--- title: (สำรอง)การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 4 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) 220866 (นาทีที่ 0.00.00 - 2.00.00 น.) subtitle: date: วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม 2566 เวลา 09.06 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) [เสียงดนตรี] (คุณอัญชิษฐา) สวัสดีค่ะคุณผู้ชมคะ มาติดตามการถ่ายทอดสดการประชุมร่วมกันของรัฐสภากันในวันนี้กันนะคะ ซึ่งก็ถ่ายทอดสดกันตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นการประชุม วันนี้อยู่กับ ดิฉัน อัญชิษฐา บุญพรวงศ์ พร้อมกับทีมงานนะคะ ติดตามการถ่ายทอดสดการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 4 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ค่ะ ซึ่งคุณผู้ชมคุณผู้ฟังติดตามได้ทุกช่องทางของสื่อ TV รัฐสภานะคะ ทางสถานีโทรทัศน์รัฐสภา รับสัญญาณเสียงจากกลุ่มงานโสตทัศนูปกรณ์ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรค่ะ ติดตามได้ทางช่อง 10 โทรทัศน์รัฐสภา สถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา FM 87.5 MHz AM 1071 KHz ทางเพจของวิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา ทางเพจ ทางเว็บไซต์ทางเว็บไซต์ www.tpchannel.org และทาง Application TPChannel ค่ะ ดาวน์โหลดได้นะคะ ทั้งระบบAndroid และ iOS ค่ะ โดยพิมพ์ T-P-C-h-a-n-n-e-l นะคะ สำหรับการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันนี้ค่ะ ก็จะมีการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนะคะ ซึ่งก็จะได้ติดตามกันค่ะ ซึ่งวันนี้นี่ ตามระเบียบวาระการประชุมนะคะ จะเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน 2 เรื่องค่ะ เรื่องที่ 1 ตามระเบียบวาระการประชุมนะคะ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งค่ะ ก็จะมีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่พุทธศักราช ยกเลิกมาตรา 272 นายชัยธวัช ตุลาธน เป็นผู้เสนอ อย่างไรก็ตามการพิจารณาเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เป็นการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 3 โดยสส. จากพรรคการเมืองที่มี สส. ไม่น้อยกว่า 25 คนได้เสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี จากบัญชีรายชื่อที่นักการเมืองเสนอจากนั้นจะเปิดให้สมาชิกรัฐสภาได้อภิปรายคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ก็คือสมาชิกวุฒิสภา 2 ชั่วโมง สมาชิกรัฐสภา 3 ชั่วโมง รวมแล้ว 5 ชั่วโมงค่ะ เบื้องต้นกำหนดเริ่มลงมติเวลา 15.00 น. โดยเป็นการลงคะแนนแบบเปิดเผย โดยการขานชื่อสมาชิกรัฐสภา ตามลำดับตัวอักษร ซึ่งคาดว่าจะทราบผลการลงมติ ในเวลาประมาณ 17.30 น. นะคะ ในขณะนี้นะคะที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพร้อมแล้วนะคะ มีท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม ติดตามการประชุมพร้อมกันในช่วงนี้เลยค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ขณะนี้มีสมาชิกมาลงชื่อเข้าประชุมครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ตอนนี้ยอดชื่อเข้ามาเซ็นชื่อเรียบร้อยแล้ว 506 ท่านนะครับ เกินครึ่งแล้วครับ ซึ่งครึ่งหนึ่งของจำนวนรัฐสภาที่มีอยู่นะครับ 374 ท่านนะครับ ผมจึงขออนุญาตเปิดประชุมและดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไปครับ ระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม 1.1 รับทราบผลการพิจารณาตามข้อสังเกตของคณะกรรมการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการปรับเป็นพินัยเป็น พ.ศ. ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. และที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ได้ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นหน่วยงานหลักรับข้อสังเกตดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกันกระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานศาลยุติธรรม สำนักงานเลขาธิการสภาผสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงา หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณา ศึกษาแนวทางความเหมาะสมของข้อสังเกตดังกล่าว และสรุปผลการพิจารณาหรือผลการลงนามในภาพรวมเสนอต่อรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรี ได้มีมติ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2566 2566 รับทราบรายงานผลการพิจารณาที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอเพื่อคณะรัฐมนตรีได้รับทราบข้อพิจารณานะครับ จึงเรียนนำมาให้สมาชิกทราบครับ (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) อันนี้เสนอเพื่อรับทราบนะครับ (คุณณัฐวุฒิ) ครับ แต่ว่ามีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎรที่ผมคิดว่าอภิปรายครับท่านประธาน (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานที่เคารพ กระผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล สมาชิกรัฐสภา ครับ ท่านประธานครับ แม้จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการพิจารณาเกี่ยวกับคณะรัฐมนตรี ต่อข้อสังเกตคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ร่างเป็น พ.ศ. ซึ่งพวกเราที่ประชุมรัฐสภาผ่านกฎหมายฉบับนี้ไปครับ แต่เนื่องจากข้อสังเกตของรัฐมนตรีในข้อที่ 6 ครับ ในข้อที่ 6 นั้น พวกผมเอง พรรคก้าวไกล โดย สส. ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ มาโดยตลอดครับ เป็นประเด็นเรื่องโทษปรับตามสถานะทางเศรษฐกิจที่เรียกว่า "Day-Fine" เป็นธรรม ระหว่างผู้มีฐานะเศรษฐกิจดี และผู้ด้อยฐานะ ท่านประธานครับ มีข้อสังเกตจากคณะรัฐมนตรีมาจากหน้าที่ 3 ครับ ผมขออนุญาตอ่านเพื่อทำความเข้าใจ และสอบถามท่านประธานว่าจะเอาแบบนี้ใช่หรือไม่ครับ ในหน้าที่ 3 บอกว่ากรณีที่มีการถามมายีงรัฐสภานั้น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องศึกษาในประเด็นนี้ ผมขีดเส้นใต้ 3 บรรทัดเลยนะครับ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องศึกษาในประเด็นนี้ เดี๋ยวท่านประธานต้องวินิจฉัยว่าจะเอาอย่างไร ส่วนสำนักงานวิุฒสภามีความเห็นว่าการลงโทษตามสถานะทางเศรษฐกิจหรือ Day-Fine ในกระบวนการยุติธรรมพิจารณาศึกษา อันนี้ขีดเส้นใตไม่ติดใจเพราะท่านบอกว่าไม่เป็นไร แต่วุฒิสภาอาจจะไม่ศึกษานะ อาจจะส่งให้ศาลหรือองค์กรอิสระ แต่กรณีของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นนี่ครับ ผมคิดว่าต้องติดใจครับท่านประธานครับ ถึงแม้เราตั้งข้อสังเกตไปตอบมาแบบนี้ ซึ่งก็เข้าใจว่ามีผู้แทนสำนักเลขาธิการไปร่วมด้วย ก็ต้องให้ท่านประธานวินิจฉัย ว่าสำนักเลขาฯ ว่าอย่างนี้ เป็นพวกผมสภาผู้แทนราษฎรติดใจ เห็นว่าสำนักเลขาฯ ควรจะศึกษาและอาจวินิจฉัยของท่านประธานก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรครับ ก็น่าจะศึกษา เผื่อนำไปสู่การปรับแก้ในอนาคต เพราะเรื่อง Day-Fine เป็นเรื่องที่จะก่อให้เกิดความเป็นธรรม ผู้ที่ก่อความผิดที่ไม่ใช่อาชญากรโดยแท้ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณคุณณัฐวุฒิมากครับ จะให้สังเกตเพิ่มเติมไหมครับ ถ้าไม่มีผู้ใดให้ข้อสังเกตเพิ่มเติม ผมจะให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ชี้แจงถ้ามีประเด็นที่จะชี้แจงได้ ถ้าไม่มีก็... อันนี้ได้รับแจ้งจากสำนักงานนะครับ ว่าแจ้งว่าไม่มีงบมารองรับสำหรับการวิจัยในเรื่องนี้นะครับ ครับ ก็คงจะได้มีการแก้ไขต่อไปครับ ก็เป็นประเด็นสำคัญขอบคุณมากครับ ต่อไปเป็นการรับทราบเรื่องที่ 2 ครับ รับทราบรายงานผลการพิจารณาตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ด้วยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีหนังสือแจ้งว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 25 กรกรับทราบรายงานผลการพิจารณา ตามข้อบังคัของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ ของรัฐสภาตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอ และให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่งรายงานในเรื่องนี้ต่อรัฐสภา ตามรายละเอียดตามเอกสารที่ได้วางให้สมาชิกทราบแล้วนะครับ จึงเรียนมาเพื่อทราบครับ เรื่องเพื่อทราบประธานจะแจ้งให้ทราบเรื่องที่ 3 รับทราบคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ กรณีผู้ตรวจการแผนดินขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งคำร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณา วินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 ว่ากรณีรัฐสภามีมติตีความว่าการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งแต่เป็นนายกรัฐมนตรีให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในรอบ 2 เป็นญัตติทั่วไป ต้องห้ามนำเสนอซ้ออีกตามข้อบังคับที่ 41 หรือขัดแย้ง ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 272 และข้อให้กำหนดมาตรการ วิธีการชั่วคราวก่อนที่จะวินิจฉัยโดยให้มีคำสั่งยุติการเลือกนายกฯ ไว้ก่อน ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยนั้น เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พุทธศักราช 2566 ศาลรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาคำร้องดังกล่าวและมีมติเป็นเอกฉันท์ มีคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย เมื่อคำสั่งไม่รับคำร้องวินิจฉัยแล้ว คำร้องอื่น เป็นอันตกไปด้วยจึงเรียนมาให้ที่ประชุมรับทราบครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สืบเนื่องนะครับ เนื่องจากว่าการประชุมเมื่อวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม 2566 ครับ คุณรังสิมันต์ โรม สมาชิกรัฐสภาได้เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ที่ 32 (1) ขอให้สภาพิจารณา ทบทวน เรื่องที่เราได้พิจารณาเเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 โดยพิจารณาตามข้อบังคับ 151 นั้น คุณรังสิมันต์ โรม ได้ขอให้พิจารณา ทบทวน ในวันที่ 4 สิงหาคม 2566 ซึ่งในขณะนั้นผมเห็นว่าเรื่องที่จะทบทวนนั้นมันยังเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญกำลังวินิจฉัย ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้าเรื่องอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลสภาจะยังไม่พิจารณาจนกว่าเรื่องนั้นจะพิจารณาแล้วเสร็จ ประกอบกับผมเห็นว่าถ้ามีการพิจารณาไปในช่วงนั้น อาจจะมีบางช่วง บางตอนอาจจะเป็นการละเมิดศาลได้ ผมจึงอาศัยอำนาจประธานสภาข้อ 22 ให้เลื่อนการประชุมไปก่อน โดยยังไม่ได้พิจารณาข้อเสนอของคุณรังสิมันต์ โรม นั้นในวันนี้ถ้าคุณรังสิมันต์ โรมยังติดใจ ก็อยากให้นำเสนอได้ครับ (คุณรังสิมันต์) เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรียนท่านประธานที่เคาราพครับ ตามที่ท่านประธานนะครับ ได้ชี้แจงต่อที่ประชุม ว่าในการเสนอญัตติของพวกเรานะครับ ของผม แล้วก็มีผู้รับรองถูกต้องในครานั้น จริง ๆ ต้องเรียนต่อท่านประธานที่เคารพนะครับ ว่ามันได้เป็นญัตติที่จะต้องมีการพิจารณาในที่ประชุมของรัฐสภา ซึ่งนอกจากตัวผมแล้วนะครับ ที่มีการเสนอญัตติดังกล่าว อีกท่านหนึ่งนะครับ ต้องขออนุญาตที่เอ่ยนามท่านไม่เสียหาย คือ ท่านสมชาย แสวงการ นะครับ ก็มีผู้รับรองถูกต้องเช่นกันแต่เป็นในลักษณะญัตติที่ไม่เห็นด้วยกับที่ผมเสนอ ประเด็นปัญหาก็คือว่าเมื่อเสนอไปแล้วครับ โดยหลักการในที่ประชุมของรัฐสภา จะต้องมีการพิจารณา ซึ่งปรากฏว่า ในเอกสารที่เป็นระเบียบวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภานะครับ ไม่ปรากฏว่าจะมีการพิจารณาญัตติของผมเลย แม้แต่น้อยครับ จึงอยากจะเรียนสอบถามท่านประธานนะครับ เบื้องต้นว่าเพราะเหตุใดถึงไม่มีการบรรจุนะครับ ระเบียบวาระในเรื่องของญัตติที่ขอให้มีการทบทวน มติของที่ประชุมของรัที่ห้ามเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีนะครับ เป็นบุคคลที่ผ่านการเสนอไปแล้วนะครับ ขอความชัดเจนจากท่านประธานด้วยครับ ว่าเหตุใดท่านประธานถึงไม่บรรจุญัตติดังกล่าวในวาระการประชุม ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เรื่องนี้ได้สอบถามทางเจ้าหน้าที่ที่ออกระเบียบวาระแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่าเนื่องจากเป็นวาระที่ยังไม่ได้พิจารณาเสร็จสิ้นไป แล้วก็ให้ประธานเสนอต่อที่ประชุมว่าเสนอในที่ประชุมว่าได้มีการนำเสนอที่ประชุมแล้วเดี๋ยวประธานก็จะมีข้อวินิจฉัยต่อไปตามที่ได้แจ้งให้วิป 3 ฝ่ายแล้ว แต่ตอนนี้ผมอยากให้คุณรังสิมันต์ โรม ได้เสนอญัตติที่เสนอในวันนั้นโดยมีวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ก็อนุญาตให้นะครับ ก็ถือว่าเข้าสู่ระเบียบวาระที่พิจารณา แต่จะพิจารณาได้หรือไม่ เดี๋ยวเราจะวินิจฉัยกันต่อไป ซึ่งอันนี้คุณรังสิมันต์ก็ได้ทราบเป็นการภายในแล้วว่าในการประชุมวิป 3 ฝ่าย เราได้ชี้แจงเรื่องนี้ไปบ้างพอสมควร แต่วันนี้เป็นการประชุมใหญ่ของสมาชิกรัฐสภา เลยอยากจะให้คุณรังสิมันต์ โรม ได้เสนออีกสักครั้งหนึ่งครับ ก็ถือว่าเป็นการพิจารณาอยู่ในขั้นตอนอยู่นะครับ (คุณรังสิมันต์) ครับ เรียน... เรียนท่านประธานที่เคารพ ผู้แทนราษฎรก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาต้องเรียนต่อท่านประธานนะครับ ว่าหลังจากที่ผมเสนอนะครับ จะมีเพื่อนสมาชิกอีก 2 ท่านจากพรรคก้าวไกลนะครับ จะนำเสนอเนื้อหาสาระว่าเพราะเหตุใดถึงควรที่จะมีการทบทวนนะครับ ซึ่งก็คงจะใช้เวลาของสภาไม่นานนะครับ ก็คาดว่าคงจะแล้วเสร็จนะครับ คงจะใช้เวลาอยู่ไม่เกินครึ่งชั่วโมงนะครับท่านประธานครับ ก็จากผมได้นำเสนอต่อเนื้อหาสาระนะครับ ท่านประธาน จากการประชุมนะครับ ที่เราได้มีการลงมตินะครับ แล้วนำไปสู่การที่ผมได้มีการเสนอญัตติด้วยวาจาเมื่อการประชุมครั้งที่แล้วนะครับ ให้ที่ประชุมรัฐสภานะครับ ได้ทวบทวน และเพิกถอนมติที่ได้ลงไว้ เมื่อ 19 กรกฎาคม 2566 ในการตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 41 ว่าญัตติใดเมื่อตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้ให้หมายความรวมถึงการเสนอชื่อบุคคล ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย เรื่องที่มาที่ไปนะครับท่านประธาน ผมขอไม่ลงรายละเอียด เพราะทุกท่านก็คงจะทราบดีถึงผลของการตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41 ที่ที่ประชุมได้มีมติเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา อันที่จริงนะครับ ข่าวเรื่องการเสนอให้มีการตีความดังกล่าว มีออกมาก่อนหน้าวันประชุมจริงสักระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งก็ปรากฏว่ามีนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญหลายท่านออกมาท้วงติงว่าการตีความดังกล่าวไม่ถูกต้อง และภายหลักจากที่รัฐสภามีมติออกแล้ว เสียงคัดค้านที่ดังออกมาก็ยิ่งหนักแน่นยิ่งกว่าเดิม กรณีสำคัญที่ผมต้องขอกล่าวถึง ได้แก่แถลงการณ์จาก 115 คณาจารย์นิติศาสตร์ จาก 19 มหาวิทยาลัย หลายคนก็เป็นคนที่สอนนิติศาสตร์ให้กับผม และผมก็เชื่อว่าสอนนิติศาสตร์ให้กับเราอีกหลาย ๆ คน ปรากฏว่าแถลงการณ์ออกมาชัดเจน ไม่เห็นด้วยกับมติของรัฐสภา ที่ให้ข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่าการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นกระบวนการที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญที่เป็นการเฉพาะ ต่างจากญัตติทั่วไปตามข้อบังคับการประชุม ซึ่งตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่ได้กำหนดไว้แต่ประการใดว่าการเสนอชื่อแคนดิเดตคนเดิมจะกระทำไม่ได้ เมื่อรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดบัญญัติไว้เพียงเท่านี้ การตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภาซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่เป็นลำดับต่ำว่ารัฐธรรมนูญ จะตีความข้อบังคับให้มีผลเหนือกว่ารัฐธรรมนูญไม่สามารถทำได้และไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะให้การตีความเช่นนี้ กลายเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต หาไม่แล้ว การเรียนการสอนนิติศาสตร์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในเรื่องลำดับชั้นของกฎหมาย และหลักการปกครองโดยกฎหมายที่มีหลักรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดจะยากที่จะดำเนินการโดยปกติในประเทศไทยต่อไปได้ อีกกรณีหนึ่งครับท่านประธานที่เคารพครับ คือ กรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้พิจารณาคำร้องที่มีผู้ยื่นในประเด็นการตีความดังกล่าวของรัฐสภา พิจารณาแล้วเห็นว่าเสนอชื่อการเสนอชื่อและลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นการกระทำตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ไม่ใช่เป็นกรณีที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมของรัฐสภาข้อที่ 41 จึงมีมติเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยต่อไป ซึ่งแม้ในเวลาต่อมา ศาลรัฐธรรมนูญจะได้มีคำสั่งไม่รับคำร้องดังกล่าว แต่ก็ไม่เป็นการไม่รับเพราะด้วยเหตุผลว่าผู้ร้องไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะให้คำร้องได้ ไม่ได้เป็นการยกคำร้อง หลังจากพิจารณาในเนื้อหาสาระแต่อย่างใด ความสำคัญจริง ๆ ของผู้ตรวจการแผ่นดิน คือ มันแสดงให้เห็นว่าในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ตรวจสอบเรื่องต่าง ๆ ก็ยังมีความเห็นแย้งกับการตีความที่รัฐสภาได้เคยมีมติไปแล้วต่างหาก ผมและพรรคก้าวไกลเราเห็นด้วยกับแนวของการตีความของ 115 คณาจารย์นิติศาสตร์ และผู้ตรวจการแผ่นดิน เราไม่เห็นด้วยว่าประเด็นปัญหาข้อนี้จะต้องลงเอยด้วยการไปฝากฝังให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดทุกสิ่งทุกอย่าง ทีนี้ประเด็นที่อยู่ในข้อบังคับการประชุมของรัฐสภา พูดง่าย ๆ ก็คือข้อบังคับดังกล่าวนี้ คือ คู่มือสำหรับการให้ปฏิบัติงานเฉพาะสมาชิกรัฐสภาเท่านั้น ๆ แท้ ๆ ถ้าจะมีข้อพิพาดกันเกี่ยวกับข้อบังคับการประชุม ถ้าจะมีมติใด ๆ ที่ตัดสินใจออกไปแล้ว เห็นได้ในภายหลังว่า สมควรแก้ไขใหม่ให้ถูกต้องก็สมควร ที่เราจะหาข้อยุตินี้ในที่ประชุมแห่งนี้นั่นจึงเป็นเหตุผลครับท่านประธานที่เคารพครับ ที่พวกเรา และเพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกลเสนอญัตติดังกล่าว ซึ่งพวกเราที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นเรื่องด่วนให้เสร็จสิ้นก่อนการเสนอชื่อและลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ตามวาระที่ได้ลงกันต่อไป เพื่อให้เกิดความชัดเจนหากจะต้องมีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นอีก ก็สามารถเสนอกันได้ ไม่เข้าเงื่อนไขของข้อบังคับการประชุม ข้อที่ 41 แต่อย่างใด ทั้งนี้ท่านประธานครับ อาจจะมีบางผู้บางนายเสนอว่าโต้แย้งว่าการตีความข้อบังคับข้อที่ 41 นะครับ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม นั้น ทำโดยอาศัยอำนาจข้อบังคับข้อ 151 ซึ่งระบุว่าเมื่อที่ประชุมรัฐสภาลงมติวินิจฉัยเป็นกระการใด ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นเด็ดขาด ดังนั้น จะมาทบทวนมติที่ลงไปแล้วอีกไม่ได้ ผมต้องอธิบายกับท่านประธานอย่างนี้ ว่าไอ้คำว่า "เป็นเด็ดขาด" ไม่ได้หมายความว่าต่อแต่นี้ไปรัฐสภา (คุณวันมูหะมัดนอร์) เดี๋ยวผมขออนุญาตนิดหนึ่งครับ คุณรังสิมันตคุณรังสิมันตุ์ก็ได้ชี้แจงไปเมื่อครั้งที่แล้วแล้ว ให้อนุญาตนำเสนอเพื่อเข้าใจ คงจะได้ไม่ลึกลงไปมากซ้ำอีกนะครับ และก็เป็นที่เข้าใจครับ ด้วยความ เป็นความคิดเห็นที่ผมว่าเข้าใจ แล้วก็เข้าใจจึงให้มาอธิบายเพื่อให้คนข้างนอกได้เข้าใจว่าคุณรังสิมันต์ได้เสนอเรื่องนี้ ผมอยากให้ได้สรุปไปเลยครับ เพราะว่ามันอยู่ในประเด็นเดิมอยู่แล้วก็คืออยากจะทบทวนสิ่งที่ลงมติตามมาตรา 151 ไปแล้วครับ เป็นที่เข้าใจ เดี๋ยวกรุณาสรุปได้ไหมครับ (คุณรังสิมันต์) ครับ เดี๋ยวผมจะสรุปอย่างรวดเร็ว แต่ต้องเรียนกับท่านประธานที่เคารพนะครับ พวกเราพยายามที่จะทำให้การเดินหน้าของสภาเป็นไปอย่างราบรื่นนะครับ ผมอาจจะขออธิบายนิดเดียวท่านประธาน แล้วเดี๋ยวผมก็จะจบนะครับ ผมขออนุญาตนะครับ ไอ้คำว่า "เป็นเด็ดขาด" ที่อยู่ในข้อบังคับการประชุมข้อที่ 151 ไม่ได้หมายความว่าต่อแต่นี้ รัฐสภาจะต้องถือตามคำวินิจฉัยที่มีขึ้นตลอดไป โดยที่ไม่อาจทบทวนได้อีกเลย ความเป็นเด็ดขาดหมายความว่าเมื่อรัฐสภาได้วินิจฉัยแล้ว ไม่มีองค์กรใดที่อยู่สูงกว่านั้นที่จะอุทธรณ์เพื่อให้วินิจฉัยแตกต่างไปจากรัฐสภาได้ แต่หากว่าองค์กรที่ชื่อว่า "รัฐสภา" จะมีการทบทวนสิ่งที่ได้เคยวินิจฉัยออกไปด้วยตัวของรัฐสภาเอง การเช่นนั้นย่อมทำได้ เฉกเช่นเดียวกันกับที่ศาลฎีกาก็ยังเคยมีคำพิพากษาที่กลับหลักจากคำพิพากษาของตัวเองที่เคยมีในอดีตอยู่ร่ำไป หรือสมาชิกบางท่านอาจสงสัยว่าที่ผมกำลังเสนออยู่นี้ เป็นความพยายามที่จะเอาคุณพิธากลับมาถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ อย่างนั้นใช่หรือไม่ ผมก็ขอให้ท่านเหล่านั้นได้ดูในสถานการณ์ตอนนี้เสียก่อน การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ พรรคก้าวไกลก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่เสนอใครเป็นนายกฯ ซึ่งหากได้รับเสียงเห็นชอบ จากที่ประชุมแห่งนี้ก็จบไป พวกท่านไม่ต้องกังวลอะไรอีกแล้วแต่หากยังไม่ได้ ก็ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวจะเอาชื่อพิธามาเสนออีกครั้งได้เลย เพราะตอนนี้ 8 พรรคร่วมก็แยกย้ายกันไปแล้ว ถ้าจะเสนอชื่อใครก็คงต้องมาคุยกันอีกยาว การที่ผมเสนอญัตตินี้ท่านประธานครับ จึงไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากทวบทวนมติที่เคยมีกันไป เพื่อให้กลับมาสู่ลู่ทางที่ถูกที่ควรเท่านั้นเอง สุดท้ายนี้ท่านประธานครับ ผมข้อย้ำอีกครั้งถึงสิ่งที่ได้อภิปรายไปเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม คิดตามให้ดี ว่าตามรัฐธรรมนูญก็ระบุไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีให้เลือกจากแคนดิเดตตามรายชื่อที่พรรคการเมืองระบุมาเฉพาะจากพรรคที่มี สส. ในสภา ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 และ.. สรุปแล้วครับท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ก็พอแล้วครับ (คุณรังสิมันต์) สรุปแล้วครับท่านประธาน (คุณวันมูหะมัดนอร์) น่าจะเพียงพอ (คุณรังสิมันต์) มัน 12 นาทีเองครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) สัก 1 นาทีเชิญครับ (คุณรังสิมันต์) ครับ และแม้จะเสนอชื่อบุคคลใดก็ตามไปแล้ว ถ้าลงมติไม่ผ่าน ก็ไม่มีตรงไหนเลยในรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าบุคคลนั้นไม่นับเป็นแคนดิเดตนายกฯ อีกต่อไป นั่นหมายความว่าสถานะการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไม่ว่าจะใครก็แล้วแต่ จะยังคงมีต่อไปเรื่อย ๆ ดังนั้นท่านประธานครับ เรากลับมาสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้อง ที่ควรเถอะครับ พวกท่านอาจะไม่ต้องการให้คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์เป็นนายกรัฐมนตรี แต่อย่าถึงต้องขนาดเผาบ้านเพื่อไล่หนูตัวเดียวเลยครับ เราจะทำลายหลักการของรัฐสภา สร้างบรรทัดฐานแบบนี้จริง ๆ หรือครับท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) คุณรังสิมันตุ์ผมก็อนุญาตด้วยความเห็นใจ แล้วก็อยากให้ชี้แจงให้เข้าใจ และผมว่าเข้าใจ และได้ใช้เวลา 20 กว่านาทีแล้ว ผมขออนุญาตว่ายุติการอภิปรายของคุณรังสิมันต์ โรม นะครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ (คุณรังสิมันต์) ท่านประธานครับ ผมจบแล้วครับ ท่านประธานอาจจะต้องพิจารณาจากเจ้าหน้าที่ ผมใชใช้จริง ไปแค่ 13 นาทีเองครับท่านประธานครับ มันขึ้นอยู่หน้าจอเมื่อกี้ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เราไม่ได้กำหนดเวลาว่าจะต้อง... แต่ว่าอภิปรายพอสมควรแล้วเห็นว่าได้ประเด็นแล้วที่เราต้องวินิจฉัยจากที่ประชุมนี้ได้ (คุณรังสิมันต์) คือ ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่ได้จะตีรวนอะไร ผมอภิปรายจบถ้าท่านประธานเบรกผมสัก 5 วิ ผมก็จบครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ไม่ใช่ประเด็นที่... (คุณธีรัจชัย) ขออนุญาตครับ ขออนุญาตครับท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ผมธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขตหนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานนะครับ ในข้อบังคับข้อที่ 5 นะครับ ก็คือท่านประธานนี่จะต้องเป็นประธานของที่ประชุมรัฐสภาและต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่นะครับ แต่ท่านประธานที่ผ่านมานะครับ ท่านประธานพยายามที่จะขัดขวางการอภิปรายของท่านรังสิมันต์ โรม นะครับ ไม่ให้แสดงเหตุผลที่เสนอทบทวนญัตติเดิมที่ผ่านเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม นี้ เหมือนกับท่านประธานมีธงอยู่แล้วที่จะไม่ให้ พยายามที่จะขัดตลอดขนาดเวลานี่นะครับ เวลา 113 นาที ท่านก็บอกครึ่งชั่วโมงนะครับ ผมอยากจะให้ท่านให้โอกาสนะครับ ได้มีการอภิปรายเต็มที่ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณครับคุณธีรัจชัย ได้เข้าประเด็นที่ประท้วงแล้ว ประเด็นที่ผมอยากชี้แจงคุณรังสิมันต์ว่า ไม่ได้การขัดขวาง ได้มีการตกลงกันแล้วว่าอยากจะให้มาชี้แจงในสภาและผมเห็นว่าได้เนื้อหาสาระที่สมาชิกสภาจะเข้าใจที่จะวินิจฉัยต่อไปแล้ว และจะให้คุณรังสิมันต์ โรม ได้แสดงความคิดเห็น ก็ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ ก็อยากจะขออนุญาตว่าน่าจะเพียงพอแค่นี้นะครับ เชิญครับเชิญครับ เชิญครับ (คุณรังสิมันต์) ต้องขออนุญาตประท้วงท่านประธาน (คุณรังสิมันต์) ผมจบการอภิปรายครับ แต่ว่าผมอยากให้ท่านประธานเนื่องจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศนะครับ เขาติดตามการประชุม แล้วผมไม่ได้ใช้เวลาไปครึ่งชั่วโมงอย่างที่ท่านประธานว่าของการบันทึกของที่ประชุมแห่งนี้ ที่เราใช้กันมาเป็น สรณะ นี่ ถ้าท่านประธานนะครับ ขอความกรุณาแก้ไขเรื่องเวลา ผมยอมจบครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอแก้ไข ต้องขอโทษด้วย ต้องขอโทษด้วยครับ ก็อย่างที่ตามเวลา แต่ผมเห็นว่าเป็นเวลาที่สมควรครับ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ความเห็นที่คุณรังสิมันต์ โรม จะเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เมื่อวันที่ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคมนั้น แล้วผมได้ให้เลื่อนการประชุมออกไป วันนี้ก็ได้ให้นำเสนอเข้ามาแต่ก่อนหน้าที่จะมีการประชุมในวันนี้ และก่อนหน้าที่จะมีการประชุมวิป 3 ฝ่ายเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมนั้น ผมได้ให้ฝ่ายกฎหมายและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องได้นำข้อเสนอมาเพื่อจะเสนอที่ประชุม 3 ฝ่าย พิจารณาด้วยเสนอ ว่าข้อเสนอด้วยวาจาของคุณรังสิมันต์ โรม นั้น พิจารณาอย่างไรต่อไป ที่ประชุมของฝ่ายกฎหมายและที่เกี่ยวข้องได้ให้ความเห็นว่าญัตติที่เสนอนั้น เป็นญัตติซ้อนที่ได้มีการลงมติไปแล้วตามข้อบังคับข้อที่ 151 ถ้าหากว่าจะสามารถจะเสนอญัตติอย่างนี้ เข้ามาทบทวนซ้อนไปเรื่อย ๆ หรือไม่จำเป็นต้องเรื่อย ๆ ครับ ญัตติที่ลงไปแล้ว แล้วถือว่าเด็ดขาดไปแล้วนั้น และถึงแม้จะเป็นความเห็นว่าเด็ดขาดอย่างไร เป็นความเห็นที่จะรับพิจารณาแสดงความเห็นได้ แต่เมื่อมีข้อบังคับอย่างนั้นแล้ว ให้สภาทบทวน ความเชื่อถือของมติสภานั้นอาจจะลดลงไปว่าเดี๋ยวจะมีการทบทวนอีกต่อไปแล้วจะเชื่ออันไหนอย่างไร อันนี้เป็นความเห็นนะครับคุณรังสิมันต์ เป็นความเห็นนะครับ ความเห็นด้วยความเคารพจริง ๆ และความเจตนาคุณรังสิมันตุ์ก็พูดชัดเมื่อสักครู่นะครับ ว่าไม่ได้เจตนาจะตีรวน หรือเสนอชื่อคุณพิธา เข้ามาขัดกับข้อบังคับนี้หรือไม่อย่างไร แต่อยากให้สภาได้ทบทวนว่าญัตติที่ลงไปแล้วนั้นทบทวนได้หรือไม่ ฝ่ายกฎหมายเห็นว่าไม่ควรจะให้มีการทบทวน เพราะจะสร้างบรรทัดฐาน ที่ความไม่น่าเชื่อถือ กับเรื่องอื่น ๆ อีกนะครับ แต่ความเห็นมันแตกต่างกันได้นะครับ ซึ่งผมได้แจ้งให้ที่ประชุมวิป 3 ฝ่ายแล้วนะครับ คือประการว่าถ้าทบทวนไป มันไม่เฉพาะเรื่องนี้ครับ รัฐสภาของเราคนอาจจะเกิดความลังเล ด้วยความเคารพจริง ๆ แต่ความเห็นของคุณรังสิมันต์ด้วยความบริสุทใจหรือความเห็นคนข้างนอกตอนนี้จะเป็นเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ผมก็ขอใช้รัฐธรรมนูญมาตราที่ 80 นะครับ ว่าให้ประธานดำเนินกิจาการของสภาให้เป็นไปตามข้อบังคับ ผมก็จะถือว่าข้อบังคับที่ 151 ประกอบ ประกอบกับมาตรา 5 นะครับ แล้วก็ข้อกฎหมายของรัฐธรรมนูญนั้น เห็นว่าควรจะไม่รับข้อเสนอที่ว่าเป็นญัตติด่วน ซึ่งเป็นอำนาจของประธานสภาตามที่อ้าง โดยได้มีการหารือกันแล้ว และที่ประชุมของวิป 3 ฝ่ายนั้น ด้วยความเคารพว่า ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยเพราะฉะนั้น ผมจึงขอวินิจฉัยว่าไม่รับญัตติด่วนที่เสนอด้วยวาจาของคุณรังสิมันต์ โรม ด้วยความเคารพจริง ๆ ที่มาชี้แจงในวันนี้ เพื่อคนจะได้เข้าใจว่าไม่รับความคิดเห็นและในวันเดียวกันนั้น คุณสมชาย แสวงการ ก็เสนอไม่เห็นด้วยกับญัตติที่คุณรังสิมันต์ โรม เสนอ และผมไม่ขอนำญัตติดังกล่าวเป็นญัตติด่วนแล้ว คิดว่าคุณสมชายคงไม่ติดใจนะ ขออนุญาตนะครับ ให้ดำเนินการประชุมต่อไปนะครั บ (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานครับ ใช้สิทธิประท้วง (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญ ๆ เชิญครับ (คุณณัฐวุฒิ) ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม รายชื่อพรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ครับ ผมขอใช้สิทธิประท้วงท่านประธานตาม อ้างน่ะครับ และก็ข้อบังคับการประชุมข้อที่ 5 ครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าประเด็นมีหลายประเด็นที่ท่านประธานไม่อาจจะทำความเข้าใจและเคลียร์ต่อสาธารณชนได้ และผมคิดว่าเพื่อความสง่างามของท่านประธานที่ทางคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ได้เสนอชื่อท่านประธานเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานรัฐสภา ที่ประชุมให้การรับรองเราปล่อยผ่านแบบนี้ไม่ได้ครับ ประการที่ 1 ครับท่านประธานครับ ในกรณีของญัตติของคุณสมชาย แสวงการ ท่านสมาชิกวุฒิสภา ด้วยความเคารพครับ ตอนแรกผมเข้าใจว่าท่านจะไม่กล่าวถึง แล้วบอกว่าคุณสมชาย แสวงการไม่ติดใจ ผมเองยังหันไปยังไม่เห็นคุณสมชาย แสวงการ แต่ผมเชื่อว่าท่านมาแล้วนะครับ ท่านรับผิดชอบการทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ผมเองยังไม่เห็นคุณสมชาย แสวงการ ได้แถลงต่อที่ประชุมว่าจะถอนญัตติของตนเอง ผมเองยังไม่เห็นเลยว่าคุณสมชาย แสวงการ แสดงเหตุและผลแบบที่คุณรังสิมันต์ ได้แสดงแบบใด ประการใด ท่านประธานวินิจฉัยได้ แต่ท่านให้เกณฑ์เดียวกัน ว่าท่านไม่ติดใจก็ควรจะได้ยินจากเสียงของคุณสมชาย แสวงการด้วยตัวเอง เพราะเรื่องอื่นท่านพูดทุกเรื่องเลยครับ เรื่องอื่นท่านอภแค่คำว่า ถอน หรือ คำว่า "ไม่ติดใจ" ท่านประธารครับ ประการที่ 2 ครับ ท่านประธานครับ มาตรา 80 นี่นะครับ ที่ท่านใช้นี่ ผมคิดว่าทางฝ่ายกฎหมายสภาต้องทบทวนนะครับ เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 80 เป็นเรื่องของการทำหน้าที่ครับท่านประธาน รอบนี้อาจจะต้องประท้วงยาว เพราะความสง่างามของครับ เป็นเรื่องการทำหน้าที่ไม่ได้บอกว่าจะนำไปสู่รายละเอียดของข้อปฏิบัตินั้นถูกหรือผิด ผมยกตัวอย่างว่าท่านอ้างรัฐธรรมนูฯญวรรค 4 ที่บอกว่า ประธานรัฐสภามีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และดำเนินกิจการของสภาให้เป็นไปตามข้อบังคับ แต่วรรคหน้าเองก็บอกว่าท่านต้องวางตัวเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าท่านชัดเจนตั้งแต่วันนั้น เพราะเหตุใดล่ะครับ ฝ่ายกฎหมายสภาไม่บอกท่านเลยญัตตินั้นไม่สามารถบรรจุได้และก็ยกเรื่องของมาตรา 272 รัฐธรรมนูญที่เรากำลังพิจารณาวันนั้นมาพิจารณาต่อแต่ท่านก็ไม่ได้ทำ ท่านสมาชิกพรรคก้าวไกลนะครับ ว่าการเลื่อนการประชุมที ส่งผลกระทบต่องบประมาณวันละกี่ล้านบาท ผมเองไม่อยากพูดถึงตัวเลข อย่าใช้รัฐธรรมนูญในกรณีในการปฏิบัติหน้าที่มาเป็นบทบัญญัติที่ตีความและนำไปสู่ตีความเลยไปสู่ข้อบังคับที่ไม่มีความเกี่ยวเนื่อง สอดคล้องกัน นั่นเป็นประการที่ 2 ครับ ประการที่ 3 ท่านประธานครับ ประการที่ 3 ผมคิดว่าเป็นประเด็นสำคัญยิ่งครับ ท่านประธานพยายามอ้างว่าฝ่ายกฎหมายเขาสรุปมา มีการหารือ ในที่ประชุมวิป 3 ฝ่าย แต่ท่านต้องยืนยันต่อสาธารณชนครับว่าในวิป 3 ฝ่ายไม่ได้มีมติว่าเห็นด้วยกับสิ่งที่ฝ่ายกฎหมายทำมา ผมไม่อยากลงรายละเอียดนะครับ คำหนึ่งท่านถอนไปแล้ว ไม่ได้ลงรายละเอียด ที่ท่านกล่าวถึงคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ความจริงอยากจะได้เอกสารฝ่ายกฎหมายที่ตีความว่าตกลงท่านถอนจริงหรือไม่ แต่เอกสารที่ฝ่ายกฎหมายสรุปยังมีอีกคำหนึ่งที่สำคัญ เพราะว่าท่านอ้างว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยมาแล้วว่าการเสนอบทบัญญัติดังกล่าวนั้นสามารถทำได้ ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่อยากเอ่ยชื่อตุลาการว่าชื่ออะไรอย่างไรบ้าง วินิจฉัยเลยนะครับ ว่าการเสนอทำได้ ไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้รับเรื่องตั้งแต่ต้น ผมถึงบอกไงครับ ว่าเอกสารฝ่ายกฎหมายของท่านเองมีปัญหาไหม แต่ไม่เป็นไรครับ ท่านต้องยืนยันผ่านที่ประชุมครับ ว่าหรือหลายฝ่ายก็แล้วแต่ เพราะว่ายังไม่รู้ว่าฝ่ายไหน เป็นฝ่ายไหนครับ วันนี้จัดเก้าอี้ วันหน้าผมอาจจะกลับไปนู้น วันหน้ากลับไปฝั่งนั้น หรือ 2 ปีข้างหน้าอาจจะกลับไปอีกฝั่งก็ได้ไม่มีใครรู้ แต่ท่านต้องเอาให้ชัดว่าไม่ได้มีมติ แต่เป็นความเห็น พวกผมก็รับทราบไว้ ไม่เป็นอะไรครับ นั่นคือประการที่ 3 แต่ประการที่ 4 ครับท่านประธานครับ นี่ต้องฝากอนาคตไว้ครับ เพราะผมคิดว่าสิ่งที่ประชุม... (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ครับ (คุณณัฐวุฒิ) เรื่องเด็ดชาดครับท่านประธาน (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เดี๋ยวประเด็นนี่ คุณณัฐวุฒิ ใช้ประเด็นแต่ท้วงซึ่งต้องบอกข้อบังคับแล้วไม่ใช่อภิปราย ย้อนเชาวเลขดูได้ครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ให้อภิปราย ถ้าประท้วงผิดข้อบังคับผม (คุณณัฐวุฒิ) ครับท่านประธานครับ การทำหน้าที่ที่ต้องวางตนเป็นกลาง แล้วก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมดำเนินการต่าง ๆ นะครับ รวมถึงอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่ได้ระบุไว้ในข้อที่ 7 (คุณวันมูหะมัดนอร์) ก็ไม่ต้องอภิปรายแล้ว แล้วผมจะวินิจฉัยครับ (คุณณัฐวุฒิ) เพราะว่าการพูดตีความคำว่าเด็ดขาดนี่ ท่านต้องยืนยันในฐานะประธานรัฐสภา ซึ่งมีไม่น้อยคนที่ได้รับโอกาสนั้นในการทำหน้าที่ ว่าเด็ดขาดนี้ เด็ดขาดแต่เพียงเรื่องการบังคับใช้ในสมัยปัจจุบันนี้เท่านั้นครับ (คุณณัฐวุฒิ) ต้องบันทึกไว้ครับ ผมต้องอย่างนี้เพราะว่าที่ประชุมวิป ไม่เหมือนที่ประชุมรัฐสภานะครับ ลูกหลานในอนาคตทำวิจัย บอกว่าสภาแห่งนี้วินิจฉัยแบบนี้ แต่ลูกหลานวินิจฉัยไม่ได้เป็นไปตามแบบนี้ เพราะเขายืนยันหลักการที่ถูกต้อง แบบนี้คือความสง่างามที่สุดของตำแหน่งประธานรัฐสภา ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยทั้งหมดด้วยครับ ขอบคุณมากครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอบคุณคุณณัฐวุฒิมากครับ เป็นการประท้วงเหมือนกันใช่ไหมครับ ครับ เชิญครับ (คุณอรรถกร) กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญครับ (คุณอรรถกร) อรรถกร ศิริลัทธยากร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงท่านประธานนะครับ ในข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 5 เพราะว่าผมคิดว่าตอนนี้การประชุมรัฐสภาเริ่มที่จะเยิ่นเย้อนะครับ ผมเรียนท่านประธาน และที่ประชุมด้วยความเคารพนะครับ ว่าในการประชุมไม่ใช่เฉพาะวิป 3 ฝ่ายแล้วกันนะครับ ตัวแทนพรรคการเมือง ท่านประธานวันนั้นท่านประธานก็ทำหน้าที่ในที่ประชุม ท่านประธานก็ได้ให้เกียรติสมาชิกผู้ที่เข้าร่วมประชุม โดยเฉพาะเพื่อนของผมนะครับ เพื่อนสมาชิกจากพรรคก้าวไกล ผมคาดว่าแน่นอนครับ การประชุมพรรคการเมือง และตัวแทนวุฒิสภา ไม่ได้มีมติที่ชัดเจน แต่ผมว่าผู้ที่อยู่ในที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกานั้นก็เข้าใจทั้งหมดว่าวันนี้นี่จะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นเองครับ ท่านประธานครับ ผมจึงอยากเรียนว่าท่านประธานก็มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 80 แล้ว ท่านประธานก็เดินหน้าต่อเลยครับ เพราะว่าวันนี้ การประชุมรัฐสภาก็ยังมีเรื่องที่สำคัญรออยู่นะครับ ผมว่าพี่น้องประชาชนหรือสมาชิกรัฐสภาก็อยากเดินหน้าต่อ ดังนั้นผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอบคุณมากครับ ประเด็นของคุณณัฐวุฒิ ในข้อบังคับข้อที่ 5 ว่าผมไม่เป็นกลางนะครับ เรียนด้วยความเคารพว่าผมทำหน้าที่ตามที่ผมถ้าหากว่าไม่เป็นกลาง ผมก็ใช้มติที่ฝ่ายกฎหมายเสนอให้ผมใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 80 ไปแล้ว แต่ความเห็นอาจจะไม่ตรงนั้น ว่ารัฐธรรมนี้ใช้ได้หรือใช้ได้ เป็นความเห็นครับ แต่ว่าเราต้องปฏิบัติตามนั้น ผมจึงเห็นว่าผมได้ปฏิบัติตามหน้าที่ และให้ความเป็นกลางนะครับ และให้คุณรังสิมันต์ อยากจะให้คุณรังสิมันต์ ได้ชี้แจง และได้ชี้แจง ควรจะได้เดินหน้าการประชุมต่อไปแล้วก็อยากจะเรียนให้ทราบว่าการตีความหมาย คำว่า "เด็ดขาด" ที่คุณณัฐวุฒิพูดถึงก็เป็นไปตามข้อบังคับ และไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ตลอดไป ในประชุมสมัยหน้า ขอยุติที่ตกลงตาม 151 เกี่ยวข้องกับ 141 ก็สามารถจะเสนอชื่อซ้ำได้แล้วนะครับ อันนี้เป็นเรื่องข้อบังคับ ข้อกฎหมาย และความเห็นแตกต่างได้ครับ ผมได้ขอดำเนินการประชุมต่อไป สำหรับคุณธีรัจชัยประท้วงเรื่องอะไรครับ (คุณธีรัจชัย) ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร มีนบุรี ลาดกระบัง ในฐานะสมาชิกรัฐสภ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานในข้อบังคับข้อที่ 5 นะครับ ประธานต้องวางตัวเป็นการในการปฏิบัติหน้าที่นะครับ เมื่อสักครู่ที่ผมลุกขึ้นประท้วง (คุณวันมูหะมัดนอร์) ข้อที่คุณได้ประท้วงแล้ว แล้วก็ข้อเดียวกับ (คุณธีรัจชัย) ผมจะอธิบายนิดหนึ่ง ท่านรังสิมันต์ โรม ท่านไปขัดขวาง ท่านไม่เป็นกลาง แต่คราวนี้ผมจะประท้วง (คุณวันมูหะมัดนอร์) ด้วยความเคารพนะครับ ว่าเป็นข้อเดียวกับที่คุณณัฐวุฒิได้ประท้วงแล้ว ผมได้อธิบายไปแล้ว (คุณธีรัจชัย) แต่เหตุผลไม่เหมือนกันนะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ข้อเดียวกันซ้ำ ผมเห็นว่าควรจะยุติได้ และก็ในเรื่องนี้ก็ได้พูดกันพอสมควร (คุณธีรัจชัย) ด้วยความเหตุผลจะไม่เหมือนกันนะครับ ผมประท้วงที่ท่านขัดขวางท่านรังสิมันต์ โรม ไม่ให้อภิปราย และอันนี้คราวนี้ผมอภิปรายว่าท่านวางตัวไม่เป็นกลางในการ... (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมได้อธิบายไปแล้วทุกคนคงได้ยินว่าไม่ได้ข้ดขวาง ถ้าขัดขวางคงไม่ให้อย่างนี้ และได้พูดทั้งข้างในนี้และข้างนอกด้วยครับ ผมให้โอกาส ผมอยากฟัง และให้ประชาชนได้รับฟัง อันนี้แสดงให้เห็นว่าประธานไม่ได้ขัดขวานะครับ ก็เปิดให้คุยกันไม่ว่าจะเป็น 10 กว่านาทีก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้น ด้วยความเคารพจริง ๆ คุณธีรัจชัยครับ อย่างเป็นการอีกครั้งหนึ่งครับว่าผมวางตัวเป็นกลางแล้วก็พยายามให้โอกาสกับทุกท่าน แต่ว่าผู้ประท้วงว่าควรจะได้เดินหน้าไปแล้วก็ให้ผมใช้ตามรัฐธรรมนูญที่ 80 นะ เดี๋ยวจะมีคนไม่เห็นด้วย มีคนเห็นต่างกันได้ (คุณธีรัจชัย) มัน... ไม่ใช่ ผมไม่ใช่ประท้วงไปอย่างนั้นนะครับ แต่มีกระบวนการที่ท่านวางตัวไม่เป็นกลาง ญัตติเรื่องญัตตินี้ มันมีเรื่องที่ผมต้องชี้แจงอธิบายประชาชนเหมือนกัน (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมให้ท่าน ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนที่ผมประท้วงที่ไม่เป็นกลางนั้นมันสืบเนื่องจากท่านปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ต้น อันเป็นที่มาของญัตติตามข้อบังคับข้อที่ 41 และ ข้อบังคับข้อที่ 151 ที่บอกว่าการเสนอญัตติไม่... ซ้อนไม่ได้ เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีไม่ได้ กรณีอย่างนี้มันมีร่องรอยตั้งแต่ในส่วนของการประชุมวิปรัฐบาล วันที่ 18 กรกฎาคม 2566 นั่นก็คือ มีบอกว่านะครับ ก่อนเริ่มพิจารณาเห็นชอบบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ ประธานรัฐสภาจะเปิดโอกาสให้สมาชิกต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับข้อหารือต่าง ๆ ให้ถือเป็นที่ชอบที่ประชุมเป็นข้อลงมติต่อไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชุมวิปและเป็นเรื่องที่มีการตกลงโดยเสียงข้างมาก และท่านประธานไม่ได้โต้แย้งเลย ถ้าท่านประธานใช้อำนาจ ไม่ให้มีการตั้งแต่เป็นญัตติขึ้นมา เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นครับ การลงมติที่อาจารย์ทั้งหมด 151 คน ที่บอกว่ามันทำให้ข้อบังคับใหญ่ของรัฐธรรมนูญไม่เกิดขึ้น นั่นคือท่านประธานนั้น มี 2 กรณีเท่านั้น อันแรกคือท่านประธานไม่กล้าที่จะใช้อำนาจประธานสภาในการตัดสินใจหลักการที่ถูกต้อง 2. ท่านรู้เห็นเป็นใจกับเสียงข้างมาก คือ วุฒิสภา 250 บวกกับ 188 โหวตอย่างไรทาง... ก็ไม่มีทางชนะได้ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ผมจะให้คุณธีรัจชัยถอนคำว่า "รู้เห็นเป็นใจ" ไปรู้เห็นเป็นใจ ผมไม่รู้เห็นจริง ๆ (คุณธีรัจชัย)ขออนุญาตด้วยความเคารพครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอให้ถอนประเด็นนี้ครับ ถ้าไม่จบผมไม่ให้พูดต่อไปนะครับ เพราะผมกล่าวหาอย่างรุนแรงว่าผมรู้เห็นเป็นใจกับเสียงข้างมาก ผมไม่รู้เลยว่าเสียงข้างมากจะเป็นอย่างไร ไม่อยากจะให้พูดซ้ำ ถ้าพูดซ้ำจะมีหลายประเด็นวันนั้นก่อนที่จะลงมติก็ไม่มีใครคัดค้านว่าจะลงมติ 151 อภิปรายหมดคนอภิปรายไปแล้วก็ลงมติ ไม่มีใครประท้วงเลยว่า ประธานจะให้เสียงข้างมากลงมติ ผมไม่รู้ว่าเสียงข้างมากจะไปอย่างไรครับ ถ้าคุณไม่ถอนประเด็นนี้ผมไม่ให้อนุญาตให้พูดต่อไป ไม่อนุญาต ไม่อนุญาตครับ ประเด็นนี้ผมไม่อนุญาต เพราะคุณกล่าวหาผมรุนแรง ว่าผมเห็นรู้เห็นเป็นใจ ประธานรู้เห็นเป็นใจเสียงข้างมากได้อย่างไร เพราะเสียงข้างมากลงมติโดยที่ไม่รู้ว่าเสียงข้างมากจะเป็นอย่างไร ด้วยความสัจจริงผมไม่รู้เลย ว่าเสียงข้างมากจะเป็นอย่างไร ผมยังไม่รู้ด้วยว่าเสียงข้างมากจะไม่เห็นด้วย แต่ก็เมื่อมีการเสนอญัตติเข้ามาก็ต้องพิจารณาตามนั้น คุณธีรีจฉัยต้องเข้าใจนะครับ เราต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเอง ซึ่งกันและกัน ผมก็ซื่อสัตย์ต่อตัวเองแล้วคุณธีรัจชัยก็นั่งอยู่ในประชุมนั้นก็ไม่มีประเด็นนี้ขึ้นมา ถ้าไม่ถอนประเด็นนี้ผมถือว่าผมเสียหาย คนข้างนอกก็มองว่าประธานรู้เห็นเป็นใจ ถ้าไม่นั่น ผมไม่ให้พูด นั่งลงครับ ไม่เดี๋ยวแล้วครับ นั่งลง จะนั่งลงไหม จะนั่งลงไหม จะนั่งลงไหม จะนั่งหรือเปล่า คุณกล่าวหาคุณไม่ถอนไม่ได้ครับ คำสั่งของประธานถือว่าเด็ดขาดครับ การให้ถอน ให้นั่ง เด็ดขาด คุณถอนก่อนผมให้นั่ง ก็ไม่ต้องนั่ง ถ้าคุณไม่ถอนก็ไม่ต้องนั่ง ครับ ไม่ต้องอธิบายครับ ครับ อธิบาย... (คุณธีรัจชัย) ไม่ได้ครับ ที่ผมอธิบายบอกผมไม่ได้กล่าวหาท่าน ผมบอกมีอยู่ 2 กรณี ลองถอดเทปได้นะครับ 1. ท่านไม่กล้า 2. ท่านรู้เห็นนะครับ ไม่ได้กล่าวหานะครับ 2 อย่างนะครับ ซึ่งตรงนี้นะครับ ถ้าถือว่าเป็นอันใดอันหนึ่ง มันก็ถือว่าท่านไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับเชิญผู้ประท้วงครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกรัฐสภา พลังประชารัฐ ผมก็ขอใช้ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อเดิมครับ ท่านประธานครับ มันไม่จบครับ มันไม่จบจริง ๆ ครับ และ ณ ขณะนี้ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านจริง ๆ ด้วยความเคารพครับ ได้กล่าว ก็คือว่ามีการประชุมวิปรัฐบาลในปี 2566 ก่อนที่จะมีการเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อนสมาชิกผมเข้าใจผิดนะครับ ถ้าท่านประธานสังเกต ผมไม่เคยใช้ว่าตอนนี้มีวิปฝ่ายค้าน ตอนนี้มีวิปฝ่ายรัฐบาลแม้แต่การประชุม ผมยังใช้เป็นการประชุมตัวแทนของพรรคการเมือง ตัวแทนของวุฒิสภา ดังนั้นเอง ท่านเข้าใจผิดนะครับ และส่วน ผมเรียนด้วยความเคารพนะครับ ว่าวันนั้นเสียงก็ออกมาชัดเจน สภาเสียงส่วนใหญ่ในสภาเลือกแบบไหน ขอความกรุณาเคารพเสียงส่วนใหญ่ของสภา และเดินห (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ คุณธีรัจชัยนะครับ ด้วยความเคารพ คำพูดแล้วแล้วคิดว่าคุณได้ใช้สิทธิประท้วในหลายประเด็นแล้ว ผมอนุญาต (คุณธีรัจชัย) เดี๋ยว เข้าใจคลาดเคลื่อนกันนะครับ ผมพูดถึงเปรียบเทียบว่ามันเป็นการไม่เป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่ แล้วมันจะเป็นบรรทัดฐาน (คุณวันมูหะมัดนอร์) คุณพูดซ้ำ พอมาเปิดการโหวตและเป็นบรรทัดฐานแบบนี้จะสอนกฎหมายยากนะครับ ในมหาวิทยาลัย (คุณธีรัจชัย) ก็ขอให้โอกาสสักนิดหนึ่งครับท่านประธาน ถ้าไม่สิ้นประกคลาดเคลื่อนเลย ท่านประธานครับ ดังนั้น ที่ท่านรังสิมันต์ โรม ได้เสนอขี้นมา เป็นเหตุอันหนึ่งที่ให้สภาได้ทบทวนในสิ่งที่อาจจะคาดเคลื่อนได้ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ คุณธีรัจชัยครับ เมื่อกี้ก็มีผู้ประท้วงแล้ว แล้วคุณก็ไม่ฟังเลยนะครับ ขอคุณรังสิมันต์ โรม แล้วก็คุณ (คุณธีรัจชัย) ขอท่านประธานิดเดียว แล้วพอแล้วครับ คือ อย่างนี้ ก็เลย ผมก็เลยบอกว่าอยากจะให้ท่านใช้อำนาจในการที่จะให้โอกาส ไม่ใช่มาตัดแบบนี้ นี่คือสาเหตุที่ผมบอกว่าไม่เป็นการในการปฏิบัติหน้าที่นะครับ เข้าใจนะครับ คิดว่าเมื่อกี้คุณธีรัจชัยแล้วก็หลายท่านพูดถึงคุณสมชาย ผมคิดว่าคุณสมชายคงไม่ติดใจ และก็ในตอนที่ประชุมวิปก็ไม่ติดใจ วิป 3 ฝ่ายนั้น ขอเรียนว่าเป็นการแจ้งให้ทราบ มตินั้นเพื่อนำมาสู่การปฏิบัติที่ประชุมใหญ่จะไม่ปฏิบัติก็ได้ ผมจึงขออนุญาตนะครับ ว่าเราได้มาทวบทวนเรื่องนี้กันพอสมควร ผมก็ขอให้อำนาจของประธานสภาซึ่งทุกคนอาจจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยแต่เป็นประธานที่ประชุม ผมก็ขอใช้รัฐธรรมนูญมาตรา ที่ 80 ประกอบกับข้อบังคับข้อ 5 และข้อ 151 ไม่เห็น ไม่สมควรว่าจะมีการทบทวนตามเหตุผลที่ว่านั้น เป็นความเห็นที่แตกต่างได้นะครับ แต่ผมต้องปฏิบัติตามข้อบังคับนี้ ต่อไปจะเป็นการพิจารณานิดเดียวครับ ขอกล่าวทิ้งท้ายนิดเดียวครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เชิญครับ (คุณรังสิมันต์) เรียนท่านประธาน ผม รังสิมันต์ โรม (คุณวันมูหะมัดนอร์) ไม่ใช่เวลาพอผมอนุญาตแล้วไปยาว... เรียนท่านประธานครับ ก็เคารพต่อท่านประธานนะครับ เห็นท่านประธานมาตั้งแต่สมัยผมยังเด็กนะครับ ก็ไม่นึกเหมือนกันว่าวันนี้จะได้มากทำหน้าที่ร่วมกันกับท่านประธานนะครับ และก็ไม่นึกเหมือนกันว่าวันนี้จะบรรทัดฐานสภาแบบนี้ แต่ก็เคารพแล้วก็คงไม่อยากให้มีกระบวนการใด ๆ ในการที่จะใช้ในข้อญัตติที่ผมเสนอ เพื่อให้การโหวตนายกรัฐมนตรีไปต่อไม่ได้ ดังนั้น แม้จะไม่เห็นด้วยอยู่เต็มอก แต่พวกเราก็พร้อมจะทำหน้าที่เพื่อเดินหน้าไปสู่วาระต่อไป ขอบคุณครับท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอบคุณคุณรังสิมันต์ โรม และพวกเราทุกคนครับ เราก็พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดครับ ผมจะขอเข้าระเบียบวาระต่อไปครับ เป็นเรื่องด่วนที่ 1 นะครับ พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรค 1 กำหนดให้ระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่รัฐสภาชุดแรกให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรให้แต่งตั้งเป็นนากรให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาและข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 136 และ 137 กำหนดหลักเกณฑ์และข้อบังคับในการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลไว้แล้ว ผมจึงขอนำข้อบังคับที่ 136 และ 137 มาปฏิบัติเป็นขั้นตอนต่อไปนะครับ ในขั้นตอนแรกนั้น คือ เรื่องการเสนอชื่อบุคคลสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี อันนี้ข้อบังคับได้กำหนดว่าให้สมาชิกรัฐสภาเท่านั้น ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เป็นผู้มีสิทธิเสนอชื่อ ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละคนมีสิทธิ์เสนอได้เพียงคนละ 1 ชื่อ จากบุคคลที่มีคุณสมบัติไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตราที่ 160 ของรัฐธรรมนูญ และตามรายชื่อที่พรรคการเมืองได้แจ้งไว้ตามมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญนะครับ โดยทั้งนี้ เมื่อมีการเสนอชื่อแล้ว ก็ต้องให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เป็นผู้รับรอง ซึ่งจะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งไม่น้อยกว่า 50 คน แล้วการรับรองนั้นจะใช้วิธีการยกมือเหมือนญัตติปกติทั่วไปไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้น ผมจึงไม่ใช้วิธียกมือ แต่จะใช้วิธีให้กดปุ่มนะครับ ที่ของสมาชิกโดยให้กดปุ่มแสดงตน ถ้าครบหรือไม่ครบก็ถือว่าเป็นจำนวนที่รับรอง โดยใช้วิธีกดปุ่ม เพราะข้อบังคับห้ามให้ไม่มีการยกมือ แต่เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นที่แสดง.... ที่รับรองสมาชิกวุฒิสภา ไม่ต้องเสนอชื่อและไม่ต้องรับรองครับ ขอทำความเข้าใจอย่างนี้ ไม่ทราบว่าเข้าใจตรงกันนะครับ ในตอนนี้ก็เลยอยากจะให้เอาขั้นตอนแรกก่อนให้เสนอชื่อ แล้วก็รับรอง แล้วก็จะถามว่าเสนออีกบ้างไหมที่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 และ 88 ครับ ส่วนการลงคะแนนผมไม่อยากจะชี้แจงให้มันสับสนตอนนี้ เอาเรื่องเสนอชื่อก่อนนะครับ และมีการรับรองการลงคะแนนจะชี้แจงเมื่อตอนลงคะแนนภายหลังนะครับ เชิญครับ ท่านชลน่านครับ (คุณชลน่าน) ท่านประธานที่เคารพ กระผมนายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่ง ตามข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภาตามข้อ 136 ซึ่งได้บัญญัติไว้ว่าการพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 วรรค 1 ของรัฐธรรมนูญ ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสนอชื่อบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีต่อที่ประชุมของรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้รับมอบหมายจาก 11 พรรคการเมือง ซึ่งจะเป็นพรรคการเมืองที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาล ขอเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติไม่มีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 160 ของรัฐธรรมนูญ และเป็นผู้ที่พรรคเพื่อไทยได้เสนอรายชื่อเป็นบุคคลซึ่งสมควรที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมแห่งนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานขอผู้รับรอง ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะแสดงตนตนโดยการเสียบบัตรเป็นผู้รับรอง ขอผู้รับรองด้วยครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นนะครับ เสียบบัตร และก็กดปุ่มแสดงตนครับ ไม่สามารถจะยกมือได้นะครับ ตามข้อบังคับครับ ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นนะครับ กดบัตร แล้วก็กดแสดงตนนะครับ มีใครที่ยังมีขัดข้องครับ ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านวุฒิไม่ต้องแสดงตน และไม่ตองรับรอง ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) มีไหมครับ ท่านผู้ใดยังมีปัญหาเรื่องเสียบบัตรแล้วก็กดปุ่มแสดงตนเพื่อให้เห็นว่ารับรอง คุณนายเศรษฐา ทวีสินเป็นบุคคลที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีครับ (คุณจักรวาล) ท่านประธานครับ ผมจักรวาล ชัยวิรัตน์นุกูล สุโขทัย ขอแสดงตนเห็นชอบด้วยครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ เพิ่ม 1 คนนะครับ [เสียงออด] (คุณวันมูหะมัดนอร์) มีสมาชิกท่านใดที่อยู่ข้างนอก แล้วก็ยังไม่ได้เข้ามาแสดงตนถ้าประสงค์อยากจะแสดงตนเพื่อรับรองผู้ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีได้ครับ (คุณณพล) ณพล เชยคำแหง แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ซึ่งจะสมบูรณ์ได้ก็คือต้องมีผู้รับรอง 50 คนนะครับ ถ้าจะกำลังทยอยเข้ามาครับ (คุณทรงศักดิ์) ทรงศักดิ์ มุสิกอง 143 ขอยกเลิกครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ขอยกเลิกแสดงตนนะครับ ครับ ขอยกเลิก (คุณพัฒนา) ครับ ท่านประธานครับ พัฒนา สัพโส 245 แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) แสดงตนครับ (คุณสมยศ) ผม ผมสมยศ พลายด้วง ยกเลิกครับ (คุณประเสริฐ) ท่านประธานครับ ประเสิรฐ บุญเรือง แสดงตนครับ (คุณบัญชา) ท่านประธานครับ ผม บัญชา เดชเจริญสิริกุล 193 แสดงตนครับ (พลตำรวจตรี สุรินทร์) ท่านประธานครับ ผมพลตำรวจตรี สุรินทร์ ปาลาเร่ แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) มีท่านผู้ใดครับ ที่ประสงค์จะแสดงตนครับ (คุณเกรียงศักดิ์) ท่านประธานที่เคารพครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) เชิญ ๆ (คุณเกรียงศักดิ์) ผมเกรียงศักดิ์ ฝ้ายศรีงาม แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ คงไม่มีแล้วนะครับ กิตธัญญา วาจาดี 022 มาเข้าประชุมและแสดงตนค่ะ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณมากครับ (พลตำรวจตรี สุรพล) ผมพลตำรวจตรี สุรพล บุญมา 662. แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณมากครับ ครับ ครับ ครับ เชิญครับ ครับ ผมถือว่าเป็นการผิดแสดงตนครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยครับ ครับ มีผู้รับรองการแสดง (คุณกฤดิทัช) กราบเรียนท่านประธานครับ ผมกิตติศัพท์ แสงทนโยธิน พรรคใหม่ หมายเลข 8 แสดงตนครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ก็บันทึกเฉย ๆ เพราะปิดการแสดงตนแล้วนะครับ เป็นทั้งหมด 287 ครับ ก็ถือว่าได้รับรองถูกต้องนะครับ เพราะว่าการรับรองนี้ใช้เสียงรับรองไม่น้อยกว่า 50 คน ตอนนี้ก็ 287 แล้ว ถือว่าครบถ้วนครับ มีจะเสนอชื่อผู้ใดเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นบุคคลที่ตามรัฐธรรมนูญ 160 และ 88 อีกไหมครับ ครับ ถ้าไม่มีผู้ใดเสนอชื่อเพิ่มเติม ถือว่าในการประชุมคราวนี้มีผู้เสนอนายเศรษฐา ทวีสิน เพื่อรับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ ซึ่งก่อนที่จะมีการให้ความเห็นชอบ ก็ต้องสมาชิกได้อภิปรายนะครับ ในเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อตามสมควร ซึ่งในการประชุมวิปทั้ง 3 ฝ่ายนั้น ได้ตกลงเวลาของการอภิปรายดังต่อไปนี้นะครับ คือ ทางวุฒิสมาชิกขอเวลาอภิปรายในเรื่องคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่เสนอชื่อนี้ 2 ชั่วโมง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอจำนวน 3 ชั่วโมง แล้วก็ในจำนวน 3 ชั่วโมงนั้น ถ้าจำไม่ผิดพรรคก้าวไกลก็พออภิปรายของพรรค ไม่เกินครึ่งชั่วโมง ส่วนที่เหลือนั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็จะตกลงกันว่าจะให้ผู้ใดแล้วก็พรรคใดก็มาลงรายชื่อไว้ ทางวุฒิสภาก็เช่นเดียวกันนะครับ ก็ขอให้ได้แบ่งจัดเวลากันเองภายใน 2 ชั่วโมง และกรุณาส่งชื่อมาล่วงหน้า ซึ่งผมก็จะได้เรียกสลับกันไป ถือว่าตอนนี้ยังเป็น 3 ฝ่ายอยู่นะครับ ตอนนี้ก็มีรายชื่อมาแล้วนะครับ ก็จะเรียกทางสมาชิกวุฒิสภาก่อนก็แล้วกันนะครับ คือ ท่านวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตรครับ 7 นาทีครับ เชิญครับ ท่านวิวรรธน์อยู่ไหมครับ หรือถ้ายังไม่พร้อมไม่เป็นอะไรครับ ผมจะข้ามมาทางสมาชิกสภาผู้แทน... อ๋อ อยู่ เชิญครับ (คุณวิวรรธน์) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมนายวิวรรธน์ แสงสุริยะฉัตร สมาชิกวุฒิสภานะครับ วันนี้จะขออนุญาตอภิปรายนะครับ สำหรับผู้เป็นแคนดิเดตที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยทางพรรคเพื่อไทยได้มีการส่งคุณเศรษฐา ทวีสิน นะครับ สำหรับ สว. นี่นะครับ ผมอยากจะขออนุญาตอย่างนี้ก่อนนะครับ ว่าตามอำนาจหน้าที่ของ สว. แล้วนี่นะครับ ตามรัฐธรรมนูญปี 60 ได้กำหนดนะครับ ให้มีหน้าที่ในการเลือกบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีนะครับ นอกจากนี้แล้วยังต้องกำหนดถึงคุณสมบัติก่อนด้วยว่าคนที่จะเอามาเป็นนายกรัฐมนตรีนี้จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรนะครับ ตามมาตรา 195 นะครับ และมาตรา 160 (4) นะครับ ผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ต้องมีความสื่อสัตย์สุจริตแล้วต้องเป็นที่ประจักษ์ของประชาชนและต้องมีจริยธรรม ตามต160 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยนะครับเพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่สำคัญนะครับ ดูแลบริหารบ้านเมืองทั้งประเทส ดูแลปากท้องประชาชนทั้งประเทศ ดูแลสถาบันเกือบทุกสถาบันนะครับ ขับเคลื่อนประธาน ทำให้ประเทศเจริญหรือตกต่ำได้ด้วยผู้นำของประเทศ เพราะฉะนั้นนี่นะครับ เมื่อเป็นตำแหน่งที่สำคัญขนาดนี้นี่นะครับ ต้องได้รับการคัดสรรและคัดเลือกนะครับ จากสมาชิกทั้งวุฒิสภาและ สส. ต้องได้รับการรับรองเสียงกึ่งหนึ่ง คือ 375 นะครับ เพราะฉะนั้นนี่ครับ กรณีดังกล่าวจึงเป็นเรื่องสำคัญของทางผู้ที่จะมาเลือก ในเมื่อ สว. มีหน้าที่ต้องคัดสรรคนที่มาเลือกนะครับ ผมก็จะขอเข้าประเด็นเลยนะครับ ประเด็นของทาง สว. นี่นะครับ ต้องเลือกคุณเศรษฐา ทวีสิน นี่ ทางพรรคเพื่อไทยนี่ได้มีการเสนอมานี่นะครับ ก็เพิ่งเสนอมาในช่วงระยะเวลาไม่เกินอาทิตย์กว่า ๆ ซึ่งเป็นการทราบข่าวกันมา เราก็พยายามจะติดตามนะครับ คุณเศรษฐา ทวีสิน นะครับ เขาทำอะไรอยู่ที่ไหนประวัติเป็นอย่างไร ผมนี่ได้สอบถามเพื่อน สว. ด้วยกัน หลาย ๆ ท่านถามว่ารู้จักท่านเศรษฐาไหม ท่านเศรษฐา ทวีสิน รู้จักไหมนะครับ บางคนบอก อ๋อ รู้จักเป็นนักธุรกิจนะครับเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เป็นเจ้าของโครงการแสนสิรินะครับ ต่าง ๆ แต่ถามว่ารู้จักตัวตนท่านจริง ๆ ไหม ว่าท่านทำอะไร อย่างไร ที่ไหน ท่านมีประวัติอย่างไร ส่วนใหญ่จะบอกว่าไม่ทราบนะครับ ถามว่า เอ๊ะ แล้วท่านเป็นคนดีไหม หรือคนไม่ดีอะไรอย่างไรไหม คุณทราบกันไหม ส่วนใหญ่ตอบว่าไม่ทราบเหมือนกัน ไม่รู้เหมือนกันนะครับ เพราะว่าส่วนใหญ่เราไม่ได้เข้าไปคลุกคลีนะครับ มันก็เลยเกิดคำถามมาคำถามแรกเลย ว่าคนที่จะมาเป็นนายกฯ ที่เรา สว. ที่เราทุกคนจะต้องเลือกนี่นะครับ เรายังไม่รู้จักเขาเลยว่าเขาเป็นคนดีหรือไม่ดี ทำธุรกิจดีหรือไม่ดีนะครับ แล้วเขามีความสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญได้หรือไม่ เราไม่รู้จัก ถามผมว่า แล้วผมจะเลือกอย่างไร ผมก็ถามพรรคพวกที่เป็นสมาชิก สว. หลาย ๆ ท่านที่เข้ามานี่นะครับ ส่วนใหญ่ก็ไม่รู้จักเหมือนกัน เกิดคำถามในใจกันทุกคนว่า มันเป็นตำแหน่งสำคัญนะครับ ประเทศมันจะเดินต่อไปได้ไม่ได้นี่ มันอยู่ที่นายกรัฐมนตรี พอหลังจากนี้ท่านจะต้องตั้งทีมรัฐบาลบริหารประเทศ นโยบาลที่อีก อะไรอีกแยะแยะไปหมดเลย ว่าท่านเป็นใครมาจากไหน พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้ทำเอกสารมาเสนอให้ สว. ทราเลยว่า โอเค คุณเศรษฐา ทวีสิน นี่นะครับ เดิมเป็นอย่างไร ประวัติเป็นอย่างไร ไม่มีเลยนะครับ เราก็พยายามติดตามข่าวจากทางด้านการเมือง ทางด้านสื่อทางด้านอะไร ก็เจอแต่ด้านลบตลอด ด้านลบที่ผมว่ามีคุณ มีบางท่านนะครับ ก็มากล่าวหาว่าท่านเศรษฐาว่า หนีภาษีทำธุรกิจไม่ถูกต้องนะครับ ไม่ซื่อสัตย์ สุจริต ผิดจริยธรรม แล้วก็ยื่นเอกสารมาเยอะแยะหมดเลย เราก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขายื่นเอกสารมาถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง บริษัท แสนสิริ ก็มีเอกสารมาโต้ตอบแต่ว่าไม่เคยเอามาชี้แจงให้กับทาง สว. หรือส่งให้ สว. ทราบเลย เวลา สว. จะเลือกนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นไปตามกฎหมายและรัฐธรรมานูญฉบับปี 60 ซึ่งระบุไว้ว่าผู้ที่จะต้องถูกเลือกจะต้องมีความสื่อสัตย์ สุจริต เป็นที่ตั้ง ต้องมีจริยธรรมเป็นเลิศ ในขณะนี้คุณเศรษฐาถูกโจมตีตลอดนะครับ ส่งเอกสารเข้ามา ทำการค้าขายมาไม่ถูกต้องนะครับ เลี่ยงภาษีบ้างอะไรบ้าง ซึ่งทางเราก็พยายามจะหาข้อมูลนะครับ ว่ามันเป็นจริงหรือเปล่า หรือว่าท่านถูกกล่าวหา หรือจริง ๆ ท่านเป็นคนดี พวกผม สว. พวกผมไม่ทราบกันจริง ๆ ถามเกือบทุกคน ทุกคนก็บอกไม่ทราบ ถ้าไม่ทราบ จะไปเลือกกันได้อย่าไร ผมจะเอาประเทศมาเสี่ยงกับคนคนหนึ่งว่าจะเลือกคนคนหนึ่งที่เราไม่รู้ว่าคนคนนั้นเป็นอย่างไร เอามาปกครองประเทศ เอาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เอาเศรษฐกิจ เอาประเทศชาติ ความเจริญมาเป็นประกันแม้แต่สถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นประกันเหรอ ผมฟังแล้วผมก็มีความรู้สักว่ามันมีความไม่ถูกต้อง แต่ในฐานะว่าเราต้องเลือก เราก็ต้องหาข้อมูลในทาง สว. ผมก็ไปตามเอกสารมาได้หลายชิ้นนะครับ คุณเศรษฐา ทวีสิน นี่นะครับ ถูกกล่าวหาเรื่องแรกนะครับ เรื่องแรกเลยนะครับ เรื่องซื้อที่จาก บุคคล 12 คนนะครับ เพื่อทำธุรกิจ เราก็ดูนะครับ ว่าเอกสารที่เขากล่าวอ้างว่าเขาซื้อที่มา เป็นอย่างไร คุณชูวิทย์ ก็มาแฉนะครับ เอาไปแบ่งที่ดินเป็น 12 ส่วนนะครับ แล้วก็เพื่อจะมาเลี่ยงภาษีในนามคณะบุคคลนะครับ แต่ถ้าเป็นการเสียภาษีในนามบุคคลแล้ว 12 คนแล้ว จะทำให้เสียภาษีน้อยลง ทำให้ต้นทุนในการซื้อขายของแสนสิรินี่นะครับ ถูกลง ตรงนี้เราก็ไปค้นนะครับ ทั้งกฎหมายนะครับ ทั้งข้อเท็จจริงนะครับ ทั้งได้จากหน้าข่าว ทั้งได้จากประมวลกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องภาษีอากรนะครับ เราก็ไปดูทุกอย่างมา ผมสรุปคร่าว ๆ อย่างนี้ครับ ว่า มีการซื้อขายจริงระหว่าง บริษัท แสนสิริ กับบริษัทประไพทรัพย์นะครับ ประไพทรัพย์ มีผู้ถือหุ้น 12 รายนะครับ ทั้ง 12 รายนี่นะครับ ถือหุ้นในที่ดินแปลงเดียวนะครับ มีการตกลงซื้อขายกัน1,500 กว่าล้าน สำหรับที่ดินแปลงนี้กับทางแสนสิรินะครับ แต่ปรากฏว่าผู้ถือหุ้นทั้ง 12 รายนี่นะครับ ไม่ว่าคุณประไพก็ดี หรืออีก 11 คนนะครับ เข้ามาถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงเดียวนะครับ เจตนาเพื่ออะไรนะครับ ผมก็ไปดูกฏหมายเกี่ยวกับเรื่องของภาษีนะครับ ถ้าซื้อในนามกลุ่มบุคคลนะครับ และซื้อตรงไปตรงมาซื้อที่ดินแปลงเดียวแปลงใหญ่แปลงเดียวในคณะบุคคล เพราะว่าเขาเป็นคณะบุคคล มีบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และเข้าข่ายทางการค้า ฐานภาษีในการจ่ายภาษีนี่มันจะเสียได้สูง แต่ถ้าแยกย่อยเป็นสัก 12 คนนะครับ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในนั้นเอามาเสียภาษี ฐานภาษีมันจะเล็กลง ผมก็ตามต่อสิว่าถ้าอย่างนั้นนี่มันจะทำให้รัฐเสียหายอย่างไร ก็ไปดูต่อ ก็ปรากฏพบว่าเมื่อขยายไปแล้วนี่นะครับ เขาไปถือตามสัดส่วนผู้ถือหุ้น 12 คนนี่ ใครมีหุ้นเท่าไร ก็ถือสัดส่วนตามนั้นในที่ดิน ไปใส่ชื่อลงหลังโฉนดไว้ เพื่ออะไร เพื่อทำให้มูลค่าที่ดินตรงนี้นะครับในถือ การถือสัดส่วนนี่มันน้อยลง เมื่อราคามันต่ำลง เวลาคำนวณภาษีมันก็น้อยลงไปด้วย เพราะเขามีการเรท มีอัตราภาษีอยู่นะครับ เดี๋ยวผมมีเอกสารนี่นะครับ ในการอัตราภาษี ในการเสียภาษี มันจะมีอัตราภาษี (คุณวันมูหะมัดนอร์) เดี๋ยวขออภัยนิดหนึ่งครับ คุณวิวรรธน์ครับ เราตกลงกันให้อภิปรายคนละ 7 แล้วเราจะให้ไปถึง 10 นาที เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ 10 นาทีอยากจะให้คุณวิวรรธน์ ได้สรุปเลยนะครับ ผมเข้าใจครับ เป็นเรื่องสำคัญ แต่ว่าอยากให้ได้สรุปครับ ดูแลเวลาไม่ได้ครับ เชิญครับ ถ้าได้สรุปได้ก็จะเป็นการดีครับ (คุณวิวรรธน์) ท่านครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ เป็นประเด็นสำคัญ ประธาน ตอนนี้ถ่ายทอดสด ประชาชนทั้งประเทศต้องรู้ครับท่านครับ แล้วท่านก็กำหนดเวลาแล้วว่าท่านฝ่าย สว. ได้กี่นาที นาที ถ้าหากมันเกินบ้าง จะขาดบ้าง จะมี สว. บางท่านจะเสียสละเวลาให้แก่กัน แต่จะไม่เกินเวลาที่กำหนดแน่นอนนะครับท่านครับ ขอประทานอนุญาตท่านครับ วันนี้ขอให้ได้พูดสิ่งที่เราได้ค้นมาหามา (คุณวันมูหะมัดนอร์) เวลาที่กำหนดก็ทาง สว. เป็นคนกำหนด เดี๋ยวก็กินเวลา ท่านก็... ก็อนุญาตให้แต่ว่าอย่าเกินไปมากเดี๋ยวจะกินเวลาของพวกเรากันเอง (คุณวิวรรธน์) จะรักษาเวลาครับ กราบขอบพระคุณท่านมากครับ เราก็ไปตรวจสอบครับ ปรากฏว่าทั้ง 12 รายนี่นะครับ เข้าไปถือหุ้นตามสัดส่วนของผู้ถือหุ้นก็เป็นเรื่องของผู้ถือหุ้น ก็เป็นเรื่องของกลุ่มบุคคลถือหุ้น แล้วก็ทาง บริษัท แสนสิริ ก็มาซื้อที่ดินแปลงนี้ บริษัท แสนสิริ นะครับ มีรายงานการประชุมในการซื้อที่ดินแปลงนี้ คนที่เซ็นนี่นะครับ ผมเอาย่อ ๆ แล้วกัน ใครอยากทราบรายละเอียดมาเอาจากผมได้ มีวันที่ มีรายงาน ปรากฏอยู่ในนี้หมด ปรากฏคนที่เซ็นชื่อนะครับ ก็คือคุณเศรษฐา ซึ่งตอนนั้นเขาเป็น CEO หรือกรรมการผู้จัดการ แล้วการซื้อที่ทั้ง 12 ส่วนนี่นะครับ ที่มีการแบ่งไปแล้วนี่นะครับ ซื้อคนละวันกัน เจตนาจะเห็นว่ามันเป็นที่ 12 แปลงนะครับ เจตนาเพื่ออะไร เพื่อเวลาคิดก็คิดทีละแปลง ทีละแปลง ราคาจำนวนมันน้อยลง แล้วมีการกำหนดราคาของที่ดินนี่นะครับ ก็กำหนดราคาไม่เท่ากัน ต่างกันนิดหน่อยบ้าง ห่างกันบ้าง อะไรบ้าง เพื่อให้เห็นว่านี่มันเป็นที่ดินคนละแปลง คนละแปลง ท่านครับ ลักษณะแบบนี้เวลาเสียภาษีนะครับ เขาก็มาคนภาษีทีละแปลง ผมคำนวณมาให้เรียบร้อยแล้วครับท่านครับ ที่ดินแปลงนี้นี่นะครับ ตกลงซื้อกันในราคา 1,500... ขอโทษครับ 1500,821 ก็คือ ก็คือเกือบ 1,600 ล้านนะครับ ปรากฏเมื่อแยกแปลงออกเป็นอย่างนี้ เสียภาษีเท่าไรท่านทราบไหมครับ เสียภาษีเพียง 59 ล้านบาทนะครับ แต่ถ้าแสนสิริตรงไปตรงมาซื้อที่ดินแปลงนี้นะครับ ทั้งแปลง โดยไม่ต้องมาแยกหรือว่ามาใส่สัดส่วนแบบนี้ จะเสียภาษีที่ดินอยู่ประมาณ 580 ล้าน หายไปเท่าไรท่าน 500 นะครับ แทนที่ 500 กว่าล้านนี้จะเสียภาษีเพื่อที่จะให้รัฐบาลนี่นะครับมีเงินเข้าหลวง เป็นอย่างไร อันนี้เป็นข้อมูลที่ทางคุณชุวิทย์ แล้วเป็นเอกสารบางส่วนที่เราเอามาจากสรรพากรประมูลเรื่องดูว่ามันเป็นอย่างไร และยังมีเรื่องร้องเรียนอีกหลายเรื่องนะครับ ตอนนี้นะครับ เมื่อมันปรากฏข้อเท็จจริงอย่างนี้เกิดขึ้นแล้วนะครับ คุณเศรษฐาก็ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการวางแผนภาษีของทางบริษัท ผมไม่เข้าใจเรื่องการวางแผนภาษีของบริษัท ถ้าการวางแผนภาษีของบริษัทนี่นะครับ ทำให้รัฐฯ เสียหาย เสียภาษี แทนที่จะได้รับเงินจากการเสียภาษี แต่มันเสียเงินภาษาีให้เอง มันไม่ใช่เป็นการเรื่องวางแผนภาษีหรอกครับ ถ้าเป็นเรื่องการวางแผนภาษีจริง ๆ นี่นะครับ ก็เช่นคุณไปซื้อหุ้นนะครับ ไปซื้อประกัน ไปซื้ออะไร อันนี้เป็นลดหย่อน การวางแผนภาษีแต่ถ้าเป็นกรณีอย่างนี้นี่นะครับ มันน่าจะเป็นการเลี่ยงภาษีทำให้รัฐเสียหายหรือเปล่า อันนี้ผมตั้งข้อสังเกตให้ไปคิดกันนะครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) คุณวิวรรธน์ ครับ พอจะสรุปได้ไหมครับ (คุณวิวรรธน์) ขออนุญาตนาทีเดียวครับ สรุปแล้วครับ กราบขอบพระคุณท่านมากครับ จริง ๆ ยังมีอีกหลายเรื่อง เรื่องนี้มันชัดเจนนะครับ มันมีพยานหลักฐาน มันมีอะไรอยู่นะครับ ก็ขออนุญาตว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ประเทศชาติจะเจริญได้ จะไปได้ ต้องเลือกคนที่ซื่อสัตย์ สุจริต และมีจริยธรรม ผมเชื่อว่า สว. ทุกคนในที่นี้นี่นะครับ ที่จะมีสิทธิเลือกนะครับ มีคนมีจริยธรรมทุกคน ถ้ารู้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ ผมเชื่อว่าเขาพิจารณาได้ว่าเขาจะเลือกหรือไม่เลือกนะครับ แล้วอย่าลืมนะครับ ว่าเวลาท่านให้คำปฏิญาณตนต่อหน้าพระพักตร์จะมาเป็นทำหน้าที่นี้ ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตนะครับ คือผมได้ยินข่าวมาไม่ดีว่ามีการไปแจกกล้วยแจกอะไรกันนี่นะครับ ให้กับ สว. นี่นะครับ ผมขออนุญาตพูดตรง ๆ เลยว่า เป็นคนดี ๆ ไม่ชอบอยากจะเป็นลิง อยากจะไปกินกล้วยชาวบ้านเขา ผมว่าผิดคำสาบานนะครับ ต่อไปจะโดนลงโทษนะครับ ขอบพระคุณท่านมากครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณคุณวิวรรธน์ครับ ต่อไป ท่านสรุทิน พิจารตามเวลาที่กำหนดมา 7 นาทีครัย เชิญคุณสุรทินครับ (คุณสุรทิน) ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ สส. บัญชีรายชื่อในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานครับ มาวันนี้ ก็สงสัยเหมือนกับท่านผู้มีเกียรติที่ได้อภิปรายไปเมื่อกี้นี่ เราไม่รู้จักท่านเศรษฐาเลย นะครับ แล้วเราก็จะมอบอำนาจให้ท่านไปบริหารบ้านเมือง อำนาจที่เราได้มาวันนี้ คือ อำนาจที่พี่น้องประชาชนให้มาในมือเรา พี่น้องก็มาถามว่า คนชื่อเศรษฐา ทวีสิน คือใคร ภาษาอีสานว่าเจ้าเป็นใผนะครับ ผมก็ไม่รู้ใช่ไหมครับ เราจะเลือกนายกรัฐมนตรีเหมือนกับซื้อของออนไลน์ เหมือนกับซื้อของออนไลน์ได้ไหม มันไม่รู้จริง ๆ ถ้าหาก ฯพณฯ เศรษฐาได้ฟังอยู่ เมตตาเรียกผมไปบอกก็ได้ว่าท่านคือใคร บ้านอยู่ตรงไหน ตรงไหน บ้านอยู่หม่องใด๋ มีลูก มีเมียไหม มีครอบครัวไหม เราก็ไม่รู้จัก รู้จักอย่างเดียว คือ สร้างบ้านขาย ผมเป็นคนบ้านนอกรู้จักอันนี้อย่างดี นะครับ ที่กราบเรียนท่านประธานไปที่ว่าที่นายกรัฐมนตรีชื่อเศรษฐาด้วยว่าพรรคประชาธิปไตยใหม่ ซึ่งได้รับเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน 300,000 กว่าคะแนนนี่ อยากถามว่าท่านเป็นใคร เจ้าเป็นผู้ใดนะครับ พี่น้องที่เคารพครับ ท่านประธานที่เคารพครับ อันนี้ข้อที่ 1 ที่ถามว่าที่นายกรัฐมนตรีอีกข้อที่ 2 นะครับ กระผม สุรทิน พิจารณ์ จะกราบเรียนถามในฐานะรัฐสภาผ่านท่านประธานไปที่นายกฯ เงิน Digital Wallet ๕๖๐,๐๐๐ ล้าน ล้าน มันมีที่มาอย่างไร เป็นงบประมาณแผ่นดินไหม ถ้าเป็นงบประมาณแผ่นดิน ไปยืมมา เดี๋ยวนี้ทุกคนก็รู้ว่าเงินในประเทศไทยมันหมดแล้ว หมดแล้ว 3-4 ปีมานี่โควิดเอาไปกินหมดนะครับ คนจนอย่างพวกผมนี่ อยู่บ้านนอกคอกนามันไม่ได้เห็นหรอก แต่อยู่ดี ๆ จะมีเงินเข้ามา 560,000 ล้านนี่ ไม่ใช่เงินก้อนเล็กเลยท่านประธานที่เคารพ ว่าท่านไปเอามาจากไส ถ้าไปยืมมาจะใช้หนีอย่างไร หรือว่าจะตกแก่ลูกหลานเราอีก นี่กราบท่าท่านประธานครับ ข้อที่ 3 คุณสุรทินเป็นผู้นำม็อบล้อมทำเนียบทุกปีก่อนโควิดจะมาปี 62 มาเที่ยวนี้นะครับ ม็อบหนี้สิน ม็อบที่ดิน ม็อบป่าไม้ ม็อบเขื่อน ม็อบคอมมิวนิสต์ 5 ม็อบคนเป็นแสนครับ 4-5 ปีแล้วเราไม่ได้เดินขบวน เพราะว่าติดโรคโควิด รัฐบาลก็ไม่มีตังค์เพราะไปรักษาโรค พอมาบัดนี้เรามีนายกรัฐมนตรีใหม่ โรคร้ายโควิดก็ซาลงไป พี่น้องประชาชนเตรียมพร้อมแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ พฤศจิกายน ธันวาคม ม็อบ 5 ม็อบนี่ก็ต้องเคลื่อนขบวนมาล้อมทำเนียบแน่นอนครับท่านประธาน ขอฝากท่านประธานไปที่ว่าที่นายกรัฐมนตรีว่า ม็อบเรามา เป็นม็อบที่สุภาพ เรียกนะครับ ไม่เหมือนม็อบอื่นเพราะฉะนั้น เรามาทุกครั้ง เพราะว่าเราเป็นม็อบวิชาชีพ ถ้าไม่มารัฐบาลบางรัฐบาลก็ไม่รับการแก้ไข ก็ไม่ได้แก้ไขให้กับพี่น้องประชาชน แต่เที่ยวนี้ว่าที่นายกฯ ซึ่งเป็นนักธุรกิจ เป็นตัวใหญ่เข้ามาแก้ปัญหาบ้านเมืองในเที่ยวนี้ ผมก็อยากกราบเรียนท่าน ฯพณฯ ถาม ฯพณฯ ท่านผ่านประธานว่าปัญหา 5 ปัญหานี้ คือ 1. ปัญหาหนี้สินของพี่น้องประชาชนที่มีอยู่เต็มแผ่นดินเลย 2. หนี้สินป่าไม้ หนี้สินที่ดิน เขื่อนคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะปัญหาคอมมิวนิสต์หรือ พรท. นะครับ จ่อที่จะมาอีก เดี๋ยวนี้ก็นั่งฟังว่าวันนี้จะได้นายกรัฐมนตรีคนใด ท่านประธานสภาที่เคารพ เพราะฉะนั้น วันนี้ขอฝากท่านประธานไปถึงพี่น้องประชาชน กลุ่มม็อบต่าง ๆ ว่าพฤศจิกายน ธันวาคม ถ้าหากว่าที่นายกรัฐมนตรีไม่แก้ปัญหาให้พวกเรา เราจำเป็นต้องมาล้อมทำเนียบ นี่คือวิถีของคนจน ท่านพี่น้องที่เคารพครับ เพราะฉะนั้น 3 คำถามนะครับ ฝากไปที่ ว่าที่นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน นะครับ ขอฝากไปอีกว่า ฯพณฯ ถ้าฟัได้ฟังอยู่ หรือจะมาชี้แจงในสภาก็ได้ ฝากจะฟังว่าท่านจะแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชนอย่างไร นี่ครับ ฝากท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมตั้งใจจะให้มีรัฐบาลอยู่แล้วนะครับ ไม่ใช่ว่าผมไม่ตั้งใจนะครับ 2-3 ก็ไม่แถลงร่วมจัดตั้งรัฐบาล แต่ตั้งใจจะใจะให้เกิดรัฐบาลให้ได้ เพราะว่าพี่น้องเดือดร้อนมากนะครับ เดี๋ยวนี้ทุกเช้าต้องเจอพี่น้องมายืนอยูหน้าบ้านว่าตอนไหนสิมีรัฐบาล เวลาไหนจะมีรัฐบาลเสียที ไม่ว่าจะเป็นพี่น้องพุทธ พี่น้องมุสลิมนะครับ ถ้าหากท่านประธานไม่เชื่อให้เดินไปที่ ลองไปดูที่ตลาดหนองจอกดู เขาจะถามทันทีว่าเดี๋ยวนี้บ้านเราว่างจากนะครับ เลือกตั้งมาพอสมควรนะครับ ขนาดประเทศเพื่อนบ้านเขาเลือกตั้งก่อน เขามีนายกรัฐมนตรีไปเรียบร้อยแล้ว บ้านเรามันเสียเวลาอยู่ เสียขั้นตอนอยู่ แต่ก็ไม่เป็นไรท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยเวลาที่ให้เวลามาน้อยนิดหนึ่งท่านประธานครับ ฝากไปที่ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐาว่าถ้าท่านจะเมตตาจะเรียกผมไปให้ความรู้ก็ได้ว่าท่านจะทำ 1 2 3 4 5 ผมจะได้สื่อไปหาพี่น้องประชาชนจะได้ถูกต้องครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับขอบคุณมากครับ ต่อไป ผมจะเลือกทาง สว. แต่ว่าก่อนที่ผมจะเลือกจะแจ้งมให้ทราบตอนที่ลงมติรับรองผู้ที่จะเสนอชื่อเป็นนายกฯ เมื่อกี้ สว. กดรับรอง กดผิดไปนะครับ 6 ท่าน จึงขอนุญาตตัดชื่อท่านที่รับรอง 6 ท่านนี้ออกนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม คะแนนรับรองก็ยังเกินจำนวน 50 อยู่ก็แจ้งให้ทราบเท่านั้นครับ ต่อไปขอเชิญคุณวุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ ครับ ขอมา 7 นาทีครับ เชิญครับ (คุณวุฒิพันธุ์) ครับ ขออนุญาตกราบเรียนประธานรัฐสภานะครับ กราบเรียนเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่าน กระผม วุฒิพันธุ์ วิชัยรัตน์ ในฐานสมาชิกรัฐสภา ต้องขอขอบคุณท่านประธานครับ ที่กรุณาให้เวลาผมสักเล็กน้อยนะครับ ได้สะท้อนทัศนะ ความคิดเห็น ต่อวาระการลงมติเลือกบุคคลที่เหมาะสมให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนะครับ เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนกลไกลบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นวาระที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่รักทุกท่านครับ นับจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม เเป็นต้นมานะครับ จนถึงวันนี้ วันเวลาหมุนผ่านไปแล้วครบ 100 วัน พอดิบพอดี แต่น่าเสียดายผ่านไปแล้ว 100 วันเรายังไม่บรรลุการลงมติเลือกบุคคลที่เหมาะสม ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไปทำหน้าที่ประมุขฝ่ายบริหาร ซึ่งทำให้กลไกการใช้อำนาจอธิปไตยตามครรลองแห่งระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ขาดความครบถ้วนสมบูรณ์ และเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ประเทศชาติตกอยู่ในวังวน ความวังเวง ประชาชนต้องเคว้งคว้าง ผมหวังอยากให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่านนะครับ ได้ร่วมกันทำหน้าที่เพื่อพาประเทศออกจากวังวน ความวังเวง และพาประชาชนให้หลุดพ้นจากความเคว้งคว้างด้วยการใช้สำมาสติและวิจารณญาณอย่างสมเหตุสมผลบนผลประโยชน์ประเทศชาติ และบนความสามัคคี ปรองดองของประชาชน ในการออกเสียงลงมติเลือกบุคคลที่เหมาะสมให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามหลักการแห่งระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่เคารพรักทุกท่านนะครับ เราต้องตระหนักว่าความล่าช้าของกระบวนการการเลือกนายกรัฐมนตรีคือ ต้นทุนที่สูญเปล่าของประเทศ ที่ประเมินค่ามิได้ ซึ่งต้องร่วมมือร่วมใจกันนะครับ ยุติความสูญเสียไม่ให้เรื้อรังต่อไป และเหนือสิ่งอื่นใด ความล่าช้าของการเลือกนายกรัฐมนตรีคือ ความรับผิดชอบร่วมกันของพวกเราครับ สมาชิกรัฐสภา ที่เคารพทุกคน ผมขอให้เวลาเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณคุณวุฒิพันธ์มากครับ ต่อไปครับ อยากจะเชิญคุณชัยธวัช ตุลาธน เป็นผู้อภิปรายคนต่อไป ซึ่งขอใช้เวลา 15 นาที เข้าใจว่าคงตกลงภายในแล้วนะครับ เป็นของพรรคก้าวไกลที่ขอมา 30 นาที คุณชัยธวัชขอเวลา 15 นาทีนะครับ เชิญครับ (คุณชัยธวัช) เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผมชัยธวัช ตุลาธน สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาตเป็นตัวแทนเรียนประธานรัฐสภาว่า ในการโหวตรับรองให้แก่ผู้ที่จะถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกล ไม่สามารถที่จะเห็นชอบได้ เหตุผล ไม่ใช่เป็นเพราะว่าเราไม่รู้จักหรือไม่มีข้อมูลนะครับ อย่างที่ท่านสมาชิกบางท่านได้ลุกขึ้นอภิปรายและซักถามผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องประเทศได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนแล้วตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้ง แล้วผมก็หวังว่าสมาชิกรัฐสภาของพวกเราทุกคน ก็ควรจะให้ความสำคัญกับข่าวสารบ้านเมืองก่อนการเลือกตั้งแล้วก็คิดว่าท่านน่าจะใช้สิทธิ์นั้น ใช้วิจารณญาณนั้นไปแล้วในวันเลือกตั้งพร้อมกับประชาชนทุกคน แล้วก็เหตุผลที่ผู้แทนราษฎรของพรรคก้ไม่สามารถที่จะเห็นชอบได้ในวันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่ออย่างที่มีการกล่าวหากัน ผ่านสื่อมวลชน หรือมีผู้นำส่งเอกสารให้กับสมาชิกรัฐสภาทุกคนในวันนี้นะครับ เหตุผลที่ผู้แทนราษฎรของพรรคก้าวไกล ไม่สามารถโหวตเห็นชอบได้นั้น เป็นเหตุผลง่าย ๆ ครับ เพราะเราเห็นว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นอยู่ในขณะนี้ เป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่ขัดต่อเจตจำนงของพี่น้องประชาชน ที่ได้แสดงออกไปแล้ว ตรงไปตรงมา ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 ว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการยุติรัฐบาลและระบบการเมืองที่สืบทอดอำนาจมาจากรัฐประหารของ คสช. ท่านประธานครับ พวกเราพรรคก้าวไกลยังเห็นด้วยว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่การพยายามที่จะสลายขั้วความขัดแย้งเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อ แต่มันคือการต่อลมหายใจให้กับระบบการเมืองที่ระบอบ คสช. วางไว้และต้องการดำเนินสืบไป ท่านประธานครับ หลายคนบอกว่าการจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษที่ดำเนินการอยู่นี้เป็นความจำเป็นทางการเมืองที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ พรรคการเมือง และนักการเมือง จำเป็นต้องกลืนเลือด จำเป็นต้องจ่ายต้นทุนทางการเมืองมหาศาล โดยมีวาระของประชาชนและวาระของประเทศเป็นตัวตั้ง แต่ผมอยากจะชวนท่านประธานลองคิดใหม่นะครับ แล้วอะไรคือราคา อะไรคือต้นทุนที่ประชาชนและสังคมไทยจะต้องจ่ายบ้างให้แก่การจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษ ที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ประการแรก ผมเห็นว่าราคาที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องจ่าย คือ ความหวัง ท่านประธานครับ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เคยเป็นวันแห่งความหวังของประชาชนพวกเขาหวังนะครับ ว่าเสียงของพวกเขาจะทำให้การเมืองไทยออกจากระบบที่เป็นมรดกของคณะรัฐประหารได้ในที่สุด โดยสันติ พวกเขาหวังว่าเสียงของพวกเขาจะทำให้การเมืองของไทยเดินหน้าไปสู่อนาคต ไม่ใช่เดินวนกลับไปสู่อดีตอย่างที่พวกเขารับรู้กันอยู่ในขณะนี้ ประการที่ 2 ผมเห็นว่าราคาที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องจ่ายให้กับการจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษในขณะนี้ คือ อำนท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนเคยเชื่อจริง ๆ ว่าในระบอบประชาธิปไตย อำนาจสูงสุดนั้น คือ อำนาจของประชาชนแต่เมื่อพวกเขาออกไปใช้อำนาจด้วยตนเองแล้วนะครับ ในวันเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ปรากฏว่าการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง กลับกลายเป็นการจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษ ที่อนุญาตให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงในการเลือกตั้งได้พอเป็นพิธี แต่จะไม่มีวันยอมให้อำนาจเป็นของประชาชนจริง ๆ นั่นคือราคาที่พี่น้องประชาชนต้องจ่าย ปรากฏว่าประชาชนเพิ่งค้นพบครับ ว่าตอนนี้ระบอบประชาธิปไตยของบ้านเรา กลายเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีประชาชนเป็นไม้ประดับ ไม่ใช่เจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง ประการที่ 3 ราคาที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องจ่าย คือ ความศรัทธาครับ ท่านประธานครับ การจัดตั้งรัฐบาลแบบพิเศษกำลังทำให้พวกเราสูญเสียต้นทุนทางสังคมที่สำคัญนั่นคือความศรัทธาของประชาชนในระบบรัฐสภา ความเชื่อมันศรัทธาของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย และเมื่อไหร่ที่ประชาชนหมดศรัทธาต่อระบบการเมือง หรือสถาบันทางการเมืองใด ๆ แล้ว นั่นย่อมเป็นอันตรา เป็นสัญญาณอันตรายท่านประธานครับ ผมอยากจะฝากความหวังดี ผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านว่าหัวใจของปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา คือการปะทะ ขัดแย้งกัน ระหว่างอำนาจของประชาชน ที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งกับอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน ท่านประธานครับ จนถึงวันนี้เรายังหาทางออกจากการเมืองอันนี้ไม่ได้และเราเห็นว่าทางออกจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อนี้ไม่ใช่การสลายขั้วความขัดแย้งอย่างผิวเผินด้วยการจัดตั้งรัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว แต่ทางออกที่พวกเราต้องแสวงหาคือระบบการเมืองที่จะกลายเป็นฉันทามติใหม่ โดยวางอยู่บนหลักการพื้นฐานสำคัญที่ว่าอำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชนครับ แล้วเมื่อไหร่ที่เรายังสยบยอม หรือต่อลมหายใจ ให้กับระบบที่เราเรียกว่า "ประชาธิปไตย" แต่ตอบไม่ได้ว่าประชาชนอยู่ตรงไหนในระบบนี้ เราจะไม่มีทางหาทางออก หรือสลายความขัดแย้งได้ครับ เมื่อไรเรายังสยบยอมและต่อลมหายใจให้กับระบอบการเมืองที่บอกว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ยอมเคารพอำนาจประชาชนเมื่อนั้นประชาชนจะสูญสิ้นศรัทธาต่อระบบการเมืองของเราในที่สุด และมันสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในทางการเมืองได้ในอนาคต นี่คือความหวังดีที่ผมเอง ในฐานะผู้แทนของพรรคก้าวไกล อยากจะเรียนฝาท่านสมาชิกรัฐสภาทุกคน ว่าเราเองก็ไม่ได้อยากเห็นอนาคตแบบนี้ สุดท้ายครับ ผมอยากจะเรียนประธานสภาผ่านไปยังพี่น้องประชาชนครับ ว่าแน่นอนครับ ผมทราบดีว่าพี่น้องประชาชนจำนวนมากนับล้านคนกำลังผิดหวัง กำลังโกรธ หรือกำลังคับข้องใจกับการเมืองที่เกิดขึ้น แต่ผมอยากจะเรียนพี่น้องประชาชนนะครับ ผ่านประธานรัฐสภาอย่างนี้ว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามันได้สะท้อนแล้วครับว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่มันอาจจะยังเปลี่ยนไม่มากพอ ดังนั้น แม้ว่าท่านจะไม่พอใจ ท่านจะผิดหวัง ท่านจะคับข้องใจ แต่ขออย่าหันหลังให้กับการเมือง เราต้องช่วยกันคนละไม้ คนละมือ เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองและเปลี่ยนแปลงมันให้ได้ ทำให้การเมืองของเรา ทำให้ระบอบประชาธิปไตยของเราเป็นประชาธิปไตยจริง ๆ ทำให้อำนาจสูงสุดในประเทศนี้เป็นของประชาชนจริง ๆ ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณคุณชัยธวัชมากครับ ต่อไปขอเชิญพลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ครับ ขอไว้ 15 นาทีครับ เชิญครับ (พลเอก สมเจตน์) กราบเรียนประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะขออภิปรายแสดงความเห็น เหตุผลประกอบการพิจารณาลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี ดังนี้ ท่านประธานครับ การพิจารณาลงมติให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี กระผมยึดหลักการพิจารณา 2 ประการ ประการแรกหน้าที่และอำนาจที่ได้รับมอบตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ที่จะต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติ จริยธรรม คุณธรรม ของผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประกอบกับนโยบายของพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลว่าจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาตินั้นเป็นประการแรก อีกประการหนึ่ง เป็นสิ่งที่ผมจะต้องนำมาพิจารณาประกอบกัน คือ ผลการเลือกตั้งทั่วไป และการรวบรวมเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ของพรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล จากผลการลงมติเห็นชอบนายกรัฐมนตรีของรัฐสภาเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 ที่ผ่านมา กระผม ลงมติไม่เห็นชอบนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล เนื่องจากเห็นว่านโยบายของพรรคก้าวไกล มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง ซึ่งกระผมจะไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้ หลังจากการลงมติเห็นชอบนายกรัฐมนตรีในวันนั้น กระผมมีความตั้งใจมาตลอดว่าเมื่อกระผมไม่เห็นชอบนายกรัฐมนตรี จากพรรคก้าวไกล ผมจำเป็นจะต้องให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เพราะผลของการเลือกตั้งที่ผ่านมาประชาชนลงคะแนนเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกล 150 เสียง จากพรรคเพื่อไทย 141 เสียง ทั้ง 2 พรรคมีคะแนนรวมกัน ถึง 290 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เพื่อให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งที่จะบริหารประเทศต่อไปจึงจำเป็นจะต้องมีพรรคใดพรรคหนึ่ง ระหว่างก้าวไกล หรือ พรรคเพื่อไทยเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลหรือทั้ง 2 พรรคร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล เมื่อกระผมไม่เห็นชอบให้พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ผมจึงต้องมีความจำเป็นจะต้องให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย เพื่อจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ ตามที่ประชาชนรอคอย เพราะผลของการเลือกตั้ง เสียงของประชาชน บังคับให้กระผมจะต้องลงมติเช่นนั้น แม้กระผมจะไม่มีความเชื่อมั่นใจพรรคเพื่อไทยเลย ว่าจะมีอิรสระในการบริหารประเทศ ดำเนินนโยบายพรรคการเมืองของตนเองหรือเปล่า แต่กระผมไม่มีทางเลือกที่จะมีความเห็นเป็นอื่น กระผมจึงคิดว่านี่เป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผล ที่กระผมจะสามารถชี้แจงต่อสังคมได้ว่า เหตุใดผมจึงเลือกนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ทันทีที่พรรคเพื่อไทยได้เสียงสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย แถลงทันทีว่าจะเสนอให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรก โดยอ้างว่าเป็นวิกฤติรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๆ ที่พรรคภูมิใจไม่ได้มีมตินี้แต่ประการใด จึงเกิดคำถามขึ้นว่าทำไมพรรคเพื่อไทย จึงให้ความความสำคัญต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นการเร่งด่วนมากกว่าการรีบเร่งในการจัดตั้งรัฐบาลเข้าไปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาปากท้องสร้างความอยู่ดีกินดี อันเป็นปัญหาเร่งด่วนของประชาชน ทำไมพรรคเพื่อไทยจึงกล่าวอ้างว่าวิกฤติรัฐธรรมนูญเกิดจากประชาชนไม่มีเสรีในการออกเสียงลงประชามติหากรัฐบาลในขณะนั้น ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ทำให้ประชาชนไม่มีเสรีออกเสียงได้จริง ทำไมจึงปล่อยให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ 2560 มาแล้วถึง 2 ครั้ง ดังนั้น คำกล่าวอ้างว่าการออกเสียงประชามติไม่เป็นธรรม ประชาชนไม่มีเสรีในการออกเสียงลงประชามติ จึงไม่เป็นความจริง จึงเป็นเพียงวาทกรรมที่เป็นความชอบธรรมในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น และเกิดคำถามต่อไปอีกว่ารัฐธรรมนูญ 2560 เป็นปัญหาอุปสรรค์ของพรรคเพื่อไทยหรือ จึงจำเป็นจะต้องรีบเร่งในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นกรณีเร่งด่วนอย่างนี้ ท่านประธานครับ จากประสบการณ์ทางการเมืองของผม ผมพบว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีกลไกสำคัญ ๆ อย่างน้อย 3 กลไกลที่นักการเมืองทุจริตคดโกงไม่ต้องการ และเห็นว่าเป็นอุปสรรคขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเขาเหล่านั้น กลไกแรก คือการให้สมาชิกวุฒิสภามีความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ประเด็นนี้กระผมไม่ติดใจ เพราะอำนาจนี้จะหมดสิ้นภายในระยะเวลาอันใกล้ ตามวาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกวุฒิสภาในเดือนพฤษภาคม 2567 ที่จะมาถึง กลไกที่ 2 คือการให้ศาล และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สุจริต และเที่ยงธรรม กลไลที่ 3 กลไลนี้มีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับนักการเมืองที่ทุจริต คดโกง โดยตรง มีกลไกลที่จะป้องกัน ตรวจสอบ และขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบที่เข้มงวดเด็ดขาดไม่เห็นนักการเมืองที่ทุจริตคดโกง เข้าไปมีอำนาจในการบริหารบ้านเมือง นักการเมืองที่ทุจริตคดโกงจะถูกลงโทษอย่างรุนแรงเด็ดขาด โดยการตัดสิทธิสมัครรับการเลือกตั้ง ไม่ให้นักเหล่านั้น ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิตนอกจากนี้คดีต่าง ๆ ยังไม่มีอายุความสำหรับคนที่ทุจริตคดโกง หลบหนีคดีอาญา ไปเสวยสุขยังต่างประเทศ