﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,004 --> 00:00:08,004

3
00:00:08,007 --> 00:00:12,007

4
00:00:12,008 --> 00:00:16,008

5
00:00:16,010 --> 00:00:20,010

6
00:00:20,014 --> 00:00:24,014

7
00:00:24,017 --> 00:00:28,017

8
00:00:28,020 --> 00:00:32,020

9
00:00:32,021 --> 00:00:36,021

10
00:00:36,023 --> 00:00:40,023

11
00:00:40,026 --> 00:00:44,026

12
00:00:44,028 --> 00:00:48,028

13
00:00:48,031 --> 00:00:52,031

14
00:00:52,036 --> 00:00:56,036

15
00:00:56,039 --> 00:01:00,039

16
00:01:00,041 --> 00:01:04,041

17
00:01:04,043 --> 00:01:08,043

18
00:01:08,046 --> 00:01:12,046

19
00:01:12,048 --> 00:01:16,048

20
00:01:16,054 --> 00:01:20,054

21
00:01:20,058 --> 00:01:24,058
(ผศ.ดร.กาญจนา) เป็นอย่างไรกันบ้าง

22
00:01:24,060 --> 00:01:28,060
คะแนนสอบ

23
00:01:28,063 --> 00:01:32,063
ถ้าใครอ่านหนังสือ

24
00:01:32,064 --> 00:01:36,064
ตอบได้ใช่ไหมคะ สไลด์มีไหมคะ มี

25
00:01:36,066 --> 00:01:40,066
ครูออกนอกเหนือจากในสไลด์ก็เฉพาะส่วนที่เป็น

26
00:01:40,068 --> 00:01:44,068
ในเชิงวิเคราะห์ใช่ไหมคะ แล้วก็เอาตัวอย่าง

27
00:01:44,069 --> 00:01:48,069
การจับใจความการอ่านวิเคราะห์

28
00:01:48,070 --> 00:01:52,070
เอามาจากข้างนอก แล้วใช้

29
00:01:52,071 --> 00:01:56,071
หลักการในการตอบตามหลักเกณฑ์ในเอกสารใช่ไหมคะ

30
00:01:56,072 --> 00:02:00,072
เต็ม 40 ได้เท่าไร

31
00:02:00,074 --> 00:02:04,074
กันบ้าง ใครได้ 40 เต็มคะ ตอบให้

32
00:02:04,075 --> 00:02:08,075
ครูชื่นใจหน่อย 39

33
00:02:08,076 --> 00:02:12,076
38

34
00:02:12,078 --> 00:02:16,078
ต้องให้ครูตอบแบบรวบรวมนะ นั่นก็คือ

35
00:02:16,080 --> 00:02:20,080
ก็คือใครได้เกินครึ่งยกมือ

36
00:02:20,081 --> 00:02:24,081
เกินครึ่ง เกิน 20

37
00:02:24,082 --> 00:02:28,082
จริง ๆ แล้วเวลามันแค่ชั่วโมงเดียว

38
00:02:28,084 --> 00:02:32,084
แต่ว่าครูให้ชั่วโมงครึ่ง

39
00:02:32,086 --> 00:02:36,086
เผื่อเพื่อน นึกออกไหม วันนั้นครูให้ชั่วโมงครึ่งนะคะ

40
00:02:36,087 --> 00:02:40,087
สังเกตดูนะ ครูให้ชั่วโมงครึ่ง เพราะว่า

41
00:02:40,088 --> 00:02:44,088
ครูให้ส่งภายใน... ถ้าดู

42
00:02:44,090 --> 00:02:48,090
จั่วหัวนะ นะคะ ถึงบ่าย 2 ครึ่ง ถึงบ่าย 2 ครึ่ง

43
00:02:48,091 --> 00:02:52,091
นะคะ 40 ข้อ แต่ให้ตั้ง

44
00:02:52,092 --> 00:02:56,092
ชั่วโมงครึ่ง เพราะโจทย์ค่อนข้างยาว และที่สำคัญ

45
00:02:56,093 --> 00:03:00,093
เผื่อเวลาให้เพื่อนนะคะ ที่อาจจะต้องมีคนอ่านให้ใช่ไหมคะ

46
00:03:00,094 --> 00:03:04,094
วันนั้นพี่เพื่อนอ่านให้ไหมคะ มีคนอ่านข้อสอบให้ไหม

47
00:03:04,095 --> 00:03:08,095
มีนะ โอเค ทำทันไหมคะ (นักศึกษาหญิง)  ทันค่ะ (อาจารย์)

48
00:03:08,098 --> 00:03:12,098
โอเค ที่ผ่านมาก็ให้ผ่านไป

49
00:03:12,099 --> 00:03:16,099
คราวนี้มาเริ่มต้นใหม่นะคะ ในครึ่งหลัง

50
00:03:16,101 --> 00:03:20,101
ครึ่งหลังนี้ก็เช่นเดียวกัน เนื้อหา

51
00:03:20,102 --> 00:03:24,102
ก็จะอยู่ในเอกสาร ในสไลด์นะคะ ที่ครู

52
00:03:24,104 --> 00:03:28,104
จะได้นำเสนอต่อไปนี้ บทถัดมาที่เรา

53
00:03:28,105 --> 00:03:32,105
จะเรียนต่อจากบทที่ 4 นะคะ นั่นก็คือบทที่ 5

54
00:03:32,106 --> 00:03:36,106
เป็นเรื่องของการอ่านตีความ วันนี้ไม่ต้อง

55
00:03:36,106 --> 00:03:40,106
ใช้หนังสือแต่ให้ดูในสไลด์ที่ไหนคะ สไลด์ที่ครู

56
00:03:40,108 --> 00:03:44,108
ใส่ไว้ส่งให้ใน

57
00:03:44,109 --> 00:03:48,109
ในไหนคะ ใน LINE นะ เปิดดูนะ

58
00:03:48,111 --> 00:03:52,111
ก็ได้ค่ะ ดูหน้าจอก่อน เหมือนกันค่ะ เหมือนกัน

59
00:03:52,112 --> 00:03:56,112
อันนี้เพื่อนนะคะ สามารถเปิดดูได้นะ เปิดฟังได้นะคะ

60
00:03:56,113 --> 00:04:00,113
โอเคถ้าเป็น Word นะ ครูส่งเป็น Word ไป

61
00:04:00,114 --> 00:04:04,114
บทที่นะคะ ในเอกสารที่เราถืออยู่

62
00:04:04,115 --> 00:04:08,115
ในตัวเล่ม จะเป็นตัวอย่างของการตีความเกือบทั้งหมด

63
00:04:08,116 --> 00:04:12,116
แต่ในส่วนของหลักการครูจะนำมาใส่ไว้ใน

64
00:04:12,118 --> 00:04:16,118
สไลด์ที่ครูจะบรรยายให้พวกเราฟังต่อไปนี้

65
00:04:16,118 --> 00:04:20,118
และงานในท้ายคาบจะอยู่ที่หน้า

66
00:04:20,119 --> 00:04:24,119
118 ครูจะให้พวกเราดูเอกสารที่หน้า

67
00:04:24,120 --> 00:04:28,120
118 เพื่อทำแบบฝึกหัดท้ายบทนะคะ

68
00:04:28,121 --> 00:04:32,121
ในวันนี้ แต่ก่อนที่จะทำให้หน้า

69
00:04:32,122 --> 00:04:36,122
118 ครูจะอธิบายเกี่ยวกับหลักการ

70
00:04:36,124 --> 00:04:40,124
ของการอ่านอีกแบบหนึ่ง ที่เราเรียกว่า

71
00:04:40,125 --> 00:04:44,125
การอ่านตีความ ในการอ่านตีความ

72
00:04:44,127 --> 00:04:48,127
นะคะ จะเป็นอีกหนึ่งขั้นตอน

73
00:04:48,128 --> 00:04:52,128
ของการอ่านที่ใช้ควบคู่กันกับ

74
00:04:52,130 --> 00:04:56,130
การอ่านจับใจความ อ่านวิเคราะห์ มันค่อย ๆ

75
00:04:56,131 --> 00:05:00,131
ไล่มาทีละขั้น จับใจความ แล้วมาวิเคราะห์

76
00:05:00,132 --> 00:05:04,132
วิเคราะห์เสร็จก็ตีความนะคะ พอตีความเสร็จ

77
00:05:04,133 --> 00:05:08,133
ก็จะกลายไปเป็นการขยายความนะคะ ต่อไป

78
00:05:08,135 --> 00:05:12,135
แล้วก็สุดท้าย ก็นำไปสู่การจัดทำบรรนิทัศน์

79
00:05:12,135 --> 00:05:16,135
หนังสือนะคะ ซึ่งการทำบรรนิทัศน์หนังสือต้องใช้

80
00:05:16,137 --> 00:05:20,137
ทั้งการอ่านจับใจความ วิเคราะห์ และตีความ

81
00:05:20,138 --> 00:05:24,138
เพื่อนำมาสรุปเป็นงานเขียนของพวกเรา เขียนเพื่ออะไร

82
00:05:24,139 --> 00:05:28,139
เขียนเพื่อให้ข้อมูลหนังสือ

83
00:05:28,140 --> 00:05:32,140
เลือกอ่านและให้ข้อมูลของเชิง

84
00:05:32,141 --> 00:05:36,141
วิเคราะห์นะคะ ดังนั้นวันนี้เรามาเรียนรู้

85
00:05:36,142 --> 00:05:40,142
อีก 1 กระบวนการ นั่นก็คือการอ่านตีความ

86
00:05:40,143 --> 00:05:44,143
นั่นเอง

87
00:05:44,143 --> 00:05:48,143
การอ่านตีความมีความสำคัญอย่างไรนะคะ

88
00:05:48,145 --> 00:05:52,145
การอ่านตีความจะช่วยให้ผู้อ่าน

89
00:05:52,146 --> 00:05:56,146
ทำความเข้าใจในงานเขียน

90
00:05:56,147 --> 00:06:00,147
ได้อย่างหลากหลาย ไม่มองงานเขียนนั้นแต่เพียงมุมเดียว

91
00:06:00,147 --> 00:06:04,147
ถ้าเราอ่านแค่เพียงจับใจความ

92
00:06:04,149 --> 00:06:08,149
โดยที่ไม่พิจารณาให้ละเอียดลึกซึ้งหรือ

93
00:06:08,150 --> 00:06:12,150
ทำความเข้าใจกับตัวสารหรือตัวข้อความ

94
00:06:12,151 --> 00:06:16,151
ที่มันมีนัยต่าง ๆ แอบแฝงอยู่ เรา

95
00:06:16,152 --> 00:06:20,152
ก็จะเข้าใจเพียงความรู้เบื้องต้น แต่ถ้าหาก

96
00:06:20,154 --> 00:06:24,154
พินิจพิจารณาไปถึงตัว

97
00:06:24,156 --> 00:06:28,156
ที่แฝงอยู่หรือเนื้อสารที่แฝงอยู่ เจตนาต่าง ๆ

98
00:06:28,157 --> 00:06:32,157
ที่แฝงอยู่ในเนื้อความ งานเขียนนั้น ๆ

99
00:06:32,159 --> 00:06:36,159
เราก็จะเข้าใจในอีกมุมมอง ในอีก

100
00:06:36,160 --> 00:06:40,160
ความเข้าใจหรือที่เราเรียกว่า "เข้าใจได้อย่าง

101
00:06:40,161 --> 00:06:44,161
หลายหลากมิติ นั่นเอง

102
00:06:44,163 --> 00:06:48,163
นะคะ งาน... การเขียน ขออภัย การอ่านตีความ

103
00:06:48,165 --> 00:06:52,165
นะคะ จะช่วยฝึกให้ผู้อ่านมีเหตุผล

104
00:06:52,166 --> 00:06:56,166
และก็มีความคิดจริงไหมเรื่องนี้

105
00:06:56,167 --> 00:07:00,167
อ่านมาก ใช้ความคิดมาก

106
00:07:00,169 --> 00:07:04,169
ไหมคะ ยิ่งอ่านมาก ก็ยิ่ง

107
00:07:04,170 --> 00:07:08,170
เป็นการลับสมองนะคะ เหมือนมีดน่ะค่ะ มีด

108
00:07:08,171 --> 00:07:12,171
ถ้ามันไม่ได้ฝนบ่อย ๆ มันก็จะทื่อใช่ไหมคะ

109
00:07:12,173 --> 00:07:16,173
คนไม่ได้อ่านหนังสือก็จะเป็นคนที่ตื้อ สมองตื้อ

110
00:07:16,173 --> 00:07:20,173
ใช่ไหมคะ ไม่มีสติปัญญาที่เฉียบคมนะคะ

111
00:07:20,175 --> 00:07:24,175
เพราะฉะนั้น การอ่านจึงเป็นการลับสมอง

112
00:07:24,176 --> 00:07:28,176
อย่างยิ่งถ้าอ่านโดยอาศัยการพินิจพิจารณา

113
00:07:28,177 --> 00:07:32,177
การตีความตรงนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเป็นผู้ที่มี

114
00:07:32,178 --> 00:07:36,178
ความคิด แล้วก็เป็นผู้ที่มีเหตุและผลนั่นเอง

115
00:07:36,178 --> 00:07:40,178
จากนั้นค่ะ ความสำคัญอีกข้อหนึ่ง ก็คือ

116
00:07:40,180 --> 00:07:44,180
เวลาที่เราอ่านงานเขียนประเภทวรรณคดี

117
00:07:44,181 --> 00:07:48,181
ถ้าเราอ่านแค่เพียงตัวบทหรือ

118
00:07:48,182 --> 00:07:52,182
ตัวข้อความ โดยไม่ทำความเข้าใจ

119
00:07:52,183 --> 00:07:56,183
ความหมาย รวมไปถึงอารมณ์ความรู้สึกที่อยู่

120
00:07:56,185 --> 00:08:00,185
ในงานเขียนนั้น ๆ สิ่งนั้นจะทำให้เรา

121
00:08:00,186 --> 00:08:04,186
เข้าไม่ถึงรสของวรรณคดี แต่ถ้าเมื่อไหร่

122
00:08:04,187 --> 00:08:08,187
อ่านอย่างพินิจ พิเคราะห์ อ่านอย่างตีความ

123
00:08:08,188 --> 00:08:12,188
ก็จะทำให้สามารถเข้าถึงรสของวรรณคดีได้

124
00:08:12,190 --> 00:08:16,190
อย่างลึกซึ่งและอันที่ 4

125
00:08:16,190 --> 00:08:20,190
นะคะ ความสำคัญข้อที่ 4 การอ่านตีความ

126
00:08:20,192 --> 00:08:24,192
จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเรา

127
00:08:24,193 --> 00:08:28,193
ฝึกการใช้วิจารณญาณ และ

128
00:08:28,195 --> 00:08:32,195
ทำให้เรามีทักษะในการไตร่ตรอง

129
00:08:32,196 --> 00:08:36,196
การคิดใคร่ครวญนะคะ นี่คือความสำคัญ

130
00:08:36,199 --> 00:08:40,199
ของการอ่านตีความ

131
00:08:40,201 --> 00:08:44,201

132
00:08:44,202 --> 00:08:48,202

133
00:08:48,204 --> 00:08:52,204
เดี๋ยวครูขึ้นมาให้หมดเลยทีเดียวนะคะ

134
00:08:52,205 --> 00:08:56,205
จะได้ดูไปพร้อม ๆ กัน

135
00:08:56,206 --> 00:09:00,206

136
00:09:00,207 --> 00:09:04,207
หลักในการอ่านตีความ ครูขึ้นมาทีเดียวเลย

137
00:09:04,210 --> 00:09:08,210
6 ข้อ ดูไปพร้อม ๆ กัน ข้อที่ 1 คืออะไร

138
00:09:08,212 --> 00:09:12,212
ข้อที่ 1 นะคะ ในการอ่านตีความ สิ่งสำคัญเลย

139
00:09:12,213 --> 00:09:16,213
ที่เราต้องยึดถือนั่นก็คืออ่านโดย

140
00:09:16,214 --> 00:09:20,214
มีการสำรวจความหมาย หมายความว่าอย่างไร การ

141
00:09:20,216 --> 00:09:24,216
สำรวจความหมาย สำรวจ คือ อ่านคราว ๆ ใช่ไหมคะ

142
00:09:24,217 --> 00:09:28,217
ยังไม่อ่านรายละเอียดนะ แต่ถ้าหากว่ามีการสำรวจความหมายด้วย

143
00:09:28,219 --> 00:09:32,219
มันคืออะไร มันคือการอ่าน

144
00:09:32,219 --> 00:09:36,219
ที่พยายามทำความเข้าใจกับคำที่

145
00:09:36,221 --> 00:09:40,221
มีความหมายยาก หรือคำที่ต้องอาศัยการให้ความหมาย

146
00:09:40,222 --> 00:09:44,222
มากกว่า 1 อย่าง มากกว่า 1 ความหมาย

147
00:09:44,223 --> 00:09:48,223
ขึ้นไป ลักษณะเช่นนี้เราเรียกว่า "อ่านสำรวจ

148
00:09:48,227 --> 00:09:52,227
ความหมายนะคะ เราต้องมาสังเกตนะคะ ว่า

149
00:09:52,230 --> 00:09:56,230
ข้อความนั้นนี่มันสามารถที่จะเข้าใจได้ใน 2 ทาง

150
00:09:56,231 --> 00:10:00,231
หรือไม่นะคะ หรือเข้าใจในลักษณะที่มันมีความ

151
00:10:00,232 --> 00:10:04,232
ลึกซึ้งมากกว่าตัวบทที่อ่านอยู่หรือเปล่านี่คือการอ่านแบบ

152
00:10:04,234 --> 00:10:08,234
สำรวจความหมายนะคะ อันที่ 2 คะ

153
00:10:08,236 --> 00:10:12,236
เวลาอ่านแบบตีความนี่ สิ่งที่ต้องยึดถืออีกอย่างหนึ่ง ก็คือ

154
00:10:12,237 --> 00:10:16,237
เราควรศึกษาประวัติ ที่มา

155
00:10:16,240 --> 00:10:20,240
หรือที่เราเรียกว่า "ชีวประวัติ" ของผู้

156
00:10:20,241 --> 00:10:24,241
ด้วยทำไมต้องศึกษา เพราะว่า

157
00:10:24,243 --> 00:10:28,243
เวลาที่นักเขียนเขาเขียนงานอะไรบางอย่างให้เราอ่าน

158
00:10:28,244 --> 00:10:32,244
นี่ค่ะ เขาจะใส่ความเป็นตัวตน

159
00:10:32,245 --> 00:10:36,245
นักเขียนท่านนั้น ๆ บุคลิก ลักษณะ

160
00:10:36,246 --> 00:10:40,246
วิถีชีวิต หรือความคิดความอ่านของเขา ลงไป

161
00:10:40,246 --> 00:10:44,246
ในงานเขียนด้วย ทีนี้เมื่อจะต้องตีความ

162
00:10:44,248 --> 00:10:48,248
งานเขียน เราเอง ถ้าเข้าใจถึง

163
00:10:48,249 --> 00:10:52,249
บริบททางชีวิตของเขาว่าที่มาที่ไป

164
00:10:52,250 --> 00:10:56,250
หรือลักษณะนิสัยนะคะ วิธีการใช้ภาษา

165
00:10:56,250 --> 00:11:00,250
ของเขามันเป็นแบบไหน เราก็จะเข้าใจงานเขียนนั้น ๆ

166
00:11:00,252 --> 00:11:04,252
และตีความได้อย่างถูกต้อง

167
00:11:04,253 --> 00:11:08,253
บางคนใช้คำคำเดียว

168
00:11:08,254 --> 00:11:12,254
แต่มีหลายความหมาย นักเขียน

169
00:11:12,255 --> 00:11:16,255
บางคนใช้คำบางคำ โดยปกติแล้วนี่

170
00:11:16,256 --> 00:11:20,256
คนทั่วไป เข้าใจว่าคำนี้หมายความว่าแบบนี้

171
00:11:20,257 --> 00:11:24,257
แต่สำหรับนักเขียนบางท่าน คำที่นำไปใช้

172
00:11:24,264 --> 00:11:28,264
ไม่ได้หมายความอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกัน แต่

173
00:11:28,266 --> 00:11:32,266
มีความหมายที่แฝงอยู่ และมีความหมาย

174
00:11:32,267 --> 00:11:36,267
ที่แตกต่างออกไป จากความรับรู้ของคนในสังคม

175
00:11:36,267 --> 00:11:40,267
นะคะ นี่คือสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องศึกษา

176
00:11:40,269 --> 00:11:44,269
ภูมิหลังของเขาเพื่อทำความเข้าใจตัวเนื้อสาร

177
00:11:44,270 --> 00:11:48,270
นะคะ อันที่ 3 ค่ะ เราจะต้องศึกษารูปแบบ

178
00:11:48,271 --> 00:11:52,271
ของงานเขียน ขนบประเพณีของงานเขียน

179
00:11:52,271 --> 00:11:56,271
อย่างเช่น งานเขียนประเภทร้อยกรอง ที่เป็น

180
00:11:56,272 --> 00:12:00,272
งานเขียนประเภทวรรณคดีแบบแผน วรรณคดีที่เป็น

181
00:12:00,273 --> 00:12:04,273
วรรณคดีมรกดนะคะ จะมีบท

182
00:12:04,275 --> 00:12:08,275
ว่ายครูใช่ไหมคะ เขาจะมีบทไหว้ครูก่อน ถ้า

183
00:12:08,276 --> 00:12:12,276
เรารู้ว่าส่วนนี้นะคะ คือขนบธรรมเนียมดังเดิม

184
00:12:12,278 --> 00:12:16,278
ของกลอนในยุคโบราณ

185
00:12:16,279 --> 00:12:20,279
ของคำประพันธ์ในยุคโบราณ เราก็จะเข้าใจว่า

186
00:12:20,280 --> 00:12:24,280
ทำไมเขาต้องทำ ทำไมเขาต้องเขียน

187
00:12:24,281 --> 00:12:28,281
เขาเริ่มจากการไหว้ครูก่อน พอไหว้ครูเสร็จ

188
00:12:28,282 --> 00:12:32,282
ต่อมาเขาก็จะมีการถ่อมตัวว่าเขาคือคนเขียนนะ

189
00:12:32,283 --> 00:12:36,283
แต่ที่แต่งอันนี้นี่จะดีหรือไม่ดีก็ขอให้ผู้อ่าน

190
00:12:36,285 --> 00:12:40,285
ได้พิจารณา แสดงถึงความอ่อนน้อม ถ่อมตน

191
00:12:40,288 --> 00:12:44,288
ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่เนื้อความของงานเขียน

192
00:12:44,289 --> 00:12:48,289
หรือวรรณคดีเรื่องนั้น ๆ นี่คือลักษณะ

193
00:12:48,290 --> 00:12:52,290
ที่เป็นรูปแบบหรือเป็นขนบธรรมเนียมนะคะ ประเพณีนิยม

194
00:12:52,291 --> 00:12:56,291
นะคะ ของการสร้างสรรค์วรรณคดีไทย

195
00:12:56,291 --> 00:13:00,291
นะคะ ในลักษณะของร้อยกรองต่าง ๆ

196
00:13:00,293 --> 00:13:04,293
ต่อมานะคะ ข้อที่ 4 การศึกษา

197
00:13:04,294 --> 00:13:08,294
ความคิดหลัก ความคิดรอง และความคิดแทรก

198
00:13:08,294 --> 00:13:12,294
อันนี้ก็สำคัญเช่นเดียวกัน ถ้าเราอ่านตีความ

199
00:13:12,295 --> 00:13:16,295
แล้วเราไม่สามารถระบุได้ว่าอะไร

200
00:13:16,297 --> 00:13:20,297
คือความคิดหลัก อะไรคือความคิดที่เสริม

201
00:13:20,299 --> 00:13:24,299
อะไรคือความคิดที่แทรกเข้าไป

202
00:13:24,300 --> 00:13:28,300
สิ่งนี้ ถ้าเรายังแยกไม่ได้ การอ่านตีความ

203
00:13:28,300 --> 00:13:32,300
จะมีโอกาสผิดเพี้ยนสูง

204
00:13:32,302 --> 00:13:36,302
ยกตัวอย่างนะคะ ยกตัวอย่าง ยกตัวอย่างเช่น

205
00:13:36,302 --> 00:13:40,302
เรื่อง... ถ้าเราอ่านเรื่องเงาะป่านะ สมมติ

206
00:13:40,303 --> 00:13:44,303
เราอ่านเรื่องเงาะป่า เงาะป่าเป็นเรื่องของใคร

207
00:13:44,304 --> 00:13:48,304
เป็นเรื่องของกลุ่มชาติพันธุ์

208
00:13:48,304 --> 00:13:52,304
กลุ่ม พวกเงาะป่านะคะ

209
00:13:52,305 --> 00:13:56,305
หรือที่เราบ้านเราเรียกว่า "เงาะป่าซาไก"

210
00:13:56,316 --> 00:14:00,316
คนกลุ่มนี้มีวิถีชีวิตแบบไหน

211
00:14:00,317 --> 00:14:04,317
เขาจะอาศัยอยู่ในป่านะ

212
00:14:04,320 --> 00:14:08,320
แล้วก็ขุดเผือก ขุดมัน หากินไปเรื่อย ๆ

213
00:14:08,321 --> 00:14:12,321
มีชุมชนของเขานั่นแหละ แต่การตั้งถิ่นฐานของเขา

214
00:14:12,323 --> 00:14:16,323
เขาจะตั้งอยู่ไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง พอตัดใบไม้

215
00:14:16,324 --> 00:14:20,324
มาใช่ไหมคะ มาทำเป็นที่พักเป็นทับ

216
00:14:20,325 --> 00:14:24,325
พอใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี ก็คือแห้งเหี่ยวเป็นสีเหลือง

217
00:14:24,326 --> 00:14:28,326
เขาก็จะย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ ทีนี้นะคะ

218
00:14:28,327 --> 00:14:32,327
ผู้ที่แต่งเรื่องนี้ก็คือพระบามสมเด็จพระจ

219
00:14:32,328 --> 00:14:36,328
เจ้าอยู่หัวนะคะ พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ขึ้น ทรง

220
00:14:36,329 --> 00:14:40,329
แต่ขึ้นเพราะทรงพระองค์ ได้ฟัง

221
00:14:40,330 --> 00:14:44,330
เรื่องราวของเด็กชาวเผ่าซาไกนี่แหละนะคะ

222
00:14:44,331 --> 00:14:48,331
ที่ได้เข้าไปอยู่ในวังนะคะ พระองค์ได้รับรู้เรื่องราว ก็นำมาเป็นแรง

223
00:14:48,332 --> 00:14:52,332
บรรดาลใจพระองค์ก็เลยเอามาแต่งนะคะ

224
00:14:52,334 --> 00:14:56,334
คือนางลำฮับใช่ไหมคะ มีความรักกันกับ

225
00:14:56,335 --> 00:15:00,335
ซมพรา แล้วก็มีคนที่มา

226
00:15:00,336 --> 00:15:04,336
ขัดขวาง เขาเรียกว่าชื่ออะไรคะ ฮันเนา ฮันเนา

227
00:15:04,338 --> 00:15:08,338
มารักเขาเรียกว่าอะไรน่ะ เป็นคนที่พ่อแม่เลือกให้

228
00:15:08,339 --> 00:15:12,339
นะคะ แต่ทีนี้พอความรักถูกขัดขวาง

229
00:15:12,341 --> 00:15:16,341
นะคะ ก็เลยทำให้เกิดโศกนาฏกรรม

230
00:15:16,342 --> 00:15:20,342
ขึ้น พระเอก และนางเอก ได้ตายตามกัน

231
00:15:20,345 --> 00:15:24,345
ฆ่าตัวตาย แต่อีกคนหนึ่งนะคะ

232
00:15:24,351 --> 00:15:28,351
ที่เป็นคนลงมือฆ่านะคะ ที่เป็นคนลงมือฆ่า

233
00:15:28,353 --> 00:15:32,353
คู่รักนี้นะคะ ก็ได้

234
00:15:32,354 --> 00:15:36,354
เสียใจนะคะ มีความรู้สึกว่าตัวเองเสียใจมาก ที่ทำให้

235
00:15:36,358 --> 00:15:40,358
เกิดโศกนาฏกรรมนี้ขึ้น ทีนี้ถ้าหากว่าเราดู

236
00:15:40,358 --> 00:15:44,358
จากเนื้องานนี่ เวลาที่เราอ่านเราก็จะเห็นว่าเป็นเรื่อง

237
00:15:44,360 --> 00:15:48,360
อะไรคะ ความรักใช่ไหมคะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก ความรักของหนุ่มสาว

238
00:15:48,361 --> 00:15:52,361
และเป็นความรักที่ไม่สมหวังด้วย แต่ใน

239
00:15:52,361 --> 00:15:56,361
บทเรียนที่อยู่ในหนังสือเรียนวิชาภาษาไทยที่เด็กเรียน

240
00:15:56,362 --> 00:16:00,362
น่ะคะ ตอนนี้มีการคัดเอาเฉพาะ

241
00:16:00,364 --> 00:16:04,364
ตอนขนังกับไม้ไผ่

242
00:16:04,366 --> 00:16:08,366
ซึ่งขะนังกับไม้ไผ่เป็นน้องของนางเอก

243
00:16:08,366 --> 00:16:12,366
เด็ก 2 คนนี้เป็นเพื่อนรักกัน เป็นเด็ก

244
00:16:12,368 --> 00:16:16,368
ที่อยู่ในช่วงวัยประถม อายุก็อยู่ในช่วงวัย

245
00:16:16,368 --> 00:16:20,368
ของเด็กวัยประถมศึกษานี่แหละนะคะ

246
00:16:20,370 --> 00:16:24,370
พอคัดตอนนี้มาให้ สิ่ง

247
00:16:24,371 --> 00:16:28,371
ที่เราเห็น ก็คือตอนนี้การทำความเข้าใจ

248
00:16:28,372 --> 00:16:32,372
ในเนื้อหาความคิดหลักของ

249
00:16:32,374 --> 00:16:36,374
วรรณคดีเรื่องนี้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะตอนที่ถูกตัด

250
00:16:36,376 --> 00:16:40,376
มาให้เรียน ความคิดหลักของตอนนี้ ก็คือ

251
00:16:40,377 --> 00:16:44,377
เป็นความรักระหว่างเพื่อนนึกออกไหมคะ เป็นความรัก

252
00:16:44,378 --> 00:16:48,378
ระหว่างเพื่อน แต่ในวรรณคดีเล่มใหญ่รวมทั้งหมด

253
00:16:48,379 --> 00:16:52,379
มันเป็นความรักระหว่างหนุ่มสาวใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น

254
00:16:52,380 --> 00:16:56,380
เราต้องบอกก่อนว่าที่มานะคะ หรือแหล่งที่มาของข้อมูล

255
00:16:56,381 --> 00:17:00,381
นะคะ หรือวรรณคดีที่เราอ่านนี่ มันเป็นแบบฉบับเต็มหรือฉบับย่อ

256
00:17:00,382 --> 00:17:04,382
ถ้าเป็นฉบับเต็มความคิดหลักเป็นเรื่องของ

257
00:17:04,383 --> 00:17:08,383
การมีความรักที่ไม่สมหวังใช่ไหมคะ ทำให้เกิดความทุกข์

258
00:17:08,383 --> 00:17:12,383
แต่พอเป็นตอนที่ถูกตัดมาให้ นักเรียน

259
00:17:12,385 --> 00:17:16,385
ประถมศึกษาได้เรียน กลับกลายเป็นความรักระหว่างเพื่อน

260
00:17:16,387 --> 00:17:20,387
นะคะ นี่คือความคิดหลักที่อยู่ใน

261
00:17:20,391 --> 00:17:24,391
เนื้อหาของวรรณคดีในบทเรียนนั่นเองนะคะ

262
00:17:24,392 --> 00:17:28,392
นี่คือการแยกนะคะ ว่าอันไหนคือความคิดหลัก คือความคิด

263
00:17:28,393 --> 00:17:32,393
รองนะคะ บางคนก็บอกว่าความคิดหลักของ

264
00:17:32,394 --> 00:17:36,394
ตอนที่ขนังกับไม้ไผ่อยู่ในบทเรียนนะ

265
00:17:36,395 --> 00:17:40,395
บทเรียนหนังสือเรียน บางคนไม่ได้ตอบเรื่องความรัก แต่ไป

266
00:17:40,396 --> 00:17:44,396
บอกว่าความคิดหลักในตอนนี้ก็คือวิถีชีวิต

267
00:17:44,397 --> 00:17:48,397
คนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์

268
00:17:48,398 --> 00:17:52,398
มันนิซาไก ซึ่งอันนี้มันเป็นความคิด

269
00:17:52,400 --> 00:17:56,400
รองนะคะ มันเป็นความคิดรอง หรืออาจจะเป็นความคิด

270
00:17:56,401 --> 00:18:00,401
เสริมก็ได้ แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช่อะไรคะ

271
00:18:00,402 --> 00:18:04,402
ไม่ใช่ความคิดหลักนะ สุดท้าย

272
00:18:04,403 --> 00:18:08,403
ไม่ใช่สุดท้าย ข้อ 5 คะ เราจำเป็นต้องศึกษา

273
00:18:08,404 --> 00:18:12,404
ในเรื่องของภาษาในการสื่อสาร ถ้าเรารู้ว่า

274
00:18:12,405 --> 00:18:16,405
งานเขียนต่าง ๆ นั้นนะคะ มีการใช้

275
00:18:16,406 --> 00:18:20,406
ภาษาที่ดี ภาษาที่ถูกต้องเหมาะสม การ

276
00:18:20,407 --> 00:18:24,407
ทำความเข้าใจในการตีความก็จะมีความถูกต้อง

277
00:18:24,408 --> 00:18:28,408
และมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากว่า

278
00:18:28,409 --> 00:18:32,409
ภาษาที่ใช้ในงานเขียน มันยัง

279
00:18:32,409 --> 00:18:36,409
ไม่เคลียร์ยังไม่ชัดเจน มันก็จะส่งผล

280
00:18:36,411 --> 00:18:40,411
ต่อการอ่านตีความไปด้วย และสุดท้าย

281
00:18:40,413 --> 00:18:44,413
ข้อที่ 6 เวลาอ่านตีความ เราคง

282
00:18:44,414 --> 00:18:48,414
จะต้องมาอ่านตามลำดับ โดยเริ่มจากการ

283
00:18:48,414 --> 00:18:52,414
แปลความ การแปลความ ก็คือการทำความเข้าใจ

284
00:18:52,416 --> 00:18:56,416
เนื้อความก่อนใช่ไหมคะว่าตีความเป็นอย่างไร

285
00:18:56,417 --> 00:19:00,417
มีคำศัพท์ที่ยากใช่ไหมคะ ที่ต้องแปลเนื้อความของคำศัพท์

286
00:19:00,418 --> 00:19:04,418
พอแปลคำศัทพ์แล้ว เราก็มาอ่านทั้งหมด เราอ่าน

287
00:19:04,419 --> 00:19:08,419
ทั้งหมดก็แปลความ แปลความแล้วก็มา

288
00:19:08,426 --> 00:19:12,426
ตีความ พอตีความเสร็จก็ไปขยายความ

289
00:19:12,435 --> 00:19:16,435
การขยายความ คือ การแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

290
00:19:16,436 --> 00:19:20,436
เสริมว่าเหตุใดเราจึงตีความ

291
00:19:20,436 --> 00:19:24,436
เช่นนั้นนะคะ

292
00:19:24,440 --> 00:19:28,440

293
00:19:28,442 --> 00:19:32,442

294
00:19:32,444 --> 00:19:36,444

295
00:19:36,448 --> 00:19:40,448

296
00:19:40,450 --> 00:19:44,450
ทีนี้นะคะ วิธีการ

297
00:19:44,453 --> 00:19:48,453
วินิจสาร หรือการอ่านตีความนั้นนะคะ

298
00:19:48,459 --> 00:19:52,459
มันมีวิธีอย่างไรบ้างนะคะ

299
00:19:52,460 --> 00:19:56,460
อันที่ 1 นะคะ เราคงจะต้องใช้เทคนิค

300
00:19:56,461 --> 00:20:00,461
วิเคราะห์จากที่เราเรียนเมื่อบทที่แล้ว

301
00:20:00,462 --> 00:20:04,462
วิเคราะห์ความ จากนั้นมาพิจารณา

302
00:20:04,464 --> 00:20:08,464
รายละเอียด ขั้นที่ 3 ค่อยมา

303
00:20:08,465 --> 00:20:12,465
ตีความ และขั้นที่ 4 แสดง

304
00:20:12,465 --> 00:20:16,465
ความคิดเสริมนะคะ ตอนนี้นักศึกษา

305
00:20:16,467 --> 00:20:20,467
ไม่ต้องดูหนังสือนะคะ ดูที่หน้าจอ ดูที่หน้าจอ และ

306
00:20:20,468 --> 00:20:24,468
อาจจะดูในมือถือนะคะ ของตนเอง เพื่อ

307
00:20:24,469 --> 00:20:28,469
ในกรณีที่มองจอไม่เห็นนะคะ เปิดดูตามได้นะคะ

308
00:20:28,474 --> 00:20:32,474
ดูตามสไลด์นะ

309
00:20:32,475 --> 00:20:36,475
มาดูขั้นที่ 1 นะคะ

310
00:20:36,476 --> 00:20:40,476
มันมีรายละเอียดอย่างไร ขั้นที่ 1

311
00:20:40,478 --> 00:20:44,478
ที่เป็นการวิเคราะห์ความ อันดับ

312
00:20:44,480 --> 00:20:48,480
แรก เราคงจะต้องมาดูว่าเรื่องที่เราอ่านนั้น

313
00:20:48,483 --> 00:20:52,483
มีวิธีการเริ่มต้นเรื่องอย่างไร

314
00:20:52,494 --> 00:20:56,494
เริ่มต้นด้วยการนำเอาข้อความที่เป็ฯ

315
00:20:56,496 --> 00:21:00,496
เพลงเป็นบทความหรือเป็นข้อความเตือนใจ

316
00:21:00,497 --> 00:21:04,497
หรือเป็นสำนวน หรือเป็นคำขวัญ เขาเริ่มต้น

317
00:21:04,498 --> 00:21:08,498
ด้วยอะไรนะคะ จากนั้นนะคะ มาดู

318
00:21:08,499 --> 00:21:12,499
การดำเนินเรื่อง เขามีวิธีการดำเนินเรื่อง

319
00:21:12,501 --> 00:21:16,501
แบบไหน เป็นไปตามลำดับระยะเวลา

320
00:21:16,503 --> 00:21:20,503
หรือลำดับโดยเล่าจากท้ายมา

321
00:21:20,504 --> 00:21:24,504
เริ่มต้นเรื่อง เคยดูหนังไหมคะ

322
00:21:24,505 --> 00:21:28,505
ที่หนังที่เขาเล่าจากตอนท้าย แล้วมาเฉลย

323
00:21:28,506 --> 00:21:32,506
เอาตอนท้ายว่าเหตุมันเกิดจากอะไรนะคะ

324
00:21:32,507 --> 00:21:36,507
ย้อนเวลา กับอีกแบบหนึ่งย้อนสลับไป

325
00:21:36,507 --> 00:21:40,507
สลับมา เล่าสลับไปสลับมา ท้ายไป

326
00:21:40,509 --> 00:21:44,509
เริ่มเรื่องนะคะ จากท้ายเรื่องไปตอนต้นเรื่องนะคะ

327
00:21:44,510 --> 00:21:48,510
มีการดำเนินแบบสลับไปสลับมาเขาดำเนินเรื่อง

328
00:21:48,512 --> 00:21:52,512
วิธีใดนะคะ ปิดเรื่องแบบไหน จบเรื่องแบบไหน

329
00:21:52,513 --> 00:21:56,513
จบแบบ Happy Ending ไหม หรือจบแบบโศกนาฏกรรม

330
00:21:56,514 --> 00:22:00,514
หรือจบแบบไม่มีใคร

331
00:22:00,514 --> 00:22:04,514
มีความสุขสักคน

332
00:22:04,518 --> 00:22:08,518
นะคะ และจากนั้นค่ะ ก็มีวิเคราะห์ที่

333
00:22:08,520 --> 00:22:12,520
ตัวเนื้อหาทั้งหมดนะคะ ขั้นที่ 1 คือ วิเคราะห์

334
00:22:12,521 --> 00:22:16,521
เนื้อความนะ

335
00:22:16,522 --> 00:22:20,522

336
00:22:20,524 --> 00:22:24,524

337
00:22:24,527 --> 00:22:28,527

338
00:22:28,529 --> 00:22:32,529
ต่อไป

339
00:22:32,534 --> 00:22:36,534
ขั้นที่ 2

340
00:22:36,535 --> 00:22:40,535
ต่อจากการ

341
00:22:40,537 --> 00:22:44,537
วิเคราะห์เนื้อความ เราจะมาพิจารณา

342
00:22:44,539 --> 00:22:48,539
รายละเอียด ในหัวข้อนี้

343
00:22:48,540 --> 00:22:52,540
นะคะ คำว่า "รายละเอียด" หมายถึงอะไรบ้าง

344
00:22:52,541 --> 00:22:56,541
ดูตรงไหนบ้าง ดูสิว่า

345
00:22:56,544 --> 00:23:00,544
ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้คืออะไร

346
00:23:00,544 --> 00:23:04,544
ข้อคิดเห็นของเรื่อง คืออะไร ทำไปแล้ว

347
00:23:04,545 --> 00:23:08,545
ใช่ไหมคะ เมื่อคราวที่แล้ว แยกไปแล้วใช่ไหมคะ ข้อเท็จจริงกับข้อ

348
00:23:08,547 --> 00:23:12,547
คิดเห็นอารมณ์

349
00:23:12,548 --> 00:23:16,548
ความรู้สึกของผู้เขียน

350
00:23:16,549 --> 00:23:20,549
เป็นแบบใด ผู้เขียน ตอนที่เขียนเรื่องนี้นะคะ

351
00:23:20,554 --> 00:23:24,554
อารมณ์และความรู้สึกของผู้เขียนมีลักษณะ

352
00:23:24,556 --> 00:23:28,556
ของอารมณ์เป็นแบบใด

353
00:23:28,560 --> 00:23:32,560

354
00:23:32,561 --> 00:23:36,561

355
00:23:36,564 --> 00:23:40,564

356
00:23:40,566 --> 00:23:44,566
อันที่ 3 ค่ะ หลังจากที่วิเคราะห์

357
00:23:44,568 --> 00:23:48,568
เนื้อความแล้วใช่ไหมคะ ขั้นเมื่อกี้พิจารณารายละเอียด

358
00:23:48,570 --> 00:23:52,570
ขั้นที่ 3 ต่อมา ก็คือดำเนินการตีความ

359
00:23:52,570 --> 00:23:56,570
ดำเนินการตีความโดยประมวล

360
00:23:56,572 --> 00:24:00,572
ข้อมูลจากการพิจารณา

361
00:24:00,574 --> 00:24:04,574
หมายความว่าเราเอาข้อมูลทั้งหมดมากอง

362
00:24:04,575 --> 00:24:08,575
รวมกันก่อน เอาข้อมูลทั้งหมดมาวาง

363
00:24:08,576 --> 00:24:12,576
รวมกันแล้วพิจารณาไปทีละ

364
00:24:12,577 --> 00:24:16,577
ประเด็นนะคะ โดยที่เราจะต้อง

365
00:24:16,577 --> 00:24:20,577
วิเคราะห์สารที่ผู้เขียนต้องการส่ง

366
00:24:20,578 --> 00:24:24,578
ว่าเจตนาในการส่งสาร ของเนื้อเรื่องนี้นี่

367
00:24:24,580 --> 00:24:28,580
เขามีเจตนาเพื่ออะไร มันอาจจะมี

368
00:24:28,580 --> 00:24:32,580
คำที่เป็นคำสำคัญที่เป็นตัวบ่งชี้เจตนาอยู่

369
00:24:32,582 --> 00:24:36,582
เช่น ตักเตือน แนะนำ

370
00:24:36,584 --> 00:24:40,584
ชี้แนะ สั่งสอน ให้ข้อคิด

371
00:24:40,586 --> 00:24:44,586
คำต่าง ๆ เหล่านี้เป็นคำสำคัญที่ระบุ

372
00:24:44,586 --> 00:24:48,586
ถึงเจตนาของผู้เขียนนั่นเองค่ะ

373
00:24:48,587 --> 00:24:52,587

374
00:24:52,588 --> 00:24:56,588
หลังจากที่

375
00:24:56,590 --> 00:25:00,590
เราได้ประมวลข้อมูล วิเคราะห์แล้ว

376
00:25:00,591 --> 00:25:04,591
ก็จะนำไปสู่การสรุปการตีความ

377
00:25:04,591 --> 00:25:08,591
ว่าจากที่เราดูว่าเจตนาของเขาเป็นอย่างไร ตัวเนื้อความ

378
00:25:08,594 --> 00:25:12,594
ทั้งหมด เขาสื่อถึงอะไร

379
00:25:12,594 --> 00:25:16,594
เราก็จะทำเป็นข้อสรุปว่าจากที่เรา

380
00:25:16,595 --> 00:25:20,595
อ่านทั้งหมดนี้ ข้อสรุปเพียงหนึ่งเดียวที่เราได้

381
00:25:20,596 --> 00:25:24,596
คืออะไรนะคะ

382
00:25:24,597 --> 00:25:28,597

383
00:25:28,598 --> 00:25:32,598

384
00:25:32,599 --> 00:25:36,599
จากนั้นมาหลักการข้อที่ 4 ค่ะ

385
00:25:36,603 --> 00:25:40,603
วิธีการต่อมา นั่นก็คือแสดงความคิดเห็น

386
00:25:40,604 --> 00:25:44,604
เพิ่มเติมเข้าไป ขั้นนี้

387
00:25:44,605 --> 00:25:48,605
นะคะ เป็นการแสดงความคิดเสริม อะไรบ้างที่เรา

388
00:25:48,607 --> 00:25:52,607
สามารถเพิ่มเติมเข้าไปได้ นั่นก็คือ

389
00:25:52,609 --> 00:25:56,609
ใส่ความคิดเห็นของเราเข้าไป

390
00:25:56,610 --> 00:26:00,610
จากเมื่อกี้นี้ เราดูเฉพาะตรงสิ่งที่เราอ่านใช่ไหมคะ

391
00:26:00,611 --> 00:26:04,611
เฉพาะเนื้อความ ขั้นที่ 4 นี้เราสามารถใส่ความ

392
00:26:04,612 --> 00:26:08,612
คิดเห็นของตัวเราเข้าไป ใส่ความรู้

393
00:26:08,613 --> 00:26:12,613
ที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราอ่าน ใส่เข้าไปได้

394
00:26:12,614 --> 00:26:16,614
เพื่ออะไร ใส่เพื่อให้เห็นว่าการที่เราสรุป

395
00:26:16,614 --> 00:26:20,614
ความว่าทั้งหมดนี้ที่เราอ่านมัน

396
00:26:20,616 --> 00:26:24,616
มีนัยยะหรือมีข้อความที่สื่อถึง

397
00:26:24,617 --> 00:26:28,617
ประเด็นใดนะคะ ให้คุณค่าหรือให้แนวคิด

398
00:26:28,618 --> 00:26:32,618
อะไร สิ่งที่เราได้จากการอ่านนั้นคืออะไร

399
00:26:32,620 --> 00:26:36,620
เขาก็ต้องถามหาเหตุผลใช่ไหมคะ ว่าทำไมเรา

400
00:26:36,623 --> 00:26:40,623
สรุปเช่นนั้น ข้อที่ 4 นี้จะเป็นตัว

401
00:26:40,627 --> 00:26:44,627
เสริมเข้าไป เพื่อสนับสนุนว่าสิ่งที่เราสรุปนั้น

402
00:26:44,628 --> 00:26:48,628
มันมีที่มานะ มันมีที่มาจากความคิดของเรา

403
00:26:48,629 --> 00:26:52,629
และในขณะเดียวกันไม่ใช่แค่ความคิดเห็นแต่เพียงอย่างเดียว

404
00:26:52,630 --> 00:26:56,630
ยังมีหลักการความรู้ที่เป็นจริง มี

405
00:26:56,632 --> 00:27:00,632
ข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ ที่ทำให้การสรุปการตีความ

406
00:27:00,633 --> 00:27:04,633
ของเรานั้น มันรู้สึกว่ามันถูกต้องใช่ไหมคะ

407
00:27:04,634 --> 00:27:08,634
เห็นว่าถูกต้อง เห็นว่าดีแล้วนะคะ ในขณะเดียวกัน

408
00:27:08,635 --> 00:27:12,635
นะคะ เราก็มีการพิจารณาถึงอารมณ์

409
00:27:12,636 --> 00:27:16,636
และความรู้สึกของตัวผู้เขียนร่วมไปกับ

410
00:27:16,637 --> 00:27:20,637
เราได้ด้วย หมายความว่าในการตีความ

411
00:27:20,639 --> 00:27:24,639
เราเห็นว่าผู้เขียน มีอารมณ์ มีความรู้สึกอย่างไร ใน

412
00:27:24,642 --> 00:27:28,642
ข้อที่ 4 นี้เราสามารถอธิบายอารมณ์และความรู้สึก

413
00:27:28,643 --> 00:27:32,643
ของเราที่เกิดขึ้นภายหลังจากการที่

414
00:27:32,644 --> 00:27:36,644
ได้อ่านงานเขียนนั้น ๆ ว่าเราอ่านแล้ว เรา

415
00:27:36,645 --> 00:27:40,645
คล้อยตามเราเกิดความรู้สึกเดียวกัน

416
00:27:40,646 --> 00:27:44,646
และสัมผัสได้ว่าผู้เขียนส่งอารมณ์จากการเขียน

417
00:27:44,647 --> 00:27:48,647
มาแบบนี้ ผู้อ่านในฐานะที่เป็นผู้รับสาร เข้าใจ

418
00:27:48,648 --> 00:27:52,648
แล้วก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างจากผู้เขียน

419
00:27:52,650 --> 00:27:56,650
นี่เป็นการขยายความเพิ่มเติม

420
00:27:56,650 --> 00:28:00,650
เข้าไปเพื่อทำให้สิ่งที่เราสรุป

421
00:28:00,652 --> 00:28:04,652
จากการตีความนั้นมันมีน้ำหนักและมีความ

422
00:28:04,653 --> 00:28:08,653
น่าเชื่อถือ โดยไม่ใช่อาศัยแค่สิ่งที่เรา

423
00:28:08,655 --> 00:28:12,655
พูดเปล่า ๆ แต่เรายังมีอะไรด้วยคะ

424
00:28:12,656 --> 00:28:16,656
มีหลักการใช่ไหมคะ มีความรู้

425
00:28:16,658 --> 00:28:20,658
การเชื่อมโยงความรู้สึกที่ผู้เขียนส่งมายัง

426
00:28:20,660 --> 00:28:24,660
ผู้อ่าน แล้วมันเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

427
00:28:24,661 --> 00:28:28,661
มันสอดคล้องกัน ดังนั้นนะคะ ใน 4 ข้อนี้

428
00:28:28,662 --> 00:28:32,662
นะคะ จึงเป็นวิธีการนะคะ

429
00:28:32,665 --> 00:28:36,665
ที่จะทำให้เราสามารถอ่านตีความได้

430
00:28:36,666 --> 00:28:40,666
อย่างมีประสิทธิภาพ

431
00:28:40,667 --> 00:28:44,667

432
00:28:44,668 --> 00:28:48,668

433
00:28:48,669 --> 00:28:52,669

434
00:28:52,671 --> 00:28:56,671

435
00:28:56,673 --> 00:29:00,673

436
00:29:00,678 --> 00:29:04,678

437
00:29:04,681 --> 00:29:08,681

438
00:29:08,683 --> 00:29:12,683

439
00:29:12,685 --> 00:29:16,685
คราวนี้นะคะ เรา

440
00:29:16,688 --> 00:29:20,688
จะรู้ได้อย่างไร ว่าสิ่ง

441
00:29:20,689 --> 00:29:24,689
ที่เราตีความไปนั้นมัน

442
00:29:24,690 --> 00:29:28,690
ถูกต้อง มันมีความน่าเชื่อถือ

443
00:29:28,691 --> 00:29:32,691
และมันจะเป็นที่ยอมรับสำหรับ

444
00:29:32,692 --> 00:29:36,692
ผู้ที่แลกเปลี่ยนหรือได้เห็น

445
00:29:36,694 --> 00:29:40,694
ความคิดเห็นของเรานะคะ จากการที่เราสรุปและเราก็ตีความมา

446
00:29:40,695 --> 00:29:44,695
เกณฑ์ในการพิจารณามีดังต่อ

447
00:29:44,696 --> 00:29:48,696
ไปนี้นะคะ เห็นตัวด้านบนสีแดง ๆ

448
00:29:48,697 --> 00:29:52,697
ไหมคะ อ่านว่าอย่างไรนะคะ คิดด้วย

449
00:29:52,698 --> 00:29:56,698
ตนเองใช่ไหมคะ คิดด้วย

450
00:29:56,699 --> 00:30:00,699
ตนเอง อย่าท่องจำ

451
00:30:00,699 --> 00:30:04,699
ถ้าหากว่าในการตีความของเรา เรา

452
00:30:04,701 --> 00:30:08,701
ใช้ความคิดของเราในการพินิจพิเคราะห์

453
00:30:08,703 --> 00:30:12,703
ตัวสาร ไม่ได้ไปท่องจำ

454
00:30:12,703 --> 00:30:16,703
มาว่าหลักการหรือว่าเรื่องที่เรากำลัง

455
00:30:16,705 --> 00:30:20,705
อ่านอยู่นี่มันแตกต่างออกไปจากสิ่งที่เราเคยรู้มา

456
00:30:20,706 --> 00:30:24,706
ถ้ามันแตกต่างแล้วเรารีบปฏิเสธ

457
00:30:24,707 --> 00:30:28,707
เราเป็นอย่างไรแล้วลูก เรากำลังทำเขาเรียกว่า

458
00:30:28,708 --> 00:30:32,708
ไม่ได้เข้าเกณฑ์ข้อนี้ใช่ไหมคะ ไม่ได้เข้าเกณฑ์ในข้อนี้

459
00:30:32,710 --> 00:30:36,710
แสดงว่าเรายึดหลักการเดิม ๆ

460
00:30:36,717 --> 00:30:40,717
เรายึดความรู้เก่า ๆ นะคะ ไม่ได้เปิดใจรับสิ่งใหม่

461
00:30:40,718 --> 00:30:44,718
ดังนั้น เกณฑ์ข้อที่ 1 นั่นก็คือให้ใช้

462
00:30:44,720 --> 00:30:48,720
ความคิดของตนเอง ในการอ่านตีความ

463
00:30:48,721 --> 00:30:52,721
และที่สำคัญ ก็คืออย่าได้ท่องจำ

464
00:30:52,722 --> 00:30:56,722
ในสิ่งที่มันเป็นตัว

465
00:30:56,723 --> 00:31:00,723
ความรู้ที่เรามีอยู่นะคะ แต่ให้เปิดใจรับนะคะ

466
00:31:00,724 --> 00:31:04,724
แล้วก็อ่านในสิ่งที่ผู้เขียนสื่อออกมา

467
00:31:04,726 --> 00:31:08,726
ต่อไป อันที่ 2 สีเขียว

468
00:31:08,727 --> 00:31:12,727
ขวามือ เกณฑ์ข้อที่ 2 เวลาอ่านน่ะค่ะ

469
00:31:12,728 --> 00:31:16,728
เราจะต้องมีความบริสุทธิ์ใจ หมายความว่า

470
00:31:16,731 --> 00:31:20,731
ไม่มีอคติใด ๆ กับ

471
00:31:20,735 --> 00:31:24,735
งานเขียนชิ้นนั้น ๆ

472
00:31:24,735 --> 00:31:28,735
ไม่มีการตั้งป้อมกำแพงในใจ ว่า

473
00:31:28,737 --> 00:31:32,737
ถ้าเป็นงานของคนนี้ฉันไม่อ่าน มีไหมคะ เรามี

474
00:31:32,738 --> 00:31:36,738
นักเขียนที่เราชอบงานเขียนของเขา เรามันมี

475
00:31:36,739 --> 00:31:40,739
งานเขียนของบางคนที่เรารู้สึกว่าคนนี้

476
00:31:40,741 --> 00:31:44,741
ถ้าเขาทำออกมาเราจะไม่อ่านงานของเขาเลย

477
00:31:44,742 --> 00:31:48,742
มันมีอยู่ช่วงหนึ่งนะคะ ที่ในสังคม

478
00:31:48,743 --> 00:31:52,743
นะคะ มองต่างกัน รู้จักคุณโน๊ต

479
00:31:52,744 --> 00:31:56,744
อุดมแต้พาณิชย์ใช่ไหมคะ ที่เขา

480
00:31:56,745 --> 00:32:00,745
ก่อนหน้าที่เขาจะมาเดี่ยวเขาทำอะไรมาก่อน เขาเขียนหนังสือ

481
00:32:00,746 --> 00:32:04,746
ใช่ไหมคะ เขาเขียนหนังสือ ในขณะ

482
00:32:04,747 --> 00:32:08,747
ที่เขาเขียนหนังสือขาย ก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนะคะ

483
00:32:08,749 --> 00:32:12,749
ที่อ่านงานแล้วก็บอกว่าเรียกว่าสิ่งนี้เป็นงานวรรณกรรมขยะ

484
00:32:12,751 --> 00:32:16,751
นะคะ มีคนให้นิยามว่าเป็นวรรณกรรมขยะ

485
00:32:16,752 --> 00:32:20,752
แต่พอเขานำเอางานเขียนของเขาขึ้นไป Talk Show

486
00:32:20,752 --> 00:32:24,752
ขึ้นไปโชว์เดี่ยว ไมโครโฟน กลับกลายเป็น

487
00:32:24,753 --> 00:32:28,753
ว่าสิ่งที่เขาเขียนแล้วนำไปถ่ายทอด

488
00:32:28,753 --> 00:32:32,753
บนเวที รอบของการแสดง

489
00:32:32,755 --> 00:32:36,755
การพูด พอไหม

490
00:32:36,756 --> 00:32:40,756
ต้องจัดหลาย ๆ รอบ จัดกี่ครั้งก็เต็มทุกรอบ

491
00:32:40,757 --> 00:32:44,757
ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น นะคะ อย่างนี้นี่

492
00:32:44,759 --> 00:32:48,759
ก่อนที่จะหยิบหนังสืออะไรขึ้นมาอ่านนะคะ เราก็อาจจะ

493
00:32:48,760 --> 00:32:52,760
ดูนะคะ แค่เพียงข้อมูลนะว่าใครเป็นผู้เขียน

494
00:32:52,761 --> 00:32:56,761
แต่อย่าเพิ่งใส่เรื่องของอคตินะคะ ว่า

495
00:32:56,762 --> 00:33:00,762
งานเขียนของคนนี้มีชื่อเสียงมาในลักษณะเช่นนี้

496
00:33:00,766 --> 00:33:04,766
เพราะฉะนั้น เกณฑ์ในข้อนี้ก็คือ เรา

497
00:33:04,769 --> 00:33:08,769
ก็อาจจะต้องมีความเป็นกลางนะคะ มีจิตใจ

498
00:33:08,770 --> 00:33:12,770
ที่เป็นกลาง มีความบริสุทธิ์ใจนะคะ อัน

499
00:33:12,771 --> 00:33:16,771
ที่ 3 ค่ะ ต้องชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรม

500
00:33:16,772 --> 00:33:20,772
ที่เชื่อมโยงกันได้ หมายความว่า

501
00:33:20,773 --> 00:33:24,773
อย่างไร หมายความว่าเวลาเราอ่านตีความ

502
00:33:24,774 --> 00:33:28,774
พฤติกรรมที่เชื่อมโยงกัน ก็คือ

503
00:33:28,775 --> 00:33:32,775
อย่างเช่น ตัวละครนะคะ ตัวละครตัวหนึ่ง

504
00:33:32,776 --> 00:33:36,776
นะคะ ที่อยู่ในเรื่องที่เราอ่านนะ สมมติว่าเราอ่านนวนิยาย

505
00:33:36,777 --> 00:33:40,777
มันมีตัวละครที่มีพฤติกรรมอะไรบางอย่าง

506
00:33:40,779 --> 00:33:44,779
นะคะ อาจจะเป็นในทางบวก หรือทางลบ

507
00:33:44,780 --> 00:33:48,780
ถ้าเป็นทางลบ อาจจะบอกว่าคนนี้

508
00:33:48,781 --> 00:33:52,781
มีปมอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาแสดง

509
00:33:52,782 --> 00:33:56,782
พฤติกรรมที่มันเป็นเชิงลบออกมา

510
00:33:56,783 --> 00:34:00,783
สามารถระบุถึงสิ่งที่เชื่อมโยงกัน

511
00:34:00,787 --> 00:34:04,787
ระหว่างพฤติกรรมกับปมปัญหาในใจ

512
00:34:04,789 --> 00:34:08,789
ในตัวละครในเรื่องนั่นล่ะค่ะ อธิบายได้แสดงว่า

513
00:34:08,790 --> 00:34:12,790
เราผ่านเกณฑ์ข้อนี้นะคะ ต่อไป

514
00:34:12,791 --> 00:34:16,791

515
00:34:16,792 --> 00:34:20,792
หลังจากที่เราตีความ

516
00:34:20,794 --> 00:34:24,794
แล้วนะคะ เราอยากเก็บความเข้าใจ

517
00:34:24,794 --> 00:34:28,794
นี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว แล้วสรุปเองว่าที่ผ่านมาฉันอ่าน

518
00:34:28,796 --> 00:34:32,796
ฉันเข้าใจว่าแบบนี้ ทำไมฉํนเก่งขนาดนี้ ทำไมฉัน

519
00:34:32,796 --> 00:34:36,796
ปราดเปรื่องขนาดนี้นะคะ แล้วสามารถอธิบายเป็นฉาก

520
00:34:36,798 --> 00:34:40,798
เป็นฉาก แล้วสามารถอธิบายเนื้อหา อธิบายความเชื่อมโยง

521
00:34:40,800 --> 00:34:44,800
เรื่องนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว

522
00:34:44,801 --> 00:34:48,801
เราจำเป็นจะต้องเอาสิ่งที่เป็นความคิดของเรา

523
00:34:48,802 --> 00:34:52,802
ไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่นด้วยค่ะ

524
00:34:52,803 --> 00:34:56,803
เราจะต้องเอาสิ่งที่เราสรุปจากอ่าน ไปเช็ก

525
00:34:56,804 --> 00:35:00,804
กับคนอื่นด้วยว่าถ้าคนที่อ่านงานเล่มนี้

526
00:35:00,805 --> 00:35:04,805
เขาคิดเหมือนกันกับเราไหม เขาเห็นไปใน

527
00:35:04,806 --> 00:35:08,806
แนวทางเดียวกันกับเราหรือเปล่า

528
00:35:08,807 --> 00:35:12,807
ถ้าเราสรุปเองโดยที่เราไม่มีคนประเมินให้

529
00:35:12,807 --> 00:35:16,807
นั่นแสดงว่าไม่ผ่านเกณฑ์นะ ยังไม่ได้เข้าเกณฑ์ของการ

530
00:35:16,810 --> 00:35:20,810
อ่านตีความ อ่านเสร็จ ตีความแล้ว

531
00:35:20,812 --> 00:35:24,812
ช่วยไปแชร์แลกเปลี่ยนกับ

532
00:35:24,813 --> 00:35:28,813
คนอื่น ๆ ด้วยว่าสิ่งที่เราอ่านและเราเข้าใจ

533
00:35:28,814 --> 00:35:32,814
แบบนี้ เราตีความแบบนี้ คนอื่นเข้าใจแบบเราไหมนะคะ

534
00:35:32,814 --> 00:35:36,814
มีมุมมองที่แตกต่างจากเราไหมนะคะ

535
00:35:36,816 --> 00:35:40,816
ก็จะได้เกิดการวิเคราะห์นะคะ แล้วก็

536
00:35:40,834 --> 00:35:44,834
หาข้อตกลงร่วมกันนะคะ หรือหาจุดร่วม

537
00:35:44,835 --> 00:35:48,835
นะคะ ที่มันเป็นข้อสรุปของเรื่องนั้น ๆ ได้

538
00:35:48,836 --> 00:35:52,836

539
00:35:52,836 --> 00:35:56,836

540
00:35:56,838 --> 00:36:00,838

541
00:36:00,842 --> 00:36:04,842
ทีนี้เวลาตีความค่ะ เราจะดูอยู่ 2 อย่าง

542
00:36:04,844 --> 00:36:08,844
ด้วยกันนะคะ เราจะดูอยู่ 2 อย่างด้วยกัน

543
00:36:08,848 --> 00:36:12,848
อันที่ 1 นะคะ เราดูที่ตัว

544
00:36:12,851 --> 00:36:16,851
จุดประสงค์ค่ะ เราดูที่จุดประสงค์นะคะ

545
00:36:16,852 --> 00:36:20,852
เวลาเราอ่านงานต่าง ๆ นี่ ตัวเนื้อ...

546
00:36:20,853 --> 00:36:24,853
เขาเรียกว่าตัวเนื้อความ เขาเรียกว่าสารนะ สาร ตัว

547
00:36:24,855 --> 00:36:28,855
แรกที่เราจะดูตัวสารนั้นก็คือเราจะดูจุดประสงค์ค่ะ

548
00:36:28,856 --> 00:36:32,856
ว่าโดยรวมทั้งหมดแล้ว ทั้งเรื่องนี่

549
00:36:32,858 --> 00:36:36,858
ผู้เขียนมีเจตนาอะไรในการ

550
00:36:36,859 --> 00:36:40,859
ส่งสารนั้น ๆ จากนั้น มาดู

551
00:36:40,861 --> 00:36:44,861
ส่วนที่ 2 เราเรียกว่า "น้ำเสียง"

552
00:36:44,862 --> 00:36:48,862
น้ำเสียงคืออารมณ์ความรู้สึก มันจะมี

553
00:36:48,863 --> 00:36:52,863
คำที่บ่งชี้ว่าน้ำเสียงของผู้เขียนนั้นเป็น

554
00:36:52,864 --> 00:36:56,864
แบบใด เวลาเขียนมันมีเสียงออกมาไหมคะ เราอ่าน

555
00:36:56,865 --> 00:37:00,865
มันมีเสียงออกมาจากตัวหนังสือไหม ไม่มี เป็น

556
00:37:00,866 --> 00:37:04,866
หน้าที่ของใคร ของผู้อ่านที่จะต้องอนุมาน

557
00:37:04,867 --> 00:37:08,867
หรือประมาณเอาว่าผู้เขียน

558
00:37:08,868 --> 00:37:12,868
ต้องการจะสื่อเนื้อความนี้ และในขณะ

559
00:37:12,869 --> 00:37:16,869
ที่เขียนความรู้สึกหรืออารมณ์ความนึกคิดของผู้เขียนนี่เป็น

560
00:37:16,871 --> 00:37:20,871
อารมณ์แบบไหน มันมีคำที่เป็นตัวกำกับเอาไว้อยู่

561
00:37:20,872 --> 00:37:24,872
เห็นไหมคะ น้ำเสียงที่ว่านี้มีอะไรบ้าง ดูนะ

562
00:37:24,873 --> 00:37:28,873
มีประชด อะไรอีกคะ

563
00:37:28,875 --> 00:37:32,875
ถากถาง อะไรอีก

564
00:37:32,876 --> 00:37:36,876
รื่นเริง

565
00:37:36,877 --> 00:37:40,877
เคร่งครัด อิสระ อะไรอีกคะ

566
00:37:40,878 --> 00:37:44,878
อ่านให้ครูฟังหน่อย

567
00:37:44,879 --> 00:37:48,879
อะไรอีก มีอะไรอีกคะ

568
00:37:48,881 --> 00:37:52,881
แข็งกร้าว ตรงไปตรงมา

569
00:37:52,881 --> 00:37:56,881
ให้ข้อคิดเตือนใจ

570
00:37:56,883 --> 00:38:00,883
ยั่วแหย่ สนุกขบขัน

571
00:38:00,884 --> 00:38:04,884
เย้ยหยัน รู้ทัน

572
00:38:04,885 --> 00:38:08,885
คาดคั้น กระแนะกระแหน และ

573
00:38:08,886 --> 00:38:12,886
อะไรคะ ชวนคิด มีคำอื่นอีกมากมายนะคะ

574
00:38:12,887 --> 00:38:16,887
แต่คำเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นคำที่บ่งบอกถึง

575
00:38:16,888 --> 00:38:20,888
น้ำเสียงของผู้เขียนนั่นเอง

576
00:38:20,889 --> 00:38:24,889

577
00:38:24,889 --> 00:38:28,889

578
00:38:28,890 --> 00:38:32,890

579
00:38:32,891 --> 00:38:36,891
ดังนั้น เวลาตีความ

580
00:38:36,894 --> 00:38:40,894
จึงจำเป็นนะคะ ที่จะต้องดูใน 2 ส่วน

581
00:38:40,896 --> 00:38:44,896
นี้ วันนี้ก็เช่นเดียวกัน โจทย์ที่ครูให้

582
00:38:44,897 --> 00:38:48,897
นั่นก็คือในหน้า 118 ครูจะให้

583
00:38:48,898 --> 00:38:52,898
พวกเราตีความด้านเนื้อหา กับอีกอันหนึ่ง

584
00:38:52,899 --> 00:38:56,899
ก็คือด้านน้ำเสียง คำว่า "ด้านเนื้อหา"

585
00:38:56,901 --> 00:39:00,901
หมายถึง เนื้อความ ว่าเนื้อความนี่

586
00:39:00,902 --> 00:39:04,902
เขากล่าวถึงอะไร และเจตนาของผู้เขียน

587
00:39:04,904 --> 00:39:08,904
มีเจตนาอะไรที่ส่งมายัง

588
00:39:08,905 --> 00:39:12,905
ผู้อ่านนะคะ ส่วนในด้านน้ำเสียงนะคะ ใน

589
00:39:12,907 --> 00:39:16,907
ด้านน้ำเสียง คือ อารมณ์ ความรู้สึกนะ ลักษณะของอารมณ์ ความรู้สึก

590
00:39:16,909 --> 00:39:20,909
เราจะใช้คำใดเพื่อระบุถึง

591
00:39:20,910 --> 00:39:24,910
อารมณ์เมื่อกี้นี้มีตัวอย่างแล้วใช่ไหมคะ ข้อความที่เป็น

592
00:39:24,911 --> 00:39:28,911
ข้อบ่งชี้ ว่าอารมณ์ความรู้สึก

593
00:39:28,912 --> 00:39:32,912
ที่เกิดขึ้นมีอะไรบ้าง

594
00:39:32,915 --> 00:39:36,915

595
00:39:36,917 --> 00:39:40,917

596
00:39:40,919 --> 00:39:44,919

597
00:39:44,921 --> 00:39:48,921
ดูตัวอย่างค่ะ

598
00:39:48,923 --> 00:39:52,923
ตัวอย่างการตีความ อันนี้

599
00:39:52,924 --> 00:39:56,924
มาจากเนื้อเพลงนะ เขาบอกว่าบ้านเรา

600
00:39:56,925 --> 00:40:00,925
แสนสุขใจ แม้จะอยู่ที่ไหน

601
00:40:00,926 --> 00:40:04,926
ไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา คำว่าไทย

602
00:40:04,927 --> 00:40:08,927
ซึ่งใจ เพราะใช่ทาสเขา

603
00:40:08,931 --> 00:40:12,931
ด้วยพระบารมีล้นเกล้าคุ้มเรา

604
00:40:12,933 --> 00:40:16,933
ร่มเย็นสุขสันต์ เนื้อเพลง

605
00:40:16,934 --> 00:40:20,934
ใช่ไหมคะ เคยได้ยินนะ เพลงนี้ใช่ไหมคะ

606
00:40:20,935 --> 00:40:24,935
มาดูเนื้อความทั้งหมดก่อนก่อนที่จะไปตีความ

607
00:40:24,936 --> 00:40:28,936
เพลงนี้กล่าวถึงอะไรคะ กล่าวถึงอะไร

608
00:40:28,938 --> 00:40:32,938
คำว่า "บ้าน" หมายถึงตัวบ้าน

609
00:40:32,940 --> 00:40:36,940
ที่เราอยู่อาศัย หรือมันมีความหมายกว้างกว่านั้น

610
00:40:36,943 --> 00:40:40,943
กว้างกว่านั้น ทำไมจึงกว้าง

611
00:40:40,944 --> 00:40:44,944
กว่าบ้านที่เราอยู่อาศัย เพราะเราเห็นคำว่า

612
00:40:44,945 --> 00:40:48,945
อะไรคะ เห็นคำว่า "ด้วย

613
00:40:48,946 --> 00:40:52,946
พระบารมีล้นเกล้า ถูกไหมคะ ด้วย

614
00:40:52,947 --> 00:40:56,947
พระบารมีล้นเกล้า ก็คือ

615
00:40:56,950 --> 00:41:00,950
บารมีของใคร พระมหากษัตริย์ที่

616
00:41:00,953 --> 00:41:04,953
ปกป้องคุ้มครองให้มีความ

617
00:41:04,954 --> 00:41:08,954
ร่มเย็นเป็นสุข ใช่ไหม

618
00:41:08,954 --> 00:41:12,954
จากเนื้อเพลงนะคะ ยังไม่ต้องตีความ แต่ดู

619
00:41:12,958 --> 00:41:16,958
จากเนื้อเพลงมันมีเนื้อหาแบบนี้นะคะ

620
00:41:16,960 --> 00:41:20,960

621
00:41:20,961 --> 00:41:24,961

622
00:41:24,962 --> 00:41:28,962

623
00:41:28,964 --> 00:41:32,964
แต่พอมา

624
00:41:32,966 --> 00:41:36,966
ตีความค่ะ นักศึกษาดูตัวอย่างนะ พอตีความ

625
00:41:36,969 --> 00:41:40,969
ด้านเนื้อหาค่ะ ด้านเนื้อหา

626
00:41:40,970 --> 00:41:44,970
ด้านเนื้อหา พอตีความออกมาแล้ว ตีความ

627
00:41:44,971 --> 00:41:48,971
ได้ว่าไม่มีสถานที่แห่งใดที่

628
00:41:48,972 --> 00:41:52,972
ทำให้เราเป็นสุขใจได้เท่าบ้านของเรา

629
00:41:52,974 --> 00:41:56,974
และพระบารมีในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

630
00:41:56,974 --> 00:42:00,974
ที่ช่วยคุ้มครองผู้ที่อยู่ในประเทศไทย

631
00:42:00,977 --> 00:42:04,977
ได้ร่มเย็นเป็นสุขและมีความสุข

632
00:42:04,978 --> 00:42:08,978
เช่นกัน ดังนั้นคำว่า "บ้าน" เมื่อกี้นี้ จึงหมายถึง

633
00:42:08,979 --> 00:42:12,979
ประเทศของเรา บ้านที่เป็นบ้านหลังใหญ่

634
00:42:12,980 --> 00:42:16,980
ก็คือประเทศไทยนั่นเอง ใช่ไหมคะ

635
00:42:16,983 --> 00:42:20,983

636
00:42:20,995 --> 00:42:24,995
คราวนี้มาดูด้านน้ำเสียง

637
00:42:24,996 --> 00:42:28,996
กันบ้าง น้ำเสียงนะคะ ตีความได้ว่า

638
00:42:28,998 --> 00:42:32,998
ผู้เขียนนี่ ต้องการแสดงความคิดเห็น และเตือน

639
00:42:32,999 --> 00:42:36,999
สติค่ะ เตือนสติใคร เตือนสติผู้อ่าน

640
00:42:37,000 --> 00:42:41,000
ว่าประเทศไทยให้ความร่มเย็น

641
00:42:41,001 --> 00:42:45,001
นะคะ แก่ชาวไทย ไม่มีที่ได้เสนอเหมือน

642
00:42:45,003 --> 00:42:49,003
และนอกจากนี้ ผู้กล่าวก็ยังเขียนข้อความด้วยความ

643
00:42:49,005 --> 00:42:53,005
รู้สึกภาคภูมิใจ

644
00:42:53,006 --> 00:42:57,006
นอกจากเตือนสติแล้วนะคะ ก็ยังมีความภาคภูมิใจ

645
00:42:57,007 --> 00:43:01,007
ในความที่เกิดมาเป็น

646
00:43:01,009 --> 00:43:05,009
คนไทย ภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย

647
00:43:05,010 --> 00:43:09,010
เพราะเมืองไทยมีความสุข

648
00:43:09,010 --> 00:43:13,010
ไม่มีเรื่องเดือดร้อนใด ๆ

649
00:43:13,012 --> 00:43:17,012
นะคะ เห็นน้ำเสียงไหมคะ

650
00:43:17,013 --> 00:43:21,013
น้ำเสียง นั่นก็คือมีน้ำเสียง

651
00:43:21,014 --> 00:43:25,014
ภาคภูมิใจนะคะ มี

652
00:43:25,015 --> 00:43:29,015
น้ำเสียงที่จะต้องการเตือนสตินะคะ ให้กับ

653
00:43:29,016 --> 00:43:33,016
ผู้ที่คิดไม่ดีกับบ้านเมืองใช่ไหมคะ

654
00:43:33,018 --> 00:43:37,018
แล้วก็มาถึงหัวข้อต่อไป

655
00:43:37,019 --> 00:43:41,019
เรื่องของอะไรคะ มาดูสิ จากโคลง

656
00:43:41,019 --> 00:43:45,019
โลกนิติ

657
00:43:45,021 --> 00:43:49,021
ไม่ใช่โลกนิตินะคะ เขียน โ-ล-ก-นิ-

658
00:43:49,023 --> 00:43:53,023
ติ แต่เวลาอ่าน อ่านว่า

659
00:43:53,026 --> 00:43:57,026
โคลง-โลก-กะ-นิต

660
00:43:57,028 --> 00:44:01,028
เรียนตอน ม. อะไรคะ ตอน ม. ต้นใช่ไหม

661
00:44:01,030 --> 00:44:05,030
ได้ท่องไหมคะ ท่อง คุณครูให้ท่องบทไหนบ้าง

662
00:44:05,030 --> 00:44:09,030

663
00:44:09,032 --> 00:44:13,032

664
00:44:13,033 --> 00:44:17,033
ค่ะ

665
00:44:17,037 --> 00:44:21,037
โอเค

666
00:44:21,039 --> 00:44:25,039

667
00:44:25,042 --> 00:44:29,042
อันนี้มาจากสุภาษิตโคลงโลกนิตินะคะ

668
00:44:29,043 --> 00:44:33,043
เห็นไหมคะที่หน้าจอ ดูสิ

669
00:44:33,044 --> 00:44:37,044
เนื้อความตอนนี้นะคะ โคลงบทนี้กล่าวว่า

670
00:44:37,045 --> 00:44:41,045
จ่ายทรัพย์วันละบาทซื้อมังสา

671
00:44:41,048 --> 00:44:45,048
นายหนึ่งเลี้ยงพยัคฆา

672
00:44:45,050 --> 00:44:49,050
ไป่อ้วน สองสามสี่นายมา

673
00:44:49,051 --> 00:44:53,051
กำกับ จ่ายทรัพย์สี่ส่วนถ้วน

674
00:44:53,052 --> 00:44:57,052
บาทสิ้นเสือตาย

675
00:44:57,052 --> 00:45:01,052
เนื้อความกล่าวถึงอะไร ยังไม่ต้อง

676
00:45:01,055 --> 00:45:05,055
ตีความ เนื้อความกล่าวถึงอะไรคะ

677
00:45:05,056 --> 00:45:09,056
เนื้อความกล่าวถึงการเลี้ยง เลี้ยงเสื้อ

678
00:45:09,057 --> 00:45:13,057
ใช่ไหมคะ พยัคฆ์ คือ เสือ ใช่ไหมคะ การเลี้ยงเสือ

679
00:45:13,057 --> 00:45:17,057
มีคนทำหน้าที่เลี้ยงเสืออยู่ 1 คน

680
00:45:17,059 --> 00:45:21,059
ตอนแรกนะคะ แต่ว่าจ่ายนี่ จ่ายวันละบาท

681
00:45:21,060 --> 00:45:25,060
ใช่ไหมคะ พอคนที่เอาเงินจ่ายให้กับ

682
00:45:25,061 --> 00:45:29,061
พนักงานไปเลี้ยงเสือน่ะค่ะ เห็นว่าจ่ายวันละ 1 บาท

683
00:45:29,062 --> 00:45:33,062
นี่นะคะ เลี้ยงอย่างไรเสือก็ไม่อ้วน

684
00:45:33,064 --> 00:45:37,064
ไม่น่าจะเกิดจาก...

685
00:45:37,065 --> 00:45:41,065
ไม่น่าจะเกิดจากปริมาณเนื้อ แต่มันน่าจะเกิดจาก

686
00:45:41,066 --> 00:45:45,066
คนเลี้ยงที่น้อยไปหรือเปล่า ก็เลยเพิ่มคนเลี้ยง

687
00:45:45,068 --> 00:45:49,068
คราวนี้นะคะ เอาคนมาเลี้ยง

688
00:45:49,071 --> 00:45:53,071
เพิ่มจาก 1 กลายเป็นกี่คนคะทีนี้ กลายเป็น 4 คน

689
00:45:53,072 --> 00:45:57,072
มาเพิ่มเป็น 4 คน

690
00:45:57,075 --> 00:46:01,075
เสื้ออ้วนขึ้นไหม ทีนี้ เสื้ออ้วนขึ้นไหมคะ

691
00:46:01,078 --> 00:46:05,078
ไม่อ้วนขึ้นแต่กลับกลายเป็นว่า

692
00:46:05,080 --> 00:46:09,080
เสือตายทำไมเสือจึงตาย

693
00:46:09,081 --> 00:46:13,081
แสดงว่า

694
00:46:13,083 --> 00:46:17,083
ใน 4 คนนี้

695
00:46:17,085 --> 00:46:21,085
มีการเบียดบังเอาอะไรคะ เอาเงินค่าอาหาร

696
00:46:21,086 --> 00:46:25,086
ของเสือไปเป็นของตน แบ่งกัน 4 คน

697
00:46:25,087 --> 00:46:29,087
คนละสลึง

698
00:46:29,088 --> 00:46:33,088
สุดท้าย เสือไม่ได้กินอาหารเลย

699
00:46:33,089 --> 00:46:37,089

700
00:46:37,090 --> 00:46:41,090
ตีความด้าน

701
00:46:41,092 --> 00:46:45,092
เนื้อหาค่ะ ทีนี้ เนื้อหา ก็คือ

702
00:46:45,093 --> 00:46:49,093
จ่ายเงิน 1 บาท ให้ชายคนหนึ่งซื้อเนื้อเลี้ยง

703
00:46:49,094 --> 00:46:53,094
เสือ แต่เสือกินแล้วไม่อ้วน

704
00:46:53,095 --> 00:46:57,095
ครั้นแบ่งเงินบาทนั้นเป็นสี่ส่วน

705
00:46:57,095 --> 00:47:01,095
ไปเลี้ยงเสือ เสือกลับตาย

706
00:47:01,096 --> 00:47:05,096
ใช่ไหมคะ นี่คือการตีความ

707
00:47:05,097 --> 00:47:09,097
ด้านเนื้อหา ส่วนด้านน้ำเสียงค่ะ ผู้เขียน

708
00:47:09,100 --> 00:47:13,100
ให้ข้อคิดว่าการทุจริต

709
00:47:13,100 --> 00:47:17,100
คอรัปชันนั้นมันมีอยู่มากมาย มีอยู่

710
00:47:17,102 --> 00:47:21,102
ทุกหน ทุกแห่ง ยิ่งมีคน

711
00:47:21,104 --> 00:47:25,104
ทุจริตมาก ความเสียหายก็ยิ่งมาก

712
00:47:25,105 --> 00:47:29,105
ตามขึ้นไปด้วย

713
00:47:29,107 --> 00:47:33,107
ถ้าเขียนเลี้ยงไม่ทุจริต

714
00:47:33,109 --> 00:47:37,109
เสือจะตายไหมคะ นะคะ

715
00:47:37,110 --> 00:47:41,110

716
00:47:41,110 --> 00:47:45,110

717
00:47:45,114 --> 00:47:49,114
ต่อไปค่ะ พฤษ

718
00:47:49,118 --> 00:47:53,118
ภกาศร อิจกุญชรกันปลด

719
00:47:53,120 --> 00:47:57,120
ปลง โททนเสน่งคง สำคัญหมาย

720
00:47:57,121 --> 00:48:01,121
ในกายมี นรชาติวางวาย มลายส

721
00:48:01,122 --> 00:48:05,122
ติวางสาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

722
00:48:05,123 --> 00:48:09,123
สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดี ประดับ

723
00:48:09,124 --> 00:48:13,124
ไว้ในโลกา

724
00:48:13,125 --> 00:48:17,125
เคยฟัง เคยอ่าน

725
00:48:17,127 --> 00:48:21,127
เคยท่อง แล้วก็เจอบ่อย ๆ

726
00:48:21,129 --> 00:48:25,129
ในการกล่าวของพิธีกรในงานศพใช่ไหมคะ

727
00:48:25,130 --> 00:48:29,130

728
00:48:29,133 --> 00:48:33,133

729
00:48:33,135 --> 00:48:37,135

730
00:48:37,138 --> 00:48:41,138
มาตีความด้าน

731
00:48:41,143 --> 00:48:45,143
เนื้อหากันค่ะ เนื้อหา

732
00:48:45,144 --> 00:48:49,144
กล่าวถึงอะไรคะ เมื่อวัว ควาย

733
00:48:49,145 --> 00:48:53,145
นะคะ และช้างล้ม ล้ม

734
00:48:53,146 --> 00:48:57,146
คือ ตายใช่ไหมคะ สัตว์ใหญ่เวลาตาย เขาเรียกว่า

735
00:48:57,147 --> 00:49:01,147
มันล้มนะคะ เมื่อ

736
00:49:01,151 --> 00:49:05,151
วัว ควาย และช้างล้ม

737
00:49:05,153 --> 00:49:09,153
ก็ยังคงเหลืองาและเขาเอาไว้

738
00:49:09,156 --> 00:49:13,156
ให้ทราบว่าเป็นสัตว์ชนิดใด

739
00:49:13,157 --> 00:49:17,157
แต่ถ้าคนตายไปจะเหลือ

740
00:49:17,157 --> 00:49:21,157
สิ่งใดเอาไว้เพื่อให้คนได้

741
00:49:21,158 --> 00:49:25,158
จดจำ นั่นก็คืออะไรคะ ความดี

742
00:49:25,159 --> 00:49:29,159
และความชั่ว ที่ได้เคยทำเอาไว้

743
00:49:29,161 --> 00:49:33,161

744
00:49:33,162 --> 00:49:37,162
น้ำเสียงของผู้เขียนคืออะไร

745
00:49:37,164 --> 00:49:41,164

746
00:49:41,165 --> 00:49:45,165

747
00:49:45,167 --> 00:49:49,167

748
00:49:49,168 --> 00:49:53,168
น้ำเสียงของผู้เขียน

749
00:49:53,169 --> 00:49:57,169
เขาบอกว่าวิเคราะห์ออกมาแล้ว

750
00:49:57,176 --> 00:50:01,176
ตีความออกมาแล้ว เพื่อต้องการเสนอแนะ

751
00:50:01,177 --> 00:50:05,177
หรือให้ข้อคิดค่ะ ให้ข้อคิดว่าอย่างไร

752
00:50:05,178 --> 00:50:09,178
ให้ข้อคิดว่าเมื่อคนเรายังมี

753
00:50:09,180 --> 00:50:13,180
ชีวิตอยู่ ควรทำความดีเอาไว้

754
00:50:13,181 --> 00:50:17,181
เพื่อให้คนระลึกถึง เมื่อ

755
00:50:17,183 --> 00:50:21,183
จากโลกนี้ไปแล้ว เตือนสติ

756
00:50:21,183 --> 00:50:25,183
ใช่ไหมคะ ให้ข้อคิดนะ ว่าคนเรา

757
00:50:25,186 --> 00:50:29,186
คนอื่นนี่นะคะ จะรู้จักหรือจดจำเราได้หลังจากเราตายไปแล้ว

758
00:50:29,187 --> 00:50:33,187
ก็ด้วยสิ่งดีงามที่เราทำเอาไว้ หรือความ

759
00:50:33,189 --> 00:50:37,189
ชั่วที่เราได้สร้าง

760
00:50:37,192 --> 00:50:41,192

761
00:50:41,193 --> 00:50:45,193

762
00:50:45,195 --> 00:50:49,195

763
00:50:49,198 --> 00:50:53,198
ตัวอย่าง

764
00:50:53,201 --> 00:50:57,201
ต่อมาค่ะ ยาเสพติดมีพิษร้าย

765
00:50:57,204 --> 00:51:01,204
ทำลายความเป็นคน

766
00:51:01,206 --> 00:51:05,206
ดูจากเนื้อหาแล้วนะคะ ตีความจาก

767
00:51:05,207 --> 00:51:09,207
ด้านเนื้อหาเขากล่าวถึงอะไรคะ ผู้ใด

768
00:51:09,211 --> 00:51:13,211
ติดยาเสพติด ผู้นั้นไม่ใช่คนที่

769
00:51:13,213 --> 00:51:17,213
สมบูรณ์อีกต่อ คำว่า "สมบูรณ์" นี่หมายถึงอะไร คนอ้วน

770
00:51:17,213 --> 00:51:21,213
ไหมคะ คนสมบูรณ์ คือ คนอ้วนไหม ไม่ใช่

771
00:51:21,217 --> 00:51:25,217
คนที่สมบูรณ์ ก็คือคนที่มีสติ

772
00:51:25,219 --> 00:51:29,219
มีปัญญา ใช่ไหมคะ มีสติมีปัญญา

773
00:51:29,220 --> 00:51:33,220
นะคะ นี่คือลักษณะของคน ถ้าคนที่สติดีจะไป

774
00:51:33,221 --> 00:51:37,221
หลงผิด ติดยาเสพติดไหม เพราะรู้อยู่แล้ว

775
00:51:37,221 --> 00:51:41,221
ว่าถ้าไปติดนั่นก็คือหนทางสู่ความ

776
00:51:41,223 --> 00:51:45,223
หายนะแน่นอน

777
00:51:45,225 --> 00:51:49,225
ตีความด้านน้ำเสียงค่ะ น้ำเสียง ผู้เขียน

778
00:51:49,225 --> 00:51:53,225
เตือนสติค่ะ เตือนสติให้เห็น

779
00:51:53,226 --> 00:51:57,226
โทษอันร้ายแรงของยาเสพติด

780
00:51:57,227 --> 00:52:01,227
เสพแล้วหมดความยั้งคิด รู้ผิดชอบชั่วดีไหม

781
00:52:01,228 --> 00:52:05,228
ไม่แล้วนะคะ ไม่รู้รับผิดชอบชั่วดีอะไรทั้งสิ้น

782
00:52:05,229 --> 00:52:09,229
ดังนั้น ควรที่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดไหม

783
00:52:09,230 --> 00:52:13,230
ไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวนะคะ

784
00:52:13,231 --> 00:52:17,231

785
00:52:17,232 --> 00:52:21,232

786
00:52:21,234 --> 00:52:25,234

787
00:52:25,238 --> 00:52:29,238
ต่อไป

788
00:52:29,241 --> 00:52:33,241
ถ้าเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึก

789
00:52:33,245 --> 00:52:37,245
จะเหลือค่าอะไรให้สังคม

790
00:52:37,247 --> 00:52:41,247
ดูจากข้อความนี้สิคะ

791
00:52:41,248 --> 00:52:45,248
ถ้าเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึกจะเหลือค่า

792
00:52:45,250 --> 00:52:49,250
อะไรให้สังคม

793
00:52:49,250 --> 00:52:53,250
เขากล่าวถึงอะไรนี่ กระดาษ

794
00:52:53,252 --> 00:52:57,252
เปื้อนหมึก คำนี้

795
00:52:57,255 --> 00:53:01,255
ตีความ กระดาษเปื้อนหมึกหมายถึงอะไร

796
00:53:01,256 --> 00:53:05,256
กระดาษเปื้อนหมึก

797
00:53:05,257 --> 00:53:09,257
นะคะ ถ้าตีความแล้ว หมายถึง นักเขียนค่ะ

798
00:53:09,258 --> 00:53:13,258
เพราะนักเขียน

799
00:53:13,259 --> 00:53:17,259
เขียนหนังสือ แต่งหนังสือขายนะ สมัยก่อน

800
00:53:17,260 --> 00:53:21,260
เวลาพิมพ์เขาใช้อะไรคะ พิมพ์ลงในกระดาษใช่ไหมคะ

801
00:53:21,261 --> 00:53:25,261
คำนี้นะคะ มันใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้นะคะ

802
00:53:25,263 --> 00:53:29,263
กระดาษเปื้อนหมึกนะคะ อาชีพ

803
00:53:29,264 --> 00:53:33,264
ของนักเขียนนะคะ หรือหมายถึงงานเขียน

804
00:53:33,265 --> 00:53:37,265
นะคะ ตีความด้านเนื้อหา

805
00:53:37,266 --> 00:53:41,266
ได้ว่า หากงานเขียนไม่มีคุณค่า

806
00:53:41,267 --> 00:53:45,267
ก็คงเป็นเพียงกระดาษเปื้อน

807
00:53:45,269 --> 00:53:49,269
หมึกเท่านั้นนักเขียน

808
00:53:49,269 --> 00:53:53,269
ที่เขียนสิ่งที่ไม่มีคุณค่ามันจะไม่เกิดประโยชน์

809
00:53:53,270 --> 00:53:57,270
และมันก็จะกลายเป็นเพียงกระดาษที่เปื้อนหมึก

810
00:53:57,274 --> 00:54:01,274
เท่านั้น

811
00:54:01,275 --> 00:54:05,275
ด้านน้ำเสียงล่ะคะ ด้านน้ำเสียง

812
00:54:05,277 --> 00:54:09,277
ผู้เขียนชี้ให้เห็นความสำคัญของงานเขียน

813
00:54:09,280 --> 00:54:13,280
ที่นำเสนอต่อสังคมสาธารณชน

814
00:54:13,281 --> 00:54:17,281
เนื้อหาของงาน

815
00:54:17,283 --> 00:54:21,283
ที่เขียนควรจะมีส่วนในการสร้างสรรค์

816
00:54:21,284 --> 00:54:25,284
และจรรโลงสังคมนั่นเอง

817
00:54:25,285 --> 00:54:29,285

818
00:54:29,286 --> 00:54:33,286

819
00:54:33,290 --> 00:54:37,290

820
00:54:37,293 --> 00:54:41,293
คราวนี้ เรามาดู

821
00:54:41,295 --> 00:54:45,295
อีกสิ่งหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับการตีความ

822
00:54:45,299 --> 00:54:49,299
เวลาเราอ่านงานเขียนต่าง ๆ เรา

823
00:54:49,300 --> 00:54:53,300
จะพบว่ามีสิ่งที่มันจะสะดุด

824
00:54:53,300 --> 00:54:57,300
ตาและเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำความ

825
00:54:57,302 --> 00:55:01,302
เข้าใจมากกว่าข้อความทั่ว ๆ ไป

826
00:55:01,305 --> 00:55:05,305
นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่าสัญลักษณ์

827
00:55:05,306 --> 00:55:09,306
สัญลักษณ์หรือ Symbol

828
00:55:09,307 --> 00:55:13,307
มันคืออะไร มันคือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่

829
00:55:13,308 --> 00:55:17,308
ใช้แทนสิ่งที่ผู้เขียนต้องการกล่าวถึง

830
00:55:17,310 --> 00:55:21,310

831
00:55:21,311 --> 00:55:25,311
ผู้เขียนเลือกที่จะใช้สิ่งเหล่านี้นะคะ

832
00:55:25,313 --> 00:55:29,313
สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์นี่ค่ะ ใช้

833
00:55:29,313 --> 00:55:33,313
ในลักษณะของนามธรรม

834
00:55:33,315 --> 00:55:37,315
ใช้ลักษณะของนามธรรม แต่เวลา

835
00:55:37,316 --> 00:55:41,316
เขียนนะคะ ใช้สิ่งที่เป็นรูปธรรมแทน

836
00:55:41,317 --> 00:55:45,317
นามธรรม เอาง่าย ๆ นะคะ เหมือนกับ

837
00:55:45,319 --> 00:55:49,319
เราพูดถึงความดีใช่ไหมคะ เราพูดถึงความดี เราใช้

838
00:55:49,320 --> 00:55:53,320
สีแทนความดี คือสีอะไรคะ สีขาว

839
00:55:53,321 --> 00:55:57,321
ดีเป็นนามธรรมไหมคะ สีขาวเป็นสิ่งที่เราจับต้องได้ใช่ไหมคะ

840
00:55:57,322 --> 00:56:01,322
สีขาวเป็นรูปธรรม สีขาวใช้แทน

841
00:56:01,325 --> 00:56:05,325
ความดี ความบริสุทธิ์ แต่ความบริสุทธิ์

842
00:56:05,327 --> 00:56:09,327
เราจับต้องได้ไหม อันไหนคือความดี ชี้ได้ไหมคะ อันไหนคือความดี

843
00:56:09,328 --> 00:56:13,328
ไม่ได้ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า

844
00:56:13,329 --> 00:56:17,329
สัญลักษณ์มันมีหน้าตาหรือมันมีรูปแบบอย่างไรบ้าง

845
00:56:17,330 --> 00:56:21,330
เดี๋ยวครูจะอธิบาย

846
00:56:21,331 --> 00:56:25,331

847
00:56:25,331 --> 00:56:29,331

848
00:56:29,334 --> 00:56:33,334

849
00:56:33,335 --> 00:56:37,335

850
00:56:37,338 --> 00:56:41,338

851
00:56:41,342 --> 00:56:45,342

852
00:56:45,344 --> 00:56:49,344
สัญลักษณ์มีอยู่ 3 ลักษณะด้วยกัน

853
00:56:49,346 --> 00:56:53,346
นะคะ สัญลักษณ์มีอยู่ 3 ลักษณะ

854
00:56:53,347 --> 00:56:57,347
ลักษณะที่ 1 เขาเรียกว่า

855
00:56:57,349 --> 00:57:01,349
สัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบกักตุน

856
00:57:01,351 --> 00:57:05,351
หมายความว่า

857
00:57:05,356 --> 00:57:09,356
เป็นการใช้สัญลักษณ์ที่คนทั่วไป

858
00:57:09,358 --> 00:57:13,358
เข้าใจร่วมกัน เช่น เมื่อกี้นี้

859
00:57:13,359 --> 00:57:17,359
สีขาวแทนความบริสุทธิ์ สีดำ

860
00:57:17,360 --> 00:57:21,360
แทนความโศกเศร้า

861
00:57:21,360 --> 00:57:25,360
นางฟ้าแทนอะไรคะ

862
00:57:25,362 --> 00:57:29,362
แทนความใจดี นางฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของความ

863
00:57:29,363 --> 00:57:33,363
สวยใช่ไหมคะ ความใจดี ความมีเมตตา

864
00:57:33,363 --> 00:57:37,363
ใจดีเหมือนนางฟ้าเลย สวยเหมือนนางฟ้า

865
00:57:37,367 --> 00:57:41,367
ลักษณะเช่นนี้ นางฟ้าจึงเป็นสัญลักษณ์

866
00:57:41,369 --> 00:57:45,369
ของความสวย ความใจดี

867
00:57:45,370 --> 00:57:49,370
แบบนี้มันจะเข้ากับลักษณะข้อที่ 1

868
00:57:49,371 --> 00:57:53,371
นั่นก็คือสัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบ

869
00:57:53,372 --> 00:57:57,372
กักตุน กับแบบที่ 2 สัญลักษณ์ที่มี

870
00:57:57,373 --> 00:58:01,373
ความหมายหลายนัย และแบบที่ 3

871
00:58:01,374 --> 00:58:05,374
ในช่องที่ 3 สัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบมีนัย

872
00:58:05,375 --> 00:58:09,375
ประวัติ ช่องที่ 2 กับช่องที่ 3 นี้

873
00:58:09,377 --> 00:58:13,377
มีลักษณะคล้ายกัน

874
00:58:13,377 --> 00:58:17,377
คล้ายกันในที่นี้ ก็คือเป็นสัญลักษณ์ที่ผู้เขียน

875
00:58:17,379 --> 00:58:21,379
กำหนดความหมายเพิ่มเติมขึ้นมา

876
00:58:21,380 --> 00:58:25,380
แต่จะลึกในระดับใด

877
00:58:25,381 --> 00:58:29,381
ขึ้นอยู่กับการให้ความหมายของ

878
00:58:29,383 --> 00:58:33,383
ผู้เขียน ครูมีตัวอย่าง

879
00:58:33,384 --> 00:58:37,384
ครูมีตัวอย่างให้ดูนะคะ

880
00:58:37,385 --> 00:58:41,385

881
00:58:41,388 --> 00:58:45,388

882
00:58:45,390 --> 00:58:49,390
ดู ชุดข้อความ 3

883
00:58:49,393 --> 00:58:53,393
ชุดนี้ เราพูดถึงสิ่งเดียวกัน

884
00:58:53,394 --> 00:58:57,394
ก็คือดอกไม้ เราพูดถึงเรื่องเดียวกัน

885
00:58:57,395 --> 00:59:01,395
คือ ดอกไม้ มันมีคำที่เป็นคำสำคัญอยู่

886
00:59:01,395 --> 00:59:05,395
คือ ดอกไม้ ในช่องแรก ในส่วนแรก

887
00:59:05,402 --> 00:59:09,402
นะคะ เซ็ตแรกจะมีคำว่า กุหลาบเวียงพิงค์

888
00:59:09,403 --> 00:59:13,403
เอื้องดอย ดอกคูณ ดอกหญ้า เป็นดอกไม้

889
00:59:13,404 --> 00:59:17,404
ทั้งหมดเลยไหมคะ ปกติแล้วดอกไม้

890
00:59:17,405 --> 00:59:21,405
เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

891
00:59:21,407 --> 00:59:25,407
ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของอะไร

892
00:59:25,408 --> 00:59:29,408
ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงนะคะ

893
00:59:29,410 --> 00:59:33,410
เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิง ดอกไม้งามนะคะ

894
00:59:33,411 --> 00:59:37,411
เช่นอะไรบ้าง กุหลาบเวียงพิงค์

895
00:59:37,414 --> 00:59:41,414
กุหลาบเวียงพิงค์ ก็คือสาวงามจากเมือง

896
00:59:41,415 --> 00:59:45,415
เชียงใหม่ใช่ไหมคะ เป็นดอกกุหลาบนะ

897
00:59:45,416 --> 00:59:49,416
ต่อไป เอื้องดอย สาวชาว

898
00:59:49,417 --> 00:59:53,417
เหนือ เช่นกัน แต่อยู่บนดอย

899
00:59:53,420 --> 00:59:57,420
สาวชาวภูเขา ชาวดอย ต่อไป

900
00:59:57,421 --> 01:00:01,421
ดอกคูณ ดอกคูณคืออะไร ดอกคูณเป็นสัญลักษณ์

901
01:00:01,422 --> 01:00:05,422
ของหญิงสาวในภาคไหนคะ สาวอีสาน

902
01:00:05,424 --> 01:00:09,424
ใช่ไหมคะ ภาคอีสาน คือ ดอกคูณ ใช่ไหมคะ

903
01:00:09,425 --> 01:00:13,425
ดอกคูณเสียงแคน ก็คือจังหวัดอะไร

904
01:00:13,425 --> 01:00:17,425
ดินแดนที่มีดอกคูณเยอะ ๆ ภาคอีสาน

905
01:00:17,426 --> 01:00:21,426
หรือขอนแก่นนั่นเองนะคะ ดอกคูน

906
01:00:21,426 --> 01:00:25,426
ก็ใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่อยู่ทางภาคอีกสานได้

907
01:00:25,428 --> 01:00:29,428
อีกอย่างหนึ่งคือดอกหญ้า

908
01:00:29,429 --> 01:00:33,429
ดอกหญ้า ดอกหญ้า ดอกหญ้า

909
01:00:33,430 --> 01:00:37,430
คือ ผู้หญิงที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นอย่างไร ต่ำต้อยด้อยค่า

910
01:00:37,432 --> 01:00:41,432
เซตนี้คือหมายความถึงอะไรหมดเลย

911
01:00:41,434 --> 01:00:45,434
ผู้หญิงทั้งหมดเลย พออ่านแล้วเข้าใจได้ในทันทีว่านี่

912
01:00:45,436 --> 01:00:49,436
กล่าวถึงผู้หญิง อันนี้น่าจะจัดเป็นความหมาย

913
01:00:49,437 --> 01:00:53,437
แบบไหนคะ 1 2 หรือ 3 อันนี้คือ

914
01:00:53,438 --> 01:00:57,438
แบบที่ 1 เป็นความหมายแบบกักตุน

915
01:00:57,439 --> 01:01:01,439
เป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจได้ตรงกัน

916
01:01:01,440 --> 01:01:05,440
แต่อันที่ 2 ค่ะ ดูนะ

917
01:01:05,441 --> 01:01:09,441
มาจากเพลงค่ะ ดอกไม้ ดอกไม้จะบาน

918
01:01:09,442 --> 01:01:13,442
บริสุทธิ์ กล้าหาญ จะบานในใจ

919
01:01:13,443 --> 01:01:17,443
สีขาว หนุ่มสาวจะใฝ่ แน่วแน่แก้ไข

920
01:01:17,443 --> 01:01:21,443
แก้ไขจุดไฟศรัทธา ข้อความ

921
01:01:21,445 --> 01:01:25,445
ในเซตที่ 2 นี้ ดอกไม้ยังหมายถึงผู้หญิง

922
01:01:25,446 --> 01:01:29,446
อยู่ไหมคะ

923
01:01:29,447 --> 01:01:33,447
ความหมายเปลี่ยนไปหรือยัง

924
01:01:33,448 --> 01:01:37,448
มีความหมายเพิ่มเติมขึ้นมาแล้วใช่ไหมคะ

925
01:01:37,450 --> 01:01:41,450
เข้าข่ายข้อที่ 2 หรือยัง ความหมายนัย แต่เราต้องมาทำ

926
01:01:41,466 --> 01:01:45,466
ความเข้าใจด้วยว่า ดอกไม้ในข้อที่ 2 นี้

927
01:01:45,470 --> 01:01:49,470
คือดอกไม้แล้วหมายความว่าอย่างไร ถ้าไม่ได้หมายถึงผู้หญิง แล้ว

928
01:01:49,471 --> 01:01:53,471
หมายถึงอะไร คราวนี้

929
01:01:53,472 --> 01:01:57,472
เราอาจจะต้องย้อนกลับไปที่หลักการการอ่าน

930
01:01:57,473 --> 01:02:01,473
ตีความ เรามาดูที่มาของงานเขียนชิ้นนี้กันค่ะ

931
01:02:01,475 --> 01:02:05,475
ข้อความนี้มาจากบทประพันธ์ของ

932
01:02:05,476 --> 01:02:09,476
อาจารย์จิรนันท์ พิษปรีชา

933
01:02:09,477 --> 01:02:13,477
วรรณกรรมที่ได้รับรางวัลซีไรส์ ชื่อว่า

934
01:02:13,478 --> 01:02:17,478
ใบไม้ที่หายไป อาจารย์เขียน

935
01:02:17,479 --> 01:02:21,479
นะคะ ในช่วงที่ตนเองนั้นเป็นนัก

936
01:02:21,480 --> 01:02:25,480
ต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย

937
01:02:25,482 --> 01:02:29,482
เป็นกลุ่มของนักศึกษานะคะ ที่อยู่ในห้วง

938
01:02:29,483 --> 01:02:33,483
ปี 2519 ในช่วงนั้น

939
01:02:33,485 --> 01:02:37,485
ที่มีการต่อสู้กันระหว่างทหารกับ

940
01:02:37,487 --> 01:02:41,487
นักศึกษาจำได้ไหมคะ ถ้าเราเรียนสังคมมา

941
01:02:41,489 --> 01:02:45,489
มีการเรียกร้องทางการเมือง ช่วงนั้นมีนักเขียน

942
01:02:45,491 --> 01:02:49,491
เกิดขึ้นมากมาย และเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง

943
01:02:49,493 --> 01:02:53,493
ถ้าเราดูภูมิหลังหรือชีวประวัติของคนเขียน

944
01:02:53,506 --> 01:02:57,506
คราวนี้เรารู้หรือยัง ข้อความ

945
01:02:57,508 --> 01:03:01,508
ที่ไม่ได้หมายถึงผู้หญิง มันน่าจะหมายถึงอะไร เพลงนี้

946
01:03:01,509 --> 01:03:05,509
เด็กนักศึกษาชอบเอาไปร้องในการออกค่าย

947
01:03:05,510 --> 01:03:09,510
เพื่อไปพัฒนาท้องถิ่น เวลา

948
01:03:09,511 --> 01:03:13,511
ไปร้องนะคะ เวลาเอาไปใช้ประกอบในกิจกรรม

949
01:03:13,514 --> 01:03:17,514
นันทนาการต่าง ๆ คนที่เป็นนักศึกษาก็จะได้

950
01:03:17,516 --> 01:03:21,516
รู้สึกว่าตัวเองนั้นมีอุดมการณ์ในการทำงาน

951
01:03:21,520 --> 01:03:25,520
มีอุมการณ์ในการช่วยพัฒนาประเทศชาตินะคะ

952
01:03:25,521 --> 01:03:29,521
ดอกไม้ในที่นี้หมายถึง

953
01:03:29,522 --> 01:03:33,522
ประชาธิปไตยค่ะ ดอกไม้จะบาน ในที่นี้

954
01:03:33,523 --> 01:03:37,523
ก็คือความเบ่งบานของประชาธิปไตย

955
01:03:37,523 --> 01:03:41,523
ดอกไม้ที่เรียกนี้คือประชาธิปไตย

956
01:03:41,525 --> 01:03:45,525
สีขาวหนุ่มสาวจะใฝ่

957
01:03:45,528 --> 01:03:49,528
สีขาว คือ อุดมการณ์อันบริสุทธิ์ค่ะ

958
01:03:49,529 --> 01:03:53,529
สีขาว หนุ่มสาวจะไฝ่ ไฝ่ในอะไร ไฝ่ใน

959
01:03:53,529 --> 01:03:57,529
อุดมการณ์และมีความแน่วแน่ที่จะ

960
01:03:57,531 --> 01:04:01,531
ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ประเทศนี้มันดีขึ้น

961
01:04:01,534 --> 01:04:05,534
นี่คือความหมายที่เราเรียกว่า "

962
01:04:05,537 --> 01:04:09,537
ความหมายหลายนัย ดอกไม้ ความหมายเปลี่ยน

963
01:04:09,538 --> 01:04:13,538
ไปแล้วไม่ได้หมายถึงความงาม ไม่ได้หมายถึง

964
01:04:13,539 --> 01:04:17,539
หญิงสาว แต่หมายถึงประชาธิปไตย

965
01:04:17,541 --> 01:04:21,541
สุดท้ายค่ะ

966
01:04:21,542 --> 01:04:25,542
ช่องนี้ ความหมายนัยประหวัด

967
01:04:25,545 --> 01:04:29,545
แน่นอนล่ะ นัยประหวัด อยากให้ช่วยกัน

968
01:04:29,546 --> 01:04:33,546
ตีความ ดอกไม้ใน

969
01:04:33,547 --> 01:04:37,547
ข้อนี้มันมีบริบทของข้อความ

970
01:04:37,548 --> 01:04:41,548
ทั้งหมดว่า ดอกไม้ที่มีค่าที่สุด

971
01:04:41,566 --> 01:04:45,566
คือดอกไม้ที่มีคนนำไปวางไว้บนหลุม

972
01:04:45,568 --> 01:04:49,568
ฝังศพ ดอกไม้ในที่นี้หมายถึงอะไร

973
01:04:49,569 --> 01:04:53,569
ตีความสิ ถ้าไม่ได้หมายถึงหญิงงาม ไม่ได้หมายถึง

974
01:04:53,571 --> 01:04:57,571
หญิงสาว ไม่ได้หมายถึงประชาธิปไตย

975
01:04:57,573 --> 01:05:01,573
นี่ดอกไม้ตัวนี้หมายถึงอะไร

976
01:05:01,574 --> 01:05:05,574

977
01:05:05,574 --> 01:05:09,574
ยากนะ ยากไหม

978
01:05:09,576 --> 01:05:13,576
มาเฉลยกันนะคะ จริง ๆ แล้วอยากชวนคิดนะ อยากชวนคิด

979
01:05:13,577 --> 01:05:17,577
ช่วยกันคิดนิดหนึ่งก็ได้ว่า

980
01:05:17,578 --> 01:05:21,578
ดอกไม้ ทำไมมันจึงมีค่าที่สุด

981
01:05:21,578 --> 01:05:25,578
เมื่อนำไปวางไว้บนหลุมฝังศพ

982
01:05:25,578 --> 01:05:29,578
แสดงว่าสถานการณ์ปกติ ดอกไม้มันถูก

983
01:05:29,579 --> 01:05:33,579
ลดคุณค่าลงใช่ไหม หรือดอกไม้มันไม่ได้มีค่าเท่านี้ใช่ไหม

984
01:05:33,581 --> 01:05:37,581
ทำไม

985
01:05:37,581 --> 01:05:41,581
จึงเป็นเช่นนั้น

986
01:05:41,583 --> 01:05:45,583
เวลาเราให้ดอกไม้ใคร ดอกไม้

987
01:05:45,584 --> 01:05:49,584
นั้นจะเป็นตัวแทนความรู้สึกของเราใช่ไหมคะ ให้

988
01:05:49,585 --> 01:05:53,585
ในวันที่เขาไม่สบาย แสดงว่าเราส่งความปรารถนาดี

989
01:05:53,586 --> 01:05:57,586
ความห่วงใยไปให้ใช่ไหมคะ เป็นตัวแทนบอกว่า

990
01:05:57,587 --> 01:06:01,587
หายเร็ว ๆ นะ วันไหนที่เขารับปริญญา

991
01:06:01,588 --> 01:06:05,588
เราแสดงความยินดี เอาช่อดอกไม้ไปให้

992
01:06:05,591 --> 01:06:09,591
สื่อความว่าเราบอกเขาว่าเรายินดี

993
01:06:09,592 --> 01:06:13,592
ด้วยนะ ใช่ไหมคะ แต่

994
01:06:13,593 --> 01:06:17,593
พอเอาไปให้คนตาย คนตายจะลุกขึ้นมาตอบเรา

995
01:06:17,594 --> 01:06:21,594
หรือสื่อความกับเราได้ไหมคะ ไม่ได้

996
01:06:21,595 --> 01:06:25,595
ถูกไหม นั่นแสดงว่าดอกไม้นั่นเมื่อไปวาง

997
01:06:25,595 --> 01:06:29,595
ให้กับผู้ตาย มันกลับกลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด

998
01:06:29,596 --> 01:06:33,596
เพราะอะไร มันมีเหตุอะไร เวลาเราให้

999
01:06:33,598 --> 01:06:37,598
ดอกไม้ใคร เราส่งความปรารถดีให้กับผู้อื่น

1000
01:06:37,601 --> 01:06:41,601
เราต้องการให้ผู้รับแสดงตอบกลับมาให้เราไหมคะ

1001
01:06:41,602 --> 01:06:45,602
แสดงความรู้สึกตอบกลับเราไหม

1002
01:06:45,602 --> 01:06:49,602
ครูลองยกตัวอย่างนะ สมมติมีคนให้ดอกไม้ไปแล้วเขาโยนทิ้ง

1003
01:06:49,603 --> 01:06:53,603
เธอรู้สึกอย่างไร เสียใจใช่ไหม นั่น

1004
01:06:53,604 --> 01:06:57,604
ว่าให้อะไรไป แสดงให้เขาตอบรับเราใช่หรือไม่

1005
01:06:57,606 --> 01:07:01,606
แต่พอให้คนตายเขาไม่สามารถตอบรับได้แล้ว

1006
01:07:01,608 --> 01:07:05,608
ให้ไปทำไมใช่ไหมคะ

1007
01:07:05,609 --> 01:07:09,609
ถ้าให้ในคนตายแสดงว่าให้แล้วไม่มีประโยชน์แต่ยังจะให้อยู่

1008
01:07:09,610 --> 01:07:13,610
นั่นแสดงว่าการให้ดอกไม้นั้น แสดงว่า

1009
01:07:13,611 --> 01:07:17,611
การให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนค่ะ

1010
01:07:17,612 --> 01:07:21,612
มันจึงเป็นดอกไม้ที่มีค่าที่สุด

1011
01:07:21,614 --> 01:07:25,614
แต่ถ้าเธอให้ด้วยมีวัตถุประสงค์แอบแฝง

1012
01:07:25,615 --> 01:07:29,615
ต้องการการตอบรับ ดอกไม้นั้นจะไม่มีค่า

1013
01:07:29,616 --> 01:07:33,616
แต่พอมันไปให้คนที่ไม่สามารถ

1014
01:07:33,617 --> 01:07:37,617
ที่จะให้อะไรเธอกลับมาได้ เวลาเธอ

1015
01:07:37,618 --> 01:07:41,618
ให้เขาไปแสดงว่าเธอบริสุทธิ์ใจใช่ไหมคะ เธอให้ด้วยความ

1016
01:07:41,620 --> 01:07:45,620
ปรารถนาดี เธอไม่ต้องการอะไร ถือหวังอะไรจากผู้ตาย

1017
01:07:45,621 --> 01:07:49,621
อีกต่อไปแล้ว นี่คือนัย

1018
01:07:49,622 --> 01:07:53,622
ที่เรียกว่า "ความหมายแบบนัยประหวัด"

1019
01:07:53,623 --> 01:07:57,623
ลึกซึ้งนะ ต้องอ่านมาก ๆ ต้อง

1020
01:07:57,624 --> 01:08:01,624
ทำความเข้าใจมาก ๆ จึงจะตีความตรงนี้ออก

1021
01:08:01,625 --> 01:08:05,625
และทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง

1022
01:08:05,626 --> 01:08:09,626
นึกภาพออกหรือยัง ว่าดอกไม้ใน 3 บริบทนี้

1023
01:08:09,628 --> 01:08:13,628
ไม่เหมือนกันเลย อันที่ 1 คือหญิงสาว

1024
01:08:13,629 --> 01:08:17,629
ความหมายหลายนัยคือ ที่เพิ่มขึ้นมา

1025
01:08:17,630 --> 01:08:21,630
คือ ประชาธิปไตย ในขณะที่

1026
01:08:21,631 --> 01:08:25,631
อันที่ 3 ความหมายแบบนัยประหวัด คืออะไรคะ ผู้เขียน

1027
01:08:25,632 --> 01:08:29,632
กำหนดความหมายขึ้นมาเอง นั่นคือการให้โดยไม่หวัง

1028
01:08:29,633 --> 01:08:33,633
สิ่งตอบแทน ลึกเข้าไปอีกใช่ไหมคะ

1029
01:08:33,638 --> 01:08:37,638
ลึกซึ้งมาก ดังนั้น เรื่องของการตีความมันจึงเป็น

1030
01:08:37,638 --> 01:08:41,638
เรื่องที่ค่อนข้างจะต้องให้ความสำคัญและ

1031
01:08:41,639 --> 01:08:45,639
ให้รายละเอียดรวมไปถึงอ่านอย่างละเอียด

1032
01:08:45,641 --> 01:08:49,641
ด้วยจึงจะสามารถถอดรหัส

1033
01:08:49,643 --> 01:08:53,643
ความออกมาได้อย่างถูกต้อง

1034
01:08:53,645 --> 01:08:57,645

1035
01:08:57,647 --> 01:09:01,647

1036
01:09:01,649 --> 01:09:05,649

1037
01:09:05,655 --> 01:09:09,655
การอ่านตีความนะคะ ในส่วนของ

1038
01:09:09,656 --> 01:09:13,656
สัญลักษณ์ มีการแบ่งหมวด

1039
01:09:13,658 --> 01:09:17,658
หมู่ของสัญลักษณ์นะคะ เอาไว้

1040
01:09:17,659 --> 01:09:21,659
หลายประเภทด้วยกัน เราสามารถ

1041
01:09:21,661 --> 01:09:25,661
ใช้ตัวละครในวรรณคดีมาเป็น

1042
01:09:25,662 --> 01:09:29,662
สัญลักษณ์ได้ค่ะ เช่น ขุนแผน

1043
01:09:29,664 --> 01:09:33,664
เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ (นักศึกษาชาย) ความเจ้าชู้ (ผศ.ดร.กาญจนา) ความเจ้าชู้

1044
01:09:33,665 --> 01:09:37,665
วันทองเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1045
01:09:37,665 --> 01:09:41,665
ความหลายใจ จรกา

1046
01:09:41,669 --> 01:09:45,669
เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1047
01:09:45,670 --> 01:09:49,670
ความขี้ริ้วขี้เหร่ใช่ไหมคะ จรกา

1048
01:09:49,671 --> 01:09:53,671
ชูชกเป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1049
01:09:53,673 --> 01:09:57,673
ความโลภ ความตระกะ แต่ปัจจุบันนี้

1050
01:09:57,674 --> 01:10:01,674
มีคนเอารูปปั้นชูกชกไป

1051
01:10:01,675 --> 01:10:05,675
กราบไหว้ แล้วบอกว่านี่คือสัญล

1052
01:10:05,676 --> 01:10:09,676
ของความอุดมสมบูรณ์

1053
01:10:09,678 --> 01:10:13,678
ถ้าดูจากเนื้อความของที่มา

1054
01:10:13,679 --> 01:10:17,679
ของคำ เราจะเห็นได้เลยว่ามันไม่ถูกต้องใช่ไหมคะ

1055
01:10:17,680 --> 01:10:21,680
เพราะชูชกจริง ๆ แล้วเป็นสัญลักษณ์ของความโลภ

1056
01:10:21,680 --> 01:10:25,680
และความตระกะ กินจนตัวตาย

1057
01:10:25,682 --> 01:10:29,682
ใช่ไหมคะ แต่ก็มีคนไปตีความในความหมายใหม่นะ

1058
01:10:29,683 --> 01:10:33,683
แล้วก็พยายามสร้างให้มันมีความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นแล้ว แล้วก็ให้คน

1059
01:10:33,684 --> 01:10:37,684
กราบไหว้ เพราะฉะนั้น เราต้องรู้ที่มา

1060
01:10:37,684 --> 01:10:41,684
ก่อน จึงจะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะกราบไหว้

1061
01:10:41,686 --> 01:10:45,686
เหมือนกับชาวบ้านเขาไหมนะคะ ใช้สติปัญญา

1062
01:10:45,688 --> 01:10:49,688
พิจารณาเอานะ ต่อไปนะคะ ทศกัณฐ์

1063
01:10:49,689 --> 01:10:53,689
เป็นสัญลักษณ์ของอะไร ความ

1064
01:10:53,689 --> 01:10:57,689
ใจร้ายนะคะ ความเจ้าชู้ไหม

1065
01:10:57,691 --> 01:11:01,691
ทศกัณฐ์เจ้าชู้ไหม น่าเสียดาย

1066
01:11:01,692 --> 01:11:05,692
ใจทศกัณฐ์ ใครฟังเพลงลูกทุ่ง เคยฟังไหมคะ

1067
01:11:05,693 --> 01:11:09,693
เพลงของหัวใจทศกันฐ์แสดงว่า

1068
01:11:09,694 --> 01:11:13,694
ใจร้ายใช่ไหมคะ อยากมี

1069
01:11:13,695 --> 01:11:17,695
รักเหมือนพระรามใช่ไหมคะ ที่พระรามออกตามหานางสีดา

1070
01:11:17,697 --> 01:11:21,697
แต่สำหรับทศกัณฐ์ เธอไม่ตามใครใช่ไหมคะ เธอมีเมีย

1071
01:11:21,698 --> 01:11:25,698
เยอะมากแต่เธอก็ใจร้ายนะคะ เป็นยักษ์

1072
01:11:25,699 --> 01:11:29,699
ที่ใจร้าย เพราะฉะนั้น ทศกัณฐ์จึงเป็นสัญลักษณ์ของ

1073
01:11:29,699 --> 01:11:33,699
ใจร้าย ดุร้าย ต่อไปนะคะ

1074
01:11:33,701 --> 01:11:37,701
ประเภทที่ 2 เราใช้สัตว์ต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์

1075
01:11:37,702 --> 01:11:41,702
ได้ เช่นอะไรบ้าง ช้าง

1076
01:11:41,703 --> 01:11:45,703
ช้างเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ ความ

1077
01:11:45,703 --> 01:11:49,703
ยิ่งใหญ่ เสือ เป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1078
01:11:49,705 --> 01:11:53,705
ความดุร้าย ใช่ไหมคะ เสือ ความ

1079
01:11:53,709 --> 01:11:57,709
ดุร้าย ถ้าใครมาเรียกไอ้เสือ ความจริงไม่ได้ชื่อเสือ

1080
01:11:57,710 --> 01:12:01,710
แต่พอถูกคนเขาขนานนามว่าเป็นไอ้เสือ

1081
01:12:01,711 --> 01:12:05,711
แสดงว่าคนนั้นนี่ก็ต้องพิษสง มี

1082
01:12:05,712 --> 01:12:09,712
ความดุใช่ไหมคะ มีความดุร้าย หรือว่ามีลักษณะของความ

1083
01:12:09,713 --> 01:12:13,713
เขาเรียกว่าอะไรดี

1084
01:12:13,715 --> 01:12:17,715
ความเกเรไหม อาจจะมีความลักษณะของความเกเรอยู่ เป็น

1085
01:12:17,717 --> 01:12:21,717
สัญลักษณ์ของความดุร้ายนั่นเองนะคะ ต่อไป

1086
01:12:21,719 --> 01:12:25,719
กระต่าย เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1087
01:12:25,720 --> 01:12:29,720
กระต่ายเป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1088
01:12:29,720 --> 01:12:33,720
ความรวดเร็วไหมคะ

1089
01:12:33,722 --> 01:12:37,722
คล่องแคล่วว่องไว เต่าล่ะคะ

1090
01:12:37,723 --> 01:12:41,723
ความเชื่องช้า แมงดาล่ะคะ

1091
01:12:41,724 --> 01:12:45,724
เป็นสัญลักษณ์ของผู้ชายที่

1092
01:12:45,725 --> 01:12:49,725
ไม่ทำมาหากินใช่ไหมคะ และ

1093
01:12:49,727 --> 01:12:53,727
เอาเปรียบผู้หญิง ผู้ชายที่เอาเปรียบผู้หญิงนะคะ ก็คือแมงดา

1094
01:12:53,729 --> 01:12:57,729
ต่อไป ประเภทที่ 3 ค่ะ ใช้อะไรคะ

1095
01:12:57,731 --> 01:13:01,731
ดอกไม้ชนิดต่าง ๆ

1096
01:13:01,732 --> 01:13:05,732
พันธุ์ไม้ มีอะไรบ้าง ดอกรัก

1097
01:13:05,732 --> 01:13:09,732
ดอกลั่นทม ดอกดาวเรือง ดาวเรือง

1098
01:13:09,734 --> 01:13:13,734
เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ มี

1099
01:13:13,735 --> 01:13:17,735
ชื่อที่ไปพ้องกับคำว่า "รุ่งเรือง" ใช่ไหมคะ เขาจึง

1100
01:13:17,736 --> 01:13:21,736
ให้เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรือง ดอกลั่นทม

1101
01:13:21,737 --> 01:13:25,737
ล่ะลูก ความทุกข์ระทม

1102
01:13:25,738 --> 01:13:29,738
ใช่ไหมคะ เขาถึงได้เปลี่ยนชื่อใช่ไหม เปลี่ยนชื่อเป็นอะไร

1103
01:13:29,739 --> 01:13:33,739
ลีลาวดีนะคะ ต่อไปอะไรอีก

1104
01:13:33,740 --> 01:13:37,740
นะคะ ต้นโพธิ์ ต้นไทร เป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1105
01:13:37,741 --> 01:13:41,741
ความยั่งยืนใช่ไหมคะ

1106
01:13:41,742 --> 01:13:45,742
ความมั่นคง อายุ

1107
01:13:45,743 --> 01:13:49,743
ยืนยานเป็นร่มโพธิ์ร่มไทร คือเป็นที่พึ่งนะคะ

1108
01:13:49,745 --> 01:13:53,745
ยืนนานเป็นที่พึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งนี้

1109
01:13:53,745 --> 01:13:57,745
สิ่งนี้

1110
01:13:57,747 --> 01:14:01,747
อะไรอีก สีต่าง ๆ

1111
01:14:01,747 --> 01:14:05,747
สีชมพูเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1112
01:14:05,749 --> 01:14:09,749
ช่วงนี้หัวใจเป็นสีชมพู นั่นก็คือ

1113
01:14:09,750 --> 01:14:13,750
มีความรักนะคะ อะไรอีก

1114
01:14:13,752 --> 01:14:17,752
ธรรมชาติต่าง ๆ นะคะ เมฆ

1115
01:14:17,753 --> 01:14:21,753
เป็นสัญลักษณ์ของ

1116
01:14:21,754 --> 01:14:25,754
มีเมฆมาบัง เมฆเป็นสัญลักษณ์ของอุปสรรค์

1117
01:14:25,755 --> 01:14:29,755
ต่าง ๆ ใช่ไหมคะ น้ำค้างนะคะ น้ำค้าง

1118
01:14:29,757 --> 01:14:33,757
สัญลักษณ์แทนความสดชื่นใช่ไหมคะ สัญลักษณ์แทนความ

1119
01:14:33,758 --> 01:14:37,758
สดชื่นนะ พายุ คลื่นลมต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ของ

1120
01:14:37,760 --> 01:14:41,760
อุปสรรคใช่ไหม

1121
01:14:41,762 --> 01:14:45,762
อะไรอีก อวัยวะต่าง ๆ นะคะ เครื่องประดับ

1122
01:14:45,770 --> 01:14:49,770
เครื่องใช้ ข้าวของต่าง ๆ สามารถที่จะนำมาใช้เป็น

1123
01:14:49,772 --> 01:14:53,772
เป็นสัญลักษณ์ได้

1124
01:14:53,774 --> 01:14:57,774
นอกเหนือ

1125
01:14:57,775 --> 01:15:01,775
จากตัว

1126
01:15:01,775 --> 01:15:05,775
เอกสาร ตัวข้อความ ที่เป็นทั้งร้อยแก้ว

1127
01:15:05,778 --> 01:15:09,778
และร้อยกรอง มันยังมีอีกเรื่องหนึ่งนะคะ

1128
01:15:09,778 --> 01:15:13,778
ที่ผู้คนพากันให้ความสนใจ

1129
01:15:13,780 --> 01:15:17,780
นั่นก็คือเรื่องของลายเซ็น มีคนตีความลายเซ็น

1130
01:15:17,781 --> 01:15:21,781
เอาไว้ นักศึกษาลองดูสิว่าวิธีการเซ็นชื่อของ

1131
01:15:21,782 --> 01:15:25,782
ตนเองมันไปสอดคล้องกับการตีความ

1132
01:15:25,783 --> 01:15:29,783
ของนักจิตวิทยาอย่างไรนะคะ

1133
01:15:29,786 --> 01:15:33,786
ดูลายเซ็นอันที่ 1 นะคะ หน้าจอ

1134
01:15:33,788 --> 01:15:37,788
ดูไม่ออกเลย แบบที่ 1 ค่ะ

1135
01:15:37,789 --> 01:15:41,789
ตัวอักษรที่เป็นชื่อ

1136
01:15:41,790 --> 01:15:45,790
ใหญ่กว่านามสกุล

1137
01:15:45,791 --> 01:15:49,791
ตัวอักษรที่เป็นชื่อใหญ่กว่า

1138
01:15:49,792 --> 01:15:53,792
นามสกุล คนที่เซ็นแบบนี้

1139
01:15:53,793 --> 01:15:57,793
เขาบอกว่าจะเป็นคน

1140
01:15:57,793 --> 01:16:01,793
ที่มีความเป็นผู้นำ

1141
01:16:01,795 --> 01:16:05,795
มีความเป็นผู้นำสูง

1142
01:16:05,796 --> 01:16:09,796

1143
01:16:09,797 --> 01:16:13,797

1144
01:16:13,799 --> 01:16:17,799

1145
01:16:17,803 --> 01:16:21,803
แบบนี้

1146
01:16:21,805 --> 01:16:25,805
นะคะถ้าเซ็นแบบที่ว่านี้เขาบอกว่า

1147
01:16:25,806 --> 01:16:29,806
มีความเป็นผู้นำสูง ชื่อใหญ่กว่านามสกุล

1148
01:16:29,807 --> 01:16:33,807
แปลว่าเป็นคนที่โดดเดี่ยวและแยกตัวออกมาจาก

1149
01:16:33,809 --> 01:16:37,809
ครอบครัว ไม่ค่อยสัมพันธ์

1150
01:16:37,810 --> 01:16:41,810
กับพ่อแม่ มีความมั่นใจ

1151
01:16:41,812 --> 01:16:45,812
ในตนเองสูง และมีโอกาสที่จะ

1152
01:16:45,813 --> 01:16:49,813
ประสบความสำเร็จมากกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน เ

1153
01:16:49,814 --> 01:16:53,814
จากว่ามีความมุมานะ ตั้งมั่น

1154
01:16:53,816 --> 01:16:57,816
เด็ดเดี่ยว แต่อาจจะขาดเรื่องความรัก

1155
01:16:57,817 --> 01:17:01,817
จากครอบครัว กับคนที่

1156
01:17:01,819 --> 01:17:05,819
เป็นคนเซ็นลักษณะแบบต่อ

1157
01:17:05,820 --> 01:17:09,820
ลักษณะต่อมา นั่นก็คือ

1158
01:17:09,821 --> 01:17:13,821
รายเซ็นที่นามสกุลใหญ่กว่าชื่อ

1159
01:17:13,822 --> 01:17:17,822
นามสกุลใหญ่กว่าชื่อ

1160
01:17:17,824 --> 01:17:21,824
เขาบอกว่าคนแบบนี้นะคะ

1161
01:17:21,825 --> 01:17:25,825
ที่เซ็นแบบนี้ คนที่เซ็นในลักษณะเช่นนี้จะ

1162
01:17:25,826 --> 01:17:29,826
รักครอบครัว เพื่อฐานเป็นคนที่อยู่

1163
01:17:29,827 --> 01:17:33,827
ติดบ้าน รักครอบครัว เถิดทูนวงศ์ตระกล

1164
01:17:33,828 --> 01:17:37,828
ให้เกียรติผู้คนในครอบครัวและชอบช่วยเหลือ

1165
01:17:37,829 --> 01:17:41,829
คนในบ้าน มีความสุข

1166
01:17:41,830 --> 01:17:45,830
อยู่เสมอ แต่สำหรับคนประเภทนี้ที

1167
01:17:45,833 --> 01:17:49,833
นี้ที่เซ็นแบบนี้เขาบอกว่ามีแนวโน้มนะคะ

1168
01:17:49,834 --> 01:17:53,834
ที่จะเขาเรียกว่ารักและ

1169
01:17:53,835 --> 01:17:57,835
ทุ่มเทให้กับคนรอบข้างมากจนเกินไป

1170
01:17:57,835 --> 01:18:01,835
จนบางครั้งทำให้ตัวเองเหน็ดเหนื่อยจนบา

1171
01:18:01,836 --> 01:18:05,836
และต้องรับผิดชอบเรื่องราวต่าง ๆ ของ

1172
01:18:05,838 --> 01:18:09,838
ผู้คนรอบตัวในครอบครัวมากจนเกินไป

1173
01:18:09,839 --> 01:18:13,839
อิ่มใจแต่เหนื่อย

1174
01:18:13,839 --> 01:18:17,839
มีความรักรอบตัวแต่เหนื่อยมากนะคะ แต่แบบแรก

1175
01:18:17,841 --> 01:18:21,841
ก็คือโดดเดี่ยวแหละนะคะ ขาดความรักแต่ไปได้

1176
01:18:21,843 --> 01:18:25,843
ไกลนะคะ กับแบบที่ 3 ค่ะ แบบนี้

1177
01:18:25,844 --> 01:18:29,844
เขาเรียกว่าเซ็นแบบต่อนเนื่องและ

1178
01:18:29,845 --> 01:18:33,845
เขียนสม่ำเสมอกัน อาจจะมีลักษณะ

1179
01:18:33,845 --> 01:18:37,845
เว้นวรรคไว้นิดหนึ่งตรงระหว่างชื่อกับนามสกุล

1180
01:18:37,847 --> 01:18:41,847
ตรงนี้เขาบอกว่าจะเป็นวิธี

1181
01:18:41,848 --> 01:18:45,848
การเซ็นที่มีความสมดุลมากที่สุด มันจะเป็น

1182
01:18:45,849 --> 01:18:49,849
ลักษณะของ Love Life Balance

1183
01:18:49,850 --> 01:18:53,850
นะคะ ทั้งเรื่องงาน เรื่องของชีวิต ครอบครัวต่าง ๆ

1184
01:18:53,851 --> 01:18:57,851
มีความลงตัวนะคะ นี่คือวิธีการ

1185
01:18:57,854 --> 01:19:01,854
เซ็นที่นักจิตวิทยานะคะ ว่าเวลาเซ็นน่ะค่ะ

1186
01:19:01,856 --> 01:19:05,856
ตัวนี้มันจะเป็นตัวเหมือนการบ่งบอกเหมือนลายมือ

1187
01:19:05,858 --> 01:19:09,858
ก็เช่นเดียวกันนะคะ ลายมือก็เป็นตัวบ่งบอกอารมณ์ความรู้สึก

1188
01:19:09,859 --> 01:19:13,859
ของคนที่เป็นคนเขียนตัวอักษร

1189
01:19:13,860 --> 01:19:17,860
นั้น ๆ นักศึกษาเวลาตรวจงาน ตรวจงานนักเรียนน่ะ

1190
01:19:17,862 --> 01:19:21,862
ถ้าคุณครูตรวจและเขียนผิดเยอะ ๆ จะสังเกตให้เห็นว่าครู

1191
01:19:21,863 --> 01:19:25,863
นี่จะเขียนตัวหนังสือใหญ่กว่าปกติและที่สำคัญการ

1192
01:19:25,865 --> 01:19:29,865
ลงน้ำหนักของเส้นปากกาค่ะ มันจะมีความ

1193
01:19:29,867 --> 01:19:33,867
กดมากกว่าปกติ แสดงว่าตอนนั้น

1194
01:19:33,868 --> 01:19:37,868
คุณครูเกิดความรู้สึกว่าฉันสอน

1195
01:19:37,869 --> 01:19:41,869
ไปแล้วทำไมเด็กทำไม่ได้ อย่างที่ครูตั้งใจเอาไว้

1196
01:19:41,870 --> 01:19:45,870
เวลาตรวจก็จะมีลักษณะเช่นนี้ นี่คือการวิเคราะห์นะคะ

1197
01:19:45,870 --> 01:19:49,870
เป็นลักษณะของการวิเคราะห์การเขียนนั่นเองนะคะ

1198
01:19:49,872 --> 01:19:53,872
ต่อไปนะคะ มันมี

1199
01:19:53,873 --> 01:19:57,873
อีกหลายอย่างเลยค่ะ ที่เราต้องตีความ

1200
01:19:57,875 --> 01:20:01,875
นะคะ ดูภาพนี้ ภาพไม่ชัดนะ แต่ครู

1201
01:20:01,876 --> 01:20:05,876
จะอธิบายให้ฟัง เป็นภาพของผู้นำ

1202
01:20:05,877 --> 01:20:09,877
ที่มีความขัดแย้งกัน เกาหลีเหนือ

1203
01:20:09,878 --> 01:20:13,878
กับเกาหลีใต้

1204
01:20:13,880 --> 01:20:17,880
อเมริกากับอิรักนะคะ

1205
01:20:17,881 --> 01:20:21,881
บารัก โอบามา นี่ค่ะ กับประธานาธิบดีของจี

1206
01:20:21,882 --> 01:20:25,882
อเมริกากับจีนไม่ถูกกันนะ

1207
01:20:25,883 --> 01:20:29,883
อะไรอีก ประเทศที่มีความขัดแย้ง เขาเอารูป

1208
01:20:29,886 --> 01:20:33,886
ของผู้นำ เอามาแต่งภาพ แล้วให้

1209
01:20:33,887 --> 01:20:37,887
ชื่อโฆษณานี้ว่า Unhate

1210
01:20:37,888 --> 01:20:41,888
เลิกเกลียดกันเถอะ ใช่ไหมคะ

1211
01:20:41,890 --> 01:20:45,890
หันกลับมารักกัน ถ้าตีความด้านเนื้อหา

1212
01:20:45,891 --> 01:20:49,891
ดูจากภาพ ตีความด้านเนื้อหาคืออะไร

1213
01:20:49,891 --> 01:20:53,891
เนื้อหาคือการนำภาพของผู้นำ

1214
01:20:53,893 --> 01:20:57,893
ประเทศทีมีความขัดแย้งกัน

1215
01:20:57,894 --> 01:21:01,894
ให้มามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

1216
01:21:01,895 --> 01:21:05,895
ตีความด้านน้ำเสียง

1217
01:21:05,899 --> 01:21:09,899
ผู้เขียนต้องการอะไรคะ รู้สึกอย่างไร ผู฿้เ

1218
01:21:09,900 --> 01:21:13,900
รู้สึก รู้สึกอย่างไรดี

1219
01:21:13,902 --> 01:21:17,902
หวังอะไร ต้องการอะไร

1220
01:21:17,903 --> 01:21:21,903
ผู้เขียนต้องการให้เกิดสันติภาพ

1221
01:21:21,904 --> 01:21:25,904
ใช่ไหมคะ ภาพนี้สิ่งที่เขาต้องการคือต้องการให้

1222
01:21:25,905 --> 01:21:29,905
เกิดสันติภาพ ในประเทศที่เป็นคู่สงคราม

1223
01:21:29,908 --> 01:21:33,908
หรือเป็นคู่ที่มีความขัดแย้งกัน เขาไม่ได้เอาภาพ

1224
01:21:33,909 --> 01:21:37,909
มาแต่งแค่ล้อเลียน ไม่ได้ล้อเลียนนะ

1225
01:21:37,910 --> 01:21:41,910
แต่เป็นลักษณะของอะไร ของการแฝง

1226
01:21:41,911 --> 01:21:45,911
ความต้องการนะคะ ที่ต้องการให้เห็น หรือต้องการ

1227
01:21:45,914 --> 01:21:49,914
ให้เกิดสันติภาพในประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งนี้

1228
01:21:49,914 --> 01:21:53,914

1229
01:21:53,917 --> 01:21:57,917

1230
01:21:57,918 --> 01:22:01,918
เมื่อกี้โฆษณา ทีนี้มาเพลงบ้าน

1231
01:22:01,920 --> 01:22:05,920
คุ้น ๆ ไหมคะ

1232
01:22:05,921 --> 01:22:09,921
เนื้อความเพลงนี้ เพลงนี้นะคะ

1233
01:22:09,921 --> 01:22:13,921
มีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน

1234
01:22:13,923 --> 01:22:17,923
หน้าจอ

1235
01:22:17,924 --> 01:22:21,924
เป็นที่สัญญาณ

1236
01:22:21,924 --> 01:22:25,924
หรือว่าเป็นที่ เดี๋ยวขออนุญาตเบรกแป๊บหนึ่

1237
01:22:25,926 --> 01:22:29,926
หน้าจอของฝั่งนี้มีปัญหา

1238
01:22:29,926 --> 01:22:33,926
นะคะ เดี๋ยวขอแก้ไขทางเทคนิคก่อน แป๊บหนึ่งค่ะ

1239
01:22:33,928 --> 01:22:37,928

1240
01:22:37,930 --> 01:22:41,930

1241
01:22:41,931 --> 01:22:45,931

1242
01:22:45,933 --> 01:22:49,933

1243
01:22:49,936 --> 01:22:53,936

1244
01:22:53,938 --> 01:22:57,938

1245
01:22:57,940 --> 01:23:01,940

1246
01:23:01,941 --> 01:23:05,941

1247
01:23:05,945 --> 01:23:09,945

1248
01:23:09,946 --> 01:23:13,946

1249
01:23:13,948 --> 01:23:17,948

1250
01:23:17,949 --> 01:23:21,949

1251
01:23:21,951 --> 01:23:25,951

1252
01:23:25,952 --> 01:23:29,952

1253
01:23:29,954 --> 01:23:33,954

1254
01:23:33,956 --> 01:23:37,956

1255
01:23:37,958 --> 01:23:41,958

1256
01:23:41,962 --> 01:23:45,962

1257
01:23:45,966 --> 01:23:49,966

1258
01:23:49,968 --> 01:23:53,968

1259
01:23:53,969 --> 01:23:57,969

1260
01:23:57,971 --> 01:24:01,971

1261
01:24:01,974 --> 01:24:05,974

1262
01:24:05,976 --> 01:24:09,976

1263
01:24:09,978 --> 01:24:13,978

1264
01:24:13,983 --> 01:24:17,983

1265
01:24:17,987 --> 01:24:21,987

1266
01:24:21,988 --> 01:24:25,988

1267
01:24:25,990 --> 01:24:29,990

1268
01:24:29,991 --> 01:24:33,991

1269
01:24:33,993 --> 01:24:37,993

1270
01:24:37,995 --> 01:24:41,995

1271
01:24:41,998 --> 01:24:45,998

1272
01:24:46,000 --> 01:24:50,000

1273
01:24:50,001 --> 01:24:54,001

1274
01:24:54,004 --> 01:24:58,004

1275
01:24:58,006 --> 01:25:02,006

1276
01:25:02,009 --> 01:25:06,009

1277
01:25:06,010 --> 01:25:10,010

1278
01:25:10,012 --> 01:25:14,012

1279
01:25:14,014 --> 01:25:18,014

1280
01:25:18,016 --> 01:25:22,016

1281
01:25:22,017 --> 01:25:26,017

1282
01:25:26,019 --> 01:25:30,019

1283
01:25:30,021 --> 01:25:34,021

1284
01:25:34,024 --> 01:25:38,024

1285
01:25:38,026 --> 01:25:42,026

1286
01:25:42,027 --> 01:25:46,027

1287
01:25:46,030 --> 01:25:50,030

1288
01:25:50,032 --> 01:25:54,032

1289
01:25:54,036 --> 01:25:58,036

1290
01:25:58,038 --> 01:26:02,038

1291
01:26:02,042 --> 01:26:06,042

1292
01:26:06,045 --> 01:26:10,045

1293
01:26:10,047 --> 01:26:14,047

1294
01:26:14,051 --> 01:26:18,051

1295
01:26:18,053 --> 01:26:22,053

1296
01:26:22,058 --> 01:26:26,058

1297
01:26:26,060 --> 01:26:30,060

1298
01:26:30,062 --> 01:26:34,062

1299
01:26:34,065 --> 01:26:38,065

1300
01:26:38,066 --> 01:26:42,066

1301
01:26:42,068 --> 01:26:46,068

1302
01:26:46,070 --> 01:26:50,070

1303
01:26:50,071 --> 01:26:54,071

1304
01:26:54,076 --> 01:26:58,076

1305
01:26:58,077 --> 01:27:02,077

1306
01:27:02,080 --> 01:27:06,080

1307
01:27:06,084 --> 01:27:10,084

1308
01:27:10,089 --> 01:27:14,089

1309
01:27:14,091 --> 01:27:18,091

1310
01:27:18,092 --> 01:27:22,092

1311
01:27:22,094 --> 01:27:26,094

1312
01:27:26,096 --> 01:27:30,096

1313
01:27:30,098 --> 01:27:34,098

1314
01:27:34,100 --> 01:27:38,100

1315
01:27:38,102 --> 01:27:42,102

1316
01:27:42,108 --> 01:27:46,108

1317
01:27:46,110 --> 01:27:50,110

1318
01:27:50,112 --> 01:27:54,112

1319
01:27:54,113 --> 01:27:58,113

1320
01:27:58,114 --> 01:28:02,114

1321
01:28:02,117 --> 01:28:06,117

1322
01:28:06,119 --> 01:28:10,119

1323
01:28:10,122 --> 01:28:14,122

1324
01:28:14,126 --> 01:28:18,126

1325
01:28:18,130 --> 01:28:22,130

1326
01:28:22,134 --> 01:28:26,134

1327
01:28:26,139 --> 01:28:30,139

1328
01:28:30,143 --> 01:28:34,143

1329
01:28:34,146 --> 01:28:38,146

1330
01:28:38,147 --> 01:28:42,147

1331
01:28:42,158 --> 01:28:46,158

1332
01:28:46,160 --> 01:28:50,160

1333
01:28:50,163 --> 01:28:54,163

1334
01:28:54,164 --> 01:28:58,164

1335
01:28:58,169 --> 01:29:02,169

1336
01:29:02,170 --> 01:29:06,170

1337
01:29:06,173 --> 01:29:10,173

1338
01:29:10,174 --> 01:29:14,174

1339
01:29:14,177 --> 01:29:18,177

1340
01:29:18,179 --> 01:29:22,179

1341
01:29:22,181 --> 01:29:26,181

1342
01:29:26,183 --> 01:29:30,183

1343
01:29:30,185 --> 01:29:34,185

1344
01:29:34,187 --> 01:29:38,187

1345
01:29:38,189 --> 01:29:42,189

1346
01:29:42,191 --> 01:29:46,191

1347
01:29:46,193 --> 01:29:50,193

1348
01:29:50,194 --> 01:29:54,194

1349
01:29:54,197 --> 01:29:58,197

1350
01:29:58,198 --> 01:30:02,198

1351
01:30:02,200 --> 01:30:06,200

1352
01:30:06,202 --> 01:30:10,202

1353
01:30:10,203 --> 01:30:14,203

1354
01:30:14,203 --> 01:30:18,203

1355
01:30:18,205 --> 01:30:22,205

1356
01:30:22,206 --> 01:30:26,206

1357
01:30:26,207 --> 01:30:30,207

1358
01:30:30,210 --> 01:30:34,210

1359
01:30:34,212 --> 01:30:38,212
มาหรือยังคะ

1360
01:30:38,213 --> 01:30:42,213
นักศึกษามารหรือยัง กลับมาจากเข้าห้องน้ำหรือยัง

1361
01:30:42,215 --> 01:30:46,215
อีกนิดเดียวค่ะ อีกนิดเดียวเดี๋ยวก็จะได้ทำงานต่อแล้ว

1362
01:30:46,216 --> 01:30:50,216
อีกหนึ่งนิด

1363
01:30:50,217 --> 01:30:54,217
ขยายความ กลับไปนั่งที่ กลับไปนั่งที่

1364
01:30:54,219 --> 01:30:58,219

1365
01:30:58,220 --> 01:31:02,220

1366
01:31:02,225 --> 01:31:06,225

1367
01:31:06,228 --> 01:31:10,228

1368
01:31:10,232 --> 01:31:14,232
เออ

1369
01:31:14,234 --> 01:31:18,234

1370
01:31:18,236 --> 01:31:22,236
นักศึกษาดูนะคะ เมื่อกี้นี้

1371
01:31:22,240 --> 01:31:26,240
นอกเหนือจากโฆษณาภาพนิ่ง ก็ยัง

1372
01:31:26,241 --> 01:31:30,241
มีเพลง ที่เราอาจจะต้องตีความ

1373
01:31:30,242 --> 01:31:34,242
ทำไมหน้าจอเล็กจัง

1374
01:31:34,243 --> 01:31:38,243
เดี๋ยวแป๊บหนึ่งนะคะ เดี๋ยวครูขยายหน้าจอก่อน

1375
01:31:38,244 --> 01:31:42,244

1376
01:31:42,245 --> 01:31:46,245

1377
01:31:46,246 --> 01:31:50,246

1378
01:31:50,248 --> 01:31:54,248

1379
01:31:54,248 --> 01:31:58,248

1380
01:31:58,252 --> 01:32:02,252

1381
01:32:02,256 --> 01:32:06,256

1382
01:32:06,257 --> 01:32:10,257

1383
01:32:10,259 --> 01:32:14,259

1384
01:32:14,260 --> 01:32:18,260

1385
01:32:18,265 --> 01:32:22,265

1386
01:32:22,267 --> 01:32:26,267

1387
01:32:26,270 --> 01:32:30,270

1388
01:32:30,273 --> 01:32:34,273

1389
01:32:34,275 --> 01:32:38,275

1390
01:32:38,277 --> 01:32:42,277

1391
01:32:42,278 --> 01:32:46,278

1392
01:32:46,281 --> 01:32:50,281
Full Screen ไ

1393
01:32:50,282 --> 01:32:54,282

1394
01:32:54,284 --> 01:32:58,284

1395
01:32:58,286 --> 01:33:02,286

1396
01:33:02,288 --> 01:33:06,288

1397
01:33:06,290 --> 01:33:10,290

1398
01:33:10,293 --> 01:33:14,293

1399
01:33:14,295 --> 01:33:18,295

1400
01:33:18,296 --> 01:33:22,296
โอเค จอเล็ด

1401
01:33:22,299 --> 01:33:26,299
ก็ช่างไม่เป็นไรนะคะ นักศึกษาคงเคยได้ยินเพลงเพลงหนึ่ง

1402
01:33:26,302 --> 01:33:30,302
เพลงอมตะด้วย

1403
01:33:30,303 --> 01:33:34,303
รู้จักวงคาราบาวไหมคะ รู้จัก

1404
01:33:34,304 --> 01:33:38,304
เพลงเดือนเพ็ญไหมคะ

1405
01:33:38,305 --> 01:33:42,305
เพลงเดือนเพ็ญเนื้อร้องเขาว่าอย่างไรนะ

1406
01:33:42,305 --> 01:33:46,305
เดือนเพ็ญแสงเย็นเห็นอร่าม นภา

1407
01:33:46,307 --> 01:33:50,307
แจ่มนวลดูงาม เย็นยิ่งหนอยาม

1408
01:33:50,307 --> 01:33:54,307
เมื่อลมพัดมาใช่ไหมคะ ถ้าเราดูจาก

1409
01:33:54,308 --> 01:33:58,308
จากเนื้อเพลงนะคะ จากเนื้อเพลงที่เป็น

1410
01:33:58,310 --> 01:34:02,310
เนื้อเพลงปัจจุบันนะคะ ชื่อว่าเพลงเดือนเพ็ญ

1411
01:34:02,311 --> 01:34:06,311
ดูจากเนื้อความทั้งหมด ถ้าตีความ

1412
01:34:06,312 --> 01:34:10,312
จากเนื้อหา ตีความด้านเนื้อหา

1413
01:34:10,313 --> 01:34:14,313
จะเป็นการกล่าวถึงความรู้สึก

1414
01:34:14,315 --> 01:34:18,315
คิดถึงบ้านใช่ไหมคะ คำว่า "บ้าน" ในที่นี้หมายถึง

1415
01:34:18,317 --> 01:34:22,317
ภูมิลำเนาเดิม เช่น คนนี้อาจจะไปทำงาน

1416
01:34:22,318 --> 01:34:26,318
ที่ต่างจังหวัด แล้วคิดถึงบ้านเกิด

1417
01:34:26,319 --> 01:34:30,319
ถูกไหมคะ แต่ทีนี้พอกลับมาดู

1418
01:34:30,320 --> 01:34:34,320
ในประเด็นของที่มาของเพลงนี้ค่ะ

1419
01:34:34,321 --> 01:34:38,321
เราก็จะพบว่าเพลงนี้นั้นนะคะ

1420
01:34:38,322 --> 01:34:42,322
มันไม่ได้มีความหมายอยู่แค่

1421
01:34:42,322 --> 01:34:46,322
การคิดถึงภูมิลำเนา เราไปดู

1422
01:34:46,324 --> 01:34:50,324
ว่าเพลงนี้มีที่มาอย่างไร ผู้แต่ง

1423
01:34:50,325 --> 01:34:54,325
เพลงนี้ไม่ใช่คุณแอดคาราบาวนะคะ

1424
01:34:54,326 --> 01:34:58,326
แต่ผู้แต่งเพลงนี้ คือ คุณอัสนี

1425
01:34:58,327 --> 01:35:02,327
พลจันทร์ หรือที่ใช้นามปากกาว่า

1426
01:35:02,327 --> 01:35:06,327
นายผี นายผีเป็นใคร นายผีเป็น

1427
01:35:06,329 --> 01:35:10,329
นักเขียน นักคิด เป็นกวีที่มีชื่อเสียง

1428
01:35:10,329 --> 01:35:14,329
ยุคเดียวกันกับอาจารย์ จีรนันท์ ทิศปรีชา

1429
01:35:14,352 --> 01:35:18,352
ที่มีการต่อสู้เรียกร้องเรื่องการเมืองนั่นเองค่ะ

1430
01:35:18,355 --> 01:35:22,355
เป็นยุคเดียวกัน ซึ่งตอนนั้นหลักจาก

1431
01:35:22,356 --> 01:35:26,356
ที่ทหารได้ทำการกวาดล้างนะคะ กลุ่มของ

1432
01:35:26,357 --> 01:35:30,357
นักศึกษา กลุ่มนี้ก็ได้หนี

1433
01:35:30,358 --> 01:35:34,358
ออกไปแล้วไปอยู่ที่ตะเข็บชายแดน

1434
01:35:34,359 --> 01:35:38,359
ตะเข็บชายแดนนี้อยู่ที่ไหน

1435
01:35:38,360 --> 01:35:42,360
เขาว่ากันว่าตามประวัติ คือ คุณอัสนีนี่

1436
01:35:42,360 --> 01:35:46,360
ไปอยู่ที่ประเทศลาว ข้ามฝั่งไปอยู่ที่ประเทศ

1437
01:35:46,361 --> 01:35:50,361
ลาว แล้วในประเทศลาวนั้น

1438
01:35:50,363 --> 01:35:54,363
บ้านใกล้เมืองพี่เมืองน้องเรานี่เองนะ แต่กลับมา

1439
01:35:54,363 --> 01:35:58,363
ไม่ได้ คุณอัสนีก็เลยแต่งเพลงนี้

1440
01:35:58,365 --> 01:36:02,365
แทนความคิดถึงคนที่อยู่

1441
01:36:02,366 --> 01:36:06,366
ในประเทศ แต่ในเนื้อเพลง

1442
01:36:06,367 --> 01:36:10,367
ไม่ได้หมายความเพียงแค่คนในครอบครัว

1443
01:36:10,368 --> 01:36:14,368
แต่มันมีความหมายกว้างกว่านั้น นักศึกษาดูต้นฉบับ

1444
01:36:14,382 --> 01:36:18,382
ก่อนนะคะ ต้นฉบับเขาเขียนว่าอย่างไร

1445
01:36:18,383 --> 01:36:22,383
เขาเขียนว่าครูอยากให้ไปดู

1446
01:36:22,384 --> 01:36:26,384
สังเกตตัวนี้ค่ะ สังเกตย่อหน้านี้ค่ะ

1447
01:36:26,386 --> 01:36:30,386
ลมเอยจงเป็นสื่อให้

1448
01:36:30,387 --> 01:36:34,387
น้ำรับจากห้วงดวงใจของข้านี้

1449
01:36:34,388 --> 01:36:38,388
ไปบอกเขานะนา

1450
01:36:38,388 --> 01:36:42,388
ให้คนไทยรู้ว่า

1451
01:36:42,390 --> 01:36:46,390
ไม่นานลูกที่จากมา จะไปซบหน้าในอก

1452
01:36:46,391 --> 01:36:50,391
แม่เอย ถ้าดูจากประโยค

1453
01:36:50,392 --> 01:36:54,392
นี้ ตรงนี้น่าจะเป็นสาร

1454
01:36:54,392 --> 01:36:58,392
สำคัญที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ

1455
01:36:58,393 --> 01:37:02,393
ถึงผู้ฟัง ผู้ฟังกลุ่มนี้คือใคร

1456
01:37:02,395 --> 01:37:06,395
เขาบอกว่าฝากลมเป็นสื่อ

1457
01:37:06,396 --> 01:37:10,396
ให้น้ำนะคะ น้ำรัก ตรงนี้น้ำ

1458
01:37:10,397 --> 01:37:14,397
รักน้ำรักจากห้วงดวงใจ

1459
01:37:14,399 --> 01:37:18,399
ให้ไปบอกอะไร เขากับนา

1460
01:37:18,400 --> 01:37:22,400
ให้ไปบอกเขานะนา การตี

1461
01:37:22,402 --> 01:37:26,402
ความของผู้ที่นำเพลงนี้ไปแต่งเพลงใหม่

1462
01:37:26,404 --> 01:37:30,404
จึงตีความว่า

1463
01:37:30,406 --> 01:37:34,406
นำรักจากห้วงดวงใจ

1464
01:37:34,408 --> 01:37:38,408
ของข้านี้ไปบอกเขา

1465
01:37:38,409 --> 01:37:42,409
น้ำนา หมายถึงอะไรคะ

1466
01:37:42,410 --> 01:37:46,410
ภูเขา แม่น้ำ และท้องนา

1467
01:37:46,412 --> 01:37:50,412

1468
01:37:50,414 --> 01:37:54,414
ให้เมืองไทย คราวนี้นะคะ คนที่เอามาแต่งใหม่ เอามาเรียบเรียง

1469
01:37:54,418 --> 01:37:58,418
ใหม่มาเรียบเรียงใหม่นี่นะคะ ให้ขยายความ

1470
01:37:58,419 --> 01:38:02,419
ความจากเดิมให้คนไทยใช่ไหมคะ

1471
01:38:02,420 --> 01:38:06,420
คราวนี้ให้เมืองไทยค่ะ เพลงนี้มันจึงเกิดจากการ

1472
01:38:06,421 --> 01:38:10,421
ตีความในมุมของผู้ที่นำมาเรียบเรียง

1473
01:38:10,421 --> 01:38:14,421
ว่าเพลงนี้นะคะ

1474
01:38:14,424 --> 01:38:18,424
มันมีความหมายจากคนแดนไกล

1475
01:38:18,424 --> 01:38:22,424
ส่งความคิดถึงมายังเมืองไทยนะคะ

1476
01:38:22,426 --> 01:38:26,426
ไม่นาน ลูกที่จากมาจะไปซบหน้าแทบ

1477
01:38:26,428 --> 01:38:30,428
อกของแม่ แม่ในทีนี้เป็นแม่

1478
01:38:30,429 --> 01:38:34,429
ผู้ให้กำเหนิด หรือหมายถึงอะไรคะ

1479
01:38:34,430 --> 01:38:38,430
แผ่นดินเกิดหรือประเทศไทย  นักศึกษา

1480
01:38:38,431 --> 01:38:42,431
น่าจะเป็นอะไร แผ่นดินไทย

1481
01:38:42,433 --> 01:38:46,433
ใช่ไหมคะ เพราะมันจะไปคล้องกับอะไรคะ

1482
01:38:46,436 --> 01:38:50,436
เมืองไทย ให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานนี่

1483
01:38:50,451 --> 01:38:54,451
จะกลับไปซบที่แผ่นดินเกิด ดังนั้น คำว่า "อกแม่"

1484
01:38:54,452 --> 01:38:58,452
คือ แผ่นดินแม่ ไม่ได้หมายความถึงมารดา

1485
01:38:58,456 --> 01:39:02,456
ผู้ให้กำเนิดนั่นเอง ดังนั้น

1486
01:39:02,456 --> 01:39:06,456
ในเพลงที่เขานำมาเรียบเรียงใหม่

1487
01:39:06,458 --> 01:39:10,458
ในปัจจุบัน จึงมีการปรับคำ

1488
01:39:10,459 --> 01:39:14,459
ใช้คำที่สื่อความ จากการตี

1489
01:39:14,460 --> 01:39:18,460
ความต้นฉบับ เพราะ

1490
01:39:18,462 --> 01:39:22,462
คนเขียนลี้ภัยทางการเมืองนะ

1491
01:39:22,464 --> 01:39:26,464
พอมาถึงเพลงในยุคปัจจุบันนี้ จึงได้เขียน

1492
01:39:26,465 --> 01:39:30,465
หรือปรับข้อความ ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นนะคะ

1493
01:39:30,466 --> 01:39:34,466
เมื่อกี้จากคนไทยใช่ไหมคะ ต้นฉบับคือให้คนไทยรู้

1494
01:39:34,467 --> 01:39:38,467
ใช่ไหมคะ อันนี้บอกถึงประเทศเลยนะคะ อันนี้บอกเลย

1495
01:39:38,468 --> 01:39:42,468
ว่าให้คนที่อยู่เมืองไทยนี่รู้ว่า

1496
01:39:42,473 --> 01:39:46,473
คิดถึงนะคะ แต่เพื่อความชัดเจน

1497
01:39:46,474 --> 01:39:50,474
เพลงนี้ก็เลยถูกนำมาเขียนใหม่นะคะ เพื่อให้มี

1498
01:39:50,475 --> 01:39:54,475
บรบทที่มันมีความชัดเจน เราจะเห็น

1499
01:39:54,477 --> 01:39:58,477
ได้ว่าเวลาที่เราตีความน่ะค่ะ บางอย่าง

1500
01:39:58,480 --> 01:40:02,480
เราอาจจะมองไม่เหมือนคนอื่นก็ได้ สิ่ง

1501
01:40:02,481 --> 01:40:06,481
ที่ทำให้เรามองต่างคืออะไร เขาบอกว่า

1502
01:40:06,482 --> 01:40:10,482
มาจากประสบการณ์ค่ะ คนที่

1503
01:40:10,484 --> 01:40:14,484
รู้มาก เห็นมาก อ่านมาก ย่อมมีประสบการณ์

1504
01:40:14,485 --> 01:40:18,485
มาก การตีความก็ยิ่งลึกซึ้งกว่า แต่

1505
01:40:18,486 --> 01:40:22,486
ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่อ่านน้อยกว่านั้น

1506
01:40:22,488 --> 01:40:26,488
จะตีความได้แย่ หรือตีความได้ไม่ถูกต้อง

1507
01:40:26,489 --> 01:40:30,489
เพียงแต่การให้เหตุผลหรือการให้น้ำหนัก

1508
01:40:30,493 --> 01:40:34,493
ของสิ่งที่เราตีความนั้นนี่ มันจะต้องอาศัย

1509
01:40:34,494 --> 01:40:38,494
องค์ประกอบหลายอย่าง ดังนั้น นะคะ การ

1510
01:40:38,496 --> 01:40:42,496
ที่ให้ความเห็นที่แตกต่างจึงไม่ใช่

1511
01:40:42,497 --> 01:40:46,497
เรื่องผิดปกติ ดังบทประพันธ์ที่อยู่ที่หน้าจอนี้

1512
01:40:46,498 --> 01:40:50,498
ที่ว่านี้ เขาบอกว่าสองคนยล

1513
01:40:50,500 --> 01:40:54,500
ตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม

1514
01:40:54,504 --> 01:40:58,504
อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาว

1515
01:40:58,505 --> 01:41:02,505
อยู่พราวพราย ถ้านิยามของการตีความ

1516
01:41:02,506 --> 01:41:06,506
มันจะไปคล้องกับบทประพันธ์ใด ครูก็ขอให้นัก

1517
01:41:06,508 --> 01:41:10,508
นึกถึงบทประพันธ์นี้ค่ะ ว่าเราจะเห็น

1518
01:41:10,508 --> 01:41:14,508
ได้ลึกซึ่ง จะเห็นดวงดาว หรือโคลนตม จะอยู่ที่

1519
01:41:14,509 --> 01:41:18,509
ประสบการณ์ การสร้างสมประสบการณ์

1520
01:41:18,511 --> 01:41:22,511
ด้วยการอ่าน จึงเป็นการลับคมสติปัญญา

1521
01:41:22,512 --> 01:41:26,512
จะทำให้เรามีความลึกซึ้ง

1522
01:41:26,513 --> 01:41:30,513
และมีความกระจ่างแจ้ง ในการคิด

1523
01:41:30,515 --> 01:41:34,515
วิเคราะห์ หาเหตุหาผล

1524
01:41:34,517 --> 01:41:38,517
ผ่านกระบวนการที่เราเรียกว่าอ่านตีความ

1525
01:41:38,518 --> 01:41:42,518
นั่นเอง

1526
01:41:42,519 --> 01:41:46,519
นักศึกษา

1527
01:41:46,521 --> 01:41:50,521
ดูอันนี้นะคะ ดูจากข้อความ อ่านธรรมดาก่อน

1528
01:41:50,522 --> 01:41:54,522
ก็ได้นะคะ ใครดูถูก ดูหมิ่น

1529
01:41:54,523 --> 01:41:58,523
ศิลปะ อนารยะไร้สกุล

1530
01:41:58,524 --> 01:42:02,524
สถุลสัตว์ ราวลิงค่างเสือกลาง

1531
01:42:02,525 --> 01:42:06,525
กลางป่าชัฏ ใจมืดกว่าน้ำหมึกดำ เพียง

1532
01:42:06,528 --> 01:42:10,528
กินนอนสืบพันธุ์นั้นฤา ชื่อว่าสิ่ง

1533
01:42:10,529 --> 01:42:14,529
ประเสริฐเลิศล้ำ หยาบยโสกักขฬะ

1534
01:42:14,531 --> 01:42:18,531
อธรรม เหยี่ยมย่ำทุกหย่อมหญ้าสาธารณ์

1535
01:42:18,533 --> 01:42:22,533
ภพหน้าอย่ามีรูปมนุษย์ จงผุดเกิด

1536
01:42:22,534 --> 01:42:26,534
ในร่างดิรัจฉาน หน้าติดดินกินขี้

1537
01:42:26,535 --> 01:42:30,535
เลื้อยคลาน ทรมานทุกข์ร้อนร้าย

1538
01:42:30,536 --> 01:42:34,536
นิรันดร์เอย จากงานเขียนของอาจารย์ อังคาร

1539
01:42:34,538 --> 01:42:38,538
กัลยาณพงศ์ อาจารย์เสียไปแล้วนะคะ แต่อาจารย์เป็นศิลปินแห่งชาติ

1540
01:42:38,539 --> 01:42:42,539
นะคะ อาจารย์เป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ

1541
01:42:42,540 --> 01:42:46,540
สูงมากนะคะ นักศึกษาคะ บทประพันธ์นี้

1542
01:42:46,540 --> 01:42:50,540
ถ้าตีความด้านเนื้อหา เขากล่าวถึงอะไรคะ

1543
01:42:50,542 --> 01:42:54,542
เขากล่าวถึงอะไร

1544
01:42:54,543 --> 01:42:58,543
อาจารย์อังคารกล่าวถึงใคร

1545
01:42:58,546 --> 01:43:02,546
เป็นการกล่าว

1546
01:43:02,547 --> 01:43:06,547
ตำหนิ ติเตียน ด่าทอไหมคะ

1547
01:43:06,548 --> 01:43:10,548
ด่าใครคะ ตำหนิใคร ว่าใคร ว่าคนที่

1548
01:43:10,550 --> 01:43:14,550
ดูถูกงานศิลปะ

1549
01:43:14,551 --> 01:43:18,551
ดูจากข้อความ

1550
01:43:18,552 --> 01:43:22,552
ความหมายที่สื่อออกมาก สาปแช่งขนาดไหน

1551
01:43:22,554 --> 01:43:26,554
สาปแช่งขนาดว่าภพหน้าอย่ามีรูปมนุษย์

1552
01:43:26,557 --> 01:43:30,557
เกิดในร่างดิรัจฉาน สาปให้เป็นคน

1553
01:43:30,559 --> 01:43:34,559
อีกไหมคะ สาปว่าอย่าให้เกิด

1554
01:43:34,559 --> 01:43:38,559
เป็นคนอีกเลย เพราะถ้าเกิดมาแล้ว

1555
01:43:38,561 --> 01:43:42,561
ก็ได้ขึ้นว่าเป็นเพียงคน แต่จิตใจ

1556
01:43:42,562 --> 01:43:46,562
เป็นอย่างไร หยาบช้า หยาบเพราะอะไร เพราะ

1557
01:43:46,563 --> 01:43:50,563
ดูถูกดูหมิ่นศิลปะ นั่นแสดง

1558
01:43:50,564 --> 01:43:54,564
ว่าอาจารย์เชิดชูงานศิลปะ

1559
01:43:54,564 --> 01:43:58,564
และถ้าใครที่คิดจะมาย่ำยี

1560
01:43:58,565 --> 01:44:02,565
ดูถูก ดูหมิ่น อาจารย์

1561
01:44:02,566 --> 01:44:06,566
พร้อมที่จะสาปแช่ง พร้อมที่จะ

1562
01:44:06,567 --> 01:44:10,567
ต่อต้าน พร้อมที่จะต่อว่า

1563
01:44:10,571 --> 01:44:14,571
ทันทีใช่ไหมคะ ครูอยากให้ดูตรงนี้ค่ะ อารมณ์

1564
01:44:14,572 --> 01:44:18,572
ความรู้สึกเป็นอย่างไร อารมณ์ ความรู้สึก

1565
01:44:18,574 --> 01:44:22,574
โกรธแค้นไหมคะ เป็นอารมณ์โกรธ

1566
01:44:22,575 --> 01:44:26,575
แค้นใช่ไหมคะ เป็นอารมณ์โกรธแค้นที่มีผู้

1567
01:44:26,576 --> 01:44:30,576
ดูถูก ดูหมิ่นศิลปะ คราวนี้

1568
01:44:30,577 --> 01:44:34,577
ครูอยากให้กลับไปดูอีกอย่างหนึ่ง ลองพิจารณา

1569
01:44:34,578 --> 01:44:38,578
ดูสิว่าผู้เขียนนี่ค่ะ เขาน่าจะเขียน

1570
01:44:38,579 --> 01:44:42,579
บทประพันธ์นี้ในช่วงวัยใดของเขา ดูจาก

1571
01:44:42,583 --> 01:44:46,583
ใช้ภาษาแล้ว คิดว่าเป็นรุ่นไหน วัยรุ่น

1572
01:44:46,585 --> 01:44:50,585
วัยผู้ใหญ่ หรือว่าวัยผู้สูงอายุ

1573
01:44:50,586 --> 01:44:54,586
นักศึกษาคิดว่าใน 3 วัยนี้อาจารย์เขียนในช่วงไหน

1574
01:44:54,587 --> 01:44:58,587
ดูจากการใช้ภาษา

1575
01:44:58,590 --> 01:45:02,590
วัยไหน

1576
01:45:02,591 --> 01:45:06,591
เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่

1577
01:45:06,593 --> 01:45:10,593
วัยสูงอายุ

1578
01:45:10,598 --> 01:45:14,598
ผู้ใหญ่ใช่ไหมคะ คิดว่าเป็นวัยผู้ใหญ่ใช่ไหม

1579
01:45:14,599 --> 01:45:18,599
มาดูสิ นักศึกษาคะ ปกติแล้วธรรมชาติของความเป็นผู้ใหญ่

1580
01:45:18,601 --> 01:45:22,601
เมื่อมีเหตุมากระทบ สิ่ง

1581
01:45:22,603 --> 01:45:26,603
แรกที่ผู้ใหญ่จะต้องทำนั่นก็คือการนิ่งค่ะ

1582
01:45:26,604 --> 01:45:30,604
วุฒิภาวะของผู้ใหญ่จะมีสูงขึ้น

1583
01:45:30,606 --> 01:45:34,606
เมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้น

1584
01:45:34,607 --> 01:45:38,607
ภาษาแบบนี้ ดูจาก

1585
01:45:38,608 --> 01:45:42,608
ประวัติ เราจะเห็นว่าบทประพันธ์นี้

1586
01:45:42,610 --> 01:45:46,610
เขียนตอนอาจารย์อายุ 18 ค่ะ เข้าเรียนตอนปี 1

1587
01:45:46,611 --> 01:45:50,611
ในมหาวิทยาลัย แล้วสาขาที่ตนเองเลือกเรียนนั้น

1588
01:45:50,612 --> 01:45:54,612
เป็นสาขาที่มีผู้กล่าว

1589
01:45:54,613 --> 01:45:58,613
ว่าเรียนไปทำไม เป็นศิลปินไส้แห้ง

1590
01:45:58,615 --> 01:46:02,615
เรียนไปทำไมศิลปะมันไม่มีประโยชน์

1591
01:46:02,617 --> 01:46:06,617
ย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ค่านิยม

1592
01:46:06,617 --> 01:46:10,617
ของสังคมไทย เป็นแบบนั้นจริง  ๆ ค่ะ มอง

1593
01:46:10,619 --> 01:46:14,619
ว่างานศิลปะเป็นงานที่ไม่ได้สร้างรายได้ มองว่าศิลปะเป็นงาน

1594
01:46:14,620 --> 01:46:18,620
เกิดให้เกิดความร่ำรวยใด ๆ ใช่ไหม

1595
01:46:18,621 --> 01:46:22,621
ช่วงนั้นอารมณ์และ

1596
01:46:22,622 --> 01:46:26,622
ความรู้สึกของคนที่รักในงานศิลปะมันจึง

1597
01:46:26,623 --> 01:46:30,623
พุ่งพล่าน ภาษาที่ใช้มันจึงมีความ

1598
01:46:30,624 --> 01:46:34,624
เดือดดาน เข้มข้น

1599
01:46:34,625 --> 01:46:38,625
หยาบมากนะ แต่ไม่มีคำหยาบเลยสักคำ

1600
01:46:38,627 --> 01:46:42,627
แต่อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร รู้ได้เลยว่าถ้าเป็นภาษา

1601
01:46:42,628 --> 01:46:46,628
พูดแบบชาวบ้านทั่ว ๆ ไปเขาว่ากันนี่

1602
01:46:46,630 --> 01:46:50,630
คงมีสัตว์ออกมาเพล่นพล่านเต็มไปหมดใช่ไหมคะ

1603
01:46:50,632 --> 01:46:54,632
แต่ในนี้ไม่มีคำหยาบเลย แต่มัน

1604
01:46:54,633 --> 01:46:58,633
ไพเราะไปด้วยการเลือกสรรคำ

1605
01:46:58,634 --> 01:47:02,634
มาลงแล้วทำให้เห็นว่าผู้เขียนมีความ

1606
01:47:02,635 --> 01:47:06,635
รู้สึกเดือดดานขนาดไหน

1607
01:47:06,636 --> 01:47:10,636
นี่คือการตีความ โอเคไหม

1608
01:47:10,638 --> 01:47:14,638
ต่อไปนะคะ คำถาม

1609
01:47:14,639 --> 01:47:18,639
มีไหมคะ หลังจากที่เราได้เรียนมาทั้งหมดแล้ว

1610
01:47:18,649 --> 01:47:22,649
เราก็จะเห็นว่าเวลาที่เราจะอ่านงานอะไรก็ตามแต่

1611
01:47:22,650 --> 01:47:26,650
ไม่ว่าจะเป็นทางออนไลน์หรือแม้จะอ่านหนังสือ

1612
01:47:26,651 --> 01:47:30,651
ไม่ว่าจะเป็นการอ่านงานประเภทร้อยแก้ว

1613
01:47:30,652 --> 01:47:34,652
ร้อยกรองทุกแบบ เวลาอ่านถ้าเราเจอ

1614
01:47:34,652 --> 01:47:38,652
ในเรื่องของสัญลักษณ์นะ เจอในเรื่องของการมี

1615
01:47:38,654 --> 01:47:42,654
การตีความว่าสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อ

1616
01:47:42,655 --> 01:47:46,655
หรือเจตาในการส่งสาร รวมถึงอารมณ์

1617
01:47:46,656 --> 01:47:50,656
ของผู้เขียนที่มีอยู่ในงานเขียนนั้น ๆ นี่นะคะ เราจะเจอยู่

1618
01:47:50,657 --> 01:47:54,657
ในทุกที่เลย แม้แต่ในงานเขียนที่เป็นลักษณะ

1619
01:47:54,659 --> 01:47:58,659
ของงานที่เป็นบทความ ตัวบทความนี่น่าวิเคราะห์มาก

1620
01:47:58,660 --> 01:48:02,660
นะคะ แต่สำหรับพวกเรานะคะ ด้วยเวลานะ

1621
01:48:02,661 --> 01:48:06,661
ทำให้เราอาจจะต้องลดนะคะ ในเรื่องของการอ่านบทความ

1622
01:48:06,662 --> 01:48:10,662
ตรงนี้ลงไป แต่สิ่งที่ครูจะให้พวกเราทำ ก็คือ

1623
01:48:10,663 --> 01:48:14,663
ในหน้า 118

1624
01:48:14,664 --> 01:48:18,664
เป็นหัวข้อบทประพันธ์

1625
01:48:18,664 --> 01:48:22,664
ที่ชื่อว่าซ่อน ซ่อน

1626
01:48:22,666 --> 01:48:26,666
อะไร อาจารย์ศักดิ์ ศิริมีสมสืบ เขียน

1627
01:48:26,668 --> 01:48:30,668
ในหนังสือที่ชื่อว่ามือนั้นสีขาว

1628
01:48:30,670 --> 01:48:34,670
อยากให้พวกเราลองอ่านแล้วตอบ

1629
01:48:34,670 --> 01:48:38,670
คำถาม 2 ข้อ 1. ตีความ

1630
01:48:38,672 --> 01:48:42,672
ด้านน้ำเสียง 2. ตีความด้านเนื้อหา

1631
01:48:42,672 --> 01:48:46,672
นักศึกษาไม่ต้องเขียนลงกระดาษ นักศึกษา

1632
01:48:46,673 --> 01:48:50,673
พิมพ์ในมือถือก็ได้ค่ะ ตอบโจทย์ข้อที่  1

1633
01:48:50,674 --> 01:48:54,674
กับโจทย์ข้อที่ 2 จากนั้นแคป

1634
01:48:54,676 --> 01:48:58,676
หน้าจอนะคะ หรือแคปข้อความที่เราพิมพ์นี่

1635
01:48:58,678 --> 01:49:02,678
ใส่ในอาบั้มใน LINE กลุ่มให้หน่อย

1636
01:49:02,681 --> 01:49:06,681
แล้วลงคะแนนให้ ว่าเธอดีความเรื่อง

1637
01:49:06,682 --> 01:49:10,682
ซ่อนนี้ว่าอย่างไร

1638
01:49:10,684 --> 01:49:14,684
ส่งวันไหน

1639
01:49:14,684 --> 01:49:18,684
ส่งวันนี้นะคะ ห้องอื่นเขาก็ส่งในชั่วโมง

1640
01:49:18,687 --> 01:49:22,687
ห้องเรานะคะ ครูอนุญาตให้ส่งได้ถึง 6 โมงเย็น

1641
01:49:22,688 --> 01:49:26,688
นะคะ ส่งมานะคะ อัปรูปเข้าไปใน Line กลุ่มนะคะ

1642
01:49:26,689 --> 01:49:30,689
แล้วเดี๋ยวครูจะรอตรวจและลงคะแนนให้

1643
01:49:30,691 --> 01:49:34,691
มีใครสงสัย

1644
01:49:34,692 --> 01:49:38,692
กับเนื้อหา สงสัย

1645
01:49:38,693 --> 01:49:42,693
หรือมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องเนื้อหาทั้งหมด

1646
01:49:42,694 --> 01:49:46,694
ในวันนี้รวมถึงงานการบ้านวันนี้หรือเปล่า ถามได้เลยค่ะ

1647
01:49:46,695 --> 01:49:50,695
มีปัญหาอะไรหนอ มีไหม

1648
01:49:50,695 --> 01:49:54,695
มีไหมจ๊ะ โอเค

1649
01:49:54,697 --> 01:49:58,697
ถ้าไม่มีนะคะ

1650
01:49:58,699 --> 01:50:02,699
อย่างนั้นเดี๋ยวชั่วโมงนี้เอาไว้แค่นี้ เดี๋ยวสัปดาห์หน้า

1651
01:50:02,700 --> 01:50:06,700
เราจะมาบรรณนิทัศน์หนังสือกันนะคะ เราจะมา

1652
01:50:06,702 --> 01:50:10,702
ทำการแนะนำหนังสือ แต่ก่อนจะแนะนำ

1653
01:50:10,702 --> 01:50:14,702
มันต้องมีการวิเคราะห์ก่อนนะ จับใจความ

1654
01:50:14,704 --> 01:50:18,704
แล้วก็มาวิเคราะห์กัน แล้วจะทำในรูปแบบบรรณนิทัศน์

1655
01:50:18,705 --> 01:50:22,705
โอเค อย่างนั้นชั่วโมงนี้แค่นี้ก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ

1656
01:50:22,710 --> 01:50:26,710
[สิ้นสุดการถอดความ]

1657
01:50:26,712 --> 01:50:30,712
(ผศ.ดร.กาญจนา) ขอบคุณล่ามด้วยนะคะ

1658
01:50:30,713 --> 01:50:34,713

1659
01:50:34,714 --> 01:50:38,714

1660
01:50:38,716 --> 01:50:42,716

1661
01:50:42,717 --> 01:50:46,717

1662
01:50:46,721 --> 01:50:50,721

1663
01:50:50,723 --> 01:50:54,723

1664
01:50:54,725 --> 01:50:58,725

1665
01:50:58,727 --> 01:51:02,727

1666
01:51:02,728 --> 01:51:06,728

1667
01:51:06,730 --> 01:51:10,730

1668
01:51:10,733 --> 01:51:14,733

1669
01:51:14,734 --> 01:51:18,734

1670
01:51:22,738 --> 01:51:25,736

1671
01:51:26,740 --> 01:51:29,742

1672
01:51:30,742 --> 01:51:30,743

1673
01:51:34,743 --> 01:51:34,746


