﻿1
00:01:24,219 --> 00:01:28,219
(ผศ.ดร.กาญจนา) เป็นอย่างไรกันบ้าง

2
00:01:32,018 --> 00:01:32,974
คะแนนสอบ

3
00:01:32,974 --> 00:01:36,974
ถ้าใครอ่านหนังสือ

4
00:01:37,069 --> 00:01:41,069

5
00:01:42,274 --> 00:01:46,274
(ผศ.ดร.กาญจนา) ครูออกนอกเหนือจากในสไลด์ ก็เฉพาะส่วนที่เป็น

6
00:01:50,674 --> 00:01:52,945
ในเชิงวิเคราะห์ใช่ไหมคะ  แล้วก็เอาตัวอย่าง

7
00:01:52,945 --> 00:01:54,199
การจับใจความ การอ่านวิเคราะห์

8
00:01:54,199 --> 00:01:57,229
เอามาจากข้างนอก แล้วใช้

9
00:01:57,229 --> 00:02:01,229
หลักการในการตอบ ตามหลักเกณฑ์ในเอกสารใช่ไหมคะ

10
00:02:04,204 --> 00:02:08,204
เต็ม 40 ได้เท่าไร

11
00:02:09,441 --> 00:02:10,213
กันบ้าง ใครได้ 40 เต็มคะ  ตอบให้

12
00:02:10,213 --> 00:02:12,531
ครูชื่นใจหน่อย 39

13
00:02:12,531 --> 00:02:16,531
38

14
00:02:17,388 --> 00:02:21,388
ต้องให้ครูตอบแบบรวบรวมนะ นั่น

15
00:02:24,936 --> 00:02:26,007
ก็คือใครได้เกินครึ่งยกมือ

16
00:02:26,007 --> 00:02:28,179
เกินครึ่ง เกิน 20

17
00:02:28,179 --> 00:02:32,179
จริง ๆ แล้วเวลามันแค่ชั่วโมงเดียว

18
00:02:35,322 --> 00:02:39,322
แต่ว่าครูให้ชั่วโมงครึ่ง

19
00:02:40,032 --> 00:02:44,032
เผื่อเพื่อน นึกออกไหม วันนั้นครูให้ชั่วโมงครึ่งนะคะ

20
00:02:44,931 --> 00:02:48,365
สังเกตดูนะ ครูให้ชั่วโมงครึ่ง เพราะว่า

21
00:02:48,365 --> 00:02:52,365
ครูให้ส่งภายใน... ถ้าดู

22
00:02:52,868 --> 00:02:56,868
จั่วหัวนะ นะคะ ถึงบ่าย 2 ครึ่ง ถึงบ่าย 2 ครึ่ง

23
00:02:58,668 --> 00:02:59,048
นะคะ 40 ข้อ แต่ให้ตั้ง

24
00:02:59,048 --> 00:03:03,048
ชั่วโมงครึ่ง เพราะโจทย์ค่อนข้างยาว และที่สำคัญ

25
00:03:08,157 --> 00:03:12,157
เผื่อเวลาให้เพื่อนนะคะ ที่อาจจะต้องมีคนอ่านให้ใช่ไหมคะ วันนั้นพี่เพื่อนอ่านให้ไหมคะ มีคนอ่านข้อสอบให้ไหม

26
00:03:15,709 --> 00:03:19,709
มีนะ โอเค ทำทันไหมคะ (นักศึกษาหญิง)  ทันค่ะ (อาจารย์)

27
00:03:20,425 --> 00:03:23,927
โอเค ที่ผ่านมาก็ให้ผ่านไป คราวนี้มาเริ่มต้นใหม่นะคะ ในครึ่งหลัง

28
00:03:23,927 --> 00:03:26,823
ครึ่งหลังนี้ก็เช่นเดียวกัน เนื้อหา

29
00:03:26,823 --> 00:03:30,823
ก็จะอยู่ในเอกสาร ในสไลด์นะคะ ที่ครู

30
00:03:31,010 --> 00:03:35,010
จะได้นำเสนอต่อไปนี้ บทถัดมาที่เรา

31
00:03:35,613 --> 00:03:38,085
จะเรียนต่อจากบทที่ 4 นะคะ นั่นก็คือบทที่ 5

32
00:03:38,085 --> 00:03:42,085
เป็นเรื่องของการอ่านตีความ วันนี้ไม่ต้อง

33
00:03:45,693 --> 00:03:49,693
ใช้หนังสือ แต่ให้ดูในสไลด์ที่ไหนคะ สไลด์ที่ครู

34
00:03:51,141 --> 00:03:55,141
ใส่ไว้ส่งให้ใน ในไหนคะ ใน LINE นะ เปิดดูนะ

35
00:03:57,123 --> 00:04:01,123
ก็ได้ค่ะ ดูหน้าจอก่อน เหมือนกันค่ะ เหมือนกัน

36
00:04:02,669 --> 00:04:03,686
อันนี้เพื่อนนะคะ สามารถเปิดดูได้นะ เปิดฟังได้นะคะ

37
00:04:03,686 --> 00:04:07,686
โอเค ถ้าเป็น Word นะ ครูส่งเป็น Word ไป

38
00:04:09,887 --> 00:04:10,051
บทที่นะคะ ในเอกสารที่เราถืออยู่

39
00:04:10,051 --> 00:04:14,051
ในตัวเล่ม จะเป็นตัวอย่างของการตีความเกือบทั้งหมด

40
00:04:20,319 --> 00:04:22,549
แต่ในส่วนของหลักการ ครูจะนำมาใส่ไว้ใน

41
00:04:22,549 --> 00:04:26,366
สไลด์ ที่ครูจะบรรยายให้พวกเราฟังต่อไปนี้

42
00:04:26,366 --> 00:04:30,366
และงานในท้ายคาบจะอยู่ที่หน้า 118 ครูจะให้พวกเราดูเอกสารที่หน้า

43
00:04:31,844 --> 00:04:35,844
118 เพื่อทำแบบฝึกหัดท้ายบทนะคะ

44
00:04:36,932 --> 00:04:37,901
ในวันนี้ แต่ก่อนที่จะทำให้หน้า

45
00:04:37,901 --> 00:04:41,901
118 ครูจะอธิบายเกี่ยวกับหลักการ

46
00:04:44,029 --> 00:04:47,309
ของการอ่านอีกแบบหนึ่ง ที่เราเรียกว่า

47
00:04:47,309 --> 00:04:49,996
การอ่านตีความ ในการอ่านตีความ

48
00:04:49,996 --> 00:04:53,996
นะคะ จะเป็นอีกหนึ่งขั้นตอน

49
00:04:54,077 --> 00:04:58,077
ของการอ่าน ที่ใช้ควบคู่กันกับ

50
00:04:58,540 --> 00:05:02,540
การอ่านจับใจความ อ่านวิเคราะห์ มันค่อย ๆ

51
00:05:04,686 --> 00:05:08,179
ไล่มาทีละขั้น จับใจความ แล้วมาวิเคราะห์

52
00:05:08,179 --> 00:05:12,179
วิเคราะห์เสร็จก็ตีความนะคะ พอตีความเสร็จ

53
00:05:13,947 --> 00:05:15,093
ก็จะกลายไปเป็นการขยายความนะคะ ต่อไป

54
00:05:15,093 --> 00:05:19,093
แล้วก็สุดท้าย ก็นำไปสู่การจัดทำบรรนิทัศน์

55
00:05:23,350 --> 00:05:27,350
หนังสือนะคะ ซึ่งการทำบรรนิทัศน์หนังสือ ต้องใช้

56
00:05:27,879 --> 00:05:28,158
ทั้งการอ่านจับใจความ วิเคราะห์ และตีความ

57
00:05:28,158 --> 00:05:32,158
เพื่อนำมาสรุปเป็นงานเขียนของพวกเรา เขียนเพื่ออะไร

58
00:05:33,828 --> 00:05:34,868
เขียนเพื่อให้ข้อมูลหนังสือ

59
00:05:34,868 --> 00:05:38,868
ที่เราเลือกอ่านและให้ข้อมูลของเชิง

60
00:05:42,751 --> 00:05:44,335
วิเคราะห์นะคะ ดังนั้น วันนี้เรามาเรียนรู้

61
00:05:44,335 --> 00:05:48,007
อีก 1  กระบวนการ นั่นก็คือการอ่านตีความ

62
00:05:48,007 --> 00:05:50,432
นั่นเอง

63
00:05:50,432 --> 00:05:54,432
การอ่านตีความมีความสำคัญอย่างไรนะคะ

64
00:05:54,972 --> 00:05:58,745
การอ่านตีความ จะช่วยให้ผู้อ่าน

65
00:05:58,745 --> 00:06:02,365
ทำความเข้าใจในงานเขียน

66
00:06:02,365 --> 00:06:06,365
ได้อย่างหลากหลาย ไม่มองงานเขียนนั้นแต่เพียงมุมเดียว

67
00:06:11,226 --> 00:06:15,226
ถ้าเราอ่านแค่เพียงจับใจความ โดยที่ไม่พิจารณาให้ละเอียดลึกซึ้ง หรือ

68
00:06:17,015 --> 00:06:19,533
ทำความเข้าใจกับตัวสารหรือตัวข้อความ

69
00:06:19,533 --> 00:06:23,533
ที่มันมีนัยต่าง ๆ แอบแฝงอยู่ เรา

70
00:06:24,631 --> 00:06:27,405
ก็จะเข้าใจเพียงความรู้เบื้องต้น แต่ถ้าหาก

71
00:06:27,405 --> 00:06:29,534
พินิจพิจารณา ไปถึงตัว

72
00:06:29,534 --> 00:06:33,534
ที่แฝงอยู่หรือเนื้อสารที่แฝงอยู่ เจตนาต่าง ๆ

73
00:06:36,221 --> 00:06:40,221
ที่แฝงอยู่ในเนื้อความ งานเขียนนั้น ๆ

74
00:06:40,232 --> 00:06:43,695
เราก็จะเข้าใจในอีกมุมมอง ในอีก

75
00:06:43,695 --> 00:06:47,695
ความเข้าใจ หรือที่เราเรียกว่า "เข้าใจได้อย่าง

76
00:06:48,223 --> 00:06:51,407
หลายหลากมิติ" นั่นเอง

77
00:06:51,407 --> 00:06:55,407
นะคะ งาน... การเขียน ขออภัย การอ่านตีความ

78
00:07:01,740 --> 00:07:03,112
นะคะ จะช่วยฝึกให้ผู้อ่านมีเหตุผล

79
00:07:03,112 --> 00:07:03,271
และก็มีความคิดจริงไหมเรื่องนี้

80
00:07:03,271 --> 00:07:07,116
อ่านมาก ใช้ความคิดมาก

81
00:07:07,116 --> 00:07:11,116
ไหมคะ ยิ่งอ่านมาก ก็ยิ่ง

82
00:07:12,552 --> 00:07:16,552
เป็นการลับสมองนะคะ เหมือนมีดน่ะค่ะ มีด

83
00:07:18,128 --> 00:07:22,128
ถ้ามันไม่ได้ฝนบ่อย ๆ มันก็จะทื่อใช่ไหมคะ

84
00:07:22,569 --> 00:07:25,134
คนไม่ได้อ่านหนังสือ ก็จะเป็นคนที่ตื้อ สมองตื้อ

85
00:07:25,134 --> 00:07:27,967
ใช่ไหมคะ ไม่มีสติปัญญาที่เฉียบคมนะคะ

86
00:07:27,967 --> 00:07:31,967
เพราะฉะนั้น การอ่านจึงเป็นการลับสมอง

87
00:07:33,009 --> 00:07:37,009
อย่างยิ่งถ้าอ่านโดยอาศัยการพินิจพิจารณา

88
00:07:41,353 --> 00:07:41,551
การตีความตรงนี้ จะช่วยให้ผู้อ่านเป็นผู้ที่มี

89
00:07:41,551 --> 00:07:45,551
ความคิด แล้วก็เป็นผู้ที่มีเหตุและผลนั่นเอง

90
00:07:46,497 --> 00:07:49,497
จากนั้นค่ะ ความสำคัญอีกข้อหนึ่ง ก็คือ

91
00:07:49,497 --> 00:07:53,158
เวลาที่เราอ่านงานเขียนประเภทวรรณคดี

92
00:07:53,158 --> 00:07:55,661
ถ้าเราอ่านแค่เพียงตัวบท หรือ

93
00:07:55,661 --> 00:07:58,848
ตัวข้อความ โดยไม่ทำความเข้าใจ

94
00:07:58,848 --> 00:08:02,848
ความหมาย รวมไปถึงอารมณ์ความรู้สึก ที่อยู่

95
00:08:05,130 --> 00:08:06,128
ในงานเขียนนั้น ๆ สิ่งนั้นจะทำให้เรา

96
00:08:06,128 --> 00:08:10,128
เข้าไม่ถึงรสของวรรณคดี  แต่ถ้าเมื่อไหร่

97
00:08:10,869 --> 00:08:14,869
อ่านอย่างพินิจ พิเคราะห์ อ่านอย่างตีความ

98
00:08:16,516 --> 00:08:20,516
ก็จะทำให้สามารถเข้าถึงรสของวรรณคดีได้

99
00:08:20,699 --> 00:08:21,758
อย่างลึกซึ้ง และอันที่ 4

100
00:08:21,758 --> 00:08:25,758
นะคะ ความสำคัญข้อที่ 4 การอ่านตีความ

101
00:08:27,182 --> 00:08:31,182
จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเรา

102
00:08:32,584 --> 00:08:36,584
ฝึกการใช้วิจารณญาณ และ

103
00:08:38,098 --> 00:08:41,752
ทำให้เรามีทักษะในการไตร่ตรอง

104
00:08:41,752 --> 00:08:43,687
การคิดใคร่ครวญนะคะ นี่คือความสำคัญ

105
00:08:43,687 --> 00:08:47,687
ของการอ่านตีความ

106
00:08:52,254 --> 00:08:56,254
เดี๋ยวครูขึ้นมาให้หมดเลยทีเดียวนะคะ

107
00:09:00,998 --> 00:09:04,998
จะได้ดูไปพร้อม ๆ กัน

108
00:09:05,668 --> 00:09:09,668
หลักในการอ่านตีความ ครูขึ้นมาทีเดียวเลย

109
00:09:11,584 --> 00:09:15,584
6 ข้อ ดูไปพร้อม ๆ กัน ข้อที่ 1 คืออะไร

110
00:09:16,977 --> 00:09:20,977
ข้อที่ 1 นะคะ ในการอ่านตีความ สิ่งสำคัญเลย

111
00:09:22,581 --> 00:09:23,453
ที่เราต้องยึดถือนั่น ก็คืออ่านโดย

112
00:09:23,453 --> 00:09:27,453
มีการสำรวจความหมาย หมายความว่าอย่างไร การ

113
00:09:29,066 --> 00:09:33,066
สำรวจความหมาย สำรวจ คือ อ่านคราว ๆ ใช่ไหมคะ

114
00:09:34,048 --> 00:09:38,048
ยังไม่อ่านรายละเอียดนะ แต่ถ้าหากว่ามีการสำรวจความหมายด้วย

115
00:09:41,456 --> 00:09:42,208
มันคืออะไร มันคือการอ่านที่พยายามทำความเข้าใจ กับคำที่

116
00:09:42,208 --> 00:09:46,208
มีความหมายยาก หรือคำที่ต้องอาศัยการให้ความหมาย

117
00:09:48,801 --> 00:09:52,801
มากกว่า 1 อย่าง มากกว่า 1 ความหมาย

118
00:09:54,860 --> 00:09:55,861
ขึ้นไป ลักษณะเช่นนี้เราเรียกว่า "อ่านสำรวจ

119
00:09:55,861 --> 00:09:59,417
ความหมาย" นะคะ เราต้องมาสังเกตนะคะ ว่า

120
00:09:59,417 --> 00:10:03,417
ข้อความนั้นนี่ มันสามารถที่จะเข้าใจได้ใน 2 ทาง

121
00:10:04,944 --> 00:10:08,944
หรือไม่นะคะ หรือเข้าใจในลักษณะที่มันมีความ

122
00:10:13,479 --> 00:10:13,703
ลึกซึ้งมากกว่าตัวบทที่อ่านอยู่หรือเปล่า นี่คือการอ่านแบบสำรวจความหมายนะคะ อันที่ 2 คะ

123
00:10:13,703 --> 00:10:17,703
เวลาอ่านแบบตีความนี่ สิ่งที่ต้องยึดถืออีกอย่างหนึ่ง ก็คือ

124
00:10:20,610 --> 00:10:24,524
เราควรศึกษาประวัติ ที่มา

125
00:10:24,524 --> 00:10:28,524
หรือที่เราเรียกว่า "ชีวประวัติ" ของผู้เ

126
00:10:35,047 --> 00:10:37,224
ขียนด้วย ทำไมต้องศึกษา เพราะว่าเวลาที่นักเขียน เขาเขียนงานอะไร บางอย่างให้เราอ่าน

127
00:10:37,224 --> 00:10:41,224
นี่ค่ะ เขาจะใส่ความเป็นตัวตน

128
00:10:42,533 --> 00:10:46,533
นักเขียนท่านนั้น ๆ บุคลิก ลักษณะ

129
00:10:48,039 --> 00:10:49,273
วิถีชีวิต หรือความคิดความอ่านของเขา ลงไป

130
00:10:49,273 --> 00:10:51,160
ในงานเขียนด้วย  ทีนี้เมื่อจะต้องตีความ

131
00:10:51,160 --> 00:10:54,283
งานเขียน เราเอง ถ้าเข้าใจถึง

132
00:10:54,283 --> 00:10:58,283
บริบททางชีวิตของเขา ว่าที่มาที่ไป

133
00:10:59,767 --> 00:11:03,767
หรือลักษณะนิสัยนะคะ วิธีการใช้ภาษา

134
00:11:07,378 --> 00:11:07,958
ของเขามันเป็นแบบไหน เราก็จะเข้าใจงานเขียนนั้น ๆ

135
00:11:07,958 --> 00:11:11,958
และตีความได้อย่างถูกต้อง

136
00:11:13,526 --> 00:11:13,606
บางคนใช้คำ คำเดียว

137
00:11:13,606 --> 00:11:17,606
แต่มีหลายความหมาย นักเขียน

138
00:11:18,793 --> 00:11:22,294
บางคนใช้คำบางคำ โดยปกติแล้วนี่

139
00:11:22,294 --> 00:11:26,294
คนทั่วไป เข้าใจว่าคำนี้หมายความว่าแบบนี้

140
00:11:28,886 --> 00:11:31,018
แต่สำหรับนักเขียนบางท่าน คำที่นำไปใช้

141
00:11:31,018 --> 00:11:35,018
ไม่ได้หมายความอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกัน แต่

142
00:11:37,619 --> 00:11:40,136
มีความหมายที่แฝงอยู่ และมีความหมาย

143
00:11:40,136 --> 00:11:44,136
ที่แตกต่างออกไป จากความรับรู้ของคนในสังคม

144
00:11:45,337 --> 00:11:47,332
นะคะ นี่คือสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องศึกษา

145
00:11:47,332 --> 00:11:51,332
ภูมิหลังของเขา เพื่อทำความเข้าใจตัวเนื้อสาร

146
00:11:57,912 --> 00:11:58,567
นะคะ อันที่ 3 ค่ะ เราจะต้องศึกษารูปแบบของงานเขียน ขนบประเพณีของงานเขียน

147
00:11:58,567 --> 00:12:02,567
อย่างเช่น งานเขียนประเภทร้อยกรอง ที่เป็น

148
00:12:02,834 --> 00:12:06,834
งานเขียนประเภทวรรณคดีแบบแผน วรรณคดีที่เป็น

149
00:12:10,307 --> 00:12:12,222
วรรณคดีมรดกนะคะ จะมีบท

150
00:12:12,222 --> 00:12:16,222
ไหว้ครูใช่ไหมคะ เขาจะมีบทไหว้ครูก่อน ถ้า

151
00:12:19,625 --> 00:12:22,162
เรารู้ว่าส่วนนี้นะคะ คือขนบธรรมเนียมดังเดิม

152
00:12:22,162 --> 00:12:24,688
ของกลอนในยุคโบราณ

153
00:12:24,688 --> 00:12:28,161
ของคำประพันธ์ในยุคโบราณ เราก็จะเข้าใจว่า

154
00:12:28,161 --> 00:12:30,736
ทำไมเขาต้องทำ ทำไมเขาต้องเขียน

155
00:12:30,736 --> 00:12:34,736
เขาเริ่มจากการไหว้ครูก่อน พอไหว้ครูเสร็จ

156
00:12:37,819 --> 00:12:40,831
ขั้นต่อมาเขาก็จะมีการถ่อมตัว ว่าเขาคือคนเขียนนะ

157
00:12:40,831 --> 00:12:44,831
แต่ที่แต่งอันนี้นี่ จะดีหรือไม่ดีก็ขอให้ผู้อ่าน

158
00:12:45,860 --> 00:12:48,718
ได้พิจารณา แสดงถึงความอ่อนน้อม ถ่อมตน

159
00:12:48,718 --> 00:12:52,718
ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่เนื้อความของงานเขียน

160
00:12:55,949 --> 00:12:57,425
หรือวรรณคดีเรื่องนั้น ๆ นี่คือลักษณะ

161
00:12:57,425 --> 00:13:01,007
ที่เป็นรูปแบบ หรือเป็นขนบธรรมเนียมนะคะ ประเพณีนิยม

162
00:13:01,007 --> 00:13:02,543
นะคะ ของการสร้างสรรค์วรรณคดีไทย

163
00:13:02,543 --> 00:13:05,227
นะคะ ในลักษณะของร้อยกรองต่าง ๆ

164
00:13:05,227 --> 00:13:09,227
ต่อมานะคะ ข้อที่ 4 การศึกษา

165
00:13:09,601 --> 00:13:13,601
ความคิดหลัก ความคิดรอง และความคิดแทรก

166
00:13:15,417 --> 00:13:19,417
อันนี้ก็สำคัญเช่นเดียวกัน ถ้าเราอ่านตีความ

167
00:13:21,409 --> 00:13:25,409
แล้วเราไม่สามารถระบุได้ ว่าอะไร

168
00:13:26,502 --> 00:13:28,939
คือความคิดหลัก อะไรคือความคิดที่เสริม

169
00:13:28,939 --> 00:13:30,698
อะไรคือความคิดที่แทรกเข้าไป

170
00:13:30,698 --> 00:13:34,698
สิ่งนี้ ถ้าเรายังแยกไม่ได้ การอ่านตีความ

171
00:13:35,985 --> 00:13:39,985
จะมีโอกาสผิดเพี้ยนสูง

172
00:13:40,545 --> 00:13:44,545
ยกตัวอย่างนะคะ ยกตัวอย่าง ยกตัวอย่างเช่น

173
00:13:45,347 --> 00:13:49,347
เรื่อง... ถ้าเราอ่านเรื่องเงาะป่านะ สมมติ

174
00:13:49,450 --> 00:13:53,450
เราอ่านเรื่องเงาะป่า เงาะป่าเป็นเรื่องของใคร

175
00:13:55,972 --> 00:13:57,781
เป็นเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์

176
00:13:57,781 --> 00:13:59,181
กลุ่มซาไก พวกเงาะป่านะคะ

177
00:13:59,181 --> 00:14:03,181
หรือที่เราบ้านเราเรียกว่า "เงาะป่าซาไก"

178
00:14:06,401 --> 00:14:07,874
คนกลุ่มนี้มีวิถีชีวิตแบบไหน

179
00:14:07,874 --> 00:14:09,540
เขาจะอาศัยอยู่ในป่านะ

180
00:14:09,540 --> 00:14:13,540
แล้วก็ขุดเผือก ขุดมัน หากินไปเรื่อย ๆ

181
00:14:15,277 --> 00:14:19,277
มีชุมชนของเขานั่นแหละ แต่การตั้งถิ่นฐานของเขา

182
00:14:25,387 --> 00:14:28,010
เขาจะตั้งอยู่ไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง พอตัดใบไม้

183
00:14:28,010 --> 00:14:29,303
มาใช่ไหมคะ มาทำเป็นที่พักเป็นทั

184
00:14:29,303 --> 00:14:33,303
พ พอใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี ก็คือแห้งเหี่ยวเป็นสีเหลือง

185
00:14:36,599 --> 00:14:40,599
เขาก็จะย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ ทีนี้นะคะ ผู้ที่แต่งเรื่องนี้ก็คือพระบามสมเด็จพระจ

186
00:14:47,133 --> 00:14:49,792
ุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนะคะ พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ขึ้น ทรง

187
00:14:49,792 --> 00:14:50,890
แต่ขึ้นเพราะทรงพระองค์ ได้ฟัง

188
00:14:50,890 --> 00:14:52,040
เรื่องราวของเด็กชาวเผ่าซาไกนี่แหละนะคะ

189
00:14:52,040 --> 00:14:56,040
ที่ได้เข้าไปอยู่ในวังนะคะ พระองค์ได้รับรู้เรื่องราว ก็นำมาเป็นแรง

190
00:15:01,164 --> 00:15:01,208
บรรดาลใจพระองค์ก็เลยเอามาแต่งนะคะ

191
00:15:01,208 --> 00:15:05,208
คือนางลำฮับใช่ไหมคะ มีความรักกันกับ

192
00:15:06,450 --> 00:15:08,768
ซมพรา แล้วก็มีคนที่มา

193
00:15:08,768 --> 00:15:12,768
ขัดขวาง เขาเรียกว่าชื่ออะไรคะ ฮันเนา ฮันเนา

194
00:15:17,630 --> 00:15:19,995
มารักเขาเรียกว่าอะไรน่ะ เป็นคนที่พ่อแม่เลือกให้นะคะ แต่ทีนี้พอความรักถูกขัดขวาง

195
00:15:19,995 --> 00:15:23,995
นะคะ ก็เลยทำให้เกิดโศกนาฏกรรม

196
00:15:24,259 --> 00:15:28,259
ขึ้น พระเอก และนางเอก ได้ตายตามกัน

197
00:15:29,343 --> 00:15:29,990
ฆ่าตัวตาย แต่อีกคนหนึ่งนะคะ

198
00:15:29,990 --> 00:15:33,990
ที่เป็นคนลงมือฆ่านะคะ ที่เป็นคนลงมือฆ่า

199
00:15:39,179 --> 00:15:43,179
คู่รักนี้นะคะ ก็ได้เสียใจนะคะ มีความรู้สึกว่าตัวเองเสียใจมาก ที่ทำให้

200
00:15:47,863 --> 00:15:50,682
เกิดโศกนาฏกรรมนี้ขึ้น ทีนี้ถ้าหากว่าเราดู

201
00:15:50,682 --> 00:15:54,682
จากเนื้องานนี่ เวลาที่เราอ่านเราก็จะเห็นว่าเป็นเรื่อง

202
00:15:55,301 --> 00:15:58,982
เกี่ยวกับอะไรคะ ความรักใช่ไหมคะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก ความรักของหนุ่มสาว

203
00:15:58,982 --> 00:16:01,387
และเป็นความรักที่ไม่สมหวังด้วย แต่ใน

204
00:16:01,387 --> 00:16:05,387
บทเรียนที่อยู่ในหนังสือเรียน วิชาภาษาไทยที่เด็กเรียน

205
00:16:06,332 --> 00:16:07,562
น่ะคะ ตอนนี้มีการคัดเอาเฉพาะ

206
00:16:07,562 --> 00:16:11,562
ตอนขนังกับไม้ไผ่

207
00:16:13,362 --> 00:16:17,362
ซึ่งขนังกับไม้ไผ่ เป็นน้องของนางเอก

208
00:16:20,909 --> 00:16:22,659
เด็ก 2 คนนี้เป็นเพื่อนรักกัน เป็นเด็ก

209
00:16:22,659 --> 00:16:26,659
ที่อยู่ในช่วงวัยประถม อายุก็อยู่ในช่วงวัย

210
00:16:28,812 --> 00:16:29,194
ของเด็กวัยประถมศึกษานี่แหละนะคะ

211
00:16:29,194 --> 00:16:29,963
พอคัดตอนนี้มาให้ สิ่ง

212
00:16:29,963 --> 00:16:33,963
ที่เราเห็น ก็คือตอนนี้การทำความเข้าใจ

213
00:16:37,299 --> 00:16:38,339
ในเนื้อหาความคิดหลัก ของ

214
00:16:38,339 --> 00:16:42,339
วรรณคดีเรื่องนี้ เปลี่ยนไปแล้ว  เพราะตอนที่ถูกตัด

215
00:16:45,084 --> 00:16:46,286
มาให้เรียน ความคิดหลักของตอนนี้ ก็คือ

216
00:16:46,286 --> 00:16:50,286
เป็นความรักระหว่างเพื่อน นึกออกไหมคะ เป็นความรัก

217
00:16:52,187 --> 00:16:56,187
ระหว่างเพื่อน แต่ในวรรณคดีเล่มใหญ่รวมทั้งหมด

218
00:16:59,087 --> 00:17:01,604
มันเป็นความรักระหว่างหนุ่มสาวใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น

219
00:17:01,604 --> 00:17:05,604
เราต้องบอกก่อนว่าที่มานะคะ หรือแหล่งที่มาของข้อมูล

220
00:17:06,582 --> 00:17:10,582
นะคะ หรือวรรณคดีที่เราอ่านนี่ มันเป็นแบบฉบับเต็มหรือฉบับย่อ

221
00:17:10,883 --> 00:17:14,669
ถ้าเป็นฉบับเต็มความคิดหลัก เป็นเรื่องของ

222
00:17:14,669 --> 00:17:18,669
การมีความรักที่ไม่สมหวังใช่ไหมคะ ทำให้เกิดความทุกข์

223
00:17:19,107 --> 00:17:21,878
แต่พอเป็นตอนที่ถูกตัดมาให้ นักเรียน

224
00:17:21,878 --> 00:17:24,708
ประถมศึกษาได้เรียน กลับกลายเป็นความรักระหว่างเพื่อน

225
00:17:24,708 --> 00:17:26,502
นะคะ นี่คือความคิดหลักที่อยู่ใน

226
00:17:26,502 --> 00:17:30,502
เนื้อหาของวรรณคดี ในบทเรียนนั่นเองนะคะ

227
00:17:31,869 --> 00:17:35,869
นี่คือการแยกนะคะ ว่าอันไหนคือความคิดหลัก คือความคิด

228
00:17:40,168 --> 00:17:44,168
รองนะคะ บางคนก็บอกว่าความคิดหลัก ของตอนที่ขนังกับไม้ไผ่อยู่ในบทเรียนนะ

229
00:17:46,060 --> 00:17:50,060
บทเรียนหนังสือเรียน บางคนไม่ได้ตอบเรื่องความรัก แต่ไป

230
00:17:51,485 --> 00:17:54,185
บอกว่าความคิดหลักในตอนนี้ ก็คือวิถีชีวิต

231
00:17:54,185 --> 00:17:57,132
คนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์

232
00:17:57,132 --> 00:18:00,325
มันนิซาไก ซึ่งอันนี้มันเป็นความคิด

233
00:18:00,325 --> 00:18:04,325
รองนะคะ มันเป็นความคิดรอง หรืออาจจะเป็นความคิด

234
00:18:04,604 --> 00:18:08,055
เสริมก็ได้ แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช่อะไรคะ

235
00:18:08,055 --> 00:18:10,227
ไม่ใช่ความคิดหลักนะ สุดท้าย

236
00:18:10,227 --> 00:18:14,227
ไม่ใช่สุดท้าย ข้อ 5 คะ เราจำเป็นต้องศึกษา

237
00:18:21,647 --> 00:18:23,440
ในเรื่องของภาษาในการสื่อสาร ถ้าเรารู้ว่างานเขียนต่าง ๆ นั้นนะคะ มีการใช้

238
00:18:23,440 --> 00:18:27,440
ภาษาที่ดี ภาษาที่ถูกต้องเหมาะสม การ

239
00:18:28,464 --> 00:18:32,306
ทำความเข้าใจในการตีความ ก็จะมีความถูกต้อง

240
00:18:32,306 --> 00:18:35,570
และมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากว่า

241
00:18:35,570 --> 00:18:39,570
ภาษาที่ใช้ในงานเขียน มันยัง

242
00:18:40,615 --> 00:18:41,516
ไม่เคลียร์ยังไม่ชัดเจน มันก็จะส่งผล

243
00:18:41,516 --> 00:18:45,516
ต่อการอ่านตีความไปด้วย และสุดท้าย

244
00:18:46,510 --> 00:18:50,510
ข้อที่ 6 เวลาอ่านตีความ เราคง

245
00:18:51,018 --> 00:18:55,018
จะต้องมาอ่านตามลำดับ โดยเริ่มจากการ

246
00:19:00,840 --> 00:19:02,559
แปลความ การแปลความ ก็คือการทำความเข้าใจ

247
00:19:02,559 --> 00:19:06,559
เนื้อความก่อนใช่ไหมคะ ว่าตีความเป็นอย่างไร

248
00:19:07,680 --> 00:19:10,557
มีคำศัพท์ที่ยากใช่ไหมคะ ที่ต้องแปลเนื้อความของคำศัพท์

249
00:19:10,557 --> 00:19:14,557
พอแปลคำศัพท์แล้ว เราก็มาอ่านทั้งหมด เราอ่าน

250
00:19:19,224 --> 00:19:20,032
ทั้งหมดก็แปลความ แปลความแล้วก็มาตีความ พอตีความเสร็จก็ไปขยายความ

251
00:19:20,032 --> 00:19:24,032
การขยายความ คือ การแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

252
00:19:24,525 --> 00:19:28,525
เสริมว่าเหตุใดเราจึงตีความ

253
00:19:31,161 --> 00:19:35,161
เช่นนั้นนะคะ

254
00:19:45,510 --> 00:19:49,510
ทีนี้นะคะ วิธีการ

255
00:19:50,117 --> 00:19:54,117
วินิจสาร หรือการอ่านตีความนั้นนะคะ

256
00:19:56,404 --> 00:19:58,009
มันมีวิธีอย่างไรบ้างนะคะ

257
00:19:58,009 --> 00:20:02,009
อันที่ 1 นะคะ เราคงจะต้องใช้เทคนิค

258
00:20:11,178 --> 00:20:15,178
วิเคราะห์ จากที่เราเรียนเมื่อบทที่แล้ว วิเคราะห์ความ จากนั้น มาพิจารณารายละเอียด ขั้นที่ 3 ค่อยมา

259
00:20:17,562 --> 00:20:18,647
ตีความ และขั้นที่ 4 แสดง

260
00:20:18,647 --> 00:20:22,647
ความคิดเสริมนะคะ ตอนนี้นักศึกษา

261
00:20:25,207 --> 00:20:29,207
ไม่ต้องดูหนังสือนะคะ ดูที่หน้าจอ ดูที่หน้าจอ และ

262
00:20:30,214 --> 00:20:34,214
ก็อาจจะดูในมือถือนะคะ  ของตนเอง เพื่อ

263
00:20:34,546 --> 00:20:37,113
ในกรณีที่มองจอไม่เห็นนะคะ เปิดดูตามได้นะคะ

264
00:20:37,113 --> 00:20:41,113
ดูตามสไลด์นะ มาดูขั้นที่ 1 นะคะ

265
00:20:43,387 --> 00:20:47,387
มันมีรายละเอียดอย่างไร ขั้นที่ 1

266
00:20:48,348 --> 00:20:51,074
ที่เป็นการวิเคราะห์ความ อันดับ

267
00:20:51,074 --> 00:20:55,074
แรก เราคงจะต้องมาดูว่าเรื่องที่เราอ่านนั้น

268
00:20:55,944 --> 00:20:57,139
มีวิธีการเริ่มต้นเรื่องอย่างไร

269
00:20:57,139 --> 00:21:01,139
เริ่มต้นด้วยการนำเอาข้อความที่เป็

270
00:21:03,139 --> 00:21:07,139
นเพลง เป็นบทความ หรือเป็นข้อความเตือนใจ

271
00:21:07,627 --> 00:21:11,627
หรือเป็นสำนวน หรือเป็นคำขวัญ เขาเริ่มต้น

272
00:21:12,039 --> 00:21:15,133
ด้วยอะไรนะคะ จากนั้นนะคะ มาดู

273
00:21:15,133 --> 00:21:19,133
การดำเนินเรื่อง เขามีวิธีการดำเนินเรื่อง

274
00:21:20,820 --> 00:21:23,075
แบบไหน เป็นไปตามลำดับระยะเวลา

275
00:21:23,075 --> 00:21:27,075
หรือลำดับโดยเล่าจากท้ายมา

276
00:21:27,640 --> 00:21:31,108
เริ่มต้นเรื่อง เคยดูหนังไหมคะ

277
00:21:31,108 --> 00:21:35,108
ที่หนังที่เขาเล่าจากตอนท้าย แล้วมาเฉลย

278
00:21:39,445 --> 00:21:43,445
เอาตอนท้ายว่าเหตุมันเกิดจากอะไรนะคะ ย้อนเวลา กับอีกแบบหนึ่งย้อนสลับไป

279
00:21:46,694 --> 00:21:50,694
สลับมา เล่าสลับไป สลับมา ท้ายไปเริ่มเรื่องนะคะ จากท้ายเรื่องไปตอนต้นเรื่องนะคะ

280
00:21:53,328 --> 00:21:57,328
มีการดำเนินแบบสลับไปสลับมา เขาดำเนินเรื่อง

281
00:21:57,884 --> 00:21:58,783
วิธีใดนะคะ ปิดเรื่องแบบไหน จบเรื่องแบบไหน

282
00:21:58,783 --> 00:22:02,783
จบแบบ Happy Ending ไหม หรือจบแบบโศกนาฏกรรม

283
00:22:08,041 --> 00:22:11,518
หรือจบแบบไม่มีใคร

284
00:22:11,518 --> 00:22:15,518
มีความสุขสักคน

285
00:22:17,278 --> 00:22:19,751
นะคะ และจากนั้นค่ะ ก็มีวิเคราะห์ที่ตัวเนื้อหาทั้งหมดนะคะ ขั้นที่ 1 คือ วิเคราะห์

286
00:22:19,751 --> 00:22:23,751
เนื้อความนะ

287
00:22:32,764 --> 00:22:36,764
ต่อไป

288
00:22:37,524 --> 00:22:40,876
ขั้นที่ 2

289
00:22:40,876 --> 00:22:44,876
ต่อจากการ

290
00:22:46,431 --> 00:22:50,431
วิเคราะห์เนื้อความ เราจะมาพิจารณา

291
00:22:50,797 --> 00:22:54,797
รายละเอียด ในหัวข้อนี้

292
00:22:56,917 --> 00:23:00,917
นะคะ คำว่า "รายละเอียด" หมายถึงอะไรบ้าง

293
00:23:03,297 --> 00:23:05,861
ดูตรงไหนบ้าง ดูสิว่าข้อเท็จจริงของเรื่องนี้คืออะไร

294
00:23:05,861 --> 00:23:09,861
ข้อคิดเห็นของเรื่อง คืออะไร ทำไปแล้ว

295
00:23:11,701 --> 00:23:15,701
ใช่ไหมคะ เมื่อคราวที่แล้ว แยกไปแล้วใช่ไหมคะ ข้อเท็จจริงกับข้อ

296
00:23:18,665 --> 00:23:19,361
คิดเห็น อารมณ์

297
00:23:19,361 --> 00:23:22,471
ความรู้สึกของผู้เขียน

298
00:23:22,471 --> 00:23:26,471
เป็นแบบใด ผู้เขียน ตอนที่เขียนเรื่องนี้นะคะ

299
00:23:27,743 --> 00:23:31,743
อารมณ์และความรู้สึกของผู้เขียน มีลักษณะ

300
00:23:33,833 --> 00:23:37,833
ของอารมณ์เป็นแบบใด

301
00:23:45,524 --> 00:23:49,524
อันที่ 3 ค่ะ หลังจากที่วิเคราะห์

302
00:23:51,739 --> 00:23:55,739
เนื้อความแล้วใช่ไหมคะ ขั้นเมื่อกี้พิจารณารายละเอียด

303
00:24:01,073 --> 00:24:01,553
ขั้นที่ 3 ต่อมา ก็คือดำเนินการตีความ

304
00:24:01,553 --> 00:24:02,216
ดำเนินการตีความ โดยประมวล

305
00:24:02,216 --> 00:24:06,216
ข้อมูลจากการพิจารณา

306
00:24:06,680 --> 00:24:10,680
หมายความว่าเราเอาข้อมูลทั้งหมด มากอง

307
00:24:11,629 --> 00:24:15,629
รวมกันก่อน  เอาข้อมูลทั้งหมดมาวาง

308
00:24:16,176 --> 00:24:18,775
รวมกัน แล้วพิจารณาไปทีละ

309
00:24:18,775 --> 00:24:22,138
ประเด็นนะคะ โดยที่เราจะต้อง

310
00:24:22,138 --> 00:24:26,138
วิเคราะห์สารที่ผู้เขียนต้องการส่ง

311
00:24:26,479 --> 00:24:30,479
ว่าเจตนาในการส่งสาร ของเนื้อเรื่องนี้นี่

312
00:24:31,888 --> 00:24:35,888
เขามีเจตนาเพื่ออะไร มันอาจจะมี

313
00:24:36,770 --> 00:24:40,770
คำที่เป็นคำสำคัญที่เป็นตัวบ่งชี้เจตนาอยู่

314
00:24:43,641 --> 00:24:47,137
เช่น ตักเตือน แนะนำ ชี้แนะ สั่งสอน ให้ข้อคิด

315
00:24:47,137 --> 00:24:51,137
คำต่าง ๆ เหล่านี้เป็นคำสำคัญ ที่ระบุ

316
00:24:55,289 --> 00:24:56,876
ถึงเจตนาของผู้เขียนนั่นเองค่ะ

317
00:24:56,876 --> 00:25:00,876
หลังจากที่

318
00:25:02,455 --> 00:25:06,455
เราได้ประมวลข้อมูล วิเคราะห์แล้ว

319
00:25:08,107 --> 00:25:11,851
ก็จะนำไปสู่การสรุปการตีความ

320
00:25:11,851 --> 00:25:15,851
ว่าจากที่เราดูว่าเจตนาของเขาเป็นอย่างไร ตัวเนื้อความ

321
00:25:18,210 --> 00:25:22,210
ทั้งหมด เขาสื่อถึงอะไร เราก็จะทำเป็นข้อสรุป ว่าจากที่เรา

322
00:25:23,081 --> 00:25:27,081
อ่านทั้งหมดนี้ ข้อสรุปเพียงหนึ่งเดียวที่เราได้

323
00:25:27,627 --> 00:25:31,627
คืออะไร นะคะ

324
00:25:37,800 --> 00:25:41,800
จากนั้น มาหลักการข้อที่ 4 ค่ะ

325
00:25:42,730 --> 00:25:46,730
วิธีการต่อมา นั่นก็คือแสดงความคิดเห็น

326
00:25:46,904 --> 00:25:50,605
เพิ่มเติมเข้าไป ขั้นนี้

327
00:25:50,605 --> 00:25:54,595
นะคะ เป็นการแสดงความคิดเสริม อะไรบ้าง ที่เรา

328
00:25:54,595 --> 00:25:58,595
สามารถเพิ่มเติมเข้าไปได้ นั่นก็คือ

329
00:25:58,976 --> 00:26:01,847
ใส่ความคิดเห็นของเราเข้าไป

330
00:26:01,847 --> 00:26:05,847
จากเมื่อกี้นี้ เราดูเฉพาะตัวสิ่งที่เราอ่านใช่ไหมคะ

331
00:26:12,228 --> 00:26:15,190
เฉพาะเนื้อความ ขั้นที่ 4 นี้เราสามารถใส่ความ

332
00:26:15,190 --> 00:26:17,538
คิดเห็นของตัวเราเข้าไป ใส่ความรู้

333
00:26:17,538 --> 00:26:20,695
ที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราอ่าน ใส่เข้าไปได้

334
00:26:20,695 --> 00:26:23,651
เพื่ออะไร ใส่เพื่อให้เห็นว่าการที่เราสรุป

335
00:26:23,651 --> 00:26:27,395
ความ ว่าทั้งหมดนี้ที่เราอ่านมัน

336
00:26:27,395 --> 00:26:31,395
มีนัยยะ หรือมีข้อความที่สื่อถึง

337
00:26:31,993 --> 00:26:35,993
ประเด็นใดนะคะ ให้คุณค่าหรือให้แนวคิด

338
00:26:37,121 --> 00:26:39,162
อะไร สิ่งที่เราได้จากการอ่านนั้นคืออะไร

339
00:26:39,162 --> 00:26:43,162
เขาก็ต้องถามหาเหตุผลใช่ไหมคะ ว่าทำไมเรา

340
00:26:47,942 --> 00:26:51,608
สรุปเช่นนั้น ข้อที่ 4 นี้จะเป็นตัวเสริมเข้าไป เพื่อสนับสนุนว่าสิ่งที่เราสรุปนั้น

341
00:26:51,608 --> 00:26:55,608
มันมีที่มานะ มันมีที่มาจากความคิดของเรา

342
00:26:58,965 --> 00:27:02,965
และในขณะเดียวกัน ไม่ใช่แค่ความคิดเห็นแต่เพียงอย่างเดียว

343
00:27:05,224 --> 00:27:08,450
ยังมีหลักการความรู้ที่เป็นจริง มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ ที่ทำให้การสรุปการตีความ

344
00:27:08,450 --> 00:27:12,450
ของเรานั้น มันรู้สึกว่ามันถูกต้องใช่ไหมคะ

345
00:27:13,501 --> 00:27:17,501
เห็นว่าถูกต้อง เห็นว่าดีแล้วนะคะ ในขณะเดียวกัน

346
00:27:17,593 --> 00:27:20,267
นะคะ เราก็มีการพิจารณาถึงอารมณ์

347
00:27:20,267 --> 00:27:24,267
และความรู้สึกของตัวผู้เขียน ร่วมไปกับ

348
00:27:24,289 --> 00:27:28,289
เราได้ด้วย หมายความว่าในการตีความ

349
00:27:28,932 --> 00:27:32,932
เราเห็นว่าผู้เขียน มีอารมณ์ มีความรู้สึกอย่างไร ใน

350
00:27:35,129 --> 00:27:38,571
ข้อที่ 4 นี้ เราสามารถอธิบายอารมณ์และความรู้สึก

351
00:27:38,571 --> 00:27:39,159
ของเรา ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการที่

352
00:27:39,159 --> 00:27:43,159
ได้อ่านงานเขียนนั้น ๆ ว่าเราอ่านแล้ว เรา

353
00:27:43,869 --> 00:27:47,869
คล้อยตาม เราเกิดความรู้สึกเดียวกัน

354
00:27:49,313 --> 00:27:53,313
และสัมผัสได้ว่าผู้เขียนส่งอารมณ์จากการเขียน

355
00:27:55,717 --> 00:27:56,330
มาแบบนี้ ผู้อ่านในฐานะที่เป็นผู้รับสาร เข้าใจ

356
00:27:56,330 --> 00:28:00,330
แล้วก็มีความรู้สึก ไม่แตกต่างจากผู้เขียน

357
00:28:00,861 --> 00:28:04,861
นี่เป็นการขยายความเพิ่มเติม

358
00:28:06,057 --> 00:28:10,057
เข้าไป เพื่อทำให้สิ่งที่เราสรุปจากการตีความนั้น มันมีน้ำหนัก และมีความ

359
00:28:11,738 --> 00:28:15,738
น่าเชื่อถือ โดยไม่ใช่อาศัยแค่สิ่งที่เรา

360
00:28:15,910 --> 00:28:19,097
พูดเปล่า ๆ แต่เรายังมีอะไรด้วยคะ

361
00:28:19,097 --> 00:28:21,688
มีหลักการใช่ไหมคะ มีความรู้

362
00:28:21,688 --> 00:28:25,688
มีการเชื่อมโยงความรู้สึก ที่ผู้เขียนส่งมายัง

363
00:28:30,732 --> 00:28:33,375
ผู้อ่าน แล้วมันเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

364
00:28:33,375 --> 00:28:37,375
มันสอดคล้องกัน ดังนั้นนะคะ ใน 4 ขั้นตอนนี้

365
00:28:41,516 --> 00:28:41,833
นะคะ จึงเป็นวิธีการนะคะ ที่จะทำให้เราสามารถอ่านตีความ ได้

366
00:28:41,833 --> 00:28:45,833
อย่างมีประสิทธิภาพ

367
00:29:17,231 --> 00:29:21,231
คราวนี้นะคะ เรา

368
00:29:24,530 --> 00:29:27,101
จะรู้ได้อย่างไร ว่าสิ่ง

369
00:29:27,101 --> 00:29:30,434
ที่เราตีความไปนั้น มัน

370
00:29:30,434 --> 00:29:34,434
ถูกต้อง มันมีความน่าเชื่อถือ

371
00:29:35,081 --> 00:29:37,958
และมันจะเป็นที่ยอมรับ สำหรับ

372
00:29:37,958 --> 00:29:41,958
ผู้ที่แลกเปลี่ยน หรือได้เห็น

373
00:29:42,831 --> 00:29:46,831
ความคิดเห็นของเรานะคะ จากการที่เราสรุปและเราก็ตีความมา

374
00:29:49,534 --> 00:29:53,534
เกณฑ์ในการพิจารณา มีดังต่อ

375
00:29:54,612 --> 00:29:56,654
ไปนี้นะคะ เห็นตัวด้านบนสีแดง ๆ

376
00:29:56,654 --> 00:29:58,199
ไหมคะ อ่านว่าอย่างไรนะคะ คิดด้วย

377
00:29:58,199 --> 00:30:02,199
ตนเองใช่ไหมคะ คิดด้วย

378
00:30:04,572 --> 00:30:05,370
ตนเอง อย่าท่องจำ

379
00:30:05,370 --> 00:30:09,370
ถ้าหากว่าในการตีความของเรา เรา

380
00:30:10,487 --> 00:30:14,487
ใช้ความคิดของเรา ในการพินิจพิเคราะห์

381
00:30:19,151 --> 00:30:22,965
ตัวสาร ไม่ได้ไปท่องจำ

382
00:30:22,965 --> 00:30:23,332
มาว่าหลักการ หรือว่าเรื่องที่เรากำลัง

383
00:30:23,332 --> 00:30:27,332
อ่านอยู่นี่ มันแตกต่างออกไปจากสิ่งที่เราเคยรู้มา

384
00:30:28,774 --> 00:30:32,774
ถ้ามันแตกต่างแล้วเรารีบปฏิเสธ

385
00:30:33,873 --> 00:30:37,806
นั่นแสดงว่าเราเป็นอย่างไรแล้วลูก เรากำลังทำเขาเรียกว่า

386
00:30:37,806 --> 00:30:41,806
ไม่ได้เข้าเกณฑ์ข้อนี้ใช่ไหมคะ ไม่ได้เข้าเกณฑ์ในข้อนี้

387
00:30:47,128 --> 00:30:48,192
แสดงว่าเรายึดหลักการเดิม ๆ เรายึดความรู้เก่า ๆ นะคะ ไม่ได้เปิดใจรับสิ่งใหม่

388
00:30:48,192 --> 00:30:52,133
ดังนั้น เกณฑ์ข้อที่ 1 นั่นก็คือให้ใช้

389
00:30:52,133 --> 00:30:54,508
ความคิดของตนเอง ในการอ่านตีความ

390
00:30:54,508 --> 00:30:58,508
และที่สำคัญ ก็คืออย่าได้ท่องจำ

391
00:30:58,810 --> 00:31:02,810
ในสิ่งที่มันเป็นตัว

392
00:31:03,231 --> 00:31:06,766
ความรู้ที่เรามีอยู่นะคะ แต่ให้เปิดใจรับนะคะ

393
00:31:06,766 --> 00:31:10,766
แล้วก็อ่านในสิ่งที่ผู้เขียนสื่อออกมา

394
00:31:12,776 --> 00:31:16,146
ต่อไป อันที่ 2 สีเขียว

395
00:31:16,146 --> 00:31:20,146
ขวามือ เกณฑ์ข้อที่ 2 เวลาอ่านน่ะค่ะ

396
00:31:20,642 --> 00:31:23,733
เราจะต้องมีความบริสุทธิ์ใจ หมายความว่า

397
00:31:23,733 --> 00:31:27,733
ไม่มีอคติใด ๆ กับ

398
00:31:28,869 --> 00:31:29,136
งานเขียนชิ้นนั้น ๆ

399
00:31:29,136 --> 00:31:33,136
ไม่มีการตั้งป้อมกำแพงในใจ ว่า

400
00:31:35,760 --> 00:31:39,760
ถ้าเป็นงานของคนนี้ฉันไม่อ่าน มีไหมคะ เรามี

401
00:31:40,655 --> 00:31:44,655
นักเขียนที่เราชอบงานเขียนของเขา  แล้วมี

402
00:31:45,807 --> 00:31:49,807
งานเขียนของบางคน ที่เรารู้สึกว่าคนนี้

403
00:31:53,227 --> 00:31:55,751
ถ้าเขาทำออกมา เราจะไม่อ่านงานของเขาเลย มันมีอยู่ช่วงหนึ่งนะคะ ที่ในสังคม

404
00:31:55,751 --> 00:31:59,751
นะคะ มองต่างกัน รู้จักคุณโน๊ต

405
00:32:02,286 --> 00:32:06,286
อุดม แต้พาณิชย์ ไหมคะ ที่เขา

406
00:32:10,212 --> 00:32:12,986
ก่อนหน้าที่เขาจะมาเดี่ยว เขาทำอะไรมาก่อน เขาเขียนหนังสือ

407
00:32:12,986 --> 00:32:16,824
ใช่ไหมคะ เขาเขียนหนังสือ ในขณะที่เขาเขียนหนังสือขาย  ก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนะคะ

408
00:32:16,824 --> 00:32:20,824
ที่อ่านงานแล้ว ก็บอกว่าเรียกว่าสิ่งนี้เป็นงานวรรณกรรมขยะ

409
00:32:25,422 --> 00:32:28,394
นะคะ มีคนให้นิยามว่าเป็นวรรณกรรมขยะ

410
00:32:28,394 --> 00:32:32,394
แต่พอเขานำเอางานเขียนของเขา ขึ้นไป Talk Show

411
00:32:33,072 --> 00:32:34,856
ขึ้นไปโชว์เดี่ยว ไมโครโฟน กลับกลายเป็น

412
00:32:34,856 --> 00:32:35,740
ว่าสิ่งที่เขาเขียนแล้วนำไปถ่ายทอด

413
00:32:35,740 --> 00:32:38,520
บนเวที รอบของการแสดง

414
00:32:38,520 --> 00:32:42,520
การพูด พอไหม

415
00:32:42,574 --> 00:32:46,574
ต้องจัดหลาย ๆ รอบ จัดกี่ครั้งก็เต็มทุกรอบ

416
00:32:51,770 --> 00:32:52,781
ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นนะคะ อย่างนี้นี่

417
00:32:52,781 --> 00:32:56,781
ก่อนที่จะหยิบหนังสืออะไรขึ้นมาอ่านนะคะ เราก็อาจจะ

418
00:32:57,476 --> 00:33:01,476
ดูนะคะ แค่เพียงข้อมูลนะว่าใครเป็นผู้เขียน

419
00:33:01,951 --> 00:33:05,951
แต่อย่าเพิ่งใส่เรื่องของอคตินะคะ ว่า

420
00:33:06,499 --> 00:33:10,499
งานเขียนของคนนี้มีชื่อเสียงมาในลักษณะเช่นนี้

421
00:33:13,615 --> 00:33:16,833
เพราะฉะนั้น  เกณฑ์ในข้อนี้ ก็คือเรา

422
00:33:16,833 --> 00:33:19,400
ก็อาจจะต้องมีความเป็นกลางนะคะ มีจิตใจ

423
00:33:19,400 --> 00:33:21,971
ที่เป็นกลาง มีความบริสุทธิ์ใจนะคะ อัน

424
00:33:21,971 --> 00:33:25,971
ที่ 3 ค่ะ ต้องชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรม

425
00:33:27,079 --> 00:33:31,079
ที่เชื่อมโยงกันได้ หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าเวลาเราอ่านตีความ

426
00:33:31,305 --> 00:33:35,305
พฤติกรรมที่เชื่อมโยงกัน  ก็คือ

427
00:33:35,603 --> 00:33:39,603
อย่างเช่น ตัวละครนะคะ ตัวละครตัวหนึ่ง

428
00:33:42,361 --> 00:33:46,361
นะคะ ที่อยู่ในเรื่องที่เราอ่านนะ สมมติว่าเราอ่านนวนิยาย

429
00:33:47,931 --> 00:33:48,361
มันมีตัวละครที่มีพฤติกรรมอะไรบางอย่าง

430
00:33:48,361 --> 00:33:51,388
นะคะ อาจจะเป็นในทางบวก หรือทางลบ

431
00:33:51,388 --> 00:33:54,766
ถ้าเป็นทางลบ อาจจะบอกว่าคนนี้

432
00:33:54,766 --> 00:33:58,766
มีปมอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เขาแสดง

433
00:33:59,450 --> 00:34:02,009
พฤติกรรม ที่มันเป็นเชิงลบออกมา

434
00:34:02,009 --> 00:34:06,009
ถ้าเราสามารถระบุถึงสิ่งที่เชื่อมโยงกัน

435
00:34:06,946 --> 00:34:10,946
ระหว่างพฤติกรรมกับปมปัญหาในใจ

436
00:34:17,609 --> 00:34:18,373
ของคนที่อยู่ในตัวละครในเรื่องนั่นล่ะค่ะ อธิบายได้แสดงว่า

437
00:34:18,373 --> 00:34:21,250
เราผ่านเกณฑ์ข้อนี้นะคะ ต่อไป

438
00:34:21,250 --> 00:34:25,250
หลังจากที่เราตีความ

439
00:34:27,288 --> 00:34:31,288
แล้วนะคะ เราอยากเก็บความเข้าใจ

440
00:34:32,850 --> 00:34:36,850
นี้ ไว้แต่เพียงผู้เดียว แล้วสรุปเองว่าที่ผ่านมา ฉันอ่าน

441
00:34:39,347 --> 00:34:43,347
ฉันเข้าใจว่าแบบนี้ ทำไมฉันเก่งขนาดนี้ ทำไมฉัน

442
00:34:44,912 --> 00:34:48,912
ปราดเปรื่องขนาดนี้นะคะ แล้วสามารถอธิบายเป็นฉาก

443
00:34:51,226 --> 00:34:55,226
เป็นฉาก แล้วสามารถอธิบายเนื้อหา  อธิบายความเชื่อมโยงเรื่องนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว เราจำเป็นจะต้องเอาสิ่งที่เป็นความคิดของเรา

444
00:34:59,422 --> 00:35:03,422
ไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่นด้วยค่ะ เราจะต้องเอาสิ่งที่เราสรุปจากอ่าน ไปเช็ก

445
00:35:04,764 --> 00:35:08,194
กับคนอื่นด้วย ว่าถ้าคนที่อ่านงานเล่มนี้

446
00:35:08,194 --> 00:35:11,478
เขาคิดเหมือนกันกับเราไหม เขาเห็นไปใน

447
00:35:11,478 --> 00:35:13,658
แนวทางเดียวกันกับเราหรือเปล่า

448
00:35:13,658 --> 00:35:17,658
ถ้าเราสรุปเองโดยที่เราไม่มีคนประเมินให้

449
00:35:20,659 --> 00:35:24,659
นั่นแสดงว่าไม่ผ่านเกณฑ์นะ ยังไม่ได้เข้าเกณฑ์ของการ

450
00:35:26,806 --> 00:35:26,844
อ่านตีความ อ่านเสร็จ ตีความแล้ว

451
00:35:26,844 --> 00:35:30,844
ช่วยไปแชร์แลกเปลี่ยนกับ

452
00:35:32,099 --> 00:35:36,099
คนอื่น ๆ ด้วย ว่าสิ่งที่เราอ่านและเราเข้าใจ

453
00:35:36,334 --> 00:35:40,334
แบบนี้ เราตีความแบบนี้ คนอื่นเข้าใจแบบเราไหมนะคะ

454
00:35:41,277 --> 00:35:43,309
มีมุมมองที่แตกต่างจากเราไหมนะคะ

455
00:35:43,309 --> 00:35:47,309
ก็จะได้เกิดการวิเคราะห์นะคะ แล้วก็

456
00:35:49,629 --> 00:35:51,534
หาข้อตกลงร่วมกันนะคะ หรือหาจุดร่วม

457
00:35:51,534 --> 00:35:55,534
นะคะ ที่มันเป็นข้อสรุปของเรื่องนั้น ๆ ได้

458
00:36:05,003 --> 00:36:09,003
ทีนี้เวลาตีความค่ะ เราจะดูอยู่ 2 อย่าง

459
00:36:13,308 --> 00:36:16,032
ด้วยกันนะคะ เราจะดูอยู่ 2 อย่างด้วยกัน

460
00:36:16,032 --> 00:36:19,731
อันที่ 1 นะคะ เราดูที่ตัว

461
00:36:19,731 --> 00:36:23,731
จุดประสงค์ค่ะ  เราดูที่จุดประสงค์นะคะ

462
00:36:25,783 --> 00:36:28,619
เวลาเราอ่านงานต่าง ๆ นี่ ตัวเนื้อ...

463
00:36:28,619 --> 00:36:32,619
เขาเรียกว่าตัวเนื้อความ เขาเรียกว่าสารนะ สาร ตัว

464
00:36:36,810 --> 00:36:40,810
แรกที่เราจะดูตัวสารนั้น ก็คือเราจะดูจุดประสงค์ค่ะ

465
00:36:43,104 --> 00:36:45,042
ว่าโดยรวมทั้งหมดแล้ว ทั้งเรื่องนี่ ผู้เขียนมีเจตนาอะไร ในการ

466
00:36:45,042 --> 00:36:46,274
ส่งสารนั้น ๆ  จากนั้น มาดู

467
00:36:46,274 --> 00:36:50,274
ส่วนที่ 2 เราเรียกว่า "น้ำเสียง"

468
00:36:52,581 --> 00:36:56,581
น้ำเสียงคืออารมณ์ความรู้สึก มันจะมี

469
00:36:57,455 --> 00:37:01,356
คำที่บ่งชี้ว่าน้ำเสียงของผู้เขียนนั้นเป็น

470
00:37:01,356 --> 00:37:05,356
แบบใด เวลาเขียนมันมีเสียงออกมาไหมคะ เราอ่าน

471
00:37:06,123 --> 00:37:07,686
มันมีเสียงออกมาจากตัวหนังสือไหม ไม่มี เป็น

472
00:37:07,686 --> 00:37:11,686
หน้าที่ของใคร ของผู้อ่าน ที่จะต้องอนุมาน

473
00:37:13,888 --> 00:37:14,907
หรือประมาณเอา ว่าผู้เขียน

474
00:37:14,907 --> 00:37:18,907
ต้องการจะสื่อเนื้อความนี้ และในขณะ

475
00:37:20,608 --> 00:37:24,608
ที่เขียนความรู้สึกหรืออารมณ์ ความนึกคิด ของผู้เขียนนี่เป็น

476
00:37:28,379 --> 00:37:29,391
อารมณ์แบบไหน มันมีคำที่เป็นตัวกำกับเอาไว้อยู่

477
00:37:29,391 --> 00:37:32,555
เห็นไหมคะ น้ำเสียงที่ว่านี้มีอะไรบ้าง ดูนะ

478
00:37:32,555 --> 00:37:35,856
มีประชด อะไรอีกคะ

479
00:37:35,856 --> 00:37:38,830
ถากถาง อะไรอีก

480
00:37:38,830 --> 00:37:42,830
รื่นเริง

481
00:37:43,824 --> 00:37:47,404
เคร่งครัด อิสระ อะไรอีกคะ

482
00:37:47,404 --> 00:37:50,289
อ่านให้ครูฟังหน่อย

483
00:37:50,289 --> 00:37:54,289
อะไรอีก มีอะไรอีกคะ

484
00:37:55,471 --> 00:37:59,469
แข็งกร้าว ตรงไปตรงมา

485
00:37:59,469 --> 00:38:02,411
ให้ข้อคิดเตือนใจ

486
00:38:02,411 --> 00:38:06,411
ยั่วแหย่ สนุกขบขัน

487
00:38:09,018 --> 00:38:10,596
เย้ยหยัน รู้ทัน

488
00:38:10,596 --> 00:38:14,185
คาดคั้น กระแนะกระแหน และ

489
00:38:14,185 --> 00:38:18,185
อะไรคะ  ชวนคิด มีคำอื่นอีกมากมายนะคะ

490
00:38:19,100 --> 00:38:23,100
แต่คำเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นคำที่บ่งบอกถึง

491
00:38:26,764 --> 00:38:30,764
น้ำเสียงของผู้เขียนนั่นเอง

492
00:38:37,786 --> 00:38:41,786
ดังนั้น เวลาตีความ

493
00:38:43,457 --> 00:38:47,457
จึงจำเป็นนะคะ ที่จะต้องดูใน 2 ส่วน

494
00:38:47,591 --> 00:38:51,591
นี้ วันนี้ก็เช่นเดียวกัน โจทย์ที่ครูให้

495
00:38:53,417 --> 00:38:55,555
นั่นก็คือในหน้า 118 ครูจะให้

496
00:38:55,555 --> 00:38:59,555
พวกเราตีความด้านเนื้อหา กับอีกอันหนึ่ง

497
00:39:00,259 --> 00:39:04,259
ก็คือด้านน้ำเสียง คำว่า "ด้านเนื้อหา"

498
00:39:05,240 --> 00:39:08,215
หมายถึง เนื้อความ ว่าเนื้อความนี่

499
00:39:08,215 --> 00:39:12,215
เขากล่าวถึงอะไร และเจตนาของผู้เขียน

500
00:39:13,237 --> 00:39:14,354
มีเจตนาอะไร ที่ส่งมายัง

501
00:39:14,354 --> 00:39:18,354
ผู้อ่านนะคะ ส่วนในด้านน้ำเสียงนะคะ

502
00:39:20,127 --> 00:39:24,127
ด้านน้ำเสียง คือ อารมณ์ ความรู้สึกนะ ลักษณะของอารมณ์ ความรู้สึก

503
00:39:30,409 --> 00:39:34,277
เราจะใช้คำใดเพื่อระบุถึงอารมณ์ เมื่อกี้นี้มีตัวอย่างแล้วใช่ไหมคะ ข้อความที่เป็น

504
00:39:34,277 --> 00:39:34,783
ข้อบ่งชี้ ว่าอารมณ์ความรู้สึก

505
00:39:34,783 --> 00:39:38,783
ที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง

506
00:39:50,660 --> 00:39:54,599
ดูตัวอย่างค่ะ

507
00:39:54,599 --> 00:39:58,244
ตัวอย่างการตีความ อันนี้

508
00:39:58,244 --> 00:40:02,163
มาจากเนื้อเพลงนะ เขาบอกว่าบ้านเรา

509
00:40:02,163 --> 00:40:06,163
แสนสุขใจ แม้จะอยู่ที่ไหน

510
00:40:07,665 --> 00:40:11,665
ไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา คำว่าไทย

511
00:40:16,096 --> 00:40:16,247
ซึ้งใจ เพราะใช่ทาสเขา

512
00:40:16,247 --> 00:40:20,247
ด้วยพระบารมีล้นเกล้า คุ้มเรา

513
00:40:21,544 --> 00:40:22,404
ร่มเย็นสุขสันต์ เนื้อเพลง

514
00:40:22,404 --> 00:40:26,404
ใช่ไหมคะ เคยได้ยินนะ เพลงนี้ใช่ไหมคะ

515
00:40:27,709 --> 00:40:31,709
มาดูเนื้อความทั้งหมดก่อน ก่อนที่จะไปตีความ

516
00:40:33,792 --> 00:40:35,951
เพลงนี้กล่าวถึงอะไรคะ กล่าวถึงอะไร

517
00:40:35,951 --> 00:40:38,663
คำว่า "บ้าน" หมายถึงตัวบ้าน

518
00:40:38,663 --> 00:40:42,663
ที่เราอยู่อาศัย หรือมันมีความหมายกว้างกว่านั้น

519
00:40:45,639 --> 00:40:48,864
กว้างกว่านั้น ทำไมจึงกว้าง

520
00:40:48,864 --> 00:40:52,825
กว่าบ้านที่เราอยู่อาศัย  เพราะเราเห็นคำว่า

521
00:40:52,825 --> 00:40:54,624
อะไรคะ เห็นคำว่า "ด้วย

522
00:40:54,624 --> 00:40:58,624
พระบารมีล้นเกล้า" ถูกไหมคะ ด้วย

523
00:41:03,248 --> 00:41:03,264
พระบารมีล้นเกล้า ก็คือ

524
00:41:03,264 --> 00:41:07,264
บารมีของใคร พระมหากษัตริย์ ที่

525
00:41:09,119 --> 00:41:09,872
ปกป้องคุ้มครองให้มีความ

526
00:41:09,872 --> 00:41:13,872
ร่มเย็นเป็นสุข ใช่ไหม

527
00:41:15,789 --> 00:41:19,789
จากเนื้อเพลงนะคะ ยังไม่ต้องตีความ แต่ดู

528
00:41:21,402 --> 00:41:25,402
จากเนื้อเพลงมันมีเนื้อหาแบบนี้นะคะ

529
00:41:33,680 --> 00:41:37,680
แต่พอมา

530
00:41:38,367 --> 00:41:42,367
ตีความค่ะ นักศึกษาดูตัวอย่างนะ พอตีความ

531
00:41:47,859 --> 00:41:49,696
ด้านเนื้อหาค่ะ ด้านเนื้อหา

532
00:41:49,696 --> 00:41:53,696
ด้านเนื้อหา พอตีความออกมาแล้ว ตีความ

533
00:41:56,179 --> 00:41:59,723
ได้ว่าไม่มีสถานที่แห่งใด ที่ทำให้เราเป็นสุขใจได้เท่าบ้านของเรา

534
00:41:59,723 --> 00:42:03,723
และพระบารมีในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

535
00:42:07,811 --> 00:42:10,179
ที่ช่วยคุ้มครองผู้ที่อยู่ในประเทศไทย

536
00:42:10,179 --> 00:42:14,179
ได้ร่มเย็นเป็นสุขและมีความสุข

537
00:42:18,959 --> 00:42:20,181
เช่นกัน ดังนั้นคำว่า "บ้าน" เมื่อกี้นี้ จึงหมายถึง

538
00:42:20,181 --> 00:42:20,977
ประเทศของเรา บ้านที่เป็นบ้านหลังใหญ่

539
00:42:20,977 --> 00:42:24,977
ก็คือประเทศไทยนั่นเอง ใช่ไหมคะ

540
00:42:25,321 --> 00:42:29,321
คราวนี้มาดูด้านน้ำเสียง

541
00:42:32,860 --> 00:42:34,664
กันบ้าง น้ำเสียงนะคะ ตีความได้ว่า

542
00:42:34,664 --> 00:42:38,664
ผู้เขียนนี่ ต้องการแสดงความคิดเห็น และเตือน

543
00:42:45,614 --> 00:42:48,803
สติค่ะ เตือนสติใคร เตือนสติผู้อ่านว่าประเทศไทยให้ความร่มเย็น

544
00:42:48,803 --> 00:42:51,583
นะคะ แก่ชาวไทย ไม่มีที่ได้เสนอเหมือน

545
00:42:51,583 --> 00:42:55,583
และนอกจากนี้ ผู้กล่าวก็ยังเขียนข้อความด้วยความ

546
00:42:59,794 --> 00:43:03,794
รู้สึกภาคภูมิใจ นอกจากเตือนสติแล้วนะคะ ก็ยังมีความภาคภูมิใจ

547
00:43:05,823 --> 00:43:07,504
ในความที่เกิดมาเป็น

548
00:43:07,504 --> 00:43:11,504
คนไทย ภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย

549
00:43:12,405 --> 00:43:13,316
เพราะเมืองไทยมีความสุข

550
00:43:13,316 --> 00:43:17,316
ไม่มีเรื่องเดือดร้อนใด ๆ

551
00:43:19,010 --> 00:43:23,010
นะคะ เห็นน้ำเสียงไหมคะ

552
00:43:23,671 --> 00:43:27,671
น้ำเสียง นั่นก็คือมีน้ำเสียง

553
00:43:35,598 --> 00:43:36,195
ภาคภูมิใจนะคะ  มี

554
00:43:36,195 --> 00:43:40,010
น้ำเสียงที่จะต้องการเตือนสตินะคะ ให้กับผู้ที่คิดไม่ดีกับบ้านเมืองใช่ไหมคะ

555
00:43:40,010 --> 00:43:42,580
แล้วก็มาถึงหัวข้อต่อไป

556
00:43:42,580 --> 00:43:46,580
เรื่องของอะไรคะ มาดูสิ จากโคลง

557
00:43:48,807 --> 00:43:52,770
โลกนิติ

558
00:43:52,770 --> 00:43:56,770
ไม่ใช่ โลก-นิ-ติ นะคะ เขียน โ-ล-ก-นิ-

559
00:44:02,417 --> 00:44:05,141
ติ แต่เวลาอ่าน อ่านว่า

560
00:44:05,141 --> 00:44:07,445
โคลง-โลก-กะ-นิต

561
00:44:07,445 --> 00:44:07,853
เรียนตอน ม. อะไรคะ ตอน ม. ต้นใช่ไหม

562
00:44:07,853 --> 00:44:11,853
ได้ท่องไหมคะ ท่อง คุณครูให้ท่องบทไหนบ้าง

563
00:44:27,836 --> 00:44:29,732
ค่ะ โอเค

564
00:44:29,732 --> 00:44:33,732
อันนี้มาจากสุภาษิตโคลงโลกนิตินะคะ

565
00:44:43,848 --> 00:44:47,298
เห็นไหมคะ ที่หน้าจอ ดูสิ เนื้อความตอนนี้นะคะ โคลงบทนี้กล่าวว่า

566
00:44:47,298 --> 00:44:49,439
จ่ายทรัพย์วันละบาทซื้อมังสา

567
00:44:49,439 --> 00:44:53,439
นายหนึ่งเลี้ยงพยัคฆา

568
00:44:53,491 --> 00:44:55,124
ไป่อ้วน สองสามสี่นายมา

569
00:44:55,124 --> 00:44:59,124
กำกับ จ่ายทรัพย์สี่ส่วนถ้วน

570
00:45:01,674 --> 00:45:05,078
บาทสิ้นเสือตาย

571
00:45:05,078 --> 00:45:06,713
เนื้อความกล่าวถึงอะไร ยังไม่ต้อง

572
00:45:06,713 --> 00:45:09,412
ตีความ เนื้อความกล่าวถึงอะไรคะ

573
00:45:09,412 --> 00:45:13,412
เนื้อความกล่าวถึงการเลี้ยง เลี้ยงเสือ

574
00:45:17,516 --> 00:45:21,516
ใช่ไหมคะ พยัคฆ์ คือ เสือ ใช่ไหมคะ การเลี้ยงเสือ

575
00:45:27,431 --> 00:45:28,253
มีคนทำหน้าที่เลี้ยงเสืออยู่ 1 คน ตอนแรกนะคะ แต่ว่าจ่ายนี่ จ่ายวันละบาท

576
00:45:28,253 --> 00:45:30,728
ใช่ไหมคะ พอคนที่เอาเงินจ่ายให้กับ

577
00:45:30,728 --> 00:45:34,728
พนักงานไปเลี้ยงเสือน่ะค่ะ เห็นว่าจ่ายวันละ 1 บาท

578
00:45:43,371 --> 00:45:47,371
นี่นะคะ เลี้ยงอย่างไรเสือก็ไม่อ้วน ไม่น่าจะเกิดจาก... ไม่น่าจะเกิดจากปริมาณเนื้อ แต่มันน่าจะเกิดจาก

579
00:45:52,542 --> 00:45:56,542
คนเลี้ยงที่น้อยไปหรือเปล่า ก็เลยเพิ่มคนเลี้ยง

580
00:45:58,199 --> 00:46:02,199
คราวนี้นะคะ เอาคนมาเลี้ยงเพิ่มจาก 1 กลายเป็นกี่คนคะทีนี้ กลายเป็น 4 คน

581
00:46:02,271 --> 00:46:03,513
มาเพิ่มเป็น 4 คน

582
00:46:03,513 --> 00:46:07,513
เสืออ้วนขึ้นไหม ทีนี้ เสืออ้วนขึ้นไหมคะ

583
00:46:11,248 --> 00:46:15,248
ไม่อ้วน ขึ้นแต่กลับกลายเป็นว่า

584
00:46:18,386 --> 00:46:18,977
เสือตาย ทำไมเสือจึงตาย แสดงว่า

585
00:46:18,977 --> 00:46:22,977
ใน 4 คนนี้

586
00:46:23,072 --> 00:46:27,072
มีการเบียดบังเอาอะไรคะ เอาเงินค่าอาหาร

587
00:46:31,037 --> 00:46:33,590
ของเสือ ไปเป็นของตน แบ่งกัน 4 คน

588
00:46:33,590 --> 00:46:36,341
คนละสลึง

589
00:46:36,341 --> 00:46:40,341
สุดท้าย เสือไม่ได้กินอาหารเลย

590
00:46:41,468 --> 00:46:45,468
ตีความด้าน

591
00:46:48,838 --> 00:46:52,363
เนื้อหาค่ะ ทีนี้ เนื้อหา ก็คือ

592
00:46:52,363 --> 00:46:56,363
จ่ายเงิน 1 บาท ให้ชายคนหนึ่งซื้อเนื้อเลี้ยง

593
00:47:03,638 --> 00:47:07,638
เสือ แต่เสือกินแล้วไม่อ้วน ครั้นแบ่งเงินบาทนั้นเป็นสี่ส่วน

594
00:47:09,831 --> 00:47:12,585
ไปเลี้ยงเสือ เสือกลับตายใช่ไหมคะ นี่คือการตีความ

595
00:47:12,585 --> 00:47:15,291
ด้านเนื้อหา ส่วนด้านน้ำเสียงค่ะ ผู้เขียน

596
00:47:15,291 --> 00:47:19,291
ให้ข้อคิดว่าการทุจริต

597
00:47:25,311 --> 00:47:27,162
คอร์รัปชันนั้น มันมีอยู่มากมาย มีอยู่ทุกหน ทุกแห่ง ยิ่งมีคน

598
00:47:27,162 --> 00:47:31,162
ทุจริตมาก ความเสียหายก็ยิ่งมาก

599
00:47:31,768 --> 00:47:33,278
ตามขึ้นไปด้วย

600
00:47:33,278 --> 00:47:37,278
ถ้าคนเลี้ยงไม่ทุจริต

601
00:47:42,525 --> 00:47:46,525
เสือจะตายไหมคะ นะคะ

602
00:47:49,214 --> 00:47:53,214
ต่อไปค่ะ พฤษ

603
00:48:03,060 --> 00:48:06,707
ภกาศร อิจกุญชรกันปลด

604
00:48:06,707 --> 00:48:08,824
ปลง โททนเสน่งคง สำคัญหมาย

605
00:48:08,824 --> 00:48:12,824
ในกายมี นรชาติวางวาย

606
00:48:15,924 --> 00:48:19,924
มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดี ประดับ

607
00:48:20,140 --> 00:48:21,406
ไว้ในโลกา เคยฟัง เคยอ่าน

608
00:48:21,406 --> 00:48:25,406
เคยท่อง แล้วก็เจอบ่อย ๆ

609
00:48:27,164 --> 00:48:31,164
ในการกล่าวของพิธีกรในงานศพใช่ไหมคะ

610
00:48:41,316 --> 00:48:45,316
มาตีความด้าน

611
00:48:46,939 --> 00:48:50,566
เนื้อหากันค่ะ เนื้อหา

612
00:48:50,566 --> 00:48:54,566
กล่าวถึงอะไรคะ เมื่อวัว ควาย

613
00:48:57,449 --> 00:49:00,156
นะคะ และช้าง ล้ม ล้ม

614
00:49:00,156 --> 00:49:04,156
คือ ตายใช่ไหมคะ สัตว์ใหญ่เวลาตาย เขาเรียกว่า

615
00:49:08,800 --> 00:49:11,071
"มันล้ม" นะคะ เมื่อวัว ควาย และช้างล้ม

616
00:49:11,071 --> 00:49:15,071
ก็ยังคงเหลืองาและเขาเอาไว้

617
00:49:15,694 --> 00:49:19,694
ให้ทราบว่าเป็นสัตว์ชนิดใด

618
00:49:21,342 --> 00:49:23,971
แต่ถ้าคนตายไป จะเหลือ

619
00:49:23,971 --> 00:49:26,744
สิ่งใดเอาไว้ เพื่อให้คนได้

620
00:49:26,744 --> 00:49:30,744
จดจำ นั่นก็คืออะไรคะ ความดี

621
00:49:32,854 --> 00:49:35,809
และความชั่ว ที่ได้เคยทำเอาไว้

622
00:49:35,809 --> 00:49:38,993

623
00:49:38,993 --> 00:49:42,993
น้ำเสียงของผู้เขียนคืออะไร

624
00:50:03,337 --> 00:50:05,037
น้ำเสียงของผู้เขียน เขาบอกว่าวิเคราะห์ออกมาแล้ว

625
00:50:05,037 --> 00:50:09,037
ตีความออกมาแล้ว เพื่อต้องการเสนอแนะ

626
00:50:11,289 --> 00:50:14,569
หรือให้ข้อคิดค่ะ ให้ข้อคิดว่าอย่างไร ให้ข้อคิดว่าเมื่อคนเรายังมี

627
00:50:14,569 --> 00:50:18,569
ชีวิตอยู่ ควรทำความดีเอาไว้

628
00:50:19,109 --> 00:50:23,109
เพื่อให้คนระลึกถึง เมื่อ

629
00:50:23,334 --> 00:50:27,235
จากโลกนี้ไปแล้ว เตือนสติ

630
00:50:27,235 --> 00:50:30,689
ใช่ไหมคะ ให้ข้อคิดนะ ว่าคนเรา

631
00:50:30,689 --> 00:50:34,689
คนอื่นนี่นะคะ เขาจะรู้จักหรือจดจำเราได้หลังจากเราตายไปแล้ว

632
00:50:39,696 --> 00:50:43,696
ก็ด้วยสิ่งดีงามที่เราทำเอาไว้  หรือความ

633
00:50:43,775 --> 00:50:47,775
ชั่วที่เราได้สร้าง

634
00:50:54,030 --> 00:50:58,030
ตัวอย่าง

635
00:51:00,276 --> 00:51:04,276
ต่อมาค่ะ ยาเสพติดมีพิษร้าย

636
00:51:04,312 --> 00:51:06,302
ทำลายความเป็นคน

637
00:51:06,302 --> 00:51:10,302
ดูจากเนื้อหาแล้วนะคะ ตีความ

638
00:51:18,787 --> 00:51:21,050
ด้านเนื้อหาเขากล่าวถึงอะไรคะ ผู้ใดติดยาเสพติด ผู้นั้นไม่ใช่คนที่

639
00:51:21,050 --> 00:51:25,050
สมบูรณ์อีกต่อ คำว่า "สมบูรณ์" นี่หมายถึงอะไร คนอ้วน

640
00:51:28,684 --> 00:51:29,178
ไหมคะ คนสมบูรณ์ คือ คนอ้วนไหม ไม่ใช่

641
00:51:29,178 --> 00:51:33,178
คนที่สมบูรณ์ ก็คือคนที่มีสติ

642
00:51:33,990 --> 00:51:37,990
มีปัญญา ใช่ไหมคะ มีสติมีปัญญา

643
00:51:38,609 --> 00:51:42,609
นะคะ นี่คือลักษณะของคน ถ้าคนที่สติดีจะไป

644
00:51:46,841 --> 00:51:49,507
หลงผิด ติดยาเสพติดไหม เพราะรู้อยู่แล้ว

645
00:51:49,507 --> 00:51:52,030
ว่าถ้าไปติด นั่นก็คือหนทางสู่ความ

646
00:51:52,030 --> 00:51:56,030
หายนะแน่นอน ตีความด้านน้ำเสียงค่ะ น้ำเสียง ผู้เขียน

647
00:51:57,879 --> 00:52:01,507
เตือนสติค่ะ เตือนสติให้เห็น

648
00:52:01,507 --> 00:52:02,743
โทษอันร้ายแรงของยาเสพติด

649
00:52:02,743 --> 00:52:06,743
เสพแล้วหมดความยั้งคิด รู้ผิดชอบชั่วดีไหม

650
00:52:09,771 --> 00:52:13,680
ไม่แล้วนะคะ ไม่รู้รับผิดชอบชั่วดีอะไรทั้งสิ้น

651
00:52:13,680 --> 00:52:17,680
ดังนั้น ควรที่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดไหม

652
00:52:20,389 --> 00:52:24,389
ไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวนะคะ

653
00:52:40,036 --> 00:52:41,202
ต่อไป ถ้าเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึก

654
00:52:41,202 --> 00:52:43,711
จะเหลือค่าอะไรให้สังคม

655
00:52:43,711 --> 00:52:47,711
ดูจากข้อความนี้สิคะ

656
00:52:47,932 --> 00:52:51,932
ถ้าเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึก จะเหลือค่า

657
00:52:52,015 --> 00:52:56,015
อะไรให้สังคม

658
00:52:56,129 --> 00:53:00,129
เขากล่าวถึงอะไรนี่ กระดาษ

659
00:53:00,255 --> 00:53:04,255
เปื้อนหมึก คำนี้

660
00:53:05,459 --> 00:53:08,849
ตีความ กระดาษเปื้อนหมึกหมายถึงอะไร

661
00:53:08,849 --> 00:53:12,849
กระดาษเปื้อนหมึก

662
00:53:15,462 --> 00:53:17,993
นะคะ ถ้าตีความแล้ว หมายถึง นักเขียนค่ะ

663
00:53:17,993 --> 00:53:21,123
เพราะนักเขียน

664
00:53:21,123 --> 00:53:23,554
เขียนหนังสือ แต่งหนังสือขายนะ สมัยก่อน

665
00:53:23,554 --> 00:53:27,554
เวลาพิมพ์เขาใช้อะไรคะ พิมพ์ลงในกระดาษใช่ไหมคะ

666
00:53:33,688 --> 00:53:37,629
แต่คำนี้นะคะ มันใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้นะคะ กระดาษเปื้อนหมึกนะคะ  อาชีพ

667
00:53:37,629 --> 00:53:40,017
ของนักเขียนนะคะ หรือหมายถึงงานเขียน

668
00:53:40,017 --> 00:53:43,626
นะคะ ตีความด้านเนื้อหา

669
00:53:43,626 --> 00:53:47,626
ได้ว่า หากงานเขียนไม่มีคุณค่า

670
00:53:48,273 --> 00:53:52,273
ก็คงเป็นเพียงกระดาษเปื้อน

671
00:53:54,559 --> 00:53:58,559
หมึกเท่านั้น นักเขียนที่เขียนสิ่งที่ไม่มีคุณค่า มันจะไม่เกิดประโยชน์

672
00:54:02,763 --> 00:54:05,234
และมันก็จะกลายเป็นเพียงกระดาษที่เปื้อนหมึก

673
00:54:05,234 --> 00:54:05,756
เท่านั้น

674
00:54:05,756 --> 00:54:09,756
ด้านน้ำเสียงล่ะคะ ด้านน้ำเสียง

675
00:54:10,834 --> 00:54:14,834
ผู้เขียนชี้ให้เห็นความสำคัญของงานเขียน

676
00:54:18,805 --> 00:54:21,329
ที่นำเสนอต่อสังคมสาธารณชน

677
00:54:21,329 --> 00:54:24,366
เนื้อหาของงาน

678
00:54:24,366 --> 00:54:28,068
ที่เขียน ควรจะมีส่วนในการสร้างสรรค์

679
00:54:28,068 --> 00:54:32,068
และจรรโลงสังคมนั่นเอง

680
00:54:52,092 --> 00:54:53,473
คราวนี้ เรามาดูอีกสิ่งหนึ่ง ที่มีความเกี่ยวข้องกับการตีความ

681
00:54:53,473 --> 00:54:57,473
เวลาเราอ่านงานเขียนต่าง ๆ เรา

682
00:54:59,593 --> 00:55:03,593
จะพบว่ามีสิ่งหนึ่งที่มันจะสะดุด

683
00:55:06,396 --> 00:55:07,050
ตา และเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจ มากกว่าข้อความทั่ว ๆ ไป

684
00:55:07,050 --> 00:55:11,050
นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า "สัญลักษณ์"

685
00:55:13,616 --> 00:55:17,616
สัญลักษณ์หรือ Symbol

686
00:55:19,668 --> 00:55:20,963
มันคืออะไร มันคือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่

687
00:55:20,963 --> 00:55:24,697
ใช้แทนสิ่งที่ผู้เขียนต้องการกล่าวถึง

688
00:55:24,697 --> 00:55:26,910

689
00:55:26,910 --> 00:55:30,910
ผู้เขียนเลือกที่จะใช้สิ่งเหล่านี้นะคะ

690
00:55:31,164 --> 00:55:34,756
สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์นี่ค่ะ ใช้

691
00:55:34,756 --> 00:55:37,816
ในลักษณะของนามธรรม

692
00:55:37,816 --> 00:55:41,816
ใช้ลักษณะของนามธรรม แต่เวลา

693
00:55:45,216 --> 00:55:48,806
เขียนนะคะ ใช้สิ่งที่เป็นรูปธรรมแทน

694
00:55:48,806 --> 00:55:50,893
นามธรรม เอาง่าย ๆ นะคะ เหมือนกับ

695
00:55:50,893 --> 00:55:54,893
เราพูดถึงความดีใช่ไหมคะ เราพูดถึงความดี เราใช้

696
00:55:58,908 --> 00:56:01,192
สีแทนความดี คือสีอะไรคะ สีขาว

697
00:56:01,192 --> 00:56:05,192
ความดีเป็นนามธรรมไหมคะ สีขาวเป็นสิ่งที่เราจับต้องได้ใช่ไหมคะ

698
00:56:07,568 --> 00:56:07,915
สีขาวเป็นรูปธรรม สีขาวใช้แทน

699
00:56:07,915 --> 00:56:11,915
ความดี ความบริสุทธิ์ แต่ความบริสุทธิ์

700
00:56:17,483 --> 00:56:21,483
เราจับต้องได้ไหม อันไหนคือความดี ชี้ได้ไหมคะ อันไหนคือความดี

701
00:56:24,146 --> 00:56:26,318
ไม่ได้ เพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า "สัญลักษณ์" มันมีหน้าตาหรือมันมีรูปแบบอย่างไรบ้าง

702
00:56:26,318 --> 00:56:30,318
เดี๋ยวครูจะอธิบาย

703
00:56:55,193 --> 00:56:56,622
สัญลักษณ์มีอยู่ 3 ลักษณะด้วยกัน

704
00:56:56,622 --> 00:57:00,099
นะคะ สัญลักษณ์มีอยู่ 3 ลักษณะ

705
00:57:00,099 --> 00:57:03,330
ลักษณะที่ 1 เขาเรียกว่า

706
00:57:03,330 --> 00:57:07,330
"สัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบกักตุน"

707
00:57:12,386 --> 00:57:15,674
หมายความว่าเป็นการใช้สัญลักษณ์ที่คนทั่วไป

708
00:57:15,674 --> 00:57:19,674
เข้าใจร่วมกัน เช่น เมื่อกี้นี้

709
00:57:21,084 --> 00:57:25,084
สีขาวแทนความบริสุทธิ์ สีดำ

710
00:57:27,185 --> 00:57:31,185
แทนความโศกเศร้า นางฟ้าแทนอะไรคะ

711
00:57:31,994 --> 00:57:35,994
แทนความใจดี นางฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของความ

712
00:57:42,414 --> 00:57:44,512
สวยใช่ไหมคะ ความใจดี ความมีเมตตา ใจดีเหมือนนางฟ้าเลย สวยเหมือนนางฟ้า

713
00:57:44,512 --> 00:57:48,512
ลักษณะเช่นนี้ นางฟ้าจึงเป็นสัญลักษณ์

714
00:57:48,530 --> 00:57:51,203
ของความสวย ความใจดี

715
00:57:51,203 --> 00:57:55,203
แบบนี้มันจะเข้ากับลักษณะข้อที่ 1

716
00:58:00,808 --> 00:58:03,852
นั่นก็คือสัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบกักตุน กับแบบที่ 2 สัญลักษณ์ที่มี

717
00:58:03,852 --> 00:58:07,852
ความหมายหลายนัย และแบบที่ 3

718
00:58:09,278 --> 00:58:13,278
ในช่องที่ 3 สัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบมีนัย

719
00:58:18,244 --> 00:58:20,475
ประวัติ ช่องที่ 2 กับช่องที่ 3 นี้ มีลักษณะคล้ายกัน

720
00:58:20,475 --> 00:58:24,475
คล้ายกันในที่นี้ ก็คือเป็นสัญลักษณ์ ที่ผู้เขียน

721
00:58:28,319 --> 00:58:30,911
กำหนดความหมายเพิ่มเติมขึ้นมา แต่จะลึกในระดับใด

722
00:58:30,911 --> 00:58:34,911
ขึ้นอยู่กับการให้ความหมายของ

723
00:58:35,722 --> 00:58:39,037
ผู้เขียน ครูมีตัวอย่าง

724
00:58:39,037 --> 00:58:43,037
ครูมีตัวอย่างให้ดูนะคะ

725
00:58:50,235 --> 00:58:54,235
ดู ชุดข้อความ 3

726
00:58:55,332 --> 00:58:58,635
ชุดนี้ เราพูดถึงสิ่งเดียวกัน

727
00:58:58,635 --> 00:59:02,635
ก็คือดอกไม้ เราพูดถึงเรื่องเดียวกัน

728
00:59:05,927 --> 00:59:09,927
คือ ดอกไม้ มันมีคำที่เป็นคำสำคัญอยู่

729
00:59:11,229 --> 00:59:13,118
คือ ดอกไม้ ในช่องแรก ในส่วนแรก

730
00:59:13,118 --> 00:59:17,118
นะคะ เซ็ตแรกจะมีคำว่า กุหลาบเวียงพิงค์

731
00:59:22,476 --> 00:59:26,476
เอื้องดอย ดอกคูณ ดอกหญ้า เป็นดอกไม้

732
00:59:27,129 --> 00:59:27,281
ทั้งหมดเลยไหมคะ ปกติแล้วดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

733
00:59:27,281 --> 00:59:31,245
ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของอะไร

734
00:59:31,245 --> 00:59:35,245
ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงนะคะ

735
00:59:38,921 --> 00:59:40,885
เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิง ดอกไม้งามนะคะ

736
00:59:40,885 --> 00:59:44,885
เช่นอะไรบ้าง กุหลาบเวียงพิงค์

737
00:59:47,944 --> 00:59:50,910
กุหลาบเวียงพิงค์ ก็คือสาวงามจากเมือง

738
00:59:50,910 --> 00:59:54,457
เชียงใหม่ใช่ไหมคะ เป็นดอกกุหลาบนะ

739
00:59:54,457 --> 00:59:58,006
ต่อไป เอื้องดอย สาวชาว

740
00:59:58,006 --> 01:00:02,006
เหนือ เช่นกัน แต่อยู่บนดอย

741
01:00:02,599 --> 01:00:06,599
สาวชาวภูเขา ชาวดอย ต่อไป

742
01:00:09,727 --> 01:00:13,727
ดอกคูณ ดอกคูณคืออะไร ดอกคูณเป็นสัญลักษณ์

743
01:00:14,121 --> 01:00:18,121
ของหญิงสาวในภาคไหนคะ สาวอีสานใช่ไหมคะ ภาคอีสาน คือ ดอกคูณ ใช่ไหมคะ

744
01:00:22,867 --> 01:00:24,880
ดอกคูณเสียงแคน ก็คือจังหวัดอะไร

745
01:00:24,880 --> 01:00:25,193
ดินแดนที่มีดอกคูณเยอะ ๆ ภาคอีสาน

746
01:00:25,193 --> 01:00:29,193
แก่นคูณหรือขอนแก่นนั่นเองนะคะ ดอกคูน

747
01:00:33,039 --> 01:00:37,039
ก็ใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่อยู่ทางภาคอีกสานได้

748
01:00:37,418 --> 01:00:40,503
อีกอย่างหนึ่งคือดอกหญ้า ดอกหญ้า ดอกหญ้า ดอกหญ้า

749
01:00:40,503 --> 01:00:44,503
คือ ผู้หญิงที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นอย่างไร ต่ำต้อยด้อยค่า

750
01:00:48,736 --> 01:00:49,769
เซตนี้คือหมายความถึงอะไรหมดเลย

751
01:00:49,769 --> 01:00:53,769
ผู้หญิงทั้งหมดเลย พออ่านแล้วเข้าใจได้ในทันทีเลย ว่านี่

752
01:00:54,681 --> 01:00:56,593
กล่าวถึงผู้หญิง อันนี้น่าจะจัดเป็นความหมาย

753
01:00:56,593 --> 01:01:00,196
แบบไหนคะ 1 2 หรือ 3 อันนี้คือ

754
01:01:00,196 --> 01:01:04,196
แบบที่ 1 เป็นความหมายแบบกักตุน

755
01:01:09,283 --> 01:01:10,927
เป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจได้ตรงกัน แต่อันที่ 2 ค่ะ ดูนะ

756
01:01:10,927 --> 01:01:14,927
มาจากเพลงค่ะ ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน

757
01:01:16,956 --> 01:01:20,956
บริสุทธิ์ กล้าหาญ จะบานในใจ

758
01:01:21,377 --> 01:01:25,377
สีขาว หนุ่มสาวจะใฝ่ แน่วแน่แก้ไข

759
01:01:32,246 --> 01:01:33,460
จุดไฟศรัทธา ข้อความในเซตที่ 2 นี้ ดอกไม้ยังหมายถึงผู้หญิง

760
01:01:33,460 --> 01:01:34,159
อยู่ไหมคะ

761
01:01:34,159 --> 01:01:38,159
ความหมายเปลี่ยนไปหรือยัง

762
01:01:40,682 --> 01:01:44,682
มีความหมายเพิ่มเติมขึ้นมาแล้วใช่ไหมคะ

763
01:01:44,787 --> 01:01:48,787
เข้าข่ายข้อที่ 2 หรือยัง ความหมายนัย แต่เราต้องมาทำ

764
01:01:52,592 --> 01:01:55,242
ความเข้าใจด้วยว่า ดอกไม้ในข้อที่ 2 นี้

765
01:01:55,242 --> 01:01:59,242
คือดอกไม้แล้วหมายความว่าอย่างไร ถ้าไม่ได้หมายถึงผู้หญิง แล้ว

766
01:02:00,223 --> 01:02:04,223
หมายถึงอะไร คราวนี้เราอาจจะต้องย้อนกลับไปที่หลักการ ที่อ่าน

767
01:02:04,976 --> 01:02:08,976
ตีความ เรามาดูที่มาของงานเขียนชิ้นนี้กันค่ะ

768
01:02:11,307 --> 01:02:14,030
ข้อความนี้มาจากบทประพันธ์ของ

769
01:02:14,030 --> 01:02:18,030
อาจารย์จิรนันท์ พิศปรีชา

770
01:02:21,505 --> 01:02:22,967
วรรณกรรมที่ได้รับรางวัลซีไรส์ ชื่อว่า

771
01:02:22,967 --> 01:02:23,426
"ใบไม้ที่หายไป" อาจารย์เขียน

772
01:02:23,426 --> 01:02:27,426
นะคะ ในช่วงที่ตนเองนั้น เป็นนัก

773
01:02:30,336 --> 01:02:33,137
ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย

774
01:02:33,137 --> 01:02:36,272
เป็นกลุ่มของนักศึกษานะคะ ที่อยู่ในห้วง

775
01:02:36,272 --> 01:02:39,117
ปี 2519 ในช่วงนั้น

776
01:02:39,117 --> 01:02:43,117
ที่มีการต่อสู้กันระหว่างทหารกับ

777
01:02:46,391 --> 01:02:47,434
นักศึกษาจำได้ไหมคะ ถ้าเราเรียนสังคมมา

778
01:02:47,434 --> 01:02:51,434
มีการเรียกร้องทางการเมือง ช่วงนั้นมีนักเขียน

779
01:02:54,288 --> 01:02:58,288
เกิดขึ้นมากมาย และเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง

780
01:02:58,758 --> 01:03:02,758
ถ้าเราดูภูมิหลังหรือชีวประวัติของคนเขียน

781
01:03:02,926 --> 01:03:06,926
คราวนี้เรารู้หรือยัง ข้อความ

782
01:03:09,581 --> 01:03:13,581
ที่ไม่ได้หมายถึงผู้หญิง มันน่าจะหมายถึงอะไร เพลงนี้เด็กนักศึกษาชอบเอาไปร้องในการออกค่าย

783
01:03:16,494 --> 01:03:16,510
เพื่อไปพัฒนาท้องถิ่น เวลา

784
01:03:16,510 --> 01:03:20,082
ไปร้องนะคะ เวลาเอาไปใช้ประกอบในกิจกรรม

785
01:03:20,082 --> 01:03:24,082
นันทนาการต่าง ๆ คนที่เป็นนักศึกษาก็จะได้

786
01:03:26,582 --> 01:03:29,239
รู้สึกว่าตัวเองนั้น มีอุดมการณ์ในการทำงาน

787
01:03:29,239 --> 01:03:33,110
มีอุมการณ์ในการช่วยพัฒนาประเทศชาตินะคะ

788
01:03:33,110 --> 01:03:34,314
ดอกไม้ในที่นี้หมายถึง

789
01:03:34,314 --> 01:03:38,314
ประชาธิปไตยค่ะ ดอกไม้จะบาน ในที่นี้

790
01:03:43,083 --> 01:03:44,822
ก็คือความเบ่งบานของประชาธิปไตย

791
01:03:44,822 --> 01:03:48,519
ดอกไม้ที่เรียกนี้ คือ ประชาธิปไตย

792
01:03:48,519 --> 01:03:52,519
สีขาวหนุ่มสาวจะใฝ่สีขาว คืออะไร

793
01:03:59,019 --> 01:04:03,019
สีขาว คือ อุดมการณ์อันบริสุทธิ์ค่ะ สีขาวหนุ่มสาวจะไฝ่ ไฝ่ในอะไร ไฝ่ใน

794
01:04:05,679 --> 01:04:09,679
อุดมการณ์และมีความแน่วแน่ ที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ประเทศนี้มันดีขึ้น

795
01:04:13,389 --> 01:04:17,389
นี่คือความหมายที่เราเรียกว่า "ความหมายหลายนัย" ดอกไม้ ความหมายเปลี่ยน

796
01:04:18,438 --> 01:04:21,159
ไปแล้วไม่ได้หมายถึงความงาม ไม่ได้หมายถึง

797
01:04:21,159 --> 01:04:23,602
หญิงสาว แต่หมายถึงประชาธิปไตย

798
01:04:23,602 --> 01:04:27,602
สุดท้ายค่ะ

799
01:04:27,638 --> 01:04:31,638
ช่องนี้ ความหมายนัยประวัติ

800
01:04:33,070 --> 01:04:37,070
แน่นอนล่ะ นัยประวัติ  อยากให้ช่วยกัน

801
01:04:39,363 --> 01:04:40,698
ตีความ ดอกไม้ ใน

802
01:04:40,698 --> 01:04:43,616
ข้อนี้มันมีบริบทของข้อความ

803
01:04:43,616 --> 01:04:47,616
ทั้งหมดว่า ดอกไม้ที่มีค่าที่สุด

804
01:04:50,372 --> 01:04:54,372
คือดอกไม้ที่มีคนนำไปวางไว้บนหลุม

805
01:04:57,058 --> 01:05:01,058
ฝังศพ ดอกไม้ในที่นี้หมายถึงอะไร  ตีความสิ ถ้าไม่ได้หมายถึงหญิงงาม ไม่ได้หมายถึง

806
01:05:03,571 --> 01:05:05,951
หญิงสาว ไม่ได้หมายถึงประชาธิปไตย

807
01:05:05,951 --> 01:05:09,674
นี่ดอกไม้ตัวนี้หมายถึงอะไร

808
01:05:09,674 --> 01:05:13,674
ยากนะ ยากไหม

809
01:05:14,872 --> 01:05:18,872
มาเฉลยกันนะคะ จริง ๆ แล้วอยากชวนคิดนะ อยากชวนคิด

810
01:05:26,578 --> 01:05:27,590
ช่วยกันคิดนิดหนึ่งก็ได้ว่าดอกไม้ ทำไมมันจึงมีค่าที่สุด

811
01:05:27,590 --> 01:05:31,590
เมื่อนำไปวางไว้บนหลุมฝังศพ

812
01:05:33,555 --> 01:05:37,555
แสดงว่าสถานการณ์ปกติ ดอกไม้มันถูก

813
01:05:38,713 --> 01:05:42,713
ลดคุณค่าลงใช่ไหม  หรือดอกไม้มันไม่ได้มีค่าเท่านี้ใช่ไหม

814
01:05:46,252 --> 01:05:50,252
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เวลาเราให้ดอกไม้ใคร ดอกไม้

815
01:05:53,832 --> 01:05:56,363
นั้นจะเป็นตัวแทนความรู้สึกของเราใช่ไหมคะ ให้

816
01:05:56,363 --> 01:06:00,363
ในวันที่เขาไม่สบาย แสดงว่าเราส่งความปรารถนาดี

817
01:06:02,751 --> 01:06:06,751
ความห่วงใยไปให้ใช่ไหมคะ เป็นตัวแทนบอกว่า

818
01:06:07,443 --> 01:06:11,443
หายเร็ว ๆ นะ วันไหนที่เขารับปริญญา

819
01:06:11,835 --> 01:06:11,852
เราแสดงความยินดี เอาช่อดอกไม้ไปให้

820
01:06:11,852 --> 01:06:15,325
สื่อความว่าเราบอกเขาว่าเรายินดี

821
01:06:15,325 --> 01:06:19,325
ด้วยนะ ใช่ไหมคะ แต่

822
01:06:21,338 --> 01:06:25,338
พอเอาไปให้คนตาย คนตายจะลุกขึ้นมาตอบเรา

823
01:06:29,057 --> 01:06:33,057
หรือสื่อความกับเราได้ไหมคะ ไม่ได้ ถูกไหม นั่นแสดงว่าดอกไม้นั่นเมื่อไปวาง

824
01:06:38,399 --> 01:06:38,650
ให้กับผู้ตาย มันกลับกลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด

825
01:06:38,650 --> 01:06:41,707
เพราะอะไร มันมีเหตุอะไร เวลาเราให้

826
01:06:41,707 --> 01:06:45,707
ดอกไม้ใคร เราส่งความปรารถดีให้กับผู้อื่น

827
01:06:52,016 --> 01:06:52,363
เราต้องการให้ผู้รับแสดงตอบกลับมาให้เราไหมคะ แสดงความรู้สึกตอบกลับเราไหม

828
01:06:52,363 --> 01:06:56,363
ครูลองยกตัวอย่างนะ สมมติมีคนให้ดอกไม้ไปแล้วเขาโยนทิ้ง

829
01:07:04,408 --> 01:07:08,408
เธอรู้สึกอย่างไร เสียใจใช่ไหม นั่น

830
01:07:08,408 --> 01:07:09,767
ว่าให้อะไรไป แสดงให้เขาตอบรับเราใช่หรือไม่

831
01:07:09,767 --> 01:07:10,162
แต่พอให้คนตายเขาไม่สามารถตอบรับได้แล้ว

832
01:07:10,162 --> 01:07:11,698
ให้ไปทำไมใช่ไหมคะ

833
01:07:11,698 --> 01:07:15,698
ถ้าให้ในคนตาย แสดงว่าให้แล้วไม่มีประโยชน์ แต่ยังจะให้อยู่

834
01:07:19,279 --> 01:07:23,279
นั่นแสดงว่าการให้ดอกไม้นั้น แสดงว่า

835
01:07:23,990 --> 01:07:27,990
การให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนค่ะ มันจึงเป็นดอกไม้ที่มีค่าที่สุด

836
01:07:29,243 --> 01:07:33,243
แต่ถ้าเธอให้ด้วยมีวัตถุประสงค์แอบแฝง

837
01:07:35,238 --> 01:07:38,910
ต้องการการตอบรับ ดอกไม้นั้นจะไม่มีค่า

838
01:07:38,910 --> 01:07:42,910
แต่พอมันไปให้คนที่ไม่สามารถ

839
01:07:43,226 --> 01:07:47,226
ที่จะให้อะไรเธอกลับมาได้ เวลาเธอ

840
01:07:50,710 --> 01:07:54,710
ให้เขาไปแสดงว่าเธอบริสุทธิ์ใจใช่ไหมคะ เธอให้ด้วยความ

841
01:07:55,922 --> 01:07:56,536
ปรารถนาดี เธอไม่ต้องการอะไร หรือหวังอะไรจากผู้ตาย

842
01:07:56,536 --> 01:08:00,536
อีกต่อไปแล้ว นี่คือนัยที่เรียกว่า "ความหมายแบบนัยประหวัด"

843
01:08:01,808 --> 01:08:03,990
ลึกซึ้งนะ ต้องอ่านมาก ๆ ต้อง

844
01:08:03,990 --> 01:08:07,990
ทำความเข้าใจมาก ๆ จึงจะตีความตรงนี้ออก

845
01:08:08,533 --> 01:08:11,618
และทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง

846
01:08:11,618 --> 01:08:15,618
นึกภาพออกหรือยัง ว่าดอกไม้ใน 3 บริบทนี้

847
01:08:20,541 --> 01:08:22,921
ไม่เหมือนกันเลย อันที่ 1 คือหญิงสาว

848
01:08:22,921 --> 01:08:26,239
ความหมายหลายนัย คือ ที่เพิ่มขึ้นมา

849
01:08:26,239 --> 01:08:27,411
คือ ประชาธิปไตย ในขณะที่

850
01:08:27,411 --> 01:08:31,411
อันที่ 3 ความหมายแบบนัยประหวัด คืออะไรคะ ผู้เขียน

851
01:08:35,455 --> 01:08:39,042
กำหนดความหมายขึ้นมาเอง นั่นคือการให้โดยไม่หวัง

852
01:08:39,042 --> 01:08:41,126
สิ่งตอบแทน ลึกเข้าไปอีกใช่ไหมคะ

853
01:08:41,126 --> 01:08:45,126
ลึกซึ้งมาก ดังนั้น เรื่องของการตีความมันจึงเป็น

854
01:08:48,816 --> 01:08:50,214
เรื่องที่ค่อนข้างจะต้องให้ความสำคัญ และ

855
01:08:50,214 --> 01:08:52,353
ให้รายละเอียด รวมไปถึงอ่านอย่างละเอียด

856
01:08:52,353 --> 01:08:56,353
ด้วย จึงจะสามารถถอดรหัส

857
01:08:57,816 --> 01:09:01,816
ความออกมาได้อย่างถูกต้อง

858
01:09:10,575 --> 01:09:14,575
การอ่านตีความนะคะ ในส่วนของ

859
01:09:17,155 --> 01:09:21,155
สัญลักษณ์ มีการแบ่งหมวด

860
01:09:24,319 --> 01:09:25,477
หมู่ของสัญลักษณ์นะคะ เอาไว้

861
01:09:25,477 --> 01:09:29,477
หลายประเภทด้วยกัน เราสามารถ

862
01:09:30,536 --> 01:09:31,659
ใช้ตัวละครในวรรณคดี มาเป็น

863
01:09:31,659 --> 01:09:35,659
สัญลักษณ์ได้ค่ะ เช่น ขุนแผน

864
01:09:37,688 --> 01:09:41,688
เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ (นักศึกษาชาย) ความเจ้าชู้ (ผศ.ดร.กาญจนา) ความเจ้าชู้

865
01:09:48,333 --> 01:09:48,621
วันทองเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ ความหลายใจ จรกา

866
01:09:48,621 --> 01:09:52,621
เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

867
01:09:54,016 --> 01:09:58,016
ความขี้ริ้วขี้เหร่ใช่ไหมคะ จรกา

868
01:10:01,243 --> 01:10:05,243
ชูชกเป็นสัญลักษณ์ของอะไร ความโลภ ความตระกะ แต่ปัจจุบันนี้

869
01:10:11,333 --> 01:10:15,333
มีคนเอารูปปั้นชูชกไปกราบไหว้ แล้วบอกว่านี่คือสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์

870
01:10:15,335 --> 01:10:19,335
ถ้าดูจากเนื้อความของที่มา

871
01:10:20,300 --> 01:10:24,300
ของคำ เราจะเห็นได้เลยว่ามันไม่ถูกต้องใช่ไหมคะ

872
01:10:25,514 --> 01:10:29,514
เพราะชูชกจริง ๆ แล้ว เป็นสัญลักษณ์ของความโลภ

873
01:10:31,125 --> 01:10:33,072
และความตระกะ กินจนตัวตาย ควความตระกะ กินจนตัวตาย

874
01:10:33,072 --> 01:10:37,072
ใช่ไหมคะ แต่ก็มีคนไปตีความในความหมายใหม่นะ

875
01:10:38,207 --> 01:10:42,207
แล้วก็พยายามสร้างให้มันมีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นแล้ว แล้วก็ให้คน

876
01:10:48,490 --> 01:10:50,922
กราบไหว้ เพราะฉะนั้น เราต้องรู้ที่มาก่อน จึงจะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะกราบไหว้

877
01:10:50,922 --> 01:10:53,413
เหมือนกับชาวบ้านเขาไหมนะคะ ใช้สติปัญญา

878
01:10:53,413 --> 01:10:56,353
พิจารณาเอานะ ต่อไปนะคะ ทศกัณฐ์

879
01:10:56,353 --> 01:10:59,398
เป็นสัญลักษณ์ของอะไร ความ

880
01:10:59,398 --> 01:11:03,398
ใจร้ายนะคะ ความเจ้าชู้ไหม

881
01:11:04,817 --> 01:11:08,817
ทศกัณฐ์เจ้าชู้ไหม น่าเสียดาย

882
01:11:09,615 --> 01:11:13,615
ใจทศกัณฐ์ ใครฟังเพลงลูกทุ่ง เคยฟังไหมคะ

883
01:11:16,802 --> 01:11:17,861
เพลงของหัวใจทศกันฐ์ แสดงว่า

884
01:11:17,861 --> 01:11:20,416
ใจร้ายใช่ไหมคะ อยากมี

885
01:11:20,416 --> 01:11:24,416
รักเหมือนพระรามใช่ไหมคะ ที่พระรามออกตามหานางสีดา

886
01:11:30,264 --> 01:11:34,099
แต่สำหรับทศกัณฐ์ เธอไม่ตามใครใช่ไหมคะ เธอมีเมีย

887
01:11:34,099 --> 01:11:37,546
เยอะมาก แต่เธอก็ใจร้ายนะคะ เป็นยักษ์

888
01:11:37,546 --> 01:11:41,546
ที่ใจร้าย เพราะฉะนั้น ทศกัณฐ์จึงเป็นสัญลักษณ์ของ

889
01:11:44,190 --> 01:11:48,100
ความใจร้าย ดุร้าย ต่อไปนะคะ ประเภทที่ 2 เราใช้สัตว์ต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์

890
01:11:48,100 --> 01:11:52,100
ได้ เช่นอะไรบ้าง ช้าง ช้างเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ ความ

891
01:11:52,384 --> 01:11:56,384
ยิ่งใหญ่ เสือ เป็นสัญลักษณ์ของอะไร

892
01:11:56,975 --> 01:12:00,975
ความดุร้าย ใช่ไหมคะ  เสือ ความ

893
01:12:03,573 --> 01:12:07,573
ดุร้าย ถ้าใครมาเรียกไอ้เสือ ความจริงไม่ได้ชื่อเสือ

894
01:12:08,387 --> 01:12:10,648
แต่พอถูกคนเขาขนานนามว่าเป็นไอ้เสือ

895
01:12:10,648 --> 01:12:14,615
แสดงว่าคนนั้นนี่ก็ต้องพิษสง มี

896
01:12:14,615 --> 01:12:18,615
ความดุใช่ไหมคะ มีความดุร้าย หรือว่ามีลักษณะของความ

897
01:12:18,918 --> 01:12:20,263
... เขาเรียกว่าอะไรดี

898
01:12:20,263 --> 01:12:24,263
ความเกเรไหม อาจจะมีความลักษณะของความเกเรอยู่ เป็น

899
01:12:32,013 --> 01:12:33,549
สัญลักษณ์ของความดุร้ายนั่นเองนะคะ ต่อไปกระต่าย เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

900
01:12:33,549 --> 01:12:37,410
กระต่ายเป็นสัญลักษณ์ของอะไร

901
01:12:37,410 --> 01:12:39,642
ความรวดเร็วไหมคะ

902
01:12:39,642 --> 01:12:43,642
คล่องแคล่วว่องไว เต่าล่ะคะ

903
01:12:45,086 --> 01:12:48,269
ความเชื่องช้า แมงดาล่ะคะ

904
01:12:48,269 --> 01:12:52,240
เป็นสัญลักษณ์ของผู้ชายที่

905
01:12:52,240 --> 01:12:56,240
ไม่ทำมาหากินใช่ไหมคะ และ

906
01:12:57,627 --> 01:13:01,627
เอาเปรียบผู้หญิง ผู้ชายที่เอาเปรียบผู้หญิงนะคะ ก็คือแมงดา

907
01:13:06,450 --> 01:13:08,014
ต่อไป ประเภทที่ 3 ค่ะ ใช้อะไรคะ

908
01:13:08,014 --> 01:13:12,014
ดอกไม้ชนิดต่าง ๆ หรือพันธุ์ไม้ มีอะไรบ้าง ดอกรัก

909
01:13:14,205 --> 01:13:18,205
ดอกลั่นทม ดอกดาวเรือง ดาวเรือง

910
01:13:18,534 --> 01:13:19,509
เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ มี

911
01:13:19,509 --> 01:13:23,509
ชื่อที่ไปพ้องกับคำว่า "รุ่งเรือง" ใช่ไหมคะ เขาจึง

912
01:13:28,094 --> 01:13:30,293
ให้เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรือง ดอกลั่นทม

913
01:13:30,293 --> 01:13:34,293
ล่ะลูก ความทุกข์ระทม

914
01:13:38,599 --> 01:13:42,599
ใช่ไหมคะ เขาถึงได้เปลี่ยนชื่อใช่ไหม เปลี่ยนชื่อเป็นอะไร

915
01:13:42,988 --> 01:13:46,925
ลีลาวดีนะคะ ต่อไปอะไรอีก

916
01:13:46,925 --> 01:13:47,854
นะคะ ต้นโพธิ์ ต้นไทร เป็นสัญลักษณ์ของอะไร

917
01:13:47,854 --> 01:13:51,854
ความยั่งยืนใช่ไหมคะ ความมั่นคง อายุ

918
01:13:54,399 --> 01:13:57,947
ยืนยานเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร คือเป็นที่พึ่งนะคะ

919
01:13:57,947 --> 01:14:01,947
ยืนนานเป็นที่พึ่ง เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งนี้

920
01:14:01,981 --> 01:14:04,815

921
01:14:04,815 --> 01:14:06,272
อะไรอีก สีต่าง ๆ

922
01:14:06,272 --> 01:14:10,272
สีชมพูเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

923
01:14:15,590 --> 01:14:18,982
ช่วงนี้หัวใจเป็นสีชมพู นั่นก็คือ

924
01:14:18,982 --> 01:14:22,982
มีความรักนะคะ อะไรอีก ธรรมชาติต่าง ๆ นะคะ เมฆ

925
01:14:26,030 --> 01:14:27,116
เป็นสัญลักษณ์ของอะไร

926
01:14:27,116 --> 01:14:31,116
มีเมฆมาบัง เมฆเป็นสัญลักษณ์ของอุปสรรค

927
01:14:39,541 --> 01:14:43,541
ต่าง ๆ ใช่ไหมคะ น้ำค้างนะคะ น้ำค้าง สัญลักษณ์แทนความสดชื่นใช่ไหมคะ สัญลักษณ์แทนความ

928
01:14:45,618 --> 01:14:49,618
สดชื่นนะ พายุ คลื่นลมต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ของ

929
01:14:52,257 --> 01:14:55,465
อุปสรรคใช่ไหม อะไรอีก อวัยวะต่าง ๆ นะคะ เครื่องประดับ

930
01:14:55,465 --> 01:14:59,465
เครื่องใช้ ข้าวของต่าง ๆ สามารถที่จะนำมาใช้เป็น

931
01:15:02,579 --> 01:15:03,122
สัญลักษณ์ได้ นอกเหนือ

932
01:15:03,122 --> 01:15:07,122
จากตัว

933
01:15:07,727 --> 01:15:11,727
เอกสาร ตัวข้อความ ที่เป็นทั้งร้อยแก้ว

934
01:15:13,307 --> 01:15:15,800
และร้อยกรอง มันยังมีอีกเรื่องหนึ่งนะคะ

935
01:15:15,800 --> 01:15:19,427
ที่ผู้คนพากันให้ความสนใจ

936
01:15:19,427 --> 01:15:23,427
นั่นก็คือเรื่องของลายเซ็น มีคนตีความลายเซ็น

937
01:15:26,835 --> 01:15:30,835
เอาไว้ นักศึกษาลองดูสิ ว่าวิธีการเซ็นชื่อของ

938
01:15:31,635 --> 01:15:32,118
ตนเอง มันไปสอดคล้องกับการตีความ

939
01:15:32,118 --> 01:15:35,524
ของนักจิตวิทยาอย่างไรนะคะ

940
01:15:35,524 --> 01:15:39,524
ดูลายเซ็นอันที่ 1 นะคะ หน้าจอ

941
01:15:41,642 --> 01:15:43,352
ดูไม่ออกเลย แบบที่ 1 ค่ะ

942
01:15:43,352 --> 01:15:47,352
ตัวอักษรที่เป็นชื่อ

943
01:15:47,914 --> 01:15:51,541
ใหญ่กว่านามสกุล

944
01:15:51,541 --> 01:15:55,541
ตัวอักษรที่เป็นชื่อใหญ่กว่า

945
01:15:57,497 --> 01:15:59,794
นามสกุล คนที่เซ็นแบบนี้

946
01:15:59,794 --> 01:16:03,546
เขาบอกว่าจะเป็นคน

947
01:16:03,546 --> 01:16:07,420
ที่มีความเป็นผู้นำ

948
01:16:07,420 --> 01:16:11,420
มีความเป็นผู้นำสูง

949
01:16:21,982 --> 01:16:25,982
แบบนี้

950
01:16:29,504 --> 01:16:32,223
นะคะ ถ้าเซ็นแบบที่ว่านี้ เขาบอกว่า

951
01:16:32,223 --> 01:16:36,223
มีความเป็นผู้นำสูง ชื่อใหญ่กว่านามสกุล

952
01:16:36,719 --> 01:16:40,719
แปลว่าเป็นคนที่โดดเดี่ยว และแยกตัวออกมาจาก

953
01:16:42,667 --> 01:16:44,914
ครอบครัว ไม่ค่อยสัมพันธ์

954
01:16:44,914 --> 01:16:47,582
กับพ่อแม่ มีความมั่นใจ

955
01:16:47,582 --> 01:16:51,582
ในตนเองสูง และมีโอกาสที่จะ

956
01:16:54,011 --> 01:16:58,011
ประสบความสำเร็จมากกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน เนื่อง

957
01:17:00,619 --> 01:17:04,619
จากว่ามีความมุมานะ ตั้งมั่น เด็ดเดี่ยว แต่อาจจะขาดเรื่องความรัก

958
01:17:05,620 --> 01:17:07,121
จากครอบครัว กับคนที่

959
01:17:07,121 --> 01:17:11,121
เป็นคนเซ็นลักษณะแบบต่อ

960
01:17:13,164 --> 01:17:16,642
ลักษณะต่อมา นั่นก็คือ

961
01:17:16,642 --> 01:17:20,642
รายเซ็นที่นามสกุลใหญ่กว่าชื่อ

962
01:17:21,562 --> 01:17:24,333
นามสกุลใหญ่กว่าชื่อ

963
01:17:24,333 --> 01:17:28,137
เขาบอกว่าคนแบบนี้นะคะ

964
01:17:28,137 --> 01:17:32,137
ที่เซ็นแบบนี้ คนที่เซ็นในลักษณะเช่นนี้ จะ

965
01:17:35,526 --> 01:17:37,111
รักครอบครัว พื้นฐานเป็นคนที่อยู่

966
01:17:37,111 --> 01:17:41,111
ติดบ้าน รักครอบครัว เทิดทูนวงศ์ตระกูล

967
01:17:44,323 --> 01:17:46,221
ให้เกียรติผู้คนในครอบครัว และชอบช่วยเหลือ

968
01:17:46,221 --> 01:17:47,085
คนในบ้าน มีความสุข

969
01:17:47,085 --> 01:17:51,085
อยู่เสมอ แต่สำหรับคนประเภทนี้ ที

970
01:17:56,634 --> 01:17:59,374
นี้ที่เซ็นแบบนี้ เขาบอกว่ามีแนวโน้มนะคะ ที่จะเขาเรียกว่ารักและ

971
01:17:59,374 --> 01:18:03,374
ทุ่มเท ให้กับคนรอบข้างมากจนเกินไป

972
01:18:04,603 --> 01:18:08,603
จนบางครั้งทำให้ตัวเองเหน็ดเหนื่อย

973
01:18:12,641 --> 01:18:12,903
และต้องรับผิดชอบเรื่องราวต่าง ๆ ของ

974
01:18:12,903 --> 01:18:16,903
ผู้คนรอบตัว ในครอบครัวมากจนเกินไป

975
01:18:17,955 --> 01:18:19,933
อิ่มใจแต่เหนื่อย

976
01:18:19,933 --> 01:18:23,933
มีความรักรอบตัวแต่เหนื่อยมากนะคะ กับแบบแรก

977
01:18:25,746 --> 01:18:29,746
ก็คือโดดเดี่ยวแหละนะคะ ขาดความรักแต่ไปได้

978
01:18:30,947 --> 01:18:34,947
ไกลนะคะ กับแบบที่ 3 ค่ะ แบบนี้

979
01:18:36,304 --> 01:18:38,319
เขาเรียกว่าเซ็นแบบต่อเนื่อง และ

980
01:18:38,319 --> 01:18:41,394
เขียนสม่ำเสมอกัน อาจจะมีลักษณะ

981
01:18:41,394 --> 01:18:44,983
เว้นวรรคไว้นิดหนึ่งตรงระหว่างชื่อกับนามสกุล

982
01:18:44,983 --> 01:18:48,039
ตรงนี้เขาบอกว่าจะเป็นวิธี

983
01:18:48,039 --> 01:18:52,039
การเซ็นที่มีความสมดุลมากที่สุด มันจะเป็น

984
01:18:53,820 --> 01:18:57,820
ลักษณะของ Love Life Balance

985
01:18:58,182 --> 01:19:02,182
นะคะ ทั้งเรื่องงาน เรื่องของชีวิต ครอบครัวต่าง ๆ

986
01:19:04,554 --> 01:19:04,786
มีความลงตัวนะคะ นี่คือวิธีการ

987
01:19:04,786 --> 01:19:08,786
เซ็นที่นักจิตวิทยานะคะ ว่าเวลาเซ็นน่ะค่ะ

988
01:19:12,658 --> 01:19:13,544
ตัวนี้มันจะเป็นตัวเหมือนการบ่งบอก เหมือนลายมือ

989
01:19:13,544 --> 01:19:17,544
ก็เช่นเดียวกันนะคะ ลายมือก็เป็นตัวบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึก

990
01:19:19,477 --> 01:19:20,511
ของคนที่เป็นคนเขียนตัวอักษร

991
01:19:20,511 --> 01:19:24,511
นั้น ๆ นักศึกษาเวลาตรวจงาน ตรวจงานนักเรียนน่ะ

992
01:19:28,664 --> 01:19:32,664
ถ้าคุณครูตรวจและเขียนผิดเยอะ ๆ จะสังเกตให้เห็นว่าครู

993
01:19:32,666 --> 01:19:36,116
นี่ จะเขียนตัวหนังสือใหญ่กว่าปกติ และที่สำคัญการ

994
01:19:36,116 --> 01:19:39,617
ลงน้ำหนักของเส้นปากกาค่ะ มันจะมีความ

995
01:19:39,617 --> 01:19:40,509
กดมากกว่าปกติ แสดงว่าตอนนั้น

996
01:19:40,509 --> 01:19:44,509
คุณครูเกิดความรู้สึกว่าฉันสอน

997
01:19:44,799 --> 01:19:48,799
ไปแล้ว ทำไมเด็กทำไม่ได้ อย่างที่ครูตั้งใจเอาไว้

998
01:19:48,849 --> 01:19:52,849
เวลาตรวจก็จะมีลักษณะเช่นนี้ นี่คือการวิเคราะห์นะคะ

999
01:19:54,974 --> 01:19:56,298
เป็นลักษณะของการวิเคราะห์การเขียนนั่นเองนะคะ

1000
01:19:56,298 --> 01:19:59,511
ต่อไปนะคะ มันมี

1001
01:19:59,511 --> 01:20:03,511
อีกหลายอย่างเลยค่ะ ที่เราต้องตีความ

1002
01:20:05,271 --> 01:20:07,907
นะคะ ดูภาพนี้ ภาพไม่ชัดนะ แต่ครู

1003
01:20:07,907 --> 01:20:11,907
จะอธิบายให้ฟัง เป็นภาพของผู้นำ

1004
01:20:16,682 --> 01:20:17,435
ที่มีความขัดแย้งกัน  เกาหลีเหนือ

1005
01:20:17,435 --> 01:20:19,144
กับเกาหลีใต้

1006
01:20:19,144 --> 01:20:22,911
อเมริกากับอิรักนะคะ

1007
01:20:22,911 --> 01:20:26,911
บารัก โอบามา นี่ค่ะ กับประธานาธิบดีของจี

1008
01:20:32,687 --> 01:20:34,489
น อเมริกากับจีนไม่ถูกกันนะ

1009
01:20:34,489 --> 01:20:38,185
อะไรอีก ประเทศที่มีความขัดแย้ง เขาเอารูป

1010
01:20:38,185 --> 01:20:40,756
ของผู้นำ เอามาแต่งภาพ แล้วให้

1011
01:20:40,756 --> 01:20:44,756
ชื่อโฆษณานี้ว่า Unhate

1012
01:20:48,689 --> 01:20:48,923
เลิกเกลียดกันเถอะ ใช่ไหมคะ

1013
01:20:48,923 --> 01:20:52,923
แล้วหันกลับมารักกัน ถ้าตีความด้านเนื้อหา

1014
01:20:54,077 --> 01:20:57,523
ดูจากภาพ ตีความด้านเนื้อหาคืออะไร

1015
01:20:57,523 --> 01:20:59,273
เนื้อหาคือการนำภาพของผู้นำ

1016
01:20:59,273 --> 01:21:03,273
ประเทศ ที่มีความขัดแย้งกัน

1017
01:21:03,661 --> 01:21:07,661
ให้มามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

1018
01:21:09,459 --> 01:21:11,648
ตีความด้านน้ำเสียง

1019
01:21:11,648 --> 01:21:15,648
ผู้เขียนต้องการอะไรคะ รู้สึกอย่างไร ผู้

1020
01:21:20,705 --> 01:21:22,401
เขียนรู้สึก รู้สึกอย่างไรดี หวังอะไร ต้องการอะไร

1021
01:21:22,401 --> 01:21:26,401
ผู้เขียนต้องการให้เกิดสันติภาพ

1022
01:21:27,854 --> 01:21:31,854
ใช่ไหมคะ ภาพนี้สิ่งที่เขาต้องการให้เกิด คือต้องการให้

1023
01:21:34,176 --> 01:21:38,176
เกิดสันติภาพ ในประเทศที่เป็นคู่สงคราม

1024
01:21:40,361 --> 01:21:43,247
หรือเป็นคู่ที่มีความขัดแย้งกัน เขาไม่ได้เอาภาพ

1025
01:21:43,247 --> 01:21:47,247
มาแต่งแค่ล้อเลียน ไม่ได้ล้อเลียนนะ

1026
01:21:49,432 --> 01:21:53,432
แต่เป็นลักษณะของอะไร ของการแฝงความต้องการนะคะ ที่ต้องการให้เห็น หรือต้องการ

1027
01:21:53,665 --> 01:21:57,665
ให้เกิดสันติภาพขึ้น ในประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งนี้

1028
01:22:02,501 --> 01:22:06,501
เมื่อกี้โฆษณา คราวนี้มาเพลงบ้าง

1029
01:22:11,059 --> 01:22:12,485
คุ้น ๆ ไหมคะ

1030
01:22:12,485 --> 01:22:16,485
เนื้อความเพลงนี้ เพลงนี้นะคะ

1031
01:22:17,822 --> 01:22:21,648
มีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน

1032
01:22:21,648 --> 01:22:22,553
หน้าจอ

1033
01:22:22,553 --> 01:22:26,553
เป็นที่สัญญาณ

1034
01:22:32,157 --> 01:22:36,157
หรือว่าเป็นที่...  เดี๋ยวขออนุญาตเบรกแป๊บหนึ่

1035
01:22:40,730 --> 01:22:44,730
งนะคะ หน้าจอของฝั่งนี้มีปัญหานะคะ เดี๋ยวขอแก้ไขทางเทคนิคก่อน  แป๊บหนึ่งค่ะ

1036
01:30:43,109 --> 01:30:45,253
มาหรือยังคะ

1037
01:30:45,253 --> 01:30:49,253
นักศึกษามารหรือยัง กลับมาจากเข้าห้องน้ำหรือยัง

1038
01:30:55,559 --> 01:30:57,281
อีกนิดเดียวค่ะ อีกนิดเดียว เดี๋ยวก็จะได้ทำงานต่อแล้ว

1039
01:30:57,281 --> 01:30:58,903
อีกหนึ่งนิด

1040
01:30:58,903 --> 01:31:02,903
ขยายความ กลับไปนั่งที่ กลับไปนั่งที่

1041
01:31:17,024 --> 01:31:21,024

1042
01:31:22,710 --> 01:31:26,710
นักศึกษาดูนะคะ เมื่อกี้นี้

1043
01:31:28,433 --> 01:31:32,433
นอกเหนือจากโฆษณาภาพนิ่ง ก็ยัง

1044
01:31:32,981 --> 01:31:36,091
มีเพลง ที่เราอาจจะต้องตีความ

1045
01:31:36,091 --> 01:31:40,091
ทำไมหน้าจอเล็กจัง

1046
01:31:42,833 --> 01:31:46,833
เดี๋ยวแป๊บหนึ่งนะคะ เดี๋ยวครูขยายหน้าจอก่อน

1047
01:32:50,621 --> 01:32:54,621
Full Screen ไหมคะ

1048
01:33:26,645 --> 01:33:29,720
โอเค จอเล็ก

1049
01:33:29,720 --> 01:33:33,720
ก็ช่างไม่เป็นไรนะคะ นักศึกษาคงเคยได้ยินเพลงเพลงหนึ่ง

1050
01:33:37,687 --> 01:33:41,687
เพลงอมตะด้วย รู้จักวงคาราบาวไหมคะ รู้จัก

1051
01:33:44,237 --> 01:33:44,244
เพลงเดือนเพ็ญไหมคะ

1052
01:33:44,244 --> 01:33:48,244
เพลงเดือนเพ็ญ เนื้อร้องเขาว่าอย่างไรนะ

1053
01:33:54,143 --> 01:33:58,143
เดือนเพ็ญแสงเย็นเห็นอร่าม นภา

1054
01:33:59,098 --> 01:34:03,098
แจ่มนวลดูงาม เย็นชื่นหนอยาม

1055
01:34:03,398 --> 01:34:07,398
เมื่อลมพัดมา ใช่ไหมคะ ถ้าเราดูจากจากเนื้อเพลงนะคะ จากเนื้อเพลงที่เป็น

1056
01:34:08,039 --> 01:34:12,039
เนื้อเพลงปัจจุบันนะคะ ชื่อว่าเพลงเดือนเพ็ญ

1057
01:34:12,747 --> 01:34:15,951
ดูจากเนื้อความทั้งหมด ถ้าตีความ

1058
01:34:15,951 --> 01:34:17,758
จากเนื้อหา ตีความด้านเนื้อหา

1059
01:34:17,758 --> 01:34:20,445
จะเป็นการกล่าวถึงความรู้สึก

1060
01:34:20,445 --> 01:34:24,445
คิดถึงบ้านใช่ไหมคะ คำว่า "บ้าน" ในที่นี้หมายถึง

1061
01:34:30,364 --> 01:34:34,306
ภูมิลำเนาเดิม เช่น คนนี้อาจจะไปทำงานที่ต่างจังหวัด แล้วคิดถึงบ้านเกิด

1062
01:34:34,306 --> 01:34:35,808
ถูกไหมคะ แต่ทีนี้พอกลับมาดู

1063
01:34:35,808 --> 01:34:39,808
ในประเด็นของที่มาของเพลงนี้ค่ะ

1064
01:34:39,969 --> 01:34:43,969
เราก็จะพบว่าเพลงนี้นั้นนะคะ

1065
01:34:44,765 --> 01:34:48,765
มันไม่ได้มีความหมายอยู่แค่

1066
01:34:50,103 --> 01:34:54,103
การคิดถึงภูมิลำเนา เราไปดู

1067
01:34:56,897 --> 01:34:57,666
ว่าเพลงนี้มีที่มาอย่างไร ผู้แต่ง

1068
01:34:57,666 --> 01:35:01,666
เพลงนี้ไม่ใช่คุณแอ๊ด คาราบาวนะคะ

1069
01:35:02,863 --> 01:35:06,863
แต่ผู้แต่งเพลงนี้ คือ คุณอัสนี

1070
01:35:08,571 --> 01:35:12,534
พลจันทร์ หรือที่ใช้นามปากกาว่า

1071
01:35:12,534 --> 01:35:13,885
นายผี นายผีเป็นใคร นายผีเป็น

1072
01:35:13,885 --> 01:35:17,103
นักเขียน นักคิด เป็นกวีที่มีชื่อเสียง

1073
01:35:17,103 --> 01:35:21,103
ยุคเดียวกันกับอาจารย์ จีรนันท์ ทิศปรีชา

1074
01:35:26,858 --> 01:35:28,691
ที่มีการต่อสู้เรียกร้องเรื่องการเมืองนั่นเองค่ะ

1075
01:35:28,691 --> 01:35:30,739
เป็นยุคเดียวกัน ซึ่งตอนนั้นหลักจาก

1076
01:35:30,739 --> 01:35:33,078
ที่ทหารได้ทำการกวาดล้างนะคะ กลุ่มของ

1077
01:35:33,078 --> 01:35:37,078
นักศึกษา กลุ่มนี้ก็ได้หนี

1078
01:35:37,337 --> 01:35:40,648
ออกไป แล้วไปอยู่ที่ตะเข็บชายแดน

1079
01:35:40,648 --> 01:35:43,843
ตะเข็บชายแดนนี้อยู่ที่ไหน

1080
01:35:43,843 --> 01:35:47,843
เขาว่ากันว่าตามประวัติ คือ คุณอัสนีนี่

1081
01:35:52,032 --> 01:35:56,032
ไปอยู่ที่ประเทศลาว ข้ามฝั่งไปอยู่ที่ประเทศ

1082
01:35:58,494 --> 01:36:02,012
ลาว แล้วในประเทศลาวนั้น บ้านใกล้เมืองพี่เมืองน้องเรานี่เองนะ แต่กลับมา

1083
01:36:02,012 --> 01:36:05,069
ไม่ได้ คุณอัสนีก็เลยแต่งเพลงนี้

1084
01:36:05,069 --> 01:36:09,069
แทนความคิดถึงคนที่อยู่

1085
01:36:10,275 --> 01:36:12,599
ในประเทศ แต่ในเนื้อเพลง

1086
01:36:12,599 --> 01:36:16,599
ไม่ได้หมายความเพียงแค่คนในครอบครัว

1087
01:36:21,854 --> 01:36:24,121
แต่มันมีความหมายกว้างกว่านั้น นักศึกษาดูต้นฉบับ

1088
01:36:24,121 --> 01:36:26,805
ก่อนนะคะ ต้นฉบับเขาเขียนว่าอย่างไร

1089
01:36:26,805 --> 01:36:30,626
เขาเขียนว่าครูอยากให้ไปดู

1090
01:36:30,626 --> 01:36:34,594
สังเกตตัวนี้ค่ะ สังเกตย่อหน้านี้ค่ะ

1091
01:36:34,594 --> 01:36:38,213
ลมเอยจงเป็นสื่อให้

1092
01:36:38,213 --> 01:36:42,213
น้ำรับจากห้วงดวงใจของข้านี้

1093
01:36:48,926 --> 01:36:52,926
ไปบอกเขานะนา ให้คนไทยรู้ว่าไม่นานลูกที่จากมา จะไปซบหน้าในอก

1094
01:36:54,785 --> 01:36:58,785
แม่เอย  ถ้าดูจากประโยค

1095
01:37:00,659 --> 01:37:01,956
นี้ ตรงนี้น่าจะเป็นสาร

1096
01:37:01,956 --> 01:37:05,117
สำคัญ ที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ

1097
01:37:05,117 --> 01:37:09,117
ถึงผู้ฟัง ผู้ฟังกลุ่มนี้คือใคร

1098
01:37:09,959 --> 01:37:13,245
เขาบอกว่าฝากลมเป็นสื่อ

1099
01:37:13,245 --> 01:37:17,245
ให้น้ำนะคะ น้ำรัก ตรงนี้น้ำ

1100
01:37:23,570 --> 01:37:25,432
รัก น้ำรักจากห้วงดวงใจ ให้ไปบอกอะไร เขากับนา

1101
01:37:25,432 --> 01:37:29,251
ให้ไปบอกเขานะนา การตี

1102
01:37:29,251 --> 01:37:33,251
ความของผู้ที่นำเพลงนี้ไปแต่งเพลงใหม่

1103
01:37:34,404 --> 01:37:34,642
จึงตีความว่า

1104
01:37:34,642 --> 01:37:38,642
นำรักจากห้วงดวงใจ

1105
01:37:43,096 --> 01:37:46,332
ของข้านี้ไปบอกเขา

1106
01:37:46,332 --> 01:37:49,315
น้ำนา หมายถึงอะไรคะ

1107
01:37:49,315 --> 01:37:51,420
ภูเขา แม่น้ำ  และท้องนา

1108
01:37:51,420 --> 01:37:55,420

1109
01:37:56,198 --> 01:38:00,198
ให้เมืองไทย คราวนี้นะคะ คนที่เอามาแต่งใหม่ เอามาเรียบเรียง

1110
01:38:08,143 --> 01:38:08,708
ใหม่ มาเรียบเรียงใหม่นี่นะคะ ให้ขยายความ

1111
01:38:08,708 --> 01:38:09,832
ความจากเดิมให้คนไทยใช่ไหมคะ

1112
01:38:09,832 --> 01:38:13,832
คราวนี้ให้เมืองไทยค่ะ เพลงนี้มันจึงเกิดจากการ

1113
01:38:15,167 --> 01:38:18,580
ตีความในมุมของผู้ที่นำมาเรียบเรียง

1114
01:38:18,580 --> 01:38:20,317
ว่าเพลงนี้นะคะ

1115
01:38:20,317 --> 01:38:23,739
มันมีความหมายจากคนแดนไกล

1116
01:38:23,739 --> 01:38:27,739
ส่งความคิดถึงมายังเมืองไทยนะคะ

1117
01:38:28,424 --> 01:38:32,424
ไม่นาน ลูกที่จากมาจะไปซบหน้าแทบ

1118
01:38:39,991 --> 01:38:43,991
อก อกของแม่ แม่ในทีนี้เป็นแม่ผู้ให้กำเหนิด หรือหมายถึงอะไรคะ

1119
01:38:44,478 --> 01:38:46,504
แผ่นดินเกิดหรือประเทศไทย  นักศึกษา

1120
01:38:46,504 --> 01:38:48,958
คิดว่าน่าจะเป็นอะไร แผ่นดินไทย

1121
01:38:48,958 --> 01:38:52,958
ใช่ไหมคะ เพราะมันจะไปคล้องกับอะไรคะ

1122
01:38:53,807 --> 01:38:57,807
เมืองไทย ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานนี่

1123
01:38:58,716 --> 01:39:02,716
จะกลับไปซบที่แผ่นดินเกิด ดังนั้น คำว่า "อกแม่"

1124
01:39:04,369 --> 01:39:08,200
คือ แผ่นดินแม่ ไม่ได้หมายความถึงมารดา

1125
01:39:08,200 --> 01:39:11,144
ผู้ให้กำเนิดนั่นเอง ดังนั้น

1126
01:39:11,144 --> 01:39:13,741
ในเพลงที่เขานำมาเรียบเรียงใหม่

1127
01:39:13,741 --> 01:39:16,088
ในปัจจุบัน จึงมีการปรับคำ

1128
01:39:16,088 --> 01:39:20,088
ใช้คำที่สื่อความ จากการตี

1129
01:39:21,262 --> 01:39:23,453
ความต้นฉบับ เพราะ

1130
01:39:23,453 --> 01:39:27,453
คนเขียนลี้ภัยทางการเมืองนะ

1131
01:39:29,892 --> 01:39:33,892
พอมาถึงเพลงในยุคปัจจุบันนี้ จึงได้เขียน

1132
01:39:38,395 --> 01:39:42,395
หรือปรับข้อความ ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นนะคะ

1133
01:39:42,410 --> 01:39:46,410
เมื่อกี้จากคนไทยใช่ไหมคะ ต้นฉบับคือให้คนไทยรู้

1134
01:39:47,377 --> 01:39:47,951
ใช่ไหมคะ อันนี้บอกถึงประเทศเลยนะคะ อันนี้บอกเลย

1135
01:39:47,951 --> 01:39:49,863
ว่าให้คนที่อยู่เมืองไทยนี่ ได้รู้ว่า

1136
01:39:49,863 --> 01:39:53,863
คิดถึงนะคะ แต่เพื่อความชัดเจน

1137
01:39:55,815 --> 01:39:59,815
เพลงนี้ก็เลยถูกนำมาเขียนใหม่นะคะ เพื่อให้มี

1138
01:40:00,241 --> 01:40:01,782
บริบทที่มันมีความชัดเจน เราจะเห็น

1139
01:40:01,782 --> 01:40:05,782
ได้ว่าเวลาที่เราตีความน่ะค่ะ บางอย่าง

1140
01:40:06,066 --> 01:40:08,937
เราอาจจะมองไม่เหมือนคนอื่นก็ได้ สิ่ง

1141
01:40:08,937 --> 01:40:12,937
ที่ทำให้เรามองต่างคืออะไร เขาบอกว่า

1142
01:40:17,571 --> 01:40:21,571
มาจากประสบการณ์ค่ะ คนที่รู้มาก เห็นมาก อ่านมาก ย่อมมีประสบการณ์

1143
01:40:21,608 --> 01:40:25,608
มาก การตีความก็ยิ่งลึกซึ้งกว่า แต่

1144
01:40:25,609 --> 01:40:29,609
ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่อ่านน้อยกว่านั้น

1145
01:40:30,282 --> 01:40:32,478
จะตีความได้แย่ หรือตีความได้ไม่ถูกต้อง

1146
01:40:32,478 --> 01:40:36,478
เพียงแต่การให้เหตุผล หรือการให้น้ำหนัก

1147
01:40:39,450 --> 01:40:42,386
ของสิ่งที่เราตีความนั้นนี่ มันจะต้องอาศัย

1148
01:40:42,386 --> 01:40:46,386
องค์ประกอบหลายอย่าง ดังนั้นนะคะ การ

1149
01:40:48,337 --> 01:40:48,717
ที่ให้ความเห็นที่แตกต่าง จึงไม่ใช่

1150
01:40:48,717 --> 01:40:52,717
เรื่องผิดปกติ ดังบทประพันธ์ที่อยู่ที่หน้าจอนี้

1151
01:40:56,402 --> 01:40:58,113
ที่ว่านี้ เขาบอกว่าสองคนยล

1152
01:40:58,113 --> 01:41:01,443
ตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม

1153
01:41:01,443 --> 01:41:04,498
อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาว

1154
01:41:04,498 --> 01:41:08,498
อยู่พราวพราย ถ้านิยามของการตีความ

1155
01:41:09,186 --> 01:41:13,186
มันจะไปคล้องกับบทประพันธ์ใด ครูก็ขอให้นักศึกษา

1156
01:41:21,314 --> 01:41:25,314
นึกถึงบทประพันธ์นี้ค่ะ  ว่าเราจะเห็นได้ลึกซึ้ง จะเห็นดวงดาว หรือโคลนตม จะอยู่ที่

1157
01:41:26,766 --> 01:41:30,766
ประสบการณ์ การสร้างสมประสบการณ์ด้วยการอ่าน จึงเป็นการลับคมสติปัญญา

1158
01:41:33,027 --> 01:41:33,617
จะทำให้เรามีความลึกซึ้ง

1159
01:41:33,617 --> 01:41:36,389
และมีความกระจ่างแจ้ง ในการคิด

1160
01:41:36,389 --> 01:41:40,389
วิเคราะห์ หาเหตุหาผล

1161
01:41:40,602 --> 01:41:44,602
ผ่านกระบวนการที่เราเรียกว่าอ่านตีความ

1162
01:41:48,036 --> 01:41:52,036
นั่นเอง นักศึกษา

1163
01:41:53,093 --> 01:41:57,093
ดูอันนี้นะคะ ดูจากข้อความ อ่านธรรมดาก่อน

1164
01:41:59,074 --> 01:42:03,074
ก็ได้นะคะ ใครดูถูก  ดูหมิ่น

1165
01:42:06,764 --> 01:42:10,764
ศิลปะ อนารยะไร้สกุล

1166
01:42:11,861 --> 01:42:15,861
สถุลสัตว์ ราวลิงค่างเสือ

1167
01:42:15,992 --> 01:42:18,097
กลางป่าชัฏ ใจมืดกว่าน้ำหมึกดำ เพียง

1168
01:42:18,097 --> 01:42:21,307
กินนอนสืบพันธุ์นั้นฤา ชื่อว่าสิ่ง

1169
01:42:21,307 --> 01:42:25,307
ประเสริฐเลิศล้ำ หยาบยโสกักขฬะ

1170
01:42:27,542 --> 01:42:31,542
อธรรม เหยี่ยมย่ำทุกหย่อมหญ้าสาธารณ์

1171
01:42:32,297 --> 01:42:34,476
ภพหน้าอย่ามีรูปมนุษย์ จงผุดเกิด

1172
01:42:34,476 --> 01:42:37,982
ในร่างดิรัจฉาน หน้าติดดินกินขี้

1173
01:42:37,982 --> 01:42:40,398
เลื้อยคลาน ทรมานทุกข์ร้อนร้าย

1174
01:42:40,398 --> 01:42:44,398
นิรันดร์เอย จากงานเขียนของอาจารย์ อังคาร

1175
01:42:45,847 --> 01:42:49,847
กัลยาณพงศ์ แต่อาจารย์เสียไปแล้วนะคะ แต่อาจารย์เป็นศิลปินแห่งชาติ

1176
01:42:51,139 --> 01:42:51,500
นะคะ อาจารย์เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ

1177
01:42:51,500 --> 01:42:54,484
สูงมากนะคะ  นักศึกษาคะ บทประพันธ์นี้

1178
01:42:54,484 --> 01:42:56,534
ถ้าตีความด้านเนื้อหา เขากล่าวถึงอะไรคะ

1179
01:42:56,534 --> 01:43:00,106
เขากล่าวถึงอะไร

1180
01:43:00,106 --> 01:43:04,106
อาจารย์อังคารกล่าวถึงใคร

1181
01:43:07,773 --> 01:43:08,515
เป็นการกล่าว

1182
01:43:08,515 --> 01:43:12,515
ตำหนิ ติเตียน ด่าทอไหมคะ

1183
01:43:13,773 --> 01:43:17,773
ด่าใครคะ ตำหนิใคร ว่าใคร ว่าคนที่

1184
01:43:18,043 --> 01:43:20,796
ดูถูกงานศิลปะ

1185
01:43:20,796 --> 01:43:24,796
ดูจากข้อความ

1186
01:43:26,460 --> 01:43:29,272
ความหมายที่สื่อออกมาก สาปแช่งขนาดไหน

1187
01:43:29,272 --> 01:43:33,272
สาปแช่งขนาดว่า ภพหน้าอย่ามีรูปมนุษย์

1188
01:43:40,240 --> 01:43:42,056
เกิดในร่างดิรัจฉาน สาปให้เป็นคนอีกไหมคะ สาปว่าอย่าให้เกิด

1189
01:43:42,056 --> 01:43:44,582
เป็นคนอีกเลย เพราะถ้าเกิดมาแล้ว

1190
01:43:44,582 --> 01:43:48,582
ก็ได้ขึ้นว่าเป็นเพียงคน แต่จิตใจ

1191
01:43:51,897 --> 01:43:55,897
เป็นอย่างไร หยาบช้า  หยาบเพราะอะไร เพราะ

1192
01:43:59,695 --> 01:43:59,885
ดูถูกดูหมิ่นศิลปะ นั่นแสดง

1193
01:43:59,885 --> 01:44:00,510
ว่าอาจารย์เชิดชูงานศิลปะ

1194
01:44:00,510 --> 01:44:04,510
และถ้าใครที่คิดจะมาย่ำยี

1195
01:44:07,618 --> 01:44:09,516
ดูถูก ดูหมิ่น  อาจารย์

1196
01:44:09,516 --> 01:44:11,974
พร้อมที่จะสาปแช่ง พร้อมที่จะ

1197
01:44:11,974 --> 01:44:15,974
ต่อต้าน พร้อมที่จะต่อว่า

1198
01:44:16,654 --> 01:44:20,654
ทันทีใช่ไหมคะ ครูอยากให้ดูตรงนี้ค่ะ อารมณ์

1199
01:44:22,291 --> 01:44:26,291
ความรู้สึกเป็นอย่างไร อารมณ์ ความรู้สึก

1200
01:44:28,088 --> 01:44:30,240
โกรธแค้นไหมคะ เป็นอารมณ์โกรธ

1201
01:44:30,240 --> 01:44:34,240
แค้นใช่ไหมคะ เป็นอารมณ์โกรธแค้น ที่มีผู้

1202
01:44:36,473 --> 01:44:39,741
ดูถูก ดูหมิ่นศิลปะ คราวนี้

1203
01:44:39,741 --> 01:44:43,639
ครูอยากให้กลับไปดูอีกอย่างหนึ่ง ลองพิจารณา

1204
01:44:43,639 --> 01:44:47,639
ดูสิว่าผู้เขียนนี่ค่ะ เขาน่าจะเขียน

1205
01:44:48,147 --> 01:44:52,147
บทประพันธ์นี้ ในช่วงวัยใดของเขา ดูจาก

1206
01:44:52,247 --> 01:44:54,435
ใช้ภาษาแล้ว คิดว่าเป็นรุ่นไหน วัยรุ่น

1207
01:44:54,435 --> 01:44:58,435
วัยผู้ใหญ่ หรือว่าวัยผู้สูงอายุ

1208
01:45:00,719 --> 01:45:04,719
นักศึกษาคิดว่าใน 3 วัยนี้ อาจารย์เขียนในช่วงไหน

1209
01:45:06,857 --> 01:45:09,285
ดูจากการใช้ภาษา วัยไหน

1210
01:45:09,285 --> 01:45:13,285
เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่

1211
01:45:15,967 --> 01:45:16,352
วัยสูงอายุ

1212
01:45:16,352 --> 01:45:20,352
ผู้ใหญ่ใช่ไหมคะ คิดว่าเป็นวัยผู้ใหญ่ใช่ไหม

1213
01:45:28,297 --> 01:45:32,297
คราวนี้ มาดูสิ นักศึกษาคะ ปกติแล้วธรรมชาติของความเป็นผู้ใหญ่

1214
01:45:32,637 --> 01:45:34,256
เมื่อมีเหตุมากระทบ สิ่ง

1215
01:45:34,256 --> 01:45:37,530
แรกที่ผู้ใหญ่จะต้องทำ นั่นก็คือการนิ่งค่ะ

1216
01:45:37,530 --> 01:45:38,945
วุฒิภาวะของผู้ใหญ่จะมีสูงขึ้น

1217
01:45:38,945 --> 01:45:41,132
เมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้น

1218
01:45:41,132 --> 01:45:44,766
ภาษาแบบนี้ ดูจาก

1219
01:45:44,766 --> 01:45:48,766
ประวัติ เราจะเห็นว่าบทประพันธ์นี้

1220
01:45:50,283 --> 01:45:54,264
เขียนตอนอาจารย์อายุ 18 ค่ะ เข้าเรียนตอนปี 1

1221
01:45:54,264 --> 01:45:58,264
ในมหาวิทยาลัย แล้วสาขาที่ตนเองเลือกเรียนนั้น

1222
01:46:00,517 --> 01:46:03,352
เป็นสาขาที่มีผู้กล่าว

1223
01:46:03,352 --> 01:46:07,352
ว่าเรียนไปทำไม เป็นศิลปินไส้แห้ง

1224
01:46:09,570 --> 01:46:13,570
เรียนไปทำไมศิลปะมันไม่มีประโยชน์ ย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ค่านิยม

1225
01:46:15,118 --> 01:46:19,118
ของสังคมไทย เป็นแบบนั้นจริง  ๆ ค่ะ มอง

1226
01:46:20,443 --> 01:46:24,443
ว่างานศิลปะเป็นงานที่ไม่ได้สร้างรายได้ มองว่าศิลปะเป็นงาน

1227
01:46:29,428 --> 01:46:29,692
เกิดให้เกิดความร่ำรวยใด ๆ ใช่ไหม ช่วงนั้นอารมณ์และ

1228
01:46:29,692 --> 01:46:33,692
ความรู้สึกของคนที่รักในงานศิลปะ มันจึง

1229
01:46:39,665 --> 01:46:43,665
พุ่งพล่าน ภาษาที่ใช้มันจึงมีความเดือดดาน เข้มข้น หยาบมากนะ แต่ไม่มีคำหยาบเลยสักคำ

1230
01:46:47,454 --> 01:46:51,454
แต่อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร รู้ได้เลยว่าถ้าเป็นภาษา

1231
01:46:51,875 --> 01:46:54,557
พูดแบบชาวบ้านทั่ว ๆ ไป เขาว่ากันนี่

1232
01:46:54,557 --> 01:46:58,557
คงมีสัตว์ออกมาเพล่นพล่านเต็มไปหมดใช่ไหมคะ

1233
01:46:59,986 --> 01:47:01,828
แต่ในนี้ไม่มีคำหยาบเลย แต่มัน

1234
01:47:01,828 --> 01:47:05,828
ไพเราะไปด้วย การเลือกสรรคำ

1235
01:47:11,482 --> 01:47:11,776
มาลง แล้วทำให้เห็นว่าผู้เขียน มีความรู้สึกเดือดดานขนาดไหน

1236
01:47:11,776 --> 01:47:15,776
นี่คือการตีความ โอเคไหม

1237
01:47:17,724 --> 01:47:21,513
ต่อไปนะคะ คำถาม

1238
01:47:21,513 --> 01:47:25,036
มีไหมคะ หลังจากที่เราได้เรียนมาทั้งหมดแล้ว

1239
01:47:25,036 --> 01:47:29,036
เราก็จะเห็นว่าเวลาที่เราจะอ่านงานอะไรก็ตามแต่

1240
01:47:32,523 --> 01:47:36,523
ไม่ว่าจะเป็นทางออนไลน์ หรือแม้จะอ่านหนังสือ

1241
01:47:37,933 --> 01:47:41,933
ไม่ว่าจะเป็นการอ่านงานประเภทร้อยแก้ว

1242
01:47:45,375 --> 01:47:46,211
ร้อยกรองทุกแบบ เวลาอ่านถ้าเราเจอในเรื่องของสัญลักษณ์นะ เจอในเรื่องของการมี

1243
01:47:46,211 --> 01:47:49,917
การตีความว่าสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อ

1244
01:47:49,917 --> 01:47:53,917
หรือเจตาในการส่งสาร รวมถึงอารมณ์

1245
01:47:57,772 --> 01:48:00,873
ของผู้เขียนที่มีอยู่ในงานเขียนนั้น ๆ นี่นะคะ เราจะเจอยู่

1246
01:48:00,873 --> 01:48:03,202
ในทุกที่เลย แม้แต่ในงานเขียนที่เป็นลักษณะ

1247
01:48:03,202 --> 01:48:07,202
ของงานที่เป็นบทความ  ตัวบทความนี่น่าวิเคราะห์มาก

1248
01:48:08,326 --> 01:48:11,581
นะคะ แต่สำหรับพวกเรานะคะ ด้วยเวลานะ

1249
01:48:11,581 --> 01:48:15,581
ทำให้เราอาจจะต้องลดนะคะ ในเรื่องของการอ่านบทความ

1250
01:48:17,129 --> 01:48:18,862
ตรงนี้ลงไป แต่สิ่งที่ครูจะให้พวกเราทำ ก็คือ

1251
01:48:18,862 --> 01:48:20,811
ในหน้า 118

1252
01:48:20,811 --> 01:48:24,612
เป็นหัวข้อบทประพันธ์

1253
01:48:24,612 --> 01:48:28,612
ที่ชื่อว่า "ซ่อน" ซ่อน

1254
01:48:29,454 --> 01:48:33,454
อะไร  อาจารย์ศักดิ์ ศิริมีสมสืบ เขียน

1255
01:48:41,469 --> 01:48:41,515
ในหนังสือที่ชื่อว่า "มือนั้นสีขาว"  อยากให้พวกเราลองอ่านแล้วตอบ

1256
01:48:41,515 --> 01:48:45,446
คำถาม 2 ข้อ 1. ตีความ

1257
01:48:45,446 --> 01:48:47,867
ด้านน้ำเสียง 2. ตีความด้านเนื้อหา

1258
01:48:47,867 --> 01:48:51,867
นักศึกษาไม่ต้องเขียนลงกระดาษ นักศึกษา

1259
01:48:55,011 --> 01:48:59,011
พิมพ์ในมือถือก็ได้ค่ะ ตอบโจทย์ข้อที่  1

1260
01:49:03,981 --> 01:49:07,596
กับโจทย์ข้อที่ 2 จากนั้นแคปหน้าจอนะคะ หรือแคปข้อความที่เราพิมพ์นี่

1261
01:49:07,596 --> 01:49:11,596
ใส่ในอัลบั้มใน LINE กลุ่มให้หน่อย

1262
01:49:15,182 --> 01:49:15,981
แล้วลงคะแนนให้ ว่าเธอดีความเรื่อง

1263
01:49:15,981 --> 01:49:16,488
ซ่อน นี้ว่าอย่างไร

1264
01:49:16,488 --> 01:49:20,241
ส่งวันไหน

1265
01:49:20,241 --> 01:49:24,241
ส่งวันนี้นะคะ ห้องอื่นเขาก็ส่งในชั่วโมง

1266
01:49:27,247 --> 01:49:31,247
ห้องเรานะคะ ครูอนุญาตให้ส่งได้ถึง 6 โมงเย็น

1267
01:49:35,072 --> 01:49:36,691
นะคะ ส่งมานะคะ อัปรูปเข้าไปใน Line กลุ่มนะคะ

1268
01:49:36,691 --> 01:49:40,691
แล้วเดี๋ยวครูจะรอตรวจ และลงคะแนนให้

1269
01:49:40,989 --> 01:49:44,989
มีใครสงสัยกับเนื้อหา สงสัย

1270
01:49:45,503 --> 01:49:49,503
หรือมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องเนื้อหาทั้งหมด

1271
01:49:51,955 --> 01:49:55,955
ในวันนี้ รวมถึงงานการบ้านวันนี้ หรือเปล่า ถามได้เลยค่ะ

1272
01:49:56,276 --> 01:49:57,277
มีปัญหาอะไรไหมหนอ มีไหม

1273
01:49:57,277 --> 01:49:59,325
มีไหมจ๊ะ โอเค

1274
01:49:59,325 --> 01:50:03,325
ถ้าไม่มีนะคะ

1275
01:50:04,424 --> 01:50:08,424
อย่างนั้นเดี๋ยวชั่วโมงนี้ เอาไว้แค่นี้ เดี๋ยวสัปดาห์หน้า

1276
01:50:13,190 --> 01:50:15,494
เราจะมาบรรณนิทัศน์หนังสือกันนะคะ เราจะมา

1277
01:50:15,494 --> 01:50:19,494
ทำการแนะนำหนังสือ แต่ก่อนจะแนะนำ

1278
01:50:21,697 --> 01:50:25,697
มันต้องมีการวิเคราะห์ก่อนนะ จับใจความ

1279
01:50:27,045 --> 01:50:30,612
แล้วก็มาวิเคราะห์กัน แล้วจะทำในรูปแบบบรรณนิทัศน์

1280
01:50:30,612 --> 01:50:31,774
โอเค อย่างนั้นชั่วโมงนี้ แค่นี้ก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ

1281
01:50:31,774 --> 01:50:35,774
ขอบคุณล่ามด้วยนะคะ  [สิ้นสุดการถอดความ]

