--- title: การอ่าน คิด พัฒนาชีวิต (บ่าย) 121066 subtitle: date: วันพฤหัสบดีที่ 12 ตุลาคม 2566 เวลา 13.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (เจ้าหน้าที่) ค่ะ ช่วงนี้เดี๋ยวรออาจารย์สักครู่นะคะ เดี๋ยวล่ามพักก่อนก็ได้ค่ะ เดี๋ยวอาจารย์มาแล้ว อาจารย์เปิดไมค์ ค่อยเปิดก็ได้ค่ะ (ผศ.ดร.กาญจนา) นักศึกษาสวัสดีค่ะ (นักศึกษา) สวัสดีครับ / ค่ะ วันนี้เราเริ่มกันช้านิดหนึ่ง พอดีครูลืมอุปกรณ์นะคะ ครูลืม USB ตัวไฟล์มา แล้วไม่ได้ส่งเข้า Email ก็เลยต้องกลับไปเอานะคะ เดี๋ยววันนี้นะคะ เราจะมาเข้าสู่หัวข้อที่เป็นชิ้นงานชิ้นเดียวที่เราต้องทำ และเป็นชิ้นงานที่เป็นงานเดี่ยวรายบุคคล หัวข้อนี้ คือ การทำบรรณนิทัศน์ เขาเรียกว่า "การเขียนบรรณนิทัศน์" นะคะ แต่ว่างานที่จะเกิดขึ้นจะนำเอาสิ่งที่เราเขียนไปพัฒนานะคะ ครูจะให้นักศึกษาทำเป็นคลิป คลิปการทำบรรณนิทัศน์หนังสือ หรือการแนะนำหนังสือนั่นเอง เดี๋ยวเรามารู้กันก่อน ว่าบทนี้เนื้อหาเป็นอย่างไร นักศึกษาอาจจะดูเอกสารนะคะ ประกอบไปได้ หลักการไม่ได้เยอะเลยค่ะ แต่มันจะขึ้นอยู่กับวิธีการในการนำเสนอของเรา แต่ว่าเราสามารถที่จะนำเอารายละเอียดที่น่าสนใจในหนังสือนั้น ๆ มาแนะนำสู่สาธารณชนอย่างไร เพื่อให้ผู้ที่เขาอยากจะอ่านหนังสือเล่มเดียวกันกับเรานี่ เขามีแนวทางในการอ่าน ถ้าเขาเห็นคลิปนี้แล้ว เขาจะได้รู้ว่ามันตรงกับความต้องการหรือมันตรงกับจริตของเขาไหม เขาควรจะเลือกอ่านหนังสือเล่มนี้ มันตรงกับความน่าสนใจจากการนำเสนอของเราหรือเปล่านะคะ บทที่ 6 นะคะ การอ่านเพื่อแนะนำหนังสือ ในการอ่านเพื่อแนะนำหนังสือ นักศึกษาดูที่กระดานนะคะ ดูที่หน้าจอ เขาให้ความหมายว่าอย่างไรคะ มันมีคำว่า "แสดงทัศนะ" ใช่ไหมคะ แสดงทัศนะคืออะไร แสดงความคิดเห็น ความรู้สึกที่มีต่ออะไรคะ ต่อหนังสือเล่มที่อ่าน ถ้าอ่านแล้วจบที่ตัวเรา แจ้งล่ามนะคะ สักครู่นะคะ พอดีนักศึกษาตาขอไฟล์ที่เป็นไฟล์ Word เดี๋ยวส่งให้นักศึกษาก่อน ต่อได้แล้วนะคะทีนี้ คำแรกที่เราต้องทำความรู้จัก ก็คือการอ่านเพื่อแนะนำหนังสือ การอ่านเพื่อแนะนำหนังสือนะคะ เป็นการแสดงความคิดเห็นนะคะแสดงความรู้สึก หรือที่เราใช้คำว่า "แสดงทรรศนะ" เป็นการแสดงความรู้สึกที่เรามีต่อหนังสือเล่มที่เราอ่านโดยเวลาที่เราจะอ่านเพื่อแนะนำหนังสื่อนี่นะคะ เราอาจจะมีขั้นตอน หรือมีกระบวนการในการอ่านเพื่อแนะนำ ขั้นที่ 1 นะคะ ก่อนที่เราจะอ่านนะคะ ในช่วงเริ่มต้นนะ เราอาจจะต้องเตรียมตัวเรา เตรียมความพร้อม นั่นก็คือจะต้องมีสมาธิในการอ่าน มีความตั้งใจนะ มีความมุ่งมั่น ขณะที่ 2 นะคะ ก็คือขณะอ่าน ขณะที่กำลังอ่าน ก็อาจจะต้องมีการตั้งคำถาม หรือมีการตั้งเป้าหมายในการอ่าน ว่าหลังจากที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว สิ่งที่เราจะได้จากการอ่านมีอะไรบ้าง หรือเราตั้งคำถามเอาไว้ว่าในการอ่านครั้งนี้ สิ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของหนังสือเล่มนี้มีอะไร ประเด็นที่สำคัญในหนังสือเล่มนี้ได้แก่ประเด็นใดบ้าง ข้อคิดที่เราได้จากหนังสือเล่มนี้คืออะไร เราจะสามารถนำความรู้หรือข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้เอาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร คำถามต่าง ๆ เหล่านี้ ควรเกิดขึ้นในขณะที่เรากำลังอ่าน เพื่อทำให้การอ่านนั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่อ่านแบบเลื่อนลอย ขั้นที่ 3 หลังจากที่อ่านไปแล้ว เราจะไม่นำสิ่งที่เราได้เก็บไว้กับตัว แต่เราจะต้องเผยแพร่หรือถ่ายทอดความรู้หรือความคิดที่ได้จากการอ่านนั้นนะคะ ถ่ายทอดออกไปนะคะ ด้วยการพูด หรือการเขียน สื่อสารไปยังผู้อ่านคนอื่น ๆ เพื่อให้ความรู้จักหนังสือเล่มนั้นเป็นอย่างไรคะ มีความแพร่ขยาย ความรู้ที่เกิดขึ้นก็จะถูกนำไปขยายต่อ มีผู้อ่านต่อจากเรา หากว่าเขาเห็นว่าสิ่งที่เราได้จากการอ่าน แล้วนำมาถ่ายทอดนั้นมันเป็นประโยชน์ต่อตัวเขาเอง เพราะฉะนั้น คนที่จะทำหน้าที่แนะนำหนังสือ ก็คือพวกเราทุกคนนี่แหละนะคะ หลักพื้นฐานในการอ่านนะคะ ในการแสดงทรรศนะต่อหนังสื่อที่อ่านมีอะไรบ้าง อ่านเพื่อแนะนำหนังสือนั่นแหละนะคะ หลักพื้นฐานในการที่เราจะไปแสดงความคิดเห็นหรือไปแนะนำผู้อื่นต่อได้นั้นนี่ ตัวเราเองต้องมีพื้นฐาน 2 ประการนี้ อยู่ในตัวเราเองก่อน เราจึงจะมั่นใจได้ว่าเราถ่ายทอดต่อไปยังผู้อื่นได้ นั่นก็คือคุณลักษณะข้อที่ 1 จะต้องเป็นนักอ่าน การเป็นนักอ่าน ไม่ใช่ว่าอ่านเฉพาะสิ่งที่ตนเองชอบ แต่ถ้าเป็นนักอ่านที่แท้จริงจะต้องอ่านหนังสือทุกประเภท อ่านเพื่อให้เกิดความรู้ในวงกว้าง อ่านเพื่อให้เกิดความคิดเห็นที่กว้างขวาง และสามารถนำข้อมูลที่ได้จากหนังสือที่ตนอ่านนั้น เอาไปใช้ประกอบในการแสดงความคิดเห็น และจะเป็นความคิดเห็นที่มีความน่าเชื่อถือ สมมติว่านักศึกษาไม่เคยอ่านงานประเภทอื่นเลยนอกจากนวนิยาย ถ้าหากว่าเราจะไปแนะนำให้ผู้อื่นอ่านหนังสือประเภทอื่นที่ไม่ใช่นวนิยาย เราจะมีความมั่นใจในตัวเองไหมคะ คงไม่มี เพราะเราไม่คุ้นเคย และเราไม่มีความรู้เกี่ยวกับหนังสือประเภทอื่น ๆ นอกจากนวนิยายเลย ดังนั้น การเป็นนักอ่านจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการเป็นผู้แนะนำหนังสือนะคะ อันที่ 2 ค่ะ หลักพื้นฐานอันที่ 2 ก็คือจะต้องฝึกแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มที่อ่านนั้น โดยให้เหตุผลประกอบ เน้นนะคะ ตามความเป็นจริง การให้เหตุผลประกอบตามความเป็นจริง เป็นหัวใจสำคัญของการแนะนำหนังสือ เพราะถ้าหากว่านักศึกษาแนะนำหนังสือไปโดยความชอบส่วนตัว โดยไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง นั่นมันจะมีลักษณะใกล้เคียงกับการโฆษณา หรือการให้ความคิดเห็นเกินจริง ดังนั้น ในการที่เราจะแสดงความคิดเห็น หรือให้เหตุผลเพื่อสนับสนุน หรือแสดงความรู้สึกต่าง ๆ กับหนังสือเล่มนี้ จึงจำเป็นจะต้องอยู่ในขอบเขตที่พอดี และอยู่บนเหตุผลของความเป็นจริงตามสภาพที่เกิดขึ้นจริงนั้น ๆ เพราะบางคนเห็นว่านักเขียนคนนี้เป็นผู้ที่มีชื่อเสียง เราชื่นชอบ ที่ยังไม่ได้อ่านเนื้องานหรืออ่านไม่ละเอียดพอ แต่เราไปให้เครดิต หรือให้คำนิยมกับนักเขียนผู้นั้นก่อนแล้ว หรือให้ความรู้สึก หรือให้ข้อแนะนำที่มีลักษณะการเชียร์ การสนับสนุน และไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงว่าหนังสือเล่มนี้ โครงสร้างของมัน ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง สามารถวิเคราะห์ออกมาในแต่ละด้านแล้วนี่ ออกมาเป็นอย่างไรนะคะ และมันมีลักษณะที่มันโดดเด่นอย่างไร การที่ไม่ได้นำเอาความรู้สึกส่วนตัว ความชื่นชอบส่วนตัวมาประกอบ สิ่งนี้จะทำให้การแนะนำหนังสือหรือการให้ข้อคิดเห็นมีความน่าเชื่อถือเห็นข้อความข้างบนไหมคะ การแนะนำหนังสือไม่ใช่การโฆษณาหนังสือ เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลของหนังสือเล่มนั้น ๆ ตามความเป็นจริง ปราศจากอคติ อย่างที่ครูว่าไปแล้วเมื่อกี้นี้ที่ครูบอกไป ครูบอกว่าถ้าว่าเรามีความโน้มเอียงของความรู้สึกโดยใช้ความรู้สึกส่วนตัวนะคะ มานำเสนอหรือแสดงความคิดเห็น มันจะมีลักษณะเข้าข่ายการโฆษณาเกินจริง เมื่อกี้เป็นหัวข้อการอ่านเพื่อแสดงความคิดเห็นใช่ไหมคะ คราวนี้ค่ะ เข้าไปสู่การเขียนค่ะ ในการอ่านเพื่อแสดงความคิดเห็น เราจะต้องเอาสิ่งที่เราอ่านนั้นไปถ่ายทอด ถ่ายทอดด้วยวิธีใด ก็ถ่ายทอดโดยการเขียน การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือเล่มต่าง ๆ เขาเรียกว่าการ "บรรณนิทัศน์หนังสือ" ภาษาอังกฤษ คือ Book Review ไปห้องสมุดนักศึกษาเจอคำนี้ใช่ไหมคะ เห็นเขาจัดมุมไว้ไหมคะ หนังสือแนะนำ เห็นหนังสือใช่ไหมคะ วางอยู่ ยิ่งเป็นหนังสือเข้าใหม่ของเดือนนี้ หนังสือแนะนำประจำสัปดาห์ แต่ในห้องสมุดหากเป็นลักษณะของการจัดวาง จะไม่มีข้อความที่เป็นลักษณะของการเขียนแนะนำ โดยการให้รายละเอียด แต่ถ้าหากว่าเข้าไปดูในเว็บไซต์ของสำนักวิทยบริการ เขาจะมีการอธิบายประกอบว่าหนังสือเล่มนี้ มีข้อมูลพื้นฐานอย่างไร ข้อมูลพื้นฐานที่ว่านี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง เดี๋ยวหัวข้อต่อไป และหนังสือเล่มนี้มีความโดดเด่นอย่างไร เขาจะให้ข้อมูล 2 ส่วนนี้มา และส่วนที่ 3 ก็คือเขาก็จะเชิญชวนให้เราไปเลือกชม เลือกอ่าน เลือกยืม นี่คือวิธีการแนะนำผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ของสำนักวิทยบริการ เขาจะใช้วิธีนี้แต่ในปัจจุบันนี้ก็มีวิธีการแนะนำที่เป็นขั้นเหนือ... เขาเรียก "ขั้นเหนือกว่า" ขั้นกว่า นั่นก็คือนอกจากการเขียนแนะนำแล้ว ก็ยังมีการทำเป็นคลิปเพื่อแนะนำหนังสือด้วย ดังนั้น ในการจะทำคลิป จะต้องมีอะไรก่อนค่ะ มีโครงที่เขียนไว้ก่อนใช่ไหมคะ ว่าจะแนะนำในลักษณะใด เพราะในการพูดผ่านคลิปไม่สามารถจะอธิบายได้จากความรู้สึกแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีโครงเขียนเอาไว้ก่อน เพื่อให้การนำเสนอด้วยการพูดผ่านคลิป พูดแนะนำหนังสือเป็นไปอย่างครบถ้วนตามขั้นตอน และมีข้อมูลที่ถูกต้อง เหมือนกับงานที่ครูจะให้ทำนี่แหละ เราจะต้องเขียนเป็นโครงของเราก่อน เพื่อนำเอาโครงที่เราเขียนนั้น ไปทำอะไรคะ ไปเปลี่ยนให้มันอยู่ในรูปของคลิปการแนะนำหนังสือนะคะ ต่อไปนะคะ นักศึกษาดูความหมายค่ะ คำว่า "บรรณ" หมายถึง หนังสือ นิทัศน์ หมายถึง ตัวอย่างที่นำมาแสดงให้เห็น บรรณนิทัศน์หนังสือ คือ การเขียนเล่าเรื่องเกี่ยวกับหนังสือนั้น ๆ โดยสังเขป นักศึกษาดูคำนี้นะคะ "โดยสังเขป" ถ้าหากเป็นการบรรณนิทัศน์ เราไม่ต้องไปลงลึกรายละเอียดทั้งหมด แต่เราต้องอ่านทั้งหมด เพื่อให้เห็นว่าหนังสือเล่มนี้มีโครงสร้างอย่างไร มีความโดดเด่นอย่างไร เราถึงได้เลือกนำมาเพื่อแนะนำผู้อื่น แนะนำสาธารณชนเพื่อให้ได้อ่านร่วมกันเพียงสังเขปนี้มันมีขอบเขตอย่างไร ในหัวข้อต่อไปจะได้อธิบายเพิ่มนะคะ ในการอธิบายนะคะ หรือการเล่าเรื่องเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้น ๆ นี่ อาจจะต้องระบุไปถึงคุณค่าของหนังสือเล่มนั้น ว่ามันมีคุณค่าเหมาะแก่การอ่านอย่างไร หัวข้อนี้ต้องใส่เข้าไป เพื่อให้เห็นความเด่นชัดของคุณค่า และอาจจะต้องใส่เข้าไปในหัวข้อ เรื่องของลักษณะพิเศษหรือควาโดดเด่นของหนังสือนั้น ๆ นะคะ ในการทำบรรณนิทัศน์หนังสือ มีหลักการหรือมีองค์ประกอบของการเขียนบรรนิทัศน์อยู่ 5 ข้อด้วยกัน แต่นักศึกษาดูนะคะ ว่ามีทั้งหมด 5 ข้อ แต่ข้อที่ 1 กับข้อที่ 2 เราสามารถนำมารวมกันได้ แล้ว 1 กับ 2 นี้ เราจะรวมเรียกว่า "ข้อมูลพื้นฐานของหนังสือ" ข้อมูลพื้นฐานที่ว่านี้ประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ประกอบไปด้วยชื่อหนังสือ ชื่อผู้แต่ง ในลักษณะของชื่อผู้แต่งนี้ ในบางครั้งอาจจะเป็นชื่อเต็ม ชื่อจริง นามสกุลจริง หรือในบางครั้ง ผู้แต่งหรือผู้เขียนหนังสือไม่ประสงค์จะใช้ชื่อและนามสกุลจริง จึงใช้สิ่งที่เรียกว่า "นามแฝง" หรือ "นามปากกา" นักศึกษาเข้าใจความหมายของคำนี้ใช่ไหมคะ กับข้อที่ 2 ค่ะ ขนาดของหนังสือ ขนาดของหนังสือ ก็คือจำนวนหน้านะคะ มีอยู่กี่หน้า พิมพ์ครั้งที่เท่าไร สถานที่พิมพ์ ปีที่พิมพ์ ราคาของหนังสือกี่บาท หัวข้อนี้ทั้ง 1 และ 2 รวมกันได้ เราเรียกว่า "ข้อมูลพื้นฐานของหนังสือ" ต่อมาค่ะ ข้อที่ 3 เมื่อกี้ข้อมูลของหนังสือแล้วนะคะ ข้อมูลพื้นฐาน ส่วนที่ 2 ค่ะ ที่นักศึกษาจะต้องกล่าวถึงในการบรรณนิทัศน์ นั่นก็คือสรุปสาระสำคัญของเรื่อง การสรุปสาระสำคัญนักศึกษาต้องใช้ทักษะในการสรุปใจความ ที่เราเรียนมาจากบทที่แล้ว ต้องนำเอาทักษะการสรุปใจความนำมาใช้ เพื่อทำให้เห็นว่าหนังสือเล่มนี้มีโครงเรื่อง มีการดำเนินเรื่องนะคะ อย่างไร ใครทำอะไร ที่ไหน รายละเอียดที่เป็นเชิงลึกไม่ต้อง แต่ให้สรุปใจความสำคัญว่าในหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับอะไรนะคะ มีองค์ประกอบอะไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือที่เป็นหนังสือประเภทให้ความรู้ ถ้านักศึกษาไปในห้องสมุดนะ หมวด 0000 จนถึง 9000 นี่ค่ะ ตามแนวจัดหนังสือของบิวอี้ใช่ไหมคะ ตั้งแต่ 0000-9000 นี่ เราจะเห็นว่ามีหนังสือมากมายหลากหลายประเภท นักศึกษาสามารถเลือกหยิบได้ทั้งหมดเลย นักศึกษาเลือกมาแค่ 1 เรื่องก่อน แล้วมาอ่าน อ่านแล้วสรุปใจความสำคัญด้วยนะคะ สรุปใจความ เพื่อให้เห็นว่าถ้าเป็นหนังสือประเภทวิชาการ เนื้อหามีลักษณะของความเป็นวิชาการ หรืออีกอย่างหนึ่งเราเรียกว่า "มีลักษณะเนื้อหาแบบสารคดี" แบบสารคดีเราอาจจะมาสรุปว่าตั้งแต่บทที่ 1 ถึงบทสุดท้ายนี่ บทที่ 1 เกี่ยวกับอะไร 2. เนื้อหาเกี่ยวกับอะไรนะคะ ให้เห็นองค์ประกอบของเนื้อหาในหนังสือมีอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน แต่ถ้าเป็นหนังสือแบบที่เรียกว่า "บันเทิงคดี" เช่น นวนิยาย หนังสือบันเทิง นิตยสาร วารสารต่าง ๆ หรือหนังสือที่มีเนื้อหาในลักษณะของการให้ความบันเทิง อาจจะสอดแทรกความรู้ ลักษณะของการสรุปใจความสำคัญ ก็อาจจะสรุปถึงลักษณะของโครงเรื่องนะคะ ว่าหนังสือเล่มนี้นะคะ มีตัวละครที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร ใช้วิธีการเล่าเรื่องที่สนุกสนานอย่างไร ละครมีความโดดเด่นนะคะ อย่างไร แต่อาจจะไม่ต้องไปวิเคราะห์ถึงขั้น วิเคราะห์พฤติกรรมตัวละคร ไม่ต้องไปถึงขั้นนั้น เอาแค่ว่ามีอะไรบ้าง นะคะ แล้วมันมีปมของเรื่องเป็นอย่างไร บทสรุปของปมนั้นถูกแก้ด้วยอะไรนะคะ ต่อไป ข้อที่ 4 ค่ะ ข้อที่ 4 หรือประเด็นที่ 3 คุณลักษณะพิเศษของหนังสือ คุณลักษณะพิเศษที่ว่านี้มีอะไรบ้าง หนังสือเล่มนี้มีความโดดเด่นในเรื่องของการใช้ภาษาหรือไม่ ใช้ภาษาแบบไหน ใช้ภาษาเก่า ภาษาสมัยยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น หรือยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น บางคนไปเลือกหนังสือที่เป็นหนังสือนวนิยาย เช่น บุเพสันนิวาสนะคะ ว่าไปหยิบบุพเพสันนิวาสมา ก็อาจจะพูดถึงความโดดเด่นของการใช้ภาษา ว่าหนังสือเล่มนี้ ผู้แต่งใช้ภาษาเก่า ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุทธยา ผนวกกันกับตัวละครที่ย้อนอดีต โดยมีการใช้ภาษาแบบยุคปัจจุบันร่วมด้วย นี่คือลักษณะของความโดดเด่นของการใช้ภาษา หรือเนื้อหา เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร เนื้อหาเกี่ยวกับความรัก เนื้อหาเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยว หรือเนื้อหาเกี่ยวกับการบันทึกประวัติศาสตร์ หรือเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอะไร นี่คือหรือเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอะไร นี่คือหรือโดดเด่นที่ภาพประกอบ เวลาที่เธออ่าน เธอจะเป็นผู้สรุปได้เองนะคะ ว่า หนังสือเล่มนี้ มีความโดดเด่น หรือมีคุณลักษณะพิเศษอย่างไร หนังสือ 1 เล่มอาจจะไม่ได้โดดเด่นครบทุกด้านนะคะ แต่อาจจะโดดเด่นขึ้นมาอย่างใดอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำเสนอ และค้นพบความโดดเด่นในหนังสือเล่มนั้นในลักษณะใด ดังนั้น ในข้อที่ 4 นะคะ หรือองค์ประกอบในข้อที่ 3 นี้ ต้องใช้ทักษะในการวิเคราะห์ค่ะ ต่อไปข้อสุดท้ายคือข้อ 5 ข้อนี้คือจะต้องเขียนข้อคิดเห็นสั้น ๆ เกี่ยวกับหนังสือ ซึ่งในข้อคิดเห็นนี้จะต้องบอกถึงข้อดี หรือสิ่งที่เป็นข้อบกพร่อง ข้อดีที่ว่านี้นะคะ ก็อาจจะเป็นในลักษณะของอะไรคะ ความทันสมัย เนื้อเรื่องทันสมัย หรือมีรูปแบบของหนังสือที่พกพาง่าย มีสีสันประกอบ มีภาพสดใสนะคะ ราคาย่อมเยา หรือเหมาะกับนักอ่านในวัยใด หรือเหมาะกับนักอ่านในกลุ่มใด สิ่งนี้ คือความคิดเห็นส่วนตัวของเรา ที่เราใส่เพิ่มเข้าไป อย่าลืมนะคะ ข้อ 1 2 3 4 เราต้องยึดตามตัวข้อความ หรือสิ่งที่ปรากฏตามความเป็นจริงในหนังสือ แต่ข้อ 5 คือสิ่งที่เราคิดเอง ความคิดเห็นส่วนตัวของเรา เพื่อแสดงให้เห็นว่า จากข้อมูล ตั้งแต่ 1-4 นี่ เรามีความคิดเห็น มีการประเมินค่าหนังสือนี้ไปในทิศทางใด อะไรดี ก็บอกว่าดี อะไรที่คิดว่าต้องเพิ่มเติม ก็ต้องใส่ความคิดเห็นของเราเข้าไปเพิ่มเติมด้วย ดังนั้น สิ่งสำคัญในข้อ 5 ก็คือในเมื่อเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเรา เราจะต้องแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากอคติ ย้ำนะคะ อย่ามีอคติกับงานเขียนที่ตนเองเลือกมา เคยมีนะคะ ที่ลักษณะของการเอางานเขียนนั้นมาโจมตีนะคะ เอามา Dist Credit ใช่ไหมคะ นะคะ แล้วก็ยิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงนำหนังสือสักเล่มหนึ่ง ของคนที่ตนเองไม่ชอบ เอามาวิจารณ์ เพระาฉะนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือการถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางใช่ไหมคะ เพราะคือผู้ที่มีอิทธิพลทางสังคม กระทำอะไรบางอย่าง ก้กระเพื่อมในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมีเดียนี่คือสิ่งที่จะต้องระมัดระวังนะคะ ในการเขียนบรรณนิทัศน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ข้อ 5 นะคะ การปราศจากอคติในการวิพากษ์วิจารณ์จะต้อง... หรือแสดงความคิดเห็นจะต้องอยู่ในความพอดีในตามสภาพจริงนะคะ หัวข้อต่อไป ลักษณะที่ดีของบรรณนิทัศน์ ในการเขียนบรรณนิทัศน์ สิ่งที่เราจะต้องคำนึง และครูจะใช้เป็นเกณฑ์ในการตรวจผลงานของนักศึกษา ครูจะใช้เกณฑ์ลักษณะที่ดี อันที่ 1 นะคะ ครูเพิ่มเข้าไปนะ อันที่ 1 ถ้าทำมาครบทั้ง 5 ข้อ จากหัวข้อองค์ประกอบเมื่อกี้ 1 กับ 2 คืออะไรนะ ข้อมูลพื้นฐานมีไหม 2. สรุปสาระสำคัญมาหรือเปล่า 3. บอกคุณลักษณะพิเศษของหนังสือเล่มนั้น ๆ หรือไม่ 4. อะไรคะ แสดงความคิดเห็นในลักษณะประเมินค่า โดยให้เหตุผลประกอบหรือไม่ ถ้าทำมาครบถ้วน นักศึกษาเข้าข่ายคุณลักษณะที่ดีของบรรณนิทัศน์ไปแล้ว นอกเหนือจากนั้นค่ะ เวลาเขียนข้อความ ต้องขียนได้อย่างถูกต้อง ตามเนื้อหาสาระของเรื่อง ไม่ใช่ว่าไปเอาสิ่งที่อยู่นอกหนังสือมาประกอบมาอธิบายเพิ่ม อย่าลืม 1 2 3 4 เราไม่เอาสิ่งที่อยู่นอกเหนือหนังสือเอามาพูด เอามาเล่า แต่เราจะยึดตามเนื้อหาในหนังสือ ยกเว้นการแสดงความคิดเห็นนะคะ ต่อไปค่ะ การใช้ภาษาในการนำเสนอของเราน่ะค่ะ เราใช้ภาษาได้กระทัดรัด กระชับ ได้ใจความหรือไม่ สื่อความได้ตรงตามจุดมุ่งหมายหรือเปล่า นี่คือสิ่งที่ครูจะดู ในการนำเสนอ มีลักษณะการใช้สำนวนการใช้ภาษาที่สละสลวยหรือไม่ ในข้อที่ 4 ค่ะ ตรงนี้คือศิลปะในการเขียนนะ แต่ในการเขียนของพวกเรา จะอยู่ในการดัดแปลงอยู่ในคลิปของการนำเสนอ ดังนั้น จะเป็นศิลปะในการเขียน ครูก็จะบอกว่ามีศิลปะในการนำเสนอด้วยการพูด ที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อเรื่องและเห็นคุณค่าของหนังสือได้อย่างถูกต้อง ถ้าเป็นการเขียนนะคะ ถ้าเป็นการเขียนบรรณนิทัศน์ ก็คือต้องมีศิลปะในการเขียนนะ แต่เมื่อเราจะนำไปแปลงนะคะ ให้อยู่ในรูปแบบ Online เราก็ปรับให้อยู่ในรูปของการนำเสนอ ก็จะเป็นศิลปะในการนำเสนอนั่นเอง ต่อไปข้อที่ 5 มาอีกแล้วค่ะ ต้องเขียนโดยปราศจากอคติ เห็นไหมเขาย้ำมากเลยนะคะ เขาย้ำมากเลย เพราะจริง ๆ แล้ว ในสังคมโลกที่พัฒนาแล้ว สิ่งที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคนในชาติของเขา คือ การอ่านนะคะ คนในชาติของประเทศที่พัฒนาแล้วนี่ เราจะเห็นว่ากิจกรรมที่สำคัญที่สุด และเป็นพื้นฐานของคนในชาติเขาเลย ก็คือการอ่าน การอ่านช่วยสร้างสติปัญญา สติปัญญาสร้างคน คนไปสร้างชาติ ดังนั้น ดัชนีชี้วัดว่าประเทศนั้นจะเป็นอย่างไร มันจึงขึ้นอยู่กับพื้นฐานเรื่องของการอ่านนี่ล่ะ ตอนนี้งานวิจัยเปลี่ยนไปหรือยังคะ ที่บอกว่าคนไทยอ่านหนังสือแค่วันละไม่เกินกี่บรรทัดนะ จำได้ไหม กี่บรรทัด 8 บรรทัดใช่ไหมคะ ไม่เกิน 8 บรรทัดใช่ไหมในต่อวัน แต่ครูเชื่อว่าตอนนี้คนไทยอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น แต่เปลี่ยนจากการอ่านหนังสือที่เป็นรูปเล่ม เป็นการอ่านแบบไหนคะทีนี้ เป็นการอ่านในรูปแบบของ Online ใช่ไหมคะ อ่านผ่านหน้าจอมือถือ อ่านผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ นะคะ เรารับข้อมูลข่าวสาร เราอ่าน เราวิเคราะห์นะคะ เรารับข้อมูล โดยเฉพาอย่างยิ่งทุกวันนี้มีลักษณะของการนำเสนอ การวิเคราะห์แนวคิด วิเคราะห์สถานการณ์ ลักษณะงานเขียนแบบนี้ มีอยู่เป็นจำนวนมากนะคะ ใครที่ติดตามเพจต่าง ๆ นะ Fan Page ต่าง ๆ ไม่เฉพาะว่าเป็นนักเขียนนะคะ คนที่เป็นนักข่าว คนที่เป็นผู้มีอิทธิพลทางสังคม ในทางสังคมโซเชียลมีเดีย เวลาเขาเขียนอะไรออกมา กลายเป็นประเด็นใช่ไหมคะ แล้วคนก็เข้าไปแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวางด้วย หัวข้อต่อไป ข้อควรระวังในการเขียนบรรณนิทัศน์ ในการที่จะเขียน เราต้องระมัดระวังสิ่งที่เป็นลักษณะ 2 ประการ ดังนี้ อันที่ 1 ก็คือไม่เล่าเรื่องอย่างละเอียดจนเกินไปจำได้ไหมคะ เมื่อกี้ที่ครูบอกว่าเล่าโดยสังเขป เพราะถ้าหากว่าเล่าหรือใส่รายละเอียดมากจนเกินไป มันจะมีลักษณะไปคล่อมกับการวิจารณ์วรรณกรรม มันจะมีเนื้อความหรือมีลักษณะไปในแนวของการวิจารณ์วรรณกรรม หรือวิจารณ์วรรณคดี ต้องระวัง เวลาที่นำนะคะ ข้อสรุปหรือข้อที่เป็นข้อวิเคราะห์มานำเสนอ นักศึกษาอาจจะใช้วิธีการยกข้อความมา แล้วใส่เครื่องหมายอัญประกาศคล่อมข้อความ เพื่อให้เห็นว่าข้อความนี้มีความโดดเด่น หรือมีความน่าสนใจ และนอกเหนือจากนี้ยังเป็นการชี้นำ หรือชักชวนให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังตามเข้าไปในเล่มนะคะ เพื่อเข้าไปดูว่าไอ้สิ่งที่เรานำมา หรือยกมานี่ เมื่อมันไปอยู่ในเนื้อเรื่องทั้งหมดแล้ว มันไปอยู่ในบริบทของหนังสือนั้น ๆ แล้ว มันจะมีความน่าสนใจ หรือเป็นจุดเชื่อมโยงกับตอนอื่น ๆ หรือเนื้อความอื่น ๆ อย่างไรนะคะ ข้อควรระวังข้อที่ 2 ก็คือจะต้องไม่ยกย่องคุณค่าของเรื่องมากจนเกินไป เพราะมันจะมีลักษณะความหมิ่นเหม่กับโฆษณาชวนเชื่อใช่ไหมคะ หรือถ้าหากว่าเป็นลักษณะของการแสดงความไม่เห็นด้วย หรือไม่ได้ชื่นชอบหนังสือเล่มนั้น ก็อาจจะไม่ใช้วาจาหรือใช้ภาษาที่เป็นเชิงตำหนิติเตียนนะคะ แล้วก็ที่สำคัญ ก็คือเวลาที่เราจะเขียนในลักษณะของการชื่นชมนะ การชื่นชมนี้นะคะ ถ้าหากว่าเราไปใช้คำว่า "ต้องรีบซื้อมาอ่านกันแล้ว" "ต้องมีเป็นของตัวเองแล้ว" ถ้าใช้ภาษาแบบนี้ เป็นลักษณะของการอะไรชัดเจนเลย การโฆษณาชัดเจนใช่ไหมคะ มันก็จะไม่เข้าข่ายการบรรณนิทัศน์ ใครทำมาในลักษณะเช่นนี้ ไม่ได้นะคะ ไม่มีคำเหล่านี้นะคะ ที่เป็นการชี้ชวน หรือชักชวนให้ซื้อนะคะ หรือไป... เขาเรียกอะไรล่ะ ไปตามหานะ ไปเก็บมาเป็นสมบัติของตนเองนะคะ นักศึกษาดูหัวข้อต่อไป มันมีลักษณะอย่างที่ครูว่าเมื่อกี้ ก็คือถ้าเราไปให้รายละเอียดกับการวิเคราะห์มากจนเกินไป มันจะเข้าข่ายลักษณะของการวิจารณ์วรรณกรรม เหมือนหัวข้อนี้ค่ะ หัวข้อนี้เขาบอกว่าการเขียนบรรณนิทัศน์เป็นความรู้เบื้องต้น และเป็นภูมิหลังของกระบวนการวิจารณ์วรรณกรรม หมายความว่า การเขียนบรรณนิทัศน์นะคะ หากว่าเขียนในลักษณะที่ให้รายละเอียดมากจนเกินไป เกินความมุ่งหมายที่แท้จริง มันก็จะกลายมาเป็นการวิจาร ความมุ่งหมายของการเขียนบรรณนิทัศน์ มีจุดมุ่งหมายเพียงแค่แนะนำข้อมูลหนังสือโดยสังเขป แต่ข้อมูลนั้นมีความครบถ้วน และมีการวิเคราะห์เบื้องต้นอย่างรอบด้าน และมีการให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือนั้น แต่ในขณะที่การวิจารณ์ จะมีความละเอียดถี่ถ้วน เพราะอะไร เพราะการวิจารณ์วรรณกรรม หรือวิจารณ์หนังสือนั้น เขาจะพิจารณาทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการนำเสนอ กลวิธีในการเขียนของผู้เขียน การใช้ภาษา คุณค่าที่เกิดขึ้นจากการอ่านหนังสือเล่มนั้นในทุก ๆ มิติ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ามันไปถึงขั้นนี้ มันจะเลยเถิดจากวัตถุประสงค์ของการบรรณนิทัศน์ แต่มันจะเข้าไปสู่การวิจารณ์หนังสือนั่นเองนะคะ นักศึกษาดูตัวอย่างค่ะ เห็นหนังสือนี้ไหม พิจารณาดูค่ะ ในหนังสือนี้ เป็นรูปภาพและมีชื่อหนังสือว่า ไชยเชษฐ์ มีเขียนเอาไว้ข้างบน ว่าพิมพ์ครั้งที่ 2 หนังสือส่งเสริมการอ่านชุดนิทานพื้นบ้าน เรียบเรียง ใครเป็นผู้เรียบเรียง เขาใช้ชื่อว่าครูนก ภาพประกอบ คนที่วาดภาพ คือ คุณพินิจ มนรัตน์ นักศึกษาดูนะคะ นักศึกษาคิดว่าไชยเชษฐ์ในความคิดของนักศึกษาหน้าตาแบบนี้ไหม เคยอ่านไหมคะ วรรณคดีเรื่องไชยเชษฐ์ ไชยเชษฐ์เป็นบทละครนอกนะคะ นิยมกันมากในช่วงสมัยรัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3 มีคนนำเอาไปแสดงซ้ำ ๆ ๆ ๆ ซ้ำกันจนมีสำนวนหนึ่งที่เขาเปรียบเทียบว่านำไปฉายซ้ำ นำไปเล่นซ้ำ ทำอะไรซ้ำ ๆ จนน่าเบื่อ จนกลายเป็นสำนวนว่าจืดเป็นไชยเชษฐ์ แต่สำนวนนี้ วันนี้ไม่ใช้แล้ว เขาเลิกใช้แล้ว แต่มันฮิตนะคะ มันใช้อยู่ช่วงหนึ่ง ในระยะเวลาที่ยาวนานอยู่พอสมควรแหละ แต่ต่อมานะคะ สำนวนนี้ก็หายไป แสดงว่าเรื่องนี้สนุกมาก และที่สำคัญก็คือเรื่องนี้ถูกนำมาเป็นบทเรียนให้กับนักเรียนได้อ่าน ในบทเรียนวรรณคดีลำนำ ใช่ไหมคะ คุณครูจะแนะนำให้อ่านนะคะ ให้อ่านวรรณคดีเสริม หนังสือที่เสริมเพิ่มเติมจากหนังสือเรียน เราเรียกว่า "หนังสือส่งเสริมการอ่าน" คราวนี้มาดูข้อมูลทั่วไปของหนังสือกันค่ะ ฝั่งขวามือ นักศึกษาเห็นอะไรบ้าง ข้อมูลทั่วไปทั้งหมดในหน้านี้ คือ ข้อมูลพื้นฐานของหนังสือค่ะ มีใครบ้าง มีข้อมูลอะไรบ้างนะคะ ข้อมูล ก็คือหนังสือชื่อหนังสือส่งเสริมการอ่านชุดนิทานพื้นบ้าน เรื่องไชยเชษฐ์ หมวดหมู่อยู่ในหมวดหมู่อะไรคะ นิทาน หมวดหมู่อยู่ในหมวดหมู่อะไรคะ นิทาน เลขหนังสือ นักศึกษาเข้าใจความหมายของ ISBN ไหมคะ ISBN คืออะไร หนังสือทุกเล่มที่ตีพิมพ์อยู่ในห้องสมุด มีลักษณะเป็นรูปเล่ม ลักษณะของ ISBM ก็คือหนังสือที่อยู่ในฐานข้อมูลของหอสมุดแห่งชาติ จะมีเลข ISBN ได้ ผู้เขียนหนังสจะต้องข้ออนุญาตกับหอสมุดแห่งชาติ เพื่อให้เขาออกหมายเลขประจำตัวของหนังสือเล่มนั้น ๆ สมมติผู้เขียนนะคะ แต่ง 1 เรื่องขึ้นมาก็จะได้ ISBN 1 เซตน่ะค่ะ หมายเลข ISBN 1 เซตแบบนี้ พอแต่งเรื่องใหม่ไปยื่นใหม่ ก็จะได้หมายเลข ISBN อันใหม่ เป็นหมายเลขกำกับหนังสือทุกเล่มที่เขียนขึ้น และอยู่ในฐานข้อมูลของหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งรวบรวมหนังสือทุกประเภทเอาไว้ ในประเทศของเรานะคะ จริง ๆ แล้วในส่วนของสำนักพิมพ์นะคะ สำนักพิมพ์นี้ สำนักพิมพ์เสริมวิทย์นะคะ เป็นสำนักพิมพ์ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดกรุงเทพฯ นะคะ แต่ครูไม่ได้เขียนไว้นะนะคะ ผู้แต่งนะคะ ผู้แต่ง ผู้แต่งเขาเขียนเอาไว้ว่าผู้แต่ง คือ สำนักพิมพ์เพื่อนเรียน สำนักพิมพ์เพื่อนเรียน เขาว่าอย่างนั้นนะคะ ผู้แต่งเป็นสำนักพิมพ์ แต่ในขณะที่หน้าปกบอกว่าผู้เรียบเรียงคือครูนกใช่ไหมคะ ต่อไปค่ะ จำนวนหน้า คือ 43 หน้านะคะ ขนาด 21 x 19 เซนติเมตร กว้างคูณยาวใช่ไหมคะ กว้างเท่าไร ยาวเท่าไร ใช่ไหม ผู้แต่งนะคะ ผู้จัดทำอันเดียวกันเลยค่ะ ผู้จัดทำก็คืออะไร ผู้จัดทำหนังสือนี้ใช่ไหมคะ หรือเรียบเรียง รวบรวม ลงสินค้า คือ ลงประกาศนะคะ พิมพ์ขายปุ๊บ ขายออนไลน์ปั้บเลย ก็คือ ปี ค.ศ. 2020 นี้เปรียบเป็น พ.ศ. พ.ศ. อะไรคะ ตอนนี้ 2023 3 ปีย้อนหลัง 2563 นะ ราคากี่บาท 70 บาท คราวนี้เราจะนำข้อมูลหนังสือนี้นะคะ สมมติเราเลือกหนังสือเล่มนี้ค่ะ อยากอ่านไชยเชษฐ์นะคะ เอาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ปรากฏว่าในการเขียนบรรณนิทัศน์ ในการเขียนบรรณนิทัศน์ แบบฟอร์มในการเขียนบรรณนิทัศน์สิ่งแรกที่เราจะต้องระบุลงไป นั่นก็คือข้อมูลพื้นฐาน หรือข้อมูลทั่วไปของหนังสือเล่มนั้น นักศึกษาดูนะคะ ครูใช่คำว่าอะไร ทำไมครูไม่ใช้สำนักพิมพ์ ทำไมครูไม่ใช้สำนักพิมพ์ เพราะเมื่อกี้เขาบอกว่าสำนักพิมพ์จัดทำหรือเป็นผู้แต่ง ในหน้าปกเขาเขียนว่า "เรียบเรียง" ใช่ไหมคะ ในการเรียบเรียงนะคะ เราอนุมานได้ว่าครูนกคนนี้อาจจะเป็นคนหนึ่งคนที่อยู่ในทีมของผู้แต่งนะคะ อยู่ในทีมของผู้แต่ง ผู้แต่งในนามของสำนักพิมพ์ใช่ไหมคะ แต่ครูนกในที่นี้ เป็นชื่อเล่น ครูนกเป็นใคร เราไม่รู้ แต่เราใส่อะไรเข้าไปแทน มีการใส่วงเล็บเอาไว้ด้วยว่าเขาคือนามแฝงนะคะ เป็นนามแฝง ไม่ใช่นามปากกา แต่เป็นนามแฝงนะคะ ต่อไปนะคะ ชื่อเรื่องค่ะ ตามด้วยชื่อเรื่อง ชื่อเรื่อง คือ ไชยเชษฐ์ เขาให้ใส่ตัวหนานะคะ เขียนตามหลักการของการอ้างอิง เขียนตามหลักการของการอ้างอิงนะ พิมพ์ครั้งที่ 2 นะคะ พิมพ์ครั้งที่ 2 จังหวัดที่พิมพ์ คือ กรุงเทพฯ ชื่อสำนักพิมพ์ที่พิมพ์ คือ เสริมวิทย์ นะคะ ปี พ.ศ. ที่จัดทำ ก็คือ... ปี พ.ศ. ที่พิมพ์ คือ 2563 นะคะ จำนวนกี่หน้าลูก 43 หน้า ราคา 70 บาท เขาให้ใส่ข้อมูลตรงนี้เข้าไป ส่วนที่ 1 จากนั้นค่ะ ส่วนที่ 2 คืออะไรนะ สรุปสาระสำคัญใช่ไหมคะ สรุปสาระสำคัญของเรื่อง ในนี้นะคะ เขาเริ่มต้นจากอะไร เขาเริ่มต้นจากการบอกที่มาของหนังสือก่อน ว่าหนังสือเล่มนี้นะคะ เป็นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ให้เป็นบทเรียนในหนังสือวิชาภาษาไทย บอกถึงที่มา จากนั้นอะไรต่อ จากนั้นกล่าวถึงการสรุปเนื้อหาค่ะ สรุปเนื้อหาหรือสรุปใจความสำคัญว่าไชยเชษฐ์นี้นะคะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรนะคะ อันนี้ครูเอาตัวอย่างให้ดูก่อนนะ หนังสือของเรามีตัวอย่างเยอะมากค่ะ มีตัวอย่างเยอะมาก เพราะฉะนั้นนะคะ เดี๋ยวครูจะให้ดูตัวอย่าง นักศึกษาเปิดหนังสือนิดหนึ่งค่ะ หน้า 121 ค่ะ หน้า 121 เห็นหนังสือเรื่องที่ 1 ไหมคะ ชื่อเรื่องว่า ความรู้เรื่องพระไตรปิฎก เดาแนวทางได้ไหมคะ ว่าแนวทางหนังสือเล่มนี้ เป็นบันเทิงคดีหรือเป็นเชิงวิชาการ เป็นเชิงวิชาการ ดูย่อหน้าแรกสิ เขาพูดถึงเรื่องอะไรก่อน เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ประกอบไปด้วย แสดงว่าเขาเอาอะไรคะ เอาโครงสร้างหรือการวิเคราะห์องค์ประกอบมาเล่า มาสรุปใช่ไหมคะ ว่าในหนังสือเล่มนี้นะคะ มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร นักศึกษาดูในบรรทัดที่ 4 ค่ะ คาดว่าหนังสือเล่มนี้ เห็นคำว่า "คาดว่า" ไหมคะ เห็นนะ คำว่า "คาดว่า" คือการแสดงอะไรคะ ความรู้สึก การแสดงความรู้สึก หนังสือเล่มนี้ยังไม่ปรากฏถึงการนำเสนอคุณลักษณะพิเศษใช่ไหมคะ เพราะอะไร เพราะเป็นหนังสือในเชิงวิชาการ อาจจะไม่ได้โดดเด่นเรื่องของภาษาใช่ไหมคะ แต่เป็นภาษาในลักษณะทางการ แต่ไปเด่นอะไรแทน ตัวเนื้อหา ว่าเนื้อหานั้นนะคะ มีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนิกชน และสืบพระพุทธศาสนาให้สถาพรสืบไป นี่เขายกอะไรขึ้นมา ยกจุดเด่นของเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของงานเขียนเล่มนี้ มีอะไรอีกคะ ที่เป็นข้อโดดเด่น หนังสือเล่มนี้ อาจจะเป็นสื่อนำให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎกฉบับเต็มในโอกาสต่อไป คีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญที่ปรากฏอยู่ตรงนี้ นักศึกษาจะเห็นว่าส่วนที่เขากล่าวถึงนั้นมันมีใจความหรือมีแนวโน้มนะคะ ในลักษณะของการพูดถึงใจความสำคัญ พูดถึงคุณลักษณะพิเศษ หรือพูดถึงความคิดเห็นที่มีต่อหนังสือเล่มนั้น ๆ คราวนี้มาดูเรื่องที่ 2 ค่ะ นครประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา มรดกทางวัฒนธรรม นักศึกษาดูตั้งแต่อันแรกเลย เพื่อส่งเสริม เขาพูดถึงเรื่องอะไรก่อนคะ พูดถึงจุดมุ่งหมายของหนังสือเล่มนี้ ว่าหนังสือเล่มนี้มีเจตนา หรือวัตถุประสงค์อย่างไร แล้วกล่าวถึงเรื่องอะไรด้วยคะ กล่าวถึงเนื้อหาใช่ไหมคะ กล่าวถึงเนื้อหาว่าหนังสือเล่มนี้นะคะ ได้กล่าวถึงมรดกโลกทางวัฒนธรรม ได้แก่ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และโบราณคดีบ้างเชียง นี่คือเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ คราวนี้มาดูสิ อะไรที่เป็นการแสดงความคิดเห็นของผู้เขียน นักศึกษาเห็นคำว่าอะไรคะ "เชื่อว่า" เห็นไหมคะ นี่คือส่วนที่เป็นความคิดเห็นของคนทำบรรณนิทัศน์ หรือคนเขียนแนะนำหนังสือ ต่อไป ในหนังสือเล่มที่ 3 กำเนิดหนังไทย อันนี้มีลักษณะพิเศษค่ะ ย่อหน้าแรก กล่าวถึงอะไรก่อนคะ ย่อหน้าแรก เขากล่าวถึงความมีชื่อเสียง หรือลักษณะที่โดดเด่นของผู้แต่งหนังสือเล่มนี้ ว่าผู้แต่งหนังสือเล่มนี้เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญและมีความสำคัญต่อวงการภาพยนตร์ของไทยมาตั้งแต่สมัยอดีต ย่อหน้าต่อมา กล่าวถึงองค์ประกอบหรือเนื้อหาของหนังสือนั้น ๆ หน้าถัดมาค่ะ ในหน้า 122 ย่อหน้าต่อมา เขากล่าวถึงแง่คิดหรือคุณค่าที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ กำเนิดหนังไทย ต่อมาพูดถึงภาคผนวก พูดถึงความโดดเด่นของหนังสือเล่มนี้ใช่ไหมคะ ว่าเด่นที่ไหน เด่นที่ภาคผนวกค่ะ ภาคผนวกมีความน่าสนใจอย่างไร ภาคผนวกไม่ใช่การนำเอาคำศัพท์มาใส่ ไม่ใช่เอาตารางมาให้ผู้อ่านได้ดู แต่คือการนำเอาบทสัมภาษณ์ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับแวดวงในการวิจารณ์ภาพยนต์ เอามาใส่เป็นบทที่เรียกว่า "ภาคผนวก" นี่คือข้อคิดเห็นของคนที่อ่านหนังสือกำเนิดหนังไทย แล้วบอกว่าหนังสือเล่มนี้มันเจ๋งตรงนี้นี่เอง เจ๋งตรงที่ การนำเอาภาคผนวกมามันไม่เหมือนกับที่อื่น แต่มีการนำเอาบทสัมภาษณ์ผู้วิจารณ์หนังไทย จำนวนทั้ง 2 เรื่องใช่ไหมคะ เอามาใส่ และการประเมินค่า หรือการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม อยู่ในย่อหน้าสุดท้ายค่ะ เขาใช้คำว่าอะไร นี่คือหนังสือเกี่ยวกับหนังไทยในอดีตที่มีคุณค่ามากที่สุดเล่มหนึ่ง สำหรับวงการหนังไทย ประโยคเดียวแต่จึ้งมากใช่ไหมคะ เพราะเขาให้การประเมินค่าว่าหนังสือเล่มนี้ มีคุณค่าต่อวงการประวัติศาสตร์ของหนังไทย เขาใช้คำว่า "มีคุณค่ามากที่สุดเล่มหนึ่ง" แสดงว่าหนังสือที่มีคุณค่าก็มีอยู่หลายเล่มนะ แต่นี่คือหนึ่งในหนังสือที่มีคุณค่านั่นเอง นักศึกษาเห็นความชัดเจนนะ ของวิธีการเขียนนะคะ วิธีการเขียนบรรณนิทัศน์ คราวนี้ครูอยากให้ดูค่ะ นักศึกษาในหน้าต่อมาในหน้า 124 มีการอธิบายถึงตัวอย่างของบรรณนิทัศน์ขนาดยาว เมื่อกี้นี้เป็นบรรณนิทัศน์ขนาดสั้น คราวนี้เป็นบรรณนิทัศน์ขนาดยาว บรรณนิทัศน์ขนาดยาว ตัวอย่าง เรื่องชีวจิต ของอาจารย์สาทิส อินทรกำแหง แสดงว่าหนังสือเล่มนี้ต้องเป็นหนังสือที่มีขนาดยาว มีเนื้อหาเป็นจำนวนมาก และมีมีเรื่องราวมากมาย ผู้เขียนจึงใช้วิธีการบรรณนิทัศน์ขนาดยาว ดูสิ ตั้งแต่ย่อหน้าแรก คิดว่าย่อหน้าแรก เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรคะ ที่มาไหมคะ ที่มาของการเขียนหนังสือ ชีวจิต จุดมุ่งหมายของการเขียนหนังสือชีวจิต เห็นได้จากอะไร ในบรรทัดที่เท่าไรคะ กอะไร ในบรรทัดที่เท่าไรคะ บรรทัดที่ 6 ท่านจึงถ่ายทอดและเผยแพร่เรื่องของการกินอาหาร เพื่อประโยชน์ของร่างกาย บอกถึงที่มาใช่ไหมคะ บอกถึงจุดมุ่งหมาย เห็นไหม และที่สำคัญยังมีการยกเอาข้อความมาใส่ เห็นตัวอย่างไหมคะ ในเครื่องหมายอัญประกาศ เราอยากใช้ความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เกี่ยวกับการใช้ชีวิต ให้เป็นไปตามธรรมชาติไปจนถึงมีโอกาสได้รับความสุขสดชื่นอย่างนี้บ้าง แสดงว่านี่คือคำสำคัญที่ผู้อ่านหนังสือชีวจิต เห็นว่านี่คือข้อความที่สำคัญ และเป็นหัวใจสำคัญของการเขียนหนังสือชีวจิต จึงได้ยกข้อความนี้มา แล้วทำการโค้ดข้อความ หรือการใส่อัญประกาศคล่อมเข้าไป เพื่อชี้ให้เห็นว่านี่ไง วัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์สำคัญของผู้แต่งหนังสือเล่มนี้ นั่นก็คือ อาจารญ์สาทิส อินทรกำแหง คราวนี้มาพูดถึงผลงานของผู้แต่งใช่ไหมคะ ว่าผู้แต่งมีผลงานอะไรบ้าง นักศึกษาเห็นในตัวหนาไหมคะ มีอยู่ 4 เล่ม มีอะไรบ้าง กล่าวถึงผลงานที่ผ่านมาของผู้แต่ง เพื่อจะเชื่อมโยงบอกไปว่าเขียนมาแล้วตั้ง 4 เล่ม ชีวจิตเป็นเล่มต่อมา คือ เล่มที่ 5 คนเขียนหนังสือมาได้ถึง 4 เล่มขนาดนี้ แสดงว่าต้องมีความรู้และมีความน่าเชื่อถือ ดังนั้น ในย่อหน้าที่ 1 เป็นการให้เครดิตใครคะ ผู้แต่งล้วน ๆ เลยค่ะ แต่เป็นการให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ว่าการที่ผู้เขียนนะคะ ก็คืออาจารย์สาทิสนี่เขียนเพราะอะไร แล้วความน่าเชื่อถือของผู้เขียนมีอะไรบ้าง เขาก็ได้ให้ข้อมูลตรงนี้ เพื่อเป็นการแนะนำนะคะ แนะนำผู้อ่านอย่างเรานี่ค่ะ ถ้าสมมติว่าเราจะไปอ่านหนังสือชีวจิต แล้วเราเห็นคำแนะนำหนังสือแบบนี้ โอ้โห จุดมุ่งหมายก็ดีนะ เจตนาแต่ผู้ที่เขียน... เจตนาต่อผู้อ่านนี่ดีจังเลย คนเขียนก็มีผลงานมาอย่างมากมาย การเลือกหนังสือเล่มนี้มาอ่านก็น่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเรา พอย่อหน้าที่ 2 ค่ะ เป็นการวิเคราะห์เนื้อหา ว่าเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ได้สะท้อนความจริงในชีวิต หรือในลักษณะของความเป็นชีวจิตในสังคม กล่าวถึงเนื้อหาในหนังสือแล้วใช่ไหมคะ คราวนี้กล่าวถึงเนื้อหาแล้วนะคะ และสิ่งที่มีความโดดเด่นอีกอย่างหนึ่งในหน้า 125 นั่นก็คือการที่ผู้หญิงให้ความสนใจเป็นพิเศษ และน่าจะลองหาอ่านกัน หนังสือเล่มนี้น่าจะเหมาะกับผู้หญิง และผู้หญิงควรเลือกอ่านเพราะอะไร วิธีการอะไรคะ ชะลอวัยด้วยอาหาร ชะลอความแก่ด้วยการรับประทานอาหาร ให้กินอาหารเป็นยา จากนั้นในย่อหน้าสุดท้ายนะคะ ในย่อหน้าสุดท้ายก็มีการให้คำนิยาม หรือการเปรียบเทียบหนังสือเล่มนี้เป็นเสมือนคู่มือ นี่เป็นความคิดเห็นของผู้อ่านไหมคะ เสมือนเป็นคู่มือ เป็นการแสดงความคิดเห็นของผู้อ่านว่าหนังสือเล่มนี้มันสำคัญ สำคัญเพราะอะไร เป็นเหมือนกับข้อมือในการดำเนินชีวิต เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ บางคนอ่านแล้วอาจจะไม่รู้สึกก็ได แต่สำหรับคนที่เขาทำบรรณนิทัศน์เขารู้สึกอย่างนี้ ว่าหนังสือเล่มนี้เปรียบได้กับคู่มือในการดำเนินชีวิต ดังนั้น งานที่นักศึกษาจะทำนะคะ นักศึกษาจะต้องเขียนออกมาก่อนนะ นะคะ เขียนออกมาก่อนว่าบรรณนิทัศน์ของเรานั้นนะคะ เราจะเขียนออกมาในลักษณะใด แต่ให้มีโครงสร้างครบทั้ง 4 ข้อนะคะ นั่นก็คือข้อมูลพื้นฐาน ใจความสำคัญ ลักษณะพิเศษ และความคิดเห็นของผู้บรรณนิทัศน์ 4 อย่างนี้นะคะ จะถูกนำไปเปลี่ยนนะคะ นำไปเปลี่ยนนะคะ ให้อยู่ในรูปของคลิปนะคะ คลิปของการบรรณนิทัศน์หรือการแนะนำหนังสือ โจทย์ ก็คือนักศึกษาจะต้องไปเลือกหนังสือ หมวดใดก็ได้ ตั้งแต่ 0000 ไปจนถึง 9000 ในสมุด จะซื้อออนไลน์ก็ได้ไม่ว่ากัน หรือนักศึกษาจะไปยืมในห้องสมุดก็ได้ค่ะ ยืมแล้วเอามาอ่าน เอามาอ่านแล้ว ทำการบรรณนิทัศน์ เขียนก่อนนะ เขียนเป็นโครงก่อน เขียนเสร็จแล้วให้ทำเป็นคลิป นักศึกษาช่วย Search นะคะ เพราะว่าครูไม่แน่ใจว่าคลิกแล้วมันจะเปิดขึ้นไหมนะคะ เดี๋ยวครูลองเปิดดูแป๊บหนึ่งนะคะ นักศึกษาคะ นักศึกษาช่วยเข้าไปใน YouTube นะคะ เข้าไปใน YouTube แล้ว Search หาคำว่า "แนะนำหนังสือกว่าจะเป็นหมอ" ค่ะ แนะนำหนังสือ กว่าจะเป็นหมอ นักศึกษาจะเห็นคลิปหน้าตาแบบนี้นะคะ นักศึกษาลองเปิดดู ความยาวคลิปประมาณ 4 นาที ทีนี้มีข้อจำกัดอีกอย่างหนึ่งค่ะ ที่ครูจำกัดวงในแคบเข้านะ หนังสือที่เราจะเลือกมาทำการบรรณนิทัศน์ ขอให้เป็นหนังสือที่ไม่มีอายุ... ที่อายุไม่เกิน 5 ปีค่ะ หมายความว่า ตีพิมพ์มาแล้วนะคะ นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป นับปี 2561 2562 2563 2564 2565 2566 หนังสือหลังปี 2561 ได้ไหมคะ ไม่ได้แล้วนะคะ ขอให้เป็นหนังสือที่ตีพิมพ์ย้อนหลังในช่วง 5 ปีนี้ จะเป็นตีพิมพ์ซ้ำเป็นรอบที่ 30 ก็ไม่ว่ากันค่ะ ถ้าหากว่ายิ่งตีพิมพ์ซ้ำแบบนั้นแสดงว่าหนังสือเล่มนั้นยิ่งมีความโดดเด่นและมีความน่าสนใจ ได้รับความนิยมเป็นจำนวนมาก ตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างนี้น่าหยิบมาบรรณนิทัศน์นะคะ เพราะอะไรทำไมถึงได้ถูกนำมาทำซ้ำแล้วซ้ำอีก มันเด่นอย่างไร มันดีอย่างไร นี่อันนี้น่าสนใจ ดังนั้น ยึดปี พ.ศ. ในหนังสือเป็นหลักนะ นะคะ ยึดปี พ.ศ. ที่ตีพิมพ์เป็นหลักนะคะ ขอข้อมูลย้อนหลังไม่เกิน 5 ปีนะ ต่อไปนะคะ ดูตัวอย่างอันต่อไปนะคะ ตัวอย่างอันต่อมานะคะ ใครที่สนใจหนังสือในเชิงวิชาการนะคะ นักศึกษาลองหาดูนะคะ แนะนำหนังสือการสอนแบบมอนเตสซอรี นักศึกษาดูนะคะ ถึงหนังสือนะคะ ว่าหนังสือเล่มนี้นี่นะคะ มันน่าสนใจอย่างไร และมันเหมาะกับใคร คนเป็นพ่อเป็นแม่ควรนำมาอ่านไหม เขามีวิธีการในการนำเสนอที่น่าสนใจนะคะ ครูรู้สึกว่าเขาให้ข้อมูลได้ดีนะคะ ครูก็เลยนำมาเป็นตัวอย่างนะคะ นักศึกษาลอง Search ดูค่ะ การแนะนำหนังสือลได้ดีนะคะ ครูก็เลยนำมาเป็นตัวอย่างนะคะ นักศึกษาลอง Search ดูค่ะ การแนะนำหนังสือแบบมอนเตสเชอรี ลองค้นดูนะคะ คราวนี้ค่ะ มากำหนดนัดหมายวันส่งงานกันนะคะ ว่าครูจะให้ส่งงานวันไหน นักศึกษาช่วยทำเป็นคลิปของใครของมันนะคะ เป็นงานเดี่ยวส่วนบุคคล เป็นชิ้นงานที่มีค่าคะแนนค่อนข้างสูง งานชิ้นนี้ 10 คะแนน เพราะมันจะต้องใช้ทั้งทักษะในการจับใจความ ทักษะในการเขียน ทักษะในการวิเคราะห์ ทักษะในการแสดงความคิดเห็น โดยการเขียนและการพูด ค่าคะแนนค่อนข้างสูง ครูก็เลยอยากให้พวกเราตั้งใจและก็ทำออกมาให้ดี บางคนบอกว่าหนูใช้โปรแกรมพวกตัดต่ออะไรพวกนี้ไม่เป็น หนูทำแบบธรรมดาได้ไหม ได้ค่ะ หนูสามารถอัดเสียงของหนู ทำเป็นคลิปวิดีโอในใน PowerPoint ที่มีการบันทึกของเรานะ แล้วก็ใส่ข้อมูลหนังสือแล้วก็เรื่องของการวิเคราะห์ของเรานะคะ เป็นลักษณะของการทำคลิปผ่าน PowerPoint ทั่ว ๆ ไป ธรรมดาก็ได้ แต่ที่สำคัญที่ครูจะดูก็คือลักษณะที่ดีของบรรณนิทัศน์จำได้ไหมคะ เมื่อกี้นี้ลักษณะที่ดีที่ครูจะใช้เป็นเกณฑ์ในการให้คะแนน เบื้องต้นครูจะดูอะไรก่อน ดูว่าหัวข้อทั้ง 4 ครบถ้วนไหม การใช้ภาษาเป็นอย่างไร การนำเสนอมีจังหวะแบบไหน และสามารถโน้มน้าว สามารถชักจูงให้ผู้ฟังนะคะ คนดูคลิปนี่อยากตามไปอ่านหนังสือเล่มนั้น โดยการให้ข้อมูลของเราหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ครูจะดูนะคะ แต่ถ้าหากว่าใครมีความสามารถในการใช้โปรแกรมต่าง ๆ นะคะ ได้ อันนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีค่ะ สำหรับน้อง ๆ นะคะ นักศึกษาที่ใช้ภาษามือ จริง ๆ มันมีโปรแกรมนะ มันมีตัวอักษรใช่ไหมคะ ก็สามารถทำได้นะ นัดหมายนะคะ ส่งวันไหน ขอให้ส่งพร้อมกันทั้ง 3 หมู่เรียน ในวันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม ค่ะ วันจันทร์ที่ 30 ตุลาคม นักศึกษาค่ะ ในวันที่ 23 ขออภัย 23 เป็นวันหยุดนะ ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ครูไปราชการนะคะ ครูไปเป็นวิทยากรให้ สทส. นะคะ เพราะฉะนั้น ตั้งแต่วันที่ 26 จนถึงวันที่ 31 นะคะ ครูไป 5-6 วัน ดังนั้น จะมีคาบหนึ่งนะ ที่จะขอให้นักศึกษาเอาเวลาไปทำงานนะคะ เอาเวลาไปทำงาน วันที่ 26 นะคะ ขออนุญาตงด 1 ครั้ง เพราะว่าครูจะไปราชการ ดังนั้น วันที่ 26 นักศึกษาก็ทำงานให้เสร็จ แล้วส่งภายในวันที่ 30 ส่งแบบไหน นักศึกษาไปโพสต์คลิปของตนเองนะคะ ไว้ใน LINE กลุ่มนะคะ แปะไว้ใน Note นะ ให้คะแนนนะคะ ไปรับชมผ่านช่องทางนั้น แล้วถ้าหากว่า นักศึกษามีความรู้สึกว่างานของเราน่ะค่ะ เราทำดีน่ะ นักศึกษาสามารถไปโพสต์ไว้ในคลิป... เขาเรียกอะไรล่ะ ไปโพสต์ไว้ในช่องทางออนไลน์ของตนเองก็ได้นะคะ เผยแพร่ผลงานของเรา เช่น ไปโพสต์ใน Facebook ก็ได้ ทางช่อง YouTube ก็ได้นะคะ แล้วแต่ว่าจะเผยแพร่ช่องทางไหน ทีนี้ถ้างานของนักศึกษาดี นักศึกษานำเสนอได้น่าสนใจ มีวิธีการใช้เทคนิคต่าง ๆ ที่ทันสมัย ครูจะขออนุญาตนำเอาคลิปนั้นไปโพสต์ไว้ในหลักสูตรด้วยนะคะ จะขออนุญาตเอาไปเผยแพร่ในเพจของหลักสูตร เพราะมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากนะคะ 5,000 ขึ้นนะคะ เพราะฉะนั้น การเข้าถึง การรับชมผลงานของนักศึกษาก็จะยิ่งกว้างขวาง แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมมากยิ่งขึ้นนะ โอเค มีใครจะถามอะไรเกี่ยวกับหัวข้อนี้ไหมคะ เกี่ยวกับงาน เกี่ยวกับสิ่งที่เราจะทำ มีคำถามไหมคะ อีกอย่างหนึ่งค่ะ อีกอย่างหนึ่ง ขออภัย อีกอย่างหนึ่ง เวลาทำการบรรณนิทัศน์ นักศึกษาเลือกได้ค่ะ ว่าจะทำเป็นบรรณนิทัศน์ขนาดสั้นหรือขนาดยาวก็ได้ ขึ้นอยู่กับประเภทของหนังสือที่เราเลือกมาอ่าน สมมติว่าเราเลือกนิทานพื้นบ้านมา 1 เรื่อง นิทานพื้นบ้านเรื่องนั้นเป็นนิทานที่เราชอบ เราประทับใจมาตั้งแต่เด็ก เวลาจะเขียนบรรณนิทัศน์หรือนำมาทำเป็นคลิปนี่ เราจะทำแบบสั้นหรือแบบยาวดี ตัวเราเองจะเป็นคนประเมินนะคะ ว่าสิ่งที่เราอ่านนั้นนี่มันมีปริมาณหรือมีจำนวนของเนื้อหามากหรือน้อย ถ้ามากก็ให้อยู่ในบรรณนิทัศน์ขนาดยาว หรือหนังสือบางเล่ม ฟังนะ หนังสือบางเล่มเป็นหนังสือแบบสารคดี บางคนหนูชอบท่องโลกกว้างค่ะ บางคนชอบ Backpack นะคะ หนูจะไปเที่ยวรอบโลกเหมือนคนนี้ มีการแบ่ง Part ในหนังสือค่ะ แบ่งส่วนไว้ว่าอันนี้ก็คืออาจะเป็นการเตรียมตัวก่อนเดินทางนะคะ หรือพูดถึงขณะที่เขาเดินทางแล้วก็ประสบการณ์ที่เขาได้รับ ถ้าเนื้อหามันเยอะ ประเทศต่าง ๆ มันเยอะ นักศึกษาก็ทำเป็นแบบไหนคะ แบบขนาดยาว ทั้ง ๆ ที่จริง มันอาจจะเป็นแค่ Pocket Book มันมีความน่าสนใจ และมันมีเนื้อหาของการให้รายละเอียดที่เป็นประโยชน์กับคนอ่าน เราก็อาจจะปรับให้อยู่ในรูปของบรรณนิทัศน์ขนาดยาวก็ได้ เมื่อมันถูกมาเปลี่ยนเป็นคลิป เวลามันต่างกันไหมคราวนี้ ก็อาจจะแตกต่างกันนะคะ ก็อาจจะแตกต่างกัน ถ้าเป็นแบบขนาดนั้นสั้น ความยาวจะอยู่ที่ 4 นาทีใช่ไหมคะ ประมาณนี้นะ ขนาดยาว น่าจะไม่เกิน 8 นาทีนะคะ เบิ้ลเข้าไป ไม่เกิน 8 นาทีประมาณนี้นะคะ ทั้งนี้นักศึกษาพิจารณาตามความเหมาะสมได้ บางคนเลยไปถึง 10 นาทีก็ได้ค่ะ แต่ 10 นาทีนั้นจะต้องเป็น 10 นาทีที่น่าติดตาม เพราะถ้า 10 นาทีแล้วน่าเบื่อ คนจะอยากติดตามไหมลูก ไม่ ดังนั้น เราจะต้องใส่เทคนิคการนำเสนอของเราเข้าไป ทำอย่างไรให้ 10 นาที ที่เป็นการเล่าเรื่องของหนังสือเล่มนี้มันไม่น่าเบื่อ ตรงนี้ใส่เรื่องของความสามารถส่วนตัวได้นะคะ โอเคไหมคะ โอเค มีคำถามอีกไหมคะ โอเค ชัดแล้วนะเมื่อกี้ อยากถามเรื่องเวลาอยู่พอดีใช่ไหม โอเค ถามว่าต้องส่งตัวโครงไหม ไม่ต้องส่งค่ะ เพราะเมื่อดูคลิปครูทะลุ มองไปถึงโครงของพวกเราได้เลย ว่าเรามีการจัดลำดับเนื้อหาความสัมพันธ์ของหัวข้อเป็นไปอย่างมีระบบระเบียบหรือไม่ เพราะบางคนเล่าสลับไปสลับมา นั่นแสดงว่าคุณไม่ได้เขียนโครงมันมาก่อนถูกไหมคะ เห็นทะลุไปแล้ว ดังนั้น ไม่ต้องส่งตัวโครง ส่งแค่คลิปมาก็พอนะคะ โอเค ถ้าอย่างนั้น ชั่วโมงนี้นะคะ ครูฝากไว้เท่านี้ แป๊บหนึ่งค่ะ โอเค ถ้าอย่างนั้นนะคะ ถ้าไม่มีคำถามแล้ว ชั่วโมงนี้ฝากไว้เท่านี้ เจอกันใหม่สัปดาห์หน้า สัปดาห์หน้าตรงกับวันหยุดอะไรไหมคะ ไม่ตรงนะ ไม่ โอเค 3 วันนี้พักผ่อนให้เต็มที่นะคะ สวัสดีค่ะ (นักศึกษา) ขอบคุณค่ะ / ครับ (ผศ.ดร.กาญจนา) ค่ะ ขอบคุณล่ามด้วยนะคะ [สิ้นสุดการถอดความ]