﻿1
00:02:31,428 --> 00:02:35,428
(เจ้าหน้าที่) สวัสดีครับ ฝั่งล่ามได้ยินไหมครับ

2
00:02:53,436 --> 00:02:56,431
(ผศ.ดร.กาญจนา) สวัสดีค่ะ เดี๋ยวจะขอลองทดสอบ

3
00:02:56,431 --> 00:02:59,294
เสียง...เสียงของล่ามนะคะ ว่า

4
00:02:59,294 --> 00:03:00,730
ล่ามพูดออกมาแล้วเสียงมันได้ยิน

5
00:03:00,730 --> 00:03:04,730
ในห้องไหมคะ

6
00:03:05,328 --> 00:03:08,307
ค่ะ ล่ามช่วยพูด

7
00:03:08,307 --> 00:03:12,307
นิดหนึ่งได้ไหมคะ สวัสดีค่ะ ก็ได้

8
00:03:25,686 --> 00:03:28,026
(ล่าม)  สวัสดีค่ะ อาจารย์คะ ล่ามได้ยินเสียงฝั่งอาจารย์ชัดเจนนะคะ

9
00:03:28,026 --> 00:03:30,339
(อาจารย์)  ทางล่ามชัดเจนหน่อยค่ะ

10
00:03:30,339 --> 00:03:34,339
ค่าขอบคุณมากค่ะ

11
00:03:39,656 --> 00:03:43,656
(อาจารย์)  เดี๋ยวเผื่ออาจารย์มา เพราะว่าอาจารย์ท่านก็ชอบถามได้ปรึกษาอยู่แล้วค่ะ จะได้เผื่อรามได้ตอบให้กับนักศึกษาค่ะ

12
00:04:00,843 --> 00:04:04,338
วันนี้นะคะ ทางอาจารย์นะคะ ได้แจ้งว่าติดภารกิจ อาจารย์จะขอเข้าประมาณเวลา

13
00:04:04,338 --> 00:04:06,798
13:30 น. ค่ะ เดี๋ยวให้ทางล่าม

14
00:04:06,798 --> 00:04:10,798
นั่งพักรอก่อนก็ได้ค่ะ

15
00:04:12,308 --> 00:04:12,883
ประมาณ 13.30 น. นะคะ เดี๋ยวเรา

16
00:04:12,883 --> 00:04:15,947

17
00:04:15,947 --> 00:04:17,360
พักหน้าจอีกทีค่ะ พักหน้าจอไว้ก่อนก็ได้

18
00:04:17,360 --> 00:04:21,360
ขอบคุณค่ะ

19
00:07:35,453 --> 00:07:39,453

20
00:08:07,861 --> 00:08:11,095

21
00:08:11,095 --> 00:08:15,095

22
00:08:27,339 --> 00:08:31,339
[เสียงดนตรี]

23
00:08:39,962 --> 00:08:43,962

24
00:08:44,206 --> 00:08:48,206
ที่ 1 นะคะคำที่ 2 ค่ะจะเป็นคำว่า

25
00:09:07,192 --> 00:09:11,192

26
00:09:12,821 --> 00:09:16,641

27
00:09:16,641 --> 00:09:20,641

28
00:09:22,260 --> 00:09:26,260

29
00:09:32,424 --> 00:09:35,611

30
00:09:35,611 --> 00:09:39,611
เพลงมาก

31
00:09:40,256 --> 00:09:43,936
คำว่าสวยคำว่าสวยนะคะ

32
00:09:43,936 --> 00:09:47,936

33
00:09:55,736 --> 00:09:59,736

34
00:10:05,257 --> 00:10:09,257

35
00:10:21,449 --> 00:10:24,744

36
00:10:24,744 --> 00:10:28,744
ต้องถึงให้ฉันด้วย

37
00:10:29,266 --> 00:10:33,266
คิดถึงอ่ะทำได้เพราะมันเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง

38
00:10:33,815 --> 00:10:37,815
คิดถึง

39
00:10:59,639 --> 00:11:03,639
redmi Go

40
00:12:52,631 --> 00:12:56,631
สวัสดีค่ะชื่อโอนะคะสุพิชญาณสงขลาค่ะวันนี้รับบทเป็นครูเปรี้ยวค่ะมาสอนภาษามือให้

41
00:14:50,886 --> 00:14:53,540
งคะ

42
00:14:53,540 --> 00:14:54,834
พร้อมหรือยัง

43
00:14:54,834 --> 00:14:58,834
นั่งลง

44
00:15:04,068 --> 00:15:06,868
เมื่อคราวที่แล้ว

45
00:15:06,868 --> 00:15:10,868
ครูได้ให้พวกเรา

46
00:15:13,689 --> 00:15:15,652
สรุปใช่ไหมคะ สรุปเนื้อหาของบทที่ 2 เรื่องหลักการสอนอ่าน

47
00:15:15,652 --> 00:15:19,347
ทีนี้

48
00:15:19,347 --> 00:15:23,205
พวกเราก็ได้ทำเป็น Mind Map ใช่ไหมคะ ทำเป็น Mind Map

49
00:15:23,205 --> 00:15:27,205
ping แล้วก็ส่งครูมาแล้ว

50
00:15:34,973 --> 00:15:38,973
ทีนี้ครูจะสรุปนะคะ เนื้อหาเรื่องหลักการสอนอ่านนะคะ ให้พวกเราฟังอีกรอบหนึ่ง ก่อนที่เราจะไปสู่เอกสารเรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ

51
00:15:39,772 --> 00:15:43,772
ดูเนื้อหาในสไลด์ก่อนนะคะ

52
00:16:14,928 --> 00:16:17,404
ทุกคนดูที่หน้าจอ

53
00:16:17,404 --> 00:16:19,528
นะคะ เห็นเนื้อหาอะไรไหมคะ

54
00:16:19,528 --> 00:16:23,528
เนื้อหาหน้าจอเขียนว่าอย่างไรคะ

55
00:16:31,393 --> 00:16:34,787
เนื้อหาบอกว่า บทร้องเล่นของเด็ก เพื่อเร้าความสนใจก่อนการสอนอ่าน

56
00:16:34,787 --> 00:16:38,787
ในฐานะที่เราจะไปเป็นครูภาษาไทย

57
00:16:39,729 --> 00:16:43,729
สิ่งแรกเลยที่เราจะต้องสอนเด็ก ก็คือเราต้องสอนให้เด็กอ่านให้เป็น

58
00:16:53,353 --> 00:16:54,506
เพราะถ้าอ่านเป็นแล้ว ขั้นต่อไปเขาก็จะไปสู่ขั้นของการเขียนใช่ไหมคะ ต่อไปก็จะเขียนได้อะไรที่เป็นสิ่งที่สามารถนำมาใช้

59
00:16:54,506 --> 00:16:56,299
ได้ง่าย ๆ

60
00:16:56,299 --> 00:16:57,690
ใกล้ตัว

61
00:16:57,690 --> 00:17:00,655
และ

62
00:17:00,655 --> 00:17:02,304
คุ้นเคยอยู่ในชีวิตประจำวัน

63
00:17:02,304 --> 00:17:04,103
นั่นก็คือ

64
00:17:04,103 --> 00:17:08,103
บทร้องเล่น

65
00:17:09,204 --> 00:17:12,556
บทร้องเล่นที่ว่านี้ จะเป็นคำคล้องจองสั้น ๆ ง่าย ๆ

66
00:17:12,556 --> 00:17:15,631
เด็ก ๆ ร้องได้ ผู้ใหญ่พาร้อง

67
00:17:15,631 --> 00:17:19,631
หรือใช้ประกอบการละเล่น

68
00:17:21,749 --> 00:17:24,222
ก่อนที่เราจะสอนอ่าน เราพาเด็กใช้บทร้อยกรองสั้น ๆ เหล่านี้

69
00:17:24,222 --> 00:17:28,222
เพื่อเร้าความสนใจเขา

70
00:17:37,347 --> 00:17:39,795
ทุกคน ทุกคนดูเนื้อหาในกระดาษ

71
00:17:39,795 --> 00:17:43,795
อ่านว่าอย่างไรคะ

72
00:17:49,644 --> 00:17:51,629
อ่านว่า

73
00:17:51,629 --> 00:17:54,515
ไก่เอ๋ยไก่

74
00:17:54,515 --> 00:17:56,274
ชูคอขันไป

75
00:17:56,274 --> 00:17:59,139
เอ้ก อี๋ เอ้ก เอ้ก

76
00:17:59,139 --> 00:18:01,691
เหรอคะ

77
00:18:01,691 --> 00:18:03,554
ดูรูปที่เขียนค่ะ

78
00:18:03,554 --> 00:18:07,554
ออกเสียงว่าอย่างไรคะ

79
00:18:08,186 --> 00:18:11,420
เสียงจะขึ้นอีกระดับหนึ่ง เพราะใช้วรรณยุกต์

80
00:18:11,420 --> 00:18:12,717
ตรี อ่านว่า

81
00:18:12,717 --> 00:18:16,112
เอ้ก

82
00:18:16,112 --> 00:18:17,275
เอ้ก ทำไมเขาถึงใช้วรรณยุกต์

83
00:18:17,275 --> 00:18:21,275
ไม่เหมือนกัน

84
00:18:23,856 --> 00:18:25,790
ถ้าเราร้องเราบอกว่า เอ้ก อี๋ เอ้กเอ้กเมื่อกี้ใช่ไหมคะ ที่พวกเราร้อง

85
00:18:25,790 --> 00:18:29,790
แต่ในนี้ค่ะ

86
00:18:36,956 --> 00:18:40,956
เขาเจาะจงเลยค่ะ เอ้ก อี๋ เอ๊ก เอ๊ก เพื่อให้เด็กได้ยินเสียงระดับของวรรณยุกต์ที่หลากหลายแตกต่างกัน

87
00:18:42,270 --> 00:18:45,681
สังเกตนะ พอใช้ระดับของวรรณยุกต์ที่แตกต่างกัน

88
00:18:45,681 --> 00:18:46,471
เด็กก็จะจำและว่าคำนี้ออกเสียง

89
00:18:46,471 --> 00:18:47,561
ว่า

90
00:18:47,561 --> 00:18:49,347
อย่างไร

91
00:18:49,347 --> 00:18:53,347
เขียนอย่างไร

92
00:18:55,017 --> 00:18:59,017
นะคะ นี่คือบทร้อยกรองที่เป็นบทร้องเล่น

93
00:19:08,525 --> 00:19:09,782
เด็กที่อยู่กับผู้ใหญ่ แล้วผู้ใหญ่ใช้บท

94
00:19:09,782 --> 00:19:13,741
ร้อยกรอง

95
00:19:13,741 --> 00:19:17,741
คนเฒ่าคนแก่นี่ล่ะค่ะ ใช้บทร้อยกรองพื้นบ้าน

96
00:19:19,320 --> 00:19:23,320
ในการสอนลูกหลาน ก่อนที่เด็กจะเข้าสู่ระบบโรงเรียน

97
00:19:24,221 --> 00:19:28,221
สังเกตได้เลยนะคะ ว่าเด็กคนนั้นอยากจะมีเขาเรียกว่ามี "คลังคำศัพท์"

98
00:19:36,767 --> 00:19:40,739
จะมีทักษะในการฟัง ทักษะในการออกเสียง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญ ที่จะทำให้เมื่อเข้าสู่ระบบโรงเรียน เข้ามาเริ่มเรียน เข้ามาเริ่มอ่าน

99
00:19:40,739 --> 00:19:44,739
ก็จะมีพื้นฐานและทำความเข้าใจ

100
00:19:45,241 --> 00:19:47,074
ในการสอนอ่านของคุณครูได้ดียิ่งขึ้น

101
00:19:47,074 --> 00:19:50,047
ดูตัวอย่างค่ะ

102
00:19:50,047 --> 00:19:54,047
หมา เอ๋ย หมา

103
00:19:54,923 --> 00:19:57,830
เห็น คน เดิน มา หน้าสุดท้ายอ่านว่าอย่างไรคะ

104
00:19:57,830 --> 00:20:01,830
หมาเห่า

105
00:20:02,237 --> 00:20:06,237
โฮ่ง โฮ่ง ใครออกเสียงห้องห้องมีไหมคะ

106
00:20:06,303 --> 00:20:08,740
ในภาพ

107
00:20:08,740 --> 00:20:12,740
ข้อความนี้เขียนว่าอย่างไรคะ

108
00:20:16,590 --> 00:20:20,590
เขียนว่า โฮ่ง หรือ ฮ้ง โฮ้ง มีสระอะไรกำกับอยู่คะ

109
00:20:22,323 --> 00:20:26,323
มีสระโอ ดังนั้นคุณครูต้องอ่านให้ถูก

110
00:20:32,475 --> 00:20:34,743
เปล่งเสียงให้ถูกต้อง รูปเขียนอย่างไร ก็ต้องออกเสียงตามนั้น ถ้าหากว่าเราบอกว่าโฮ้ง ข้าง ๆ

111
00:20:34,743 --> 00:20:37,837
สระโอหายไปไหมคะ

112
00:20:37,837 --> 00:20:39,084
สระโอต้องไม่มี เพราะเป็นสระเสียง

113
00:20:39,084 --> 00:20:41,949
สั้น

114
00:20:41,949 --> 00:20:45,949
แต่นี่

115
00:20:48,848 --> 00:20:52,848
โฮ่ง โฮ่ง คุณครูทั้งหลายต้องอย่างไรคะ ต้องออกเสียงให้ถูกต้องด้วยนะคะ

116
00:20:57,569 --> 00:21:00,164
ทีนี้แค่เสียงได้ไหม นะคะ ทุกคนครูอยากให้อ่านพร้อมกัน

117
00:21:00,164 --> 00:21:04,164
อ่านว่าอย่างไร

118
00:21:06,334 --> 00:21:10,334
จับปูดำ ขยำ ปู นา

119
00:21:14,588 --> 00:21:17,863
จับ ปู ม้า คว้า ปู ทะเล วิ่ง ไม่ ทัน

120
00:21:17,863 --> 00:21:21,863
หกล้ม ขา เป๋

121
00:21:21,978 --> 00:21:25,978
เหมือน ปู ทะเล สุดท้ายอ่านว่าอย่างไรคะ

122
00:21:29,308 --> 00:21:31,051
คุณครูภาษาไทยอ่านว่า

123
00:21:31,051 --> 00:21:34,124
ย

124
00:21:34,124 --> 00:21:38,124
ัก เย่ ยัก ยัน

125
00:21:39,950 --> 00:21:42,324
คำเหล่านี้ค่ะ ถ้าออกเสียงชัด

126
00:21:42,324 --> 00:21:46,324
ดูเหมือนเป็นคำยาก

127
00:21:46,984 --> 00:21:50,984
แต่ก็ไม่ยาก ดูเหมือนเป็นคำจะง่าย มันก็ไม่ง่าย

128
00:21:52,656 --> 00:21:56,656
เพราะฉะนั้น คุณครูต้องอ่านออกเสียงให้ถูกนะคะ อ่านให้ถูก

129
00:21:57,855 --> 00:22:01,855
รูปอย่างไรเสียงอย่างนั้นนะคะ ออกเสียงให้ถูกต้องด้วยนะ

130
00:22:02,961 --> 00:22:06,961
เพลงเหล่านี้เด็ก ๆ คุ้นเคยไหมคะ

131
00:22:15,561 --> 00:22:17,163
ที่ว่าเด็ก ๆ คุ้นเคยไหม คุ้นเคยกับเพลงเหล่านี้ เพราะเป็นบทร้องเล่นทั่วไปนะคะ คราวนี้มาดูบ้างนะคะ ตรงนี้นะ เขาบอกว่า

132
00:22:17,163 --> 00:22:21,163
รูป

133
00:22:26,391 --> 00:22:30,391
ของพยัญชนะ สระนะคะ เมื่อประกอบกันเข้าแล้วกลายเป็นรูปธรรมใช่ไหมคะ เกิดเป็นคำศัพท์ขึ้นมา

134
00:22:30,962 --> 00:22:34,962
แต่แค่คำศัพท์อย่างเดียว อาจจะทำให้ผู้เรียน

135
00:22:37,268 --> 00:22:38,446
อ่านได้ช้า ต้องมีอะไรเพิ่มเข้ามา จึงจะทำให้เด็กอ่านได้ไวขึ้น

136
00:22:38,446 --> 00:22:41,685
ต้องมีอะไรลูก

137
00:22:41,685 --> 00:22:45,685
ต้องมีรูปภาพ

138
00:22:53,343 --> 00:22:57,343
มีเสียงอ่านแล้วใช่ไหมคะ มีรูปคำว่า "หมา" ใช่ไหมคะ แล้วก็ต้องมีอะไรด้วยคะ มีภาพประกอบ ก็คือภาพสุนัข หรือภาพหมาด้วยนั่นเอง

139
00:22:57,487 --> 00:23:01,390
อันแรกนะคะ หมา เอ๋ย หมา

140
00:23:01,390 --> 00:23:05,352
มีอะไรประกอบด้วย มีรูปหมา

141
00:23:05,352 --> 00:23:07,324
ไก่ เอ๋ย ไก่ ต้องมีอะไรประกอบด้วย

142
00:23:07,324 --> 00:23:11,324
มีรูปไก่

143
00:23:14,025 --> 00:23:16,610
และสุดท้ายเป็ด เอ๋ย เป็ด ก็ต้องมีรูปเป็ดประกอบด้วย

144
00:23:16,610 --> 00:23:18,789
มีใครที่

145
00:23:18,789 --> 00:23:20,270
ใช้ภาพประกอบ

146
00:23:20,270 --> 00:23:21,880
ไม่ตรงกับ

147
00:23:21,880 --> 00:23:25,880
ข้อความไหมคะ

148
00:23:26,560 --> 00:23:30,560
ครูเห็นหลายอย่างเลยค่ะ ที่มันไม่ตรง

149
00:23:34,238 --> 00:23:38,238
เช่น ส เสือ ดาวคะนอง นะคะ  เวลาเราเอาภาพพยัญชนะไทย 44 ตัว

150
00:23:43,256 --> 00:23:47,256
คำระบุชนิดของเสือเขาก็มี ว่า ส เสือ ดาวคะนอง เสือที่ว่านี้คือเสือพันธุ์ไหนคะ

151
00:23:51,764 --> 00:23:55,764
เสือดาว แต่ภาพประกอบที่เอามาเป็นเสือโคร่ง เสือลายพาดกลอน

152
00:23:56,349 --> 00:24:00,349
สังเกตไหมคะ แล้วอย่างนี้นะคะ

153
00:24:05,412 --> 00:24:07,234
นิยามนะคะ ของพยัญชนะนี่ มันจะสอดคล้องกันไหม ได้นั้นในการเลือกภาพมาประกอบก็อยากให้น้าสา

154
00:24:07,234 --> 00:24:11,234
มีความใส่ใจ

155
00:24:12,403 --> 00:24:16,403
ใส่ภาพที่ตรงกับอักษร ตรงกับคำศัพท์นั้นด้วยนะคะ

156
00:24:20,299 --> 00:24:22,285
มีอะไรอีก

157
00:24:22,285 --> 00:24:26,285
คำว่า "ศา

158
00:24:29,354 --> 00:24:30,953
ลา" นักศึกษาสังเกตดูนะ เมื่อกี้

159
00:24:30,953 --> 00:24:34,953
ขึ้นต้นด้วยคำ

160
00:24:38,883 --> 00:24:41,763
จบด้วยรูป ทีนี้ลองสลับตำแหน่งดู เอาอะไรขึ้นมาก่อนคะ เอารูปขึ้นมาก่อน

161
00:24:41,763 --> 00:24:45,763
เป็นรูปของศาลา แล้ว

162
00:24:46,983 --> 00:24:50,983
เขียนคำว่า "ศาลา" ประกบหรือสำทับเอาไว้

163
00:24:51,124 --> 00:24:55,124
จากนั้นทำการแยกคำ

164
00:25:01,494 --> 00:25:05,494
เพื่อให้เด็กเห็นว่าคำนี้เกิดจากการนำเอา 2 เสียง ก็คือเสียงคำว่า "ศา" กับเสียงคำว่า "ลา" เอามารวมกัน

165
00:25:09,089 --> 00:25:13,089
เพราะฉะนั้น เทคนิควิธีการในการเขียนเพื่อให้เด็กอ่านง่าย ๆ เราจะเห็นว่าเขาจะต้องมีการใช้ภาพ

166
00:25:14,571 --> 00:25:18,571
การแยกคำใช่ไหมคะ ขนาดของตัวอักษรต้องเป็นอย่างไรด้วยคะ ขนาด

167
00:25:20,942 --> 00:25:24,942
ต้องมีขนาดใหญ่พอประมาณนะคะ เพื่อให้เด็กเห็นภาพชัดเจน

168
00:25:26,510 --> 00:25:28,344
พอเด็กโตขึ้นมาก็ค่อยลดขนาดลง เพราะว่าอ่านคล่องแล้ว

169
00:25:28,344 --> 00:25:30,058
อ่านเป็นแล้ว

170
00:25:30,058 --> 00:25:34,058
อ่านได้ไวขึ้นแล้วนะคะ

171
00:25:36,567 --> 00:25:40,567
นอกจากคำว่า "ศาลา" แล้วคำต่อมาคือคำว่า

172
00:25:41,621 --> 00:25:45,621
"ลำไย" ใช่ไหมคะ ขึ้นต้นด้วยอะไรคะ เอารูปมานำ

173
00:25:46,681 --> 00:25:49,928
ขึ้นต้นด้วยรูปลำไย แล้วต่อด้วย

174
00:25:49,928 --> 00:25:52,170
คำศัพท์ประกอบภาพลำไย

175
00:25:52,170 --> 00:25:55,589
จากนั้นแยกค

176
00:25:55,589 --> 00:25:56,771
ำ คำว่า "ลำ" หนึ่งคำ ไย อีก

177
00:25:56,771 --> 00:26:00,771
1 ค่ะ

178
00:26:03,667 --> 00:26:07,667
บันไดนะคะ ก็เช่นเดียวกันใช้วิธีการเดียวกัน

179
00:26:20,898 --> 00:26:24,898
นักศึกษาด้านหลังมองเห็นไหมคะ ขยายใหญ่แล้วนะ

180
00:26:25,126 --> 00:26:28,892
ทีนี้ค่ะ มาดูว่าเวลาเราสอนอ่านนะคะ

181
00:26:28,892 --> 00:26:32,274
มุ่งหมายในการสอนอ่านนั้น

182
00:26:32,274 --> 00:26:36,274
มีจุดมุ่งหมายอย่างไร

183
00:26:36,628 --> 00:26:40,263
ในนี้จะมี

184
00:26:40,263 --> 00:26:44,263
จุดมุ่งหมายอยู่ 2 ระดับด้วยกัน

185
00:26:44,817 --> 00:26:46,055
เดี๋ยวนะคะ ครูขอขยายหน้าจอนิดหนึ่ง ดูแบบ

186
00:26:46,055 --> 00:26:50,055
ไม่ค่อยดีเท่าไร

187
00:26:54,758 --> 00:26:58,758
โอเคขึ้นมาครบแล้ว ทุกคนฟังนะ

188
00:26:59,428 --> 00:27:03,428
ในระบบการศึกษาของบ้านเรา

189
00:27:04,371 --> 00:27:08,371
เราแบ่งระดับการศึกษาออกเป็นช่วงชั้น

190
00:27:09,916 --> 00:27:13,916
ช่วงชั้นที่ 1 ได้แก่ ป. ไหน ถึง ป. ไหนคะ

191
00:27:16,859 --> 00:27:20,859
ป. 1 ถึง ป. 3

192
00:27:21,407 --> 00:27:25,407
ช่วงชั้นที่ 2 ล่ะคะ

193
00:27:25,576 --> 00:27:29,576
ช่วงชั้นที่ 2 ป. 4 ถึง ป. 6

194
00:27:33,915 --> 00:27:36,785
ช่วงชั้นที่ 3 ม. 1 ถึง ม. 3 และช่วงชั้นที่ 4 คือ

195
00:27:36,785 --> 00:27:40,785
ม. 4 ถึง ม. 6

196
00:27:41,350 --> 00:27:45,350
เพราะฉะนั้นเราสอนเด็กประถมศึกษา

197
00:27:47,559 --> 00:27:51,559
ถ้าเด็กประถม ก็คือสอนเด็ก 1 ช่วงชั้นที่ 1 กับช่วงชั้นที่

198
00:27:51,904 --> 00:27:55,904
ตอนนี้ย้อนกลับมาที่วิชาภาษาไทยค่ะ

199
00:27:59,209 --> 00:28:03,209
วิชาภาษาไทย หรือที่เราเรียกว่า "สาระการเรียนรู้ภาษาไทย"

200
00:28:05,053 --> 00:28:08,496
กำหนดว่าจะต้องเรียนใน 5 เรื่องใหญ่ ๆ ดังต่อไปนี้

201
00:28:08,496 --> 00:28:12,496
เรื่องที่ 1 ก็คือการอ่าน

202
00:28:13,043 --> 00:28:15,232
เรื่องที่ 2 คือการเขียน

203
00:28:15,232 --> 00:28:19,232
เรื่องที่ 3 คือ คืออะไรคะ

204
00:28:22,814 --> 00:28:26,814
อะไรคะ การฟัง การดู และการพูด

205
00:28:27,784 --> 00:28:31,784
เรื่องที่ 4 คือ หลักภาษา

206
00:28:33,036 --> 00:28:36,040
เรื่องที่ 5 คือ วรรณคดีและวรรณกรรม

207
00:28:36,040 --> 00:28:38,642
ทีนี้

208
00:28:38,642 --> 00:28:42,642
มาดูในหน้าจอ

209
00:28:47,261 --> 00:28:51,261
สิ่งที่ครูนำมาให้ดูนี้เขาเรียกว่าเป็นตัวชี้วัดช่วงชั้น

210
00:28:59,635 --> 00:29:03,258
ที่กำหนดว่าถ้าเด็กจบ ป. 1 ถึง ป. 3 นี่นะคะ เรียนตั้งแต่ ป. 1 จนจบ ป. 3 เด็กจะต้องมีทักษะในการอ่านอย่างไร

211
00:29:03,258 --> 00:29:07,258
วป 1 ถึงป 3 เขาบอกว่าถ้าเด็ก

212
00:29:10,455 --> 00:29:13,643
จบ ป. 3 เด็กจะต้องอ่านในใจและอ่านออกเสียงได้ถูกต้อง

213
00:29:13,643 --> 00:29:17,629
คุณครูจะสอนอ

214
00:29:17,629 --> 00:29:18,690
ย่างไร ให้เด็กอ่านทั้งอ่านในใจและอ่าน

215
00:29:18,690 --> 00:29:22,690
ออกเสียง

216
00:29:23,064 --> 00:29:27,064
หรืออ่านจับใจความ

217
00:29:29,186 --> 00:29:33,186
ตอบคำถามได้ รู้หลักเกณฑ์การอ่าน และที่สำคัญอันนี้วัดยากมาก

218
00:29:33,757 --> 00:29:37,757
มีนิสัยรักการอ่าน

219
00:29:42,912 --> 00:29:45,660
อันนีี้คือจบป. 3 เด็กต้องมีคุณลักษณะเช่นนี้ จึงจะเรียกว่าสอบผ่านระดับ

220
00:29:45,660 --> 00:29:49,660
ป. 3 ในด้านการอ่าน

221
00:29:51,269 --> 00:29:54,349
แต่ยังไม่รวมถึงการเขียนนะ อันนี้ครูพาลงไปที่การอ่านแต่เพียงอย่างเดียว

222
00:29:54,349 --> 00:29:57,530
คราวนี้มาดู ป. 4 ถึง ป. 6 บ้าง

223
00:29:57,530 --> 00:30:01,530
ป. 4 ถึง ป. 6 คุณครูจะต้องสอนอะไรบ้าง

224
00:30:01,870 --> 00:30:03,856
นำความรู้ไปใช้อ่านทำใหม่ ๆ ได้

225
00:30:03,856 --> 00:30:04,496
นั่นหมายความว่า

226
00:30:04,496 --> 00:30:05,722
จบ

227
00:30:05,722 --> 00:30:09,255
ป. 6

228
00:30:09,255 --> 00:30:13,255
เด็กจะต้องอ่านได้คล่องขึ้น

229
00:30:15,238 --> 00:30:19,238
รู้จักคำศัพท์ใหม่ ๆ เข้าใจความหมายของคำศัพท์ใหม่ ๆ ได้มากขึ้น

230
00:30:19,246 --> 00:30:23,246
อ่านในใจได้และอ่านออกเสียงได้ถูกต้อง

231
00:30:23,369 --> 00:30:26,615
มีคำหนึ่งเพิ่มขึ้นมาคือคำว่า "รวดเร็ว"

232
00:30:26,615 --> 00:30:29,742
เด็กช่วงชั้นที่ 2

233
00:30:29,742 --> 00:30:32,054
ต้องมีทักษะในการอ่านคล่อง

234
00:30:32,054 --> 00:30:34,689
เพราะอะไร

235
00:30:34,689 --> 00:30:37,237
อ่านได้รวดเร็ว

236
00:30:37,237 --> 00:30:41,237
จับใจความได้

237
00:30:42,183 --> 00:30:46,183
เพิ่มเติมขึ้นมา ก็คือวิเคราะห์ วิจารณ์ได้

238
00:30:47,402 --> 00:30:49,798
อันนี้เพิ่มขึ้นมานะคะ เป็นสมรรถนะหรือเป็นทักษะที่เพิ่มขึ้นมา

239
00:30:49,798 --> 00:30:53,798
วิเคราะห์ได้คืออะไร

240
00:30:54,346 --> 00:30:58,346
บอกได้ไหมว่าตัวนี้ ตัวละครตัวนี้แตกต่างกับตัวนี้อย่างไ

241
00:30:59,657 --> 00:31:03,657
ร อ่านแล้วบอกได้ไหม ว่า 2 สิ่งนี้มันเหมือนมันแตกต่างกันอย่างไร

242
00:31:05,378 --> 00:31:07,106
ถ้าครูตั้งคำถามแบบนี้แสดงว่าเด็กเป็นอย่างไรคะ ตอบได้แสดงว่าเด็ก

243
00:31:07,106 --> 00:31:10,137
วิเคราะห์ได้

244
00:31:10,137 --> 00:31:14,137
เธอว่ามันดีไหม เลือกให้เธออ่านแล้วเธอรู้สึกอ

245
00:31:18,080 --> 00:31:19,577
ย่างไร อ่านจบแล้วรู้สึกอย่างไร ตอบได้ว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร ให้เหตุผลประกอบได้

246
00:31:19,577 --> 00:31:21,114
อย่างนี้เขาเรียกว่า

247
00:31:21,114 --> 00:31:24,246
"วิจารณ์ได" ้

248
00:31:24,246 --> 00:31:28,246
เห็นไหม

249
00:31:29,697 --> 00:31:32,143
เพราะฉะนั้น เด็กป. 6 ต้องตอบคำถามเหล่านี้ได้นะคะ รักการอ่าน

250
00:31:32,143 --> 00:31:36,143
เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเด็กรักการอ่าน

251
00:31:36,439 --> 00:31:40,439
เด็กรักการอ่าน คือ เด็กที่มีคุณลักษณะอย่างไรคะ

252
00:31:43,429 --> 00:31:47,429
ห้องสมุด

253
00:31:49,053 --> 00:31:53,053
อนุมานหรือเดาได้ไหม คาดเดาได้ไหม ว่าเขารักการอ่าน

254
00:32:08,368 --> 00:32:12,173
เด็กบางคนใช้ห้องสมุดเป็นที่แอบหลับงีบช่วงบ่ายก็ได้ใช่ไหมคะ เราต้องเห็นพฤติกรรมเขาว่าเขาไปไงคะ 1 เข้าห้องสมุดแล้ว เข้าไปอ่านหนังสือใช่ไหมคะ หรือเขาพูดคุยกับเพื่อนเกี่ยวกับหนังสือที่เขาไป

255
00:32:12,173 --> 00:32:15,807
ผ่านมา หรือก็เห็นหนังสือของคุณครูนี่

256
00:32:15,807 --> 00:32:17,712
เขาหยิบมาจับแล้วเขาบอกว่าคุณครูเรื่องนี้หนูอยากอ่าน

257
00:32:17,712 --> 00:32:20,769
แสดงว่าเขาอย่างไรคะ

258
00:32:20,769 --> 00:32:23,518
เขาเริ่มรักการอ่านแล้วใช่ไหมคะ

259
00:32:23,518 --> 00:32:27,518
แต่ที่เพิ่มเติมมาของ ป. 6 ก็คือ

260
00:32:29,049 --> 00:32:30,749
แสวงหาความรู้เพิ่มเติมได้ หมายความว่าถ้าเขา

261
00:32:30,749 --> 00:32:31,635
หยิบจับหนังสือ

262
00:32:31,635 --> 00:32:35,437
แล้ว

263
00:32:35,437 --> 00:32:39,437
สนทนากับคุณครูได้นี่ ว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร

264
00:32:39,617 --> 00:32:43,617
เรื่องไหนที่เขาสนใจแสดงว่ายังไม่พอ

265
00:32:46,793 --> 00:32:50,793
เด็กต้องทำอะไรได้อีกแสวงหาความรู้เพิ่มเติม เช่น ก็ชอบหนังสือแนวนี้นี่

266
00:32:55,008 --> 00:32:57,076
เขารู้ว่าเขาจะต้องไปอ่านแนวนี้ค่ะ มันมีเรื่องอะไรที่มันคล้ายกัน หรือถ้าเขาอยากรู้ดีในเชิงลึก

267
00:32:57,076 --> 00:33:01,076
อยากรู้ให้ลึกมากกว่านี้

268
00:33:05,908 --> 00:33:09,908
เขาอาจจะมีช่องทางในการไปค้นไปหาเพิ่มเติม โดยมีครูเป็นอะไร มีครูเป็นโค้ชหรือผู้แนะนำ

269
00:33:11,470 --> 00:33:15,470
ว่าถ้าอยากรู้เรื่องนี้ต้องไปอ่านแนวนี้นะ ไปดูของงานเขียนคนนี้สิ

270
00:33:18,256 --> 00:33:22,192
ในร้านนี้มีหนังสือเล่มนี้นะ ดังนั้น ก่อนที่จะให้ผู้เรียนเป็นผู้มีนิสัยรักการอ่าน

271
00:33:22,192 --> 00:33:23,799
ครูต้องเป็นคนที่รักการอ่าน

272
00:33:23,799 --> 00:33:26,607
ก่อนที่จะพาเขา

273
00:33:26,607 --> 00:33:30,607
รักการอ่านนะคะ

274
00:33:39,254 --> 00:33:43,254
ทีนี้เวลาคุณครูจะไปสอนเด็ก

275
00:33:45,277 --> 00:33:49,277
ครูจะต้องมีหลักการอะไรบางอย่างนะ ก่อนที่จะไปสอน

276
00:33:51,830 --> 00:33:54,623
หลักในการสอนอ่านเบื้องต้นเลย อันดับแรกคุณครูต้องดูก่อนค่ะ ว่า

277
00:33:54,623 --> 00:33:57,692
เด็กมีความพร้อมที่จะเรียนหรือยัง

278
00:33:57,692 --> 00:33:59,119
ความพร้อมที่ว่านี้

279
00:33:59,119 --> 00:34:02,170
ดูจากอะไรบ้าง

280
00:34:02,170 --> 00:34:05,464
ทางด้านร่างกายพร้อมไหม

281
00:34:05,464 --> 00:34:09,464
หูนี่ฟังเราอยู่หรือเปล่า

282
00:34:18,680 --> 00:34:20,484
ปกตินะคะ ความปกติที่ว่านี้ คือเสียงดังไหมคะ ยังพูดยังคุยกันอยู่ไหมนะคะ คุณครูจะได้เริ่มทำการสอน

283
00:34:20,484 --> 00:34:23,227
เอาล่ะนะคะ

284
00:34:23,227 --> 00:34:27,227
ใครอะไรนะ

285
00:34:32,983 --> 00:34:36,187
กำลังเข้าไปนะ กำลังสับสนนะคะ มีอะไรอยู่นะคะ ไม่ว่าจะเป็นหูฟังด้วยจะเป็นอะไรต่าง ๆ ถอดออกหรือยังคะ

286
00:34:36,187 --> 00:34:37,915
หรือจะเป็นในเรื่องของ

287
00:34:37,915 --> 00:34:41,915
สมาธิ

288
00:34:43,205 --> 00:34:47,205
สมาธิเด็กบางคนสมาธิยังไม่มา เรียกสมาธิได้ไหมคะ

289
00:34:47,930 --> 00:34:50,983
ครูบางคนใช้วิธีการเรียกสมาธิ โดยวิธีการอะไรคะ

290
00:34:50,983 --> 00:34:54,983
เคยได้ยินคำว่า "Brain Gym" ไหมคะ

291
00:35:01,993 --> 00:35:05,993
เคยได้ยินไหม Brain Gym คุณครูก็พาทำมือนะคะ อาจจะต้องปิดตัวนะคะ อาจจะต้องเอาทุกคนนะคะ

292
00:35:06,133 --> 00:35:09,956
บริหารกล้ามเนื้อนิดหนึ่ทุกวันศุกร์ลมหายใจเข้าออกนะคะ

293
00:35:09,956 --> 00:35:12,064
เป็นการเตรียมให้เด็กมีความพร้อม

294
00:35:12,064 --> 00:35:13,342
ก่อนจะเข้าสู่

295
00:35:13,342 --> 00:35:17,080
การสอนอ่าน

296
00:35:17,080 --> 00:35:19,100
อันที่ 2 ค่ะ ความต้องการของเด็ก

297
00:35:19,100 --> 00:35:22,444
ความต้องการของเด็ก

298
00:35:22,444 --> 00:35:25,318
ความต้องการของเด็กที่ว่านี้ ก็คือ

299
00:35:25,318 --> 00:35:27,648
ครูอาจจะสำรวจก่อนค่ะ ว่า

300
00:35:27,648 --> 00:35:29,750
เด็กอยากอ่านเรื่องนี้ไหม

301
00:35:29,750 --> 00:35:31,917
พอถึงบทเรียนนี้

302
00:35:31,917 --> 00:35:32,936
คุณครูจะพาอ่าน

303
00:35:32,936 --> 00:35:34,475
เด็ก

304
00:35:34,475 --> 00:35:38,475
อยากอ่านไหม

305
00:35:38,618 --> 00:35:42,618
ถ้าเด็กอยากอ่านนะคะ นั่นดีเลยค่ะ

306
00:35:43,541 --> 00:35:47,203
เป็นช่องทางที่ดี ที่ครูจะกระตุ้นให้เด็กเรียนได้อย่างสนุกสนาน

307
00:35:47,203 --> 00:35:51,161
แต่ถ้าหากว่าเด็กไม่อยากอ่าน

308
00:35:51,161 --> 00:35:52,865
คุณครูจะต้องมีวิธีการที่ทำให้เด็กเป็นอย่างไรคะ

309
00:35:52,865 --> 00:35:56,865
กลับมาสนใจ

310
00:36:07,419 --> 00:36:11,419
เพราะเราถูกบังคับด้วยเนื้อหาใช่ไหมคะ เราถูกบังคับด้วย Step ว่าในภาคการศึกษานี้มีตัวชี้วัดกี่ตัวใช่ไหมคะ เนื้อหาที่ต้องสอนเด็กมีอะไรบ้าง

311
00:36:12,123 --> 00:36:16,123
ถ้าหากว่าเนื้อหาในบทเรียนนั้น มันสามารถยืดหยุ่นได้

312
00:36:16,995 --> 00:36:18,160
เอาเรื่องที่เด็กอยากอ่านมาทดแทนเนื้อหาใ

313
00:36:18,160 --> 00:36:22,160
นเนื้อหาบทเรียน

314
00:36:25,206 --> 00:36:28,762
แปลวิธีการสอนของครูมีเป้าหมายเดียวกัน คือวัดอะไรบางอย่าง วัดทักษะต่าง ๆ

315
00:36:28,762 --> 00:36:29,961
เฉกเช่นเดียวกับที่หลักสูตรกำหนด ถามว่าทำได้ไหม

316
00:36:29,961 --> 00:36:33,961
ทำได้นะคะ

317
00:36:41,279 --> 00:36:45,279
สามารถทำได้ เพราะมันเป็นหลักสูตรที่เรียกว่า "หลักสูตรแกนกลาง" ใช่ไหมคะ เวลาคุณครูสอนนะคะ ถ้าเนื้อหานะคะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ.สมมติเป็นหลักภาษาเป็นหลักภาษา

318
00:36:46,009 --> 00:36:50,009
แล้วให้อ่านเรื่องนี้ เรื่องนี้เน้นเรื่องของการใช้การันต์นะคะ ตัวการันต์

319
00:36:56,595 --> 00:37:00,595
แล้วเพื่อนว่าในบทเรียนแล้วน ี่ดูแล้วเด็กบอกเรื่องนี้ไม่โอเคเลย ไม่ชอบนะคะ  เราหาบทอื่นที่สอนเกี่ยวกับเรื่องของการใช้การันต์ แต่เป็นเนื้อเรื่อง

320
00:37:05,710 --> 00:37:09,710
แต่งเป็นเรื่องเอามาใช้แทนได้ไหม แทนได้แต่ละวัดเรื่องอะไร หลักภาษา เรื่องของการเขียนคำที่สะกด

321
00:37:10,855 --> 00:37:14,855
การันต์อย่างนี้เป็นต้นนะคะ เรื่องของการเช็กความต้องการของเด็ก

322
00:37:16,189 --> 00:37:20,189
เราสามารถที่จะตรวจสอบ เพื่อจัดการเรียนการสอนให้มันเป็นไปตามความต้องการ

323
00:37:21,038 --> 00:37:23,696
ต่อไปค่ะ ประสบการณ์ของเด็ก

324
00:37:23,696 --> 00:37:27,696
ก่อนจะสอนอ่าน

325
00:37:28,407 --> 00:37:31,517
คุณครูอาจจะต้องเช็กนิดหนึ่งว่าเด็กเคยเรียนเรื่องนี้มาหรือยัง

326
00:37:31,517 --> 00:37:35,517
เคยผ่านมาหรือยัง

327
00:37:35,571 --> 00:37:39,571
ถ้าหากว่าเคยเรียนผ่านมาแล้ว รู้แค่ไหน

328
00:37:47,758 --> 00:37:48,883
ถ้าเด็กมีพื้นฐานกลาง ๆ และครูไปต่อได้โดยที่ครูไม่ต้องไปทวนตั้งแต่ตั้งแต่ 1 เลยใช่ไหมคะ อันนี้คือไม่ต้องว่า ฉะนั้น การเช็กประสบการณ์ของผู้เรียน

329
00:37:48,883 --> 00:37:52,883
เป็นเรื่องสำคัญ

330
00:37:55,576 --> 00:37:59,576
นะคะ ประหยัดเวลาครูได้มากเลยทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันถ้าเด็กทั้งห้อง

331
00:38:05,250 --> 00:38:07,079
ยังอยู่ในระดับพื้นฐาน การทบทวนก็ต้องเกิดขึ้นแล้ว คุณควรจะต้องพาย้อนระลึกชาตินะคะ กลับไปทบทวนใหม่ เพื่อให้

332
00:38:07,079 --> 00:38:09,247
เด็กสามารถไปต่อได้

333
00:38:09,247 --> 00:38:12,965
เราจะไม่ทิ้งเด็กไว้

334
00:38:12,965 --> 00:38:14,004
เพราะว่าบทเรียนถูกบังคับมาว่าสอนอันนั้นสอนอันนี้

335
00:38:14,004 --> 00:38:16,243
ถ้าเราไม่เช็กเลย

336
00:38:16,243 --> 00:38:18,860
จะไปไม่ได้

337
00:38:18,860 --> 00:38:21,496
ไปไม่ถึง และไม่สามารถ

338
00:38:21,496 --> 00:38:25,496
เข้าถึงเนื้อหาที่เราสอนได้

339
00:38:27,376 --> 00:38:28,373
การอ่านสัมฤทธิ์ผลไหมคะ ก็ไม่สัมฤทธิ์ผลใช่ไหมคะ ต่อไปค่ะ

340
00:38:28,373 --> 00:38:32,373
ข้อที่ 4

341
00:38:32,446 --> 00:38:36,446
ความสามารถในการรับรู้ของเด็ก

342
00:38:39,206 --> 00:38:41,030
ความสามารถในการรับรู้คืออะไร 1. ระดับเขาเรียกระดับสติปัญญา

343
00:38:41,030 --> 00:38:45,030
IQ ของเด็กเป็นอย่างไร

344
00:38:48,877 --> 00:38:52,877
เราต้องยอมรับว่ามันมีความหลากหลาย ของ IQ  อยู่ใช่ไหมคะ ดังนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในห้องที่มีการจัดการเรียนร่วมมาค่ะ

345
00:38:57,713 --> 00:39:01,713
ความหลากหลายของของความสามารถในการเรียนรู้นี่ จะถูกจัดอยู่รวมกัน ดังนั้นเรา

346
00:39:03,162 --> 00:39:07,162
เวลาเราสอนอ่านน่ะค่ะ เราก็จะต้องจัดให้มันเหมาะสมนะคะ กับเด็ก

347
00:39:07,508 --> 00:39:11,508
ที่มีความแตกต่างอย่างหลากหลาย

348
00:39:11,722 --> 00:39:15,722
ดังนั้นเวลาสอนอ่าน อาจจะสอนแบบไม่เหมือนกันนะนะคะ

349
00:39:16,106 --> 00:39:19,953
อันนี้วิชาการจัดการเรียนรวมพวกเราเรียนหรือยังคะ วิชานี้

350
00:39:19,953 --> 00:39:23,953
ยังนะ เธอไม่ยังไม่ได้เรียนใช่ไหมลูก

351
00:39:24,312 --> 00:39:25,193
ยังนะ แต่ว่าน่าจะอยู่ปีอะไรนะคะ

352
00:39:25,193 --> 00:39:29,193

353
00:39:29,660 --> 00:39:33,660
ปี 3 ใช่ไหมนะคะ

354
00:39:46,873 --> 00:39:50,873
อย่างนั้นก็เดี๋ยวอันนี้สอนก่อนจะได้เรียนนะคะ ในวิชาการจัดการเรียนรวมถ้าเรารู้นะคะ  ระดับความสามารถในการเรียนของเด็กเนี่ยนะคะ เราก็จะจัดนะคะ การเรียนการสอนได้ง่ายขึ้นนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการอ่านเนาะ

355
00:39:52,190 --> 00:39:56,190
ทีนี้ค่ะ ครูจะพามาดูนะคะ ว่า

356
00:40:00,643 --> 00:40:02,978
ถ้าเราสอนเด็กประถม ตอนนี้ครูประถมก่อนนะคะ ถ้าเราจะสอนเด็กประถม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

357
00:40:02,978 --> 00:40:06,978
ในช่วงชั้นที่ 1

358
00:40:07,896 --> 00:40:11,896
เราจะต้องมี Step หรือมีขั้นตอนในการสอนอย่างไร

359
00:40:43,388 --> 00:40:47,240
ทีนี้ดูนะคะ การอ่านออกเสียงนะคะ ขั้นตอนที่หนึ่ง ก็คือพาเด็กอ่านออกเสียงก่อน เป็นอันดับแรก

360
00:40:47,240 --> 00:40:51,240
ออกเสียงที่ว่านี้ เน้นสำหรับเด็กช่วงชั้นที่ 1

361
00:40:52,279 --> 00:40:56,279
ช่วงชั้นที่ 1 คือ ป. 1 ถึง ป. 3 เขาจะเน้นให้เด็กอ่าน

362
00:40:58,261 --> 00:41:02,261
ชัดเจนนั่นเองนะคะ เริ่มจากอะไร ต้องเริ่มจากง่ายไปยาก

363
00:41:02,998 --> 00:41:05,939
เริ่มจากง่าย ก็คืออ่านแจกลูกและสะกดคำ

364
00:41:05,939 --> 00:41:06,765
การแจกลูกและสะกดคำ

365
00:41:06,765 --> 00:41:10,765
ทั้ง

366
00:41:11,982 --> 00:41:15,982
คำที่อ่านได้ตรงมาตรากับไม่ตรงมาตรา

367
00:41:19,686 --> 00:41:21,494
ต้องเอาที่ตรงก่อนนะคะ ต้องเอาที่ตรงก่อน แล้วก็ค่อยมีตัว

368
00:41:21,494 --> 00:41:25,494
สะกดนะคะ ตามมา

369
00:41:28,089 --> 00:41:32,089
โดยการทบทวนอะไรบ้าง ข้อที่ 1 ค่ะ ทบทวนพยัญชนะไทย 44 ตัว

370
00:41:32,852 --> 00:41:36,852
พยัญชนะไทย 44 ตัวมีอะไรบ้าง

371
00:41:39,873 --> 00:41:43,671
หลายคนบอกว่าให้หนูท่อง ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก เลย โดยที่ไม่มีคำขยายด้านหลัง หนูทำไม่ได้ค่ะ

372
00:41:43,671 --> 00:41:46,084
เช่น ก

373
00:41:46,084 --> 00:41:48,593
ไก่ ข ไข่ ขวด ถึง ฮ นกฮูก

374
00:41:48,593 --> 00:41:52,593
หลายคนเกิดการสะดุด

375
00:41:53,736 --> 00:41:54,747
แต่ถ้าเมื่อไหร่ท่องอะไรคะ ก ขไก่ขอไข่

376
00:41:54,747 --> 00:41:57,951
ในเล้า

377
00:41:57,951 --> 00:41:59,814
ขอขวดของเราไปเรื่อย ๆ

378
00:41:59,814 --> 00:42:01,461
กลับห้องได้คล่อง

379
00:42:01,461 --> 00:42:05,461
ใช่หรือไม่

380
00:42:10,210 --> 00:42:14,210
มีบางคนท่อง ทอนางมณโฑหน้าขาวไปเติมคำให้เขาใช่ไหมคะ ใช่ไหมคะ หน้าขาวใช่ไหมคะ

381
00:42:16,242 --> 00:42:20,242
ฒ ผู้เฒ่าเดินย่องใช่ไหมคะ อะไรไปเรื่อย ๆ มีล่าสุดเมื่อวันก่อน

382
00:42:20,438 --> 00:42:24,438
มีฬ จุฬา จุฬาในคำขยายของเราจุฬาคืออะไร ลูก

383
00:42:31,458 --> 00:42:33,071
ฬ จุฬา บางคนบอก ภาพพอสำเภาพพาน

384
00:42:33,071 --> 00:42:37,071
ภาพยนตร์

385
00:42:37,117 --> 00:42:40,360
ล่าสุดค่ะ มีคนท้องให้ครูฟังแล้ว

386
00:42:40,360 --> 00:42:41,579
อย่าลืมว่าการท่อง

387
00:42:41,579 --> 00:42:45,474
ลักษณะ

388
00:42:45,474 --> 00:42:47,611
พยัญชนะไทยเช่นนี้ เป็นลักษณะของบทร้อยกรอง

389
00:42:47,611 --> 00:42:51,611
เป็นคำคล้องจอง

390
00:42:58,605 --> 00:43:00,905
เพราะมันเป็นคำคล้องจอ งคำที่มาขยายต่อท้ายพยัญชนะนี้นี่ ว่าจะเป็นคำที่สัมผัสกับคำที่อยู่ข้างหน้าใช่ไหมคะ ฬ จุฬา

391
00:43:00,905 --> 00:43:04,905
มันควรจะเป็นภาพไหม ฬ กับอะไร

392
00:43:05,374 --> 00:43:06,776
ต้องเป็น ฬ จุฬา ท่าผยอง

393
00:43:06,776 --> 00:43:10,776
ท่าทาง

394
00:43:12,523 --> 00:43:16,523
แล้วอีกอันหนึ่ง วอแหวนบ่แม่นอะไร

395
00:43:17,973 --> 00:43:21,973
บางคนบอกว่า ว แหวนวงยาบางคนบอกว่าแหวนวงยาว

396
00:43:25,081 --> 00:43:29,081
ว แหวน ลงยา ค่ะ

397
00:43:32,722 --> 00:43:35,812
ลงยา คือ วิธีการในการทำเครื่องประดับใช่ไหมคะ ลงสีค่ะ

398
00:43:35,812 --> 00:43:39,812
ลงยา คือ การลงสีในเครื่องประดับ

399
00:43:41,226 --> 00:43:42,367
ว แหวนลงยา ว แหวนลงยานะคะ

400
00:43:42,367 --> 00:43:44,318
งานประดิษฐ์

401
00:43:44,318 --> 00:43:48,318
หลายคำเลยค่ะ

402
00:43:56,660 --> 00:43:58,836
แค่พยัญชนะไทย 44 ตัว หนึ่งเราไม่เน้นในเรื่องของการท่องอย่างเดียว ต้องเอารูปเอาเสียง พยัญชนะ แต่เราเข้าใจคำที่มาขยายด้วย ว่า

403
00:43:58,836 --> 00:44:01,003
คำนั้นนะคะ มันมีที่มาจากอะไร

404
00:44:01,003 --> 00:44:05,003
เด็กก็จะจำได้แ

405
00:44:06,901 --> 00:44:10,901
ม่น  2 จำได้อย่างถูกต้องด้วยนะคะ ต่อไปก็เป็นช่อง

406
00:44:14,091 --> 00:44:18,091
สระ มีอยู่ 2 ลักษณะ คือรูปสระกับเสียงสระ

407
00:44:24,037 --> 00:44:27,442
21 รูป 32 เสียง ใช่ไหมคะ 21 รูป 32 เสียง และแถมเขามีชื่อรูปสระ ที่

408
00:44:27,442 --> 00:44:28,438
ไม่เหมือนภาษาทั่ว ๆ ไป

409
00:44:28,438 --> 00:44:32,438
เช่น

410
00:44:35,160 --> 00:44:39,160
ไม้หันอากาศใช่ไหมคะ ไม้หันอากาศบางทีเรียกไม้ผใช่ไหมคะ บางอันก็เรียกไม้ผลัดใช่ไหมว่าฉันนั้น

411
00:44:40,008 --> 00:44:42,732
สระอะเขาเรียกอะไร เขามีชื่อเล่นหรือชื่อจริง

412
00:44:42,732 --> 00:44:46,732
สระอะ หรือที่เรียกว่า

413
00:44:47,030 --> 00:44:51,030
ปวิสัญสันชนีใช่ไหมคะ

414
00:44:59,361 --> 00:45:02,389
นั่นแหละ เพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่พวกเราหลงลืมเพราะเเราลืมไปหมดแล้วจะไม่รักต่อไปนะคะ ครบถ้วนเสียงและรูปของวรรณยุกต์

415
00:45:02,389 --> 00:45:06,389
วรรณยุกต์ไทยมีกี่รูป กี่เสียงคะ

416
00:45:09,258 --> 00:45:13,258
อันนั้นสระค่ะ อันนี้วรรณยุกต์ค่ะ

417
00:45:13,657 --> 00:45:17,657
4 รูป 5 เสียง

418
00:45:20,226 --> 00:45:21,745
รูปมีรูปเอก รูปโท รูปตรี และรูป

419
00:45:21,745 --> 00:45:25,745
จัตวา

420
00:45:30,419 --> 00:45:32,831
เสียงมีเสียงอะไรบ้าง สามัญ เอก โท ตรี และจัตวา

421
00:45:32,831 --> 00:45:34,796
ครูถามว่าคำว่า "ขา"

422
00:45:34,796 --> 00:45:36,200
ขา

423
00:45:36,200 --> 00:45:39,091
เสียงอะไร

424
00:45:39,091 --> 00:45:43,091
เสียงอะไร

425
00:45:47,145 --> 00:45:51,145
เอารูปก่อนก็ได้ เอา รูป ข-า ขา รูปอะไรคะ รูปวรรณยุกต์อะไร

426
00:45:55,904 --> 00:45:59,904
รูปวรรณยุกต์ คือ 3 อันใช่ไหมคะ รูปนี้คือสามัญ สามัญ คือมันไม่มีรูปอยู่แล้วนะคะ เสียงล่ะคะ

427
00:46:01,237 --> 00:46:05,237
จัตวาใช่ไหมคะ เพราะ ข ไข่ เป็นอักษร

428
00:46:05,753 --> 00:46:07,581
อักษรอะไรคะ ข ไข่เป็นอักษรสูง

429
00:46:07,581 --> 00:46:10,400
อักษรสูง

430
00:46:10,400 --> 00:46:14,347
อักษรสูง

431
00:46:14,347 --> 00:46:17,896
อักษรสูง เมื่อ

432
00:46:17,896 --> 00:46:19,891
อักษรสูงใช้จัตวาไหมคะ ใช้รูปจัตวาได้ไหมคะ

433
00:46:19,891 --> 00:46:22,725
ไม่ได้ค่ะ

434
00:46:22,725 --> 00:46:26,725
อักษรสูงใช้รูปจัตวาไม่ได้

435
00:46:28,238 --> 00:46:32,238
บางคนเขียนหานะคะ เขียน ห-า หา จัตวา ห๋า

436
00:46:34,064 --> 00:46:37,910
หลายคนเขียนผิดเยอะมาก

437
00:46:37,910 --> 00:46:40,907
อันนั้นเรื่องของการใช้

438
00:46:40,907 --> 00:46:44,907
พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์

439
00:46:47,352 --> 00:46:50,503
ตรงแม่นก่อนนะคะ เราต้องแม่นว่าจะต้องให้เด็กแม่นเรื่องนี้ก่อนเราถึงจะไปอย่างอื่นต่อได้

440
00:46:50,503 --> 00:46:54,503
ต่อไปค่ะ

441
00:46:57,969 --> 00:46:59,417
พอเราแจกลูกสะกดคำแล้ว เราก็พาเขาอ่านคำที่มีตัว

442
00:46:59,417 --> 00:47:01,987
การันต์ค่ะ

443
00:47:01,987 --> 00:47:05,987
อ่านคำที่มีตัวการันต์

444
00:47:06,478 --> 00:47:10,478
อ่านคำที่มีอักษรควบ

445
00:47:10,972 --> 00:47:13,711
อ่านคำที่มีอักษรนำ อักษรนำคืออะไร

446
00:47:13,711 --> 00:47:17,711
ห นำใช่ไหมคะ

447
00:47:21,763 --> 00:47:25,763
ห นำ แล้วก็บางคำนะคะ ที่ไม่ใช่หอนะคะ แต่สำหรับช่วงเด็ก

448
00:47:26,145 --> 00:47:29,827
ช่วงชั้นที่ 1 นะคะ อาจารย์เน้นที่พยัญชนะ คือห-า-ม บ

449
00:47:29,827 --> 00:47:33,827
มากกว่าจะเป็นตัวอื่นนะคะ ไม่ว่าจะเป็น

450
00:47:34,028 --> 00:47:38,028
อะไร พยัญชนะใน

451
00:47:39,276 --> 00:47:43,276
หมวดอักษรสูงอักษรต่ำ

452
00:47:44,702 --> 00:47:48,702
น่าจะเป็นที่ ห-า นะคะ ที่รูปของหเลยมาดูข้อ 5 ค่ะ

453
00:47:52,045 --> 00:47:54,522
เราจะสอนการอ่านคำที่มีพยัญชนะ ที่พยัญชนะมีสระกำกับเป็นตัวสะกด

454
00:47:54,522 --> 00:47:58,522
ยากจัง

455
00:47:59,604 --> 00:48:03,604
คือคำว่าอะไรบ้าง ตัวสะกดมันมีพยัญชนะ

456
00:48:05,449 --> 00:48:06,432
ตัวสะกดเป็นพยัญชนะที่มีสระกำกับอยู่ เช่นคำว่า "

457
00:48:06,432 --> 00:48:10,432
พยาธิ

458
00:48:10,731 --> 00:48:14,731
มันเขียนว่า พ-ญา-ธิ

459
00:48:17,565 --> 00:48:19,498
สะกดด้วย ธ ธง แต่ ธ ธง กับมีอะไรอยู่ข้างบน อยู่

460
00:48:19,498 --> 00:48:22,759
คำว่า "ญาติพี่น้อง

461
00:48:22,759 --> 00:48:26,759
" คำว่า ญาติพี่น้อง

462
00:48:27,983 --> 00:48:31,983
ญ หญิง ต เต่า สระอิบางคนอ่านว่าอย่าติ

463
00:48:34,763 --> 00:48:36,161
อ่านอะไรที่ไม่ใช่ ญา-มีไหมคะ

464
00:48:36,161 --> 00:48:40,161
คำว่าอะไรลูก

465
00:48:41,196 --> 00:48:41,987
เมรุ ใช่ไหมคะ คำว่าเมรุ อะไรอีกคะ

466
00:48:41,987 --> 00:48:44,508
เขต

467
00:48:44,508 --> 00:48:46,406
ใช่ไหมคะ คำว่าเห็นเหตุการณ์

468
00:48:46,406 --> 00:48:50,406
เมื่อไหร่คะ

469
00:48:50,904 --> 00:48:54,062
เยอะเลยค่ะ เยอะเพราะฉะนั้น

470
00:48:54,062 --> 00:48:58,062
เราจะค่อย ๆ ให้เด็กเรียนจากคำ

471
00:48:58,224 --> 00:49:02,224
เอาที่ง่ายไปสู่การอ่านที่ยากขึ้นนะคะ

472
00:49:07,323 --> 00:49:11,323
นอกจากนี้นะคะ ก็จะมีการสอน อ่าน การผันวรรณยุกต์

473
00:49:11,854 --> 00:49:15,259
การผันวรรณยุกต์ต้องเริ่มจากผันอักษรอะไรก่อน

474
00:49:15,259 --> 00:49:19,259
ง่ายสุด คือ อักษรกลางค่ะ

475
00:49:20,696 --> 00:49:24,696
เพราะอะไร อักษรกลาง ผันได้ครบ 5 เสียง

476
00:49:26,393 --> 00:49:30,393
ก่า ก้า ก๊า ก๋า ครบ 5 เสียงไหมคะ

477
00:49:37,636 --> 00:49:41,636
กี กี่ กี้ กี๊ กี๋ ครบ 5 ไหมคะ เริ่มจากการผันอักษรกลาง แล้วค่อยไปอักษร

478
00:49:43,054 --> 00:49:47,054
จากนั้นค่อยขยับไปที่อักษรสูง

479
00:49:47,923 --> 00:49:51,923
แล้วค่อยไปสู่การผันอักษรนำที่

480
00:49:52,034 --> 00:49:53,478
คำที่มีอักษรนำนะคะ แล้วก็คำเป็นคำตาย

481
00:49:53,478 --> 00:49:57,478
ค่อยไปเรื่องนั้นต่อ

482
00:49:59,298 --> 00:50:03,298
คำพิเศษค่ะ อ่านอักษรย่อ

483
00:50:07,520 --> 00:50:11,295
อันนี้ก็พบเจอบ่อย ๆ ในชีวิตประจำวันใช่ไหมคะ  พบเจออยู่บ่อย ๆ นะ อ่านเครื่องหมายวรรคตอน

484
00:50:11,295 --> 00:50:15,295
อ่านร้อยแก้วและร้อยกรอง

485
00:50:15,585 --> 00:50:19,585
บทอาขยานหรือบทประพันธ์

486
00:50:20,711 --> 00:50:24,711
เราก็จะอ่านทีละขั้นตอน

487
00:50:30,778 --> 00:50:34,778
รวมไปถึงสุดท้ายคือการอ่านอะไรคะ ทำนองเสนาะ

488
00:50:35,061 --> 00:50:39,061
อันนี้เป็นคุณลักษณะพิเศษของครูภาษาไทยนะคะ

489
00:50:39,437 --> 00:50:42,831
คราวนี้มาดูช่วงชั้นที่ 2 กันบ้างค่ะ

490
00:50:42,831 --> 00:50:46,831
ในช่วงชั้นที่ 2 ก็คือเด็ก ป. 4

491
00:50:47,675 --> 00:50:51,675
ถึง ป. 6 นะคะ เขาอ่านอะไรกัน

492
00:50:51,785 --> 00:50:53,197
คุณครูทั้งหลาย ต้องสอนอะไรเด็กบ้างนะคะ

493
00:50:53,197 --> 00:50:54,902
อันที่ 1 นะคะ

494
00:50:54,902 --> 00:50:58,902
สังเกตไหมคะ

495
00:51:06,866 --> 00:51:10,866
จำไม่ได้นะ ที่การอ่านออกเสียง และก็เด็ก ป. 1 ถึง ป. 3 เขาเริ่มอ่านได้คล่องแล้วใช่ไหมคะ คำยากอ่านได้แล้ว ใช่ไหมคะ  ใส่ทำนองก็อ่านได้แล้ว

496
00:51:13,734 --> 00:51:17,734
จะถูกทำนองหรือไม่นั้นก็อีกเรื่องหนึ่งใช่ไหมคะ แต่เขาอ่านเริ่มมีทำนองจังหวะแล้วนะคะ

497
00:51:17,924 --> 00:51:21,924
จากนั้นค่ะ พอมาถึงช่วงชั้นที่ 2 เน้นที่การอ่าน

498
00:51:21,958 --> 00:51:25,693
เพื่อทำความเข้าใจคำและความหมาย

499
00:51:25,693 --> 00:51:27,520
อ่านเข้าใจข้อความ อ่านเข้าใจประโยค

500
00:51:27,520 --> 00:51:31,520
นะคะ

501
00:51:32,563 --> 00:51:36,113
ต่อไปนะคะ อันที่ 2 ค่ะ อ่านจับใจความ

502
00:51:36,113 --> 00:51:38,289
เด็ก ป. 4 ถึง ป. 6

503
00:51:38,289 --> 00:51:42,289
จะต้องเรียนอันนี้ค่ะ

504
00:51:45,684 --> 00:51:47,253
อ่านเร็

505
00:51:47,253 --> 00:51:48,228
เด็กต้องฝึกให้เร็ว

506
00:51:48,228 --> 00:51:52,228
ใ ห้คล่อง

507
00:51:56,127 --> 00:52:00,127
อ่านสำนวนโวหารนะคะ แล้วก็รู้ว่าการเขียนในลักษณะนี้ คนอาจจะรู้ได้เลย ว่า

508
00:52:03,424 --> 00:52:06,467
เขียนแบบไหนนะคะ เราต้องเขียนแบบบรรยายนะคะ อ่านแบบพรรณนา

509
00:52:06,467 --> 00:52:10,467
เห็นถึงภาษาในการเปรียบเทียบของเขาได้ด้วย

510
00:52:10,787 --> 00:52:14,787
คือพูดง่าย ๆ สำนวนนะคะ มันเป็นลักษณะการเปรียบเทียบนะ

511
00:52:17,268 --> 00:52:19,476
เขาบอกว่าอะไร ใจดีสู้เสือ สมมุตินะคะ เราบอกว่าใจดีสู้เสือ

512
00:52:19,476 --> 00:52:23,476
ไม่เห็นมีเสือสักตัว

513
00:52:23,973 --> 00:52:27,973
อ่านโดยที่เราไม่เข้าใจความหมายของสำนวน

514
00:52:29,146 --> 00:52:31,290
เราก็จะบอกว่านี่ ไหนเสือไม่เห็นมีสักตัวเลย ทำไมต้องใจดีสู้กับเสือ

515
00:52:31,290 --> 00:52:34,483
แต่ถ้าหากว่าเด็ก

516
00:52:34,483 --> 00:52:37,102
สามารถอ่านแล้วเข้าใจว่านี่คือสำนวน

517
00:52:37,102 --> 00:52:41,102
สำนวนคืออะไร คือการเปรียบเทียบ

518
00:52:46,096 --> 00:52:50,096
ใจดีสู้เสือ ก็คือทำใจให้เข้มแข็ง เพื่อต่อสู้กับอุปสรรคหรือสิ่งร้าย ๆ ที่เข้ามา

519
00:52:56,427 --> 00:52:59,067
อันที่ 5 ค่ะ การอ่านโดยใช้บริบท ช่วยในการทำความเข้าใจ เช่น ดูข้อความแรก ล้อม

520
00:52:59,067 --> 00:53:00,157
ว่าข้อความเปิดรับข้อกล่าวถึงอะไร

521
00:53:00,157 --> 00:53:04,157
คำนี ้

522
00:53:04,591 --> 00:53:08,591
ควรจะหมายความว่าอย่างไร ถ้าดูจากสิ่งที่แวดล้อมอยู่

523
00:53:14,691 --> 00:53:18,691
อันนี้ 6 ค่ะ อ่านเพื่อแยกข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็น อันนี้ทำบ่อยใช่ไหมคะ แยกข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็น

524
00:53:22,538 --> 00:53:25,861
เด็กป. 6 นี่นะคะ ป. 4 ถึง ป. 6 นี่ เมื่อจบป. 6 นี่ เขาต้องอ่านเพื่อแยกข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็นออกให้ได้

525
00:53:25,861 --> 00:53:29,861
การอ่านเพื่อวิเคราะห์

526
00:53:35,307 --> 00:53:39,307
ลักษณะของการตั้งคำถามเพื่อการวิเคราะห์ ครูบอกไปแล้วใช่ไหมคะ ว่าจะต้อง 1 ให้เด็กเห็นถึงความเหมือนหรือความแตกต่าง

527
00:53:41,293 --> 00:53:43,978
ระบุให้ได้ว่าที่มาของอันนี้นี่นะ มันมาจากอะไร ส่งผลให้

528
00:53:43,978 --> 00:53:47,978
มันมีลักษณะแบบนี้ หรือส่งผล

529
00:53:49,348 --> 00:53:53,348
อีกฝั่งหน่ึงให้เกิดอะไรขึ้นบ้างนะคะ มันจะเป็นลักษณะการให้เหตุผล

530
00:53:53,592 --> 00:53:57,592
เพื่อนำไปสู่การสังเกตว่าอะไรคืออะไร

531
00:53:58,928 --> 00:54:02,928
มีองค์ประกอบอย่างไร และประกอบร่างเข้ามาเป็นอันนี้ได้อย่างไร

532
00:54:08,104 --> 00:54:11,669
นี่คือลักษณะของการอ่านเพื่อวิเคราะห์นะคะ แล้วก็อันที่ 8 ค่ะ จะเป็นการอ่านเพื่อสรุปความ

533
00:54:11,669 --> 00:54:15,669
เด็ก ป. 6 ต้องทำได้แล้วนะคะ อ่านสรุปความ

534
00:54:17,370 --> 00:54:19,430
อ่านย่อหน้านี้นี ่สรุปเป็นความสำคัญ 1 ประโยคให้ครูซิว่า

535
00:54:19,430 --> 00:54:21,578
ย่อหน้านี้เขาพูดถึงอะไร

536
00:54:21,578 --> 00:54:25,578
นี่คือการสรุปความ

537
00:54:28,588 --> 00:54:31,126
ต่อไปหัวข้อที่ 9 ค่ะ การอ่านตีความ

538
00:54:31,126 --> 00:54:35,126
ตีความนี่

539
00:54:39,328 --> 00:54:42,519
มันคือลักษณะของภาษาที่มันยังไม่ชัดเจน ว่าข้อความนี้เขากล่าวถึงใคร

540
00:54:42,519 --> 00:54:46,519
หมายความเจาะจงถึงสิ่งใด

541
00:54:51,732 --> 00:54:54,374
อ่านผ่าน ๆ อ่านเผิน ๆ  เหมือนจะมีความหมายว่าอย่างนี้ แต่พอมาอ่านดูข้อความทั้งหมด

542
00:54:54,374 --> 00:54:56,103
สิ่งที่เข้าใจในตอนแรก

543
00:54:56,103 --> 00:54:57,768
อาจจะไม่ใช่และ

544
00:54:57,768 --> 00:55:01,768
ดังนั้น

545
00:55:05,555 --> 00:55:09,555
จึงจำเป็นจะต้องทำความเข้าใจและตีความว่าสิ่งที่กำลังอ่านอยู่นั้น

546
00:55:14,692 --> 00:55:18,692
เขาต้องการจะบอกอะไร ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งค่ะ เขาเรียกว่าตีความด้านน้ำเสียง กับ 2 ตีความด้านเนื้อหา

547
00:55:21,795 --> 00:55:24,358
เวลาอ่านนะคะ เขาจะดูอีกอย่างหน่ึง เขาดูเนื้อหาก่อนจะข้อความทั้งหมดนี้นะคะ

548
00:55:24,358 --> 00:55:28,358
ผู้เขียนต้องการจะ

549
00:55:29,144 --> 00:55:31,473
สื่ออะไร หรือบอกเนื้อหาของข้อความแล้วนะคะ ว่าอย่างไร

550
00:55:31,473 --> 00:55:33,132
กับอันที่ 2

551
00:55:33,132 --> 00:55:37,132
อารมณ์ของผู้เขียนค่ะ

552
00:55:42,105 --> 00:55:46,105
อารมณ์จากข้อความที่เราอ่านนะนี่ คนเขียนเขารู้สึกอย่างไร อยู่ในขณะนั้น เขาเรียกว่าการตีความด้านน้ำเสียง

553
00:55:47,564 --> 00:55:51,564
ต่อมาข้อที่ 10 ค่ะ

554
00:55:55,985 --> 00:55:59,985
อ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต อ่านแล้วสามารถนำข้อมูลไปสู่การตัดสินใจ

555
00:56:01,187 --> 00:56:05,187
นำไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้

556
00:56:05,418 --> 00:56:09,418
เพราะฉะนั้น ถ้าทำได้ครบทั้ง 10 นี้ ก็จะเป็น

557
00:56:10,552 --> 00:56:14,141
ความสามารถในการอ่านของผู้เรียน

558
00:56:14,141 --> 00:56:16,306
ที่คุณครูจะต้องทำให้นักเรียน

559
00:56:16,306 --> 00:56:18,366
เกิดทักษะ

560
00:56:18,366 --> 00:56:22,366
ส่วนนี้ให้ได้

561
00:56:25,938 --> 00:56:29,938
จึงจะบรรลุวัตถุประสงค์ของการสอนในระดับชั้นประถมศึกษา

562
00:56:37,834 --> 00:56:40,478
คราวนี้ค่ะ มาดูเรื่องของวิธีการนะคะ อ่าน

563
00:56:40,478 --> 00:56:44,478
ที่เป็นลักษณะของบุคลิกภาพ

564
00:56:45,216 --> 00:56:49,216
เวลาเราจะสอนเด็กนักเรียนให้อ่านหนังสือ

565
00:56:50,810 --> 00:56:52,504
ภาพลักษณ์ของเด็กที่เวลานั่งอ่านหนังสือ กับยืนอ่านหนังสือ

566
00:56:52,504 --> 00:56:54,936
แตกต่างกันอย่างไร

567
00:56:54,936 --> 00:56:58,936
เราจะต้องสอนเด็กด้วย

568
00:57:04,361 --> 00:57:07,578
เมื่อครั้งที่แล้วครูบอก ว่าเวลาอ่านให้มีเสียงดัง พึมพัม ๆ จากปากได้ไหมคะ ไม่ได้ไหมคะ

569
00:57:07,578 --> 00:57:10,800
ไม่มีเวลานั่งอ่าน ต้องนั่งอย่างไรคะ

570
00:57:10,800 --> 00:57:14,095
เริ่มจากท่านั่งก่อน ยืน

571
00:57:14,095 --> 00:57:18,095
นั่งก่อน นั่งก่อน นั่งดูคนนั่งตัวตรง

572
00:57:20,475 --> 00:57:22,931
การนั่งเอนจะทำให้เด็กเป็นไงคะ หลับได้ง่าย แล้วง่วง ท่านั่งตัวตรง

573
00:57:22,931 --> 00:57:26,931
ยืดตัวตรงสันหลังตรง

574
00:57:31,366 --> 00:57:35,333
สดชื่นขึ้นไหมคะ รู้สึกดีขึ้นปวดหลังด้วยใช่ไหมคะ หนังสือค่ะ เราจะวางไว้ตรงไหน

575
00:57:35,333 --> 00:57:37,263
แขน 2 ข้างของเราเราจะวางไว้ 1 โต๊ะ

576
00:57:37,263 --> 00:57:41,263
หรือจะพาดไว้ที่โต๊ะเลยคะ

577
00:57:45,736 --> 00:57:46,765
เรื่องลองเทียบกันดูค่ะ ว่าถ้าเอาแขนได้ครึ่งเดียวมีแค่ข้อมือวางอยู่บนโต๊ะเอาแขนทั้งหมดค่ะ

578
00:57:46,765 --> 00:57:49,265
วางอยู่ข้างบน

579
00:57:49,265 --> 00:57:52,018
อันไหนสบายกว่ากันคะ

580
00:57:52,018 --> 00:57:53,231
เอาวางไว้ทั้งหมดค่ะ

581
00:57:53,231 --> 00:57:57,231
สบายกว่า

582
00:58:01,958 --> 00:58:04,507
ให้ข้อศอกอยู่ชิดโต๊ะพอดีใช่ไหมคะ ข้อศอกให้มันชิดอยู่ขอบโต๊ะพอดีเลย แล้วเอาหนังสือวางอยู่ตรงกลาง

583
00:58:04,507 --> 00:58:05,990
มือซ้ายจับที่

584
00:58:05,990 --> 00:58:07,470
... ที่ไหนคะ

585
00:58:07,470 --> 00:58:10,203
มือซ้ายจับที่

586
00:58:10,203 --> 00:58:13,736
หนังสือฝั่งซ้าย

587
00:58:13,736 --> 00:58:17,191
มือขวาจับที่อะไรดีคะ

588
00:58:17,191 --> 00:58:21,191
หนังสือด้านขวา แล้วก็ให้นิ้วชี้ของเรา

589
00:58:21,584 --> 00:58:23,069
สอดอยู่ในกระดาษแผ่นที่เรากำลังอ่านใช่ไหมคะ

590
00:58:23,069 --> 00:58:25,088
เพื่อเตรียมอะไรลูก

591
00:58:25,088 --> 00:58:29,088
พลิกหน้า

592
00:58:31,161 --> 00:58:35,161
ถัดไป ลองทำดูส

593
00:58:36,564 --> 00:58:40,564
ิ เอามือฝั่งซ้ายนะคะ  สอดไว้ใต้หนังสือมือขวา

594
00:58:40,742 --> 00:58:44,742
จับตรงปลายค่ะ  ข้างบน

595
00:58:51,398 --> 00:58:55,398
ที่สำคัญคือระยะห่างของหนังสือ กับสายตาต้องอยู่ในระดับที่พอดี ไม่เอียง

596
00:58:55,959 --> 00:58:59,959
ไม่เบ้ ไม่เบี้ยว

597
00:59:02,906 --> 00:59:06,906
และต้องไม่ใกล้ชิดสายตาจนเกินไป ในกรณีสายตาสั้นก็ต้องใส่อะไรด้วยลูก

598
00:59:10,968 --> 00:59:14,968
ใส่แว่นตา เวลาอ่านหนังสือไม่ใส่แว่นมันจะมีบุคลิกภาพบางอย่างที่ไม่น่าดู ก็คืออะไรคะ

599
00:59:16,855 --> 00:59:20,855
เอาหนังสือมาเช็ด ในขณะเดียวกันถ้าใครที่สายตายาวเป็นไงลูก

600
00:59:24,934 --> 00:59:28,934
ยืดออกไปใช่ไหมคะ ซึ่งอันนี้ก็ไม่ดีอีกเช่นเดียวกัน ต้องทำอย่างไรคะ ใส่แว่นตาเวลาอ่านหนังสือนะคะ

601
00:59:31,662 --> 00:59:35,662
ช่วยถนอมสายตาด้วย เวลาอ่านหนังสือ เลือกหนังสือต้องเป็นหนังสือที่มีลักษณะอย่างไร

602
00:59:39,470 --> 00:59:42,128
1. ขนาดของหนังสือต้องพอดีใช่ไหมคะ ไม่ใหญ่ไม่เล็กจนเกินไป ต่อไปกระดาษต้องเป็นกระดาษแบบไหนลูก

603
00:59:42,128 --> 00:59:46,128
ถนอมสายตา

604
00:59:46,568 --> 00:59:50,568
วัดระดับขาวมาก ๆ ฟอกขาวสิ่งที่ตามมาคืออะไรคะ

605
00:59:53,996 --> 00:59:57,303
แสงมันจ้าค่ะ แสงมันตกกระทบกับหนังสือนะนะคะ กระดาษสีขาวน่ะค่ะ

606
00:59:57,303 --> 01:00:00,463
ใครบอกว่าสว่างนี ่เป็นอันตรายต่อสายตานะคะ

607
01:00:00,463 --> 01:00:04,463
ต้องเป็นกระดาษที่เขาเรียกว่าเป็นกระดาษ

608
01:00:08,162 --> 01:00:11,988
ถนอมสายตา จึงจะดีต่อตาของเรานะคะ

609
01:00:11,988 --> 01:00:13,598
ครูเป็นกรรมการสอบอ่าน

610
01:00:13,598 --> 01:00:17,598
ของนักเรียน

611
01:00:19,752 --> 01:00:23,131
รู้ไหม ว่าหลายคนอ่านดี๊แต่สิ่งที่ผิดพลาดไปก็คือ

612
01:00:23,131 --> 01:00:27,131
บุคลิกภาพในขณะที่ยืนอ่าน

613
01:00:31,086 --> 01:00:33,012
บางคนสอบอ่านแต่เป็นอย่างไรคะ ยกกระดาษขึ้นมาปิดหน้านะคะ ตื่นเต้น ตื่นเต้น

614
01:00:33,012 --> 01:00:35,783
ยกกระดาษขึ้นมาปิด

615
01:00:35,783 --> 01:00:39,783
ครูมองไม่เห็นเลย หน้าเขาเป็นอย่างไร

616
01:00:44,816 --> 01:00:47,620
มองไม่เห็นบางคนไม่ได้ใช้มือนะคะ หรือแขนนะคะ ในการรองหนังสือเวลายืนอ่าน

617
01:00:47,620 --> 01:00:50,556
สันหนังสือต้องพักอยู่ที่ไหนคะลูก

618
01:00:50,556 --> 01:00:54,556
อยู่ที่แขนใช่ไหมคะ อยู่ตรงระหว่าง

619
01:00:55,838 --> 01:00:56,959
ข้อศอกตรงนี้ใช่ไหมคะ ถึงข้อศอกด้านในนะคะ สันหนังสือมันจะชนที่ข

620
01:00:56,959 --> 01:01:00,959
้อศแล้ว

621
01:01:10,967 --> 01:01:11,300
อย่างไรคะทีนี้ มือขวาเหมือนกันกับตอนนั่งอ่านใช่ไหมคะ มือขวาต้องคอยประคองเทียบดูค่ะ สมมุติว่าครูไม่ได้จับพี่สันหนังสือ มือซ้ายคไม่ได้จับที่สันหนังสือแต่ครูมาจับพี่

622
01:01:11,300 --> 01:01:15,300
ขอบ

623
01:01:31,547 --> 01:01:32,782
การยืนอ่านเช่นเดียวกันต้องให้สันหนังสืออยู่ที่แขนซ้าย เพื่อให้แขนซ้ายทำหน้าที่ในการ

624
01:01:32,782 --> 01:01:36,782
รองรับน้ำหนัก

625
01:01:38,670 --> 01:01:42,569
ต่อไปนะคะ

626
01:01:42,569 --> 01:01:46,569
การใช้สายตาค่ะ การใช้สายตา

627
01:01:47,160 --> 01:01:49,845
บอกแล้วว่าเราใช้ทั้ง Skimming และ Scanning

628
01:01:49,845 --> 01:01:52,054
ดังนั้น เวลาใช้สายตา

629
01:01:52,054 --> 01:01:56,054
เราใช้แค่สายตา

630
01:02:00,799 --> 01:02:03,156
กวาดไปมา ซ้ายไปขวา บนลงล่างใช่ไหมคะ แต่หน้านี ่เราจะไม่ต้องใส่ตามทุกตัวบรรทัดไหมคะ

631
01:02:03,156 --> 01:02:07,156
ไม่นะคะ เมื่อยค่ะ

632
01:02:09,356 --> 01:02:13,356
อยากอวดเพื่อนว่ากำลังอ่านหนังสืออยู่ ตั้งใจอยู่นะ ส่ายหน้าตลอดเลย อันนี้ก็ไม่ได้นะคะ

633
01:02:18,540 --> 01:02:22,540
เราเซฟตัวเอง ว่าพร้อมตัวเองนะเมื่อยเปล่า ใช้แค่อะไรนะคะ สายตากวาดนะคะ กวาดตัวหนังสือไปมานะคะ

634
01:02:30,405 --> 01:02:34,405
เท่านี้นะคะ มาดูปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการอ่าน

635
01:02:36,068 --> 01:02:37,935
เขาบอกว่าการอ่านนั้นจะสัมฤทธิ์ผลได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับ

636
01:02:37,935 --> 01:02:41,344
สิ่งต่อไปนี้

637
01:02:41,344 --> 01:02:45,344
อันที่ 1 ค่ะ ตัวเด็ก

638
01:02:46,275 --> 01:02:49,216
ตัวเด็กสำคัญมากเลยนะคะ

639
01:02:49,216 --> 01:02:53,216
เด็กให้ความร่วมมือมากน้อยแค่ไหน

640
01:02:54,408 --> 01:02:58,408
เด็กมีความพร้อมทางด้านร่างกาย และสติปัญญา

641
01:03:03,135 --> 01:03:06,256
และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเด็กนั้นเป็นอย่างไร สิ่งเหล่านี้มันจะช่วยส่งเสริมสนับสนุน เรื่องของการอ่านเด็กได้มากน้อยแค่ไหน

642
01:03:06,256 --> 01:03:07,850
เรามาดูกันนะ เริ่มตั้งแต่ร่างกาย

643
01:03:07,850 --> 01:03:10,930
ร่างกายเขาพร้อมไหม

644
01:03:10,930 --> 01:03:11,742
คุณครูพอไปสอนโรงเรียนนะคะ

645
01:03:11,742 --> 01:03:14,676
ต่าง ๆ

646
01:03:14,676 --> 01:03:18,676
เด็กนี่ กำลังอิ่มมาเลยช่วงบ่าย

647
01:03:19,268 --> 01:03:21,441
อ่าน ให้อ่าน อ่านในใจด้วยนะคะ

648
01:03:21,441 --> 01:03:25,441
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคืออะไรลูก

649
01:03:25,505 --> 01:03:29,505
หลับสิคะ เพราะว่ากำลังอิ่มใช่ไหมคะ แล้วให้อ่านในใจ

650
01:03:34,606 --> 01:03:37,496
แต่ถ้าหากว่าตอนบ่ายนะคะ อันดับแรกเลย จะให้เขาพักเหงื่อก่อน เหงื่อ แล้วทีนี้ก็ช่วงบ่ายเขาจะร้อนใช่ไหมคะ แล้วเขาก็จะแบบ

651
01:03:37,496 --> 01:03:40,309
ได้จะค่อนข้างแรง จะค่อนข้างแรง

652
01:03:40,309 --> 01:03:44,309
นักเรียนจะค่อนข้างแรง

653
01:03:44,341 --> 01:03:47,384
พักก่อนนะคะ พักก่อนนะคะ ให้เหงื่อก็ยุบก่อน

654
01:03:47,384 --> 01:03:51,237
หายร้อนนะคะ แล้วก็เป็นอย่างไรคะ

655
01:03:51,237 --> 01:03:55,237
ถ้าเป็นช่วงเช้าอ่านในใจไม่น่าจะมีปัญหาใช่ไหมคะ

656
01:04:03,983 --> 01:04:07,983
ถ้าเป็นช่วงบ่ายแล้วเขามีท่าทางว่าเขาจะเพลีย เขาจะง่วงนะคะ ก็ให้เขาได้ขยับแข้งขยับขา ขยับร่างกาย เพื่ออะไร เพื่อให้เขาตื่นตัวและพร้อมสำหรับการ

657
01:04:10,297 --> 01:04:11,840
เรียนกับเรานะคะ ในเรื่องของการอ่านนั่นเองนะ สติปัญญาค่ะ

658
01:04:11,840 --> 01:04:15,840
สติปัญญา

659
01:04:22,579 --> 01:04:26,579
มันมีหลายมิตินะ คำว่า "สติปัญญา" นี่นะคะ มันน่าจะเป็นเรื่องของระดับความสามารถในการเรียนรู้หรือสิ่งที่เด็กรับรู้

660
01:04:26,638 --> 01:04:30,516
แล้วก็สามารถทำความเข้าใจ กับสิ่งที่ตัวเองเคยเรียนมาแล้วได้

661
01:04:30,516 --> 01:04:33,189
ไม่ใช่แค่เรื่องว่าเรามี EQ หรือ IQ น้อย

662
01:04:33,189 --> 01:04:37,189
แต่มันหมายถึงว่าเรา

663
01:04:39,475 --> 01:04:40,918
เก็บเอาสิ่งที่เราเรียนน่ะนะคะ มาได้มากน้อยแค่ไหน แล้วมาต่อยอดของครูนะคะ ท่านนี้

664
01:04:40,918 --> 01:04:44,918
ได้หรือเปล่า

665
01:04:56,320 --> 01:05:00,320
เพราะฉะนั้น ในเรื่องของสติปัญญานี้นะคะ ครูเองก็จะต้องพิจารณาตรงส่วนนี้นะคะ แล้วก็อาจจะเพิ่มเติมนะคะ ทำอย่างไรถึงจะทำให้เด็กมีความรู้ ความสามารถ ในเรื่องของการอ่านมีเพิ่มมากขึ้นนะคะ

666
01:05:05,909 --> 01:05:07,505
ปัญหาจากตัวเด็กเองเนี่ยนะคะก็อาจจะแก้ไขได้โดยคุณครูนั่นแหละนะคะช่วยเพิ่มให้เขานะต่อไปนะคะสิ่งแวดล้อมค่ะ

667
01:05:07,505 --> 01:05:11,505
สิ่งแวดล้อม

668
01:05:11,700 --> 01:05:13,404
ว่าตอนนี้ห้องข้างๆก็เสียงดัง

669
01:05:13,404 --> 01:05:15,530
ห้องข้างๆ

670
01:05:15,530 --> 01:05:18,135
ก็กำลังทำกิจกรรมอยู่

671
01:05:18,135 --> 01:05:20,368
แต่ห้องเราต้องการความเงียบ

672
01:05:20,368 --> 01:05:24,368
เราจะทำอย่างไร

673
01:05:29,434 --> 01:05:33,434
จะแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าคุณครูบอกว่าพวกเราเดี๋ยวครูให้อ่านอันนี้นะ นะคะ แต่เสียงที่มันดังมาจากบรรยากาศภายนอก

674
01:05:33,674 --> 01:05:37,674
จะมีวิธีการอย่างไรคะบอกให้เด็กอาจจะให้เด็ก

675
01:05:42,485 --> 01:05:46,485
พักก่อนก็ได้ใช่ไหมคะเดี๋ยวเราค่อยทำกิจกรรมต่อให้เสียงเขาเงียบไปก่อนเพราะว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะทำลายสมาธิเด็กได้หรือ

676
01:06:09,729 --> 01:06:13,729
แข่งกับเขาไปเลยไหมคะ สู้กันเลยไหมสู้นะคะ ยี่ห้อยิ่งสู้ยิ่งแพ้ใช่ไหมคะ ไม่สู้นะคะ เราจะต้องสลับกันนะคะ ให้ห้องนั้นเบาลงแล้วเราก็ค่อยทำกิจกรรมเราต่อนี่คือการที่มีบรรยากาศที่มันไม่เอื้อต่อการสอนอ่านของครูนั่นเองก็ต้องจัดบรรยากาศนะคะ ให้มันสอดคล้องเหมาะสมกับกิจกรรมการสอนอาจนั้นด้วยนะคะ

677
01:06:17,536 --> 01:06:20,872
เมื่อกี้ตัวเด็กนะ คราวนี้มาที่ตัวครูบ้างค่ะ

678
01:06:20,872 --> 01:06:24,872
ตัวครูนะคะ

679
01:06:30,240 --> 01:06:33,740
สิ่งที่อาจจะทำให้เกิดปัญหา หรือทำให้การสอนอ่านในครั้งนั้นนี่ มันดี มันงาม มันประสบความสำเร็จได้นี่

680
01:06:33,740 --> 01:06:37,740
อาจจะมาจากบุคลิกภาพของครูก็ได้

681
01:06:38,328 --> 01:06:40,079
ถ้าครูอ่านติด ๆ ขัด ๆ อ่านหนังสือยังไม่ออก

682
01:06:40,079 --> 01:06:43,470
ไปสอนเด็ก

683
01:06:43,470 --> 01:06:46,744
สิ่งเหล่านี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับเด็กได้ไหมคะ

684
01:06:46,744 --> 01:06:50,744
บ่ได้เด้อ ไม่ได้นะคะ

685
01:06:53,010 --> 01:06:55,672
ครูถึงได้ย้ำกับพวกเราว่าเวลาอ่านอะไรก็ตาม แต่เราต้อง

686
01:06:55,672 --> 01:06:59,629
อ่านให้ถูกต้อง อ่านให้ชัดเจน

687
01:06:59,629 --> 01:07:01,268
เสียงที่เปล่งออกมาต้องกังวาล มั่นใจ

688
01:07:01,268 --> 01:07:05,167
ชัดถ้อยชัดคำ

689
01:07:05,167 --> 01:07:09,167
ความรู้ของครูด้วยนะคะ

690
01:07:12,034 --> 01:07:14,201
โอ๊ย เดี๋ยวก่อนครู ครูลืมเดี๋ยวครูกลับไปดูก่อนนะวันนี้มันอ่านว่ายังไงนะคะ อันนี้อ่านว่าไงดีอ่ะ

691
01:07:14,201 --> 01:07:16,129
เดี๋ยวครูขอดูหน่อยนะคะ

692
01:07:16,129 --> 01:07:20,129
ความรู้ที่ครูมี

693
01:07:21,638 --> 01:07:25,638
มันจะปรากฏอยู่ ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนมันน่าเรียนไม่น่าเรียน

694
01:07:40,053 --> 01:07:44,053
สิ่งเหล่านี้ครูจะสร้างนะคะ ครูจะต้องเป็นคนสร้าง ดังนั้น ความรู้ของครูก็ต้องแน่นด้วยนะคะ ก่อนที่เราจะไปสอนเด็กนะ ความสามารถเช่นเดียวกันค่ะ ความสามารถทักษะนะคะ ขณะที่ความรู้เมื่อกี้เป็นนะคะ เป็นองค์ที่มันอยู่ข้างใน

695
01:07:45,244 --> 01:07:49,244
ความสามารถในการถ่ายทอดนะคะ ในการสอนอ่านให้กับนักเรียนน่ะค่ะ

696
01:07:50,312 --> 01:07:54,312
ครูจะมีความสามารถและแสดงทักษะต่าง ๆ เหล่านั้นออกมาได้ชัดเจนหรือไม่

697
01:07:55,893 --> 01:07:59,893
นี่ก็เป็นตัวแปรอีกอย่างหนึ่ง ที่ทำให้การสอนอ่านนั้นมันสัมฤทธิ์ผล

698
01:08:01,579 --> 01:08:03,607
ภาษาและสำเนียงการพูด อันนี้สำคัญมากเช่นเดียวกัน

699
01:08:03,607 --> 01:08:07,173
คุณครูในภาษา

700
01:08:07,173 --> 01:08:09,638
... ในถิ่นอีสานนะคะ จะมีปัญหาอยู่ 2 อย่าง

701
01:08:09,638 --> 01:08:12,319
ก็คือ 1 เรื่องของอักษรควบ

702
01:08:12,319 --> 01:08:15,259
อักษรควบ

703
01:08:15,259 --> 01:08:19,259
ออกเสียงคำว่า...

704
01:08:22,328 --> 01:08:26,328
อย่างเช่นคำว่า ขวนขวาย เมื่อคราวที่แล้วจำได้ไหมคะ บางคนนะคะ เพราะว่าออกเสียง

705
01:08:26,594 --> 01:08:30,594
เอาเสียง ว แหวนไม่ได้ใช่ไหมคะ ออกเสียงควบ ร ไม่ได้

706
01:08:31,719 --> 01:08:35,719
บางคนค้วนคว้านะคะ ออกเสียงควบไม่ได้

707
01:08:36,860 --> 01:08:40,787
จำได้ไหมคะ ที่ครูให้อ่านรอบแรกจำได้ไหมคะ การอ่านอักษรควบ

708
01:08:40,787 --> 01:08:41,735
อีกอย่างหนึ่งนะคะ จะมีลักษณะอย่างหนึ่ง เช่น ของ

709
01:08:41,735 --> 01:08:45,735
คนอีสานนี่

710
01:08:49,670 --> 01:08:51,464
ออกเสียง ก ไก่ ออกเสียงเป็น จ จาน ขอนแก่น เป็น ขอนแจ่นนะคะ คนขอนแก่นก็จะมีเสียงแปลก ๆ ก็คือ

711
01:08:51,464 --> 01:08:55,464
กไก่เป็นจอจาน

712
01:09:01,253 --> 01:09:03,643
ว่าหลัง ๆ มาดีขึ้นแล้วค่ะ ก็คือชัดขึ้นนะคะ แต่จะไปหนักเรื่องของคำควบกล้ำอักษรควบมากกว่านะคะ

713
01:09:03,643 --> 01:09:06,657
หรือครูทางภาคใต้

714
01:09:06,657 --> 01:09:10,657
ออกเสียงงูนะคะ ไม่ชัด

715
01:09:11,369 --> 01:09:14,864
จะเป็นเพราะ ฮ นกฮูก เช่น เงินออกเสียงเป็นเงิน

716
01:09:14,864 --> 01:09:18,864
งามออกเสียงเป็นงามนะคะ

717
01:09:21,129 --> 01:09:23,294
หรือครูหรือครูอีสานน่ะค่ะ คนคนอีสานไม่ออกเสียง ย ยักษ์ไม่ได้

718
01:09:23,294 --> 01:09:27,294
ออกเสียงได้แต่ ญอ นะคะ

719
01:09:31,946 --> 01:09:35,946
ผู้ญิ่งนะคะ ออกเสียงหน่อยนะคะ ออกเสียงเป็นนะคะ ทำไม่ได้นะคะ ขึ้นจมูกนี่

720
01:09:36,172 --> 01:09:40,172
มีแต่ภาคอีสานเท่านั้น เพราะฉะนั้น เวลาพูดเนี่ยถ้า

721
01:09:43,415 --> 01:09:44,311
แค่ได้ยินเสียงแล้วได้ยินเสียงยอมขึ้นมา ในรู้เลยว่าครูอีสานแน่ ๆ นะฮะ

722
01:09:44,311 --> 01:09:45,649
นี่ไง

723
01:09:45,649 --> 01:09:49,649
ภาษา

724
01:09:54,249 --> 01:09:55,405
ถิ่นนะคะ แล้วก็สำเนียงของคุณครูนะคะ ก็มีผลนะคะ ต่อการสอนอ่านภาษาไทยกลาง

725
01:09:55,405 --> 01:09:59,405
มาตรฐาน

726
01:10:04,103 --> 01:10:05,012
ต่อไปนะคะ ในการสอนสอนอ่านมันยากเย็นแท้ ไม่เอาแล้ว ข้ามเลย ข้าม

727
01:10:05,012 --> 01:10:06,600
ๆ อย่างนี้ได้ไหมคะ

728
01:10:06,600 --> 01:10:08,257
ไม่ได้ค่ะ

729
01:10:08,257 --> 01:10:12,257
เด็ก ป. 1 สำคัญที่

730
01:10:15,149 --> 01:10:16,915
สุดเลย ใครที่ได้ไปสอนเด็ก ป. 1 แล้วต้องรับผิดชอบ

731
01:10:16,915 --> 01:10:19,299
ครูยอมเลยค่ะ

732
01:10:19,299 --> 01:10:22,802
เก่งมาก

733
01:10:22,802 --> 01:10:26,691
เพราะต้องสอนเด็กให้อ่านออก

734
01:10:26,691 --> 01:10:30,691
ส่งต่อไปยังชั้น ป. 2

735
01:10:33,110 --> 01:10:35,292
สมัยก่อนหลักสูตรเก่า

736
01:10:35,292 --> 01:10:39,217
หลักสูตร

737
01:10:39,217 --> 01:10:41,206
น่าจะประมาณปี 21 นะคะ ในหลักสูตรปี 2521

738
01:10:41,206 --> 01:10:45,206
หลักสูตรนะนี่

739
01:10:48,901 --> 01:10:52,901
เด็กอนุบาลไม่มีหรอกค่ะ ที่จะมาเริ่ม ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก อนุบาลก็คือไปเล่นกับเพื่อน

740
01:10:59,189 --> 01:11:01,311
ไม่มีการท่องตัวอักษรหรอกค่ะ เพราะอะไร เพราะว่าเขาเน้นในเรื่องของพัฒนาการตามวัยใช่ไหมคะ ยังไม่ได้ฝึกในเรื่องของการอ่านอักษร

741
01:11:01,311 --> 01:11:05,311
แต่ปัจจุบันนี้

742
01:11:08,674 --> 01:11:12,674
โรงเรียนอนุบาลนะคะ โรงเรียนที่มีการเรียนการสอนระดับอนุบาล จะให้เด็กอย่างไรก่อนเลย

743
01:11:15,431 --> 01:11:19,431
เรียนรู้พยัญชนะ ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยหรือภาษาที่สอง ภาษาที่สาม

744
01:11:21,197 --> 01:11:25,197
มันไปสอดคล้องกับเรื่องของอะไรคะ พัฒนาการทางด้านภาษาตามวัยของเด็ก

745
01:11:30,234 --> 01:11:32,004
เด็กช่วงอายุไม่เกิน 5 ขวบ จะเป็นช่วงที่สมองเขาเจริญเติบโตมากที่สุด

746
01:11:32,004 --> 01:11:36,004
แบบก้าวกระโดด

747
01:11:36,807 --> 01:11:40,807
เพราะฉะนั้นเขาสามารถเรียนรู้ภาษาต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

748
01:11:46,410 --> 01:11:50,213
พ่อแม่ผู้ปกครองจึงลงทุนกับการเรียนในระดับอนุบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียน 2 ภาษา 3 ภาษาต่าง ๆ

749
01:11:50,213 --> 01:11:54,213
เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อเด็กเรียนตาม

750
01:11:54,750 --> 01:11:56,937
ภาษา ที่มันมีอยู่อย่างหลากหลายทั่วโลกแล้วนี่นะคะ

751
01:11:56,937 --> 01:11:58,004
เด็กเขาก็จะไปต่อได้

752
01:11:58,004 --> 01:12:02,004
กว้างขึ้น

753
01:12:02,390 --> 01:12:06,390
มีคำศัพท์เรียนรู้ภาษาต่าง ๆ ได้มากขึ้น

754
01:12:15,822 --> 01:12:19,822
พอมาถึงระดับประถมศึกษา เขาก็ต้องต่อไปในหลักสูตรที่เราเรียกว่า "English Program" ใช่ไหมคะ หรือว่าจะเป็นหลักสูตร 2 ภาษาเข้ม ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่นภาษาอะไรก็ว่ากันไป

755
01:12:26,075 --> 01:12:28,378
การปลูกฝังตั้งแต่อายุในน้อย ๆ จะทำให้ทักษะทางภาษาเขาดีขึ้น อันนี้คือแนวคิดในการในยุคปัจจุบันนี้ใช่ไหมคะ แต่ถ้าเป็นรุ่นเก่า

756
01:12:28,378 --> 01:12:31,631
เขาจะยังไม่ให้เรียนค่ะ

757
01:12:31,631 --> 01:12:35,631
อนุบาลก็คือเล่นนะ อย่างที่ครูว่า

758
01:12:35,972 --> 01:12:39,447
พอมาถึงประถม ก ไก่ นะคะ ถึงจะเริ่มเรียน ป. 1 ค่ะ

759
01:12:39,447 --> 01:12:43,447
ทำไมครู ป. 1 เพิ่งได้มาเรียน ก ไก่ ให้ลูก

760
01:12:51,222 --> 01:12:54,341
ครูก็อยู่ในยุคนั้นเหมือนกันนะคะ ว่า ป.1 เพิ่งได้มาท่อง ก ไก่ เพิ่งได้มาท่องพยัญชนะสระและวรรณยุกต์แล้วค่อยมาแจกลูกประสมคำในระดับชั้นป 1

761
01:12:54,341 --> 01:12:58,341
วิธีการแบบนี้เขาบอกว่ามีข้อดีคือว่า

762
01:13:00,812 --> 01:13:04,812
เป็นไปตามวัยของเขา เป็นไปตามพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญาของเขา

763
01:13:05,929 --> 01:13:08,406
ก็บอกว่าเด็กที่ไปช้านี่ แต่มันจะมั่นคง ไม่จะไม่มีภาวะถดถอย

764
01:13:08,406 --> 01:13:12,406
เมื่อเปลี่ยนระดับสูงขึ้น

765
01:13:13,425 --> 01:13:15,524
แต่ถ้าว่าอ่านได้เร็ว อ่านได้ไว ตั้งแต่อนุบาล

766
01:13:15,524 --> 01:13:18,150
สิ่งที่ตามมา ก็คือพอโตขึ้น

767
01:13:18,150 --> 01:13:22,150
ภาวะถดถอยมันจะมากขึ้น

768
01:13:22,716 --> 01:13:26,716
มันนะคะ มันถูกให้เก่งกว่านี้ไหมคะ

769
01:13:27,396 --> 01:13:31,396
ให้ให้สมบูรณ์แบบก่อนวัยอันควร ก่อนระยะเวลา หรืออายุที่เหมาะสม

770
01:13:34,344 --> 01:13:38,344
มันก็จะมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันนะคะ มันก็จะมีข้อดีข้อด้อยนะคะ ที่...

771
01:13:46,480 --> 01:13:50,480
ที่ผู้ปกครองนะคะ ก็จะเลือกให้กับลูกหลานของของตัวเอง แต่ปัจจุบันโรงเรียนต่าง ๆ ก็จะไปในลักษณะนี้ล่ะค่ะ ก็คือเน้นเรื่องอนุบาลนะคะ ให้เด็กไปอ่านได้ จากอนุบาลนะ

772
01:13:54,423 --> 01:13:58,423
ก็ไปหาวิธีการในการจูงใจเด็กในช่วงท้ายนะคะ จนเข้าถึงมหาวิทยาลัย อันนี้ก็เป็นกระบวนการในการปรับ

773
01:13:58,787 --> 01:14:02,787
ทัศนคติ ในการแล้วก็ทำให้เด็กมี

774
01:14:03,201 --> 01:14:07,201
... เขาเรียกว่ามีความคงทนนะคะ มีความคงทนในการเรียนรู้นะคะ

775
01:14:22,204 --> 01:14:22,854
นอกจากเรื่องของความศรัทธาในวิชาชีพแล้วนะคะ เรื่องของการปกครองเอง ก็มีอิทธิพลต่อการอ่านเช่นเดียวกันนะคะ รวมไปถึงเรื่องของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

776
01:14:22,854 --> 01:14:26,440
ซึ่ง

777
01:14:26,440 --> 01:14:30,440
อันนี้เป็นเทคนิคเฉพาะตัวของคุณครู

778
01:14:36,330 --> 01:14:40,330
ว่าเวลาจะสอนเด็กให้อ่านออกเขียนได้นี่ คุณครูจะใช้เทคนิคหรือมีวิธีการการออกแบบการจัดการเรียนการสอนอย่างไร

779
01:14:40,542 --> 01:14:44,542
ให้ผู้เรียนเข้าใจและเป็นไปตามลำดับขั้นตอน

780
01:14:57,305 --> 01:15:01,305
หลากหลายวิธีค่ะ อันที่ 1 ก็คือการสอนอ่านแบบแจกลูก การแจกลูกนะคะ ก็คือการนำเอาพยัญชนะต้น ประสมกับสระ

781
01:15:01,704 --> 01:15:05,704
พูดง่าย ๆ มีแค่พยัญชนะกับสระ

782
01:15:10,828 --> 01:15:13,333
ใช่ เมื่อกี้ที่ครูบอกว่า ก า กา ก็อีกทีไรก็ว่ากันไปใช่ไหมคะ เวลาสอนเราจะเริ่มจากอักษรกลาง

783
01:15:13,333 --> 01:15:16,018
สระเสียงสั้นหรือเสียงยาวคะ

784
01:15:16,018 --> 01:15:18,892
ประสมกับสระเสียงสั้นหรือเสียงยาว

785
01:15:18,892 --> 01:15:22,178
เอาอะไรก่อนดี

786
01:15:22,178 --> 01:15:26,178
สระเสียงยาวหรือเสียงสั้น

787
01:15:29,372 --> 01:15:33,372
แจกลูกนี่ค่ะ จะเริ่มจากเสียงยาว เสียงสั้นดี อันไหนง่ายกว่ากัน

788
01:15:33,485 --> 01:15:36,922
เสียงสั้นเหรอคะ ก็ ก-ะ กะ  อย่างนี้ใช่ไหมคะ

789
01:15:36,922 --> 01:15:40,922
น่าจะเริ่มจัดโต๊อาหารก่อนคะ

790
01:15:44,542 --> 01:15:48,542
ต้องเป็นสระเสียงยาวประสมกับอักษรกลาง

791
01:15:56,714 --> 01:16:00,714
อักษรกลางหรือพยัญชนะไทย 44 ตัวก็ได้ค่ะ พยัญชนะทั้ง 44 ตัวนะคะ ประสมกับสระเสียงยาว อันนี้เขาเรียกว่าการแจกลูก

792
01:16:01,839 --> 01:16:04,268
และต่อมานะคะ จะข้ามไปนะคะ ไปที่เรื่องของ

793
01:16:04,268 --> 01:16:08,268
การสะกดคำนะคะ

794
01:16:10,795 --> 01:16:12,269
ทีนี้ก่อนที่จะไปสู่การสะกดคำนะคะ ครูมีตัวอย่างให้ดูค่ะ

795
01:16:12,269 --> 01:16:16,269
มีตัวอย่างให้ดู

796
01:16:19,556 --> 01:16:23,556
อันนี้เป็นแบบฝึกนะคะ ที่จะทำให้ผู้เรียนอ่านแล้วจำรูปศัพท์ได้ด้วย

797
01:16:23,687 --> 01:16:27,687
อ่านแล้วจำรูปศัพท์ได้ด้วย

798
01:16:30,636 --> 01:16:34,636
เขาจะมีแบบฝึก ก็คือเอาคำว่า "กา" นี่ค่ะ มาใส่ช่องเอาไว้กรอบสี่เหลี่ยมด้านซ้าย

799
01:16:35,903 --> 01:16:39,641
ฝั่งขวาทำนะคะ เป็นหกเหลี่ยมนะ มีอยู่ 6 คำ

800
01:16:39,641 --> 01:16:42,589
แล้วเขาก็จะให้เลือกค่ะ ว่าคำไหนที่เขียนไม่เหมือนเพื่อน

801
01:16:42,589 --> 01:16:44,764
แสดงว่าทั้งเซตทั้งหมดนี่

802
01:16:44,764 --> 01:16:46,152
มีคำว่า "กา

803
01:16:46,152 --> 01:16:50,152
"

804
01:16:55,171 --> 01:16:57,883
กี่คำคะ อยู่ในช่อง 6 เหลี่ยมทั้งหมด 6 คำ จะมีแค่ 5 คำ ที่ออกเสียงว่า

805
01:16:57,883 --> 01:17:01,883
กา มีหนึ่งคำที่ไม่ได้ออกเสียง

806
01:17:04,079 --> 01:17:08,079
คำว่าอะไรนี่  คำว่า ดาใช่ไหมคะ มันจะมีคำว่าด่าด้านหรือตา

807
01:17:10,352 --> 01:17:14,153
ครูมองไม่เห็น ต า = ตาใช่ไหมคะ ขอคำตอบมาคำว่าตาค่ะ

808
01:17:14,153 --> 01:17:17,075
คำว่าตานี่แหละ มาลงมาเลยคันที่ 2

809
01:17:17,075 --> 01:17:21,075
แล้วก็ให้หาว่ามีคำไหนบ้าง

810
01:17:22,286 --> 01:17:26,286
ที่เขียนไม่เหมือนเพื่อน สังเกตว่าทั้งหมดคือมันไม่เหมือนเพื่อน

811
01:17:29,198 --> 01:17:33,198
นี่คือลักษณะของการให้เด็กสังเกตรูปคำ นอกเหนือจากการอ่านออกเสียง

812
01:17:34,880 --> 01:17:38,880
ใบงานก็จะต้องสอดรับกันกับบทที่อ่าน โดย

813
01:17:39,534 --> 01:17:43,200
หรือต่อมานะคะ เขาก็เอาคำว่า "ยา" นะคะ คำว่ายา

814
01:17:43,200 --> 01:17:46,450
ฝั่งขวานี่ค่ะ ฝั่งขวามีอยู่ 6 คันเนี่ย

815
01:17:46,450 --> 01:17:47,733
หนึ่งคำเท่านั้นที่ไม่เขียนคำว่า

816
01:17:47,733 --> 01:17:51,733
"ยา " เด็กก็วงกลม

817
01:17:53,848 --> 01:17:57,848
นี่คือการสะกดคำนะ นะคะ

818
01:18:06,892 --> 01:18:09,361
ต่อมานะคะ การสะกดคำว่าเมื่อกี้ขอไปแจกลูกนะคะ อันดับต่อไปสะกดคำนะ อ่านสะกดคำ ก็คืออ่านแบบมีพยัญชนะต้น

819
01:18:09,361 --> 01:18:13,361
สระและตัวสะกดนะคะ

820
01:18:16,953 --> 01:18:17,751
ทั่ว ๆ  ไปเลยค่ะก-า-ง กาง

821
01:18:17,751 --> 01:18:21,120
ทาง

822
01:18:21,120 --> 01:18:23,466
อันนี้คือระดับง่าย ๆ สะกดคำ

823
01:18:23,466 --> 01:18:27,049
ถ้าเป็นสะกดคำยากล่ะ

824
01:18:27,049 --> 01:18:29,239
ตัวอย่างที่ยกมาให้ดู เป็นคำที่ยาก

825
01:18:29,239 --> 01:18:30,200
นั่นคือสะกด

826
01:18:30,200 --> 01:18:31,738
แบบ

827
01:18:31,738 --> 01:18:34,216
เปลี่ยนรูปสระ

828
01:18:34,216 --> 01:18:36,328
สระเออ

829
01:18:36,328 --> 01:18:40,328
เมื่อไม่มีตัวสะกด

830
01:18:42,404 --> 01:18:45,210
มันจะคงรูปก็คือมี เอ แล้วก็มี อ อ่างใช่ไหมคะ

831
01:18:45,210 --> 01:18:49,210
แต่ถ้าเมื่อไหร่มันมีตัวสะกดขึ้นมา

832
01:18:51,361 --> 01:18:55,361
อ อ่างหายไปไหมคะ อาจหายไป เช่นคำว่าเนย

833
01:18:57,426 --> 01:19:00,817
" น้องเนยแต่เวลาเขียนเป็นอะไรคะ

834
01:19:00,817 --> 01:19:04,817
สระเอ น หนู ย ยักษ์

835
01:19:05,941 --> 01:19:09,941
เพราะฉะนั้น เด็กก็จะได้เรียนรู้กระบวนการในการ

836
01:19:13,171 --> 01:19:17,171
เขียนคำหรืออ่านคำที่รูปสระมันเปลี่ยนไปนะคะ

837
01:19:28,372 --> 01:19:32,372
ยกตัวอย่างใบงานให้ดูนะคะ ต่อมานะคะ จากการสอนอ่านแบบแจกลูกสะกดคำแล้วนะคะ แจกลูกสะกดคำ ใช้คู่กันนะคะ

838
01:19:33,192 --> 01:19:37,192
แจกลูกสะกดคำแล้ว ต่อมาก็เป็นอ่านแบบเป็นคำเป็นประโยค

839
01:19:43,123 --> 01:19:47,123
การสอนแบบนี้นะคะ เขาบอกว่าเวลาสอนอ่านน่ะค่ะ ให้กวาดสายตาไปครั้งละ 2-3 คำ

840
01:19:49,353 --> 01:19:50,882
อย่าไปอ่านทีละตัว แต่ให้อ่านรวบ ให้อ่าน

841
01:19:50,882 --> 01:19:54,882
รวบ ใช้วิธีการรวบ

842
01:20:00,173 --> 01:20:01,425
สอนแบบนี้นี่ ควรเริ่มตั้งแต่ ป. 1 นะคะ แล้วก็ควบคู่กันไปกับการอ่านแจกรูป

843
01:20:01,425 --> 01:20:05,425
เขาว่าอย่างนั้น

844
01:20:09,104 --> 01:20:13,104
ทีนี้ดูหน้าตาสิ ว่าเวลาเราจะสอนอ่านนะคะ แบบเป็นคำเป็นประโยคนะนี่นะคะ

845
01:20:13,871 --> 01:20:17,871
ทำได้จริงไหมนะคะ กวาดสายตาไปได้ครั้งละ 2-3 คำ

846
01:20:22,708 --> 01:20:26,424
นี่ครูอยากให้ทุกคนดูภาพนะคะ ภาพนี้เป็นภาพของอะไร

847
01:20:26,424 --> 01:20:28,303
ก่อนที่เราจะให้เด็กอ่านเรื่อง

848
01:20:28,303 --> 01:20:32,106
อ่านข้อความ

849
01:20:32,106 --> 01:20:34,220
ครูอยากให้พวกเราชี้ชวนให้นักเรียน

850
01:20:34,220 --> 01:20:37,028
ดูภาพก่อน

851
01:20:37,028 --> 01:20:38,884
เห็นภาพไหมคะ

852
01:20:38,884 --> 01:20:42,884
เป็นภาพของอะไร

853
01:20:43,829 --> 01:20:47,829
ในภาพนี้มีสัตว์อะไรบ้าง

854
01:20:50,956 --> 01:20:52,018
มีม้า มีหมาหรือสุนัข มี

855
01:20:52,018 --> 01:20:54,125
แมว

856
01:20:54,125 --> 01:20:57,155
มีเด็กอยู่กี่คนคะ

857
01:20:57,155 --> 01:21:01,155
3 เป็นเด็กผู้ชาย

858
01:21:01,849 --> 01:21:04,823
ผู้หญิง 2 คน เด็กผู้ชายกำลังทำอะไรอยู่

859
01:21:04,823 --> 01:21:08,823
ผู้หญิงกำลังทำอะไรอยู่

860
01:21:10,613 --> 01:21:14,613
ดูจากภาพแล้วเด็กผู้หญิงน่าจะกำลังทะเลาะกันหรือเปล่า หรือว่ากำลังเล่นกัน

861
01:21:15,033 --> 01:21:19,033
น่าจะกำลังเล่นกันใช่หรือไม่ สามารถดูเนื้อหาประกอบ

862
01:21:21,909 --> 01:21:23,984
เราชี้ชวน ชักชวนให้นักเรียนรู้จักการสังเกตภาพประกอบ

863
01:21:23,984 --> 01:21:25,320
ก่อนที่จะนำเข้าสู่

864
01:21:25,320 --> 01:21:28,792
การสอนอ่าน

865
01:21:28,792 --> 01:21:32,792
ทุกคนอ่านพร้อมกัน

866
01:21:37,458 --> 01:21:40,912
เจ้าแก่ เจ้าแก่  เจ้าแก่เขาไม่ได้แยกคำนะ แต่ต้องอ่านยังไงคะ

867
01:21:40,912 --> 01:21:44,912
อ่านพร้อมกันใหม่ 1 2

868
01:21:45,685 --> 01:21:49,685
3 เจ้าแก่ เข้า มา หาโต

869
01:22:01,329 --> 01:22:04,475
มา นี ดุ โต ไม่ ให้ เห่า

870
01:22:04,475 --> 01:22:08,475
ไม่เห่า

871
01:22:09,542 --> 01:22:13,261
เถ้าแก่เข้าไปหาสีเทา

872
01:22:13,261 --> 01:22:17,261
สี าขู่ฟู่ฟู่

873
01:22:19,083 --> 01:22:23,083
สีเทาไม่ให้ขู่

874
01:22:28,936 --> 01:22:31,072
สรุปสัตว์แต่ละตัวชื่ออะไรบ้าง

875
01:22:31,072 --> 01:22:35,072
ว่าหมาชื่ออะไรคะ

876
01:22:38,690 --> 01:22:41,443
หมาชื่ออะไรนะคะ หมาชื่อโต ม้าชื่อ

877
01:22:41,443 --> 01:22:45,443
เจ้าแก่ แมวชื่อ

878
01:22:48,136 --> 01:22:52,136
สีเทาใช่ไหมคะ แมวชื่อสีเทา

879
01:22:55,677 --> 01:22:57,714
เราจะเห็นว่าเวลาอ่าน เราจะอ่านรวบใช่ไหมคะ รวบทีเดียวเลยนะคะ 2-3 ค่ะ

880
01:22:57,714 --> 01:23:00,481
ดูจากภาพส

881
01:23:00,481 --> 01:23:03,291
ิ เมื่อกี้เรารู้แล้วว่าแมวชื่ออะไรนะลูก

882
01:23:03,291 --> 01:23:07,291
สีเทา ม้าชื่อ

883
01:23:11,700 --> 01:23:15,700
เจ้าแก่  นะคะ ม้าชื่อเจ้าแก่ใช่ไหมคะ มาดูซิ

884
01:23:20,308 --> 01:23:24,308
หาคำที่อ่าน โดยที่ไม่ได้แยกเป็นคำ ๆ แต่อ่านให้มันเป็นประโยค อ่านให้มันเป็นข้อความ

885
01:23:25,489 --> 01:23:29,489
ชู ใจ เกา คอ สี เทา เ

886
01:23:32,692 --> 01:23:35,980
บา เบา มานี หัวเราะ

887
01:23:35,980 --> 01:23:39,980
มาหามานี

888
01:23:49,660 --> 01:23:53,660
เราจะสังเกตได้ ว่า

889
01:24:00,594 --> 01:24:02,729
จากเมื่อกี้แยกเป็นคำเป็นคำใช่ไหมคะ สำหรับเด็กเล็ก และเด็กเริ่มโต เป็นอย่างไรคะ วิธีการอ่านที่เขาคล่องขึ้น

890
01:24:02,729 --> 01:24:06,729
เขาก็จะไม่ทีละพยางค์

891
01:24:11,175 --> 01:24:15,175
แต่เขาจะรวบคำใช่ไหมคะ 2 คำ 3 คำ 2 คำ 3 คำ ไปเรื่อย ๆ นะคะ ทำให้การอ่านมันเป็นไงขึ้น

892
01:24:16,446 --> 01:24:20,446
มันเร็วขึ้นด้วยจังหวะมันก็ดีขึ้นนะคะ ความไวก็เพิ่มขึ้นด้วย

893
01:24:22,559 --> 01:24:25,903
ต่อมานะคะ วิธีการอ่านอีกแบบหนึ่ง ก็คือการอ่านแบบ

894
01:24:25,903 --> 01:24:29,903
แผนภูมิประสบการณ์นะคะ

895
01:24:30,602 --> 01:24:34,602
อ่านแบบแผนภูมิประสบการณ์นี้นะคะ เขาบอกว่า

896
01:24:37,596 --> 01:24:41,596
มีประโยชน์ ก็คือทำให้นักเรียนอ่านคำ หรือประโยคได้รวดเร็ว และก็มีความหมายมากขึ้น

897
01:24:55,849 --> 01:24:59,577
นำความคิดเรื่องจากแผนภูมินะคะ เอาไปใช้ประโยชน์ได้ดีนะคะ เขาบอกว่าการใช้แผนภูมิสอนอ่านนี่ มันจะควบคู่ไปกับวิธีสอนอ่านแบบอื่น ๆ ได้กับทุกแบบด้วย อันนี้แผนภูมิ ก็คือแบบ

898
01:24:59,577 --> 01:25:00,817
การเรียงคำย่อ ๆ ไปนี่แหละนะคะ แต่ว่า

899
01:25:00,817 --> 01:25:04,817
เขาเรียกว่า

900
01:25:07,386 --> 01:25:08,828
มันเป็น Basic พื้นฐานนะคะ ดังนั้นการสอนในลักษณะเช่นนี้ก็เอาไปใช้ร่วมกับ

901
01:25:08,828 --> 01:25:10,372
วิธีอื่น ๆ ได้

902
01:25:10,372 --> 01:25:14,372

903
01:25:16,268 --> 01:25:19,544
ไม่มีปัญหา เราก็สามารถไปเสริมนะคะ วิธีการอื่น ๆ ได้ดีด้วย

904
01:25:19,544 --> 01:25:23,544
สิ่งที่นักศึกษาได้สรุปมาจากเมื่อคราวที่แล้ว

905
01:25:26,194 --> 01:25:30,194
เนื้อหาวิธีการต่าง ๆ เราจะเห็นได้ว่ามันมีเทคนิคมากมาย

906
01:25:30,362 --> 01:25:34,362
มีเกมประกอบการสอนอ่านนับไม่ถ้วน

907
01:25:34,420 --> 01:25:36,703
ยกตัวอย่างมา แค่ 10 ตัวอย่างใช่ไหมคะ

908
01:25:36,703 --> 01:25:37,926
ไหนกลุ่มไหนที่ทำเรื่องเกม

909
01:25:37,926 --> 01:25:40,754
คราวที่แล้ว

910
01:25:40,754 --> 01:25:43,241
กลุ่มไหนที่สรุปเรื่องเกมคะ

911
01:25:43,241 --> 01:25:44,472
หลักการสอนอ่าน

912
01:25:44,472 --> 01:25:48,472
กลุ่มไหนคะ

913
01:25:53,112 --> 01:25:57,112
กิจกรรมการสอน อยู่ด้านหลังนะคะ กลุ่มนั้นนะคะ ทำกิจกรรมการสอนอ่านใช่ไหมคะ

914
01:26:01,683 --> 01:26:03,993
เกมประกอบการอ่าน มีถึง 10 เกมด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นตามหาคำนะคะ การเติมคำ

915
01:26:03,993 --> 01:26:06,307
การอะไรนะ

916
01:26:06,307 --> 01:26:10,307
หาคำคล้องจองใช่ไหมคะ

917
01:26:18,385 --> 01:26:22,385
เยอะมากค่ะ น่าจะเปิดดูใน LINE กลุ่มได้นะคะ ที่เพื่อนสรุปให้นะคะ ว่ามีวิธีอะไรบ้าง ซึ่งกระบวนการในการสอนอ่านนั้น นักศึกษาสามารถไปทบทวน

918
01:26:27,965 --> 01:26:30,840
ผนวกเข้ากันกับ PowerPoint ที่ครูได้สรุปให้ในบางส่วนในวันนี้นะคะ สำหรับในบทที่ 2 นะคะ เกี่ยวกับเรื่องของหลักการสอนอ่าน

919
01:26:30,840 --> 01:26:34,840
จะให้หลักการไว้ประมาณนี้

920
01:26:43,565 --> 01:26:46,958
ครั้งต่อไปครูให้นักศึกษาไปอ่านค่ะ อ่านเอกสารมาล่วงหน้า 3 เปิดไปที่หัวข้อนะคะ การอ่านจับใจความในหน้า 50 ค่ะ

921
01:26:46,958 --> 01:26:48,245
ทุกคนเปิดหนังสือนะคะ ที่หน้า 50 นะคะ

922
01:26:48,245 --> 01:26:52,245
หน้า 50 ค่ะ

923
01:27:01,934 --> 01:27:05,241
หลักการในการอ่านจับใจความจะอยู่แค่หน้าแรก แต่นอกนั้นเป็นอะไรหมดเลย

924
01:27:05,241 --> 01:27:08,169
แบบทดสอบหรือแบบฝึกหัดทั้งหมดเลย

925
01:27:08,169 --> 01:27:11,662
เห็นไหมคะ นักศึกษาเปิดหนังสือดู เห็นไหม

926
01:27:11,662 --> 01:27:15,623
แบบฝึกหัดเยอะเลยใช่ไหมคะ

927
01:27:15,623 --> 01:27:19,623
ให้นักศึกษาไปอ่าน แล้วไปลองทำอันนี้มันล่วงหน้า

928
01:27:19,984 --> 01:27:21,779
ครั้งหน้าครูจะเฉลยแบบฝึกหัดในบทที่ 2 นี้ทั้งหมด

929
01:27:21,779 --> 01:27:23,623
ไปพร้อม ๆ กันกับพวกเรา

930
01:27:23,623 --> 01:27:27,623
ใครทำมาก่อน

931
01:27:30,148 --> 01:27:31,835
คนนั้นก็จะสามารถตอบคำถามครูได้ ครั้งหน้าครูจะให้คะแนนจากการ

932
01:27:31,835 --> 01:27:35,835
ยกมือตอบคำถาม

933
01:27:38,575 --> 01:27:42,106
โอเคนะคะ ครั้งหน้าครูจะให้คะแนนจากการยกมือตอบคำถาม เพราะมันมีโจทย์ไว้ทั้งหมดแล้ว

934
01:27:42,106 --> 01:27:46,106
มีโจทย์ไว้เยอะแยะมากมายเลย

935
01:27:50,767 --> 01:27:54,767
จะถามว่าหัวข้อที่ 1 เรื่องนี้ใจความคืออะไร ย่อหน้าที่ 2 นี้ ใจความคืออะไร ไล่ไปเรื่อย ๆ

936
01:28:00,718 --> 01:28:04,718
โอเค นี่คืองานที่จะฝ

937
01:28:08,341 --> 01:28:09,692
ากให้ สำหรับบทที่ 2 มีใครสงสัยอะไรไหมคะ เดี๋ยวครู

938
01:28:09,692 --> 01:28:11,484
จะได้ตอบคำถามให้

939
01:28:11,484 --> 01:28:14,730
มีอะไรสงสัย

940
01:28:14,730 --> 01:28:17,249
เกี่ยวกับเรื่องหลักการสอนอ่านไหมคะ

941
01:28:17,249 --> 01:28:21,249
อะไรนะคะ

942
01:28:31,801 --> 01:28:35,801
อ่านแล้วให้สายเขียนตอบด้วยกระดาษของตัวเองน่ะค่ะ เวลาอ่านโจทย์เขามีอยู่แล้วใช่ไหมคะ

943
01:28:38,957 --> 01:28:42,957
เขามีโจทย์อยู่แล้ว เขามีคำถามมีโจทย์อยู่แล้ว ว่าจับใจความจากเรื่องใช่ไหมคะ เรื่องนี้นะคะ

944
01:28:43,284 --> 01:28:47,284
นักศึกษาจะเลือกจับใจความจากอะไรอันดับแรกต้องดูจากอะไรก่อนโลก

945
01:28:47,369 --> 01:28:49,538
หลักการในการจับใจความในย่อหน้าที่ 50

946
01:28:49,538 --> 01:28:53,538
50 หน้า 50 ใช่ไหม

947
01:28:55,595 --> 01:28:59,595
หน้า 50 มันมีหลักการอยู่ใช่ไหมคะ ว่าจากในนั้นเมื่อมาอ่านโจทย์

948
01:29:00,193 --> 01:29:04,193
หลักในการจับใจความจากหน้า 50 ต้องถูกนำมาใช้ด้วยนะคะ

949
01:29:07,055 --> 01:29:11,055
เวลาที่ครูถามคำตอบมันอาจจะมี 1 2 ประโยคนะจัดย่อหน้านั้น หรือจากเรื่องนั้น

950
01:29:13,613 --> 01:29:15,949
ที่มาของคำตอบ ต้องมาจากอะไร หลักการในการอ่านจับใจความ

951
01:29:15,949 --> 01:29:19,130
ไม่ใช่คิดคำตอบขึ้นมาเอง

952
01:29:19,130 --> 01:29:21,889
แต่คำตอบนั้น ผ่านหลักการ

953
01:29:21,889 --> 01:29:24,383
กระบวนการในการจับใจความมาก่อนแล้ว

954
01:29:24,383 --> 01:29:25,020
โอเคนะ เข้าใจตามนี้

955
01:29:25,020 --> 01:29:29,020
นะคะ

956
01:29:29,870 --> 01:29:33,870
มีใครสงสัย มีคำถามอีกไหมคะ

957
01:29:41,928 --> 01:29:45,928
ทำมาเรื่อย ๆ เลยค่ะ ทำมา ทำเท่าที่เราทำได้นะคะ เพราะว่าในครั้งหน้าครูจะพาไปเรื่อย ๆ จะพาทำแบบทดสอบไปเรื่อย ๆ เลย

958
01:30:36,096 --> 01:30:40,096
สำหรับวันนี้นะคะ เนื้อหาต่าง ๆ นะคะ ครูฝากไว้เท่านี้นะ

959
01:30:40,417 --> 01:30:44,417
กิจกรรมเราทำแล้ว เมื่อครั้งที่แล้วนะ นะคะ วันนี้เป็นการบรรยายสรุปเท่านี้

960
01:31:14,730 --> 01:31:18,730
วันนี้จบการบรรยายแต่เพียงเท่านี้นะคะ

