นักศึกษาเดี๋ยวครูจะทดสอบระบบอีกรอบหนึ่งนะคะ เมื่อกี้ตัวอักษร เมื่อกี้ตัวอักษรนะคะ ตัววิ่งมีปัญหานิดหนึ่ง มันค้างแต่ตอนนี้ได้แล้วนะคะ ทบทวนอีกรอบหนึางเพราะเมื่อกี้นี้นะคะ ข้อความมันหายไปเพื่อนอาจจะยังไม่เข้าใจ เดี๋ยวไปไม่พร้อมกัน ไม่เข้าใจพร้อมกัน ขอทบทวนอีกรอบนะคะ หลักการที่นำมาใช้ทั้งการฟังและการอ่าน ปกติแล้วจะมีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน อันที่ 1 ก็คือหลักการ 5W กับเอก 1H 5w ที่ว่านี้ ก็คือWhatแว่นWhere Why และ How หลักการอันที่ 2 ก็คือการสังเกตตำแหน่งของข้อความ วัดตำแหน่งของข้อความ ที่เป็นใจความสำคัญ มักจะอยู่ใน 2 ที่ด้วยกัน นั่นก็คือต้นประโยคหรือต้นข้อความ กับอีกตำแหน่งหนึ่ง ก็คือท้ายของข้อความ แต่ในเรื่องของการสังเกตตำแหน่งมักจะนำไปใช้เรื่องของการอ่านมากกว่าใช้กับการฟัง ดังนั้น กิจกรรมต่อจากนี้ครูจะให้เราลองจับใจความ แต่เป็นการจับใจความ จากงานเขียนที่เราเรียกว่า "งานร้อยกรอง" จากบทประพันธ์นี้ค่ะ ชื่อเรื่องว่า ความรัก ความรักมิใช่เรื่องน่ารังเกียจ หากรู้เจียดหัวใจให้เหมาะสม มิให้รักชักพาเผลออารมณ์ จนเกินข่มความใคร่ก่อนวัยงาม ความรักมิใช่เหตุเทเวชทุกข์ ถ้ามิชั่วชิงสุกเสียก่อนห่าม ถ้ารู้จักพิทักษ์ไฟมิให้ราม รักจะพาฝ่าข้ามขวากหนามร้าย ความรักไม่ใช่จบที่เตียงนอน แต่จะเอื้ออาทรซ่อนความหมาย เพียงบุปผาค่าคุณกรุ่นกำจาย ด่วนทำลายก่อนเวลา ความรักมิใช่ของทดลองเลือก เบื่อก็ถอดเช่นเกือกแล้วซอกหา ความสำส่อนใช่ทักษะของชีวาราคะ ใช่ราคะของชีวิต หนุ่มเอยสาวเอยเพิ่งเคยรัก จึงค่อยฟูมค่อยฟักให้ศักดิ์สิทธิ์ อย่าให้สติปัญญาเธอมืดมิด เชื่อว่ารักจากวิจิตรทุกดวงใจ ผู้แต่งก็คืออาจารย์ศิวกานท์ ปทุมสูติ ทีนี้ เวลาเราดูงานประพันธ์แบบนี้ค่ะ ถ้าเราใช้หลักการ 5W กับอีก 1H เอามาจับได้ไหม สรุปใจความสำคัญ ถ้าจะนำหลักการนี้มาใช้ เราจะต้องใช้คำถามในลักษณะใด ดูตัวอย่างนะคะ ใครจักบทประพันธ์ นี่ใคร ใครที่ว่านี้คือผู้แต่ง ผู้เขียนกล่าวอะไร เนื้อหาพูดถึงอะไร พูดถึงความรัก ความรักแบบไหน เราจับใจความ แต่เราจะยังไม่ตีความ โอเคนะ เราจะยังไม่ตีความ และเราจะยังไม่ไปวิเคราะห์ผู้เขียน แต่เราจะจับใจความจากอะไรคะ เนื้อความที่ปรากฏอยู่เท่านั้นก่อน กล่าวแก่ใคร เขาบอกใครคะ ในบทประพันธ์นี้ต้องการบอกใคร ใครเอ่ย หนุ่มเอย สาวเอย เพิ่งเคยรัก เวอร์ชันคำว่า "หนุ่ม" คำว่า "สาว" คืออะไร ลูก เขียนต้องการจะบอกใครคะบอกผู้อ่านที่อยู่ในวัย หนุ่มสาว บอกอะไร บอกด้วยวิธีใด ข้อ 4 ค่ะ กล่าวโดยวิธีใด รูปแบบคำประพันธ์ที่ใช้ค่ะ เขาบอกผ่านอะไรคะ ผ่านกลวิธีการเขียนในรูปแบบของร้อยกรองประเภทกลอนสุภาพ ทำไมผู้แต่งจึงต้องเขียนบทประพันธ์นี้เจตนาแล้วค่ะ คราวนี้ มาถึงขั้นที่เราต้องสรุปเจตนาเขาแล้ว เขาต้องการจะบอกอะไร เขามีความรู้สึกอย่างไร คนเขียนนี่ เขาเป็นห่วงวัยรุ่นไหม หรืออย่างไร เขาเป็นห่วงวัยรุ่นไหมคะ ห่วงคนหนุ่มสาวไหม กลัวว่าจะทุ่มเทให้กับความรัก บอกให้คนที่กำลังมีความรักอย่าเพิ่งไปทุ่มเทให้กับความรักโดยการใช้อะไรคะ ร่างกาย พูดง่าย ๆ ไม่อยากให้มีความสัมพันธ์ทางกายนะคะ เพราะเห็นว่ามันจะทำให้เกิดอาจจะทำให้อะไรเกิดขึ้น เกิดปัญหาได้ เขาบอกว่าความรักไม่ใช่จบที่เตียงนอน นั่นหมายความว่าความพร้อมที่จะมีความรัก ของแต่ละคน ไม่พร้อมกัน เวลาที่พร้อมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน แต่ผู้ที่อ่านบทประพันธ์นี้ จะตอบตัวเองได้ใช่ไหมคะ ว่าเมื่อไหร่ที่เราพร้อม แต่ในทัศนคติของผู้เขียน ผู้เขียนต้องการจะบอกว่าเมื่อไหร่ล่ะที่เราพร้อม วัยวุฒิ คุณวุฒิชัยไหมคะ นี่คือทัศนะของผู้เขียน เรายังไม่ได้พูดถึงว่ามันจริงหรือไม่จริง เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม หรือเป็นความคิดแต่เพียงฝ่ายเดียวของผู้เขียน แต่นี่เรากำลังอ่าน แล้วกำลังทำความเข้าใจกับอะไรคะ เนื้อความของงานเขียนชิ้นนี้ ว่าผู้เขียนเขามีเจตนาหรือมีวัตถุประสงค์จะสื่อสารอะไร ฉะนั้น การตั้งคำถามในข้อ 5 ทำไมผู้แต่งจึงเขียนบทประพันธ์นี้ ซึ่งเป็นลักษณะของการถอดใช่ไหมคะ เป็นการถอดความหมายของข้อความออกมา เพื่อทำความเข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงนะคะ ข้อ 6 ค่ะ ผลเป็นอย่างไร คำว่า "ผลเป็นอย่างไร" คือ เมื่อเราอ่านแล้วค่ะ ผู้อ่านอย่างเราเราคิดเห็นอย่างไร เราเห็นด้วยไหมนะคะ เราคิดว่าอ่านแล้วเราได้อะไร เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนะคะ ข้อสรุปที่เราได้จากการอ่านอันนี้ ควรค่าแก่การนำไปใช้หรือไม่นะคะ นี่คือลักษณะของนำหลัก 5 w กับ 1 H เอามาใช้กับงานเขียนประเภทร้อยกรองนั่นเอง ต่อไปคราวนี้ค่ะ เรื่องที่ 2 ชื่อเรื่องว่ากล้วยหาย เป็นลักษณะของการนำเอาคำว่า "กล้วย" มาลงท้ายทุกบรรทัด ชื่อเรื่องว่ากล้วยหาย เนื้อความมีว่าอย่างไร บ้านฉันอยู่ซอย ชื่อซอยต้นกล้วย ข้างบ้านมีลิง ลิงชอบกินกล้วย ลิงอยู่ในสวน สวนไม่มีกล้วย ก่อนนอนทุกวัน ฉันชอบกินกล้วย ฉันมีเงินใช้ ฉันใช้ซื้อกล้วย ซื้อมาหวีใหญ่ แขวนไว้กินกล้วย เช้าออกทำงาน ทำงานแลกกล้วย ตาลายท้องหิว ฉันหิวหากล้วย ค้นหาเห็นลิง ลิงถือหวีกล้วยฉันโมโหลิง เตะลิงแย่งกล้วย โมโหเสียแย่ มีแต่เปลือกกล้วย ฉันรู้ความจริง ลิงเปล่ากินกล้วย เพื่อนบ้านหลายคน เห็นคนลักกล้วย เป็นคนขุดดิน ไม่ชอบกินกล้วย ลูกเล็กของเขา กินข้าวบดกล้วย เขาเป็นคนจน จนไม่มีกล้วย ลูกเล็กหิวนัก เขาจึงลักกล้วย คำถามแรก ก่อนที่เราจะไปจับใจความ ตัวละครในบทประพันธ์นี้ มีอยู่กี่ตัวด้วยกันคะ 1. ตัวฉัน 2. ลิงคู่กรณีนะ 3. คนขุดดิน 4. ลูกของคนขุดดิน 5. มีอะไรอีกไหมคะ เพื่อนบ้าน 5. องค์ประกอบนี้ คราวนี้เรามาทำความเข้าใจว่าใน 5 ตัวละครนี้นี่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร คนแรก ฉันนี่นะคะ ตัวฉันนี่ ปกติแล้ว ทำงานนะคะ อยู่บ้านนะ นะคะ แล้วก็ออกไปทำงาน ก็ดูจากข้อความนะคะ ดูจากข้อความ ดูฉันก่อนนะ ตัวฉันนี่ บ้านก็อยู่ในซอย ซอยก็ยังชื่อซอยต้นกล้วยใช่ไหมคะ ข้างบ้านมีลิง ลิงชอบกินกล้วย ลิงอยู่ในสวน แต่แปลกค่ะ ที่สวนนั้นเป็นอย่างไรคะ ไม่มีกล้วย ตัวฉันนี่นะคะ ชอบกินกล้วย ฉันมีเงินใช้ ฉันใช้ซื้อกล้วย นี่เป็นความชอบส่วนบุคคลไหมนี่ เป็นความชอบส่วนบุคคลไหม อาจจะเป็นความชอบส่วนบุคคลนะว่าชอบกินกล้วย ซื้อมาหวีใหญ่ แขวนไว้กินกล้วย ดูธรรมดา คือดูเหมือนอธิบายความชอบของตัวเอง แต่พอมาเจอคำนี้ค่ะ เช้าออกทำงาน ทำงานแลกกล้วย ทำงานแล้วได้เงิน ทำไมต้องบอกว่าแลกกล้วย ถ้าทำงานได้เงินเยอะ จะเอาเงินมาแลกกับกล้วย ซื้อกล้วยมากินแต่เพียงอย่างเดียวไหมคะ มันน่าจะไปแลกอย่างอื่นได้นะ เช้าออกทำงาน ทำงานแลกกล้วย ตาลายท้องหิว ฉันหิวหากล้วย นักศึกษาคะ ข้อความเหล่านี้มันมีนัยยะ ที่บ่งบอกถึงตัวฉันจริง ๆ แล้ว ตัวฉันอาจจะไม่ได้ชอบกินกล้วยอย่างที่เขียนเอาไว้นะ แตว่าเพราะสถานการณ์มันบังคับ การทำงานได้เงินได้ค่าแรงมาเพียงแค่ซื้อกล้วยได้เท่านั้น ได้ค่าตอบแทนแค่พอซื้อกล้วย ซื้ออย่างอื่นไม่ได้ ก็เลยต้องจำใจชอบ เพราะอะไร ค้นหาเห็นลิงใช่ไหมคะ ลิงถือหวีกล้วย เอาจริง ๆ ถ้ามีเงินซื้อน่ะปกติมันไม่ใช่อาหารของคนโดยเฉพาะ แต่มันเป็นอาหารของใครลูก เป็นอาหารของลิง เพราะฉะนั้น มันเป็นอาหารของลิง ถ้าคนสามารถที่จะแย่งกล้วยออกมาจากมือลิง ถ้ากล้วยนะคะ มันอยู่ในมือลิงแล้วนี่ แล้วคนนี่ มันก็ไปแย่งของมันอีกนี่ นั่นแสดงว่าต้องถึงขีดสุดแล้วใช่ไหมคะ โมโห จริง ๆ คนไปหากินอย่างอื่นได้หรือเปล่า ได้ค่ะ จริง ๆ คนไปหาทานอย่างอื่นได้ อาหารอย่างอื่นเยอะแยะ แต่เพราะว่ามันคืออาหารมื้อที่สำคัญของเขา เพราะเขาไม่มีเงินที่จะไปซื้ออย่างอื่นแล้วค่ะ มันถึงทำให้เกิดสถานการณ์นี้ขึ้น นั่นก็คือเตะลิงแย่งกล้วย อดทนอย่างไรกับความหิว ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น สุดท้ายพอมารู้ความจริง เปล่าเลย ลิงนี่ ไม่ได้ขโมยกล้วยไ นึกว่าลิงกินกล้วยทั้งหมด ออกมาเห็นแต่เปลือกใช่ไหมคะ แล้วก็เห็นคาตาเลยว่าลิงกำลังถือเปลือกด้วยอยู่ แต่ที่แขวนไว้ทั้งหมดน่ะมันหายไปไหน เห็นถืออยู่ลูกเดียวผลเดียวในอยู่ที่อะไรคะ อยู่ที่มือลิง ก็เลยอนุมานหรือคาดเดาว่าทั้งหมดทั้งมวลคือลิงเอาไปกินหมด แต่ความจริง ก็คือคนขุดดินมาขโมยเอาไป แล้วก็เหลือทิ้งไว้ให้ลิง เพียงแค่ผลหรือ 2 ผลเท่านั้น แล้วทีเด็ดสุดก็คือเพื่อนบ้านค่ะ เพื่อนบ้านเห็นคนขุดดินมาลักไป แต่ช่วยไหมคะ ไม่ช่วย ไม่บอกความจริง ให้ลิงถูกทำร้ายก่อน ถูกเข้าใจผิดก่อน กำลังจะบอกอย่างนี้ค่ะ ว่าบทประพันธ์นี้ทั้งหมดเลยนี่ เขาเขียนขึ้นเพื่อสะท้อนสภาพสังคมเมืองค่ะ สะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ค่าแรงถูก ทำงานแล้วได้ค่าแรงไม่เพียงพอต่อการประทังชีวิต กล้วยจึงถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ ของเรื่องราวทั้งหมดนี้ ปกติแล้ว เราจะบอกว่ากล้วยง่าย ๆ หาได้ง่าย ๆ ราคาไม่แพง ถามว่าถ้ามีเงินเยอะคุณจะซื้อกล้วยมากินไหม เรากินอย่างอื่นใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น การเลือกนำเอากล้วยมาใช้เป็นสัญลักษณ์ เพราะว่ามันเป็นอาหาร Basic พื้นฐานที่ราคาถูก ทำให้เราเห็นภาพเลยว่านี่ แค่ของราคาถูก ๆ ยังต้องเกิดการแก่งแย่งกันเลย แล้วซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ผู้ชายคนนี้ยังมีงานทำนะ มีค่าตอบแทน คือ สามารถเอาไปซื้อกล้วยได้ มีคนจนกว่าผู้ชายคนนี้อีก คือคนขุดดิน ซึ่งคนขุดดินนี่แหละแสดงให้เห็นว่าค่าแรงหรือค่าตอบแทนในระบบแรงงานมันต่ำมาก ใช้แรงงานขุดดิน แล้วก็ยังไม่มีเงินที่จะไปซื้อกล้วยให้กับลูกของเขา สุดท้ายก็ต้องมาขโมยปัญหาสังคมไหมคะ อยู่ในเมืองค่ะ เป็นสังคมเมืองนะคะ เป็นสังคมเมือง เพราะว่าอยู่ในซอยนะ ในซอยแล้วซอยยังมีสวนจัดสวนเป็นไงคะ มันไม่มีกล้วย ถามว่าถ้าเป็นบ้านเราสังคมชนบท กล้วยหาง่ายไหมคะ อนุมานได้จากภาพรวมของข้อความทั้งหมด ดังนั้นนะคะ เมื่อนำมาตอบคำถามนะคะ ใครคะ ผู้แต่งใช่ไหมคะ ผู้แต่ง ผู้แต่งกล่าวอะไร กล่าวถึงกล้วยเหรอคะ กล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคมใช่ไหมคะ กล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ด้วยการนำกล้วย มาเป็นสัญลักษณ์ในการดำเนินเรื่องนะคะ กล่าวแก่ใครคะ ผู้นะคะ กล่าวแก่ผู้อ่านนะคะ โดยวิธีใดเมื่อกี้นี้แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทไหนคะ งานอะไรคะ 4 คำวรรคหลัง 4 คำ กลอนสี่ใช่ไหมคะ แต่งด้วยกลอน 4 นะคะ ทำไมผู้แต่งจึงต้องเขียนบทประพันธ์นี้ เขาต้องการอะไรคะ ผู้เขียนต้องการอะไรลูก สะท้อนสภาพปัญหาของผู้คนในสังคมเมือง ที่มีความเดือดร้อนในเรื่องของค่าครองชีพนะคะ แล้วก็ทำให้เกิดปัญหาสังคมอื่น ๆ ตามมา คนเรารายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย สิ่งที่ตามมา คือ โอกาสในการที่จะไปทำผิดกฎหมายใช่ไหมคะ เช่น คนขุดดินนี่แหละนะคะ และยังสะท้อนภาพให้เห็นด้วย ว่าเพราะเป็นสังคมเมืองน่ะค่ะ เพื่อนบ้านหลายคนนี้เด็ดสุดที่ครูว่า เห็นแล้ว เห็นว่ามีการลักขโมยกันก็เฉย ๆ ใช่ไหมคะ แต่ก็ยังมาบอกอยู่ตอนท้าย แต่ได้เท่าให้ความช่วยเหลือก่อนหน้านี้ไหม ซึ่งมันเป็นลักษณะของสังคมแบบต่างคนต่างอยู่ใช่ไหมคะ สังคมแบบสังคมเมืองนั่นเอง ผลเป็นอย่างไร แล้วอ่านแล้วรู้สึกอย่างไร เพราะฉะนั้น ผลก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ตัวผู้อ่านนะค่ะ อ่านก็เห็นได้ เห็นสภาพใช่ไหมคะ จะได้เข้าใจถึงสภาพปัญหาเศรษฐกิจ สังคมการเมือง เศรษฐกิจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้นะคะ แล้วก็ได้แนวคิดว่า... ว่าอย่างไรคะ อันนี้คือผู้อ่านต้องเป็นผู้สังเคราะห์คำตอบออกมาเองนะจ๊ะ บทประพันธ์ชิ้นที่ 3 ดูเนื้อความนะคะ แม้มิได้เป็นดอกกุหลาบหอม ก็จงยอมเป็นเพียงลดาขาว ลดาคืออะไรคะ ดอกไม้สีขาว แม้มิได้เป็นจันทร์อันสกาว จงเป็นดาวดวงแจ่มแอร่มตา แม้มิได้เป็นหงส์ทะนงศักดิ์ จงรักเป็นโนรีที่หรรษา แม้มิได้เป็นน้ำแม่คงคา จงเป็นธาราใสที่ไหลเย็น แม้มิได้เป็นมหาหิมาลัย จงพอใจจอมปลวกที่แลเห็น แม้มิได้เป็นวันพระจันทร์เพ็ญ ก็จงเป็นวันแรมที่แจ่มจาม แม้มิได้เป็นสนต้นระหง จงเป็นพงอ้อสะบัดไม่ขัดขวาง แม้มิได้เป็นนุชสุดสะอาง จงเป็นนางที่มิใช่ไร้ความดี อันจะเป็นสิ่งใดไม่ประหลาด กำเนิดชาติดีทรามตามวิถี ถือสันโดษบำเพ็ญให้เด่นดี ในสิ่งที่เราเป็นเช่นนั้นเทอญ เราได้ข้อสรุปในใจแล้วล่ะเมื่อกี้ว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไร สรุป Keyword สำคัญง่าย ๆ ประโยคง่าย ๆ เลยก็คือพอใจในสิ่งที่เราเป็นจงพอใจในสิ่งที่เรามีนะคะ ใคร ใครคือผู้แต่งใช่ไหมคะ กล่าวอะไรคะ กล่ามีวแก่ใคร กล่าวโดยวิธีใด ทำไมจึงต้องเขียนบทประพันธ์นี้นะคะ และสุดท้าย ก็คือผลเป็นอย่างไร โจทยฺ์แบบเดียวกันเลยค่ะ กับ 2 ข้อที่ผ่านมา เขาต้องการจะบอกอะไรคะ อันนี้ บอกวิธีการคิดใช่ไหมคะ บอกวิธีการในการคิด ว่าถ้าหากว่าเราพยายามแล้วนะคะ หรือเราได้มีการทำให้สิ่งที่เราหวังนั้นนี่มันไปให้ถึงฝันนะ แต่ว่าถ้ามันทำไม่ได้แล้วก็ปรับที่อะไรลูก วิธีคิดของเรานะคะ หรือบางอย่างมันดีอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ไปไขว่คว้า ไม่ไปแสวงหานะคะ หรือต้องการจะเปลี่ยนแปลงนะคะ ถ้าเราพอใจกับสิ่งนั้นนะคะ บทประพันธ์เหล่านี้ มันก็จะช่วยทำให้เราเป็นไงคะ พึงพอใจแล้ว ก็รู้สึกว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่มันเป็นอย่างไร ดีแล้วนะคะ มันงดงามแล้ว เดี๋ยวต่อจากนี้นะคะ ครูจะมีแบบฝึกหัดนะคะ ให้นักศึกษาได้ทำสักครู่นะคะ แบบฝึกหัดอันนี้นะคะ จะอยู่ในหนังสือค่ะ มันจะอยู่ในหนังสือเอกสารที่ครูแจกให้นะคะ จะอยู่ในหนังสือหน้า 64 ถึง 71 นะลูก ดังนั้นนะคะ หลังจากนี้ เดี๋ยวครูจะให้นักศึกษาได้อ่าน แล้วลองตอบคำถาม แบบฝึกหัดนี้ แบบฝึกหัดหน้า 64 นะคะ มีคำถาม 5 ข้อใช่ไหมคะ 7 ข้อ แล้วก็อีกอันหนึ่งนะคะ เรื่องเรื่องไม้กฤษณา เรื่องไม้กฤษณามีคำถาม 5 ข้อใช่ไหมลูก รวมแล้วเป็น 12 ข้อนะคะ เดี๋ยวครูให้เวลาอ่านนะ แล้วเดี๋ยวจะเฉลยนะคะ เรื่องแรกค่ะ เรื่องแรก เรื่อง การให้ทานไฟ เรื่องของการให้ทานไฟนะคะ อันนี้ครูให้เวลา 15 นาทีนะคะ ในการอ่านและทำแบบทดสอบ 7 ข้อ ส่วนเรื่องที่ 2 นะคะ เรื่องไม้กฤษณา เรื่องนี้มีความยาวค่อนข้างมาก ครูให้เวลาอ่านอีก 20 นาที และเวลาในการทำแบบทดสอบอีก 10 นาที เบ็ดเสร็จแล้วนะคะ อันนี้อีก 5 ข้อ อันนี้ 20 อันนี้ 30 นะ 30 นาที 45 เวลาทำทั้ง 2 เรื่องนี้รวมทั้งหมดคือ 45 นาที หลังจาก 45 นาทีเราจะมาเฉลยกัน ทุกคนทำนะคะ ทำลงในหนังสือแบบฝึกหัดของตนเองได้เลยนะคะ ตอบลงในเอกสารได้เลยค่ะ ให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัด 45 นาที แล้วเดี๋ยวค่อยเฉลยพร้อมกันนะคะ (ผศ.ดร.กาญจนา) เหลืออีก 5 นาที เหลืออีก 5 นาทีนะคะ เราจะเริ่มเฉลยกันนะคะ ที่เวลาบ่าย 2 โมง 45 โอเค หมดเวลาในการทำแบบฝึกหัดและนะคะ คราวนี้เรามาดูเฉลยค่ะ ทุกคนดูตามเอกสารนะคะ เรื่องแรก เรื่องเกี่ยวกับการให้ทานไฟ ให้ทานไฟในที่นี้ หมายถึงการรับประทานเนื้อไฟ ตัวไฟ ที่เป็นความร้อนหรือเปล่าคะ ทานที่ว่าเป็นกริยา หมายถึงการมอบให้ใช่ไหมคะ ให้ทานไฟ คือ การทำบุญด้วยไฟนั่นเอง นะคะ คำถามข้อแรกเขาถามว่าอย่างไรนะคะ อ่านให้ครูฟังหน่อยสิ โจทย์ว่าอย่างไรนะ ประเพณีการให้ทานไฟมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร คำตอบ คือ... เออ เฉลยค่ะ การทำบุญขนมเบื้อง คำตอบ คือ ข้อ ข. ค่ะ โจทย์ข้อ็ที่ 2 ค่ะ ถามว่าเดิมขนมที่ชาวบ้านนิยมทำเพื่อถวายพระคือข้อใด คำตอบคือ ง. ค่ะ แล้วข้อที่ 3 ค่ะ เก่งจังเลย ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับประเพณีการให้ทานไฟ ข้อนี้ตอบอะไรนะคะ ตอบ ก. ใช่ไหมคะ ทำไมจึงตอบ ก. คะ การให้ทานไฟเป็นประเพณีทำบุญที่ไทยรับมาจากอินเดียใช่หรือไม่ เป็นประเพณีทำบุญที่ถือปฏิบัติมาในจังหวัดนครศรีธรรมราชใช่หรือไม่ เป็นประเพณีที่เกิดขึ้นในฤดูหนาวใช่หรือไม่ 3 ข้อนี้ถูกหมดเลย ยกเว้นข้อ ก. เขาบอกว่าเป็นประเพณีที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนอ้าย ทางจันทรคติ ในนี้ไม่มีการกล่าวถึงเดือนอ้าย ทางจันทรคติเลยนะคะ เนื้อความไม่ได้เกี่ยวข้องเพราะฉะนั้น ข้อ 3 นะคะ จึงเฉลยว่า ก. ต่อไป ข้อใดเรียงลำดับประเพณีการให้ทานไฟได้ถูกต้องที่สุด ข้อนี้เฉลย ก็คือข้อ ก. เรียงอย่างไร เรียงอย่างไรคะ เริ่มจากข้อ 2 ชาวบ้านไปที่วัดตั้งแต่เช้าตรู่ เสร็จแล้วไปที่กองอะไรคะ 1. ชาวบ้านช่วยกันก่อกองไฟ จากนั้นไปทำอะไรต่อ นิมนต์พระสงฆ์มานั่งผิงไฟ จากนั้นชาวบ้านตั้งเตาทำขนม เพื่อถวายพระถวายพระเสร็จแล้วอย่างไรต่อคะ พระสงฆ์ให้พรชาวบ้านหลังจากฉันเสร็จเรียบร้อย คือ พระสงฆ์ฉันอาหารเช้าเสร็จแล้วนะคะ หลังจากนั้นชาวบ้านก็ร่วมกันกินขนมหลังจากถวายพระแล้ว ตรงกับคำตอบในข้อ ก. นั่นเอง โจทย์ข้อ 5 ค่ะ บุคคลในข้อใดต่อไปนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อกำเนิดประเพณีการให้ทานไฟ ใครคะที่ไม่เกี่ยวข้อง ข้อนี้คำตอบ คือ ชาวบ้านในจังหวัดนครศรีธรรมราช ในประเพณีการให้ทานไฟในด้านของการกำเนิดประเพณีนั้นนะคะ เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า พระโมคคัลลานะ เศรษฐีโกสิยะนะคะ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับจังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะประเพณีการให้ทานไฟเกิดขึ้นในอินเดียนะคะ แล้วก็เผยแพร่วัฒนธรรมนี้นะคะ แล้วผู้ที่รับเอามา ก็คือจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่นครศรีธรรมราชไม่ได้อยู่ในต้นกำเนิดของประเพณีการให้ทานไฟ ข้อ 6 ค่ะ คำว่า "อุปฐาก" หมายถึงอะไร หมายถึงอะไรคะ ครูทำตัวแดงไว้แล้วคือผู้ทะนุบำรุงพระสงฆ์ดังนั้นถ้าเราเข้าใจว่าอุปฐากนะคะ คือ ผู้ใกล้ชิดพระสงฆ์ หรือสาวกของพระพุทธเจ้า หรือเจ้าอาวาส ไม่ใช่ความหมายที่ถูกต้องนะคะ อุปฐาก คือ ผู้ทะนุบำรุงพระสงฆ์ ใครก็เป็นผู้ทะนุบำรุงพระสงฆ์ได้ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น ใครที่ดูแลไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามแต่นะคะ จัดว่าเป็นอุปฐากทั้งหมดเลย ข้อ 7 ค่ะ ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของประเพณีให้ทานไฟ ข้อนี้ตอบข้อ ค. ก. เป็นประโยชน์ไหม ทำให้พระสงฆ์ได้รับความอบอุ่นในหน้าหนาวใช่ไหมคะ เป็นประโยชน์ไหมทำให้ชาวบ้านได้รับความสุขอิ่มเอิบใจหลังจากที่ได้ทำบุญ เป็นไหมคะ เป็นประโยชน์ใช่ไหมคะ ทำให้ชาวบ้านนะคะ ทำให้คนในสังคมเกิดความสามัคคีกลมเกลียว จริงไหม อันนี้ก็ใช่ เป็นประโยชน์ทำให้เกิดความกลมเกลียว แต่ข้อ ค. ค่ะ ทำให้ชาวบ้านทราบว่าประเพณีการให้ทานไฟเกิดครั้งแรกที่เดียร์ อันนี้เกี่ยวข้องไหมคะ ไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะในนี้พูดถึงเรื่องของอะไร ข้อมูลทั่วไปใช่ไหมคะ เกี่ยวกับประเพณีการให้ทานไฟ ไม่ได้เจาะจงเฉพาะถึงประวัติแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ แล้วผู้ที่ทราบข้อมูลก็ไม่ใช่แค่ชาวบ้าน ไปเรื่องที่ 2 ค่ะ เรื่องไม้กฤษณา รู้จักไม้กฤษณาไหมคะ ได้อ่านหรือเปล่าเมื่อกี้ให้เวลาตั้งเยอะ อ่านไหมลูก ไม้กฤษณานี่เป็นไม้ที่มีราคาแพงมาก อะไรไปสกัดเป็นน้ำหอมนะคะ ใช้อะไรคะ ใช้อะไรหนอ เขาใช้น้ำมันค่ะ น้ำมันเกิดจากอะไรน้ำมันจะเกิดอยู่ในเนื้อไม้ใช่ไหมคะ น้ำมันจะเกิดอยู่ในเนื้อไม้ไม้กฤษณานี่แหละนะคะ แต่ก่อนนี่นะคะ มันเกิดตามธรรมชาติ แต่ต่อมาผู้คนอยากได้กลิ่นหอมของไม้กฤษณานี่นะคะ อยากเอาน้ำมันไปใช้ ก็เลยวิธีการทำอุตสาหกรรมใช่ไหมคะ ป่าไม้ตรงนี้แหละนะคะ อุตสาหกรรมป่าไม้ไม้กฤษณา มีการปลูกนะคะ เพื่อนำมาทำน้ำมันหอมระเหยนะคะ คำถามนะคะ ข้อที่ 1 นะคะ เขาถามว่าข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของไม้กฤษณา เห็นคำตอบหรือยัง ก. ใช้ทำน้ำหอม ข. ใช้ป้องกันแมลงต่าง ๆ ค. ให้ใช้รักษาบาดแผลที่เกิดจากไฟไหม้ ง. เมื่อใช้ทาผิวหนังแล้วกลิ่นจะติดทนนาน ตอนนี้ 3 ข้อที่เป็นประโยชน์ ก็คือใช้ทำน้ำหอมใช้ป้องกันแมลงต่าง ๆ ใช้ทาผิวหนังเพื่อให้กลิ่นหอมติดทนนาน แต่ข้อที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ประโยชน์ของไม้กฤษณา ก็คือใช้รักษาบาดแผลที่เกิดจากไฟไหม้นะคะ ข้อนี้ไม่ถูกต้อง โจทย์ข้อ 2 ค่ะ ข้อใดกล่าวถึงไม้กฤษณาเกรด 1 ไม่ถูกต้อง ในนั้นจะมีการกล่าวถึงไม้กฤษณาเกรด A เกรด B เกรด C ใช่ไหมคะ เนื้อ 1 นี่แสดงว่าต้องดีมากเลยใช่ไหม คำตอบข้อนี้ตอบอะไรลูก ง. ไหมเอ่ยค่ะ ไม้กฤษณาเกรด 1 นะคะ จะไม่ลอยน้ำ ทำไมถึงไม่ลอยน้ำ น้ำมันที่เกิดขึ้นในเนื้อไม้มันมีจำนวนหรือปริมาณมาก ก็เลยทำให้เนื้อไม้จม ไม่ฟู ไม่ลอยขึ้นมานะคะ ไม้กฤษณาเกรด 1 จะมีสีดำสีดำที่ว่านี้คือสีของน้ำมันที่อยู่ในเนื้อไม้จะมีราคาแพงมากจริงไหมคะ จริงนะคะ แต่ถ้าเป็นสีจางสะสมอยู่ในเนื้อไม้ อันนี้ไม่ใช่นะคะ เพราะสีที่เกิดขึ้นจากน้ำมันจะกลายเป็นสีดำนะคะ โจทย์ข้อต่อไปนะคะ เห็นแว๊บ ๆ นะคะ ถ้าต้องการให้ไม้กฤษณามีกลิ่นหอมควรทำอย่างไร เฉลย คือ นำไปเผาไฟค่ะ เอาไปแช่น้ำไม่ได้ทำให้เกิดกลิ่นหอม ใส่เชื้อราในต้นกฤษณาก็ไม่ได้ทำให้เกิดกลิ่นหอมใช่ไหมคะ นำไปล้างเพื่อให้กฤษณาหลุดออกจากต้นนะคะ ก็ไม่ใช่ ต่อไปค่ะ ข้อที่ 4 ค่ะ กฤษณาเกิดขึ้นได้อย่างไร กฤษณาก็คือตัวน้ำมันน่ะค่ะ น้ำมันกฤษณานี่เกิดขึ้นได้อย่างไร ตอบเชื้อรานะคะ เกิดจากการเผาไหม้ ไม่ถูกนะคะ คำตอบ คือ เกิดจากการรักษาบาดแผลของต้นกฤษณานั่นเองค่ะ ฟัง กระบวนการในการสร้างน้ำมันของไม้กฤษณา มันมาจากเมื่อมันมีบาดแผลที่เปลือก มันจะพยายามสร้างเนื้อขึ้นมาเพื่อปกปิดบาดแผลซ่อมแซมบาดแผล สิ่งที่ทำมาปกปิดมันจะมีกระบวนการหนึ่งที่ทำให้เกิดน้ำมันเกิดขึ้น เนื้อไม้ก็จะเปลี่ยนแล้วปรับสภาพนะคะ เพื่อรักษาแผลของมัน เพราะฉะนั้น เขาถึงได้มีการเรียกว่า เป็นการลวงนะเป็นการลวง เหมือนแกล้งมันน่ะค่ะ มันแกล้งเนื้อไม้ ให้เนื้อไม้รักษาบาดแผลตัวเอง ทำให้มันเจ็บแล้ว ทำให้มันมีบาดแผล แล้วมันก็จะสร้างน้ำมันขึ้นมาให้กับคนที่เป็นผู้ที่ทำธุรกิจทางด้านนี้นะคะ นั่นก็คือชาวสวนนะคะ ชาวสวนที่ปลูกไม้กฤษณานี่แหละ ต่อไปข้อที่ 5 ค่ะ ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับต้นกฤษณา คำตอบก็คือกฤษณาเป็นยางที่พบในต้นกฤษณาใช่หรือไม่ เจริญเติบโตได้ดีในบริเวณป่าดงดิบใช่หรือไม่ กฤษณาเป็นต้นไม้หวงห้ามจัดอยู่ต้นไม้หายากใช่หรือไม่ การสร้างกฤษณานั้นต้องใช้สารเคมีกระตุ้น ต้นกฤษณาที่มีอายุน้อย ๆ ต้องใช้สารเคมีไหมคะ ไม่ต้องใช้นะคะ เพราะฉะนั้น ข้อ 5 จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ก็คือโจทย์ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้นะคะ ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับกฤษณาทั้งหมดเลยนะคะ ไม้กฤษณาที่ดี หรือจะเจริญเติบโตได้ดีนั้น อาจจะไม่ต้องใช้สารเคมีในการกระตุ้นใด ๆ โอเค 12 ข้อถูกกี่ข้อคะ ใครถูกทั้ง 12 ข้อยกมือ เก่งมากเลย เด็ก ๆ ปรบมือให้ตัวเองหน่อย เก่งมาก เก่งมาก เอาล่ะ อย่างนัเดี๋ยวจะมีแบบทดสอบที่ 3แบบทดสอบที่ 3 แบบทดสอบการอ่านจับใจความสำคัญ ครูส่งไฟล์ให้แล้วแต่นักศึกษาไม่ต้องไปทำในไฟล์นั้น ตอนนี้ครูทำในลักษณะของ Google Drive นะคะ ลงใน Google Drive ทำใน Google form ค่ะ ทำใน Google form ตอนนี้อยู่ใน Drive ของครู ใน Drive ของครูยังไม่แชร์ให้ ให้ตอบลงใน Google form ที่ครูจะส่งให้ ต่อจากนี้มันจะมีคำที่นั่นสายยังไม่คุ้นเคย ครูขออธิบายก่อน ในใจความสำคัญ มันจะมีสิ่งที่เราเรียกว่า "ใจความสำคัญหลัก" กับ "จับใจความสำคัญรอง" เวลาอ่านเราจะบอกว่านี่เป็นใจความสำคัญ อันนี้ก็ใช่ อันนี้ก็ใช่ ตกลงแล้วทั้งหมดในย่อหน้านั้นอะไรคือหลัก อะไรคือส่วนที่เป็นรอง นี่คือสิ่งที่นักศึกษาจะต้องแยกออกมาเวลาครูถามว่าข้อความตรงนี้ที่ครูขีดเส้นใต้ไว้ตรงนี้ ตกลงมันเป็นอะไร ใจความสำคัญหลัก ก็คือมันคือ Main ใหญ่ คือใจความสำคัญทั้งหมดของเรื่องแต่ใจความรอง คือ ใจความที่มีส่วนเสริมและมีความสำคัญน้อยกว่า กับอีกอันหนึ่งค่ะ คำว่า "ส่วนที่เป็นเหตุผล" กับ "ส่วนที่เป็นข้อสรุป" ในใจความสำคัญ 1 ประโยคนะนี่ มันจะมีส่วนที่เราเรียกว่า "ส่วนเหตุ กับส่วนที่ 2 นะคะ ก็คือส่วนที่เป็นข้อสรุป ส่วนเหตุ ก็คือเหตุผลนั่นแหละนะคะ และอีกอันหนึ่ง คือ ส่วนที่เป็นข้อสรุป เช่น ส่วนที่เป็นเหตุผล ก็คือน้ำมีความสำคัญกับชีวิตของมนุษย์ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายส่วนที่เป็นเหตุผล ก็คือน้ำมีความสำคัญต่อมนุษย์ ส่วนที่เป็นข้อสรุปว่า คือ มันสำคัญเราต้องทำอย่างไรคะ ดื่มทุกวันในปริมาณที่เหมาะสมหรือพอดีกับร่างกาย นี่คือใจความสำคัญ แต่แยกย่อยออกมาอีก ว่าอันไหนคือส่วนที่เป็นเหตุผล อคือส่วนที่เป็นข้อสรุป 10 ข้อนี้ จะเจอ 3 คำ 4 คำนะคะ ก็คือใจความหลัก จความรองนะคะ ส่วนที่เป็นเหตุผลกับส่วนที่เป็นข้อสรุปนะคะ เพราะฉะนั้น 10 ข้อจากนี้ครูวัดคะแนน เก็บคะแนนนะคะ ดังนั้น ใครพร้อมก็ให้ลงมือทำ แต่ถ้าใครยังไม่พร้อม ครูให้เวลาอ่านอีกนิดหนึ่งนะคะ อีกสัก 10 นาทีก็ได้แล้วค่อยลงมือทำ ครูจะส่งลิงก์ให้ แล้วเดี๋ยวครูจะปิดระบบนะคะ ภายใน 4ครูจะปิดระบบภายใน 16:00 น. ไม่รับคำตอบหลัง 16:00 น. ดังนั้น มีเวลาทบทวนนะคะ ทำแล้วทำอีก ก็ยังไม่มั่นใจอย่าเพิ่งกดส่ง จนกว่าจะ 16:00 น. เดี๋ยวส่งเลขให้ตอนนี้เลยนะคะ แล้วก็พอเสร็จจากตรงนี้ ก็คือเราก็จบในส่วนของบทที่ 3 การอ่านจับใจความสำคัญ เดี๋ยวต่อไปในบทที่ 4 จะเป็นเรื่องการอ่านวิเคราะห์นะคะ แล้วเดี๋ยวเราค่อยว่ากันในสัปดาห์ถัดไปนะ วันนี้รบกวนล่ามเท่านี้ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ สวัสดีค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]