--- title: การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 4 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) 220866 (นาทีที่ 2.00.01 - 4.00.00 น.) subtitle: date: วันอังคารที่ 3 ตุลาคม 2566 เวลา 09.56 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) คือ ศาล องค์กรอิสระ และมาตราการป้องกันนักการเมืองที่ทุจริตคดโกง ที่เข้มงวดเด็ดขาด กลไกนี้หรือเปล่าที่พรรคเพื่อไทยไม่ต้องการ ทำไม กระผมจึงคิดเช่นนั้น เพราะการบริหารประเทศของพรรคเพื่อไทยที่ผ่านมา มีเรื่องกล่าวหาการทุจริต คดโกง เกิดขึ้นมาอย่างมากมาย จนปรากฏเป็นข้อเท็จจริงว่า นักการเมืองจากพรรคเพื่อไทย หลายคนต้องถูกศาลพิจารณาลงโทษจำคุก ตัดสิทธิ์ทางการเมือง หลายคนอยู่ระหว่างการหลบหนีคดี และบางคน ทีเป็นคนสำคัญของพรรคเพื่อไทย ก็ยังหลบหนีคดีอยู่ ซึ่งไม่มีอายุความ ด้วยเหตุของการไม่มีอายุความนี้แหละ จึงทำให้บุคคลสำคัญบางคนของพรรคเพื่อไทย จำเป็นต้องเดินทางกลับเข้ามาประเทศไทย เพื่อรับโทษตามขบวนการยุติธรรม มิเช่นนั้น เขาต้องหนีออกจากประเทศไทย ที่เป็นแหล่งที่มีความสงบสุข เป็นความสุขที่สุดของคนไทย ไม่สามารถมาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยได้ หากมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กลไลที่จะขจัดนักการเมืองที่ทุจริตคดโกงจะหายไป จะเปิดโอกาสทำให้นักการเมืองทุจริตคนโกง เข้ามามีบทบาทได้มาบริหารประเทศได้อีกครั้งหนึ่ง หากเป็นเช่นนั้นจริง เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยต้องการเป็นรัฐบาล มีภารกิจเร่งด่วนสำคัญที่จะต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับนักการเมืองที่ทุจริตคดโกง มากกว่าการต้องการเป็นรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน นอกจากนี้ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังไปสอดคล้องกับความต้องการของพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ที่ต้องการจะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทุกหมวด ทุกมาตรา ไม่เว้นแม้แต่การแก้ไขราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวของประเทศไทย ที่จะแบ่งแยกมิได้ ไม่เว้นแม้แต่หมวดคุ้มครองสถานะขององค์พระมหากษัตริย์ ให้ดำรงอยู่ในสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะ จะละเมิดมิได้ ท่านประธานครับ ปัจจุบัน สถานการณ์ทางการเมืองของไทย สังคมไม่ไว้วางใจกัน ประชาชนมีความขัดแย้ง แตกแยกทาความคิดอย่างรุนแรง การแตกแยกทางความคิดเหล่าานี้ รุกลามเข้าไปถึงครอบครัว ซึ่งเป็นสังคมขนาดเล็ก โดยการปลุกปั่นของนักเรียนเมือง ผู้สูญเสียอำนาจ ทุกวิถีทาง ไม่ได้ตำหนิทุกฝ่าย โดยเฉพาะการใช้สื่อทางออนไลน์ที่เข้าไปถึงความคิดของเชาวชนผู้เยาว์วัยได้ง่าย สิ่งนี้เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติเป็นอย่างยิ่ง เมื่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงเป็นการเพิ่มประเด็นความขัดแย้งในสังคมให้มากยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าทุกรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลใดก็ตาม หลักการสำคัญในการบริหารประเทศก็ที่รัฐบาลที่จะต้องตงอยู่เสมอ ก็คือประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง ผมเชื่อว่าไม่มีรัฐบาลใด ต้องการบริหารประเทศท่ามกลางความขัดแย้งต่อประชาชน ประปัจจุบันตามที่ได้เรียนแล้ว ว่าปัญหาความขัดแย้งของประชาชนนั้นมีอยู่มากมาย เหตุใดรัฐบาลเพื่อไทยจึงราดน้ำมันเข้าไปในกองไฟแห่งความขัดแย้งรุกโชนมากยิ่งขึ้น เพื่อทำประชามติเพื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นการเพิ่มความขัดแย้งมากขึ้น แล้วเช่นนี้ รัฐบาลเพื่อไทย จะมีเวลาพลังความคิด ไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ที่รอคอยอยู่ข้างหน้าได้อย่างไร ท่านประธานครับ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ผมเชื่อว่าเป็นช่องทางของการล้มล้างของศาล และองค์กรอิสระต่าง ๆไม่ให้สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของนักการเมืองที่ไม่สุจริต และเป็นการลบล้างความผิดให้นักการเมืองที่ทุจริต คดโกง นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มประเด็นความขัดแย้งเข้าไปในสังคมของไทยที่มีอยู่แล้ว ให้มากยิ่งขึ้น ผมจึงมีความเห็นว่าการร่างรัฐธรรมนูยฉบับใหม่ มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง ร้ายแรงเสียยิ่งกว่าการแก้ไขมาตรา 112 เสียอีก เมื่อเกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรงเช่นนี้ ผมที่ยึดหลักการ 2 ประการ ตามที่กล่าวไว้เบื้องต้น จะให้การสนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยได้อย่างไร ท่านประธานครับ แต่ยังไม่ถึงทางตัน ยังไม่สิ้นหนทางครับ เพราะตัวผมเองก็มีความต้องการที่จะต้องให้การ มีการจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาความเดือนร้อนของประชาชน ที่ประชาชนรอคอยอยู่ ผมจึงขออนุญาตที่กราบเรียนผ่านท่านประธานรัฐสภา ไปยังแกนนำของพรรคเพื่อไทย ว่าท่านได้เสียสัตย์เพื่อประเทศชาติมาแล้วหลายครั้ง เพื่อต้องการใหฟ้การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้สำเร็จ โดยอ้างเหตุของการเข้าไปแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ผมเข้าใจและเห็นใจ หากท่านจะได้เสียสัตย์ เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ และประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ด้วยการยืนยันกับรัฐสภาแห่งนี้ ว่าท่านจะไม่เสนอร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญในทันที แต่จะไปเสนอในห้วงเวลาที่เหมาะสม เมื่อสังคมเกิดความสงบสุข ไม่มีความขัดแย้ง ไม่มีความแตกแยก และไว้วางใจกัน การเสียสัตย์ของท่านครั้งนี้ ผมเชื่อว่าจะได้รับคำสรรเสริญ ว่าเป็นการเสียสัตย์ เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ และประชาชนอย่างแท้จริง มิใช่เป็นการเสียสัตย์เพื่อรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ของพรรคการเมืองของท่าน หากท่านยืนยันต่อรัฐสภาเช่นนี้ ผม ในฐสนะสมาชิกรัฐสภา จะเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุนนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย แม้ว่ากระผมจะมีเครื่องหมายคำถามติดใจ เกี่ยวกับคุณสมบัติ จริยธรรม คุณธรรม ของนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ซึ่งผมคิดว่าประเทศชาติรอคอยไม่ได้ ประเด็นนี้เป็นปัญหาของพรรคเพื่อไทย ที่พรรคเพื่อไทยจะต้องไปแก้ไขเองในข้างหน้า ขอบคุรครับ ท่านประธานครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครั ขอบคุณ พลเอก สมเจตน์ บุญถนอม ครับ ต่อไปขอเชิญคุณกัณวีร์ สืบแสง ครับ จุลพันธ์ต้องการประท้วงหรืออย่างไรครับ ถ้าจะชี้แจง... (คุณจุลพันธ์) ขอใช้สท่านประธานต่อกระบวนการ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ผมจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้นี่นะครับ ท่านประธานครับ เป็นญัตติในการประชุมขแงพวกเราในรัฐธรรมนูญในมาตรา 272 ในการเลือกนะครับ ให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ แต่ในช่วงเช้าที่ผ่านมานี่ ก็ด้วยความเคารพนะครับ เป็นการนำเสนอที่เป็นประโยชน์ แต่เราอยากจะให้มีกลไลรัฐสภาเป็นไปตามกรอบเป็นไปตามที่เราได้กำหนดเอาไว้ และเป็นไปตามญัตติของเราครับ คือ การเสนอชื่อบุคคลนะครับ ก็อยากจะให้พูดในเรื่องของ ของการที่ท่าน เหตุและผลในการที่จะเลือกหรือไม่เลือกบุคคลนะครับ ไม่ใช่เรื่องของอื่น ๆ นะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของนโยบาย ในเรื่องของวิสัยทัศน์ต่าง ๆ นี่นะครับ ผมต้องเรีบยนด้วยความเคารพ สิ่งเหล่านั้นผ่านกระบวนกาของการเลือกตั้งมาแล้วนะครับ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราที่อยู่ในห้องนี้นี่จะใช้ในการวินิจฉัยนะครับ สิ่งที่งการเลือกตั้งมาแล้วนะครับ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราที่อยู่ในห้องนี้นี่จะใช้ในการวินิจฉัยนะครับ สิ่งที่เราได้... กลไกของพวกเรานี่มันจัรองรับเองตัวของมัน ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดนะครับ เพราะหลังจากนี้หากผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาแล้ว กลไกต่อไปก็จะมีเรื่องของแถลงนโยบายของรัฐสภา ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นนี่ กลไกมันรองรับ เพื่อที่จะให้พวกเราถกแถลง ได้อภิปรายกันอย่างเต็มที่อยู่แล้วนะครับ วันนี้อยากจะให้เดินหน้า สู่เรื่องของกรอบการพิจารณาบุคคลครับ เป็นเรื่องของการเลือกบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งพวกผมก็พร้อมจะให้คำชี้แจง แล้วก็ตอบในประเด็นที่มีการพาดพิงมาถึงแคนดิเดต เพราะว่าแคนดิเดตนี้มาจากพรรคเพื่อไทยครับ เราก็พร้อมที่จะชี้แจงทำความเข้าใจนะครับ ก็ขอกราบท่านประธานควบคุม กำกับการประชุมให้อยู่ในกรอบด้วยครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณคุณจุลพันธ์มากนะครับ ผมก็นั่งฟังอยู่ว่าก็ยังอยู่ในประเด็น อาจจะออกกว้างไปหน่อย ก็ยังไม่เป็นไร เราก็เปิดใเป็นการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญของประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม เดี๋ยวพรรคเพื่อไทยก็ใช้โอกาสชี้แจงในบางประเด็น ที่ท่านจะชี้แจงได้ครับ ต่อไปขอเชิญคุณ กัณวีร์ สืบแสง ครับ (คุณกัณวีร์) ครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อพรรคเป็นธรรม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายครับท่านประธาน ในเหตุผลและตรรกะในการตัดสินใจที่จะไม่รับรองคุณเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย ได้ ผมได้มีโอกาสครับ ท่านประธาน ได้มีโอกาสคุยกับภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และนักวิชาการ เรามีความคิดเห็นตรงกันครับ ว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงเลือกผู้แทนของพี่น้องประชาชน เปรียบเสมือนผู้รับเหมาเท่านั้น แต่ประชาชนจำนวนมากได้ตัดสินใจเลือกว่าจะอยู่กับโครงสร้างเดิม หรือจะเป็นเสียงส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงประเทศเรา ให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ท่านประธานครับ และนี่คือวาระที่หลายพรรคการเมือง ที่ให้ในการรณรงค์หาเสียงไว้กับประชาชนเอาไว้ในช่วงการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ขอเรียนว่า 1 เสียงขแงประชาชน ล้วนศักสิทธิ์ ที่พวกเราที่อยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ต้องเคารพเสียงของประชาชน ว่าพวกเราไม่ใช่ผู้รับเหมาอำนาจจากประชาชนแล้วมากำหนดโครงสร้างอย่างไรก็ได้ ประชาธิปไตย คือ การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ไม่ใช่การปกครองของพวกท่าน ของพวกเรา แค่จำนวนเล็กน้อย แล้วอ้างว่าการกระทำการทั้งหมดนี้ ทำเพื่อประชาชน มันฟังไม่ขึ้นครับท่านประธาน ท่านประธานครับ พวกเราต้องใช้เหตุผลอย้่างสุดความสามารถ และตรงไปตรงมา วินิจฉัยให้ได้ถึงเจตนารมณ์การลงเสียง เลือกตั้งโดยรวมและส่วนใหญ่สะท้อนให้เห็นว่าในส่วนมาก ปรารถนาความเปลี่ยนแปลงมากกว่าโครงสร้างเดิม ของระบบการเมืองเดิม ๆ เอาไว้ ดังนั้น ครับท่านประธาน ผมจึงไม่สามารถเห็นชอบกับแนวทางการจัดตั้งรัฐบาล ที่ไม่มีแนวทางเปลี่ยนโครงสร้างฝ่ายบริหาร ช่วง 8 หรือ 9 ปีที่ผ่านมา กับความพยายามในการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ที่ใช้ประโยชน์จากคำว่า "ปะชาธิปไตย" และโดยเฉพาะของประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงหาเสียงโดยไม่ได้จริงจังและจริงใจอย่างเพียงพอ ที่จะยึดมั่นในเสียงศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนไว้วางใจและมอบให้ ท่านประธานครับ ทุกท่านที่เป็นสมาชิกสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ทราบกันดีว่าการโหวตสวนเพียงใด แต่ในกรณีนี้ที่ท่านพยายามทำอยู่นี้ เป็นการสวนการโหวตสวนมติของมหาชนเป็นส่วนมาก ย่อมเป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงกว่าการโหวตของพรรคการเมือง และผมไม่สามารถลดเกีจรติของผมเอง ที่ได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน ที่ให้ความเห็นชอบกับคุณเศรษฐาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ท่านประธานครับ ไม่ใช่ว่าผมมีข้อกังขาต่อคุณเศรษฐานะครับ ไม่ใช่ปัญหาตัวบุคคล ผมยังให้ความเชื่อถือ และเชื่อใจว่าทุกพรรคที่แคนดิเดตแต่ละท่าน ย่อมกลั่นกรองอย่างดีแล้ว และไม่ขอก้าวล่วง แต่ปัญหาของประเด็นมันอยู่ตรงนี้ครับ เป็นหลักการที่จะได้มาซึ่งอำนาจฝ่ายบริหาร แม้กรอบกฎหมายจะเปิดโอกาสให้กระทำได้ แต่กรอบของคุณค่าประชาธิปไตยตามาตราฐานสากล สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ที่สภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ เป็นเรื่องที่ผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครับ ท่านประธาน เมื่อการรณรงค์หาเสียงเป็นเพียงการใช้ประโยชน์เพื่อการโฆษณาเท่านั้น สิ่งนี้เป็นการกระทำที่ด้อยค่าการรณรงค์หาเสียง ในกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งทำให้การรณรงค์หาเสียงดังกล่าว เป็นเพียงแค่เพียงการทำการตลาดทางการเมือง ท่านประธานครับ จริง ๆ การรณรงค์หาเสียงนี้เป็นขั้นตอนสำคัญนะครับ ในการประมวลเจตนารมณ์ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ให้เป็นหางเสือ กำหนดทิศทางของประเทศชาติร่วมกัน ผมยืนยันนะครับ ท่านประธานแนวทางที่เหมาะสมที่สุดที่เคยเสนอไว้ การรอเวลา ที่สังคมแถลงการว่าปิดสวิตช์มาตรา 272 นานไปไหม จากนั้นจากรอ 10 เดือน เผลอแป๊บเดียว ตอนนี้ 8 เดือนในการยืนยัน มติของประชาชนส่วนใหญ่ ครับ ท่านประธานกับ 9 ปีที่ไม่เคยเห็นหัวประชาชนเลย ท่านประธานครับ เจตนารมณ์ของเสียงส่วนใหญ่ ประสงค์เห็นการเปลี่ยนแปปลงโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมในทุกด้าน ณ ปัจจุบัน ที่เราเห็นอยู่ ขัดแย้งกันแทบเป็นแทบตาย ที่สุดท้ายมันเป็นเพียงการต่อสู้เพื่อแย่งกันปีนขึ้นไปอยู่บนยอดพีระมิด ของโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมนั่นเอง พูดง่าย ๆ ครับท่านประธาน ประเทศเราเสียโอกาสเป็น 10 ปี ขัดแย้งที่ไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างอันผูกขาดเพราะฉะนั้นครับ ท่านประธาน การจัดตั้งรัฐบาลรวมกับโครงสร้างเก่าทางการเมือง จึงเป็นสิ่งที่ผมไม่อาจเห็นชอบได้ การจัดตั้งรัฐบาล โดยสวนมติมหาชนที่ได้เคยหาเสียงกับพี่น้องประชาชนไว้ จึงเป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นชอบเช่นกัน และผมยังยึดถือ และเห็นชอบในมติมหาชนส่วนมาก ตามครรลองระบอบประชาธิปไตย อันสะท้อนโดยชัดเจนอย่างยิ่ง เลือกตั้งที่ผ่านมา และเป็นเหตุผลด้วยการไม่เห็นชอบให้คุณเศรษฐา ทวีสิน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย เพราะไม่ชอบด้วยหลักการประชาธิปไตยสากล ด้วยประการและทั้งปวง ขอบคุณครับท่านประธาน (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณคุณกกัณวีร์ ครับ ต่อไปขอ คุณกิตติ วะสีนนท์ ครับ ซึ่งขอมา ๑๐ นาทีครับ เชิญคุณกิตติครับ ขอเชิญคุณกิตติครับ (คุณกิตติ) กราบเรียนประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม กิตติ สมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตกล่าวถึงที่ท่านจุลพันธ์จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่ท่านเป็นคนมีเหตุมีผลจะขอให้การอภิปรายจำกัด อยู่ที่ตัวบุคคล และก็พูดถึงว่าโยบายนั้นผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว แต่ว่าต้องเรียนตามตรงว่าหลายคน หลายที่ผมได้เคยพูดคุยด้วยนี่ก็เสียดาย ที่บุคคลที่ทางพรรคเพื่อไทยได้เสนอชื่อขึ้นมาเป็นให้ได้การรับรองเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีโอกาสมาแถลง แสดงวิสัยทัศน์ หรือว่ามาตอบคำถามโดยตรง ฉะนั้น มันก็คงจะเลี่ยงไม่ได้ และที่ท่านอ้างว่านโยบายท่านผ่านการเลือกตั้งมาแล้วนี่ ผมเข้าใจว่า พรรคเพื่อไทยได้มา 141 เสียง ยังไม่ถึงกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร แล้วท่านก็ต้องการเสียงสนับสนุนจากอีก 10 พรรคการเมืองที่ประกาศไปเมื่อวานนี้ ฉะนั้น ก็เข้าใจได้ว่าเรื่องนโยบายนี่ แน่นอน ถ้าเป็นไปได้ก็ อยากจะถาม ผู้ได้รับการเสนอชื่อ แต่เมื่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ ไม่ได้อยู่ในที่นี้ และไม่ได้รับโอกาสได้มาชี้แจง ผมก็คงจะต้องเรียนถามซึ่งผ่านท่านประธานไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในที่นี้ ก็อาจจะต้องเป็นพรรคเพื่อไทย ที่อาจจะได้รับความกรุณาจากท่านหัวหน้าพรรค หมอชลน่าน ในการพิจารณาให้คำชี้แจง ให้ความกระจ่าง กระผมมีข้อที่อยากจะขอความกระจ่าง อยู่ 2 ข้อ นะครับ ที่จริง ท่านประธานครับ ก็ถ้าได้ยินจากปากของท่านผู้ได้รับการเสนอชื่อก็คงจะดี คือ ข้อแรก เรื่องความชัดเจนในเรื่องนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน การปราบปราม และการทุจริต โดยประพฤติมิชอบ อันนี้ก็โดยบังเอิญสอดคล้องกับที่พลเอก สมเจตน์ ได้กล่าวไป ซึ่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งรัฐธรรมนูญปี 60 ท่านพูดถึงกลไกต่าง ๆ ที่มีไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ คือ เท่าที่ฟังนี่ มันยังไม่มีความชัดเจนจากพรรค และพรรคร่วมที่จะจัดตั้งรัฐบาล ในการที่จะเอาเรื่องต่อต้านคอรัปชัน การป้องกันการปรามปรามทุจริต ประพฤติมิชอบ ขึ้นมาเป็นนโยบายหลัก การแก้รัฐธรรมนูญนี่ ก็ไม่พูดชัดว่าจะแก้อย่างไร และมีวุตถุประสงค์อย่างไร แน่นอน รัฐธรรมนูญ ที่ท่านพลเอกสมเจตน์ ได้กล่าวถึง ขออนุญาตเอ่ยนาม ไม่เสียหาย ก็มีบทบัญญัติมากมายที่เกี่ยวกับเรื่องนี้นะครับ เช่น นอกเหนือจากที่ท่านได้กล่าวไปแล้ว ก็มีหมวด 9 การขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ เป็นต้นนะครับ และนอกจากนั้นนี่ รัฐธรรมนูญฉบับปี 60 นี่ ก็นำไ ปสู่กฎหมายลูก ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างเพื่อประกอบ และก็เสริมมาตราการการป้องกับและปราบปรามการทุจริตนะครับ ถ้ามีการแก้เข้ามา กระผมก็ขออนุญาต ชักสงสัยเหมือนกัน ว่าท่านพลเอกสมเจตน์ได้พูดถึงเรื่องอายุความนี่ ผมก็ลองพลิก ๆ ดู ก็ปรากฎว่าอยู่ในพระราชบัญญัติ ป.ป.ช. นะครับ ซึ่งก็เป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี 60 ในมาตรา 7 นะครับ กำหนดว่าดำเนินคดีอาญาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบหนีระหว่างถูกดำเนินคดีหรือกฎหมายของศาล มิให้นับระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยหลบนี รวมเป็นส่วนหนึ่งของอายุความ และถ้าจำเลยหลบหนีในระหว่างการต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลอาญามาใช้บังคับ มาตรา 98 ก็คือกำหนดเวลาให้เป็นอันล่วงเลยการลงโทษผู้นั้น จึงจะมีช่วงเวลา 5-20 ปี อันนี้ก็สอดคล้องกับหลักการระหว่างประเทศนะครับ โดยเฉพาะสนธิสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ประพฤติมิชอบ หรือ UNCAC ซึงเป็นหมวดของอายุความคดี หรือ Statute of Limitations ซึ่งก็มีความพยายามอย่างมาก และบทบัญญัตินี้อยู่ในกฎหมายไทย แล้วก็สำเร็จแล้ว แล้วก็หวังว่าจะไม่หลุดหายไป เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่อยากจะขอความกระจ่าง และอาจจะต้องขอความพิจารณาของทางพรรคเพื่อไทยช่วยชี้แจงแทนท่านผู้ได้รับเสนอชื่อด้วยว่าท่านจะให้ความสำคัญกับเรื่องต่อต้านคอร์รัปชันอย่างไรบ้างนะครับ ประเด็นที่ 2 ก็ขอความชัดเจน เกี่ยวกับเรื่องการดำเนินนโยบายประชานิยม คือ มีหลายเรื่องนะครับ คือ ผมก็ไม่ย้อนไปถึงตอนหาเสียงนะครับ เพราะว่าก็มีหลายพรรคที่เสนอแนวลักษณะนั้นนะครับ ทางฝ่ายวิชาการก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันมากพอสมควร แต่ที่พูดกันมากที่สุด ก็คือนโยบาย Digital เซึ่ง เมื่อวานผมจำได้ว่าหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ท่านก็กล่าวถึงแบบสั้น ๆ คือ ดั้งเดิมนี่ เป็นการแจกเงิน Digital 10,000 บาท ให้ทุกคนที่มีอายุ 16 ปี ขึ้นไป ซึ่งก็มีการคำนวณก็กว่า 500,000 ล้านบาท นโยบาลประชานิยมเหล่านี้นี่ เป็นที่ทราบดีว่าสร้างปัญหาในหลาย ๆ ประเทศ แม้แต่ประเทศตะวันตกหรือประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทสในยุโรปใต้ และประเทศในลาติน อเมริกาก็ยังมีปัญหากันอยู่ และเป็นปัญหาเรื้อรังก็สำหรับของเรานั้นนี่ ก็มีท่านผู้หลักผู้ใหญ่ทางวงการเงิน ทางด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคออกมาเตือนว่าเราอาจจะไม่ต้องการนโยบาลเหล่านั้น เราผ่านวิกฤติ COVID-19 มา การฟื้นตัว การที่จะเข้าไปช่วยเหลือน่ะ คงไม่ใช่การช่วยเหลือแบบ Quantitative Easing คือ เอาเงินอัดเข้าไป แต่เป็นการช่วยตามจุดที่เห็นว่ายังมีความต้องการอยู่ ซึ่งการทำลักษณะนั้นนี่ ทำการลักษณะที่ไม่เป็นการเจาะจงนี่ มันอาจจะสร้างปัญหาทั้งในแง่ของความมั่นคง แล้วก็วินัยทางด้านการคลังและการเงิน ซึ่งก็น่าเป็นห่วงนะครับ ก็อาจจะมีปัญหาอื่นตามมา ซึ่งก็หลายประเทศเจอปัญหาอยู่ หลังจากที่ใช้นโยบาย ไอ้ Quantitative Easing นี่ ก็คือปัญหาเงินเฟ้อ เนื่องจากว่าตอนนี้เรากำลังจะไปสร้างอุปทาน หรือ Supply เทียมขึ้นมา ถ้าเกิดจะมีมาตราการอะไรที่จะป้องกัน ก็ผมได้รับคำบอกเล่าเบื้องต้นนะครับ ว่าสิ่งที่ท่านจะสร้างขึ้นนี่ อาจจะไม่ได้อยู่ในระบบการเงิน การคลังปกติ จะเป็นเงิน Digital ที่จะไปอยู่ในกระเป๋า หรือ เป๋าตังค์ นะครับ ที่สร้างขึ้นมาเหมือนกรณีที่ใช้ Blockchain แล้วก็ใช้ bit ลักษณะเงินคล้าย ๆ Bitcoin ไม่มี ไม่มีตัวตน ไม่มีเงินสำรองมารองรับ แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันดี ว่าใครจะไปถือเงินดิจิทัลนั้นไว้เฉย ๆ หรือถือเงินนั้นไว้เฉย ๆ คนไทยนี่เป็นที่ทราบกันดีอยู่ เงินหมื่นพร้อมที่จะแลกเงินสด เงินหมื่น 8,000 ได้ 8,000 ก็เอานะครับ เพราะเขามีเจตนาที่ไปใช้ที่ไม่ได้อยู่มนระบบของนโยบายจะหังไว้นะครับ สิ่งที่นโยบายอาจจะหวังไว้นะครับ สิ่งเหล่านี้นี่ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ฝากเรียนผ่านท่านประธานไปยังพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาลว่า อาจจะลองพิจารณาปรับในการที่จะอัดฉีดเงินนี่เป็นกลุ่มเฉพาะเจาะจงมากขึ้น คือ ด้านสังคม ก็คือกลุ่มด้อยโอกาสทั้งหลายนะครับ ส่วนทางด้านเศรษฐกิจก็แน่นอน มีกลุ่มที่อยากจะพลิกฟื้นหลังจากวิกฤติโควิด เช่นกลุ่มที่เรียกว่า "S-Curve" หรือการที่ต้องการการพัฒนาอย่างเร่งด่วน กลุ่มรถยนต์อิเล็กทรอนิกส์ EV หรือกลุ่ม... กลุ่ม Robot ที่จะสร้างหุ่นยนต์ Ai อะไรต่าง ๆ ที่เราต้องการวิทยาการมาก ๆ ซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากทางรัฐมาก ๆ นะครับ ก็สิ่งเหล่านี้กระผมก็มีอยู่ 2 ประเด็ดหลัก ๆ ที่ผมอยากจะฟังจากทางพรรคเพื่อไทยครับท่านประธาน ว่าเรื่องนี้ก็คือความชัดเจนในเรื่องการต่อต้านการทุจริต แล้วก็ขอความชัดเจนเรื่องที่ 2 ก็คือนโยบายประชานิยม โดยเฉพาะนโยบายแจกเงิน Digital ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณคุณกิตติ วะสีนนท์ ครับ ต่อไปขอเชิญคุณเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ ครับ ขอไว้ 7 นาทีนะครับ เชิญครับ คุณเชาวฤทธิ์ครับ (คุณเชาวฤทธิ์) กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผมนาย เชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังสังคมใหม่ คนจังหวัดน่านครับ ตามที่ผมได้ฟังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายเกี่ยวกับคุณเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย บางคนก็บอกว่าไม่เคยรู้จัก บางท่านก็บอกว่าคุณเศรษฐานี่ หลีกเลี่ยงการเสียภาษีนะครับ ผมจะขออภิปรายว่าการเป็นผู้บริหารของบริษัทเอกชนนี้นะครับ มีวัตถุประสงค์การจดทะเบียน เพื่อทำหลาย ๆ อย่าง และก็แสวงหาผลกำไรนะครับ ไม่เหมือนการบริหารงานของภาครัฐ ที่เป็นนายกรัฐมนตรีนี่ การตรวจสอบขององค์กรต่าง ๆ นี่ มีหลากหลายนะครับ เช่น ปปช. สตง. สภานิติบัญญัติ นะครับ ท่าน สส. และ สว. และองค์กรตรวจสอบต่าง ๆ ที่จะตรวจสอบของนายกรัฐมนตรีผู้บริหารประเทศ ผู้บริหารประเทศนี่ไม่หวังผลกำไรนะครับ เพราะว่าผลกำไรที่นายกฯ หรือผู้บริหารประเทศนี้ได้ คือ ความอยู่ดี กินดี ของพี่น้องประชาชน ไม่เหมือนกับการบริหารของบริษัท การบริหารบริษัทนี่ คือ แสวงหาผลกำไร บริษัทห้างร้านอะไรต่าง ๆ ที่จดทะเบียนมานี่ หวังผลกำไรทั้งนั้นครับ มันไม่ใช่ว่าจดทะเบียนยมาแล้ว มาแล้วมาทำการค้าไม่หวังผลกำไรน่ะ ผมว่าไม่มีใครทำหรอกครับ ยกเว้นแต่องค์กรสาธารณประโยชน์ เช่น สโมสรลอตเตอรี สโมสรไลออนนี่ เขาจมาไม่หวังผลกำไรแน่นอนครับ การที่บริษัทแสนสิรินะครับ ได้ซื้อที่ดิน แล้วก้มีการเสียภาษี บางท่านว่าเสียภาษีไม่ถูกต้อง การเสียภาษีของระหว่างการโอนที่ดินของบริษัทแสนสิริ และบริษัทประไพทรัพย์ ในข้อคำสั่งของกรมสรรพากรที่ 100/2543 ได้กำหนดไว้ว่า ถ้าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนี่ โอนที่ดินน่ะ ต่อกับ ต่อบริษัท ก กับ บริษัท ข นี่ โอนที่ดินให้กันนี่ ต้องเสียภาษีอีกอย่างหนึ่งนะครับ แต่ว่าในบริษัทประไพศรีนี่ โอนเป็นรายบุคคล 12 คน คนละ 1 วัน อันนั้นจะเสียภาษีลดลงมา เหลือประมาณ 70 กว่าล้านนะครับ คือในการที่ลดภาษีต่างกันนี่ ประมาณ 500 ล้านนี่ มันไม่ได้ผิดกฎหมาย มันเป็นระเบียบของกรมที่ดินนะครับ ที่จะต้องเสียภาษีตามนั้น ผมจึงว่า เห็นว่า ผมเห็นว่าคุณเศรษฐา ทวีสินนี่ แคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยนี่ เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 นะครับ ในนามพรรคพลังสังคมใหม่ ก็ขอสนับสนุนนะครับ พรรคเพื่อไทยที่ได้เสียงการเลือกตั้งมา 10 กว่าล้านนะครับ คุณเศรษฐา ทวีสิน นี่ ก็ได้การยอมรับกับการยอมรับกับพี่น้องประชาชนมา 10 กว่าล้านเหมือนกันนะครับ ถือว่าการตรวจสอบผ่านที่การตรวจสอบการเลือกตั้งเข้ามา ส่วนที่ว่า คนที่ว่าไม่รู้จักท่านเศรษฐา ทวีสิน มันเป็นไปไม่ได้ครับ การเลือกตั้งมีเวลาตั้ง 45 วัน แล้วก็แคนดิเดตนายกฯ แต่ละพรรคก็แสดงวิสัยทัศน์กัน ทุกพรรค ทุกพรรค ก็ทุกท่านก็น่าจะได้ยินและได้เห็นแล้วว่าประวัติของคุณเศรษฐาเป็นอย่างไรครับ ผมจึงขอสนับสนุนคุณเศรษฐาเป็นนายกฯ คนที่ 30 ครับ 30 ครับ ขอบคุณครับ (คุณวันมูหะมัดนอร์) ครับ ขอบคุณคุณเชาวฤทธิ์ครับ ต่อไปขอเชิญคุณคำ... คำนูณ สิทธิสมานครับ ขอไว้ 15 นาทีครับ เชิญคุณคำนูณครับ (คุณคำนูณ) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมานวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาท่านประธานครับ หลักคิดในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาท่านประธานครับ หลักคิดในการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ของกระผม มีดังนี้ครับ กระผมเชื่อโดยบริสุทธิ์มาโดยตลอดว่าการกำหนดให้ สว. ร่วมให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะเป็นหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็เป็นการชั่วคราวตามบทเฉพาะกาลและด้วยความที่เป็นบทบัญญัติ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในระบบรัฐธรรมนูญไทย แม้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะจัดทำขึ้นในยุครัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร และต้องมีการลงมติร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับอยู่แล้ว จึงยังต้องมีการลงประชามติเป็นคำถามเพิ่มเติม เป็นการเฉพาะ สอบถามประชาชน ว่าจะเห็นชอบหรือไม่กับบทบัญญัติพิเศษนี้ โดยให้เหตุผลว่าเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่อง ซึ่งแม้จะได้รับความเห็นชอบในการลงประชามติ เมื่อวันที่ 7 บทบัญญัตินี้ก็ยังกำหนดให้ สว. มีหน้าที่และอำนาจในการร่วมให้ความเห็นชอบเท่านั้น ไม่มีสิทธิเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไม่มีสิทธิรับรองชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้ หลักคิดในการร่วมให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของ สว. ในความเห็นของกระผม จึงควรจะต้องมีความแตกต่างจาก สส. กล่าวคือ สว. ควรจะใช้หน้าที่และอำนาจที่มีอยู่เฉพาะกาลนี้ อย่างมีเหตุผล อย่างมีขอบเขต และอย่างจำกัด เหมือนกรณีพิจารณาบทยกเว้นตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมายอื่น ทั้งนี้กระผมแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลาครับ 1. ช่วงเวลาก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2565 อันเป็นช่วงระยะเวลาที่แผนการปฏิรูปประเทศทุกด้าน มีผลใช้บังคับ สว. ควรพิจารณาถึงเหตุผลพิเศษ ตามที่ปรากฏในคำถามเพิ่มเติมในการลงประชามติ เมื่อ 7 ปีก่อนหน้านี้ คือ ความต่อเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาล ภายใต้แผนการปฏิรูปประเทศ นี่คือหลักในการพิจารณาในช่วงระยะเวลานั้น และผมก็เคยได้อภิปรายในที่ประชุมแห่งนี้ ในคราวเลือกนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2562 ช่วงที่ 2 คือ ช่วงเวลาหลังจากวันที่ 31 ธันวาคม 2565 อันเป็นช่วงระยะเวลาที่แผนการปฏิรูปประเทศทุกด้าน เสมือนสิ้นสุดลงแล้ว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 2559 โดยมติของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2565 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับรองทุกประการในเวลาต่อมา โดยกำหนดให้ยกเลิกบทบัญญัติกฎหมาย และหน่วยงานที่ทำหน้าที่เฉพาะเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ คืนกลับไปให้หน่วยงานปกติทำหน้าที่ต่อ ทำให้ไม่อาจพิจารณาเหตุผลพิเศษตามคำถามประชามติเพิ่มเติมได้ ดังนั้น การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งเหมาะสมเป็นายกรัฐมนตรี ในช่วงเวลานี้ของรัฐสภาสมัยนี้ ผมจึงแบ่งออกเป็น 2 กรณี หากเป็นกรณีทั่วไปตามปกติ ผมเห็นควรให้มีการตัดสินใจ ให้ความเห็นชอบตามเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก เพื่อสะท้อนผลการเลือกตั้งทั่วไป และการตกลงทางการเมือง ระหว่างพรรคการเมืองต่าง ๆ ในสภาผู้แทนราษฎร เพราะในการบริหารราชการแผ่นดิน และการกำกับตรวจสอบราชการแผ่นดินทุกขั้นตอน หลังจากการให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ซึ่งเหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ต้องอาศัยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเกือบทั้งสิ้น ไม่มี สว. เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย อนึ่ง กระผมเห็นว่าการที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ลงมติ ให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นไปโดยเปิดเผย แตกต่างกับการให้ความเห็นชอบบุคคลในกรณีอื่น ๆ ที่ให้กระทำเป็นการลับ ก็เป็นมาตราการที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการให้การลงมติ สะท้อนผลการเลือกตั้งทั่วไป และการตกลงทางการเมือง ของพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด ท่านประธานครับ แต่ทั้งนี้ มิได้หมายความว่า สว. จะต้องให้ความเห็นชอบตามเสียงข้างมากในเสมอไป ทุกกรณี เพราะไม่เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องมีบทบัญญัติพิเศษ มาตรา 272 นี้แต่ประการใด สว. ย่อมสามารถใช้วิจารณญาณตัดสินใจ ให้ความเห็นชอบบุคคล ซึ่งยุคคได้การแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี แตกต่างไปกับเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรได้ แต่ควรจำกัดเฉพาะในกรณีที่เห็นว่าสำคัญจริง ๆ มิอาจหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีสำคัญที่สุดในระดับที่เห็นว่าอาจะเป็นพยันอันตรายใหญ่หลวงต่อรัฐธรรมนูญ และระบอบการปกครองของเสมือนเป็นกา่รใช้สิทธิยับยั้ง ในฐานะสภาที่ 2 ท่านประธานครับ การตัดสินใจไม่ให้ความเห็นชอบแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับการเสนอชื่อ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ตามเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ก็เพราะแคนดิเดตท่านนั้น และพรรคต้นสังกัดท่าน ยังคงมีนโยบายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา ตามมาตรา 112 ในสาระที่กระทบต่อคุ้มครองสถานะอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ขององค์พระมหากษัตริย์ของรัฐธรรมนูญ เปรียบเสมือนเป็นการแก้รัฐธรรมนูญ บทหลักของพระมหากษัตริย์ในประตูหลัง และเสมือนเป็นการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดตามมาตรา 112 ทั้งหมด ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมทุกระดับ ทางประตูหลัง กระผมเห็นว่าถือเป็นพยันอันตรายต่อรัฐธรรมนูญ และต่อระบอบการปกครอง และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีท่านนั้น ท่านก็มิได้ถอยนโยบายนี้ แม้ว่าจะมีเสียงอภิปรายคัดค้านสักเพียงใด ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ในการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งให้เป็นายกรัฐมนตรี ในวันนี้ก็เป็นที่ชัดเจนจากการแถลงต่อสาธารณะว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการเสนอชื่อ ไม่มีนโยบายที่อาจจะเป็นภยันตราย ต่อรัฐธรรมนูญ และต่อระบอบการปกครอง ในลักษณะดังกล่าว รวมทั้งไม่มีพรรคการเมืองเจ้าของนโยบายเช่นว่านั้น เข้าร่วมการจัดตั้งรัฐบาล กระผมเห็นควรกลับคืนสู่หลักการทั่วไป คือ ตัดสินใจลงมติให้เป็นไปตามเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นหลักคิดของกระผม ที่ว่า สว. ควรปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 272 อย่างไร อย่างไรก็ดีครับท่านประธาน จะมีการอภิปราย หรือแม้กระทั่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในมางสาธารณะขึ้นมาว่า ถ้าอย่างนั้น นโยบายที่จะให้คณะรัฐมนตรีมีมติในการประชุมครั้งแรก ให้ออกเสียงประชามติ สอบถามประชาชนว่าเห็นควรให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่นั้น ถือเป็นพยันอันตรายต่อรัฐธรรมนูญ และต่อระบอบการปกครองหรือไม่ มีเสียงบางท่านบอกว่าอันนี้ร้ายแรงกว่าการแก้ไขมาตรา 112 เสียอีก กระผมได้นำมาใคร่ครวญ และขออนุญาตอภิปรายบันทึกไว้ ณ ที่นี้ว่ากระผมเห็นต่างครับ เพราะไม่ว่าพวกเราทุกคนจะเห็นด้วย หรือเห็นต่างกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ กระผม โดยส่วนตัว ก็ไม่เห็นด้วย เห็นว่าการแก้ไขรายมาตรานั้นสามารถจะกระทำได้ แต่อย่างไรก็ตามแต่ครับ นโยบายเรื่องนี้นี่ เป็นโยบายของทุกพรรคการเมือง เกือบทุกพรรคการเมืองที่เราต้องยอมรับ ตั้งแต่ปี 2562 แล้ว ก็ได้มีการศึกษา มีการตั้งกรรมาธิการ แล้วที่สุดก็ได้มีร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 216 เพิ่มเติมหมวดใหม่ ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญหมวดใหม่ เสนอต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาแห่งนี้ เมื่อปี 2563 จากพรรคการเมือง 2 กลุ่ม 2 ขั้ว พูดแล้ว ก็คือเกือบทั้งสภาผู้แทนราษฎร และแม้จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาก่อนลงมติในวาระที่ 1 แต่เมื่อถึงการลงมติในวาระที่ 1 ก็ผ่านวาระที่ 1 สมาชิกวุฒิสภาพวกกระผมนี้ ก็ลงมติเห็นชอบด้วย เกิน 1 ใน 3 เกินเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญ 2556 ร่างนั้นก้ผ่านการพิจารณา ในวาระที่ 2 ในชั้นกรรมมาธิการ ผ่านการลงมติในวาระที่ 3 เผอิญมีผู้ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 210 (2) ในที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 4/2564 เดือนมีนาคม 2564 คำวินิจฉัยที่เป็นกุญแจ คำสำคัญนั้น ก็คือท่านบอกว่ารัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ได้ลงประชามติเสียก่อนว่า ประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และหลังจากจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงประชามติเห็นชอบหรือไม่ กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้น ที่ท่านจะให้คณะรัฐมนตรีมีมติจะให้จัดทำประชามติในวาระแรกของการประชุม ครม. นั้น กระผมเห็นว่าทำได้ครับ แต่อย่างไรก็ตามแต่ เราจะต้องยอมรับความเป็นจริงว่า กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้ น แม้จะผ่านการออกเสียงการทำประชามติครั้งแรกนั้น ยังต้องใช้ขั้นตอน และระยะเวลาอีกไม่ต่ำกว่า 2 ปีผ่านการพิจารณารัฐสภาแห่งนี้ อีก 1-2 ครั้งผ่านเงื่อนไขเดิม ๆ ทุกอย่าง และผ่านการออกเสียงประชามติ รวมทั้งสิ้น 3 ครั้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเราเคารพผลประชามติ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 ผมก็ไม่มีเหตุผลใดที่เราจะบอกว่าไม่เคารพผลการลงประชามติในอีก 3 ครั้งข้างหน้า แต่อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน เพื่อความสบายใจของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ เพื่อความสบายใจของพี่น้องประชาชน มันมีประเด็นที่พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย หากจะได้กรุณาชี้แจงให้ชัดเจน และที่ผมจะขออนุญาตตั้งเป็นข้อสังเกตไว้ว่า ในเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภูมิรัฐศาสตร์ทางการเมืองใหม่ ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็น 1 ในขั้วสำคัญ ท่านก็ควรจะใช้โอกาสนี้สร้างความสบายใจให้เกิดขึ้น 1. หากจะมีคำถามประชามติ คำถามประชามตินั้นควรจะต้องตรง และไม่เกินไปกว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ 4/2564 2. ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ที่คณะรัฐมนตรีจะเสนอเข้าสู่สภา ควรจะรับฟังความคิดเห็นจากทุกพรรคการเมือง จากสมาชิกวุฒิสภา ผ่านการพูดคุยให้มากที่สุด และ 3. ควรจะคำนึงถึงสารัตถะสำคัญ ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 256 นั้น ก็คือรูปแบบของ สสร. ที่จะเกิดขึ้น และเมื่อ สสร. ร่างเสร็จแล้ว จำเป็นจะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาก่อนเป็นครั้งสุดท้าย และสุดท้ายครับ หากเป็นไปได้ ถ้าท่านจะกรุณาทบทวนระยะเวลาของการจัดทำประชามติ ก็จะเป็นประโยชน์ ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาในเชิงหลักการพิจารณา การใช้อำนาจหน้าที่ ตามมาตรา 272 ในฐานะ สว. ซึ่งแตกต่างไปจาก สส. ในครั้งนี้ กระผมจะให้ความเห็นชอบแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ตามเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎร กราบขอบพระคุรครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ครับ ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านณัฐวุติ ประเสริฐสุวรรณ พรรคชาติไทยพัฒนา เชิญครับ (คุณณัฐวุฒิ) กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้กระผมขออนุญาตท่านประธาน และท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติที่เคารพรักทุกท่านครับ ขอนำเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง หรือ Real World 3 ประการ เพื่อประกอบการพิจารณาลงมตินายกรัฐมนตรีครับ โลกแห่งความเป็นจริงประการแรกครับ ผู้นำพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งสูงสุด มิใช่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีเสมอไปครับ วันนี้ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติอาจะมีมติเลือกนายกรัฐมนตรีเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งมาจากพรรคการเมืองที่เคยประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศสูงสุดมาแล้วครั้งหนึ่ง รัฐบาลที่เกิดขึ้นในอนาคต จะเรียกว่าอะไรก็ตามนะครับ รัฐบาลสลายขั้ว รัฐบาลพิเศษ สิ่งเหล่านี้เคยเกิดขึ้นเสมอ ๆ ในทางการเมืองไทย ตามระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ครับ ผมเป็นห่วงอย่างนี้ครับท่านประธานที่เคารพครับ ว่าคำพูดของนักการเมืองทั้งในการหาเสียงเลือกตั้ง และเหตุการณ์หลังเลือกตั้ง ในระหว่างการรวบรวมพรรคการเมือง เพื่อให้ได้เสียงข้างมากเป็นได้ทำลสายความเชื่อถือต่อคำพูดของนักการเมือง จนประชาชนเสื่อมศรัทธาอย่างรุนแรงครับ วัดได้จากอะไรครับ วัดได้จากเดี๋ยวนี้ครับ การไปงานในพิธีต่าง ๆ ของช่าวบ้านนี่นะครับ เขาจะไม่เชิญนักการเมืองขึ้นเวทีกล่าวอีกต่อไปแล้วครับ หรือกล่าวน้อยลง เพราะอะไครับ คำกล่าวของนักการเมือง ไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติ ไม่ได้รับความเชื่อถืออีกต่อไป ยกเว้นครับ นักการเมืองจังหวัดสุพรรณบุรี ยกเว้นเพราะอะไรครับ เพราะนักการเมืองจังหวัดสุพรรณบุรียึดมั่นเสมอครับ ในคำพูดของ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา สัจจะ กตัญญูครับ ท่านประธานครับ ดังนั้น ครับ นายกรัฐมนตรีที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้จะแก้ไข ความเป็นห่วงเป็นใยของผมได้อย่างไร ต้องนำนโยบายต่าง ๆ ที่จะแก้ไขปัญหาให้กับประเทศชาติ ให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพลังงานราคาแพงนะครับ เรื่องหนี้สินครัวเรือน เรื่องภัยแล้งที่กำลังจพเกิดขึ้น ไปแก้ไขให้สำเร็จให้จงได้ ความศรัทธา ความเชื่อถือ จะกลับมาครับ โลกแห่งความเป็นจริง ประการที่ 2 ครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี่นะครับ ก่อให้เกิดปัญหาวิกฤตการเลือกนายกรัฐมนตรี 3 เดือนเศษยังเลือกไม่ได้เลยครับท่านประธานครับ และยังมีอีกหลายประการ ดังนั้นครับ จำเป็นต้องมีการแก้ไขโดยด่วนครับ จึงเห็นด้วยกับผู้นำพรรคที่เป็นแกนนำว่า วาระที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกนี่นะครับ จะมีการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มต้นทันทีครับ แล้วแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยึดถือการปฏิรูปการเมือง ในปี 2539 ของท่านนายกฯ บรรหาร ศิลปะอาชา นั่นก็คือได้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. นี่นะครัย มาทำการแก้ไข แล้วเป็นจริงครับ เป็นจริงเรื่องอะไร เป็นจริงที่ว่าเราได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่ดีที่สุดฉบับหนึ่ง เพราะอะไรครับ เพราะว่าการร่างรัฐธรรมนูญนั้นยึดถือหลักการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ที่ว่า อำนาจเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนครับท่านประธานครับ ประการที่ 3 โลกแห่งความเป็นจริงหรือประการสุดท้ายนี่ นายกรัฐมนตรีต้องรู้บริบทนี้ครับ บริบทพลวัตในการเปลี่ยนแปลง หลีกหกนีไม่พ้นครับ ในอานาคต ที่มีหลากท่านกล่าวถึง Wind of Change นี่นะครับ เกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในคนหนุ่มสาว เพียงแต่ว่าขอให้นายกรัฐมนตรีคำนึงถึงเสมอว่าการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนั้น ต้องเป็นการ Taking of Soft Landing ด้วยครับท่านประธานครับ ผมต้องขอชื่นชมนะครับ ว่านายกทีจะมานี่นะครับ ถ้าเกิดได้ในวันนี้นี่ ต้องคำนึงอยู่เสมอนะครับ ว่าท่านจะประสบกับผู้นำ หรือตัวแทนที่จะมาดูแลกำกับควบคุมที่เข้มแข็งครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของรัฐสภาแห่งนี้ครับ แล้วประโยชน์ได้ทั้งหมดนี่นะครับ จะตกอยู่กับประเทศชาติและประชาชน แล้วเราหวังว่าคนหนุ่มสาวที่กำลังทำหน้าที่อยู่ในขณะนี้นะครับ เขาจะไม่ต้องกล่าวเหมือนกับรัฐบุรุษอาวุโส ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ ข้าพเจ้ายังไม่มีประสบการณ์ เมื่อข้าพเจ้ามีประสบการณ์ ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจเสียแล้ว เราอยากจะให้ท่านถึงทั้งมีอำนาจและมีประสบการณ์ในคราวเดียวกันครับ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะถึงวันนั้นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายครับ ขออนุญาตสรุปอย่างนี้ครับ วันนี้ยินดีกับอดีตผู้นำที่กลับประเทศครับ แต่จะยินดีสูงสุดและมากที่สุด นั่นก็คือไอ้ Real World โลกแห่งความเป็นจริง โลกแห่งความขัดแย้งในประเทศจะสิ้นสุดเสียทีครับ จะก้าวเข้าสู่ยุค Dream Word โลกแห่งความฝันที่เราปรารถนาสูงสุด นั่นก็คือ โลกหรือประเทศของเราเข้าสู่ยุคภาษีอ่านประเทศเจริญรุ่งเรือง สันติ สงบสุข นิรันด์กาลครับ ขอบพระคุณท่านประธานอย่างสูงครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ขอบพระคุณครับ ท่านณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ต่อไปเป็นท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นะครับ สว. ครับ (คุณสถิตย์) กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วาระนี้เป็นการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อวันนี้ คือ คุณณเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จในการบริหารธุรกิจเป็นอย่างมาก แต่ในวันนี้กำลังได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะต้องเป็นบุคคลที่มีความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งแตกต่างไปจากการบริหารธุรกิจ กระผมขออนุญาตท่านประธานกล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจบางเรื่อง เชื่อมโยงไปถึงทักษะในการบริหารของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ ผมขออภิปรายเรื่องนโยบาย Digital Wallet หรือนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งกำหนดให้ ให้เงิน 10,000 บาท กับผู้ที่มีอายุเกิน 16 ปี และให้ใช้จ่ายในเวลา 6 เดือน ในรัศมี 4 กิโลเมตร นโยบายเช่นนี้ ถือว่าเป็นนโยบายของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาที่ออกนโยบายนี้ ขณะนั้นเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ในปี 2563 นั้น เศรษฐกิจติดลบ อยู่ที่ 6.2 และฟื้นตัวมาในปี 2564 ที่ขยายตัวที่ขยายตัวที่ร้อยละ 1.5 และในปี 2565 ขยายตัวร้อยละ 2.6 นโยบายนี้ออกมาในขณะที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ซึ่งไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ต้องคำนึกถึงจังหวะเวลาหรือ Timely แต่ ณ วันนี้ไตรมาสแรกการเติบโตทางเศรษฐกิจของปี 2566 นั้น ขยายตัวร้อยละ 2.6 ถ้าเทียบกับไตรมาสของปีที่ผ่านมาแต่ในไตรมาศที่ 2 นั้นขยายลดลงเหลือร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับไตมาสที่ผ่านมาของปีที่แล้ว ที่เป็นเช่นนี้ ก็เป็นไปได้ว่าอยู่ในช่วงของการรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพราะว่าจากตัวเลขนั้น ปรากฏว่าตัวเลขที่ด้อยลงไป ก็คือตัวเลขของการใช้จ่ายภาครัฐ ตัวเลขของบริโภคภาครัฐ แม้กระทั่งตัวเลขของการส่งออกก็ลดลงไป มีแต่ท่องเที่ยวเท่านั้นที่เติบโตเข้ามา เพราะฉะนั้น ในจังหวะนี้ก็จะเห็นว่าเศรษฐกิจเริ่มจะชลอตัว ก็เป็นช่วสงจังหวะเวลาที่ใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจได้ หลักการประการที่ 2 ของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็คือต้องเป็นการชั่วคราว หรือ Temporarily เรื่องนี้ชัดเจนว่าเป็นการเพราะว่าจะดำเนินการให้เสร็จสิ้น ใน 6 เดือน เรื่องที่สำคัญก็คือเรื่องของเป้าหมาย หรือ Target ซึ่งเรื่องของเป้าหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น อาจมองเป็น 3 เรื่อง เรื่องแรกก็คือเรื่องบุคคลที่จะได้รับประโยชน์ ผมจะเรียนนโยบายนั้น สามารถที่จะทำควบคู่ไปกับการลดความเหลื่อมล้ำ เพราะฉะนั้น การให้เงิน 10,000 บาทนี้ อาจจะคิดในกรอบเดิม ก็คือHelicopter Money ก็คือโปรยเงินไปทั่ว แจกเงินให้ครบทุกคน แต่ในช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่เรามีฐานข้อมูลของคนจนอย่างเพียงพอ ที่จะสามารถจะแจกเงินให้ตรงเป้า ไปกับคนจนเหล่านั้นได้ ก็หวังว่าทักษะในการบริหารของคุณเศรษฐาในการบริการเศรษฐกิจ การบริการธุรกิจจะได้นำเรื่องนี้เข้าไปพิจารณาในการบริหารเศรษฐกิจ เพราะว่าในการบริหารเศรษฐกิจนั้น ต้องคำนึงถึงความเติบโต ก็ยังคำนึงถึงความกระจายของความเจริญ ลดความเหลื่อมล้ำอีกด้วย หรือเป้าหมายประการที่ 2 ก็คือร้านค้า หวังว่าคุณเศรษฐาจะได้พิจารณาว่าจะให้ไปซื้อของในร้านค้าที่เป็นร้านค้าชุมชนจริง ๆ ไม่ใช่ร้านค้าที่เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ ที่ไปตั้งรกรากอยู่ในชุมชน มิเช่นนั้นแล้วประโยชน์ที่จะได้จากชุมชนก็จะน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แต่ถ้าหากจำกัดเฉพาะขอบเขตร้านค้าชุมชนแท้ ๆ แล้ว นอกจากกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ยังกระจายเศรษฐกิจไปอีกด้วย เป้าหมายประการที่ 3 ก็คือสินค้า สินค้าที่กำหนดในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นควรจะเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ไม่ใช่สินค้าเป็นการทั่วไป มิฉะนั้นแล้ว ก็อาจจะไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยด้วยสินค้าที่เป็นอบายมุข ประสงค์กับการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ไม่ตอบรับกับเรื่องของการกระจายความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ตอบรับกับการลดความเหลื่อมล้ำ ประการถัดไปในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ก็คือต้องมีความโปรงใส เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ และก็ต้องชมผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นายกรัฐมนตรี ที่ได้นำมิติใหม่ของความโปรงใสมาใช้ในการบริหารเงิน ในการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้ นั่นก็คือนำระบบ Blockchain มาใช้ เพราะว่าการบริหารเศรษฐกิจด้วยการแจกเงินที่โปร่งใสนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ระบบดิจิทัล และระบบดิจิทัลที่ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ถึงขึ้นสูงสุด ก็คือ Blockchain ผมขอกราบเรียนท่านประธานสภาว่า Blockchain นั้นเป็น World Wide Web รุ่นที่ 3 World Wide Web รุ่นที่ 1 ก็คือ World Wide Web รุ่นที่อ่านอย่างเดียว หรือ Read Only World Wide Web รุ่นที่ 2 นั้นก็คือ รุ่นที่อ่านได้ ตอบได้ รุ่นที่ Read and Respond ส่วน World Wide Web รุ่นที่ 3 ขยับไปอีกขั้นหนึ่ง ก็คือเป็นเรื่องที่กระจายในเรื่องของข้อมูลออกไป และทุกคนเป็นเจ้าของข้อมูลของตัวเอง ไม่มีตัวกลางที่เป็นเจ้าของข้อมูล เหมือนกับเว็บที่ 2 เพราะเรื่องนี้ก็จะมีความโปร่งใสมาก แต่ผมก็อยากจะเรียนว่าประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจของผู้ที่ได้รับเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น จะต้องพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ ถึงการวางโครงสร้างพื้นฐาน Blockchain อันนี้ ที่จะต้องรอบคอบในเรื่องเทคโนโลยีที่จะต้องระมัดระวังในเรื่องของกระบวนกาต่าง ๆ ที่จะต้องพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ที่ใช้ระบบ Blockchain นี้ อย่างแท้จริง เพราะระบบ Blockchain มีอยู่คำหนึ่ง คือ "Private Key" หรือทั่วไปว่า Password ถ้าทำ Private Key นี้หาย ทุกอย่างที่อยู่ใน Digital Wallet ก็จะหายไปด้วย นี่ผมกำลังพูดถึงโครงสร้างพื้นฐาน ถ้าโครงสร้างพื้นฐานของ Blockchain ถ้าใช้เรื่องอื่น ๆ ด้วย ก็คงจะต้องพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานของ Blackchain นี้ให้ดี และผมเชื่อว่าการบริหารธุรกิจของคุณเศรษฐา ทวีสินนั้น สามารถนำมาปรับใช้ด้วยความระมัดระวังในการวางโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ Digital money ในครั้งนี้ ผมขออนุญาตกล่าวในเรื่องของทางการเมือง ว่าเมื่อพรรคใดพรรคหนึ่งหรือพรรคการเมืองหลายพรรค ได้รวมตัวกันเป็นเสียงข้างมากเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ของสมาชิกสภาราษฎรแล้ว ก็ของคนไทยเกินกึ่งหนึ่งของผู้ที่ลงคะแนนเสียงทั้งหมด จึงมีความชอบธรรมที่พรรคที่รวมตัวกันเกินกว่ากึ่งหนึ่งนั้น จะได้เสนอชื่อบุคคลที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี และเมื่อได้พิจารณาของการเป็นนักบริหารธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ปรับทักษะให้มาบริหารประเทศชาติได้แล้ว ผมจึงคิดว่าผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ คือ คุณเศรษฐา ทวีสิน ควรที่จะได้รับความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรี ขอบคุณครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ครับ ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่าน ปรีดา บุญเพลิง พรรคครูไทยเพื่อประชาชน เชิญครับ ท่านครับ (คุณปรีดา) กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผมนายปรีดา บุญเพลิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน การศึกษานำการเมือง ครูพัฒนาคน ประชาชนพัฒนาชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้ทรงเกียรติและผู้ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี และสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติผมได้เฝ้าติดตามบรรยากาศและสถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาล ของพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้และที่ผ่านมาวันนี้เราคงต้องมาร่วมช่วยกัน จะทำอย่างไร ให้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งแผ่นดิน มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเป็อยู่ที่ดี กินดี มีความมั่นคงในชีวิต สังคมไทยมีความรัก สามัคคี ประเทศชาติมีความมั่นคง เจริญรุ่งเรืองสืบไป ทัดเทียมกับอารยประเทศ ควรถึงเวลา และเป็นนิมิตรหมายที่ดี ในการสรรหานายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เพื่อในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป ครั้งนี้ถ้านายกรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบจากที่ได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกรัฐสภา จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง ด้านการศึกษา ด้านด้านสังคม ด้านการเมือง และวัฒนธรรม ผมอยากทราบว่านโยบายของพรรคการเมืองที่จัดตั้งรัฐบาลว่าอย่างไร โดยเฉพาะด้านการศึกษา ว่าที่นายกรัฐมนตรี ควรจะนำเรื่องการศึกษาเป็นนโยบายหลักในการพัฒนาประเทศ เช่น หลักสูตรครู ระบบบริหารจัดการการจัดการ ควรได้รับการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคร่วมรัฐบาล ถ้าท่านทำได้อย่างนี้ ผมเชื่อมั่นว่า ประเทศไทย พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน จะมีความสุข ร่มเย็น ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง มีความมั่นคง พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ ขอบคุณมากครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านวันชัย สอนศิริ สว. นะครับ (คุณวันชัย) กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมเองนั้นได้ประกาศแสดงเจตจำนงมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้ง ว่าใครรวมเสียงข้างมากได้ สว. วันชัย สอนศิริ จะโหวตให้กับนายกรัฐมนตรี จากพรรคการเมืองเหล่านั้น และผมขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมว่าสิ่งที่ผมประกาศเจตจำนงทั้งก่อนและหลังเลือกตั้งว่า สนับสนุนกับพรรคการเมืองที่รวมเสียงข้างมากนั้น ด้วยเหตุผลว่า 1. เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย ซึ่งแน่นอน บ้านเมืองเรากำลังเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย แม้อาจจะยังไม่เต็มใบเต็มที่นัก และจะต้องเต็มใบต่อไป ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่ง ก็สนับสนุนให้กับเสียงส่วนใหญ่อันเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย และเมื่อรวมเสียงข้างมากได้ ก็ถือว่าเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่ใช้สิทธิเลือกตั้ง และประการที่สำคัญครับท่านประธาน เป็นการลดความขัดแย้งความสังคม ในบ้าน ในเมือง และเป็นสิ่งหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมว่า การตัดสินที่จะให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น อยู่ที่สมาชิกรัฐสภา 750 คนนี้ มิใช่ว่าใครคนใดคนหนึ่งกล่าวอ้างขึ้นมา ว่าคนนั้นไม่ดี คนนี้ไม่ถูกต้อง คนนั้นไม่มีคุณสมบัติ ใช้ไม่ได้ แล้วคน 750 จำเป็นต้องเชื่อคน ๆ นั้น ซึ่งไม่ใช่สมาชิกรัฐสภาหรือ เพราะฉะนั้น เสียง 750 ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นเสียงชี้ขาดว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งกล่าวอ้าง แล้วเราก็ตัดสิทธิ์คนคนนั้น นี่คอหลักการที่ผมถือเป็นแนวปฏิบัติ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐบาลที่จัดตั้งในครั้งนี้ 314 เสียง จาก 11 พรรคการเมือง ที่ประกาศกันเมื่อวานนี้ ผมดูแล้ว เห็นว่าเป็นรัฐบาลที่ก้าวข้ามความขัดแย้งจริง ๆ เป็นรัฐบาลที่สลายขั้ว สลายสี สลายความเห็นต่าง และจะนำมาซึ่งความปรองดอง สมานฉันท์ ที่เป็นรูปธรรมจริง ๆ ครับท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานดูในรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ ในมาตรา 257 เขาเขียนไว้อยู่ใน (1) ว่า การปฏิรูปประเทศนั้น ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง เขียนไว้ในรัฐธรมนูญเลยนะครับ ท่านประธาน และในมาตรา 258 อยู่ใน (5) บอกว่าในการปฏิรูปนั้น จะต้องมีกลไกแก้ไขการขัดแย้งทางการเมือง โดยสันติวิธี ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านประธานจะเห็นว่าเรื่องความขัดแย้งในสังคมนั้นเป็นปัญญาของประเทศ 20 ปี สร้างความเสียหาย สร้างความย่อยยับกับประเทศเรามาเป็นเวลานานแล้ว ก่อให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยก แม้กระทั้งในครอบครัว แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย แบ่งคน แบ่งจังหวัด ถึงกับบางจังหวัด บางคนเดินทางไปไม่ได้ ถ้าก่อให้เกิดความเสียหายนี่ ประเมินค่ามิได้เลยครับท่านประธาน ทั้งชีวิต ทั้งจิตใจ ทั้งร่างกาย ทั้งทรัพย์สิน ของรัฐ ของเอกชน ทั้งมีการเผา มีการฆ่ากัน เป็นทุกที่ทุกแห่ง แม้แต่สื่อก็แบ่งฝักแบ่งฝ่าย เข้าประหัตประหารกัน บางครั้งถึงขนาดต้องปฏิวัติ รัฐประหารกัน เกิดขึ้นทั้งในสภานี้ และก็ลามมานอกสภา ลามไปท้องถนน ไปในตำบล ในหมู่บ้าน ในอำเภอ ในจังหวัด แล้วทุกคนก็เรียกร้อง ว่าเราทุกคนต้องปรองดองสมานฉันท์ ผมเองนั้นเป็นทั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เป็นทั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อน เป็นทั้งสมาชิกวุฒิสภา ท่านประธานครับ ในการปฏิรูปมีหัวข้อใหญ่อยู่ 1 หัวข้อ คือ การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ มีแผน มีเอกสารเป็นตั้ง ๆ เป็นปึก ๆ เป็นห้อง ๆ เป็นตู้ ๆ ลัง ๆ ครับ ตั้งคณะกรรมาธิการกันมาไม่รู้กี่ชุด กี่คณะ เคยปฏิรูปเรื่องการปรองดอง สมานฉันท์ หรือทำให้คนรักกัน มีความสมัครสมานสามีได้ไหมครับ ผมที่เป็นกรรมการประฏิรูป เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนสมาชิกสภาปฏิรูป ยังมองว่ามันสูญเปล่า เป็นไปไม่ได้เลยครับ แต่พอเห็นรัฐบาล 314 เสียง จาก 11 พรรคการเมือง เป็นเรื่องที่บรรจง ลงตัว เหมาะเจาะพอดีเลยครับท่านประธาน สลายขั้ว ข้ามสี... สลายสี สลายพรรค สลายบุคคล เรามีทั้งเหลือง ทั้งแดง อยู่ในนั้น มีทั้ง กปปส. มีทั้ง นปช. มีทั้งพรรคการเมืองที่เป็นผู้นำ เป็นทหารก็มี แปลว่ามาร่วมเป็นรัฐบาลในการบริหารประเทศ เป็นการปรองดอง สมานฉันท์ ที่เป็นรูปธรรมที่แท้จริงเริ่มจากการขัดแย้งกันในสภานี่ล่ะครับ อย่างที่ผมเรียน แล้วก็ลามไปข้างนอก ตอนนี้ บัดนี้ และเดี๋ยวนี้ แม้จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรีต่อไปในเวลาข้างหน้านี่ ถ้าทุกพรรคการเมืองได้เป็นรัฐบาลจริง ๆ ผมเชื่อเหลือเกินว่า ยิ่งกว่าแผนการปฏิรูปใด ๆ ยิ่งกว่าการเสียเงินเสียทองใด ๆ ที่เราทำมาทั้งสิ้น เพราะทุกพรรค ทุกคนเข้าใจในปัญหาของความขัดแย้งเหล่านี้ ผมจึงเชื่อเลยว่ารัฐบาลชุดนี้ ท่านลด ละ ไม่แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย ไม่ทะเลาะเบาะแว้งในการแก่งแย่งอำนาจในการเป็นรัฐบาล เอาประเทศชาติและประชาชนเป็นตัวตั้ง ผมว่าความหวังของประชาชน ที่เราขัดแย้งแบ่งแยกกันมา 20 กว่าปีนั้น อยากให้ปีนี้ และโหวตนายกรัฐมนตรีวันนี้ เป็นการนับ 1 ของการปรองดอง สมานฉันท์ ผมสนับสนุนให้ประเทศเดินหน้า และให้มีรัฐบาลโดยเร็ว และจะดีหรือไม่ดี ผมว่าผลงานนั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์ พรรคการเมือง จาก 11 พรรคที่เป็นรัฐบาล ขอเวลาอีกนิดเดียวครับ ท่านประธาน จะจบแล้ว เมื่อได้รัฐบาลที่มาจาก 11 พรรคการเมือง ที่สลายขั้ว สลายสี ปรองดองแล้ว สิ่งที่มีในสภานี้ท่านประธานครับ เรามีพรรคฝ่ายค้านจากพรรคก้าวไกล ก้าวไกลนี่ล่ะครับ ซึ่งจะเป็นพรรคฝ่ายตรวจสอบที่เข้มแข็ง และที่สำคัญที่สุดครับท่านประธานครับตัวนายกรัฐมนตรีที่มีปัญหา ที่มีการกล่าวหากันในเรื่องนู้นเรื่องนี้ โดยหลักการที่ผมเองนั้นเป็นทนายความ เป็นนักกฎหมาย ใช้หลักว่าตราบใดก็ตามถ้ายังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือยังไม่มีองค์กร หรือหน่วยงานใด วินิจฉัยข้อกล่าวหาของบุคคลนั้น ต้องถือว่าบุคคลนั้นยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ เพราะฉะนั้น ใครจะถูกกล่าวหาอะไร เรื่องอะไรอย่างไรที่พูดกันอยู่ ผมว่ายังมีหน่วยงาน องค์กร องค์กรอิสระต่าง ๆ ที่จะต้องตรวจสอบต่อไป หน่วยงานทางราชการที่จะต้องตรวจสอบต่อไป และเมื่อเป็นรัฐบาลแล้ว การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็จะเป็นการตรวจสอบคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ด้วยเหตุนี้ผมจึงสนับสนุนพรรคมจึงสนับสนุน พรรคการเมืองที่รวมเสียงข้างมาก แล้วเสนอบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ สว. วันชัย สอนศิริ สนับสนุนเต็มที่ ในหลักการดังที่กล่าวแล้ว หวังว่าสิ่งนี้จะทำให้บ้านเมืองเดินได้ต่อไป และเป็นความหวัง เป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน พูดถึงคำว่า "ความรัก ความสามัคคี" ที่จะเกิดขึ้น ก็ชื่นใจแล้วนะครับ ท่านประธาน หวังว่าจะเกิดขึ้นจากรัฐบาลนี้ ขอบพระคุณครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านวันชัย ต่อไปขอเรียนเชิญท่านบัญชา เดชเจริญศิริกุล นะครับ พรรคท้องที่ไทย ครับ (คุณบัญชา) กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม บัญชา เดชเจริญศิริกุล นะครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อพรรคท้องที่ไทยนะครับ ส่วนตัวแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทยนั้น ส่วนตัวเพราะผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยได้คัดสรรเป็นอย่างดี เชื่อว่าองค์กรต่าง ๆ ก็คงได้ตรวจสอบแล้ว ส่วนวันนี้นะครับ ผมอยากให้ทุกพรรคการเมือง ถอยหลังกันคนละก้าวได้ไหมครับ ประชาชนรออยู่นะครับ เพราะว่าทุกคนก็พูดแต่ว่าประชาชน ประชาชน แต่อยากให้ทำเพื่อประชาชนสักครั้งนะครับ สีที่มีอยู่ ขอให้เป็นสีที่เป็นเกมกีฬาสีได้ไหมครับ เรามาสร้างความดี ช่วยกันสร้างความดี เพื่อประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าให้ดียิ่งขึ้นต่อไปนะครับ ก็อยากให้ทุกคนคิดและตระหนักนะครับ ประเทศไทยอยู่ตรงนี้ไม่ไหวแล้วนะครับ เพราะว่าพี่น้องประชาชนตอนนี้แย่มาก ๆ นะครับ เช่นเดียวกับภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นกับพืชเศรษฐกิจต่าง ๆ ตอนนี้จะยืนต้นตายกันหมดแล้ว รอการแก้ไขจากรัฐบาลนะครับ ก็อยากให้มีรัฐบาลเร็ววัน แล้วก็เร่งด่วนนะครับ กราบพระคุณท่านประธานครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ครับ ขอบคุณครับ กลับมาที่ท่าน มณเฑียร บุญตัน นะครับ สว. ครับ เชิญครับ (คุณมณเฑียร) กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ในการพิจารณาลงมติเห็นชอบผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ผมจะใช้สิทธิในการทำหน้าที่ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่ผมได้ใช้สิทธิไปในวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 โดยมีหลักการพื้นฐาน ซึ่งผมได้เปิดเผยต่อสาธารณะ มาอย่างต่อเนื่อง ว่าในระบบการเมืองที่เป็นปกติ ของระบอบประชาธิปไตย ในระบบรัฐสภา ซึ่งของไทยเรานั้น เป็นระบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยปกติแล้วนี่ นายกรัฐมนตรีนั้น มาจากการเลือกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็เกิดจากรวมเสียงข้างมากของพรรคการเมือง ที่ได้รับการเลือกตั้งจากพี่น้องประชาชน แต่กรณีที่เราอยู่ในห้วงเวลาพิเศษนี้นี่นะครับ รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาทำหน้าที่ร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อลงมติเห็นชอบ เพราะฉะนั้นนี่ เราก็จำเป็นต้องทำหน้าที่ เพียงแต่ว่าผมเห็นแล้วว่าการทำหน้าที่ในครั้งนี้นั้นนี่ เป็นการทำหน้าที่ในสถานการณ์การเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ที่ปกติแล้ว เราไม่ได้อยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลรักษาการ หลังการยึดอำนาจ ไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เราอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่าน จากรัฐบาลประชาธิปไตย ที่มาจากการเลือกตั้งชุดหนึ่ง ไปยังอีกชุดหนึ่ง เพราะฉะนั้น ผมจึงเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่สมาชิกวุฒิสภาจะทำหน้าที่วินิจฉัย ผิดแผกแตกต่างไปจากเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร นั่นเป็นหลักการเดิมที่ผมใช้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเรียนว่าผมเองไม่ค่อยสบายใจเท่าไรนัก ต่อเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ข้อกล่าวหาต่าง ๆ นานา การเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนฝ่ายสลายขั้ว จริง ๆ โดยหลักการมันก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่เสียหายอะไรหรอกครับ เพราะว่าในระบบรัฐสภา ในประเทศไหนก็มีการจับคู่ เปลี่ยนขั้ว สลับขั้ว ระหว่างซ้ายกับขวา กลางกับขวา กลางกับซ้ายอยู่ตลอดเวลา ในประเทศในยุโรปก็เห็นอยู่กันบ่อย เพียงแต่ว่าของเรานั้นวิวัฒนาการ เพิ่งจะใหม่ ๆ หมาด ๆ ประชาชนมีความคาดหวังสูงนะครับ ว่าพรรคการเมืองที่จับกลุ่มกัน ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง มาจนถึงการเลือกตั้งเสร็จ ก็ถูกเข้าใจแล้ว ว่าได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์อุดมการณ์ร่วมกันไปแล้ว ครั้นสะดุด หยุดลง แล้วมีปัญหา ถึงขั้นต้องมีการเปลี่ยน ก็จะต้องทำให้เกิดความผิดหวังเป็นธรรมดา แต่แม้ว่าจะมีความไม่สบายใจขนาดไหนก็ตาม แล้วแม้ว่าจะมีข้อกล่าวหาใด ๆ ต่อบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อขนาดไหนก็ตาม ก็ไม่อาจไปลบล้างหลักการที่ผมได้เคยแถลงต่อสาธารณะไปแล้วนะครับ ว่าสำหรับผมแล้ว สมาชิกวุฒิสภาในสถานการณ์ทางการเมืองที่เป็นปกติ เหมือนเช่นปัจจุบัน ไม่ควรเป็นอุปสรรคต่อการจัดตั้งรัฐบาล เพราะฉะนั้น ก็จึงไม่มีเหตุผลใดที่ผมจะใช้ความไม่สบายใจ หรือความรู้สึกนึกคิด หรือความเข้าใจต่อพรรคการเมือง ต่อจุดยืนทางการเมืองต่อพรรคเหล่านั้น หรือต่อทัศนะที่มีต่อบุคคลที่ได้รับการเสนอแต่ประการใด ประการต่อมาครับท่านประธาน แม้ว่าผมจะได้ใช้สิทธิในฐานะประชาชน ในวันที่ 14 เดือนซึ่งผมก็เป็นหนึ่งนะครับ ที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง ต้องการเห็นการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน แต่เป็นความเห็นโดยสุจริต และผมได้หน้าที่ของประชาชนไปแล้ว พูดอย่างตรงไปตรงมาว่าผมไม่ได้เลือกพรรคใดเลยที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในวันนี้ แต่ความรู้สึก นึกคิด และการใช้สิทธิในวันที่ 14 พฤษภาคม ก็ไม่อาจลบล้างหลักการที่ผมได้พูดไปแล้วว่าในสถาการณ์ทางการเมืองที่เป็นปกติ ไม่ใช่หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา ที่จะไปวินิจฉัยว่าใครสมควรได้เป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น ผมจึงได้วางความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ ส่วนตัว ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ ต่อพรรคการเมือง ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ ต่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ เพื่อให้กลไกในการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี และรัฐบาล สามารถดำเนินต่อไปได้ และประเทศไทยจะได้เข้าสู่สภาวะอันเป็นปกติ มีการจัดตั้งรัฐบาล มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณประจำปี ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพครับ อย่างไรก็ตามครับ แม้ว่าผมจะตัดสินใจไปแล้ว แต่ผมก็เหมือนกับสมาชิกหลายท่าน เหมือนกับพี่น้องประชานหลายท่าน ที่ใคร่อยากจะรับฟังคำชี้แจง การแสดงจุดยืนบางประการของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ หรือตัวแทนผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไข หรือปรับปรุง หรือยกร่างรัฐธรรมนูญก็ดี ซึ่งผมแม้ว่าจะมีสงสัย กังขาต่อการแก้ไขทั้งฉบับ ไม่ใช่โดยเนื้อหานะครับ แต่โยความห่วงใยว่า ในสภาวะที่สังคมไทยยังมีความไม่มีความเห็นพ้องต้องกัน ไม่มีฉันทามติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อาจนำไปสู่ความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น แต่ผมพร้อมที่จะยกมือให้ แล้วก้ยกมือให้มาตลอดครับ ท่านประธานไม่ว่าจะเป็นแก้ทั้งฉบับ ไม่ว่าจะเป็นแก้ 272 ผมก็ยกมือให้มาโดยตลอด แต่ผมก็อยากจะฟังคำชี้แจงว่ าท่านจะใช้ศิลปะ ท่านจะใช้เทคนนิควิธีการใด ที่จะเสนอให้มีการลงประชามติอันจะนำมาสู่การยกร่างรัฐธรรมนูญนี่ อันปราศจากความขัดแย้งอย่างรุนแรง นำพาสังคมไทยไปสู่สังคมที่มีสันติสุข มีสันติภาพ มีความสร้างสรรค์ต่อไป อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะทราบ เผอิญผมพอจะมีความรู้อยู่เล็กน้อยมากนะครับ แต่ก็สนใจในเรื่องนี้ เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์สถิตได้พูดไปแล้วในเรื่องของ Digital Wallet ซึ่งผมไม่มั่นใจว่า Digital Wallet ของท่านนี่ เงินที่ได้มานั้นมันเป็นเงิน Fiat ก็คือเงินตราที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย มันเป็นเวอร์ชัน ของเงินบาทที่มีอยู่แล้ว หรือมันเป็นของใหม่นะครับ หรือว่ามันเป็นเงิน Digital โดยกำเนิด ถ้ามันเป็น Digital โดยกำเนิด ท่านจะใช้ Blockchain ในการเก็บรักษา Blockchain นั้นมีลักษณะไม่เป็นศูนย์กลาง เป็น Decentralize นะครับ นะครับ ท่านจะกำกับควบคุมการใช้เงินที่เป็น Decentralize อย่างไรนะครับ เพราะว่ามันย้อนแย้งกับการใช้กฎระเบียบ การใช้ระยะเวลานะครับ แล้วก็การาควบคุมนะครับ การไหลบ่าของเงินนะครับ ผมเข้าใจว่าอันนี้ท่านคงมีความในใจอยู่แล้วล่ะ มันเป็นเงิน Fiat ที่เป็นเวอร์ชัน Digital มันเป็น Centralize bank Digital Currency นะครับ หรือว่ามันเป็นเงิน Digital โดยกำเนิดที่มันมีค่าโดยตัวของมันเองนะครับ ก็ในท้ายที่สุดนะครับ ผมก็ขอยืนยันในหลักการเดิมว่าในฐานะวุมิสภา ต่อการแก้ไขมาตรา 272 และการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอดผมก็จะโหวตพรรคการเมืองที่เสนอชื่อผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีที่สามารถรวมเสียงข้างมากได้ ขอบพระคุณครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ครับ ขอบคุณมากครับ ท่าน มณเฑียร บุญตัน ต่อไปเชิญท่าน กฤดิทัช แสงธนโยธิน ครับ (คุณกฤดิทัช) ครับผม กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน สส. บัญชีรายชื่อ พรรคใหม่ และในฐานะเป็นสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ก่อนอื่นผมเองก็ต้องแสดงความยินดีนะครับ ในวันนี้ที่เวียนมาถึง ได้มีการเสนอแคนดิเดตนายก เพื่อจะได้มีการเลือกนายกต่อไป เพราะที่ผ่านมา นับตั้งแต่มีการเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม จนถึงวันนี้ 100 วัน ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด เรายังไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารกิจการบ้านเมืองต่อจากรัฐบาลชุดรักษาการ ปัญหาต่าง ๆ มากมายนะครับ ที่รอการแก้ไข วันนีร้ต้องการรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาจัดการนะครับ ผมเองไม่ได้ติด ขัดข้องหมองใจตรงไหน ที่ใครจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ผมยังยืนยันในหลักการที่ว่า ถ้าคนที่ได้รับการเสนอชื่อ ผ่านกระบวนการตั้งแต่ตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่การลงสมัครรับเลือกตั้งหาเสียง ผ่านกระบวนการพวกนั้นมา ผมถือว่าคุณสมบัติเหล่านั้น จะต้องมีการถูกตรวจสอบเป็นอย่างดี แล้วก็พรรคการเมืองที่มีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ แต่ละท่านนี่นะครับ ผมเชื่อว่าคงผ่านกระบวนการคัดกรอง แล้วก็ตรวจสอบคุณสมบัติมาเป็นอย่างดี หากพรรคการเมืองใดตรวจสอบไม่ดี หรือมีปัญหา ผมว่าพรรคการเมืองนั้นต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ไป แต่วันนี้เป็นวันที่เราเข้าสู่กระบวนการที่จะโหวตเลือกนายกฯ เพราะฉะนั้น ผมเอง ผมเชื่อว่าในพรรคเพื่อไทย ขออนุญาตที่กล่าวถึงชื่อพรรคท่าน เพราะว่าท่านเป็นพรรคลำดับที่ 2 ในการที่ได้รับโอกาส ในการที่จะเข้ามาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ผมเองเชื่อว่าสิ่งที่ท่านทำนะครับ หรือสิ่งที่ท่านเสนอมาน่าจะเป็นเรื่องที่ดี สำหรับพี่น้องประชาชน และก็ประเทศไทยนะครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะฝากกราบเรียนท่านประธาน ไปยังผู้ที่จะได้รับการโหวตในครั้งนี้นี่นะครับ ว่าปัญหาเศรษฐกิจนะครับ สิ่งที่สำคัญที่สุดจะให้ท่านตระหนักถึงภาระหน้าที่ที่ท่านจะต้องเข้ามารับผิดชอบนำพาประเทศชาติที่จะก้าวเดินต่อไปข้างหน้า เพื่อให้สู้กับประเทศที่อยู่รอบข้างเรา วันนี้เศรษฐกิจเขาก้าวล้ำหน้าเราไปมากมาย แต่บ้านเมืองเรายังถดถอยหรืออยู่กับที่ เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งที่ผมจะฝาก ก็คือปัญหาเรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชน วันนี้ทุกย่อมหญ้าเดือดร้อน ในภาระหนี้สิ้น ยุคข้าวยากหมากแพง วันนี้รัฐบาลนะครับ ยังไม่ได้มีการเข้าไปเยียวยา หรือแก้ไขในสิ่งเหล่านี้นะครับ และที่สำคัญ ปัญหาที่ดินทำกิน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ รอรัฐบาลชุดใหม่นะครับเข้าไปทำการแก้ไข พี่น้องประชาชนคนไทยอีกมากมายที่ยังขาดที่ดินทำกิน ผมเองก็หวังว่าถ้ามีรัฐบาลชุดใหม่แล้วนะครับ ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินนะครับ จะได้รับการแก้ไข เยียวยา ให้ชาวบ้านมีที่ดินทำกิน ประเด็นต่อมาในเรื่องของสิ่งที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้นของพี่น้องซึ่งเป็นชาวรากหญ้า ก็คือการเข้าถึงแหล่งเงินทุน วันนี้ต้องยอมรับอย่างหนึ่งครับ ว่าประเทศไทย เรามีหนี้ภาคครัวเรือนสูงมากนะครับ เพราะฉะนั้น รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องจัดการเรื่องปัญหาแหล่งเงินทุนนะครับ ให้กับพี่น้อง ที่ต้องการแหล่งเงินทุนเอาไปประกอบสัมมาอาชีพ หรือกก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สินที่เขามีอยู่ เพราะฉะนั้นอันนี้คือหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องเข้ามารับผิดชอบ ผมไม่ได้กังวลว่าคนที่จะถูกเสนอชื่อจะเป็นใคร แต่ผมเชื่อว่า ถ้าท่านเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะเป็นรัฐบาลแล้วนี่นะครับ ผมอยากเห็นท่านนำพาประเทศนี้ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง และลดปัญหาความขัดแย้ง ผมไม่อยากให้ผู้แทนนะครับ ที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ในวันนี้นะครับ เรารอความหวังอยู่นะครับ เรารอการจัดตั้งรัฐบาล เพราะฉะนั้นใครก็แล้วนะครับ ที่ได้รับการเสนอชื่อ ถ้าเป็นไปตามครรลองและหลักการตามรัฐธรรมนูญ ผมยินดีและสนับสนุนในการที่จะโหวตให้ แต่นโยบายของท่าน จะต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหาหรือความขัดแย้ง ขอบคุณครับท่านประธานครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ขอบคุณครับ ท่านกฤดิทัช ต่อไปเชิญท่านพลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร นะครับ สว. ครับ (พลตำรวจโท ศานิตย์) เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเองนี่ ขออนุญาตท่านประธานพูดในนามที่ผมเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง แล้วก็มีความรักบ้าน รักเมือง ไม่ต่างจากท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกทุกคน ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกไม่ว่าจะพรรคการเมืองใดก็ตามนี่ ถ้าตัดไปซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน เอาผลประโยชน์ของประเทศชาติ ผมว่าประเทศไทยนี่จะศิวิไลเป็นอย่างยิ่ง ความรู้สึกของผมนี่ ตั้งแต่จำความได้ ผมก็เหมือนการเมืองมากว่า 80 ปี ก็วนเวียนอยู่อย่างนี้ท่านประธานครับ เลือกตั้ง โดยใช้ปัจจัยอย่างอื่น ถ้าจะขอเรียกว่าเป็น "ธุรกิจการเมือง" ก็อาจจะพูดได้ ในรุ่นใหม่ ๆ นี่ ก็ใช้นโยบายในเรื่องของการหาเสียง เพื่อให้พี่น้องประชาชนเลือก ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่อย่างไรครับ ท่านประธานครับ ผมเองนี่ สนับสนุนนะ ให้มีรัฐบาล ที่มีธรรมาภิบาล ร่วมแรงร่วมใจกันทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ ของแผ่นดินโดยแท้ ถ้าผมไม่ได้พูดวันนี้ผมก็จะนอนตายตาไม่หลับ เพราะผมเองนี่ ไม่ใช่นักการเมืองครับ แล้วก็คงไม่เล่นการเมือง แต่อย่างน้อยในชีวิตของผมนี่ ได้มาทำหน้าที่ตรงนี้ ผมขอทำหน้าที่ของผม เพื่อปกป้องคุ้มครอง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และพี่น้องประชาชน จริง ๆ นะครับ ไม่มีเหตุอื่นใดเลย รักกันชอบกันในสภาแห่งนี้เป็นพี่น้องกันหมด ท่านประธานครับ ในการเลือกผู้ที่มาเป็นผู้นำของเรานี่ หรือนายกรัฐมนตรี ผมเองก็เฝ้าดูว่าจะมีการเสนอชื่อใครเอ่ย เพราะมีหลากหลายครับ ที่จริงผมเองนี่ ในพรรคการเมืองที่ร่วมกันก่อตั้ง มีคุณสมบัติที่เป็นที่ยอมรับนับถือหลายคน อย่างพรรคการเมืองหนึ่ง แม้แต่หัวหน้าพรรคการเมืองบางพรรค ผมไม่ขอเอ่ยชื่อท่าน คุณหมอชลน่านครับ รู้จักกันดีครับ ทำงานมากันตั้งแต่เป็นผู้กำกับอยู่เวียงสาน่ะ ท่านเป็นคนดีครับ ท่านก็ไม่ได้รับการเสนอชื่อขึ้นมา หรือท่านอื่น ๆ นะครับ ที่อยู่ร่วมรัฐบาลแห่งนี้ ผมไม่พูดถึงพี่เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หรือท่านอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นท่านพีรพันธ์ก็แล้วแต่ แม้แต่คุณท็อปก็ดี คนเหล่านี้ ก็อาจจะมีให้เพื่อนสมาชิกได้พินิจพิจารณาได้อย่างสะดวกสบาย ผมเองนี่ ในฐานะที่มาทำหน้าที่ตรงนี้ นี่คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทำไมถึงมี สว. ครับ ผมยืนยันครับ สว. ทุกท่าน ทุกคนนี่ ไม่ได้เคยใช้เงินซื้อเสียงเข้ามาครับ ไม่ได้ออกนโยบายประชานิยมมากมายครับ เรามาทำงานเพื่อบ้าน เพื่อเมืองครับ ไม่ได้ประสงค์อย่างอื่นเลย ผมอภิปรายหลายครั้ง ว่าผมพอแล้วครับ ได้ทำหน้าที่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นนี่ ท่านไม่ต้องกังวลครับ ท่านไม่ต้องรังเกียจพวกผมหรอกครับ ผมมีหน้าที่กลั่นกรอง ไม่ว่าจะบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ซึ่งก็ทำอย่างเข้มข้น ล่าสุด ก็เกือบจะไม่ได้เหมือนกัน คนที่พวกเราได้กลั่นกรอง นี่คือการทำงานอย่างเข้มข้นครับ เราไม่ได้มีผลประโยชน์ครับ เรามีผลประโยชน์ของชาติอย่างเดียว ทีนี้วกกลับมาครับท่านประธานครับ มาถึงในเรื่องของคนที่มาเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทยนี่ ผมอยากให้เป็นข้อสังเกตครับ เพื่อนสมาชิกช่วยกันพินิจ พิจารณา ประเด็นที่ 1 ครับ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ 1 ที่ผมอยากให้เป็นข้อสังเกต คือ การได้มาซึ่งสมาชิกรัฐสภาเพื่อเป็นเสียงข้างมากนี่ ผมไม่พูดหรอกครับว่าได้มากันอย่างไร ก็ขอให้พวกเราพินิจพิจารณา ว่าถ้ามีการลงทุน จะมีการถอนทุนต่อไปอีกหรือไม่ ถ้ามีการ ถอนทุนนี่ผมจะอนุโมทนาสาธุ และยก 10 มือเลยครับ เพื่อเลือกท่านเป็นนายกรัฐมนตรี ประเด็นที่ 2 ครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องของนโยบาย นโยบายพรรค นโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน นโยบายพรรคนำไปสู่นโยบายของรัฐบาลนี่ มีอะไรที่เราสงสัยกันพอสมควร แต่ที่สงสัยมากที่สุด ก็คือในเรื่องของงบประมาณที่ท่านจะนำมาสู่การดำเนินการ ท่านประธานเชื่อไหมครับ TDRI นี่ ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางทุกคนยอมรับ TDRI ว่าอย่างไรครับ ท่านประธานครับ เขาบอกว่านโยบาลประชานิยมนี่ อาจใช้งบประมาณกว่า 3.14 ล้านล้านบาท หากไม่มีงบประมาณเพียงพอก็ต้องกู้ การกู้จะส่งผลต่อหนี้สาธารณะ ต่อ GDP 61 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งปกติเขาแค่ 60 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเอง เป็นภาระแก่กระทรวงการคลัง เป็นภาระการเงินการคลังของประเทศหรือไม่ อันนี้คือสิ่งหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ ในเรื่องของประชานโยบาย สิ่งสำคัญอีกอันหนึ่งท่านประธานครับ ผมนี่สบายใจขึ้นมานิดหนึ่ง ท่านบอกท่านไม่แก้ หมวด 1 หมวด 2 แต่ท่านจะตั้ง สสร. ครับท่าน สสร. นี่ เหมือนตีเช็คเปล่าหรือเปล่า ที่จริงน่ะในหมวดของพระราชอำนาจครับ มีมากมายครับ ผมยกตัวอย่าง หมวด 8 นี่ ท่านไปดูแล้วกันเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระราชอำนาจ มีตั้งแต่มาตรา 151 จนถึงมาตรา 180 ท่านก็ไปดูเอา แล้วยังมีเรื่องอื่น ๆ ครับ มาตรา 144 เรื่องท่านจะตัดเอางบประมาณไปไว้จังหวัดท่าน หรือมาตรา 185 แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย ท่านให้ความมั่นใจกระผมได้ไหม ว่าท่านจะไม่แก้เหล่านี้ แล้วผมจะยกมือให้ท่าน สุดท้า ท่านประธานครับ สุดท้าย ก็คือในเรื่องคุณสมบัติ ของผู้ที่จะมาเป็นผู้นำของเรานี่ท่านประธานครับ อาจจะไม่ขัดกับมาตรา 160 แห่งรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม แต่ในเรื่องของจริยธรรมนี่ท่านประธานครับ ผู้นำของเราต้องไม่ขัดกับมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งมีอยู่ 2 ส่วนครับ 219 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ ก็เป็นมาตฐานจริยธรรม ในส่วนของมาตรา 76 วรรค 3 ก็คือมาตรฐานจริยธรรม มาตรา 219 นี่ครับ มันเขียนไว้ตั้งแต่ร้ายแรงปกติ ผมจะขอยก มันมี 28 ข้อนี่ ข้อสำคัญ ก็คือมาตรฐานมีอยู่ 5 ข้อครับ 1. ยึดมั่นในประชาธิปไตย ข้อ 5 ข้อ 6 พิทักษ์ รักษาไว้ ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ข้อ 7 ถือผลประโยชน์ของชาติมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตน ข้อ 8 ครับ ท่านประธานครับ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ เพื่อตนเอง หรือผู้อื่น หรือมีพฤติการที่รู้เห็น ใช้หน้าที่ของตนแสดงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ผมไม่แน่ใจว่าท่านที่เพิ่งถูกเสนอชื่อนี่ ท่านมีจริยธรรมมากมายอย่างนี้หรือไม่ เมื่อไม่กี่วัน อันนี้ก็มีคนพูดถึงการซื้อที่ดิน ที่เดินอะไร ซึ่งก็ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่มีประเด็นหนึ่งที่ผมสงสัยอยากให้ท่านมาตอบด้วยนะครับ หรือเพื่อนสมาชิกที่เป็นผู้เสนอนี่ เขาเรียกว่า "สะพานแสนสำราญ" นี่นะครับ ผมนี่ข้องใจจริง ๆ ทำไมต้องมีการเก็บเงิน จักรยานยนต์ 10 บาท รถยนต์ 20 บาท อันนี้ทำไมต้องไปเก็บเงินกับพี่น้องประชาชน มันก็เป็นประเด็นที่ผมสงสัย โดยสรุปครับ ท่านประธานครับ ผมนี่ลุกขึ้นมาเพื่อให้เพื่อนสมาชิกได้พินิจ พิจารณาด้วยความเหมาะสม ใจจริงนี่ ผมอยากให้ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเสียงข้างมากในสภา ได้มาเป็นผู้นำ ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อปกครองบริหารบ้านเมืองของเรา ให้เจริญรุ่งเรือง ให้มีความมั่งคั่ง ประชาชนมีความมั่นคง แต่อย่างไรก็ตามนี่ ถ้าเราจะให้คนที่ยังไม่ชัดเจนในหลาย ๆ ประเด็นเท่าที่ผมกราบเรียนไปแล้วมันจะเกิดการซ้ำเติมหรือไม่ครับ ท่านประธานครับ ซ้ำเติมประเทศชาติของเราให้ไม่ก้าวหน้าไปเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นนี่ ผมเองจึงขออนุญาตท่านประธานเพื่อบันทึกในสภาว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตผมนี่ เกิดมาแล้วได้ตอบแทนคุณแผ่นดินด้วยใจอันบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ขอบคุณท่านประธานอย่างสูงครับ (ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร) ขอบคุณท่านพลตำรวจโท ศานิตย์ มหถาวร นะครับ ต่อไปเรียนเชิญท่านประพันธ์ คูณมี นะครับ สว. นะครับ (คุณประพันธุ์) กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประพันธ์ คูณมี ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ผมไม่นึกว่าผมจะถึงเร็ว นึกว่าจะอยุ่คิวท้าย ๆ แต่ก็ต้องขอบคุณท่านประธาน และก็ที่ให้เวลา กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ การประชุมในวันนี้ของรัฐสภานั้น ผมคงไม่ต้องไปพูดซ้ำอีกแล้วว่ามีความหมายและความสำคัญอย่างไรกับบ้านเมือง และการที่ 11 พรรคการเมืองได้ร่วมกันเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น จะมีความสำคัญอย่างไรต่อบ้านเมือง และต่อประเทศชาติ รวมทั้งพี่น้องประชาชนด้วย เพราะการเสนอชื่อคุณเศรษฐามานั้น ก็เพื่อให้มาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะในปัญหาเรื่องนี้ ผมมีเวลาอยู่เพียงไม่มากนัก สัก 15 นาที ผมจำเป็นต้องพูดโดยรวบรัด ว่าผมมีจุดยืนและหน้าที่แตกต่างจาก... ขอประทานอภัยครับ จากเพื่อนสมาชิกท่านอื่น ๆ ที่ได้อภิปรายไปแล้วบางท่าน ว่าบทบาทและหน้าที่ของ สว. นั้นนะครับ ตามรัฐธรรมนูญและตามที่พี่น้องประชาชนให้ลงประชามติมานั้น ก็เพื่อให้พวกเรามาทำหน้าที่ ในการกลั่นกรองบุคคลเพื่อที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุนี้ในมาตรา 272 และมาตรา 159 จึงได้ระบุไว้ชัดเจนครับ ว่าวันนี้เรามาพิจารณาบุคคล ซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี นี่เป็นหน้าที่และเป็นภารกิจโดยตรงของสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภาทุกท่านครับ ผมจึงไม่ได้ให้น้ำหนักกับการว่าพรรคการเมืองที่จะไปจัดตั้งรัฐบาลนั้น ประกอบไปด้วยพรรคไหนบ้าง เพราะไม่ใช่หน้าที่ของพวกผมครับ เป็นสิทธิของท่าน ของพรรคการเมือง ของแกนนำพรรคจัดตั้งรัฐบาล มีสิทธิที่จะรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองใดก็ได้ เป็นหน้าที่ของท่านที่มาจากการเลือกตั้งด้วยกัน แต่หน้าที่ของพวกผมตามรัฐธรรมนูญ ก็คือเขาให้พวกผมพิจาว่าบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อมานั้นสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นี่ต่างหากครับ ที่เป็นหน้าที่ของผม ที่ต้องทำหน้าที่ เพราะฉะนั้น วันนี้ที่พรรคร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล เสนอคุณเศรษฐามานั้น ผมเองจะไม่ทำหน้าที่ตรงนี้ก็ไม่ได้ ส่วนเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ฟังแล้ว จะมีความเห็นอย่างไร จะลงมติอย่างไรนั้นเป็นสิทธิโดยอิสระของท่าน ผมก็มีสิทธิโดยอิสระที่จะลงมติ ว่าควรให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ นี่คือจุดยืนที่แตกต่างกัน ไม่ได้หมายความว่า พรรครวมเสียงมาได้เสียงข้างมากแล้ว เราก็ต้องโหวตให้โ ดยไม่พิจารณาบุคคลนั้น ว่ามีคุณสมบัติและคุณลักษณะต้องห้าม มีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้จึงเป็นจุดยืนที่แตกต่างกัน ผมจึงต้องจำเป็นต้องทำหน้าที่ตรงนี้ และกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนที่ฟังอภิปรายอยู่เช่นกัน ว่าการพิจารณาบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นหน้าที่โดยชอบของสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน เพราะกระบวนการเลือกตั้งนั้น ไม่ใช่กระบวนการที่ได้ตรวจสอบประวัติผู้ที่จะได้ดำรงตำแหน่งในเชิงลึก ประชาชนเลือกเพราะอาจจะนิยมในเรื่องนโยบาย ประชาชนเลือกอาจจะเพราะนิยมในบุคลิกภาพ หน้าตาหล่อเหลา ประชาชนอาจจะเลือกเพราะมีบุญคุณ แต่เมื่อมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วนะครับ เราต้องตรวจสอบในเชิงลึก ว่าบุคคลผู้นั้นมีเพราะแม้กระทั่ง กกต. เอง ก่อนจะประกาศว่าบุคคลใดจะมีการเลือกตั้ง ยังไม่ได้มีการตรวจสอบเลยครับ ถึงได้มีคนเล็ดลอด ติดคุกก็ยังมาสมัครเป็นผู้แทน เพราะฉะนั้น บุคคลซึ่งสมควรเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง และเป็นหน้าที่ ทีนี้กล่าวถึงในกรณีของคุณเศรษฐา ทวีสิน ผมเองไม่ได้รู้จักเขาเป็นส่วนตัวครับท่านประธานครับ แต่ว่าทันทีที่บุคคลผู้นี้ได้รับการเสนอชื่อ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีในบัญชีของพรรคเพื่อไทย และมีแนวโน้มว่าจะมีการเสนอชื่อมาให้สภาได้พิจารณา ผมก็ต้องทำการบ้านครับ และก็ต้องศึกษาประวัติรู้ว่าชาติตระกูลมาอย่างไร ประกอบธุรกิจทำอาชีพอะไร และเขาสมควรจะเป็นนายกฯ หรือไม่ อันนี้เป็นหน้าที่ครับ เราไม่ได้ทำเพราะมีอคติอย่างไร ทีนี้ในประเด็นที่ท่านอื่น ๆ แล้วก็ดี มีบุคคลภายนอกเปิดโปงการทำมาหากินประกอบธุรกิจอาจจะมีลักษณะส่อไปในความไม่โปร่งใสนั้น ก็เป็นเรื่องของบุคคลภายนอก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราต้องรับฟังประกอบการพิจารณาเท่านั้น แต่ในส่วนของผม ที่ผมอยากจะพูดถึงนั้น เป็นประเด็นที่ผมเกี่ยวข้องและเห็นพฤติกรรมและการกระทำของเขา ซึ่งผมเห็นว่าควรที่จะได้ปรับปรุง แก้ไข และควรที่จะต้องทำเสียให้ถูกต้อง เพราะหากยังเป็นอยู่เช่นเดิมนั้น ก็ไม่น่าจะเหมาะสม ซึ่งในประเด็นนี้ผมก็ใช้หลักการเช่นเดียวกับที่ผมตรวจสอบ ผู้ได้รับการเสนอชื่อท่านอื่นที่ผ่านมา นั่นคือผมยังเห็นว่าคุณเศรษฐา ทวีสิน ยังมีคุณสมบัติและลักษณะที่ต้องห้าม ตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา 160 (4) และ (5) ส่วนท่านสมาชิกท่านอื่นจะเห็นเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ท่านก็ลองฟังเรื่องที่ผมจะพูดต่อไปนี้แล้วกันนะครับ เรื่องที่ผมเห็นว่า ท่านน่าจะมีคุณสมบัติขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) (5) ก็คือเรื่องสะพานแสนสิริครับ ซึ่งผมอยากนำเสนอข้อมูลให้ท่านสมาชิกรัฐสภาได้พิจารณาก่อนจะโหวต ผมขอสไลด์ภาพสะพานนี้ครับ เพราะผมเป็นคนที่ติดตามและเกาะติดเรื่องนี้มาตั้งแต่แรก นี่ไงครับ โครงการ โครงการนี้ มันเกิดขึ้นเพราะว่า แสนสิริ เริ่มโครงการ The Base Sukhumvit 71 สีเขียว ๆ ทางด้านซ้ายเห็นไหมครับ กับโครงการ Blocs 77 ที่ซอยอ่อนนุช สุขุมวิท 77 แยกซอย 1 เข้าไปในซอยนี้ไม่เกิน 200-300 เมตรครับ 200 เมตร ก็จะเห็นโครงการนี้ขึ้นมา นี่คือโครงการเริ่มแรกของบริษัทแสนสิริ พอเริ่มโครงการนี้เสร็จ ปีต่อมมาครับ สไลด์ครับ เขาก็มีการพัฒนาโครงการเพิ่มขึ้น