต่ถ้าเป็น

1076
00:45:36,895 --> 00:45:45,635
ต่ำกว่า 7 ปีเนี่ยตอนนั้นไม่สนใจหรอกเราคิดยังไงเราเด็กอยากทำอะไรก็ทำออกมาเลยไม่ได้คำนึงถึงคนรอบข้าง

1077
00:45:45,733 --> 00:45:48,622
แต่ 7-11 ปีเริ่ม

1078
00:45:48,625 --> 00:45:51,501
รับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้แล้ว

1079
00:45:51,623 --> 00:45:52,060

1080
00:45:54,704 --> 00:45:55,723
ส่วน

1081
00:45:55,733 --> 00:45:56,009

1082
00:45:56,433 --> 00:45:57,696
อายุ

1083
00:45:57,843 --> 00:45:58,405

1084
00:45:58,423 --> 00:46:03,185
11-15 ปีนี้เป็นช่วงวัยสุดท้ายนะครับ

1085
00:46:03,543 --> 00:46:05,909
การเรียนรู้แบบนามธรรม

1086
00:46:06,104 --> 00:46:07,758
ศึกษานะครับ

1087
00:46:07,773 --> 00:46:09,559
ก็คือเด็กสามารถ

1088
00:46:09,623 --> 00:46:14,384
เรียนรู้สิ่งที่เป็นนามธรรมที่ซับซ้อนได้

1089
00:46:14,433 --> 00:46:15,257
มี

1090
00:46:15,203 --> 00:46:19,230
ตัวแปรที่ซับซ้อนมีสมการที่ซับซ้อนได้แล้ว

1091
00:46:19,174 --> 00:46:19,733

1092
00:46:19,882 --> 00:46:22,209
ใกล้เคียงกับผู้ใหญ่

1093
00:46:22,383 --> 00:46:27,766
11-15 ปีมีพัฒนาการการเรียนรู้มีไข้เกี่ยวกับผู้ใหญ่มากที่สุดแล้ว

1094
00:46:27,693 --> 00:46:28,132

1095
00:46:28,083 --> 00:46:28,311

1096
00:46:28,402 --> 00:46:28,912

1097
00:46:30,903 --> 00:46:31,161

1098
00:46:31,093 --> 00:46:31,468

1099
00:46:31,472 --> 00:46:31,685

1100
00:46:31,602 --> 00:46:32,413

1101
00:46:32,503 --> 00:46:37,205
ซึ่งเพียเจต์อธิบายถึงกลไกในการเรียนรู้ของ

1102
00:46:37,182 --> 00:46:39,793
บุคคลแต่ละคนนะครับ

1103
00:46:40,253 --> 00:46:42,768
บุคคลแต่ละคนตามนี้ว่า

1104
00:46:43,003 --> 00:46:44,534
คนเราแต่ละคน

1105
00:46:44,992 --> 00:46:45,613

1106
00:46:47,103 --> 00:46:47,410

1107
00:46:47,232 --> 00:46:53,270
ต้องเรียนรู้จากการผ่านประสบการณ์ตรงแล้วเกิดกระบวนการเรียนรู้ 2 คนไกลก็คือ

1108
00:46:53,702 --> 00:47:00,086
assimilation กับ accommodation การดูดซึมกับการปรับขยายโครงสร้างทางสมอง

1109
00:47:00,422 --> 00:47:01,508
กลับแล้ว

1110
00:47:02,353 --> 00:47:07,817
แต่ละช่วงวัยนะครับก็จะเรียนรู้จากสิ่งต่างๆที่แตกต่างกันไป

1111
00:47:07,792 --> 00:47:08,742
ตามวัย

1112
00:47:08,821 --> 00:47:14,176
แต่ก็เกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกันเกิดจากกลไก 2 อย่างนี้เหมือนกัน

1113
00:47:14,393 --> 00:47:14,635

1114
00:47:14,522 --> 00:47:14,833

1115
00:47:15,162 --> 00:47:17,242
อันนี้เป็นส่วนของเพียเจต์

1116
00:47:17,543 --> 00:47:18,174

1117
00:47:18,112 --> 00:47:18,601

1118
00:47:19,332 --> 00:47:19,599

1119
00:47:21,121 --> 00:47:23,869
ตอบมาไวก็อตสกี้

1120
00:47:24,962 --> 00:47:25,411

1121
00:47:25,482 --> 00:47:25,871

1122
00:47:25,802 --> 00:47:28,660
White God ที่จะอธิบายถึง

1123
00:47:29,062 --> 00:47:29,828

1124
00:47:31,823 --> 00:47:36,637
พัฒนาการในการเรียนรู้จากการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

1125
00:47:36,692 --> 00:47:39,525
อันนี้อาจารย์ทำดอกจันเอาไว้นะครับ

1126
00:47:39,441 --> 00:47:44,173
การเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเขาเรียกว่า Social จิ๋ว

1127
00:47:44,062 --> 00:47:45,022

1128
00:47:45,022 --> 00:47:47,196
แต่ถ้าเคลียร์เจคือ

1129
00:47:47,772 --> 00:47:51,694
ยินดีด้วยนะครับก็คือส่วนบุคคล

1130
00:47:51,943 --> 00:47:52,440

1131
00:47:52,512 --> 00:47:55,754
เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสารให้นะครับ

1132
00:47:55,989 --> 00:47:57,567
ในภายหลังนะครับ

1133
00:47:57,702 --> 00:47:59,104
เอกสารของวันนี้

1134
00:48:01,352 --> 00:48:02,054

1135
00:48:01,992 --> 00:48:02,417

1136
00:48:02,821 --> 00:48:03,132

1137
00:48:03,022 --> 00:48:06,774
ถ้าเป็นเกียร์ J คือ individual Skill

1138
00:48:06,671 --> 00:48:09,421
วีดีโอคือส่วนบุคคลนะครับ

1139
00:48:09,871 --> 00:48:11,011
ส่วนบุคคล

1140
00:48:11,342 --> 00:48:11,644

1141
00:48:13,332 --> 00:48:18,466
ทีนี้เรามาดูไว้ก่อนที่อธิบายไว้ว่าอย่างไร

1142
00:48:18,391 --> 00:48:18,772

1143
00:48:19,221 --> 00:48:23,390
ไวก็อตสกี้จะให้ความสำคัญกับการ

1144
00:48:23,070 --> 00:48:24,461
ช่วยเหลือ

1145
00:48:24,672 --> 00:48:24,890

1146
00:48:25,382 --> 00:48:27,623
ในการเรียนรู้นะครับ

1147
00:48:27,811 --> 00:48:32,267
การช่วยเหลือในการเรียนรู้เราเรียกว่า scaffolding

1148
00:48:32,232 --> 00:48:34,072
coding คือการ

1149
00:48:34,022 --> 00:48:36,904
ให้ความช่วยเหลือในการเรียนรู้

1150
00:48:36,902 --> 00:48:41,977
ภาษาไทยมันมีหลายคำมากเลยนะครับที่แปลจากคำว่า scaffolding

1151
00:48:42,161 --> 00:48:45,449
บางทีใช้คำว่าการให้ความช่วยเหลือ

1152
00:48:45,681 --> 00:48:49,106
บางทีใช้คำว่าการเสริมต่อความรู้

1153
00:48:49,340 --> 00:48:52,040
บางทีแปลตรงๆว่านั่งร้าน

1154
00:48:52,341 --> 00:48:52,938

1155
00:48:53,371 --> 00:48:55,776
เนี่ยไอ้ตัวนี้คือ coding

1156
00:48:55,742 --> 00:48:56,218

1157
00:48:56,382 --> 00:48:57,405

1158
00:48:57,542 --> 00:49:01,093
นึกว่าที่เขาทำนั่งร้านในการก่อสร้างบ้าน

1159
00:49:01,891 --> 00:49:02,145

1160
00:49:02,141 --> 00:49:06,650
เวลาเขาจะสร้างอะไรไปเขาจะทำนั่งร้านขึ้นไปเพื่อไปต่อ

1161
00:49:07,271 --> 00:49:10,354
สร้างในสิ่งที่มันสูงขึ้นไปเรื่อยๆใช่ไหมครับ

1162
00:49:10,341 --> 00:49:15,695
เขาเอาคำว่าสเก็ต 4 หรือนั่งร้านเนี่ยมาเป็นตัวอธิบายถึง

1163
00:49:15,921 --> 00:49:20,876
การช่วยเหลือให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น

1164
00:49:21,752 --> 00:49:22,378

1165
00:49:22,461 --> 00:49:22,885

1166
00:49:22,782 --> 00:49:25,586
ซึ่งการช่วยเหลือนั้นอาจจะ

1167
00:49:25,592 --> 00:49:27,576
เป็นการช่วยเหลือผ่าน

1168
00:49:27,643 --> 00:49:31,172
คุณครูนะครับครูเป็นคนช่วยเหลือนักเรียน

1169
00:49:31,490 --> 00:49:34,562
เห็นควรให้คำแนะนำนักเรียนครับ

1170
00:49:34,692 --> 00:49:37,957
เป็นคนที่สาธิตอะไรสักอย่างให้ดู

1171
00:49:37,901 --> 00:49:38,449

1172
00:49:39,181 --> 00:49:42,259
หรืออาจจะเป็นเพียงก็คือเพื่อนนะครับ

1173
00:49:42,631 --> 00:49:44,249
ยานี้ก็คือเพื่อน

1174
00:49:44,753 --> 00:49:47,607
อาจจะเป็นเพื่อนมาช่วยเพื่อนก็ได้

1175
00:49:47,821 --> 00:49:48,517

1176
00:49:48,591 --> 00:49:49,065

1177
00:49:48,791 --> 00:49:52,426
หรืออาจจะเป็นการใช้อุปกรณ์

1178
00:49:52,621 --> 00:49:56,231
ที่มันเป็นเทคโนโลยีบางอย่างมาช่วย

1179
00:49:56,540 --> 00:49:57,937
ให้นักเรียน

1180
00:49:58,460 --> 00:50:00,884
เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้

1181
00:50:00,951 --> 00:50:04,821
ครับหรืออาจจะเป็นชูก็คืออุปกรณ์ที่คือ

1182
00:50:04,860 --> 00:50:05,512

1183
00:50:05,631 --> 00:50:09,801
บางสิ่งบางอย่างมาช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้นก็ได้

1184
00:50:10,571 --> 00:50:11,148

1185
00:50:12,491 --> 00:50:17,745
เมื่อนักเรียนสักเมื่อเราเอาความช่วยเหลือเข้าไปแล้ว

1186
00:50:18,191 --> 00:50:21,589
นักเรียนสามารถเรียนรู้หรือทำได้แล้ว

1187
00:50:21,781 --> 00:50:22,486
นะครับ

1188
00:50:23,441 --> 00:50:24,648
สุดท้าย

1189
00:50:24,659 --> 00:50:27,014
นั่งร้านอันนี้จะคงอยู่ไหม

1190
00:50:27,861 --> 00:50:32,027
เราสร้างบ้านพอสร้างเสร็จแล้วเข้าออกใช่ไหมครับเขาก็จะรื้อออก

1191
00:50:32,660 --> 00:50:37,960
การทำ scheduling ในการเรียนรู้ของนักเรียนก็เช่นเดียวกันนะครับ

1192
00:50:37,861 --> 00:50:40,658
เมื่อเราใส่ตัวช่วยเขาไป

1193
00:50:40,670 --> 00:50:47,050
จะเป็นครูไปช่วยนักเรียนไปช่วยหรือสื่อหรืออุปกรณ์หรือเทคโนโลยีอะไรก็ตามเข้าไปช่วย

1194
00:50:47,214 --> 00:50:52,670
เมื่อเอาไปช่วยแล้วนักเรียนคนนั้นสามารถทำได้แล้วทำได้เองแล้ว

1195
00:50:53,230 --> 00:50:55,598
เราก็เอาตัวช่วยนั้นออกมา

1196
00:50:55,601 --> 00:50:56,095

1197
00:50:56,300 --> 00:50:59,958
เหมือนกับตัวนั่งร้านที่เราใช้ในการก่อสร้างเลย

1198
00:51:00,471 --> 00:51:01,002

1199
00:51:01,430 --> 00:51:06,037
ที่นี่การช่วยเราช่วยไปเพื่ออะไรนะครับเรา

1200
00:51:06,300 --> 00:51:10,604
ไปช่วยเพื่อที่จะนำพานักเรียนของเรา

1201
00:51:10,781 --> 00:51:12,493
ให้ไปถึง

1202
00:51:12,700 --> 00:51:16,436
โซนตัวสีแดงๆนะครับโซนออฟ

1203
00:51:16,300 --> 00:51:19,031
experiment

1204
00:51:19,619 --> 00:51:24,848
Zone of proximal Development บางทีเขาเขียนย่อเป็น Z TD

1205
00:51:25,391 --> 00:51:27,729
Z p d นี้ก็คือ

1206
00:51:27,699 --> 00:51:31,734
ขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียน

1207
00:51:31,800 --> 00:51:33,252
ไปถึง

1208
00:51:33,270 --> 00:51:33,958

1209
00:51:34,100 --> 00:51:37,176
ขอบเขตที่สูงที่สุดที่นักเรียนจะไปถึง

1210
00:51:37,691 --> 00:51:37,986

1211
00:51:37,940 --> 00:51:40,580
เราเรียกว่า Zone of proximal Development

1212
00:51:40,959 --> 00:51:41,202

1213
00:51:41,090 --> 00:51:43,717
คืออะไรแซ่บ PD คืออะไร

1214
00:51:43,901 --> 00:51:49,223
ลองมาดูวงกลมอันนี้เราจะเห็นว่ามันมีวงกลมซ้อนกันอยู่ 3 วง

1215
00:51:49,161 --> 00:51:49,994
ใช่ไหมครับ

1216
00:51:50,630 --> 00:51:51,053

1217
00:51:51,270 --> 00:51:53,176
มีวงสีเหลือง

1218
00:51:53,510 --> 00:51:55,105
มีวงสี

1219
00:51:55,889 --> 00:51:58,825
ชมพูกับมีวงสีม่วง

1220
00:51:58,899 --> 00:51:59,535

1221
00:51:59,661 --> 00:51:59,944

1222
00:51:59,980 --> 00:52:01,769
วงสีเหลือง

1223
00:52:01,900 --> 00:52:06,462
เป็นขอบเขตที่นักเรียนคนใดคนหนึ่ง

1224
00:52:06,781 --> 00:52:10,875
นะครับเป็นขอบเขตที่นักเรียนสามารถรู้ได้หรือทำได้

1225
00:52:11,581 --> 00:52:13,971
แรกเริ่มถ้าเรียนด้วยตนเอง

1226
00:52:14,140 --> 00:52:18,423
นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามตาม JJ อย่างเดียว

1227
00:52:18,299 --> 00:52:18,820

1228
00:52:19,200 --> 00:52:24,564
ผ่านประสบการณ์ตรงด้วยตัวของนักเรียนเองคนเดียวเนี่ยสามารถเปลี่ยนได้ไหม

1229
00:52:25,220 --> 00:52:27,036
แค่ในขอบเขตเท่านี้

1230
00:52:27,460 --> 00:52:28,118
นะครับ

1231
00:52:28,100 --> 00:52:30,221
อยากได้แค่ในขอบเขตเท่านี้

1232
00:52:30,420 --> 00:52:30,663

1233
00:52:30,990 --> 00:52:31,405

1234
00:52:32,210 --> 00:52:37,857
บางทีแต่ว่านักเรียนคนนึงอาจจะมีศักยภาพสูงสุด

1235
00:52:38,100 --> 00:52:41,563
ในเกี่ยวกับเรื่องนั้นมากกว่านั้นก็ได้

1236
00:52:41,939 --> 00:52:42,603

1237
00:52:42,649 --> 00:52:47,288
แต่ถ้าเขาฝึกด้วยตนเองหรือเรียนรู้ด้วยตนเองก็ทำได้เท่านี้แหละ

1238
00:52:47,459 --> 00:52:49,294
มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

1239
00:52:50,140 --> 00:52:50,377

1240
00:52:50,719 --> 00:52:53,671
ทีนี้พอเรามีสแคฟโฟลดิงเข้าไป

1241
00:52:53,609 --> 00:52:54,277

1242
00:52:54,310 --> 00:52:57,512
เราใส่สแคฟโฟลดิงหรือใส่ตัวช่วยเข้าไป

1243
00:52:57,638 --> 00:52:59,861
นักเรียนจะสามารถ

1244
00:53:00,200 --> 00:53:00,411

1245
00:53:00,328 --> 00:53:04,816
ขยายขอบเขตในการเรียนรู้ออกไปได้กว้างได้อีก

1246
00:53:04,748 --> 00:53:06,748
ครับในวงสีชมพู

1247
00:53:07,309 --> 00:53:08,194

1248
00:53:08,212 --> 00:53:08,446

1249
00:53:08,399 --> 00:53:11,573
What I Can Do With help

1250
00:53:11,739 --> 00:53:15,983
สิ่งที่ฉันสามารถทำได้เมื่อมีการช่วยเหลือ

1251
00:53:16,280 --> 00:53:18,101
เขาจะทำได้มากขึ้น

1252
00:53:18,269 --> 00:53:20,820
ในขอบเขตที่มันกว้างมากขึ้น

1253
00:53:21,220 --> 00:53:21,782

1254
00:53:22,238 --> 00:53:22,658

1255
00:53:22,558 --> 00:53:22,949

1256
00:53:23,389 --> 00:53:29,143
ลงสีชมพูนี่แหละที่เราเรียกว่า Zone of proximal Development นะครับ

1257
00:53:29,030 --> 00:53:34,212
เป็นโซนเป็นขอบเขตสระแก้วภาคสูงสุดที่นักเรียนจะไปถึง

1258
00:53:34,538 --> 00:53:35,272
นะครับ

1259
00:53:36,078 --> 00:53:39,703
จะไปได้ก็ต่อเมื่อมีสแคฟโฟลดิงเข้ามา

1260
00:53:40,429 --> 00:53:41,316
ช่วย

1261
00:53:41,388 --> 00:53:42,025

1262
00:53:42,548 --> 00:53:46,974
ส่วนสีน้ำเงินเป็นส่วนที่เป็นขอบเขตที่

1263
00:53:47,159 --> 00:53:49,326
เราไม่สามารถทำได้

1264
00:53:49,459 --> 00:53:51,768
เกินความสามารถเราจริงๆ

1265
00:53:51,969 --> 00:53:56,977
แม้ว่าจะมีสแคฟโฟลดิงแล้วมีใครมาสอนมีใครมาช่วยแล้ว

1266
00:53:56,899 --> 00:53:57,116

1267
00:53:57,278 --> 00:53:58,805
เราไปไม่ถึง

1268
00:53:59,339 --> 00:53:59,958

1269
00:54:01,579 --> 00:54:07,871
แต่ว่าแซ่บ PD คือส่วนนี้นะครับคือส่วนที่เราไปถึงก็ต่อเมื่อมีคนมาช่วย

1270
00:54:07,859 --> 00:54:08,482

1271
00:54:08,559 --> 00:54:12,827
ทำให้เราไปที่ถึงศักยภาพสูงสุดที่เราจะเป็นไปได้

1272
00:54:12,778 --> 00:54:15,144
อันนี้แหละที่เขาบอกว่า

1273
00:54:15,479 --> 00:54:16,805
คุณครู

1274
00:54:16,759 --> 00:54:19,549
ควรสอนให้นักเรียน

1275
00:54:19,258 --> 00:54:22,518
ได้เรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ

1276
00:54:22,899 --> 00:54:23,869
มีครับ

1277
00:54:24,189 --> 00:54:28,998
เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนทุกคนเวลาเราเป็นครูเราสอนวิชาของเรา

1278
00:54:28,989 --> 00:54:29,252

1279
00:54:29,249 --> 00:54:33,351
เราไม่ได้คาดหวังว่านักเรียนของเราทุกคนจะต้องได้เกรด 4

1280
00:54:33,928 --> 00:54:37,186
แต่เรามีหน้าที่ช่วยนักเรียนให้

1281
00:54:37,828 --> 00:54:42,815
ไปให้ได้ตามศักยภาพที่สูงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้

1282
00:54:43,088 --> 00:54:45,924
ที่เขาจะมีนะครับไปให้เต็มที่

1283
00:54:46,418 --> 00:54:48,043
อยากให้เต็มที่

1284
00:54:48,088 --> 00:54:50,840
บางคนอาจจะเต็มที่ได้แค่เกรด 3

1285
00:54:51,478 --> 00:54:53,997
บางคนอาจจะเต็มที่ได้ใช้เฟส 2

1286
00:54:54,299 --> 00:54:58,917
บางคนเราไม่มีสแคฟโฟลดิงเลยเขาไปถึง 74 อยู่แล้ว

1287
00:54:58,777 --> 00:54:59,566
ไม่ครับ

1288
00:54:59,807 --> 00:55:05,036
สระแก้ว 5 แต่ละคนไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับความชอบความถนัดของนักเรียนด้วย

1289
00:55:05,258 --> 00:55:05,900

1290
00:55:05,829 --> 00:55:11,277
เรามีหน้าที่พานักเรียนไปถึง Zone of proximal Development ให้ได้

1291
00:55:11,718 --> 00:55:12,285

1292
00:55:13,838 --> 00:55:14,074

1293
00:55:14,029 --> 00:55:14,303

1294
00:55:14,219 --> 00:55:14,590

1295
00:55:14,607 --> 00:55:15,929
อันนี้เป็น

1296
00:55:15,888 --> 00:55:18,311
คำอธิบายของทฤษฎี

1297
00:55:18,259 --> 00:55:18,540

1298
00:55:19,217 --> 00:55:22,232
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะครับซึ่ง

1299
00:55:22,619 --> 00:55:25,116
ก็มี 2 ทฤษฎีที่มารวมกัน

1300
00:55:25,048 --> 00:55:25,666

1301
00:55:25,880 --> 00:55:28,069
การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง

1302
00:55:28,058 --> 00:55:32,790
แล้วก็การสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้อย่างเต็ม

1303
00:55:32,608 --> 00:55:33,681
ศักยภาพ

1304
00:55:33,628 --> 00:55:33,918

1305
00:55:33,888 --> 00:55:34,452

1306
00:55:36,129 --> 00:55:36,343

1307
00:55:36,578 --> 00:55:36,933

1308
00:55:37,668 --> 00:55:37,890

1309
00:55:41,898 --> 00:55:42,185

1310
00:55:42,018 --> 00:55:42,289

1311
00:55:42,279 --> 00:55:42,565

1312
00:55:42,538 --> 00:55:42,762

1313
00:55:42,857 --> 00:55:43,159

1314
00:55:43,108 --> 00:55:47,954
หายดีก็ต่อมาทฤษฎีร่วมสมัยที่สดีแรกอันนี้ก็

1315
00:55:47,977 --> 00:55:53,228
ชื่อดีที่รู้จักกันทั่วไปที่เราจำเป็นต้องรู้เหมือนกัน

1316
00:55:53,098 --> 00:55:53,734

1317
00:55:54,329 --> 00:55:54,751

1318
00:55:54,838 --> 00:55:55,152

1319
00:55:55,929 --> 00:55:56,154

1320
00:55:56,308 --> 00:55:56,550

1321
00:55:56,629 --> 00:55:57,034

1322
00:55:57,268 --> 00:55:57,541

1323
00:55:57,589 --> 00:55:57,897

1324
00:55:57,978 --> 00:55:58,596

1325
00:55:58,547 --> 00:55:59,560

1326
00:55:59,579 --> 00:56:00,405

1327
00:56:00,338 --> 00:56:00,794

1328
00:56:00,598 --> 00:56:01,340

1329
00:56:01,428 --> 00:56:01,722

1330
00:56:01,888 --> 00:56:06,976
คือทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือนะครับวันนี้เราต้องรู้นะครับ

1331
00:56:07,259 --> 00:56:07,573

1332
00:56:07,518 --> 00:56:13,141
ทฤษฎีการเรียนรู้แบบร่วมมือมันจะเกิดประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อมีอยู่ 5 เงื่อนไข

1333
00:56:13,218 --> 00:56:13,649

1334
00:56:13,858 --> 00:56:15,899
เวลาเราจะจัดกิจกรรม

1335
00:56:16,997 --> 00:56:17,903
ให้เด็ก

1336
00:56:18,347 --> 00:56:19,372
กลุ่ม

1337
00:56:19,379 --> 00:56:19,814

1338
00:56:19,568 --> 00:56:24,928
เราต้องคำนึงถึงห้างนั่นไขนี้นะครับมันถึงจะทำให้

1339
00:56:24,937 --> 00:56:26,873
การเรียนรู้เป็นกลุ่มวันเกิด

1340
00:56:26,808 --> 00:56:31,743
ศักยภาพเกิดประสิทธิภาพนะครับอันแรกก็คือ

1341
00:56:31,668 --> 00:56:32,056

1342
00:56:32,758 --> 00:56:42,442
นักเรียนกับจะต้องเวลาเราจัดกลุ่มเราจะต้องจัดให้นักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อยที่แม่ใหญ่เกินไปแล้วก็ไม่เล็กเกินไป

1343
00:56:42,238 --> 00:56:42,800

1344
00:56:42,948 --> 00:56:46,169
จัดกระบวนการกลุ่มให้เป็นกลุ่มที่พอเหมาะ

1345
00:56:46,657 --> 00:56:50,054
ไม่มีจำนวนสมาชิกมากจนเกินไป

1346
00:56:50,178 --> 00:56:52,159
หรือน้อยจนเกินไป

1347
00:56:52,238 --> 00:56:52,960
นะครับ

1348
00:56:53,457 --> 00:56:55,615
ประมาณ 3-5 คน

1349
00:56:55,818 --> 00:56:57,094
กำลังพอดี

1350
00:56:57,167 --> 00:56:57,855

1351
00:56:59,671 --> 00:56:59,985

1352
00:57:00,118 --> 00:57:00,338

1353
00:57:00,307 --> 00:57:00,741

1354
00:57:00,757 --> 00:57:09,249
แต่ถ้ามันเป็นผ่านสมมุติว่ามันเป็นภาระงานง่ายๆแต่เราจัดกลุ่มให้นักเรียน 10 คนทำงานร่วมกัน

1355
00:57:09,339 --> 00:57:12,709
เพื่อทำให้ชิ้นงานที่เนี่ยง่ายๆมากเลย

1356
00:57:12,738 --> 00:57:15,037
ให้สมาชิก 10 คน

1357
00:57:15,037 --> 00:57:15,355

1358
00:57:15,297 --> 00:57:15,935

1359
00:57:15,877 --> 00:57:16,253

1360
00:57:16,197 --> 00:57:21,556
มันก็จำไม่ได้เกิดความเสียหายอะไรมากนักใช่ไหมเขาทำแป๊บเดียวก็เสร็จมันไม่ได้เกิด

1361
00:57:21,447 --> 00:57:26,493
กระบวนการพ่นพิษไต่ตรองวางแผนวิเคราะห์อะไรนะครับ

1362
00:57:26,316 --> 00:57:28,052
ก็จะไม่เกิด

1363
00:57:27,917 --> 00:57:28,221

1364
00:57:28,178 --> 00:57:29,251
หรือ

1365
00:57:29,387 --> 00:57:32,804
ใช้งานชิ้นนี้มันยากมากเลย

1366
00:57:32,976 --> 00:57:33,552

1367
00:57:33,748 --> 00:57:36,076
มันต้องใช้เวลาทำเยอะ

1368
00:57:36,247 --> 00:57:38,139
ก็มีคนเยอะในการ

1369
00:57:38,097 --> 00:57:39,785
ร่วมไม้ร่วมมือกัน

1370
00:57:39,697 --> 00:57:43,174
แต่เราจัดกลุ่มให้ 2 คนทำงานชิ้นนี้

1371
00:57:43,677 --> 00:57:46,470
เราคิดว่าโอกาสหน้าจะสำเร็จมั้ย

1372
00:57:46,297 --> 00:57:48,993
มันก็จะไม่สำเร็จใช่ไหมครับ

1373
00:57:48,936 --> 00:57:54,661
เพราะฉะนั้นเมื่อเราพิจารณาความยากง่ายของชิ้นงานที่เรามอบหมายให้ทำร่วมกันแล้ว

1374
00:57:54,697 --> 00:58:00,279
รอพี่นาจำนวนคนเขาว่ามันไม่น้อยเกินไปหรือไม่มากเกินไป

1375
00:58:00,268 --> 00:58:00,805

1376
00:58:00,908 --> 00:58:05,156
เมื่อคืนจัดกิจกรรมกลุ่มย่อยให้มีจำนวนสมาชิกที่เหมาะสม

1377
00:58:05,266 --> 00:58:05,780

1378
00:58:06,098 --> 00:58:06,355

1379
00:58:06,547 --> 00:58:06,794

1380
00:58:06,996 --> 00:58:09,680
เงื่อนไขที่ 2 นะครับเราต้อง

1381
00:58:09,617 --> 00:58:14,431
แนะนำให้นักเรียนเกิดการพึ่งพาเกื้อกูล

1382
00:58:14,557 --> 00:58:16,779
ระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม

1383
00:58:16,797 --> 00:58:17,608

1384
00:58:17,698 --> 00:58:22,520
ไม่ใช่ว่าแบ่งกลุ่มแล้วคนเก่งหรือคนรับผิดชอบก็ทำไปคนเดียว

1385
00:58:22,817 --> 00:58:27,389
ที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลยสมาชิกในกลุ่มที่เหลือไม่ได้ทำอะไรเลย

1386
00:58:27,428 --> 00:58:30,246
แบบนี้ก็ไม่ได้เกิดประสิทธิภาพ

1387
00:58:30,446 --> 00:58:31,161
นะครับ

1388
00:58:31,217 --> 00:58:32,350
เราต้อง

1389
00:58:32,427 --> 00:58:37,240
แนะนำนักเรียนคำว่าสมาชิกในกลุ่มทุกคนต้องมีการ

1390
00:58:37,166 --> 00:58:43,713
พึ่งพาช่วยเหลือเกื้อกูลกันภายในกลุ่มนะครับเพื่อให้คนเก่งได้ช่วยเหลือคนอ่อน

1391
00:58:43,827 --> 00:58:45,738
แล้วก็เรียนรู้ไปด้วยกัน

1392
00:58:45,888 --> 00:58:46,456

1393
00:58:47,617 --> 00:58:48,025

1394
00:58:47,867 --> 00:58:48,139

1395
00:58:48,447 --> 00:58:51,964
เงื่อนไขที่ 3 เงื่อนไขที่ 3

1396
00:58:51,968 --> 00:58:52,222

1397
00:58:52,606 --> 00:58:52,992

1398
00:58:52,927 --> 00:58:58,255
สมาชิกในกลุ่มจะต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงาน

1399
00:58:58,377 --> 00:58:58,937

1400
00:58:59,656 --> 00:59:00,042

1401
00:58:59,976 --> 00:59:02,734
ต้องมีการปรึกษาหารือกันในการทำงาน

1402
00:59:02,987 --> 00:59:03,232

1403
00:59:03,498 --> 00:59:03,718

1404
00:59:03,627 --> 00:59:04,026

1405
00:59:03,887 --> 00:59:04,094

1406
00:59:04,137 --> 00:59:04,426

1407
00:59:04,455 --> 00:59:08,105
อันนี้ 4 อันนี้ก็ค่อนข้างสำคัญสำคัญนะครับ

1408
00:59:08,747 --> 00:59:13,374
ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติงานร่วมกัน

1409
00:59:13,297 --> 00:59:13,936

1410
00:59:14,137 --> 00:59:17,717
ต้องมีจุดมุ่งหมายร่วมกันว่างานนี้

1411
00:59:17,777 --> 00:59:22,390
ความสำเร็จของงานชิ้นนี้คือความสำเร็จของสมาชิกทุกคน

1412
00:59:22,717 --> 00:59:28,930
เพราะฉะนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบในการช่วยเหลือกันทำงานที่นี่ให้มันสำเร็จ

1413
00:59:29,377 --> 00:59:29,899

1414
00:59:31,236 --> 00:59:33,026
ต้องวางเป้าหมายร่วมกัน

1415
00:59:34,757 --> 00:59:36,233
แสงสุดท้าย

1416
00:59:36,239 --> 00:59:39,054
ต้องใช้กระบวนการกลุ่มในการทำงาน

1417
00:59:39,497 --> 00:59:42,150
มีการแบ่งบทบาทหน้าที่กัน

1418
00:59:42,636 --> 00:59:47,978
มีการคิดมีการวางแผนในการทำงานร่วมกัน

1419
00:59:48,597 --> 00:59:49,257
นะครับ

1420
00:59:50,006 --> 00:59:56,451
ต้องใช้กระบวนการกลุ่มแบ่งบทบาทหน้าที่คิดวางแผนในการทำงานแล้วก็ลงมือปฏิบัติให้สำเร็จ

1421
00:59:57,247 --> 00:59:57,755

1422
00:59:58,716 --> 00:59:58,997

1423
00:59:59,166 --> 00:59:59,405

1424
00:59:59,816 --> 01:00:00,251

1425
01:00:00,708 --> 01:00:01,124

1426
01:00:01,157 --> 01:00:04,419
เพราะฉะนั้น cooperative Learning นะครับ

1427
01:00:04,676 --> 01:00:06,683
มีเงื่อนไขอยู่ 5

1428
01:00:06,597 --> 01:00:08,599
5 อย่างนะครับพี่

1429
01:00:08,846 --> 01:00:14,468
จำเป็นต้องทำให้ครบตามองค์ประกอบซึ่งจะทำให้การเรียนรู้แบบร่วมมือนี้

1430
01:00:14,156 --> 01:00:15,936
มันเกิดประสิทธิภาพ

1431
01:00:16,086 --> 01:00:16,593

1432
01:00:17,426 --> 01:00:17,901

1433
01:00:18,457 --> 01:00:18,880

1434
01:00:19,096 --> 01:00:19,495

1435
01:00:19,607 --> 01:00:19,899

1436
01:00:19,795 --> 01:00:22,311
จะเหลืออยู่ 2 ทฤษฎีนะครับ

1437
01:00:23,188 --> 01:00:24,138
นิดเดียว

1438
01:00:25,177 --> 01:00:25,599

1439
01:00:26,207 --> 01:00:26,501

1440
01:00:26,457 --> 01:00:29,144

1441
01:00:29,146 --> 01:00:30,090

1442
01:00:30,106 --> 01:00:30,549

1443
01:00:30,556 --> 01:00:32,090
อันนี้

1444
01:00:32,347 --> 01:00:32,654

1445
01:00:32,735 --> 01:00:33,569

1446
01:00:33,766 --> 01:00:38,254
ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

1447
01:00:38,377 --> 01:00:38,769

1448
01:00:39,135 --> 01:00:39,418

1449
01:00:39,266 --> 01:00:41,772
ต่างจากคอนสตรัคติวิซึมนะครับ

1450
01:00:41,895 --> 01:00:44,495
เมื่อกี้คอนสตรัคติวิซึมนะ

1451
01:00:44,266 --> 01:00:45,093
มันเป็น

1452
01:00:45,098 --> 01:00:47,790
การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองเฉยๆ

1453
01:00:48,046 --> 01:00:53,003
แต่อันนี้มีต่อด้วยโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงานก็ไป

1454
01:00:53,686 --> 01:00:55,869
แล้วชื่อภาษาอังกฤษก็เติม

1455
01:00:56,377 --> 01:00:57,782
เติมตรงไหนครับ

1456
01:00:57,726 --> 01:00:58,298

1457
01:00:58,295 --> 01:00:58,927

1458
01:00:59,705 --> 01:01:00,014

1459
01:00:59,895 --> 01:01:00,373

1460
01:01:00,216 --> 01:01:00,482

1461
01:01:00,666 --> 01:01:01,090

1462
01:01:01,307 --> 01:01:01,589

1463
01:01:01,757 --> 01:01:04,871
อ่านแล้วดูสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองนะ

1464
01:01:05,016 --> 01:01:08,068
มันชื่อขายกันนะแต่มันไม่ใช่อันเดียวกัน

1465
01:01:10,976 --> 01:01:14,008
ชื่อมันคือคอนสตรัค

1466
01:01:14,055 --> 01:01:17,702
ลิซึ่มใช่ไหมครับคอนสตรัคติวิซึม

1467
01:01:18,536 --> 01:01:20,884
พรศักดิ์แล้วก็ติเลยนะ

1468
01:01:21,165 --> 01:01:21,652

1469
01:01:21,486 --> 01:01:23,925
แต่ถ้าอันนี้มันเป็น

1470
01:01:25,716 --> 01:01:30,263
คอนทราสต์แล้วก็มีชั่นใช่ไหมครับมีช่างมาต่อ

1471
01:01:30,525 --> 01:01:31,043

1472
01:01:31,226 --> 01:01:31,541

1473
01:01:31,486 --> 01:01:32,914
มีคอนเสิร์ต

1474
01:01:32,896 --> 01:01:35,942
ซึมนะครับมีคำว่าช่างมาต่อ

1475
01:01:36,026 --> 01:01:36,647

1476
01:01:37,566 --> 01:01:37,855

1477
01:01:38,336 --> 01:01:46,594
ภาษาไทยใช้คำว่าทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองโดยการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

1478
01:01:46,666 --> 01:01:47,194

1479
01:01:47,625 --> 01:01:47,848

1480
01:01:48,136 --> 01:01:52,336
มันก็เป็นสิ่งที่ดีที่พัฒนาต่อมาจากคอนสตรัคติวิสต์

1481
01:01:52,366 --> 01:01:56,248
คอนสตรัคติวิซึมนั่นแหละครับเป็นสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง

1482
01:01:56,274 --> 01:01:56,528

1483
01:01:56,656 --> 01:01:57,543

1484
01:01:57,555 --> 01:01:59,434
ปีนี้

1485
01:01:59,856 --> 01:02:03,623
อันนี้เป็นชื่อคนนะครับพี่มัวเผลอเป็นคน

1486
01:02:04,095 --> 01:02:07,301
เป็นคนเสนอทฤษฎีนี้เอาไว้นะครับว่า

1487
01:02:07,415 --> 01:02:13,270
การที่ผู้เรียนจะสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ดีนั้น

1488
01:02:13,375 --> 01:02:14,269
นะครับ

1489
01:02:14,465 --> 01:02:16,499
มันจำเป็นต้อง

1490
01:02:16,455 --> 01:02:17,650
เป็นการ

1491
01:02:18,129 --> 01:02:18,578

1492
01:02:18,696 --> 01:02:20,740
เรียนรู้ด้วยตนเองด้วย

1493
01:02:20,815 --> 01:02:22,087
มี

1494
01:02:22,284 --> 01:02:27,616
เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เอาความรู้มาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานขึ้นมา

1495
01:02:27,925 --> 01:02:29,206
ครับโดย

1496
01:02:29,394 --> 01:02:33,273
ใช้สื่อหรือใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม

1497
01:02:33,365 --> 01:02:37,545
มาเป็นตัวช่วยในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้นขึ้นมา

1498
01:02:37,915 --> 01:02:38,133

1499
01:02:38,236 --> 01:02:45,049
นั่นแสดงว่าการเรียนรู้ของนักเรียนจะเกิดขึ้นในระหว่างการสร้างสรรค์ชิ้นงาน

1500
01:02:45,286 --> 01:02:45,808

1501
01:02:46,305 --> 01:02:53,517
นักเรียนจะเรียนรู้องค์ความรู้แล้วก็เอาความรู้ต่างๆมาใช้ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานอีกต่อหนึ่ง

1502
01:02:53,865 --> 01:02:54,159

1503
01:02:53,995 --> 01:02:54,722
นะครับ

1504
01:02:55,594 --> 01:02:59,065
แต่จำเป็นต้องมีสื่อและเทคโนโลยีที่เหมาะสม

1505
01:02:58,984 --> 01:02:59,216

1506
01:02:59,175 --> 01:03:03,347
มาเป็นตัวช่วยนะครับในการสร้างสรรค์ชิ้นงานนั้น

1507
01:03:03,605 --> 01:03:04,055

1508
01:03:03,734 --> 01:03:04,294

1509
01:03:04,375 --> 01:03:04,618

1510
01:03:04,816 --> 01:03:05,085

1511
01:03:05,135 --> 01:03:05,428

1512
01:03:05,976 --> 01:03:06,785

1513
01:03:07,505 --> 01:03:07,909

1514
01:03:08,215 --> 01:03:08,581

1515
01:03:08,665 --> 01:03:08,979

1516
01:03:10,904 --> 01:03:11,144

1517
01:03:11,097 --> 01:03:12,879
เพราะฉะนั้นเวลา

1518
01:03:12,825 --> 01:03:13,710
เรา

1519
01:03:13,975 --> 01:03:18,829
สอนนักเรียนเพราะเราสอนเสร็จเราอาจจะมอบหมาย

1520
01:03:18,916 --> 01:03:24,001
ภาระงานให้นักเรียนได้มีโอกาสได้เอาความรู้ที่เราสอนไปเนี่ย

1521
01:03:24,094 --> 01:03:25,510
มาใช้ในการ

1522
01:03:25,645 --> 01:03:26,972
สร้างชิ้นงาน

1523
01:03:26,925 --> 01:03:27,496

1524
01:03:28,205 --> 01:03:29,735
ต่อเนื่องกันไป

1525
01:03:29,735 --> 01:03:30,258

1526
01:03:30,957 --> 01:03:31,354

1527
01:03:31,654 --> 01:03:32,083

1528
01:03:32,044 --> 01:03:32,463

1529
01:03:33,134 --> 01:03:33,435

1530
01:03:33,335 --> 01:03:34,137

1531
01:03:34,165 --> 01:03:34,969

1532
01:03:34,934 --> 01:03:35,481

1533
01:03:35,505 --> 01:03:35,988

1534
01:03:35,635 --> 01:03:36,000

1535
01:03:36,214 --> 01:03:36,494

1536
01:03:36,334 --> 01:03:36,716

1537
01:03:36,655 --> 01:03:37,673

1538
01:03:37,745 --> 01:03:41,501
หานี้เป็นอีกทฤษฎีนึงนะครับพี่

1539
01:03:41,655 --> 01:03:45,457
เราจำเป็นต้องตระหนักนะครับเราจำเป็นต้องตระหนัก

1540
01:03:45,435 --> 01:03:50,658
มันไม่มีวิธีการที่ตายตัวว่าเราจะจัดกิจกรรมอย่างไรนะครับแต่

1541
01:03:50,754 --> 01:03:53,387
ทฤษฎีนี้ multiple intelligence

1542
01:03:53,445 --> 01:03:54,521
หรือว่า

1543
01:03:54,655 --> 01:03:56,942
สวัสดีภาคภูมิปัญญานะครับ

1544
01:03:58,445 --> 01:04:01,188
เขาอธิบายเอาไว้นะครับว่า

1545
01:04:01,514 --> 01:04:03,168
มนุษย์เรา

1546
01:04:03,245 --> 01:04:09,155
ไม่ได้มีความสามารถหรือไม่ได้มีอัจฉริยภาพเพียงแค่ 2 ด้านเท่านั้น

1547
01:04:09,335 --> 01:04:11,407
ขับไม่ได้มีแค่สองด้าน

1548
01:04:11,694 --> 01:04:12,774
ในอดีต

1549
01:04:12,784 --> 01:04:14,702
เราเคยเข้าใจว่า

1550
01:04:14,904 --> 01:04:15,191

1551
01:04:15,035 --> 01:04:18,433
หรือถูกยอมรับว่าใครจะเป็นคนเก่ง

1552
01:04:18,425 --> 01:04:20,283
ใครเป็นอัจฉริยะ

1553
01:04:20,924 --> 01:04:25,946
ข้อต่อเมื่อต้องเก่งด้านที่คำนวณกับเก่งด้านภาษาเท่านั้น

1554
01:04:25,984 --> 01:04:28,227
อันนี้คือการยอมรับในอดีต

1555
01:04:28,736 --> 01:04:30,597
แต่ในปัจจุบัน

1556
01:04:30,535 --> 01:04:31,228

1557
01:04:32,905 --> 01:04:36,366
การ์ดเนอร์เขาก็ได้อธิบายคำว่า

1558
01:04:36,234 --> 01:04:41,884
จริงๆแล้วมนุษย์ของเรามีความเป็นอัจฉริยะภาพที่แฝงอยู่ในตัว

1559
01:04:41,874 --> 01:04:45,928
อย่างน้อย 8 ด้านเพราะใช้คำว่าอย่างน้อยนะครับ

1560
01:04:46,874 --> 01:04:54,721
เพราะตอนนี้เขาแค่คนพบว่ามันมีอยู่ 8 ด้านเขาเลยใช้คำว่าอย่างน้อยแต่จริงๆมันอาจจะมีมากกว่านี้ก็ได้แต่ตอนนี้เขายังไม่

1561
01:04:54,614 --> 01:04:57,569
เขายังไม่ได้พบกับเขาค้นยังไม่พบ

1562
01:04:58,014 --> 01:04:58,538

1563
01:04:58,464 --> 01:04:58,745

1564
01:04:58,913 --> 01:04:59,289

1565
01:04:59,294 --> 01:05:01,354
แล้ว 8 ด้านนั้นมีอะไร

1566
01:05:01,284 --> 01:05:03,455
ด้านภาษาด้านที่ 1

1567
01:05:03,534 --> 01:05:04,539
กลับด้าน

1568
01:05:04,556 --> 01:05:07,713
ปากกาและคณิตศาสตร์ด้านที่ 2 อันนี้เป็น

1569
01:05:08,014 --> 01:05:10,562
การยอมรับหรือการรับรู้ตั้งแต่

1570
01:05:10,633 --> 01:05:12,397
อดีตอยู่แล้ว

1571
01:05:13,014 --> 01:05:15,802
แต่มนุษย์เราไม่ได้มีมากแค่นั้นนะครับ

1572
01:05:16,013 --> 01:05:18,964
อย่างที่ 3 ก็คือด้านมิติสัมพันธ์

1573
01:05:18,894 --> 01:05:20,825
กับด้านมิติสัมพันธ์

1574
01:05:20,954 --> 01:05:24,024
สามารถมองภาพในสามมิติ

1575
01:05:24,215 --> 01:05:25,801
ได้กับ

1576
01:05:25,883 --> 01:05:29,105
เห็นสิ่งที่มันมีความสัมพันธ์กันได้

1577
01:05:29,024 --> 01:05:29,548

1578
01:05:29,665 --> 01:05:29,981

1579
01:05:29,924 --> 01:05:31,571
อย่างเช่นว่า

1580
01:05:32,165 --> 01:05:32,464

1581
01:05:32,994 --> 01:05:33,614

1582
01:05:33,574 --> 01:05:34,010

1583
01:05:33,953 --> 01:05:34,259

1584
01:05:34,464 --> 01:05:35,362
อะไรดี

1585
01:05:35,814 --> 01:05:36,088

1586
01:05:36,014 --> 01:05:36,300

1587
01:05:36,134 --> 01:05:36,533

1588
01:05:36,263 --> 01:05:38,047

1589
01:05:37,994 --> 01:05:38,378

1590
01:05:38,374 --> 01:05:38,835

1591
01:05:38,763 --> 01:05:41,127
ขวดน้ำขวดน้ำขวดนี้

1592
01:05:41,134 --> 01:05:41,573

1593
01:05:42,215 --> 01:05:42,725

1594
01:05:42,854 --> 01:05:44,735
เปลี่ยนดีกว่าเอาอันนี้

1595
01:05:44,854 --> 01:05:46,642
อันนี้เป็นรูปทรง

1596
01:05:47,475 --> 01:05:48,360
อะไรครับ

1597
01:05:48,625 --> 01:05:48,889

1598
01:05:48,814 --> 01:05:50,285
สี่เหลี่ยม

1599
01:05:50,354 --> 01:05:50,645

1600
01:05:50,674 --> 01:05:53,851
แต่ถ้าอาจารย์หมุนมันจะกลายเป็นรูปทรงอะไร

1601
01:05:55,355 --> 01:05:56,064
หมุน

1602
01:05:56,374 --> 01:05:56,630

1603
01:05:56,634 --> 01:05:56,998

1604
01:05:57,784 --> 01:05:58,044

1605
01:05:58,044 --> 01:06:04,945
เห็นไหมครับถ้าอาจารย์หมุนมันจะมันจะกลายเป็น

1606
01:06:04,774 --> 01:06:06,491
วงกลมใช่ไหมครับ

1607
01:06:06,884 --> 01:06:09,006
ข้อมูลแบบนี้เป็นวงกลม

1608
01:06:08,934 --> 01:06:10,976
แต่ถ้าหมุนแบบนี้จะเป็น

1609
01:06:11,174 --> 01:06:11,404

1610
01:06:12,334 --> 01:06:14,744
ไม่รู้สิอย่างสิ

1611
01:06:14,444 --> 01:06:15,738
หมุนแบบนี้

1612
01:06:15,723 --> 01:06:16,286

1613
01:06:16,362 --> 01:06:21,854
ทรงกระบอกแบบนี้มันจะกลายเป็นทรงกระบอกอยู่ไหมครับ

1614
01:06:23,214 --> 01:06:28,999
อันนี้เป็นการมองมิติสัมพันธ์นะครับเห็นความเชื่อมโยงของรูปร่าง

1615
01:06:29,243 --> 01:06:35,033
อาจจะมีการเคลื่อนไหวหรือเวลาเปลี่ยนแปลงไปอะไรก็แล้วแต่นะครับ

1616
01:06:35,204 --> 01:06:39,231
จะสามารถเห็นความสัมพันธ์ของมิติต่างๆได้

1617
01:06:39,554 --> 01:06:40,060

1618
01:06:40,704 --> 01:06:40,963

1619
01:06:41,214 --> 01:06:42,372

1620
01:06:42,373 --> 01:06:42,668

1621
01:06:42,574 --> 01:06:42,865

1622
01:06:42,954 --> 01:06:43,282

1623
01:06:43,914 --> 01:06:44,407

1624
01:06:44,494 --> 01:06:48,860
ต่อมาวันที่ 4 การเคลื่อนไหวร่างกาย

1625
01:06:49,037 --> 01:06:49,339

1626
01:06:49,413 --> 01:06:52,080
อันนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬา

1627
01:06:52,494 --> 01:06:57,295
พรุ่งนี้จะเป็นกลุ่มนักกีฬาจะมีอาชีพด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย

1628
01:06:57,422 --> 01:06:57,720

1629
01:06:58,013 --> 01:06:59,293
แผนที่

1630
01:06:59,293 --> 01:06:59,580

1631
01:06:59,673 --> 01:07:03,407
5 ก็คือด้านดนตรีอันนี้แน่นอนเป็นนักดนตรี

1632
01:07:03,383 --> 01:07:03,898

1633
01:07:05,113 --> 01:07:08,671
ต่อมาด้านการเข้าใจตนเอง

1634
01:07:08,643 --> 01:07:13,086
รู้ว่าตนเองอยู่ในสภาวะแบบไหนมีความต้องการอย่างไร

1635
01:07:13,183 --> 01:07:14,423
ขับเมื่อเกิด

1636
01:07:14,603 --> 01:07:19,900
ความเสียสมดุลทางด้านจิตใจจะรู้ว่าเราจะต้องมีการ

1637
01:07:20,814 --> 01:07:22,927
จัดการกับมันอย่างไร

1638
01:07:22,863 --> 01:07:27,156
กลับเมื่อเกิดความเครียดหรือเกิดสิ่งต่างๆขึ้นในสภาวะจิตใจ

1639
01:07:27,213 --> 01:07:31,444
อันนี้ก็ถือเป็นอัจฉริยะภาพอย่างนึงนะครับการเข้าใจตนเอง

1640
01:07:32,093 --> 01:07:32,569

1641
01:07:32,472 --> 01:07:32,762

1642
01:07:32,853 --> 01:07:33,181

1643
01:07:33,173 --> 01:07:38,393
อันนี้ก็ส่วนต่อมาความเข้าใจกับผู้อื่นความเข้าใจผู้อื่นอันนี้

1644
01:07:38,362 --> 01:07:39,591
กลุ่มที่มี

1645
01:07:39,843 --> 01:07:44,804
มีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นในจะเข้ากับคนง่ายนะครับมนุษย์

1646
01:07:44,573 --> 01:07:46,113
สัมพันธ์ดี

1647
01:07:46,303 --> 01:07:46,740

1648
01:07:46,882 --> 01:07:50,304
อันนี้มันมีอาชีพอาชีพนึงเกิดขึ้นในญี่ปุ่น

1649
01:07:51,433 --> 01:07:54,371
เป็นอาชีพที่ไปรับจ้างออกเดท

1650
01:07:54,953 --> 01:07:56,943
คิดเป็นชั่วโมง

1651
01:07:57,133 --> 01:07:59,908
คิดเป็นชั่วโมงในการให้บริการ

1652
01:07:59,953 --> 01:08:02,717
แกไปนั่งคุยเป็นเพื่อนเฉยๆ

1653
01:08:02,893 --> 01:08:03,660

1654
01:08:03,672 --> 01:08:08,254
คอยรับฟังปรึกษาคอยรับฟังนั่นนู่นนี่เฉยๆค่ะ

1655
01:08:08,532 --> 01:08:11,405
ไปเป็นคู่ออกเดทเฉยๆนะครับวันนี้

1656
01:08:11,612 --> 01:08:13,017
ในญี่ปุ่นมี

1657
01:08:13,092 --> 01:08:14,163

1658
01:08:14,172 --> 01:08:14,573

1659
01:08:14,374 --> 01:08:17,206
เขาก็ต้องอาศัยการเข้าใจของ

1660
01:08:17,252 --> 01:08:19,245
ลูกค้าของเขา

1661
01:08:19,612 --> 01:08:19,910

1662
01:08:19,813 --> 01:08:22,794
ก็ข่อยนั่งเป็นเพื่อนคุยเป็นเพื่อน

1663
01:08:23,213 --> 01:08:23,774

1664
01:08:23,972 --> 01:08:24,185

1665
01:08:24,102 --> 01:08:24,373

1666
01:08:24,362 --> 01:08:25,051

1667
01:08:25,002 --> 01:08:25,297

1668
01:08:25,132 --> 01:08:25,630

1669
01:08:25,642 --> 01:08:30,258
ต่อมาด้านสุดท้ายนะครับเป็นความเข้าใจในธรรมชาตินะครับ

1670
01:08:30,192 --> 01:08:34,236
สิ่งแวดล้อมเป็นคนรักสิ่งแวดล้อมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

1671
01:08:34,413 --> 01:08:35,429
ได้ดี

1672
01:08:35,372 --> 01:08:35,913

1673
01:08:36,084 --> 01:08:36,370

1674
01:08:36,342 --> 01:08:36,555

1675
01:08:37,372 --> 01:08:38,515
ทุกๆ

1676
01:08:38,453 --> 01:08:41,987
พรสวรรค์ทุกๆความสามารถในนี้

1677
01:08:42,612 --> 01:08:45,806
มันเกิดประโยชน์กับเราทั้งหมดครับ

1678
01:08:45,692 --> 01:08:49,811
มันสามารถนำไปใช้ในการหารายได้ได้ทั้งหมด

1679
01:08:50,051 --> 01:08:50,555

1680
01:08:51,071 --> 01:08:55,030
เพราะฉะนั้นเวลาเราเป็นครูนะครับเราก็ต้อง

1681
01:08:54,982 --> 01:08:55,300

1682
01:08:55,172 --> 01:08:57,798
เราอย่ามุ่งสอน

1683
01:08:57,862 --> 01:09:03,230
นักเรียนเก่งเพียงด้านเดียวหรือด้านที่วิชาที่เราสอนเพียงอย่างเดียว

1684
01:09:03,502 --> 01:09:07,035
มันมีอัจฉริยภาพของมนุษย์ซ่อนอยู่

1685
01:09:07,152 --> 01:09:08,861
อย่างน้อย 8 อย่าง

1686
01:09:08,942 --> 01:09:10,812
เราควรจะส่งเสริม

1687
01:09:10,741 --> 01:09:10,968

1688
01:09:10,931 --> 01:09:13,419
ความสามารถของนักเรียน

1689
01:09:13,492 --> 01:09:14,068

1690
01:09:14,012 --> 01:09:15,089
เสริมต่อ

1691
01:09:15,092 --> 01:09:15,829
ให้

1692
01:09:15,730 --> 01:09:18,704
ให้ได้ด้วยนะครับเพราะทุกความสามารถ

1693
01:09:18,752 --> 01:09:22,332
มันสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้ทั้งหมด

1694
01:09:22,652 --> 01:09:23,222

1695
01:09:23,292 --> 01:09:23,732

1696
01:09:24,382 --> 01:09:24,594

1697
01:09:25,483 --> 01:09:25,732

1698
01:09:25,932 --> 01:09:26,309

1699
01:09:26,311 --> 01:09:26,588

1700
01:09:26,502 --> 01:09:30,612
สุดท้ายนะครับสำหรับวันนี้นะครับ

1701
01:09:30,532 --> 01:09:31,486

1702
01:09:31,432 --> 01:09:31,743

1703
01:09:31,943 --> 01:09:32,182

1704
01:09:32,134 --> 01:09:34,824
ทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1705
01:09:35,282 --> 01:09:40,033
อันนี้ก็มีคนเหมือนกันแต่ไม่ใช่ความรักแล้ว

1706
01:09:40,082 --> 01:09:44,605
ไม่ค่อยไม่ใช่คอนซัคชั่นด้วยนะครับแต่เป็น Connect กับ

1707
01:09:44,631 --> 01:09:45,103

1708
01:09:45,082 --> 01:09:49,667
Connect TV ซึมกับทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1709
01:09:49,622 --> 01:09:50,200

1710
01:09:50,142 --> 01:09:51,611
เชื่อมโยงนิยม

1711
01:09:51,741 --> 01:09:52,213

1712
01:09:52,002 --> 01:09:52,375

1713
01:09:52,512 --> 01:09:52,801

1714
01:09:52,641 --> 01:09:52,893

1715
01:09:52,832 --> 01:09:53,081

1716
01:09:53,022 --> 01:09:58,626
อันนี้ Siemens นะครับอันนี้เป็นชื่อคนนะครับเป็นเจ้าของผู้คิดค้นทฤษฎีขึ้นมา

1717
01:09:58,342 --> 01:09:58,967

1718
01:09:59,431 --> 01:10:00,699
Siemens

1719
01:10:00,712 --> 01:10:02,641
เป็นนักการศึกษา

1720
01:10:02,822 --> 01:10:08,767
แคนาดานะครับอันนี้เป็นทฤษฎีค่อนข้างที่จะใหม่นะครับเกิดขึ้นในช่วงปี 2000

1721
01:10:09,101 --> 01:10:11,010
2000 นิดๆนะครับ

1722
01:10:11,732 --> 01:10:13,006
2000 ต้นๆ

1723
01:10:13,201 --> 01:10:21,508
เพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เองครับเกิดมาพร้อมกับยุคที่เทคโนโลยีมันล้ำหน้ากับยุคที่มี

1724
01:10:21,591 --> 01:10:22,549
อินเทอร์เน็ต

1725
01:10:23,331 --> 01:10:25,301
เผยแพร่อย่างแพร่หลาย

1726
01:10:25,370 --> 01:10:28,522
ครับจึงเกิดทฤษฎีการเรียนรู้ที่เป็น

1727
01:10:28,451 --> 01:10:30,664
Connect deviation ขึ้นมา

1728
01:10:30,561 --> 01:10:31,082

1729
01:10:31,331 --> 01:10:33,053
เขาอธิบายว่า

1730
01:10:33,451 --> 01:10:36,914
การเรียนรู้ของมนุษย์ในยุคนี้นะครับ

1731
01:10:36,901 --> 01:10:37,186

1732
01:10:37,031 --> 01:10:39,084
เกิดขึ้นจากการ

1733
01:10:39,342 --> 01:10:39,757

1734
01:10:39,531 --> 01:10:39,919

1735
01:10:39,921 --> 01:10:44,030
วิเคราะห์แยกแยะข้อมูลที่มันล่องลอยอยู่ในอากาศ

1736
01:10:44,211 --> 01:10:44,830

1737
01:10:45,931 --> 01:10:48,811
ข้อมูลที่ล่องลอยอากาศข้อมูลในอินเทอร์เน็ต

1738
01:10:48,761 --> 01:10:49,570

1739
01:10:50,171 --> 01:10:50,441

1740
01:10:50,611 --> 01:10:58,037
เกิดจากการรวบรวมข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตจากหลายๆแหล่งมารวมๆกันแล้วมาวิเคราะห์แยกแยะนะครับว่า

1741
01:10:58,241 --> 01:11:01,893
สิ่งใดเป็นข้อมูลที่ถูกสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ผิด

1742
01:11:02,271 --> 01:11:07,015
สิ่งใดเป็นข้อมูลที่จำเป็นสิ่งใดเป็นข้อมูลที่ไม่จำเป็น

1743
01:11:07,531 --> 01:11:08,667
แล้วก็ตัด

1744
01:11:09,132 --> 01:11:12,246
ครับตั้งส่วนที่มันเทสทิ้งไป

1745
01:11:12,141 --> 01:11:14,811
ตัดส่วนที่มันไม่จำเป็นทิ้งไป

1746
01:11:15,020 --> 01:11:16,874
เอาที่เหลือมาต่อ

1747
01:11:16,811 --> 01:11:19,229
นะครับมาต่อไม่เชื่อมโยงกัน

1748
01:11:19,251 --> 01:11:21,232
มาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่

1749
01:11:21,370 --> 01:11:24,405
แล้วก็สร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับตัวเรา

1750
01:11:24,761 --> 01:11:25,326

1751
01:11:25,972 --> 01:11:29,185
อันนี้เป็นคำอธิบายของเขานะครับ

1752
01:11:29,372 --> 01:11:30,634
แปลว่า

1753
01:11:30,590 --> 01:11:31,017

1754
01:11:31,681 --> 01:11:37,198
บางทีข้อมูลอาจจะไม่จำเป็นเฉพาะที่อยู่ใน iCloud หรือในอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

1755
01:11:37,571 --> 01:11:43,136
อาจจะเป็นข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวบุคคลนะครับเราสามารถ

1756
01:11:43,081 --> 01:11:45,623
ไปสอบถามจากผู้รู้ครับ

1757
01:11:45,581 --> 01:11:49,322
เอาข้อมูลจากผู้รู้หรือผู้เ****วชาญในตัวบุคคลเนี่ย

1758
01:11:49,360 --> 01:11:52,115
มาผสมผสานกับข้อมูลในอินเทอร์เน็ต

1759
01:11:52,051 --> 01:11:52,553

1760
01:11:52,490 --> 01:11:52,730

1761
01:11:52,750 --> 01:11:56,024
มาตัดต่อมาเรียบเรียงขึ้นมาใหม่

1762
01:11:56,281 --> 01:11:59,025
ส่วนใดที่ไม่จำเป็นแล้วก็ตัดทิ้งไป

1763
01:11:59,479 --> 01:12:02,963
ส่วนใดที่มันเป็นเคสที่เราไต่ตรองดูแล้วว่า

1764
01:12:02,811 --> 01:12:06,305
ข้อมูลที่เราได้มามันเป็นเท็จเราก็ตัดมันทิ้งไป

1765
01:12:06,590 --> 01:12:10,116
ครับเอาที่เหลือเอาที่ถูกเอาที่จำเป็นที่เหลือเนี่ย

1766
01:12:10,180 --> 01:12:15,127
มาเรียบเรียงมาต่อกันใหม่ขับรถสร้างเป็นองค์ความรู้ใหม่ให้กับเรา

1767
01:12:15,370 --> 01:12:15,894

1768
01:12:16,070 --> 01:12:21,343
อันนี้ก็เป็นคำอธิบายในการเรียนรู้ของทฤษฎีเชื่อมโยงนิยม

1769
01:12:21,522 --> 01:12:21,777

1770
01:12:21,650 --> 01:12:25,747
ครับมันก็เป็นที่ดีสมัยใหม่ที่มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับ

1771
01:12:25,680 --> 01:12:28,706
ยุคที่อินเทอร์เน็ตมันเผยแพร่อย่างแพร่หลาย

1772
01:12:28,950 --> 01:12:29,534

1773
01:12:31,451 --> 01:12:34,719
เราจะเห็นว่าแต่ละทฤษฎี

1774
01:12:35,170 --> 01:12:36,567
มันมี

1775
01:12:36,960 --> 01:12:40,555
มันไม่มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปใช่ไหมครับ

1776
01:12:40,540 --> 01:12:45,360
มันอธิบายปรากฏการณ์ในการเรียนรู้ในมิติที่แตกต่างกันไป

1777
01:12:45,670 --> 01:12:47,132
เพราะฉะนั้น

1778
01:12:47,140 --> 01:12:50,213
เวลาเราจะไปออกแบบกิจกรรม

1779
01:12:50,211 --> 01:12:52,419
แล้วก็สอนนักเรียนนะครับ

1780
01:12:52,461 --> 01:12:53,482
เรา

1781
01:12:54,060 --> 01:13:00,417
จำเป็นต้องพิจารณาในมิตินั้นๆว่าเราอยากจะส่งเสริมอะไรให้กับผู้เรียน

1782
01:13:00,531 --> 01:13:03,434
แล้วเราก็ดึงทฤษฎีที่มันเกี่ยวข้องเนี่ย

1783
01:13:03,349 --> 01:13:05,715
มาใช้ในการออกแบบกิจกรรม

1784
01:13:06,170 --> 01:13:11,416
ไม่มีทฤษฎีใดที่ใช้ได้ในทุกๆกรณี

1785
01:13:11,422 --> 01:13:12,154
นะครับ

1786
01:13:12,640 --> 01:13:17,806
ไม่มีทฤษฎีใดที่เป็นยาวิเศษที่สามารถใช้ได้ทั้งหมด

1787
01:13:17,770 --> 01:13:20,738
นะครับในทุกสิ่งที่เราจะสอนให้กับนักเรียน

1788
01:13:20,839 --> 01:13:21,601

1789
01:13:21,860 --> 01:13:25,532
คุณครูจึงจำเป็นต้องรู้ทฤษฎีให้หลากหลาย

1790
01:13:25,580 --> 01:13:29,694
แล้วก็ดึงมาใช้ให้มันเหมาะสมกับบริบทของผู้เรียน

1791
01:13:29,870 --> 01:13:33,404
ให้มันเหมาะสมกับลักษณะเนื้อหาที่เราจะสอน

1792
01:13:33,590 --> 01:13:37,715
ให้มันเหมาะสมกับทักษะที่เราอยากจะปลูกฝังให้กับนักเรียน

1793
01:13:38,010 --> 01:13:38,594
นะครับ

1794
01:13:38,579 --> 01:13:38,828

1795
01:13:38,900 --> 01:13:40,626
ไม่มีทฤษฎีใด

1796
01:13:40,830 --> 01:13:42,689
เป็นยาวิเศษนะครับ

1797
01:13:42,810 --> 01:13:48,214
ไม่มียาพารานะครับไม่ใช่ยาพาราที่เอาไปแก้ได้ทุกอย่าง

1798
01:13:48,070 --> 01:13:51,382
ปวดอะไรก็กินยาพาราอันนี้ไม่ได้

1799
01:13:51,399 --> 01:13:52,158

1800
01:13:52,169 --> 01:13:52,925

1801
01:13:52,930 --> 01:13:53,203

1802
01:13:53,250 --> 01:13:55,987
ok ครับสำหรับวันนี้มีใครมีคำถามไหมครับ

1803
01:13:57,290 --> 01:13:57,741

1804
01:13:58,699 --> 01:13:59,067

1805
01:13:59,279 --> 01:13:59,586

1806
01:13:59,850 --> 01:14:00,274

1807
01:14:00,298 --> 01:14:00,732

1808
01:14:00,810 --> 01:14:04,404
เดี๋ยวอาจารย์จะส่งไฟล์เอกสาร

1809
01:14:04,659 --> 01:14:06,058
ประกอบการสอน

1810
01:14:06,070 --> 01:14:08,813
บทนี้ให้ในกลุ่มไลน์นะครับ

1811
01:14:09,399 --> 01:14:10,478
ในกลุ่มไลน์

1812
01:14:10,549 --> 01:14:10,810

1813
01:14:10,810 --> 01:14:11,116

1814
01:14:11,189 --> 01:14:11,464

1815
01:14:11,509 --> 01:14:14,096
มีคำสำหรับเด็กที่

1816
01:14:14,780 --> 01:14:16,443
เด็กตา

1817
01:14:16,509 --> 01:14:18,853
สามารถอ่านไฟล์ได้ไหมครับ

1818
01:14:19,650 --> 01:14:19,942

1819
01:14:19,971 --> 01:14:20,930

1820
01:14:20,930 --> 01:14:21,547

1821
01:14:21,570 --> 01:14:22,378

1822
01:14:22,530 --> 01:14:23,942

1823
01:14:24,130 --> 01:14:25,863
อ่านไปได้อยู่ใช่ไหมครับ

1824
01:14:25,990 --> 01:14:26,804
OK

1825
01:14:27,849 --> 01:14:33,936
เคครับเดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราเจอกันใหม่นะครับวันนี้อาจารย์

1826
01:14:33,739 --> 01:14:33,994

1827
01:14:33,930 --> 01:14:34,753

1828
01:14:35,410 --> 01:14:37,315
ครับสวัสดีครับ

1829
01:14:37,269 --> 01:14:40,787
ขอบคุณมากนะครับขอบคุณมากนะครับ

1830
01:14:40,791 --> 01:14:41,489

1831
01:14:41,429 --> 01:14:43,755

1832
01:14:44,570 --> 01:14:44,873

1833
01:14:48,988 --> 01:14:49,220

1834
01:14:49,820 --> 01:14:50,108

1835
01:14:50,010 --> 01:14:50,412

1836
01:14:50,459 --> 01:14:50,755

1837
01:14:50,849 --> 01:14:51,066

1838
01:14:50,970 --> 01:14:51,357

1839
01:14:51,489 --> 01:14:51,911

1840
01:14:52,000 --> 01:14:52,441

1841
01:14:52,378 --> 01:14:52,616

1842
01:14:52,510 --> 01:14:52,759

1843
01:14:53,090 --> 01:14:53,577

1844
01:15:19,811 --> 01:15:21,203

1845
01:15:23,769 --> 01:15:24,003

1846
01:15:24,090 --> 01:15:24,328

1847
01:15:24,289 --> 01:15:24,525

1848
01:15:24,799 --> 01:15:25,092

1849
01:15:25,119 --> 01:15:25,389

1850
01:15:25,309 --> 01:15:25,560

1851
01:15:25,630 --> 01:15:26,055

1852
01:15:26,140 --> 01:15:26,407

1853
01:15:26,340 --> 01:15:26,706

1854
01:15:26,659 --> 01:15:27,208

1855
01:15:27,169 --> 01:15:27,429

1856
01:15:27,369 --> 01:15:27,668

1857
01:15:27,689 --> 01:15:27,926

1858
01:15:27,879 --> 01:15:28,174

1859
01:15:28,199 --> 01:15:28,449

1860
01:15:28,389 --> 01:15:28,631


