﻿1
00:03:06,791 --> 00:03:08,450

2
00:03:08,450 --> 00:03:12,450
(เจ้าหน้าที่) สวัสดีครับผม ทบทวนอีกครั้ง

3
00:03:14,606 --> 00:03:18,577
วันนี้มีปืนยาวยี่ห้อ

4
00:03:18,577 --> 00:03:19,859
ราคาต่อบอล

5
00:03:19,859 --> 00:03:21,600
หน้าแดงหลังเขียวนะครับ

6
00:03:21,600 --> 00:03:25,600
ไหนลองฟังดูนะคะ ถ้าได้นะคะ ตัวนี้จะรีบออกไปนะครับ

7
00:03:25,763 --> 00:03:29,763
สักเท่าไรครับ คันที่ 14 ปอนด์นะครับ ประมาณค

8
00:03:33,651 --> 00:03:35,122
รั้งที่ 1

9
00:03:35,122 --> 00:03:39,122
ผมขอบคุณครับ ทดสอบปืนกระบอกนี้นะครับ

10
00:03:42,630 --> 00:03:45,190
เรียบร้อยนะครับ

11
00:03:45,190 --> 00:03:49,190
ตบ Magazine

12
00:05:10,538 --> 00:05:14,538
(เจ้าหน้าที่) สวัสดีครับ ฝั่งล่ามได้ยินเสียงชัดเจนนะครับ

13
00:05:27,140 --> 00:05:28,940
สวัสดีครับ

14
00:05:28,940 --> 00:05:32,940
ฝั่งล่ามได้ยินเสียงชัดเจนใช่ไหมครับ

15
00:09:34,795 --> 00:09:38,795
(เจ้าหน้าที่) สวัสดีค่ะ ล่ามได้ยินเสียงไหมคะ

16
00:09:47,171 --> 00:09:49,601
เหมือนตอนนี้

17
00:09:49,601 --> 00:09:52,035
ไม่ได้ยินเสียงล่ามค่ะเดี๋ยว

18
00:09:52,035 --> 00:09:56,035
กำลังแก้ไขนะคะ แล้วก็ระหว่างนี้ ก็รอท่านอาจารย์ด้วยค่ะ

19
00:10:07,300 --> 00:10:11,300
เดี๋ยว... ตอนนี้อาจารย์กำลังเดินทางมานะคะ รอสักครู่ค่ะ

20
00:12:00,782 --> 00:12:04,782
(เจ้าหน้าที่) ทดสอบค่ะ ตอนนี้ล่ามได้ยินไหมคะ

21
00:12:10,840 --> 00:12:14,840
ทดสอบค่ะ ตอนนี้ล่ามได้ยินไหมคะ

22
00:12:24,052 --> 00:12:28,052
ตอนนี้อาจารย์มาแล้วนะคะ

23
00:13:12,604 --> 00:13:16,604
(ล่าม)  ล่ามไม่ได้ยินเลยค่ะ

24
00:13:17,027 --> 00:13:20,752
อาจารย์ได้ยินไหมคะ

25
00:13:20,752 --> 00:13:24,752
อาจารย์ลองพูดอีกทีได้ไหมคะ ถ้าเกิดว่าได้ยินเสียงล่ามนะคะ

26
00:13:26,705 --> 00:13:30,676
ถ้าอาจารย์ได้ยินไหมคะ

27
00:13:30,676 --> 00:13:34,676
อาจารย์ได้ยินไหมคะ ล่ามไม่ได้ยิน

28
00:13:37,603 --> 00:13:41,603

29
00:14:25,822 --> 00:14:29,534
ล่ามยังไม่ได้ยินเลยค่ะ

30
00:14:29,534 --> 00:14:33,534
ได้ยินแต่เสียงโทรศัพท์เข้านะคะ แต่ไม่ได้ยินเสียงอาจารย์

31
00:14:38,512 --> 00:14:42,512
ทำไมเสียง...

32
00:15:29,420 --> 00:15:33,420
(เจ้าหน้าที่) ทดสอบค่ะ ล่ามได้ยินไหมคะ

33
00:15:40,780 --> 00:15:44,780
รบกวนอาจารย์ลองพูดอีกครั้งได้ไหมคะ

34
00:15:50,322 --> 00:15:53,396
ไม่ได้ยิน ไม่ได้ยินค่ะ

35
00:15:53,396 --> 00:15:57,396
ไม่ได้ยินเลยค่ะ

36
00:16:13,472 --> 00:16:17,472
(ผศ.ดร.กาญจนา) สวัสดีค่ะ

37
00:16:17,504 --> 00:16:21,504
(ล่าม)  โอเคค่ะ ได้ยินแล้วค่ะ รบกวนอาจารย์พูดดังกว่านี้หน่อยได้ไหมคะ

38
00:16:21,807 --> 00:16:25,807
(ผศ.ดร.กาญจนา) สวัสดีค่ะ

39
00:16:27,383 --> 00:16:31,383
ขออภัยนะคะ วันนี้ช้านิดหนึ่ง พอดีมีประชุมด่วนนะคะ ต้องเตรียมงาน

40
00:16:32,386 --> 00:16:36,386
(ล่าม)  ค่ะ ได้ยินค่ะ อาจารย์ ขออาจารย์พูดดังกว่านี้นิดนึงนะคะ จะได้แล้วเนาะ

41
00:16:39,753 --> 00:16:43,753
(ผศ.ดร.กาญจนา) อย่างที่ครูบอกไปนะคะ ว่าเราจะมีหนังสืออยู่

42
00:16:45,716 --> 00:16:47,956
3 เล่มด้วยกัน ที่เราใช้

43
00:16:47,956 --> 00:16:51,956
หลัก ๆ เลยคือเราใช้เล่มนี้นะคะ เล่มนี้จะมีเนื้อหาอยู่ 5 บท

44
00:16:53,280 --> 00:16:57,280
แล้วก็เดี๋ยวครูจะเพิ่มนะคะ ครูมีเพิ่มเข้ามาอีกประมาณ 3 บทนะคะ ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเพิ่มเข้ามาอีก 3 บท

45
00:17:00,967 --> 00:17:04,967
สำหรับเพื่อนนะคะ ทีนี้เพื่อนที่เป็นเด็กตานะ เดี๋ยวครูอาจจะต้องขออนุญาตนะคะ ให้น้องเอาหนังสือนะคะ กลับไปก่อนนะ

46
00:17:10,008 --> 00:17:14,008
แล้วก็อาจจะขอให้เจ้าหน้าที่นะคะ ช่วย

47
00:17:14,302 --> 00:17:18,216
ถ่ายภาพ แล้วก็ถ่ายภาพก็ทำเป็น Google เอกสารนะคะ

48
00:17:18,216 --> 00:17:22,216
ถ่ายรูปแล้วแปลข้อความจากในรูปให้กลายเป็นตัวอักษร

49
00:17:22,319 --> 00:17:26,319
เป็นWord นี่จะง่ายนะคะ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงบทที่ 1

50
00:17:28,279 --> 00:17:30,069
ก็คือ

51
00:17:30,069 --> 00:17:32,822
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเรื่องของการ

52
00:17:32,822 --> 00:17:36,822
นะคะ ทุกคนเปิดไปบทที่ บทที่ 1 นะคะ เปิดไปที่บทที่ 1 นะ

53
00:17:41,801 --> 00:17:45,801
ในสไลด์ที่ครูจะอธิบายในวันนี้นะคะ อาจจะไม่ได้ครบทุกหัวข้อควรจะเลือกเฉพาะประเด็นที่สำคัญสำคัญ

54
00:17:50,261 --> 00:17:54,261
และจะเสริมให้นะคะ ในหัวข้อ หรือในประเด็นที่

55
00:17:55,717 --> 00:17:59,717
มีความทันสมัย และมีความเป็นปัจจุบันนะคะ

56
00:18:01,040 --> 00:18:05,040
อาจจะมีบางข้อในเอกสารนะคะ  ที่เราไม่เห็นตรงกันมีเพิ่มเติมให้นะคะ มันเป็นครูเพิ่มเติมเข้าไปให้นะ

57
00:18:08,922 --> 00:18:10,905
ที นี้มาดูนะคะ ว่า

58
00:18:10,905 --> 00:18:12,635
อันดับแรกเลย

59
00:18:12,635 --> 00:18:13,786
การอ่าน

60
00:18:13,786 --> 00:18:16,288
เป็นหนึ่งในทักษะสำคัญ

61
00:18:16,288 --> 00:18:18,147
ของผู้เรียน

62
00:18:18,147 --> 00:18:21,671
ผู้เรียนเพื่อที่จะไปเป็นครูภาษาไทย

63
00:18:21,671 --> 00:18:23,341
คุณต้องรู้ว่า

64
00:18:23,341 --> 00:18:26,482
คุณครูที่เป็นครูสอนภาษาไทยนั้น

65
00:18:26,482 --> 00:18:28,785
เขาจะต้องมี

66
00:18:28,785 --> 00:18:32,785
ความสามารถนะคะ ที่จะไปสอนเด็กในด้านต่าง ๆ

67
00:18:34,618 --> 00:18:38,618
ถ้าหากว่าวิชาภาษาไทยนะคะ จะจัดจำแนกนะคะ ตาม

68
00:18:39,688 --> 00:18:43,688
สาระการเรียนรู้ เราแบ่งออกเป็นกี่สาระนะคะ

69
00:18:44,870 --> 00:18:48,023
เราแบ่งออกเป็นกี่สาระ

70
00:18:48,023 --> 00:18:52,023
สาระที่ 1 มาก่อนเลย ก็คือสาระการอ่านค่ะ

71
00:18:52,948 --> 00:18:56,872
สาระที่ 1 ก็คือสาระการอ่าน

72
00:18:56,872 --> 00:19:00,872
สาระที่ 2 ก็คือการเขียน

73
00:19:01,155 --> 00:19:04,167
สาระที่ 3 การฟัง

74
00:19:04,167 --> 00:19:07,569
ดูและพูด

75
00:19:07,569 --> 00:19:09,750
สาระที่ 4 คือ

76
00:19:09,750 --> 00:19:11,161
คืออะไรคะ

77
00:19:11,161 --> 00:19:12,053
หลัก

78
00:19:12,053 --> 00:19:14,113
ภาษา

79
00:19:14,113 --> 00:19:16,863
และสาระที่ 5 คือ

80
00:19:16,863 --> 00:19:20,863
วรรณคดีและวรรณกรรม

81
00:19:28,591 --> 00:19:32,591
5 สาระนี้ เป็นหัวใจสำคัญของการเรียนการสอนในวิชาภาษาไทย

82
00:19:36,093 --> 00:19:40,093
คุณครูภาษาไทยทุกท่าน ต้องรู้เรื่องนี้

83
00:19:40,458 --> 00:19:44,458
ว่าที่คุณครูอย่างพวกเรา ก็ต้องรู้เรื่องนี้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ในวิชาที่เราเรียนกันในวันนี้ คือวิชาการอ่าน

84
00:19:49,676 --> 00:19:53,676
การคิดนะคะ เพื่อพัฒนาชีวิตนี่นะคะ เราจึงจำเป็นต้องรู้เรื่องเกี่ยวกับการอ่านให้มาก

85
00:19:56,343 --> 00:20:00,343
เพื่อที่เราจะได้ไปออกแบบการจัดการเรียนการสอนให้กับผู้เรียน

86
00:20:01,926 --> 00:20:05,926
ให้ผู้เรียนของเราอ่านได้ อ่านคล่องและอาจเป็นนะคะทีนี้

87
00:20:08,009 --> 00:20:12,009
ในเรื่องของการอ่านนั้น มีความหมายว่าอย่างไร การอ่าน

88
00:20:12,633 --> 00:20:16,633
เป็นกระบวนการอะไรคะ การส่งหรือการรับสารนะ

89
00:20:16,857 --> 00:20:18,718
กระบวนการอะไร

90
00:20:18,718 --> 00:20:22,442
กระบวนการรับสาร การรับสารมีกี่แบบคะ

91
00:20:22,442 --> 00:20:24,553
นอกจากการอ่านแล้ว

92
00:20:24,553 --> 00:20:26,283
การรับสาร

93
00:20:26,283 --> 00:20:30,283
อีกอันหนึ่ง คือการอะไรนะลูก การฟัง การดูและการฟังกับการดูเป็นการรับ

94
00:20:33,909 --> 00:20:37,254
การรักษา ในทีนี้รับสารผ่านอะไรนะคะ

95
00:20:37,254 --> 00:20:40,836
อ่านต้องทำหน้าที่แปลความหมายของอะไรคะ

96
00:20:40,836 --> 00:20:44,836
ตัวอักษรออกมาเป็นความคิด

97
00:20:45,067 --> 00:20:48,718
ในกระบวนการอ่าน ก็จะมีการคิด

98
00:20:48,718 --> 00:20:50,971
อยู่ในทุกขณะ

99
00:20:50,971 --> 00:20:51,801
ดังนั้น

100
00:20:51,801 --> 00:20:55,264
หากผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจ

101
00:20:55,264 --> 00:20:56,984
กับตัวอักษร

102
00:20:56,984 --> 00:20:58,334
ที่ผู้เขียน

103
00:20:58,334 --> 00:20:59,686
สื่อออก

104
00:20:59,686 --> 00:21:03,686
มา ก็จะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการ

105
00:21:04,172 --> 00:21:05,708
อ่านได้

106
00:21:05,708 --> 00:21:08,850
โดยที่การอ่านนั้น

107
00:21:08,850 --> 00:21:10,640
จะต้องใช้เทคนิค

108
00:21:10,640 --> 00:21:14,640
วิธีการอ่าน หรือการทำให้การอ่านมีประสิทธิภาพสูงสุด

109
00:21:15,715 --> 00:21:19,715
จึงจะทำให้สิ่งที่อ่านนั้น มันมีประโยชน์มันมีคุณค่าและ

110
00:21:20,960 --> 00:21:24,960
บรรลุวัตถุประสงค์ของการ

111
00:21:26,163 --> 00:21:29,684
อ่าน ต่อไปนะคะ ในเรื่องของการอ่านนั้นนะคะ

112
00:21:29,684 --> 00:21:33,684
ทักษะการอ่านนะคะ หรือว่า Reading skill นะคะ

113
00:21:34,300 --> 00:21:36,353
นักศึกษาดูนะคะ

114
00:21:36,353 --> 00:21:39,365
ฝั่งซ้ายนะคะ ฝั่งซ้าย

115
00:21:39,365 --> 00:21:40,776
กับฝั่งขวา

116
00:21:40,776 --> 00:21:44,776
ให้สังเกตก่อนว่ามันมีความเหมือน หรือความแตกต่างกันอย่างไร

117
00:21:45,198 --> 00:21:49,198
ลองอ่านดูคร่าว ๆ ก่อนนะคะ

118
00:21:55,517 --> 00:21:59,240
มันมีอะไรเป็นจุดร่วมกันอยู่ดูส

119
00:21:59,240 --> 00:22:03,021
ิ อันนี้ไม่มีในหนังสือแต่ครูเพิ่มมาให้

120
00:22:03,021 --> 00:22:07,021
เพื่อเห็นถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างการอ่านกับอะไรคะ

121
00:22:07,895 --> 00:22:09,237
การคิด

122
00:22:09,237 --> 00:22:12,568
ฝั่งซ้ายมือคือทักษะการอ่าน

123
00:22:12,568 --> 00:22:16,162
ส่วนฝั่งขวามือคือทักษะในการ

124
00:22:16,162 --> 00:22:16,802
ค

125
00:22:16,802 --> 00:22:19,245
ิด 2 สิ่งนี้ต้องเป็นอย่างไรคะลูก

126
00:22:19,245 --> 00:22:22,446
ไปด้วยกันควบคู่กันไป

127
00:22:22,446 --> 00:22:26,446
ฝั่งซ้ายก็บอกว่าการอ่านนั้น คือการแสวงหาความรู้

128
00:22:27,697 --> 00:22:31,697
การค้นหาคำตอบใช่ไหมคะ นี่คือวัตถุประสงค์ของอะไรคะ

129
00:22:32,890 --> 00:22:35,260
ของการอ่านนะคะ

130
00:22:35,260 --> 00:22:36,162
และ

131
00:22:36,162 --> 00:22:38,345
ในฐานะของความเป็นครู

132
00:22:38,345 --> 00:22:42,345
เวลาที่เราอ่าน 1. วัตถุประสงค์ที่เกิดขึ้น ก็คือเราอาจจะนำไปใช้เพื่ออะไรลูก

133
00:22:43,786 --> 00:22:46,417
ไปตรวจผลงานของ

134
00:22:46,417 --> 00:22:47,899
นักเรียน

135
00:22:47,899 --> 00:22:49,499
หมายถึงอะไรด้วยคะ

136
00:22:49,499 --> 00:22:53,499
ทำความเข้าใจเนื้อหานะคะ หาความรู้เพิ่มเติม

137
00:22:54,944 --> 00:22:58,944
รวมไปถึงการรับรู้วิทยาการหรือความรู้ใหม่ ๆ ด้วย

138
00:23:00,199 --> 00:23:04,199
ในขณะที่ฝั่งขวามือนะคะ ฝั่งขวามือ

139
00:23:05,461 --> 00:23:09,461
ขณะที่ฝั่งขวามือนะคะ

140
00:23:09,753 --> 00:23:13,753
ฝั่งขวามือของเรา เราบอกว่าการฝึกทักษะการคิดในลักษณะต่าง ๆ

141
00:23:15,458 --> 00:23:19,458
นี่คือลักษณะของการคิดที่เกิดขึ้น ในขณะที่เรากำลัง

142
00:23:20,593 --> 00:23:21,745
อ่านอยู่

143
00:23:21,745 --> 00:23:25,006
นะคะ การกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

144
00:23:25,006 --> 00:23:28,215
ขณะที่เราอ่าน มันทำให้เกิดอะไรขึ้นด้วย

145
00:23:28,215 --> 00:23:32,215
เกิดความคิดสร้างสรรค์ด้วยนะคะ การทำให้เห็นมุมมองที่หลากหลาย

146
00:23:33,335 --> 00:23:34,486
จริงหรือไม่

147
00:23:34,486 --> 00:23:38,486
เวลาเราอ่านมันเปิดโลกเรา มันเปลี่ยนความคิดเราด้วยใช่ไหมคะ

148
00:23:38,600 --> 00:23:42,600
และการอ่านนั้นนะคะ ทำให้เกิดทักษะการคิดในลักษณะที่

149
00:23:43,791 --> 00:23:45,262
ทำให้ผู้อ่านนั้น

150
00:23:45,262 --> 00:23:48,015
เกิดทักษะในการปรับตัว

151
00:23:48,015 --> 00:23:52,015
พอรับข้อมูลใหม่เข้าไป ข้อมูลที่เกิดขึ้นจากการอ่านนั้น ก็ทำให้เราได้

152
00:23:53,147 --> 00:23:55,200
ทบทวน ใคร่ครวญ

153
00:23:55,200 --> 00:23:59,103
แล้วปรับข้อมูลที่เรามีอยู่ ให้มันทันสมัย

154
00:23:59,103 --> 00:24:00,844
ทันต่อเหตุการณ์

155
00:24:00,844 --> 00:24:04,844
นะคะ มันทำให้เกิดทักษะในการคิดเพื่อปรับตัวด้วยนะคะ

156
00:24:07,959 --> 00:24:11,959
ทีนี้นะคะ ขั้นตอนของการอ่าน ในหนังสือของเราบอกว่ามีอ่านได้กับอ่านเป็นนะคะ

157
00:24:13,914 --> 00:24:17,835
อ่านได้นั้นนะคะ ก็จะเป็นลักษณะของการอ่าน

158
00:24:17,835 --> 00:24:21,835
พื้นฐานทั่วไป ส่วนการอ่านเป็นอ่านอย่างมีวิจารณญาณ อ่านแล้วเกิดความคิดสร้างสรรค์

159
00:24:24,236 --> 00:24:28,236
แต่ในที่นี้ครูขอเพิ่มเติมให้นิดหน่อยนะคะ ขอเพิ่มให้นิดหนึ่งนะคะ ว่า

160
00:24:29,878 --> 00:24:33,878
ถ้าหากว่าเรานะคะ จะแบ่งแยกกระบวนการอ่านนะคะ ออกเป็น 4 ขั้นตอนนะคะ มันจะละเอียดขึ้น

161
00:24:38,078 --> 00:24:41,160
4 ขั้นตอนที่ว่านี้ คืออะไรนะคะ

162
00:24:41,160 --> 00:24:43,400
อันที่ 1 นะคะ ก็คือ

163
00:24:43,400 --> 00:24:47,400
การอ่านออก อ่านได้ หรืออ่านออกเสียงได้ถูกต้อง

164
00:24:49,041 --> 00:24:52,491
ถ้า 1 รู้จักพยัญชนะ

165
00:24:52,491 --> 00:24:53,391
สละ

166
00:24:53,391 --> 00:24:54,864
วรรณยุกต์

167
00:24:54,864 --> 00:24:58,265
3 อย่างนี้ มาผสมกันเข้ากลายเป็น

168
00:24:58,265 --> 00:25:02,265
คำใช่ไหมคะ อ่านคำแล้วก็มีการใส่อันนี้เข้าไป ก็จะกลายเป็นการประสมคำใช่ไหมคะ

169
00:25:05,320 --> 00:25:09,320
มาแจกลูก ก็ยังมีตัวสะกดนะ แต่ถ้าผสมคำว่าคือมีตัวสะกดด้วย

170
00:25:09,540 --> 00:25:13,540
พยัญชนะนะคะ ถ้าในขั้นที่ 1 รู้สระรู้พยัญชนะรู้วรรณยุกต์

171
00:25:15,827 --> 00:25:18,777
การแจกลูก อ่านประสมคำได้

172
00:25:18,777 --> 00:25:22,777
แสดงว่าผ่านกระบวนการอ่านในขั้นที่ 1

173
00:25:23,137 --> 00:25:25,438
อ่านออกอ่านได้นะคะ

174
00:25:25,438 --> 00:25:28,514
อันที่ 2 นะคะ อ่านเข้าใจ

175
00:25:28,514 --> 00:25:30,184
การเข้าใจคืออะไร

176
00:25:30,184 --> 00:25:32,496
อ่านเข้าใจ ก็คือเห็น

177
00:25:32,496 --> 00:25:34,156
คำวลี

178
00:25:34,156 --> 00:25:37,431
ข้อความ ประโยคนะคะ

179
00:25:37,431 --> 00:25:40,379
อ่านสิ่งเหล่านี้แล้วสามารถที่จะ

180
00:25:40,379 --> 00:25:42,041
สรุปความได้

181
00:25:42,041 --> 00:25:46,041
ข้อความนี้เขากล่าวถึงอะไรก็พูดถึงอะไร

182
00:25:47,115 --> 00:25:50,056
ก็มานะคะ ในขั้นที่ 3

183
00:25:50,056 --> 00:25:53,840
แล้วจะอ่านได้อ่านเข้าใจแล้ว ขั้นที่ 3 คือ

184
00:25:53,840 --> 00:25:57,840
อ่านแล้วต้องใช้ความคิดในการวิเคราะห์ วิจารณ์

185
00:25:58,274 --> 00:26:02,274
แสดงความคิดเห็นในทางขัดแย้งด้วย เห็นด้วยกับผู้เขียนได้อย่างถูกต้องนะคะ อย่างมีเหตุผลด้วย

186
00:26:03,845 --> 00:26:06,274
ฉะนั้น นอกเหนือจาก

187
00:26:06,274 --> 00:26:10,274
อ่านได้ อ่านเข้าใจ

188
00:26:10,442 --> 00:26:11,658
ก็จะต้อง

189
00:26:11,658 --> 00:26:15,371
อ่านแล้ววิเคราะห์ได้เช่นเดียวกัน

190
00:26:15,371 --> 00:26:19,371
ขั้นสูงขึ้นมาหน่อยแล้วนะคะ ขั้นสูงขึ้นมาแล้วอ่านเป็นแบบนี้ เขาเรียกว่าอ่านเป็นแล้วนะคะ

191
00:26:20,896 --> 00:26:22,558
อ่านเป็น

192
00:26:22,558 --> 00:26:26,558
เพราะฉะนั้นในสุดท้ายเลยค่ะ  เห็นไหม มันตรงนี้มันก็จะสอดคล้องกับแนวคิดของบลูม และก็อย่างที่ครูได้เคยยกตัวอย่างไปเมื่อครั้งก่อน

193
00:26:30,701 --> 00:26:31,783
ว่า

194
00:26:31,783 --> 00:26:35,783
หากต้องการให้ผู้เรียนนะคะ  หรือแม้แต่คุณครูอย่างเรานี่นะคะ

195
00:26:38,388 --> 00:26:42,388
ประสบความสำเร็จในการอ่านขั้นสูงสุดนะคะ นั่นก็คือจะต้องสามารถนำความรู้จากการอ่าน

196
00:26:45,379 --> 00:26:48,712
ไปประยุกต์ใช้ในเชิงสร้างสรรค์ได้

197
00:26:48,712 --> 00:26:50,693
อ่านแล้ว เอาไปทำอะไรต่อ

198
00:26:50,693 --> 00:26:54,693
อ่านแล้วจบแค่นั้นใช่ไหม อ่านแล้ววิเคราะห์วิจารณ์ได้อย่างเดียว

199
00:26:54,926 --> 00:26:58,926
แต่ยังไม่ได้ทำให้เกิดความสร้างสรรค์ขึ้น ก็ยังถือว่า

200
00:26:59,348 --> 00:27:03,348
ไปไม่ถึงขั้นที่ 4 ซึ่งเป็นขั้นสุดยอด ขั้นสูงสุดของ

201
00:27:04,480 --> 00:27:05,372
การอ่าน

202
00:27:05,372 --> 00:27:09,372
หรือเป็นขั้นสูงสุดของการเรียนรู้ของมนุษย์นะคะ ตามทฤษฎีการเรียนรู้ของบลูม

203
00:27:12,107 --> 00:27:15,759
ดังนั้นเขาบอกว่าผู้ที่อ่านได้และอ่านเป็น

204
00:27:15,759 --> 00:27:19,759
จำเป็นจะต้องอะไรคะ ใช้กระบวนการทั้งหมดในการอ่าน

205
00:27:20,442 --> 00:27:24,442
ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการอ่านนั้นนะคะ

206
00:27:24,865 --> 00:27:28,865
ด้วยวิธีการอะไร ด้วยการถ่ายทอดความหมายของตัวอักษรออกมาเป็นความ

207
00:27:31,721 --> 00:27:33,975
คิว และจากการคิดนะคะ

208
00:27:33,975 --> 00:27:37,975
ความคิดที่ได้จากการอ่านนะคะ เอามาผสมผสานกันกับประสบการณ์เดิม

209
00:27:39,347 --> 00:27:42,820
จากนั้นนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ค่ะ

210
00:27:42,820 --> 00:27:46,820
นี่คือสิ่งที่คาดหวัง และเป็นสิ่งที่..

211
00:27:47,999 --> 00:27:51,999
. แนวทางนะ ถือว่าเป็นแนวทางนะคะ ของผู้ที่เรียนนะคะ แล้วก็

212
00:27:53,711 --> 00:27:57,711
สามารถที่จะนำความรู้จากการอ่านนะคะ เอาไปใช้ประโยชน์ได้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั่นเอง

213
00:28:01,654 --> 00:28:05,654
คำถามค่ะ คราวนี่เข้าสู่เนื้อหาแล้วนะคะ เข้าสู่เนื้อหา

214
00:28:06,207 --> 00:28:10,207
นักศึกษานั่งตัวตรง ๆ ใครนั่งเอนจะถือว่าง่วงนะคะ แสดงว่าเรามีอาการเริ่มง่วงแล้ว

215
00:28:12,613 --> 00:28:16,613
ตัวตรง ๆ นะคะ หายใจลึก ๆ นะคะ มองไม่เห็นหน้าครูไม่เป็นไร แต่ฟังเสียงนะคะ ฟังเสียงครูนะ ทุกคนดูที่กระดานนะคะ ข้างบนนี้นะ

216
00:28:22,873 --> 00:28:25,683
กระดาน ครูไม่แน่ใจว่ามันขึ้นจอได้หรือเปล่า

217
00:28:25,683 --> 00:28:29,016
ด้วยใช่ไหมคะ ตัวนี้มีหน้าจอของตัวเองนะ

218
00:28:29,016 --> 00:28:33,016
OK งั้นดูที่หน้าจอนะคะ จอโปรเจคเตอร์ข้างหน้านี้นะคะ นะคะ เห็นอะไร

219
00:28:35,693 --> 00:28:39,693
ลายมือเป็นรูปของอะไรคะ

220
00:28:39,926 --> 00:28:43,926
ต้นไม้ใช่ไหมคะ ตัวอักษรไทยที่หมายถึงต้นไม้ตัวนี้ออกเสียงว่าอย่างไรคะ

221
00:28:48,263 --> 00:28:50,508
อะไรนะลูก

222
00:28:50,508 --> 00:28:54,508
ชอ-เชอ คะเอาให้แน่ ๆ หรือ ชอ-กะ-เชอ

223
00:28:55,058 --> 00:28:57,429
ใครว่า ชอ-เชอ ยกมือ

224
00:28:57,429 --> 00:29:00,181
ยังดังสูง ๆ

225
00:29:00,181 --> 00:29:03,832
ใครว่า ชอกะเชอ ยกมือยกสูง

226
00:29:03,832 --> 00:29:05,431
เอามือลงค่ะ

227
00:29:05,431 --> 00:29:09,431
คำนี้นะคะ ตัวอักษรตัวนี้พยัญชนะตัวนี้

228
00:29:10,554 --> 00:29:12,355
เราออกเสียงว่า

229
00:29:12,355 --> 00:29:13,706
ชอ-กะ-เชอ

230
00:29:13,706 --> 00:29:17,289
ดังนั้น ใครที่ออกเสียงว่า ชอกะเชอ

231
00:29:17,289 --> 00:29:19,922
เปลี่ยนทัศนคติโดยด่วน

232
00:29:19,922 --> 00:29:22,802
เราออกเสียงว่าช

233
00:29:22,802 --> 00:29:25,244
เธอเป็นภาษาเขมร

234
00:29:25,244 --> 00:29:29,244
แปลว่าต้นไม้เห็นไหมคะ ตัวอักษรประกอบกับรูปต้นไม้อยู่

235
00:29:30,756 --> 00:29:34,086
สืิ่งนี้บ่งบอกว่าสิ่งนี้คือ

236
00:29:34,086 --> 00:29:36,966
ต้นไม้

237
00:29:36,966 --> 00:29:38,958
เชียงใหม่นะคะ

238
00:29:38,958 --> 00:29:42,958
ออกเสียงใหมว่าเป็นตัวช

239
00:29:44,209 --> 00:29:48,209
กำลังรีเช็คอยู่ว่าความรู้เดิมที่เรามีเกี่ยวกับการอ่าน

240
00:29:48,375 --> 00:29:50,293
มันเป็นอย่างไรนะคะ

241
00:29:50,293 --> 00:29:54,293
ก็มานะคะ ฝั่งนี้ค่ะ เพราะเห็นรูปของอะไรคะ ขวามือ

242
00:29:58,701 --> 00:30:02,701
พระพุทธเจ้าใช่ไหมคะ ตอนที่พระพุทธเจ้าก่อนที่พระองค์ท่านนะคะ

243
00:30:07,547 --> 00:30:11,547
อยากจะรู้นะคะ เป็นพระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่นะคะ จะมีบรรดาลูกศิษย์ลูกหาต่าง ๆ นะคะ ที่จะต้องมีการสำเร็จ

244
00:30:16,453 --> 00:30:17,993
ขั้นหนึ่งเหมือนกัน

245
00:30:17,993 --> 00:30:21,993
สำเร็จขั้นหนึ่งเหมือนกันนะคะ ท่านนั้นเราเรียกว่าท่าน

246
00:30:23,244 --> 00:30:27,244
เป็นพระอะไรนะ อะ-ระ-หัน หรืออรหันต์นะ

247
00:30:28,956 --> 00:30:31,710
อะระหัง อรหันต์

248
00:30:31,710 --> 00:30:35,710
หรืออะไรวอะไรหารยกมือ

249
00:30:36,005 --> 00:30:40,005
ถ้าสูงเอามือลงอรหันต์ยกมือ

250
00:30:42,354 --> 00:30:44,975
เอามือลงค่ะ ฟังนะ

251
00:30:44,975 --> 00:30:47,927
คำนี้นะคะ ถ้าหาก

252
00:30:47,927 --> 00:30:51,927
ต้องการหมายถึงพระพุทธเจ้า หรือหมายถึงผู้ที่สำเร็จมรรคผลนะคะ

253
00:30:53,501 --> 00:30:55,423
สำเร็จมรรคผลนะคะ

254
00:30:55,423 --> 00:30:58,256
เราเรียกว่าพระ

255
00:30:58,256 --> 00:30:59,978
อะระหัน

256
00:30:59,978 --> 00:31:02,929
ต์ แล้วอรหันต์ต้องมีตัวอะไรการันต์ด้วย

257
00:31:02,929 --> 00:31:06,929
มีตัว ต เต่าการันต์

258
00:31:07,222 --> 00:31:09,852
ส่วนอรหันต์

259
00:31:09,852 --> 00:31:11,323
อรหันต์

260
00:31:11,323 --> 00:31:14,206
ไม่มี ต เต่า การันต์

261
00:31:14,206 --> 00:31:18,060
หมายถึงสัตว์จำพวกหนึ่งในเทพนิยาย

262
00:31:18,060 --> 00:31:22,060
ถ้าเราออกเสียงผิดอ่านผิดความหมายเปลี่ยนไหมคะ

263
00:31:22,414 --> 00:31:24,855
ความหมายเปลี่ยนทันที

264
00:31:24,855 --> 00:31:26,397
พราะฉะนั้น

265
00:31:26,397 --> 00:31:30,397
2 คำนี้ถ้ายังอ่านผิด ทั้ง 2 คำ เราจะต้องฝึกตัวเองในเรื่องของการอ่านให้ถูกต้องมากยิ่งขึ้นนะคะ

266
00:31:36,841 --> 00:31:40,841
ต่อไป จริง ๆ แล้วนะคะ ครูมีบทร้อยกรองมีปัญหาเรื่องของครูภาษาไทยนะคะ

267
00:31:42,545 --> 00:31:45,426
ที่เราจะต้องฝึก

268
00:31:45,426 --> 00:31:49,426
ก็คือเราออกเสียงคำควบกล้ำนะคะ ค่อนข้างที่จะลำบากนะคะ

269
00:31:50,369 --> 00:31:54,369
อาจจะไม่คล่อง ไม่ใช่เฉพาะคนอีสานนะคะ คนไทย ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้นะคะ ก็มีปัญหาเรื่องนี้ทั้งหมด

270
00:31:57,227 --> 00:32:00,178
ฉะนั้นในฐานะของคุณครูภาษาไทย

271
00:32:00,178 --> 00:32:02,220
เราจำเป็นจะต้อง

272
00:32:02,220 --> 00:32:06,220
ฝึกทักษะการอ่านออกเสียงนะคะ ของเราด้วย คำถามนะคะ

273
00:32:07,674 --> 00:32:09,344
นักศึกษาที่

274
00:32:09,344 --> 00:32:12,108
ตอนนี้นะคะ นักศึกษานะคะ

275
00:32:12,108 --> 00:32:14,541
ที่ไม่ใช่เด็กหูนะนะคะ

276
00:32:14,541 --> 00:32:18,541
อาจจะมองไม่เห็นนะคะ งั้อย่างนไม่เป็นไรนะคะ อาจช่วยกันนะคะ เพื่อน ๆ ช่วยกันทุกคนออกเสียงพร้อมกันนะคะ

277
00:32:22,296 --> 00:32:24,477
ชัดไหมคะ เห็นภาพชัดไหม

278
00:32:24,477 --> 00:32:28,477
หนังสือก็ได้นะลูก มีในหนังสือ หนังสือก็มีค่ะ บทนี้

279
00:32:29,921 --> 00:32:33,921
หนังสือทุกคนเปิดดูหนังสือก็ได้ค่ะ

280
00:32:34,604 --> 00:32:38,604
ตัวอย่างบทนี้นะคะ อยู่ในหนังสือหน้า 18 ค่ะ

281
00:32:42,550 --> 00:32:46,550
หน้า 18 ค่ะ

282
00:32:54,421 --> 00:32:56,591
เพื่อน ๆ นะคะ

283
00:32:56,591 --> 00:32:58,061
ออกเสียง

284
00:32:58,061 --> 00:33:01,664
ควบกล้ำนะคะ หรือครูจะให้อ่านทีละคนดีนะ

285
00:33:01,664 --> 00:33:05,508
ครูเปิดให้นะคะ

286
00:33:05,508 --> 00:33:09,277
อ่านเรื่องแม่กลอยนะคะ แม่กลอย

287
00:33:09,277 --> 00:33:10,758
บท

288
00:33:10,758 --> 00:33:14,758
แม่กลอย แม่กลอยเป็นลูกพ่อกลิ้ง แม่กล่อม

289
00:33:15,632 --> 00:33:19,632
อ่านเลยค่ะ

290
00:33:22,107 --> 00:33:25,760
มีรูปร่างกลมกลึง

291
00:33:25,760 --> 00:33:28,900
ท่าทางปราดเปรียว

292
00:33:28,900 --> 00:33:32,900
มีอารมณ์ครึกครื้น ชอบครวญเพลงอยู่เป็นประจำ

293
00:33:37,368 --> 00:33:40,250
เธอก็ไม่ใช่คนกรีดกราย

294
00:33:40,250 --> 00:33:44,250
ชอบพลิกแพลงปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรสอาหาร

295
00:33:44,541 --> 00:33:47,933
มาปรนเปรอพ่อกลิ้ง แม่กล่อม เสียจน

296
00:33:47,933 --> 00:33:51,933
ตัวกลม

297
00:33:58,712 --> 00:34:02,712
เธอนั่งทำอย่างเพลิดเพลินไม่เคร่งเครียด

298
00:34:03,263 --> 00:34:07,263
บางครั้งบางคราว เธอก็นำขนมไปถวายพระ

299
00:34:08,513 --> 00:34:12,513
ที่วัดพลับพลา ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ บ้าน

300
00:34:14,349 --> 00:34:16,401
ฝึกอะไรได้คะอันนี้

301
00:34:16,401 --> 00:34:18,773
ฝึกคำควบกล้ำ

302
00:34:18,773 --> 00:34:22,773
มีอยู่ 4 หรือ 5 บทนะคะ ในหนังสือนะคะ จริง ๆ บทนี้เอาไปฝึกให้นักเรียนนะคะ ฝึกการออกเสียง ร เรือ ล ลิง ได้

303
00:34:27,998 --> 00:34:29,599
ดีเลยแหละนะคะ

304
00:34:29,599 --> 00:34:33,599
หรือแม้แต่เรื่องกบาล นายกบิลใช่ไหมคะ เรื่องอะไรนะ ยายเฮียงก็มีใช่ไหมคะ มีหลายเรื่องเลยนะคะ

305
00:34:37,869 --> 00:34:39,670
โอเคนะคะ

306
00:34:39,670 --> 00:34:43,670
ถ้าครูขอข้ามไปนะคะ ข้ามไป เดี๋ยวเราไปฝึกต่อนะคะ ต่อไปนี้ ก็มีหนังสือเช่นเดียวกันค่ะ ในหน้าอกเท่าไหร่

307
00:34:50,114 --> 00:34:54,114
1959 นะคะ บทนี้ค่ะ

308
00:34:54,205 --> 00:34:56,585
19 บทแรกนะคะ

309
00:34:56,585 --> 00:35:00,585
ครูตั้งชื่อว่าเรื่องแม่แพรวก็แล้วกันนะคะ แม่แพรว

310
00:35:01,972 --> 00:35:04,852
ทุกคนอ่านออกเสียงพร้อมกัน เมื่อกี้เป็นร้อย

311
00:35:04,852 --> 00:35:08,852
แก้ว คราวนี้เป็นร้อยกรองนะคะ พร้อมกัน

312
00:35:10,423 --> 00:35:14,087
เขา

313
00:35:14,087 --> 00:35:18,087
... เอาใหม่ เอาใหม่ เมื่อกี้นี้ยังมีความอยู่นะคะ

314
00:35:20,882 --> 00:35:24,882
เขาขวนขวายว่าความเรื่องงามหน้า

315
00:35:25,814 --> 00:35:29,814
เอาใหม่ 1 2

316
00:35:34,662 --> 00:35:38,662
3 ควายตาสาเพชรยายพริ้ง วิ่งตาขวาง

317
00:35:41,198 --> 00:35:45,198
ฝ่ายแม่แพรว ลูกยายพร้อมไม่ยอมวาง

318
00:35:47,159 --> 00:35:50,359
ถือขวานรางไขว่คว้า

319
00:35:50,359 --> 00:35:53,122
ไล่ล่าควาย

320
00:35:53,122 --> 00:35:55,303
วิ่งเวียนวน

321
00:35:55,303 --> 00:35:58,124
สวดจนจวน

322
00:35:58,124 --> 00:36:02,124
อ่านชัด ๆ ร้องเพลง

323
00:36:03,380 --> 00:36:07,094
หาเชือกคล้อง

324
00:36:07,094 --> 00:36:11,094
ของง่าย

325
00:36:12,547 --> 00:36:16,070
เลี่ยงคล้ำถลำกาย

326
00:36:16,070 --> 00:36:20,070
ถูกจับได้เพราะแม่แพรว

327
00:36:20,304 --> 00:36:22,676
แกล้วกล้าจริง

328
00:36:22,676 --> 00:36:26,676
เราจะสังเกตได้ว่าคำต่าง ๆ ที่อยู่ในบทร้อยกรองนี้

329
00:36:27,226 --> 00:36:31,226
ฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำ ร เรือ ล ลิง และมีอะไรอีกตัวหนึง

330
00:36:34,211 --> 00:36:38,211
ว แหวน ใช่ไหมคะ อักษรควบ ได้แก่คำว่าอะไรบ้าง คะ

331
00:36:41,006 --> 00:36:42,287
คำว่า

332
00:36:42,287 --> 00:36:46,287
"ควาย" ใช่ไหมคะ ขนขวาย นะคะ เขามาฝากคำว่าอะไรอีกโลก

333
00:36:47,359 --> 00:36:51,010
ความใช่ไหมคะ คำว่า "ควาย

334
00:36:51,010 --> 00:36:53,003
"ใช่ไหมคะ

335
00:36:53,003 --> 00:36:55,685
ขวัญ

336
00:36:55,685 --> 00:36:58,569
ไวคว้าควาย

337
00:36:58,569 --> 00:37:02,569
นอกนั้นก็เป็น ล ลิง ใช่ไหมคะ รอเรือ

338
00:37:04,980 --> 00:37:08,980
หลักในการอ่านนะคะ เมื่อกี้การอ่านออกเสียงการอ่านออกเสียง

339
00:37:10,884 --> 00:37:14,884
เวลาอ่านหนังสือเวลาที่เราสอนอ่านหรือ ที่เราจะอ่านหนังสือนี่ นะ

340
00:37:16,590 --> 00:37:18,511
เราจะต้องมีหลักการ

341
00:37:18,511 --> 00:37:22,511
ปัญหาหนึ่งที่พบมาก ๆ เลย สำหรับการอ่านของคนไทย ก็คือ

342
00:37:23,570 --> 00:37:27,570
เรื่องของการที่เราไม่รู้ว่าคำไหน เป็นคำมาจากภาษาต่างประเทศ

343
00:37:29,667 --> 00:37:33,667
ถ้าเป็นคำมาจากภาษาต่างประเทศ มันจะมีวิธีการอ่านที่ไม่เหมือนกับ

344
00:37:35,050 --> 00:37:37,293
ภาษาไทยแท้ ๆ

345
00:37:37,293 --> 00:37:41,293
นี่ไงเหตุผลว่าทำไม เราถึงต้องมาเรียนประเภทหรือลักษณะของ

346
00:37:43,314 --> 00:37:45,114
คำไทยแท้

347
00:37:45,114 --> 00:37:47,866
คำไทยแท้เป็นคำประเภทไหนลูก

348
00:37:47,866 --> 00:37:51,866
คำเดียว โดด ๆ สะกดที่ไม่ตรงมาตรา

349
00:37:58,505 --> 00:38:02,505
ให้อนุมานหรือเดาไว้ก่อนเลยว่าเป็นคำที่มาจากภาษาอะไร

350
00:38:03,764 --> 00:38:06,325
ต่างประเทศ

351
00:38:06,325 --> 00:38:10,325
ถ้ามันเข้าหลักเกณฑ์ ว่ามีรอหัน รอหัน

352
00:38:10,810 --> 00:38:14,810
กลุ่มพยัญชนะ ซึ่งอยู่ในภาษาอะไรลูก ร

353
00:38:15,428 --> 00:38:19,428
อหัน ภาษาสันสกฤตนะคะ จะได้เป็นภาษาบาลี ก็จะมีพยัญชนะก็เรียกว่าพยัญชนะต้น กับ

354
00:38:22,101 --> 00:38:23,952
มีตัวนำ

355
00:38:23,952 --> 00:38:27,952
มีพยัญชนะต้นกับพยัญชนะตาม มีตัวสะกด ตัวตาม ขออภัย

356
00:38:29,078 --> 00:38:31,452
มีตัวสะกดและมีตัวตาม เช่น

357
00:38:31,452 --> 00:38:33,630
ก ไก่ กับ ข ไข่

358
00:38:33,630 --> 00:38:36,064
ใช้คำว่าทุกข์

359
00:38:36,064 --> 00:38:40,064
คำว่า "ทุกข์" เห็นไหมคะ หนูก็ถูกแล้วมีขอไข่การันต์มีตัวการันต์ตามนั่นแหละหลักของบาลี

360
00:38:43,623 --> 00:38:45,104
เป็นหลักภาษาบาลี

361
00:38:45,104 --> 00:38:49,104
เพราะฉะนั้นนะคะ ที่เป็นปัญหาตอนนี้สำหรับการอ่านของคนไทย ก็คือ

362
00:38:51,058 --> 00:38:54,082
เราไม่รู้ว่าอันไหนคือ

363
00:38:54,082 --> 00:38:55,362
คำสมาส

364
00:38:55,362 --> 00:38:59,362
อันไหนคือสมาสแบบมีสนธิ

365
00:38:59,525 --> 00:39:02,284
ดูนะคะ

366
00:39:02,284 --> 00:39:06,284
ก็บอกว่าเรามักจะท่องจำว่าสมาสคือการสนธิ คือการเชื่อม

367
00:39:09,457 --> 00:39:10,809
ใช่ไหมคะ

368
00:39:10,809 --> 00:39:14,809
แล้วสมาสกับสนธิ มันคือวิธีการสร้างคำในภาษาไทย

369
00:39:16,504 --> 00:39:20,504
สมาส สนธิ คือ วิธีการสร้างคำในภาษาไทย

370
00:39:20,807 --> 00:39:24,807
แต่วิธีการสร้างคำไม่มีวิธีสนธิ

371
00:39:24,969 --> 00:39:27,661
เขาเรียกว่าวิธีส

372
00:39:27,661 --> 00:39:30,167
มาส วิธีสมาสแบบปกติ

373
00:39:30,167 --> 00:39:33,309
กับสมาสแบบมีสนธิ

374
00:39:33,309 --> 00:39:36,258
2 อย่างนี้ต่างกันอย่างไร ดูนะคะ

375
00:39:36,258 --> 00:39:40,258
คำภาษาบาลีสันสกฤต มาเรียงต่อกันตามปกติเรียงต่อกันเลยนะคะ

376
00:39:42,356 --> 00:39:44,074
เราจะเรียกว่า

377
00:39:44,074 --> 00:39:46,766
"คำสมาส

378
00:39:46,766 --> 00:39:49,078
" เช่นอะไรบ้าง

379
00:39:49,078 --> 00:39:49,842
เห็ด

380
00:39:49,842 --> 00:39:53,842
กับคำว่า คำว่ากิจก่ออิฐจอจาน

381
00:39:54,523 --> 00:39:56,194
จอง

382
00:39:56,194 --> 00:40:00,194
ไม่ใช่ ออิฐเด็กถ้าอย่างนั้นถ้าก่ออิฐบล็อกอิฐเป็นคำภาษาอะไรลูก

383
00:40:01,708 --> 00:40:04,532
ภาษาไทยใช่ไหมคะ เช่น คำว่าอะไรคะ

384
00:40:04,532 --> 00:40:07,222
ประกิตใช่ไหมคะ เป็นภาษาไทย

385
00:40:07,222 --> 00:40:11,222
จ จาน เดาได้ว่าเป็นภาษาอะไรคะ

386
00:40:11,644 --> 00:40:15,644
ภาษาบาลีสันสกฤตมาเรียงกัน

387
00:40:16,520 --> 00:40:20,520
บาลีกับบาลีบาลีกับสันสกฤต หรือสันสกฤตกับสันสกฤต

388
00:40:21,582 --> 00:40:24,405
มาเรียงกัน ก็จัดว่าเป็นอะไรได้

389
00:40:24,405 --> 00:40:27,345
คำสมาสได้เช่นเดียวกันนะคะ

390
00:40:27,345 --> 00:40:28,946
คำว่า

391
00:40:28,946 --> 00:40:30,675
"โฆษณา

392
00:40:30,675 --> 00:40:34,675
"  ยอมรับกับครูมาว่าใครอ่านว่า "โฆษณา

393
00:40:35,425 --> 00:40:37,026
" อ่านว่าอะไรคะ

394
00:40:37,026 --> 00:40:40,167
โฆษณานะคะ

395
00:40:40,167 --> 00:40:44,167
ถามว่าตอนนี้ไปเปิดดูในพจนานุกรมสิ ว่าโฆษณาให้อ่าน โฆษณา ได้หรือยัง

396
00:40:47,270 --> 00:40:51,270
บอกว่ายังนะคำนี้อ่านว่าอะไรอยู่นะคะ โฆษณานะคะ

397
00:40:53,945 --> 00:40:57,027
คำว่า

398
00:40:57,027 --> 00:40:59,911
"ฉัตรมงคล" ค่ะ

399
00:40:59,911 --> 00:41:03,911
เพราะมันมีคำว่า "ฉัตร" กับคำว่า "มงคล" มาเรียงต่อกัน

400
00:41:04,270 --> 00:41:06,322
หลักการอ่านคำสมาส

401
00:41:06,322 --> 00:41:10,322
เมื่อนำคำมาเรียงต่อกันจะต้องมีสระอะอยู่ตรงกึ่งกลางพยางค์

402
00:41:13,758 --> 00:41:17,758
กึ่งกลางเสียงของทั้งสองคำนั่นเองนะคะ

403
00:41:17,983 --> 00:41:21,983
กิจวัตร โฆษณา ฉัตรมงคล หรือแม้แต่คำว่า

404
00:41:23,621 --> 00:41:27,621
"ญาติ" กับคำว่า "วงศ์" ก็ต้องมีอะไรด้วยคะในเมื่อมันมีสติกำกับอยู่ก็ต้องออกเสียงอะไรด้วย

405
00:41:29,774 --> 00:41:32,857
รายละเอียดด้วยก็เป็น ญาติ

406
00:41:32,857 --> 00:41:36,177
วง

407
00:41:36,177 --> 00:41:39,006
ศ์ ประมาณค่ะ

408
00:41:39,006 --> 00:41:43,006
นำมาเรียงกันแล้วมีการเชื่อมเสียงสระเข้าด้วยกัน

409
00:41:44,378 --> 00:41:48,378
แบบนี้เราเรียกว่าคำสมาสแบบนี้

410
00:41:48,490 --> 00:41:49,772
สนธิ

411
00:41:49,772 --> 00:41:52,203
ไม่ใช่คำสนธิ

412
00:41:52,203 --> 00:41:56,203
ราจะไม่เรียกว่าคำสนธินะคะ  เราจะเรียกว่าวิธีการสร้างคำแบบ

413
00:41:57,909 --> 00:42:01,909
สร้างคำสมาสแบบมีสนธิ สนธิหมายถึง

414
00:42:02,472 --> 00:42:05,356
การเชื่อมนะคะ  สนธิที่หมายถึงการเชื่อม

415
00:42:05,356 --> 00:42:07,146
เช่นคำว่าอะไรบ้าง

416
00:42:07,146 --> 00:42:09,066
คำว่า

417
00:42:09,066 --> 00:42:11,508
พ

418
00:42:11,508 --> 00:42:13,880
ุทธโอวาส ถ้าเป็นสมาสแบบปกติ

419
00:42:13,880 --> 00:42:17,852
รวมกันจะอ่านว่าพระโอวาท

420
00:42:17,852 --> 00:42:20,733
แต่ถ้าหากว่าเป็นสมาสแบบนี้

421
00:42:20,733 --> 00:42:21,765
สนธิ

422
00:42:21,765 --> 00:42:25,765
เอาเสียงโอเลื่อนมากลืนตัว  ธ ธงค่ะ

423
00:42:25,857 --> 00:42:29,707
เอาเสียงโอเลื่อนมาเกินตัว ธ ธงนี้

424
00:42:29,707 --> 00:42:31,818
ก็จะกลายเป็นคำว่า

425
00:42:31,818 --> 00:42:34,576
พุทโธ

426
00:42:34,576 --> 00:42:38,576
หรือคำว่า นกับคำว่าอิศวร

427
00:42:39,060 --> 00:42:42,260
ถ้าหากว่าเป็นสมาสปกติก็จะเป็น

428
00:42:42,260 --> 00:42:45,151
น่ารักสวนใช่ไหมคะ

429
00:42:45,151 --> 00:42:49,151
แต่ที่นี้เมื่อมีการสนธินะคะ สมาสแบบมีสนธิ

430
00:42:50,854 --> 00:42:54,854
นริศวร ไปสวนต้องเลื่อนดิมาคลุมเครือ

431
00:42:56,107 --> 00:42:57,968
นักเรีย นร เรื

432
00:42:57,968 --> 00:43:01,968
อ ก็จะกลายเป็น นริศศวร ในภาษาบาลีสันสกฤต

433
00:43:05,461 --> 00:43:09,461
รายละเอียดกับกะเอเป็นสระเดียวกัน

434
00:43:10,535 --> 00:43:14,535
กลายเป็นจากนเรศวร ก็กลายมาเป็น

435
00:43:14,699 --> 00:43:16,821
นเรศวร

436
00:43:16,821 --> 00:43:20,821
หรือคำว่า นร กับคำว่า อิน

437
00:43:23,157 --> 00:43:27,157
ถ้าเป็นสมาสแบบมีสนธิ เอาเสียงอินมากลืน ร เรือ ก็จะกลายเป็นคำว่า

438
00:43:29,118 --> 00:43:33,118
"นรินทร์

439
00:43:34,249 --> 00:43:38,249
" นะค ต่อไป วิธีการอ่านคำสมาสนะคะ วิธีการอ่านคำสมาสอ่านอย่างไรนะคะ

440
00:43:40,346 --> 00:43:43,675
วิธีการอ่านคำสมาสนะคะ เขาบอกว่าอันที่ 1

441
00:43:43,675 --> 00:43:45,847
อ่านตามหลักเกณฑ์ค่ะ

442
00:43:45,847 --> 00:43:49,847
เวลาอ่านนั้น จะต้องอ่านออกเสียงคำที่สมาสกันนะคะ

443
00:43:50,849 --> 00:43:53,860
ไม่มีเสียงต่อเนื่องกันด้วยนะคะ

444
00:43:53,860 --> 00:43:54,952
คำว่าอะไร

445
00:43:54,952 --> 00:43:56,432
เช่นคำว่า

446
00:43:56,432 --> 00:44:00,432
แพทย์ กับคำว่า ศาสตร์ ปกติแล้วคำว่าเพศอยู่คำเดียวเดี๋ยวมียอยักษ์การันต์ใช่ไหมคะ

447
00:44:02,777 --> 00:44:04,117
โทรถามนิดนึง

448
00:44:04,117 --> 00:44:07,971
เข้าใจคำว่าการันต์กับไม้ทัณฑฆาตว่ายังไงคะ

449
00:44:07,971 --> 00:44:10,402
การันต์คืออะไร ธนาคารคืออะไร

450
00:44:10,402 --> 00:44:13,423
อธิบายให้ครูฟังหน่อย

451
00:44:13,423 --> 00:44:17,423
จบภาษาไทยมา จบม 6 มาต้องทราบแล้วล่ะว่าการันต์กับทัณฑฆาตแตกต่างกันอย่างไร

452
00:44:39,000 --> 00:44:43,000

453
00:44:43,161 --> 00:44:47,161
ครูถามนะ ก็ถามใครดี ถามเราก็ได้คุณหัวหน้ า

454
00:44:48,921 --> 00:44:51,162

455
00:44:51,162 --> 00:44:53,536
ทัณฑไม่มีลูกค้าถามค่ะ

456
00:44:53,536 --> 00:44:57,536
ทัณฑฆาตกับการันต์แตกต่างกันอย่างไรคะ

457
00:45:00,587 --> 00:45:03,986
ทัณฑฆาตกับการันต์

458
00:45:03,986 --> 00:45:07,570
มีใครทราบไหม มีใครทราบไหม

459
00:45:07,570 --> 00:45:11,570
ได้ไหมคะ

460
00:45:11,614 --> 00:45:15,614
นี้นะถ้าอย่างนั้นนะคะ มาฟังนะคะ

461
00:45:19,500 --> 00:45:23,500
ในคำว่า "แพทย์" ยกตัวอย่างในคำว่า "แพทย์" กรรมการในคำว่า "แพทย์

462
00:45:24,370 --> 00:45:28,370
" แปลคำว่า "แพทย์" ถ้าปกติแล้วในคำว่า "แพทย์" นั้นนะคะ จะมียอยักษ์การันต์เนาะนะคะ จะมีไหมก็อาจจะมีเครื่องหมายกำกับอยู่บนยอยักษ์

463
00:45:33,538 --> 00:45:36,432
เครื่องหมายที่กำกับอยู่บน ย ยักษ์

464
00:45:36,432 --> 00:45:40,432
นะคะ หรือเครื่องหมายที่กำกับอยู่บนตัวเรือน [ภาษาต่างประเทศ] าดนะคะ ตัวนี้

465
00:45:41,802 --> 00:45:45,802
ทุกคนดูสปอร์ตที่ครูชี้ไปนะคะ ตรงนี้นะ

466
00:45:46,614 --> 00:45:48,664
ตัวนี้เราเรียกว่า

467
00:45:48,664 --> 00:45:50,777
เรียกว่าอะไรนะ

468
00:45:50,777 --> 00:45:54,311
การันต์ค่ะ ใช่หรือ

469
00:45:54,311 --> 00:45:58,311
ตัวนี้เราเรียกว่าไม้ทัณฑฆาตต

470
00:45:59,242 --> 00:46:02,570
ตัวนี้เราเรียกว่าไม้ทัณฑฆาต

471
00:46:02,570 --> 00:46:06,570
ส่วนตัว ร เรือตัวนี้นะคะ ตัวนี้เราเรียกว่าตัวการันต์

472
00:46:09,432 --> 00:46:13,432
ตัวการันต์คือพยัญชนะส่วนทัณฑฆาต คือเครื่องหมายค่ะ

473
00:46:14,742 --> 00:46:17,825
โอเคนะคะ นะคะ เข้าใจตรงกันนะลูกนะ

474
00:46:17,825 --> 00:46:19,874
พยัญชนะนะคะ

475
00:46:19,874 --> 00:46:22,436
เราเรียกว่าตัวการันต์

476
00:46:22,436 --> 00:46:24,427
ถ้ามันมีเครื่องหมาย

477
00:46:24,427 --> 00:46:27,052
ไม้ทัณฑฆาตกำกับอยู่

478
00:46:27,052 --> 00:46:31,052
ตัวพยัญชนะ ก็คือเรียกว่าตัวการันต์ ถูกทัณฑฆาตกำกับไว้ มันก็เลยเป็นไงคะ

479
00:46:33,912 --> 00:46:37,912
ออกเสียงไม่ได้ ตัวการันต์นั้นจึงไม่สามารถเปล่งเสียงได้

480
00:46:39,487 --> 00:46:40,389
นะจ๊ะ

481
00:46:40,389 --> 00:46:44,389
ต่อไปนะคะ  ทุกคนอ่านนะคะ อ่านนะตัวนี้นะคะ เวลาอ่านให้อ่านเสียงด้วยนะคะ

482
00:46:48,142 --> 00:46:52,142
เอาไม้ทัณฑฆาตออกไปแล้ว

483
00:46:52,622 --> 00:46:56,025
เดิมที ย ยัก มันกลายเป็นตัวการันต์ใช่ไหมคะ

484
00:46:56,025 --> 00:46:59,678
อยู่คำเดียวเดี๋ยวคำว่า "แพทย์" นี่ ยอยักษ์เป็นตัวการันต์

485
00:46:59,678 --> 00:47:02,430
นี้เอาออกไปแล้วจึง

486
00:47:02,430 --> 00:47:03,841
เป็นอะไรคะ

487
00:47:03,841 --> 00:47:06,793
ยังไม่ใช่

488
00:47:06,793 --> 00:47:09,934
ตัวการันต์อีกต่อไป อ่านออกเสียง

489
00:47:09,934 --> 00:47:12,876
นะคะ ก็คือเสียงอะเนะ

490
00:47:12,876 --> 00:47:15,958
อ่านว่าแพทยศาสตร์

491
00:47:15,958 --> 00:47:18,008
สัตวแพทย์

492
00:47:18,008 --> 00:47:22,008
ประวัติศาสตร์ มัธยมศึกษา

493
00:47:22,882 --> 00:47:26,284
เวลาใครอ่านมัธยมศึกษาอย่าไปหัวเราะเยาะเขานะ

494
00:47:26,284 --> 00:47:30,284
เขาอ่านถูกแล้วนะคะ เขาอ่านถูกแล้ว ที่อ่านมัธยมศึกษานั่นแหละอ่านผิดหลักการ

495
00:47:32,120 --> 00:47:36,120
เพราะมันเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต

496
00:47:37,495 --> 00:47:41,495
มัธยมมะศึกษาเพราะมันเกิดจากการสร้างคำแบบ

497
00:47:41,929 --> 00:47:45,130
สมาสค่ะ

498
00:47:45,130 --> 00:47:48,082
หรือในคำว่า "ประวัติศาสตร์

499
00:47:48,082 --> 00:47:52,082
" เสียงอีกตรงกลาง เพราะอะไรเพราะมันเป็นคำ

500
00:47:52,115 --> 00:47:55,649
ส

501
00:47:55,649 --> 00:47:59,649
มาส เช่นเดียวกัน กับคำว่าธรรมะศึกษา

502
00:48:02,516 --> 00:48:06,516
แต่ปัจจุบันนี้มีการอนุโลม ให้อ่านได้ตามความนิยม

503
00:48:10,647 --> 00:48:14,359
แต่ถ้าอ่านให้ถูกต้องตามหลักการ ต้องอ่านแบบไหนคะลูก

504
00:48:14,359 --> 00:48:18,359
มีเสียงอะกงสุลกลาง เพราะอะไรเพราะมันเป็นคำที่เกิดจากการสร้างโดยวิธีการ

505
00:48:21,415 --> 00:48:23,207
สมาส

506
00:48:23,207 --> 00:48:27,207
ประถมศึกษา บรรณารักษ์

507
00:48:28,532 --> 00:48:32,532
ไส้อ่อใครอ่านออกเสียงบรรณารักษ์ศาสตร์ไม่ถูกนะคะ บรรณารักษศาสตร์นะคะ

508
00:48:35,008 --> 00:48:38,980
เจตคตินะคะ นี่อ่านว่าเจตคตินะคะ

509
00:48:38,980 --> 00:48:42,980
เจตภูต 2 คำนี้ต่างกันนะนะคะ เจตคตินะคะ กับ

510
00:48:43,602 --> 00:48:45,143
เจตภูต

511
00:48:45,143 --> 00:48:49,143
ทัศนคตินะคะ

512
00:48:50,327 --> 00:48:54,327
ในแบบฝึกของเรา ในหนังสือเรามีหลายคำให้อ่านเลยนะคะ เพราะฉะนั้น ก็ลองอ่านดูนะคะ

513
00:48:56,742 --> 00:48:58,793
อันนี้ครูยกตัวอย่างมาให้ดูเฉย ๆ นะ

514
00:48:58,793 --> 00:49:02,793
แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางคำที่เป็นคำ

515
00:49:03,277 --> 00:49:05,398
ในภาษาบาลีสันสกฤต

516
00:49:05,398 --> 00:49:07,700
ถูกยกเว้น

517
00:49:07,700 --> 00:49:11,700
ไม่ต้องออกเสียงอะตรงกึ่งกลางพยางค์นะคะ

518
00:49:12,324 --> 00:49:16,324
ได้แก่อะไรบ้าง ที่รับการยกเว้นเหล่านั้น ก็คือชื่อจังหวัดต่าง ๆ ที่อยู่ใน

519
00:49:18,348 --> 00:49:20,780
ประเทศไทยของเรานะคะ

520
00:49:20,780 --> 00:49:24,780
อะไรบ้าง จังหวัดอะไรบ้าง 12 จังหวัดที่ไม่ต้องอ่านแบบคำสมาส

521
00:49:25,591 --> 00:49:29,243
อันนี้ไม่มีหนังสือนะ ครููเพิ่มให้นะคะ ครูเพิ่มเติมให้

522
00:49:29,243 --> 00:49:31,296
ไม่เห็นข้อแตกต่างนะคะ

523
00:49:31,296 --> 00:49:35,296
จังหวัดอะไรบ้าง จังหวัดอะไรคะ ทุกคนอ่านพร้อมกัน

524
00:49:35,337 --> 00:49:37,832
ชลบุรี

525
00:49:37,832 --> 00:49:41,832
ชัยนาท ปทุมธานี

526
00:49:58,092 --> 00:50:02,092
12 จังหวัดน ี้ไม่ต้องอ่านตรงกึ่งกลาง ไม่ต้องอ่านว่าชลบุรี ชัยนาท

527
00:50:06,873 --> 00:50:10,196
ปทุมธานี ไม่ต้อง

528
00:50:10,196 --> 00:50:14,196
ปทุมแปลว่าดอกบัวใช่ไหมคะ เป็นภาษาบาลี

529
00:50:14,306 --> 00:50:18,306
ธานี ก็เป็นภาษาบาลีว่า ฉะนั้นถ้าอ่านตามหลักเกณฑ์ คำสมาสพวกนี้ ต้องมีถึงกลางแต่เรายกเว้นให้นะคะ

530
00:50:23,146 --> 00:50:27,146
จังหวัดที่นอกจากนี้นะคะ มันเป็นคำสมาส ก็ต้องอ่านอย่างสมาสด้วย

531
00:50:29,547 --> 00:50:32,879
ได้แก่จังหวัดที่ชื่อว่าอะไรคะ

532
00:50:32,879 --> 00:50:36,879
ราชบุรี- เพ

533
00:50:37,298 --> 00:50:39,804
ชรบุรี แต่ปรากฏว่าในยุคปัจจุบันนี้

534
00:50:39,804 --> 00:50:43,804
คนก็ยังคงอ่านแบบเดียวกันกับ 12 จังหวัดนี้

535
00:50:45,311 --> 00:50:49,311
กลายเป็นอะไรคะ ราชบุรี เพชรบุรีตามหลักนะคะ จริง ๆ ก็อนุโลมให้แค่ 1

536
00:50:53,517 --> 00:50:54,667
2 นะคะ

537
00:50:54,667 --> 00:50:57,809
อย่างว่าอะไรคะ ราชบัณฑิตเป็นคนกำหนดนะ

538
00:50:57,809 --> 00:51:01,809
ผู้ใช้จะใช้หรือไม่ใช้แล้วได้รับความนิยมหรือไม่

539
00:51:02,683 --> 00:51:04,164
ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

540
00:51:04,164 --> 00:51:08,164
เหมือนคำว่า "คอมพิวเตอร์" ช่วงหน่ึงที่ถูกกำหนดให้มีคำศัพท์บัญญัติว่าอะไรนะ

541
00:51:10,566 --> 00:51:12,369
คณิตกรณ์ใช่ไหมคะ

542
00:51:12,369 --> 00:51:14,099
แต่ก็ไม่มีคนใช้

543
00:51:14,099 --> 00:51:18,099
เหมือนกันกับลักษณะเช่นนี้ล่ะค่ะ อันนี้เขายึดตามหลักการ ว่าถ้ามาจากหลักภาษาแบบนี้ จะต้องอ่านแบบนี้นะคะ

544
00:51:23,588 --> 00:51:27,588
เราก็มีหน้าที่ในการเลือกอ่านเลือกใช้ให้เหมาะตามความถูกต้องและก็

545
00:51:29,029 --> 00:51:31,470
เหมาะสมกับสถานการณ์นะคะ

546
00:51:31,470 --> 00:51:34,794
ต่อมานะคะ ในเรื่องของการอ่านคำสมาสนะคะ

547
00:51:34,794 --> 00:51:38,324
มันก็จะมีบางอย่างที่ไม่ใช่คำสมาส

548
00:51:38,324 --> 00:51:41,399
ทำไมถึงไม่จัดว่าเป็นคำสมาส

549
00:51:41,399 --> 00:51:43,201
ดูสิิยกตัวอย่าง

550
00:51:43,201 --> 00:51:44,872
คำว่า "เจ้า

551
00:51:44,872 --> 00:51:48,264
" เจ้าเป็นคำไทย หรือเป็นคำต่างประเทศคะ

552
00:51:48,264 --> 00:51:52,108
ที่มาของภาษาจึงสำคัญ

553
00:51:52,108 --> 00:51:56,108
เจ้า คิดว่าเป็นคำไทยหรือว่าเป็นคำต่างประเทศ คำว่า เจ้า

554
00:51:57,174 --> 00:52:00,125
เป็นคำไทย ส่วนคำว่าพุธเป็นคำ

555
00:52:00,125 --> 00:52:01,736
ต่างประเทศไหมคะ

556
00:52:01,736 --> 00:52:05,736
นี่ค่ะ หลักตัวสะกดตัวตามอีกอย่างนึงพอทหารกับธงนี่หลักตัวสะกดตัวตามนะคะ

557
00:52:08,140 --> 00:52:09,812
ที่เป็นภาษาบาลี

558
00:52:09,812 --> 00:52:13,526
บาลีกับภาษาไทยเอามาเรียงรวมกัน

559
00:52:13,526 --> 00:52:16,537
จัดว่าเป็นคำสมาสไหมคะ

560
00:52:16,537 --> 00:52:18,979
จัดว่าเป็นคำสมาสไหม

561
00:52:18,979 --> 00:52:22,979
ไม่ค่ะ เพราะอะไรหลักเกณฑ์ของคำสมาส ก็คือ

562
00:52:23,709 --> 00:52:27,709
ต้องเป็นบาลีกับบาลี บาลีกับสันสกฤต

563
00:52:29,615 --> 00:52:32,758
หรือสันสกฤตกับสันสกฤตเท่านั้น

564
00:52:32,758 --> 00:52:35,451
ดังนั้น พอมารวมกับคำไทย

565
00:52:35,451 --> 00:52:39,451
บา บาลีกับคำไทยเขาไม่ได้ว่าคำสมาส แต่เขาเรียกว่าอะไรแทนคะ

566
00:52:40,195 --> 00:52:42,056
เขาเรียกว่าคำ

567
00:52:42,056 --> 00:52:43,848
ประสมค่ะ

568
00:52:43,848 --> 00:52:46,089
เขาเรียกว่าคำประสม

569
00:52:46,089 --> 00:52:49,943
เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้านะคะ เป็นคำ

570
00:52:49,943 --> 00:52:51,412
ประสม

571
00:52:51,412 --> 00:52:54,365
อ่านเหมือนกันกับวิธีการ

572
00:52:54,365 --> 00:52:58,365
สมาส

573
00:53:02,953 --> 00:53:05,835
หรืออย่างในบางคำนะคะ

574
00:53:05,835 --> 00:53:08,217
ที่ใช้คำว่า

575
00:53:08,217 --> 00:53:11,931
นะคะ จริง ๆ แล้วคำว่ากลมคำเดียวนี่

576
00:53:11,931 --> 00:53:13,912
ถ้าอยู่คำเดียวเดี่ยว ๆ

577
00:53:13,912 --> 00:53:17,912
นะคะ แล้วไปนำหน้าหน่วยงานหรือองค์กร

578
00:53:20,136 --> 00:53:22,518
เราจะไม่ออกเสียง

579
00:53:22,518 --> 00:53:26,159
ตรงกึ่งกลาง

580
00:53:26,159 --> 00:53:29,430
แต่ถ้าหากว่านำหน้ายศ

581
00:53:29,430 --> 00:53:33,405
ตำแหน่ง ของคนไทยสมัยโบราณ

582
00:53:33,405 --> 00:53:35,266
จะออกเสียงอะไรคะ

583
00:53:35,266 --> 00:53:36,676
เสียง อะ

584
00:53:36,676 --> 00:53:37,765
เช่น

585
00:53:37,765 --> 00:53:40,207
กรมขุน

586
00:53:40,207 --> 00:53:42,379
กรมวัง

587
00:53:42,379 --> 00:53:44,371
กรมหลวง

588
00:53:44,371 --> 00:53:46,161
กรม

589
00:53:46,161 --> 00:53:50,161
พระ กรมพระยา หรือกรมธาตุ

590
00:53:51,484 --> 00:53:52,895
เข้าใจหลักการนะ

591
00:53:52,895 --> 00:53:56,895
เพราะฉะนั้น วิธีการอ่านคำว่ากลมก็ไม่เหมือนกันอีก

592
00:53:58,148 --> 00:54:01,613
นี่คือลูกเล่นของการอ่านค่ะ ซึ่ง

593
00:54:01,613 --> 00:54:05,613
มันมีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมากนะคะ อันนี้ยกตัวอย่างให้ดูนะคะ วิธีการอ่านคำที่เป็นคำประสมนะคะ แต่ว่าอ่านแบบ

594
00:54:10,383 --> 00:54:11,414
คำสมาส

595
00:54:11,414 --> 00:54:13,665
อีกตัวอย่างหนึ่ง ก็คือ

596
00:54:13,665 --> 00:54:17,665
ทนกับคำว่า "เม็ด" เม็ดเป็นคำไทยแท้ แต่คำว่าคนเป็นคำภาษาบาลี

597
00:54:19,620 --> 00:54:23,620
มันเป็นบาลีแต่ เม็ดเป็นไทยแท้ เพราะฉะนั้น จึงเป็นคำประสม

598
00:54:25,261 --> 00:54:26,922
เหมือนกับคำ

599
00:54:26,922 --> 00:54:28,082
สมาส

600
00:54:28,082 --> 00:54:29,174
เช่น

601
00:54:29,174 --> 00:54:30,393
กลเม็ด

602
00:54:30,393 --> 00:54:32,563
นะคะ นะคะ

603
00:54:32,563 --> 00:54:36,546
ไม่ต้องแปลกใจเพราะส่วนใหญ่คนส่วนใหญ่อ่านว่าอะไรคะ

604
00:54:36,546 --> 00:54:39,938
คุณค่าแต่จริง ๆ แล้วต้องอ่านว่า

605
00:54:39,938 --> 00:54:43,270
คุณนะคะ

606
00:54:43,270 --> 00:54:45,263
ไม่ออกข้อสอบนะลูกนะ

607
00:54:45,263 --> 00:54:49,263
มีออกข้อสอบเป็นตัวลวงในข้อสอบบรรจุเยอะแยะมากมายเลยค่ะ ข้อสอบภาค ก ภาค ขใครไปทำงานองค์กรต่าง ๆ

608
00:54:53,015 --> 00:54:56,088
ทำเมื่อกี้นี่นะคะ ออกข้อสอบบ่อยมาก

609
00:54:56,088 --> 00:54:58,458
จำหลักการตัวนี้ให้ดีนะคะ

610
00:54:58,458 --> 00:55:02,458
ทุกคนนะคะ ดูตามตัวอย่างแล้วก็อ่านนะคะ

611
00:55:02,568 --> 00:55:04,870
อันนี้อ่านว่าคุณทรัพย์

612
00:55:04,870 --> 00:55:06,731
คนละขับ

613
00:55:06,731 --> 00:55:09,934
คนละความพลเมือง

614
00:55:09,934 --> 00:55:12,696
คนละร่ม คนละเรือน

615
00:55:12,696 --> 00:55:16,696
สรรพสินค้านะคะ อันนี้อ่านว่าสรรพสิ่งหรืออ่านอีกแบบหนึ่ง คือกันว่า

616
00:55:18,210 --> 00:55:22,210
สรรพสิ่งนะคะ

617
00:55:23,655 --> 00:55:27,655
เอกสารของเราเรียนหนังสือของเรามีค่ะ เรื่องการอ่านคำพ้องอยู่ในตารางนะคะ อยู่ในตารางนะ

618
00:55:30,707 --> 00:55:34,707
อ่านคำพ้อง ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่นักศึกษาจะต้องรู้ว่า

619
00:55:36,536 --> 00:55:40,536
การอ่านคำพ้อง มันควรจะมีหลักการอย่างไรนะคะ

620
00:55:41,020 --> 00:55:44,481
คำพ้องคืออะไร มีกี่แบบ

621
00:55:44,481 --> 00:55:47,435
คำพ้องนะคะ มี 2 แบบด้วยกัน

622
00:55:47,435 --> 00:55:49,474
1 คือพ้องรูป

623
00:55:49,474 --> 00:55:51,666
2 คือของเสียง

624
00:55:51,666 --> 00:55:54,419
พ้องรูปคืออะไรคะ

625
00:55:54,419 --> 00:55:56,019
เขียนเหมือนกันไหมนะ

626
00:55:56,019 --> 00:55:59,293
เขียนเหมือนกัน แต่ออกเสียง

627
00:55:59,293 --> 00:56:01,405
ไม่เหมือนกัน

628
00:56:01,405 --> 00:56:04,036
ส่วนพ้องเสียง คือ

629
00:56:04,036 --> 00:56:08,036
ออกเสียงเหมือนกัน แต่เขียนไม่เหมือนกัน

630
00:56:09,291 --> 00:56:12,113
ดูนะ

631
00:56:12,113 --> 00:56:16,113
มีอะไรบ้าง คำแรกค่ะ คำว่า "กรี" นะคะ

632
00:56:16,536 --> 00:56:20,128
กับคำว่า กรรีกะรี

633
00:56:20,128 --> 00:56:21,661
นี่คืออะไร

634
00:56:21,661 --> 00:56:25,581
ดูจากภาพนี้กรี สวดนี้ค่ะ

635
00:56:25,581 --> 00:56:27,113
เห็นอ่าน

636
00:56:27,113 --> 00:56:29,293
นวดแหลมของกุ้งไหมคะ

637
00:56:29,293 --> 00:56:31,796
ส่วนยาวตัวนี้ค่ะ ยื่นออกมานี่

638
00:56:31,796 --> 00:56:34,999
เขาเรียกว่า

639
00:56:34,999 --> 00:56:37,881
เสียงควบกล้ำว่า

640
00:56:37,881 --> 00:56:40,963
วันนี้นะคะ มีค่ะ คำนี้ค่ะ

641
00:56:40,963 --> 00:56:44,963
กับอีกอันหนึ่งนะคะ เขียนเหมือนกันแต่ออกเสียงว่า

642
00:56:47,886 --> 00:56:51,886
แปลว่าอะไรคะ ช้างค่ะ

643
00:56:52,951 --> 00:56:56,032
หรือต่อมานะคะ คำนี้ค่ะ

644
00:56:56,032 --> 00:56:57,634
คำว่าป

645
00:56:57,634 --> 00:57:01,634
รัก ปรักตัวนี้ถ้าไปเปิดดูในพจนานุกรมนะครับ นะคะนี้มันหมายถึงเครื่องถม เครื่องเงินอะไรบางอย่างนะคะ

646
00:57:04,425 --> 00:57:08,425
มีภาหนึ่งนะคะ ออกเสียงว่า

647
00:57:09,805 --> 00:57:12,688
ปลัดใช้คู่กับคำว่าอะไรคะ

648
00:57:12,688 --> 00:57:14,809
หักพัง

649
00:57:14,809 --> 00:57:18,809
เพราะฉะนั้น คำว่าปรัก เศษซากใช่ไหมคะ เศษซากที่พังทลาย

650
00:57:19,994 --> 00:57:23,994
ในขณะเดียวกันคำว่าเพลานะคะ เราคือแกนกลางที่ยึดระหว่างล้อของรถใช่ไหมคะ

651
00:57:27,690 --> 00:57:31,690
อีกอันหนึ่งเขียนเหมือนกัน อ่านว่าเวลา

652
00:57:32,180 --> 00:57:33,522
เพลาคือ

653
00:57:33,522 --> 00:57:37,522
เวลานั่นเองนะคะ

654
00:57:38,014 --> 00:57:42,014
หรือแม้แต่คำนี้ค่ะ คำว่าป

655
00:57:44,099 --> 00:57:46,351
คำพ้องรูป

656
00:57:46,351 --> 00:57:48,204
ออกเสียงได้ 2 แบบ

657
00:57:48,204 --> 00:57:52,204
คำที่ 1 นะคะ หมายถึงอะไรคะ หมายถึง

658
00:57:52,685 --> 00:57:56,685
แย้มผลิ แตกนะคะ คลิปนี้เลยยิ้มแก้มปริ

659
00:57:57,947 --> 00:58:01,480
ยิ้มแก้มแทบแตกใช่ไหมคะ ยิ้มแก้มปริ

660
00:58:01,480 --> 00:58:05,480
อันนี้หรือแปลว่าน้อยใช่ไหมคะ แตกน้อย

661
00:58:05,700 --> 00:58:09,221
ในขณะเดียวกันอีกแบบหนึ่ง คือคำว่า

662
00:58:09,221 --> 00:58:10,762
อ่านว่าอะไรคะ

663
00:58:10,762 --> 00:58:13,394
ปรินะคะ อ่านว่า

664
00:58:13,394 --> 00:58:16,407
ปร ิแปลว่าอะไร

665
00:58:16,407 --> 00:58:20,251
แปลว่ารอบ ๆ บริเวณโดยรอบ

666
00:58:20,251 --> 00:58:22,942
โดยเห็นได้จากคำว่าอะไรบ้าง

667
00:58:22,942 --> 00:58:26,942
ปริ

668
00:58:27,119 --> 00:58:30,641
มณฑล ปริมณฑลคือรอบ ๆ เมืองหลวง

669
00:58:30,641 --> 00:58:34,641
จังหวัดที่อยู่ในปริมณฑลจั งหวัดที่เป็นปริมณฑล คือจังหวัดอะไรบ้างลูก

670
00:58:35,905 --> 00:58:39,356
กรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง กรุงเทพเป็นมณฑล

671
00:58:39,356 --> 00:58:43,356
แต่รอบรอบเมืองหลวง หัวเมืองใหญ่ ๆ นี่

672
00:58:43,977 --> 00:58:46,539
เขาเรียกว่าปริ

673
00:58:46,539 --> 00:58:49,552
จังหวัดอะไรบ้าง ที่ขึ้นต้นด้วยสมุทร

674
00:58:49,552 --> 00:58:53,552
สมุทรปราการ สมุทรสาคร  สมุทรสงคราม

675
00:58:55,316 --> 00:58:58,329
นี่คือปริมณฑล

676
00:58:58,329 --> 00:59:01,860
ต่อไปนะคะ คำว่า พลี

677
00:59:01,860 --> 00:59:03,522
คำนี้ค่ะ

678
00:59:03,522 --> 00:59:07,522
มีอันแรกนะคะ ออกเสียงว่าออกเสียงควบ

679
00:59:08,596 --> 00:59:10,969
อันนี้แปลว่าอะไรคะ

680
00:59:10,969 --> 00:59:13,462
แปลว่าขอ

681
00:59:13,462 --> 00:59:17,462
ส่วนอีกอันหนึ่งอ่านว่า พ

682
00:59:17,506 --> 00:59:21,506
ะ-ลี หมายถึงการมอบให้การอุทิศการบวงสรวง

683
00:59:22,311 --> 00:59:26,311
จะเจอบ่อยนายวรรณคดี หรือในเพลงชาติไทยของเราขอถาม

684
00:59:28,980 --> 00:59:31,931
ในเพลงชาติมีเนื้อหาบอกว่า

685
00:59:31,931 --> 00:59:35,931
สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติ...

686
00:59:36,666 --> 00:59:40,666
ชาติออกเสียงว่าอะไรพลีหรือพะ-ลี เพื่อให้ตรงตามความหมายที่แท้จริง

687
00:59:43,401 --> 00:59:47,401
1 หรือ 2

688
00:59:47,635 --> 00:59:51,635
หรือคะเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลีหรือคะ

689
00:59:52,436 --> 00:59:56,436
ถ้าดูตามความหมายตัวนี้ควรจะใช้เป็นปีหรือพะ ลี

690
00:59:57,439 --> 01:00:00,072
เป็นอันที่ 2 ค่ะ

691
01:00:00,072 --> 01:00:04,072
สละเลือดทุกอย่างเพื่ออุทิศให้กับแผ่นดินนี้

692
01:00:05,203 --> 01:00:06,284
ใช่ไหมคะ

693
01:00:06,284 --> 01:00:10,284
ไม่ได้สละเลือดขอนะคะ ไม่ได้สละเพื่อขอนะคะ เป็นชาติผลิต

694
01:00:11,083 --> 01:00:14,686
ขอชาติไม่ใช่นะคะ แต่มันหมายถึงอะไรลูก

695
01:00:14,686 --> 01:00:18,007
หยาดเลือดนี้เพื่อ

696
01:00:18,007 --> 01:00:22,007
มอบให้กับอะไรคะ พื้นแผ่นดินนะคะ หรือชาติของเรา

697
01:00:23,082 --> 01:00:24,553
ต่อไปนะคะ

698
01:00:24,553 --> 01:00:28,073
คำที่คำว่า แหน นะคะ กับคำว่า แหน นะคะ

699
01:00:28,073 --> 01:00:32,073
อันแรกอ่านว่าอะไรลูกอ่านว่าอะไรคะ

700
01:00:32,118 --> 01:00:34,228
แหน

701
01:00:34,228 --> 01:00:38,228
แหน ใช่ไหมขอหน่อยนะคะ กลับอีกอันนึงหอเอนอ่ะ

702
01:00:40,512 --> 01:00:41,600
แผน

703
01:00:41,600 --> 01:00:44,800
อันแรกอ่านแบบอักษรนำ

704
01:00:44,800 --> 01:00:46,980
แหนคืออะไรคะ

705
01:00:46,980 --> 01:00:49,933
วัชพืชในน้ำใช่ไหมคะ

706
01:00:49,933 --> 01:00:52,426
ในขณะที่เห็นตัวนี้คือ

707
01:00:52,426 --> 01:00:53,328
หวง

708
01:00:53,328 --> 01:00:55,638
แหนนะคะ

709
01:00:55,638 --> 01:00:59,638
อันนี้คือคำพ้องรูปนะคะ อันนี้คือคำพ้องรูป นอกจากนี้นะคะ ในเรื่องของคำพ้องเสียง คำพ้องเสียง ครูไม่ยกตัวอย่างเนะ

710
01:01:04,871 --> 01:01:08,871
แต่ว่ายกตัวอย่างให้ดูว่าลักษณะของคำพ้องรูปเลยนะคะ มันจะมีปัญหาเรื่องการใช้

711
01:01:10,254 --> 01:01:14,254
ดังนั้น เวลาจะใช้คำพ้องรูป ต้องดูที่อะไรเป็นหลักคะ

712
01:01:15,244 --> 01:01:18,517
ดูที่ความหมายของคำเป็นหลักว่า

713
01:01:18,517 --> 01:01:22,167
คำนั้นประโยคนั้นนะคะ ในประโยคนะนี่

714
01:01:22,167 --> 01:01:26,167
ต้องการสื่อความหมายว่าอย่างไร เราก็เลือกเอาคำนั้นไปใช้ให้ตรงกับ

715
01:01:27,362 --> 01:01:31,362
ความหมาย ที่ต้องการจะสื่อนั่นเองนะคะ  หรือในภาษาเขมรนะคะ ในภาษาเขมร

716
01:01:35,378 --> 01:01:39,378
มันจะมีหลักในเรื่องการอ่านคำแผลง คนไทยก็จะมีปัญหาเรื่องนี้นะคะ เรื่องการอ่านคำนะ

717
01:01:41,142 --> 01:01:45,142
คำที่มาจากภาษาเขมร เขาเรียกว่าคำแผลงนะ มีวิธีการสร้างคำการแผลง คำ

718
01:01:46,655 --> 01:01:50,655
อย่างเช่นคำว่า "กราบ" นะคะ เติมอะไรเข้าไปคะ

719
01:01:51,916 --> 01:01:54,537
แลงนะคะ แผลง จากอะไรคะ

720
01:01:54,537 --> 01:01:58,537
เติมเข้าไปเป็นกำลังกลับนะคะ กำราบเขียนอย่างไรคะ

721
01:02:01,852 --> 01:02:05,852
ต้องมี ห นำนะคะ เสียงมีหอนำ

722
01:02:09,099 --> 01:02:13,099
ไม่ต้องขึ้นเสียงสูงขึ้นมาเป็นกรรมอันนี้เป็นอะไรคะ อ่านว่าอะไรคะ อ่านพร้อมกันให้ฟังหน่อย

723
01:02:16,402 --> 01:02:19,794
ตำรวจ ตำรับ

724
01:02:19,794 --> 01:02:23,794
ดำรัส ดำริ

725
01:02:24,999 --> 01:02:28,999
ตำรับ ตำรา คะ บำราบนะคะ เป็นบำราบนะคะ

726
01:02:31,654 --> 01:02:33,908
หรืออะไรคะ

727
01:02:33,908 --> 01:02:35,188
กด เ

728
01:02:35,188 --> 01:02:37,620
ป็น กำหนด

729
01:02:37,620 --> 01:02:41,092
ขลึง เป็น

730
01:02:41,092 --> 01:02:45,092
จอดเป็นจะรอดจ่ายเป็นจำหน่าย

731
01:02:47,234 --> 01:02:51,234
เสียงเป็นเฉลียงตำหนิ

732
01:02:52,048 --> 01:02:56,048
เป็นอะไรนะคะ ตำหนิใช่ไหมคะ แต่งเป็น

733
01:02:58,203 --> 01:03:02,203
ตำแหน่ง ใช่ไหมเกิดเป็นกรรม

734
01:03:02,815 --> 01:03:06,815
เนิด ไม่ใช่กำ- เนิดนะคะ กำ -เหนิด นะคะ ต้องมีหอนำด้วยนะคะ

735
01:03:09,927 --> 01:03:13,927
หรือแม้แต่การอ่านตัว ฤ มันก็มีหลักการอยู่ เวลาอ่านต้องอ่านให้ถูกต้องนะคะ อะไรบ้าง นะคะ ดูนะ

736
01:03:18,904 --> 01:03:22,904
รู้ตัว ฤ ค่ะ หรือถอดถุงหางยาวใช่ไหมคะ

737
01:03:24,481 --> 01:03:28,481
คือถอดถุงหางยาว ครูเรียกชื่อเล่นมันว่าขอถุงหางยาวเนะนะคะ

738
01:03:29,681 --> 01:03:33,681
ถ้ามีสระอาเพิ่มมาอีกนะคะ อาหารยาวเพิ่มขึ้นมา

739
01:03:34,354 --> 01:03:37,559
เขาเรียกว่าตัวอะไรคะ

740
01:03:37,559 --> 01:03:40,251
ฤา

741
01:03:40,251 --> 01:03:44,223
แต่คนไทยไม่ค่อยนิยมใช้นะคะ

742
01:03:44,223 --> 01:03:48,135
ถ้าเป็นตัวพอสำเภาหางยาวล่ะคะ

743
01:03:48,135 --> 01:03:50,639
ภ สำเภาหางยาว คือ

744
01:03:50,639 --> 01:03:52,689
ตัว

745
01:03:52,689 --> 01:03:56,092
ฤ แล้วพอสำเภาหางยาวกับสระอาหางยาว

746
01:03:56,092 --> 01:03:58,264
คืออะไร คะ

747
01:03:58,264 --> 01:04:02,264
นะคะ ตัวรึกับตัวเรือ

748
01:04:02,305 --> 01:04:06,305
เอาหัวเข้านะคะ เราเรียกว่าตัวหรือน้องจะเท่าหัวออกเป็นตัว

749
01:04:07,818 --> 01:04:11,818
ฤ นะคะ ต่อไปดูตามนี้ค่ะ

750
01:04:12,503 --> 01:04:15,515
เวลาเราอ่านคำนี้ดูทีนี้ค่ะ

751
01:04:15,515 --> 01:04:18,589
ข้อยกเว้นหรือข้อสังเกต

752
01:04:18,589 --> 01:04:20,522
กรอบสีแดง ๆ นี้ค่ะ

753
01:04:20,522 --> 01:04:24,522
เขาบอกว่าถ้าตัว ฤ เอาไปประสมกับพยัญชนะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

754
01:04:28,014 --> 01:04:32,014
คำที่เปล่งเสียงออกมาจะเป็นเสียง

755
01:04:32,569 --> 01:04:34,169
่ ริ

756
01:04:34,169 --> 01:04:36,221
เช่น

757
01:04:36,221 --> 01:04:37,572
มีตัวไหนบ้าง

758
01:04:37,572 --> 01:04:39,813
ก ไก่

759
01:04:39,813 --> 01:04:41,603
ต เต่า

760
01:04:41,603 --> 01:04:43,655
ท

761
01:04:43,655 --> 01:04:46,478
ทหาร ป ปลา

762
01:04:46,478 --> 01:04:50,478
ศ อะไรนะ

763
01:04:52,250 --> 01:04:56,250
ศ ศาลา อันนี้คือ ว แหวน ด้วยนะคะ ว แหวน ด้วยนะ

764
01:04:57,562 --> 01:05:01,226
ก ไก่ ก ไก่  ขออภัย

765
01:05:01,226 --> 01:05:05,226
ศ ศาลาและก็อะไรลูก เสือนะคะ อ่างทองดูนะ

766
01:05:06,469 --> 01:05:10,469
ก ไก่ ผสมกับ กไก่นะคะ กับถั่ว

767
01:05:12,240 --> 01:05:14,232
กลายเป็นสระอะไรนะคะ

768
01:05:14,232 --> 01:05:18,205
ก็จะกลายเป็นคำว่า

769
01:05:18,205 --> 01:05:20,318
ทำอะไรคะ

770
01:05:20,318 --> 01:05:21,087

771
01:05:21,087 --> 01:05:25,087
ตัวนี้อ่านว่าอะไรคะ

772
01:05:25,259 --> 01:05:27,882

773
01:05:27,882 --> 01:05:31,882
ทฤษฎีใดออกเสียงว่าทฤษฎี

774
01:05:33,083 --> 01:05:35,326
นะคะ

775
01:05:35,326 --> 01:05:39,169
ทฤษฎี ทฤษฎี

776
01:05:39,169 --> 01:05:43,169
ตัวนี้เป็นคำราชาศัพท์แปลว่าแผ่นหลัง คือคำว่า

777
01:05:44,173 --> 01:05:45,834

778
01:05:45,834 --> 01:05:48,136
คำว่าวิ

779
01:05:48,136 --> 01:05:49,686
นะคะ

780
01:05:49,686 --> 01:05:51,288
สะ-หริง-คาน

781
01:05:51,288 --> 01:05:55,288
นะคะ สะ-หริง-คาน รนะคะ นี้อ่านว่าสลิงขาดนะคะ เป็นอีกนะคะ ส่วนสเสือเช่นคำว่าอะไรบ้าง

782
01:06:00,131 --> 01:06:04,131
คำว่าสลิดนะคะ

783
01:06:04,804 --> 01:06:08,016
ก็ไปค่ะ ถ้าตัวฤ

784
01:06:08,016 --> 01:06:11,987
มาประสมกับพยัญชนะดังต่อไปนี้ค่ะ

785
01:06:11,987 --> 01:06:13,327
ค ควาย น หนู พ พาน ม ม้า ห หีบ

786
01:06:13,327 --> 01:06:14,938

787
01:06:14,938 --> 01:06:16,280

788
01:06:16,280 --> 01:06:17,752

789
01:06:17,752 --> 01:06:21,752
นะคะ จะออกเสียงเป็นอะไรนะคะ

790
01:06:22,956 --> 01:06:26,348
เป็น ฤ ค่ะ ออกเสียงเป็น ฤ เช่น

791
01:06:26,348 --> 01:06:30,348
คฤหาสน์ นฤมล

792
01:06:31,090 --> 01:06:35,090
พฤศจิกายนใช่ไหมคะ

793
01:06:36,279 --> 01:06:38,522
มฤตยู

794
01:06:38,522 --> 01:06:42,522
หฤทัย หฤหรรษ์

795
01:06:46,333 --> 01:06:50,333
ถ้าเมื่อไหร่ตัว ฤ

796
01:06:51,145 --> 01:06:54,868
เป็นพยัญชนะต้นสระเสียเอง

797
01:06:54,868 --> 01:06:58,387
เขาจะเปลี่ยนรูป เปลี่ยนเสียงไป

798
01:06:58,387 --> 01:06:59,858
ได้หลากหลายเลยค่ะ

799
01:06:59,858 --> 01:07:01,648
ได้ทั้งอะไรคะ

800
01:07:01,648 --> 01:07:05,648
ได้ทั้งลิได้ทั้งรึ ได้ทั้ง

801
01:07:07,422 --> 01:07:08,893
เรอ เช่น

802
01:07:08,893 --> 01:07:09,852
ฤทธิ์

803
01:07:09,852 --> 01:07:12,555

804
01:07:12,555 --> 01:07:13,965

805
01:07:13,965 --> 01:07:15,376
ฤดู ู

806
01:07:15,376 --> 01:07:16,846
ฤทัย

807
01:07:16,846 --> 01:07:17,936
ฤกษ์

808
01:07:17,936 --> 01:07:21,936
มีคำหนึ่งที่ครูฟังนักศึกษาพูดแล้วครูรู้สึกว่าเอ๊ะต้องเช็คแล้วแหละว่าน่าจะเข้าใจว่าคำนี้อ่านว่าอย่างไร

809
01:07:26,648 --> 01:07:30,648
ดูตัวนี้นะคะ  หมายถึงอะไรนะ

810
01:07:31,203 --> 01:07:32,994
สภาพอากาศใช่ไหมคะ

811
01:07:32,994 --> 01:07:36,994
เป็นช่วงเวลาตามสภาพอากาศเขาเรียกว่าฤดูใช่ไหมคะ

812
01:07:38,127 --> 01:07:42,127
มีคนหนึ่ง เขาบอกว่าเป็นไข้ทับฤดู

813
01:07:42,999 --> 01:07:45,112
ไข้ทับฤดู

814
01:07:45,112 --> 01:07:47,934
เข้าใช้คำนี้หรือ

815
01:07:47,934 --> 01:07:51,934
ไข้นี้เป็นหน้า 3 เดือน 4 เดือนเลยหรือ เป็นไข้ทีหนึ่ง เป็นเป็นไข้ทับประจำเดือน 3 เดือน 4 เดือนเลยใช่ไหม

816
01:07:55,951 --> 01:07:57,360
ไม่ใช่นะคะ

817
01:07:57,360 --> 01:08:01,360
ครูเห็นเขียนผิดกันเยอะ คำว่าไข้ทับระดู

818
01:08:02,805 --> 01:08:05,566
ร อะ ระ

819
01:08:05,566 --> 01:08:08,971
จึงจะหมายถึงเป็นประจำเดือน

820
01:08:08,971 --> 01:08:12,971
เป็นอาการป่วยในขณะที่กำลังมีรอบเดือนของสตรี

821
01:08:14,210 --> 01:08:18,210
ใช้คำว่าไข้ทับระดู

822
01:08:18,643 --> 01:08:22,226
ไม่ใช่ฤดู

823
01:08:22,226 --> 01:08:26,226
ความหมายเปลี่ยนนะคะ  ไม่เหมือนกันด้วยนะคะ ไม่เหมือนกันนะ

824
01:08:26,457 --> 01:08:27,999
ต่อไป

825
01:08:27,999 --> 01:08:31,970
นะคะ  เรื่องของการแบ่งวรรคตอนก็เช่นเดียวกัน

826
01:08:31,970 --> 01:08:34,342
การแบ่งวรรคตอน

827
01:08:34,342 --> 01:08:38,342
จะทำให้การสื่อความหมายในการอ่านนั้น ๆ นะคะ เป็นไปอย่างถูก

828
01:08:40,493 --> 01:08:44,493
ถ้าแบ่งวรรคตอนไม่ถูก หรือไม่มีการแบ่งวรรคตอน

829
01:08:44,783 --> 01:08:48,783
จะทำให้เกิดความสับสน กำกวมขึ้นได้

830
01:08:50,043 --> 01:08:53,307
เช่นประโยคที่ 1 ค่ะ

831
01:08:53,307 --> 01:08:56,830
ประโยคที่ 1 นะคะ

832
01:08:56,830 --> 01:09:00,363
เลื่อนผิดขออภัย

833
01:09:00,363 --> 01:09:04,146
ประโยคที่ 1 นะคะ ประโยคที่ 1 นะ

834
01:09:04,146 --> 01:09:06,139
พ่อไม่ได้แบ่งวรร

835
01:09:06,139 --> 01:09:10,139
พอไม่ได้แบ่งวรรคตอน เขียนติด ๆ กันแบบนี้

836
01:09:10,171 --> 01:09:14,171
อ่านรอบแรก เราเข้าใจความหมายว่าอย่างไรคะ

837
01:09:15,627 --> 01:09:19,627
ข้อความนี้ บอกว่าเขาสวมทองเหลืองวาววับ

838
01:09:20,431 --> 01:09:23,003
ความหมายของประโยคนี้

839
01:09:23,003 --> 01:09:26,074
ตีความได้กี่ความหมาย

840
01:09:26,074 --> 01:09:30,074
2 ความหมาย ความหมายที่ 1 คืออะไร

841
01:09:30,818 --> 01:09:34,147
ของแท้ หรือของปลอมแค่นั้นใช่ไหมคะ

842
01:09:34,147 --> 01:09:36,970
ถ้าเขาบอกว่าเขาสวมทอง

843
01:09:36,970 --> 01:09:39,282
เหลือง

844
01:09:39,282 --> 01:09:41,650
วาววับ แสดงว่านี้ของแท้ไหมคะ

845
01:09:41,650 --> 01:09:42,933
ของแท้

846
01:09:42,933 --> 01:09:46,933
แต่ถ้าเว้นวรรคสอง ที่คำว่าเขาสวมทองเหลือง

847
01:09:47,354 --> 01:09:49,275
วาววับ

848
01:09:49,275 --> 01:09:51,647
เว้นเสียงนิดหนึ่ง

849
01:09:51,647 --> 01:09:53,187
นี่หมายถึงอะไรลูก

850
01:09:53,187 --> 01:09:55,880
ทองปลอมไม่ใช่ของแท้นะคะ

851
01:09:55,880 --> 01:09:59,880
ไม่ใช่แค่การเว้นวรรคก็ทำให้อะไรลูก

852
01:10:00,042 --> 01:10:04,042
ทำให้ความหมายมันเปลี่ยนไป เราต้องดูบริบทของข้อความ ว่าข้อความนั้น

853
01:10:06,513 --> 01:10:10,513
มันสื่อถึงอะไร แล้วเราจะต้องเว้นวรรคอย่างไร เพื่อให้คำที่เราอ่านนั้นเป็นไงลูก

854
01:10:12,862 --> 01:10:16,862
ตรงตามวัตถุประสงค์ ที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อสารออกมา

855
01:10:18,118 --> 01:10:19,850
อันที่ 2 ค่ะ

856
01:10:19,850 --> 01:10:23,850
คุณสมัครเข้าร่วมโครงการของเราหรือไม่

857
01:10:25,549 --> 01:10:27,601
ตีได้กี่ความหมายคะ

858
01:10:27,601 --> 01:10:31,601
เข้าใจความหมายได้กี่อย่าง

859
01:10:31,893 --> 01:10:34,906
เข้าใจความหมายได้กี่อย่าง

860
01:10:34,906 --> 01:10:37,219
1

861
01:10:37,219 --> 01:10:41,219
ไม่ได้เจาะจงกับ 2 เจาะจงตัวบุคคล

862
01:10:41,892 --> 01:10:45,892
ความหมายที่ 1 คือไม่ได้เจาะจงตัวบุคคล ก็คือ

863
01:10:46,193 --> 01:10:50,193
คุณน่ะ สมัครเข้าร่วมโครงการของเราหรือเปล่าใช่ไหมคะ ไม่ได้เจาะจงตัวบุคคล

864
01:10:52,665 --> 01:10:56,665
แต่ถ้าหากว่าเป็นการอ่านแบบเว้นวรรคตอน

865
01:10:57,279 --> 01:10:59,973
คุณสมัคร ได้เข้าร่วมโครงการของเราหรือเปล่า

866
01:10:59,973 --> 01:11:01,643
เจาะจงไปที่ใครคะ

867
01:11:01,643 --> 01:11:05,643
คนที่ชื่อสมัครที่ 3 ค่ะ

868
01:11:06,185 --> 01:11:08,685
ที่ตากอากาศเย็นมาก

869
01:11:08,685 --> 01:11:11,128
สมัครอย่างไรคะ

870
01:11:11,128 --> 01:11:14,461
เป็นจังหวัดหรือว่าจะเป็นสถานที่ทั่ว ๆ ไป

871
01:11:14,461 --> 01:11:18,461
จองว่าเป็นจังหวัดอะไรคะ เป็นจังหวัดตากก็เว้นวรรคอยคะ

872
01:11:20,555 --> 01:11:21,707
ที่ตาก

873
01:11:21,707 --> 01:11:25,707
อากาศเย็นมาก

874
01:11:26,259 --> 01:11:27,919
แบบที่ 2

875
01:11:27,919 --> 01:11:29,910
ที่ตากอากาศ

876
01:11:29,910 --> 01:11:31,701
เย็นมาก

877
01:11:31,701 --> 01:11:35,701
เช่นกันเว้นวรรคใช่ไหมคะ ในการแบ่งวรรคตอน

878
01:11:35,742 --> 01:11:39,742
จึงมีความสำคัญต่อการอ่านเป็นอย่างยิ่ง

879
01:11:41,122 --> 01:11:42,982
มีตัวอย่างหนึ่งค่ะ

880
01:11:42,982 --> 01:11:45,923
3 วันจากนารีเป็นอื่น

881
01:11:45,923 --> 01:11:48,046
คืออะไรคะ

882
01:11:48,046 --> 01:11:50,738
ตกลงว่าใครว่าผู้หญิงหรือว่าผู้ชาย

883
01:11:50,738 --> 01:11:53,879
ถ้าแบ่งว่าเป็น 3 วันจาก

884
01:11:53,879 --> 01:11:56,762
นารีเป็นอื่น ตำหนิใครคะ

885
01:11:56,762 --> 01:12:00,762
ตำหนินารี บอกว่า 3 วันจากนารี

886
01:12:01,056 --> 01:12:03,558
เป็นอื่นก็มีใครบ้างตอนนี้

887
01:12:03,558 --> 01:12:07,558
ตำหนิผู้ชายใช่ไหมคะ ประโยคหนึ่งได้ค่ะ คนสวยไม่มีปัญหา

888
01:12:10,417 --> 01:12:12,208
จะเป็นอย่างไรดีน

889
01:12:12,208 --> 01:12:15,101
ะ ถ้าเป็นคำขานรับ

890
01:12:15,101 --> 01:12:16,762
ได้ค่ะ

891
01:12:16,762 --> 01:12:20,762
คนสวยไม่มีปัญหา น่าจะพูดนะบอกว่าตัวเองเป็นอะไรคะ

892
01:12:20,794 --> 01:12:22,524
คนสวย

893
01:12:22,524 --> 01:12:25,157
แต่ถ้าบอกว่าได้ค่ะ คนสวย

894
01:12:25,157 --> 01:12:26,827
ไม่มีปัญหา

895
01:12:26,827 --> 01:12:28,939
สรุปแล้วใครสวยคะ

896
01:12:28,939 --> 01:12:32,080
ผู่ฟัง ผู้ฟังค่ะ

897
01:12:32,080 --> 01:12:36,080
นี่คือแค่การแบ่งวรรคตอนนะคะ ในการแบ่งวรรคตอน

898
01:12:37,147 --> 01:12:41,147
เพราะฉะนั้นแล้วนะคะ ในเรื่องการแบ่งวรรคตอนจึงเป็นหัวใจสำคัญอีกเช่นเดียวกันนะคะ ที่ทำให้การอ่านนั้น

899
01:12:45,086 --> 01:12:49,086
มีประสิทธิภาพนะคะ แล้วก็สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการอ่านได้เท่านี้นะคะ

900
01:12:53,160 --> 01:12:57,160
เราจะเห็นว่าสิ่งที่ในฐานะความเป็นครูนะ

901
01:12:57,203 --> 01:13:01,203
เราจะสามารถทำอะไรเพื่อให้ผู้เรียนนะคะ ของเรา

902
01:13:02,266 --> 01:13:05,728
สามารถที่จะอ่านได้เข้าใจง่าย ๆ นะคะ

903
01:13:05,728 --> 01:13:09,728
เป็นไปตามช่วงวัยนะคะ เราจะเอาอะไรไหมก็อ่าน

904
01:13:11,690 --> 01:13:14,963
สายขาด

905
01:13:14,963 --> 01:13:18,963
มาหรือยังคะ

906
01:13:19,127 --> 01:13:23,127
เวลาที่เราจะสอนเด็กค่ะ นักศึกษาน้าสคะ

907
01:13:24,191 --> 01:13:28,191
สิ่งที่ทำให้ผู้เรียนนั้นเข้าใจความหมายของคำว่าลี ประโยค

908
01:13:30,222 --> 01:13:34,222
และสามารถสรุปความได้นะนี่ เรามีเครื่องไม้เครื่องมือเยอะแยะมากมายค่ะ

909
01:13:35,537 --> 01:13:38,300
สิ่งที่เรานำมาให้ผู้เรียนได้อ่านนั้น

910
01:13:38,300 --> 01:13:40,600
อาจจะอยู่ในรูปของ

911
01:13:40,600 --> 01:13:43,554
บทร้องเล่น

912
01:13:43,554 --> 01:13:46,956
เจ้ามะนาวโตงเตงจะได้ยินไหมคะ

913
01:13:46,956 --> 01:13:49,637
นกเอี้ยง

914
01:13:49,637 --> 01:13:53,637
มาเลี้ยงควายเฒ่า ควายกินข้าวนกเอี้ยงหัวโตอย่างนี้ค่ะ

915
01:13:55,163 --> 01:13:59,163
จ้ำจี้มะเขือเปราะกะเทาะหน้าแว่น พายเรืออกแอ่น

916
01:13:59,255 --> 01:14:03,255
พวกนี้เป็นบทร้องเล่นเป็นบทร้อยกรองสั้น ๆ หรือจะเป็น

917
01:14:05,025 --> 01:14:07,136
นิทาน พื้นบ้าน

918
01:14:07,136 --> 01:14:08,677
เรื่องเล่า

919
01:14:08,677 --> 01:14:10,988
หรือถ้าโตขึ้นมาหน่อย

920
01:14:10,988 --> 01:14:14,988
อ่านแล้วจะต้องสรุปความได้ เราก็จะใช้อะไรลูก

921
01:14:15,151 --> 01:14:16,561
บทความ

922
01:14:16,561 --> 01:14:20,561
เพื่อให้ผู้อ่านเป็นไงคะ นักเรียนของเรานี่นะคะ ได้ฝึกทักษะการอ่าน

923
01:14:22,207 --> 01:14:26,207
ทำให้เกิดความเข้าใจความหมายของคำวลี ประโยค

924
01:14:26,438 --> 01:14:27,848
รวมไปถึงการ

925
01:14:27,848 --> 01:14:30,089
สรุปคำได้

926
01:14:30,089 --> 01:14:32,010
นะคะ

927
01:14:32,010 --> 01:14:34,383
ทีนี้นะคะ

928
01:14:34,383 --> 01:14:38,383
นอกเหนือจากนี้นะคะ ในฐานะที่เราจะไปเป็นครู เราเองก็คงจะต้องมาฝึกอ่านนะคะ

929
01:14:42,139 --> 01:14:46,139
เพื่อให้รู้จักใช้ความคิด วิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความคิดอย่างมีเหตุผลได้

930
01:14:48,673 --> 01:14:52,673
อะไรบ้าง ที่เราควรเลือกอ่าน เพื่อทำให้เกิดการบรรลุ

931
01:14:54,388 --> 01:14:55,479
นั่นคือ

932
01:14:55,479 --> 01:14:56,688
วิเคราะห์

933
01:14:56,688 --> 01:15:00,688
แสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลได้ ต้องอ่านอะไรดีคะ

934
01:15:01,821 --> 01:15:05,821
อ่านข่าว อ่านบทความ อ่านสารคดี อ่านข้อความโฆษณา

935
01:15:09,124 --> 01:15:12,395
อ่านแล้วต้องใช้กระบวนการ

936
01:15:12,395 --> 01:15:13,805
นั่นก็คือ

937
01:15:13,805 --> 01:15:15,535
อ่านเพื่อจับใจความ

938
01:15:15,535 --> 01:15:18,809
อ่านวิเคราะห์ อ่านประเมินค่า

939
01:15:18,809 --> 01:15:22,809
เวลาเราอ่านข่าว อ่านข่าว อันดับแรกเลย ต้องทำ ก็คือจับใจความก่อนว่าข่าวนั้น ใครทำอะไรที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร

940
01:15:28,092 --> 01:15:30,913
จากนั้นก็มาทำการวิเคราะห์นะคะ

941
01:15:30,913 --> 01:15:34,317
วิเคราะห์ว่าผู้เขียน หรือ

942
01:15:34,317 --> 01:15:37,197
ได้หนังสือพิมพ์นะนี่ ได้ข่าวนะ เนี่ยนะคะ

943
01:15:37,197 --> 01:15:41,197
อะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือข้อคิดเห็นนะคะ จากนั้นเราค่อยมาประเมินค่ะ ว่าเราควรจะเชื่อหรือไม่เชื่อ หรือส่วนไหนที่เชื่อถือได้

944
01:15:47,700 --> 01:15:51,700
ส่วนไหนคือความคิดเห็นของผู้เขียนที่เติมเข้าไป

945
01:15:52,702 --> 01:15:56,702
นอกจากอ่านข่าวแล้วนะคะ  อ่านบทความอ่านสารคดีอ่านข้อความโฆษณา

946
01:15:58,867 --> 01:16:00,847
ทั้ง 4 อย่างนี้

947
01:16:00,847 --> 01:16:04,847
เมื่อเราอ่านโดยใช้กระบวนการ ในฝั่งขวามือนี้

948
01:16:05,908 --> 01:16:08,471
มันจะส่งผลทำให้เรารู้จัก

949
01:16:08,471 --> 01:16:12,471
ใช้ความคิดในการวิเคราะห์ วิจารณ์ และแสดงความคิดเห็น

950
01:16:14,755 --> 01:16:17,516
อย่างมีเหตุผลได้นะคะ

951
01:16:17,516 --> 01:16:20,266

952
01:16:20,266 --> 01:16:24,266
ทีนี้บทถัดไปนะคะ มันจะเป็นเรื่องนี้นะคะ เดี๋ยวครูเกริ่นไว้ตรงนี้ก่อนนะคะ ว่าในเรื่องของการสอนอ่านนะคะ ขอเกริ่นไว้คราวนี้นะคะ ดูในหนังสือนะคะ ดูหนังสือเนาะหนังสือแบบฝึกหัดนะคะ ที่ครูให้นักศึกษาได้ดู

953
01:16:36,413 --> 01:16:39,886
นักศึกษาตั้งแต่หน้าเท่าไรนะ เมื่อกี้จะครูบอกไป

954
01:16:39,886 --> 01:16:43,886
20 20 คือการแบ่งวรรคตอนใช่ไหมคะ เขียนลงไปในหนังสือได้เลยนะคะ

955
01:16:46,680 --> 01:16:50,680
เขียนลงไปในหนังสือได้เลยนะคะ เพื่อแบ่งวรรคตอนการอ่าน

956
01:16:51,351 --> 01:16:53,142
ใส่เครื่องหมายอะไรดีคะ

957
01:16:53,142 --> 01:16:56,354
ใช้เครื่องหมายสแลชนะคะ ใช้เครื่องหมายขีดทับน่ะค่ะ

958
01:16:56,354 --> 01:17:00,354
เราจะแบ่งวรรคตอนอย่างไรนะคะ จากการยกตัวอย่างเมื่อกี้ถ้าครูได้พาทำ

959
01:17:02,831 --> 01:17:06,831
หนังสือนะคะ เปิดหนังสือ

960
01:17:08,404 --> 01:17:12,387
20 ค่ะ ในหน้า 20

961
01:17:12,387 --> 01:17:16,387
หน้า 20 ก่อน

962
01:17:22,443 --> 01:17:25,514
เริ่มตั้งแต่หน้า 20 เลยนะคะ หน้านี้เลยนะคะ

963
01:17:25,514 --> 01:17:28,277
ตรงนี้ค่ะ เขาให้แบ่งนะคะ

964
01:17:28,277 --> 01:17:32,277
ใช้เครื่องหมายในการในการแบ่งวิธีการอ่านจะอ่านอย่า

965
01:17:34,170 --> 01:17:36,362
งไร แบ่งวรรคตอนอย่างไร

966
01:17:36,362 --> 01:17:40,362
สำหรับเพื่อนเด็กตานะคะ เดี๋ยวหนูเข้าไปทำหลังจากนี้นะคะ เดี๋ยวเอาหนังสือนะคะ แล้วก็

967
01:17:42,826 --> 01:17:43,727
ให้เพื่อน

968
01:17:43,727 --> 01:17:45,966
ช่วยก็ได้ค่ะ หน้า

969
01:17:45,966 --> 01:17:49,966
20 เดี๋ยวค่อยช่วยเพื่อนด้วยนะ ถ่ายรูปก็ได้ค่ะ ถ่ายรูปแล้วโยนเข้า Google Drive นะคะ เราก็จะแปลมาเป็น

970
01:17:51,548 --> 01:17:53,661
เอกสารนะคะ

971
01:17:53,661 --> 01:17:56,352
แล้ว

972
01:17:56,352 --> 01:17:59,565
อะไรนะ ลูก

973
01:17:59,565 --> 01:18:03,565
เพื่อนเขาก็จะได้เป็นไฟล์ Word ค่ะ แล้วเดี๋ยวเขาจะไปทำเป็นเบรลล์ค่ะ

974
01:18:03,729 --> 01:18:07,060
เดี๋ยวเพื่อนเขาจะไปทำเป็นเบรลล์นะคะ เป็นอักษรเบรล

975
01:18:07,060 --> 01:18:11,060
เออพี่กูถามในกลุ่มนั่นแหละค่ะ ที่กูถามในกลุ่มนั่นแหละว่า

976
01:18:11,742 --> 01:18:15,742
สามารถจะเป็น PDF ได้ไหม นะคะ ถ้า pdf ระบบของเบมันจะไม่อ่านเพราะฉะนั้นก็คือต้องแปลงนะคะ

977
01:18:18,856 --> 01:18:22,856
ให้มันเป็นบทก่อนนะคะ แล้วเดี๋ยวเขาจะไปแปลงเป็นเบรลลได้

978
01:18:23,660 --> 01:18:27,660
โอเค ลงมือทำได้ เลยค่ะ ลงมือทำได้เลย

979
01:18:32,128 --> 01:18:36,128
สำหรับห้องนี้ครูปรับกิจกรรมนิดหนึ่งนะคะ ตรงที่ว่าห้อง

980
01:18:38,153 --> 01:18:41,107
ห้องอีก 3 ห้องนี่ 2 ห้องเขา

981
01:18:41,107 --> 01:18:45,107
จะเป็นการอ่านนะคะ เป็นการอ่านออกเสียงนะคะ แต่วันนี้ก็คือเพื่อนนะคะ ให้กับเพื่อน ๆ ในห้องนี้

982
01:18:48,607 --> 01:18:49,817
พวกเราก็

983
01:18:49,817 --> 01:18:53,730
เขียนนะคะ เป็นลักษณะการเขียนนักเขียนคำนักเขียนคำอ่านแทน

984
01:18:53,730 --> 01:18:55,841
แล้วก็แบ่งวรรคก่อน

985
01:18:55,841 --> 01:18:59,841
ถ้าคะแนนเท่ากันแล้วไม่มีปัญหานะคะ ถ้าคะแนนเท่ากัน

986
01:25:29,935 --> 01:25:33,935
ขออนุญาตแจ้งทางภาษามือ แล้วก็คำบรรยายแทนเสียงนะคะ

987
01:25:38,072 --> 01:25:42,072
ตอนนี้อาจารย์ได้แแจ้งว่าเดี๋ยวจะให้นักศึกษาทำแบบทดสอบนะคะ เราก็จะ

988
01:25:43,587 --> 01:25:46,797
ให้นักศึกษานำมาส่งแล้วก็จะหมด

989
01:25:46,797 --> 01:25:50,797
หมดการบรรยายค่ะ ขอบคุณทางล่ามภาษามือ แล้วก็คำบรรยายแทนเสียงค่ะ ขอบคุณค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]

