ให้ประเทศนี่นะครับ ได้รับการดำเนินการอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ที่ผ่านมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 39 ล้านเสียง จากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52 ล้านคน นี่ ณ วันนี้ที่เกิดขึ้นนี่ ประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง หรือกระท่อนกระแท่นกันแน่ นี่คือขัดต่อเจตนารมณ์ในการตั้งคำถามพ่วง และขัดกับเจตนารมณ์ที่ 15 ล้านเสียงให้ความเห็นชอบมาอย่างชัดแจ้งครับ กลับมาที่ข้อบังคับข้อที่ 38 ครับ ท่านประธาน ใน... ที่มีสมาชิกบางท่านอ้างถึงนะครับ ว่าในกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 วรรค 1 ได้ การที่จะให้รัฐสภามีมติยกเว้น ไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีตามบัญชีมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับข้อที่ 138 ก็เขียนไว้ว่ากำหนดให้สมาชิกทั้ง 2 สภารวมกันไม่เกินกึ่งหนึ่งนะครับ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดของทั้ง 2 สภา เข้าชื่อเสนอชื่อญัตติต่อประธานรัฐสภา หลายคนก็เชื่อครับ ว่าการเสนอชื่อก็เป็นญัตติสิ ไม่ครับ ท่านอ่านเฉพาะ 138 ไม่ได้ ท่านต้องอ่าน 139 ด้วย แต่พอมาอ่านข้อบังคับข้อที่ 139 ที่ถัดลงมาอีกนะครับ ที่ถัดลงมาบเองนะครับ อีกบรรทัดเดียวเอง เขียนไว้อย่างนี้ครับ ได้กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัญตามมาตรา 272 วรรค 2 เห็นไหมครับ โดยระบุว่า โดยจะเสนอชื่อผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อตามมาตรา 88 ก็ได้ คำว่า "ญัตติ" หายไปแล้วครับ ในข้อบังคับข้อที่ 139 แสดงว่าการเสนอให้ยกเว้นนี่ เป็นญัตติครับ เพราะมีการให้เสนอครับ ถ้ามีเสียงกึ่งหนึ่งของทั้ง 2 สภานะครับ ก็เสนอครับ เป็นญัตติไป แต่เมื่อไรที่ยกเว้นไปแล้วให้เข้ามาให้ความเห็นชอบบุคคลควรได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็กลับมาเป็นข้อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญกำหนดเหมือนเดิม และผมได้เข้าไปดูที่ความมุ่งหมาย และคำอภิปรายประกอบรายมาตรา ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ด้วย ผมไม่ได้ดูแค่ตัวรัฐธรรมนูญอย่างเดียว ผมเข้าไปดูหนังสือที่ระบุความมุ่งหมายไว้ด้วย ในมาตรา 272 ผมขอเชิญท่านสมาชิกผ่านท่านประธานสภาลองเข้าไปดูเลยครับ ไม่มีเนื้อหาส่วนไหน ว่าที่ระบุรัฐธรรมนูญมีความมุ่งหมายที่เสนอชื่อเดิมซ้ำ ในการให้รัฐสภาเห็น ไม่ได้มีการห้าม เสนอชื่อเดิมซ้ำในการให้รัฐสภาแห่งชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และถ้ารัฐธรรมนูญมีความมุ่งหมายเช่นนั้น รัฐธรรมนูญก็ควรจะต้องเขียนห้ามไปเลย อย่างเช่นกรณีของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ดี กกต. หรือ ป.ป.ช. ก็ดี ตามที่เพื่อนสมาชิกบางท่านอภิปรายไปแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าการเสนอชื่อบุคคลให้รัฐสภาเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นญัตติในบังคับตามข้อที่ 32 (4) ก็ไม่ได้ครับ เพราะไม่มีตัวเลข 136 อยู่ในนั้น ครั้นจะใช้ 132 (1) หรือพิจารณาเป็นเรื่องด่วน ก็คงไม่ได้อีกครับ เพราะถ้าอย่างนั้นนะครับ มีการประชุมรัฐสภา ถ้าเราตีความเป็นญัตตินี่ หมายความว่าอะไรครับ อนาคตประชุมรัฐสภาอยู่ดี ๆ เกิดมีสมาชิกท่านใดท่านหนึ่งนะครับ ยกมือขึ้นมาครับ ใช้ข้อบังคับข้อ 32 (1) เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภาดื้อ ๆ เลย อย่างนี้คงเป็นเรื่องที่พิลึกพิลั่นพอสมควรอย่างไรก็ตามครับ ผมเห็นด้วยไม่ได้ครับ ว่าการเสนอบุคคลนี่นะครับ ให้สภานี่นะครับ ให้รัฐสภาเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนี่ จะเข้าข้อบังคับข้อที่ 41 แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็นั่งฟังติดตามมา สมาชิกหลายท่านก็พูดถึงข้อบังคับข้อที่ 41 และพูดถึงเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป แม้ผมไม่เห็นด้วยครับ แต่ผมอยากจะอภิปรายเสริมตรงนี้สักนิดหนึ่ง ว่าเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนี่ เราจะมองแต่ตัวบุคคลอย่างเดียวไม่ได้ครับ บุคคลคนเดียวกันแท้ ๆ พอเวลาเปลี่ยน สิ่งที่เคยพูดเอาไว้ก็เปลี่ยนได้ แม้ว่าการพูดนั้นจะพูดในรัฐสภาแห่งนี้ก็ตามนะครับ แม้ว่าในวันที่ 24 มิถุนายน 2564 2 ปีก่อน จะมีการพูดเอาไว้ในสภาแห่งนี้บางประโยค แต่ปัจจุบันครับ คน ๆ เดิม สิ่งที่เคยพูดเอาไว้ กลับเปลี่ยนแปลงไปครับ ผมขอท่านประธานเปิดคลิปแล้วผมขออนุญาต เปิดคลิปดูครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ คุณวิโรจน์ครับ อยากให้ได้ข้อสรุปเลยครับ เพราะว่าเวลาเกินมา (คุณสมชาย) เพราะฉะนั้น ความเห็นผม คิดว่ามาปิดสวิตช์ หรือมาแก้มาตรานี้เลยครับ ผมอยากเห็นท่านอยู่รบเทอมอีก 2 ปีข้างหน้า เลือกตั้งครั้งหน้าท่านไปรวมกันให้ได้ 270-300 เสียง สว. ก็ไม่มีปัญหาไปทำอะไรครับ ในการไปโหวตครับ ที่สภาแห่งนี้เห็นว่าผู้นั้นอยู่ในบัญชีรายชื่อและเหมาะสมสเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เป็นไร เพื่อความสบายใจของท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงครับ ท่านประธานครับ ขออนุญาตประท้วงครับ (คุณสมชาย) ท่านประธานครับ คลิปเมื่อสักครู่สมชาย แสวงการ ท่านประธาน ให้ลบออก ถอนครับ จะอย่างไรก็ตามนี่ ท่านประธานผมก็มีคลิปคุณวิโรจน์เยอะเลยนะ แต่ผมว่าสภาเดินหน้า แต่อย่าทำแบบนี้เลยครับ นะครับ ทำแบบนี้ไม่ค่อยสุภาพ แล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ ช่วยกรุณาถอนครับ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ (คุณวิโรจน์) ท่านประธานครับ ท่านประธาน ถ้าเกิดท่านสมชาย แสวงการ ถอนคำพูดที่ท่านเคยพูดไปนะครับ ถ้ามี 270 300 เสียง ท่านก็ไม่มีปัญหา เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2564 ถ้าท่านถอน ผมก็ถอนเหมือนกัน ถอนแลกได้อยู่แล้วครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) คุณวิโรจน์ครับ (คุณวิโรจน์) ตัวจริงเลย แม้ว่าจะคาดหน้ากากก็จะเป็นตัวจริง ถอนได้ครับ ท่านถอนคำพูดที่ท่านพูดไว้วันที่ 24 มิถุนายนได้ แล้วตรงไหนจะฟังดูไหมครับ ท่านสมาชิกทุกท่านผมขออนุญาต... (คุณวันมูหะมัดนอร์) คุณวิโรจน์ครับ ขอความกรุณเป็นอย่างนี้ครับ เนื่องจากคลิปเมื่อกี้ผมก็ไม่ได้ขออนุญาตประธานก่อน ที่จะเสนอเข้าไปเมื่อเสนอเข้าไป (คุณวิโรจน์) ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานตามข้อบังคับข้อที่ 5 ผมขอนุญาตท่านประธานเรีบยบร้อย ผมกรอกแบบฟอร์มแล้ว ขออนุญาตไปแล้วครับ ผมเสียหายครับ แต่ว่าท่านประธาน อนุญาตให้ผมแล้ว แต่อยู่ดี ๆ ท่านประธาน เปลี่ยนใจมาไม่อนุญาตผมในภายหลังครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผม ผมจะ... ถ้าอนุญาตแล้ว แล้วก็โอเค ไม่ว่าจะเป็นผมหรือประธานทีแล้ว (คุณวิโรจน์) อย่างนั้นผมขอเปิด 38 วินาที ไม่อย่างนั้นเสียหายครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เวลาก็เกินวันนี้เราก็ได้อภิปรายท่านประธานผมฝาก ผมฝาก... (คุณวิโรจน์) ผมฝากประเด็นไปที่ท่านสมชาย ว่าท่านจะถอนที่พูดเมื่อวันที่ 24 หรือไม่ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ก็ถือว่าจบ บรรยากาศเป็นไปด้วยดีครับ ดีครับ ก็บรรยากาศดี ผมก็เอาเรื่องจริงมาพูด (คุณวันมูหะมัดนอร์) รักษาบรรยากาศอันนี้ไว้ดีกว่า // ผั(คุณสมชาย) ครับ ขออนุญาตประท้วงท่านประธานนะครับ เมื่อสักครู่นี่ ท่านประธานผมขอให้ถอน แล้วก้ท่านประธานตรวจ ๆ ดู ว่าอนุญาต ไม่อนุญาตประการที่ 1 ประการที่ 2 นี่ ถ้าท่านประธานควบคุมการประชุมสภาไม่ได้นะครับ มันจะทำให้การเดินต่อยาก ท่านประธานได้สั่งห้ามผู้อภิปราสยและขอให้ถอนคลิปเมื่อสักครู่ไปแล้ว อันนี้เป็นประการที่ 2 ไม่อย่างนั้นนี่ ผมไม่อยากจะให้เดินหน้าไปสู่ที่ต้องขอให้การควบคุมสภา เป็นไปในลักษณะที่เข้มข้นขึ้นนะครับ ประการที่ 3 เหตุการณ์คนละเหตุการณ์เลยครับ อย่าตีกินแบนี้ครับ ผมไม่เห็นด้วยเลยครับ คุณวิโรจน์ทำแบบนี้ไม่เป็นสุภาพบุรุษ แล้วไม่มีปัญหาเลยครับ ที่ผมจะโหวตอย่างไร ที่ผมจะพูดอย่างไรนะครับ ท่านวิโรจน์ก็พูด 10 ครั้งเยอะแยะมากมาย (คุณวิโรจน์) ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงครับ ตามข้อบังคับข้อที่ 45 ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) คุณวิโรจน์ครับ (คุณสมชาย) โตแล้วครับ โตแล้ว โตแล้วนะครับ (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานครับ ให้หยุดเถอะครับ อย่าเป็นผู้ใหญ่ที่กลายเป็นเด็กครับ ขอโทษทีครับ ท่านประธาน ผมขอถอนคำพูด (คุณวิโรจน์) แก่ให้เป็นด้วย ท่านประธาน (คุณวิโรจน์) แก่ให้เป็นด้วย แก่ให้เป็นด้วยอย่าแก่กระโหลกกะลาครับ (คุณสมชาย) ถอนก่อนครับ ก็ท่านบแกว่าท่านถอน 2564 ผมก็ถอน ท่านบอกว่าให้ผมโตให้เป็น ให้ผมโตให้เป็น ผมก็เลยสวยท่านว่าแก่ให้เป็น ถ้าท่านก็ถอนผมก็ถอน (คุณสมชาย) ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องถอนเลย ผมแก่เป็น ให้ถอนคลิปเมื่อสักครู่ เพราะได้กระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ท่านประธานอนุญาตหรือเปล่าล่ะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ คุณวิโรจน์จะยอมไหมครับ ขอถอนคลิปที่ คือเสนอไปแล้วท่านเสนอไปแล้ว แต่ว่าขอถอนได้บันทึกว่าขอถอนนะครับ ก็ได้บันทึกไว้ได้ ถอน ก็ไม่ต้องถอนคำพูด เพราะว่าแต่คลิปเมื่อกี้ ทางนู้น ท่านก็เปิดแล้วแต่ทางนู้นเขาก็ขอให้คลิปนี้ถอนออกไปนะครับ (คุณวิโรจน์) ท่านประธานเสียหายนะครับ ท่านประธาน ผมประท้วงท่านประธานนะครับ ท่านประธานวินิฉัยก่อน ว่าคลิปนี้ผมขออนุญาตถูกต้องครับ ท่านประธานครับ ไม่อนุญาตคลิปที่ผมขออนุญาตแล้วนะครับ ท่านประธานต้องสรุปอย่างนี้นะครับ ไม่อย่างนั้นผมจะถูกคนเข้าใจผิด แล้วเดี๋ยวทันจะพาดพิงไปกองโสตฯ ด้วยนะครับ เพราะถ้าไม่ได้รับอนุญาตกองโสตฯ เขาขึ้นไปเปิดไม่ได้ครับ เพราะผมไม่สามารถขึ้นไปบนส่วนงานนี้ได้ครับ และเดี๋ยวทางกองโสตน์มีคนเข้าใจผิดว่าเปิดคลิปโดยพลการครับ ผมยืนยันนะครับ ผมต้องปกป้องเจ้าหน้าที่นะครับ คลิปที่ผมเปิดผมขออนุญาตถูกต้องครับ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เดี๋ยวเจ้าหน้าที่มีหลักฐานไหมครับ ว่าได้มีประธานอนุญาตแล้ว รอนิดเดียว ผมอยากให้เดิน เราไม่เสียเวลาเรื่องนี้ (คุณอัครเดช) ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) รอ ๆ นี่ให้จบครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ก็มีการอนุญาตแล้ว ไม่ได้ดูคลิป แต่ว่าเสนออันนี้ก็ถือว่าผมได้อนุญาตเองครับ ก็อย่างไรก็ต้องขอประทานโทษด้วย ที่ผมไม่แน่ใจว่าอนุญาตหรือเปล่า ดูเอกสาร แต่ว่าไม่ได้เปิดเวลาดูคลิปสักครู่ครับ ไม่เป็นอะไร เมื่ออนุญาตแล้ว แต่ว่าคลิปที่เปิดเมื่อกี้ไม่ได้ดู (คุณอัครเดช) ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) จะขอความกรุณาเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย เดินหน้าต่อไปได้ครับ (คุณอัครเดช) ท่านประธานครับ ผมอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส. ราชบุรี พรรคไทยสร้างชาตสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอใช้สิทธิพาดพิงครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เดี๋ยว ๆ ๆ อันนี้ยังไม่จบ เลิกถอนไม่ถอนก่อน เดี๋ยวนั่งสักครู่ เดี๋ยวท่านพาดพิงใช้สิทธิ ครับ เชิญครับ คุณณัฐวุฒิครับ (คุณณัฐวุฒิ) ผมณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภานะครับ ท่านประธาน ครับ เนื่องจากว่าด้วยความสับสนในเรื่องของเอกสาร ซึ่งเมื่อสักครู่ก่อนท่านประธานอ่านเอกสารอนุญาต ท่านประธานได้เอ่ยในลักษณะว่าจะให้ถอน แต่ในเมื่อขณะนี้เอกสารยืนยันชัดเจนในสิ่งที่คุณวิโรจน์พูดนะครับ ว่าได้มีการขออนุญาตเปิดเทปทั้งหมดแล้ว ระยะเวลาสั้นเองครับ เพียง 38 วินาทีนะครับ ทีนี้เมื่อสักครู่ท่านไปตัดเสียก่อน ถ้าอย่างนั้นกระบวนการที่ท่านวิโรจน์ขออนุญาตสมบูรณ์แล้ว ท่านประธานก็รับทราบแล้ว จะขออนุญาตเปิดคลิป 38 วินาที เมื่อสักครู่อีกสักรอบหนึ่งครับ แต่ว่าเมื่อเปิดแล้วท่านสมชายจะถอนเมื่อปี 2564 หรือไม่ อันนั้นสุดแต่ท่านครับ แต่พวกผมไม่ถอน ขอยืนยัน เปิดคลิปตามที่ได้รับอนุญาตจากท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมเรียนท่านสมชาย ว่ายังติดใจจะให้ถอนอีกหรือไม่ เรื่องคลิปนะ เรื่องคลิป (คุณสมชาย) ครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกรัฐสภา ประการที่ 1 ด้วยความเคารพท่านประธานครับ เซ็นอนุญาตคลิปโดยไม่ได้ตรวจ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ (คุณสมชาย) ผมไม่อยากก้าวล่วงนะครับ เป็นการรับผิด ซึ่งอันนี้ไม่ถูกต้อง ขออนุญาตให้ความเห็นในฐานะสมาชิกรัฐสภา อยู่ที่นี่มา 17 ปี ประธานต้องตรวจคลิปครับ ขออนุญาตว่ายืนยันว่าต้องถอน ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) คุณสมชายยังยืนยันที่จะให้ถอนนะครับ ถอนเรื่องคลิป แต่ว่าส่วนที่ว่า ผมไม่ได้ดูจริง ๆ ต้องสารภาพ เพราะว่าท่านกำลังจะทราบว่ามีเรื่อง ว่าท่านกำลังจะทราบว่ามีเรื่องที่อภิปราย ก็มีเรื่องที่ต้องฟังคำอภิปรายของท่านสมาชิกอยู่มาก ก็เห็นว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ก็เป็นความผิดที่ไม่ได้ดู ก็รับปากจะเป็นความผิดตต่อไป ก็ต้องดูคลิปโดยละเอียด จะเกิดปัญหาในส่วนของผมครับ อันนี้ก็ไม่เป็นอะไร คนเราผิดก็ต้องรับผิดได้ ทีนี้ในส่วนที่ผิดรับผิดได้ทีนี้ส่วนเรื่องของคุณสมชายอยากให้ถอน เพื่อความเรียบร้อยที่ประชุม ท่านวิโรจน์ (คุณวิโรจน์) ผมขออนุญาตหารือครับ คลิปนี้ผมเอามาจากการประชุมทีวีรัฐสภาครับ ไม่ได้เป็นคลิปส่วนตัวอะไร หรือเป็นคลิปอะไรเลยครับ เอามาจากของ ทีวีรัฐสภา ทั้งนั้นเองครับ ทำไมจะเปิดไม่ได้ เพราะการถ่ายทอดประชุมรัฐสภา ก็เป็นการถ่ายทอดอย่างเปิดเผยตามข้อบังคับอยู่แล้วครับ การที่จะเอามาเปิดซ้ำ ก็เป็นเรื่องปกติครับ มันไม่ได้มีความเสียหายอย่างไร แต่ถ้าเปิดแล้วท่านสมชายอาจจะกล่าวหาว่าผมใช้ AI หรือว่าอะไรก็ตามที ไม่ได้ครับ แต่อย่ามากล่าวหาประธานครับ ไม่ได้ครับ ท่านประธานท่านตรวจ ก็คือตรวจครับ นี่คืออาการโรคกลัวความจริงหรือครับ นี่คือกลัวอาการหลอนสิ่งที่ตัวเองเคยพูดเอาไวเหรอครับ ท่านประธาน นี่หรือครับ คนที่แก่เป็น ไม่ใช่ครับ ท่านประธาน (คุณรังสิมันต์) ท่านประธานครับ ท่านประธานขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ (คุณเสรี) กราบเรียนท่านประธาน ผมเสรี สุวรรณภานนท์ สมาสชิกวุฒิสภา ต้องกราบเรียนท่านประธาน ข้อที่ 1 ผมว่าการประชุมต้องให้เกียรติกัน การไม่พอใจแล้วก็ว่าคนโน่นแก่คนนี้แก่ ผมว่ามันก็แก่ทุกคนครับ เพราะฉะนั้น มันก็คือคำที่มาพูดแล้วก่อให้เกิดปัญหาขัดแย้งกัน ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ท่านประธานครับ คลิปที่นำมาเปิดนั้นนี่ เมื่อท่านประธาน เห็นแล้วว่าไม่สมควรให้เปิด เพราะจะมีความขัดแย้งในสภา ผมว่าเมื่อท่านประธานวินิจฉัย ข้อที่ 3 คลิปที่นำมาเปิดนั้นนะครับ มันเป็นคนละเหตุการณ์ มันเป็นเรื่องช่วงเวลาก่อน ซึ่งมันจะมีข้อมูลสถานการณ์อะไรต่าง ๆ นี่นะครับ มันก็ไม่ใช่เหตุการที่พิจารณาในนี้ทีเดียว กับที่พิจารณาในครั้งนี้ทีเดียว ดังนั้นนะครับ เราจะเอาเหตุการณ์หนึ่ง แล้วก็เอามาแสดงว่าอีกคนหนึ่งมีความเห็นในขณะนั้น เพื่อมาหักล้างกัน มาต่อสู้กัน ผมว่าไม่สมควร ครับ ท่านประธาน แม้ว่าคลิปเหล่านี้นะครับ เป็นคลิปที่นำไปเปิดสาธารณะไปแล้ว แต่มันเลยช่วงนั้นไปแล้ว แต่ตอนนี้มันเป็นเรื่องส่วนตัว มันเป็นเรื่องที่เป็นสิทธิที่เจ้าของคลิปนี่นะครับ ที่มีภาพอยู่ในนั้น เขามีสิทธิที่จะไม่อนุญาตก็ได้นะครับ ก็กราบเรียนท่านประธานครับ ว่าการดำเนินการประชุมนี่ ก็ต้องเอาท่านประธานเป็นหลักนะครับ ไม่ใช่พอประธานกำลังพูด ก็สวนพูดกันเองตลอดเวลาเลยนะครับ ผมด้วยความเคารพครับ อยากให้ท่านประธานดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ แล้วสิทธิ์ของท่านสมชาย ท่านก็มีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวเองเต็มที่ครับ นะครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ (คุณรังสิมันต์) ขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอสักครู่ครับ ผมเห็นว่าก็เรื่องมันยังไม่มี จะหาข้อยุติไม่ได้ เพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผมขอใช้อำนาจของประธานครับ ในการขอให้ยุติทั้ง 2 ฝ่ายครับ คลิปก็ไม่ต้องเปิด แล้วก็การถอนของคุณสมชายก็ไม่ต้องถอน ใช้ข้อบังคับ เพราะว่าอำนาจของประธานที่จะดำเนินการให้การประชุมด้วยความเรียบร้อย ผมต้องขอความกรุณาอย่างนี้นะครับ เพราะว่าเรากำลังพูดในเรื่องที่จะทำให้เวลาของการประชุมเรื่องใหญ่ข้างหน้าไป ผมขอให้อำนาจของประธานครับ เพื่อให้การเป็นการรักษาให้ดำเนินการด้วยความเรียบร้อย คุณโรมประท้วงเชิญครับ (คุณรังสิมันต์) ครับ ท่านประธาน ผมรังสิมันต์ โรม สมาชิกพรรคก้าวไกล สมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน เรียนด้วยความเคารพนะครับ ตามข้อ 5 นี่นะครับ ท่านประธานจะต้องควบคุมการประชุมของรัฐสภานะครับ ด้วยความเป็นกลาง ด้วยการปฏิบัติหน้าที่ไปตามข้อบังคับ แล้วก็จะต้องปฏิบัติหน้าที่ไปตามข้อบังคับ ผมก็ไม่ได้อยากประท้วงอะไรมากนะครับ ณ สถาการณ์นี่ มันผิดแปลกไปจากสิ่งที่เราปฏิบัติกันมา ปกติแล้วนะครับ ในการที่เรานำเสนอนะครับ วิดีโอ ภาพเคลื่อนไหวก็แล้วแต่นะครับ จะต้องผ่านการวินิจฉัยของท่านประธานก่อน ซึ่งในทางข้อเท็จจริงนะครับ ท่านประธานจะวินิจฉัยหรือไม่วินิจฉัย ลึกแค่ไหน ละเอียดแค่ไหนนี่ อันนั้นเราไม่สามารถก้าวล่วงได้ วินิจฉัยอนุญาตเราแล้ว เราสุจริตครับ แล้วเราไม่สามารถนำเสนอได้ แบบนี้สมาชิกเราเสียหายครับ ซึ่งโดยหลักการนะครับ ท่านประธานอาจจะมีแนวปฏิบัติในอนาคตที่จะต้องรายละเอียดอะไรต่าง ๆ อันนี้ก็แล้วแต่ ณ ตอนนี้การนำเสนอของท่านวิโรจน์ต้องสามารถทำได้ครับ ประการที่ 2 แม้ว่าการเสนอวีดิทัศน์ดังกล่าวนะครับ จะเป็นการพาดพิงถึงสมาชิกท่านอื่น ซึ่งกำลังปฏิบัติหน้าที่ในที่แห่งเดียวกัน แต่ในรัฐธรรมนูญตามมาตรา 124 ก็ได้วางหลักว่าตัวสมาชิกที่ถูกพาดพิงก็มีสิทธิที่ชี้แจงได้อยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นปัญหาเลยครับ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พวกเรานะครับ ทำหน้าที่โดยเฉพาะ... (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ (คุณรังสิมันต์) ท่านประธานครับ ให้ผมจบสัก 10 วินาทีได้ไหมครับ ท่านประธานครับ หน้าที่ในสภารอบที่ผ่านมา ก็วิพากษ์วิจารณ์ก้ชี้แจงกันตามปกติครับ แล้วสังคมเขาก็ตัดสินเอง เท่านั้น เราก็จะเดินหน้าไปอย่างที่ควรจะเป็น เชื่อว่าหาทางออกได้ครับ ขอบคุณครับ (คุณสมชาย) ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอบคุณคุณโรมครับ คำวินิจฉัยของประธานข้อความสงบเรียบร้อย ก็ถือว่าเป็นการวินิจฉัยที่เด็ดขาดไปแล้วครับ ก็ต่อไปก็เชิญอภิปรายต่อไปเลยครับ (คุณสมชาย) ท่านประธานครับ สมชาย แสวงการ เพราะว่า... (คุณสมชาย) ผมขอบคุณท่านประธานครับ ครับ ขอบคุณมากครับ (คุณอัครเดช) ท่านประธานครับ ผม อัครเดช วงษพิทักษ์โรจน์ ขออนุญาตสิทธิพาดพิงครับ นิดเดียวครับ ท่านประธานครับ เนื่องจาก ผมอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ท่านประธานครับ ท่านผู้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้พูดถึงพจนุกรมนะครับ พจณานุกรมเป็นพจนานุกรมที่ทางราชบัณฑิตได้บัญญัติศัพท์ขึ้นมา ซึ่งจะได้ไม่ต้องไปตีความนะครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์การทางวิชาการหรือบุคคลทั่วไปนี ่ ใช้อ้างอิง แล้วที่ผ่านมานี่ ศาลนี่ ก็ได้มีการเอา ไม่ใช่เฉพาะคดีทางการเมืองทั่ว ๆ ไป คดีทั่วไปก็ได้ใช้ตรงนี้นะครับ ที่ราชบัณฑิตกำหนดไว้นี่ มาใช้ในการตัดสินคดี ฉะนั้น พอตัดสินคดีมาแล้วไม่ถูกใจนะครับ ตัวเอง ก็บอกว่าศาลไม่ยุติธรรม ถ้าถูกใจตัวเองก็รู้สึกว่าศาลยุติธรรม ฉะนั้น ผมจึงมีความรู้สึกว่านะครับ การที่จะอภิปรายในสภานี่ ไม่อยากให้พาดพิงศาลนะครับ เพราะว่าการตัดสินคดีนี่ ผมเชื่อว่ามีความยุติธรรมของทุกศาลที่มีอยู่นะครับ เลยขออนุญาตเรียนขอชี้แจงท่านประธานนะครับ ไปถึงท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายครับ ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ต่อไปขอเชิญท่านจาตุรนต์ ฉายแสง ครับ อภิปรายที่เรากำหนดไว้ 10 นาทีนะครับ แล้วดำเนินการอภิปรายอีกหลสยท่าน แล้วเราก็ดำเนินการประชุมต่อไป ผมเกรงว่ามันจะติดมากไปนะครับ ขอให้อยู่ในเวลาก็แล้วกันครับ 10 นาที ครับ หลักจากท่านจาตุรนต์แล้วก็ท่านเสรีนะครับ ท่านเสรี นะครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ แล้วก็จะกลับมาที่ท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง นะครับ เชิญครับ คุณจาตุรนต์ ครับ (คุณจาตุรนต์) ท่านประธาน ที่เคารพ ผม จาตุรนต์ ฉายแสง สภาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมไม่ได้มีโอกาสพูดในสภามาประมาณ 20 ปี ในครั้งที่แล้ว ได้พูดครั้งแรก ก็พูดคำเดียวว่า "เห็นชอบ" มาวันนี้ เมื่อเช้าผมเข้าใจว่าวันนี้อาจจะไม่ได้พูดแม้แต่คำว่า "เห็นชอบ" แล้วก็แยกย้ายกันกลับไป แต่ว่าก็เกิดมีการอภิปรายแสดงความคิดเห็น คัดค้าน โต้แย้ง ผมก็ดีใจ ที่จะได้ร่วมอภิปรายในเรื่องที่สำคัญ ซึ่งงอาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญขนาดที่จะเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต ในเรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ ผมขออนุญาตซักซ้อมกับท่านประธานก่อน ว่าคือวันนี้เราพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี มีผู้แสดงความเห็นคัดค้าน ว่าการเสนอญัตตินั้นตกไปแล้ว ถกเถียงกัน ก็นำไปสู่การตีความข้อบังคับ ข้อที่... ตามข้อที่ 151 ว่าข้อ 41 ใช้บังคับกับเรื่อง การเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ผมเข้าใจว่าญัตติที่เสนอก่อนหน้านั้น ในทางที่คัดค้านการพิจารณาญัตติต่อไปการลงมติน่าจะถูกรวบยอด ควบรวมเข้ากับการตีความตามข้อ 151 แล้ว เวลาเราจะลงมติ เข้าใจว่าเราก็คงจะต้องลงมติ ว่าเห็นว่าข้อบังคับที่ 41 ใช้บังคับกับการพิจารณาบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ คงไม่ได้พิจารณา 2-3 ญัตติ ลงมติกันทีละญัตติไป ซึ่งมันจะเกิดความลักลั่น และขัดแย้งกันเอง อันนี้เป็นความเข้าใจของผม เพราะฉะนั้น ในประเด็นที่ผมจะอภิปรายต่อไป ก็จะเป็นเรื่องว่าด้วยการตีความ ว่าข้อบังคับที่ 41 ใช้บังคับกับกันการพิจารณาบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่ ท่านประธาน ครับ การตีความที่เรากำลังทำอยู่นี้ ไม่ใช่เป็นเพียงการพิจารณาข้อกฎหมาย ไม่ใช่การพิจารณาเพียงว่าเรากำลังทำตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาหรือไม่ ขัดกับข้อบังคับหรือไม่ แต่เรากำลังพิจารณาว่ารัฐสภาจะเคารพเจตจำนงค์ของประชาชน ที่แสดงในการเลือกตั้งที่ผ่านมาหรือไม่ เรากำลังจะพิจารณาที่อาจจะทำให้การตีความนี้ นำไปสู่บรรทัดฐานที่ไม่เป็นทางออก ไม่แก้ปัญหา แต่อาจจะนำไปสู่ความยุ่งเหยิง หรือกลายเป็นทางตัน การพิจารณาของรัฐสภาในวันนี้ อาจจะไม่มีผลเป็นการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ หรือไม่เคารพเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญก็ได้ ถ้าหากว่าเราไม่พิจารณากันให้ดี โดยเฉพาะข้อบังคับที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ มาเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับใด ๆ ก็ตาม จะใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญไม่ได้ ถ้าข้อบังคับขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็ไม่สามารถใช้ข้อบังคับนี้ได้ อันนี้คือหลักง่าย ๆ ท่านประธานครับ วันนี้พูดกันนี่ มีการพูดยกประเด็นว่า การพิจารณาบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติหรือไม่ ญัตติคืออะไร ในข้อบังคับของรัฐสภาไม่มีเขียนไว้ แต่ในสภาผู้แทนราษฎร ข้อบังคับในสภาผู้แทนราษฎรบอกว่าญัตติคือข้อใด ๆ ที่มีความมุ่งหมายให้สภาลงมติ หรือชี้ขาดให้ปฏิบัติหรือดำเนินการอย่างไรต่อไป ปัญหาก็มีว่าแล้วเราเห็นว่าการพิจารณาบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นญัตติหรือไม่แล้วอะไรกันแน่คือญัตติ การพิจารณาเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าเราถือว่าเป็นญัตติ พิจารณาไปแล้ว เมื่อครั้งที่แล้ว แล้วไม่ได้บุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งนี้เสนอซ้ำไม่ได้ ถ้าอย่างนี้หมายความว่าวันนี้เราพิจารณาอะไรไม่ได้ ต้องรอไปสมัยหน้าถึงจะพิจารณาบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีได้ นี่คือคำว่า "ญัตติอย่างกว้าง" คืออะไรที่สภาพิจารณาอยู่ก็ถือเป็นญัตติ ถ้าอย่างนั้นก็พิจารณากันไม่ได้เลย ท่านสมาชิกก็เสนอมาแคบลงไป บอกว่าการเสนอคุณพิธาเป็นการเสนอซ้ำ ดังนั้น จึงต้องตกไป ไม่สามารถเสนอได้ตามข้อบังคับที่ 41 ท่านประธานครับ ข้อบังคับข้อที่ 41 บอกว่าถ้าเสนอซ้ำญัตตินั้นต้องตกไป ญัตติที่ตกไปแล้ว เสนอซ้ำอีก ในสมัยประชุมเดียวกันไม่ได้ แต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็น นายกรัฐมนตรี มันไม่ได้อยู่ในหมวดเดียวกันกับข้อบังคับที่ 41 ข้อบังคับที่ 41 อยู่ในหมวด 4 ส่วนที่ 2 เป็นเรื่องว่าด้วยการเสนอญัตติ สมาชิกบางท่าน เข้าใจว่าคุณวิโรจน์ก็ได้พูดไปแล้ว ว่าข้อ 32 บ้าง ข้ออื่นบ้าง อยู่ในหมวดนั้น ไม่มีอะไรที่เกี่ยวกับข้อบังคับข้อที่ 36 ข้อบังคับที่เกี่ยวกับการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี คือข้อบังคับที่ 136 ซึ่งเขียนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 และ มาตรา 159 สอดคล้องกันทุกประการ ดังนั้น ข้อบังคับที่ 41 จะมาทำอะไรให้เกิดอะไรที่เป็นการขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ 2 มาตรานี้ ซึ่งอยู่ในข้อบังคับที่ 136 ไม่ได้ ทำไมผมจึงพูดอย่าง ทำไมถึงพูดว่าขัดรัฐธรรมนูญไม่ได้ และถ้าหากว่าเอาตามนั้นว่าตอนนี้เสนอไม่ได้แล้ว เพราะเสนอไปคราวที่แล้ว แล้วตกไปแล้ว มันจะคล้าย ๆ กับเป็นการแก้รัฐธรรมนูญครับ รัฐธรรมนูญนี่พูดถึงการเสนอบุคคลที่พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี เขาให้ สส. คนหนึ่งเสนอ มีผู้รับรอง เสนอใคร เสนอแคนดิเดต แคนดิเดตคือใคร คือ ผู้ที่อยู่ในบัญชีของพรรคการเมืองที่เสนอไว้ในช่วงเลือกตั้ง มีคุณสมบัติ มีคุณลักษณะต้องห้ามกำหนดไว้ชัดเจนทั้งหมด เมื่อเสนอแล้ว มีคนรับรองแล้ว หน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ทำต่อจากท่านประธาน ท่านประธานมีหน้าที่จัดให้มีการประชุม สมาชิกรัฐสภาจะต้องลงมติ เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรือเลือกใครคนใดคนหนึ่ง แต่ถ้าหากว่าเราบอกว่าแคนดิเดตเสนอคนไหน พิจารณาไปแล้ว ตกไปแล้วเสนออีกไม่ได้ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าเวลาที่เราพิจารณาให้ความเห็นชอบนี่ เกิดมีลักษณะต้องห้ามขึ้นอีกข้อหนึ่ง คือ แคนดิเดตคนนั้น ได้รับการเสนอชื่อแล้ว แล้วไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา ดังนั้น จึงขาดคุณสมบัติ หรือเข้าคุณสมบัติต้องห้าม เข้าลักษณะต้องห้ามที่จะเป็นแคนดิเดต และได้รับการพิจารณาจากสภาแห่งนี้ นี่คือการแก้รัฐธรรมนูญ ดังนั้น การพิจารณาว่าข้อ 41 ข้อบังคับที่ 41 มาใช้กับการพิจารณาเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี จึงทำไม่ได้ครับ รัฐธรรมนูญเขาเขียนไว้ชัดเจน ไม่มีบอกว่าแคนดิเดตคนไหนได้รับการเสนอชื่อได้กี่ครั้ง ถ้าจะใช้กติกากันว่าเสนอแล้ว ผมขออนุญาตต่อเวลาอีกนิดหนึ่ง พูดสั้น ๆ แบบ Twitter ก็ไม่ยังค่อยถนัด (คุณวันมูหะมัดนอร์) ให้ 1 นาที (คุณจาตุรนต์) ครับ คือถ้าหากว่าให้บอกว่าถ้าใครได้รับการเสนอชื่อแล้วไม่ผ่าน ไม่ได้รับการเห็นชอบ เสนออีกไม่ได้ ถ้าอย่างนี้ ถ้ามีการเสนอบุคคลที่ 2 บุคคลที่ 3 แล้วก็ไม่ได้รับความเห็นชอบ สุดท้ายจะทำอย่างไรครับ ไม่ได้นายกรัฐมนตรีในสมัยประชุมนี้ หรือไม่ก็ต้องไปหาคนนอก ไปหาคนนอก ก็หมายความว่าเรากำลังส่งเสริมให้การมีคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรีกันได้ง่ายกว่า เพราะว่าการเสนอคนนอกนั้น เสนอคนที่ 1 เสนอคนที่ 2 เสนอคนที่ 3 ไปเรื่อย ๆ ไม่มีคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้ามกำกับเหมือนแคนดิเดต เหมือนอย่างแคนดิเดต ไม่ต้องเป็นแคนดิเดต นั่นคือปัญหา ไม่ไกลนักก็คือในระหว่างที่บทเฉพาะกาลยังมีผลอยู่ แต่ท่านประธานที่เคารพ เรื่องนี้ที่จะเป็นปัญหามากไปกว่านี้อีก ก็คือในอนาคต ในอนาคตเมื่อเลือกนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 โดยสภาผู้แทนราษฎร ถ้าใช้หลักการแบบนี้ เราจะไปเจอสถานการณ์ที่สภาผู้แทนราษฎร อาจจะไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้เลยแม้แต่คนเดียว ในอายุ... ในสมัยประชุมหนึ่ง ๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ที่รัฐธรรมนูญฉบับไหน จะมีเจตนารมณ์อย่างนั้น รัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ย่อมต้องการให้มีรัฐบาล ให้มีนายกรัฐมนตรีโดยเร็ว เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอสรุปว่าเราไม่อาจตีความในทางที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่อาจตีความในทางที่เอาเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสภา ที่อาจจะประกอบด้วยผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเป็นส่วนใหญ่มาหักล้างเจตนารมณ์ของประชาชนที่แสดงออกในวันเลือกตั้ง มาหักล้างเจตจำนงของประชาชนทั่วประเทศที่ได้ประกาศไปชัดเจนแล้ว ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณครับ ต่อไปคุณเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ แล้วถัดจากคุณเสรี ก็เป็นพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง (คุณเอกนัฏ) ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ (คุณเสรี) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ (คุณนิติศักดิ์) ท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานนะครับ ผมนิติศักดิ์ ธรรมเพชร นะครับ สมาชิกผู้แทนจังหวัดพัทลุง เขต 2 นะครับ วันนี้ผมขอเสนอท่านประธานนะครับ ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ยันถึงปัจจุบันนี้ครับ ยังเป็นเรื่องของการพูดวกไป วนมาแต่เรื่องของเดิม ๆ วันนี้ประชาชนที่บ้านนะครับ ส่วนคนพัทลุงเองผมเลยอยากขอท่านประธานครับ อภิปรายครับ ขอเสียงรับรองครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) พิจารณาแต่ยังไม่ลงมติ แต่รับไว้นะครับ รับไว้ขอให้ได้ใช้เวลาในการอภิปรายมีอีกไม่กี่ท่านแล้วนะครับ เดี๋ยวจะจบ เราจะได้ลงมติกันนะครับ ขอความกรุณาก่อนนะครับ ครับ เชิญครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ เชิญครับ (คุณเสรี) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกรัฐสภา (คุณเอกนัฏ) ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ผมเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ขอประท้วงครับ เมื่อสักครู่นี่ เพื่อนสมาชิก ผมเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อกี้เพื่อนสมาชิกได้เสนอญัตติขอปิดอภิปราย มีผู้รับรองแล้วครับ ท่านประธานครับ ช่วยวินิจฉัยปิดอภิปรายด้วยครับ (คุณเสรี) ท่านประธานครับ ท่านประธานเรียกชื่อผมแล้ว ผมคัดค้านประธานแล้ว ในระหว่างที่ผมอภิปรายนะครับ มันไม่สมควรมาปิดในช่วงอภิปราย เพราะมันเข้ามาวาระผมแล้วนะครับ ท่านกรุณาอย่ามาปิดปากชาวบ้านเลยครับ จะได้จบโดยง่ายครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ก็จะพยายามให้จบเร็วครับ ขออนุญาตว่าอย่างเพิ่งดำเนินการตามนี้ เพราะท่านเสนอปิดอภิปราย ก็ต้องเสนอมีผู้เปิดอภิปราย ก็ต้องใช้เวลาอีกครับ เพราะฉะนั้น แต่ว่าจะอภิปรายว่าปิดหรือไม่ ก็ต้องใช้เวลาอีก เพราะฉะนั้น ตอนนี้ขอควาามกรุรานะครับ ให้คุณเสรีพูดก่อนครับ นะครับ นะครับ เดี๋ยวมันต้องพูดอยู่ดีนะครับ ขอบคุณมากครับ ขอบคุณมาก (คุณเสรี) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานครับ ผมขอถอนคำพูดก่อนครับ เมื่อกี้ครับ รายชื่อที่ผมมีนะครับ เชิญครับ (คุณเสรี) ตั้งเวลาให้ผมใหม่ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ช่วยตั้งใหม่ครับ ช่วยตั้งใหม่ (คุณเสรี) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมเสรี สุวรรณภานนท์ ก็กราบเรียนในประเด็นที่เรากำลังพิจารณา ผมขอตรงประเด็นเลยครับ ว่าข้อเสนอของท่านสมาชิกที่ให้ความสำคัญในข้อบังคับข้อ 41 ว่าการเสนอชื่อคุณพิธานั้น เสนอซ้ำไม่ได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วนี่นะครับ ในข้อ 41 ดังกล่าวนี่ มันไม่ได้ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ แต่ข้อ 41 ของข้อบังคับดังกล่าวนี้มาตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การเสนอชื่อของคุณพิธานี่นะครับ ที่เสนอซ้ำมานั้น ผมกราบเรียนว่าว่าไม่อาจะเสนอซ้ำได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญนะครับ ถ้าท่านประธานได้กรุณาพิจารณาดูนะครับ แล้วก็ฝากที่ประชุมพิจารณาไปพร้อม ๆ กันครับ ว่าในมาตรา 272 ครับ ท่านประธาน เป็นการเสนอชื่อบุคคลที่จะสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่งจริงครับ ในวรรคที่ 1 นี่นะครับ ไม่ได้กำหนดนะครับ ไม่ได้กำหนดระยะเวลา แต่ถามว่าแล้วเอ๊ะ ทำไมเสนอชื่อซ้ำไม่ได้ วรรค 2 ครับ (คุณชุติพงษ์) ท่านประธานครับ ขอประท้วงครับ ขอประธานโทษผู้อภิปรายนะครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 4 จังหวัดระยอง พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงในข้อบังคับข้อที่ 5 ในการควบคุมการประชุม ท่านผู้อภิปราย ได้ทำการอภิปรายไปเรียบร้อยแล้ว แล้วก็มีการใส่ชื่อตัวเองซ้ำเข้ามาในเวลาที่ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้ทำการอภิปรายว่า มีการกินเวล าและมีการทับซ้อน ซ้ำซ้อน วนเวียน ซึ่งกินเวลาเพื่อนสมาชิกในการพิจารณาญัตตินี้ ก่อนที่จะเข้าสู่การลงมติ ดังนั้น ผมขอให้ท่านประธาน ทำ... ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยว่าการพูดว้ำคน ๆ เดิมสามารถซ้ำได้หรือไม่ จึงขอให้ท่านประธานพิจารณาครับ ขอบคุณครับ (คุณเสรี) ท่านประธานครับ กราบเรียนเพื่อจะชี้แจงว่าผมไม่ได้ซ้ำนะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) คือ หมายความว่าคุณเสรีได้อภิปรายไปแล้ว (คุณเสรี) คำว่า "เรื่องของญัตติ" แล้วผมก็กราบเรียนไปแล้วว่าส่วนที่ขัดกับรัฐธรรมนูญนี่นะครับ เดี๋ยวผมขออภิปรายทีหลัง แล้วตอนนี้ครับ ผมกำลังเข้าเรื่องว่าที่ท่านได้อภิปรายกันมาเยอะแยะนะครับ ว่าเสนอซ้ำได้ ซ้ำได้ ผมก็จะอภิปรายในส่งนี้ไม่ได้ ส่วน... (คุณวันมูหะมัดนอร์) อันนี้เดี๋ยวคุณเสรีชี้แจงอีกครั้ง (คุณวันมูหะมัดนอร์) ก็ตรงที่คุณเสรี ก็ตอนที่อภิปรายนั้น ก่อนเขาญัตติในเรื่องนี้เป็นการนำเสนอเท่านั้น เมื่อเข้าเรื่อง 151 แล้ว คุณเสรีไม่ได้อภิปราย แล้วก็อีกประการหนึ่ง ทางฝ่ายวุฒิสมาชิกขออภิปรายตอนนี้แค่ 2 คนเท่านั้น คุณเสรี กับคุณสมชาย (คุณชุติพงษ์) ใช่ครับ ท่านประธาน (คุณวันมูหะมัดนอร์) คุณเสรีไม่ได้คนพูดซ้ำในญัตติเดียวกัน ในประเด็นเดียวกัน (คุณชุติพงษ์) ท่านประธานครับ ขอประท้วงครับ ขอประท้วงท่านประธานตามข้อที่ 5 ครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เอกสารมีบันทึกอยู่นะครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ อภิปรายไปแล้ว 1 ครั้งเมื่อเข้าสู่ญัตติ แล้วตอนนี้ก็เป็นชื่อท่านเสรี สุวรรณภานนท์ รอบที่ 2 เขียนอยู่ในบันทึกนะครับ ตรวจสอบได้เลยนะครับ ขอบคุณครับ (คุณเสรี) ครับ ท่านประธาน วินิจฉัย (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขออนุญาตให้คุณเสรีพูดเพราะว่าวุฒิเขาขอ 2 คนแล้ว ขอ 2 คนเท่านั้นใช่ไหมครับ พวกเราก็ใช้หลายคน แต่ว่าวุฒิฯ ขอพูดเพียง 2 คน แล้วก็บังเอิญผมไม่ได้นั่งตอนที่คุณเสรีพูด ก็อาจจะเป็นว่าผมเข้าใจเอาเองนะครับ ว่าคุณเสรีพูด (คุณวิโรจน์) ท่านประธานครับ ตามข้อบังคับข้อที่ 5 เป็นเรื่องการควบคุมการประชุมครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ในเรื่องของการประชุมครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) คุณวิโรจน์ให้ผมชี้แจง ผมเข้าใจว่าคุณเสรีพูดนั้นตอนก่อนเข้าญัตติในประเด็นว่าจะเสนออีกญัตติหนึ่ง ว่าการพิจารณาในวันนี้มันขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านอภิปราย (คุณเสรี) ใช่ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ซึ่งตอนนั้นท่านอภิปราย เป็นการจะเสนอแต่ยังไม่เสนอ ความจริงก็เสนอไปแล้วด้วย เห็นว่าเป็นญัตติเดียวกัน ก็เหมือนกับว่าอภิปรายรวม ๆ กันไป แต่ว่าตอนนี้คุณเสรีกำลังจะอภิปรายในเรื่อง 151 นะครับ ก็ขอเชิญคุณเสรีครับ ขอความกรุณาจากคุณวิโรจน์นะครับ เชิญครับ (คุณวิโรจน์) ท่านประธานครับ ผมขออนุญาประท้วงท่านประธานตามข้อที่ 5 ในเรื่องการควบุคมการประชุมครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านจะใช้บรรทัดฐานท่านประธานครับ ครั้งหน้าก็จะมีวิโรจน์ก๊อก 1 วิโรจน์ก๊อก 2 นะครับ ก็จะมีชัยธวัฒก๊อก 1 ก็อก แล้วทางฝ่ายโน่นนะครับ ทางท่านอัครเดช ก็จะมีอัครเดชก็อก 1 อัครเดช ก็อก 2 เป็นอย่างนี้นะครับ แล้วโดยปกติครับ เมื่อเข้าวาระเข้าญัตติแล้วครับ ทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนะครับ แต่ละท่านก็ได้พูด 1 รอบครับ แล้วการ... ผมก็เคารพท่านเสรีเหมือนกัน จะอ้างว่า 151 ยังไม่ได้พูดแล้วเอาไปพูดก๊อก 2 ถ้าอย่างนี้ ในการประชุมรัฐสภาในครั้งถัดไปมันก็จะอยู่ในสภาพแบบนี้ แล้วผมอยากจะให้การประชุมเรียบร้อย อยากให้มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัตินะครับ แล้วก็อยากให้ท่านวินิจฉัยจริง ๆ แล้วก็ขอความกรุณาจากท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ด้วยครับ (คุณเสรี) ครับ ท่านประธานครับ ท่านวิโรจน์ เอ่ยนามท่านก็อก 3 ก็อก 4 นะครับ ท่านประธาน ในประเด็นนี้นะครับ แล้วท่านประธาน ก็วินิจฉัยแล้ว (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมขอวินิจฉัยนะครับ ว่าในรอบนี้คุณเสรีพูดก่อนเข้าวาระ 151 นะครับ คุณเสรีพูดตอนที่เรากำลังเสนอเรื่องต่าง ๆ ว่าจะเอาเฉพาะ 41 หรือจะเอาเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญ แต่ว่าได้เรื่องวินิจฉัยว่า ให้พิจารณาข้อ 151 ไปก่อนว่าจะสามารถใช้ข้อบังคับ 41 ได้หรือไม่ ในประเด็นนี้สั้น ๆ หน่อยนะครับ เราจะได้สรุปนะครับ เหลือเวลา เหลืออีก 2 คน ครับ เชิญครับ ผมอนุญาตครับ (คุณณัฐวุฒิ) ขอใช้สิทธิครับ ผมขอประท้วง ผมณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกรัฐสภาครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ให้ประธานใช้ ผมก็ใช้เพื่อรักษาระเบียบของการประชุมนะครับ (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ได้ครับ (คุณณัฐวุฒิ) ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ ขออนุญาตที่มาอภิปรายเป็นท่านใดนะครับ แต่อยากจะเรียนทำความเข้าใจท่านประธานครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านได้ใช้สิทธิรอบแรก ตามการวินิจฉัยการพูดถึงญัตติในข้อ 151 ครับ มิใช่ประเด็นที่เป็นการอภิปรายก่อนที่จะเข้าญัตติ 151 ผมเข้าใจว่าท่านเสรีก็เคารพและเข้าใจตรงกันครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับ ในรอบแรกที่เราตรวจสอบครับ ท่านเสรีท่านใช้เวลาน้อยมากครับ 6 นาทีเท่านั้นเอง เพราะว่าท่านเองสงวนสิทธิ ตามความเข้าใจของท่านนะครับ ว่าท่านเองสงวนสิทธิในการพูดการตีความรัฐธรรมนูญ หรือบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมคิดว่ามีอยู่ 2 ประเด็นด้วยกันครับ ในประเด็นที่ 1 ครับ ถ้าท่านยืนยันว่าท่านพิจารณารับธรรมนูญ ซึ่งตีความตามข้อ 41 ข้อ 151 นั้น ผมคิดว่าท่านอาจจะต้องแยกออกไปก่อน แล้วตั้งเป็นญัตติใหม่ แต่จะเป็นเมื่อใด อย่างไร ไม่ทราบนะครับ แต่อย่างไรก็ตามถ้าท่านกำลังจะพูดนั้นอยู่ในประเด็นของญัตติ 151 ผมคิดว่าเราอะลุ้มอล่วยใช้สิทธิได้ในตอนนี้ครับ แล้วก็เป็นสิทธิที่ท่านพึงสงวนไว้ด้วยครับ แล้วท่านประธานก็อาจจะอนุญาตให้แต่อนุญาตข้อนี้เป็นข้อยกเว้นครับ ไม่ใช่หลักการ ผมเป็นแค่เพียงที่ท่านประธานวินิจฉัยว่าท่านเสรีพูดก่อนจะเข้าญัตติ ไม่ใช่ครับ ท่านพูดตอนเข้าญัตติแล้ว แต่ท่านพูดสั้นแค่นิดเดียว ประมาณ 6 นาที ฉะนั้น จะเปิดให้พูดในรอบนี้นี่ ท่านได้ขอสงวนไว้แล้วท่านประธานอนุญาต ที่จะใช้เฉพาะเรื่องนี้ แบบนี้พอรับได้ แล้วก็จะได้เดินหน้าต่อครับ ท่านประธาน ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณคุณณัฐวุฒิครับ ขอให้คุณเสรีพูดในประเด็นที่เราพิจารณา 151 นะครับ และก็คงไม่ใช้เวลามากนักนะครับ เชิญครับ (คุณเสรี) ครับ ขอบพระคุณครับ ช่วยย้อนเวลให้ผมหน่อย มันเปิดเลยไปครับ ช่วยให้เวลาผมให้ตรงครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เอา 10 นาทีเชิญครับ แต่ว่าอย่าซ้ำประเด็นที่อย่างที่คุณณัฐวุฒิพูดถึง (คุณเสรี) ไม่ซ้ำครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) อย่างคุณณัฐวุฒิพูดถึง (คุณวันมูหะมัดนอร์) เดี๋ยวปรับเวลาให้ท่านหน่อย 10 นาทีครับ (คุณเสรี) ครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ ผมก็ขออนุญาตเมื่อกี้เข้าเรื่องไปว่าในส่วนของการเสนอญัตติตามข้อ 41 นั้นนี่นะครับ จริง ๆ แล้วนี่ มันก็มาจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้เอง ดังนั้นนี่การที่สมาชิกเสนอข้อ 41 แล้วผมก็เห็นว่ามันสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปตีความตามมาตรา 151 ด้วยเหตุผลที่ว่าในตัวรัฐธรรมนูญเองครับ ท่านประธาน ที่มีท่านสมาชิกหลายท่านนะครับ บอกว่าไม่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ว่าเสนอชื่อซ้ำไม่ได้ เพราะฉะนั้น อาจจะเสนอกี่ครั้งก็ได้ อันนี้คือประเด็นที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปก่อนหน้านี้แล้ว ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ว่าในรัฐธรรมนูญมาตรา 272 นี่นะครับ ได้บัญญัติในวรรค 1 ไว้จริงครับ ท่านประธาน ว่าในการรที่จะเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ได้กำหนดเวลาไว้ ไม่ได้กำหนดครั้งไว้ ว่าจะทำได้กี่ครั้ง แต่ในกระบวนการในทางรัฐธรรมนูญมาตรา 272 มันเป็นเรื่องของข้อเสนอ แต่การจะเสนอแล้วนี่นะครับ จะได้กี่ครั้งนี่นะครับ ท่านต้องดูวรรคที่ 2 ครับ ท่านประธานครับ ในวรรคที่ 2 นี่นะครับ ถ้าท่านดูข้อความนะครับ ในระหว่างเวลาตามวรรค 1 นะครับ ก็คือใน 5 ปีนะครับ หากมีกรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตาม มาตรา 88 ท่านประธานครับ นี่คือเป็นคำสำคัญครับ ที่ท่านบอกว่าเสนอชื่อได้ครั้งเดียวจากถ้อยคำที่ว่าไม่อาจแต่งตั้ง เพราะฉะนั้น ชื่อของคุณพิธานี่นะครับ เป็นชื่อที่นำเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภา แล้วในสภาแห่งนี้ไม่แต่งตั้งไปแล้วแต่ถ้าพูดแค่นี้ท่านอาจจะแย้งได้นะครับ มันอาจจะแย้งได้ ผมก็เลยกราบเรียนว่าให้ดูข้อความต่อไปนี่นะครับ ที่ท่านพิธานี่เป็นชื่อที่เป็นบุคคลที่ไม่ได้แต่งตั้ง ไม่อาจแต่งตั้งไปแล้วนี่นะครับ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตาม มาตรา 88 ท่านก็ต้องไปดู มาตรา 88 ครับ ท่านประธาน ในมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญนี่นะครับ ได้บัญญติไว้ชัดเจนนะครับ ว่าในการเสนอบัญชีรายชื่อของบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นนี่ ท่านเสนอได้ไม่เกิน 3 รายชื่อครับ ท่านประธาน นั่นหมายความว่าอะไร หมายความว่าในทุก ๆ พรรคนี่นะครับ ที่ต้องการเสนอชื่อคนเป็นนายกรัฐมนตรีนี่นะครับ เข้าให้ 3 ชื่อ ทำไมให้ 3 ชื่อ ทำไมไม่ให้ชื่อเดียว สิ่งที่ให้ 3 ชื่อนี่นะครับ ก็จะได้พิจารณา 3 ครั้งครับ ท่านประธาน เพราะคน 1 คนนี่นะครับ จะถูกพิจารณาจากมาตรา 272 ที่ประชุมไม่แต่งตั้งไปแล้ว ไม่เห็นชอบไปแล้ว ดังนั้น ต้องไปดูบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองตาม มาตรา 88 ว่าในละรายชื่อนะครับ มีบุคคลอื่นที่นอกจากสภานี่ เขาพิจารณาไปแล้ว ไม่เห็นชอบไปแล้ว มีใครอีก ดังงนั้นนี่นะครับ ยกตัวอย่าง ขออนุญาตเอ่ย เป็นตัวอย่างไม่เสียหาย ของพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคท่านนี่ มีบุคคลที่ถูกเสนอในบัญชีรายชื่อ 3 รายชื่อท่านประธานครับ ถ้าหากว่าเราบอกว่า ในหลักการเราบอกว่าให้เสนอซ้ำได้ นั่นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าใน 3 รายชื่อนี้นี่นะครับ เสนอชื่อคนที่ 1 และถ้าสมมติคนที่ 1 สภาไม่เห็นชอบแล้วกลับมาเสนอคนที่ 1 อีก แล้วก็เสนอคนที่ 1 ไปเรื่อย ๆ ไม่ถึง 2 3 สักที มันจะขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไหมครับ ที่ให้ 3 รายชื่อ ส่วนที่ท่านเสนอมาชื่อเดียวนะครับ หรือ 2 ชื่อแต่ละพรรค มันก็อยู่ที่ท่านเจตนารมณ์นี่ครับ ของแต่ละพรรคต้องการจะเสนอกี่ชื่อ แต่ถ้ามีกี่ชื่อนี่นะครับ ก็ต้องให้สิทธิของแต่ละพรรคนี่นะครับ ดำเนินการตามรายชื่อที่เสนอ เมื่อกี้ยกตัวอย่างเสนอชื่อพรรคเพื่อไทย ขออนุญาตเอ่ยนามไม่เสียหาย ถ้ารายชื่อที่ 1 ผ่านไปแล้วขึ้นมานะครับ ท่านก็ต้องเอาชื่อที่ 2 ขึ้นมาพิจารณา ชื่อที่ 2 นะครับ ไม่เห็นชอบท่านก็ต้องเอาชื่อที่ 3 ท่านจะเอาชื่อที่ 1 ที่ 2 นี่ กลับมาซ้ำนะครับ ไม่มีระยะเวลา เมื่อกี้ท่านบอกไม่มีระยะเวลา ไม่มีครั้ง ท่านจะให้เสนออย่างนี้นี่นะครับ ไปนานเท่าไร หรือสักกี่ครั้ง ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ เขาถึงให้ 3 ชื่อไงครับ ท่านประธาน ถ้าเขาเจตนาจะให้ชื่อเดียวแล้วซ้ำได้ เขาไม่ต้องให้ 3 ชื่อหรอกครับ รัฐธรรมนูญให้เพียงชื่อเดียวเท่านั้นแหละครับ ของแต่ละพรรคการเมือง เพราะอะไรครับ เพราะเสนอซ้ำได้ นี่ล่ะครับ คือเหตุผลครับ ท่านประธานครับ ในการเสนอชื่อแต่ละพรรคการเมืองนี่นะครับ มันจะต้องมีข้อชัดเจนว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ได้ทำแบบไม่มีข้อจำกัด สิ่งสำคัญครับ ท่านประธาน การที่ลงมติไปแล้วนะครับ มันก้จะปรากฏ ปรากฏชื่อของคนที่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง เมื่อมันรู้ผลไปหมดแล้วนะครับ เกิดเราไปเสนอชื่อซ้ำ แล้วเราให้ที่ประชุมพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานทราบไหมครับ จะเกิดอะมันก็เกิดกระบวนการที่ต้องการให้เสียงมากขึ้นนะครับ อาจจะเกิดจากอะไร เกิดจากการให้ผลประโยชน์มีไหม ให้กล้วยมีไหม หรือว่าไปข่มขู่ ไปคุกคาม หรือไปแสดงพฤติกรรมอะไร ที่เกิดความเกรงกลัว แล้วมาลงมติให้ เขาถึงได้บอกว่า อย่างนั้นต้อง ลงครั้งเดียวครับ ถ้าไปลง 2 ครั้ง 3 ครั้งนี่นะครับ มันรู้ชื่อไว้แล้ว มันไม่ปลอดภัยแล้วนี่นะครับ มันก็จะมีปัญหา ดังนั้นนะครับ เจตนาสำคัญครับ เขาถึงให้ 3 รายชื่อ ในมาตรา 88 นะครับ ส่วนท่านที่เสนอชื่อเดียวก็เป็นความประสงค์ เพราะรัฐธรรมนูญใช้คำว่า "ไม่เกิน" ท่านประธานครับ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ รัฐธรรมนูญน่ะ มีความชัดเจนนะครับ ชัดเจนที่จะบอกว่าท่านสามารถลงได้ครั้งเดียว เพราะรายชื่อที่ท่านพิจารณาไปแล้วนะครับ ใช้ถ้อยคำว่าไม่อาจแต่งตั้งนะครับ ท่านประธานครับ ในส่วนข้อเสนอดังกล่าวนี้นี่นะครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าหากเราไปปล่อยให้กระบวนการทำได้ซ้ำหลายครั้ง ก่อให้เกิดแนวปฏิบัติแนวปฏิบัตินะครับ นี่ล่ะครับ คือปฏิบัติที่ในอนาคตที่เราบอกว่าในอนาคตนี่ เราจะใช้แบบนี้ต่อไป จะทำให้เกิดเป็นกระบวนการที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน แล้วก้ไม่เป็นตาม ที่รัฐธรรมนูญบัญตติไว้ ก็กราบเรียนท่านประธานครับ ว่าข้อเสนอที่เสนอให้ ข้อเสนอที่เสนอให้พิจารณาซ้ำนั้นนี่นะครับ ถูกข้อบังคับ นิดเดียวครับ ท่านประธานครับ ถูกบังคับของรัฐสภานะครับ ได้บัญญัติ ยืนยันในเรื่องเหล่านี่ ก็คือกลับมาในส่วนเหล่านี้ เขาถึงได้บอกว่าให้เสนอได้ครั้งเดียว ถ้าเสนอซ้ำในสทมัยประชุมเดียวกันนะครับ มันก็คือทำไม่ได้ นี่ล่ะครับ เหตุผลที่ว่าข้อ 41 นี่นะครับ ที่หยิบยกขึ้นมานะครับ ถึงไม่สามารถจะพิจารณาบุคคลที่เสนอเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ซ้ำเป็นครั้งที่ 2 นะครับ ก็กราบเรียนด้วยเหตุด้วยท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณท่านเสรีมากครับ เนื่องจากเวลาเราก็ใช้มาก แล้วก็ประเด็นมีอยู่จะซ้ำแล้วนะครับ ก็ระหว่างที่ว่าเสนอชื่อซ้ำได้ แล้วก็เสนอชื่อซ้ำไมได้ ส่วนเหตุผลก็คงจะแตกต่างกัน แต่ประเด็นก็อยู่ตรงนี้ว่าเสนอชื่อซ้ำได้ไหม แล้วเสนอชื่อซ้ำได้เพราะอะไร ซ้ำไม่ได้เพราะอะไร เดี๋ยวเราก็จะได้โหวตตามข้อบังคับข้อที่ 41 ต่อไป ก็เหลือชื่ออีก 3 ท่าน เอาจบแค่นี้นะครับ เมื่อมีชื่อ 3 ท่านนี้ แล้วก็ผมขอความกรุณาว่าผมขอลดการอภิปรายลงหน่อยจาก 10 นาทีเป็น 7 นาทีครับ เพราะเดี๋ยวจะมีเกินอีก ให้ 10 ก็กลายเป็น... ถ้า 7 กลายเป็น 8 อย่างนี้ก็พออนุโลมได้นะครับ ขอความกรุณา 7 นาทีนะครับ เพราะประเด็นจะซ้ำกันแล้วครับ ขอต่อไปพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง แล้วเดี๋ยวท่านต่อไปเตรียมตัว เมื่อจบพันตำรวจตรี แล้วพริษฐ์ วัชรสินธุ แล้วท่านสุดท้ายเลยนะครับ ท่านนพดล ปัทมะ นะครับ ก็เอาเท่านี้นะครับ ผมทราบว่าอาจจะมี อาจจพูดว่าเดี๋ยสมันจะซ้ำกัน ขอความกรุณา เพราะเราจำเป็นต้องใช้เวลามากเหมือนกันนะครับ ผมว่า 3 ท่านนี้ ก็ 20 กว่านาที ก็จะ 5 โมงแล้วนะครับ ขอความกรุณาว่าคุณพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ เป็น 3 ท่านสุดท้าย ใช้เวลาคนละ 7 นาทีครับ (พันตำรวจเอก ทวี) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ครับ ผม ทวี สอดส่อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ จากเพื่อนสมาชิกมีข้อโต้แย้งว่า ไม่สามารถเสนอชื่อคุณพิธา ให้รัฐสภาพิจารณาเห็นชอบ แต่งตั้งเป็นนายกฯ ครั้งที่ 2 ได้ โดยไปอ้างข้อบังคับข้อที่ 44 ... 41 ของข้อบังคับของรัฐสภา คือ กระผมขอยืนยันว่าเป็นการแต่งตั้งและยื่นได้ เนื่องจากว่าเป็นภารกิจของสภา คือ ภารกิจที่จะต้องพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรี และจะต้องทำให้สำเร็จ โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญเราได้เขียนไว้ชัดเจนเลย ในมาตรา 159 เขาสั่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อรัฐธรรมนูญนี้ร่างเสร็จ ได้ไปทำประชามติ แล้วก็ได้มีคำถามพ่วงขึ้นมา โดยเฉพาะใน 5 ปีแรก ก็เลยได้มีรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เกิดขึ้น ซึ่งถ้าเราพิจารณา ก็คือหน้าที่ของรัฐสภา จะต้องไปพูดทำให้เกิดนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีความสัมพันธ์ที่จะไปบริหารประเทศ นี่คือรัฐสภาได้รับภารกิจจากรัฐธรรมนูญไว้ชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อให้ข้อมูลมีความรอบด้าน ท่านประธานทราบหรือไม่ว่าในการทำประชามติเสร็จแล้ว ก็จะต้องมีการส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญดูถ้อยคำที่เราทำประชามติขึ้นมา ว่าถ้อยคำที่ทำประชามติ อันนั้นมีความขัด หรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำการวินิจฉัย มาตรา 159 และ มาตรา 272 272 ในคำวินิจฉัยที่ 6/2559 ลงวันที่ 28 กันยายน 2559 คำวินิจฉัยดังกล่าว ดังนั้นเลยเมื่อเราจะไปดูเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เราในการร่างมาตรา 272 เราพบว่าจะไม่มี ท่านประธานที่เคารพ ปรากฎว่าในการร่างรัฐธรรมนูญส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาอย่างละเอียด เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปชี้แจง และได้มีการแก้ไขจากการที่ร่างไปจากเดิมนั้น การคิดเวลา 5 ปี คิดหลังจากมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดแรก แล้วในวรรค 2 การเห็นชอบบุคคลนอกจากที่กำหนดไว้ใน มาตรา 88 นั้น เดิม ให้เป็นเสียงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีสภาเดี่ยว ของเราเป็นสภาคู่ โดยให้วุฒิสภามามีมติครึ่งหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้คือกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ การที่มีหลายคนไปอ้างข้อบังคับที่ 41 แล้วมาอ้าง ว่าเราจะต้องเดินตามนั้น ผมอยากจะทำข้อมูลให้ครอบคลุม ก็คือว่าข้อบังคับในการเลือกนายกฯ เป็นข้อบังคับหมวดที่ 9 แล้วข้อบังคับในหมวดที่ 9 นี้ ไม่มีส่วนใดส่วนหนึ่ง ให้นำในส่วนที่ 2 บทที่ 2 มาใช้โดยอนุโลม ถ้าท่านประธานได้โปรดพิจารณาในข้อบังคับทั้งหมด ทั้ง 13 หมวด ไม่ว่าจะเป็นหมวดกฎหมายปฏิรูป หรือ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ถ้าต้องการที่จะให้เอาหมวด 2 หรือหมวดอะไรมาใช้ เขาจะเขียนเชื่อมโยงกันให้นำมาใช้โดยอนุโลม ท่านประธานที่เคารพครับ ในการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ให้ความสำคัญกับสภาผู้แทนราษฎร ศาลรัฐธรรมนูญได้เขียนวินิฉัยไว้ในหน้า 10 ว่าการเสนอชื่อบุคคลที่สมควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นตัวแทนของประชาชน ที่สะท้อนให้เห็นถึงความไว้ใจของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ เขาให้ความสำคัญมาก ว่าผู้ที่เสนอชื่อต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎร มีเพื่อนสมาชิกหลายท่าน บอกว่ากฎหมายเมื่อไม่ได้เขียนไว้ แล้วสามารถที่จะเสนอซ้ำไม่ได้ อันนี้เป็นการตีความที่ขัดรัฐธรรมเราเขียนไว้ชัดเจนในมาตรา 25 ถ้าเราไม่มีกฎหมายเขียนไว้ เราถือเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่จะต้องมี และจะต้องได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ คุณพิธาก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง เขาก็มีสิทธิ เราไม่ควรเขียนกฎหมายข้ามไปอย่างนั้น และที่ซ้ำร้ายครับ วุฒิสภาเรามีหน้าที่รับรองบุคคลในตามรัฐธรรมนูญ และส่วนใหญ่ก็จะมีข้อความเหมือนกัน โดยเฉพาะมีกฎหมาย เขียนไว้ในวุฒิสภาเลย เขียนว่าวุฒิสภานี่ จะไม่ให้ความเห็นในกรณีวุมิสภา ได้มีการเห็นชอบ หรือการสรรหา หรือคัดเลือกให้ดำเนินการสรรหา หรือคัดเลือกผู้แทนใหม่ ให้เสนอต่อวุฒิสภา ให้เห็นชอบต่อไป มีกฎหมายวุฒิสภานะครับ โดยบุคคลที่ไม่ให้ความเห็นชอบจากวุฒิสภา ก็ไม่ให้เข้ามาสรรหาใหม่ ท่านประธานทราบไหมว่า กกต. ชุดนี้ ผมขอเวลา 1 นาที ที่เป็น กกต. อยู่ปัจจุบัน เราก็พบว่าการสรรหาครั้งแรก พร้อมชุดท่านฐากร วุฒิสภาไม่รับทั้งหมด แล้วต่อมาก็มาสรรหาใหม่ ซึ่งมีตัวแทนจากศาลยุติธรรม 2 คน ก็เข้ามาได้ นี่คือการเสนอซ้ำ แล้วที่ตามมา ก็คือท่านเอกอัครราชทูต ในกรุงเฮก ซึ่งจะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ได้เสนอเข้ามาในปี 2564 นี้เอง ปรากฏว่าวุฒิสภาไม่รับ เขาก็เสนอมาใหม่ นี่ขนาดเป็นแค่กฎหมายเล็ก แต่นี่เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เขียนว่าซ้ำไม่ซ้ำ แล้วโดยหลักรัฐธรรมนูญต้องเสนอได้ เพราะเป็นสิทธิ เสรีภาพ ดังนั้น การตีความเอาข้อ 41 มาใช้ จึงเป็นการขัดหรือแย้ง กับข้อรัฐธรรมนูญครับ ผมจึงเห็นว่ารัฐสภาเราไม่ควรจะก้มหัวให้กับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง โดยมาตัดสินกฎหมายเล็กใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญครับ ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณ พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง ต่อไปขอเชิญคุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ครับ เชิญครับ (คุณพริษฐ์) ผมจะขออนุญาตหารือก่อนที่จะนับเวลาครับ จะขอความกรุณาท่านประธานนิดหนึ่งครับ เวลาในอลุ่มอร่วยใการอภิปราย อย่างไรจะไม่ให้เกิน 10 นาทีแน่นอน ที่ขอความเพราะว่าในฐานะผู้อภิปรายคนสุดท้ายของพรรคก้าวไกลที่ต้องโต้แย้งนะครับ แล้วก็ประเด็นที่นำเสนอนั้น ไม่ได้ซ้ำซ้อนกับผู้อภิปรายก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน จึงขอความกรุณาจากท่านประธานแล้วก็สมาชิกรัฐสภาทุกท่านด้วย (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ตั้งเวลาไว้ 7 นาทีก่อน แต่ผมจะอลุ่มอะล่วยก็คือว่า... // ได้ครับ เรียนท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม พริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมจะขอเวลาในการอภิปรายไม่เห็นด้วย กับการตีความข้อบังคับให้ไม่สามารถเสนอชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้ในสมัยเดียวกัน ผมคิดว่าตลอดระยะเวลที่ที่ผ่านมาครับ สมาชิกก็ได้พยายามอภิปรายสนับสนุนประเด็นดังกล่าว โดยการยกกฎหมายขึ้นมา ที่ผมขออนุญาตหลัก ๆ มีเหตุผล 3 ประการ ก่อนที่ผมจะข้ามไปเพิ่มเติมประการใหม่ครับ เหตุผลทางกฎหมายข้อที่ 1 ครับ คือการเสนอว่าไม่ใช่ญัตติโดยทั่วไปที่ถูกกำกับโดยข้อ 41 ของข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพราะว่ามีองค์ประกอบที่มีแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดครับ นี้ ก็คงหนีไม่พ้น ในสิทธิในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีครับ เพราะว่าในมุมหนึ่งครับ การเสนอญัตตินั้น เป็นสิ่งที่สมาชิกทุกคนกระทำได้ ในขณะที่การเสนอชื่อนายกนั้นมาตรา 159 วรรค 2 นะครับ ที่ไม่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 272 นั้น จำกัดให้เป็นสิทธิเฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่ได้เปิดกว้างสำหรับสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่เป็นองค์ประชุมเหตุผลทางกฎหมายข้อที่ 2 ครับ คือหากเราไปศึกษาาไม่ว่าจะเป็นในระดับรัฐธรรมนูญก็ดี ข้อบังคับรัฐสภาก็ดี จะเห็นครับ ว่ามีการพยายามจะแยกแยะ ญัตติกับการเสนอชื่อนายกอย่างชัดเจน ถ้าเราไปดูรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 นะครับ แล้วค้นหาคำว่า "ญัตติ" จะเห็นมีคำว่า "ญัตติ" นั้นปรากฏอยู่ 13 ครั้ง โดยไม่มีครั้งไหนที่ปรากฏในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ในส่วนของข้อบังคับนั้น ก็มีการแยกหมวดอย่างโดยทั่วไป กับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือหมวด 2 ในส่วนที่ 2 ในส่วนของรัฐสภากับหมวดที่ 9 กับหมวดที่ให้ความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี ยิ่งไปกว่านั้นครับ ถ้าเราพยายามที่ปรากฏอยู่ในข้อบังคับข้อประชุมรัฐสภา จะเห็นว่าปรากฏอยู่ 106 ครั้งนะครับ มีเพียงแค่ 3 ครั้ง ที่ปรากฏในหมวด 9 ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาให้ความเห็นชอบในการโหวตนายกรัฐมนตรีท่านเสรีได้อ้างถึง แต่พอไปดู 3 ครั้งนะครับ ปรากฏชัดเจนครับ ว่าเป็นการพูดถึงเสนอญัตติปลดล็อกให้สามารถเสนอชื่อนายกที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีพรรคการเมืองได้ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อบุคคลที่จะเป็นนายกแต่อย่างใด ส่วนเหตุผลประการที่ 3 ครับ ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใด ๆ ก็ตามนั้น ผมเข้าใจครับ ว่าในทางทฤษฎีเราสามารถจำกัดจำนวนครั้งในการเสนอได้ แต่การกำหนดจำนวนครั้งนั้นก็ต้องมีอย่างไร บรรทัดฐานที่ชัดเจนที่สุดครับ อย่างที่นสมาชิกคุณณัฐพงศ์ ได้อภิปรายไว้นะครับ ที่ระบุไว้อย่างชัดเจน ไว้จะเป็น พรก. กกต. หรือว่า ป.ป.ช. ที่เขียนไว้ชัดว่าไม่ให้ความเห็นชอบ ผู้ได้รับการเห็นชอบว่า ป.ป.ช. ที่เขียนไว้ชัดว่าไม่ให้ความเห็นชอบ ผู้ได้รับการเห็นชอบให้ดำเนินการสรรหาบุคคลนั้น โดยผู้ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบในวุฒิสภาในครั้งใหม่นี้ไม่ได้ อันนี้คือการสรุป 3 เหตุผลในความสำคัญทางเชิงกฎหมายครับ ท่านประธาน แต่นอกจากในเชิงกฎหมายที่เหลือครับ ในการเชิญชวนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านนั้น มองปัญหานี้ มุมมองของนิติศาสตร์ แต่มองมาในมุมมองของรัฐศาสตร์เช่นกัน การมองมาในมุมมองของรัฐศาสตร์ครับ คือการมองว่าหากเราตีความข้อบังคับตามที่ผู้เสนอ ได้เสนอเข้ามานั้น แล้วตีความว่าไม่สามารถชื่อนายกฯ คนเดียวกันในสมัยประชุมเดียวกัน เราจะเจอสถานการณ์ทางการเมืองอย่างไรบ้าง เราจะเจอทางตันทางการเมืองอย่างไรบ้าง ซึ่งผมมั่นใจว่าผู้ร่างรัฐธรรมรนูญฯ ไม่ได้ต้องการจะให้เกิดขึ้น ที่ผมอยากจะยกตัวอย่างขึ้นมานะครับ อยากจะท้าวความ เงื่อนไขในการเลือกนายกฯ นั้น มี 3 เงื่อนไขที่สำคัญ อย่างที่ 1 ครับ คนที่ถูกเสนอชื่อได้นั้นก็ต้องเป็น สส. ของพรรคการเมืองที่มี สส. 5 เปอร์เซ็นต์ 25 คน ถ้ามี สส. ทั้งหมด 500 คน เงื่อนไขที่ 2 ครับ หากใครผ่านเงื่อนไขข้อที่ 1 มาแล้วนั้น รัฐธรรมนูญก็เปิดให้ลงนายกฯ มาแข่งกันได้มากกว่า 1 คน จะกี่คนก็ได้รัฐญสภาแห่งนี้ ส่วนเรื่องที่ 3 ครับ ถ้าใครจะก็ต้องได้เสียงข้างมากแบบเด็ดขาด ก็คือเกินกึ่งหนึ่ง หรือว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ อันนี้คือองค์ประกอบสำคัญในการเลือกนายก ทีนี้ผมอยากยกตัวอย่าง 2 ฉากชัด ๆ ที่สะท้อนให้เห็นชัด ว่าถ้าเกิดเราตีความแบบที่ผู้เสนอได้เสนอเข้ามานั้นนี่ จะเดินหน้าไปสู่ทางตันทางการเมืองได้อย่างแน่นอน ไปดูฉากกทัศน์ที่ 1 ครับ เป็นฉากกทัศน์ที่มีพรรคการเมือง 4 พรรค แข่งกันครับ หลังจากการเลือกตั้งนั้นครับ มีพรรค A พรรค B พรรค C ได้คะแนน 160 160 และ 150 คะแนน ในขณะที่ พรรค D ได้คะแนน เพียงแค่ 30 คะแนนหรือว่ามี สส. เพียงแค่ 30 คน แน่นอนครับ ว่า เมื่อ 4 พรรค มี สส. เกิน 25 คน ก็มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ ได้ พรรค A พรรค B พรรค C ก็ตกลงกันได้นะครับ ว่าจะเสนอใครเป็นนายกนั้น ก็อาจจะเป็นไปได้ครับ ว่าในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีการเสนอหรือว่าแคนดิเดตนายกฯ นั้นแข่งกัน สไลด์ถัดไปครับ ท่านประธาน เป็นที่รู้ดีครับ ว่าในบทเฉพาะกาลนั้น ในการเลือกนายกรัฐมนตรี หากสมมติปรากฎผลดังกล่าวครับ ของ สส. พรรค A พรรค B พรรค C คะแนน สส. ของพรรค D ก็หันไปเห็นชอบกับแคนดิเดตของพรรค A ในขณะที่ 250 เป็นเสียงแตกครับ ไม่มีเอกภาพครับ กระจายกันไป 100 130 แล้วก็ 20 คน ผลปรากฎว่ามีการเสนอชื่อ 3 คนครับ แคนดิเดต A B C แต่ไม่มีใครเลยครับ ได้รับความเห็นชอบของสมาชิกรัฐสภา เราจะเดินหน้ากันต่ออย่างไรครับ แน่นอนครับ ตามสามัญสำนึก และก็ถ้าเรายึดกับระบบเลือกตั้ง เทียบเคียงที่เกิดขึ้นทั่วโลก อย่างฝรั่งเศสนะครับ ลักษณะแบบนี้ โดยทำเนียมปฏิบัตินะครับ แคนดิเดตที่ได้รับคะแนนน้อยสุด อย่างแคนดิเดต C ก็จะถอยออกไป A และแคนดิเดต B นั้นได้เข้าชิงในรอบถัดไปแต่ว่าถ้าเราตีความข้อบังคับอย่างที่ผู้เสนอ ปรากฏว่าแคนดิเดต A กับ แคนดิเดต B ไม่สามารถเสนอได้อีกเลยนะครับ ผมเข้าใจครับว่าท่านสมาชิกวุฒิสภา ขออนุญาตเอ่ยนามท่านสมชายนะครับ เพราะว่าจำนวนผู้เสนอชื่อนั้น อาจจะไม่แน่ใจว่าท่านเชื่ออย่างนั้นจริงหรือเปล่า ท่านบอกท่านเห็นด้วยกับข้อคัดค้านของคุณอัครเดช ผมขออนุญาตเอ่ยนาม แต่ถ้าเราย้อนกลับไปดูการประชุมช่วงเช้าครับ ท่านอัครเดชคัดค้าน คัดค้านการเสนอชื่อ หรือว่าคัดค้านด้วยการเสนอชื่อซ้ำนั้นนี่ ทันทีที่คัดค้านการเสนอชื่อคุณพิธา รอดูด้วยซ้ำ ว่ามีคนอื่นเสนอชื่อหรือไม่ อันนี้คือฉากกทัศน์ อันนี้คือฉากทัศน์ข้อที่ 2 เพื่อไม่ให้เสียเวลานะครับ สมมติผลปรากฏว่ามีพรรคหนึ่งชนะการเลือกตั้งถล่มถลาย ในขณะที่ 140 สส. แบ่งตาม 7 พรรค ผลปรากฏคืออะไร ท่านประธานมีพรรคเดียวที่เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ ปรากฏว่าพรรค A เสนอชื่อนายกไปเข้าสู่ที่ประชุมของรัฐสภา แล้วก็ไปสไลด์ถัดไป ปรากฏว่าในสถานการณ์สมมตินี้ สว. ออกเสียงสวนมติแล้วพร้อมเพรียงกันในการงดออกเสียง ผลปรากฏว่าเราเจอทางตันครับ ท่านประธาน เพราะว่าแคนดิเดตของพรรค A นั้น ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ในการประชุมครั้งถัดไป ปรากฏว่าไม่สามารถมีแคนดิเดตเสนอชื่อได้เลยครับ ท่านประธาน เพราะว่าถ้าเราตีความตามข้อบังคับที่เสนอมานั้น การเสนอชื่อแคนดิเดต A ได้ซ้ำ และพรรคอื่น 25 คน ที่จะเสนอชื่อบุคคลมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ แน่นอนครับ บางท่านอาจจะเถียงกลับมา ว่าถ้าอย่างนั้นสามารถใช้มาตรา 272 วรรค 2 ได้เพื่อปลดล็อกการเสนอชื่อคนภายนอกได้ แต่หากสมมติว่า สมาชิกผู้แทนราษฎรพรรค A ในการคัดค้านการเสนอชื่อนายกฯ คนนอก มติที่จะปลดล็อกเสนอชื่อคนนอกได้ ต้องอาจะอาศัย 572 เสียงนั้นก็ไม่สามารถได้รับความเห็นชอบได ้ อันนี้คือการตีความข้อบังคับที่ทำให้ประเทศเินไปสู่ทางตัน เพราะจะไม่สามารถเสนอชื่อนายกฯ ไม่ว่าในบัญชีและนอกบัญชีได้เลย ในระยะเวลา 1 สมัยประชุม เท่ากับว่าประเทศไทยอาจจะเจอสถานการณ์ที่ไม่มีนายกรัฐมนตรียาวนานถึง 6 เดือน ท่านประธานครับ เพื่อสรุป หากเราพิจาณาจาก 2 ฉากทัศน์นี้นะครับ การตีความตามข้อบังคับที่ผู้เสนอมานั้น จะเจอทางตันทางการเมืองได้ ผมเข้าใจดีนะครับ ว่า 2 ฉากทัศน์นี้ เป็น 2 ฉากทัศน์ที่เกิดขึ้นง่ายนัก สมาชิกรัฐสภา ว่าการเขียนกฎหมาย อย่างกฎหมายที่มีความสำคัญ อย่างรัฐธรรมนูญ ก็จำเป็นที่จะต้องคำถึงทุกฉากทัศน์ แล้วก็เขียนกติกาอย่างรอบคอบเพื่อรองรับทุกความเป็นไปได้ เพราะฉะนั้น ท่านประธาน ถึงแม้ ผมของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ 60 แต่ผมคิดว่าเขาไม่เขียนรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องให้สามารถตีความข้อบังคับที่เกิดทางตันทางการเมือง อย่างที่ผมได้ฉายภาพให้เห็นได้ ดังนั้นครับ ผมสรุปว่าผมไม่เป็นด้วยกับข้อเสนอบางท่านที่เสนอให้มีความตีความข้อบังคับที่ห้ามเสนอชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นนายกรัฐมนตรีมากกว่า 1 ครั้ง ภายในสมัยประชุมเดียวกัน ทั้งเหตุผลเชิงนิติศาสตร์ และเหตุผลทางรัฐศาสตร์ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณ คุณพริษฐ์ วัชรสินธุ ครับ ต่อไป ขอเชิญท่านสุดท้ายนะครับ คุณนพดล ปัทมะ ก็ 7 นาที นะครับ เชิญครับ คุนพดล อยู่จะใช้สิทธิไหมครับ หรือตอนนี้ยังไม่อยู่ครับ (คุณนพดล) ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นพดล ปัทมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ ผมเป็น สส. สมัยแรกเมื่อ 27 ปีที่แล้วนี่ ท่านประธานทำหน้าที่แล้วให้เวลาผม 7 นาทีนะครับ วันนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่ง ก็ได้เวลา 7 นาทีเช่นกัน ก็จะพยายามใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่สุด ท่านประธานครับ ผมคิดอยู่นานว่าจะอภิปรายในวันนี้แต่มีความจำเป็นที่จะต้องมาอภิปราย เพราะเป็นเรื่องหลักการที่สำคัญ ผมจำเป็นต้องทำหน้าที่สมาชิกรัฐสภาในการปกป้องหลักการสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และปกป้องหลักนิติธรรม เกี่ยวกับการตีความกฎหมาย ท่านประธานครับ ประเด็นในวันนี้มีอยู่ว่าญัตติตกไปหรือไม่นะครับ เสนอคุณพิธาอีกครั้งหนึ่งได้หรือไม่ ผมอยากจะกราบเรียนครับ ถ้าเราญัตติกับการเสนอชื่อนี่ ภาษาไทยก็แตกต่างกันแล้วครับ ท่านประธาน ครับ ญัตติและการเสนอชื่อตาม มาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ ถ้าดูภาษาอังกฤษนี่ คำว่า "ญัตติ" ใช้คำว่า "Motion" การเสนอชื่อใช้คำว่า "Nomination" ก็ยิ่งแตกต่างกันไปอีก ดังนั้น ผมอยากจะกราบเรียนเบื้องต้นนี่ เรื่องนี้ไม่จำเป็นจะต้องตีความเลยครับ ถ้าขออนุญาตใช้ถ้อยคำว่าถ้าเราดูกฎหมาย ไม่มีข้อสงสัยที่จะต้องตีความ แต่เอาล่ะครับ ท่านประธานครับ การเสนอชื่อเพื่อให้สภารัฐสภาให้ความเห็นชอบผู้ที่สมควรได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีตาม มาตรา 272 นี่ มันข้อบังคับซึ่งเป็นข้อบังคับของรัฐสภา ที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 หมวด คือ หมวด 2 กับ หมวด 9 นะครับ หมวด 2 ว่าด้วยเรื่องมติ แต่หมวด 9 เสนอ หรือพิจารณาให้ความเห็นชอบ หมวด 9 ถือเป็นบทบัญญัติพิเศษ หลักตีความกฎหมายกับหลักนิติธรรมนี่ บทบัญญัติต้องมาก่อน หรือเขาเรียกว่า "Overdrive" ใช้บังคับก่อนบทบัญญัติทั่วไป เพราะฉะนั้น ถ้าเราดูบทบัญญัติของหมวด 9 จะชัดเจนครับ ไม่มีญัตติเสนอชื่อเห็นชอบตัวนายกรัฐมนตรี ในครั้งแรก ในบัญของพรรคการเมือง เว้นแต่เป็นการให้ความเห็นชอบตัวนายกรัฐมนตรี นอกบัญชีพรรคการเมือง ซึ่งอยู่ในข้อบังคับที่ 138 ถ้าจำเป็นจะต้องเป็นญัตติในการเสนอครั้งแรก ผมคิดว่าผู้ร่างคงจะมีสติปัญญาที่จะใส่ข้อความนี้เข้าไปตั้งแต่ต้น ดังนั้น ไม่เห็นว่าจะต้องใช้เป็นญัตติในการเสนอชื่อให้ความเห็นชอบ ฉะนั้น ญัตติตามข้อบังคับที่ 41 จึงไม่ตกไป ประเด็นที่ 3 ครับ ท่านประธานครับ การตีความกฎหมายนี่ เราตีความตามอำเภอใจไม่ได้ มันมีหลัการตีความที่จะต้องเข้มงวด หลักการตีความว่าหลักการกฎหมายใดที่เป็นบทบัญญัติกฎหมายจำกัดสิทธิ จะต้องตีความอย่างเคร่งครัด ถ้าเป็นกฎหมายที่ก่อให้เกิดสิทธิ ก่อให้เกิดการตีความอย่างก้าวขวางได้นะครับ อันนี้เป็นหลักกฎหมายทั่วไปที่เรียนกฎหมายปี 1 ก็ทราบกันดี ทีนี้มาดูกฎหมายข้อบังคับที่ 41 นี่ครับ ท่านประธานครับ มันเป็นกฎหมายจำกัดสิทธิ ดังนั้นเราจึงตีความอย่างกว้างขวางไม่ได้ จะตีความว่าญัตติที่ตกไปตามข้อที่ 41 เป็นญัตติเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนี่ จึงไม่สามารถตีความเช่นนั้นได้นะครับ การตีความว่าญัตติตกไป จึงขัดกับการตีความอย่างชัดเจน ไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรมนะครับ เป็นเรื่องที่น่ากังวล และจะสร้างบรรทัดฐานไม่ถูกต้อง ประเด็นที่ 5 ท่านประธานครับ พวกเราต่างปฏิญาณตนว่าจะจะรักษาไว้ และปฏิบัตตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ในมาตรา 5 เขียนไว้ชัดเจนครับ ว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ดังนั้น อันนี้พรรคต้องไปตีความเลย บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 272 ซึ่งจะต้องใช้เหนือกว่าข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา ซึ่งบัญญติของมาตรา 272 มิได้มีข้อจำกัด มิให้เสนอชื่อมากกว่า 1 ครั้ง หรือให้ทำเป็นญัตติ ดังนั้นผมจึงจะกราบเรียน ว่าเมื่อตีความว่าข้อบังคับอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เราจึงไม่มีบทบัญญัติใด ๆ เลย ที่ห้ามในการเสนอชื่อมากกว่า 1 ครั้ง การตีความว่าเสนอชื่อมากกว่า 1 ครั้งไม่ได้ ไม่ใช่การตีความ แต่เป็นการเพิ่มบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ซึ่งสภาทำเช่นนี้ไม่ได้นะครับ ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้ายครับ ผมอยากจะกราบเรียน ว่าวันนี้เราจำเป็นที่จะต้องใคร่ครวญ รัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องผดุงไว้ซึ่งหลักการตีความนะครับ ในอดีต ตัวกระผมเอง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งกระผมก็ไม่เห็นด้วยในหลายเรื่องนะครับ แต่ไม่อยากรื้อฟื้นกลับไป จึงขอสรุปอย่างนี้ครับ การตีความว่าญัตติตามข้อ 41 นี่ ตกไปแล้วนี่ จึงเป็นการจำกัด เป็นจำกัดอำนาจของสมาชิกรัฐสภาให้ความเห็นชอบ นายกรัฐมนตรี มีคำว่า "รอนสิทธิ" ผมอยากใช้คำว่า "เป็นการรอนอำนาจ" ครับ ท่านประธานครับ นอกจากนั้น เป็นการตีความซึ่งขัดกับหลักนิติธรรม เป็นการเติมข้อความในรัฐธรรมนูญ เป็นการสั่นคลอนหลักนิติธรรม ถ้าหลักนิติธรรมสั่นคลอน ชีวิตของประชาชนจะสั่นคลอนไปด้วยครับ ท่านประธาน ครับ ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ก็เป็นอันว่าการอภิปรายได้ยุติลงแล้ว ก็จะมีการลงมติตามข้อบังคับต่อไปครับ เนื่องจากมีความเกี่ยวเนื่องกันในการเสนอญัตติของคุณอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ และคุณเสรี สุวรรณภานนท์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชุมต้องพิจารณาว่าจะเสนอชื่อนายพิธา เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาเป็นผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง คือซ้ำนะครับ ได้หรือไม่ ดังนั้น ผมได้ขออาศัยอำนาจของประธานในการวินิจฉัยเรื่องดังกล่าว โดยให้ที่ประชุมลงมติตีความข้อบังคับข้อ 41 ตามข้อบังคับ ข้อ 151 ก่อนว่าการเสนอชื่อนายพิธา เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาเป็นผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นญัตติ... ซึ่งถือว่าเป็นการนำญัตติที่ตกไปแล้ว และมีหลักการเดียวกันมาเสนออีกในที่ประชุมสมัยเดียวกัน และต้องห้ามตามข้อบังคับข้อ 41 หรือไม่นะครับ ก่อนลงมติผมก็ขอให้ท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม และเพื่อเช็กองค์ประชุมด้วยครับ [เสียงออด] (คุณมหรรณพ) ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผมมหรรณพ ขออนุญาตครับ ท่านประธานที่เคารพ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญครับ (คุณมหรรณพ) กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นาย มหรรณพ เดชพิทักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียนถามท่านประธาน ได้โปรดกรุณาทวนคำถามอีกครั้งหนึ่งครับ เพื่อป้องกันการสับสน ว่าจะลงมติอย่างเพื่อพวกเราจะได้ลงมติได้ถูกต้องตามคำถามนั้นครับผม [เสียงออด] (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมยังไม่ได้ตั้งคำถามครับ เพียงแต่ตอนนี้ขอเชิญสมาชิกเข้าในห้องประชุมก่อน แล้วก็เพื่อแสดง เพื่อแสดง... เพื่อเช็กองค์ประชุม ว่าครบองค์ประชุม แล้วจะได้ลงมติต่อไป เมื่อก่อนจะลงมติ ผมจะอธิบายว่าจะลงมติอย่างไร ตามที่คุณมหรรณพได้ขอต่อไปครับ ตอนนี้ยังไม่ได้อธิบาย อย่าเพิ่งกดการลงมติครับ เมื่อสมาชิกเข้าห้องประชุมพร้อมแล้วนะครับ (คุณรังสิมันต์) ท่านประธานครับ ท่านประธานรอนิดเดียวครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอกดบัตรแสดงตนครับ เชิญครับ ครับ กรุณากดบัตรแสดงตนนะครับ (คุณสมเจตน์) 575 ครับ สมเจตน์ แสงเจริญรัตน์ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่จดด้วยครับ ช้า ๆ ทีละคนนะครับ (คุณจิรัชยา) 053 จิรัชยา (คุณสมเกียรติ) 385. สมเกียรติ ตันดิลกตระกูล แสดงตนครับ (คุณกิตติศักดิ์) 024. กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ แสดงตนครับ 024 กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ ท่านผู้ใดยังไม่ได้แสดงตนครับ เชิญครับ ถ้าได้แสดงตนเรียบร้อยแล้ว ขอให้เจ้าหน้าที่ได้แสดงผลนะครับ ตอนนี้มีผู้ได้แสดงตนอยู่ในห้องประชุม 685 ท่าน ได้แสดงตนที่ปรากฏ 685 ท่าน บวกกับผู้ที่ได้แสดงตนภายหลังด้วยวาจานะครับ อีก 4 ท่าน รวมผู้ที่ได้แสดงตน และอยู่ในห้องประชุม 689 ท่านแล้ว กำลังเดินมาอีก 2 ท่าน ผมยังไม่ปิดการแสดงตน ถ้าท่านอยากจะแสดงตน ขอเชิญท่านใช้บัตร หรือว่าขานชื่อได้ เดินอีกหลายคนครับ เดี๋ยวให้โอกาสก่อนครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) ท่านประธานครับ หมายเลขสมาชิก สส. 128 แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยนะครับ (พลเอก ปราสาท) ท่านประธานครับ 318. แสดงตน (คุณเดดิษฐ์) ท่านประธานครับ ขอความกรุณารอเพื่อนสมาชิกสักครู่หนึ่งนะครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) 044. แสดงตนครับ เห็นว่าตอนนี้นี่กำลังมีสมาชิกหลายท่านกำลังเดินมาที่ ที่นั่งของตัวเองครับ (คุณเดดิษฐ์) ท่านประธานครับ 134. เดดิษฐ์ ขาวทอง แสดงตนครับ ในห้องนี้แล้ว (ผู้เข้าร่วมประชุมชาย) 134 แสดงตนครับ // ท่านประธานคะ 192. ค่ะ สส. ค่ะ ขออนุญาตแสดงตนค่ะ เพราะไม่มั่นใจเครื่องมันไม่ติด (ผู้เข้าร่วมประชุมหญิง) นายสมชาย ขออนุญาตแสดงตนค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ได้ครับ (คุณศักดิ์สิทธิ) ท่านประธานครับ ศักดิ์สิทธิ ขาวทอง แสดงตนครับ ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ แสดงตนครับ (คุณสานิตย์) ท่านประธานครับ 179. สานิตย์แสดงตนครับ 099 แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ (ผู้เข้าร่วมประชุมหญิง) 437. แสดงตนค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญครับ กำลังเดินมา 2 ท่านครับ (คุณเจน) ทางนี้ครับ ท่านประธานครับ สว. 027 เจตศิริ แสดงคนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ (คุณอำพล) ท่านประธานครับ อำพล จินดาวัฒนะ สว. 243 ครับ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ (คุณวิไลลักษณ์) ท่านประธานค่ะ วิไลลักษ์ อรินทมะพง 167. ค่ะ แสดงตนค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) คนที่ยังแสดงตนแล้วเพิ่งเดินมา หรือกดไม่ได้ หรืออยู่แล้วใช้เครื่องไม่ได้ ก็กดใบได้ครับ (คุณเฉลียว) 035. แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ถ้าไม่มีผู้แสดงตนเพิ่มเติมนะครับ ขอให้เจ้าหน้าที่ แสดงตน ก็แสดงผลด้วยครับ ที่มาภายหลังมีการแสดงตนด้วยเครื่องเพิ่มไหมครับ แล้วก็ขอชื่อที่ขานชื่อด้วยครับ ครับ ชื่อที่ขานชื่อเพิ่มอีก 18 ท่าน รวมผู้ที่อยู่ในห้องประชุมนี้ 703 ท่าน และถือว่า (นายแพทย์เฉลิมชัย) ท่านประธานครับ นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ บัตรกดแสดงตนไม่ได้นะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ผมยังไม่ปิดการแสดงตน เพียงแต่แจ้งครับ (นายแพทย์เฉลิมชัย) 033. ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ 033. ครับ เชิญครับ (นายแพทย์เฉลิมชัย) นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ มีท่านผู้ใดมา หมายเลข 178 แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ (คุณพีระศักดิ์) ท่านประธานครับ ผมพีรศักดิ์ ครับ สว. 129. ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ 032 สว. (คุณพลอากาศเอก เฉลิมชัย) พลอากาศเอก เฉลิมชัย เครืองาม งามครับ แสดงตนครับ (คุณชัชวาล) ผม 083 ครับ ชัชวาล คงอุดม แสดงตนครับ (คุณชัชวาลล์) ท่าน... เรียนท่านประธานครับ ผม 083. ชัชวาลล์ คงอุดม แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ ครับ เจ้าหน้าที่ขอจำนวนที่เพิ่มเติมครับ ครับ ขอเจ้าหน้าที่ที่มาแสดงตนภายหลังมีเพิ่มไหมครับ ครับ รวมเพิ่มทั้งหมด 23 ท่าน จาก 18 เพิ่มอีก 7 ท่าน ขณะนี้มีผู้แสดงตนแล้วก็อยู่ในห้องประชุมนี้แล้ว 708 ท่าน ผมขอปิดการเสนอชื่อแล้วนะครับ ถือว่าที่ประชุมครบองค์ประชุมนะครับ ครับ ผมจะได้แจ้งให้ท่านสมาชิกได้รับทราบ ถึงวิธีการลงคะแนนในครั้งนี้นะครับ ท่านได้กดบัตรเสียบแสดงตนแล้วครับ ก็คือผู้ใดเห็นว่าญัตติที่เสนอนี้ต้องห้าม คือญัตติที่คุณเห็นว่า... ผู้ใดเห็นว่าญัตติ เห็นว่าเป็นญัตติต้องห้าม ตามข้อบังคับข้อ 41 คือเสนอชื่อท่านพิธาซ้ำไม่ได้ เอาให้ชัดเดี๋ยวจะผิด ท่านผู้ใดเห็นว่าเป็นญัตติต้องห้าม ตามข้อบังคับข้อที่ 41 คือเสนอชื่อท่านพิธาไมได้ ก็ให้กดปุ่มเห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าไม่เป็นญัตติต้องห้าม คือ ไม่อยู่ใต้ข้อบังคับของข้อ 41 ผม อ่านซ้ำนะครับ ท่านผู้ใดเห็นว่าญัตตินี้ ที่จะโหวตนี้ไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับข้อ 41 คือ เสนอได้นะ เสนอชื่อท่านพิธาได้ก็ขอกดปุ่มไม่เห็นด้วย กดปุ่มไม่เห็นด้วยนะครับ ท่านผู้ใดเห็นว่าสมควรงดออกเสียง กรุณากดปุ่มงดออกเสียงครับ ครับ ก็ดำเนินการได้ครับ ท่านผู้ใดที่ขัดข้องในการใช้บัตรนะครับ (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานครับ ผมณัฐวุฒิ บัวประทุม ไม่เห็นด้วยครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เพิ่มเติมได้นะครับ (คุณกิตติศักดิ์) ท่านประธานครับ ผม กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ 024 ไม่เห็นด้วย (คุณสมเจต์) สมเจตน์ แสงเจริญรัตน์ ไม่เห็นด้วยครับ (คุณจิรัชยา) 053. จิรัชยา สัพโส ไม่เห็นด้วยค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ ท่านผู้ใดที่ยัง... (คุณสมเกียรติ) 385. สมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ไม่เห็นด้วยครับ (พลเอก ศักดิ์สิทธิ์) ท่านประธานครับ พลเอก ศักดิ์สิทธิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา นี่นะครับ สมาชิกรัฐสภาครับ 178 เห็นด้วยครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญครับ ครับ เชิญครับ ท่านผู้ใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิครับ ยังไม่ได้กด ยังไม่ได้ออกคะแนนเสียงครับ ครับ เชิญครับ ถ้าไม่มี ผู้ใดยังไม่ใช้สิทธิ ผมขอให้เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ ครับ จำนวนผู้ลงมติทั้งหมด 715 ท่าน เห็นด้วย 394 ครับ ครับ ภายหลังมาเพิ่มอีก 1 นะ เห็นด้วย 395 นะครับ ไม่เห็นด้วย 312 ครับ งดออกเสียง 8 นะครับ มีผู้ไม่ลงคะแนนเสียง 1 นะครับ แล้วก็ขณะนี้นะครับ ครับ เนื่องจากในขณะนี้นะครับ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณา มีมติให้คุณพิธางดปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้น จำนวนสมาชิกกึ่งหนึ่ง ของสมาชิกในสภาทั้ง 2 สภาในวันนี้ คือ 374 นะครับ คะแนนที่ออกมาจึงเห็นทั้งหมด 395 ก็ถือว่าที่ประชุมนี้มีมติเกินกึ่งหนึ่งนะครับ เห็นว่าการใช้มติตามข้อ 41 ดำเนินการใช้ได้ ก็คือไม่สามารถจะเสนอชื่อคุณพิธาซ้ำได้ในสมัยประชุมนี้นะครับ เพราะฉะนั้น ครับ เพราะฉะนั้น วันนี้ก็ถือว่าหมดระเบียบ (คุณปกรณ์วุฒิ) ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดหนึ่ง (คุณวิโรจน์)ผมขออนุญาต ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตหารือท่านประธานนิดหนึ่งครับ [เสียงออด] (คุณอัญชิษฐา) 17.09น. เสร็จสิ้นลงแล้วสำหรับการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้นะคะ ที่ประชุมได้มีมตินะคะ ว่าการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีรอบ 2 ไม่สามารถกระทำได้ เพราะถือเป็นญัตติค่ะ ขณะที่ นาย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นะคะ ก็ได้กล่าวอำลากลางที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ภายหลังที่รับทราบคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. พร้อมกับได้ฝากให้เพื่อนสมาชิกค่ะ ให้รัฐสภาเพื่อดูแลประชาชนนะคะ การประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้ เริ่มขึ้นในช่วงเวลา 9.30 น. ค่ะ เพื่อที่จะพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานการประชุม จากนั้นนายสุทิน คลังแสง สส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมันตรี ทันใดนั้น ก็มีสมาชิกรัฐสภาลุกขึ้นประท้วงทันที โดยนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกรัฐสภา ลุกโต้แย้งว่าการเสนอของนายพิธานั้นไม่สามารถทำได้ เพราะชื่อของนายพิธานั้นเคยเสนอในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาร่วมกันเมื่อวันที่ 13 แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบ ดังนั้น จึงถือว่าเป็นญัตติที่ตกไปแล้ว ถือว่าเป็นเสนอญัตติซ้อนอีกครั้ง ซึ่งไม่สามารถทำได้และขัดกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อที่ 41 ที่ระบุว่าญัตติใดตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติที่หลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีก ในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ยังไม่ได้มีการลงญัตติ หรือญัตติที่ประธานสภาม่ได้มีการลงญัตติ หรือญัตติที่ประธานสภาจะอนุยาต ในเมื่อพิจารณาว่าเหตุการณ์จะเปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ก็มีข้อโต้แย้งจากฝั่ง 8 พรรคร่วมรัฐบาลเหมือนกัน อาทิ นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกรัฐสภา หารือของนายอัครเดชไม่ถูกต้อง เพราะเป็นขั้นตอนของการเลือกนายกรัฐมนตรีตามกระบวนการของรัฐธรรมนูญต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน ขณะที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกรัฐสภาขอให้มีการรับรองการเสนอชื่อผู้ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนจะมีมติสมบูรณ์คัดค้านต่อไป ซึ่งนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้วินิจฉัยว่าขอให้ดำเนินการตามขั้นตอนรับรองก่อน ทั้งนี้จากการรับรองชื่อนายพิธาก็พบว่า มีการรับรองรวม 299 คน อย่างไรก็ตามนายอัครเดชยืนยันว่าการเสนอชื่อนายพิธาเสนอชื่อรอบ 2 นั้นไม่สามารถทำได้ เพราะจะขัดกับข้อบังคับข้อ 41 ทำให้ สส. พรรคก้าวไกลลุกขึ้นทักท้วง จึงทำให้ประธานรัฐสภาได้ชี้แจงว่า ประธานวิปทั้ง มีข้อตกลงร่วมกันว่าหลังจากการเสนอญัตติบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ให้เสนอญัตติเพื่อหาทางออกร่วมกัน ซึ่งก็จะได้ให้ใช้เวลา 2 ชั่วโมงในการอภิปราย จากนั้นนายรังสิมันต์ โรม สมาชิกรัฐสภา ก็อยู่ในการประชุมวิปด้วย ไม่มีข้อสรุปดังกล่าว ดังนั้น จึงขอให้ประธานรัฐสภาวางตัวเป็นกลาง อีกทั้งในกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีต้องยึดตามในสภา ต้องยึดระเบียบข้อบังคับ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้ย้ำว่าการอภิปรายยังอยู่ในระเบียบวาระ ไม่ได้อยู่นอกวาระ เพราะอภิปรายการเสนอชื่อบุคคลถูกเลือกเป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ว่ากันอีกที ซึ่งการประชุมวืป 3 ฝ่าย เป็นการประชุมไม่มีข้อมติ แต่ว่าต้องนำข้อหารือที่มาร่วมหารือกัน แล้วก็แจ้งให้ตรงกัน หากว่ามีความคิดเห็นเสนอชื่อซ้ำและไม่ตรงกันเรื่องเสนอชื่อซ้ำ ซึ่งอาจจะมีความคิดเห็นทั้ง 3 ฝ่าย ความคิดเห็นได้ จะใช้เวลา 2 ชั่วโมง เพื่อความเรียบร้อย เสมอภาค เท่าเทียม ก็ให้เวลา 3 ฝ่าย ฝ่ายละ 30 นาที ทั้งนี้นายรังสิมันต์ได้ลุกขึ้นใช้สิทธิพาดพิง ยืนยันว่ามีข้อเสนอจริง แต่ว่าพรรคก้าวไกลไม่เห็นด้วย ดังนั้น ต้องเข้าสู่กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 เพื่อให้เป็นไปตามวาระ ซึ่งกรณีที่หารือนั้นอยู่นอกวาระ หลังจากนั้น บรรยากาศในการประชุมในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็มีการลุกโต้แย้งในประเด็นดังกล่าวอย่างเข้มข้น โดยฝั่งของสมาชิกวุฒิสภาที่สนับสนุนต่อการอภิปรายตามข้อบังคับข้อที่ 41 เพราะการประชุมของวิปนั้นที่ไม่มีใครโต้แย้ง ก็ถือว่าได้รับการยอมรับ พร้อมกับย้ำด้วยว่าญัตติการเสนอชื่อนายพิธานั้น ต้องเป็นวาระ ตามข้อบังคับแต่ยังถูก สส. พรรคก้าวไกลโต้แย้งเป็นระยะ ระยะ ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ ก็เห็นว่าการพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ถือว่าเป็นญัตติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 138 กำหนดว่ากรณีที่ไม่อาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 วรรค 1 ของรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะด้วยเหตุใด และสมาชิกทั้ง 2 สภารวมกันไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา เข้าชื่อเสนอญัตติต่อประธานรัฐสภา เพื่อขอให้รัฐสภามีมติยกเว้น ไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ ตาม มาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญ ให้ประธานรัฐสภาให้บรรจุเข้าที่ประชุมระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วน ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณา ดังนั้น กรณีดังกล่าวอาจะไม่สามารถทำได้ และอาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเป็นการเสนอญัตติเดิม ภายหลังจากที่สมาชิกรัฐสภาได้ถกเถียงเป็นวงกว้างเกือบ 8 ชั่วโมง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานในที่ประชุม ก็ได้วินิจฉัยกหลังจากที่มีข้อโต้แย้งจากสมาชิกและเห็นว่ากรณีดังกล่าวเข้าข่ายข้อบังคับประชุมรัฐสภาข้อ 151 ที่ระบุว่าให้อำนาจของรัฐสภาที่จะวินิจฉัย และเมื่อที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติวินิจฉัยเสียงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เป็นประการใดแล้ว ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นเด็ดขาด อย่างไรก็ตามนายฐากร ก็เห็นว่าการพิจารณาการให้ความเห็นชอบ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี มาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ ไม่ถือเป็นญัตติตามข้อบังคับตามข้อประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 41 เพราะการเลือกนายกรัฐมนตรีได้กำหนดวิธีการและขั้นตอนไว้ชัดเจนในหมวด 9 ว่าด้วยการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ดังนั้น หมวด 9 ของข้อบังคับของการประชุมรัฐสภาจึงเป็นการเฉพาะแล้ว แล้วเมื่อเทียบกับข้อที่ 41 เป็นเพียงบทบัญญัติทั่วไปของกฎหมาย จึงไม่สามารถทำบทบัญญัติทั่วไปมาบังคับใช้กับบทบัญญัติเฉพาะได้ จึงขอย้ำว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีการเสนอบุคคลเพื่อให้ความเห็นชอบ ไม่ใช่เสนอญัตติแน่นอนค่ะ (คุณฐากร) ถ้ารัฐธรรมนูญเขาเขียนกำหนดไว้ว่าจะเสนอเป็นญัตติ ผมเข้าใจว่าผู้ร่างขณะนั้นเข้าใจรัฐธรรมนูญเป็นอย่างดีครับ ต้องเสนอเป็นญัตติ แต่การเสนอรายชื่อผู้... การเสนอบุคคลสมควรดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ก็คือให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ซึ่งไม่ใช่การเสนอเป็นญัตติแต่อย่างใด จะสอดคล้องกับข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ในมาตรา 100... ในข้อ 136 และ138 ในการเลือกดังกล่าวนะครับ จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน เพื่อโปรดพิจารณาวินิจฉัย ในข้อ 151 ว่าในการเสนอนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะมีการเสนอรายชื่อบุคคลเดิมซ้ำ จะไม่เข้าข้อบังคับในข้อ 41 ของวิธีการประชุมรัฐสภา หรือการยื่นญัตติแต่อย่างใด (คุณอัญชิษฐา) ด้านนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกรัฐสภา เห็นว่าจะให้เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งจากการเลือกตั้ง วันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้ว จะเลือกนายกรัฐมนตรีได้ เรื่องนี้ไม่มีอะไรซับซ้อน ต้องเป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเกิดปัญหาอุปสรรคในการเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี ว่าขัดต่อข้อบังคับข้อที่ 41 แต่ในส่วนของพรรคประชาชาติ ยืนยันว่าการเสนอชื่อพิธารอบ 2 ไม่ขัดต่อข้อบังคับข้อประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 เพราะไม่ใช่ญัตติ การดำเนินการเสนอชื่อบุคคลซ้ำสามารถกระทำได้ เนื่องจากหากไม่ใช่นายพิธา และเป็นการเสนอชื่อบุคคลอื่นก็ต้องใช้ข้อบังคับการประชุมเดียวกันค่ะ (คุณฐากร) วรรค 2 เป็นญัตติกรณีเฉพาะที่หาบุคคลภายนอกให้สภาเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ แต่กรณีการเสนอชื่อตาม 136 ไม่ใช่ญัตติ เพราะถ้าเป็นญัตติก็ต้องมีข้อบังคับในข้อ 30 ของข้อบังคับประชุมรัฐสภา เพราะข้อประชุมรัฐสภาได้ระบุไว้ชัดเจน กรณีที่เป็นญัตติ ระบุไว้ชัดเจนนะครับ ก็คือบรรทัดที่ 3 นะครับ ตอนท้าย กรณีที่ไม่ต้องมีผู้รับรอง ขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นเพื่อไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี จากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองแจ้งไว้ตาม 272 วรรค 2 นั่นก็คือกรณีที่ไม่สามารถหาบุคคลเสนอชื่อตามแคนดิเดตของพรรคการเมืองที่เสนอตั้งแต่ต้น นี่ไงครับ ถ้าดูตามข้อบังคับตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วนี่นะครับ ด้วยเหตุผลหลาย ๆ ประการ ตามที่เพื่อนสมาชิกไดการเสนอรายชื่อบุคคล ท่านพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในวันนี้ไม่ผิดข้อบังคับข้อ 41 นั้น ผมและพรรคประชาชาติเราเห็นว่าการดำเนินการเสนอบุคคลซ้ำ ไม่ขัดต่อข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 อย่างที่ผมบอกนะครับ ถ้าสมมติเสนอคนอื่น ที่ไม่ใช่ท่าน พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในข้อ 41 บอกว่าในหลักการเดียวกัน ท่านบอกว่า ท่านลองบอกผมมาสิว่าถ้าเป็นบุคคลอื่น นามสกุลอื่น ชื่ออื่น ก็ต้องใช้หลักการเดียวกันนะครับ ก็คือหลักการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 และ 272 นั่นหมายความว่าบุคคลที่จะเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี มันไม่ได้อยู่ในความหมายข้อบังคับ ข้อ 41 (คุณอัญชิษฐา) อย่างไรก็ตามระหว่างที่สมาชิกรัฐสภากำลังอภิปรายนั้น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวอำลากลางที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาหลังจากรับทราบคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้หยุดทำหน้าที่ สส. ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย จากเหตุมีชื่อถือครองหุ้น บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 42,000 หุ้น และปฏิบัติตามคำสั่งจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยเป็นอื่น และได้อำลาประธานรัฐสภา และฝากไปยังเพื่อนสมาชิกในการใช้รัฐสภาเพื่อดูแลประชาชน ซึ่งเชื่อว่าประเทศไทยเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม ตั้งแต่เสร็จสิ้นการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เท่ากับว่าประชาชนชนะไปแล้วครึ่งทาง เหลืออีกเพียงครึ่งทาง ถึงแม้ตนจะยังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ แต่ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกคน ช่วยกันดูแลประชาชนต่อไปค่ะ (คุณพิธา) พูดกับท่านประธานว่า รับทราบคำสั่งนะครับ แล้วก็จะปฏิบัติตามอย่างที่เป็นคำสั่งจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยเป็นอื่นนะครับ ขอใช้โอกาสนี้ในการอำลาท่านประธาน จนกว่าเราจะพบกันใหม่ แล้วก็ขอฝากเพื่อน ๆ สมาชิกนะครับ ในการดูแลพี่น้องประชาชนนะครับ ผมคิดว่าประเทศไทยเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกแล้วครัง ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม นะครับ และถ้าเกิดประชาชนชนะมาได้แล้วครึ่งทาง แล้วเหลืออีกครึ่งทาง ถึงแม้ว่าผมจะยังไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ ช่วยกันดูแลประชาชนต่อไปครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน (คุณอัญชิษฐา) จากนั้นนายพิธา ได้ถอดบัตรประจำตัวแสดงตนวางไว้ที่นั่งประจำตัวของตนที่รัฐสภาจาก 8 พรรค ร่วมกันปรบมือให้กับนายพิธา ก่อนที่นายพิธาจะเดินออกจากห้องประชุมไป ขณะที่นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ขอบคุณนายพิธาที่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากที่มีการเสร็จสิ้นการอภิปรายแล้วได้อาศัยข้อบังคับข้อ 151 ให้ที่ประชุมตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41 ว่าการเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เพื่อให้ที่ประชุมได้พิจารณาว่า สมควรได้รับการแต่งตั้งครั้งที่ 3 ถือว่าเป็นการนำญัตติที่ตกไปแล้วนำเสนอในสมัยประชุมเดียวกันได้หรือไม่ ผลปรากฏว่าที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติ 394 เสียง ต่อ 312 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ไม่ออกเสียง 1 เสียง ไม่เห็นด้วยให้เสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 เนื่องจากเป็นญัตติต้องห้าม ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 ค่ะ เป็นทั้งหมดของการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้นะครับ ที่นำมาให้ท่านผู้ชมรับชมได้ติดตามรับชมรับฟังกันตลอดการประชุมนะคะ คุณผู้ชมสามารถกลับมาติดตามรับชมการประชุมอย่างต่อเนื่องได้ในวันพรุ่งนี้กับการถ่ายทดสดการประะชุมสภาผู้แทนราษฎร ไปพร้อมกันกับรายการเกาะติดรัฐสภานะคะ สื่อรัฐสภาทั้งทางช่อง 10 รัฐสภา ทางสถานีวิทยุกระจายเสียง FM 87.5 MHZ AM 17 KHz รัฐสภา ทางเว็บไซต์ www.tpchannel.org และทาง Application TPChannel ค่ะ วันนี้หมดเวลาลงแล้วนะคะ ดิฉัน อัญชิษฐา บุญพรวงศ์ พร้อมกับทีมงานรายการเกาะติดสภา ลาคุณผู้ชมไปเลยนะคะ สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี] [สิ้นสุดการถอดความ]