--- title: (ASR) การอ่าน คิด พัฒนาชีวิต (บ่าย) 310866 แมน ตู่ subtitle: date: วันจันทร์ที่ 4 กันยายน 2566 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (ผศ.ดร.กาญจนา) นักศึกษาคะ เดี๋ยวครูจะทดสอบระบบอีกรอบหนึ่งนะคะ เพราะเมื่อกี้ตัวอักษร เมื่อกี้ตัวอักษรนะคะ ตัววิ่งมีปัญหานิดหนึ่งมันค้างนะคะ แต่ตอนนี้ได้แล้วนะคะ ทบทวนอีกรอบหนึ่ง เพราะเมื่อกี้นี้นะคะ ข้อความมันหายไป เพื่อนอาจจะยังไม่เข้าใจ เดี๋ยวไปไม่พร้อมกัน ไม่เข้าใจพร้อมกัน ขอทบทวนอีกรอบนะคะ หลักการที่นำมาใช้ทั้งการฟังและการอ่านปกติแล้วจะมีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน อันที่ 1 ก็คือหลักการ 5W กับ 1H 5W ที่ว่านี้ก็คือ Who What Where Why และ How หลักการอันที่ 2 ก็คือการสังเกตตำแหน่งของข้อความ ว่าตำแหน่งของข้อความที่เป็นใจความสำคัญมักจะอยู่ใน 2 ที่ด้วยกัน นั่นก็คือต้นประโยคหรือต้นข้อความกับอีกตำแหน่งหนึ่ง คือ ท้ายของข้อความแต่ในเรื่องของการสังเกตตำแหน่งมักจะนำไปใช้เรื่องของการอ่านมากกว่าใช้กับการฟัง ดังนั้น กิจกรรมต่อจากนี้ ครูจะให้เราลองจับใจความ แต่เป็นการจับใจความจากงานเขียนที่เราเรียกว่างาน "ร้อยกรอง" จากบทประพันธ์นี้ค่ะ ชื่อเรื่องว่า "ความรัก" ความรักมิใช่เรื่องน่ารังเกียจ หากรู้เจียดหัวใจให้เหมาะสม มิให้รักชักรักพา เผลออารมณ์จนเกินข่มความใคร่ก่อนวัยงาม ความรักมิใช่เหตุเทเวษทุกข์ ถ้ามิชั่วชิงสุกเสียก่อนห่าม ถ้ารู้จักที่รักไปมิให้ลามรักจะพาฝากข้าม ขวากหนามร้ายความรักไม่ใช่จบที่เตียงนอนแต่จะเลือกอาธรซ่อนความหมาย เพียงบุปผาค่าคุณกรุ่นกำจาย ถ้ามีด่วนทำลายก่อนเวลา ความรักมิใช่ของทดลองเลือก เบื่อก็ถอดเช่นเกือกแล้วซ่อนหา ความสำส่อนใช่ทักษะของชีวา ราคะใช่ราคาของชีวิต หนุ่มเอยสาวเอยเพิ่งเคยรัก ค่อยฟูมค่อยฟักให้สักเสร็จ อย่าให้สติปัญญาเธอมืดมิด เชื่อว่ารักจากวิจิตรทุกดวงใจ ผู้แต่งก็คืออาจารย์ศิวกานท์ ปทุมสูติที่นี่เวลาเราดูงานประพันธ์แบบนี้ค่ะ ถ้าเราใช้หลักการ 5W กับอีก 1 H เอามาจับได้ไหม สรุปใจความสำคัญ ถ้าจะนำหลักการนี้มาใช้ เราจะต้องใช้คำถามในลักษณะใด ดูตัวอย่างนะคะ ใครจากบทประพันธ์นี้ ใครใครที่ว่านี้คือผู้แต่ง ผู้เขียน กล่าวอะไรเนื้อหาพูดถึงอะไรถึงความรักความรักแบบไหน เราจับใจความแต่เราจะยังไม่ตีความ โอเคนะ เราจะยังไม่ตีความและเราจะยังไม่ไปวิเคราะห์ผู้เขียน แต่เราจะจับใจความจากอะไรคะ เนื้อความที่ปรากฏอยู่เท่านั้นก่อน กล่าวแก่ใคร เขาบอกใครคะ ในบทประพันธ์นี้ต้องการบอกใคร ใครเอ่ย หนุ่มเอย สาวเอยเพิ่งเคยรัก คำว่า "หนุ่ม" คำว่า "สาว" คืออะไรลูก ผู้เขียนต้องการจะบอกใครคะ บอกผู้อ่านที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว บอกอะไรบอกด้วยวิธีใด ข้อ 4 ค่ะ กล่าวโดยวิธีใด รูปแบบคำประพันธ์ที่ใช้ค่ะ เขาบอกผ่านอะไรคะ ผ่านกลวิธีการเขียนในรูปแบบของร้อยกรองประเภทกลอนสุภาพ ทำไมผู้แต่งจึงต้องเขียนบทประพันธ์นี้ เจตนาแล้วค่ะ คราวนี้ มาถึงขั้นนี้แล้วต้องสรุปเจตนาเขาแล้ว เขาต้องการจะบอกอะไร ก็มีความรู้สึกอย่างไรคนเขียนนี่ เขาเป็นห่วงวัยรุ่นไหม หรืออย่างไร เขาเป็นห่วงวัยรุ่นไหมคะ ห่วงคนหนุ่มสาวไหม กลัวจะทุ่มเทให้กับความรัก บอกว่าจะทุ่มเทให้กับความรักบอกให้คนที่กำลังมีความรักอย่าเพิ่งไปทุ่มเทให้กับความรักและการใช้อะไรคะ ร่างกาย ง่าย ๆ ไม่อยากให้มีความสัมพันธ์ทางกายนะคะ เพราะเห็นว่ามันจะทำให้เกิดอาจจะทำให้อะไรเกิดขึ้นเกิดปัญหาได้เขาบอกว่าความรักไม่ใช่จบที่เตียงนอนนั่นหมายความว่า ความพร้อมที่จะมีความรักของแต่ละคน ไม่พร้อมกัน เวลาที่พร้อมของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน แต่ผู้ที่อ่านบทประพันธ์นี้จะตอบตัวเองได้ใช่ไหมคะ ว่าเมื่อไหร่ที่เราพร้อม แต่ในทัศนคติของผู้เขียน ผู้เขียนต้องการจะบอกว่าเมื่อไหร่ล่ะที่เราพร้อม วัยวุฒิ คุณวุฒิที่ใช่ไหมคะ นี่คือทัศนะของผู้เขียน เรายังไม่ได้พูดถึงว่ามันจริงหรือไม่จริง เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม หรือเป็นความคิดแต่เพียงฝ่ายเดียวของผู้เขียนแต่นี่เรากำลังอ่านแล้วกำลังทำความเข้าใจกับอะไรคะ เนื้อความของงานเขียนชิ้นนี้ว่าผู้เขียนเขามีเจตนา หรือมีวัตถุประสงค์จะสื่อสารอะไรมายังผู้อ่าน เพราะฉะนั้นการตั้งคำถามในข้อ 5 ทำไมผู้แต่งจึงเขียนบทประพันธ์นี้ จึงเป็นลักษณะของการถอดใช่ไหมคะ เป็นการถอดความหมายของข้อความออกมา เพื่อทำความเข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงนะคะ ข้อ 6 ค่ะ ผลเป็นอย่างไรคำว่าผลเป็นอย่างไรคือเมื่อเราอ่านแล้วค่ะ อ่านอย่างเราเราคิดเห็นอย่างไร เราเห็นด้วยไหมนะคะ เราคิดว่าอ่านแล้วเราได้อะไรเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนะคะ ข้อสรุปที่เราได้จากการอ่านอันนี้ ควรค่าแก่การนำไปใช้หรือไม่นะคะ นี่คือลักษณะของการนำหลัก 5W กับ อีก 1H เอามาใช้กับงานเขียนประเภทร้อยกรองนั่นเอง ต่อไป คราวนี้ค่ะ เรื่องที่ 2 ชื่อเรื่องว่า "กล้วยหาย" เป็นลักษณะของการนำเอาคำว่า "กล้วย" มันลงท้ายทุกบรรทัด ชื่อเรื่องว่า "กล้วยหาย" เนื้อความมีว่าอย่างไร บ้านฉันอยู่ซอย ชื่อซอยต้นกล้วย ข้างบ้านมีลิง ลิงชอบกินกล้วย ลิงอยู่ในสวน สวนไม่มีกล้วย ก่อนนอนทุกวัน ฉันชอบกินกล้วย ฉันมีเงินใช้ ฉันใช้ซื้อกล้วย ซื้อมาหวีใหญ่ แขวนไว้กินกล้วย เช้าออกทำงาน ทำงานแรกกล้วย ตาลายท้องหิว ฉันหิวหากล้วย ค้นหาเห็นลิง ลิงถือหวีกล้วย ฉันโมโหลิง เตะลิงแย่งกล้วย โมโหเสียแย่ มีแต่เปลือกกล้วย ฉันรู้ความจริง ลิงเปล่ากินกล้วย เพื่อนบ้านหลายคน เห็นคนลักกล้วย เป็นคนขุดดิน ไม่ชอบกินกล้วย ลูกเล็กของเขา กินข้าวบดกล้วย เขาเป็นคนจน จนไม่มีกล้วย ลูกเล็กหิวนัก เขาจึงลักกล้วย คำถามแรกก่อนที่เราจะไปจับใจความ ตัวละครในบทประพันธ์นี้ มีอยู่กี่ตัวด้วยกันคะ 1. ตัวฉัน 2. ลิง คู่กรณีนะ 3. คนขุดดิน 4. ลูกของคนขุดดิน 5. มีอะไรอีกไหมคะ เพื่อนบ้าน 5 องค์ประกอบนี้ ตอนนี้เรามาทำความเข้าใจว่าใน 5 ตัวละครนี้นี่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร คนแรก ฉันนี่นะคะ ตัวฉันนี่ ปกติแล้ว ทำงานนะคะ อยู่บ้านนะนะคะ แล้วก็ออกไปทำงาน เธอดูจากข้อความนะคะ ดูจากข้อความ ดูฉันก่อนนะ ตัวฉันนี่ บ้านก็อยู่ในซอย ซอยก็ยังชื่อซอยต้นกล้วยใช่ไหมคะ ข้างบ้านมีลิง ลิงชอบกินกล้วย ลิงอยู่ในสวน แต่แปลกค่ะ ที่สวนนั้นเป็นอย่างไรคะ ไม่มีกล้วย ตัวฉันนี่นะคะ ชอบกินกล้วย ฉันมีเงินใช้ฉันใช้ซื้อกล้วย เป็นความชอบส่วนบุคคลไหมนี่ ความชอบส่วนบุคคลไหมอาจจะเป็นความชอบส่วนบุคคลนะ ว่าชอบกินกล้วย ซื้อมาหวีใหญ่ แขวนไว้กินกล้วย ดูธรรมดา คือ ดูเหมือนรักอธิบายความชอบของตัวเอง แต่พอมาเจอคำนี้ค่ะ เช้าออกทำงาน ทำงานแลกกล้วย ทำงานแล้วได้เงิน ทำไมต้องบอกว่าแลกกล้วย ถ้าทำงานได้เงินเยอะ จะเอาเงินมาแลกกับกล้วย ซื้อกล้วยมากินแต่เพียงอย่างเดียวไหมคะ มันน่าจะไปแลกอย่างอื่นได้นะ เช้าออกทำงาน ทำงานแลกกล้วย ตาลายท้องหิว ฉันหิวหากล้วย นักศึกษาคะ ข้อความเหล่านี้มันมีนัยยะ ที่บ่งบอกถึงตัวฉันจริง ๆ แล้วตัวฉันอาจจะไม่ได้ชอบกินกล้วยอย่างที่เขียนเอาไว้นะ บอกแปลว่าเพราะสถานการณ์มันบังคับ การทำงานได้เงินได้ค่าแรงมาเพียงแค่ซื้อกล้วยได้เท่านั้น ได้ค่าตอบแทนแค่พอซื้อกล้วย ซื้ออย่างอื่นไม่ได้ก็เลยต้องจำใจชอบ เพราะอะไรค้นหาเห็นลิงใช่ไหมคะ ลิงถือหวีกล้วยเอาจริง ๆ นะ มีเงินซื้อปกติ มันไม่ใช่อาหารของคน โดยเฉพาะมันเป็นอาหารของใครลูก เป็นอาหารของลิง เพราะฉะนั้นมันเป็นอาหารของลิง ถ้าคนสามารถที่จะแย่งกล้วยออกมาจากมือลิง ถ้ากล้วยนะคะ มันอยู่ในมือลิงแล้วนี่ แล้วคนนี่ยังก็ไปแย่งของมันอีกนี่ นั่นแสดงว่าต้องถึงขีดสุดแล้วใช่ไหมคะ โมโหจริง ๆ คนไปหากินอย่างอื่นได้เปล่า ได้ค่ะ ไปหาทานอย่างอื่นได้อาหารอย่างอื่นเยอะแยะแต่เพราะว่า มันคืออาหารมื้อที่สำคัญของเขา เพราะเขาไม่มีเงินที่จะไปซื้ออย่างอื่นแล้วค่ะ ทำให้เกิดสถานการณ์นี้ขึ้น นั่นก็คือ เตะลิงแย่งกล้วย อดทนอย่างไรกับความหิวใช่ไหมคะ สุดท้ายพอมารู้ความจริง เปล่าเลย ลิงนี่ไม่ได้ขโมยกล้วยไป นึกว่าลิงน่ะกินกล้วยทั้งหมด นึกออกไหมคะ มาเห็น เห็นแต่เปลือกใช่ไหมคะ แล้วก็เห็นคาตาเลยว่าลิงกำลังถือเปลือกด้วยอยู่ไปที่แขวนไว้ทั้งหมดน่ะ มันหายไปไหน เห็นถืออยู่ลูกเดียว ผลเดียวน่ะ อยู่ที่อะไรคะ อยู่ที่มือลิง ก็เลยอนุมานหรือคาดเดา ว่าทั้งหมดทั้งมวล คื อลิงเอาไปกินหมด แต่ความจริง ก็คือคนขุดดินมาขโมยเอาไป แล้วก็เหลือทิ้งไว้ให้ลิงเพียงแค่ผลหรือ 2 ผลเท่านั้นแล้วที่เด็ดสุดก็คือเพื่อนบ้านค่ะ เพื่อนบ้านเห็นคนขุดดินมาลักไป ช่วยไหมคะ ไม่ช่วยไม่บอกความจริงให้ลิงถูกทำร้ายก่อนถูกเข้าใจผิดก่อนกำลังจะบอกอย่างนี้ค่ะ ว่าบทประพันธ์นี้ทั้งหมดเลยนี่ เขาเขียนขึ้นเพื่อสะท้อนสภาพสังคมเมืองค่ะ สะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ค่าแรงถูก ทำงานแล้วได้ค่าแรงไม่เพียงพอต่อการประทังชีวิตกล้วยจึงถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ของเรื่องราวทั้งหมดนี้ ปกติแล้วเราจะบอกว่ากล้วยง่าย ๆ หาได้ง่าย ๆ ราคาไม่แพง ถามว่าถ้ามีเงินเยอะคุณจะซื้อกล้วยมากินไหม เรากินอย่างอื่นใช่ไหมคะ เพราะฉการเลือกนำเอากล้วยมาใช้เป็นสัญลักษณ์ ว่ามันเป็นอาหาร Basic พื้นฐาน ราคาถูก ทำให้เราเห็นภาพเลย ว่านี่แค่ของราคาถูก ๆ ยังต้องเกิดการแก่งแย่งกันเลย และซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้นผู้ชายคนนี้ยังมีงานทำนะ มีค่าตอบแทนคือสามารถเอาไปซื้อกล้วยได้ แต่มีคนจนกว่าผู้ชายคนนี้อีกก็คือคนขุดดินซึ่งคนขุดดินนี่แหละแสดงให้เห็นว่าค่าแรงหรือค่าตอบแทนในระบบแรงงานมันต่ำมาก ใช้แรงงานขุดดิน แล้วก็ยังไม่มีเงินที่จะไปซื้อกล้วยให้กับลูกของเขา สุดท้ายก็ต้องมาขโมย ปัญหาสังคมไหมคะ คิดว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นในชนบทหรืออยู่ไหนเมืองค่ะ เป็นสังคมเมืองนะคะ เป็นสังคมเมืองเพราะว่าอยู่ในซอยเนาะในซอยละซอยยังมีสวนจัดสวนเป็นไงคะมันไม่มีกล้วย ถามว่าถ้าเป็นบ้านเราสังคมชนบทกล้วยหาง่ายไหมคะ อนุมานได้จากภาพรวมของข้อความทั้งหมด ดังนั้นนะคะ เมื่อนำมาตอบคำถามนะคะ ใครคะ ผู้แต่งใช่ไหมคะ ผู้แต่ง ผู้แต่งกล่าวอะไร กล่าวถึงกล้าวเหรอคะ กล่าวถึงปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคมใช่ไหมคะ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ด้วยการนำกล้วยมาเป็นสัญลักษณ์ในการดำเนินเรื่องนะคะ กล่าวแก่ใครคะ ผู้อ่านนะคะ กล่าวแก่ผู้อ่านนะคะ โดยใช้วิธีใดเมื่อกี้นี้แต่งด้วยคำประพันธ์ประเภทไหนคะ กลอนอะไรคะ วรรคหน้า 4 คำวรรคหลัง 4 คำ เขาเรียกว่า "กลอนสี่" ใช่ไหมคะ แต่งด้วยกลอนสีนะคะ ทำไมผู้แต่งจึงต้องเขียนบทประพันธ์นี้ต้องการอะไรคะ ผู้เขียนต้องการอะไรลูกสะท้อนสภาพปัญหาของผู้คนในสังคมเมือง ที่มีความเดือดร้อนในเรื่องของค่าครองชีพนะคะ แล้วก็ทำให้เกิดปัญหาสังคมอื่น ๆ ตามมา พอคนเรารายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย สิ่งที่ตามมาคือโอกาสในการที่จะไปทำผิดกฎหมายใช่ไหมคะ เช่น ขุดดินเนี่ยแหละนะคะ และยังสะท้อนภาพไม่เห็นได้ว่าเพราะเป็นสังคมเมืองอ่ะค่ะ เพื่อนบ้านหลายคนนี่เด็ดสุดที่ครูว่าเห็นแล้วเขียนว่ามีการลักขโมยกันก็เฉย ๆ แต่ก็ยังมาบอกอยู่ตอนท้าย แต่ให้ความช่วยเหลือก่อนหน้านี้ไหม ก็ไม่มันเป็นลักษณะของสังคมแบบต่างคนต่างอยู่ใช่ไหมคะ สังคมแบบสังคมเมืองนั่นเอง ผลเป็นอย่างไร แล้วอ่านแล้วรู้สึกอย่างไร เพราะฉะนั้นผล ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเราและผู้อ่านนะคะ ผู้อ่านก็เห็นได้เห็นสภาพใช่ไหมคะ จะได้เข้าใจถึงสภาพปัญหาเศรษฐกิจ สังคมเมืองเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้นะคะ แล้วก็ได้แนวคิดว่าว่าอย่างไรคะ อันนี้คือผู้อ่านต้องเป็นผู้สังเคราะห์คำตอบออกมาเองนะจ๊ะ บทประพันธ์ชิ้นที่ 3 ดูเนื้อความนะคะ แม้มิได้เป็นดอกกุหลาบหอม ก็จงยอมเป็นเพียงลดาขาว ลดาคืออะไรคะ ดอกไม้สีขาว แม้มิได้เป็นจันทร์อันสกาว จงเป็นดาวดวงแจ่มแอร่มตา แม้มิได้เป็นหงส์ทนงศักดิ์ จงรักเป็นโนรีที่หรรษา แม้มิได้เป็นน้ำแม่คงคา จงเป็นธาราใสที่ไหลเย็น แม้มิได้เป็นมหาหิมาลัย จงพอใจจอมปลวกที่แลเห็น แม้มิได้เป็นวันพระจันทร์เพ็ญ ก็จงเป็นวันแรมที่แจ่มจาง แม้มิได้เป็นสนต้นระหง จงเป็นพงอ้อสะบัดไม่ขัดขวาง แม้มิได้เป็นนุชสุดสะอาง จงเป็นนางที่มิใช่ไร้ความดี อันจะเป็นสิ่งใดไม่ประหลาด กำเนิดชาติดีทรามตามวิถี ถือสันโดษบำเพ็ญให้เด่นดี ในสิ่งที่เราเป็นเช่นนั้นเทอญ เราได้ข้อสรุปในใจแล้วแหละเมื่อกี้ว่าเขาพูดถึงเรื่องอะไร ข้อสรุป Keyword สำคัญง่าย ๆ ประโยคง่าย ๆ เลย ก็คือจงพอใจในสิ่งที่เราเป็น จงพอใจในสิ่งที่เรามีนะคะ ใครคือผู้แต่งใช่ไหมคะ กล่าวอะไรคะ กล่าวแก่ใคร กล่าวโดยวิธีใด ทำไมจึงต้องเขียนบทประพันธ์นี้นะคะ และสุดท้ายก็คือผลเป็นอย่างไร โจทย์แบบเดียวกันเลยค่ะ กับ 2 ข้อที่ผ่านมา เขาต้องการจะบอกอะไรคะ อันนี้ บอกวิธีการคิดใช่ไหมคะ บอกวิธีการในการคิดว่า ถ้าหากว่าเราพยายามแล้วนะคะ หรือเราได้มีการทำให้สิ่งที่เราหวังนั้นนี่ มันไปให้ถึงฝันนะแต่ว่าถ้ามันทำไม่ได้ เราก็ปรับที่อะไรลูกวิธีคิดของเรานะคะ หรือบางอย่างมันดีอยู่แล้วถ้าเราไม่ไปไขว่คว้า ไม่ไปแสวงหานะคะ หรือต้องการจะเปลี่ยนแปลงนะคะ ถ้าเราพอใจกับสิ่งนั้นนะคะ บทประพันธ์เหล่านี้มันก็จะช่วยทำให้เราเป็นอย่างไรคะ ถ้าพอใจแล้วก็รู้สึกว่าสิ่งที่เราเป็นอยู่มันเป็นอย่างไร มันดีแล้วนะคะ มันงดงามแล้ว โอเค เดี๋ยวต่อจากนี้นะคะ ครูจะมีแบบฝึกหัดนะคะ ให้นักศึกษาได้ทำ เดี๋ยวสักครู่นะคะ แบบฝึกหัดอันนี้นะคะ จะอยู่ในหนังสือค่ะ มันจะอยู่ในหนังสือเอกสารที่ครูแจกให้นะคะ จะอยู่ในหนังสือหน้า 64 -71 นะลูก ดังนั้นนะคะ หลังจากนี้ เดี๋ยวครูจะให้นักศึกษาได้อ่านแล้วลองตอบคำถาม แบบฝึกหัดนี้ แบบฝึกหัดหน้า 64 นะคะ มีคำถาม 5 ข้อใช่ไหมคะ แล้วก็อีกอันหนึ่งนะคะ เรื่องเรื่อง "ไม้กฤษณา" เรื่องไม้กฤษณามีคำถาม 5 ข้อใช่ไหมลูก รวมแล้วเป็น 12 ข้อ ครูให้เวลาอ่านนะ แล้วเดี๋ยวจะเฉลยนะคะ เรื่องแรกค่ะ เรื่องแรกเรื่อง "การให้ทานไฟ" เรื่องของการให้ทานไฟนะคะ อันนี้ครูให้เวลา 15 นาทีนะคะ ในการอ่านและทำแบบทดสอบ 7 ข้อ ส่วนเรื่องที่ 2 นะคะ เรื่อง "ไม้กฤษณา" เรื่องนี้มีความยาวค่อนข้างมาก ครูให้เวลาอ่านอีก 20 นาที อันนี้อีก 5 ข้อ เบ็ดเสร็จแล้วนะคะ อันนี้ 20 อันนี้ 30 นะ 30 นาที45 ครูให้เวลาทำทั้ง 2 เรื่องนี้รวมทั้งหมดคือ 45 นาที หลังจาก 45 นาที เราจะมาเฉลยกันทุกคนทำนะคะ ทำลงในหนังสือ แบบฝึกหัดของตนเองได้เลยนะคะ ตอบลงในเอกสารได้เลยค่ะ ให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัด 45 นาที แล้วเดี๋ยวค่อยเฉลยพร้อมกันนะคะ เหลืออีก 5 นาที เหลืออีก 5 นาทีนะคะ เราจะเริ่มเฉลยกันนะคะ ที่เวลาบ่าย 2 โมง 45 โอเค หมดเวลาในการทำแบบฝึกหัดแล้วนะคะ รบกวนดูตามเอกสารนะคะ เรื่องแรกเนื้อเรื่องเกี่ยวกับการให้ทานไฟ ให้ทานไฟในที่นี้ หมายถึง การรับประทานเนื้อไฟตัวไฟที่เป็นความร้อนหรือเปล่าคะ ทานที่ว่าเป็นกริยา หมายถึงการมอบให้ใช่ไหมคะ ให้ทานไฟ คือ การทำบุญด้วยไฟนั่นเองใช่ไหมคะ คำถามข้อแรกเขาถามว่าอย่างไรนะคะ อ่านให้ฟังหน่อยสิ โจทย์ว่าอย่างไรนะ ประเพณีการให้ทานไฟ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไรคำตอบคือ... เออ เฉลยค่ะ การทำบุญขนมเบื้อง คำตอบคือข้อ ข. ค่ะ โจทย์ข้อที่ 2 ค่ะ ถามว่า แต่เดิมขนมที่ชาวบ้านนิยมทำเพื่อถวายพระคือข้อใดการตอบคือ ง. ค่ะ และข้อที่ 3 ค่ะ เก่งจังเลยข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับประเพณีการให้ทานไฟข้อนี้ตอบอะไรนะคะ ตอบ ก. ใช่ไหมคะ ทำไมจึงตอบ ก. คะ การให้ทานไฟ เป็นประเพณีทำบุญที่ไทยรับมาจากอินเดียใช่หรือไม่ เป็นประเพณีทำบุญที่ถือปฏิบัติมาในจังหวัดนครศรีธรรมราชใช่หรือไม่ ประเพณีที่เกิดขึ้นในฤดูหนาวใช่หรือไม่ 3 ข้อนี้ถูกหมดเลยยกเว้นข้อ ก. เขาบอกว่าเป็นประเพณีที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนใดทางจันทรคติในนี้ไม่มีการกล่าวถึงเดือนอ้ายทางจันทรคติเลยนะคะ เนื้อความไม่ได้เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นข้อ ง3 นะคะง จึงเฉลยว่า ก. ต่อไปข้อใดเรียงลำดับประเพณีการให้ทานไฟได้ถูกต้องที่สุด ข้อนี้เฉลย ก็คือ ก. เรียงอย่างไรคะ 2. ชาวบ้านไปที่วัดตั้งแต่เช้าตรู่ เสร็จแล้วไปที่ข้ออะไรคะข้อ 1. ชาวบ้านช่วยกันก่อกองไฟ จากนั้นไปทำอะไรต่อ นิมนต์พระสงฆ์มานั่งผิงไฟ จากนั้นชาวบ้านตั้งเตาทำขนมเพื่อถวายพระ พอถวายพระเสร็จแล้วอย่างไรต่อคะ พระสงฆ์ให้พรชาวบ้านหลังจากฉันเสร็จเรียบร้อย พระสงฆ์ฉันอาหารเช้าเสร็จแล้วนะคะ หลังจากนั้นชาวบ้านก็ร่วมกันกินขนมหลังจากถวายพระแล้ว ตรงกับคำตอบในข้อ ก. นั่นเอง โจทย์ข้อ 5 ค่ะ บุคคลในข้อใดต่อไปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการก่อกำเนิดประเพณีการให้ทานไฟ ใครคะ ที่ไม่เกี่ยวข้องข้อนี้คำตอบคือ ง. ชาวบ้านในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะในประเพณีการให้ทานไฟในด้านของการกำเนิดประเพณีนั้นนะคะ เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้า พระโมคคัลลานะ เศรษฐีโกสิยะนะคะ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับจังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะประเพณีการให้ทานไฟเกิดขึ้นในอินเดียนะคะ แล้วก็เผยแพร่วัฒนธรรมนี้นะคะ แล้วผู้ที่รับเอามา ก็คือจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่นครศรีธรรมราชไม่ได้อยู่ในต้นกำเนิดของประเพณีการให้ทานไฟ ข้อ 6. ค่ะ คำว่า"อุปัฏฐาก" หมายถึงอะไร หมายถึงอะไรคะ ครูทำตัวแดงไว้แล้วคือผู้ทะนุบำรุงพระสงฆ์ ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจว่า อุปัฏฐาก นะคะ คือผู้ใกล้ชิดพระสงฆ์หรือสาวกของพระพุทธเจ้าหรือเจ้าอาวาสไม่ใช่ความหมายที่ถูกต้องนะคะ อุปัฏฐาก คือ ผู้ทะนุบำรุงพระสงฆ์ ใครก็เป็นผู้ทะนุบำรุงพระสงฆ์ได้ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น ใครที่ดูแลไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตามแต่นะคะ จัดว่าเป็นอุปัฏฐากทั้งหมดเลยข้อ 7 ค่ะ ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของประเพณีให้ทานไฟ ข้อนี้ตอบข้อ ค. ข้อ ก. เป็นประโยชน์ไหมทำให้พระสงฆ์ได้รับความอบอุ่นในหน้าหนาวใช่ไหมคะ เป็นประโยชน์ไหมทำให้ชาวบ้านได้รับความสุขอิ่มเอิบใจหลังจากที่ได้ทำบุญเป็นไหมคะ เป็นประโยชน์ใช่ไหมคะ ทำให้ชาวบ้านนะคะ ทำให้คนในสังคมเกิดความสามัคคีกลมเกลียวจริงไหม อันนี้ก็ใช่ เป็นประโยชน์ ทำให้เกิดความกลมเกลียว แต่ข้อ ค. ค่ะ ทำให้ชาวบ้านทราบว่าประเพณีการให้ทานไฟเกิดครั้งแรกที่เดียวอันนี้เกี่ยวข้องไหมคะ ไม่ได้เกี่ยวข้องเพราะอันนี้พูดถึงเรื่องของอะไร ประการให้ทานไฟ ใช่ไหมคะ เกี่ยวกับประเพณีการให้ทานไฟไม่ได้เจาะจงเฉพาะถึงประวัติแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ แล้วผู้ที่ทราบข้อมูลก็ไม่ใช่แค่ชาวบ้านไปเรื่องที่ 2 ค่ะ เรื่อง "ไม้กฤษณา" รู้จักไม้กฤษณาไหมคะ อ่านหรือเปล่า เมื่อกี้ให้เวลาตั้งเยอะอ่านไหมลูก ไม้กฤษณา เป็นไม้ที่แพงมาก ใช้อะไรไปสกัดเป็นน้ำหอมนะคะ ใช้อะไรคะ ใช้อะไรน้อ เขาใช้น้ำมันค่ะ น้ำมันเกิดจากอะไรน้ำมันจะเกิดอยู่ในเนื้อไม้ใช่ไหมคะ น้ำมันจะเกิดอยู่ในเนื้อไม้ ไม้กฤษณานี่แหละนะคะ แต่ก่อนนี่นะคะ มันเกิดตามธรรมชาติแต่ต่อมาผู้คนอยากได้กลิ่นหอมของไม้กฤษณานี่นะคะ อยากเอาน้ำมันไปใช้ก็เลย วิธีการทำอุตสาหกรรมใช่ไหมคะ ป่าไม้ตรงนี้แหละ อุตสาหกรรมป่าไม้ไม้กฤษณามีการปลูกนะคะ เพื่อนำมาทำน้ำมันหอมระเหย คำถามนะคะ ข้อที่ 1 นะคะ เขาถามว่า ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของไม้กฤษณา เห็นคำตอบหรือยัง ก. ใช้ทำน้ำหอม ข. ใช้ป้องกันแมลงต่าง ๆ ค. ใช้รักษาบาดแผลที่เกิดจากไฟไหม้ ง. เมื่อใช้ทาผิวหนังแล้วกลิ่นจะติดทนนาน ข้อนี้ 3 ข้อที่เป็นประโยชน์ ก็คือใช้ทำน้ำหอม ใช้ป้องกันแมลงต่าง ๆ ใช้ทาผิวหนังเพื่อให้กลิ่นหอมติดทนนาน แต่ข้อที่ไม่ถูกต้องไม่ใช่ประโยชน์ของไม้กฤษณา ก็คือใช้รักษาบาดแผลที่เกิดจากไฟไหม้นะคะ ข้อนี้ไม่ถูกต้อง โจทย์ข้อ 2 ค่ะ ข้อใดกล่าวถึงไม้กฤษณาเกรด 1 ไม่ถูกต้อง ในนั้นจะมีการกล่าวถึงไม้กฤษณาเกรด A เกรด B เกรด C ใช่ไหมคะ เกรดไม้เนื้อ 1 เนื้อ 2 เนื้อ 3 เนื้อ 1 นี่ี่แสดงว่าต้องดีมากเลยใช่ไหม หาคำตอบข้อนี้ตอบอะไรลูก ตอบถูกไหมเอ่ยค่ะ ไม้กฤษณาเกรด 1 นะคะ จะไม่ลอยน้ำ ทำไมถึงไม่ลอยน้ำน้ำมันที่เกิดขึ้นในเนื้อไม้มันมีจำนวนหรือปริมาณมาก ก็เลยทำให้เนื้อไม้จม ไม่ฟู ไม่ลอยขึ้นมา ไม้กฤษณาเกรด 1 จะมีสีดำ สีดำที่ว่านี้คือสีของน้ำมันที่อยู่ในเนื้อไม้ จะมีราคาแพงมากจริงไหมคะ แต่ถ้าเป็นสีจางสะสมอยู่ทั่วเนื้อไม้อันนี้ไม่ใช่แล้วนะคะ เพราะสีที่เกิดขึ้นจโจทย์ข้อต่อไปนะคะ อุ๊ย เห็นแว๊บ ๆ นะคะ ถ้าต้องการให้ไม้กฤษณามีกลิ่นหอมควรทำอย่างไร เฉลย คือ นำไปเผาไฟค่ะ เอาไปแช่น้ำ ไม่ได้ทำให้เกิดกลิ่นหอม ใส่เชื้อราในต้นกฤษณาก็ไม่ทำให้เกิดกลิ่นหอมใช่ไหมคะ นำไปล้างเพื่อให้กฤษณาหลุดออกจากต้นนะคะ ก็ไม่ใช่ ไปค่ะ ข้อที่ 4 ค่ะ กฤษณาเกิดขึ้นได้อย่างไร กฤษณา ก็คือตัวน้ำมันน่ะค่ะ น้ำมันกฤษณานี่เกิดขึ้นได้อย่างไร ตอบเชื้อรานะคะ เกิดจากการเผาไหม้ไม่ถูกนะคะ คำตอบคือ เกิดจากการรักษาบาดแผลของต้นกฤษณานั่นเองค่ะ ฟัง กระบวนการในการสร้างน้ำมันของไม้กฤษณา มันมาจากเมื่อมันมีบาดแผลที่เปลือก มันจะพยายามสร้างเนื้อขึ้นมาเพื่อปกปิดบาดแผล ซ่อมแซมบาดแผล ซ่อมแซม ซ่อมแซมบาดแผลสิ่งที่ทำมาปกปิดมันจะมีกระบวนการหนึ่ง ที่ทำให้เกิดน้ำมันเกิดขึ้นเนื้อไม้ก็จะเปลี่ยนแล้วปรับสภาพนะคะ เพื่อรักษาแผลของมัน เพราะฉะนั้น เขาถึงได้มีการเรียกว่า "การลวง" นะเป็นการลวงเหมือนแกล้งมันน่ะค่ะ มันแกล้งเนื้อไม้ให้เนื้อไม้รักษาบาดแผลตัวเองทำให้มันเจ็บ และทำให้มันมีบาดแผลแล้วมันก็จะสร้างน้ำมันขึ้นมา ให้กับคนที่เป็นผู้ที่ทำธุรกิจทางด้านนี้นะคะ นั่นก็คือชาวสวนนะ นะคะ ชาวสวนที่ปลูกไม้กฤษณานี่แหละ ต่อไปข้อที่ 5 ค่ะ ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับต้นกฤษณา คำตอบ ก็คือ ง. ค่ะ กฤษณาเป็นยางที่พบในต้นกฤษณาใช่หรือไม่ กฤษณาเป็นต้นไม้หวงห้ามจัดอยู่ต้นไม้หายากใช่หรือไม่ การสร้างกฤษณานั้นต้องใช้สารเคมี ต้นต้นกฤษณาที่มีอายุน้อย ๆ ต้องใช้สารเคมีไหมคะ ไม่ต้องใช้นะคะ เพราะฉะนั้นข้อ 5 จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ก็คือโจทย์ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้นะคะ ทุกอย่างเกี่ยวข้องกับกฤษณาหมดเลยนะคะ ไม้กฤษณาที่ดีหรือจะเจริญเติบโตได้ดีนั้น อาจจะไม่ต้องใช้สารเคมีในการกระตุ้นใด ๆ โอเค 12 ข้อถูกกี่ข้อคะ (นักศึกษา) ถูกหมดเลย (ผศ.ดร.กาญจนา) ใครถูกทั้ง 12 ข้อยกมือเก่งมากเลยเด็ก ๆ ปรบมือให้ตัวเองหน่อย เก่งมาก เก่งมากเอาล่ะ อย่างนั้นเดี๋ยวจะมีแบบทดสอบที่ 3 แบบทดสอบที่ 3 แบบทดสอบการอ่านจับใจความสำคัญ ครูส่งไฟล์ให้แล้ว แต่นักศึกษาไม่ต้องไปทำในไฟล์นั้น ตอนนี้ครูทำในลักษณะของ Google Drive ทำลงใน Google Drive ทำใน Google form ค่ะ ทำใน Google form ตอนนี้อยู่ใน Drive ของครู อยู่ใน Drive ครูยังไม่แชร์ให้ ให้ตอบลงใน Google form ที่ครูจะส่งให้ต่อจากนี้ มันจะมีคำที่นักศึกษายังไม่คุ้นเคย ครูขออธิบายก่อนในใจความสำคัญมันจะมีสิ่งที่เราเรียกว่า "ใจความสำคัญหลัก" กับ "จับใจความสำคัญรอง" เวลาอ่านเราจะบอกว่านี่ เป็นใจความสำคัญ อันนี้ก็ใช่ อันนี้ก็ใช่ ตกลงแล้วทั้งหมดในย่อหน้านั้นอะไรคือหลัก อะไรคือส่วนที่เป็นรอง นี่คือสิ่งที่นักศึกษาจะต้องแยกออกมา เวลาครูถามว่าข้อความตรงนี้ที่ครูขีดเส้นใต้ไว้ตรงนี้ตกลงมันเป็นอะไร ใจความสำคัญหลัก ก็คือมันคือเมนใหญ่คือใจความสำคัญทั้งหมดของเรื่องใจความรอง คือ ใจความที่มีส่วนเสริม และมีความสำคัญน้อยกว่า กับอีกอันหนึ่งค่ะ คำว่าส่วนที่เป็นเหตุผล กับส่วนที่เป็นข้อสรุป ใจความสำคัญ 1 ประโยคนั่นนี่ มันจะมีส่วนที่เราเรียกว่า ""ส่วนเหตุ" กับส่วนที่ 2 นะคะ ก็คือส่วนที่เป็นข้อสรุป ส่วนเหตุ ก็คือเหตุผลนี่แหละนะคะ และอีกอันหนึ่งคือส่วนที่เป็นข้อสรุป เช่น ส่วนที่เป็นเหตุผล ก็คือน้ำมีความสำคัญกับชีวิตของมนุษย์ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ส่วนที่เป็นเหตุผล ก็คือน้ำมีความสำคัญต่อมนุษย์ ส่วนที่เป็นข้อสรุป ก็คือเมื่อมันสำคัญเราต้องทำไงคะ ดื่มทุกวันในปริมาณที่เหมาะสม หรือพอดีกับร่างกาย นี่คือใจความสำคัญแต่แยกย่อยออกมาอีกว่าอันไหนคือส่วนที่เป็นเหตุผลอันไหนคือส่วนที่เป็นข้อสรุป 10 ข้อนี้จะเจอ 3 คำ 4 คำนะคะ ก็คือใจความหลักใจความรองนะคะ ส่วนที่เป็นเหตุผลกับส่วนที่สรุปนะคะ เพราะฉะนั้น 10 ข้อจากนี้ครูวัดคะแนน เก็บคะแนนนะคะ ดังนั้นใครพร้อมก็ให้ลงมือทำ แต่ถ้าใครยังไม่พร้อม ครูให้เวลาอ่านอีกนิดหนึ่งนะคะ อีกสัก 10 นาทีก็ได้ แล้วค่อยลงมือทำ ครูส่งลิงก์ให้แล้วเดี๋ยวครูจะปิดระบบนะคะ ภายใน 16:00 นครูจะปิดระบบภายใน 4 โมงเย็น ไม่รับคำตอบหลัง 16:00 น ดังนั้น มีเวลาทบทวนนะคะ ทำแล้วทำอีกก็ยังไม่มั่นใจอย่าเพิ่งกดส่งจนกว่าจะ 4 โมงเย็น โอเคนะ เดี๋ยวส่งเลขให้ตอนนี้เลยนะคะ แล้วก็พอเสร็จจากตรงนี้ ก็คือเราก็จบในส่วนของบทที่ 3 การอ่านจับใจความสำคัญ เดี๋ยวต่อไปในบทที่ 4 เรื่องการอ่านวิเคราะห์นะคะ แล้วเดี๋ยวเราค่อยว่ากันในสัปดาห์ถัดไปนะ วันนี้รบกวนล่ามเท่านี้ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ สวัสดีค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]