--- title: การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ (บ่าย) 041066 subtitle: date: วันพุธที่ 4 ตุลาคม 2566 เวลา 13.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (อาจารย์) ฮัลโหลครับ ครับ ล่ามได้ยินไหมครับ (อาจารย์ธนวัฒน์) ฮัลโหล ๆ เสียงไม่ออก ไอ้นี่คือเอกสารที่ครูแจกเป็นชุดไปให้น่ะ ที่ครูไปให้ที่ตึกสระบัว หรืออยู่ในไฟล์บทที่ 8 นะ วันนี้ใช้ 2 ไฟล์ คือ ไฟล์นี้กับอีกไฟล์หนึ่ง ไฟล์ ผนวก ก. 2 ไฟล์ เอกสารภาคผนวก ก. [เสียงวิดีโอ] การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เรียกว่า "หลักสูตร 44" ตอนนี้เราก็เดินทางมาถึงบทสุดท้ายแล้วนะครับ มันก็คือบทที่ 10 บทที่ 10 นี่ ว่าด้วยเรื่องอะไร บทที่ 10 นี่ว่าด้วยเรื่องที่เราจะต้องใช้เมื่อเราไปประกอบ... เมื่อเราไปปฏิบัติหน้าที่ครูนะครับ บทที่ 10 นี้นะครับ เป็นบทที่เราจะต้องใช้เมื่อเราไปปฏิบัติหน้าที่ครู ก็คือเมื่อเราวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนนะครับ ซึ่งการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนนี้ เนื่องจากเด็กประถม มัธยมของเรานี่อยู่ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 พูดด้วยเรื่องการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 นี้นะครับ เขามีหน่วยงานหนึ่งนะครับ ชื่อว่าสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา เขาอยู่กระทรวงศึกษาธิการนะครับ หน่วยงานนี้เขาได้กำหนดแนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลนะครับ เขาได้กำหนดแนวปฏิบัติการวัดและประเมินผล ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ออกมา กำหนดแนวปฏิบัติการออกมานะครับ และทุกโรงเรียนต้องเอาแนวปฏิบัตินี้ไปปฏิบัตินะครับ พูดถึงตรงนี้จำเป็นที่ครูจะต้องทำความเข้าใจบางเรื่องกันเสียก่อนนะครับ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจคือตัวนี้ครับ อันนี้ครูกำลังพูดถึง อันนี้ครูต้องพูดซ้ำนิดหนึ่งนะครับ ที่เราเห็นอยู่ตอนนี้เป็นหน้าเอกสารหลักสูตร ก็คือหลักสูตรที่เราเขียนจริง ๆ จัง ๆ เลย อันนี้เป็นหลักสูตรประถม ที่เราเห็นตอนนี้ เป็นหลักสูตรประถม หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย ฉบับปรับปรุง ปี 2533 นะครับ เล่มไหนบ้างล่ะ เล่มต่อไปนี้ครับ เล่มนี้เป็นหลักสูตรประถมศึกษา เรียน ป. 1 ถึง ม. 6 เล่มนี้เป็นหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น นักเรียน ม. 1 ถึง ม. 3 เล่มนี้เป็นหลักสูตร ม. ปลาย เรียน ม. 4 ถึง ม. 6 3 เล่มที่ครูเอ่ยถึงเมื่อกี้นี้ 3 เล่มที่ครูเมื่อกี้นี้นะครับ นี่ก็คือหลักสูตรประถมนะครับ หลักสูตร ม. ต้น และก็หลักสูตร ม. ปลาย 3 เล่มนี้นะครับ นี่ครับ ก็คือชุดนี้นะครับ 3 เล่มนี้นะ หลักสูตรประถม หลักสูตร ม. ต้น หลักสูตร ม.ปลาย เป็นหลักสูตรของปี 33 นะครับ หลักสูตรของปี 33 นะครับ สังเกตว่าเดิมจะมีหลักสูตรอยู่ 3 ระดับ คือ ประถม ม. ต้น และ ม. ปลาย นะครับ พอครบปี 44 มีการพัฒนาหลักสูตรขึ้น เรียกว่า "หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2544" หรือเรียกว่า "หลักสูตร 44 " นะครับ หลักสูตร 44 นี่เรียนตั้งแต่ ป. 1 ถึง ม. 6 หลักสูตรนี้เกิดขึ้นโดยมีนัยสำคัญก็คือว่าในช่วงปีก่อนปี 2544 นั้น เรามีหลักสูตรที่แบ่งเป็น 3 ระดับ กับประถม ม.ต้น ม.ปลาย นักวิชาการศึกษา รวมทั้งครูบาอาจารย์ คุณครูที่โรงเรียน จะประพฤติกันว่าคุณครูเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ โรงเรียนเป็นแหล่งที่มีความรู้ความสามารถและครูและโรงเรียนนี่ จะต้องเป็นคนใช้หลักสูตรเอง และครูก็มีความพร้อมเรื่องความรู้ ความสามารถแล้ว จึงเห็นควรว่าให้โรงเรียนจะต้องทำหลักสูตรขึ้นเอง โดยหน่วยงานกลาง คือ กระทรวงศึกษาธิการนะครับ เป็นหน่วยสนับสนุน หรือกำหนดเกณฑ์บางอย่างที่เป็นของกลางให้นะครับ แล้วให้โรงเรียนไปจัดทำเองเป็นหลักสูตรของโรงเรียน เรียกว่า "หลักสูตรสถานศึกษา" นะครับ เพราะฉะนั้น หน่วยงานกลางจึงมีหน้าที่ในการทำสิ่งที่เรียกว่า ตัวกลางของมัน ก็คือตัวเขียว ๆ นี่แหละ ตัวกลางของมัน เรียกว่า "หลักสูตรขั้นพื้นฐาน" แล้วก็ให้โรงเรียนนำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนี่ไปทำเป็นหลักสูตรที่โรงเรียนต้องการ และใช้ได้จริง ตามบริบทของโรงเรียน เขาเรียกว่า "หลักสูตรสถานศึกษา" นะครับเช่น คู่มือ วิธีการสร้าง อะไรต่าง ๆ โดยไม่ทำให้ โดยไม่ทำให้ โรงเรียนมีหน้าที่ในการทำเอง เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นคำอธิบายรายวิชา โครงสร้างรายวิชา หนังสือ คู่มือการสอนนะครับ รวมทั้งหน่วยการเรียนรู้ และระเบียบยการวัดและประเมินผล ซึ่งเดิมในหลักสูตร 44 นี่ ในหลักสูตรเดิมนะเดิม เดิมนี่ กระทรวงทำให้หมดเลย ทั้งหลักสูตร ทั้งเอกสารประกอบหลักสูตร ทั้งหนังสือ ทั้งคู่มือ รวมทั้งทำพวกเอกสาร หนังสือ สื่อนะครับ มาให้ ครูมีหน้าที่ในการใช้ เดิมนะครับ เดิม กระทรวงทำให้ รวมทั้งทำระเบียบ รวมทั้งทำในนี้ รวมทั้งระเบียบด้วย ระเบียบวัดและประเมินผล ทำให้หมดเลย แปลว่าอย่างไร แปลว่าทุกโรงเรียนใช้เหมือนกัน ใช้เหมือนกัน ไม่ว่าจะอยู่เชียงรายนะครับ เป็นโรงเรียนการศึกษา... อยู่ขอนแก่นนะครับ เป็นโรงเรียนอยู่ภาคใต้อยู่ที่ไหนก็ช่าง ใช้เอกสารตัวเดียวกัน หลักสูตรตัวเดียวกัน หนังสือตัวเดียวกัน คู่มือเดียวกัน วัดประเมินผลอันเดียวกันหมดเลย ครูก็มีวิธีการในการนำไปใช้ ไม่มีหน้าที่ในการผลิตนะครับ พอมาถึงยุค 44 นะครับ เขามีความเชื่อว่าครูโรงเรียนมีความสามารถ จึงทำหลักสูตรฉบับที่ครูเอยถึงเมื่อกี้นี้ขึ้นมา ก็คือหลักสูตร 44 ขึ้นมา และหลักสูตร 44 นี่ มอบหมายให้เป็นภาระหน้าที่ของครูและโรงเรียนในการปฏิบัติ โดยกำหนดสิ่งที่เป็นแกนกลางมาให้ ครูจะต้องทำเองแล้ว ชุดนี้นะครับ โรงเรียนต้องทำเอง ทุกอย่างเลย รวมทั้งระเบียบด้วย ระเบียบวัดประเมินผลด้วย สื่อ หนังสือ โครงสร้างรายวิชา คำอธิบายรายวิชา คู่มือครู ทำเองหมดเลยนะครับ โดยหลักสูตรนั้น เรียกว่า "หลักสูตรสถานศึกษา" นะครับ พอมีการใช้ ก็การพัฒนา หรือใช้ไประยะหนึ่ง หลักสูตรต้องมีการปรับปรุง เขาก็ทำการปรับหลักสูตร จากหลักสูตร 44 กลายมาเป็นหลักสูตรปี 51 นะครับ หลักสูตรปี 51 ก็ยังคงสอน ป.1 ถึง ป.6 อยู่นะครับ เพราะฉะนั้น หลักสูตร 44-51 ปี 51 นี่น่าจะมีลักษณะเดียวกันนะครับ แต่ถูกเรียกชื่อใหม่ จากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานไปเป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยังมีความคิดอย่างเดิมคือโรงเรียนต้องทำเอง ทั้งหลักสูตรที่ใช้ประจำโรงเรียนเรียกว่าหลักสูตรสถานศึกษาโครงสร้างรายวิชา คำอธิบายรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ ระเบียบวัดและประเมินผล ทั้งเรื่องอื่น ๆ ส่วนกลางไม่ทำให้ ชัดเจนขึ้น คือ ทำออกแนวปฏิบัติการหรือแกนกลางมาใช้นะครับ จึงเรียกหลักสูตรอันนี้ว่าหลักสูตรแกนกลาง ปฏิบัติการ โรงเรียนเอาไปทำเอง เอกสารต่าง ๆ คู่มือต่าง ๆ โรงเรียนต้องทำเองนะครับ อันนี้คือหน้าตา หน้าปกนะครับ ตอนนี้ครูจะขอตัดหลักสูตร 44 ออก ใช้หลักสูตร 51 เป็นตัวแทนนะครับ ใช้หลักสูตรเก่ากับหลักสูตรใหม่ ถ้าครูตัดออกพวกเราจะพบว่าในหน้านี้จะมีหลักสูตรอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกนี่คือหลักสูตรกลุ่มเก่านะครับ ก็คือหลักสุตรประถม เรียน ป.1 - ป. 6 หลักสูตร ม. ต้น เรียน ม.1 ถึง ม.3 หลักสูตร ม. ปลายเรียน ม. 4 ถึง ม. 6 กับหลักสูตรใหม่คือหลักสูตร 51 นี่นะครับ นี่คือหลักสูตรนี้ เรียนตั้งแต่ ป. 1 - ป. 6 มีภาพหลักสูตรเก่าหลักสูตรใหม่นะ นี่คือภาพปกมัน และรูปถัดไป ก็คือข้างในมัน นี่คือข้างในของมันนะครับ อันนี้เป็นหลักสูตรประถมนะครับ อันนี้ประถม อันนี้คือ ม. ต้น อันนี้คือ ม. ปลาย ชุดนี้เป็นหลักสูตรเก่านะครับ ครูให้เห็นหน้าตา และตัวข้างล่างนี้เป็นหลักสูตรใหม่ คือ หลักสูตร 51 นะครับ ในเรื่องของแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน อย่างที่บอกว่าหลักสูตรเก่าทำให้หมด หลักสูตรใหม่ไม่ทำให้เลยนะครับ เรามาดูหน้าตาหลักสูตรเก่าก่อน นี่คือเอกสารหลักสูตรในสมัยปี 33 นะครับ ตัวที่ครูขีดต่อไปนี้ เป็นของอนุบาล อันนี้เป็นของอนุบาลนะครับ ตัวนี้เป็นของประถมนะครับ อันนี้อนุบาล ตัวแดงประถมนะครับ และน่าจะเป็นตัวสีเขียว อันนี้เป็นของมัธยมทั้งต้นและปลายนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าดูจากหน้านี้จะพบว่าสมัยก่อนนี่เขาทำให้หมดนะ เมื่อกี้ตัวหลักสูตร อันนี้ก็คือหลักฐานการศึกษา ถือว่าทำให้หมดเลย ทั้งตัวหลักสูตรก็ทำให้ ส่วนที่เป็นหลักฐานการศึกษาก็ทำให้นะครับ นี่ 3 ชั้น ทำละเอียดลงไป อย่างเช่น อันแรกของประถมก่อน นี่อันนี้ของประถม ของประถม เราจะสังเกตว่าชุดนี้เป็นของ ป. 6 เอกสารตัวนี้คนละอันกันนะ แต่สีเดียวกัน อันนี้ ป. 6 นะ และมีเอกสารอันอื่น ๆ ด้วยนะ อันนี้ของประถมนะครับ อันนี้คือข้างในมันนะ ข้างในมันนะครับ ข้างในของมันนะครับ อันนี้เป็นของมัธยม ของมัธยมนะครับ อันนี้ของมัธยม มัธยมนะครับ มัธยมนะครับ อันนี้ข้างในของมันนะครับ ข้างในของมันนะ นี่ของมัธยมอยู่นะครับ และอันสุดท้ายเป็นของอนุบาล ของอนุบาล และข้างในของมันนะครับ ที่ครูเปิดให้ดูนี่ครูกำลังจะบอกว่าไอ้ตัวหลักสูตรเก่านี่ เอาหน้านี่ก็แล้วกัน ไอ้ตัวหลักสูตรเก่านี่ทำให้หมดเลย ไอ้ตัวหลักสูตรใหม่นี่ ตั้งแต่ ปี 44 กับ 51 นี่นะ ตอนนี้ครูใช้ตัว 51 นี่นะครับ โรงเรียนทำเอง กระทรวงสนับสนุน เพราะฉะนั้น จึง... ของบทที่ 10 บทที่ 10 ว่าตอนนี้เรากำลังจะเรียนเพื่อที่จะต้องไปทำเอง เรียนเพื่อทำเองนะครับ เราจะเรียนเพื่อไปทำเองนะ ครูก็ Stop แชร์แล้ว จึงเป็นที่มาของการเรียนบทที่ 10 เพราะว่าบทที่ 10 นี่เป็นหน้าที่หลักของครู ครูจะต้องไปทำหน้าที่วัดและประเมินผลของผู้เรียน ซึ่งตอนนี้เป็นหลักสูตรใหม่ คือ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงเขาไม่ทำให้ ครูต้องทำเองนะ บทที่ 10 จึงมีความสำคัญ แต่อย่างไรก็ตามกระทรวงก็ต้องควบคุม กระทรวงศึกษา ก็เลยได้ออกแนวปฏิบัติการนะครับ โดยหน่วยงานที่ว่าสำนักวิชาการและสถานศึกษา ได้ออกแนวปฏิบัติกลางออกมา แนวปฏิบัตินี้เป็นตัวควบคุมเฉย ๆ โรงเรียนต้องเอาแนวปฏิบัติไปทำสิ่งที่เรียกว่าระเบียบการวัดและประเมินผล การเรียนรู้สถานศึกษาของตนเอง นักเรียนจะต้องเอาความีรู้นี้ไปทำระเบียบว่าด้วยการวัดและประเมินผลการศึกษา ซึ่งอยู่ตรงไหน ก็อยู่หน้าจะเป็นหน้าเกือบสุดท้าย นี่ครับ การจัดทำระเบียบ ว่าด้วยการวัดและประเมินการศึกษา สถานศึกษา มีภาระหน้าที่ในการจัดการศึกษา จะต้องทำระเบียบขึ้นมาใช้เองนะครับ แต่จะต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของหลักสูตรแกนกลางปี 51 นะครับ ข้อกำหนดแกนกลางปี 51 นะครับ เอาล่ะ กลับมานะครับ เพราะฉะนั้น บทนี้จึงเป็นบทที่เรียนไปเพื่อที่จะต้องมีความรู้ที่จะไปทำระเบียบ รู้และวัดประเมินให้ถูกต้อง รวมทั้งความรู้ในบทนี้ จะนำไปสอบบรรจุข้าราชการครูด้วยนะครับ สำนักวิชาการและสำนักการศึกษานี่ ได้กำหนดแนวปฏิบัติให้ระเบียบหรือวัดประเมินผลนักเรียน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้นะครับ รายละเอียดต่อไปนี้ครูอาจจะพูดไม่ละเอียดทั้งหมดนะ ครูจะพูดหลัก ๆ นะครับ รวมทั้งในตัวระเบียบนี่ มันมีในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทุก ๆ ปี หรือบางครั้ง 2-3 ปีเปลี่ยน ครูก็จะบอกตรงนี้มันมีการเปลี่ยนนะ เรื่องแรกเลยของแนวทางนะครับ ก็คือหลักการ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนนี่ หลักสูตร 51 เขียนหลักการไว้ว่าอย่างไร หลักสูตร 51 เขียนหลักการไว้ทั้งหมด 8 ข้อ ถ้าครูจำไม่ผิดมี 8 ข้อนะครับ และไอ้ 8 ข้อนี้ ออกข้อสอบบรรจุแทบจะทุกปีเลย เริ่มที่ข้อแรก ให้สถานศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วม ไอ้อันนี้ออกข้อสอบบรรจุข้าราชการบ่อยมากนะครับ เช่น ถามว่าเด็กชายสมชายเป็นนักเรียนชั้น ป. 2 ผู้ที่มีหน้าที่ในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กชายสมชายคือใคร ก. ครุประจำวิชา ข. ครูประจำชั้น ค. ผู้อำนวยการโรงเรียน ง. สถานศึกษา คำตอบ ก็คือต้องตอบสถานศึกษา ถึงแม้เราจะเห็นว่าครูทำก็ช่าง บทนี้รวมถึงการสอบบรรจุที่เป็นกฎหมายระเบียบ ต้องเป็น จ. นะครับ แต่ถ้ามี จ. สถานศึกษา โดยผู้ที่ส่วนเกี่ยวข้อง มีส่วนร่วม ก็ต้องตอบ จ. แทน สรุปได้ว่า คนที่มีหย้าทคี่ก็คือสถานศึกษา โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมต้องตอบตามตัวหนังสือ สิ่งที่เห็นที่เคยที่เจอข้ามไปนะครับ 2. ข้อนี้ก็เหมือนกับข้อที่ 1 ออกข้อสอบเกือบทุกปี ทุกหลักสูตรด้วย ไอ้ 2 ข้อแรกนี่ออกปีทุกหลักสูตร เกือบทุกปีด้วยซ้ำนะครับ การวัดและประเมินผลให้มี 3 จุดมุ่งหมาย ก็คือ 1. วัดเพื่อปรับปรุงพัฒนาผู้เรียน อันนี้เน้นที่นักเรียนนะครับ 2. เน้นเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ คือ เน้นที่ตัวครู 3. ทำการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียน นั่นคือจุดประสงค์ของหลักสูตร 51 มี 3 ด้านนะครับ ในขณะที่หลักสูตร 44 กับหลักสูตรปี 33 ข้อ 2 จะไม่เหมือนกัน บางปีเขียนว่าเพื่อปรับปรุงและตัดสิน จำให้ได้ของใครของมันนะครับ 2 ข้อนี้สำคัญมากนะครับ 1. สถานศึกษามีหน้าที่ในการวัดและประเมินผล 2. ก็คือ ให้ประเมินวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ พัฒนาผู้เรียน เพื่อจัดการเรียนรู้ ผลการเรียนนะครับ เรื่องที่ 3 ให้มีการวัดผลใน 4 รุ่นต่อไปนี้นะครับ 1. ก็คือให้วัดในกลุ่มสาระ ซึ่งก็คือการวัดมาตรฐานและตัวชี้วัดในกลุ่มสาระ 2. ต้องวัดการประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน 3. วัดลักษณะอันพึงประสงค์ และ 4. วัดการพัฒนาผู้เรียน ฉะนั้น การวัดและประเมินผล ต้องมี 4 ส่วนนะ 4 ส่วน 1 2 3 4 ส่วนนะครับ และเขาจะเรียกไอ้ 4 ส่วนนี้ว่า "องค์ประกอบ" เรียกไอ้ 4 ส่วนนี้นะครับ องค์ประกอบ แล้วมันจะไปปรากฏในหลักฐานการศึกษาด้วย เดี๋ยวครูเปิดให้เธอดู อันนี้เป็นหลักฐานการจบนะ ไม่ใช่ อันนี้แบบฝึกหัด ลบทิ้งไป พวกเธอเคยเห็นไหม ตอนเขารายงานการจบการศึกษานี่นะครับ นี่ครับ เขาจะรายงาน 4 เรื่องนะครับ อันนี้คือภาพรวมมีรายละเอียดด้วย 1. คือ รายงานเรื่องกลุ่มสาระ 2. รายงานเรื่อง อ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน 3. ผลการประเมิน 4. รายงานเรื่องกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนะครับ 4 เรื่องนี้ค่อนข้างจะสำคัญมากนะครับ เพราะฉะนั้น 3 ข้อแรกนี่ จะนับว่าเป็นไฮไลท์หรือจุดสนใจเลย ก็คือ 1. สถานศึกษาเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบการวัดและประเมิน 3. ประเมิน 3 ด้าน คือ ปรับปรุงพัฒนาผู้เรียน พัฒนาจัดการเรียนรู้ 3. ให้ประเมินอยู่ 4 เรื่อง ก็คือ 1. กลุ่มสาระ 2. อ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน 3. ลักษณะอันพึงประสงค์ และ 4. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งต่อไปนี้ สักพักเขาจะเรียกว่า "องค์ประกอบ" ข้อ 4 ให้การวัดและประเมินผลนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ใช้วิธีการที่หลากหลายเพื่อวัดได้อย่างรอบด้านนะครับ ทั้งความรู้ ความคิด กระบวนการ พฤติกรรม เจตคติ และระดับชั้นของเรียนอยู่ในระดับแล้วก็เชื่อถือได้นะครับ เรียกได้ว่าขอให้สอนไปประเมินไปนะครับ 5. ให้ประเมินผู้เรียนจากพัฒนาของผู้เรียน เราก็จะเห็นพัฒนาการไปตามการสอนและพัฒนาการนี่เป็นสำคัญนะครับ ดูความประพฤติ สังเกตพฤติกรรม ทำกิจกรรมร่วมกับการสอบ ไปพร้อม ๆ กับการจัดการเรียนการสอนตามความเหมาะสมนะครับ ตามแต่ระดับและรูปแบบการศึกษา อันนี้เป็นคำใหม่ เพราะรูปแบบการศึกษา ก็เช่น การศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาในโรงเรียน อย่างโรงเรียนพวกเรานี่แหละ โรงเรียนโรงเรียนสามสแก เรียกว่า ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน รวมทั้งแบบบที่พ่อแม่สอนเอง ที่เรียกว่า "Home School" หรือ "บ้านเรียน" รวมทั้งที่สอนในโรงเรียนดนตรี เรียนกีตาร์ หรือโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนกีฬา หรือความสามารถที่มีขึ้นเองในตัวผู้เรียน เช่น การเป็นนักกีฬา เป็นนักดนตรีนะครับ รวมทั้งการฝึกอบรม โรงเรียนศาสนา รูปแบบการศึกษา ซึ่งเขาเปิดโอกาสตั้งแต่ปี 44 แล้ว ซึ่งก่อนหน้านั้นเขาไม่เคยเปิดโอกาสนะครับ 6. เปิดโอกาสให้ผู้เรียน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องให้มีผลการเรียนรู้ ถ้าเราพอนึกได้ พอนึกออก ก็คือสมัยตอนประถมมัธยม เขาจะแจกสมุดพกกลับให้ผู้ปกครองดูนะครับ สมุดพกมันจะมีหน้า การเรียนดี สุขภาพร่างกายแข็งแรง มันคือเล่มนี้แหละ เอาไว้แจกเพื่อให้เรานี่ตรวจสอบ หรือผู้ปกครองผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ตรวจสอบว่าผลการเรียนเป็นอย่างไรนะครับ 7. ให้มีการเทียบโอน ไอ้นี่เริ่มตั้งแต่หลักสูตร 44 เทียบโอนทั้งระบบสถานศึกษา ก็คือไอ้ตัวนี้ ถูกนำมาใช้ อย่างครูนี่ มีน้องโรงเรียน ชื่อ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เขาเป็นนักกีฬาฟุตบอลครับ เก่งมาก แต่หลักสูตรเก่าไม่ให้เขานะ เขาจะเก่งปานใดก็ไม่นับ ขาดสอบก็ถือว่าขาด กาทำคะแนนได้ไม่ดี หรือว่ามี... อะไรล่ะ ปฏิบัติ ขาดการปฏิบัติอะไรก็ช่าง สมมติมีฟุตบอลซิกโก้ได้เกรด 1 หรือเกรด 2 ไป ตามการขาด เขาไม่ถือว่าความสามารถหรือรูปแบบอื่น ๆ จะพึงมาประโยชน์ไม่ได้ แต่ปัจจุบันถ้าเป็นซิกโก้เกิดในปัจจุบัน เพราะมันเป็น 1 ในรูปแบบที่เขาเก่งเองแล้วเราไปเรียนโรงเรียนกีฬา แล้วเขาไปอบรมดนตรีมา แต่ต้องเป็นการโอนนะ นะครับ และข้อ 8 ข้อสุดท้าย สถานศึกษาต้องมีหน้าที่ในการจัดทำเอกสารหลักฐาน เพื่อใช้เป็นหลักฐานประเมินผลผู้เรียน แสดงการรับรองผลการเรียน จะไปใช้เรียนต่อ ไปใช้ทำงานน่ะครับ แต่ว่าโรงเรียนต้องทำเองนะครับ พูดถึงอะไรอยู่ ครูพูดถึงรูปนี้อยู่ ไอ้หลักฐานที่ครูเอ่ยไปนี่ นี่หลักฐานในหน้านี้นี่หน้านี้นะครับ หรือข้างในจะเป็นรายละเอียดของประถม รวมทั้งเอกสารที่เห็นข้างในมันนี่นะครับ นะครับ อย่างนี้นะครับ รวมทั้ง เอกสารของมัธยม ไอ้ตัวหลักสูตร 51 นี่ให้โรงเรียนจัดทำเองครับ เกือบทั้งหมดหรือเป็นส่วนใหญ่เลยนะครับ เพราะเขาบอกว่าต้องเชื่อว่าครูยุคใหม่มีความสามารถ เขาเชื่อตามหลักสูตร 44 แล้ว เขาเลยไม่ทำให้ครับ ให้เราจัดทำ ยกเว้นเอกสารสำคัญบางประการนะครับ เราก็จะเรียนกันด้วยนะครับ เอานะ ข้อที่ 1 ผ่านไป หลักการวัด หลักการวัดและประเมินผลตามหลักสูตร 51 2. อย่างที่ครูบอกไว้แล้ว มันจะมีหัวข้อหนึ่ง คือ หัวข้อที่ 3 นี่ มันจะเรียกว่า "องค์ประกอบ" นะครับ ก็มาถึงข้อที่ 2 องค์ประกอบเวลาวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร 51 นี่ มันมีเรื่องที่ต้องวัดอะไรบ้าง ที่สำคัญ ๆ เขาเรียกกันว่า "องค์ประกอบ" นี่ องค์ประกอบการวัดและประเมินผลนี่ให้มีอยู่ 4 เรื่อง 4 เรื่อง อันที่ 1 ก็คือการวัดและประเมินผลตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งมี 8 กลุ่มนะครับ อันที่ 1 วัดกลุ่มสาระ โดยให้วัดเป็นรายวิชา โดยวิชาพื้นฐานให้ดูที่ตัวชี้วัด นี่วิชาพื้นฐานนะ ให้ดูวิชาพื้นฐานให้ดูตัวชี้วัด แต่ถ้าเป็นวิชาเพิ่มเติมให้ดูที่ผลการเรียนรู้ โดยสรุป ก็คือองค์ประกอบที่ 1 ให้ประเมินตามกลุ่มสาระโดยดูที่วิชา วิชาพื้นฐานให้ดูที่ตัวชี้วัด วิชาเพิ่มเติมให้ดูที่ผลการเรียนรู้นะครับ อันนี้เราเคยเกริ่นถึงบทที่ 2 แล้วนะครับ องค์ประกอบที่ 2 ให้ประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียนนะครับ อ่าน คิด วิเคราะห์ และก็เขียน ก็คือคนเรานี่จะต้องอ่านเพื่อทำความเข้าใจหรือรับรู้ข้อมูล จากนั้นคือนำข้อมูลนั้นมาคิด วิเคราะห์ เพื่อให้ผลไตร่ตรอง เพื่อทำการปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อจะแก้ปัญหา เพื่อจะใช้งาน จะต้องมีความรู้ในการอ่านก่อน ต้องมีการแต่เขาพูดรวม ๆ กันว่า อ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน นี่คือองค์ประกอบที่ 2 นะครับ องค์ประกอบที่ 3 ก็คือลักษณะอันพึงประสงค์ที่จะเกิดขึ้นหลังจบ ก็คือสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น ที่ดีนะครับ มีทั้งหมด 8 ลักษณะ อันนี้ต้องจำให้ได้นะครับ ปี 51 52 53 นี่ ข้อสอบบรรจุ ออกเรื่องนี้ทุกปี แต่ช่วงนี้ก็เริ่มแผ่วแล้วแหละ แต่ละลักษณะก็มีอะไรบ้าง รักชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ สาธารณะ อันนี้คือวัตถุประสงค์ 8 ประการนะครับ องค์ประกอบที่ 4 การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นอกจากความรู้ก็ต้องพัฒนาตัวผู้เรียนด้วย กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนะครับ ก็จะมีอยู่ 3 ด้านนะครับ อันที่ 1 ก็คือกิจกรรมแนะแนว นะครับ อันที่ 2 ก็คือกิจกรรมนักเรียน ไอ้ตัวกิจกรรมนักเรียนนี่ มันเป็น 2 เรื่องย่อย ๆ เกี่ยวกับกลุ่มวินัย ไอ้พวกลูกเสือเนตรนารี นักศึกษาวิชาทหารเรื่องที่เกี่ยวกับชุมนุม ชมรม องค์ประกอบที่ 3 ก็คือองค์ประกอบเรื่องกิจกรรมและสาธารณประโยชน์ ถ้าเรานึกออก คือ ตอนเราใส่ชุดสีฟ้าคราม ๆ โรงเรียนก็จะพาเราไปทัศนศึกษา ไปเรียนรู้ต่าง ๆ อันนี้คือการเรียนรู้เพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์ ฉะนั้น ทั้ง 3 อย่างนี้ เรียกว่า "กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนมี 3 ด้าน" อย่างนั้นองค์ประกอบก็เลยมีอยู่ 4 ตัวนะครับ 1. ก็คือกลุ่มสาระ 2. ก็คืออ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน 3. ก็คือลักษณะอันพึงประสงค์ และ 4. ก็คือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เป็น 4 เรื่องใหญ่ที่ต้องได้รับการประเมินในระดับประถมหรือมัธยม พูดถึงการประเมินบ้างทีนี้ เกณฑ์การวัดและประเมินนี่ ประถมก่อนอย่างละเอียด ส่วนมัธยมคซ้ำกันกับประถม เพราะฉะนั้น ก็จะพูดประถมให้ละเอียดนะครับ พูดถึงเกณฑ์การวัดและประเมินผลระดับประถม เรื่องแรกที่จะพูด ก็คือการตัดสินผล การตัดสินผลการเรียนนี่เขากำหนดให้ดู 4 ข้อกับอีก 1 วรรค ที่ชัด ๆ เลย 4 เรื่องแน่ ๆ ครูขีดก่อนเลย 1. ก็คือตัวชี้วัด นี่ก็คือกลุ่มสาระ นี่เวลาเซ็นครบทุกวิชา ทุกวิชาพื้นฐานนี่ ก็คือกลุ่มสาระ นี่คือองค์ประกอบที่ 1 องค์ประกอบที่ 2 ก็คือ ประเมินลักษณะ วัตถุประสงค์ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพราะฉะนั้น การตัดสินผลอะไรก็ช่าง ผู้เรียนจะตัดสินผลได้นะ ผู้เรียนต้องมี... 80 ของเวลาเรียนทั้งหมด โดยประถมนี่ ครูประจำชั้นเป็นคนนับเวลาเรียนนะครับ เด็กชาย A ตอนเช้ามาโรงเรียน ตอนเที่ยงป่วยปวดท้อง กลับบ้าน ขาดครึ่งวันนะครับ เด็กชาย A วันต่อมาไปตลาดกับแม่ เช้าขาดไปครึ่งวัน รวมแล้ว 1 วัน พอรวมเวลาเรียน ประถมเรียนประมาณ 200 วันขึ้นไป เวลาเรียนต้องมีและนับเวลาเรียนเป็นวันนะครับ 1. ก็คือเรื่องเวลาเรียน 2. ก็คือเรื่องการประเมินทุกตัวชี้วัด ก็คือกลุ่มสาระ นอกจากประเมินแล้วต้องผ่านด้วยนะครับ 3. จะต้องตัดสินผลทุกวิชา คำว่า "ตัดสินผล" ก็คือออกเกรด ไม่ว่าจะเป็น 0 1 2 3 4 0 1 1.5 2 2.5 ก็ถือว่าตัดสิน แต่ถ้าติด ร ติด มส. อันนี้อีกเรียกว่า "ไม่ตัดสิน" "ยังไม่ตัดสิน" แสดงว่าติด ร ติด มส. แต่ติด 0 นี่ได้ ก็คือว่าตัดสิน 4. อีก 3 เรื่องที่ อ่าน คิด วิเคราะห์ จุดประสงค์ และกับมาเน้นย้ำว่าไอ้เรื่องการประเมินตัวชี้วัดและกลุ่มสาระนี่จะต้องผ่านทุก ๆ รายวิชาพื้นฐานนะครับ เพราะฉะนั้น อันแรกคือตัดสินนะครับ ตัดสินเสร็จก็ตัดเกรด ก็ให้เกรดหรือว่าให้ระดับผลการเรียน เราเพิ่งเรียนไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเอง ครูบอกแล้วว่าในหลักสูตรมันมีคำที่เรียกว่า "เกรด" หลักสูตรนี้อาจจะใช้ว่าระดับในหลักสูตรก่อนหน้านี่เรียกว่า "ผลการเรียน" ก็จะมีชื่อต่างกัน แต่ชื่ออย่างเป็นทางการ ก็คือตัดเกรดนั่นเอง เมื่อผลตัดสินคนได้ ก็ต้องมาตัดเกรด โดยให้ตัดเป็น 8 เกรด หรือวิธีอื่น ๆ ซึ่งประถมมีให้ 6 วิธี นี่คือวิธีที่ 1 เป็นร้อยละ วิธีที่ 2 เป็นเลขไทย วิธีที่ 3 เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ วิธีที่ 4 ภาพแบบ 2 และวิธีที่ 6 วิธีคุณภาพแบบ 3 เลือกได้แบบใดแบบหนึ่งนะครับ กระทรวงศึกษาธิการ โดยโรงเรียนมักจะเลือกแบบที่ 2 เพราะคุ้นเคยกับระบบ 8 เกรดที่เราใช้ ๆ กัน แต่ว่าใช้ระบบนี้ก็ได้นะ ใช้อีก 5 ระบบที่เหลือก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันก็จะมีเกณฑ์ตัวหนึ่งที่พ้องต้องกันอยู่ ก็คือการได้ 0 นี่ ก็คือช่วงคะแนน 0-49 หรือแปลว่าไม่ผ่าน หรือว่า F ถ้าเกิดถามว่าเด็กชายดำได้ 0 เด็ก ถูกทุกข้อ ต้องตอบไม่ผ่านเท่านั้นนะครับ ต้องตอบตามเอกสารนะครับ ทั้งระบบที่เคยเห็นนี่ เมื่อก่อนตอนครูเป็นเด็กครูเห็นเป็นเลขร้อยละ ก่อนหน้านั้นใช้อันดับที่ แล้วก็พัฒนาเป็นระดับตัวเลขนะครับ เพระาฉะนั้น เคยใช้มาหมดแล้ว ส่วน A B C D มักใช้ที่โรงเรียนนานาชาติ รวมทั้งโรงเรียนบางแห่งที่มีเด็กต่างประเทศบ่อย จะต้องจัดทำระเบียบการประเมินวันและประเมินผล เพื่อจะแปลเป็นฉบับภาษาอังกฤษต้องใช้เกรดแบบนี้นะครับ สรุปว่ามีทั้งหมด 6 แบบ การตัดเกรดนะครับ ขอโทษที องค์ประกอบที่ 2 ก็คือการประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน การประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียนนี่นะครับ เดี๋ยวให้รถไอศกรีมไปก่อนนะ แป๊บหนึ่ง เอาล่ะ เหมือน ๆ จะ... ยัง ๆ เดี๋ยวนะ แป๊บหนึ่งนะ กำลังจะไป เกริ่นไปเรื่อย ๆ นะครับ องค์ประกอบนี่ ก็จะมี 4 องค์ประกอบนะ 1. กลุ่มสาระ 2. อ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน 3. ลักษณะอันพึงประสงค์ 4. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ทีนี้การให้ระดับผลการเรียนหรือการตัดเกรด ในหัวข้อที่ 2 คือ การอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียนนะ การอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียนนี่ให้เขียนได้ 2 แบบ คือ ผ่าน กับ ไม่ผ่าน ระบบเกรดใหญ่ของมันก็ได้ เพราะฉะนั้น การประเมินอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน คือ ผ่านและไม่ผ่านนะครับ แต่เขายังให้รายละเอียดของการผ่านด้วย ว่ารายละเอียดของให้รายละเอียดย่อยได้ 3 แบบ คือ ผ่านแบบดีเยี่ยม และผ่านแบบดี แต่ว่า 3 อย่างนี้ก็คือผ่านนะ กับไม่ผ่านนะครับ ดีเยี่ยม ก็น่าจะแปลว่าดีเลิศอยู่เสมอ ดี ก็หมายถึงว่าเป็นที่ยอมรับ ผ่าน ก็คือมีข้อบกพร่องแค่บางประการนะครับ ส่วนไม่ผ่านนั้นแปลว่ามีข้อบกพร่องปรับปรุงหลายประการนะครับ นี่ก็องค์ประกอบที่ 2 อ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ไม่ผ่านนะครับ แต่กรณีผ่านนั้นมีปลีกย่อยได้ คือ ดีเยี่ยม ดี และผ่านนะครับ การประเมินองค์ประกอบที่ 3 ก็คือองค์ประกอบที่ว่าองค์ประกอบลักษณะที่พึงประสงค์ เช่น เดียวกันกับอ่านคิดวิเคราะห์และเขียนเลย มี 2 เกรดใหญ่ คือ ผ่านกับไม่ผ่านนะครับ ผ่านกับไม่ผ่านนะครับ กรณีผ่านก็ทำที่เดียวกัน ก็คือให้มีการผ่านเรทแบบดีเยี่ยม ผ่านแบบดีและผ่านแบบผ่านนะครับ เหมือนกันกับอ่าน คิด วิเคราะห์นะครับ ส่วนดีเยี่ยม ดี ผ่าน เป็นอย่างไร เพราะมีรายละเอียดเยอะ เราไปอ่านเองนะครับ องค์ประกอบที่ 4 มาถึงองค์ประกอบที่เรียกว่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนี้ มีทั้งหมด 3 กิจกรรม เราเกริ่นไปแล้วนะครับ มีทั้งหมด 3 กิจกรรม ก็คือ 1. กิจกรรมแนะแนว 2. กิจกรรมนักเรียน กิจกรรมนักเรียนนี่ในส่วนกิจกรรมนักเรียนนี่ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มกิจกรรมวินัย ลูกเสือ เนตรนารี พวกนี้ คือกลุ่มเตรียมเพื่อสังคมและสาธารณะประโยชน์นะครับ ฉะนั้น มี 3 องค์ประกอบนะ แนะแนว นักเรียน และบำเพ็ญประโยชน์ สาธารณประโยชน์นะครับ มี 3 อย่างนะครับ เวลาประเมินให้ดู 3 เรื่องในทุกกิจกรรมเลยนะ ก็คือ 1. ให้ดูเวลาในการเข้าร่วมกิจกรรม 2. ให้ดูการปฏิบัติกิจกรรม และ 3. ให้ดูผลงานจากการปฏิบัติกิจกรรม ไอ้ตัวนี้มาโรงเรียนก็จริงจังครับ บางโรงเรียนก็จริงจังนะครับ บางโรงเรียนไม่จริงจังเลย ชั่วโมงแรก เอทมแรก เช็กชื่อทำอย่างดี แล้วก็หายไปหมด แต่ตัดเกรดได้ไอ้อย่างนี้เจตนาหลักสูตรที่จะให้เด็กได้มีเวลาเข้ากิจกรรม ให้เด็กได้ปฏิบัติกิจกรรมให้มีผลงานออกมาพัฒนาผู้เรียน กลายเป็นว่าเรียนสักส่วนหนึ่ง ไม่บอกว่ามากหรือน้อยนะ ทำไม่ครบนะครับ ก็เลยอาจจะขาดไป ผลการทำกิจกรรมทั้งหมด ก็จะออกเกรดให้ การออกเกรดมี 2 อย่าง คือ ผ. กับเกรด มผ. ผ. แปลว่าผ่านเกณฑ์ มผ. แปลว่า ไม่ผ่านเกณฑ์ เพราะฉะนั้น เวลาโจทย์ถาม ผ. คืออะไร ต้องตอบผ่านนะ มผ. คือ ไม่ผ่านเกณฑ์ ตอบตกผิด ตอบไม่ผ่าน ผิด ต้องตอบ ไม่ผ่านเกณฑ์เกณฑ์ ส่วนเกรด 0 เกรด 1 เกรด 0 ก็คือไม่ผ่าน ไม่เหมือนกันนะ ต้องจำให้ได้นะครับ ในกรณีที่เด็กได้ มผ. ให้ทำการซ่อมเสริม แล้วก็เปลี่ยน ผ. เป็น... เปลี่ยนจาก ผม. เป็น ผ. และต้องทำให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้น หากมีเหตุสุดวิสัยให้อยู่ในดุลพินิจของสถานศึกษา สังเกตไหม คนที่ไม่เกี่ยวข้องเลย เขาเรียนส่วนใหญ่นะครับ การให้เกรด 4 กลุ่ม กลุ่มสาระ คิด วิเคราะห์และเขียน ลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน หัวข้อถัดไป การเลื่อนชั้น การเลื่อนชั้นแปลว่า ป. 1 ขึ้น ป. 2 ป. 2 ขึ้น ป. 3 ป. 3 ขึ้น ป. 4 ป. 5 ขึ้น ป. 6 ม. 1 ขึ้น ม. 2 ม. 3 ไป ม. 4 ขึ้น ม. 5 ม. 5 ขึ้น ม. 6 ต้องจบก่อนถึงไปสอบเข้า เขาเรียกว่าจบการศึกษา ม. 3 ไป ม. 4 เขาไม่เรียกว่าจบ เขาเรียกว่าผ่านการศึกษาขั้นบังคับ ม. 6 ไปเรียนปริญญาตรี เรียกว่าการจบหลักการเลื่อนชั้น ก็คือ ป. 1 ขึ้น ป. 2 อย่างนี้นะครับ การเลื่อนชั้นนี่ การประถมก็จะมีข้อเขาอนุโลมเยอะกว่ามัธยมนะครับ ผู้เรียนที่มีข้อบกพร่องเล็กน้อย เขาจะเอ่ยถึงความจำเป็นบางอย่าง เพราะประถมนี่เป็นเด็กอยู่ ก็มีการอนุโลมบางอย่างนะ ผู้เรียนที่มีข้อบกพร่องเพียงเล็กน้อย และสถานศึกษาเห็นว่าจะซ่อมเสริมได้ ให้อยู่ในดุลพินิจของสถานศึกษา เห็นไหม สถานศึกษาทั้งหมดเลย อาจผ่อนผันให้เลื่อนชั้นได้นะครับ โดยมีเกณฑ์ดังต่อไปนี้ 1. เกณฑ์เรื่องเวลาจะต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 2. จะต้องประเมินทุกตัวชี้วัด ทุกกลุ่มสาระ ต้องผ่านด้วย 3. จะต้องตัดสินผล ติด 0 ได้ ติด ร. ติด มส. ไม่ได้ ต้องตัดสินผล 4. จะต้องประเมินอีก 3 เรื่องนอกจากประเมินกลุ่มสาระแล้วนะครับ จากนั้นมาประเมินในเรื่องอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ลักษณะอันพึงประสงค์ และเวลาพัฒนาผู้เรียน ครบ 4 องค์ประกอบ รวมทั้งเวลาเรียนครบ ก็อนุญาตให้เลื่อนชั้นได้นะครับ เลื่อนชั้นนะครับ ซึ่งมันจะคล้าย ๆ กับจบ จบเหมือนกัน คล้าย ๆ กัน ในกรณีที่เป็นวิชาพื้นฐานจะต้องผ่านทุกตัวชี้วัด เขาก็ยังเน้นของกลุ่มสาระอยู่ นี่คือเลื่อนชั้น ไอ้การเลื่อนชั้นนี่ มันมีการเลื่อนชั้นระหว่างปี หรือเรียกสว่า "การเลื่อนชั้น" การเลื่อนชั้นระหว่างปีนี่ เขาเปิดโอกาสให้สำหรับเด็กที่มีสติปัญญา หรือความสามารถเป็นเลิศ อนุญาตให้เลื่อนชั้นได้ เช่น เทอมนี้อยู่ ป. 2 เทอม 1 อยู่ ป. 2 เทอมหน้าแทนที่จะเป็น ป. 3 กลายเป็น ป. 3 เทอม 2 อย่างนี้เรียกว่า "พาดชั้น" ระหว่างปีนะครับ การเลื่อนชั้น หรือ ชั้นระหว่างปีนี่ สังเกตนะมันก็มีตัวคน กรรมการก็เป็นส่วนใหญ่นะครับ นะครับ โดยการเลื่อนชั้นระหว่างปีนี่ ให้เลื่อนชั้นได้ 1 ระดับ เช่น ป. 2 ไป ป. 3 ไม่ใช่ ป. 2 ไป ป. 5 อย่างนี้ไม่ได้นะครับ หรือ ป. 4 ไป ป. 5 อย่างนี้นะครับ ไม่ใช่ ป. 4 ไปแต่จะได้ 1 ชั้น แต่ทั้งนี้จะต้องให้เสร็จก่อนเทอม 2 นะครับ และผู้ปกครองผู้เรียนจะต้องยินยอมนะครับ นะครับ ส่วนรายละเอียดอาจารย์จะไม่พูดนะ การเรียนซ้ำชั้น ประถม มัธยม ก็มีซ้ำชั้น ซ้ำชั้นคืออะไร คือ ซ้ำชั้นเดิมนะครับ การเรียนซ้ำชั้นเกิดในกรณีที่ผู้เรียนไม่ผ่านวิชาจำนวนมาก และมีแนวโน้มจะเป็นปัญหาต่อการเรียนในชั้นที่สูงขึ้น ดังนั้น จึงต้องซ้ำชั้นนะครับ โดยสถานศึกษามาแล้ว ตั้งกรรมการ โดยคำนึงถึงวุฒิภาวะ ความรู้ความสสามารถของผู้เรียนเป็นหลักนะครับ ผู้เรียนที่ไม่มีคุณสมบัติในการเลื่อนชั้น ผู้เรียนที่ไม่มีคุณสมบัติในการเลื่อนชั้น สถานศึกษาจะต้องให้เรียนซ้ำ บังคับต้องให้ซ้ำ ยกเว้นกรณีต่อไปนี้ กรณีต่อไปนี้ เป็นกรณีอนุโลม อย่างที่บอกประถมอนุโลมเยอะมาก มัธยม ปริญญานี่เขาไม่อนุโลมนะ เพราะถือว่าโตแล้ว การเลื่อนชั้นมีข้ออนุโลม 3 ข้อ ดังต่อไปนี้ ก็คือ 1. หากผู้เรียนมีเวลาเรียนไม่ถึงร้อยละ 80 ด้วยเหตุสุดวิสัย แต่เรื่องอื่น ๆ ดี ครบถ้วน เลื่อนก็เลื่อน 2. ผู้เรียนมีมาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัดไม่ถึงเกณฑ์ในบางวิชา แต่คิดว่าจะซ่อมเสริมได้ในปีถัดไป เรียนครบ เลื่อนก็เลื่อนอันนี้ข้อใดข้อหนึ่งนะ หลายข้อเกินไปจะไม่ให้นะครับ 3. นี่ล่ะเป็นตัวสำคัญตัวหนึ่ง ม. ต้น จะต้องมีวิชาภาษาไทยกับวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในเกณฑ์พอใจ เพราะประถมต้นนี่จะต้องรู้เครื่องมือการเรียนรู้ คือ ต้องรู้คณิตฯ และภาษาไทย ถ้าไม่รู้คณิตและภาษาไทย ก็อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ คิดเลขไม่เป็น ก็จะลำบากในระดับ ต้องเคร่งครัดที่ภาษาไทยกับคณิตศาสตร์ แต่ ป. ปลาย ดู 4 วิชา ก็คือ ไทย คณิตฯ วิทย์ฯ สังคมนะครับ อนุโลมที่ 4 วิชา เขาจึงเรียกสาระ 4 ตัวนี้ว่า "สาระหลัก" มันจะมีอีก 4 ตัวที่เหลือ ไม่ใช่สาระหลัก การสอนซ่อมเสริมบ้าง สอนซ่อมเสริม สอนซ่อมเสริมทำเมื่อไหร่ เสริม คือ เก่งอยู่แล้ว ซ่อม คือไม่เก่ง พื้นฐานเรามักจะดูพื้นฐานเป็นหลัก การซ่อมเสริมดำเนินการดังต่อไปนี้ คือ 1. ดำเนินการในกรณีที่ความรู้ทักษะไม่พอที่จะเรียน 2. ผู้เรียนไม่สามารถแสดงความรู้ทักษะออกมาให้เห็นได้ระหว่างการเรียน 3. จะซ่อมเสริมก็ต่อเมื่อผู้เรียนมีผลการเรียนประเมินปลายปีต่ำกว่าเกณฑ์การประเมิน พูดง่าย ๆ ว่าติด 0 จะต้องซ่อมเสริมก่อนสอบแก้ตัว การซ่อมเสริมทำใน 3 กรณีนะครับ ถ้าโจทย์ออกข้อสอบ ถามว่าการเรียน การจัดการซ่อมเสริมให้เด็กชาย A เด็กชาย A ต้องเข้าข่ายในกรณีใด ก็จะ 3 ตัวนี้นะครับ หรือกรณีใดไม่เข้าข่ายการสอนซ่อมเสริมอะไรอย่างนี้นะครับ จบบ้าง เกณฑ์การจบ เด็กจบแค่ประถมอาศัย 5 ข้อ ซึ่งเมื่อก่อน คือ 4 ข้อ อันเดียวกันแหละ แต่คราวนี้เขียนชั้นขึ้น สังเกตมันจะมีเรื่องกลุ่มสาระ อ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ลักษณะอันพึงประสงค์ องค์ประกอบนะ 1 2 3 4 อ่านเป็นข้อ ๆ แล้วกัน เกณฑ์การจบระดับประถม จะจบได้ต้องเรียนก่อนครับ เรียนทั้งวิชาพื้นฐาน วิชาเพิ่มเติมหรือกิจกรรมเพิ่มเติมตามโครงสร้างหลักสูตรให้ครบ ถึงจะจบได้นะครับ 2. เมื่อครบแล้ว การประเมินพื้นฐาน หรือกลุ่มสาระพื้นฐาน อ่านคิดวิเคราะห์ก็ต้องผ่าน กิจกรรมก็ต้องผ่าน อย่างนี้จบประถมได้ แต่จะจบประถมนี่ ไม่ถือว่าจบการศึกษานะ ยังต้องไปเรียน ม. 1 ต่อ เพียงแต่จบจากโรงเรียนนี้ไปเรียนโรงเรียนอื่น ต้องไปสอบเข้าต่อ จะจบได้ต้องถึง ม. 3 เพราะเป็นการศึกษาขั้นบังคับ 9 ปีนะครับ ดังนั้น จบประถม ก็คือจบเฉย ๆ ไม่เรียนต่อ ผิดกฎหมาย ผู้ปกครองถูกดำเนินคดีนะครับ เอาล่ะประถมจบไปแล้ว ต่อไปเป็นมัธยม มัธยมก็จะมีส่วนบางส่วนค่อนข้างจะคล้ายกัน เพราะฉะนั้น ครูจะพูดคร่าว ๆ นะครับ เรื่องแรกการตัดสินผล ก็จะมา 4 ข้อ 1 วัด 1 2 3 4 5 เหมือนประถมเลย และเกือบเหมือนกันทุกประการเลย อย่างที่ชัดเจน คือ ต้องมีประเด็นเรื่องนี้ 1. ก็คือกลุ่มสาระ นี่กลุ่มสาระ นี่ก็ประเด็นที่ 1 ประเด็นที่ 2 จะต้องมี อ่าน คิด วิเคราะห์ 3. ต้องมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4. ก็มีกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เรียกได้ว่าประถม ม. ต้น ม. ปลาย จะต้องประเมิน 4 เรื่องนี้นะครับ มาดูรายละเอียดเป็นข้อบ้าง การตัดสินผลระดับมัธยม ให้ดูที่ให้ตัดสินเป็นวิชา และต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของวิชาเรียนนั้น ๆ ต่างกันกับประถมข้อนี้แหละ ประถมนี่ ครูประจำชั้นเช็กทีเดียวทั้งวันเลย แต่มัธยมวิชาใครวิชามัน เช่น 8 โมงครึ่ง ถึง 9 โมงครึ่ง เราไม่ชอบครู A เราขาดบ่อยนัก ก็คือเราจะไม่ครบวิชานั้น ติด มส. ไม่มีสิทธิสอบ อาจารย์ B เรียนประจำเลย วิชานี้ไม่เป็นไร เพราะฉะนั้น คิดเป็นวิชา วิชา นอกนั้นเหมือนประถมเลย ก็คือข้อ 2 ได้รับการประตัวชี้วัดเราก็ต้องผ่าน 3. ต้องตัดสินผลทุกวิชาเพราะว่าติด 0 ได้ ติด มส. กับ ร. ไม่ได้นะครับ อันนี้ไม่จบนะครับ เลื่อนชั้นไม่ได้ แต่ติด 0 ไม่เป็นอะไร ตัวตัดสิน แต่ต้องติดในขอบเขตที่กำหนดได้นะ 3. แต่ไปประเมินอ่านคิดและวัดผู้เรียน ก็คือวิชาพื้นฐานจะต้องผ่านทุกรายวิชา ต่อไปเมื่อตัดสินผลเสร็จก็ให้เกรด เราก็เรียนไปแล้วอย่างที่บอก เกรดมัธยมไม่เหมือนประถมครับ มัธยมมีแบบเดียว แบบ 8 เกรด มีแบบนี้ มีแบบเดียวนะ และที่เหมือนประถม ก็คือเกรด 0 ก็คือ 0-49 และข้อความที่ใช้ ก็คือ 0 คือ ต่ำกว่าเกณฑ์ ต้องจำให้ดีนะครับ มีเกรดแบบเดียว กรณีที่เป็นโรงเรียนของเอกชน หรือโรงเรียนที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ โรงเรียนที่จะไปต่างประเทศ เขาจะทำระเบียบว่าด้วยการแปล ในกรณีที่จะไปเรียนต่างประเทศ แต่เรียนโรงเรียนที่เป็นหลักสูตรต่างประเทศ เขาจะมาอย่างนี้ แปลงเป็น A เป็น B พวกนี้นะครับ บางโรงเรียนก็ทำแต่ต้น บางโรงเรียนก็ทำเป็นระเบียบว่าด้วยการแปลนะครับ จะได้หน่วยกิต ประถมไม่มีนับหน่วยกิต แต่มัธยมนับ จะนับหน่วยกิตก็ต่อเมื่อได้เกรด 1 ขึ้นไปถึงจะนับหน่วยกิตนะครับ กรณีที่ไม่สามารถให้เกรดได้ อันนี้สำคัญมากเลย ให้ใช้อักษรต่อไปนี้ คือ มส. ก็คือไม่มีสิทธิ์เข้าสอบปลายภาคเรียน ด้วยเหตุก็คือเวลาเรียนไม่ถึง ร้อยละ 80 ก็เป็นวิชาใครวิชามันนะ มส. 2. ก็คือติด ร. ร. ก็คือยังรอการตัดสิน หรือยังตัดสินผลไม่ได้ อาจจะงานไม่ครบ หรือยังไม่ได้สอบบางประการ หรือเหตุผลอื่น ๆ นะครับ เช่น ก็คือสอบไม่ได้อย่างนี้ ก็คือติด ร. นะครับ ไม่ได้แปลว่าถูกต้องเสมอไป อันแรกประเมินกลุ่มสาระ อันที่ 2 คือการประเมินอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน คือ ผ่าน กับ ไม่ผ่าน กรณีผ่านมีอยู่ 3 อย่าง ก็คือดีเยี่ยม ดี และ ผ่าน องค์ประกอบที่ 3 ลักษณะอันพึงประสงค์ ก็เหมือนกันกับประถมอีก ก็คือมีเกรด 2 เกรดคือผ่าน ไม่ผ่าน กรณีผ่านมีอยู่ 3 อย่าง เหมือนกันเด๊ะเลย ดี ดีเยี่ยม และก็ผ่านนะครับ รายละเอียดเหมือนกันนะครับ มาถึงองค์ประกอบสุดท้าย คือองค์ประกอบพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนี่มี 3 แบบ เหมือนกับเด๊ะ ก็คือ 1. กิจกรรมแนะแนว 2. กิจกรรมนักเรียน ไอ้ตัวนักเรียนนี่แบ่งเป็น 2 ตัวเลือก ไอ้ตัวนักเรียน แบ่งเป็น 2 ตัวก็คือกิจกรรมกลุ่มวินัย ลูกเสือ เนตรนารีพวกนี้ กับกลุ่มชุมชน และองค์ประกอบ ที่ 3 คุณลักษณะที่ 3 ก็คือกิจกรรมผู้เรียน ก็คือกิจกรรมเสื้อสีครามน่ะ ที่ไปทัศนศึกษาบ่อย ๆ พวกนี้ครับ ทั้ง 3 ลักษณะกิจกรรม ทุก ๆ กิจกรรม ไม่ว่าชมรม ชุมนุมหรืออะไรก็ช่าง ให้ดู 3 เรื่อง เหมือนเดิมเลย คือ การปฏิบัติกิจกรรม และดูผลการปฏิบัติกิจกรรม เหมือนกันกับประถม ก็คือบางโรงเรียนเข้มงวดก็ทำได้จริง บางโรงเรียนละเลย บางโรงเรียอาทิตย์แรกมาเข้าชมรมขึงขัง และก็หายไปนะครับ แต่มีเกรดออกมาได้ ก็น่าแปลกใจนะ มีข้อแปลกใจ อันนี้ก็เป็นข้อที่น่าคิดของหลักสูตร ตั้งแต่ไหนแต่ไร ครบแล้วนะครับ การให้เกรด ยัง ๆ ยังนิดหนึ่ง การให้เกรดของการพัฒนาผู้เรียนก็เหมือนกับประถมและมัธยม มี 2 เกรด คือ ผ. กับ มผ. ผ. คือ ผ่านเกณฑ์ มผ. คือ ไม่ผ่านเกณฑ์ มผ. นี่ แก้แล้วจาก มผ. เป็น ผ. ทำงานให้เพิ่มหรือกิจกรรมซ่อมเสริมอะไรก็แล้วแต่ หากมีเหตุสุดวิสัยนะครับ ให้อยู่ในดุลพินจของสถานศึกษา และต้องทำให้เสร็จในปีศึกษานั้น ทีนี้มัธยมก็จะมีรายละเอียดที่มันมากขึ้นกว่าประถมหน่อยหนึ่ง การเปลี่ยนเกรดจาก 0 การเปลี่ยนผู้เรียนเมื่อได้ 0 คนที่ได้ 0 โรงเรียนจะต้องจัดให้มีการซ่อมเสริมก่อนสอบแก้ตัว และทำได้ 2 ครั้ง สอบแก้ตัวได้ 2 ครั้งนะครับ ก่อนจะสอบ ต้องนะครับ แต่ถึงสอบ ทำได้ 2 ครั้งนะครับ หาก 2 ครั้งแล้วยังตก 0 อีก ให้สถานศึกษาตั้งกรรมการนะครับ มาอีกแล้วกรรมการอีกแล้วนะครับ กรรมการก็ไม่มีเดี่ยวนะ ปฏิบัติดังต่อไปนี้ กรณีเป็นวิชาพื้นฐาน ให้เรียนซ้ำ กรณีเป็นวิชาเพิ่มเติม ทำได้ 2 อย่าง คือ เรียนซ้ำหรือเปลี่ยนวิชาใหม่ กรณีเป็นวิชาใหม่ จะต้องเขียนใน ปพ. 1 หรือในทะเบียนแสดงวิชาเรียนว่าแทนวิชาอะไรครับ ต่อไป ร. เกรด ร. ที่เราเรียกว่า "i" หรือ "m" ก็คือยังตัดสินผลไม่ได้ รอการตัดสินผลนะครับ ให้แก้ไขตามเหตุ ยังไม่ส่งงาน ก็ส่งงาน ยังไม่สอบให้สอบ แก้ไขตามเหตุ แก้แล้วจะได้ตกอีก จะได้ตกอีกก็ได้ หรือได้ 4 ก็ได้ นะครับ และข้อสำคัญ หากทำไม่เสร็จในเวลาที่กำหนด จะเปลี่ยนเกรด 0 เป็น ร. ไปเป็น 0 โดยอัตโนมัติ มหาลัยเราก็เหมือนกัน มหาวิทยาลัยเราก็เหมือนกันใครติด ร. จะต้องยื่นคำร้องขอแก้ ร. หรือแก้ I นี่ หลังเปิดเทอมไม่เกิน 2 สัปดาห์ ถ้าใครไม่ยื่น อาจารย์ปฏิเสธ ติด ร ตั้งแต่ปี 2 เพิ่งนึกได้ตอนปี 4 จะฝึกสอนแล้ว ไปขอ อาจารย์ปฏิเสธได้ ติด 0 ทันทีเลย แล้วก็ไม่ได้ฝึกสอนถ้าเป็นวิชาสำคัญ เราก็จะต้องแก้ ร. ไม่แก้ ร. ไม่ได้ จะต้องไปเรียนใหม่ เพื่อที่จะไปฝึกสอนได้นะครับ นะครับ เพราะฉะนั้น พวกเราติด ร. หรือติด i นี่ไปยื่นคำร้องไว้ก่อนนะ ไปยืนคำร้องเสร็จกระบวนการแก้ i นี่อาจจะมีการช้าได้บ้าง แต่ถ้าไม่ยื่นนี่จบเลยนะครับ จบเลยนะครับ เหมือน... เหมือนไม่ไปทำเอกสาร หรือไม่ทำเรื่องไว้ก็จบเหมือนกัน 0 ทันทีนะครับ มส. บ้าง มส. นี่ แบ่งเป็น 2 กรณี กรณีแรก คือ กรณีที่เวลาเรียนไม่น้อยกว่า 60 แต่ไม่ถึง 80 เขาเรียกกรณีอนุโลม ได้ เพราะเรียนค่อนข้างเยอะ กรณีนี้ให้ทำการซ่อมเสริมหรือจัดงานเพิ่มหรืออะไรก็แล้วแต่ ตามเหตุนะครับ แล้วก็แก้ มส. เป็น 1 เท่านั้น นะครับ และต้องทำให้เสร็จภายในปีการศึกษานั้น หากไม่มาดำเนินการ ก็ให้ดูดุลพินิจนะครับ เมื่อพ้นกำหนดแล้วให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. ถ้าเป็นวิชาพื้นฐานเรียนซ้ำ ถ้าเป็นวิชาเพิ่มเติมให้ดุลพินิจของสถานศึกษาว่าจะให้เรียนซ้ำหรือเปลี่ยนวิชาใหม่นะครับ แบบที่ 2 แบบหนักหน่วง ก็คือเพราะติดเพราะ เวลาเรียนน้อยกว่าร้อยละ 60 อันนี้ถือว่าหนักหน่วง ไม่มีการให้ทำอะไรทั้งสิ้น ไม่มีการให้งานนู่นนี่นั่นอะไรทั้งสิ้น จัดการเลย ถ้าเป็นวิชาพื้นฐานให้เรียนซ้ำ ถ้าเป็นวิชาเพิ่มเติม ให้อยู่ในดุลพินิจของสถานศึกษาที่จะให้เรียนซ้ำหรือให้เรียนใหม่ เมื่อเป็นการเปลี่ยนวิชาใหม่ จะต้องบันทึกว่าแทนวิชาใดนะครับ การเปลี่ยน มผ. บ้าง มผ. ก็คือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนะครับ ครูขออนุญาตบางเรื่องให้ไปอ่านเองนะครับ เลื่อนชั้นก็ให้ไปอ่านเองนะครับ เรียนซ้ำชั้นก็พูดไปแล้ว คล้าย ๆ กัน ก็ให้ไปอ่านเองนะครับ ซ่อมเสริมก็เหมือนกันนะครับ มาถึงเรื่องสำคัญ เกณฑ์การจบ เอาล่ะ จบ อันแรกจบ ม. ต้น หรือว่าจบการศึกษาภาคบังคับ จบ ม. 3 นี่แหละ อันที่ 2 คือ การจบ ม.ปลาย จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน การจบในหลักสูตรนี้มันมีจบอยู่ 3 แบบ คือ 1. จบประถม จบโรงเรียนประถม หรือจบชั้นประถม 6 ต้องไปเรียน ม. 1 ต่อ อันนี้ไม่เรียนต่อไม่ได้นะครับ ขอโทษที จบแบบที่ 2 เรียกว่า "จบ ม. ต้น" หรือว่า "จบ ม. 3" หรือว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน จบแล้วไม่เรียนต่อก็ได้ครับ อันที่ 3 คือ จบหลักสูตร หรือจบ ม. เรียกว่า "จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน" เรียกว่าจบจริง ๆ เลย เกณฑ์ 12 ปีนะครับ ไอ้เกณฑ์การจบประถม ม. ต้น ม. ปลายนี่ มันแทบจะเหมือนกันนะ ในองค์ประกอบ ก็คือต้องมี 4 องค์ประกอบ ก็คือ 1. ก็มีเรื่องกลุ่มสาระ 2. ก็มีเรื่องอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน 3. ลักษณะอันพึงประสงค์ และ 4 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ในกลุ่ม ม. ปลายนะ ม. ต้น ก็เหมือนกัน ประถม ก็เหมือนกัน กลุ่มสาระก็มีอ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน และวัตถุประสงค์ อาจจะมีตัวแปลกบ้าง เรื่องหน่วยกิต สำหรับมัธยม สำหรับมัธยม และประถมสำหรับเรื่องเวลาเรียนแบบนี้นะ มาดูประถมก่อน ขอโทษที มาดู ม. ต้น ก่อน 1. ผู้เรียนจะต้องเรียนก่อน ทั้งวิชาพื้นฐาน และวิชาเพิ่มเติม ตรงนี้เปลี่ยนแปลงแล้ว เปลี่ยนแล้ว ให้ไปหาข้อมูล ณ วันบรรจุครู เพราะมันจะเปลี่ยน อย่างเช่น ตามหลักสูตร 44 นี่ หลักสูตร 44 บอกแบบหนึ่ง ตอนปี 44 45 บอกแบบหนึ่ง พอปี 47 บอกอีกแบบหนึ่ง แต่ที่ไม่เปลี่ยน ก็คือยังต้องเรียนวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติม 3 โครงสร้างนะครับ แต่พวกนี้เปลี่ยนแล้วนะครับ อันนี้ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มนะ ครูบอกวันนี้ มันก็จริงแค่วันนี้นะครับ อันนี้เปลี่ยนนะครับ ข้อ 2 จะต้องเรียนน้อยกว่า 77 หน่วย อันนี้ก็เปลี่ยน แต่ข้อความนั้นไม่เปลี่ยน ยังต้องจบ 66 นี่ยังเหมือนเดิม ยังไม่เปลี่ยน แต่อันนี้เปลี่ยน คือข้อความของข้อ 1 ข้อ 2 นี่ มันมีส่วนใช้ได้ ใช้ไม่ได้ ต้องไปหาข้อมูลนะครับ ข้อ 3 4 5 เหมือนเดิม อ่าน คิด วิเคราะห์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนี่ เหมือนเดิมนะครับ ม. ปลาย ก็เหมือน ม. ต้น สิ่งที่ไม่เปลี่ยน ก็คือต้องเรียนวิชาพื้นฐานและวิชาเพิ่มเติม ดังนั้น กิจกรรมเราให้มันครบกำหนด แต่ตัวเลขนี่เปลี่ยนแล้วนะ ตัวเลขนี่เปลี่ยนแล้ว ไปหาข้อมูลนะครับ หาข้อมูล 2. จะต้องจบ 77 ตรงนี้ก็ไปหาข้อมูลนะ แต่ตัวเลขนี้ยังเหมือนเดิมนะครับ และตัวนี้ก็เปลี่ยนแล้ว เพราะครูบอกไปมันก็ตรงอันนี้ อีกปีหน้าก็เปลี่ยนใหม่อีก ต้องเรียนวิชาพื้นฐานตามโครงสร้าง มี 47 หน่วยแหละ ส่วนข้อ 3 4 5 เหมือนเดิมครับ อ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนะครับ เรื่องถัดไปการเทียบโอน ผลการเรียนนะครับ ให้สถานศึกษาเทียบโอนผลการเรียน โดยสิ่งต่อไปนี้ เรียกว่า "เทียบโอน" สมัยเก่า ราชภัฏหลักสูตรเดียวทำโดยหน่วยงานกลางใช้ทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นราชภัฏเชียงราย ราชภัฏบุรีรัมย์ ราชภัฏเลย ราชภัฏเทพสตรี ราชฎัทรสุราษฎร์ ไม่ว่าที่ไหนก็ช่างใช้หลักสูตรเดียวกัน ถ้าเกิดเราจำเป็นต้องย้ายไปเชียงราย เมื่อในหลักสูตรเดียวกันเรียกว่า "ย้าย" ย้ายไป แต่ถ้าไป มข. หลักสูตรเรียกว่า... นะครับ โรงเรียนประถม มัธยมก็เหมือนกัน หลักสูตร 44 หลักสูตร 51 นี่ เนื่องจากว่าโรงเรียนทำเอง เป็นหลักสูตรโรงเรียนใคร ก่อนหน้านั้นจะเป็นการย้าย หลักสูตร 33 สมัยครูเรียกว่า "ย้ายโรงเรียน" ระเบียบเดียวกัน อะไรเหมือนกันหมด ตั้งแต่ปี เป็นต้นมา ไม่มีคำว่า่ "ย้าย" อีกต่อไป เพราะแต่ละโรงเรียนก็คนละหลักสูตร เป็นการเทียบโอน การเทียบโอน ก็คือสิ่งต่อไปนี้ ก็คือการย้ายแต่ผู้ปกครองเราเขาเรียนมาตามหลักสูตรเก่า เขาจะเข้าใจว่าย้าย แต่จริง ๆ มันคือการโอน เทียบโอนนะครับ ย้าย ๆ ๆ จริง ๆ ไม่มีการย้ายแล้วนะครับ การเทียบโอนก็คือสิ่งต่อไปนี้ คือ 1. ย้าย 2. เปลี่ยนรูปแบบการศึกษา เช่น Home School หรือโรงเรียนกลับไปเป็นการศึกษานอกโรงเรียน สยามกลกาล มาเทียบโอน หรือมีฟุตบอลไม่อยากเรียน เทียบโอนได้หมดเลย ย้ายหลักสูตร ละทิ้งการศึกษา แล้วขอกลับเข้าศึกษาต่อ พวกนี้เรียก "เทียบโอน" ทั้งหมดนะครับ ย้ายตอนนี้ยังเหลือที่เป็นวิทยาเขต เช่น ราชมงคล อันนี้น่าจะยังเรียกว่า "ย้าย" เพราะราชมงคลกลางอยู่ที่โคราชสามารถย้ายไปราชภัฏกาฬสินธุอย่างนี้ยังมีย้ายอยู่นะครับ ตอนนี้ประถมเรียกว่า "เทียบโอน" การเทียบโอนนั้น เขามีข้อบังคับว่าให้ทำช่วงต้นของเทอม เทียบโอนเสร็จแล้ว เมื่อเสร็จแล้ว จะต้องเรียนต่อย่างน้อย 1 เทอม เสร็จจะโอนอยู่นั่นแหละ สถานศึกษารับทำการเทียบโอนโดยมี 3 ลักษณะต่อไปนี้ เวลาจะโอนนะครับ 1. กรณีมีหลักฐาน เช่น เรียนโรงเรียนราชสีมา จะไปเรียนโรงเรียนสีดา ต้องมีหลักฐานพวก ปพ. อย่างนี้เอาหลักฐานไปแสดงเลยแล้วโอนกันเลยนะ แบบที่ 2 อาศัยสอบความรู้ เช่น พ่อแม่สอนเองหรือว่า Home School มาสอบสิ คณิตศาสตร์ ป. 3 ทำได้ โอเค จะเอาหลักฐานจากไหน เพราะพ่อแม่ออกหลักฐานให้ไม่ได้ ต้องอาศัยสอบความรู้ 3. อาศัยการปฏิบัติ เช่น กีฬาฟุตบอล วอลเลย์บอล ต้องปฏิบัติ มี 3 ลักษณะ เพราะฉะนั้น การเป็นกรรมการไม่น้อยกว่า 3 และไม่เกิน 5 รายละเอียดครูคงไม่พูดแล้วนะครับ มาถึงสิ่งสำคัญแล้ว หลักฐาน หลักฐานี้เป็นหลักฐานสำคัญ เช่น ใช้จบการศึกษา ใช้เรียนต่อ ใช้ทำงาน พวกเรา ปริญญาตรีเรียกว่า "Transcript" อะไรอย่างนี้ ใบรับรองคุณวุฒิ ใบรับรองวิชาเอก เขาเรียกว่าหลักฐานการศึกษานะครับ เดิมนี่ที่ครูบอกไว้ กระทรวงศึกษาธิการทำให้ตอนเป็นหลักสูตรเก่า ก็คือเอกสารพวกนี้ ที่ครูให้นักเรียนเห็นก่อนหน้านี้ นี่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นอนุบาล ไม่ว่าจะเป็นประถม ไม่ว่าจะเป็นมัธยมนะครับ กระทรวงศึกษาธิการทำให้เลยนะครับ นี่คือปกมัน นี่คือข้างในมัน ของประถม นี่คือข้างในมัน ทำให้เลย เช่น เช็กเวลาเรียนนี่ คนที่เรียนอยู่เด็กชาย A นี่ เช็ก 2 ครั้งนี่ ครูบอก มาเช้า บ่ายขาด บ่าย... เช้าไม่มา บ่ายมา วันหนึ่ง เช็ก 2 ครั้ง ของประถม ทำให้เลย แบบกรอกคะแนน มีให้เลย ประเมินเลยนี่ เกรดปลายปี ปลายภาค วิชาภาษาไทย วิชาอะไรเขามีหมดเลย แต่ว่าพอเป็นหลักสูตร 51 กับหลักสูตร 44 นี่ เขาเชื่อว่าครูกับโรงเรียนมีศักยภาพ จึงทำให้บางส่วนเท่านั้น เอาล่ะครับ หลักฐานการศึกษานี่แบ่งเป็น 2 ประเภทนะครับ แบ่งเป็น 2 ประเภท 1. เรียกว่าหลักฐานที่กระทรวงกำหนด ไอ้ตัวนี้ตอนหลักสูตร 44 นะ เรียกบังคับแบบ แต่ละปีก็เรียกไม่เหมือนกันนะ ตอน 44 เรียก "บังคับแบบ" ตอน 51 เรียก "หลักสูตรที่สถานศึกษากำหนด" สถานศึกษาทำเอง หรือสถานศึกษากำหนด เอกสารหลักฐานที่กำหนดนะครับ 1. คือ ปพ. 1 ชื่อเต็ม คือ ระเบียนแสดงผลการเรียน 2. คือ ปพ. 2 หรือประกาศนียบัตร 3 ก็คือ ปพ. 3 หรือแบบรายงานผู้สำเร็จการศึกษา เอกสารที่กระทรวงกำหนดนี่นะครับ มันจะมีทั้งชื่อเต็มและชื่อย่อ คือ ปพ. แต่เอกสารหลักฐานที่โรงเรียนทำเอง จะไม่มีชื่อย่อ จะมีแต่ชื่อเต็ม เช่น บันทึกรายงานประจำวิชา หรือสมุดพกนี่ หรือใบรับรองผลการเรียน หรือระเบียน ไม่มีชื่อย่อให้อย่างเป็นทางการ โรงเรียนตั้งเองได้ อันนี้เมืองคง 2 แต่ว่าจะมีบางโรงเรียนยังติดอยู่ ก็ใช้ ปพ. 4 ปพ. 5 ปพ. 6 ทั้งที่ระเบียบไม่ได้กำหนดนะ เขียนเอง และเขาบอกข้อสอบบรรจุ ซึ่งมันไม่มี ปพ. 4 ใช้เอกสารอะไร มันไม่มีจะออกเอกสารได้อย่างไร นี่คือต้องระวังเวลาไปสอบบรรจุนะครับ ทำไมเอกสาร พวกนี้ไม่บังคับ แต่ 3 ตัวนี้บังคับ เพราะว่าเอกสารบังคับ 3 ตัวนี้ เอกสารที่กระทรวงกำหนดนี่เป็นเอกสารนี่ที่ทุกคนจะต้องใช้อย่างแรกนี่ การเรียน ต้องใช้ แบบประกาศณียบัตรต้องใช้ อันนั้นต้องใช้ โรงเรียนต้องใช้ ถ้าทำไม่เหมือนกัน 1. ใช้ยาก 2. มันเกิดการด้อยค่า โรงเรียนรวยทำมาเสียสวยเลย โรงเรียนไม่รวยก็ทำมาไม่สวย ก็กลัวเด็กด้อยค่า ทั้งที่มันมีศิกดิ์และสิทธิเท่ากัน หน่วยงานกลางนะครับ วันหนึ่งขณะครูสอนพวกเราอยู่อย่างนี้แหละ พวกเรารุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปโทร. มา อาจารย์คะ หนูกำลังจะไปบรรจุค่ะ เขตพื้นที่โทร. มาบอกว่าให้หนุนำหลักฐานการจบปริญญาตรีไปส่ง มันคืออะไรคะอาจารย์ Transcript หนูก็ให้ไปแล้ว คือ รบ. นะครับ Transcript ปริญญาหนูก็ให้ไปแล้ว เขาบอกหนูไม่มีหลักฐานจบ หนูไม่จบ นี่คือหลักฐานการศึกษาเราต้องรู้นะครับ Transcript ไม่ใช่เอกสารการจบการศึกษานะ หรือระเบียนการศึกษา หรือ ปพ. 1 มันบอกแค่เกรด มันไม่ได้บอกแค่จบ ไม่จบก็ได้ หลักฐานการจบสำหรับประถม มัธยม เรียกว่า "ประกาศนียบัตร" มีไว้ให้มอบให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษา นี่คือสำคัญอยู่นี่ ถ้าปริญญาตรีน่าจะเรียกใบรับรอบคุณวุฒิ ปริญญาบัตรเป็นของชื่นชมได้ กับ Transcript ไว้ดูเกรดนะ ไม่ใช่ไว้ดูจบนะ คือ รายงานว่าโรงเรียนเรามีใครจบไปบ้างแล้ว รายงานกระทรวงนะครับ หรือของเราเรียกที่ว่านี่แหละครับ หน้าตาเป็นอย่างไร ครูให้เห็นหน้าตาของมันด้วยนะครับ อันนี้อยู่ในภาคผนวก ก. นะ นะครับ ภาคผนวก ก. ปพ. 1 2 3 นะ อันแรกเป็นตัวอย่าง ปพ. 1 นะครับ ชื่อมันเป็นคือ ปพ. 1 ป อันนี้ ปพ. 1 หลายแบบนะ อันนี้ ป. อย่างที่บอก Transcript ปพ. 1 มันไว้ดูเกรดครับ เห็นไหม ไว้ดูเกรด นะครับ นี่คือหน้าแรกของมันไม่บอกเกรด หน้าที่ 2 สรุปเกรดให้ดูนี่ครูให้เราเห็นกิจกรรมนักเรียนเป็นอย่างไร นี่รายละเอียดต่าง ๆ มันมีไว้แค่บอกผลการเรียน Transcrip ไม่ได้แปลว่าจบนะ นายทะเบียนเป็นคนจัดการเอกสารนี้ ครูเคยเป็นนายทะเบียนนะครับ ครูเคยทำพวกนี้มาก่อนนะ อันนี้ขยายใหญ่ขึ้นชัด ๆ ปพ. 1 มีหน้า มีหลัง เอกสารที่ 2 ครับ มีชื่อว่า ปพ. 2 อันนี้ขอผ่านนะ ปพ. 2 ประกาศนียบัตร มีไว้เพื่อแสดงว่าเป็นผู้สำเร็จการศึกษา นี่คือเอกสารการจบ มีหลักฐานการเซ็น ผอ. เซ็น ข้างหลังนายทะเบียนเป็นคนเซ็น ครูเคยเซ็นตรงนี้นะครับ ตั้งแต่หลักสูตร 33 น่ะ ครูเคยเซ็นนะครับ มาถึงเอกสารตัวที่ 3 มันมีชื่อว่า ปพ. 3 ปพ. 3 ป มีไว้เพื่อรายงานว่ามีใครจบบ้าง รายงานไปที่เขตและกระทรวงนะครับ เช่น ระดับที่ 1 นายอเนก นามสกุล แข็งขัน พ่อชื่อ แม่ชื่อ วัน เดือน ปีเกิด ได้ Transcript หรือ ปพ. 1 เลขที่อะไร รหัสประจำตัวนักเรียนคืออะไร รหัสบัตรประจำตัวคืออะไรนะครับ แล้วก็ผลของกลุ่มสาระ อ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน และเขียนลักษณะอันพึงประสงค์เป็นอย่างไร รายงานให้ครบทุกคนที่จบ อันนี้คือแบบรายงาน 3 ตัวนี้คือกระทรวงกำหนด ตัวที่ ปพ. 1 นี่มี 3 แบบ คือ ปพ. 1 ป ประถม บ. คือ ม. ต้น ภาคบังคับ พ. ก็คือจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ ม. ปลาย มีทั้งแบบพิมพ์ปกติ เขียนเอาเอง แบบพิมพ์โดยคอมพิวเตอร์ ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่ทำกันแล้ว ซึ่งครูเคยเขียนอยู่ เอกสารที่ 2 คือ ปพ. 2 อันนี้มีแค่ 2 ตัว คือ บ. กับ พ. เพราะการจบจริง ๆ แค่จบ 2 ครั้ง คือ จบการศึกษาขั้นบังคับหรือจบ ม. 3 จบ ป. 6 ต้องไปเรียนต่อไง จบ ป.6 จบ ม.6 จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน แค่ 2 เบอร์นะครับ แต่การรายงานจบมีรายงาน 3 ช่วง รายงานจบประถม เหมือนที่มีแค่ประถมก็ต้องจบรายงานไปนะครับ รายงานการจบมัธยมต้น และมัธยมปลาย นี่คือเอกสารหลักฐาน อีก 7 นาทีครูจะทันไหมนี่ ครูจะเร่งที่สุดก็แล้วกันนะครับ ต่อไปเอกสาร ไม่กำหนดครูไม่พูดแล้ว เพียงแต่บอกว่ามันมีชื่อย่อนะครับ ต่อไปแนวทางการบริหารการวัดและประเมินผลนักเรียนทำอย่างไรนะครับ เขาก็จะมีโครงสร้าง เป็น ครูไม่อธิบายรูปนะ ครูจะพูดถึงคนดีกว่า จะมีคนที่เกี่ยวข้องอยู่หลายฝ่ายดังต่อไปนี้ คนกลุ่มแรกคือคนกลุ่มที่สำคัญที่สุด เขามีชื่อว่าคณะกรรมการสถานศึกษา กลุ่มนี้มี ผอ. เป็นเลขาฯ ผอ. โรงเรียนเป็นเลขา มีเขามีพระ เขามักจะเป็นพระเป็นประธาน เป็น อบต. พวกผู้ใหญ่บ้านเป็นประธาน กลุ่มนี้สำคัญอย่างไร หน้าที่เขาคือเขาให้ความเห็นชอบ เห็นชอบ เห็นชอบ เห็นชอบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร ระเบียบวัดประเมินผล เกณฑ์ไม่เห็นชอบ ทำไม่ได้ ใช้ไม่ได้ จะต้องให้เขาเห็นชอบนะครับ เพราะฉะนั้น เขาเป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุดเลยนะครับ นอกจากเห็นชอบแล้ว เขายังต้องกำกับและติดตามด้วย ให้มันเป็นไปได้ ให้มันถูกต้องนะครับ กลุ่มแรก กลุ่มที่ 2 กลุ่มสำคัญเป็นเบอร์ 2 และหลักสูตรและสถานศึกษา กลุ่มนี้ก็คือกลุ่มบุคลากรโรงเรียนนั่นเอง มี ผอ. เป็นประธาน เรียกกลุ่มปฏิบัติ กลุ่มเบอร์ 1 เรียกกลุ่มอนุมัติ กลุ่มเบอร์ และให้เบอร์ 1 อนุมัติ เบอร์ 2 มีหน้าที่อะไร มีหน้าที่กำหนดระเบียบ คือ ทำระเบียบขึ้นมา ทำแผน กำหนดสิ่งที่จะประเมิน ทั้ง อ่าน คิด วิเคราะห์ ทั้งทุกอย่างนะครับ ทั้งตรวจสอบรายงาน ทั้งหมดเลยนะครับ ต่อไปเป็นกรรมการย่อย คือ กรรมการกลุ่มที่ 3 กรรมการกลุ่มสาระ กับกรรมการกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เบอร์ 3 นี้ไม่มีก็ได้ แต่ว่าไม่มีตอนไหน เบอร์ 4 กรรมการอ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน กรรมการประเมินลักษณะอันพึงประสงค์ 4 5 นี้ไม่มีก็ได้ แต่ 1 2 นั้นต้องมีเสมอนะครับ นอกจากนั้นยังมีกรรมการเทียบโอน อันนี้ไม่มีก็ได้ ไม่มีก็ได้เดี๋ยวจะว่าทำไมไม่มีนะครับ ต่อไป มีอยู่แล้ว คือ ผอ. กรรมการชุดที่ 1 เป็นประธานกรรมการชุดที่ 2 นะครับ และการเสนออนุมัติต่าง ๆ นะครับ มีครูที่สอน โรงเรียนก็ต้องมีครูฝึกผู้สอน มีครูวัดผล ครูเคยทำหน้าที่นี้ มีนายทะเบียนนะครับ ทั้งหมดนี่เขาบอกว่ากรณีที่เป็นโรงเรียนเล็ก ๆ นี่ เช่น มีครูอยู่แค่ 4 คนนี่ ให้ตั้งแต่ 1 กับ 2 พอนะครับ 1. คือกรรมการสถานศึกษา มีหน้าที่อนุมัติ 2. กรรมการบริหารวิชาการ อันนี้คือวิธีการทำ กรรมการต่อไปนี้ไม่ต้องทำหรอก เพราะมีครูอยู่ 4 คน อันนี้ไม่ต้องตั้ง อันนี้ไม่ต้องตั้ง อันนี้ไม่ต้องนะครับ ไม่อย่างนั้น ถ้าตั้งไปก็ประกาศ อันนี้เชิญกรรมการประชุม 4 คนนี้ ประกาศอันนี้เชิญกรรมการกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนประชุม ก็กลุ่มนี้ ประกาศ กรรมการที่มาประชุมก็กลุ่มนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนน้อย ๆ ตั้งแค่ 2 ชุด คือ ชุดที่ 1 กับชุดที่ 2 และชุดที่ 2 ทำหน้าที่หมดเลยนะครับ แต่ถ้าโรงเรียนครูเยอะ ๆ ช่วยกันทำงาน ก็สร้างไว้หลาย ๆ ชุดนะครับ รวมทั้งให้มีพนักงานรับประกัน 2 เรื่องสุดท้าย การกำกับดูแลคุณภาพ เนื่องจากว่ารัฐบาล หรือกระทรวงศึกษาคำนึงถึงความเสมอภาค โอกาสที่ทุกคนจะเข้าถึงการศึกษา มุ่งเน้นคุณภาพ นั่นคือจะต้องจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนตามมาตฐานให้ได้ จึงมีการวัดประเมินผลขึ้น 4 ระดับเพื่อที่จะจำกัดการดูแลคุณภาพ ระดับที่ 1 คือ ดูแลระดับชั้นเรียน โดยครูผู้สอนนะครับ ต้องมีการประเมินระดับสถานศึกษาในลักษณะรูปแบบของกรรมการเราคงเคยเจอแล้วในข้อสอบ Last และข้อสอบ RT และ 4. คือ ประเมินระดับชาติ เพื่อจะคงประสิทธิภาพการเรียนการสอน หรือดูว่าการเรียนการสอนระดับประเทศเป็นอย่างไร เรามักจะเจอที่ ป. 3 และเจอที่ ป. 6 ม. 3 และ ม. 6 ก็คือเขาสอบเพื่อให้มีมาตรฐานการศึกษาให้เหมือนกันทั้งประเทศ ของใครแล้วก็มาถึงเรื่องสุดท้าย ก็คือเรื่องจัดทำระเบียบ ไอ้ที่เรียนมาทั้งหมดนี่ จุดประสงค์อย่างหนึ่ง คือ เพื่อที่เราจะไปทำหน้าที่ครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเกี่ยวกับการวัดและประเมินผล 2. เวลาเราไปประเมินผลตามเขา เราอาจจะมีหน้าที่ในการยกร่างระเบียบกว่าจะได้ทำได้ และประโยชนืที่ 3 ก็คือ 1. ก็คือไปทำให้มันถูกต้องที่เขาเขียนไว้ โดยมีความรู้ 2. ผู้ที่นำการปฏิบัติที่มันมี 3. ก็คือมันใช้ในการสอบบรรจุ เราจะคัดคนที่มีความเข้าใจไปสอนหนังสือนะครับ เพราะฉะนั้น การทำระเบียบจึงเป็นหน้าที่ของสถานศึกษา ที่จะต้องจัดทำขึ้น และทำให้มันสอดคล้องกับข้อกำหนดของหลักสูตรปี 51 นะครับ ทั้งหมดนี่ก็เป็นบทที่ 10 (เจ้าหน้าที่) ค่ะ โอเคค่ะ หมดแล้วนะคะ ขอบคุณค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]