﻿1
00:10:59,452 --> 00:11:03,452
﻿(ผศ.ดร.กาญจนา) สวัสดีค่ะ

2
00:11:05,576 --> 00:11:09,576
สวัสดีค่ะ นักศึกษาทุกคนสวัสดีค่ะ ล่าม สวัสดีค่ะ

3
00:11:10,492 --> 00:11:13,174
เดี๋ยวครูส่งไฟล์นะคะ ที่เป็น

4
00:11:13,174 --> 00:11:17,174
PowerPoint ให้กลับ

5
00:11:17,399 --> 00:11:21,399
นักศึกษาในกลุ่มไลน์เรียบร้อยแล้ว

6
00:11:27,978 --> 00:11:30,354
เมื่อกี้ส่งไปเป็นไฟล์ที่ 1

7
00:11:30,354 --> 00:11:34,354
ส่วนไฟล์ที่ 2

8
00:11:35,448 --> 00:11:39,448
เป็นบทที่ 8

9
00:11:44,716 --> 00:11:48,716
เดิมทีครูทำเป็น PDF File แล้วครูไปปลดล็อ

10
00:11:50,010 --> 00:11:53,690
ก คราวนี้พอเซฟแบบปลดล็อกแล้วไม่แน่ใจว่า

11
00:11:53,690 --> 00:11:57,690
อ่านได้ไหม สำหรับบทที่ 8 นะคะ

12
00:11:58,160 --> 00:12:02,160
ลองดูก่อนนะ

13
00:12:02,820 --> 00:12:06,820

14
00:12:08,196 --> 00:12:12,196
ทีนี้ วันนี้นะบทที่ 7 นะ ที่เราจะคุยกันในวันนี้

15
00:12:13,537 --> 00:12:17,537
เป็นเรื่องที่ครูเสริมเพื่อให้เป็นความรู้แก่นัก

16
00:12:18,468 --> 00:12:22,468
ศึกษา ที่ต่อไปจะไปเป็นครูภาษาไทย

17
00:12:25,186 --> 00:12:27,435
ในการเป็นคุณครูสอนวิชาภาษาไทยนั้น นักศึกษาจะต้อง

18
00:12:27,435 --> 00:12:31,296
มีการทดสอบ

19
00:12:31,296 --> 00:12:35,296
อย่างหนึ่ง ที่เราจะต้องดำเนินการ

20
00:12:35,764 --> 00:12:37,656
ถ้านักศึกษาได้สอนเด็กระดับมัธยมศึกษา

21
00:12:37,656 --> 00:12:38,200
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

22
00:12:38,200 --> 00:12:41,510
เด็ก

23
00:12:41,510 --> 00:12:45,510
มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3

24
00:12:45,991 --> 00:12:47,220
เราเคยเรียน ม.3 มาเราจะ

25
00:12:47,220 --> 00:12:48,879
รู้ว่า

26
00:12:48,879 --> 00:12:52,879
จะต้องมีการสอบ

27
00:12:55,678 --> 00:12:59,678
สอบอะไรคะ ไม่ใช่ NT

28
00:13:01,024 --> 00:13:05,024
แต่เป็นการสอบเพื่อวัดระดับความสามารถในการอ่าน

29
00:13:05,412 --> 00:13:07,955
เราเรียกว่าสอบ PISA

30
00:13:07,955 --> 00:13:11,048

31
00:13:11,048 --> 00:13:13,082

32
00:13:13,082 --> 00:13:17,082
PISA PISA เพราะฉะนั้น

33
00:13:18,551 --> 00:13:22,551
นี่คือสิ่งที่นักศึกษาจะต้องนำเอาไปใช้ในโรงเรียนจริง

34
00:13:25,185 --> 00:13:25,973
ๆ นักศึกษาควรจะรู้เรื่องนี้เอาไว้เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการ

35
00:13:25,973 --> 00:13:29,973
สอนอ่านโดยเฉพาะนะคะ

36
00:13:32,155 --> 00:13:35,975
ทีนี้ มาดูนะคะ ว่าในหัวข้อ

37
00:13:35,975 --> 00:13:39,975
การรู้เรื่องการอ่านตามแนว PISA นี้

38
00:13:41,505 --> 00:13:43,558
มันมีลักษณะมันมีความสำคัญหรือมันมีองค์ประกอบ

39
00:13:43,558 --> 00:13:47,264
อย่างไร

40
00:13:47,264 --> 00:13:50,706
ถ้าเราจะไปสอนเด็กแล้วต้องการให้เด็ก

41
00:13:50,706 --> 00:13:51,650
มีความสามารถ แล้วไปทดสอบ

42
00:13:51,650 --> 00:13:55,650
การอ่าน

43
00:13:56,882 --> 00:14:00,882
แล้วสอบผ่าน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และมีผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน

44
00:14:02,067 --> 00:14:04,418
เด็กจะผ่านได้อย่างไร คุณครูต้องรู้ตรงนี้ก่อนใช่ไหมคะ

45
00:14:04,418 --> 00:14:08,418
ดูนะคะ

46
00:14:17,511 --> 00:14:21,511
การรู้เรื่องการอ่าน

47
00:14:21,720 --> 00:14:24,615
หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า R

48
00:14:24,615 --> 00:14:26,836
eading Literacy  นะคะ

49
00:14:26,836 --> 00:14:29,528
ขออภัย    Literacy

50
00:14:29,528 --> 00:14:33,528

51
00:14:35,384 --> 00:14:39,384
นะคะ การรู้เรื่องการอ่านนี้นะคะ มันไปเกี่ยวข้องกับการสอบ

52
00:14:39,848 --> 00:14:43,848
เครื่องวัดระดับเด็กทั้งประเทศได้อย่างไรเล่าให้ฟังก่อน

53
00:14:44,402 --> 00:14:48,402
ประเทศของเรานะคะ เรา

54
00:14:51,524 --> 00:14:53,299
มีนโยบายนะ ในการที่จะพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนใช่ไหมคะ โดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือนะ

55
00:14:53,299 --> 00:14:57,299
แต่ในขณะเดียวกัน

56
00:14:58,478 --> 00:15:02,478
เราจะรู้ได้อย่างไรว่านักเรียนของเรามีความสามารถ

57
00:15:06,367 --> 00:15:10,367
นักเรียนของเรามีทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาศักยภาพของตนนะคะ

58
00:15:12,072 --> 00:15:16,072
เพื่อพัฒนาไปสู่ขั้นสูง เขาก็เลยนำเอาแนวทาง

59
00:15:16,285 --> 00:15:20,285
การวัดผลประเมินผล ด้วยวิธีการสอบ

60
00:15:21,799 --> 00:15:25,799
สอบแบบไหน สอบอ่านนะคะ สอบการอ่าน อ่านแบบไหน

61
00:15:28,700 --> 00:15:30,511
เขาเรียกว่ารู้เรื่องการอ่าน หมายความว่าถ้าเอาแบบข้อสอบนี้ให้อ่านแล้ว

62
00:15:30,511 --> 00:15:32,160
แล้วลองตอบคำถาม

63
00:15:32,160 --> 00:15:36,160
ข้อสอบนี้ดู

64
00:15:37,792 --> 00:15:41,792
ตอบคำถามจากโจทย์นี้ดู ทำได้ไหม แล้วโจทก์ที่ว่านี้

65
00:15:43,537 --> 00:15:47,537
เป็นโจทย์ที่มีมาตรฐานนะคะ มีลักษณะของความมีมาตรฐาน มีความเที่ยงตรง

66
00:15:49,775 --> 00:15:53,575
เมื่อวัดแล้วก็จะได้เห็นว่านักเรียนในระดับ ม.3 นี่

67
00:15:53,575 --> 00:15:57,575
มีพื้นฐานหรือมีความสามารถในการอ่าน ไม่ใช

68
00:16:00,150 --> 00:16:04,150
่แค่ว่าเฉพาะเด็กในประเทศนะคะ เด็กในประเทศมีพื้นฐานในการอ่านอยู่ในระดับ

69
00:16:05,899 --> 00:16:09,899
นี้อยู่ในเกณฑ์นี้ แล้วเอาไปเทียบกับประเทศอื่น ๆ เราอยู่ในลำดับที่เท่าไร

70
00:16:11,970 --> 00:16:15,970
ประเทศไทยของเรา โดยกระทรวงศึกษาธิการ ก็เลยนำเอาแนวทางนะคะ

71
00:16:17,643 --> 00:16:21,643
การสอบวัดผลการอ่านหน่อยนะคะ โดยองค์กรองค์กรหนึ่ง ที่เราไป

72
00:16:24,499 --> 00:16:26,766
ดำเนินการกับเขานะคะ ก็ไปร่วมกับเขานั่นก็คือ OECD นะคะ เราก็

73
00:16:26,766 --> 00:16:29,052
ไปเข้าเกณฑ์ของ

74
00:16:29,052 --> 00:16:33,052
OECD จากนั้นค่ะ

75
00:16:34,938 --> 00:16:36,031
เขาก็มีการกำหนดนะ ให้มีการออกข้อสอบเป็นภาษาไทยนี่แหละนะคะ

76
00:16:36,031 --> 00:16:40,031
เป็นภาษาไทย

77
00:16:42,334 --> 00:16:46,334
แล้วออกข้อสอบมา เพื่อมาวัดระดับเด็ก ม. 3 ทั่วประเทศ

78
00:16:47,580 --> 00:16:51,580
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการสอบ จะเป็นภาพรวมของเด็กทั้งประเทศ

79
00:16:53,838 --> 00:16:57,838
คะแนนที่ได้จะถูกนำไปทำอะไรคะ นำไปวางแผนในการพัฒนา

80
00:16:58,182 --> 00:17:02,182
ปรับปรุงผู้เรียน รวมไปถึงผู้สอนด้วย

81
00:17:03,936 --> 00:17:07,936
นะคะ ผลในแต่ละปีนะคะ ผลในแต่ละปีก็จะมีความแตกต่างกัน

82
00:17:11,996 --> 00:17:14,985
แต่ในภาพรวมมันควรจะมีแนวโน้มในลักษณะใดคะ ควรจะมีแนวโน้มในลักษณะที่คะแนนสูงขึ้น

83
00:17:14,985 --> 00:17:18,469
สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมคะ

84
00:17:18,469 --> 00:17:22,469
แต่ทีนี้สิ่งที่เราจะต้องมาเรียนรู้กันนะคะ ว่า

85
00:17:24,764 --> 00:17:26,908
ในหลักการนะคะ ของการรู้เรื่องการอ่านนี่นะคะ มันมีหลักการอะไรบ้าง

86
00:17:26,908 --> 00:17:30,908
เพื่อที่เวลาเที่ยวไปสอนน่ะค่ะ

87
00:17:34,261 --> 00:17:35,662
เราจะได้นำเอาแนวทางพวกนี้ไปพัฒนาผู้เรียนของเราเพื่อให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กระทรวง

88
00:17:35,662 --> 00:17:39,662
ศึกษาธิการกำหนดเอาไว้

89
00:17:51,300 --> 00:17:55,300
หัวข้อที่เราจะเรียนนะคะ มีอยู่ 5 หัวข้อด้วยกัน เกี่ยวกับการรู้เรื่องการอ่าน

90
00:17:55,349 --> 00:17:58,116
นั่นก็คือความหมายและความสำคัญ

91
00:17:58,116 --> 00:18:02,116
องค์ประกอบของการรู้เรื่องการอ่าน

92
00:18:04,208 --> 00:18:07,650
การประเมินการรู้เรื่องการอ่าน กลยุทธ์การอ่าน และแบบทดสอบ

93
00:18:07,650 --> 00:18:11,114
การรู้เรื่องการอ่านตามแนว PISA

94
00:18:11,114 --> 00:18:12,771
ซึ่งในหัวข้อสุดท้ายนี้นะคะ

95
00:18:12,771 --> 00:18:16,771
ครู

96
00:18:18,415 --> 00:18:22,415
จะไม่ได้ให้นักศึกษาทำในชั่วโมงแต่ครูอาจจะให้นักศึกษานะคะ ได้นำเอา

97
00:18:24,903 --> 00:18:27,317
ข้อสอบนะคะ แนวทางของข้อสอบแล้วเอาไปลองอ่านดู แล้วลองทำดูก็คนเคยทำมาแล้วแหละ

98
00:18:27,317 --> 00:18:31,160
แต่ถ้าในสถานการณ์

99
00:18:31,160 --> 00:18:34,915
ตอนนี้นะคะ ที่มันมีข้อสอบหลาย ๆ ปีย้อนหลัง

100
00:18:34,915 --> 00:18:38,915
นักศึกษาก็จะเห็นถึงแนวทางของข้อสอบใช่ไหมคะ

101
00:18:40,272 --> 00:18:41,742
อันนี้ครูไม่ได้ทำในชั่วโมงนะ เพราะว่าเดี๋ยวครูมีบทที่ 8 ต่อที่ต้องอธิบายเพิ่ม

102
00:18:41,742 --> 00:18:45,742
เดี๋ยวให้ไปเป็นการบ้าน

103
00:19:05,320 --> 00:19:07,142
การรู้เรื่องการอ่านหมายถึงอะไร

104
00:19:07,142 --> 00:19:11,142
การรู้เรื่องการอ่าน

105
00:19:11,334 --> 00:19:14,792
หมายถึง ความสามารถในการทำความเข้าใจ

106
00:19:14,792 --> 00:19:18,792
นำผลการอ่านไปใช้

107
00:19:19,355 --> 00:19:23,355
สะท้อนความคิดเกี่ยวกับเนื้อหาและบทอ่าน

108
00:19:24,155 --> 00:19:28,155
ขีดเส้นใต้ตรงประโยคนี้นะคะ

109
00:19:29,606 --> 00:19:33,503
นำเนื้อหานะคะ เขาบอกว่า สะท้อนคิดเกี่ยวกับเนื้อหาและบทอ่าน

110
00:19:33,503 --> 00:19:36,839
ได้สอดคล้องกับเป้าหมายของบทอ่าน

111
00:19:36,839 --> 00:19:40,839
วัตถุประสงค์และสถานการณ์การอ่าน

112
00:19:41,619 --> 00:19:45,619
ทุกอย่างต้องสอดคล้องกัน เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

113
00:19:48,266 --> 00:19:52,266
นั่นหมายความว่าการรู้เรื่องการอ่านมันคือการ

114
00:19:53,826 --> 00:19:57,254
แสดงถึงความสามารถของผู้เรียนนะคะ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการอ่าน

115
00:19:57,254 --> 00:19:58,665
และความสามารถนั้นจะต้องไปสอดคล้องกับอะไรคะ

116
00:19:58,665 --> 00:20:02,665
สอดคล้องกับ

117
00:20:04,666 --> 00:20:07,252
เป้าหมายนะคะ สอดคล้องกับเป้าหมาย สอดคล้องกับวัตถุประสงค์นั่นเองนะคะ

118
00:20:07,252 --> 00:20:11,252
รวมไปถึงสถานการณ์

119
00:20:13,320 --> 00:20:17,320
เ ทีนี้ รื่องของการรู้เรื่องการอ่านมันสำคัญอย่างไร มันสำคัญใน 2 ระดับค่ะ

120
00:20:17,339 --> 00:20:19,404
ระดับที่ 1 ก็คือระดับบุคคล

121
00:20:19,404 --> 00:20:23,404
ซึ่ง

122
00:20:25,137 --> 00:20:29,137
ระดับของบุคคลนี้หมายถึงว่าถ้าผู้เรียนมีความพร้อม

123
00:20:30,203 --> 00:20:30,901
ในการเรียนรู้ การอ่านเป็นตัวบ่งชี้

124
00:20:30,901 --> 00:20:34,901
ว่า

125
00:20:35,438 --> 00:20:39,438
ผู้เรียนมีความพร้อมในการเรียนรู้ในขั้นสูงขึ้น เพราะฉะนั้น

126
00:20:42,477 --> 00:20:43,670
ถ้าผู้เรียนนะคะ มีทักษะในการอ่านที่ดี ย่อมส่งผลต่อระดับ

127
00:20:43,670 --> 00:20:46,790
สังคม

128
00:20:46,790 --> 00:20:50,790
พูดง่าย ๆ ก็คือถ้าคน

129
00:20:53,075 --> 00:20:57,075
ที่เป็นนักเรียนนะ ในระดับ ม. 3 นี่นะคะ มีความพร้อมจะเรียนต่อนะคะ

130
00:20:59,278 --> 00:21:01,134
มีพื้นฐานการอ่านที่ดีหรือมีความรู้เพียงพอในการนำทักษะ

131
00:21:01,134 --> 00:21:05,134
ไปใช้ในการดำรงชีวิต

132
00:21:05,625 --> 00:21:09,625
ก็จะส่งผลต่อภาพรวม นั่นก็คือระดับสังคม

133
00:21:09,712 --> 00:21:13,712
สังคมก็จะเป็นสังคมที่มีประชากรที่มีคุณภาพ

134
00:21:13,944 --> 00:21:17,944
การอ่านช่วยสร้างคน

135
00:21:20,447 --> 00:21:21,498
คนที่มีความสามารถในการอ่าน มีทักษะที่ดีในการอ่านก็จะไป

136
00:21:21,498 --> 00:21:23,606
สร้างชาติ

137
00:21:23,606 --> 00:21:27,606
ต่อนั่นเองนะคะ

138
00:21:37,076 --> 00:21:41,076
องค์ประกอบ

139
00:21:41,438 --> 00:21:44,054
ของการรู้เรื่องการอ่านประกอบไปด้วย

140
00:21:44,054 --> 00:21:47,801
3 หัวข้อหลัก

141
00:21:47,801 --> 00:21:51,041
อันนี้ครูออกข้อสอบนะคะ เพราะฉะนั้น

142
00:21:51,041 --> 00:21:55,041
นักศึกษาต้องทำความเข้าใจ แล้วก็ตั้งใจ

143
00:21:56,856 --> 00:22:00,522
องค์ประกอบมีอยู่ 3 ประการด้วยกัน อันที่ 1 นะคะ

144
00:22:00,522 --> 00:22:03,260
จะต้องมีความเข้าใจในการอ่าน

145
00:22:03,260 --> 00:22:07,260
อันที่ 2 ค่ะ

146
00:22:08,464 --> 00:22:10,140
ต้องนำผลการอ่านไปใช้

147
00:22:10,140 --> 00:22:13,530
อันที่ 3

148
00:22:13,530 --> 00:22:17,530
ต้องมีความรักความผูกพันกับการอ่าน

149
00:22:19,169 --> 00:22:21,989
ถ้ามีครบ 3 องค์ประกอบนี้ จึงจะถือได้ว่า

150
00:22:21,989 --> 00:22:24,677
การรู้เรื่องการอ่าน

151
00:22:24,677 --> 00:22:28,677
มัน Complete หรือมันประสบความสำเร็จ

152
00:22:42,052 --> 00:22:46,052
มาดูรายละเอียดกันนะคะ องค์ประกอบที่ 1 ความเข้าใจในการอ่าน

153
00:22:48,751 --> 00:22:52,751
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้เรียนมีความเข้าใจในการอ่าน

154
00:22:56,587 --> 00:23:00,587
อะไรเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ ในการ

155
00:23:02,787 --> 00:23:04,379
อ่าน เราวัดได้จาก 3 พฤติกรรมนี้ค่ะ ได้จาก 3 ข้อนี้

156
00:23:04,379 --> 00:23:08,219
ข้อที่ 1 ก็คือ

157
00:23:08,219 --> 00:23:12,219
กำหนดวัตถุประสงค์ของการอ่านได้

158
00:23:12,703 --> 00:23:14,691
ผู้เรียนจะกำหนดวัตถุประสงค์ของการอ่านได้

159
00:23:14,691 --> 00:23:18,691
อันที่ 2 ค่ะ

160
00:23:20,144 --> 00:23:24,144
ผู้เรียนจะต้องคัดเลือกบทอ่านตามวัตถุประสงค์ได้

161
00:23:25,335 --> 00:23:27,394
อันที่ 3 ผู้เรียนจะต้องใช้กลยุทธ์การอ่าน

162
00:23:27,394 --> 00:23:31,394
เพื่อความเข้าใจได้

163
00:23:32,863 --> 00:23:36,327
3 หลักนี้นะคะ 3 ตัวชี้วัดนี้ คราวนี้

164
00:23:36,327 --> 00:23:39,843
จะพาไปดูรายละเอียดของ

165
00:23:39,843 --> 00:23:43,843
ปีกย่อยนะคะ ของข้อย่อยทั้ง 3 อย่างนี้

166
00:23:54,299 --> 00:23:56,470
วันที่ 1 ค่ะ เราบอกว่าเราจะเห็นได้ว่านักเรียนมีความเข้าใจในการอ่าน

167
00:23:56,470 --> 00:23:58,321
เพราะข้อที่ 1 คือนักเรียนสามารถ

168
00:23:58,321 --> 00:23:59,419
กำหนดวัตถุประสงค์

169
00:23:59,419 --> 00:24:02,731
ในการอ่าน

170
00:24:02,731 --> 00:24:05,069
วัตถุประสงค์ในการอ่านมีอะไรบ้าง

171
00:24:05,069 --> 00:24:08,760
นักศึกษาดูในตารางนะคะ

172
00:24:08,760 --> 00:24:12,760
เราจะเห็นว่าวัตถุประสงค์ในการอ่าน

173
00:24:12,829 --> 00:24:16,829
มีอยู่เพียง 2 วัตถุประสงค์เท่านั้น

174
00:24:18,130 --> 00:24:22,130
อันที่ 1 ก็คือเพื่อประสบการณ์ทางวรรณกรรม

175
00:24:23,799 --> 00:24:27,799
อันที่ 2 ค่ะ เพื่อค้นคว้าและนำข้อมูลมาใช้

176
00:24:30,266 --> 00:24:34,266
มีอยู่ 2 อย่างนะคะ วัตถุประสงค์มีอยู่ 2 อย่าง แต่วัตถุประสงค์นั้น

177
00:24:34,580 --> 00:24:38,580
จะเป็นไปตามสถานการณ์ที่แตกต่างกัน

178
00:24:39,608 --> 00:24:43,608
สถานการณ์มีอะไรบ้าง นักศึกษาดูในตารางช่องต่อมา

179
00:24:44,281 --> 00:24:48,281
สถานการณ์ที่ 1 คือสถานการณ์ส่วนตัว

180
00:24:50,103 --> 00:24:52,573
สถานการณ์ที่ 2 คือสถานการณ์แบบสาธารณะ

181
00:24:52,573 --> 00:24:54,444
สถานการณ์ที่ 3

182
00:24:54,444 --> 00:24:58,444
แบบการงาน

183
00:24:58,823 --> 00:25:02,823
และสถานการณ์ที่ 4 คือการเรียนรู้

184
00:25:05,551 --> 00:25:09,551
4 สถานการณ์นี้ จะมีวัตถุประสงค์ของการอ่าน

185
00:25:11,249 --> 00:25:15,127
แตกต่างกัน คราวนี้นักศึกษาดูข้างล่างนะคะ ข้างล่างนะ

186
00:25:15,127 --> 00:25:18,171
เราจะเห็นคำว่า OECD PIRS

187
00:25:18,171 --> 00:25:20,216

188
00:25:20,216 --> 00:25:21,912

189
00:25:21,912 --> 00:25:24,342

190
00:25:24,342 --> 00:25:28,342

191
00:25:30,284 --> 00:25:34,284
เราไม่ต้องไปดูส่วนอื่นเราดูแค่

192
00:25:35,508 --> 00:25:37,991
OECD เพราะประเทศของเราเราทำงานร่วมกับองค์กร

193
00:25:37,991 --> 00:25:41,991
OECD เท่านั้น

194
00:25:44,852 --> 00:25:48,852
2 ชื่อถัดมาข้างล่างขององค์กรอีก 2 องค์กรไม่ต้องพิจารณา

195
00:25:51,515 --> 00:25:55,515
เราดูแค่ OECD นะ บอกว่าหากผู้ เรียน

196
00:25:57,554 --> 00:26:01,554
มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างประสบการณ์ทางวรรณกรรม

197
00:26:04,342 --> 00:26:06,820
และอ่านในสถานการณ์ส่วนตัว

198
00:26:06,820 --> 00:26:09,702
แสดงว่าผู้นั้น

199
00:26:09,702 --> 00:26:11,767
มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1

200
00:26:11,767 --> 00:26:15,767
. เพื่อความอยากรู้

201
00:26:16,185 --> 00:26:20,185
2. เพื่อการติดต่อสื่อสาร

202
00:26:20,507 --> 00:26:24,507
3. เพื่อเป็นรางวัลให้ตนเอง

203
00:26:25,730 --> 00:26:29,730
ประสบการณ์ส่วนตัว สถานการณ์ส่วนตัว

204
00:26:31,431 --> 00:26:35,431
เป็นความต้องการส่วนบุคคลใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น สถานการณ์ส่วนตัวนั้นก็คือ

205
00:26:36,812 --> 00:26:40,812
เป็นความต้องการของตัวนักเรียนเองว่าอยากจะเลือกอ่านอะไร

206
00:26:44,253 --> 00:26:47,585
เพราะฉะนั้น จุดมุ่งหมายจึงเป็นไปในลักษณะเพื่อสนองความอยากรู้หรือต้องการการติดต่อ

207
00:26:47,585 --> 00:26:51,585
สื่อสาร หรือต้องการให้รางวัลกับตนเอง

208
00:26:53,225 --> 00:26:56,809
นี่เขาเรียกว่าเป็นสถานการณ์ส่วนตัว แต่ถ้าหากว่า

209
00:26:56,809 --> 00:26:59,418
เป็นสถานการณ์ที่เป็นสาธารณะ

210
00:26:59,418 --> 00:27:03,070
สถานการณ์ที่เป็นสาธารณะ

211
00:27:03,070 --> 00:27:07,070
แสดงให้เห็นว่าผู้อ่านนั้น หรือนักเรียน

212
00:27:08,887 --> 00:27:09,858
ต้องการหรือมีวัตถุประสงค์ที่จะได้สาระ

213
00:27:09,858 --> 00:27:13,858
ข้อมูล

214
00:27:14,924 --> 00:27:18,924
แล้วถ้าเป็นสถานการณ์การงาน เช่น

215
00:27:20,656 --> 00:27:24,656
ไปทำงานกับองค์กรอะไรบางอย่าง หรือเป็นการปฏิบัติ

216
00:27:25,316 --> 00:27:28,121
งานนะคะ ในหน่วยงานหรือการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น

217
00:27:28,121 --> 00:27:30,099
อาจจะมีวัตถุประสงค์เพื่อ

218
00:27:30,099 --> 00:27:34,099
ปฏิบัติตาม

219
00:27:37,421 --> 00:27:38,889
ถูกไหมคะ ในฐานะของผู้ใต้บังคับบัญชาถ้าจำเป็นจะต้องอ่านอะไร ซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่เป็น

220
00:27:38,889 --> 00:27:42,889
เรื่องของการงาน

221
00:27:44,028 --> 00:27:45,366
นั่นหมายความว่าสิ่งที่เป็นวัตถุประสงค์ก็คือจะต้องเกิดการ

222
00:27:45,366 --> 00:27:47,212
ปฏิบัติตาม

223
00:27:47,212 --> 00:27:50,814
สุดท้ายค่ะ

224
00:27:50,814 --> 00:27:54,814
ถ้าเป็นสถานการณ์ด้านการศึกษา

225
00:27:57,088 --> 00:28:01,088
เราจะเห็นว่าวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้เกิดการเรียนรู้นั่นเอง

226
00:28:02,730 --> 00:28:06,730
นักศึกษาดูข้อความข้างล่างเขาบอกว่าอย่างไรคะ

227
00:28:08,114 --> 00:28:12,114
เขาบอกว่าจุดประสงค์การอ่านเพื่อประสบการณ์ทางวรรณกรรม

228
00:28:13,572 --> 00:28:16,812
มักเกิดขึ้นในสถานการณ์การอ่านแบบส่วนตัว

229
00:28:16,812 --> 00:28:20,812
แต่ในขณะเดียวกัน

230
00:28:21,176 --> 00:28:24,504
จุดประสงค์การอ่านเพื่อค้นคว้าและนำข้อมูลไปใช้

231
00:28:24,504 --> 00:28:26,026
จะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่กว้างขึ้น

232
00:28:26,026 --> 00:28:27,319
นั่นก็คือ

233
00:28:27,319 --> 00:28:30,660
สาธารณะ

234
00:28:30,660 --> 00:28:34,660
การงาน และการศึกษา

235
00:28:36,210 --> 00:28:40,210
แตกต่างกันนะคะ แตกต่างกันนะ เพราะฉะนั้น

236
00:28:43,234 --> 00:28:47,190
คำว่า "ความเข้าใจในการอ่าน" ตัวชี้วัดข้อที่ 1 ว่าเด็กมีความเข้าใจนั่นก็คือ

237
00:28:47,190 --> 00:28:49,879
สามารถที่จะกำหนดวัตถุประสงค์ของตัวเองได้ว่า

238
00:28:49,879 --> 00:28:51,017
ถ้าฉันจะอ่านในสถานการณ์นี้

239
00:28:51,017 --> 00:28:54,482
ฉันจะเลือก

240
00:28:54,482 --> 00:28:56,796
หรือกำหนดวัตถุประสงค์ของตัวเองอย่างไร

241
00:28:56,796 --> 00:29:00,796
นี่คือรายละเอียดของข้อที่ 1

242
00:29:17,257 --> 00:29:21,257
ต่อไปตัวชี้วัดข้อที่ 2 ค่ะ

243
00:29:23,166 --> 00:29:26,131
ในด้านของความเข้าใจในการอ่าน ถ้ากำหนดวัตถุประสงค์ได้แล้ว

244
00:29:26,131 --> 00:29:29,060
ตัวชี้วัดอันที่ 2 ก็คือ

245
00:29:29,060 --> 00:29:31,325
สามารถคัดเลือกบทอ่าน

246
00:29:31,325 --> 00:29:35,325
ตามวัตถุประสงค์ได้

247
00:29:35,964 --> 00:29:38,087
ถ้ากำหนดวัตถุประสงค์แล้ว คราวนี้มาที่การคัดเลือก

248
00:29:38,087 --> 00:29:40,479
เราจะคัดเลือก

249
00:29:40,479 --> 00:29:42,492
บทอ่านอย่างไร

250
00:29:42,492 --> 00:29:46,492
นักศึกษามาดูในตารางนะคะ

251
00:29:50,687 --> 00:29:52,100
ถ้าเป็นสถานการณ์ส่วนตัวและมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างประสบการณ์

252
00:29:52,100 --> 00:29:56,100
การณ์ทางวรรณกรรม

253
00:29:56,775 --> 00:29:58,347
สิ่งที่จะนำมาอ่าน ได้แก่

254
00:29:58,347 --> 00:30:02,347
จดหมาย

255
00:30:02,467 --> 00:30:03,776
อีเมล หรือที่เรียกว่าไปรษณีย์

256
00:30:03,776 --> 00:30:07,776
อิเล็กทรอนิกส์

257
00:30:08,910 --> 00:30:11,338
นวนิยาย ชีวประวัติ

258
00:30:11,338 --> 00:30:12,907
ความรู้ ข่าวสาร

259
00:30:12,907 --> 00:30:16,907
เว็บบล็อก

260
00:30:19,504 --> 00:30:23,504
เรื่องสั้น นวนิยาย กวีนิพนธ์ บทละครต่าง ๆ

261
00:30:23,872 --> 00:30:25,760
นี่คือการอ่านแบบส่วนตัวใช่ไหมคะ

262
00:30:25,760 --> 00:30:28,779
ตามความต้องการ

263
00:30:28,779 --> 00:30:32,779
ของบุคคลหรือของผู้เรียนนั้น ๆ

264
00:30:34,974 --> 00:30:37,298
ถ้าเป็นการอ่านเพื่อค้นคว้าข้อมูล

265
00:30:37,298 --> 00:30:41,298
และนำข้อมูลนั้นมาใช้

266
00:30:41,907 --> 00:30:43,650
เราจะเห็นว่าถ้าเป็นสถานการณ์แบบสาธารณะ

267
00:30:43,650 --> 00:30:45,963
เราอ่านอะไรคะ

268
00:30:45,963 --> 00:30:47,894
เราจะเลือกอ่านบทอ่านประเภทไหน

269
00:30:47,894 --> 00:30:49,264
ประกาศ

270
00:30:49,264 --> 00:30:52,217
กฎระเบียบ

271
00:30:52,217 --> 00:30:54,071
สาระความรู้ต่าง ๆ

272
00:30:54,071 --> 00:30:55,627
มติที่ประชุม

273
00:30:55,627 --> 00:30:59,627
ข่าว

274
00:30:59,977 --> 00:31:03,686
ซึ่งข่าวนั้น อาจจะมีทั้งที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นกระดาษ

275
00:31:03,686 --> 00:31:07,686
กับสื่อสิ่งพิมพ์แบบออนไลน์

276
00:31:08,785 --> 00:31:12,785
นี่คือสถานการณ์ที่เรียกว่าสถานการณ์แบบสาธารณะ

277
00:31:13,380 --> 00:31:15,600
นะคะ แต่ถ้าเป็นการงานอาชีพค่ะ เป็นเรื่องของการงาน

278
00:31:15,600 --> 00:31:19,600
เราอ่านอะไรบ้าง

279
00:31:20,966 --> 00:31:24,257
อ่านคู่มือ อ่านวิธีทำ

280
00:31:24,257 --> 00:31:26,184
เหมือนตอนนี้

281
00:31:26,184 --> 00:31:30,184
นักศึกษา

282
00:31:32,752 --> 00:31:36,121
เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาใช่ไหมคะ สิ่งแรกที่นักศึกษาต้องทำเพ

283
00:31:36,121 --> 00:31:40,121
ในสถานการณ์เพื่อการศึกษา

284
00:31:40,290 --> 00:31:44,290
เข้ามาพบสิ่งที่ต้องอ่าน คือ คู่มือนักศึกษา

285
00:31:46,644 --> 00:31:48,281
ในคู่มือจะมีการบอกแนวทางใช่ไหมคะ แนวทางในการดำเนิน

286
00:31:48,281 --> 00:31:52,281
กิจกรรมต่าง ๆ

287
00:31:54,334 --> 00:31:58,334
ในฐานะของที่เราเป็นนักศึกษาและในฐานะที่เราจะต้องไปร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย

288
00:31:59,699 --> 00:32:01,368
ต้องลงทะเบียนอย่างไร มีแนวปฏิบัติในด้านต่าง ๆ อย่างไร

289
00:32:01,368 --> 00:32:05,368
นี่คือคู่มือ

290
00:32:08,008 --> 00:32:11,125
อ่านเพื่อประโยชน์ทางด้านการงานใช่ไหมคะ มีตารางการทำงาน

291
00:32:11,125 --> 00:32:13,015
มีกำหนดการ มีบันทึกข้อความ

292
00:32:13,015 --> 00:32:17,015
หรืออ่านรายงาน

293
00:32:17,577 --> 00:32:21,577
นี่คือสถานการณ์ในด้านของการงานอาชีพ

294
00:32:23,018 --> 00:32:27,018
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ เอาไปใช้งานนั่นเอง

295
00:32:27,941 --> 00:32:31,941
และสถานการณ์สุดท้ายก็คือด้านการศึกษา

296
00:32:35,107 --> 00:32:36,428
ในด้านการศึกษาอาจจะเป็นการอ่านอะไรลูก อ่านตำราเรียน อ่านแผนที่

297
00:32:36,428 --> 00:32:37,611
อ่านตารางห

298
00:32:37,611 --> 00:32:39,768
รือกราฟต่าง ๆ

299
00:32:39,768 --> 00:32:43,070
นี่คือ

300
00:32:43,070 --> 00:32:47,070
สถานการณ์ด้านการศึกษา

301
00:32:49,168 --> 00:32:51,266
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลจากการอ่านตำรานี้ เอาไปทำอะไรคะ นำไป

302
00:32:51,266 --> 00:32:55,266
ใช้ประโยชน์นั่นเอง

303
00:33:05,557 --> 00:33:09,557
ต่อมาตัวชี้วัดที่ 3

304
00:33:10,053 --> 00:33:12,245
ตัวชี้วัดว่านักเรียนมีความเข้าใจในการอ่านหรือไม่

305
00:33:12,245 --> 00:33:16,245
นอกเหนือจาก

306
00:33:18,212 --> 00:33:20,774
กำหนดวัตถุประสงค์แล้ว คัดเลือกบทอ่านได้แล้ว ก็ต้องทำอะไรด้วย

307
00:33:20,774 --> 00:33:24,774
ใช้กลยุทธ์การอ่านได้ด้วย

308
00:33:25,287 --> 00:33:29,287
ซึ่งกลยุทธ์การอ่านของ OECD ที่เขากำหนดไว้

309
00:33:30,912 --> 00:33:34,833
เขากำหนดไว้ 3 กลยุทธ์ด้วยกัน นักศึกษาดูแค่บรรทัดแรกนะคะ ดูแค่ข้อที่ 1

310
00:33:34,833 --> 00:33:38,833
กลยุทธ์ข้อที่ 1 ก็คือ

311
00:33:39,136 --> 00:33:41,613
การเข้าถึงและค้นคืนสาระ

312
00:33:41,613 --> 00:33:45,613
กลยุทธ์ที่ 2

313
00:33:47,621 --> 00:33:50,969
การบูรณาการและการตีความ

314
00:33:50,969 --> 00:33:54,172

315
00:33:54,172 --> 00:33:58,172
กลยุทธ์ที่ 3 การสะท้อนและประเมิน

316
00:34:00,991 --> 00:34:04,065
ช่องที่ 1 นะคะ ดูลงมานะคะ

317
00:34:04,065 --> 00:34:08,065
OECD อันอื่นไม่ต้องดูค่ะลูก

318
00:34:21,919 --> 00:34:25,919
ตัวชี้วัดข้อที่ 1 ผ่านไปนะ นะคะ

319
00:34:27,473 --> 00:34:29,682
ความเข้าใจในการอ่าน เมื่อกี้เป็นรายละเอียดของความเข้าใจในการอ่านทั้งหมดเลยใช่ไหมคะ

320
00:34:29,682 --> 00:34:32,555
คราวนี้มาดูอันที่ 2 ค่ะ

321
00:34:32,555 --> 00:34:36,555
นอกจากความเข้าใจในการอ่านแล้ว

322
00:34:39,077 --> 00:34:43,077
ยังจะมีเรื่องของการนำผลการอ่านไปใช้ตามวัตถุประสงค์

323
00:34:45,302 --> 00:34:46,944
เราจะรู้ได้อย่างไรว่านักเรียนสามารถนำผลการอ่านไปใช้

324
00:34:46,944 --> 00:34:50,944
ตามวัตถุประสงค์ได้

325
00:34:52,285 --> 00:34:56,121
เขาให้รายละเอียดมาคร่าว ๆ แบบนี้นะคะ เขาบอกว่า

326
00:34:56,121 --> 00:35:00,121
ผู้เรียนนั้นจะต้องสามารถนำผลการอ่านไปใช้

327
00:35:01,433 --> 00:35:05,433
และประยุกต์ใช้สมรรถนะการอ่านในชีวิตจริงได้

328
00:35:05,838 --> 00:35:07,111
มันมีคำหนึ่งเพิ่มมาคือคำว่าสมรรถนะด้าน

329
00:35:07,111 --> 00:35:11,111
การอ่าน

330
00:35:11,821 --> 00:35:15,651
เพราะฉะนั้น จะต้องเห็นผลในเชิงประจักษ์

331
00:35:15,651 --> 00:35:19,651
เป็นพฤติกรรมของผู้เรียนแสดงออกมา

332
00:35:22,166 --> 00:35:24,439
จึงจะแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีการนำผลการอ่านไปใช้

333
00:35:24,439 --> 00:35:28,439
ตามวัตถุประสงค์

334
00:35:42,896 --> 00:35:46,020
ข้อที่ 3 ค่ะ

335
00:35:46,020 --> 00:35:48,413
ตัวนี้วัดยากนิดหนึ่ง

336
00:35:48,413 --> 00:35:49,772
สร้างยากค่อนข้างยากเลยแหละ

337
00:35:49,772 --> 00:35:53,772
ก็คือ

338
00:35:54,881 --> 00:35:58,881
นักเรียนจะต้องมีความรักความผูกพันกับการอ่าน

339
00:36:03,726 --> 00:36:05,227
หรือภาษาพูดทั่ว ๆ ไปของเรา ก็คือเด็ก ๆ จะต้องมีนิสัย

340
00:36:05,227 --> 00:36:09,227
รักการอ่าน

341
00:36:11,467 --> 00:36:15,467
ซึ่งการมีนิสัยรักการอ่าน หรือมีความรักความผูกพันกับการอ่านนั้น

342
00:36:16,135 --> 00:36:20,135
จะต้องทำมาเป็นระยะเวลายาวนาน

343
00:36:23,192 --> 00:36:27,192
ไหมคะ มีความรักความผูกพันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลา

344
00:36:28,848 --> 00:36:29,327
ดังนั้น ตั้งแต่การสอนระดับประถมมา จนถึงมัธยมแล้วมาวัดในช่วงนี้

345
00:36:29,327 --> 00:36:33,327
3

346
00:36:34,230 --> 00:36:36,429
คุณครูวางแผนดี ๆ นะคะ ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยม

347
00:36:36,429 --> 00:36:38,087
พอมาถึงการสอบ

348
00:36:38,087 --> 00:36:40,563
สิ่งนี้

349
00:36:40,563 --> 00:36:42,185
ก็จะแสดงให้เห็น

350
00:36:42,185 --> 00:36:46,185
ได้

351
00:36:48,054 --> 00:36:52,054
นั่นก็คือเรื่องของการมีนิสัยรักการอ่าน

352
00:36:57,362 --> 00:36:57,945
สิ่งนี้เป็นคุณลักษณะของผู้อ่านที่อาจจะสื่อออกมาได้ ผ่านการ

353
00:36:57,945 --> 00:36:58,910
ปฏิบัติ

354
00:36:58,910 --> 00:37:02,910
กิจกรรม

355
00:37:06,434 --> 00:37:07,427
เวลาคุณครูสอนแล้วคุณครูเห็นว่าเด็กมีความกระตือรือร้นที่อยาก

356
00:37:07,427 --> 00:37:09,476
อ่าน

357
00:37:09,476 --> 00:37:13,476
มีความสนใจ

358
00:37:15,143 --> 00:37:18,015
ในเรื่องใหม่ ๆ หรือมีความสนใจแสดงความอยากได้ ใคร่รู้

359
00:37:18,015 --> 00:37:19,486
อยากเห็นอยากอธิบาย

360
00:37:19,486 --> 00:37:21,713
อยากแชร์

361
00:37:21,713 --> 00:37:23,069
สิ่งนี้

362
00:37:23,069 --> 00:37:27,069
จะเกิดขึ้น

363
00:37:29,367 --> 00:37:31,585
จากการบูรณาการแรงจูงใจในการอ่านกับพฤติกรรมการอ่าน

364
00:37:31,585 --> 00:37:35,585
ตอนนี้เรื่องสำคัญมาก

365
00:37:35,901 --> 00:37:39,901
หมายความว่าถ้าหากว่าคุณครู

366
00:37:41,923 --> 00:37:45,923
สอนโดยบังคับให้เด็กอ่าน เด็กจะขาดแรงจูงใจ

367
00:37:46,031 --> 00:37:50,031
แต่ถ้าหากว่าเด็กเลือกอ่านได้เอง

368
00:37:51,639 --> 00:37:53,895
เด็กจะเกิดแรงจูงใจ และจะสามารถแสดงถึงความมีนิสัย

369
00:37:53,895 --> 00:37:57,895
รักและผูกพันกับการอ่าน

370
00:37:58,326 --> 00:38:02,326
ผ่านพฤติกรรม ผ่านการแสดงความคิดเห็น ผ่านการพูด

371
00:38:02,523 --> 00:38:04,455
ผ่านการถ่ายทอดการสะท้อนความคิดนะคะ

372
00:38:04,455 --> 00:38:08,455
นี่คือ

373
00:38:09,048 --> 00:38:10,856
ความรักและความผูกพันกับการอ่านที่อาจจะเกิดขึ้น

374
00:38:10,856 --> 00:38:14,856
นะคะ ฃจากการ

375
00:38:15,867 --> 00:38:19,867
สอนในเรื่องของการรู้เรื่องการอ่านนั่นเอง

376
00:38:26,775 --> 00:38:29,564
ทีนี้มาหัวข้อถัดไปนะคะ เมื่อกี้เป็นองค์ประกอบใช่ไหมคะ

377
00:38:29,564 --> 00:38:33,016
หัวข้อแรกเมื่อกี้เป็นองค์ประกอบ

378
00:38:33,016 --> 00:38:37,016
องค์ประกอบในการอ่านรู้เรื่อง

379
00:38:39,800 --> 00:38:43,800
องค์ประกอบ เมื่อกี้อาทวนใหม่อีกรอบหนึ่ง องค์ประกอบมีกี่อย่างนะ

380
00:38:46,185 --> 00:38:49,698
1. ความเข้าใจใช่ไหมคะ 2. อะไรคะ การนำไปใช้ใช่ไหมคะ

381
00:38:49,698 --> 00:38:53,434
3. ความรักและความผูกพันในการอ่าน

382
00:38:53,434 --> 00:38:56,027
ครบ 3 องค์ประกอบรายละเอียดอธิบายไว้แล้ว

383
00:38:56,027 --> 00:38:58,778
คราวนี้มาดูหัวข้อเรื่อง

384
00:38:58,778 --> 00:39:02,778
การประเมินการรู้เรื่องการอ่าน

385
00:39:04,925 --> 00:39:08,648
ในกระบวนการเรียนการสอน แน่นอนว่าจะต้องมีการวัดและประเมินผล

386
00:39:08,648 --> 00:39:12,648
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้เรียน

387
00:39:13,786 --> 00:39:17,786
มีผลสัมฤทธิ์ในเรื่องของการรู้เรื่องการอ่าน เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด

388
00:39:21,067 --> 00:39:23,049
เขามีการใช้เครื่องมือในการประเมินค่ะ

389
00:39:23,049 --> 00:39:25,287
เครื่องมือที่ว่านี้

390
00:39:25,287 --> 00:39:29,287
มีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน

391
00:39:29,288 --> 00:39:31,656
อันที่ 1 ก็คือใช้แบบทดสอบค่ะ

392
00:39:31,656 --> 00:39:34,895
ใช้แบบทดสอบ

393
00:39:34,895 --> 00:39:37,782
การรู้เรื่องการอ่านเพื่อวัดว่า

394
00:39:37,782 --> 00:39:41,527
นักเรียนผ่านเกณฑ์หรือไม่

395
00:39:41,527 --> 00:39:45,527
กับอันที่ 2

396
00:39:46,951 --> 00:39:50,951
เราเรียกว่า "แบบวัดความรักความผูกพันกับการอ่าน"

397
00:39:55,395 --> 00:39:58,401
ซึ่งอันที่ 2 นี้จะไม่ได้ให้ค่าคะแนนเป็น ก ข ค ง ไม่ได้ให้ค่าคะแนนว่า

398
00:39:58,401 --> 00:40:02,401
สมมติมีข้อสอบ 100 ข้อ

399
00:40:02,779 --> 00:40:04,527
เด็กทำผ่าน 80 ข้อ ถือว่าผ่านเกณฑ์

400
00:40:04,527 --> 00:40:08,527
สมมตินะคะ อันนี้สมมติ

401
00:40:10,667 --> 00:40:14,667
ตั้งเกณฑ์ไว้ที่ 85 เด็กทำข้อสอบแล้วได้ 80 แสดงว่าเด็กผ่านแบบดีเยี่ยม

402
00:40:16,523 --> 00:40:17,929
ได้ 70 นะคะ ได้อีกเกณฑ์หนึ่งลงมานะคะ แต่ผ่านอยู่ที่ 65 ที่ 60

403
00:40:17,929 --> 00:40:21,929
ผ่านที่ 60

404
00:40:23,987 --> 00:40:25,826
เด็กผ่าน 60 แสดงว่าเด็กผ่านเกณฑ์แต่ยังไม่ได้ดีเยี่ยมลักษณะเช่นนี้คือการใช้อะไรวัด

405
00:40:25,826 --> 00:40:27,728
แบบทดสอบ

406
00:40:27,728 --> 00:40:30,583
แต่แบบวัด

407
00:40:30,583 --> 00:40:34,583
ไม่ใช่การวัดความรู้

408
00:40:37,206 --> 00:40:38,012
เกิดจากการอ่านแบบวัดนี้เป็นการวัดพฤติกรรมที่

409
00:40:38,012 --> 00:40:42,012
เกิดขึ้น

410
00:40:43,522 --> 00:40:44,987
เช่น อาจจะเป็นลักษณะการตั้งคำถามนะคะ ว่า

411
00:40:44,987 --> 00:40:48,987
นักเรียน

412
00:40:51,919 --> 00:40:52,781
อ่านหนังสือใน 1 สัปดาห์นี่ หนังสือ อ่านนะ นักเรียนอ่านหนังสื

413
00:40:52,781 --> 00:40:56,006

414
00:40:56,006 --> 00:41:00,006
อกี่เล่ม ใช้เวลาอ่านหนังสือวันละกี่ชั่วโมง

415
00:41:02,559 --> 00:41:06,559
นักเรียนมีความชอบในหนังสือประเภทใด หรืออาจจะเป็นลักษณะการตั้งคำถามว่าใช่หรือไม่ใช่ก็ได้

416
00:41:07,178 --> 00:41:11,178
ลักษณะการตอบคำถามในลักษณะเช่นนี้นี่

417
00:41:12,890 --> 00:41:15,425
จะเป็นการบ่งบอกว่าเด็กคนนี้มีแนวโน้มว่า

418
00:41:15,425 --> 00:41:17,661
จะมีพฤติกรรมรักการอ่านหรือไม่

419
00:41:17,661 --> 00:41:19,761
ถ้าเธอตอบว่า

420
00:41:19,761 --> 00:41:23,761
ไม่อ่านหนังสือเลย

421
00:41:24,543 --> 00:41:28,543
หรืออ่านน้อย เลือกอ่านหนังสือเฉพาะประเภทเดียว

422
00:41:32,506 --> 00:41:35,018
ค่าของคะแนนต่าง ๆ จากการตอบคำถาม มันจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเราจะมีแนวโน้ม

423
00:41:35,018 --> 00:41:38,644
พฤติกรรมที่รักการอ่านหรือไม่

424
00:41:38,644 --> 00:41:41,557
นะคะ เพราะฉะนั้น สิ่งนี้เขาเรียกว่าแบบวัด

425
00:41:41,557 --> 00:41:45,508
ความรักความผูกพันกับการอ่าน

426
00:41:45,508 --> 00:41:49,508
หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นแบบวัดพฤติกรรมก็ได้นะคะ

427
00:42:07,340 --> 00:42:11,340
คราวนี้มาดูค่ะ ว่าถ้าหากว่าเขาจะออกข้อสอบ

428
00:42:13,126 --> 00:42:17,126
หรือแบบทดสอบมาเพื่อประเมินเด็ก มาวัดความรู้ในการอ่านของเด็ก

429
00:42:17,821 --> 00:42:21,740
เขาจะมีวิธีการในการออกข้อสอบอย่างไร

430
00:42:21,740 --> 00:42:24,289
เขาจะออกข้อสอบจากการเลือกอะไรมาเป็นเกณฑ์

431
00:42:24,289 --> 00:42:26,542
นักศึกษาดูตามตารางนะคะ

432
00:42:26,542 --> 00:42:27,684
เวลาที่เขาจะเลือกตัวข้อสอบ

433
00:42:27,684 --> 00:42:31,684
มา

434
00:42:33,533 --> 00:42:36,715
วัดนักเรียน เขาจะดูที่ 1 ค่ะ ดูองค์ประกอบกับดูรายละเอียด

435
00:42:36,715 --> 00:42:38,164
องค์ประกอบมีอยู่ 4 อย่างด้วยกัน

436
00:42:38,164 --> 00:42:39,533
1

437
00:42:39,533 --> 00:42:41,717
. ตัวสื่อ

438
00:42:41,717 --> 00:42:45,717
2. สิ่งแวดล้อม

439
00:42:46,991 --> 00:42:50,991
3. รูปแบบของถ้อยความ 4. สำนวนของถ้อยความ

440
00:42:54,897 --> 00:42:56,316
ตัวสื่อที่ว่ามีอะไรบ้าง เขาจะเอาโจทย์มาจากหนังสือพิมพ์

441
00:42:56,316 --> 00:42:59,712
จาก

442
00:42:59,712 --> 00:43:02,458
ตัวข่าวออนไลน์

443
00:43:02,458 --> 00:43:06,458
จากสื่อออนไลน์ต่าง ๆ

444
00:43:07,553 --> 00:43:11,309
ในขณะเดียวกันในด้านของสิ่งแวดล้อม

445
00:43:11,309 --> 00:43:14,384
เขาจะพิจารณาจากผู้เขียน

446
00:43:14,384 --> 00:43:18,384
จากตัวข่าวสาร

447
00:43:20,447 --> 00:43:22,152
และภาษานะคะ ลักษณะของออกตัวภาษา หรือรูปแบบ

448
00:43:22,152 --> 00:43:26,152
ของถ้อนข้อความนั้น

449
00:43:27,980 --> 00:43:31,980
นี่ เป็นลักษณะที่มีทั้งต่อเนื่อง ไม่ต่อเนื่องแบบผสมผสานก็มี

450
00:43:34,073 --> 00:43:38,073
พูดง่าย ๆ อาจจะเป็นการยกเอาเนื้อข่าว 1 ข่าวมาทั้งหมด

451
00:43:40,053 --> 00:43:41,807
หรืออาจจะตัดตอนมาเพื่อจะมีภาพและมีข้อความขยายมา

452
00:43:41,807 --> 00:43:45,807
เป็นโจทย์ให้กับผู้เรียนได้

453
00:43:46,537 --> 00:43:50,537
สุดท้ายก็คือการใช้ภาษาค่ะ

454
00:43:52,677 --> 00:43:54,229
ภาษาที่เขานำมาเป็นโจทย์นั้นก็จะมีทั้งพรรณนา บรรยาย บอกเล่า

455
00:43:54,229 --> 00:43:58,070
อธิบายเหตุผล

456
00:43:58,070 --> 00:44:01,026
การโต้แย้ง ลักษณะของการเป็นคำสั่ง

457
00:44:01,026 --> 00:44:02,364
หรือการติดต่อในเชิงธุรกิจ

458
00:44:02,364 --> 00:44:05,758
ดังนั้น

459
00:44:05,758 --> 00:44:09,758
เวลาที่เขาจะมีการวัดนี่นะคะ

460
00:44:11,097 --> 00:44:15,097
เขาก็จะไปเอาข้อสอบจากแหล่งการเรียนรู้ หรือแหล่งข่าวต่าง ๆ

461
00:44:15,418 --> 00:44:19,418
เขาเน้นเลยค่ะ น่าจะเป็นเรื่องของการ

462
00:44:19,480 --> 00:44:23,480
ข้อมูลช่องทางแบบออนไลน์น่ะค่ะ ช่องทางออนไลน์

463
00:44:23,523 --> 00:44:27,523
เพราะทุกวันนี้นะ เราจะอยู่กับออนไลน์มากกว่านะคะ

464
00:44:29,621 --> 00:44:32,924
แต่ในขณะเดียวกันบางทีค่ะ เขาก็จะมีการนำเอาภาพนะคะ เช่น

465
00:44:32,924 --> 00:44:35,940
แผนผังการเดินรถไฟฟ้า

466
00:44:35,940 --> 00:44:37,918
แผนผังรถ BTS นะคะ

467
00:44:37,918 --> 00:44:41,506
แผนผัง

468
00:44:41,506 --> 00:44:43,961
การเดินทางนะคะ ในรถไฟอย่างนี้ค่ะ

469
00:44:43,961 --> 00:44:46,473
มาเป็นโจทย์ แล้วให้

470
00:44:46,473 --> 00:44:50,473
นักเรียนน่ะค่ะ ได้ดูภาพ

471
00:44:50,698 --> 00:44:54,287
แล้วเขาก็จะถามนะคะ เกี่ยวกับข้อความในภาพนั้น ๆ

472
00:44:54,287 --> 00:44:57,693
ว่าจากสถานีนี้นะคะ ไปยังสถานีนี้

473
00:44:57,693 --> 00:45:01,693
ใช้เวลาเท่าไหร่นะคะ แล้วก็

474
00:45:05,364 --> 00:45:07,899
ถ้าจะไปจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งนะคะ มันจะต้องมีการใช้เงินนะคะ หรือมีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่

475
00:45:07,899 --> 00:45:11,899
พวกนี้มันจะมีข้อความประกอบน่ะค่ะ

476
00:45:13,128 --> 00:45:16,429
เคยทำข้อสอบในลักษณะนี้ใช่ไหมคะ สถานการณ์

477
00:45:16,429 --> 00:45:20,429
แต่เป็นสถานการณ์จริงที่ปรากฏใน

478
00:45:20,666 --> 00:45:23,976
ข่าว ในสื่อ หรือในสถานการณ์ที่เ

479
00:45:23,976 --> 00:45:26,802
ป็นจริง เกิดขึ้นในสังคมจริง ๆ

480
00:45:26,802 --> 00:45:28,264
เพื่อให้นักเรียนได้

481
00:45:28,264 --> 00:45:32,264
ตอบคำถาม

482
00:45:37,397 --> 00:45:41,397
คราวนี้มาถึงหัวข้อใหม่

483
00:45:41,481 --> 00:45:45,481
นั่นก็คือกลยุทธ์ในการอ่าน

484
00:45:46,718 --> 00:45:50,718
เราจะทำอย่างไรให้นักเรียนของเรา

485
00:45:52,580 --> 00:45:54,928
สามารถสอบผ่านและมีผลสัมฤทธิ์เพื่อผ่านระดับของการ

486
00:45:54,928 --> 00:45:56,864
เรียนรู้ การ

487
00:45:56,864 --> 00:46:00,864
มีความสามารถในการ

488
00:46:03,316 --> 00:46:05,421
รู้เรื่องการอ่านเราก็จะต้องใช้กลยุทธ์ 3 อย่างนี้ตามเกณฑ์ของ

489
00:46:05,421 --> 00:46:08,498
OECD

490
00:46:08,498 --> 00:46:12,491
เกณฑ์ข้อที่ 1 นั่นก็คือจะต้อง

491
00:46:12,491 --> 00:46:14,782
เข้าถึงและค้นคืนสาระ

492
00:46:14,782 --> 00:46:18,756
ได้ อันที่ 2 ก็คือ

493
00:46:18,756 --> 00:46:22,756
ต้องมีทักษะในการบูรณาการและตีความ

494
00:46:26,972 --> 00:46:29,842
ต้องมีการสะท้อนผลและการประเมินผล 3 กลยุทธ์นี้ จะช่วยทำให้นักเรียน

495
00:46:29,842 --> 00:46:33,842
มีความสามารถในการอ่านที่สูงขึ้นได้

496
00:46:35,864 --> 00:46:39,559
กลยุทธ์ข้อที่ 1 ค่ะ

497
00:46:39,559 --> 00:46:41,546
การเข้าถึงและค้นคืนสาระ

498
00:46:41,546 --> 00:46:43,459
หมายความว่าอย่างไร

499
00:46:43,459 --> 00:46:44,954
หมายความว่า

500
00:46:44,954 --> 00:46:45,852
เราจะต้อง

501
00:46:45,852 --> 00:46:49,679
ระบุ

502
00:46:49,679 --> 00:46:53,679
ข้อมูลที่มาของข้อมูล

503
00:46:55,526 --> 00:46:58,522
และจะต้องสามารถสังเกตเห็นได้ว่า

504
00:46:58,522 --> 00:47:02,522
คำ วลี ประโยค

505
00:47:03,850 --> 00:47:06,071
ที่ปรากฏอยู่ในบทอ่านที่เป็นโจทย์นั้น ๆ นี่ค่ะ

506
00:47:06,071 --> 00:47:10,071
เราจะ

507
00:47:10,863 --> 00:47:13,271
ระบุมันลงไปได้อย่างชัดเจนหรือไม่นะคะ

508
00:47:13,271 --> 00:47:15,380
ว่ามันมาจากอะไร

509
00:47:15,380 --> 00:47:17,683
มันมาจากข้อมูลใด

510
00:47:17,683 --> 00:47:19,172
และเรา

511
00:47:19,172 --> 00:47:22,418

512
00:47:22,418 --> 00:47:26,418
จะต้องพิจารณาตัวข้อความนั้น

513
00:47:26,510 --> 00:47:30,510
โดยที่เราไม่ต้องเอาความรู้จากที่อื่น ๆ มาขยาย

514
00:47:33,986 --> 00:47:36,141
ในการเข้าถึงและค้นคืนสาระนั้นนะคะ

515
00:47:36,141 --> 00:47:40,141
มีพฤติกรรมย่อย

516
00:47:41,721 --> 00:47:43,249
ที่บ่งบอกว่าจะทำให้เข้าถึงและค้นคืนสาระได้

517
00:47:43,249 --> 00:47:47,043
นั่นก็คือ

518
00:47:47,043 --> 00:47:49,600
นักเรียนจะต้องเลือกบทอ่านได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์

519
00:47:49,600 --> 00:47:53,600
ระบุสาระของบทอ่านได้

520
00:47:56,216 --> 00:48:00,216
บ่งชี้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายเฉพาะ

521
00:48:00,248 --> 00:48:04,248
นั่นหมายความว่าอ่านแล้วต้องรู้คำสำคัญ

522
00:48:04,736 --> 00:48:07,994
ว่าใจความสำคัญของบทอ่านนั้นนี่ มันอยู่ตรงไหน

523
00:48:07,994 --> 00:48:09,828
ระบุใจความสำคัญได้ โดยดูจากคำ

524
00:48:09,828 --> 00:48:13,828
หรือคำสำคัญ

525
00:48:16,784 --> 00:48:20,784
ค้นหาความคิดเฉพาะ ค้นหานิยามคำศัพท์

526
00:48:22,040 --> 00:48:23,876
ระบุหรือบ่งชี้ฉากเวลาสถานที่

527
00:48:23,876 --> 00:48:27,382
ของเรื่องที่อ่านได้

528
00:48:27,382 --> 00:48:31,382
ค้นหาใจความสำคัญหรือความคิดหลัก

529
00:48:33,293 --> 00:48:35,811
เรื่องกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้เราเรียนมาแล้วจาก 5 บทแล้วใช่ไหมคะ

530
00:48:35,811 --> 00:48:36,551
เราเรียนมาแล้วจาก 6 บทที่

531
00:48:36,551 --> 00:48:39,058
เรา

532
00:48:39,058 --> 00:48:43,058
เรียนกันมาตั้งแต่ต้นเทอม

533
00:48:44,316 --> 00:48:45,968
สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นะคะ เป็นกลยุทธ์ในการเข้าถึงและ

534
00:48:45,968 --> 00:48:49,968
ค้นคืนสาระ

535
00:48:57,357 --> 00:49:00,959
ต่อมาค่ะ กลยุทธ์ข้อที่ 2

536
00:49:00,959 --> 00:49:03,942
กลยุทธ์ในด้านการบูรณาการและตีความ

537
00:49:03,942 --> 00:49:05,118
เราเรียนบทการตีความไปแล้วใช่ไหมคะ

538
00:49:05,118 --> 00:49:06,846
เพราะฉะนั้น

539
00:49:06,846 --> 00:49:10,846
นั่นหมายความว่า

540
00:49:12,334 --> 00:49:16,334
เวลาที่เด็กน่ะค่ะ เขาอ่านเขาจะต้องใช้ทักษะตัวนี้ให้เป็น

541
00:49:17,849 --> 00:49:20,697
นะคะ ใช้ทักษะในการตีความในการตีความนั้นอะไรเป็นตัวบ่งชี้

542
00:49:20,697 --> 00:49:24,162
ต้องวิเคราะห์เจตนาของผู้

543
00:49:24,162 --> 00:49:27,805
เขียนหรือผู้ส่งสารได้นะคะ

544
00:49:27,805 --> 00:49:30,879
วิเคราะห์หรือเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของประโยคได้

545
00:49:30,879 --> 00:49:33,822
วิเคราะห์แนวคิดหลักได้

546
00:49:33,822 --> 00:49:37,557
นะคะ ตีความ

547
00:49:37,557 --> 00:49:39,843
แปลบทความของสิ่งที่อ่านได้

548
00:49:39,843 --> 00:49:41,955
เปรียบเทียบได้

549
00:49:41,955 --> 00:49:45,603
ขยายความคิดได้

550
00:49:45,603 --> 00:49:49,603
นี่คือพฤติกรรมที่บ่งชี้

551
00:49:50,796 --> 00:49:54,796
ว่าสามารถใช้กลยุทธ์ในด้านการบูรณาการและการตีความ

552
00:49:56,704 --> 00:49:59,459
สุดท้ายค่ะ กลยุทธ์ที่ 3 นั่นก็คือ

553
00:49:59,459 --> 00:50:01,569
การสะท้อนและการประเมิน

554
00:50:01,569 --> 00:50:05,148
การสะท้อนและการประเมิน

555
00:50:05,148 --> 00:50:08,331
คือการแสดงความคิดเห็น

556
00:50:08,331 --> 00:50:12,331
ผ่านการเขียนหรือการพูด

557
00:50:14,908 --> 00:50:15,863
และสามารถที่จะระบุถึงคุณค่าของสิ่งที่อ่าน

558
00:50:15,863 --> 00:50:16,601
ได้อย่าง

559
00:50:16,601 --> 00:50:18,926
ถูกต้อง

560
00:50:18,926 --> 00:50:22,926
ตามเหตุผลประกอบ

561
00:50:23,970 --> 00:50:26,988
พฤติกรรมย่อยมีอะไรบ้าง

562
00:50:26,988 --> 00:50:30,988
ให้ความเห็น

563
00:50:31,158 --> 00:50:35,158
สนับสนุน หรือว่าโต้แย้งจากมุมมองของตนเองได้

564
00:50:37,683 --> 00:50:41,683
คาดคะเนความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเรื่อง

565
00:50:45,049 --> 00:50:48,338
ตัดสินความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้ เช่น เขาอาจจะนำบทโฆษณา

566
00:50:48,338 --> 00:50:52,338
มาให้อ่าน โจทย์ก็คือเรื่องของการโฆษณา

567
00:50:55,090 --> 00:50:59,090
บทโฆษณาเราอาจจะต้องมาตีความว่าผู้เขียนมีเจตนาอะไร

568
00:51:00,789 --> 00:51:04,004
โน้มน้าวใจอยู่แล้วใช่ไหมคะ แล้วอะไรคือความน่าเชื่อถือของโฆษณาชิ้นนี้

569
00:51:04,004 --> 00:51:08,004
เห็นความน่าเชื่อถือได้จากข้อความใด

570
00:51:10,519 --> 00:51:11,078
แ ล้วสุดท้ายเราจะพิจารณาตัดสินว่า โฆษณานี้เราควรจะเลือก

571
00:51:11,078 --> 00:51:11,951
เชื่อ

572
00:51:11,951 --> 00:51:15,951
หรือ

573
00:51:16,273 --> 00:51:20,273
ให้ความเห็นหรือมีทิศทางความคิดของเราไปในแนวทางใด

574
00:51:21,183 --> 00:51:25,183
ลักษณะเช่นนี้คือการสะท้อนและการประเมิน

575
00:51:31,823 --> 00:51:35,823
ซึ่งหัวข้อสุดท้าย เรื่องของการทำแบบทดสอบ

576
00:51:37,232 --> 00:51:41,232
อันนี้เดี๋ยวครูจะให้นักศึกษาเป็นการบ้านนะคะ เดี๋ยวครูอาจจะส่งไปให้ในกลุ่ม Line

577
00:51:44,403 --> 00:51:45,608
สำหรับบทที่ 7 นี้นะคะ เรื่องของการรู้เรื่องการอ่านตาม

578
00:51:45,608 --> 00:51:46,615
แนวของ

579
00:51:46,615 --> 00:51:48,495

580
00:51:48,495 --> 00:51:50,447
PISA เป็นสิ่งที่

581
00:51:50,447 --> 00:51:53,729
นักศึกษา ถ้าไปสอนระดับมัธยม

582
00:51:53,729 --> 00:51:57,729
ช่วงนี้เธอต้องพาเด็กเข้าสอบให้ผ่าน

583
00:52:00,778 --> 00:52:03,594
และถ้าสอบไม่ผ่านก็ปรับปรุงนะ ก็มีการปรับปรุง ครูคิดว่าอาจจะต้องมาทบทวนกระบวนการ

584
00:52:03,594 --> 00:52:06,230
แต่ถ้าหากว่าใช้กลยุทธ์ตามนี้

585
00:52:06,230 --> 00:52:08,523
จะเห็นว่านักเรียน

586
00:52:08,523 --> 00:52:12,523
จะอ่านอย่างมีเป้าหมาย

587
00:52:15,257 --> 00:52:19,257
ครูผู้สอนก็สอนอย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่สอนไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องวางแผนอย่างไร

588
00:52:20,791 --> 00:52:24,050
ถ้าใช้ตามหลักการนี้มันจะเป็น Step เป็นกระบวนการเป็นขั้นตอน

589
00:52:24,050 --> 00:52:26,760
แล้วก็ครูจะมีเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า

590
00:52:26,760 --> 00:52:28,056
สอนแบบนี้เรามีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็ก

591
00:52:28,056 --> 00:52:32,056
เกิดอะไรขึ้น

592
00:52:33,288 --> 00:52:34,973
แล้วเราจะใช้กระบวนการอะไรเพื่อทำให้เด็กไปถึงเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่เรากำหนด

593
00:52:34,973 --> 00:52:38,973
ใช้วิธีการใด

594
00:52:39,171 --> 00:52:43,171
จะเป็นเครื่องมือเป็นคู่มือให้กับนักศึกษานะคะ

595
00:52:43,435 --> 00:52:45,913
เวลาไปสอนเราก็จะได้มีแนวทางแล้วก็

596
00:52:45,913 --> 00:52:48,906
เอาไปใช้งานได้จริงนะคะ

597
00:52:48,906 --> 00:52:52,906
บทที่ 7 มีใครสงสัยอะไรไหมคะ

598
00:53:23,997 --> 00:53:27,997
ต่อไปจะเป็นบทที่ 8 นะคะ ถ้าไม่มีต่อไปจะเป็นบทที่ 8

599
00:53:30,362 --> 00:53:31,107
วันนี้เดี๋ยวกูขออนุญาตเลื่อนสไลด์เองนะคะ เพราะว่ามันไม่สามารถที่จะใช้ตัว

600
00:53:31,107 --> 00:53:33,353
Pointer  ได้

601
00:53:33,353 --> 00:53:37,353
บทที่ 8 นะคะ

602
00:53:39,276 --> 00:53:40,905
วันนี้ก็เช่นเดียวกันเป็นบทที่ครูจะต้องให้นักศึกษาได้

603
00:53:40,905 --> 00:53:44,905
สาทำความเข้าใจ

604
00:53:50,844 --> 00:53:54,844
นะคะ

605
00:54:06,693 --> 00:54:10,693
ได้อยู่

606
00:54:20,717 --> 00:54:23,315
หัวข้อนี้ก็คือการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองนะคะ การอ่านเพื่อพัฒนาตนเองนั้น

607
00:54:23,315 --> 00:54:27,177
อาจจะมีเป้าหมาย

608
00:54:27,177 --> 00:54:30,565
อยู่หลายประการด้วยกันนะคะ ประการที่ 1

609
00:54:30,565 --> 00:54:33,201
เราอ่านเพื่อความรอบรู้

610
00:54:33,201 --> 00:54:37,201
การอ่านเพื่อความรอบรู้

611
00:54:40,545 --> 00:54:43,433
เราจะทำให้ตัวเองรอบรู้ได้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะอ่านเจาะลึกแต่เพียงงานอ่านประเภทเดียว

612
00:54:43,433 --> 00:54:44,951
แต่อาจจะต้องอ่านหลากหลาย

613
00:54:44,951 --> 00:54:48,428
ไม่ว่าจะเป็น

614
00:54:48,428 --> 00:54:50,021
อ่านตำรา สารคดีต่าง ๆ

615
00:54:50,021 --> 00:54:54,021
อ่านข่าว

616
00:54:54,249 --> 00:54:56,438
หัวข้อแรกค่ะ

617
00:54:56,438 --> 00:54:59,381
อ่านเพื่อความรอบรู้

618
00:54:59,381 --> 00:55:01,346
อ่านประเภทที่ 1 ก็คืออ่าน

619
00:55:01,346 --> 00:55:04,633
หนังสือพิมพ์

620
00:55:04,633 --> 00:55:07,193
หนังสือพิมพ์มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า

621
00:55:07,193 --> 00:55:11,193
วรรณกรรมเร่งรีบ

622
00:55:13,504 --> 00:55:16,683
เราเรียกว่า "วรรณกรรมเร่งรีบ" ทำไมถึงเรียกเช่นนั้น

623
00:55:16,683 --> 00:55:20,683
เพราะแต่เดิมหนังสือพิมพ์

624
00:55:24,398 --> 00:55:26,030
ที่เป็นตัวฉบับกระดาษนะคะ ที่เป็นพิมพ์ด้วยกระดาษนี่ สมัยก่อน นั่นก็คือ

625
00:55:26,030 --> 00:55:30,030
1 วัน เขาจะต้อง

626
00:55:30,282 --> 00:55:34,282
ทำการสรุปข่าวที่เกิดขึ้นในรอบวัน

627
00:55:36,075 --> 00:55:37,516
แล้วตีพิมพ์ในตอนกลางคืน เพื่อตื่นเช้ามา หนังสือพิมพ์

628
00:55:37,516 --> 00:55:39,598
จะถูกส

629
00:55:39,598 --> 00:55:41,021
่งไปยังทุกบ้านในตอนเช้ามืด

630
00:55:41,021 --> 00:55:45,021
ใช่ไหมคะ

631
00:55:46,061 --> 00:55:49,125
แต่ต่อมาช่องทางของการผลิตหนังสือพิมพ์ก็เปลี่ยนไป

632
00:55:49,125 --> 00:55:52,431
ตัวฉบับที่เกิดจากโรงพิมพ์ก็

633
00:55:52,431 --> 00:55:54,728
น้อยลง ตอนนี้อาจจะน้อยมาก ๆ แล้ว

634
00:55:54,728 --> 00:55:58,728
กลายมาเป็นอะไรแทนคะ

635
00:56:01,322 --> 00:56:05,322
ข่าวแบบออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ใช่ไหมคะ แต่เนื้อหาข่าวเหมือนกันไหม

636
00:56:07,660 --> 00:56:08,954
เหมือนกันนะคะ คราวนี้นะคะ ไอ้คำว่า "เร่งรีบ" นั่นก็คือระยะเวลา

637
00:56:08,954 --> 00:56:11,201
กระชั้นชิด

638
00:56:11,201 --> 00:56:14,509
หรือมีความ

639
00:56:14,509 --> 00:56:15,264
เขาเรียกว่าอะไรล่ะ

640
00:56:15,264 --> 00:56:19,264

641
00:56:19,302 --> 00:56:23,302
มันใช้เวลาในการดำเนินงานน่ะ ระยะสั้น ๆ นะคะ

642
00:56:23,949 --> 00:56:27,949
ดังนั้น ความเร่งรีบนี้อาจจะเป็นผลดีหรือผลเสียก็ได้

643
00:56:29,886 --> 00:56:31,645
แต่โดยส่วนใหญ่ ณ ตอนนี้ พอมันเป็นข่าวออนไลน์

644
00:56:31,645 --> 00:56:33,564
นักศึกษาจะเห็นว่า

645
00:56:33,564 --> 00:56:35,804
ความไว

646
00:56:35,804 --> 00:56:39,804
นักศึกษาจะเห็นว่ามันเร่งรีบมาก ไวมาก

647
00:56:41,001 --> 00:56:45,001
วินาทีต่อวินาทีใช่ไหมคะ ทุกวันนี้เป็นการนำเสนอข่าวแบบ Real Time

648
00:56:45,837 --> 00:56:47,971
เราจะเห็นว่าสำนักข่าวบางสำนัก

649
00:56:47,971 --> 00:56:50,596
พิมพ์ตกพิมพ์ผิด

650
00:56:50,596 --> 00:56:53,672
การพาดหัวข่าว

651
00:56:53,672 --> 00:56:57,672
ไม่มีความชัดเจน

652
00:56:58,916 --> 00:57:02,389
หรือการพาดหัวข่าวมีลักษณะที่ทำให้ผู้คน

653
00:57:02,389 --> 00:57:06,389
เกิดการตีความไปในหลากหลายทิศทาง

654
00:57:06,416 --> 00:57:08,936
ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นได้มาก

655
00:57:08,936 --> 00:57:12,134
ในข่าวประเภทออนไลน์

656
00:57:12,134 --> 00:57:16,134
แต่ถ้าหากว่าเป็นข่าวที่ตีพิมพ์นะคะ

657
00:57:17,728 --> 00:57:19,761
ง ในสื่อสิ่งพิมพ์หรือในฉบับหนังสือพิมพ์นี่จะมีการตรวจ Proov

658
00:57:19,761 --> 00:57:22,749
หรือการตรวจอักษรก่อน

659
00:57:22,749 --> 00:57:24,237
โอกาสในการผิดพลาดจึงมีน้อยกว่า

660
00:57:24,237 --> 00:57:28,237
นะคะ มีน้อยกว่า

661
00:57:28,984 --> 00:57:32,476
ตั้งแต่ความนิยมน้อยลงนะ เพราะฉะนั้น ช่องทางออนไลน์นี่

662
00:57:32,476 --> 00:57:36,476
จึงเปิดกว้างมากกว่า ได้รับความนิยมมากกว่า

663
00:57:38,033 --> 00:57:39,689
แต่สิ่งสำคัญที่สำนักพิมพ์แต่ละสำนัก หรือสำนักข่าวแต่ละสำนัก

664
00:57:39,689 --> 00:57:43,689
ต้องระมัดระวังนั่นก็คือ

665
00:57:43,783 --> 00:57:47,783
ความถูกต้องของข้อมูลที่นำเสนอออกไป

666
00:57:47,807 --> 00:57:50,881
หัวใจสำคัญของ

667
00:57:50,881 --> 00:57:54,881
หนังสือพิมพ์อยู่ที่ความถูกต้องนะคะ

668
00:57:56,120 --> 00:58:00,120
ไวอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีคุณภาพด้วย

669
00:58:01,738 --> 00:58:05,309
ต่อไปนะคะ หนังสือพิมพ์นะ เราก็จะเห็นว่ามีส่วนประกอบนะคะ

670
00:58:05,309 --> 00:58:08,708
2 ส่วนใหญ่ ๆ ก็คือพาดหัวข่าวกับตัวข่าว

671
00:58:08,708 --> 00:58:09,843
บทนี้ค่ะ นักศึกษา นักศึกษาได้เรียนไปแล้ว

672
00:58:09,843 --> 00:58:13,843
ใช่ไหมคะ

673
00:58:15,840 --> 00:58:19,840
เราเรียนเรื่องหนังสือพิมพ์ไปแล้ว เพราะฉะนั้น ในบทนี้ครูจึงขอให้

674
00:58:22,114 --> 00:58:26,114
ภาษาได้ไปอ่านเพิ่มเติมนะคะ มันมีหลักในการอ่านว่าอย่างไร

675
00:58:27,853 --> 00:58:28,718
อาจารย์ศรีสุดา จริยากุล ให้หลักการเอาไว้ 4 ประการ นักศึกษาก็ไป

676
00:58:28,718 --> 00:58:32,718
อ่านเพิ่มเติมนะคะ

677
00:58:35,790 --> 00:58:39,790
มีวิธีการอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ 5 ข้อด้วยกัน

678
00:58:41,793 --> 00:58:45,793
ตรงนี้ก็ไปอ่านเพิ่มเติมได้ เพราะในเอกสารที่ครูให้นักศึกษาไปจะ

679
00:58:46,898 --> 00:58:50,898
ตัวอย่างของข่าวใช่ไหมคะ เป็นตัวอย่างการวิเคราะห์ข่าว

680
00:58:52,954 --> 00:58:53,725
หัวข้อนี้จะเป็นเรื่องของโครงสร้าง เรื่องของหลักการ เรื่องของ

681
00:58:53,725 --> 00:58:57,725
วิธีการ

682
00:59:10,932 --> 00:59:14,932
ต่อไป นอกจากหนังสือพิมพ์แล้ว

683
00:59:16,944 --> 00:59:20,944
การอ่านเพื่อความรอบรู้ยังต้องอ่านหนังสืออีก 1 ประเภท นั่นก็คือ

684
00:59:22,738 --> 00:59:26,738
นิตยสาร นิตย แปลว่า สม่ำเสมอ

685
00:59:28,397 --> 00:59:32,397
สารก็คือเนื้อความใช่ไหมคะ ก็คือ

686
00:59:33,245 --> 00:59:34,768
เนื้อความหรือข้อมูลที่ถ่ายทอดหรือนำเสนอออกมาอย่าง

687
00:59:34,768 --> 00:59:38,768
สม่ำเสมอ

688
00:59:41,909 --> 00:59:43,685
นิตยสารโดยปกติแล้วนะคะ อาจจะมีการนำเสนอในรูปแบบ

689
00:59:43,685 --> 00:59:46,986
ของรายสัปดาห์

690
00:59:46,986 --> 00:59:48,618
รายปักษ์ก็ได้ค่ะ รายปักษ์คืออะไรคะ

691
00:59:48,618 --> 00:59:49,477
รายปักษ์ คือ

692
00:59:49,477 --> 00:59:52,527
15

693
00:59:52,527 --> 00:59:54,199
วัน ออก 1 ครั้ง

694
00:59:54,199 --> 00:59:57,437
ดังนั้น รายปักษ์

695
00:59:57,437 --> 00:59:59,647
ถ้าเป็นนิตยสารแบบรายปักษ์

696
00:59:59,647 --> 01:00:03,647
เดือนหนึ่งจะออกมากี่ฉบับคะ

697
01:00:06,890 --> 01:00:09,268
2 ฉบับ นั่นก็คือปักษ์แรก กับปักษ์หลัง ปักษ์แรก คือ 15 วันแรก

698
01:00:09,268 --> 01:00:13,268
กับรายปักษ์หลังคือ 15 วันหลัง เดื

699
01:00:16,497 --> 01:00:17,135
อนหนึ่งนับไป 30 วันนะคะ ดังนั้น นะคะ นิตยสารจึงมีลักษณะเช่นนี้

700
01:00:17,135 --> 01:00:21,135
นะคะ

701
01:00:22,793 --> 01:00:26,793
ในเนื้อความนะคะ ของนิตยสารเนี่ะคะ เราอาจจะแบ่งเป็น

702
01:00:27,538 --> 01:00:30,565
เอกสารต่าง ๆ นะคะ เช่น เป็นนิตยสารข่าวนะ

703
01:00:30,565 --> 01:00:34,565
นิตยสารข่าวมีหลากหลาย

704
01:00:36,115 --> 01:00:39,801
เล่มด้วยกันนะคะ ไม่ว่าจะเป็นมติชน สุดสัปดาห์ สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์

705
01:00:39,801 --> 01:00:43,801
นะคะ เนชั่น สุดสัปดาห์นะคะ

706
01:00:45,488 --> 01:00:49,488
อันนี้ยังมีอยู่นะคะ ยังมีอยู่ แต่ปัจจุบันอย่างที่บอกไปว่าก็จะเป็นในรูปของ

707
01:00:50,051 --> 01:00:54,051
ออนไลน์นะคะ อยู่ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ

708
01:00:57,777 --> 01:01:00,186
นอกจากนิตยสารข่าวแล้ว ก็ยังมีนิตยสารประเภทของผู้หญิงนะคะ จ่อไปที่ของผู้หญิงโดย

709
01:01:00,186 --> 01:01:04,186
เพราะเลยใช่ไหมคะ เพราะอะไร

710
01:01:04,800 --> 01:01:08,800
ส่วนใหญ่ความสวยความงามใช่ไหมคะ และจะลงเรื่องความสวยความงาม

711
01:01:11,829 --> 01:01:14,277
นิตยสารผู้ชายมีไหม มีค่ะ ผู้ชายก็จะเป็นเรื่องของอะไร สุขภาพ

712
01:01:14,277 --> 01:01:18,277
สังคม ใช่ไหมคะ การลงทุน

713
01:01:19,831 --> 01:01:23,831
เรื่องของไลฟ์สไตล์ วิถีชีวิตประจำวันนะคะ

714
01:01:26,005 --> 01:01:30,005
นิตยสารธุรกิจค่ะ อันนี้ก็จะเป็นเรื่องของการ

715
01:01:30,439 --> 01:01:33,329
ลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ นะคะ การเงิน การธนาคาร

716
01:01:33,329 --> 01:01:36,614
เรื่องของการดำเนินงานนะคะ

717
01:01:36,614 --> 01:01:38,045
ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการรายได้นะ หารายได้ต่าง ๆ

718
01:01:38,045 --> 01:01:42,045
ห

719
01:01:43,120 --> 01:01:47,120
รือนิตยสารในไทยที่มีชื่อเป็นภาษาต่างประเทศนะคะ

720
01:01:47,238 --> 01:01:50,155
ก็มีหลากหลายนิตยสารเลยซึ่งอันนี้นักศึกษาก็

721
01:01:50,155 --> 01:01:54,155
ได้เห็นตามแผงหนังสือทั่ว ๆ ไปนะ

722
01:01:57,884 --> 01:02:01,884
หลักในการอ่านนิตยสารนะคะ หลักในการอ่านนิตยสาร

723
01:02:02,220 --> 01:02:04,993
ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ นั่นก็คือ

724
01:02:04,993 --> 01:02:08,993
ถ้าเป็นการอ่านนิตยสารทั่วไป

725
01:02:11,067 --> 01:02:15,067
ก็จะมุ่งให้ความรู้และความบันเทิงใช่ไหมคะ แต่ถ้าเป็นเฉพาะกลุ่ม เป็นนิตยสารเฉพาะกลุ่ม

726
01:02:16,454 --> 01:02:17,657
เช่น อาจจะจ่อที่ผู้ชายหรือผู้หญิงใช่ไหมคะ หรือผู้ที่สนใจเรื่องของ

727
01:02:17,657 --> 01:02:21,147
การเงินต่าง ๆ

728
01:02:21,147 --> 01:02:22,878
ผู้ให้ความรู้ต่อความรู้และความบันเทิง

729
01:02:22,878 --> 01:02:26,878
เฉพาะกลุ่มนั้น ๆ

730
01:02:29,162 --> 01:02:33,162
เวลาอ่านนิตยสารนะคะ ก็จะมีวัตถุประสงค์อยู่

731
01:02:34,320 --> 01:02:38,320
3 ประการ นั่นก็คืออ่านเพื่อแสวงหาความรู้

732
01:02:40,180 --> 01:02:42,836
อ่านเพื่อหาคำแนะนำนะคะ อ่านเพื่อความบันเทิง อันนี้เป็นหลักการทั่ว ๆ

733
01:02:42,836 --> 01:02:46,836
ไป นักศึกษา ไปอ่านเพิ่มเติมได้นะคะ

734
01:02:53,156 --> 01:02:54,841
นอกจากนี้นะคะ เราก็อาจจะใช้หลักการเลือกอ่านตามวัย อ่านตามแนวทางในการ

735
01:02:54,841 --> 01:02:58,841
ประกอบอาชีพนะคะ

736
01:03:01,229 --> 01:03:03,695
รวมไปถึงเวลาที่เราจะอ่านนี่ เราอาจจะใช้เกณฑ์นะคะ ใช้เกณฑ์ในการ

737
01:03:03,695 --> 01:03:04,843
อ่านนิตยสารต่าง ๆ

738
01:03:04,843 --> 01:03:08,843
ว่า

739
01:03:11,447 --> 01:03:15,447
หนังสือเล่มนั้นนี่นะคะ มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำเพื่ออะไรนะคะ

740
01:03:16,508 --> 01:03:20,508
ผู้ที่ทำหนังสือ หรือทำวารสารนั้น ๆ นี่ ค่ะ เป็นเจ้าของ

741
01:03:21,648 --> 01:03:25,648
นี่ เขามีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขานั้นไหมนะคะ

742
01:03:26,439 --> 01:03:30,439
แล้วก็คนที่เขียนคอลัมน์ต่าง ๆ หรือเขียนบทความต่าง ๆ

743
01:03:32,210 --> 01:03:36,210
มีคุณวุฒิ มีความสามารถความเชี่ยวชาญในลักษณะใด

744
01:03:38,147 --> 01:03:42,147
อย่างนี้เป็นต้นนะคะ หน้าตาหรือว่ารูปลักษณ์ของหนังสือสวยงามน่าอ่านไหม

745
01:03:42,222 --> 01:03:46,222
นะคะ ก็ให้พิจารณาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเกณฑ์ด้วยนะคะ

746
01:03:48,253 --> 01:03:52,253
ต่อมาคือวารสารค่ะ ตรงนี้มันจะเป็น

747
01:03:53,414 --> 01:03:56,337
ความเฉพาะทาง นั่นก็คือวารสารในเชิงวิชาการ

748
01:03:56,337 --> 01:04:00,337
วารสารในเชิงวิชาการนี่

749
01:04:01,890 --> 01:04:05,890
จะเป็นลักษณะของหนังสือนะคะ ที่ออกมา

750
01:04:06,514 --> 01:04:10,514
อย่างน้อย ๆ นี่ค่ะ ปีหนึ่งจะออกสัก 1 เล่ม หรือ

751
01:04:11,076 --> 01:04:15,076
บางวรสารก็จะออกมากกว่า 1 เล่ม

752
01:04:16,522 --> 01:04:18,843
แต่เนื้อหาทั้งหมดจะเป็นการให้ความรู้เฉพาะทาง

753
01:04:18,843 --> 01:04:22,843
ด้านใดด้านหนึ่ง

754
01:04:27,462 --> 01:04:31,462
หนังสือที่เป็นประเภทวารสารนะคะ ปีหนึ่งนี่นะคะ อาจจะออก

755
01:04:33,410 --> 01:04:37,410
แบบรายไตรมาส 3 เดือนออกครั้งหนึ่งนะคะ บางทีก็ 6 เดือนครั้งหนึ่งก็ได้

756
01:04:39,067 --> 01:04:41,013
แล้วแต่ว่าบรรณาธิการหรือหนังสือวารสารนั้น ๆ นี่

757
01:04:41,013 --> 01:04:43,818
ผู้กำหนดระยะเวลา

758
01:04:43,818 --> 01:04:45,704
ของการออกเผยแพร่

759
01:04:45,704 --> 01:04:49,704
วารสาร นั้น ๆ

760
01:04:54,561 --> 01:04:57,144
เรื่องของวารสารนะคะ ก็จะมีองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปกหน้า สารบัญ

761
01:04:57,144 --> 01:05:01,144
บทบรรณาธิการ เนื้อหาต่าง ๆ

762
01:05:03,499 --> 01:05:05,468
ข้อตรงนี้นักศึกษาสามารถไปอ่านเพิ่มเติมได้นะคะ จากสไลด์

763
01:05:05,468 --> 01:05:09,468
ที่ครูได้ส่งให้

764
01:05:14,732 --> 01:05:17,779
เมื่อกี้นี้เป็นการอ่านเพื่อเพิ่มพูนหรือสร้างความรอบรู้ใช่

765
01:05:17,779 --> 01:05:20,887
ไหมคะ สร้างความรอบรู้ให้กับตนเอง

766
01:05:20,887 --> 01:05:24,887
วัตถุประสงค์อันที่ 2

767
01:05:28,325 --> 01:05:29,764
อ่านเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ ถ้าต้องการอ่านเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์

768
01:05:29,764 --> 01:05:33,764
อ่านอะไรบ้าง

769
01:05:34,296 --> 01:05:38,296
ดูนะคะ ถ้าต้องการอ่านเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์

770
01:05:40,943 --> 01:05:43,140
เรื่องของประเภทของหนังสืออาจจะไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับตรงนี้แ

771
01:05:43,140 --> 01:05:46,235
ล้ว แต่เราจะต้องใช้

772
01:05:46,235 --> 01:05:48,004
วิธีการหรือเทคนิคต่าง ๆ

773
01:05:48,004 --> 01:05:52,004
เช่น

774
01:05:52,676 --> 01:05:54,745
ด้วยความตั้งใจ อ่านเรื่องราวได้ถูกต้องรวดเร็ว

775
01:05:54,745 --> 01:05:58,745
จับประเด็นสำคัญ

776
01:05:59,160 --> 01:06:03,160
แยกข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็นได้ ตีความได้

777
01:06:03,956 --> 01:06:07,956
นี่คือการใช้เทคนิคเพื่ออะไรคะ เพิ่มพูนประสบ

778
01:06:08,313 --> 01:06:09,531
การณ์สิ่งที่เราเรียนมา

779
01:06:09,531 --> 01:06:11,460
ทั้งหมด

780
01:06:11,460 --> 01:06:15,460
ใช้กับ

781
01:06:15,682 --> 01:06:19,682
การอ่านเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์นะคะ

782
01:06:23,816 --> 01:06:25,666
ต่อมาค่ะ อันที่ 3 การอ่านเพื่อพัฒนาความคิด

783
01:06:25,666 --> 01:06:29,666
และจินตนาการ

784
01:06:33,337 --> 01:06:37,337
การอ่านเพื่อพัฒนาความคิดและจินตนาการนี้นะคะ เป็นการอ่านที่มีความสำคัญ และมีส่วน

785
01:06:37,420 --> 01:06:39,194
เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน

786
01:06:39,194 --> 01:06:43,194
เพราะอะไร

787
01:06:44,153 --> 01:06:44,944
เพราะคนที่เป็นหนอนหนังสือ คนที่ขยันศึกษาหาความรู้นั้น

788
01:06:44,944 --> 01:06:48,944
จะ

789
01:06:50,315 --> 01:06:54,315
ทำให้ตนเองมีสติปัญญาเพิ่มพูนขึ้นจากการอ่านนั่นเองค่ะ

790
01:06:58,107 --> 01:07:02,107
อ่านมากก็ฉลาดมากใช่ไหมคะ ดังนั้นนะคะ ในเรื่องของการอ่านเพื่อเสริม

791
01:07:02,520 --> 01:07:06,422
สร้างความคิดและจินตนาการนั้น มันจึงมีความไม่จำกัด

792
01:07:06,422 --> 01:07:10,422
อ่านอย่างไรก็ได้ อ่านเพิ่มเติม อ่าน

793
01:07:12,518 --> 01:07:16,518
ทุกประเภทเลยค่ะนักศึกษา โดยองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน เพื่อเสริม

794
01:07:18,156 --> 01:07:22,156
สร้างความคิดและจินตนาการนั้นนี่ เราอาจจะต้องยึดหลักอย่างหนึ่งค่ะ ว่าเวลาที่เราอ่าน

795
01:07:22,574 --> 01:07:23,980
เราอาจจะดูค่ะ ว่าองค์ประกอบทางสมองของผู้อ่าน

796
01:07:23,980 --> 01:07:25,954
พูดง่าย ๆ

797
01:07:25,954 --> 01:07:29,954
เด็กอายุเท่านี้

798
01:07:31,371 --> 01:07:33,075
ระดับสติปัญญาเรามีเท่านี้เราควรจะเลือกอ่านหนังสือที่เหมาะกับอะไรคะ

799
01:07:33,075 --> 01:07:37,075
วัยของเรา

800
01:07:39,011 --> 01:07:40,117
เช่น ให้เด็ก 7 ขวบ ไปอ่านในเรื่องของความเป็นผู้ใหญ่ซึ่งมันเกินวัยของเขา

801
01:07:40,117 --> 01:07:41,453
อาจจะไม่เหมาะกับ

802
01:07:41,453 --> 01:07:45,453
ระดับ

803
01:07:47,731 --> 01:07:51,731
ความรู้ความสามารถใช่ไหมคะ เขาถึงได้จัดอยู่ในกลุ่มขององค์ประกอบทางด้านสมอง

804
01:07:53,628 --> 01:07:55,170
นะคะ แต่ถ้าเป็นคนที่โตขึ้นมาหน่อย เป็นวัยรุ่นใช่ไหมคะ อายุ 15-16 ปีขึ้นมานี่

805
01:07:55,170 --> 01:07:56,899
จะให้ไปอ่านของเด็ก

806
01:07:56,899 --> 01:07:59,185
7 ขวบ ก็ไม่

807
01:07:59,185 --> 01:08:03,185
เหมาะกับวัยของผู้อ่านนั้น ๆ แล้ว

808
01:08:04,476 --> 01:08:08,476
ใช่ไหม ดังนัะนะคะ ถึงจะต้องเลือกนะคะ โดยพิจารณาจาก

809
01:08:09,700 --> 01:08:13,700
องค์ประกอบทางสมองเนาะและที่ 2 องค์ประกอบทางด้านความรู้

810
01:08:13,827 --> 01:08:17,827
มีความรู้พื้นฐานอยู่ในระดับใด

811
01:08:19,762 --> 01:08:22,058
ก็ควรเลือกหนังสือที่เสริมสร้างความคิดและสติปัญญาให้รวมถึงจินตนาการ

812
01:08:22,058 --> 01:08:26,058
ห่างไกลยิ่งกว่าเดิมนะคะ

813
01:08:32,821 --> 01:08:36,821
ในการอ่านเพื่อเสริมสร้างความคิดและจินตนาการ เราอาจจะต้องมาตอบโจทย์ค่ะ ว่า

814
01:08:36,846 --> 01:08:38,761
ถ้าเราจะอ่านในหนังสือประเภทต่าง ๆ

815
01:08:38,761 --> 01:08:42,761
เราอาจจะดูว่า

816
01:08:43,937 --> 01:08:47,937
หนังสือนั้นมันช่วยเสริมสร้างการคิดอย่างเป็นนามธรรมไหม

817
01:08:49,006 --> 01:08:53,006
หรืออ่านแล้วช่วยส่งเสริมการคิดอย่างเป็นรูปธรรมหรือเปล่า หรือ

818
01:08:55,908 --> 01:08:59,908
หรืออ่านแล้วทำให้เกิดความคิดแบบบูรณาการหรือไม่

819
01:09:01,138 --> 01:09:05,138
อ่านแล้วทำให้เกิดการคิดอย่างมีวิจารณญาณหรือเปล่า

820
01:09:10,491 --> 01:09:13,391
หรือหนังสือเล่มนี้ช่วยทำให้เกิดทักษะการคิดอย่างหลักหลายไหม

821
01:09:13,391 --> 01:09:16,076
หรือจะไปทำให้ผู้อ่าน

822
01:09:16,076 --> 01:09:18,588
มีความคิดสร้างสรรค์

823
01:09:18,588 --> 01:09:22,588
นักศึกษาอาจจะต้อง

824
01:09:23,980 --> 01:09:27,980
ดูว่าหนังสือเล่มนั้นมันไปช่วยส่งเสริมทักษะการคิดในระดับใด

825
01:09:30,396 --> 01:09:33,888
ใน 6 ประเภทของการคิดนี้ หนังสือแต่ละเล่มก็ตอบโจทย์

826
01:09:33,888 --> 01:09:37,888
ทักษะการคิดในแต่ละระดับที่แตกต่างกันนะคะ

827
01:09:43,106 --> 01:09:44,863
ดังนั้น เวลาอ่านนะคะ ในวัตถุประสงค์ข้อนี้ก็อาจจะต้องอ่านด้วยความตั้งใจ ทำ

828
01:09:44,863 --> 01:09:48,635
ความเข้าใจเนื้อหา

829
01:09:48,635 --> 01:09:52,635
ดูว่ามันมีความจรรโลงใจในลักษณะใด

830
01:09:53,690 --> 01:09:56,051
แล้วก็ดูภาษาที่ใช้นะคะ ว่าเสริมสร้างจินตนาการ

831
01:09:56,051 --> 01:10:00,051
ได้มากน้อยเพียงใดนะคะ

832
01:10:04,958 --> 01:10:06,492
สุดท้ายค่ะ การอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต

833
01:10:06,492 --> 01:10:10,492
และสังคม

834
01:10:13,577 --> 01:10:14,452
สรุปแล้วมีอยู่ 4 ด้านใช่ไหมคะ ด้านที่ 1 เพื่อความรอบรู้

835
01:10:14,452 --> 01:10:17,453
2

836
01:10:17,453 --> 01:10:21,453
. เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์

837
01:10:21,798 --> 01:10:25,798
3. เพื่อเสริมสร้างความคิดและจินตนาการ

838
01:10:26,443 --> 01:10:30,443
4. เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม

839
01:10:30,990 --> 01:10:32,567
ในการอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมนี้นะคะ

840
01:10:32,567 --> 01:10:36,567
หมายความว่า

841
01:10:38,413 --> 01:10:40,501
เป็นการอ่านที่เน้นให้ผู้อ่านนำสารที่ได้ไปพัฒนาตนเอง

842
01:10:40,501 --> 01:10:41,664
พัฒนาจิตใจ

843
01:10:41,664 --> 01:10:43,208
และ

844
01:10:43,208 --> 01:10:46,722
อาชีพค่ะ

845
01:10:46,722 --> 01:10:50,722
เพราะฉะนั้น หากว่าได้

846
01:10:52,382 --> 01:10:54,125
รับการพัฒนาในด้านของการอ่านแล้วนี่ แน่นอนว่าในระดับ

847
01:10:54,125 --> 01:10:58,125
บุคคล ก็คือตัวบุคคลนี่

848
01:10:59,710 --> 01:11:02,415
เราก็จะมีความสามารถเพิ่มขึ้นนะ มีความรู้เพิ่มขึ้นคนมีความรู้ก็ยอมไป

849
01:11:02,415 --> 01:11:06,415
พัฒนาสังคม พัฒนาประเทศชาติได้

850
01:11:11,735 --> 01:11:15,735
การอ่านนะคะ ในการอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม

851
01:11:17,506 --> 01:11:21,506
นี่ มันจึงมีผลนะคะ ไม่ใช่เพียงแค่ระดับบุคคล แต่มันส่งผลต่อเป็นทอด

852
01:11:21,604 --> 01:11:25,506
ๆ จำได้ไหม ที่ครูเคยเล่าให้ฟัง ว่า

853
01:11:25,506 --> 01:11:29,506
ในสมัยรัชกาลที่ 1 นะคะ ตอนนั้นนี่

854
01:11:30,120 --> 01:11:33,437
พระองค์ท่านมองไม่เห็นว่าทางไหนนี่ ที่จะช่วยทำให้

855
01:11:33,437 --> 01:11:35,780
ประเทศชาติมันไปได้ไกลไปได้ไวแล้วไปได้เร็ว

856
01:11:35,780 --> 01:11:37,753
พระองค์ก็เลยให้

857
01:11:37,753 --> 01:11:41,421
กวีในราชสำนัก

858
01:11:41,421 --> 01:11:45,421
แปลหนังสือพระราชพงศาวดาร

859
01:11:46,740 --> 01:11:49,696
มี 2 ชาติค่ะ ที่พระองค์ให้กวีแปล นั่นก็คือ

860
01:11:49,696 --> 01:11:52,001
พงศาวดารจีน

861
01:11:52,001 --> 01:11:56,001
กับพงศาวดารมอญ

862
01:11:56,055 --> 01:11:58,150
พงศาวดารจีน ให้แปลเรื่องอะไรคะ ตอนนั้น

863
01:11:58,150 --> 01:12:02,150
แปลเรื่องสามก๊ก

864
01:12:02,592 --> 01:12:06,592
และพงศาวดารมอญ คือ ราชาธิราช

865
01:12:08,345 --> 01:12:12,345
จากนั้นให้คัดเลยค่ะ ให้เจ้ากรมอาลักษณ์นะ นะคะ

866
01:12:12,720 --> 01:12:16,720
คัดและเผยแพร่ไปทั่ว เพื่อให้ประชาชนได้อ่าน

867
01:12:16,749 --> 01:12:20,749
การที่

868
01:12:21,924 --> 01:12:25,924
ทำให้ประชาชนนี่ค่ะ ได้เข้าถึงความรู้

869
01:12:26,568 --> 01:12:28,479
และได้อ่านสามก๊ก ได้อ่านราชาธิราช

870
01:12:28,479 --> 01:12:32,147
พระองค์มีวัตถุประสงค์ค่ะ

871
01:12:32,147 --> 01:12:35,863
ต้องการให้คุณฉลาดภาษาเคยได้ยินคำนี้ไหม

872
01:12:35,863 --> 01:12:39,863
อ่านสามก๊ก 3 จบ แล้วคบไม่ได้ เคยได้ยินไหมคะ

873
01:12:40,273 --> 01:12:44,273
นั่นแสดงว่าคนอ่านสามก๊ก จะต้องเป็นคนที่

874
01:12:46,904 --> 01:12:50,436
มี 1. แหละ อ่านจบต้องมีความรู้ลึกขึ้นใช่ไหมคะ มีสติปัญญาเพิ่มมาก

875
01:12:50,436 --> 01:12:52,618
แล้วถ้ายิ่งอ่านถึง 3 รอบด้วยกัน

876
01:12:52,618 --> 01:12:56,618
มันจะช่วยแหลม

877
01:12:57,076 --> 01:12:59,593
เหมือนทำให้สมองมีสติปัญญาที่เฉียบแหลมขึ้นน่ะค่ะ

878
01:12:59,593 --> 01:13:01,322
หนังสือ

879
01:13:01,322 --> 01:13:05,322
วรรณกรรมต่าง ๆ

880
01:13:07,929 --> 01:13:10,920
ช่วยสร้างคนให้ฉลาดขึ้น พอคนรู้หนังสือ มีสติปัญญาเพิ่มขึ้น

881
01:13:10,920 --> 01:13:12,159
พระองค์ก็มองประการไกลไปว่า

882
01:13:12,159 --> 01:13:14,637
ถ้าคนฉลาด

883
01:13:14,637 --> 01:13:16,455
ประเทศชาติก็เป็นอย่างไรด้วย

884
01:13:16,455 --> 01:13:20,044
เจริญไปด้วย

885
01:13:20,044 --> 01:13:22,091
นี่เป็นเครื่องมือในการสร้างชาติ

886
01:13:22,091 --> 01:13:26,091
ของรัชกาลที่ 1 นะคะ

887
01:13:27,407 --> 01:13:29,718
การมี

888
01:13:29,718 --> 01:13:31,362
ทัศนคติที่ดี

889
01:13:31,362 --> 01:13:32,837
ต่อ

890
01:13:32,837 --> 01:13:36,837
การเรียนรู้

891
01:13:37,651 --> 01:13:41,241
การมีสติปัญญาที่เพิ่มพูนขึ้นจากการอ่าน

892
01:13:41,241 --> 01:13:45,241
ย่อมส่งผลต่อความสามารถ

893
01:13:45,487 --> 01:13:49,487
และการเป็นทรัพยากรบุคคลที่ดีของชาติ

894
01:13:54,781 --> 01:13:56,039
นี่คือหัวใจสำคัญนะคะ ของการอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพ

895
01:13:56,039 --> 01:14:00,039
ชีวิตและสังคม

896
01:14:01,677 --> 01:14:03,236
ถ้าต้นทุนดีนะคะ เอาไปทำอะไรต่อมันก็ดีใช่ไหมคะ

897
01:14:03,236 --> 01:14:05,133
ต่อไปนะคะ

898
01:14:05,133 --> 01:14:09,133
ในเรื่องของการ

899
01:14:10,476 --> 01:14:12,353
อ่านนั้นนะคะ เขาบอกว่าจำเป็นที่จะต้องฝึกฝน

900
01:14:12,353 --> 01:14:14,688
อย่างสม่ำเสมอ

901
01:14:14,688 --> 01:14:17,295
หากพบว่าตนยังบกพร่อง

902
01:14:17,295 --> 01:14:21,295
ก็จะต้องปรับปรุง

903
01:14:21,621 --> 01:14:23,254
เพื่อให้การอ่านนั้นเป็นพื้นฐานที่สำคัญ

904
01:14:23,254 --> 01:14:25,176
ในการไป

905
01:14:25,176 --> 01:14:25,953
เสริมสร้างชีวิต

906
01:14:25,953 --> 01:14:29,953
ต่อไป

907
01:14:32,768 --> 01:14:35,035
แนวทางในการอ่านนั้นนะคะ อาจจะมีวิธีการดัง

908
01:14:35,035 --> 01:14:39,035
ต่อไปนี้นะคะ นั่นก็คือ

909
01:14:39,742 --> 01:14:42,038
เลือกเรื่องที่จะอ่านและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์

910
01:14:42,038 --> 01:14:46,038
หัวข้อย่อยมี

911
01:14:46,099 --> 01:14:48,110
เยอะมากนะคะ อันนี้นักศึกษาอ่านเพิ่มเติมได้นะคะ

912
01:14:48,110 --> 01:14:52,110
อันที่ 2 ค่ะ

913
01:14:54,400 --> 01:14:57,283
การอ่านเพื่อพัฒนาตนเองนั้น จะช่วยให้เกิดสติปัญญา

914
01:14:57,283 --> 01:15:00,478
นะคะ พัฒนาร่างกาย

915
01:15:00,478 --> 01:15:01,797
พัฒนาลักษณะนิสัย และ

916
01:15:01,797 --> 01:15:04,216
บุคลิกภาพ

917
01:15:04,216 --> 01:15:08,216
จริงไหมคะ

918
01:15:09,486 --> 01:15:13,486
คนอ่านหนังสือเวลาพูดอะไรออกมาก็น่าเชื่อถือไหม เวลาเขามีความรู้มาก ๆ นะคะ

919
01:15:15,629 --> 01:15:19,629
พูดอะไรก็จะมีหลักการเวลานำเสนอนะคะ แง่มุมต่าง ๆ ก็น่าสน

920
01:15:20,036 --> 01:15:24,036
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อ่านหนังสือหลากหลายประเภท

921
01:15:24,197 --> 01:15:28,197
ก็ยิ่งจะมีความรู้ที่กว้างขวางขึ้นไปอีก

922
01:15:31,634 --> 01:15:35,634
ก็คือการอ่านเพื่อพัฒนาจิตใจ

923
01:15:35,859 --> 01:15:39,859
สิ่งนี้นะคะ ก็อาจจะเป็นลักษณะการเลือกอ่าน

924
01:15:40,604 --> 01:15:44,604
งานที่จะลงใจนะคะ เช่น หนังสือธรรมะ นะคะ

925
01:15:46,572 --> 01:15:50,572
ลักษณะเช่นนี้จะทำให้เกิดความผ่อนคลาย ความสบายใจนะ นะคะ เกิดสุขภาพจิตที่ดีนะคะ

926
01:15:56,157 --> 01:16:00,073
สุดท้ายนะคะ การอ่านเพื่อพัฒนาอาชีพ

927
01:16:00,073 --> 01:16:04,073
การอ่านเพื่อพัฒนาอาชีพนี้ อย่างที่ว่าไปแล้วว่า

928
01:16:06,744 --> 01:16:10,744
คนที่มีความรู้มากก็ย่อมมีโอกาสในการประสบความสำเร็จ

929
01:16:12,022 --> 01:16:16,022
ในหน้าที่การงานหรือการประกอบอาชีพสูงกว่าคนอื่น ๆ

930
01:16:17,897 --> 01:16:21,897
รู้มากใช่ไหมคะ ฉลาดมากก็มีข้อมูลมีความคิดสร้างสรรค์

931
01:16:23,144 --> 01:16:27,144
จะหยิบจะจับอะไรทำ อะไรก็ดูง่ายไปหมด ไม่ติดไม่ขัด

932
01:16:27,252 --> 01:16:31,252
สติปัญญามาก ทุกอย่างมันก็ราบรื่นนะคะ

933
01:16:38,844 --> 01:16:41,716
อันที่ 5 ค่ะ ขออภัย การอ่านเพื่อพัฒนาสังคมนะคะ เมื่อกี้ พัฒนาอาชีพแล้วนะคะ

934
01:16:41,716 --> 01:16:43,616
แต่ถ้าเป็นการอ่านเพื่อพัฒนาสังคม

935
01:16:43,616 --> 01:16:47,616
สิ่งนี้นะคะ

936
01:16:48,895 --> 01:16:52,895
ถ้าเราจะทำให้ตนเองนั้นนะคะ มีความสามารถหรือ

937
01:16:54,888 --> 01:16:58,888
มีการอ่านเพื่อนำเอาไปใช้นะครับ เพื่อทำให้สังคมดีขึ้นสิ่งที่เราจะต้องทำคืออะไร

938
01:16:59,861 --> 01:17:03,861
อาจจะต้องเลือกอ่านสิ่งที่มันเป็นความเคลื่อนไหวในสังคมนะคะ

939
01:17:06,903 --> 01:17:09,892
คือ พัฒนาการของสังคม สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น วิทยาการใหม่ ๆ

940
01:17:09,892 --> 01:17:13,446
นะคะ โดยต้องอ่านหนังสืออย่างหลากหลาย

941
01:17:13,446 --> 01:17:17,446
อ่านที่เป็นประเภทบทความให้มาก ๆ

942
01:17:20,231 --> 01:17:24,231
การอ่านข่าวทั่วไปที่ไม่ใช่การวิเคราะห์ที่ไม่ใช่บทวิเคราะห์

943
01:17:25,198 --> 01:17:29,198
เราก็จะได้เพียงข้อเท็จจริง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นนะคะ

944
01:17:31,440 --> 01:17:33,464
จากการอ่านบทความนั้นนี่ มันจะมีทั้งส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงใช่ไหมคะ แล้วก็มีลักษณะของ

945
01:17:33,464 --> 01:17:36,424
ลักษณะของการวิเคราะห์ความคิดเห็น

946
01:17:36,424 --> 01:17:38,269
มันจะต้องใช้ทักษะในการตีความ

947
01:17:38,269 --> 01:17:39,672
ในการประเมินค่า

948
01:17:39,672 --> 01:17:43,033
ดังนั้น

949
01:17:43,033 --> 01:17:46,427
ในเรื่องการอ่านบทความซึ่งเป็นสิ่งที่

950
01:17:46,427 --> 01:17:50,427
ผู้อ่านนั้น ควรจะศึกษาและก็

951
01:17:52,503 --> 01:17:56,503
อ่านให้บ่อย ๆ นะคะ แล้วก็เรื่องของการอ่านแนวสภาพสังคมต่าง ๆ

952
01:17:57,243 --> 01:17:59,029
และรวมไปถึงเรื่องของการหาทางรณรงค์ให้

953
01:17:59,029 --> 01:18:03,029
คนในสังคมน่ะค่ะ

954
01:18:03,211 --> 01:18:05,936
มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา

955
01:18:05,936 --> 01:18:09,936
ของสังคมที่เกิดขึ้น

956
01:18:10,173 --> 01:18:14,173
เวลาอ่านข้อมูลต่าง ๆ

957
01:18:16,445 --> 01:18:20,445
อาจจะเป็นลักษณะการศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ ว่าสังคมนี้นี่มันเกิดปัญหาอะไร

958
01:18:23,253 --> 01:18:27,253
ขึ้นบ้าง มันมีองค์ประกอบอะไรที่ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้น และมันมีแนวทางหรือวิธี

959
01:18:28,445 --> 01:18:29,405
การแก้ไขอย่างไรที่เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทของ

960
01:18:29,405 --> 01:18:33,405
นั้น ๆ

961
01:18:35,441 --> 01:18:39,441
ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นะคะ มันจะเกิดขึ้นได้นะคะ หากว่าเป็นการอ่านโดยการ

962
01:18:40,847 --> 01:18:44,847
ตั้งเป้าหมายว่าอ่านแล้วนี่ เราจะนำเอาสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ไปพัฒนาสัง

963
01:18:48,477 --> 01:18:52,477
คม อย่างนี้ก็จะมีผลต่อสังคมในวงกว้างนะคะ แล้วก็เผยแพร่ความคิดของเราออกไป ไปแชร์กัน

964
01:18:53,974 --> 01:18:55,079
คนนะคะ เพื่อให้หาแนวทางแล้วก็ได้บทสรุปในการแก้ปัญหาร่วม

965
01:18:55,079 --> 01:18:59,079
การลงมือทำ

966
01:19:04,355 --> 01:19:08,355
เพราะฉะนั้นนะคะ ในลักษณะของการอ่านเพื่อพัฒนาตนนะคะ ก็จะมี

967
01:19:08,857 --> 01:19:10,008
หัวข้อใหญ่ ๆ อยู่เท่านี้นะคะ ในบทที่ 8

968
01:19:10,008 --> 01:19:13,780
นะคะ เนื้อหา

969
01:19:13,780 --> 01:19:17,780
อยู่ในสไลด์นี้แล้ว จริง ๆ มีตัวเอกสารค่ะ แต่ว่ามันเยอะ

970
01:19:19,063 --> 01:19:22,550
ครูก็เลยสรุปมานะคะ ให้เป็น PowerPoint ให้กับพวกเรา

971
01:19:22,550 --> 01:19:24,778
ถ้านักศึกษาอยากได้ตัวเอกสารนักศึกษาแจ้งครูนะคะ

972
01:19:24,778 --> 01:19:26,477
ครูจะให้เขา Copy ให้

973
01:19:26,477 --> 01:19:30,105
แต่ว่า

974
01:19:30,105 --> 01:19:33,769
ตัวนี้ก็สรุปได้ครบถ้วนตามหัวข้อนั่นแหละ

975
01:19:33,769 --> 01:19:37,769
มีใครสงสัยอะไรไหมคะ  ในหัวข้อนี้

976
01:19:40,921 --> 01:19:44,921
อันนี้จะเป็นพื้นฐานทั่วไปนะ แล้วก็เป็นการสรุปนะคะ เรื่องของหลักในการอ่านหนังสือประเภท

977
01:19:46,187 --> 01:19:47,407
แต่เป็นการอ่านเพื่อวัตถุประสงค์นะคะ ในลักษณะ

978
01:19:47,407 --> 01:19:49,996
ดังที่กล่าวมา

979
01:19:49,996 --> 01:19:53,667
ไม่ว่าจะเป็นอ่านเพื่อ

980
01:19:53,667 --> 01:19:57,254
ความรอบรู้ใช่ไหมคะ อ่านเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์

981
01:19:57,254 --> 01:20:01,003
อ่านอะไรอีกคะ เสริมสร้างความคิดและจินตนาการ

982
01:20:01,003 --> 01:20:04,964
และอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม

983
01:20:04,964 --> 01:20:07,266
จะมีหัวข้อใหญ่ ๆ อยู่ประมาณนี้นะคะ

984
01:20:07,266 --> 01:20:09,338
มีคำถามไหมคะ

985
01:20:09,338 --> 01:20:12,902
มีคำถามไหม

986
01:20:12,902 --> 01:20:16,664
ถ้าไม่มีนะคะ

987
01:20:16,664 --> 01:20:20,664
ในวันนี้นะคะ ก็ขอจบก

988
01:20:22,024 --> 01:20:26,024
ารบรรยายหรืออธิบายไว้เพียงเท่านี้ ส่วนงานนะคะ ที่เป็นการ

989
01:20:26,188 --> 01:20:30,188
แนะนำหนังสือนะ นะคะ ให้ส่งในสัปดาห์หน้า

990
01:20:30,636 --> 01:20:34,636
สัปดาห์หน้า อย่างที่แจ้งไปแล้วครูไปราชการนะคะ

991
01:20:35,914 --> 01:20:39,914
ก็นักศึกษาส่งเข้าไปในไลน์กลุ่มได้เลยนะคะ ส่งด้

992
01:20:41,058 --> 01:20:42,062
ครูจะรอรับงานนะคะ เดี๋ยวครูอบรมเสร็จนะคะ เดี๋ยวครูก็จะมาตรวจ

993
01:20:42,062 --> 01:20:45,329
ก็เช็กดู

994
01:20:45,329 --> 01:20:49,329
ขอบคุณล่ามค่ะ

995
01:20:49,345 --> 01:20:53,345
สวัสดีค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]

