ฮัลโหลครับ ล่ามได้ยินไหมครับ โหล โหล เสียงไม่ออก ไอ้นี่คือเอกสารที่ครูแจกเป็นชุดไปให้น่ะ จำได้ไหม ที่ครูเอาไปให้ที่ตึกสระบัว อยู่ในไฟล์หมดวันนี้ใช้ 2 ฝ่ายคือฝ่ายนี้ไอ้ไฟล์ 1 ไฟล์ ภาคผนวก ก มันจะเป็นเอกสารได้ 2 บาทเอกสาร ภาคผนวก หการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 หรือเรียกว่า "หลักสูตร 44" นะครับ ตอนนี้เราก็เดินทางมาถึงบทสุดท้ายนะครับ มันก็คือบทที่ 10 บทที่ 10 นี่ ว่าด้วยเรื่องอะไร บทที่ 10 นี่ว่าด้วยเรื่องที่เราจะต้องใช้เมื่อเราไปประกอบ เมื่อเราไปปฏิบัติหน้าที่ครูนะ บทที่ 10 นี้นะครับ เป็นบทที่เราจะต้องใช้เมื่อเราไปปฏิบัติหน้าที่ครู ก็คือการวัดและผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนนี้ เนื่องจากว่าตอนนี้เด็กประถมมัธยมของเรานี่ อยู่ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 นะครับ เพราะฉะนั้น บทนี้จึงพูดด้วยเรื่อง การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 นะครับ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นี้นะครับ มีหน่วยงานหนึ่งนะครับ ชื่อว่าสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา เขาอยู่กระทรวงศึกษาธิการนะครับ หน่วยงานนี้เขาได้กำหนดแนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลนะครับ เขาได้กำหนดแนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ออกมานะครับ กำหนดแนวปฏิบัติการออกมาและทุกโรงเรียนจะต้องเอาแนวปฏิบัติการนี้ไปปฏิบัตินะครับ พูดถึงตรงนี้ จำเป็นที่ครูจะต้องทำความเข้าใจบางเรื่องกันเสียก่อนนะครับ เข้าใจบางเรื่องกันเสียก่อนนะ สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ คือตรงนี้ครับ อันนี้ครูกำลังพูดถึงหลักสูตร ครูอาจจะเคยพูดกับเรามาทีหนึ่งแล้ว วันนี้ครูต้องพูดซ้ำนิดหนึ่งนะครับ ตอนนี้เป็นหน้าของเอกสารหลักสูตร ก็คือตัวฉบับล่าสุดจริง ๆ เลย อันนี้เป็นหลักสูตรประถม ที่เราเห็นตอนนี้นะครับ ประถมศึกาตอนต้นหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย ฉบับปรับปรุง ปี 33 นะครับ เล่มไหนบ้างล่ะ เล่มต่อไปนี้ครับ เล่มนี้เป็นหลักสูตรประถมศึกษาครับ เรียนป.1-ม.6 เล่มนี้ เป็นหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น เรียน ม. 1 ถึง ม. 3 เล่มนี้เป็นหลักสูตรม.ปลาย เรียน ม.4 ถึง ม.6 3 เล่มที่ครูเอ่ยถึงเมื่อกี้นี้ เมื่อกี้นี้หลักสูตรประถมหลักสูตรม.ต้น และหลักสูตรม.ปลาย 3 เล่มนะครับ ก็คือ ชุดนี้นะครับ 3 เล่มนี้นะ หลักสูตรประถม หลักสูตรม.ต้น เป็นหลักสูตรของปี 13นะครับ หลักสูตรของปี 33 สังเกตว่าเดิมนั้นจะมีหลักสูตร 3 ระดับ คือ ประถม ม. ต้น และ ม. ปลาย นะครับ พอเข้าปี 44 มีการพัฒนาหลักสูตรขึ้นในหลักสูตรขึ้น การศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 เลยเรียกว่าหลักสูตร 44 เรียนตั้งแต่ ป. 1 ถึง ม. 6 หลักสูตรเกิดขึ้นโดยมีนัยยะสำคัญ ก็ถือว่าในช่วงปี ก่อนปี 44 นั้นนะครับ เรามีหลักสูตรที่แบ่งเป็น 3 ระดับคือม.ต้น ประถม ม.ต้น ม.ปลาย นักวิชาการศึกษารวมทั้งครูบาอาจารย์คุณครูที่โรงเรียนน่าจะตกผลึกกัน ว่าคุณครูเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ โรงเรียนเป็นแหล่งของความรู้ความสามารถ และครู... และโรงเรียนจะต้องเป็นคนใช้หลักสูตรเอง และครูก็มีความพร้อมด้านความรู้ ความสามารถแล้ว จึงเห็นควร ว่าให้โรงเรียนจะต้องทำหลักสูตรขึ้นเอง โดยหน่วยการกลาง คือ กระทรวงศึกษาธิการนะครับ เป็นหน่วยสนับสนุน หรือกำหนดเกณฑ์บางอย่างเป็นของกลางให้ แล้วให้โรงเรียนไปจัดทำเอง เป็นหลักสูตรของโรงเรียน เรียกว่า "หลักสูตรสถานศึกษา" นะครับ เพราะฉะนั้น หน่วยงานกลางจึงมีหน้าที่ในการทำทีเรียกว่า "ตัวกลาง" ของมัน คือ ฉบับนี้แหละ เขียว ๆ นี่แหละ หมายถึง หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน แล้วก็ให้โรงเรียนนำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานนี่ ไปทำไปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่โรงเรียนต้องการ และใช้ได้จริงตามบริบทของเรียนหลักสูตรสถานศึกษา โดยในปีแรกนั้นเขาสับสนแต่ความช่วยเหลือต่าง ๆ เช่น คู่มือวิธีการสร้างต่าง ๆ โดยไม่ทำให้ โดยไม่ทำให้ โรงเรียนมีหน้าที่ในการทำเอง เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นคำอธิบายรายวิชา โครงสร้างรายวิชา หนังสือ คู่มือการสอน นะครับ รวมทั้งหน่วยการเรียนรู้ และระเบียบการวัดและประเมินผล ซึ่งเดิม เดิม ในหลักสูตร 44 นี่ ไอ้หลักสูตรเก่านี่ เดิม ๆ ๆ นี่ กระทรวงศึกาาทำให้ทำให้หมดเลยทั้งหลักสูตรเอกสารประกอบหลักสูตรทั้งหนังสือทั้งคู่มือรวมทั้งทำเอกสาร หนังสือ สื่อ ทำให้ ครูมีหน้าที่ในการใช้ เดิมนะ เดิม กระทรวงทำให้ รวมทั้งทำระเบียบ รวมทั้งทำ ในนี้ รวมทั้งระเบียบด้วย ระเบียบวัดและประเมินผล ให้หมดเลย แปลว่าอย่างไร แปลว่าทุกโรงเรียนใช้เหมือนกัน ให้เหมือนกัน โรงเรียนศิริเชียงรายนะครับ เป็นโรงเรียนสาธิต ขอนแก่น โรงเรียนอยู่ภาคใต้ อยูที่ไหนก็ ใช้เอกสารตัวเดียวกัน หลักสูตรบูรณาการหนังสือราชการคู่มือเดียวกัน รวมทั้งระเบียบวัดประเมินอันเดียวกันหมดเลย ครูก็ไม่ได้มีการนำไปใช้ ไม่ได้มีหน้าที่ในการผลิตนะครับ พอมาถึงยุค 44 เขามีความเชื่อว่าโรงเรียนมีความสามารถ จึงทำหลักสูตรฉบับที่ครูเอ่นถึงเมื่อกี้นี้ขึ้นมา คือ หลักสูตร 44 นะครับ ขึ้นมาและหลักสูตร 44 นี้ มอบหมายให้เป็นภาระหน้าที่ของครู และโรงเรียนในการปฏิบัติ โดยกำหนดสิ่งที่เป็นแกนกลางมาให้ ครูต้องทำเองนะ โรงเรียนต้องทำเองทุกอย่างเลย รวมทั้งระเบียบด้วย ระเบียบวัด สื่อ หนังสือ โครงสร้างรายวิชา คำอธิบายราย วิชาคู่มือ ทำเองหมดเลย หลักสูตรนั้นเรียกว่าหลักสูตรสถานศึกษาก็มีการพัฒนาหรือใช้ไประยะหนึ่ง หลักสูตรก็จะต้องมีการปรับปรุง จะมีการปรับปรุง เขาก็ปรับปรุงหลักสูตรจากหลักสูตร 44 มาเป็นหลักสูตรปี 51 หลักสูตรปี 51 ก็ยังคงสอน ป.1 ถึงม. 6 อยู่นะครับ เพราะฉะนั้น หลักสูตรน่าจะเป็นหลักสูตรที่เดียวกัน แต่ถูกเรียกชื่อใหม่จากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยังมีความคิดเดิม คือ โรงเรียนจะต้องทำเองหลักสูตรที่ใช้ประจำโรงเรียน เรียกว่าหลักสูตรสถานศึกษา โครงสร้างรายวิชา คำอธิบายรายวิชา หน่วยการเรียนรู้ ระเบียบวัดและส่วนกลางไม่ทำให้ แต่ส่วนกลางชัดเจนขึ้น คือทำออกแนวปฏิบัติการหรือแกนกลางมาให้นะครับ จึงเรียกหลักสูตรแกนกลาง แนวปฏิบัติการโรงเรียนเอาไปทำเองใ ห้เป็นหลักสูตรสถานศึกษารวมทั้งเอกสารต่าง ๆ คู่มือต่าง ๆ นี่คือหน้าตาตอนนี้กูจะขอตะกรุด 4 ดอกไอ้หลักสูตร 51 เป็นตัวแทนของฝากเป็นหลักสูตรเก่ากับหลักสูตรใหม่เราจะพบว่าไม่น่าจะมี 2 กลุ่มหลักสูตรกลุ่มเก่าหลักสูตรประถมเรียนป 1-6หลักสูตรม.ต้น เรียน ม.1 ถึง ม. 3 ล่าสุดม. ปลายม. 4 ถึงม 6หลักสูตรใหม่สูตร 51 หลักสูตรนี้เรียนตั้งแต่ป. 1 ถึง ม. 6 มีภาพเก่าล่าสุดใหม่นะ มีคณะรูปถัดไปก็คือข้างในมันอันไหนอันนี้เป็นหลักสูตรประถมประถมต้นนี่คือมอปลายชุดนี้เป็นหลักสูตรเก่าคุยเห็นหน้าตาและตัวข้างล่างเนี่ยเป็นหลักสูตรใหม่คือหลักสูตร 51สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างที่บอกว่าหลักสูตรเก่าทำให้มด หลักสูตรใหม่ไม่ทำให้เลย ลองมาดูหน้าตาหลักสูตรเก่าก่อน นี่คือเอกสารหลักสูตรในสมัยปี 33 นะครับ ตัวที่ครูขีดต่อไปนี้เป็นของอนุบาลนี้ อันนี้เป็นของอนุบาล ตัวนี้เป็นของประถมแสดงปฐมและน่าจะเป็นตัวสีเขียวอันนี้เป็นของมัธยมต้นและปลายรู้จักหน้านี้จะพบว่าสมัยก่อนเนี่ยเขาทำให้หมดนะเมื่อกี้ตัวหลักสูตรไอ้นี่ก็คือหลักฐานการศึกษา คือว่าก็ทำให้หมดเลย ทั้งตัวหนังสือก็ทำให้ ส่วนที่เป็นหลักฐานการศึกษาก็ทำให้ 3 ชั้นทำรายละเอียดลงไป อย่างเช่นอันแรกของประถมก่อน นี่ของประถม เราจะสังเกตว่าชุดนี้เป็นของป.6 เอกสารซองสีเดียวกันนะครับ มีเอกสารอันอื่น ๆ ด้วยนะ อันนี้เป็นของประถมนะครับ อันนี้คือข้างในมัน ข้างในมันนะครับ ข้างในครับ เล่นของมัธยม ของมัธยมนะครับ อันนี้ข้างในของมันนะครับ ข้างในของมัน อันนี้ของมัธยมอยู่ แล้วสุดท้ายเป็นของอนุบาล ข้างในของมัน ที่ครูเปิดให้ดูนี่ ครูกำลังจะบอกว่าไอ้ตัวหลักสูตรเก่าครับ ตัวหลักสูตรเก่า เอาอันนี้ก็แล้วกัน ไอ้ตัวหลักสูตรเก่านี่ ทำให้หมดเลย ตัวหลักสูตรใหม่นี่ ตั้งแต่ปี 44 กับ 51 นี่นะ ตอนนี้ครูใช้ตัว 51 เองครับ โรงเรียนทำเอง กระทรวงสนับสนุน เพราะฉะนั้น จึง... บทที่ 10 บทที่ 10 ว่าตอนนี้เรากำลังจะเรียน เพื่อที่เราต้องไปทำเอง เรียนเพื่อไปทำเองนะครับ เราจะต้องรีบไปเรียนเพื่อไปทำเองนะ Stop Share แล้ว เป็นที่มาของการเรียนบทที่ 10 เขาว่าบทที่ 10 นี่หน้าที่หลักของครู คือครูจะต้องไปทำหน้าที่ในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งตอนนี้เป็นหลักสูตรใหม่ คือ หลักสูตรแกนกลางการศึกษา ส่วนของพี่ทำให้ครูต้องทำเอง มีความสำคัญแต่ยังไงก็ตามกระทรวงก็ต้องควบคุมกระทรวงศึกษาออกแนวปฏิบัติการโดยหน่วยงานที่ว่าสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ได้ออกแนวปฏิบัติกลางมา แนวปฏิบัตินี้เป็นตัวควบคุมเฉย ๆ โรงเรียนจะนำแนวปฏิบัติไปทำสิ่งที่เรียกว่า "ระเบียบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้สถานศึกษา" ของตนเอง โรงเรียนจะต้องเอาความรู้นี้ ไปทำระเบียบว่าด้วยการวัดและประเมินผลการศึกษา ซึ่งอยู่ตรงไหน ก็อยู่ น่าจะเป็นหน้าเกือบสุดท้ายของอันนี้นะครับ การจัดทำระเบียบว่าด้วยการวัดและประเมินผลตามหลักสูตรสถานศึกษา สถานศึกษามีภาระหน้าที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษา จะต้องจัดทำระเบียบขึ้นมาใช้เองนะครับ แต่จะต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของหลักสูตรแกนกลางปี 51 นะครับ ต้องเข้ากำหนดแกนกลางปี 51 เอาล่ะ กลับมา เพราะฉะนั้นบทนี้เป็นบทที่เรียนไป เพื่อที่จะต้องมีความรู้เขาจะไปทำระเบียบประจำเดือนให้ถูกต้อง รวมทั้งความรู้จะนำไปสู่การสอบบรรจุข้าราชการครูด้วยนะครับ สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษานี่ ได้กำหนดแนวปฏิบัติเพื่อใช้ในการจัดทำระเบียบ หรือไปใช้ในการประเมินผลนักเรียน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ นะครับ รายละเอียดต่อไปนี้ครูอาจจะพูดไม่หมด รายละเอียดทั้งหมดนะครูจะพูดหลัก ๆ รวมทั้งในตัวระเบียบนี่ มีบางเรื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงทุก ๆ ปีบางครั้ง 2-3 ปี บางเรื่องก็จะบอกว่าตรงนี้มันมีการเปลี่ยน เรื่องแรกเลยของแนวทางนะครับ ก็คือหลักการ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนนี่ หลักสูตร 51 เขียนหลักการไว้ว่าอย่างไรนะครับ เขียนหลักการไว้ทั้งหมด ยังไม่ปิดไม่เป็นข้อนะ ข้อแนวข้อสอบบรรจุเริ่มที่ข้อแรก ให้สถานศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วม ไอ้อันนี้ออกข้อสอบบรรจุข้าราชการบ่อยมาก นะครับ เช่น ถามว่าเด็กชายสมชายเป็นนักเรียนชั้นป. 2 ผู้ที่มีหน้าที่ในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของเด็กชายสมชายคือใคร ก. ครูประจำวิชา ข. ครูประจำชั้น ค. ผู้อำนวยการโรงเรียน ง. สถานศึกษา คำตอบ ก็คือต้องตอบสถานศึกษา ถึงแม้เราจะเห็น ว่าควรทำคือครูก็ช่าง บทนี้รวมทั้งการสอบบรรจุได้เป็นเรื่องของกฎหมายระเบียบ จะต้องตอบตามตัวหนังสือเท่านั้นนะครับ แต่ถ้ามี จ. จานสถานศึกษา โดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วม ก็ต้องเลือก จ. แทนนะครับ ดังนั้น สรุปได้ว่าคนที่มีหน้าที่คือสถานศึกษาโดยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วม คำตอบตามตัวหนังสือสิ่งที่เห็นที่เคยที่เจอ 2. ข้อนี้ก็เหมือนกับข้อที่ 1 ตอบข้อ 2 เกือบทุกปีทุกหลักสูตรด้วย 2 ข้อแรกปีทุกหลักสูตร เกือบทุกปีด้วยซ้ำนะครับ การวัดและประเมินผลให้มี 3 จุดมุ่งหมาย ก็คือ 1. วัดเพื่อปรับปรุงพัฒนาผู้เรียน อันนี้เน้นที่นักเรียนนะครับ 2. เน้นเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ คือ เน้นที่ตัวครู และ 3. ทำการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียน จุดประสงค์ของหลักสูตรมี 3 ด้าน ในขณะที่หลักสูตร 44 กับหลักสูตร ปี 33 ข้อ 2 จะไม่เหมือนกัน เช่น บางทีเขียนว่าเพื่อปรับปรุงและตัดสินอย่างนี้ไม่เหมือนกัน จะต้องจำไม่ได้ของใครของมันความสำคัญมาก 1. สถานศึกษามีผู้มีเป็นผู้นี้หน้าที่ในการวัดและประเมินผล2. ก็คือให้ประเมินวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ เพื่อพัฒนาปรับปรุงผู้เรียนเพื่อพัฒนาผู้เรียนเพื่อจัดการเรียนรู้พัฒนาการจัดการเรียนรู้เพื่อตัดสินผลการเรียน เรื่องที่ 3 ให้มีการวัดผลใน 4 เรื่องต่อไปนี้ 1. ก็คือให้วัดในกลุ่มสาระ ซึ่งก็คือการวัดมาตรฐานและตัวชี้วัดในกลุ่มสาระ 2. วัดการประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน 3. วัดลักษณะอันพึงประสงค์ และ 4. วัจกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เพราะฉะนั้น การวัดและประเมินผลจะต้องมี 4 ส่วนนะ 4 ส่วน 123 4 ส่วน และเขาจะเรียกไอ้ 4 ส่วนนี้ว่าองค์ประกอบ เรียกไอ้ 4 ส่วนนี้นะครับ องค์ประกอบ แล้วมันจะไปปรากฏอยู่ในหลักฐานการศึกษาด้วย ครูจะเปิดให้เธอดู ออันนี้เป็นหลักฐานการจบ หลักฐานการจบ น่าจะอันนี้มั้ง ไม่ใช่ อันนี้แบบฝึกหัดม.ปลาย จะได้เห็นนะก่อนเข้ารายงานการจบการศึกษานะ นี่ครับ เขาจะรายงาน 4 เรื่องนะครับ อันนี้คือภาพรวมมีรายละเอียดด้วย รายงานเรื่องกลุ่มสาระ 2. รายงานเรื่องอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน 3 รายงานเรื่องลักษณะอันพึงประสงค์ และ 4 รายงานเรื่องกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนะครับ 4 เรื่องนี้สำคัญมากเป็น 3 ข้อแรกนี่ นับว่าเป็นไฮไลท์ หรือจุดสนใจเลย ก็คือสถานศึกษาามีผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการประกันประเมินให้ประเมิน 3 ด้านคือ พัฒนาผู้เรียน พัฒนาการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเผล3 ให้ประเมินอยู่ 4 เรื่องก็คือ 1. กลุ่มสาระ 2. อ่านคิดวิเคราะห์และเขียน 3 ลักษณะอันพึงประสงค์ และ 4 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งต่อไปนี้ขอเชิญเข้ากลุ่มข้อ 4ให้การวัดและประเมินผลนั้น เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ใช้วิธีการที่หลากหลาย เพื่อวัดได้อย่างรอบด้านนะครับ ทั้งความรู้ ความคิด กระบวนการ พฤติกรรม เจตคติเหมาะสมกับธรรมชาติวิชาระดับชั้นของผู้เรียนอยู่บนพื้นฐานของความเที่ยงตรงที่ทำแล้วก็เชื่อถือได้เรียกง่าย ๆ ว่าขอให้สอนไปประเมินไป 5.ให้ประเมินผู้เรียนจากพัฒนาการ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน เราก็จะเห็นพัฒนาการไปตามการสอน แล้วก็ประเมินพัฒนาการเป็นสำคัญนะครับ ดูความประพฤติ สังเกตพฤติกรรม การทำกิจกรรมร่วมกับการสอบไปพร้อม ๆ กับการจัดการเรียนการสอนตามความเหมาะสมนะครับ ตามแต่ระดับและรูปแบบการศึกษาา อันนี้ทำใหม่รูปแบบการศึกษาก็เช่น การศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาในระบบโรงเรียน โรงเรียนพวกเรานี้แหละโรงเรียนอนุบาลดอกบัว โรงเรียนขามสะแกแสง เรียนบัวใหญ่ ประกันภายในโรงเรียนกับนอกนี้ก็คือศูนย์การศึกษา รวมทั้งแบบที่พ่อแม่สอนเองระบบ Home School สกุลหรือบ้านเรียนที่สอนโรงเรียนดนตรี กีต้าร์ โรงเรียนที่เป็นโรงเรียนกีฬา หรือความสามารถที่ดีขึ้นเองในตัวผู้เรียน เช่น การเป็นนักกีฬา และนักดนตรี รวมทั้งการฝึกอบรม เรียนศาสนารูปแบบการศึกษา ซึ่งเขาเปิดโอกาสตั้งแต่ปี 44 แล้ว ก่อนหน้านี้แต่ก่อนนั้นเขาไม่เปิดโอกาสนะครับ 6. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้ตรวจสอบผลการเรียนรู้ ถ้าเราพอนึกได้ พอนึกออก สมัยตอนประถมปี 61 เขาจะแจกสมุดพกกับให้ผู้ปกครองดู จะมีหน้าที่ช่วงนี้เราเคยเปิดดูนะการเรียนดี ร่างกายแข็งแรง สุขภาพสมบูรณ์ พวกนี้แหละ เอาไว้แจกเพื่อให้เรานี่ตรวจสอบ ผู้ปกครองได้ตรวจสอบผลการเรียนเป็นยังไงให้มีการเทียบโอนหลักสูตร 44 โอนทางระหว่างการศึกษาทางระหว่างรูปแบบการศึกษา อย่างครูนี่ มีน้องเรียนชื่อ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หรือซิโก้ เป็นนักกีฬาฟุตบอล เก่งมาก แต่ละสูตรเก่าไม่ให้เขานะ ว่าจะเก่งปานใดก็ไม่นับ ขาดสอบก็ถือว่าขาด กาทำคะแนนได้ไม่ดี หรือว่ามีอะไรล่ะ ปฏิบัติ ขาดการปฏิบัติและก็ช่าง เช่นกีฬาฟุตบอลได้เกรด 2 1 ไป เขาไม่ถือว่าความสามารถหรือรูปแบบอื่น ๆ เพิ่งมาประเมินให้ได้ แต่ปัจจุบันถ้าเป็นโรในปัจจุบันเพราะมันเป็นหนึ่งในรูปแบบที่เขาเก่งเอง แล้วก็ไปโรงเรียนกีฬา แล้วก็ไปอบรมดนตรีมา เขาให้หมดแต่ต้องเป็นการโอนนะ และข้อ 8 ข้อสุดท้าย สถานศึกษาที่มีหน้าที่ในการจัดทำเอกสาร หลักฐาน เพื่อใช้หลักฐานประเมินผล ผู้เรียนเป็นหลักฐานแสดงการรับรองผลการเรียน นักเรียนจะใช้เรียนต่อให้ทำงาน แต่ว่าพูดถึงอะไรอยู่ ครูพูดถึงรูปนี้อยู่ ไอ้หลักฐานที่ครูเอ่ยไปนี่ หลักฐานที่กำลังเห็นอยู่นะนี่นะครับ หรือข้างในจะเป็นรายละเอียดของประถม รวมทั้งเอกสารที่เห็นข้างในมันอยู่ในนี่นะครับ แบบนี้นะครับ รวมทั้งเอกสารของมัธยม ที่เป็นอะไร ไอ้ตัวหลักสูตร 51 ให้โรงเรียนจัดทำเองครับ เกือบทั้งหมด หรือเป็นส่วนใหญ่เลย เพราะเขาบอกว่าต้องเชื่อว่าครูยุคใหม่มีความสามารถก็ตั้งแต่ปี 44 แล้ว ก็เลยไม่ทำให้ การจัดทำยกเว้นเอกสารสำคัญบางประการ เอานะ หัวข้อที่ 1 ผ่านไป หลักการวัดและประเมินผล หลักการวัดและประเมินผล2 อย่างที่ครูบอกไปแล้วมันจะมีหัวข้อ 1 ถึงข้อที่ 3มันจะถูกเลขหลายองค์ประกอบข้อที่ 2 องค์ประกอบ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร 51 มันมีเรื่องที่ต้องวัดอะไรบ้าง ที่สำคัญ ๆ เท่ากันองค์ประกอบนี่ องค์ประกอบในการวัดและประเมินผลนี่ ให้มีอยู่ 4 เรื่อง 4 เรื่อง อันที่ 1 ก็คือการวัดประเมินผลตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งมี 8 กลุ่มนะครับ อันที่ 1 วัดกลุ่มสาระ โดยให้วัดเป็นรายวิชา วิชาพื้นฐาน ให้ดูที่ตัวชี้วัด วิชาพื้นฐานนะ วิชาพื้นฐานให้ดูที่ตัวชี้วัด ถ้าเป็นวิชาเพิ่มเติม ให้ดูที่ผลการเรียนรู้ โดยสรุป ก็คือองค์ประกอบที่ 1 ก็คือให้วัดและประเมินตามกลุ่มสาระ โดยดูที่วิชา โดยพื้นฐานอยู่ที่ตัวชี้วัดเพิ่มเติมดูที่ผลการเรียนรู้ องค์ประกอบที่ 2 รหัสนี้มากับพี่หนึ่งที่ 2ดำเนินการประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน อ่าน คิด วิเคราะห์ แล้วก็เขียน ก็คือคนเรานี่ต้องอ่านเพื่อทำความเข้าใจหรือรับรู้ข้อมูล จากนั้นจึงนำข้อมูลนั้นมาคิดวิเคราะห์เพื่อให้ผลไต่ตรอง เพื่อปฏิบัติหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อจะแก้ปัญหาก็จะใช้งานจะต้องมีความรู้ในการอ่าน เสร็จก็อาจจะต้องมีการสื่อสารเช่นการเขียนการพูดการบอก แต่เขารวบรวมกันว่าอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน นี่คือองค์ประกอบที่ 2 องค์ประกอบที่ 3 ก็คือลักษณะอันพึงประสงค์ที่จะเกิดขึ้นกับผู้เรียน หลังจบ ก็คือสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น เป็นลักษณะที่ดี 8 อันนี้ต้องจำให้ได้ ปี 51 52 53 นี่ ข้อสอบบรรจุออกเลขนี้ทุกปีช่วงนี้ก็เริ่มแถวล่ะแต่ว่าต้องจำไม่ได้อยู่ดีนะแกหรอกนะ แต่ลักษณะมีอะไรบ้าง รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักในความเป็นไทย แล้วก็มีจิตสาธารณะ นี่คือองค์ประกอบที่ 3 องค์ประกอบที่ 4 การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นอกจากความรู้ก็ต้องพัฒนาตัวผู้เรียนด้วย กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนะครับ ก็จะมีอยู่ 3 ด้านนะครับ อันที่ 1 ก็คือกิจกรรมแนะแนว อันที่ 2 ก็คือกิจกรรมนักเรียนไอ้ตัวกิจกรรมนักเรียนแบ่งเป็น 2 เรื่องง่าย ๆ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับกลุ่มวินัย เสือเนตรนารีวิชาทหารนะครับ ที่เกี่ยวกับชมรมชุมนุม องค์ประกอบที่ 3 ก็คือประกอบเรื่องของกิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ ถ้าเรานึกถึงมัธยมออก ก็คือตอนใส่ชุดสีฟ้าคราม ๆ นะครับ แล้วมันก็จะพาไปทัศนศึกษา เรียนรู้ต่าง ๆ กิจกรรม เพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ 3 อย่างนี้เรียกรวมกันว่า กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนมีอยู่ 3 ด้าน เพราะฉะนั้น องค์ประกอบก็มี 4 ตัว 1. ก็คือกลุ่มสาระ 2. ก็คืออ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน แต่ 3. อันพึงประสงค์และ 4 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเป็น 4 เรื่องใหญ่ที่ต้องได้รับการประเมิน ในระดับประถม มัธยม นะครับ พูดถึงการประเมินบ้างทีนี้ เกณฑ์การวัดและประเมินผล เกณฑ์การวัดและประเมิน มันจะแบ่งเป็นประถมกับมัธยม ประถมก่อน เราพูกอย่างละเอียดจะมาเที่ยวนี้ก็เพราะมึงส่วนหนึ่งสำคัญกับประถมละเอียด พูดถึงเกณฑ์การวัดและประเมินผลระดับประถม เรื่องแรกที่จะพูดถึงการตัดสินผล การตัดสินผลการเรียนนี่ เขากำหนดให้ดู 4 ข้อ ที่ชัด ๆ เลย ใน 4 ข้อ ในวรรคนี้ มันจะต้องปรากฏองค์ประกอบ 4 เรื่องแน่ ๆ คิดก่อนเลย 1 ก็คือตัวชี้วัด กลุ่มสาระ นี่ ตัดสินทุกวิชา วิชาพื้นฐานกลุ่มสาระที่ 1 เลย องค์ประกอบที่ 2 ก็คือประเมินการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน ประเมินลักษณะอันพึงประสงค์ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ฉะนั้นการตัดสินผลอะไรก็ช่างวัดประเมินผลต้องมีองค์ประกอบที่มีปรากฏอยู่เอาล่ะ ข้อที่ที่ 1 ผู้เรียนจะตัดสินผลได้นะ ต้องมีอะไรกันทั้งหมดโดยประถมนี่ ครูประจำชั้นเป็นคนนับเวลาเรียน เด็กชายเอ ตอนเช้ามาโรงเรียน ตอนเที่ยงป่วย ปวดท้อง กลับบ้าน ขาดครึ่งวันนะครับ เด็กชาย เอ วันต่อมาไปตลาดกับแม่เท้าขาดแม่มาส่งรวมแล้ว 1 วัน เรียนเป็นวัน ประถมเรียนประมาณ 200 วันขึ้นไป มีเวลาเรียนอย่างน้อยประมาณ 160 วันจะนับเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ และนับเวลาเรียนเป็นวัน 1 ก็คือเรื่องเวลานี่ 2. ก็คือเรื่องการประเมินตัวชี้วัดกลุ่มสาระ นอกจากประเมินแล้วต้องผ่านด้วย 3. จะต้องตัดสินผลทุกวิชา คำว่า "ตัดสินผล" คือ ต้องออกเกรด ไม่ว่าจะเป็น 0 1 2 3 4 0 1 1.5 2 2.5 ต้องตัดเกรด 0 หรือว่าตัดสิน ติด มส. ไอ้นี่ เรียกว่ายังไม่ตัดสิน แสดงว่าใครติด ร ติด มส ไม่จบนะ ไปตไม่ได้นะไปติดให้ได้เพราะมันคือว่าตัดสิน4 อีก 3 เรื่องที่อ่านคิดวิเคราะห์และเขียนลักษณะอันพึงประสงค์และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และกลับมาเน้นย้ำว่า ไอ้เรื่องการประเมินตัวชี้วัดและลุ่มสาระนั้น ต้องผ่านทุก ๆ รายวิชาพื้นฐานนะครับ เพราะฉะนั้น อันแรก คือการตัดสิน ตัดสินเสร็จ ก็ให้เกรด แล้วการให้ระดับผลการเรียนเราเพิ่งเรียนไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเอง คณูบอกแล้ววันนี้หลักสูตรมันจะมีคำที่ไม่ได้เรียกว่าเกรด ใช้คำว่า ระดับผลการเรียนหลักสูตรก่อนนะนี่ใช้คำว่า "ผลการเรียน" ชื่อต่างไปแต่ที่จำเป็นกลางกลางที่เรียกกันในการตัดเกรดเมื่อคนตัดสินคนได้ ก็มาตัดเกรดนะครับ การตัดเกรดนี่ มัันก็จะตัดตาม 4 องค์ประกอบ อันแรก ตัดสินตามกลุ่มสาระก่อน ให้ตัดสินเป็นรายวิชานะครับ โดยให้ตัดเป็น 8 เกรด หรือวิธีอื่น ๆ ซึ่งประถมมีให้ 6 วิธี นี่คือวิธีที่ 1 เป็นร้อยละ วิธีที่ 2 เป็นตัวเลขไทย วิธีที่ 3 เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ วิธีที่ 4 เป็นระดับคุณภาพแบบหนึ่งวิธี 5 เป็นระดับคุณภาพ 2 วิธีที่ 6 เป็นระดับคุณภาพ เลือกได้แบบใดแบบหนึ่งกระทรวงศึกษาธิการ โดยโรงเรียนมักจะเลือกแบบที่ 2 นี่ เพราะว่าคุ้นเคยมาก เป็นระบบ 8 เกรดที่เราใช้กัน แต่ว่าไม่ใช้ระบบนี้ก็ได้นะอารมณ์เสียก็ได้ แต่ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะมีเกมที่มันคล้องต้องกัน การได้ 0 นี่ คะแนน 0-49 หรือแต่ว่าไม่ผ่าน หรือ F เกิดถามว่าเด็กชายดำ 10 เป็นเด็กชายป. 5 หน้าที่ 40 แปลว่าอะไรขอไม่ผ่านขอไม่ผ่านทุก ๆ ข้อต้องตอบไม่ผ่านเท่านั้น ต้องตอบตามตัวเอกสาร ทั้งระบบพวกที่เห็นนี่ เมื่อก่อนนี่ตอนครูเป็นเด็กเขาใช้ระบบร้อยละ อันดับที่ตารางพัฒนาเป็นตัวเลขมันเคยใช้มาหมดแล้วส่วนระบบที่เป็นตัวอักษร abcd มักใช้ในโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนกลุ่มนานาชาติ รวมทั้งโรงเรียนบางแห่ง ที่มีเด็กไปเรียนต่างประเทศบ่อย เดี๋ยวต้องจัดทำระเบียบวัดและประเมินผล เพื่อจะแปลเป็นฉบับภาษาอังกฤษก็ใช้เกรดแบบนี้ รวมมีทั้งหมด 8 แบบการตัดเกรดนะ องค์ประกอบที่ 2 ก็คือการประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน การประเมินการอ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียนนี่ นะครับ เดี๋ยวรถไอ้ติมไปก่อนนะ แป๊บหนึ่ง เอาละ เหมือน ๆ จะ ยัง ๆ เดี๋ยวนะแป๊บหนึ่งนะ กำลังจะไป เปลี่ยนเป็นเลขอะไรครับ องค์ประกอบก็จะมี 4 องค์ประกอบนะ 1 กลุ่มสาระ 2 อ่านคิดวิเคราะห์และเขียน 3. ลักษณะอันพึงประสงค์ 4. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ทีนี้การให้ระดับผลการเรียนมีการตัดเกรด ที่ 2 คือการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน การอ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน บทที่ 2 แบบฝึกหัดครูอาจจะเรียกระบบเกรดใหญ่ของมันก็ได้ การประเมินอ่านคิดวิเคราะห์และเขียนก็มีแค่ 2 อย่างคือผ่านกับไม่ผ่าน แต่เขายังให้ละเอียดของการผ่านด้วย ว่าการผ่านนี่ สามารถให้รายละเอียดได้ 3 แบบ คือ ผ่านแบบดีเยี่ยม ผ่านแบบดีเยี่ยม ผ่านแบบนี้ ก็คือผ่านนะกลับไม่ผ่าน ดีเยี่ยม ก็น่าจะแปลว่าดีเลิศอยู่เสมอ ดี ก็หมายถึงว่าเป็นที่ยอมรับ อ่าน ก็คือมีข้อบงพร่องแค่บางประการ ไม่ผ่านนะ ก็คือมีข้อบกพร่องปรับปรุงหลายประการ นะครับ อันนี้คือองค์ประกอบที่ 2 ก็มีผ่านไม่ผ่าน แต่ตอนนี้ผ่านนั้นมีรายละเอียดย่อยได้ นี่คือดีเยี่ยม ดี และผ่านนะครับ การประเมินองค์ประกอบที่ 3 ที่เรียกว่าคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เช่น เดียวกันกับอ่านคิดวิเคราะห์และเขียนเลย มี 2 เกดรใหญ่ คือ ผ่านกับไม่ผ่าน ผ่านกับไม่ผ่าน กรณีผ่านก็ทำที่เดียวกันก็คือยอมให้มีการเกรดว่าเป็นผ่านแบบดีเยี่ยม ผ่านแบบดี และผ่านผ่าน เหมือนกับการคิดวิเคราะห์นะครับ ส่วนดีเยี่ยม ดี ผ่านนั้นเป็นอย่างไร คงไม่อธิบายเพราะมีละเอียดไปอ่านเองนะครับ องค์ประกอบที่ 4 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนี้ มีทั้งหมด 3 กิจกรรม เราเกริ่นไปแล้วนะมี ทั้งหมด 3 กิจกรรม กิจกรรมแนะแนว 2 กิจกรรมนักเรียน แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มวินัย เสือเนตรนารีกลุ่มชุมนุม กลุ่มที่ 3 คือเตรียมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ที่กลุ่มเสื้อฟ้าสีครามพาไปเที่ยวนี่นะครับ เพราะฉะนั้น มี 3 องค์ประกอบนะ แนะแนวนักเรียนและบำเพ็ญประโยชน์ประโยชน์ มี 3 อย่างนะครับ เวลาประเมิน ให้ดู 3 เรื่อง ในทุกกิจกรรมเลยนะ ก็คือ 1. ให้ดูเวลาในการเข้าร่วมกิจกรรม 2. ให้ดูการปฏิบัติกิจกรรม และ 3. ให้ดูผลงานจากการปฏิบัติกิจกรรม ไอ้ตัวนี้ บางโรงเรียนก็จริงจังครับ โรงเรียนเดียวกันก็จริงจังไม่เท่ากัน แล้วกันไม่จริงจังเลยขอเข้าชมรมชุมนุมปุ๊บเช็กชื่อทำอย่างดไปหมด ได้อย่างนี้ก็มีเจตนาที่จะให้เด็กได้มีเวลาเข้ากิจกรรม ให้เด็กได้ปฏิบัติกิจกรรมและมีผลของมันก็จะพัฒนา กลายเป็นว่าโรงเรียนเสียส่วนหนึ่ง บอกว่ามากหรือน้อยนะทำไม่ครบก็เลยอาจจะดูขาดไปผลการทำกิจกรรมทั้งหมดออกเกรด การออกเกรดมี 2 อย่าง ก็คือเกรด ผ กับ มผ. ผ แบบว่าผ่านเกณฑ์ผ่านเกณฑ์ตรวจถามว่าขอคืออะไร ม่ผ่านไม่ผ่านเกณฑ์ปกคลิปสอบไม่ผ่านผิดไม่ตัดไม่ผ่านเกณฑ์ส่วนเกรด 0 เกรด 1 0 ก็คือไม่ผ่านไม่เหมือนกันนะ ต้องจำให้ได้ ในกรณีที่ เด็กได้ มผ. ให้ทำการซ่อมเสริม แล้วก็เปลี่ยน มผ. เป็นจาก มผ. เป็น ผ. ต้องทำให้เสร็จสิ้นภายในปีการศึกษานั้นอาบที่สุดเหตุสุดวิสัยให้ดูด้วยไม่ได้ของสถานศึกษาสังเกตไหม ไม่ใช่คนเกี่ยวข้องกับสถานศึกษาเป็นส่วนใหญ่ การให้เกรด 4 กลุ่ม กลุ่มสาระ อ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน ลักษณะอันพึงประสงค์ นักกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน หัวข้อถัดไป การเลื่อนชั้นป. 1 ขึ้นป. 2 ป. 2 ขึ้นป. 3 ป4556ม. 1 ขึ้น 2 ม. 2 ขึ้นม 3 ม 4 ขึ้นมาก็บอกว่าเล่นฉันแต่ถ้าปอหกไปมอหนึ่งต้องจบก่อนถึงไปสอบเข้า เรียกว่าจบการจบประถมศึกษา ม. 3 ไป ม. 4 ก็ไม่เรียกว่าเริ่มจะเรียกว่าจบการศึกษาภาคบังคับหมอจะไปเรียนปริญญาตรีจบหลักสูตรหรือจบการศึกษาระดับชั้นก็คือ ป. 1 ถึงป. 2 อย่างนี้นะครับ ประถมก็จะมีข้ออนุโลมกว่ามัธยมผู้ เรียนที่มีข้อบกพร่องเล็กน้อยถึง เขาจะเอ่ยความจำเป็นบางอย่างประถมนี่ เป็นเด็กอยู่ก็การอนุโลมบางอย่าง ผู้ใดมีข้อเป็นป้องเพียงเล็กน้อย และสังเกตเห็นว่าจะซ่อมเสริมได้ ให้อยู่ในดุลพินิจของสถานศึกษา หมดเลยไม่ค่อยเป็นคนลงนะครับ อาจผ่อนให้เพื่อนฉันได้โดยมีเกณฑ์ดังต่อไปนี้เล่นเกมเล่นเวลา จะต้องมีเวลาเรียน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 นะครับ 2. จะต้องประเมินทุกตัวชี้วัด กลุ่มสาระไม่ต้องถามด้วย 3. ก็ต้องตัดสินผล ติด 0 ได้ ติด ร ติดมสไม่ได้ ต้องตัดสินผล 4. ต้องรออีก 3 เดือนนอกจากเลขที่ 1 คือกลุ่มสาระแล้วนะครับ ในเรื่องอ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน ลักษณะอันพึงประสงค์ ลักษณะผู้เรียน องค์ประกอบรวมทั้งเวลาเรียนครบ อนุญาตให้เลื่อนชั้นได้นะครับ ซึ่งมันจะคล้าย ๆ กับการศึกษาขั้นฐานจะต้องผ่านทุกตัวชี้วัดเขาก็ยังเน้นในเรื่องของกลุ่มสาระอยู่เลื่อนชั้นได้ ในการเลื่อนชั้นนี่ มันมีการเลื่อนชั้นระหว่างปีละชั้น ปีนี้ เขาเปิดโอกาสสำหรับเด็กที่มีสติปัญญา หรือมีความสามารถเป็นเลิศ ก็อนุญาตให้เลื่อนชั้นได้เช่น เทอมนี้อยู่ป. 2 เทอม 1 อยู่ ป2. เทอมหน้า เขาเรียกว่าการ Pass ชั้ให้กลายเป็นป. 3 เทอม 2 อย่างนี้เตือนฉันให้พาฉันการเลื่อนชั้น หรือ Part ชั้นระหว่างปีนี่ ต้องเป็นแค่นั่งเป็นคณะกรรมการสังเกตนะมันก็มีตัวคนนะครับ ในการเลื่อนชั้นระหว่างปีนี่ ให้เพื่อนฉันได้แค่ 1 ระดับชั้นป 2 ป 3 ป 2 ป 5 นี้ไม่ได้นะ หรือว่า ป. 4 ไปป. 5 ป. 6จะได้ฉันครั้งนี้ต้องให้เสร็จก่อนเทอม 2 แล้วผู้ปกครองผู้เรียนจะต้องยินยอมนะครับ ส่วนรายละเอียดอาจารย์จะไม่พูดนะ การเรียนซ้ำชั้นประถมมัธยมก็มีซ้ำชั้นคืออะไร เดิม ๆ ซ้ำ ๆ เกิดในกรณีที่ ผู้เรียนไม่ผ่านวิชาจำนวนมาก และมีแนวโน้มว่าจะเป็นปัญหาต่อการเรียนในชั้นที่สูงขึ้น ดังนั้น จึงต้องซ้ำชั้น โดยสถานศึกษามาแล้ว ตั้งกรรมการ คำนึงถึงวุฒิภาวะเปลี่ยนเป็นหลัง ผู้ที่ไม่มีไม่มีคุณสมบัติในการเลื่อนชั้น ผู้เรียนที่ไม่มีคุณสมบัติในการเล่นชั้นเสริมป้องไอ้เรียนซ้ำบังคับให้ซ้ำ ยกเว้นกรณีต่อไปนี้ต่อไปนี้เป็นอนุฌลม ที่บอกว่าผมร่วงเยอะมากแต่ประถมมัธยมกับอนุปริญญา 1 อันรวมนะคะ ส่งแล้วการเลื่อนชั้น มีข้ออนุโลม 3 ข้อดังต่อไปนี้ ก็คือ 1. หากผู้เรียนมีเรียนไม่ถึงร้อยละ 80 ด้วยเหตุสุดวิสัย แต่ผู้เรียนดี เลื่อนก็เลื่อน 2. ผู้เรียนมีมาตรฐานการรู้ตัวชั่วไม่ถึงเกณฑ์ในบางวิชา แต่คิดว่าจะซ่อมเสริมได้ในปีถัดไป การเรียนครบ เลื่อนก็เลื่อนเนื้อสายท่อลมกันจะไม่ให้นะ3นี่แหละเป็นตัวสำคัญตัวเอง ต้องมีวิชาในวิชาภาษาไทยกับวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในเกณฑ์พอใช้ เพราะประถมต้นนี่ จะต้องรู้เครื่องมือการเรียนรู้ คือ ต้องรู้คณิต และภาษาไทย ถ้าไม่รู้ภาษาไทย จะเป็นอุปสรรคก็อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ คิดเลขไม่เป็น ก็จะเรียนในชั้นโตขึ้นลำบาก เพราะฉะนั้น ต้องเคร่งครัดที่ภาษาไทย กับคณิตศาสตร์ แต่ ป. ปลาย ดู 4 วิชา ไทย คณิต วิทย์ สังคม สาระ 4 ตัวนี้ล่ะสาระหลักอีก 4 ตัวที่เหลือ ไม่ใช่สาระหลักนะครับ การสอนซ่อมเสริมบ้าง การซ่อมเสริมทำเมื่อไหร่ เสริม คื อ เก่งอยู่แล้ว ซ่อม คือ ไม่เก่งแต่โดยพื้นฐานอยู่แล้ว มักจะดูความหมายการซ่อมเป็นหลักนะครับ การซ่อมเสริมดำเนินการดังต่อไปนี้ดำเนินการในกรณีที่ผู้เรียนมีความรู้รักษาไม่พอจะเรียน 2. ผู้เรียนไม่สามารถแสดงความทักษะออกมาให้เห็นได้ระหว่างการเรียน 3. จะซ่อมเสริมก็ต่อเมื่อผู้เรียนมีผลประเมินปลายปีต่ำกว่าเกณฑ์การประเมิน พูดง่าย ๆ ว่าติด 0 ต้องซ่อมเสริมก่อนสอบแก้ตัวการซ่อมเสริมทำใน 3 กรณี การทำข้อสอบถามว่าการจัดการซ่อมเสริมให้เด็กชายเอก็เข้าข่ายในกรณีใดก็จะสามคนนี้หรือกรณีใดไม่เข้าข่ายการสอนซ่อมเสริม อะไรอย่างนี้นะครับ จบบ้าง เกณฑ์การจบ เด็กจะจบประถม อาศัย 5 ข้อ ซึ่งเมื่อก่อนคือ 4 ข้อวัดนั่นแหละเดียวกันนั่นแหละแต่ก็เห็นชัดขึ้น สังเกตมันจะมีเรื่องกลุ่มสาระอ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน ลักษณะอันพึงประสงค์ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สำคัญมากองค์ประกอบนะ 1 2 3 อ่านเป็นข้อ ๆ แล้วกัน เกณฑ์การจบระดับประถม จะจบได้ต้องเรียนก่อนนะครับ เรียนทั้งวิชาพื้นฐาน วิชาเพิ่มเติม หรือกิจกรรมเพิ่มเติมตามโครงสร้างของหลักสูตรให้ครบ 2. เมื่อทำครบแล้ว การประเมินรายวิชาพื้นฐานกลุ่มสาระจะต้องผ่าน อ่านคิดวิเคราะห์ก็ต้องผ่าน ต้องผ่าน จบประถมได้จบประถมนี่ ไม่จบการศึกษานะต้องไปเรียนม.1 ต่อเปลี่ยนต่อจากโรงเรียนนี้ไปต่อโรงเรียนอื่นไม่มีม. 1 ต่อก็ต้องสอบเข้านักเรียนมอ 1 ต่อจะจบได้ต้องถึงม. 3 เพราะเป็นการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ฉะนั้นจบประถม ต้องไปเรียนต่อไม่เรียนต่อผิดกฎหมายอุปกรณ์ถูกดำเนินคดีประถมจบไปแล้วกลับไปมัธยม บางส่วนคล้ายกัน บางเรื่องครูก็จะพูดแบบคร่าว ๆ เรื่องแรกการตัดสินผล ก็จะมา 4 ข้อ 1 วรรค เหมือนประถมเลย เกือบเหมือนกันทุกประการเลย ชัดเจนคือต้องมีประเด็นเรื่องนี้หนึ่งก็คือกลุ่มสาระ นี่กลุ่มสาระ นี่ก็ประเด็นที่ 2 จะต้องมี อ่าน คิด วิเคราะห์สั่งผสม 2 .ต้องมีลักษณะอันพึงประสงค์ เปลี่ยนยังไงวะผมมอต้นมอปลายต้องประเมิน 4 เรื่องนี้การตัดสินผลระดับมัธยมอันที่ 1 ดูที่ให้ตัดสินเป็นวิชา และต้องมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของวิชาเรียนนั้น ๆ ต่างกันกับประถมแค่นี้แหละ ประถมครูเช็กทีเดียวทั้งวันเลย แต่มัธยมวิชาใครวิชามาร 8.30 ถึง 9.30 น วิชาครูเอกเราไม่ชอบคุยหรอกค่ะ บ่อยนักคืออะไร ไม่ครบวิชานั้นติด มส. ไม่มีสิทธิ์สอบ 9 โมงครึ่ง ถึง 10 โมงครึ่ง ชอบอาจารย์บี เรียนประจำเลยฉันไม่เป็นไรคิดเป็นวิชาวิชาน้องแนะนำปฐมเลยก็คือข้อ 2แล้วการลงทุนในชีวิตมันต้องผ่าน3.ต้องตัดสินผล ทุกวิชาก็ติด 0 ได้ ติด มส กับ ร. ไม่ได้ อันนี้ไม่จบนะ เลื่อนชั้นไม่ได้ ติดไม่เป็นไร ตัวตัดสินต้องติดในขอบเขตที่กำหนดได้นะ 3.ประเมินอ่านคิดวิเคราะห์รวมทั้งวันสุดท้าย ก็คือวิชาพื้นฐานจะต้องทุกรายวิชา ต่อไเมื่อตัดสินผลก็ให้เกรด เราก็เรียนไปแล้วเกรดมัธยมประถมประถมมีการตัดเกรดทั้งหมด 6 แบบ มัธยมมีแบบเดียวและเป็นแบบ 8 เกรด เป็นแบบนี้ มีแบบเดียวนะ และที่เหมือนประถม ก็คือ0-49 และข้อความที่ใช้ ก็คือ0 คือต่ำกว่าเกณฑ์ ต้องจำให้ดี มีเกรดแบบเดียว กรณีเอกชนโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนหลักสูตรนานาชาติ หรือเป็นที่เป็นนักเรียนที่จะไปเรียนต่างประเทศ เขาจะทำระเบียบว่าด้วยการแปล กรณีโรงเรียนที่จะไปเรียนต่างประเทศ แต่บางโรงเรียนโรงเรียนที่เป็นหลักสูตรต่างประเทศ เขาจะมาอย่างนี้เอง แปลงเป็น A b+ B พวกนี้นะครับ วันนี้ก็ทำแต่ต้น แล้วก็ทำเป็นระเบียบว่าด้วยการแปลฉบับแปลกจะได้หน่วยกิตประถมไม่นับหน่วยกิต แต่มัธยมนับ ก็ต่อเมื่อได้เกรด 1 ขึ้นไป ถึงจะนับหน่วยกิต กรณีที่ไม่สามารถให้เกรดได้ อันนี้สำคัญมาก ให้ใช้อักษรต่อไปนี้คือมส. ก็คือไม่มีสิทธิ์เข้าสอบปลายภาคเรียน ด้วยเหตุ ก็คือเวลาเรียนไม่ถึงร้อยละ 80 เพราะเป็นวิชาใครวิชามัน 2. ก็คือติดรอยังรอการตัดสินหรือยังตัดสินผลไม่ได้งานไม่ครบยังไม่ได้สอบบางประการมีเหตุผลอื่น ๆ เช่น ก็คือติดต่อไม่ได้เลยวันนี้ก็ติดต่อไม่ได้แปลว่า ปกป้องไป อันแรกเป็นกลุ่มสาระ อันนี้ที่ 2 การประเมินอ่านคิดวิเคราะห์และเขียนเหมือนประถมเลย คือมี 2 เกรดก็ผ่านครับ ไม่ผ่านกรณีนี้ผ่านมี 3 อย่างก็คือ ดีเยี่ยม และ องค์ประกอบที่ 3 ลักษณะอันพึงประสงค์ ก็เหมือนกันปกติก็คือมีเก็บต้องเก็บที่ผ่านหรือไม่ผ่าน มี 3 อย่างเหมือนกันเลยคือดีเยี่ยมดีแล้วก็ผ่านเกลียดเหมือนกันมาถึงอบกรอบสุดท้ายประกอบด้วย กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนนี่มี 3 แบบเหมือนกัน ก็คือ 1. กิจกรรมแนะแนว 2. กิจกรรมนักเรียน ไอ้ตัวนักเรียนนี่ แบ่งเป็น 2 ตัวก็คือกิจกรรมกลุ่มวินัย คือลูกเสือเนตรนารี กับชุมชน และองค์ประกอบที่ 3 ที่สามารถเตรียมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ก็คือ เพื่อสังคม และสาธารณประโยชน์ ก็คือกิจกรรมเสื้อสีครามที่พักเป็นนักศึกษาไปบ่อย ๆ ทั้ง3 ลักษณะกิจกรรมในทุก ๆ กิจกรรมชมรมชุมนุมอะไรก็ช่างให้ดู 3 เรื่องเหมือนเดิมเลยมันประถมเลย ก็คือดูเวลาเข้าการปฏิบัติกิจกรรมและดูผลการปฏิบัติการเหมือนกันกับประถมเหมือนกัน ก็คือบางเรียนเข้มงวดได้ทำได้จริง โรงเรียนโรงเรียนกับทำให้เท่ากัน เดี๋ยวมันก็เลยอาทิตย์แรกมาขึงขังก็หายไปแต่มีเกรดออกมาได้เลยนะนี่ก็เป็นพ่อบทสวดแล้วนะครับ ครบแล้วนะครับการให้เกรด ยัง ๆ นิดหนึ่งการให้เกรดของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนระดับประถมและมัธยมมี 2 เขตคือพ่อกับแม่ ขอผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์ก็มาด้วยกันเลยนะ กรณี มผ. แก้แล้วจากมขเป็น ทำงานให้เพิ่มในกิจกรรมซ่อมเสริมนะครับ หากมีเหตุสุดวิสัยนะครับ อยู่ในดุลพินิจของสถานศึกษา 1 อาทิตย์ของสถานศึกษาไม่ต้องทำให้เสร็จในปีการศึกษานั้นมัธยมก็จะมีรายละเอียดที่มันมากขึ้นกว่าเดิมหน่อยหน่ึง การเปลี่ยนเกี่ยวกับ0 การเปลี่ยนผลการเรียนเมื่อได้ 0 คนที่ 0 โรงเรียนจะต้องอยากให้มีการซ่อมเสริม การสอบแก้ตัวและทำได้ 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 ครั้งก่อนจะสอบ ทำได้ 2 ครั้งแล้วยัง 0 ให้สถานศึกษา ตั้งกรรมการและไม่มีเดี๋ยวนะปฏิบัติดังต่อไปนี้วันนี้เป็นวิชาพื้นฐาน ให้เรียนซ้ำ กรณีป็นวิชาเพิ่มเติม ทำให้ 2 อย่างเธอเรียนซ้ำ หรือเป็นวิชาใหม่ กรณีเป็นวิชาใหม่ ต้องเขียนใน ปพ.1 แปลว่าเรียนวิชาอะไรนะครับ ต่อไป เกรด ร. ที่เราเรียกว่า i รอก็คือยังตัดสินใจไม่ได้ ตัดสินให้แก้ไขตามเหตุยังไม่ส่งงานใกล้ส่งงานยังไม่สอบให้สอบ แก้ไขตามเหตุ แก้แล้วจะได้ตกก็ได้ 0 ตกอีกก็ได้นะหรือจะถึงเกรดก็ได้ และข้อสำคัญหากทำไม่เสร็จในเวลาที่กำหนด0 เปลี่ยน ร.เป็น 0 มาหาเราก็เหมือนกันหาอะไรเรานี่ ใครติดรอจะต้องยื่นคำร้องขอแก้ รอแก้ i หลังเปิดเทอมไม่เกิน 2 สัปดาห์ ถ้าใครไม่ยื่น อาจารย์ปฏิเสธติด ร. แต่ปี 2 ได้ตอนปี 4 จะปรึกษาแล้วไปขออาจารย์ปฏิเสธได้ ติด 0 ทันทีเลยแล้วก็ไม่ได้สอนถ้าเป็นวิชาสำคัญ เราก็จะต้องแก้ร. แก้ ร ไม่ได้เพราะมันเป็น 0 แล้วก็ไปเรียนใหม่ เพื่อที่จะไปพวกเราติดรถติดอะไรเนี่ยยื่นคำร้องไว้ก่อนนะ ยื่นคำร้องเสร็จ ส่วนการแก้ไอนี่อาจจะมีการชาร์จได้บ้างไม่มีปัญหาแต่ถ้าไม่ยื่นนี่ จบเลยจบเลยเหมือนเหมือนไม่ไปทำเอกสาร หรือทำเรื่องให้มันก็จบกัน จะเป็น 0 ทันทีนะครับ มส. บ้าง มส. แบ่งเป็น 2 กรณี กรณีที่เวลาเรียนไม่น้อยกว่า 60 แต่ไม่ถึง 80 เขาเรียกอนุโลมได้ เพราะไม่ได้ให้เยอะ กรณีนี้ให้ทำการซ่อมเสริมหรือจัดงานเพิ่มอะไรก็แล้วแต่ตามเหตุนะครับ แล้วก็แก้มส. เป็น 1 เท่านั้นนะครับ แล้วก็ต้องทำให้เสร็จในปีการศึกษานั้น หากไม่มาดำเนินการให้ดูเมื่อพ้นกำหนดแล้ว ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. ภาควิชาพื้นฐาน เรียนซ้ำ ถ้าเป็นวิชาเพิ่มเติมให้ดุลพินิจของสถานศึกษานะ ได้เรียนซ้ำหรือเรียนใหม่ แบบที่ 2 หลักหน่วยก็คือเพราะติดเพราะเวลาเรียนน้อยกว่าร้อยละ 60 นี้ถือว่าหนักหน่วง ไม่มีการให้ทำอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น จัดการเลย ก็คือ 1. ถ้าเป็นพื้นฐานเหรียญต่ำวิชาเพิ่มเติมให้อยู่ในดุลพินิจของสถานศึกษาที่จะให้เรียนซ้ำ หรือให้เรียนใหม่ เมื่อเป็นการเปลี่ยนวิชาใหม่ ต้องบันทึกว่าแทนวิชาใดนะครับ การเปลี่ยนมผ. บ้าง มผ. ก็คือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ครูขออนุญาตบางเรื่องให้ไปอ่านเองนะ เลื่อนชั้นไปแบนเอง เรียนซ้ำชั้นก็พูดไปแล้วคล้าย ๆ กันให้ไปเอาเองนะครับ ซ่อมเสริมก็เหมือนกัน มาถึงเรื่องสำคัญ เกณฑ์การจบ เอาล่ะจบ อันแรกจบ ม. ต้น หรือจบการศึกษาภาคบังคับ จบ ม. 3 นี่แหละ อันที่ 2 คือ การจบ ม. ปลาย จบการศึกษา ขั้นพื้นฐาน การจบในหลักสูตรนี้ มันมีจบ 3 แบบ 1. คือจบประถม โรงเรียนประถม หรือจบชั้นประถม 6 แล้วต้องไปเรียน ม. 1 ต่อ อันนี้ไม่ได้เรียนต่อไม่ได้ จบแบบที่ 2 เรียกว่าจบม.ต้น จบม. 3 ชื่อจริง ๆ ก็คือจบการศึกษาภาคบังคับ จบแล้วไม่เรียนต่อก็ได้ อันที่ 3 คือจบหลักสูตรหรือจบม.6 มาใช้คำว่า "จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน" ที่จบจริง ๆ น่ะ จบหลักสูตรหลักสูตร 12 ปี เกณฑ์การจบประถม ม. ต้น ม. ปลาย นี่ มันแทบจะเหมือนกันนะครับ ในองค์ประกอบ ต้องมี 4 องค์ประกอบ ก็คือ 1. ในกลุ่มสาระ วิเคราะห์ และเขียนตามจุดประสงค์และ 4. กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ม.ต้นก็เหมือนกัน เดี๋ยวต้องมีเรื่องรายวิชาหรือกลุ่มสาระ อ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน ลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผูเรียน มัธยมและประถมเรื่องเวลาเรียนและมีนะ เอาล่ะ ประถมก่อนขอดูมต้นก่อน1. ผู้เรียนจะต้องเรียนก่อน ทั้งวิชาพื้นฐาน และวิชาเพิ่มเติม ไอ้ตัวนี้เปลี่ยนแปลงแล้ว เปลี่ยนแล้วให้ไปอ่านให้ดีไปหาข้อมูล ณ วันสอบบรรจุครู เพราะมันจะเปลี่ยน อย่างเช่น ตอบหลักสูตร 44 นี่ บอกแบบหนึ่งตอนปี 44 ปี 51 บอกอีกแบบหนึ่ง ที่ 47 บอกแบบหน่ึงมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุการณ์วันนี้เปลี่ยนแล้วนะ ที่ไม่เปลี่ยนแค่เธอยังต้องเรียนวิชาพื้นฐานและเพิ่มเติม ตามโครงสร้างนะครับ ไอ้พวกนี้ เปลี่ยนแล้วนะครับ ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มนะ ครูบอกวันนี้ ก็จริงแต่วันนี้นี้เปลี่ยนข้อ 2 จะต้องเรียนแล้ว 87หน่วยนี้ ก็เปลี่ยนการเปลี่ยนแปลงข้อความนั้นไม่เปลี่ยน ยังต้องจบ 66 นี้ยังเหมือนเดิม แต่นี้เปลี่ยน แต่ข้อความของมันมีส่วนคล้ายและใช้ไม่ได้หาข้อมูล ข้อ 3 4 5 นี่อันเดิม อ่าน คิดวิเคราะห์ลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมนักเหมือนเดิม ม.ปลายก็เหมือน ม.ต้น มันจะมีปัญหา 2 ข้อแรกที่ 1สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือจะต้องเรียนวิชาพื้นฐานและวิชาเพิ่มเติมกิจกรรมให้มันครบ ตามที่สถานศึกษากำหนด แต่ตัวเลขที่เปลี่ยนแล้ว ไปหาข้อมูลเอานะครับ หาข้อมูล 2. ต้องจบ 77 ตัวนี้ต้องไปหาข้อมูลนะ แต่เลขนี้ยังเหมือนเดิม และตัวนี้ก็เปลี่ยนแล้ว ครูบอกไปก็ตรงนี้ ปีหน้าจะเปลี่ยนใหม่อีก แสดงว่าต้องเรียนวิชาพื้นฐาน เพื่อให้ครบตามโครงสร้างแหละ Nike ทีเด็ดหน่วยและวิชาพื้นฐานเท่านั้นเปลี่ยนแปลงก็ 35 เหมือนเดิมครับ อ่านคิดวิเคราะห์และเขียนปากเกร็ดนนทบุรีนะครับ เรื่องถัดไป การเทียบโอนผลการเรียนนะครับ ให้สถานศึกษาเทียบโอนผลการเรียนโดยสิ่งต่อไปนี้เรียกว่า "เทียบโอน" สมัยเก่าราชภัฏร หลักสูตรเดียวทำโดยหน่วยงานกลาง ใช้ทั้งประเทศ ไม่ว่าราชภัฏเชียงราย ราชภัฏบุรีรัมย์ ราชภัฏเลย ราชภัฏนครราชสีมา ราชภัฏเทพสตรี ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ราชภัฏสุราษฎร์ ที่ไหน ๆ ก็ช่าง เรียนหลักสูตรเดียวกัน ถ้าเกิดเราจำเป็นต้องย้ายไปเชียงราย เขาเรียกว่ายาย ย้ายไป แต่ถ้าไป มข. สูตรการเล่น XO โรงเรียนประถมมัธยมกรรมการหลักสูตร 44 หลักสูตร 51นี่ เนื่องจากว่าโรงเรียนทำเอง เป็นหลักสูตรโรงเรียนใครโรงเรียนมัน ก่อนหน้านั้นเป็นการย้าย นักศึกษาสมัยครูเรียกว่าย้ายโรงเรียน เพราะทั้งประเทศแค่หลักสูตรเดียวกันระเบียบเกี่ยวกับการไม่มีคำว่า "ย้าย" ต่อไปเพราะแต่ละโรงเรียนก็คนละหลักสูตร เป็นการเทียบโอน การเทียบโอนก็หมายถึงสิ่งต่อไปนี้ก็คือการย้าย แต่ผู้ปกครองเรา เขาเรียนมาตามหลักสูตรเก่า เขาจะทำเขาว่าย้าย เข้าใจว่าจะให้เทียบโอน การเทียบโอน ก็หมายถึงแบบนี้คือ 1. ย้าย 2 เปลี่ยนรูปแบบการศึกษา เช่น homeschool บ้านเรียนมาเรียนโรงเรียน โรงเรียนกลับไปเป็นการศึกษานอกโรงเรียน เรียนดนตรีสยามกลการเทียบโอนหน่วยการเรียน เป็นนักเรียนกีฬาฟุตบอล ไม่อยากเรียน ย้ายหลักสูตร ละทิ้งการศึกษา และขอกลับเข้าศึกษาของประเทศและของโลกเรียกเทียบโอนทั้งหมดย้ายตอนนี้ยังเหลือที่มีวิทยาเขต เช่น ราชมงคลนี่ น่าจะยังเรียกว่าย้าย เพราะราชมงคลกลางอยู่ที่ โคราช สามารถย้ายไปแล้วจะมาโอนกาฬสินธุ์ได้ อย่างนี้ยังไม่ย้ายอยู่ ประถมการเทียบโอนนั้นเริ่มต้นของเทอม เทียบโอนเสร็จแล้วเรียนต่ออย่างน้อย 1 เทอม ไม่ใช่นั่นแหละเรียบร้อยแล้วให้สถานศึกษารับการเทียบโอน โดยดูจากลักษณะต่อไปนี้ น่าจะโอนะนี่ 1. กรณีมีหลักฐาน เช่น เรียนโรงเรียนราชสีมา จะไปโรงเรียนสีดาอย่างนี้หลักฐานไปแสดงเลยแล้วโอนกันเลยนะครับ แบบที่ 2 อาศัยสอบความรู้ เช่น พ่อแม่สอนเองอยู่บ้าน Home School เอามาสอบสิ คณิตศาสตร์ป. 3 ทำได้ ไม่ได้ต้องอาศัยการสอบความรู้ 3. อาศัยการปฏิบัติ เช่นวิชา ฟุตบอล วอลเลย์บอล มี 3 ลักษณะให้ตั้งเป็นกรรมการไม่น้อยกว่า 3 ไม่เกิน 5 รายละเอียดครูไม่พูดแล้วนะครับ มาถึงสิ่งสำคัญแล้ว หลักฐาน หลักฐานนี้เป็นหลักฐานสำคัญ เช่น การจบการศึกษา ใช้เรียนต่อ ที่ทำงานเอาเปรียบ Transcript ใบรับรองคุณวุฒิไปลองชายเอกคนนี้นะครับ ถามการศึกษาเริ่มที่กูบอกไว้ กระทรวงศึกษาธิการทำให้เราเป็นหลักสูตรเก่า คือเอกสารไม่ว่าจะเป็นอนุบาล ไม่ว่าจะเป็นมัธยม ส่งพิกัดให้เลย อันนี้คือข้างในมันก็ถมข้างในมัน ทำให้เลยเช็กเวลาเรียน คนที่ 1 เด็กชายเอก อย่างที่ครูบอกแล้วไง ว่ามาเช้า บ่ายขาด เช้าไม่มา บ่าย มา เช็ก 1 เช็ก 2 ครั้งนี้ ของประถมแบบกรอกคะแนนมีให้เลย เกรดปลายปี ปลายภาคเป็นอย่างไร วิชาภาษาไทยวิชาอะไรแต่ว่าขอเป็นหลักสูตร51.4 เขาเชื่อว่า ครูกับนักเรียนศักยภาพจึงทำให้บางส่วนเท่านั้น เอาล่ะทางการศึกษานี่ แบ่งเป็น 2 ประเภท 1. เรียกว่ากระทรวงกำหนด ไอ้ตัวนี้หลักสูตร 44 นะ เรียกบังคับแบบและแต่ละปีไม่เหมือนกันนะ สี่แยกบังคับแบบ2. เป็นเอกสารที่กระทรวงกำหนดเอกสาร ที่สถานศึกษาทำเอง หรือกำหนดเอกสารหลักฐานที่กระทรวงกำหนดมีอยู่ 3 ตัว 1 ปพ. 1 ชื่อเต็มคือระเบียนแสดงผลการเรียน 2. ปพ. 2 หรือประกาศณียบัตร 3. ก็คือปพ. 3 หรือแบบรายงานเพื่อการศึกษา เอกสารที่กระทรวงกำหนดนี่ มันจะมีทั้งชื่อเต็มและชื่อย่อคือ ปพ. เอกสารหลักฐานที่โรงเรียนทำเองนี่ จะไม่มีชื่อย่อชื่อเต็มเขียนบันทึกรายงานประจำวิชา สมุดพกนี่ รับรองผลการเรียน และระเบียนสะสมไม่มีชื่อย่อให้อย่างเป็นทางการ โรงเรียนตั้งเองได้เช่น มค. 1 มันคง 2 ปีก็ได้แต่ว่าจะมีโรงเรียนยังติดอยู่ก็ใช้ป 4 ป 5 ป 6 ทั้งที่ในระเบียบมันไม่ได้กำหนดนะ แต่เขาเขียนเอง และข้อสอบบรรจุ มันไม่มีเอกสารใดมันมีแต่เอาออกได้อย่างไรนะครับ นี่คือต้องระวังเวลาไปสอบบรรจุ ทำไมเอกสารพวกนี้ไม่บังคับแต่ 3 ตัวที่บังคับ เพราะว่าเอกสารบังคับ 3 ตัวนี้คือการกำหนดเอกสารที่ทุกคนจะต้องใช้ เช่นอันแรก ระเบียนแสดงผลการเรียนต้องใช้ แบบประกาศณียบัตร ต้องใช้แบบนั้นต้องใช้ตัวเมียต้องใช้เหมือนกันมันเกิดการด้อยค่า โรงเรียนรวย ทำมาเสียสวยเลย โรงเรียนไม่รวยก็ทำไมไม่สวยก็กลัวเด็กด้อยค่าอันที่มันมีศักดิ์และสิทธิ์ เขาเห็นทำมาจากหน่วยงานกลางนะครับ วันหนึ่งขณะครูสอนพวกเราอยู่อย่างนี้แหละ ก็มีรุ่นพวกเรารุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปโทรมาอาจารย์คะหนูกำลังจะไปบรรจุค่ะ เขตพื้นที่โทรมาบอก ว่าให้หนูนำหลักฐานการจบปริญญาตรีไปส่งมันคืออะไรคะอาจารย์ Transcriptหนูก็ให้ไปแล้ว คือ รบ. นะครับ Transcript ปริญญาบัตรหนูก็ให้ไปแล้ว ข้างบนไม่มีหลักฐานจบแล้วหนูไม่จบนี่แหละคือหลักฐานการศึกษาต้องรู้ Transcript ไม่ใช่เอกสารจบการศึกษานะ Transcript หรือระเบียนการแสดงผลการเรียน ปพ. 1 บอกแล้วเอาไว้แสดงเกรด มันบอกให้เกรดมันไม่จบมันคิดขอต่อไม่จบก็ได้ หลักฐานการจบระดับประถมชื่อว่า "ประกาศนียบัตร" มีไว้ให้ มอบให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษา นี่ หลักฐานสำคัญสุด ๆ อยู่นี่ ถ้าปริญญาจะได้ใบรับรองคุณวุฒิหรือลองใช้เองสอบปฏิบัติเป็นของชุมชนได้อธิบายดูเกรดไม่ได้บอกว่าจบนะครับ อันที่ 3 คือแบบรายงานว่าโรงเรียนเรามีใครจะไปบ้างแล้ว นี้รายงานกระทรวงนะครับ หรือขึ้นทะเบียนบัณฑิตที่ว่านี่ หน้าตาเป็นยอย่างไร ครูให้เห็นหน้าตามันด้วย ภาคผนวกก่อนนะ ภาคผนวกก. 1 2 3 นะ อันแรกเป็นตัวอย่างปพ. 1 นะครับ ชื่อมันคือ ปพ. 1 ป. ปลา อันนี้บอกว่ามีหลายแบบนะทรานสคริปมอ 1ไม่ดูเกรดไม่บอกตัวเองไม่บอกเกรดนะครับ นี่คือหน้าแรกของมัน ไม่บอกเกรด สรุปยอดให้ดูเป็นอย่างไรรายละเอียดต่าง ๆ มีไว้แค่บอกผลการเรียน Transcript ไม่ได้แปลว่าจบนะ นายจะเป็นคนจัดการเอกสารนี้ ครูเคยเป็นนายทะเบียน เคยทำพวกนี้มาก่อน ขยายใหญ่ขึ้นเอกสารที่ 2 ครับ มีชื่อว่า ปพ. 2 ปพ 2 คือประกาศนียบัตรมีไว้ เพื่อเพื่อแสดงว่าเป็นผู้สำเร็จการศึกษา นี่คือเอกสารการจบนะครับ มีประธานการศึกษา เซ็น เอ็นและคอเส้นข้างหลังนายทะเบียนเป็นคนเซ็นไปรษณีย์หลักสูตร 33 นะครับ ครูเคยเซ็น มาถึงเอกสารตัวที่ 3 มันมีชื่อว่า ปพ. 3 ปพ.3 ป. มีไว้เพื่อรายงานว่ามีใครจบบ้าง รายงานไปที่เขตและกระทรวงนะครับ เช่น ลำดับที่ 1 นายเอนก นามสกุล แข็งขัน นี่ พ่อชื่อ แม่ชื่อ ววันเดือนปีเกิดได้Transcript หรือ ปพ.1 หมายเลขอะไร เลขที่เท่าไร ชุดที่เท่าไร ภาพประจำตัวนักเรียนคืออะไร ประชาชนคืออะไร แล้วก็ผลของกลุ่มสาระการ อ่าน คิด วิเคราะห์ และเขียน ลักษณะอันพึงประสงค์นักเรียนเป็นอย่างไร รายงานให้ครบทุกคนที่จบนี่แบบไรอ่ะ3 ตัวนี้คือกระทรวงกำหนด ตัวปพ.1 มี 3 แบบเรียนป 1 ป ปลา ประถม ใบไม้คือมอต้นหรือเปล่าสภาพบังคับด้วยจากการศึกษาขั้นพื้นฐานม .ปลาย เขียนแบบพิมพ์ปกติเขียนเอาเอง แบบพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ วันนี้แบบนี้ไม่ทันละเมื่อก่อนครูเคยเขียนอยู่ เอกสารที่ 2 คือ ปพ. 2 อันนี้มีแค่ 2 ตัวคือบ่มากับเขาเพราะการจบจริง ๆ มีแค่จบ 2 ครั้งจบการศึกษาภาคบังคับจบม 3 ป. 6 ต้องไปเรียนต่อไง กับจบป 6 จะจบม 6 หรือการศึกษาขั้นพื้นฐานเอกสารที่จะมีแค่ 2 เบอร์ แต่การรายงานจบมีรายงาน 3 ช่วง งานจบประถม เหมือนที่มีแค่ประถมต้องจบรายงานไป รายงานจบมัธยมต้นเอกสารหลักฐาน อีก 7 นาทีครูจะทันไหมนี่ ครูจะเร่งที่สุดก็แล้วกัน ต่อไปเอกสาร ครูไม่พูดแล้วเพียงแต่บอกว่าไม่มีชื่อย่อ ต่อไป แนวทางการบริหาร การวัดและประเมินผลโรงเรียนทำอย่างไรนะครับ เขาก็จะมีโครงสร้างเป็นรูป แต่ครูไม่อธิบายรูปนะ ครูจะพูดถึงคนอื่นดีกว่า มีคนที่เกี่ยวข้องอยู่หลายฝ่ายทั้งต่อไปนี้คนกลุ่มแรกคือกลุ่มที่สำคัญที่สุด มีชื่อว่า "คณะกรรมการสถานศึกษา" กลุ่มนี้มี ผอ. เลขา โรงเรียน ถ้ามีพระมักจะเป็นพระประธาน นายกอบตพบผู้ใหญ่บ้านเป็นประธาน กลุ่มนี้สำคัญอย่างไร หน้าที่เขาคือเขาให้ความเห็นชอบ เห็นชอบ เห็นชอบ เห็นชอบ ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรระเบียบวัดประเมินผลแนวปฏิบัติเวรเขาไม่เห็นชอบทำไม่ได้ใช้ไม่ได้จะเอาให้เขาเห็นชอบนะครับ เพราะฉะนั้น เขาเป็นกลุ่มที่สำคัญที่สุดเลยนะครับ นอกจะเห็นชอบแล้ว เขายังต้องกำกับและติดตามด้วย ให้เป็นไปได้ กลุ่มแรก กลุ่มต้องที่ 2 เป็นเบอร์ 2 สถานการณ์และหลักสูตรสถานศึกษา ก็คือกลุ่มบุคลากรโรงเรียนนั่นเอง ผอ. เป็นประธาน กลุ่มปฏิบัติเบอร์ 1 และกลุ่มอนุมัติให้ปฏิบัติให้เบอร์ 1 ุมัติ เบอร์ 11 มีหน้าที่อะไรที่กำหนดระเบียบคือทำระเบียบขึ้นมา ทำแผน กำหนดสิ่งที่จะประเมิน การอ่านคิด วิเคราะห์ ครั้งทุกอย่างนะครับ เรียกตรวจสอบรายงานทั้งหมดเลยนะครับ ต่อไปเป็นกรรมการย่อยคนที่ 3 สมการกลุ่มสาระกรรมการ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เบอร์ 3 นี้ไม่มีก็ได้ ไม่มีตอนไหนเบอร์ 4 กรรมการอ่าน คิด วิเคราะห์และเขียน เบอร์ 5 กรรมการคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4-5 นี้ไม่มีก็ได้ แต่ 1-2 ต้องมีเสมอนะครับ นอกจากนั้นจะมีกรรมการเทียบโอน อันนี้ไม่มีก็ได้ ไม่มีก็ไม่มี ต่อไป มีอยู่แล้ว คือตัวผอ เป็นคณะกรรมการชุดที่ 1 ชุดที่ 2 ได้เป็นคนเซ็นอนุมัติต่าง ๆ มีครูที่สอนโรงเรียนต้อง มีครูผู้สอนวัดผลโดยทำหน้าที่นี้ มีนายทะเบียนนะครับ ทั้งหมดนี่กรณีที่เป็นโรงเรียนเล็ก ๆ แค่ มีครู4 คนนี่ ให้ตั้งแค่ 1 กับ 2 พอ 1 คือกรรมการสถานศึกษาเพื่ออนุมัติ 2 กรรมการบริหารวิชาการ และหลักสูตรการศึกษา มีหน้าที่ในการทำ ไอ้กรรมการต่อไปนี้ต้องทำมีครู 4 คนนี้ไม่ต้องตั้งอันนี้ไม่ต้องตั้ง ไม่อย่างนั้นตั้งไปก็ประกาศวันนี้เชิญกรรมการอ่านเขียนประชุมประกาศพรุ่งนี้เชิญกรรมการ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนประชุม ก็กลุ่มนี้ ประกาศกรรมการที่มาประชุมก็กลุ่มนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนไปน้อย ๆ ตั้ง2 ชุด คือ ชุดที่ 1 กับ ชุดที่ 2 และชุดที่ 2 ทำหน้าที่ที่เหลือหมดเลยนะครับ แต่ถ้าโรงเรียนเยอะ ๆ ครูเยอะ ๆ ทำงานตั้งไว้ได้หลายชุดรวมทั้งให้มีคณะกรรมการประกันสุขภาพสุดท้าย การกำกับดูแลคุณภาพ เนื่องจากว่ารัฐบาลนี้ก็สวัสดิการจะต้องจัดการศึกษาโดยคำนึงถึงความโอกาสที่ทุกคนจะเข้าถึงการศึกษา มุ่งเน้นคุณภาพ นั่นคือจะต้องจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานให้ได้ จึงมีการกำหนดวัดและประเมินผลขึ้น 4 ระดับ กำกับดูแลชั้นเรียนต้องมีการประเมินระดับเรียนการสอนมีการประเมินระดับการศึกษารูปแบบของสมการสกาแล้วตัวที่ 3 คือผมระดับเขตพื้นที่เราคงเคยเจอแล้วทำข้อสอบ LASข้อสอบ RTและ 4 คือ ประเมินระดับชาติ ประสิทธิภาพการจัดการสอน หรือว่าคุณภาพการเรียนการสอนระดับประเทศเป็นอย่างไร เรามักจะเจอที่ ป. ก็คือ NT ประเทศที่ปลอดสารพี่ป 6 ม 3 และม 6 ก็คือ O-NET ข้อสอบคงมาตรฐานกันให้เหมือนกันทั้งประเทศ แล้วก็มาถึงเรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องการจัดทำระเบียบไอ้ที่เรียนมาทั้งหมดนี่ จุดประสงค์อย่างหนึ่งคือเพื่อที่เราจะไปทำหน้าที่การวัดและประเมินผล2004 เราไปประเมินผลตามเขา อาจจะมีที่ในการยกร่างระเบียบกว่าจะได้ทำได้ ที่ 3หนึ่งก็คือไปทำให้ถูกต้องตามที่เขาเขียนไว้ โดยความรู้ ของเธอเป็นผู้ชายที่มันการปฏิบัติ 3. ก็คือไปสอบบรรจุ เขาจะวัดคนที่มีความเข้าใจไปสอนหนังสือ ระเบียบเป็นหน้าที่ของสถานศึกษาที่จะต้องจัดทำขึ้น และทำให้มันสอดคล้องกับข้อกำหนดของหลักสูตรปี 51 ทั้งหมดนี่ ก็เป็นบทที่10 ค่ะ โอเคค่ะ หมดแล้วนะคะ ขอบคุณค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]