--- title: การอ่าน คิด พัฒนาชีวิต (บ่าย) 191066 subtitle: date: วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม 2566 เวลา 13.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะนักศึกษาทุกคนสวัสดีค่ะสวัสดีค่ะ เดี๋ยวส่งไฟล์นะคะที่เป็น PowerPoint ให้กลับ นักศึกษาในกลุ่มไลน์เรียบร้อยแล้ว เมื่อกี้ส่งไปเป็นไฟล์ที่ 1 ส่วนปลายที่ 2 เป็นบทที่ 8 เดิมทีครูทำเป็น PDF file แล้วครูไปปลดล็อค คราวนี้พอเซฟแบบปลดล็อคตัวไม่แน่ใจว่า อ่านได้ไหมสำหรับบทที่ 8 นะคะ ลองดูก่อนเนาะ Mini วันนี้นะบทที่ 7 นะที่เราจะคุยกันในวันนี้ เป็นเรื่องที่ครูเสริมเพื่อให้เป็นความรู้แก่นัก สาที่ต่อไปจะไปเป็นครูภาษาไทย ในการเป็นคุณครูสอนวิชาภาษาไทยนั้นนักศึกษาจะต้อง มีการทดสอบ อย่างหนึ่งที่เราจะต้องดำเนินการ ถ้านักศึกษาได้สอนเด็กระดับมัธยมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เด็ก มัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 เราเคยเรียนม 3 มาเราจะ รู้ว่า จะต้องมีการสอบ สอบอะไรคะไม่ใช่ NT แต่เป็นการสอบเพื่อวัดระดับความสามารถในการ เราเรียกว่าสอบพิซซ่า GIS ลิซ่า เพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่น้าสาวจะต้องนำเอาไปใช้ในโรงเรียนจริง ภาษาควรจะรู้เรื่องนี้เอาไว้เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการ สอน โดยเฉพาะนะคะมาดูนะคะว่าในหัวข้อ การรู้เรื่องการอ่านตามแนวพิซซ่านี้ มันมีลักษณะมันมีความสำคัญหรือมันมีองค์ประกอบ อย่างไร ถ้าเราจะไปสอนเด็กแล้วต้องการให้เด็ก มีความสามารถแล้วไปทดสอบ การอ่าน ทดสอบผ่านมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและมีผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน เด็กจะผ่านได้ยังไงคุณครูต้องรู้ตรงนี้ก่อนใช่ไหมคะ ดูนะคะ การรู้เรื่องการอ่าน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า อริสราลีนะคะ ขออภัย literacy 5 สาขา การรู้เรื่องการอ่านนี้นะคะมันไปเกี่ยวข้องกับการสอบ เครื่องวัดระดับเด็กทั้งประเทศได้อย่างไรเล่าให้ฟังก่อน ประเทศของเรานะคะเรา มีนโยบายเนาะในการที่จะพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนใช่ไหมคะโดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือนะ ในขณะเดียวกัน เราจะรู้ได้ยังไงว่านักเรียนของเรามีความสามารถ นักเรียนของเรามีทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาศักยภาพของตนนะคะ เพื่อพัฒนาไปสู่ขั้นสูงเขาก็เลยนำเอาแนวทาง การวัดผลประเมินผลด้วยวิธีการสอบ สอบแบบไหนสอบผ่านนะคะสอบการอ่านอ่านแบบไหน เขาเรียกว่ารู้เรื่องการอ่านหมายความว่าถ้าเอาแบบข้อสอบนี้ให้อ่านแล้ว แล้วลองตอบคำถาม ข้อสอบนี้ดู ตอบคำถามจากโจทย์นี้ดูคำได้ไหมแล้วโจทก์ที่ว่านี้ เป็นโจทย์ที่มีมาตรฐานนะคะมีลักษณะของความมีมาตรฐานมีความเที่ยงตรง เมื่อวัดแล้วก็จะได้เห็นว่านักเรียนในระดับม 3 เนี่ย มีพื้นฐานหรือมีความสามารถในการอ่าน ไม่ใช่แค่เฉพาะเด็กในประเทศนะคะเด็กในประเทศมีพื้นฐานในการอ่านอยู่ในระดับ นี้อยู่ในเกณฑ์นี้แล้วเอาไปเทียบกับประเทศอื่นๆเราอยู่ในลำดับที่เท่าไหร่ ประเทศไทยของเราโดยกระทรวงศึกษาธิการก็เลยนำเอาแนวทางนะคะ การสอบวัดผลการอ่านหน่อยนะคะโดยองค์กรองค์กรหนึ่งที่เราไป ดำเนินการกับเขาก็ไปร่วมกับเขานั่นก็คือ oecd นะคะเราก็ ไปเข้าเกณฑ์ของ oecd จากนั้นค่ะ เขาก็มีการกำหนดเนาะให้มีการออกข้อสอบเป็นภาษาไทยนี่แหละนะคะ เป็นภาษาไทย แล้วออกข้อสอบมาเพื่อมาวัดระดับเด็กม 3 ทั่วประเทศ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการสอบจะเป็นภาพรวมของเด็กทั้งประเทศ คะแนนที่ได้จะถูกนำไปทำอะไรคะนำไปวางแผนในการพัฒนา ปรับปรุงผู้เรียนรวมไปถึงผู้สอนด้วย คนในแต่ละปีนะครับในแต่ละปีก็จะมีความแตกต่างกัน แต่ในภาพรวมมันควรจะมีแนวโน้มในลักษณะใดคะควรจะมีแนวโน้มในลักษณะที่คะแนนสูงขึ้น สูงขึ้นไปเรื่อยๆใช่ไหมคะ ได้แค่นี้สิ่งที่เราจะต้องมาเรียนรู้กันนะคะว่า ในหลักการนะคะของการรู้เรื่องการอ่านเนี่ยมันมีหลักการอะไรบ้าง เพื่อที่เวลาเที่ยวไปสอนนะคะ เราจะได้นำเอาแนวทางพรุ่งนี้ไปพัฒนาผู้เรียนของเราเพื่อให้ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่กระทรวง อธิการก็กำหนดเอาไว้ หัวข้อที่เราจะเรียนนะคะมีอยู่ 5 หัวข้อด้วยกันเกี่ยวกับการรู้เรื่องการอ่าน นั่นก็คือความหมายและความสำคัญ องค์ประกอบของการรู้เรื่องการอ่าน การประเมินการรู้เรื่องการอ่านกลยุทธ์การอ่านและแบบทดสอบ การรู้เรื่องการอ่านตามแนวพิซซ่า ซึ่งในหัวข้อสุดท้ายนี้นะคะ ครู จะไม่ได้ให้รักษาคำในชั่วโมงแต่ครูอาจจะให้นักศึกษานะคะได้นำเอา ข้อสอบนะคะแนวทางของข้อสอบแล้วเอาไปลองอ่านดูแล้วลองทำดูฉันก็คนเคยทำมาแล้วแหละ แต่ถ้าในสถานการณ์ ตอนนี้นะคะที่มันมีข้อสอบหลายๆปีย้อนหลัง หน้าตาก็จะเห็นถึงแนวทางของข้อสอบใช่ไหมคะ อันนี้กูไม่ได้ทำในชั่วโมงนะเพราะว่าเดี๋ยวครูมีบทที่ 8 ต่อที่ต้องอธิบายเพิ่ม ขอให้เป็นการบ้าน การรู้เรื่องการอ่านหมายถึงอะไร การรู้เรื่องการอ่าน หมายถึงความสามารถในการทำความเข้าใจ นำผลการอ่านไปใช้ สะท้อนความคิดเกี่ยวกับเนื้อหาและบทอ่าน ขีดเส้นใต้ตรงประโยคนี้นะคะ นำเนื้อหานะคะเขาบอกว่าสะท้อนคิดเกี่ยวกับเนื้อหาและบทอ่าน ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของบทอ่าน วัตถุประสงค์และสถานการณ์การอ่าน ทุกอย่างต้องสอดคล้องกันเป็นไปในแนวทางเดียวกัน นั่นหมายความว่าการรู้เรื่องการอ่านนั่นคือการ แสดงถึงความสามารถของผู้เรียนนะคะที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการอ่าน และความสามารถนั้นจะต้องไปสอดคล้องกับอะไรคะ คล้องกับ เป้าหมายราคาสอดคล้องกับเป้าหมายสอดคล้องกับวัตถุประสงค์นั่นเองนะคะ รวมไปถึงสถานการณ์ เรื่องของการรู้เรื่องการอ่านมันสำคัญอย่างไรสำคัญใน 2 ระดับค่ะ ระดับที่ 1 ก็คือระดับบุคคล ซึ่ง ระดับของบุคคลนี้หมายถึงว่าถ้าผู้เรียนมีความพร้อม ในการเรียนรู้การอ่านเป็นตัวบ่งชี้ ว่า ผู้เรียนมีความพร้อมในการเรียนรู้ในขั้นสูงขึ้น ถ้าผู้เรียนมีทักษะในการอ่านที่ดีย่อมส่งผลต่อระดับ สังคม พูดง่ายๆก็คือถ้าคน เป็นนักเรียนในระดับม 3 เนี่ยฮะมีความพร้อมจะเรียนต่อนะคะ มีพื้นฐานการอ่านที่ดีหรือมีความรู้เพียงพอในการนำทักษะ ไปใช้ในการดำรงชีวิต ก็จะส่งผลต่อภาพรวมนั่นก็คือระดับสังคม สังคมก็จะเป็นสังคมที่มีประชากรที่มีคุณภาพ การอ่านช่วยสร้างคน คนที่มีความสามารถในการอ่านมีทักษะที่ดีในการอ่านก็จะไป สร้างชาติ นั่นเองนะคะ องค์ประกอบ ของการรู้เรื่องการอ่านประกอบไปด้วย 3 หัวข้อหลัก วันนี้กูออกข้อสอบนะคะเพราะฉะนั้นน้าสา ต้องทำความเข้าใจแล้วก็ตั้งใจ องค์ประกอบมีอยู่ 3 ประการด้วยกันที่ 1 นะคะ จะต้องมีความเข้าใจในการอ่าน อันที่ 2 ค่ะ ต้องนำผลการอ่านไปใช้ งานที่ 3 ต้องมีความรักความผูกพันกับการอ่าน ถ้ามีครบ 3 องค์ประกอบนี้จึงจะถือได้ว่า การรู้เรื่องการอ่าน Complete หรือมันประสบความสำเร็จ มาดูรายละเอียดกันนะคะประกอบที่ 1 ความเข้าใจในการอ่าน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้เรียนมีความเข้าใจในการอ่าน อะไรเป็นตัวบ่งชี้ว่าผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในการ เราวัดได้จาก 3 พฤติกรรมนี้ค่ะได้จาก 3 ข้อนี้ ข้อที่ 1 ก็คือ กำหนดวัตถุประสงค์ของการอ่านได้ ผู้เรียนจะกำหนดวัตถุประสงค์การอ่านได้ อันที่ 2 ค่ะ ผู้เรียนจะต้องคัดเลือกบทอ่านตามวัตถุประสงค์ได้ อันที่ 3 ผู้เรียนจะต้องใช้กลยุทธ์การอ่าน เพื่อความเข้าใจได้ 3 หลักนี้นะคะ 3 ตัวชี้วัดนี้คราวนี้ จะพาไปดูรายละเอียดของ ปีกย่อยนะคะของข้อย่อยทั้ง 3 อย่างนี้ วันที่ 1 ค่ะเราบอกว่าเราจะเห็นได้ว่านักเรียนมีความเข้าใจในการอ่าน เพราะข้อที่ 1 คือนักเรียนสามารถ กำหนดวัตถุประสงค์ รายการอ่าน วัตถุประสงค์ในการอ่านมีอะไรบ้าง ภาษาดูในตารางนะคะ เราจะเห็นว่าวัตถุประสงค์ในการอ่าน มีอยู่เพียง 2 วัตถุประสงค์เท่านั้น อันที่ 1 ก็คือเพื่อประสบการณ์ทางวรรณกรรม กลับวันที่ 2 ค่ะเพื่อค้นคว้าและนำข้อมูลมาใช้ มีอยู่ 2 อย่างนะคะวัตถุประสงค์มีอยู่ 2 อย่างแต่วัตถุประสงค์นั้น จะเป็นไปตามสถานการณ์ที่แตกต่างกัน สถานการณ์มีอะไรบ้างหน้าตาดูในตารางช่องต่อมา สถานการณ์ที่ 1 คือสถานการณ์ส่วนตัว สถานการณ์ที่ 2 คือสถานการณ์แบบสาธารณะ สถานการณ์ที่ 3 แบบการงาน และสถานการณ์ที่ 4 คือการเรียนรู้ 4 สถานการณ์นี้จะมีวัตถุประสงค์ของการอ่าน แตกต่างกันอยู่ข้างล่างนะคะข้างล่างนะ เราจะเห็นคำว่า oecd P I R L H n a t p 3 ชื่อนี้ เราไม่ต้องไปดูส่วนอื่นเราดูแค่ EC ดีเพราะประเทศของเราเราทำงานร่วมกับองค์กร oecd เท่านั้น 2 ชื่อถัดมาข้างล่างขององค์กรอีก 2 องค์กรไม่ต้องพิจารณา เราดูแค่ oecd นะอี Siri บอกว่าหากผู้เรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างประสบการณ์ทางวรรณกรรม และอ่านในสถานการณ์ส่วนตัว แสดงว่าคู่นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 ด้วยความอยากรู้ 2 เพื่อการติดต่อสื่อสาร 3 เพื่อเป็นรางวัลให้ตนเอง ประสบการณ์ส่วนตัวสถานการณ์ส่วนตัว เป็นความต้องการส่วนบุคคลใช่ไหมคะเพราะฉะนั้นสถานการณ์ส่วนตัวนั้นก็คือ เป็นความต้องการของตัวนักเรียนเองว่าอยากจะเลือกอ่านอะไร จุดมุ่งหมายจึงเป็นไปในลักษณะเพื่อสนองความอยากรู้หรือต้องการการ สื่อสารคือต้องการให้รางวัลกับตนเอง เขาเรียกว่าเป็นสถานการณ์ส่วนตัวแต่ถ้าหากว่า เป็นสถานการณ์ที่เป็นสาธารณะ สถานการณ์ที่เป็นสาธารณะ แสดงให้เห็นว่าผู้อ่านนั้นหรือนักเรียน ต้องการหรือมีวัตถุประสงค์ที่จะได้สาระ ข้อมูล แล้วถ้าเป็นสถานการณ์การงานเช่น ไปทำงานกับองค์กรอะไรบางอย่างหรือเป็นการปฏิบัติ งานนะคะในหน่วยงานหรือการทำงานร่วมกันกับผู้อื่น อาจจะมีวัตถุประสงค์เพื่อ ปฏิบัติตาม ถูกไหมคะในฐานะของผู้ใต้บังคับบัญชาถ้าจำเป็นจะต้องอ่านอะไรซึ่งอยู่ในสถานการณ์ที่เป็น เรื่องของการงาน นั่นหมายความว่าสิ่งที่เป็นวัตถุประสงค์ก็คือจะต้องเกิดการ ปฏิบัติตาม สุดท้ายค่ะ ถ้าเป็นสถานการณ์ด้านการศึกษา เราจะเห็นว่าวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้เกิดการเรียนรู้นั่นเอง ภาษาดูข้อความข้างล่างเขาบอกว่ายังไงคะ เขาบอกว่าจุดประสงค์การอ่านเพื่อประสบการณ์ทางวรรณกรรม มักเกิดขึ้นในสถานการณ์การอ่านแบบส่วนตัว แต่ในขณะเดียวกัน จุดประสงค์การอ่านเพื่อค้นคว้าและนำข้อมูลไปใช้ จะเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่กว้างขึ้น นั่นก็คือ สาธารณะ การงานและการศึกษา แตกต่างกันนะคะแตกต่างกันเนาะเพราะฉะนั้น คำว่าความเข้าใจในการอ่านตัวชี้วัดข้อที่ 1 ว่าเด็กมีความเข้าใจนั่นก็คือ สามารถที่จะกำหนดวัตถุประสงค์ของตัวเองได้ว่า ถ้าฉันจะอ่านในสถานการณ์นี้ ฉันจะเลือก หรือกำหนดวัตถุประสงค์ของตัวเองอย่างไร นี่คือรายละเอียดของข้อที่ 1 ต่อไปตัวชี้วัดข้อที่ 2 ค่ะ ในด้านของความเข้าใจในการอ่านถ้ากำหนดวัตถุประสงค์ได้แล้ว ตัวชี้วัดอันที่สองก็คือ สามารถคัดเลือกบทอ่าน ตามวัตถุประสงค์ได้ กำหนดวัตถุประสงค์แล้วคราวนี้มาที่การคัดเลือก เราจะคัดเลือก บทอ่านอย่างไร มาดูในตารางนะคะ ถ้าเป็นสถานการณ์ส่วนตัวและมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างประสบการณ์ การทางวรรณกรรม สิ่งที่จะนำมาอ่านได้แก่ กฎหมาย อีเมลหรือที่เรียกว่าไปรษณีย์ อิเล็กทรอนิกส์ นวนิยายชีวประวัติ ความรู้ข่าวสาร เว็บบล็อก เรื่องสั้นนวนิยายกวีนิพนธ์บทละครต่างๆ วิธีการอ่านแบบส่วนตัวใช่ไหมคะ ตามความต้องการ ของบุคคลหรือของผู้เรียนนั้นๆ ถ้าเป็นการอ่านเพื่อค้นคว้าข้อมูล และนำข้อมูลนั้นมาใช้ เราจะเห็นว่าถ้าเป็นสถานการณ์แบบสาธารณะ เราอ่านอะไรคะ เราจะเลือกอ่านบทอ่านประเภทไหน ประกาศ กฎระเบียบ สาระความรู้ต่างๆ มติที่ประชุม ข่าว ซึ่งข่าวนั้นอาจจะมีทั้งที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์เป็นกระดาษ สื่อสิ่งพิมพ์แบบออนไลน์ สถานการณ์ที่เรียกว่าสถานการณ์แบบสาธารณะ แต่ถ้าเป็นการงานอาชีพค่ะเป็นเรื่องของการงาน อ่านอะไรบ้าง อ่านคู่มืออ่านวิธีทำ เหมือนตอนนี้ นักศึกษา เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาใช่ไหมคะสิ่งแรกที่หน้าสาขาต้องทำเรื่อง ในสถานการณ์เพื่อการศึกษา เข้ามาพบสิ่งที่ต้องอ่านคือคู่มือนักศึกษา ในคู่มือจะมีการบอกแนวทางใช่ไหมคะแนวทางในการดำเนิน กิจกรรมต่างๆ ในฐานะของที่เราเป็นนักศึกษาและในฐานะที่เราจะต้องไปร่วมกับกิจกรรมต่างๆในมหาวิทยาลัย ต้องลงทะเบียนอย่างไรมีแนวปฏิบัติในด้านต่างๆยังไง นี่คือคู่มือ อ่านเพื่อประโยชน์ทางด้านการงานใช่ไหมคะมีตารางการทำงาน มีกำหนดการมีบันทึกข้อความ หรืออ่านรายงาน นี่คือสถานการณ์ในด้านของการงานอาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลต่างๆเอาไปใช้งานนั่นเอง และสถานการณ์สุดท้ายก็คือด้านการศึกษา เรื่องการศึกษาอาจจะเป็นการอ่านอะไรลูกอ่านตำราเรียนแผนที่ ตารางเรือ กราฟต่างๆ นี่คือ สถานการณ์ด้านการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลจากการอ่านตำรานี้เอาไปทำอะไรคะนำไป ใช้ประโยชน์นั่นเอง ก็มาตัวชี้วัดที่ 3 ตัวชี้วัดนักเรียนมีความเข้าใจในการอ่านหรือไม่ นอกเหนือจาก กำหนดวัตถุประสงค์แล้วคัดเลือกบทอ่านได้แล้วก็ต้องทำอะไรด้วย ใช้กลยุทธ์การอ่านได้ด้วย ซึ่งกลยุทธ์การอ่านของ oecd ที่เขากำหนดไว้ เขากำหนดไว้ 3 กลยุทธ์ด้วยกันนะสาธุแค่บรรทัดแรกนะคะหนูแค่ขอ กลยุทธ์ข้อที่ 1 ก็คือ การเข้าถึงและค้นคืนสารสนเทศ กลยุทธ์ที่ 2 การบูรณาการและการตีความ อายุ 43 การสะท้อนและประเมิน ช่องที่ 1 นะคะดูลงมานะคะ oecd ไม่ต้องดูค่ะ ตัวชี้วัดข้อที่ 1 ผ่านไปนะนะคะ ความเข้าใจในการอ่านเมื่อกี้เป็นรายละเอียดของความเข้าใจในการอ่านทั้งหมดเลยใช่ไหมคะ เช้านี้มาดูอันที่ 2 ค่ะ นอกจากความเข้าใจในการอ่านแล้ว ยังจะมีเรื่องของการนำผลการอ่านไปใช้ตามวัตถุประสงค์ เราจะรู้ได้อย่างไรว่านักเรียนสามารถนำผลการอ่านไปใช้ ตามวัตถุประสงค์ได้ เขาให้รายละเอียดมาคร่าวๆแบบนี้นะคะเขาบอกว่า ผู้เรียนนั้นจะต้องสามารถนำผลการอ่านไปใช้ และประยุกต์ใช้สมรรถนะการอ่านในชีวิตจริงได้ วันนี้ทำ 1 เพิ่มมาคือคำว่าสมรรถนะด้าน การอ่าน จะต้องเห็นผลในเชิงประจักษ์ เป็นพฤติกรรมของผู้เรียนแสดงออกมา ซึ่งจะแสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีการนำผลการอ่านไปใช้ วัตถุประสงค์ ข้อที่ 3 ค่ะ วัดยากนิดนึง สร้างยากค่อนข้างยากเลยแหละ ก็คือ นักเรียนจะต้องมีความรักความผูกพันกับการอ่าน หรือภาษาพูดทั่วๆไปของเราก็คือเด็กจะต้องมีนิสัย รักการอ่าน ซึ่งการมีนิสัยรักการอ่านหรือมีความรักความผูกพันกับการอ่าน จะต้องทำมาเป็นระยะเวลายาวนาน ไหมคะมีความรักความผูกพันกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลา ดังนั้นตั้งแต่การสอนระดับประถมจนถึงมัธยมแล้วมาวัดในช่วงนี้ 3 คุณครูวางแผนดีๆนะคะตั้งแต่ประถมจนถึงมัธยม พอมาถึงการสอบ สิ่งนี้ ก็จะแสดงให้เห็น ได้ นั่นก็คือเรื่องของการมีนิสัยรักการอ่าน สิ่งนี้เป็นคุณลักษณะของผู้อ่านที่อาจจะสื่อออกมาได้ผ่านการ ปฏิบัติ กิจกรรม เวลาคุณครูสอนแล้วคุณครูเห็นว่าเด็กมีความกระตือรือร้นที่อยาก อ่าน มีความสนใจ ในเรื่องใหม่ๆหรือมีความสนใจแสดงความอยากได้ใคร่รู้ อยากเห็นอยากอธิบาย อยากแชร์ สิ่งนี้ จะเกิดขึ้น จากการบูรณาการแรงจูงใจในการอ่านกับพฤติกรรมการอ่าน ตอนนี้เรื่องสำคัญมาก หมายความว่าถ้าหากว่าคุณครู สอนโดยบังคับให้เด็กอ่านเด็กจะขาดแรงจูงใจ แต่ถ้าหากว่าแดกเลือกอ่านได้เอง เด็กจะเกิดแรงจูงใจและจะสามารถแสดงถึงความมีนิสัย รักและผูกพันกับการอ่าน ผ่านพฤติกรรมผ่านการแสดงความคิดเห็นผ่านการพูด การการถ่ายทอดการสะท้อนความคิด นี่คือ ความรักและความผูกพันกับการอ่านอาจจะเกิดขึ้น จากการ สอนในเรื่องของการรู้เรื่องการอ่านนั้นเอง อาการนี้มาหัวข้อถัดไปนะคะเมื่อกี้เป็นองค์ประกอบใช่ไหมคะ หัวข้อแรกเมื่อกี้เป็นองค์ประกอบ องค์ประกอบในการอ่านรู้เรื่อง องค์ประกอบเมื่อกี้อาทวนใหม่อีกรอบนึงองค์ประกอบมีกี่อย่างนะ ความเข้าใจใช่ไหมคะ 2 อะไรคะการนำไปใช้ใช่ไหมคะ ความรักและความผูกพันในการอ่าน Pop 3 องค์ประกอบรายละเอียดอธิบายไว้แล้ว คราวนี้มาดูหัวข้อเรื่อง การประเมินการรู้เรื่องการอ่าน ในกระบวนการเรียนการสอนแน่นอนว่าจะต้องมีการวัดและประเมินผล เราจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้เรียน มีผลสัมฤทธิ์ในเรื่องของการรู้เรื่องการอ่านเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด เขามีการใช้เครื่องมือในการประเมินค่ะ เครื่องมือที่ว่านี้ มีอยู่ 2 อย่างด้วยกัน อันที่ 1 ก็คือใช้แบบทดสอบค่ะ ใช้แบบทดสอบ การรู้เรื่องการอ่านชื่อวัดว่า นักเรียนผ่านเกณฑ์หรือไม่ กับอันที่ 2 เราเรียกว่าแบบวัดความรักความผูกพันกับการอ่าน ซึ่งอันที่ 2 นี้จะไม่ได้ให้ค่าคะแนนเป็นกอขอคองอไม่ได้ให้ค่าคะแนนว่า สมมุติมีข้อสอบ 100 ข้อ เลขทำผ่าน 80 ข้อถือว่าผ่านเกณฑ์ งดนะคะอันนี้สมมุติ ตั้งเก็บไว้ที่ 85 เด็กทำข้อสอบแล้วได้ 80 แสดงว่าเด็กผ่านแบบดีเยี่ยม ได้ 70 นะคะได้อีกเกมนึงลงมานะคะแต่ผ่านอยู่ที่ 65 สุรพันธ์ที่ 60 สถานที่ 60 เลขฐาน 60 แสดงว่าเด็กผ่านเกณฑ์แต่ยังไม่ได้ดีเยี่ยมลักษณะเช่นนี้คือการใช้อะไรวัด แบบทดสอบ แปลแบบวัด ไม่ใช่การวัดความรู้ เกิดจากการอ่านแบบวัดนี้เป็นการวัดพฤติกรรมที่ เกิดขึ้น เช่นอาจจะเป็นลักษณะการตั้งคำถามนะคะว่า นักเรียน อ่านหนังสือใน 1 สัปดาห์หนังสืออ่านนะอัดนักเรียนอ่านหนังสือ แรด ใช้เวลาอ่านหนังสือวันละกี่ชั่วโมง นักเรียนมีความชอบในหนังสือประเภทใดเพื่อจะเป็นลักษณะการตั้งคำถามว่าใช่หรือไม่ใช่ก็ได้ ลักษณะการตอบคำถามในลักษณะเช่นนี้เนี่ย จะเป็นการบ่งบอกว่าเด็กคนนี้มีแนวโน้มว่า จะมีพฤติกรรมรักการอ่านหรือไม่ เธอตอบว่า ไม่อ่านหนังสือเลย หรืออาจน้อยอ่านหนังสือเฉพาะประเภทเดียว ค่าของคะแนนต่างๆจากการตอบคำถามมันจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าเราจะมีแนวโน้ม รักการอ่านหรือไม่ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เขาเรียกว่าแบบวัด ความรักความผูกพันกับการอ่าน หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็นแบบวัดพฤติกรรมก็ได้นะคะ คราวนี้มาดูค่ะว่าถ้าหากว่าเขาจะออกข้อสอบ หรือแบบทดสอบมาเพื่อประเมินเด็กมาวัดความรู้ในการอ่านของเด็ก เขาจะมีวิธีการในการออกข้อสอบยังไง เขาจะออกข้อสอบจากการเลือกอะไรมาเป็นเกณฑ์ ดูตามตารางนะคะ เวลาที่เขาจะเลือกตัวข้อสอบ มา วัดนักเรียนเขาจะดูที่ 1 ค่ะดูองค์ประกอบกับดูรายละเอียด องค์ประกอบมีอยู่ 4 อย่างด้วยกัน 1 ตัวสื่อ สองสิ่งแวดล้อม 3 รูปแบบของถ้อยความป 4 สำนวนของถ้อยความ ตัวสื่อที่ว่ามีอะไรบ้างเขาจะเอาโจทย์มาจากหนังสือพิมพ์ จาก ข่าวออนไลน์ สื่อออนไลน์ต่างๆ ในขณะเดียวกันในด้านของสิ่งแวดล้อม เขาจะพิจารณาจากผู้เขียน จากตัวข่าวสาร และภาษานะคะลักษณะของออกตัวภาษาหรือรูปแบบ 2 ข้อความนะเนี่ย เป็นลักษณะที่มีทั้งต่อเนื่องไม่ต่อเนื่องแบบผสมผสานก็มี พูดง่ายๆอาจจะเป็นการยกเอาเนื้อข่าว 1 ข่าวมาทั้งหมด อาจจะตัดตอนมาเพื่อจะมีภาพและมีข้อความขยายมาก ให้กับผู้เรียนได้ สุดท้ายก็คือการใช้ภาษาค่ะ ภาษาที่เขานำมาเป็นโจทก์นั้นก็จะมีทั้งพรรณนาบรรยายบอกเล่า อธิบายเหตุผล การโต้แย้งลักษณะของการเป็นคำสั่ง หรือการติดต่อในเชิงธุรกิจ ดังนั้น เวลาที่เขาจะมีการวัดเนี่ยนะคะ เขาก็จะไปเอาข้อสอบจากแหล่งการเรียนรู้หรือแหล่งข่าวต่างๆ เน้นเลยค่ะน่าจะเป็นเรื่องของการ ข้อมูลช่องทางแบบออนไลน์ค่ะช่องทางออนไลน์ เพราะทุกวันนี้เนาะเราจะอยู่กับออนไลน์มากกว่านะคะ แต่ในขณะเดียวกันบางทีค่ะเขาก็จะมีการนำเอาภาพนะคะเช่น แผนผังการเดินรถไฟฟ้า แผนผังรถ BTS นะคะ แผนผัง การเดินทางนะคะในรถไฟอย่างนี้ค่ะ มาเป็นโจทย์แล้วให้ นักเรียนได้ดูภาพ แล้วเขาก็จะถามนะคะเกี่ยวกับข้อความในภาพนั้นๆ จากสถานีนี้นะคะไปยังสถานีเนี่ย ใช้เวลาเท่าไหร่นะคะแล้วก็ น่าจะไปจากที่หนึ่งไปยังอีกที่นึงนะคะมันจะต้องมีการใช้เงินนะคะหรือมีค่าใช้จ่ายประมาณเท่าไหร่ พรุ่งนี้มันจะมีข้อความประกอบอ่ะค่ะ เคยทำข้อสอบในลักษณะนี้ใช่ไหมคะสถานการณ์ เป็นสถานการณ์จริงที่ปรากฏใน ข่าวในสื่อหรือในสถานการณ์ที่แปลน เกิดขึ้นในสังคมจริงๆ ให้นักเรียนได้ ตอบคําถาม คราวนี้มาถึงหัวข้อใหม่ นั่นก็คือกลยุทธ์ในการอ่าน เราจะทำยังไงให้นักเรียนของเรา สามารถสอบผ่านและมีผลสัมฤทธิ์เพื่อผ่านระดับของการ เรียนรู้การ มีความสามารถในการ รู้เรื่องการอ่านเราก็จะต้องใช้กลยุทธ์ 3 อย่างนี้ตามเกณฑ์ของ oecd เกณฑ์ข้อที่ 1 นั่นก็คือจะต้อง เข้าถึงและค้นคืนสารสนเทศ อันที่สองก็คือ ต้องมีทักษะในการบูรณาการและตีความ ต้องมีการสะท้อนผลและการประเมินผล 3 กลยุทธ์นี้จะช่วยทำให้นักเรียน มีความสามารถในการอ่านที่สูงขึ้นได้ กลยุทธ์ข้อที่ 1 ค่ะ การเข้าถึงและค้นคืนสารสนเทศ หมายความว่ายังไง หมายความว่า เราจะต้อง ระบุ ข้อมูลที่มาของข้อมูล และจะต้องสามารถสังเกตเห็นได้ว่า คําวลีประโยค ที่ปรากฏอยู่ในบทอ่านที่เป็นโจทก์นะเนี่ยค่ะ เราจะ ระบุมันลงไปได้อย่างชัดเจนหรือไม่นะคะ ว่ามันมาจากอะไร มันมาจากข้อมูลใด และเรา กล้อง พิจารณาตัวข้อความนั้น โดยที่เราไม่ต้องเอาความรู้จากที่อื่นๆมาขยาย ในการเข้าถึงและค้นคืนสารสนเทศนั้นนะคะ มีพฤติกรรมย่อย ที่บ่งบอกว่าจะทำให้เข้าถึงและค้นคืนสารสนเทศได้ นั่นก็คือ นักเรียนจะต้องเลือกบทอ่านได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ระบุสาระของบทอ่านได้ บ่งชี้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเป้าหมายเฉพาะ นั่นหมายความว่าอ่านแล้วต้องรู้คำสำคัญ ว่าใจความสำคัญของบทอ่านนะเนี่ยมันอยู่ตรงไหน ระบุใจความสำคัญได้ด้วยรู้จักคำ หรือคำสำคัญ ค้นหาความคิดเฉพาะค้นหานิยามคำศัพท์ ระบบหรือบ่งชี้ฉากเวลาสถานที่ ของเรื่องที่อ่านได้ ค้นหาใจความสำคัญหรือความคิดหลัก เรื่องกิจกรรมต่างๆเหล่านี้เราเรียนมาแล้วจาก 5 บทแล้วใช่ไหมคะ เราเรียนมาแล้วจาก 6 บทที่ เรา เล่นกันมาตั้งแต่ต้นเทอม สิ่งต่างๆเหล่านี้นะครับเป็นกลยุทธ์ในการเข้าถึงและ ฝนเกิดสาระ ก็มาค่ะกลยุทธ์ข้อที่ 2 กลยุทธ์ในด้านการบูรณาการและตีความ โรงเรียนบทการตีความไปแล้วใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้น นั่นหมายความว่า เวลาที่เด็กน่ะค่ะเขาอ่านเขาจะต้องใช้ทักษะตัวนี้ให้เป็น ใช้ทักษะในการตีความและการตีความนั้นอะไรเป็นตัวบ่งชี้ ต้องวิเคราะห์เจตนาของผู้ เขียนหรือผู้ส่งสารได้นะคะ วิเคราะห์หรือเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของประโยคได้ วิเคราะห์แนวคิดหลักได้ มีความ แปลบทความของสิ่งที่อ่านได้ เปรียบเทียบได้ ขยายความคิดได้ นี่คือพฤติกรรมที่บ่งชี้ ว่าสามารถใช้กลยุทธ์ในด้านการบูรณาการและการตีความ สุดท้ายค่ะกลยุทธ์ที่ 3 นั่นก็คือ การสะท้อนและการประเมิน การสะท้อนและการประเมิน คือการแสดงความคิดเห็น ทานการเขียนหรือการพูด และสามารถที่จะระบุถึงคุณค่าของสิ่งที่อ่าน ได้อย่าง ถูกต้อง ถามเหตุผลประกอบ กิจกรรมย่อยมีอะไรบ้าง ให้ความเห็น สนับสนุนหรือว่าโต้แย้งจากมุมมองของตนเองได้ คาดคะเนความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในเรื่อง ตัดสินความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้เช่นเขาอาจจะนำบทโฆษณา โสดก็คือเรื่องของการโฆษณา บทโฆษณาเราอาจจะต้องมาตีความว่าผู้เขียนมีเจตนาอะไร หนาวจะอยู่แล้วใช่ไหมคะแล้วอะไรคือความน่าเชื่อถือของโฆษณาชิ้นนี้ เห็นความน่าเชื่อถือได้จากข้อความใด แล้วสุดท้ายเราจะพิจารณาตัดสินว่าโฆษณานี้เราควรจะเลือก เสื้อ หรือ ให้ความเห็นหรือมีทิศทางความคิดของเราไปในแนวทางใด ลักษณะเช่นนี้คือการสะท้อนและการประเมิน ซึ่งหัวข้อสุดท้ายเรื่องของการทำแบบทดสอบ อันนี้เดี๋ยวครูจะให้น้าสาเป็นการบ้านนะคะเดี๋ยวครูอาจจะส่งไปให้ในกลุ่มไลน์ สำหรับบทที่ 7 นี้นะคะเรื่องของการรู้เรื่องการอ่านตาม แนวของ ลิซ่า เป็นสิ่งที่น่าสา ถ้าไปสอนระดับมัธยม ช่วงนี้เธอต้องพาเด็กเข้าสอบให้ผ่าน และถ้าสอบไม่ผ่านก็ปรับปรุงเนาะก็มีการปรับปรุงคู่ว่าจะต้องมาทบทวนกระบวนการ แต่ถ้าหากว่าใช้กลยุทธ์ตามนี้ จะเห็นว่านักเรียน จะอ่านอย่างมีเป้าหมาย ครูผู้สอนก็สอนอย่างมีเป้าหมายไม่ใช่ซ้อนไปแล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องวางแผนอย่างไร ถ้าใช้ตามหลักการนี้มันจะเป็น Step เป็นกระบวนการเป็นขั้นตอน แล้วก็กูจะมีเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า สอนแบบนี้เรามีวัตถุประสงค์เพื่อให้เด็ก เกิดอะไรขึ้น แล้วเราจะใช้กระบวนการอะไรเพื่อทำให้เด็กไปถึงเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่เรากำหนด ใช้วิธีการใด จะเป็นเครื่องมือเป็นคู่มือให้กับนักศึกษานะคะ เวลาไปสอนเราก็จะได้มีแนวทางแล้วก็ เอาไปใช้งานได้จริงนะคะ อ่านบทที่ 7 มีใครสงสัยอะไรไหมคะ ต่อไปจะเป็นบทที่ 8 นะคะถ้าไม่มีต่อไปจะเป็นบทที่ 8 วันนี้เดี๋ยวกูขออนุญาตเลื่อนใช้เองนะเพราะว่ามันไม่สามารถที่จะใช้ตัว Fighter ได้ บทที่ 8 นะคะ วันนี้ก็เช่นเดียวกันเป็นบทที่ครูจะต้องให้นักศึกษาได้ สาทำความเข้าใจ นะคะ อยากได้ หัวข้อนี้ก็คือการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองนะคะการอ่านเพื่อพัฒนาตนเองนั้น อาจจะมีเป้าหมาย อยู่หลายประการด้วยกันนะคะวันที่ 1 เราอ่านเพื่อความรอบรู้ การอ่านเพื่อความรอบรู้ เราจะทำให้ตัวเองรอบรู้ได้ไม่ได้หมายความว่าเราจะอ่านเจาะลึกแต่เพียงงานอ่านประเภทเดียว อาจจะต้องอ่านหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น อ่านตำราสารคดีต่างๆ อ่านข่าว ข้อแรกค่ะ อ่านเพื่อความรอบรู้ งานประเภทที่ 1 ก็คืออ่าน หนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า วรรณกรรมเร่งรีบ เราเรียกว่าวรรณกรรมเร่งรีบทำไมถึงเรียกเช่นนั้น แต่เดิมหนังสือพิมพ์ ที่เป็นตัวฉบับกระดาษนะคะที่เป็นพิมพ์ด้วยกระดาษเนี่ยสมัยก่อนนั่นก็คือ 1 วันเขาจะต้อง ทำการสรุปข่าวที่เกิดขึ้นในรอบวัน แล้วตีพิมพ์ในตอนกลางคืนตื่นเช้ามาหนังสือพิมพ์ ถูก 2 พยางค์ ปลูกบ้านในตอนเช้ามืด ได้ไหมคะ patama ช่องทางของการผลิตหนังสือพิมพ์ก็เปลี่ยนไป ตัวฉบับที่เกิดจากโรงพิมพ์ก็ น้อยลงตอนนี้อาจจะน้อยมากๆแล้ว กลายมาเป็นอะไรแทนคะ ข่าวแบบออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆใช่ไหมคะแต่เนื้อหาข่าวเหมือนกันไหม เหมือนกันนะคะตอนนี้นะคะไอ้คำว่าเร่งรีบนั่นก็คือระยะเวลา กระชั้นชิด หรือมีความ เขาเรียกว่าอะไรอ่ะ มัน มันใช้เวลาในการดำเนินงานระยะสั้นๆนะคะ ดังนั้นความเร่งรีบนี้อาจจะเป็นผลดีหรือผลเสียก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่นะตอนนี้พ่อมันเป็นข่าวออนไลน์ ภาษาจะเห็นว่า ความไว มันเร่งรีบมากไวมาก วินาทีต่อวินาทีใช่ไหมคะทุกวันนี้เป็นการนำเสนอข่าวแบบ Real Time เราจะเห็นว่าสำนักข่าวบางสำนัก พิมพ์ตกพิมพ์ผิด การพาดหัวข่าว ไม่มีความชัดเจน หรือการพาดหัวขาวมีลักษณะที่ทำให้ผู้คน เปิดการตีความไปในหลากหลายทิศทาง ลักษณะเช่นนี้เกิดขึ้นได้มาก ในข่าวประเภทออนไลน์ แต่ถ้าหากว่าเป็นข่าว พี่พิมนะคะในสื่อสิ่งพิมพ์หรือในฉบับหนังสือพิมพ์เนี่ยจะมีการตรวจ การตรวจอักษรก่อน โอกาสในการผิดพลาดจึงมีน้อยกว่า มีน้อยกว่า ตั้งแต่ความนิยมน้อยลงนะเพราะฉะนั้นช่องทางออนไลน์เนี่ย จึงเปิดกว้างมากกว่าได้รับความนิยมมากกว่า แต่สิ่งสำคัญที่สำนักพิมพ์แต่ละสำนักหรือสำนักข่าวแต่ละสำนัก ต้องระมัดระวังนั่นก็คือ ความถูกต้องของข้อมูลที่นำเสนอออกไป หัวใจสำคัญของ หนังสือพิมพ์อยู่ที่ความถูกต้อง ไว้อย่างเดียวไม่ได้ต้องมีคุณภาพด้วย หนังสือพิมพ์เนาะเราก็จะเห็นว่ามีส่วนประกอบนะคะ 2 ส่วนใหญ่ๆก็คือพาดหัวข่าวกับตัวขาว หมดนี้คณะสาขาหน้าตาได้เรียนไปแล้ว ได้ไหมคะ เราเรียนเรื่องหนังสือพิมพ์ไปแล้วเพราะฉะนั้นในบทนี้ครูจึงขอให้ ภาษาได้ไปอ่านเพิ่มเติมนะคะมันมีหลักในการอ่านว่าอย่างไร อาจารย์ศรีสุดาจริยากุลให้หลักการเอาไว้ 4 ประการนะสาก็ไป เติมนะคะ มีวิธีการอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ 5 ข้อด้วยกัน พรุ่งนี้ก็ไปอ่านเพิ่มเติมได้เพราะในเอกสารที่ครูให้นักศึกษาไปจะเป็น ตัวอย่างของข่าวใช่ไหมคะเป็นตัวอย่างการวิเคราะห์ข่าว หัวข้อนี้จะเป็นเรื่องของโครงสร้างเรื่องของหลักการเรื่องของวิ วิธีการ ประปาภายนอกจากหนังสือพิมพ์แล้ว การอ่านเพื่อความรอบรู้ยังต้องอ่านหนังสืออีก 1 ประเภทนั่นก็คือ นิตยสารนิตยาแปลว่าสม่ำเสมอ สารก็คือเนื้อความใช่ไหมคะก็คือ เนื้อความหรือข้อมูลที่ถ่ายทอดหรือนำเสนอออกมาอย่าง สม่ำเสมอ นิตยสารโดยปกติแล้วนะคะอาจจะมีการนำเสนอในรูปแบบ 2 รายสัปดาห์ รายปักษ์ก็ได้ค่ะรายปักษ์คืออะไรคะ รายปักษ์คือ 10 5 วันออก 1 ครั้ง ดังนั้นรายปักษ์ ถ้าเป็นนิตยสารแบบรายปักษ์ เดือนนึงจะออกมากี่ฉบับคะ 2 ฉบับนั่นก็คือปักษ์แรกกับปักษ์หลังแรกเกิน 15 วันแรก หลังคือ 15 วันหลัง นับไป 30 วันนะคะดังนั้นราคานิตยสารจึงมีลักษณะเช่นนี้ นะคะ ในเนื้อความนะคะของนิตยสารเนี่ยนะคะเราอาจจะแบ่งเป็น เอกสารต่างๆนะคะเช่นเป็นนิตยสารข่าวเนาะ เอกสารข่าวมีหลากหลาย เล่นด้วยกันนะคะไม่ว่าจะเป็นมติชนสุดสัปดาห์สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ การนะคะเนชั่นสุดสัปดาห์นะคะ อันนี้ยังมีอยู่นะคะยังมีอยู่แต่ปัจจุบันอย่างที่บอกไปว่าก็จะเป็นในรูปของ ออนไลน์นะคะอยู่ในแพลตฟอร์มต่างๆ นิตยสารข่าวแล้วก็ยังมีนิตยสารประเภทของผู้หญิงนะคะจอไปที่ของผู้หญิงโดย เพราะเลยใช่ไหมคะเพราะอะไร ส่วนใหญ่ความสวยความงามใช่ไหมคะและจะลงเรื่องความสวยความงาม ผู้ชายมีไหมมีค่ะผู้ชายก็จะเป็นเรื่องของอะไรสุขภาพ สังคมใช่ไหมคะการลงทุน เรื่องของไลฟ์สไตล์วิถีชีวิตประจำวัน นิตยสารธุรกิจค่ะอันนี้ก็จะเป็นเรื่องของการ ลงทุนในรูปแบบต่างๆนะคะการเงินการธนาคาร เรื่องของการดำเนินงานนะคะ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องประกันรายได้น้อยหารายได้ต่างๆ Love นิตยสารในไทยที่มีชื่อเป็นภาษาต่างประเทศนะคะ ก็มีหลากหลายนิตยสารเลยซึ่งอันนี้น้าสาวก็ ได้เห็นตามแผงหนังสือทั่วๆไปเนาะ หลักในการอ่านนิตยสารนะคะหลักในการอ่านนิตยสาร ก็จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆนั่นก็คือ ถ้าเป็นการอ่านวิทยาศาสตร์ทั่วไป ก็จะมุ่งให้ความรู้และความบันเทิงใช่ไหมคะแต่ถ้าเป็นเฉพาะกลุ่มเป็นนิตยสารเฉพาะ เช่นอาจจะจอดที่ผู้ชายหรือผู้หญิงใช่ไหมคะหรือผู้ที่สนใจเรื่องของกู การเงินต่างๆ ผู้ให้ความรู้ต่อความรู้และความบันเทิง กลุ่มนั้นๆ เวลาอ่านนิตยสารนะคะก็จะมีวัตถุประสงค์อยู่ 3 ประการนั่นก็คืออ่านเพื่อแสวงหาความรู้ อ่านเพื่อหาคำแนะนำนะคะอ่านเพื่อความบันเทิงอันนี้เป็นหลักการทั่วๆ น้าสาวไปอ่านเพิ่มเติมได้นะคะ นอกจากนี้นะคะเราก็อาจจะใช้หลักการเลือกอ่านตามวัยอ่านตามแนวทางในการ อาชีพนะคะ รวมไปถึงเวลาที่เราจะอ่านเนี่ยเราอาจจะใช้เกณฑ์นะคะใช้เกณฑ์ในการ อ่านนิตยสารต่างๆ ว่า หนังสือเล่มนั้นเนี่ยนะคะมีวัตถุประสงค์ในการจัดทำเพื่ออะไรนะคะ ผู้ที่ทำหนังสือหรือทำวารสารนะเนี่ยค่ะเป็นเจ้าของเนี่ย เขามีความรู้ความเ****วชาญในสาขานั้นไหมนะคะ แล้วก็คนที่เขียนคอลัมน์ต่างๆหรือเขียนบทความต่างๆ มีคุณวุฒิที่มีความสามารถความเ****วชาญในลักษณะใด อย่างนี้เป็นต้นนะคะหน้าตาหรือว่ารูปลักษณ์ของหนังสือสวยงามน่าอ่านไหม นะคะก็ให้พิจารณาสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นเกณฑ์ด้วย ประมาณคือวารสารค่ะตรงนี้มันจะเป็น ความเฉพาะทางนั่นก็คือวารสารในเชิงวิชาการ ภาษาในเชิงวิชาการเนี่ย จะเป็นลักษณะของหนังสือนะคะที่ออกมา อย่างน้อยๆนะค่ะปีนึงจะออกสัก 1 เล่มหรือ บางวรสารก็จะออกมากกว่า 1 เล่ม แต่เนื้อหาทั้งหมดจะเป็นการให้ความรู้เฉพาะทาง ด้านใดด้านหนึ่ง หนังสือที่เป็นประเภทวารสารนะคะปีนึงเนี่ยนะคะอาจจะออก รายไตรมาส 3 เดือนออกครั้งนึงนะคะบางทีก็ 6 เดือนครั้งนึงก็ได้ แล้วแต่ว่าบรรณาธิการหรือหนังสืออวสานนะเนี่ย ผู้กำหนดระยะเวลา ของการออกเผยแพร่ วารสารนานๆ เรื่องของวารสารนะคะก็จะมีองค์ประกอบไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปกหน้าสารบัญ บรรณาธิการเนื้อหาต่างๆ ข้อตรงนี้นักศึกษาสามารถไปอ่านเพิ่มเติมได้นะคะจากสไลด์ ส่งให้ เมื่อกี้นี้เป็นการอ่านเพื่อเพิ่มพูนหรือสร้างความรอบรู้ใช่ป่ะ สร้างความรอบรู้ให้กับตนเอง จุดประสงค์อันที่ 2 อ่านเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ต้องการอ่านเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ อ่านอะไรบ้าง อยู่นะคะถ้าต้องการอ่านเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ เรื่องของประเภทของหนังสืออาจจะไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับตรงนี้แหละ แต่เราจะต้องใช้ วิธีการหรือเทคนิคต่างๆ เช่น ด้วยความตั้งใจอ่านเรื่องราวได้ถูกต้องรวดเร็ว จับประเด็นสำคัญ แยกข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็นได้ตีความได้ การใช้เทคนิคเพื่ออะไรคะเพิ่มพูนประสบ สิ่งที่เราเรียนมา ทั้งหมด ใช้กับ การอ่านเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์นะคะ ต่อมาค่ะอันที่ 3 การอ่านเพื่อพัฒนาความคิด และจินตนาการ การอ่านเพื่อพัฒนาความคิดและจินตนาการนี้นะคะเป็นการอ่านที่มีความสำคัญและมีส่วน เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน เพราะอะไร เพราะคนที่เป็นหนอนหนังสือคนที่ขยันศึกษาหาความรู้นั้น จะ ทำให้ตนเองมีสติปัญญาเพิ่มพูนขึ้นจากการอ่านนั่นเอง ผ่านมาก็ฉลาดมากใช่ไหมคะดังนั้นนะคะในเรื่องของการอ่านเพื่อเสริม สร้างความคิดและจินตนาการนั้นมันจึงมีความไม่จำกัด อ่านยังไงก็ได้อ่านเพิ่มเติมอ่าน ทุกประเภทเลยค่ะนักศึกษาโดยองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับการอ่านเพื่อเสริม สร้างความคิดและจินตนาการนะเนี่ยเราอาจจะต้องยึดหลักอย่างนึงค่ะว่าเวลาที่เราอ่าน น่าจะดูเขาว่าองค์ประกอบทางสมองของผู้อ่าน พูดง่ายๆ เด็กอายุเท่านี้ ระดับสติปัญญาเรามีเท่านี้เราควรจะเลือกอ่านหนังสือที่เหมาะกับอะไรคะ อะไรของเรา เช็ดให้เด็ก 7 ขวบไปอ่านในเรื่องของความเป็นผู้ใหญ่ซึ่งมันเกินวัยของเขา อาจจะไม่เหมาะกับ ระดับ ความรู้ความสามารถใช่ไหมคะเขาถึงได้จัดอยู่ในกลุ่มขององค์ประกอบทางด้านสมอง แต่ถ้าเป็นคนที่โตขึ้นมาหน่อยเป็นวัยรุ่นใช่ไหมคะอายุ 15-16 ปีขึ้นมาเนี่ย ให้ไปอ่านของเด็ก 7 ขวบก็ไม่บอก วัยของผู้อ่านในนั้นแล้ว มะทั้งนั้นนะคะถึงจะต้องเลือกนะคะโดยพิจารณาจาก องค์ประกอบทางสมองเนาะและที่ 2 องค์ประกอบทางด้านความรู้ มีความรู้พื้นฐานอยู่ในระดับใด รบกวนเลือกหนังสือที่เสริมสร้างความคิดและสติปัญญาให้รวมถึงจินตนาการ ห่างไกลยิ่งกว่าเดิมนะคะ ในการอ่านเพื่อเสริมสร้างความคิดและจินตนาการและอาจจะต้องมาตอบโจทย์อ่ะเขาว่า ถ้าเราจะอ่านในหนังสือประเภทต่างๆ น่าจะดูว่า หนังสือนั้นมันช่วยเสริมสร้างการคิดอย่างเป็นนามธรรมไหม หรืออ่านแล้วช่วยส่งเสริมการคิดอย่างเป็นรูปประธรรมหรือเปล่า อ่านแล้วทำให้เกิดความคิดแบบบูรณาการหรือไม่ อ่านแล้วทำให้เกิดการคิดอย่างมีวิจารณญาณหรือเปล่า ซื้อหนังสือเล่มนี้ช่วยทำให้เกิดทักษะการคิดอย่างหลักหลายไหม หรือจะไปทำให้ผู้อ่าน มีความคิดสร้างสรรค์ อาจจะต้อง ดูว่าหนังสือเล่มนั้นมันไปช่วยส่งเสริมทักษะการคิดในระดับ ใน 6 ประเภทของการคิดนี้หนังสือแต่ละเล่มก็ตอบโจทย์ ทักษะการคิดในแต่ละระดับที่แตกต่างกัน ดังนั้นเวลาอ่านนะคะในวัตถุประสงค์ข้อนี้ก็อาจจะต้องอ่านด้วยความตั้งใจทำ ความเข้าใจเนื้อหา ดูว่ามันมีความจรรโลงใจในลักษณะใด แล้วก็ดูภาษาที่ใช้นะคะว่าเสริมสร้างจินตนาการ ได้มากน้อยเพียงใด สุดท้ายค่ะการอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และสังคม สรุปแล้วมีอยู่ 4 ด้านใช่ไหมคะด้านที่ 1 เพื่อความรอบรู้ 2 เพิ่มพูนประสบการณ์ 3 เพื่อเสริมสร้างความคิดและจินตนาการ 4 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม ในการอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมนี้นะคะ หมายความว่า การอ่านที่เน้นให้ผู้อ่านนำสารที่ได้ไปพัฒนาตนเอง พัฒนาจิตใจ และ อาชีพค่ะ เพราะฉะนั้นหากว่าได้ รับการพัฒนาในด้านของการอ่านแล้วเนี่ยแน่นอนว่าในระดับ คนก็คือตัวบุคคลเนี่ย เราก็จะมีความสามารถเพิ่มขึ้นนะมีความรู้เพิ่มขึ้นคนมีความรู้ก็ยอมไป พัฒนาสังคมพัฒนาประเทศชาติได้ การอ่านนะคะในการอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม มันจึงมีผลนะครับไม่ใช่เพียงแค่ระดับบุคคลแต่มันส่งผลต่อเป็นทอดทอด จำได้ไหมที่ครูเคยเล่าให้ฟังว่า ในสมัยรัชกาลที่ 1 นะคะตอนนั้นเนี่ย ลงท่านมองไม่เห็นว่าทางไหนเนี่ยที่จะช่วยทำให้ ประเทศชาติมันไปได้ไกลไปได้ไวแล้วไปได้เร็ว ลงก็เลยให้ กวีในราชสำนัก แปลหนังสือพระราชพงศาวดาร มี 2 ชาติค่ะพี่รงค์ให้กวีแปลนั่นก็คือ พงศาวดารจีน กับพงศาวดารมอญ พงศาวดารจีนให้แปลเรื่องอะไรคะตอนนั้น แปลเรื่องสามก๊ก และพงศาวดารมอญคือราชาธิราช จากนั้นให้คัดเลยค่ะให้เจ้ากรมอาลักษณ์นะนะคะ คัดและเผยแพร่ไปทั่วเพื่อให้ประชาชนได้อ่าน การที่ ทำให้ประชาชนได้เข้าถึงความรู้ และได้อ่านสามก๊กได้อ่านราชาธิราช โลกมีวัตถุประสงค์ค่ะ ต้องการให้คุณฉลาดภาษาเคยได้ยินคำนี้ไหม อ่านสามก๊กสามจบแล้วคบไม่ได้เคยได้ยินไหมคะ แสดงว่าคนอ่านสามก๊กจะต้องเป็นคนที่ เมย์ 1 ล่ะอ่านจบต้องมีความรู้ลึกขึ้นใช่ไหมคะมีสติปัญญาเพิ่มมาก แล้วถ้ายิ่งอ่านถึง 3 รอบด้วยกัน มันจะช่วยแหลม ทำให้สมองมีสติปัญญาที่เฉียบแหลมขึ้นนะคะ หนังสือ วรรณกรรมต่างๆ ช่วยสร้างคนให้ฉลาดขึ้นเพราะคนรู้หนังสือมีสติปัญญาเพิ่มขึ้น พระองค์ก็มองประกันไกลไปว่า คนฉลาด ประเทศชาติก็เป็นยังไงด้วย เจริญไปด้วย พี่เป็นเครื่องมือในการสร้างชาติ ของรัชกาลที่ 1 นะคะ การมี ทัศนคติที่ดี ต่อ การเรียนรู้ การมีสติปัญญาที่เพิ่มพูนขึ้นจากการอ่าน ย่อมส่งผลต่อความสามารถ และการเป็นทรัพยากรบุคคลที่ดีของชาติ หัวใจสำคัญนะคะของการอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพ ชีวิตและสังคม ต้นทุนดีนะคะเอาไปทำอะไรต่อมันก็ดีใช่ไหมคะ ป๊อบอายนะคะ ในเรื่องของการ อ่านนั้นนะคะเขาบอกว่าจำเป็นที่จะต้องฝึกฝน อย่างสม่ำเสมอ หากพบว่าตนยังบกพร่อง ว่าจะต้องปรับปรุง เพื่อให้การอ่านนั้นเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ในการไป เสริมสร้างชีวิต ต่อไป แนวทางในการอ่านนั้นนะคะอาจจะมีวิธีการดัง ต่อไปนี้นะคะนั่นก็คือ เลือกเรื่องที่จะอ่านและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ข้อย่อยมี เยอะมากนะคะอันนี้น่าจะอ่านเพิ่มเติมได้นะคะ อันที่ 2 ค่ะ การอ่านเพื่อพัฒนาตนเองนั้นจะช่วยให้เกิดสติปัญญา พัฒนาร่างกาย พัฒนาลักษณะนิสัยและ เอกภาพ จริงไหมคะ คนอ่านหนังสือเวลาพูดอะไรออกมาก็น่าเชื่อถือไหมเวลาเขามีความรู้มากๆ พูดอะไรก็จะมีหลักการเวลานำเสนอนะคะแม่มุมต่างๆก็น่าสน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อ่านหนังสือหลากหลายประเภท ก็ยิ่งจะมีความรู้ที่กว้างขวางขึ้นไปอีก การอ่านเพื่อพัฒนาจิตใจ สิ่งนี้นะคะก็อาจจะเป็นลักษณะการเลือกอ่าน งานที่จะลงใจนะคะเช่นหนังสือธรรมะนะคะ ลักษณะเช่นนี้จะทำให้เกิดความผ่อนคลายความสบายใจเนาะนะคะเกิดสุขภาพจิตที่ดี สุดท้ายนะคะการอ่านเพื่อพัฒนาอาชีพ การอ่านเพื่อพัฒนาอาชีพนี้อย่างที่ว่าไปแล้วว่า คนที่มีความรู้มากก็ย่อมมีโอกาสในการประสบความสำเร็จ ในหน้าที่การงานหรือการประกอบอาชีพสูงกว่าคนอื่น รู้มากใช่ไหมคะฉลาดมากก็มีข้อมูลมีความคิดสร้างสรรค์ จะหยิบจะจับอะไรทำอะไรก็ดูง่ายไปหมดไม่ติดไม่ขัด สติปัญญามากทุกอย่างมันก็ราบรื่นนะคะ วันที่ 5 ค่ะขอไฟล์การอ่านเพื่อพัฒนาสังคมนะคะเมื่อกี้พัฒนาอาชีพแล้วนะคะ เองแต่ถ้าเป็นการอ่านเพื่อพัฒนาสังคม สิ่งนี้นะคะ ถ้าเราจะทำให้ตนเองนั้นนะคะมีความสามารถหรือ วิธีการอ่านเพื่อนำเอาไปใช้นะครับเพื่อทำให้สังคมดีขึ้นสิ่งที่เราจะต้องทำคืออะไร ถ้าจะต้องเลือกอ่านสิ่งที่มันเป็นความเคลื่อนไหวในสังคม พัฒนาการของสังคมสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นวิทยาการใหม่ๆ โดยต้องอ่านหนังสืออย่างหลากหลาย งานที่เป็นประเภทบทความให้มากๆ การอ่านข่าวทั่วไปที่ไม่ใช่การวิเคราะห์ที่ไม่ใช่บทวิเคราะห์ เราก็จะได้เพียงข้อเท็จจริงแต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นนะคะ จากการอ่านบทความไหมเนี่ยมันจะมีทั้งส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงใช่ไหมคะแล้วก็มีลักษณะ การวิเคราะห์ความคิดเห็น มันจะต้องใช้ทักษะในการตีความ ในการประเมินค่า รักนั้น ในเรื่องการอ่านบทความซึ่งเป็นสิ่งที่ อ่านนั้นควรจะศึกษาและก็ อ่านให้บ่อยๆนะคะแล้วก็เรื่องของการอ่านแนวสภาพสังคมต่างๆ และรวมไปถึงเรื่องของการหาทางรณรงค์ให้ คนในสังคมนะค่ะ มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ของสังคมที่เกิดขึ้น เวลาอ่านข้อมูลต่างๆ อาจจะเป็นลักษณะการศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ว่าสังคมนี้เนี่ยมันเกิดปัญหาอะไร บ้างมันมีองค์ประกอบอะไรที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆเหล่านี้ขึ้นและมันมีแนวทางหรือวิธี การแก้ไขอย่างไรที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของ นานๆ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้นะคะมันจะเกิดขึ้นได้นะคะหากว่าเป็นการอ่านโดยการ ตั้งเป้าหมายว่าอ่านแล้วเนี่ยเราจะนำเอาสิ่งต่างๆที่ได้ไปพัฒนาสัง อย่างนี้ก็จะมีผลต่อสังคมในวงกว้างนะคะแล้วก็เผยแพร่ความคิดของเราออกไปไปแชร์กัน คนนะคะเพื่อให้หาแนวทางแล้วก็ได้บทสรุปในการแก้ปัญหาร่วม การลงมือทำ เพราะฉะนั้นนะคะในลักษณะของการอ่านเพื่อพัฒนาตนนะคะก็จะมี พ่อใหญ่ๆอยู่เท่านี้นะคะในบทที่ 8 นะคะเนื้อหา อยู่ในสไลด์นี้แล้วเอกสารค่ะแต่ว่ามันเยอะ ก็เลยสรุปมานะคะให้เป็น PowerPoint ให้กับพวกเรา หน้าใสอยากได้ตัวเอกสารน่าจะแจ้งครูนะคะ พูดจาให้เขา Copy ให้ แต่ว่า ตัวนี้ก็สรุปได้ครบถ้วนตามหัวข้อนั่นแหละ มีใครสงสัยอะไรไหมคะในหัวข้อนี้ อันนี้จะเป็นพื้นฐานทั่วไปนะแล้วก็เป็นการสรุปนะคะเรื่องของหลักในการอ่านหนังสือประเภท แต่เป็นการอ่านเพื่อวัตถุประสงค์นะคะในลักษณะ ที่กล่าวมา ว่าจะเป็นอ่านเพื่อ ความรอบรู้ใช่ไหมคะอ่านเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ เสริมสร้างความคิดและจินตนาการ และอ่านเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม ประมาณนี้นะคะ มีคำถามไหมคะ มีคำถามไหม ถ้าไม่มีนะคะ ในวันนี้นะคะขอจบกัน บรรยายอธิบายไว้เพียงเท่านี้ส่วนงานนะคะที่เป็นการ แนะนำหนังสือเนอะนะคะให้ส่งในสัปดาห์หน้า สัปดาห์หน้าอย่างที่แจ้งไปแล้วครูไปราชการนะคะ ภาษาส่งเข้าไปใน LINE กลุ่มได้เลยนะคะกบได้ กูจะรอรับงานนะคะเดี๋ยวครูอบรมเสร็จนะคะเดี๋ยวครูก็จะมาตรวจ ก็เช็คดู ขอบคุณล่ามค่ะ สวัสดีค่ะ