(ผศ.ดร.กาญจนา) สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะ นักศึกษาทุกคนสวัสดีค่ะ ล่าม สวัสดีค่ะ เดี๋ยวครูส่งไฟล์นะคะ ที่เป็นPowerPoint ให้กลับนักศึกษาในกลุ่มไลน์เรียบร้อยแล้ว เมื่อกี้ส่งไปเป็นไฟล์ที่ 1 ส่วนไฟล์ที่ 2 เป็นบทที่ 8 เดิมทีครูทำเป็น PDF File แล้วครูไปปลดล็อก คราวนี้พอเซฟแบบปลดล็อกแล้วไม่แน่ใจว่าอ่านได้ไหม สำหรับบทที่ 8 นะคะ ลองดูก่อนนะ ทีนี้ วันนี้นะบทที่ 7 นะ ที่เราจะคุยกันในวันนี้ เป็นเรื่องที่ครูเสริมเพื่อให้เป็นความรู้แก่นักศึกษา ที่ต่อไปจะไปเป็นครูภาษาไทย ในการเป็นคุณครูสอนวิชาภาษาไทยนั้น นักศึกษาจะต้องมีการทดสอบอย่างหนึ่ง ที่เราจะต้องดำเนินการ ถ้านักศึกษาได้สอนเด็กระดับมัธยมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 เราเคยเรียน ม.3 มาเราจะรู้ว่าจะต้องมีการสอบ สอบอะไรคะ ไม่ใช่ NT แต่เป็นการสอบเพื่อวัดระดับความสามารถในการอ่าน เราเรียกว่าสอบ PISA PISA PISA เพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่นักศึกษาจะต้องนำเอาไปใช้ในโรงเรียนจริง ๆ นักศึกษาควรจะรู้เรื่องนี้เอาไว้เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการสอนอ่านโดยเฉพาะนะคะ ทีนี้ มาดูนะคะ ว่าในหัวข้อการรู้เรื่องการอ่านตามแนว PISA นี้ มันมีลักษณะมันมีความสำคัญหรือมันมีองค์ประกอบอย่างไร ถ้าเราจะไปสอนเด็กแล้วต้องการให้เด็กมีความสามารถ แล้วไปทดสอบการอ่าน แล้วสอบผ่าน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และมีผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน เด็กจะผ่านได้อย่างไร คุณครูต้องรู้ตรงนี้ก่อนใช่ไหมคะ ดูนะคะ การรู้เรื่องการอ่าน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Reading Literacy นะคะ ขออภัย Literacy นะคะ การรู้เรื่องการอ่านนี้นะคะ มันไปเกี่ยวข้องกับการสอบเครื่องวัดระดับเด็กทั้งประเทศได้อย่างไรเล่าให้ฟังก่อน ประเทศของเรานะคะ เรามีนโยบายนะ ในการที่จะพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนใช่ไหมคะ โดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือนะ แต่ในขณะเดียวกันเราจะรู้ได้อย่างไรว่านักเรียนของเรามีความสามารถ นักเรียนของเรามีทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาศักยภาพของตนนะคะ เพื่อพัฒนาไปสู่ขั้นสูง เขาก็เลยนำเอาแนวทางการวัดผลประเมินผล ด้วยวิธีการสอบ สอบแบบไหน สอบอ่านนะคะ สอบการอ่าน อ่านแบบไหน เขาเรียกว่ารู้เรื่องการอ่าน หมายความว่าถ้าเอาแบบข้อสอบนี้ให้อ่านแล้ว แล้วลองตอบคำถามข้อสอบนี้ดู ตอบคำถามจากโจทย์นี้ดู ทำได้ไหม แล้วโจทก์ที่ว่านี้ เป็นโจทย์ที่มีมาตรฐานนะคะ มีลักษณะของความมีมาตรฐาน มีความเที่ยงตรง เมื่อวัดแล้วก็จะได้เห็นว่านักเรียนในระดับ ม.3 นี่ มีพื้นฐานหรือมีความสามารถในการอ่าน ไม่ใช่แค่ว่าเฉพาะเด็กในประเทศนะคะ เด็กในประเทศมีพื้นฐานในการอ่านอยู่ในระดับนี้อยู่ในเกณฑ์นี้ แล้วเอาไปเทียบกับประเทศอื่น ๆ เราอยู่ในลำดับที่เท่าไร ประเทศไทยของเรา โดยกระทรวงศึกษาธิการ ก็เลยนำเอาแนวทางนะคะ การสอบวัดผลการอ่านหน่อยนะคะ โดยองค์กรองค์กรหนึ่ง ที่เราไปดำเนินการกับเขานะคะ ก็ไปร่วมกับเขานั่นก็คือ OECD นะคะ เราก็ไปเข้าเกณฑ์ของ OECD จากนั้นค่ะ เขาก็มีการกำหนดนะ ให้มีการออกข้อสอบเป็นภาษาไทยนี่แหละนะคะ เป็นภาษาไทยแล้วออกข้อสอบมา เพื่อมาวัดระดับเด็ก ม. 3 ทั่วประเทศ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการสอบ จะเป็นภาพรวมของเด็กทั้งประเทศ คะแนนที่ได้จะถูกนำไปทำอะไรคะ นำไปวางแผนในการพัฒนาปรับปรุงผู้เรียน รวมไปถึงผู้สอนด้วยนะคะ ผลในแต่ละปีนะคะ ผลในแต่ละปีก็จะมีความแตกต่างกันแต่ในภาพรวมมันควรจะมีแนวโน้มในลักษณะใดคะ ควรจะมีแนวโน้มในลักษณะที่คะแนนสูงขึ้น สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ใช่ไหมคะ แต่ทีนี้สิ่งที่เราจะต้องมาเรียนรู้กันนะคะ ว่าในหลักการนะคะ ของการรู้เรื่องการอ่านนี่นะคะ มันมีหลักการอะไรบ้าง เพื่อที่เวลาเที่ยวไปสอนน่ะค่ะ เราจะได้นำเอาแนวทางพวกนี้ไปพัฒนาผู้เรียนของเราเพื่อให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดเอาไว้ หัวข้อที่เราจะเรียนนะคะ มีอยู่ 5 หัวข้อด้วยกัน เกี่ยวกับการรู้เรื่องการอ่าน นั่นก็คือความหมายและความสำคัญ องค์ประกอบของการรู้เรื่องการอ่าน การประเมินการรู้เรื่องการอ่าน กลยุทธ์การอ่าน และแบบทดสอบการรู้เรื่องการอ่านตามแนว PISA ซึ่งในหัวข้อสุดท้ายนี้นะคะ ครูจะไม่ได้ให้นักศึกษาทำในชั่วโมงแต่ครูอาจจะให้นักศึกษานะคะ ได้นำเอาข้อสอบนะคะ แนวทางของข้อสอบแล้วเอาไปลองอ่านดู แล้วลองทำดูก็คนเคยทำมาแล้วแหละแต่ถ้าในสถานการณ์ตอนนี้นะคะ ที่มันมีข้อสอบหลาย ๆ ปีย้อนหลัง นักศึกษาก็จะเห็นถึงแนวทางของข้อสอบใช่ไหมคะ อันนี้ครูไม่ได้ทำในชั่วโมงนะ เพราะว่าเดี๋ยวครูมีบทที่ 8 ต่อที่ต้องอธิบายเพิ่ม เดี๋ยวให้ไปเป็นการบ้าน การรู้เรื่องการอ่านหมายถึงอะไร การรู้เรื่องการอ่าน หมายถึง ความสามารถในการทำความเข้าใจ นำผลการอ่านไปใช้ สะท้อนความคิดเกี่ยวกับเนื้อหาและบทอ่าน ขีดเส้นใต้ตรงประโยคนี้นะคะ นำเนื้อหานะคะ เขาบอกว่า สะท้อนคิดเกี่ยวกับเนื้อหาและบทอ่าน ได้สอดคล้องกับเป้าหมายของบทอ่าน วัตถุประสงค์และสถานการณ์การอ่าน ทุกอย่างต้องสอดคล้องกัน เป็นไปในแนวทางเดียวกัน นั่นหมายความว่าการรู้เรื่องการอ่านมันคือการแสดงถึงความสามารถของผู้เรียนนะคะ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการอ่านและความสามารถนั้นจะต้องไปสอดคล้องกับอะไรคะ สอดคล้องกับเป้าหมายนะคะ สอดคล้องกับเป้าหมาย สอดคล้องกับวัตถุประสงค์นั่นเองนะคะ รวมไปถึงสถานการณ์เ ทีนี้ รื่องของการรู้เรื่องการอ่านมันสำคัญอย่างไร มันสำคัญใน 2 ระดับค่ะ ระดับที่ 1 ก็คือระดับบุคคล ซึ่ง ระดับของบุคคลนี้หมายถึงว่าถ้าผู้เรียนมีความพร้อมในการเรียนรู้ การอ่านเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้เรียนมีความพร้อมในการเรียนรู้ในขั้นสูงขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าผู้เรียนนะคะ มีทักษะในการอ่านที่ดี ย่อมส่งผลต่อระดับสังคม พูดง่าย ๆ ก็คือถ้าคนที่เป็นนักเรียนนะ ในระดับ ม. 3 นี่นะคะ มีความพร้อมจะเรียนต่อนะคะ มีพื้นฐานการอ่านที่ดีหรือมีความรู้เพียงพอในการนำทักษะ ไปใช้ในการดำรงชีวิต ก็จะส่งผลต่อภาพรวม นั่นก็คือระดับสังคม สังคมก็จะเป็นสังคมที่มีประชากรที่มีคุณภาพ การอ่านช่วยสร้างคน คนที่มีความสามารถในการอ่าน มีทักษะที่ดีในการอ่านก็จะไปสร้างชาติต่อนั่นเองนะคะ องค์ประกอบของการรู้เรื่องการอ่านประกอบไปด้วย3 หัวข้อหลัก อันนี้ครูออกข้อสอบนะคะ เพราะฉะนั้น นักศึกษาต้องทำความเข้าใจ แล้วก็ตั้งใจ องค์ประกอบมีอยู่ 3 ประการด้วยกัน อันที่ 1 นะคะ จะต้องมีความเข้าใจในการอ่าน อันที่ 2 ค่ะ ต้องนำผลการอ่านไปใช้ อันที่ 3 ต้องมีความรักความผูกพันกับการอ่าน ถ้ามีครบ 3 องค์ประกอบนี้ จึงจะถือได้ว่าการรู้เรื่องการอ่าน มัน Complete หรือมันประสบความสำเร็จ มาดูรายละเอียดกันนะคะ องค์ประกอบที่ 1 ความเข้าใจในการอ่าน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้เรียนมีความเข้าใจในการอ่าน อะไรเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ ในการอ่าน เราวัดได้จาก 3 พฤติกรรมนี้ค่ะ ได้จาก 3 ข้อนี้ ข้อที่ 1 ก็คือ กำหนดวัตถุประสงค์ของการอ่านได้ ผู้เรียนจะกำหนดวัตถุประสงค์ของการอ่านได้อันที่ 2 ค่ะ ผู้เรียนจะต้องคัดเลือกบทอ่านตามวัตถุประสงค์ได้ อันที่ 3 ผู้เรียนจะต้องใช้กลยุทธ์การอ่านเพื่อความเข้าใจได้ 3 หลักนี้นะคะ 3 ตัวชี้วัดนี้ คราวนี้จะพาไปดูรายละเอียดของปีกย่อยนะคะ ของข้อย่อยทั้ง 3 อย่างนี้ วันที่ 1 ค่ะ เราบอกว่าเราจะเห็นได้ว่านักเรียนมีความเข้าใจในการอ่าน เพราะข้อที่ 1 คือนักเรียนสามารถกำหนดวัตถุประสงค์ในการอ่าน วัตถุประสงค์ในการอ่านมีอะไรบ้าง นักศึกษาดูในตารางนะคะ เราจะเห็นว่าวัตถุประสงค์ในการอ่านมีอยู่เพียง 2 วัตถุประสงค์เท่านั้น อันที่ 1 ก็คือเพื่อประสบการณ์ทางวรรณกรรม อันที่ 2 ค่ะ เพื่อค้นคว้าและนำข้อมูลมาใช้มีอยู่ 2 อย่างนะคะ วัตถุประสงค์มีอยู่ 2 อย่าง แต่วัตถุประสงค์นั้น จะเป็นไปตามสถานการณ์ที่แตกต่างกัน สถานการณ์มีอะไรบ้าง นักศึกษาดูในตารางช่องต่อมา สถานการณ์ที่ 1 คือสถานการณ์ส่วนตัว สถานการณ์ที่ 2 คือสถานการณ์แบบสาธารณะ สถานการณ์ที่ 3 แบบการงาน และสถานการณ์ที่ 4 คือการเรียนรู้ 4 สถานการณ์นี้ จะมีวัตถุประสงค์ของการอ่าน แตกต่างกัน คราวนี้นักศึกษาดูข้างล่างนะคะ ข้างล่างนะเราจะเห็นคำว่า OECD PIRS เราไม่ต้องไปดูส่วนอื่นเราดูแค่ OECD เพราะประเทศของเราเราทำงานร่วมกับองค์กร OECD เท่านั้น 2 ชื่อถัดมาข้างล่างขององค์กรอีก 2 องค์กรไม่ต้องพิจารณา เราดูแค่ OECD นะ บอกว่าหากผู้ เรียนมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างประสบการณ์ทางวรรณกรรมและอ่านในสถานการณ์ส่วนตัว แสดงว่าผู้นั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อความอยากรู้ 2. เพื่อการติดต่อสื่อสาร 3. เพื่อเป็นรางวัลให้ตนเอง ประสบการณ์ส่วนตัว สถานการณ์ส่วนตัว เป็นความต้องการส่วนบุคคลใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น สถานการณ์ส่วนตัวนั้นก็คือ เป็นความต้องการของตัวนักเรียนเองว่าอยากจะเลือกอ่านอะไร เพราะฉะนั้น จุดมุ่งหมายจึงเป็นไปในลักษณะเพื่อสนองความอยากรู้หรือต้องการการติดต่อสื่อสาร หรือต้องการให้รางวัลกับตนเอง นี่เขาเรียกว่าเป็นสถานการณ์ส่วนตัว แต่ถ้าหากว่าเป็นสถานการณ์ที่เป็นสาธารณะ สถานการณ์ที่เป็นสาธารณะ แสดงให้เห็นว่าผู้อ่านนั้น หรือนักเรียน ต้องการหรือมีวัตถุประสงค์ที่จะได้สาระข้อมูล แล้วถ้าเป็นสถานการณ์การงาน เช่น ไปทำงานกับองค์กรอะไรบางอย่าง หรือเป็นการปฏิบัติงานนะคะ ในหน่วยงานหรือการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น อาจจะมีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิบัติตาม ถูกไหมคะ ในฐานะของผู้ใต้บังคับบัญชาถ้าจำเป็นจะต้องอ่านอะไร ซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นเรื่องของการงาน นั่นหมายความว่าสิ่งที่เป็นวัตถุประสงค์ก็คือจะต้องเกิดการปฏิบัติตาม สุดท้ายค่ะ ถ้าเป็นสถานการณ์ด้านการศึกษา เราจะเห็นว่าวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้เกิดการเรียนรู้นั่นเอง นักศึกษาดูข้อความข้างล่างเขาบอกว่าอย่างไรคะ เขาบอกว่าจุดประสงค์การอ่านเพื่อประสบการณ์ทางวรรณกรรม มักเกิดขึ้นในสถานการณ์การอ่านแบบส่วนตัว แต่ในขณะเดียวกัน จุดประสงค์การอ่านเพื่อค้นคว้าและนำข้อมูลไปใช้ จะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่กว้างขึ้น นั่นก็คือสาธารณะ การงาน และการศึกษา แตกต่างกันนะคะ แตกต่างกันนะ เพราะฉะนั้น คำว่า "ความเข้าใจในการอ่าน" ตัวชี้วัดข้อที่ 1 ว่าเด็กมีความเข้าใจนั่นก็คือสามารถที่จะกำหนดวัตถุประสงค์ของตัวเองได้ว่า ถ้าฉันจะอ่านในสถานการณ์นี้ ฉันจะเลือกหรือกำหนดวัตถุประสงค์ของตัวเองอย่างไร นี่คือรายละเอียดของข้อที่ 1 ต่อไปตัวชี้วัดข้อที่ 2 ค่ะ ในด้านของความเข้าใจในการอ่าน ถ้ากำหนดวัตถุประสงค์ได้แล้ว ตัวชี้วัดอันที่ 2 ก็คือสามารถคัดเลือกบทอ่านตามวัตถุประสงค์ได้ ถ้ากำหนดวัตถุประสงค์แล้ว คราวนี้มาที่การคัดเลือกเราจะคัดเลือกบทอ่านอย่างไร นักศึกษามาดูในตารางนะคะ ถ้าเป็นสถานการณ์ส่วนตัวและมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างประสบการณ์ การณ์ทางวรรณกรรม สิ่งที่จะนำมาอ่าน ได้แก่ จดหมาย อีเมล หรือที่เรียกว่าไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ นวนิยาย ชีวประวัติ ความรู้ ข่าวสาร เว็บบล็อก เรื่องสั้น นวนิยาย กวีนิพนธ์ บทละครต่าง ๆ นี่คือการอ่านแบบส่วนตัวใช่ไหมคะ ตามความต้องการของบุคคลหรือของผู้เรียนนั้น ๆ ถ้าเป็นการอ่านเพื่อค้นคว้าข้อมูลและนำข้อมูลนั้นมาใช้ เราจะเห็นว่าถ้าเป็นสถานการณ์แบบสาธารณะ เราอ่านอะไรคะ เราจะเลือกอ่านบทอ่านประเภทไหน ประกาศ กฎระเบียบ สาระความรู้ต่าง ๆ มติที่ประชุม ข่าว ซึ่งข่าวนั้น อาจจะมีทั้งที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ เป็นกระดาษ กับสื่อสิ่งพิมพ์แบบออนไลน์ นี่คือสถานการณ์ที่เรียกว่าสถานการณ์แบบสาธารณะนะคะ แต่ถ้าเป็นการงานอาชีพค่ะ เป็นเรื่องของการงานเราอ่านอะไรบ้าง อ่านคู่มือ อ่านวิธีทำ เหมือนตอนนี้นักศึกษาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาใช่ไหมคะ สิ่งแรกที่นักศึกษาต้องทำเพในสถานการณ์เพื่อการศึกษา เข้ามาพบสิ่งที่ต้องอ่าน คือ คู่มือนักศึกษา ในคู่มือจะมีการบอกแนวทางใช่ไหมคะ แนวทางในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในฐานะของที่เราเป็นนักศึกษาและในฐานะที่เราจะต้องไปร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย ต้องลงทะเบียนอย่างไร มีแนวปฏิบัติในด้านต่าง ๆ อย่างไร นี่คือคู่มืออ่านเพื่อประโยชน์ทางด้านการงานใช่ไหมคะ มีตารางการทำงาน มีกำหนดการ มีบันทึกข้อความ หรืออ่านรายงาน นี่คือสถานการณ์ในด้านของการงานอาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ เอาไปใช้งานนั่นเอง และสถานการณ์สุดท้ายก็คือด้านการศึกษา ในด้านการศึกษาอาจจะเป็นการอ่านอะไรลูก อ่านตำราเรียน อ่านแผนที่ อ่านตารางหรือกราฟต่าง ๆ นี่คือสถานการณ์ด้านการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลจากการอ่านตำรานี้ เอาไปทำอะไรคะ นำไปใช้ประโยชน์นั่นเอง ต่อมาตัวชี้วัดที่ 3 ตัวชี้วัดว่านักเรียนมีความเข้าใจในการอ่านหรือไม่ นอกเหนือจากกำหนดวัตถุประสงค์แล้ว คัดเลือกบทอ่านได้แล้ว ก็ต้องทำอะไรด้วย ใช้กลยุทธ์การอ่านได้ด้วย ซึ่งกลยุทธ์การอ่านของ OECD ที่เขากำหนดไว้ เขากำหนดไว้ 3 กลยุทธ์ด้วยกัน นักศึกษาดูแค่บรรทัดแรกนะคะ ดูแค่ข้อที่ 1 กลยุทธ์ข้อที่ 1 ก็คือการเข้าถึงและค้นคืนสาระ กลยุทธ์ที่ 2 การบูรณาการและการตีความ กลยุทธ์ที่ 3 การสะท้อนและประเมิน ช่องที่ 1 นะคะ ดูลงมานะคะ OECD อันอื่นไม่ต้องดูค่ะลูก ตัวชี้วัดข้อที่ 1 ผ่านไปนะ นะคะ ความเข้าใจในการอ่าน เมื่อกี้เป็นรายละเอียดของความเข้าใจในการอ่านทั้งหมดเลยใช่ไหมคะ คราวนี้มาดูอันที่ 2 ค่ะ นอกจากความเข้าใจในการอ่านแล้ว ยังจะมีเรื่องของการนำผลการอ่านไปใช้ตามวัตถุประสงค์ เราจะรู้ได้อย่างไรว่านักเรียนสามารถนำผลการอ่านไปใช้ตามวัตถุประสงค์ได้ เขาให้รายละเอียดมาคร่าว ๆ แบบนี้นะคะ เขาบอกว่าผู้เรียนนั้นจะต้องสามารถนำผลการอ่านไปใช้ และประยุกต์ใช้สมรรถนะการอ่านในชีวิตจริงได้ มันมีคำหนึ่งเพิ่มมาคือคำว่าสมรรถนะด้านการอ่าน เพราะฉะนั้น จะต้องเห็นผลในเชิงประจักษ์ เป็นพฤติกรรมของผู้เรียนแสดงออกมา จึงจะแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีการนำผลการอ่านไปใช้ตามวัตถุประสงค์ ข้อที่ 3 ค่ะ ตัวนี้วัดยากนิดหนึ่ง สร้างยากค่อนข้างยากเลยแหละ ก็คือนักเรียนจะต้องมีความรักความผูกพันกับการอ่านหรือภาษาพูดทั่ว ๆ ไปของเรา ก็คือเด็ก ๆ จะต้องมีนิสัยรักการอ่าน ซึ่งการมีนิสัยรักการอ่าน หรือมีความรักความผูกพันกับการอ่านนั้น จะต้องทำมาเป็นระยะเวลายาวนาน ไหมคะ มีความรักความผูกพันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลาดังนั้น ตั้งแต่การสอนระดับประถมมา จนถึงมัธยมแล้วมาวัดในช่วงนี้ 3 คุณครูวางแผนดี ๆ นะคะ ตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยม พอมาถึงการสอบสิ่งนี้ก็จะแสดงให้เห็นได้ นั่นก็คือเรื่องของการมีนิสัยรักการอ่าน สิ่งนี้เป็นคุณลักษณะของผู้อ่านที่อาจจะสื่อออกมาได้ ผ่านการปฏิบัติกิจกรรม เวลาคุณครูสอนแล้วคุณครูเห็นว่าเด็กมีความกระตือรือร้นที่อยากอ่าน มีความสนใจในเรื่องใหม่ ๆ หรือมีความสนใจแสดงความอยากได้ ใคร่รู้ อยากเห็นอยากอธิบาย อยากแชร์ สิ่งนี้จะเกิดขึ้น จากการบูรณาการแรงจูงใจในการอ่านกับพฤติกรรมการอ่านตอนนี้เรื่องสำคัญมาก หมายความว่าถ้าหากว่าคุณครูสอนโดยบังคับให้เด็กอ่าน เด็กจะขาดแรงจูงใจ แต่ถ้าหากว่าเด็กเลือกอ่านได้เอง เด็กจะเกิดแรงจูงใจ และจะสามารถแสดงถึงความมีนิสัยรักและผูกพันกับการอ่าน ผ่านพฤติกรรม ผ่านการแสดงความคิดเห็น ผ่านการพูด ผ่านการถ่ายทอดการสะท้อนความคิดนะคะ นี่คือความรักและความผูกพันกับการอ่านที่อาจจะเกิดขึ้นนะคะ ฃจากการสอนในเรื่องของการรู้เรื่องการอ่านนั่นเอง ทีนี้มาหัวข้อถัดไปนะคะ เมื่อกี้เป็นองค์ประกอบใช่ไหมคะ หัวข้อแรกเมื่อกี้เป็นองค์ประกอบองค์ประกอบในการอ่านรู้เรื่อง องค์ประกอบ เมื่อกี้อาทวนใหม่อีกรอบหนึ่ง องค์ประกอบมีกี่อย่างนะ 1. ความเข้าใจใช่ไหมคะ 2. อะไรคะ การนำไปใช้ใช่ไหมคะ 3. ความรักและความผูกพันในการอ่าน ครบ 3 องค์ประกอบรายละเอียดอธิบายไว้แล้ว คราวนี้มาดูหัวข้อเรื่องการประเมินการรู้เรื่องการอ่าน ในกระบวนการเรียนการสอน แน่นอนว่าจะต้องมีการวัดและประเมินผล เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้เรียน มีผลสัมฤทธิ์ในเรื่องของการรู้เรื่องการอ่าน เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด เขามีการใช้เครื่องมือในการประเมินค่ะ เครื่องมือที่ว่านี้ มีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน อันที่ 1 ก็คือใช้แบบทดสอบค่ะ ใช้แบบทดสอบการรู้เรื่องการอ่านเพื่อวัดว่านักเรียนผ่านเกณฑ์หรือไม่ กับอันที่ 2 เราเรียกว่า "แบบวัดความรักความผูกพันกับการอ่าน" ซึ่งอันที่ 2 นี้จะไม่ได้ให้ค่าคะแนนเป็น ก ข ค ง ไม่ได้ให้ค่าคะแนนว่า สมมติมีข้อสอบ 100 ข้อ เด็กทำผ่าน 80 ข้อ ถือว่าผ่านเกณฑ์ สมมตินะคะ อันนี้สมมติ ตั้งเกณฑ์ไว้ที่ 85 เด็กทำข้อสอบแล้วได้ 80 แสดงว่าเด็กผ่านแบบดีเยี่ยม ได้ 70 นะคะ ได้อีกเกณฑ์หนึ่งลงมานะคะ แต่ผ่านอยู่ที่ 65 ที่ 60 ผ่านที่ 60 เด็กผ่าน 60 แสดงว่าเด็กผ่านเกณฑ์แต่ยังไม่ได้ดีเยี่ยมลักษณะเช่นนี้คือการใช้อะไรวัดแบบทดสอบแต่แบบวัดไม่ใช่การวัดความรู้เกิดจากการอ่านแบบวัดนี้เป็นการวัดพฤติกรรมที่เกิดขึ้น เช่น อาจจะเป็นลักษณะการตั้งคำถามนะคะ ว่านักเรียนอ่านหนังสือใน 1 สัปดาห์นี่ หนังสือ อ่านนะ นักเรียนอ่านหนังสือกี่เล่ม ใช้เวลาอ่านหนังสือวันละกี่ชั่วโมงนักเรียนมีความชอบในหนังสือประเภทใด หรืออาจจะเป็นลักษณะการตั้งคำถามว่าใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ ลักษณะการตอบคำถามในลักษณะเช่นนี้นี่ จะเป็นการบ่งบอกว่าเด็กคนนี้มีแนวโน้มว่าจะมีพฤติกรรมรักการอ่านหรือไม่ ถ้าเธอตอบว่าไม่อ่านหนังสือเลย หรืออ่านน้อย เลือกอ่านหนังสือเฉพาะประเภทเดียว ค่าของคะแนนต่าง ๆ จากการตอบคำถาม มันจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเราจะมีแนวโน้มพฤติกรรมที่รักการอ่านหรือไม่นะคะ เพราะฉะนั้น สิ่งนี้เขาเรียกว่าแบบวัดความรักความผูกพันกับการอ่าน หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นแบบวัดพฤติกรรมก็ได้นะคะ คราวนี้มาดูค่ะ ว่าถ้าหากว่าเขาจะออกข้อสอบ หรือแบบทดสอบมาเพื่อประเมินเด็ก มาวัดความรู้ในการอ่านของเด็ก เขาจะมีวิธีการในการออกข้อสอบอย่างไร เขาจะออกข้อสอบจากการเลือกอะไรมาเป็นเกณฑ์ นักศึกษาดูตามตารางนะคะ เวลาที่เขาจะเลือกตัวข้อสอบมาวัดนักเรียน เขาจะดูที่ 1 ค่ะ ดูองค์ประกอบกับดูรายละเอียด องค์ประกอบมีอยู่ 4 อย่างด้วยกัน 1. ตัวสื่อ 2. สิ่งแวดล้อม 3. รูปแบบของถ้อยความ 4. สำนวนของถ้อยความ ตัวสื่อที่ว่ามีอะไรบ้าง เขาจะเอาโจทย์มาจากหนังสือพิมพ์จากตัวข่าวออนไลน์ จากสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ในขณะเดียวกันในด้านของสิ่งแวดล้อม เขาจะพิจารณาจากผู้เขียนจากตัวข่าวสาร และภาษานะคะ ลักษณะของออกตัวภาษา หรือรูปแบบของถ้อนข้อความนั้นนี่ เป็นลักษณะที่มีทั้งต่อเนื่อง ไม่ต่อเนื่องแบบผสมผสานก็มี พูดง่าย ๆ อาจจะเป็นการยกเอาเนื้อข่าว 1 ข่าวมาทั้งหมด หรืออาจจะตัดตอนมาเพื่อจะมีภาพและมีข้อความขยายมาเป็นโจทย์ให้กับผู้เรียนได้ สุดท้ายก็คือการใช้ภาษาค่ะ ภาษาที่เขานำมาเป็นโจทย์นั้นก็จะมีทั้งพรรณนา บรรยาย บอกเล่า อธิบายเหตุผลการโต้แย้ง ลักษณะของการเป็นคำสั่ง หรือการติดต่อในเชิงธุรกิจ ดังนั้น เวลาที่เขาจะมีการวัดนี่นะคะ เขาก็จะไปเอาข้อสอบจากแหล่งการเรียนรู้ หรือแหล่งข่าวต่าง ๆ เขาเน้นเลยค่ะ น่าจะเป็นเรื่องของการ ข้อมูลช่องทางแบบออนไลน์น่ะค่ะ ช่องทางออนไลน์ เพราะทุกวันนี้นะ เราจะอยู่กับออนไลน์มากกว่านะคะ แต่ในขณะเดียวกันบางทีค่ะ เขาก็จะมีการนำเอาภาพนะคะ เช่น แผนผังการเดินรถไฟฟ้าแผนผังรถ BTS นะคะ แผนผังการเดินทางนะคะ ในรถไฟอย่างนี้ค่ะ มาเป็นโจทย์ แล้วให้นักเรียนน่ะค่ะ ได้ดูภาพ แล้วเขาก็จะถามนะคะ เกี่ยวกับข้อความในภาพนั้น ๆ ว่าจากสถานีนี้นะคะ ไปยังสถานีนี้ ใช้เวลาเท่าไหร่นะคะ แล้วก็ถ้าจะไปจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งนะคะ มันจะต้องมีการใช้เงินนะคะ หรือมีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ พวกนี้มันจะมีข้อความประกอบน่ะค่ะ เคยทำข้อสอบในลักษณะนี้ใช่ไหมคะ สถานการณ์แต่เป็นสถานการณ์จริงที่ปรากฏในข่าว ในสื่อ หรือในสถานการณ์ที่เป็นจริง เกิดขึ้นในสังคมจริง ๆ เพื่อให้นักเรียนได้ตอบคำถาม คราวนี้มาถึงหัวข้อใหม่ นั่นก็คือกลยุทธ์ในการอ่าน เราจะทำอย่างไรให้นักเรียนของเราสามารถสอบผ่านและมีผลสัมฤทธิ์เพื่อผ่านระดับของการเรียนรู้ การมีความสามารถในการรู้เรื่องการอ่านเราก็จะต้องใช้กลยุทธ์ 3 อย่างนี้ตามเกณฑ์ของ OECD เกณฑ์ข้อที่ 1 นั่นก็คือจะต้องเข้าถึงและค้นคืนสาระได้ อันที่ 2 ก็คือต้องมีทักษะในการบูรณาการและตีความ ต้องมีการสะท้อนผลและการประเมินผล 3 กลยุทธ์นี้ จะช่วยทำให้นักเรียนมีความสามารถในการอ่านที่สูงขึ้นได้ กลยุทธ์ข้อที่ 1 ค่ะ การเข้าถึงและค้นคืนสาระ หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าเราจะต้องระบุข้อมูลที่มาของข้อมูล และจะต้องสามารถสังเกตเห็นได้ว่าคำ วลี ประโยค ที่ปรากฏอยู่ในบทอ่านที่เป็นโจทย์นั้น ๆ นี่ค่ะ เราจะระบุมันลงไปได้อย่างชัดเจนหรือไม่นะคะ ว่ามันมาจากอะไร มันมาจากข้อมูลใด และเราจะต้องพิจารณาตัวข้อความนั้น โดยที่เราไม่ต้องเอาความรู้จากที่อื่น ๆ มาขยาย ในการเข้าถึงและค้นคืนสาระนั้นนะคะ มีพฤติกรรมย่อยที่บ่งบอกว่าจะทำให้เข้าถึงและค้นคืนสาระได้ นั่นก็คือนักเรียนจะต้องเลือกบทอ่านได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ระบุสาระของบทอ่านได้ บ่งชี้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายเฉพาะ นั่นหมายความว่าอ่านแล้วต้องรู้คำสำคัญ ว่าใจความสำคัญของบทอ่านนั้นนี่ มันอยู่ตรงไหน ระบุใจความสำคัญได้ โดยดูจากคำหรือคำสำคัญ ค้นหาความคิดเฉพาะ ค้นหานิยามคำศัพท์ ระบุหรือบ่งชี้ฉากเวลาสถานที่ของเรื่องที่อ่านได้ ค้นหาใจความสำคัญหรือความคิดหลักเรื่องกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้เราเรียนมาแล้วจาก 5 บทแล้วใช่ไหมคะ เราเรียนมาแล้วจาก 6 บทที่เราเรียนกันมาตั้งแต่ต้นเทอม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นะคะ เป็นกลยุทธ์ในการเข้าถึงและค้นคืนสาระ ต่อมาค่ะ กลยุทธ์ข้อที่ 2 กลยุทธ์ในด้านการบูรณาการและตีความ เราเรียนบทการตีความไปแล้วใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น นั่นหมายความว่าเวลาที่เด็กน่ะค่ะ เขาอ่านเขาจะต้องใช้ทักษะตัวนี้ให้เป็นนะคะ ใช้ทักษะในการตีความในการตีความนั้นอะไรเป็นตัวบ่งชี้ ต้องวิเคราะห์เจตนาของผู้เขียนหรือผู้ส่งสารได้นะคะ วิเคราะห์หรือเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของประโยคได้ วิเคราะห์แนวคิดหลักได้ นะคะ ตีความ แปลบทความของสิ่งที่อ่านได้ เปรียบเทียบได้ ขยายความคิดได้ นี่คือพฤติกรรมที่บ่งชี้ว่าสามารถใช้กลยุทธ์ในด้านการบูรณาการและการตีความ สุดท้ายค่ะ กลยุทธ์ที่ 3 นั่นก็คือการสะท้อนและการประเมิน การสะท้อนและการประเมินคือการแสดงความคิดเห็นผ่านการเขียนหรือการพูด และสามารถที่จะระบุถึงคุณค่าของสิ่งที่อ่านได้อย่างถูกต้อง ตามเหตุผลประกอบ พฤติกรรมย่อยมีอะไรบ้าง ให้ความเห็น สนับสนุน หรือว่าโต้แย้งจากมุมมองของตนเองได้ คาดคะเนความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเรื่อง ตัดสินความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้ เช่น เขาอาจจะนำบทโฆษณามาให้อ่าน โจทย์ก็คือเรื่องของการโฆษณา บทโฆษณาเราอาจจะต้องมาตีความว่าผู้เขียนมีเจตนาอะไรโน้มน้าวใจอยู่แล้วใช่ไหมคะ แล้วอะไรคือความน่าเชื่อถือของโฆษณาชิ้นนี้ เห็นความน่าเชื่อถือได้จากข้อความใดแ ล้วสุดท้ายเราจะพิจารณาตัดสินว่า โฆษณานี้เราควรจะเลือกเชื่อหรือให้ความเห็นหรือมีทิศทางความคิดของเราไปในแนวทางใด ลักษณะเช่นนี้คือการสะท้อนและการประเมิน ซึ่งหัวข้อสุดท้าย เรื่องของการทำแบบทดสอบ อันนี้เดี๋ยวครูจะให้นักศึกษาเป็นการบ้านนะคะ เดี๋ยวครูอาจจะส่งไปให้ในกลุ่ม Line สำหรับบทที่ 7 นี้นะคะ เรื่องของการรู้เรื่องการอ่านตามแนวของ PISA เป็นสิ่งที่นักศึกษา ถ้าไปสอนระดับมัธยมช่วงนี้เธอต้องพาเด็กเข้าสอบให้ผ่าน และถ้าสอบไม่ผ่านก็ปรับปรุงนะ ก็มีการปรับปรุง ครูคิดว่าอาจจะต้องมาทบทวนกระบวนการ แต่ถ้าหากว่าใช้กลยุทธ์ตามนี้ จะเห็นว่านักเรียนจะอ่านอย่างมีเป้าหมาย ครูผู้สอนก็สอนอย่างมีเป้าหมาย ไม่ใช่สอนไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องวางแผนอย่างไร ถ้าใช้ตามหลักการนี้มันจะเป็น Step เป็นกระบวนการเป็นขั้นตอน แล้วก็ครูจะมีเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า สอนแบบนี้เรามีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็กเกิดอะไรขึ้น แล้วเราจะใช้กระบวนการอะไรเพื่อทำให้เด็กไปถึงเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่เรากำหนด ใช้วิธีการใดจะเป็นเครื่องมือเป็นคู่มือให้กับนักศึกษานะคะ เวลาไปสอนเราก็จะได้มีแนวทางแล้วก็เอาไปใช้งานได้จริงนะคะ บทที่ 7 มีใครสงสัยอะไรไหมคะ ต่อไปจะเป็นบทที่ 8 นะคะ ถ้าไม่มีต่อไปจะเป็นบทที่ 8 วันนี้เดี๋ยวกูขออนุญาตเลื่อนสไลด์เองนะคะ เพราะว่ามันไม่สามารถที่จะใช้ตัว Pointer ได้ บทที่ 8 นะคะ วันนี้ก็เช่นเดียวกันเป็นบทที่ครูจะต้องให้นักศึกษาได้สาทำความเข้าใจ นะคะ ได้อยู่ หัวข้อนี้ก็คือการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองนะคะ การอ่านเพื่อพัฒนาตนเองนั้น อาจจะมีเป้าหมาย อยู่หลายประการด้วยกันนะคะ ประการที่ 1 เราอ่านเพื่อความรอบรู้ การอ่านเพื่อความรอบรู้ เราจะทำให้ตัวเองรอบรู้ได้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะอ่านเจาะลึกแต่เพียงงานอ่านประเภทเดียว แต่อาจจะต้องอ่านหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอ่านตำรา สารคดีต่าง ๆ อ่านข่าว หัวข้อแรกค่ะ อ่านเพื่อความรอบรู้ อ่านประเภทที่ 1 ก็คืออ่านหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่าวรรณกรรมเร่งรีบ เราเรียกว่า "วรรณกรรมเร่งรีบ" ทำไมถึงเรียกเช่นนั้น เพราะแต่เดิมหนังสือพิมพ์ที่เป็นตัวฉบับกระดาษนะคะ ที่เป็นพิมพ์ด้วยกระดาษนี่ สมัยก่อน นั่นก็คือ 1 วัน เขาจะต้องทำการสรุปข่าวที่เกิดขึ้นในรอบวัน แล้วตีพิมพ์ในตอนกลางคืน เพื่อตื่นเช้ามา หนังสือพิมพ์จะถูกส่งไปยังทุกบ้านในตอนเช้ามืดใช่ไหมคะ แต่ต่อมาช่องทางของการผลิตหนังสือพิมพ์ก็เปลี่ยนไป ตัวฉบับที่เกิดจากโรงพิมพ์ก็น้อยลง ตอนนี้อาจจะน้อยมาก ๆ แล้วกลายมาเป็นอะไรแทนคะ ข่าวแบบออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ใช่ไหมคะ แต่เนื้อหาข่าวเหมือนกันไหม เหมือนกันนะคะ คราวนี้นะคะ ไอ้คำว่า "เร่งรีบ" นั่นก็คือระยะเวลากระชั้นชิด หรือมีความ เขาเรียกว่าอะไรล่ะ มันใช้เวลาในการดำเนินงานน่ะ ระยะสั้น ๆ นะคะ ดังนั้น ความเร่งรีบนี้อาจจะเป็นผลดีหรือผลเสียก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่ ณ ตอนนี้ พอมันเป็นข่าวออนไลน์นักศึกษาจะเห็นว่าความไวนักศึกษาจะเห็นว่ามันเร่งรีบมาก ไวมาก วินาทีต่อวินาทีใช่ไหมคะ ทุกวันนี้เป็นการนำเสนอข่าวแบบ Real Time เราจะเห็นว่าสำนักข่าวบางสำนักพิมพ์ตกพิมพ์ผิด การพาดหัวข่าว ไม่มีความชัดเจนหรือการพาดหัวข่าวมีลักษณะที่ทำให้ผู้คนเกิดการตีความไปในหลากหลายทิศทาง ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นได้มากในข่าวประเภทออนไลน์ แต่ถ้าหากว่าเป็นข่าวที่ตีพิมพ์นะคะ ง ในสื่อสิ่งพิมพ์หรือในฉบับหนังสือพิมพ์นี่จะมีการตรวจ Proovหรือการตรวจอักษรก่อน โอกาสในการผิดพลาดจึงมีน้อยกว่านะคะ มีน้อยกว่า ตั้งแต่ความนิยมน้อยลงนะ เพราะฉะนั้น ช่องทางออนไลน์นี่จึงเปิดกว้างมากกว่า ได้รับความนิยมมากกว่า แต่สิ่งสำคัญที่สำนักพิมพ์แต่ละสำนัก หรือสำนักข่าวแต่ละสำนัก ต้องระมัดระวังนั่นก็คือความถูกต้องของข้อมูลที่นำเสนอออกไป หัวใจสำคัญของหนังสือพิมพ์อยู่ที่ความถูกต้องนะคะ ไวอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีคุณภาพด้วย ต่อไปนะคะ หนังสือพิมพ์นะ เราก็จะเห็นว่ามีส่วนประกอบนะคะ 2 ส่วนใหญ่ ๆ ก็คือพาดหัวข่าวกับตัวข่าว บทนี้ค่ะ นักศึกษา นักศึกษาได้เรียนไปแล้ว ใช่ไหมคะ เราเรียนเรื่องหนังสือพิมพ์ไปแล้ว เพราะฉะนั้น ในบทนี้ครูจึงขอให้ภาษาได้ไปอ่านเพิ่มเติมนะคะ มันมีหลักในการอ่านว่าอย่างไร อาจารย์ศรีสุดา จริยากุล ให้หลักการเอาไว้ 4 ประการ นักศึกษาก็ไปอ่านเพิ่มเติมนะคะ มีวิธีการอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ 5 ข้อด้วยกัน ตรงนี้ก็ไปอ่านเพิ่มเติมได้ เพราะในเอกสารที่ครูให้นักศึกษาไปจะตัวอย่างของข่าวใช่ไหมคะ เป็นตัวอย่างการวิเคราะห์ข่าว หัวข้อนี้จะเป็นเรื่องของโครงสร้าง เรื่องของหลักการ เรื่องของวิธีการ ต่อไป นอกจากหนังสือพิมพ์แล้ว การอ่านเพื่อความรอบรู้ยังต้องอ่านหนังสืออีก 1 ประเภท นั่นก็คือนิตยสาร นิตย แปลว่า สม่ำเสมอ สารก็คือเนื้อความใช่ไหมคะ ก็คือเนื้อความหรือข้อมูลที่ถ่ายทอดหรือนำเสนอออกมาอย่างสม่ำเสมอ นิตยสารโดยปกติแล้วนะคะ อาจจะมีการนำเสนอในรูปแบบของรายสัปดาห์ รายปักษ์ก็ได้ค่ะ รายปักษ์คืออะไรคะ รายปักษ์ คือ 15 วัน ออก 1 ครั้ง ดังนั้น รายปักษ์ ถ้าเป็นนิตยสารแบบรายปักษ์ เดือนหนึ่งจะออกมากี่ฉบับคะ 2 ฉบับ นั่นก็คือปักษ์แรก กับปักษ์หลัง ปักษ์แรก คือ 15 วันแรก กับรายปักษ์หลังคือ 15 วันหลัง เดือนหนึ่งนับไป 30 วันนะคะ ดังนั้น นะคะ นิตยสารจึงมีลักษณะเช่นนี้นะคะ ในเนื้อความนะคะ ของนิตยสารเนี่ะคะ เราอาจจะแบ่งเป็นเอกสารต่าง ๆ นะคะ เช่น เป็นนิตยสารข่าวนะนิตยสารข่าวมีหลากหลายเล่มด้วยกันนะคะ ไม่ว่าจะเป็นมติชน สุดสัปดาห์ สยามรัฐ สัปดาห์วิจารณ์ นะคะ เนชั่น สุดสัปดาห์นะคะ อันนี้ยังมีอยู่นะคะ ยังมีอยู่ แต่ปัจจุบันอย่างที่บอกไปว่าก็จะเป็นในรูปของออนไลน์นะคะ อยู่ในแพลตฟอร์มต่าง ๆ นอกจากนิตยสารข่าวแล้ว ก็ยังมีนิตยสารประเภทของผู้หญิงนะคะ จ่อไปที่ของผู้หญิงโดยเพราะเลยใช่ไหมคะ เพราะอะไรส่วนใหญ่ความสวยความงามใช่ไหมคะ และจะลงเรื่องความสวยความงาม นิตยสารผู้ชายมีไหม มีค่ะ ผู้ชายก็จะเป็นเรื่องของอะไร สุขภาพ สังคม ใช่ไหมคะ การลงทุน เรื่องของไลฟ์สไตล์ วิถีชีวิตประจำวันนะคะ นิตยสารธุรกิจค่ะ อันนี้ก็จะเป็นเรื่องของการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ นะคะ การเงิน การธนาคาร เรื่องของการดำเนินงานนะคะ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการรายได้นะ หารายได้ต่าง ๆ หรือนิตยสารในไทยที่มีชื่อเป็นภาษาต่างประเทศนะคะ ก็มีหลากหลายนิตยสารเลยซึ่งอันนี้นักศึกษาก็ได้เห็นตามแผงหนังสือทั่ว ๆ ไปนะ หลักในการอ่านนิตยสารนะคะ หลักในการอ่านนิตยสาร ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ นั่นก็คือ ถ้าเป็นการอ่านนิตยสารทั่วไป ก็จะมุ่งให้ความรู้และความบันเทิงใช่ไหมคะ แต่ถ้าเป็นเฉพาะกลุ่ม เป็นนิตยสารเฉพาะกลุ่ม เช่น อาจจะจ่อที่ผู้ชายหรือผู้หญิงใช่ไหมคะ หรือผู้ที่สนใจเรื่องของการเงินต่าง ๆ ผู้ให้ความรู้ต่อความรู้และความบันเทิงเฉพาะกลุ่มนั้น ๆ เวลาอ่านนิตยสารนะคะ ก็จะมีวัตถุประสงค์อยู่ 3 ประการ นั่นก็คืออ่านเพื่อแสวงหาความรู้ อ่านเพื่อหาคำแนะนำนะคะ อ่านเพื่อความบันเทิง อันนี้เป็นหลักการทั่ว ๆ ไป นักศึกษา ไปอ่านเพิ่มเติมได้นะคะ นอกจากนี้นะคะ เราก็อาจจะใช้หลักการเลือกอ่านตามวัย อ่านตามแนวทางในการประกอบอาชีพนะคะ รวมไปถึงเวลาที่เราจะอ่านนี่ เราอาจจะใช้เกณฑ์นะคะ ใช้เกณฑ์ในการอ่านนิตยสารต่าง ๆ ว่าหนังสือเล่มนั้นนี่นะคะ มีวัตถุประสงค์ในการจัดทำเพื่ออะไรนะคะ ผู้ที่ทำหนังสือ หรือทำวารสารนั้น ๆ นี่ ค่ะ เป็นเจ้าของนี่ เขามีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขานั้นไหมนะคะ แล้วก็คนที่เขียนคอลัมน์ต่าง ๆ หรือเขียนบทความต่าง ๆ มีคุณวุฒิ มีความสามารถความเชี่ยวชาญในลักษณะใด อย่างนี้เป็นต้นนะคะ หน้าตาหรือว่ารูปลักษณ์ของหนังสือสวยงามน่าอ่านไหมนะคะ ก็ให้พิจารณาสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเกณฑ์ด้วยนะคะ ต่อมาคือวารสารค่ะ ตรงนี้มันจะเป็นความเฉพาะทาง นั่นก็คือวารสารในเชิงวิชาการ วารสารในเชิงวิชาการนี่ จะเป็นลักษณะของหนังสือนะคะ ที่ออกมาอย่างน้อย ๆ นี่ค่ะ ปีหนึ่งจะออกสัก 1 เล่ม หรือบางวรสารก็จะออกมากกว่า 1 เล่ม แต่เนื้อหาทั้งหมดจะเป็นการให้ความรู้เฉพาะทาง ด้านใดด้านหนึ่ง หนังสือที่เป็นประเภทวารสารนะคะ ปีหนึ่งนี่นะคะ อาจจะออกแบบรายไตรมาส 3 เดือนออกครั้งหนึ่งนะคะ บางทีก็ 6 เดือนครั้งหนึ่งก็ได้ แล้วแต่ว่าบรรณาธิการหรือหนังสือวารสารนั้น ๆ นี่ ผู้กำหนดระยะเวลาของการออกเผยแพร่ วารสาร นั้น ๆ เรื่องของวารสารนะคะ ก็จะมีองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปกหน้า สารบัญ บทบรรณาธิการ เนื้อหาต่าง ๆ ข้อตรงนี้นักศึกษาสามารถไปอ่านเพิ่มเติมได้นะคะ จากสไลด์ที่ครูได้ส่งให้ เมื่อกี้นี้เป็นการอ่านเพื่อเพิ่มพูนหรือสร้างความรอบรู้ใช่ไหมคะ สร้างความรอบรู้ให้กับตนเอง วัตถุประสงค์อันที่ 2 อ่านเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ ถ้าต้องการอ่านเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ อ่านอะไรบ้าง ดูนะคะ ถ้าต้องการอ่านเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ เรื่องของประเภทของหนังสืออาจจะไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับตรงนี้แล้ว แต่เราจะต้องใช้วิธีการหรือเทคนิคต่าง ๆ เช่น ด้วยความตั้งใจ อ่านเรื่องราวได้ถูกต้องรวดเร็ว จับประเด็นสำคัญ แยกข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็นได้ ตีความได้ นี่คือการใช้เทคนิคเพื่ออะไรคะ เพิ่มพูนประสบการณ์สิ่งที่เราเรียนมาทั้งหมด ใช้กับการอ่านเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์นะคะ ต่อมาค่ะ อันที่ 3 การอ่านเพื่อพัฒนาความคิดและจินตนาการ การอ่านเพื่อพัฒนาความคิดและจินตนาการนี้นะคะ เป็นการอ่านที่มีความสำคัญ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน เพราะอะไรเพราะคนที่เป็นหนอนหนังสือ คนที่ขยันศึกษาหาความรู้นั้นจะทำให้ตนเองมีสติปัญญาเพิ่มพูนขึ้นจากการอ่านนั่นเองค่ะ อ่านมากก็ฉลาดมากใช่ไหมคะ ดังนั้นนะคะ ในเรื่องของการอ่านเพื่อเสริมสร้างความคิดและจินตนาการนั้น มันจึงมีความไม่จำกัด อ่านอย่างไรก็ได้ อ่านเพิ่มเติม อ่านทุกประเภทเลยค่ะนักศึกษา โดยองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน เพื่อเสริมสร้างความคิดและจินตนาการนั้นนี่ เราอาจจะต้องยึดหลักอย่างหนึ่งค่ะ ว่าเวลาที่เราอ่าน เราอาจจะดูค่ะ ว่าองค์ประกอบทางสมองของผู้อ่านพูดง่าย ๆ เด็กอายุเท่านี้ ระดับสติปัญญาเรามีเท่านี้เราควรจะเลือกอ่านหนังสือที่เหมาะกับอะไรคะ วัยของเรา เช่น ให้เด็ก 7 ขวบ ไปอ่านในเรื่องของความเป็นผู้ใหญ่ซึ่งมันเกินวัยของเขาอาจจะไม่เหมาะกับระดับความรู้ความสามารถใช่ไหมคะ เขาถึงได้จัดอยู่ในกลุ่มขององค์ประกอบทางด้านสมองนะคะ แต่ถ้าเป็นคนที่โตขึ้นมาหน่อย เป็นวัยรุ่นใช่ไหมคะ อายุ 15-16 ปีขึ้นมานี่ จะให้ไปอ่านของเด็ก 7 ขวบ ก็ไม่เหมาะกับวัยของผู้อ่านนั้น ๆ แล้ว ใช่ไหม ดังนัะนะคะ ถึงจะต้องเลือกนะคะ โดยพิจารณาจากองค์ประกอบทางสมองเนาะและที่ 2 องค์ประกอบทางด้านความรู้มีความรู้พื้นฐานอยู่ในระดับใด ก็ควรเลือกหนังสือที่เสริมสร้างความคิดและสติปัญญาให้รวมถึงจินตนาการห่างไกลยิ่งกว่าเดิมนะคะ ในการอ่านเพื่อเสริมสร้างความคิดและจินตนาการ เราอาจจะต้องมาตอบโจทย์ค่ะ ว่าถ้าเราจะอ่านในหนังสือประเภทต่าง ๆ เราอาจจะดูว่าหนังสือนั้นมันช่วยเสริมสร้างการคิดอย่างเป็นนามธรรมไหมหรืออ่านแล้วช่วยส่งเสริมการคิดอย่างเป็นรูปธรรมหรือเปล่า หรือหรืออ่านแล้วทำให้เกิดความคิดแบบบูรณาการหรือไม่ อ่านแล้วทำให้เกิดการคิดอย่างมีวิจารณญาณหรือเปล่า หรือหนังสือเล่มนี้ช่วยทำให้เกิดทักษะการคิดอย่างหลักหลายไหม หรือจะไปทำให้ผู้อ่านมีความคิดสร้างสรรค์นักศึกษาอาจจะต้องดูว่าหนังสือเล่มนั้นมันไปช่วยส่งเสริมทักษะการคิดในระดับใด ใน 6 ประเภทของการคิดนี้ หนังสือแต่ละเล่มก็ตอบโจทย์ทักษะการคิดในแต่ละระดับที่แตกต่างกันนะคะ ดังนั้น เวลาอ่านนะคะ ในวัตถุประสงค์ข้อนี้ก็อาจจะต้องอ่านด้วยความตั้งใจ ทำความเข้าใจเนื้อหา ดูว่ามันมีความจรรโลงใจในลักษณะใด แล้วก็ดูภาษาที่ใช้นะคะ ว่าเสริมสร้างจินตนาการ ได้มากน้อยเพียงใดนะคะ สุดท้ายค่ะ การอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม สรุปแล้วมีอยู่ 4 ด้านใช่ไหมคะ ด้านที่ 1 เพื่อความรอบรู้ 2. เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ 3. เพื่อเสริมสร้างความคิดและจินตนาการ 4. เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม ในการอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมนี้นะคะ หมายความว่า เป็นการอ่านที่เน้นให้ผู้อ่านนำสารที่ได้ไปพัฒนาตนเอง พัฒนาจิตใจ และอาชีพค่ะ เพราะฉะนั้น หากว่าได้รับการพัฒนาในด้านของการอ่านแล้วนี่ แน่นอนว่าในระดับบุคคล ก็คือตัวบุคคลนี่เราก็จะมีความสามารถเพิ่มขึ้นนะ มีความรู้เพิ่มขึ้นคนมีความรู้ก็ยอมไปพัฒนาสังคม พัฒนาประเทศชาติได้ การอ่านนะคะ ในการอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม นี่ มันจึงมีผลนะคะ ไม่ใช่เพียงแค่ระดับบุคคล แต่มันส่งผลต่อเป็นทอด ๆ จำได้ไหม ที่ครูเคยเล่าให้ฟัง ว่าในสมัยรัชกาลที่ 1 นะคะ ตอนนั้นนี่ พระองค์ท่านมองไม่เห็นว่าทางไหนนี่ ที่จะช่วยทำให้ประเทศชาติมันไปได้ไกลไปได้ไวแล้วไปได้เร็ว พระองค์ก็เลยให้กวีในราชสำนักแปลหนังสือพระราชพงศาวดาร มี 2 ชาติค่ะ ที่พระองค์ให้กวีแปล นั่นก็คือพงศาวดารจีน กับพงศาวดารมอญ พงศาวดารจีน ให้แปลเรื่องอะไรคะ ตอนนั้น แปลเรื่องสามก๊ก และพงศาวดารมอญ คือ ราชาธิราช จากนั้นให้คัดเลยค่ะ ให้เจ้ากรมอาลักษณ์นะ นะคะ คัดและเผยแพร่ไปทั่ว เพื่อให้ประชาชนได้อ่าน การที่ทำให้ประชาชนนี่ค่ะ ได้เข้าถึงความรู้และได้อ่านสามก๊ก ได้อ่านราชาธิราช พระองค์มีวัตถุประสงค์ค่ะ ต้องการให้คุณฉลาดภาษาเคยได้ยินคำนี้ไหมอ่านสามก๊ก 3 จบ แล้วคบไม่ได้ เคยได้ยินไหมคะ นั่นแสดงว่าคนอ่านสามก๊ก จะต้องเป็นคนที่ มี 1. แหละ อ่านจบต้องมีความรู้ลึกขึ้นใช่ไหมคะ มีสติปัญญาเพิ่มมากแล้วถ้ายิ่งอ่านถึง 3 รอบด้วยกัน มันจะช่วยแหลม เหมือนทำให้สมองมีสติปัญญาที่เฉียบแหลมขึ้นน่ะค่ะ หนังสือวรรณกรรมต่าง ๆ ช่วยสร้างคนให้ฉลาดขึ้น พอคนรู้หนังสือ มีสติปัญญาเพิ่มขึ้น พระองค์ก็มองประการไกลไปว่าถ้าคนฉลาดประเทศชาติก็เป็นอย่างไรด้วย เจริญไปด้วย นี่เป็นเครื่องมือในการสร้างชาติ ของรัชกาลที่ 1 นะคะ การมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้การมีสติปัญญาที่เพิ่มพูนขึ้นจากการอ่านย่อมส่งผลต่อความสามารถและการเป็นทรัพยากรบุคคลที่ดีของชาติ นี่คือหัวใจสำคัญนะคะ ของการอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม ถ้าต้นทุนดีนะคะ เอาไปทำอะไรต่อมันก็ดีใช่ไหมคะ ต่อไปนะคะ ในเรื่องของการอ่านนั้นนะคะ เขาบอกว่าจำเป็นที่จะต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่าตนยังบกพร่อง ก็จะต้องปรับปรุงเพื่อให้การอ่านนั้นเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ในการไปเสริมสร้างชีวิตต่อไปแนวทางในการอ่านนั้นนะคะ อาจจะมีวิธีการดังต่อไปนี้นะคะ นั่นก็คือเลือกเรื่องที่จะอ่านและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์หัวข้อย่อยมีเยอะมากนะคะ อันนี้นักศึกษาอ่านเพิ่มเติมได้นะคะ อันที่ 2 ค่ะ การอ่านเพื่อพัฒนาตนเองนั้น จะช่วยให้เกิดสติปัญญา นะคะ พัฒนาร่างกาย พัฒนาลักษณะนิสัย และบุคลิกภาพ จริงไหมคะ คนอ่านหนังสือเวลาพูดอะไรออกมาก็น่าเชื่อถือไหม เวลาเขามีความรู้มาก ๆ นะคะ พูดอะไรก็จะมีหลักการเวลานำเสนอนะคะ แง่มุมต่าง ๆ ก็น่าสน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อ่านหนังสือหลากหลายประเภท ก็ยิ่งจะมีความรู้ที่กว้างขวางขึ้นไปอีก ก็คือการอ่านเพื่อพัฒนาจิตใจสิ่งนี้นะคะ ก็อาจจะเป็นลักษณะการเลือกอ่านงานที่จะลงใจนะคะ เช่น หนังสือธรรมะ นะคะ ลักษณะเช่นนี้จะทำให้เกิดความผ่อนคลาย ความสบายใจนะ นะคะ เกิดสุขภาพจิตที่ดีนะคะ สุดท้ายนะคะ การอ่านเพื่อพัฒนาอาชีพ การอ่านเพื่อพัฒนาอาชีพนี้ อย่างที่ว่าไปแล้วว่าคนที่มีความรู้มากก็ย่อมมีโอกาสในการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานหรือการประกอบอาชีพสูงกว่าคนอื่น ๆ รู้มากใช่ไหมคะ ฉลาดมากก็มีข้อมูลมีความคิดสร้างสรรค์ จะหยิบจะจับอะไรทำ อะไรก็ดูง่ายไปหมด ไม่ติดไม่ขัด สติปัญญามาก ทุกอย่างมันก็ราบรื่นนะคะ อันที่ 5 ค่ะ ขออภัย การอ่านเพื่อพัฒนาสังคมนะคะ เมื่อกี้ พัฒนาอาชีพแล้วนะคะ แต่ถ้าเป็นการอ่านเพื่อพัฒนาสังคมสิ่งนี้นะคะ ถ้าเราจะทำให้ตนเองนั้นนะคะ มีความสามารถหรือมีการอ่านเพื่อนำเอาไปใช้นะครับ เพื่อทำให้สังคมดีขึ้นสิ่งที่เราจะต้องทำคืออะไร อาจจะต้องเลือกอ่านสิ่งที่มันเป็นความเคลื่อนไหวในสังคมนะคะ คือ พัฒนาการของสังคม สิ่งใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น วิทยาการใหม่ ๆ นะคะ โดยต้องอ่านหนังสืออย่างหลากหลาย อ่านที่เป็นประเภทบทความให้มาก ๆ การอ่านข่าวทั่วไปที่ไม่ใช่การวิเคราะห์ที่ไม่ใช่บทวิเคราะห์ เราก็จะได้เพียงข้อเท็จจริง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นนะคะ จากการอ่านบทความนั้นนี่ มันจะมีทั้งส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงใช่ไหมคะ แล้วก็มีลักษณะของลักษณะของการวิเคราะห์ความคิดเห็น มันจะต้องใช้ทักษะในการตีความ ในการประเมินค่า ดังนั้น ในเรื่องการอ่านบทความซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้อ่านนั้น ควรจะศึกษาและก็อ่านให้บ่อย ๆ นะคะ แล้วก็เรื่องของการอ่านแนวสภาพสังคมต่าง ๆ และรวมไปถึงเรื่องของการหาทางรณรงค์ให้คนในสังคมน่ะค่ะ มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของสังคมที่เกิดขึ้น เวลาอ่านข้อมูลต่าง ๆ อาจจะเป็นลักษณะการศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ ว่าสังคมนี้นี่มันเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้าง มันมีองค์ประกอบอะไรที่ทำให้เกิดปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้น และมันมีแนวทางหรือวิธีการแก้ไขอย่างไรที่เหมาะสม และสอดคล้องกับบริบทของนั้น ๆ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้นะคะ มันจะเกิดขึ้นได้นะคะ หากว่าเป็นการอ่านโดยการตั้งเป้าหมายว่าอ่านแล้วนี่ เราจะนำเอาสิ่งต่าง ๆ ที่ได้ไปพัฒนาสังคม อย่างนี้ก็จะมีผลต่อสังคมในวงกว้างนะคะ แล้วก็เผยแพร่ความคิดของเราออกไป ไปแชร์กันคนนะคะ เพื่อให้หาแนวทางแล้วก็ได้บทสรุปในการแก้ปัญหาร่วมการลงมือทำ เพราะฉะนั้นนะคะ ในลักษณะของการอ่านเพื่อพัฒนาตนนะคะ ก็จะมีหัวข้อใหญ่ ๆ อยู่เท่านี้นะคะ ในบทที่ 8 นะคะ เนื้อหาอยู่ในสไลด์นี้แล้ว จริง ๆ มีตัวเอกสารค่ะ แต่ว่ามันเยอะ ครูก็เลยสรุปมานะคะ ให้เป็น PowerPoint ให้กับพวกเรา ถ้านักศึกษาอยากได้ตัวเอกสารนักศึกษาแจ้งครูนะคะ ครูจะให้เขา Copy ให้แต่ว่าตัวนี้ก็สรุปได้ครบถ้วนตามหัวข้อนั่นแหละมีใครสงสัยอะไรไหมคะ ในหัวข้อนี้อันนี้จะเป็นพื้นฐานทั่วไปนะ แล้วก็เป็นการสรุปนะคะ เรื่องของหลักในการอ่านหนังสือประเภทแต่เป็นการอ่านเพื่อวัตถุประสงค์นะคะ ในลักษณะดังที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นอ่านเพื่อความรอบรู้ใช่ไหมคะ อ่านเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ อ่านอะไรอีกคะ เสริมสร้างความคิดและจินตนาการ และอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม จะมีหัวข้อใหญ่ ๆ อยู่ประมาณนี้นะคะ มีคำถามไหมคะ มีคำถามไหม ถ้าไม่มีนะคะ ในวันนี้นะคะ ก็ขอจบการบรรยายหรืออธิบายไว้เพียงเท่านี้ ส่วนงานนะคะ ที่เป็นการแนะนำหนังสือนะ นะคะ ให้ส่งในสัปดาห์หน้าสัปดาห์หน้า อย่างที่แจ้งไปแล้วครูไปราชการนะคะ ก็นักศึกษาส่งเข้าไปในไลน์กลุ่มได้เลยนะคะ ส่งด้ ครูจะรอรับงานนะคะ เดี๋ยวครูอบรมเสร็จนะคะ เดี๋ยวครูก็จะมาตรวจ ก็เช็กดู ขอบคุณล่ามค่ะ สวัสดีค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]