﻿1
00:01:30,419 --> 00:01:34,419
(ผศ.ดร.กาญจนา) เป็นอย่างไรกันบ้าง คะแนนสอบ

2
00:01:36,260 --> 00:01:38,284
ถ้าใครอ่านหนังสือตอบได้ใช่ไหมคะ

3
00:01:38,284 --> 00:01:42,284
สไลด์มีไหมคะ

4
00:01:43,897 --> 00:01:45,293
มี ถ้าออกนอกเหนือจากในสไลด์ก็เฉพาะส่วนที่เป็นข้อสอบในเชิง

5
00:01:45,293 --> 00:01:47,877
วิเคราะห์ใช่ไหมคะ

6
00:01:47,877 --> 00:01:49,193
แล้วก็เอาตัวอย่าง การจับ

7
00:01:49,193 --> 00:01:53,193
ใจความ

8
00:01:53,365 --> 00:01:57,365
การอ่านวิเคราะห์ เอามาจากข้างนอก

9
00:01:59,283 --> 00:02:02,069
แล้วใช้หลักการในการตอบตามหลักเกณฑ์ในเอกสารใช่ไหมคะ

10
00:02:02,069 --> 00:02:05,930
เต็ม

11
00:02:05,930 --> 00:02:08,815
40 ได้เท่าไรกันบ้าง ใครได้ 40 เต็มคะ

12
00:02:08,815 --> 00:02:12,815
ตอบให้ครูชื่นใจหน่อย

13
00:02:15,868 --> 00:02:19,868
39 38

14
00:02:21,398 --> 00:02:22,449
ต้องให้ครูต่อแบบรวบรวมนะ นั่นก็คือใครได้เกินครึ่งยกมิือ เกิน

15
00:02:22,449 --> 00:02:25,813

16
00:02:25,813 --> 00:02:29,412
เกินครึ่ง เกินเต็ม 20

17
00:02:29,412 --> 00:02:33,412
จริง ๆ แล้วเวลา

18
00:02:34,419 --> 00:02:36,125
มันแค่ชั่วโมงเดียว แต่ว่าครูให้ชั่วโมงครึ่ง

19
00:02:36,125 --> 00:02:39,054
เพื่อ

20
00:02:39,054 --> 00:02:43,054
วันนั้นเขาให้ชั่วโมงครึ่งนะจ๊ะ

21
00:02:44,416 --> 00:02:48,416
สังเกตดูนะ ครูให้ชั่วโมงครึ่ง เพราะว่าครูให้

22
00:02:49,839 --> 00:02:52,215
ส่งภายในก็ดูหัวนะ นะคะ ถึง :30 น

23
00:02:52,215 --> 00:02:56,215
บ่าย 2 ครึ่งนะคะ

24
00:02:59,434 --> 00:03:03,434
40 ข้อ แต่ให้ตั้งชั่วโมงครึ่ง เพราะโจทย์ค่อนข้างยาว และที่สำคัญก็คือเผื่อเวลาให้

25
00:03:05,251 --> 00:03:06,766
เพื่อนนะคะ ที่อาจจะต้องมีคนอ่านให้ใช่ไหมคะ วันนี้เพื่อนอ่านให้ไหมคะ มีคนอ่าน

26
00:03:06,766 --> 00:03:10,047
ข้อสอบให้ไหม

27
00:03:10,047 --> 00:03:12,607
มีนะ โอเคทำทันไหมคะ

28
00:03:12,607 --> 00:03:16,607
กันอยู่นะ โ

29
00:03:18,264 --> 00:03:21,327
อเค ที่ผ่านมาก็ให้ผ่านไป คราวนี้มาเริ่มต้นใหม่นะคะ ในครึ่งหลัง

30
00:03:21,327 --> 00:03:25,327
เรื่องหลังนี้ก็เช่นเดียวกัน

31
00:03:28,970 --> 00:03:32,970
เนื้อหาก็จะอยู่ในเอกสารอยู่ในสไลด์นะคะ ที่ครูจะได้นำเสนอต่อไปนี้

32
00:03:34,005 --> 00:03:37,536
บทถัดมาที่เราจะเรียนต่อจากบทที่ 4 นะคะ นั่นก็คือ

33
00:03:37,536 --> 00:03:41,536
บทที่ 5 เป็นเรื่องของการอ่านตีความ

34
00:03:43,384 --> 00:03:45,969
วันนี้ไม่ต้องใช้หนังสือ แต่ให้ดูในสไลด์ที่ไหนคะสไลด์ที่ครู

35
00:03:45,969 --> 00:03:47,543
ถ่ายไว้ ส่งให้ใน

36
00:03:47,543 --> 00:03:51,543
ในไหนคะ

37
00:03:53,926 --> 00:03:57,926
ใน LINE  นะคะ เปิดดูนะลูก นดูหน้าจอก่อนก็ได้ค่ะ ดูหน้าจอก่อนเหมือนกันนะคะ เหมือนกัน

38
00:04:00,408 --> 00:04:01,299
อันนี้เพื่อนนะคะ สามารถเปิดดูได้นะ เเปิดฟังได้ใช่ไหมลูกถ้าเป็นขวดนะ

39
00:04:01,299 --> 00:04:05,299

40
00:04:07,636 --> 00:04:10,733
ฟังนะ บทนี้นะคะ ในเอกสารที่เราถืออยู่ในตัวเล่ม

41
00:04:10,733 --> 00:04:13,108
จะเป็นตัวอย่างของการตีความเกือบทั้งหมด

42
00:04:13,108 --> 00:04:17,108
แต่ในส่วนของหลักการ

43
00:04:18,420 --> 00:04:20,965
ครูจะนำมาใส่ไว้ในสไลด์ที่ครูจะบรรยายให้พวกเราฟังต่อไปนี้

44
00:04:20,965 --> 00:04:23,528
และงานในท้ายคาบ

45
00:04:23,528 --> 00:04:24,042
จะอยู่ที่หน้า 11

46
00:04:24,042 --> 00:04:28,042
8

47
00:04:28,210 --> 00:04:31,360
ครูจะให้พวกเราดูเอกสารที่หน้า 118

48
00:04:31,360 --> 00:04:32,566
เพื่อทำแบบฝึกหัดท้ายบทนะคะ

49
00:04:32,566 --> 00:04:35,664
ในวันนี้

50
00:04:35,664 --> 00:04:39,413
แต่ก่อนที่จะทำในหน้า 118

51
00:04:39,413 --> 00:04:43,413
ครูจะอธิบายเกี่ยวกับหลักการของการ

52
00:04:44,597 --> 00:04:48,534
การอีกแบบหนึ่งที่เราเรียกว่า "การอ่านตีความ

53
00:04:48,534 --> 00:04:52,534
" ในการอ่านตีความนะคะ

54
00:04:53,960 --> 00:04:57,693
จะเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนของการอ่านที่ใช้ควบคู่กัน

55
00:04:57,693 --> 00:05:00,349
กับการอ่านจับใจความ อ่านวิเคราะห์

56
00:05:00,349 --> 00:05:04,349
มันจะค่อย ๆ ไล่มาทีละขั้น

57
00:05:08,833 --> 00:05:10,976
จับใจความและมาวิเคราะห์ วิเคราะห์เสร็จก็ตีความนะคะ พอตีความ จากนั้นก็จะกลายเป็นการขยาย

58
00:05:10,976 --> 00:05:14,976
ความนะคะ ต่อไป

59
00:05:17,690 --> 00:05:21,690
แล้วก็สุดท้ายก็จะนำไปสู่การจัดทำบัญชีนิทรรศน์หนังสือนะคะ ซึ่งการทำบรรทัดหนังสือ

60
00:05:22,742 --> 00:05:24,361
ต้องอาศัยทั้งการอ่านจับใจความ วิเคราะห์ และตีความ

61
00:05:24,361 --> 00:05:26,100
เพื่อนำมาสรุปเ

62
00:05:26,100 --> 00:05:30,100
ป็นงานเขียนของพวกเรา

63
00:05:31,830 --> 00:05:35,830
เขียนเพื่ออะไร เขียนเพื่อให้ข้อมูลหนังสือที่เราเลือกอ่าน

64
00:05:36,490 --> 00:05:40,490
และให้ข้อมูลในเชิงของการวิเคราะห์นะคะ

65
00:05:42,082 --> 00:05:43,419
อย่างนั้นวันนี้นะคะ เรามารู้อีก 1 กระบวนการ นั่นก็คือการอ่าน

66
00:05:43,419 --> 00:05:47,419
ตีความนั่นเอง

67
00:05:52,211 --> 00:05:54,666
การอ่านตีความมีความสำคัญอย่างไรนะคะ

68
00:05:54,666 --> 00:05:57,813
จะช่วยให้ผู้อ่าน

69
00:05:57,813 --> 00:06:01,813
ทำความเข้าใจในงานเขียน

70
00:06:03,092 --> 00:06:06,609
ได้อย่างหลากหลายไม่มองงานเขียนนั้น แต่เพียงมุมเดียว

71
00:06:06,609 --> 00:06:09,864
ถ้าเราอ่านแค่เพียงจับใจความ

72
00:06:09,864 --> 00:06:13,864
โดยที่ไม่พิจารณาให้ละเอียดลึกซึ้ง

73
00:06:14,655 --> 00:06:18,016
หรือทำความเข้าใจกับตัวสารหรือตัวข้อความ

74
00:06:18,016 --> 00:06:21,415
ที่มันมีนัยต่าง ๆ แอบแฝงอยู่

75
00:06:21,415 --> 00:06:25,415
เราก็จะเข้าใจเพียงความรู้เบื้องต้น

76
00:06:25,738 --> 00:06:26,594
แต่ถ้าหากพินิจพิจารณา ไปถึง

77
00:06:26,594 --> 00:06:30,594
ตัว

78
00:06:31,948 --> 00:06:32,908
แขวงอยู่ หรือเนื้อสารที่แฝงอยู่เจตนาต่าง ๆ ที่แฝงอยู่ใน

79
00:06:32,908 --> 00:06:36,908
เนื้อความ

80
00:06:38,534 --> 00:06:42,534
งานเขียนต่าง ๆ เราก็จะเข้าใจในอีกมุมมอง ใน

81
00:06:45,248 --> 00:06:47,328
ความเข้าใจ หรือที่เราเรียกว่า เข้าใจได้อย่างหลากหลายมิติ นั่นเองนะคะ

82
00:06:47,328 --> 00:06:51,328
อันที่ 2 นะคะ

83
00:06:53,053 --> 00:06:56,185
งานการเขียน... ขออภัย การอ่านตีความนะคะ จะช่วยฝึกให้ผู้อ่าน

84
00:06:56,185 --> 00:06:56,997
เป็นผู้ที่มีเหตุผลและก็มี

85
00:06:56,997 --> 00:06:58,927
ความคิด

86
00:06:58,927 --> 00:07:00,973
จริงไหมเรื่องนี้

87
00:07:00,973 --> 00:07:04,041
อ่านม

88
00:07:04,041 --> 00:07:08,041
ากใช้ความคิดมากไหมคะ

89
00:07:10,283 --> 00:07:14,283
ยิ่งอ่านมากก็ยิ่งเป็นการลับสมองนะคะ เหมือนคนลับมีดน่ะค่ะ

90
00:07:16,590 --> 00:07:20,590
มีดนี่นะคะ ถ้ามันไม่ได้ฝนบ่อย ๆ มันก็จะทื่อใช่ไหมคะ คนไม่ได้อ่านหนังสือ

91
00:07:24,850 --> 00:07:28,850
ก็จะเป็นคนที่ตื้อ สมองตื้อใช่ไหมคะ ไม่มีสติปัญญาที่เฉียบคมนะคะ เพราะฉะนั้น การอ่านจึงเป็นการ

92
00:07:30,327 --> 00:07:31,221
ลับสมอง แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าอ่านโดยอาศัยการพินิจ

93
00:07:31,221 --> 00:07:35,221
พิจารณา

94
00:07:35,346 --> 00:07:39,185
การตีความตรงนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเป็นผู้ท

95
00:07:39,185 --> 00:07:43,185
ี่มีคิดแล้วก็เป็นผู้ที่มีเหตุและผลนั่นเอง

96
00:07:45,640 --> 00:07:46,710
จากนั้นค่ะ ความสำคัญอีกข้อหนึ่ง ก็คือเวลาที่เราอ่านงานเขียนประเภท

97
00:07:46,710 --> 00:07:50,151
วรรณคดี

98
00:07:50,151 --> 00:07:52,162
ถ้าเราอ่านแค่เพียงตัวบท

99
00:07:52,162 --> 00:07:56,162
หรือตัวข้อความ

100
00:07:57,745 --> 00:08:00,252
โดยไม่ทำความเข้าใจความหมาย รวมไปถึงอารมณ์

101
00:08:00,252 --> 00:08:04,252
ความรู้สึกที่อยู่ในงานเขียนนั้น ๆ

102
00:08:04,977 --> 00:08:08,977
สิ่งนั้นจะทำให้เราเข้าไม่ถึงรสของวรรณคดี

103
00:08:10,518 --> 00:08:14,518
แต่ถ้าเมื่อไหร่อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ อ่านอย่างตีความ

104
00:08:16,288 --> 00:08:20,288
ก็จะทำให้สามารถเข้าถึงรสของวรรณคดีได้อย่างลึกซึ้ง

105
00:08:21,225 --> 00:08:23,704
และอันที่ 4 นะคะ ความสำคัญข้อที่ 4

106
00:08:23,704 --> 00:08:26,831
การอ่านตีความ

107
00:08:26,831 --> 00:08:30,093
จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเรา

108
00:08:30,093 --> 00:08:31,968
ฝึกการใช้วิจารณญาณ

109
00:08:31,968 --> 00:08:35,968
และทำให้เรา

110
00:08:36,360 --> 00:08:40,360
มีทักษะในการไตร่ตรอง การคิดใคร่ครวญน

111
00:08:41,426 --> 00:08:45,426
ะคะ นี่คือความสำคัญของการอ่านตีความ

112
00:08:56,643 --> 00:09:00,643
เดี๋ยวครูขึ้นมาให้หมดเลยทีเดียวเลยนะคะ จะได้ดูไปพร้อมกัน

113
00:09:10,796 --> 00:09:14,796
หลักในการอ่านตีความ ครูขึ้นมาทีเดียวเลย 6 ข้อ ดูไปพร้อมกัน คืออะไร

114
00:09:16,181 --> 00:09:17,386
ข้อที่ 1 นะคะ ในการอ่านตีความ สิ่งสำคัญเลยที่เราต้องยึดถือ

115
00:09:17,386 --> 00:09:20,830
นั่นก็คือ

116
00:09:20,830 --> 00:09:23,805
อ่านโดยมีการสำรวจความหมาย

117
00:09:23,805 --> 00:09:26,694
หมายความว่าอย่างไร อ่านอย่างสำรวจความหมาย

118
00:09:26,694 --> 00:09:30,694
สำรวจ คือ อ่านคร่าว ๆ ถูกไหมคะ

119
00:09:31,197 --> 00:09:32,105
ยังไม่อ่านละเอียดนะ แต่ถ้าหากว่ามีการสำรวจความหมายด้วย

120
00:09:32,105 --> 00:09:34,739
มันคืออะไร

121
00:09:34,739 --> 00:09:38,739
มันคือการอ่าน

122
00:09:39,988 --> 00:09:43,988
ที่พยายามทำความเข้าใจ กับคำที่มีความหมายยาก

123
00:09:44,420 --> 00:09:47,605
หรือคำที่ต้องอาศัยการให้ความหมาย มากกว่า 1 อย่าง

124
00:09:47,605 --> 00:09:51,605
มากกว่า 1 ความหมายขึ้นไป

125
00:09:51,846 --> 00:09:55,846
ลักษณะเช่นนี้เราเรียกว่า "อ่านสำรวจความหมาย

126
00:09:59,602 --> 00:10:03,602
" นะคะ เราต้องมาสังเกตนะคะ ว่าข้อความนะนี่มันสามารถที่จะเข้าใจได้ใน 2 ทางหรือไม่นะคะ

127
00:10:05,360 --> 00:10:06,885
หรือเข้าใจในลักษณะที่มันมีความลึกซึ้งมากกว่าตัวบทที่อ่านอยู่หรือเปล่า

128
00:10:06,885 --> 00:10:08,866
นี่คือการอ่านแบบ

129
00:10:08,866 --> 00:10:10,406
สำรวจความหมายนะคะ

130
00:10:10,406 --> 00:10:14,406
อันที่ 2 ค่ะ

131
00:10:16,864 --> 00:10:17,576
เวลาอ่านแบบตีความนี่ สิ่งที่ต้องยึดถืออย่างหนึ่ง ก็คือเราควรศึกษา

132
00:10:17,576 --> 00:10:19,180
ประวัติ

133
00:10:19,180 --> 00:10:23,180
ที่มา

134
00:10:23,549 --> 00:10:27,549
หรือที่เราเรียกว่า "ชีวประวัติ" ของผู้เขียนด้วย

135
00:10:30,162 --> 00:10:34,162
ทำไมต้องศึกษา เพราะว่าเวลาที่นักเขียนเขาเขียนงานอะไรบางอย่าง

136
00:10:36,255 --> 00:10:40,255
ให้เราอ่านนี่ค่ะ เขาจะใส่ความเป็นตัวตนของนักเขียนท่านนั้น ๆ

137
00:10:41,899 --> 00:10:42,565
ใส่บุคลิก ลักษณะ วิถีชีวิต หรือความคิดความอ่าน

138
00:10:42,565 --> 00:10:44,750
ของเขา

139
00:10:44,750 --> 00:10:48,376
ลงไปในงานเขียนด้วย

140
00:10:48,376 --> 00:10:52,376
ที่นี้เมื่อจะต้องตีความงานเขียน

141
00:10:55,202 --> 00:10:59,202
เราเอง ถ้าเข้าใจถึงบริบททางชีวิตของเขา ว่าที่มาที่ไป หรือ

142
00:11:00,386 --> 00:11:04,386
ลักษณะนิสัยนะคะ วิธีในการใช้ภาษาของเขามันเป็นแบบไหน

143
00:11:05,273 --> 00:11:09,273
เราก็จะเข้าใจงานเขียนนั้น ๆ และตีความได้อย่างถูก

144
00:11:12,094 --> 00:11:16,094
บางคนใช้คำคำเดียว แต่

145
00:11:17,566 --> 00:11:21,566
มีหลายความหมาย นักเขียนบางคนใช้คำบางคำ

146
00:11:24,754 --> 00:11:26,773
โดยปกติแล้วนี่คนทั่วไป เข้าใจว่าคำนี้หมายความว่าแบบนี้ แต่สำหรับนักเขียนบางท่าน

147
00:11:26,773 --> 00:11:30,044
คำที่นำไปใช้

148
00:11:30,044 --> 00:11:31,442
ไม่ได้หมายความอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกัน

149
00:11:31,442 --> 00:11:35,442
แต่

150
00:11:37,115 --> 00:11:38,161
มีความหมายที่แฝงอยู่และมีความหมาย ที่แตกต่างออกไป จากการรับรู้

151
00:11:38,161 --> 00:11:42,161
คนในสังคม

152
00:11:45,437 --> 00:11:49,136
นี่คือสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องศึกษาภูมิหลังของเขา เพื่อทำความเข้าใจ

153
00:11:49,136 --> 00:11:52,520
ตัวส่วนเนื้อสารนะคะ อันที่ 3 ค่ะ

154
00:11:52,520 --> 00:11:56,520
เราจะต้องศึกษารูปแบบของงานเขียน

155
00:11:57,608 --> 00:12:01,608
ขนบประเพณีของงานเขียน อย่างเช่น งานเขียนประเภทร้อยกรอง

156
00:12:03,683 --> 00:12:07,683
ที่เป็นงานเขียนประเภทวรรณคดีแบบแผน วรรณคดีที่เป็นวรรณคดีมรดกนะคะ

157
00:12:12,802 --> 00:12:15,272
จะมีบทไหว้ครูใช่ไหมคะ เขาจะมีบทไหว้ครูก่อน ถ้าเรารู้ว่าส่วนนี้นะคะ

158
00:12:15,272 --> 00:12:16,991
คือขนมธรรมเนียมดั้งเดิม

159
00:12:16,991 --> 00:12:18,714
ของ

160
00:12:18,714 --> 00:12:22,714
กลอนในยุคโบราณ

161
00:12:23,413 --> 00:12:25,247
ของคำประพันธ์ในยุคโบราณ เราก็จะเข้าใจว่า

162
00:12:25,247 --> 00:12:26,900
ทำไมเขาต้องทำ

163
00:12:26,900 --> 00:12:30,900
ทำไมเขาต้องเขียน

164
00:12:32,575 --> 00:12:36,575
เขาเริ่มจากการไหว้ครูก่อน พอไหว้ครูเสร็จ ขั้นต่อมาเขาก็จะมีการ

165
00:12:38,080 --> 00:12:40,066
ถ่อมตัวว่าเขาคือคนเขียนนะแต่คิดแต่งอันนี้นี่อาจจะดีหรือไม่ดีก็

166
00:12:40,066 --> 00:12:44,066
ขอให้ผู้อ่านได้พิจารณา

167
00:12:44,778 --> 00:12:48,778
แสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่

168
00:12:52,610 --> 00:12:56,610
เนื้อความของงานเขียน หรือวรรณคดีเรื่องนั้น ๆ นี่คือลักษณะนะคะ ที่เป็นรูปแบบและเป็นขนม

169
00:13:00,532 --> 00:13:04,532
ธรรมเนียม ประเพณีนิยมนะคะ ของการสร้างสรรค์วรรณคดีไทยนะคะ ในลักษณะของร้อยกรองต่าง ๆ

170
00:13:04,716 --> 00:13:08,716
ต่อมานะคะ

171
00:13:10,121 --> 00:13:10,821
ข้อที่ 4 การศึกษาความคิดหลัก ความคิดรอง และความ

172
00:13:10,821 --> 00:13:13,003
ค

173
00:13:13,003 --> 00:13:15,074
ิดแทรก อันนี้ก็สำคัญเช่นเดียวกัน

174
00:13:15,074 --> 00:13:19,074
ถ้าเราอ่านตีความ

175
00:13:20,127 --> 00:13:23,043
แล้ว เราไม่สามารถระบุได้ว่าอะไรคือความคิดหลัก

176
00:13:23,043 --> 00:13:25,877
อะไรคือความคิดที่เสริม

177
00:13:25,877 --> 00:13:29,877
อะไรคือความคิดที่แทรกเข้าไป

178
00:13:30,822 --> 00:13:33,810
สิ่งนี้ถ้าเรายังแยกไม่ได้ การอ่านตีความ

179
00:13:33,810 --> 00:13:37,810
จะมีโอกาสผิดเพี้ยนสูง

180
00:13:41,936 --> 00:13:44,489
ยกตัวอย่างนะคะ ยกตัวอย่าง ยกตัวอย่าง เช่น เรื่องถ้าเราอ่าน เรื่องเงาะ

181
00:13:44,489 --> 00:13:46,923
สมมุติเราอ่านเรื่องเงาะป่า

182
00:13:46,923 --> 00:13:49,680
เงาะป่าเป็นเรื่องของใคร

183
00:13:49,680 --> 00:13:53,680
เป็นเรื่องของกลุ่มชาติพันธ์

184
00:13:57,193 --> 00:13:58,406
ที่เรียกว่าชาติพันธุ์กลุ่มมันนิซาไกนะคะ พวกเงาะป่านะคะ หรือที่เราบ้านเราเรียกว่า "เงาะป่าซาไก

185
00:13:58,406 --> 00:14:01,740
" เคยได้ยินไหมคะ

186
00:14:01,740 --> 00:14:05,740
คนกลุ่มนี้มีวิถีชีวิตแบบไหน

187
00:14:08,497 --> 00:14:12,497
เขาจะอาศัยอยู่ในป่านะ แล้วก็ขุดเผือกขุด

188
00:14:14,318 --> 00:14:14,994
มัน ก็หากินไปเรื่อย ๆ มีชุมชนของเขานั่นแหละ แต่การตั้งถิ่นฐาน

189
00:14:14,994 --> 00:14:17,450
เขา

190
00:14:17,450 --> 00:14:21,450
เขาจะตั้งอยู่ไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง

191
00:14:22,647 --> 00:14:26,647
พอตัดใบไม้มาใช่ไหมคะ มาทำเป็นที่พักเป็นทับใช่ไหมคะ

192
00:14:27,268 --> 00:14:30,046
พอใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี ก็คือเริ่มแห้งเหี่ยวเป็นสีเหลือง

193
00:14:30,046 --> 00:14:34,046
เขาก็จะย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ

194
00:14:35,798 --> 00:14:38,837
ทีนี้นะคะ ผู้ที่แต่งเรื่องนี้ก็คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

195
00:14:38,837 --> 00:14:42,837
นะคะ พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ขึ้นนะคะ

196
00:14:44,058 --> 00:14:45,228
แต่งขึ้นเพราะส่งโรงนี่นะคะ ส่งได้ฟังเรื่องราวของเด็ก

197
00:14:45,228 --> 00:14:49,228

198
00:14:50,944 --> 00:14:51,543
ตาไก่นี่แหละนะคะ ที่ได้เข้าไปอยู่ในวังนะคะ  ลงได้รับรู้เรื่องราวก็เลยเป็นแรง

199
00:14:51,543 --> 00:14:55,543

200
00:14:57,913 --> 00:15:01,913
บรรดาลใจก็เลยเอามาแต่งนะคะ เป็นเรื่องของนางเอกคือนางลำหับใช่ไหมคะ มีความรักกันนะคะ

201
00:15:03,532 --> 00:15:06,091
กับซมพลาใช่ไหมคะ ซมพลาแล้วก็มีคนที่มาค่ะ

202
00:15:06,091 --> 00:15:07,609
เขาเรียกว่าชื่ออะไรนะช่วยกันเอาใช่ไหมคะ

203
00:15:07,609 --> 00:15:11,609
ฮันเนานี่คือมารัก

204
00:15:12,798 --> 00:15:16,798
เขาเรียกว่าอะไร เป็นคนที่พ่อแม่เลือกให้นะคะ

205
00:15:16,883 --> 00:15:20,023
เพราะความรักถูกขัดขวางนะคะ  ก็เลยทำให้

206
00:15:20,023 --> 00:15:23,703
เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น

207
00:15:23,703 --> 00:15:27,703
พระเอกและนางเอกก็ได้ตายตามกัน ฆ่าตัวตาย

208
00:15:31,251 --> 00:15:34,366
แต่อีกคนหนึ่งนะคะ ที่เป็นคนลงมือฆ่านะคะ ที่เป็นคนลงมือฆ่า

209
00:15:34,366 --> 00:15:38,366
คู่รักนี้นะคะ ก็ได้

210
00:15:40,809 --> 00:15:43,921
เสียใจนะคะ มีความรู้สึกว่าตัวเองเสียใจมากนะคะ ที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมนี้ขึ้น

211
00:15:43,921 --> 00:15:47,486
ทีนี้ถ้าหากว่าเราดูจากเนื้องานนี่

212
00:15:47,486 --> 00:15:51,486
เวลาที่อ่าน แล้วก็จะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรคะ

213
00:15:53,780 --> 00:15:57,780
ความรักใช่ไหมคะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก ความรักของหนุ่มสาว และเป็นความรักที่ไม่สมหวังด้วย

214
00:15:59,573 --> 00:16:03,178
แต่ในบทเรียน ที่ติดที่อยู่ในหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย ที่เด็กไทยเรียนน่ะค่ะ

215
00:16:03,178 --> 00:16:04,553
ตอนนี้มีการคัดเอาเฉพาะ

216
00:16:04,553 --> 00:16:08,553
กลอน

217
00:16:10,510 --> 00:16:13,202
ขนังกับไม้ไผ่ ซึ่งขนังกับไม้ไผ่เป็นน้องของพระเอกและนางเอก

218
00:16:13,202 --> 00:16:16,723
เด็ก 2 คนที่เป็นเพื่อนรักกัน

219
00:16:16,723 --> 00:16:20,723
เป็นเด็กที่อยู่ในช่วงวัยประถม

220
00:16:22,946 --> 00:16:25,227
นะคะ อายุก็คืออยู่ในช่วงของเด็กวัยประถมศึกษานี่แหละนะคะ ในหนังสือเรียน

221
00:16:25,227 --> 00:16:28,351
เขาคัดตอนนี้มาให้

222
00:16:28,351 --> 00:16:32,102
สิ่งที่เราเห็น ก็คือ

223
00:16:32,102 --> 00:16:36,102
ตอนนี้การทำความเข้าใจในเนื้อหา

224
00:16:36,265 --> 00:16:37,271
ความคิดหลักของวรรณคดีเรื่องนี้

225
00:16:37,271 --> 00:16:40,181
เปลี่ยนไป

226
00:16:40,181 --> 00:16:44,181
แล้ว เพราะตอนที่ถูกตัดมาให้เรียน

227
00:16:44,711 --> 00:16:48,711
ความคิดหลักของตอนนี้ ก็คือเป็นความรักระหว่างเพื่อน

228
00:16:50,874 --> 00:16:53,502
นึกออกไหมคะ เป็นความรักระหว่างเพื่อน แต่ในวรรณคดีเล่มใหญ่รวมทั้งหมด

229
00:16:53,502 --> 00:16:57,502
มันเป็นความรักระหว่างหนุ่มสาว

230
00:17:00,846 --> 00:17:03,349
ใช่ไหมคะ ฉะนั้น เราต้องบอกก่อนว่าที่มานะคะ หรือแหล่งที่มาของข้อมูลนะคะ หรือวรรณคดีที่เราอ่านนี่

231
00:17:03,349 --> 00:17:06,847
มันเป็นแบบฉบับเต็ม หรือเป็นฉบับย่อ

232
00:17:06,847 --> 00:17:10,847
ถ้าเป็นฉบับเต็ม ความคิดหลัก ก็คือเป็นเรื่องของ

233
00:17:12,514 --> 00:17:16,514
การมีความรักที่ไม่สมหวังใช่ไหมคะ ทำให้เกิดความทุกข์ แต่พอเป็น

234
00:17:16,847 --> 00:17:19,303
ตอนที่ถูกตัดมาให้นักเรียนประถมศึกษาได้เรียน

235
00:17:19,303 --> 00:17:23,100
กลับกลายเป็นความรักระหว่างเพื่อน

236
00:17:23,100 --> 00:17:27,100
นะคะ นี่คือความคิดหลักที่อยู่ใน

237
00:17:30,087 --> 00:17:32,213
เนื้อหาของวรรณคดีในบทเรียนนั่นเองนะคะ นี่คือการแยกนะคะ ว่าอันไหนคือความคิด

238
00:17:32,213 --> 00:17:34,997
หลักและความคิดรองนะคะ

239
00:17:34,997 --> 00:17:38,997
บางคนก็บอกว่าความคิดหลัก ของ

240
00:17:40,317 --> 00:17:42,537
ขนังกับไม้ไผ่ อยู่ในเอกสารอยู่ในบทเรียนนะ อยู่ในบทเรียนหนังสือเรียน

241
00:17:42,537 --> 00:17:46,537
บางคนไม่ได้ตอบเรื่องความรัก

242
00:17:47,864 --> 00:17:49,154
บอกว่าความคิดหลักในตอนนี้ ก็คือวิถีชีวิตของคนที่

243
00:17:49,154 --> 00:17:50,707
เป็นกลุ่ม

244
00:17:50,707 --> 00:17:52,511
ชาติพันธุ์

245
00:17:52,511 --> 00:17:56,511
มันนิซาไก

246
00:17:59,214 --> 00:18:00,296
ซึ่งอันนี้เป็นความคิดรองนะคะ มันเป็นความคิดรอง หรืออาจจะเป็นความคิด

247
00:18:00,296 --> 00:18:04,296
เสริมก็ได้

248
00:18:04,574 --> 00:18:08,350
แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช่อะไรคะ ไม่ใช่ความคิดหลัก

249
00:18:08,350 --> 00:18:12,350
สุดท้าย ไม่ใช่สุดท้าย ข้อ 5 ค่ะ

250
00:18:16,429 --> 00:18:20,429
เราจำเป็นจะต้องศึกษาในเรื่องของภาษาในการสื่อสาร ถ้าเรารู้ว่างานเขียน

251
00:18:21,667 --> 00:18:25,667
ต่าง ๆ นั้นนะคะ มีการใช้ภาษาที่ดี ภาษาที่ถูกต้อง

252
00:18:26,915 --> 00:18:28,960
ทำความเข้าใจในการตีความ ก็จะมีความถูกต้อง

253
00:18:28,960 --> 00:18:32,960
และมีความแม่นยำ

254
00:18:34,198 --> 00:18:37,142
มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากว่าภาษาที่ใช้ในงานเขียน

255
00:18:37,142 --> 00:18:41,142
มันยังไม่เคลียร์ ยังไม่ชัดเจน

256
00:18:41,344 --> 00:18:43,992
มันก็จะส่งผลต่อการอ่านตีความไปด้วย

257
00:18:43,992 --> 00:18:47,992
และสุดท้ายข้อที่ 6

258
00:18:49,084 --> 00:18:51,950
เวลาอ่านตีความ เราคงจะต้องมาอ่านตามลำดับ

259
00:18:51,950 --> 00:18:55,950
โดยเริ่มจากการแปลความ

260
00:18:57,736 --> 00:19:01,736
การแปลความ ก็คือทำความเข้าใจตัวเนื้อความก่อนใช่ไหมคะ ว่ามันแปลว่าอย่างไร

261
00:19:03,168 --> 00:19:06,293
แสดงว่ามันต้องมีคำศัพท์ที่ยากใช่ไหมคะ ที่ต้องแปลเนื้อความของคำศัพท์

262
00:19:06,293 --> 00:19:08,537
แปลคำศัพท์แล้วเราก็จะมาอ่านทั้งหมด

263
00:19:08,537 --> 00:19:12,537
ก็แปล

264
00:19:14,413 --> 00:19:18,411
ความ แปลความแล้วก็มาตีความเพราะตีความเสร็จก็ไปขยายความ

265
00:19:18,411 --> 00:19:22,411
การขยายความคือการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

266
00:19:23,417 --> 00:19:24,533
เสริมว่าเหตุใดเราจึงตีความเช่นนั้นนะคะ

267
00:19:24,533 --> 00:19:28,533
นะคะ

268
00:19:47,313 --> 00:19:48,053
ทีนี้นะคะ วิธีการ

269
00:19:48,053 --> 00:19:52,053
ว

270
00:19:53,772 --> 00:19:57,772
ินิจสาร หรือการอ่านตีความนั้นนะคะ มันมีวิธีอย่างไรบ้าง

271
00:19:59,932 --> 00:20:01,940
อันที่ 1 นะคะ เราคงจะต้องใช้เทคนิคการวิเคราะห์นะคะ

272
00:20:01,940 --> 00:20:04,321
จากที่เราเรียนเมื่อบทที่แล้ว

273
00:20:04,321 --> 00:20:08,015
วิเคราะห์ความ

274
00:20:08,015 --> 00:20:12,015
จากนั้นมาพิจารณารายละเอียด

275
00:20:12,143 --> 00:20:16,143
ขั้นที่ 3 ค่อยมาตีความ

276
00:20:16,967 --> 00:20:20,967
และขั้นที่ 4 แสดงความคิดเสริม

277
00:20:22,785 --> 00:20:26,785
นะคะ ตอนนี้นักศึกษาจะไม่ต้องดูหนังสือนะคะ ดูที่หน้าจอนะคะ ดูที่หน้าจอ

278
00:20:28,589 --> 00:20:31,773
แล้วก็อาจจะดูในมือถือนะคะ ของตนเอง เพื่อในกรณีที่มองจอไม่เห็นนะคะ

279
00:20:31,773 --> 00:20:35,773
เปิดดูตามได้นะคะ ดูตามสไลด์นะ

280
00:20:41,119 --> 00:20:45,119
มาดูขั้นที่ 1 นะคะ มันมีรายละเอียดอย่างไร

281
00:20:46,010 --> 00:20:50,010
ขั้นที่ 1 ที่เป็นการวิเคราะห์ความ

282
00:20:52,218 --> 00:20:54,680
อันดับแรก เราคงจะต้องมาดูว่าเรื่องที่เราอ่านนั้น มีวิธีการ

283
00:20:54,680 --> 00:20:58,680
เริ่มต้นเรื่องอย่างไร

284
00:21:01,750 --> 00:21:05,750
เริ่มต้นด้วยการนำเอาข้อความที่เป็นเพลง เป็นบทความ หรือเป็นข้อความ

285
00:21:06,358 --> 00:21:09,029
เตือนใจ หรือเป็นสำนวน หรือว่าเป็น

286
00:21:09,029 --> 00:21:12,061
คำขวัญเขาเริ่มต้นด้วยอะไรนะคะ

287
00:21:12,061 --> 00:21:16,030
จากนั้นนะคะ มาดูการดำเนินเรื่อง

288
00:21:16,030 --> 00:21:19,401
เขามีวิธีการดำเนินเรื่องแบบไหน

289
00:21:19,401 --> 00:21:23,401
เป็นไปตามลำดับระยะเวลา

290
00:21:23,402 --> 00:21:25,232
หรือลำดับโดยเล่าจากท้ายมา

291
00:21:25,232 --> 00:21:26,769
เริ่มต้นเรื่อง

292
00:21:26,769 --> 00:21:30,769
เคยดูหนังไหมคะ

293
00:21:32,027 --> 00:21:34,002
ที่หนังที่เขาเล่าจากตอนท้าย แล้วมาเฉลยตอนท้ายว่า

294
00:21:34,002 --> 00:21:38,002
เหตุมันเกิดจากอะไร

295
00:21:39,488 --> 00:21:43,488
นะคะ แบบย้อนเวลา กับอ

296
00:21:47,838 --> 00:21:51,838
ีกแบบหนึ่ง เล่าสลับไปสลับมา เล่าสลับไปสลับมา ท้ายไปเริ่มเรื่องนะคะ ท้ายเรื่องไปตอนต้นเรื่องนะคะ มีการดำเนิน

297
00:21:52,514 --> 00:21:56,514
สลับไปสลับมานะคะ ดำเนินเรื่องแบบไหนใช้วิธีใดนะคะ

298
00:21:58,349 --> 00:21:59,255
ปิดเรื่องแบบไหน จบเรื่องแบบไหน จบแบบ Happy Ending ไหม หรือจบแบบโศก

299
00:21:59,255 --> 00:22:00,582
นาฏกรรม

300
00:22:00,582 --> 00:22:02,636
หรือจบแบบ

301
00:22:02,636 --> 00:22:06,636
ไม่มีใคร

302
00:22:09,208 --> 00:22:12,697
มีความสุขสักคน อย่างนี้หรือเปล่า เราก็ต้องดูตรงนี้นะคะ และจากนั้นค่ะ

303
00:22:12,697 --> 00:22:16,526
ก็มาวิเคราะห์ที่ตัวเนื้อหาทั้งหมด

304
00:22:16,526 --> 00:22:20,526
นะคะ ขั้นที่ 1 คือการวิเคราะห์เนื้อความนะ

305
00:22:36,737 --> 00:22:40,737
ต่อไปขั้นที่ 2

306
00:22:48,003 --> 00:22:52,003
ต่อจากการวิเคราะห์เนื้อความ เราจะมาพิจารณารายละเอียด

307
00:22:52,125 --> 00:22:55,299
ในหัวข้อนี้นะคะ

308
00:22:55,299 --> 00:22:57,282
คำว่า "รายละเอียด" หมายถึงอะไรบ้าง

309
00:22:57,282 --> 00:22:59,025
ดูตรงไหนบ้าง

310
00:22:59,025 --> 00:23:01,465
ดูสิว่า

311
00:23:01,465 --> 00:23:02,417
ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้

312
00:23:02,417 --> 00:23:05,174
คืออะไร

313
00:23:05,174 --> 00:23:06,079
ข้อคิดเห็นของเรื่อง

314
00:23:06,079 --> 00:23:10,079
คืออะไร

315
00:23:12,055 --> 00:23:14,905
ทำไปแล้วใช่ไหมคะ เมื่อคราวที่แล้ว แยกไปแล้วใช่ไหมคะ ข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็น

316
00:23:14,905 --> 00:23:16,341
อารมณ์

317
00:23:16,341 --> 00:23:18,070
ความรู้สึก

318
00:23:18,070 --> 00:23:20,305
ของผู้เขียน

319
00:23:20,305 --> 00:23:24,305
เป็นแบบใด

320
00:23:25,558 --> 00:23:28,894
ผู้เขียนตอนที่เขียนเรื่องนี้นะคะ อารมณ์และความรู้สึกของผู้เขียน

321
00:23:28,894 --> 00:23:32,894
มีลักษณะของอารมณ์เป็นแบบใด

322
00:23:44,373 --> 00:23:48,373
อันที่ 3 ค่ะ

323
00:23:48,805 --> 00:23:52,805
หลังจากที่วิเคราะห์เนื้อความแล้วใช่ไหมคะ

324
00:23:54,664 --> 00:23:55,077
ขั้นเมื่อกี้พิจารณารายละเอียด ขั้นที่ 3 ต่อมา ก็คือดำเนินการตี

325
00:23:55,077 --> 00:23:58,143
ความ

326
00:23:58,143 --> 00:24:02,143
ดำเนินการตีความโดย

327
00:24:02,580 --> 00:24:06,580
ประมวลข้อมูล จากการพิจารณา

328
00:24:07,798 --> 00:24:10,193
หมายความว่าเราเอาข้อมูลทั้งหมด มากองรวมกันก่อน

329
00:24:10,193 --> 00:24:12,087
เอาข้อมูลทั้งหมด

330
00:24:12,087 --> 00:24:15,729
มาวางรวมกัน

331
00:24:15,729 --> 00:24:19,729
แล้วพิจารณาไปทีละประเด็น

332
00:24:21,147 --> 00:24:22,484
นะคะ โดยที่เราจะต้องวิเคราะห์สารที่ผู้เขียน

333
00:24:22,484 --> 00:24:26,484
ต้องการส่ง

334
00:24:27,261 --> 00:24:29,982
ว่าเจตนาในการส่งสารของเนื้อเรื่องนี้นี่

335
00:24:29,982 --> 00:24:33,982
เขามีเจตนาเพื่ออะไร

336
00:24:34,927 --> 00:24:36,075
มันอาจจะมีคำที่เป็นคำสำคัญที่เป็นตัวบ่งชี้เจตนาอยู่

337
00:24:36,075 --> 00:24:37,618
เช่น

338
00:24:37,618 --> 00:24:40,059
ตักเตือน

339
00:24:40,059 --> 00:24:41,287
แนะนำ ชี้แนะ

340
00:24:41,287 --> 00:24:42,533
สั่งสอน

341
00:24:42,533 --> 00:24:46,533
ให้ข้อคิด

342
00:24:48,085 --> 00:24:49,786
คำต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นคำสำคัญ ที่ระบุถึง

343
00:24:49,786 --> 00:24:51,449
เจตนา

344
00:24:51,449 --> 00:24:55,449
ของผู้เขียนนั่นเองค่ะ

345
00:25:03,055 --> 00:25:05,102
หลังจากที่เราได้ประมวลข้อมูลวิเคราะห์แล้ว

346
00:25:05,102 --> 00:25:09,102
ก็จะนำไปสู่การ

347
00:25:10,687 --> 00:25:12,337
สรุปการตีความว่าจากที่เราดูว่าเจตนาของเขาเป็นอย่างไร

348
00:25:12,337 --> 00:25:14,322
ตัวเนื้อความทั้งหมด

349
00:25:14,322 --> 00:25:16,174
เขาสื่อถึงอะไร

350
00:25:16,174 --> 00:25:17,731
เราก็จะ

351
00:25:17,731 --> 00:25:21,731
ทำเป็นข้อสรุป

352
00:25:23,185 --> 00:25:24,625
ว่าจากที่เราอ่านทั้งหมดนี้ ข้อสรุปเพียงหนึ่งเดียวที่เราได้

353
00:25:24,625 --> 00:25:28,625
คืออะไร

354
00:25:41,317 --> 00:25:45,091
จากนั้นมาหลักการข้อที่ 4 ค่ะ วิธีการต่อมา นั่นก็คือ

355
00:25:45,091 --> 00:25:49,091
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเข้าไป

356
00:25:50,062 --> 00:25:53,474
ขั้นนี้นะคะ  เป็นการแสดงความคิดเสริม

357
00:25:53,474 --> 00:25:57,474
อะไรบ้าง  ที่เราสามารถเพิ่มเติมเข้าไปได้

358
00:25:57,755 --> 00:26:01,755
นั่นก็คือใส่ความคิดเห็นของเราเข้าไป

359
00:26:08,083 --> 00:26:09,034
จากเมื่อกี้นี้เราดูเฉพาะตัวสิ่งที่เราอ่านใช่ไหมคะ ดูเฉพาะเนื้อความ ขั้นที่ 4 นี้เราสามารถใส่ความคิดเห็น

360
00:26:09,034 --> 00:26:13,034
ตัวเราเข้าไป

361
00:26:13,467 --> 00:26:14,854
ใส่ความรู้ที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราอ่าน

362
00:26:14,854 --> 00:26:18,854
ใส่เข้าไปได้

363
00:26:20,276 --> 00:26:22,438
เพื่ออะไร ใส่เพื่อให้เห็นว่าการที่เราสรุปความ ว่า

364
00:26:22,438 --> 00:26:26,438
ทั้งหมดนี้ที่เราอ่าน

365
00:26:26,840 --> 00:26:30,840
มันมีนัยหรือมีข้อความที่สื่อถึง

366
00:26:32,320 --> 00:26:35,370
ประเด็นใดนะคะ  ให้คุณค่าหรือให้แนวคิดอะไร

367
00:26:35,370 --> 00:26:39,370
สิ่งที่เราได้จากการอ่านนั้นคืออะไร

368
00:26:40,371 --> 00:26:44,114
เขาก็ต้องถามหาเหตุผลใช่ไหมคะ ว่าทำไมเราถึงสรุปเช่นนั้น

369
00:26:44,114 --> 00:26:48,114
ข้อที่ 4 นี้จะเป็นตัวเสริมเข้าไป

370
00:26:49,620 --> 00:26:53,620
เพื่อสนับสนุนว่าสิ่งที่เราสรุปนั้นมันมีที่มานะ มันมีที่มาจาก

371
00:26:54,797 --> 00:26:58,328
ความคิดของเรา และในขณะเดียวกันไม่ใช่แค่ความคิดเห็นแต่เพียงอย่างเดียว

372
00:26:58,328 --> 00:27:01,484
แต่ยังมีหลักการความรู้ที่เป็นจริง

373
00:27:01,484 --> 00:27:04,578
มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้

374
00:27:04,578 --> 00:27:08,578
ที่ทำให้การสรุปการตีความของเรานั้น

375
00:27:09,872 --> 00:27:13,872
มันรู้สึก ว่ามันถูกต้องใช่ไหมคะ เห็นว่าถูกต้อง เห็นว่าดีแล้วนะคะ

376
00:27:15,992 --> 00:27:19,992
ในขณะเดียวกันนะคะ เราก็มีการพิจารณาถึงอารมณ์และความรู้สึก

377
00:27:20,239 --> 00:27:21,797
ของตัวผู้เขียนร่วมไปกับเราได้ด้วย

378
00:27:21,797 --> 00:27:25,797
หมายความว่า

379
00:27:26,421 --> 00:27:30,421
ในรายการตีความ เราเห็นว่าผู้เขียนมีอารมณ์มีความรู้สึกอย่างไร

380
00:27:32,007 --> 00:27:36,007
ในข้อที่ 4 นี้ เราสามารถอธิบายอารมณ์และความรู้สึกของเรา

381
00:27:36,600 --> 00:27:37,574
เกิดขึ้นภายหลังจากการที่ได้อ่านงานเขียน

382
00:27:37,574 --> 00:27:40,155
นั้น ๆ

383
00:27:40,155 --> 00:27:44,155
ว่าเราอ่านแล้วเราคล้อยตาม

384
00:27:46,450 --> 00:27:47,690
เราเกิดความรู้สึกเดียวกัน และสัมผัสได้ว่าผู้เขียนเขาส่งอารมณ์

385
00:27:47,690 --> 00:27:50,462
จากการเขียนมาแบบนี้

386
00:27:50,462 --> 00:27:54,462
ผู้อ่านในฐานะที่เป็นคนรับสาร

387
00:27:55,407 --> 00:27:59,407
เข้าใจแล้วก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างจากผู้เขียน

388
00:27:59,853 --> 00:28:02,605
นี่เป็นการขยายความเพิ่มเติมเข้าไป

389
00:28:02,605 --> 00:28:05,750
เพื่อทำให้สิ่งที่เราสรุป

390
00:28:05,750 --> 00:28:09,750
จากการตีความนั้นมันมีน้ำหนัก

391
00:28:11,090 --> 00:28:13,319
และมีความน่าเชื่อถือ โดยไม่ใช่อาศัยแค่สิ่งที่เรา

392
00:28:13,319 --> 00:28:17,319
พูดเปล่า

393
00:28:18,263 --> 00:28:21,068
ๆ แต่เรายังมีอะไรด้วยคะ มีหลักการใช่ไหมคะ มีความรู้

394
00:28:21,068 --> 00:28:24,404
มีการเชื่อมโยงความรู้สึก

395
00:28:24,404 --> 00:28:27,145
ที่ผู้เขียนส่งมายังผู้อ่าน

396
00:28:27,145 --> 00:28:28,635
แล้วมันเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

397
00:28:28,635 --> 00:28:32,339
มันสอดคล้องกัน

398
00:28:32,339 --> 00:28:36,339
ดังนั้นนะคะ ใน 4 ขั้นตอนนี้นะคะ

399
00:28:38,230 --> 00:28:40,891
จึงเป็นวิธีการนะคะ ที่จะทำให้เราสามารถอ่าน

400
00:28:40,891 --> 00:28:44,891
ตีความได้อย่างมีประสิทธิภาพ

401
00:29:17,634 --> 00:29:21,025
คราวนี้นะคะ

402
00:29:21,025 --> 00:29:25,025
เราจะรู้ได้อย่างไร

403
00:29:25,837 --> 00:29:28,066
ว่าสิ่งที่เราตีความไปนั้น

404
00:29:28,066 --> 00:29:31,596
มันถูกต้อง

405
00:29:31,596 --> 00:29:34,608
มันมีความน่าเชื่อถือ

406
00:29:34,608 --> 00:29:38,608
และมันจะเป็นที่ยอมรับ

407
00:29:40,252 --> 00:29:43,347
สำหรับผู้ที่แลกเปลี่ยน หรือได้เห็นความคิดเห็นของเรา

408
00:29:43,347 --> 00:29:47,347
จากการที่เราสรุป แล้วก็เราก็ตีความมา

409
00:29:48,574 --> 00:29:52,574
เกณฑ์ในการพิจารณา มีดังต่อไปนี้นะคะ

410
00:29:53,747 --> 00:29:55,429
เห็นตัวด้านบนสีแดง ๆ ไหมคะ อ่านว่าอย่างไรนะคะ

411
00:29:55,429 --> 00:29:59,429
คิดด้วย

412
00:29:59,938 --> 00:30:01,872
ตนเองใช่ไหมคะ คิดด้วยตนเอง

413
00:30:01,872 --> 00:30:05,872
อย่าท่องจำ

414
00:30:06,308 --> 00:30:07,536
ถ้าหากว่าในการตีความของเรา

415
00:30:07,536 --> 00:30:11,536
เรา

416
00:30:12,204 --> 00:30:16,204
ใช้ความคิดของเราในการพินิจพิเคราะห์ตัวสาร

417
00:30:19,899 --> 00:30:22,715
ไม่ได้ไปท่องจำมาว่า หลักการหรือว่าเรื่องที่เรากำลังอ่านอยู่นี่

418
00:30:22,715 --> 00:30:25,722
มันแตกต่างออกไปจากสิ่งที่เราเคยรู้มา

419
00:30:25,722 --> 00:30:28,386
ถ้ามันแตกต่างแล้วเรารีบปฏิเสธ

420
00:30:28,386 --> 00:30:30,742
นั่นแสดงว่าเราเป็นอย่างไรล่ะลูก

421
00:30:30,742 --> 00:30:34,742
เรากำลังทำ

422
00:30:35,290 --> 00:30:39,290
เขาเรียกว่า "ไม่ได้เข้าเกณฑ์ข้อนี้" ใช่ไหมคะ ไม่ได้เข้าเกณฑ์ข้อนี้

423
00:30:40,922 --> 00:30:43,522
แสดงว่าเรายึดหลักการเดิม ๆ เรายึดความรู้เก่า ๆ

424
00:30:43,522 --> 00:30:44,618
นะคะ ไม่ได้เปิดใจรับสิ่งใหม่

425
00:30:44,618 --> 00:30:48,618
ดังนั้น

426
00:30:50,382 --> 00:30:53,207
เกณฑ์ข้อที่ 1 นั่นก็คือให้ใช้ความคิดของตนเองในการอ่าน

427
00:30:53,207 --> 00:30:57,207
ตีความ และที่สำคัญ ก็คือ

428
00:30:58,599 --> 00:31:02,599
อย่าได้ท่องจำ ในสิ่งที่มันเป็นตัว

429
00:31:04,630 --> 00:31:05,436
ความรู้ที่เรามีอยู่นะคะ แต่ให้เปิดใจรับนะคะ แล้วก็อ่านในสิ่งที่

430
00:31:05,436 --> 00:31:06,737
ผู้เขียน

431
00:31:06,737 --> 00:31:08,971
สื่อออกมา

432
00:31:08,971 --> 00:31:11,824
ต่อไป

433
00:31:11,824 --> 00:31:15,824
อันที่ 2 สีเขียวขวามือ

434
00:31:17,581 --> 00:31:18,062
เกณฑ์ข้อที่ 2 เวลาอ่านน่ะค่ะ เราจะต้องมีความบริสุทธิ์

435
00:31:18,062 --> 00:31:22,062
ใ

436
00:31:22,185 --> 00:31:25,505
จ หมายความว่า ไม่มีอคติใด ๆ

437
00:31:25,505 --> 00:31:29,505
กับงานเขียนชิ้นนั้น ๆ

438
00:31:33,289 --> 00:31:37,289
ไม่มีการตั้งป้อมกำแพงในใจว่าถ้าเป็นงานของคนนี้ฉันไม่อ่าน

439
00:31:38,044 --> 00:31:42,044
มีไหมคะ เรามีนักเขียนที่เราชอบงานเขียนของเขา

440
00:31:42,594 --> 00:31:43,345
แล้วมีงานเขียนของบางคน ที่เรารู้สึกว่า

441
00:31:43,345 --> 00:31:47,131
คนนี้

442
00:31:47,131 --> 00:31:50,026
ถ้าเขาทำออกมา แล้วจะไม่อ่านงานของเขาเลย

443
00:31:50,026 --> 00:31:53,396
มันมีอยู่ช่วงหนึ่งนะคะ ที่

444
00:31:53,396 --> 00:31:57,396
ในสังคมนะคะ มองต่างกัน

445
00:31:57,500 --> 00:31:59,376
รู้จักคุณโน้ตอุดม แต้พานิช ใช่ไหมคะ

446
00:31:59,376 --> 00:32:01,805
เขาเดี่ยวไมโครโฟน

447
00:32:01,805 --> 00:32:04,822
ก่อนหน้าที่เขาจะมาเดี่ยวเขาทำอะไรมาก่อน

448
00:32:04,822 --> 00:32:06,094
เขาเขียนหนังสือใช่ไหมคะ

449
00:32:06,094 --> 00:32:10,094
เขียนหนังสือ

450
00:32:12,818 --> 00:32:15,319
ในขณะที่เขาเขียนหนังสือขาย ก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนะคะ ที่อ่านงานแล้วก็บอกว่า

451
00:32:15,319 --> 00:32:18,802
เรียกว่าสิ่งนี้เป็นวรรณกรรมขยะ

452
00:32:18,802 --> 00:32:20,826
นะคะ มีคนให้นิยามว่าเป็นวรรณกรรมขยะ

453
00:32:20,826 --> 00:32:24,826
แต่พอเขา

454
00:32:25,801 --> 00:32:29,801
นำเอางานเขียนของเขา ขึ้นไป Taขึ้นไปโชว์เดี่ยวไมโครโฟน

455
00:32:31,291 --> 00:32:34,863
กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่เขาเขียนแล้วนำไปถ่ายทอดบนเวที

456
00:32:34,863 --> 00:32:36,139
รอบของการแสดง

457
00:32:36,139 --> 00:32:38,833
การพูด

458
00:32:38,833 --> 00:32:40,695
พอไหม

459
00:32:40,695 --> 00:32:44,695
ต้องจัดหลาย ๆ รอบ

460
00:32:46,525 --> 00:32:50,525
จัดกี่ครั้งคนก็เต็มทุกรอบใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นนะคะ อย่างนี้นี่

461
00:32:51,684 --> 00:32:55,684
เขาบอกว่าก่อนที่จะหยิบหนังสืออะไรขึ้นมาอ่านนะคะ เราก็อาจจะ

462
00:32:56,701 --> 00:32:59,278
ดูนะคะ แค่เพียงข้อมูลนะ ว่าใครเป็นผู้เขียน แต่อย่าเพิ่งใส่

463
00:32:59,278 --> 00:33:03,278
เรื่องของอคตินะคะ ว่า

464
00:33:03,660 --> 00:33:07,660
งานเขียนของคนนี้ มีชื่อเสียงมาในลักษณะเช่นนี้นะคะ

465
00:33:11,321 --> 00:33:15,321
ฉะนั้น เกณฑ์ในข้อนี้ ก็คือเราเองนะคะ ก็อาจจะต้องมีความเป็นกลางนะ นะคะ

466
00:33:16,350 --> 00:33:20,350
จิตใจที่เป็นกลาง มีความบริสุทธิ์ใจนะคะ อันที่ 3 ค่ะ

467
00:33:21,143 --> 00:33:25,143
ต้องชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมที่เชื่อมโยงกันได้

468
00:33:27,370 --> 00:33:31,370
หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าเวลาเราอ่านตีความ

469
00:33:31,628 --> 00:33:35,628
พฤติกรรมที่เชื่อมโยงกัน ก็คือ

470
00:33:37,333 --> 00:33:38,803
ฟังก์ชันตัวละครนะคะ ตัวละครตัวหนึ่งนะคะ ที่อยู่ในเรื่องที่เราอ่าน

471
00:33:38,803 --> 00:33:42,803
สสมติอ่านนวนิยาย

472
00:33:45,230 --> 00:33:46,251
มันมีตัวละครที่มีพฤติกรรมอะไรบางอย่างนะคะ อาจจะเป็นในทางบวก

473
00:33:46,251 --> 00:33:48,790
ทางลบ

474
00:33:48,790 --> 00:33:50,668
ถ้าเป็นทางลบ

475
00:33:50,668 --> 00:33:54,668
อาจจะบอกว่าคนนี้

476
00:33:55,760 --> 00:33:58,221
มีปมอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาแสดงพฤติกรรม

477
00:33:58,221 --> 00:34:02,221
ที่มันเป็นเชิงลบออกมา

478
00:34:04,650 --> 00:34:08,650
ถ้าเราสามารถระบุถึงสิ่งที่เชื่อมโยงกันระหว่างพฤติกรรม

479
00:34:09,334 --> 00:34:13,334
กับปมปัญหาในใจของคนที่อยู่ในตัวละครในเรื่องนั่นแหละค่ะ

480
00:34:13,792 --> 00:34:16,083
อธิบายได้ แสดงว่าเราผ่านเกณฑ์ข้อนี้

481
00:34:16,083 --> 00:34:20,083
นะคะ ต่อไป

482
00:34:27,457 --> 00:34:31,457
หลังจากที่เราตีความแล้วนะคะ เราอยากเก็บความเข้าใจนี้  ไว้แต่

483
00:34:33,122 --> 00:34:37,122
เพียงผู้เดียว แล้วสรุปเองว่าที่ผ่านมา ฉันอ่านมา ฉันเข้าใจว่าแบบนี้

484
00:34:39,432 --> 00:34:43,432
ทำไมฉันเก่งขนาดนี้ ทำไมฉันปราดเปรื่องขนาดนี้นะคะ เข้าใจเป็นฉากเป็น

485
00:34:44,667 --> 00:34:47,166
ฉาก แล้วสามารถอธิบายเนื้อหา อธิบายความเชื่อมโยงเรื่องนี้

486
00:34:47,166 --> 00:34:51,166
ได้อย่างคล่องแคล่ว

487
00:34:51,212 --> 00:34:54,460
เราจำเป็นจะต้องเอาสิ่งที่เป็นความคิดของเรา

488
00:34:54,460 --> 00:34:58,460
ไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่นด้วยค่ะ

489
00:35:00,798 --> 00:35:03,245
เราจะต้องเอาสิ่งที่เราสรุปจากการอ่าน เอาไปเช็คกับคนอื่นด้วยว่า

490
00:35:03,245 --> 00:35:05,429
ถ้าคนที่อ่านงานเล่มนี้

491
00:35:05,429 --> 00:35:09,412
เขาคิดเหมือนกันกับเราไหม

492
00:35:09,412 --> 00:35:13,412
เขาเห็นไปในแนวทางเดียวกันกับเราหรือเปล่า

493
00:35:14,798 --> 00:35:18,798
ถ้าเราสรุปเองโดยที่เราไม่มีคนประเมินให้

494
00:35:20,177 --> 00:35:21,765
นั่นแสดงว่าไม่ผ่านเกณฑ์นะ ยังไม่ได้เข้าเกณฑ์ของการอ่านตีความ

495
00:35:21,765 --> 00:35:23,458
อ่านเสร็จ

496
00:35:23,458 --> 00:35:27,458
ตีความแล้ว

497
00:35:28,569 --> 00:35:32,569
ช่วยไปแชร์แลกเปลี่ยนกับคนอื่น ๆ ด้วย

498
00:35:32,914 --> 00:35:36,914
ว่าสิ่งที่เราอ่าน แล้วเราเข้าใจแบบนี้ เราตีความแบบนี้

499
00:35:39,010 --> 00:35:41,830
คนอื่นเข้าใจแบบเราไหมนะคะ มีมุมมองที่แตกต่างจากเราไหมนะคะ

500
00:35:41,830 --> 00:35:43,099
ก็จะได้เกิดการวิเคราะห์นะคะ

501
00:35:43,099 --> 00:35:44,579
แล้วก็

502
00:35:44,579 --> 00:35:48,146
หาข้อ

503
00:35:48,146 --> 00:35:50,990
ตกลงร่วมกันนะคะ หรือหาจุดร่วมนะคะ

504
00:35:50,990 --> 00:35:54,990
ที่มันเป็นข้อสรุปของเรื่องนั้น ๆ ได้

505
00:36:07,793 --> 00:36:11,143
ทีนี้เวลาตีความค่ะ เราจะดูอยู่ 2 อย่างด้วยกัน

506
00:36:11,143 --> 00:36:14,645
เราจะดูอยู่ 2 อย่างด้วยกัน

507
00:36:14,645 --> 00:36:17,101
อันที่ 1 นะคะ เราดูที่

508
00:36:17,101 --> 00:36:21,101
จุดประสงค์ค่ะ

509
00:36:21,828 --> 00:36:25,828
เราดูที่จุดประสงค์นะคะ เวลาเราอ่านงานต่าง ๆ นี่

510
00:36:26,970 --> 00:36:30,970
ตัวเนื้อเขาเรียกว่าตัวเนื้อความเขาเรียกว่า "สาร" นะ เขาเรียกว่า "สาร

511
00:36:31,499 --> 00:36:35,173
" สิ่งแรกที่เราจะดูตัวสารนั่นก็คือดูจุดประสงค์ของผู้เขียนค่ะ

512
00:36:35,173 --> 00:36:37,972
โดยรวมทั้งหมดแล้วทั้งเรื่องเนี่ย

513
00:36:37,972 --> 00:36:40,867
ผู้เขียนมีเจตนาอะไร

514
00:36:40,867 --> 00:36:42,524
ในการส่งสารนั้น ๆ

515
00:36:42,524 --> 00:36:44,323
จากนั้น

516
00:36:44,323 --> 00:36:47,076
มาดูส่วนที่ 2

517
00:36:47,076 --> 00:36:50,432
เราเรียกว่า "น้ำเสียง

518
00:36:50,432 --> 00:36:54,432
" น้ำเสียง คือ อารมณ์ความรู้สึก

519
00:36:56,087 --> 00:37:00,087
มันจะมีคำที่บ่งชี้ว่าน้ำเสียงของผู้เขียนนั้นเป็นแบบใด

520
00:37:01,178 --> 00:37:05,178
เวลาเขียนมันมีเสียงออกมาไหมคะ เราอ่าน ไม่มีเสียงออกมาจากตัวหนังสือไหม

521
00:37:07,657 --> 00:37:08,590
ไม่มี เป็นหน้าที่ของใคร ของผู้อ่านที่จะต้องอนุมาน

522
00:37:08,590 --> 00:37:11,186
หรือ

523
00:37:11,186 --> 00:37:15,186
ประมาณเอา ว่าผู้เขียน

524
00:37:15,736 --> 00:37:19,736
ต้องการจะสื่อเนื้อความนี้ และในขณะที่เขียน

525
00:37:23,388 --> 00:37:27,222
ความรู้สึกหรืออารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียนนี่อยู่ในอารมณ์แบบไหน มันมีคำที่เป็นตัวกำกับเอาไว้อยู่

526
00:37:27,222 --> 00:37:28,300
เห็นไหมคะ น้ำเสียงที่ว่านี้มีอะไรบ้าง ดูนะ

527
00:37:28,300 --> 00:37:29,633
นี่

528
00:37:29,633 --> 00:37:33,633
ประชด

529
00:37:33,635 --> 00:37:35,048
อะไรคะ

530
00:37:35,048 --> 00:37:37,748

531
00:37:37,748 --> 00:37:39,296

532
00:37:39,296 --> 00:37:40,670
เคร่ง

533
00:37:40,670 --> 00:37:42,042
ค

534
00:37:42,042 --> 00:37:43,586
รัด อิสระ

535
00:37:43,586 --> 00:37:46,470
อะไรคะ

536
00:37:46,470 --> 00:37:48,388
อ่านให้ครูฟังหน่อย

537
00:37:48,388 --> 00:37:52,388
อะไรอีก

538
00:37:55,399 --> 00:37:57,180
มีอะไรอีกคะ แข็งกร้าว ตรงไปตรงมา

539
00:37:57,180 --> 00:37:58,502
ให้ข้อคิด

540
00:37:58,502 --> 00:38:01,243
เตือนใจ

541
00:38:01,243 --> 00:38:03,709
ย

542
00:38:03,709 --> 00:38:05,368
ั่วแหย่ สนุกขบขัน

543
00:38:05,368 --> 00:38:06,771
เย้ยหยัน

544
00:38:06,771 --> 00:38:09,981
รู้ทัน

545
00:38:09,981 --> 00:38:10,938
คาดคั้น กระแนะกระแหน

546
00:38:10,938 --> 00:38:13,335
และ

547
00:38:13,335 --> 00:38:17,335
อะไรคะ ชวนคิด

548
00:38:19,207 --> 00:38:21,465
มีคำอื่นอีกมากมายนะคะแต่คำเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคำที่บ่งบอก

549
00:38:21,465 --> 00:38:22,879
น้ำเสียงพร้อม

550
00:38:22,879 --> 00:38:26,879
ผู้เขียนนั่นเอง

551
00:38:43,646 --> 00:38:47,646
ดังนั้น เวลาตีความ จึงจำเป็นนะคะ ที่จะต้องดูใน 2 ส่วน

552
00:38:49,859 --> 00:38:53,859
วันนี้ก็เช่นเดียวกัน โจทย์ที่ครูให้ นั่นก็คือหน้า 118

553
00:38:56,119 --> 00:38:57,533
ครูจะให้พวกเราตีความด้านเนื้อหา กับอีกอันหนึ่งก็คือ

554
00:38:57,533 --> 00:39:00,346
ด้านน้ำเสียง

555
00:39:00,346 --> 00:39:04,346
คำว่า "ด้านเนื้อหา" หมายถึง

556
00:39:06,585 --> 00:39:07,453
เนื้อความ ว่าเนื้อความนี่เขากล่าวถึงอะไร และเจตนาของ

557
00:39:07,453 --> 00:39:09,946
ผู้เขียน

558
00:39:09,946 --> 00:39:12,197
มีเจตนาอะไร

559
00:39:12,197 --> 00:39:16,197
ที่ส่งมายังผู้อ่าน

560
00:39:17,503 --> 00:39:19,942
นะคะ ส่วนในด้านน้ำเสียงนะคะ ในด้านน้ำเสียง คือ อารมณ์ความรู้สึกนะ

561
00:39:19,942 --> 00:39:23,780
ลักษณะของอารมณ์ความรู้สึก

562
00:39:23,780 --> 00:39:27,780
เราจะใช้คำใดเพื่อระบุถึงอารมณ์

563
00:39:28,470 --> 00:39:32,183
เมื่อกี้นี้มีตัวอย่างแล้วใช่ไหมคะ  ข้อความที่เป็นข้อบ่งชี้

564
00:39:32,183 --> 00:39:33,831
ว่าอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น

565
00:39:33,831 --> 00:39:37,831
มีอะไรบ้าง

566
00:39:51,802 --> 00:39:54,468
ขอดูตัวอย่างค่ะ

567
00:39:54,468 --> 00:39:56,913
ตัวอย่างการตีความ

568
00:39:56,913 --> 00:40:00,913
อันนี้มาจากเนื้อเพลงนะ

569
00:40:03,204 --> 00:40:06,200
เขาบอกว่าบ้านเราแสนสุขใจ แม้จะอยู่ที่ไหน

570
00:40:06,200 --> 00:40:09,208
ไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา

571
00:40:09,208 --> 00:40:11,446
คำว่า ไทยซึ้งใจ

572
00:40:11,446 --> 00:40:14,414
เพราะใช่ทาสเขา

573
00:40:14,414 --> 00:40:17,442
ด้วยพระบารมีล้นเกล้า

574
00:40:17,442 --> 00:40:21,442
คุ้มเหล่าร่มเย็นสุขสันต์

575
00:40:23,227 --> 00:40:27,156
เนื้อเพลงใช่ไหมคะ เคยได้ยินนะ เนื้อเพลงนี้ใช่ไหมคะ

576
00:40:27,156 --> 00:40:29,208
มาดูเนื้อความทั้งหมดก่อน ก่อนที่จะไปตีความ

577
00:40:29,208 --> 00:40:31,966
เพลงนี้กล่าวถึงอะไรคะ

578
00:40:31,966 --> 00:40:34,086
กล่าวถึงอะไร

579
00:40:34,086 --> 00:40:38,086
คำว่า "บ้าน"

580
00:40:39,324 --> 00:40:43,324
หมายถึง ตัวบ้านที่เราอยู่อาศัย หรือมันมีความหมายกว้างกว่านั้น

581
00:40:47,902 --> 00:40:50,869
กว้างกว่านั้น ทำไมจึงกว้างกว่าบ้านที่เราอยู่อาศัย เพราะเราเห็นคำว่าอะไรคะ

582
00:40:50,869 --> 00:40:54,034
เห็นคำว่า "ด้วย

583
00:40:54,034 --> 00:40:57,324
พระบารมีล้นเกล้า

584
00:40:57,324 --> 00:40:58,398
" ด้วยพระบารมีล้นเกล้า

585
00:40:58,398 --> 00:41:02,398
ก็คือ

586
00:41:05,965 --> 00:41:08,851
บารมีของใคร พระมหากษัตริย์ที่ปกป้องคุ้มครอง ให้

587
00:41:08,851 --> 00:41:12,851
มีความร่มเย็นเป็นสุข

588
00:41:16,309 --> 00:41:19,730
ใช่ไหม จากเนื้อเพลงนะคะ ยังไม่ต้องตีความ แต่ดูจากเนื้อเพลง

589
00:41:19,730 --> 00:41:23,730
มันมีเนื้อหาแบบนี้นะคะ

590
00:41:39,699 --> 00:41:42,081
แต่พอมาตีความค่ะ นักศึกษาดูตัวอย่างนะ แต่พอมาตีความ

591
00:41:42,081 --> 00:41:43,298
ด้านเนื้อหาค่ะ

592
00:41:43,298 --> 00:41:45,024
ด้านเนื้อหา

593
00:41:45,024 --> 00:41:48,431
ด้านเนื้อหา

594
00:41:48,431 --> 00:41:51,066
เพราะตีความออกมาแล้วตีความได้ว่า

595
00:41:51,066 --> 00:41:55,047
ไม่มีสถานที่แห่งใด

596
00:41:55,047 --> 00:41:59,047
ที่ทำให้เราเป็นสุขใจ ได้เท่ากับบ้านของเรา

597
00:42:00,040 --> 00:42:04,040
และพระบารมีในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

598
00:42:06,001 --> 00:42:07,770
ที่ช่วยคุ้มครองให้ผู้ที่อยู่ในประเทศไทย ได้ร่มเย็นเป็นสุข และมี

599
00:42:07,770 --> 00:42:11,382
ความสุขเช่นกัน

600
00:42:11,382 --> 00:42:13,639
ดังนั้น คำว่า "บ้าน" เมื่อกี้นี้จึงหมายถึง

601
00:42:13,639 --> 00:42:17,639
ประเทศของเรา

602
00:42:18,823 --> 00:42:22,823
บ้านที่เป็นบ้านหลังใหญ่ ก็คือประเทศไทยนั่นเองใช่ไหมคะ

603
00:42:28,032 --> 00:42:30,162
คราวนี้มาดูด้านน้ำเสียงกันบ้าง

604
00:42:30,162 --> 00:42:34,162
น้ำเสียงนะคะ

605
00:42:35,747 --> 00:42:39,747
ตีความได้ว่าผู้เขียนนี่ต้องการแสดงความคิดเห็นและเตือนสติค่ะ

606
00:42:41,859 --> 00:42:45,859
เตือนสติใคร เตือนสติผู้อ่านว่าประเทศไทย

607
00:42:46,788 --> 00:42:50,788
ให้ความร่มเย็นนะคะ แก่ชาวไทย ไม่มีที่ใดเสมอเหมือน

608
00:42:52,013 --> 00:42:53,667
แล้วนอกจากนี้ ผู้กล่าวก็ยังเขียนข้อความ ด้วยความรู้สึก

609
00:42:53,667 --> 00:42:57,667
ภาคภูมิใจ

610
00:43:00,605 --> 00:43:04,293
นอกจากเตือนสติแล้วนะคะ ก็ยังมีความภาคภูมิใจ ใน

611
00:43:04,293 --> 00:43:08,293
ความที่เกิดมาเป็นคนไทย

612
00:43:09,045 --> 00:43:10,817
ภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย เพราะเมืองไทย

613
00:43:10,817 --> 00:43:14,817
มีความสุข

614
00:43:15,634 --> 00:43:19,634
ไม่มีเรื่องเดือดร้อนใด ๆ

615
00:43:22,310 --> 00:43:26,310
นะคะ เห็นน้ำเสียงไหมคะ น้ำเสียงนั่นก็คือมีน้ำเสียง

616
00:43:28,778 --> 00:43:32,100
ภาคภูมิใจใช่ไหมคะ น้ำเสียงชื่นชมนะคะ แล้วก็น้ำเสียงที่จะ

617
00:43:32,100 --> 00:43:36,100
ต้องการเตือนสตินะคะ ให้กับผู้ที่

618
00:43:37,590 --> 00:43:39,449
คิดไม่ดีกับบ้านเมืองใช่ไหมคะ แล้วก็มาถึงหัว

619
00:43:39,449 --> 00:43:41,945
ต่อไป

620
00:43:41,945 --> 00:43:44,507
เรื่องของอะไรคะ มาดู

621
00:43:44,507 --> 00:43:48,507
สิ จากโคลงโลกนิติ

622
00:43:52,035 --> 00:43:52,927
ไม่ใช่ โลก-นิ-ติ นะคะ เขียน

623
00:43:52,927 --> 00:43:55,545

624
00:43:55,545 --> 00:43:58,371
ล-โอ-ก- นิ-ติ แต่เวลาอ่านอ่านว่า

625
00:43:58,371 --> 00:44:01,623
โลกนิติ

626
00:44:01,623 --> 00:44:04,020
เรียนตอน ม. อะไรคะ

627
00:44:04,020 --> 00:44:05,474
ตอน ม. ต้นใช่ไหม

628
00:44:05,474 --> 00:44:08,118
ท่องไหมคะ

629
00:44:08,118 --> 00:44:12,118
ท่อง คุณครูให้ท่องบทไหนบ้าง

630
00:44:33,375 --> 00:44:37,375
โอเค อันนี้มาจากสุภาษิตโคลงโลกนิตินะ เห็นไหมคะ ที่หน้าจอ

631
00:44:39,321 --> 00:44:41,716
ดูสิเนื้อความตอนนี้นะคะ โคลงบทนี้กล่าวว่า

632
00:44:41,716 --> 00:44:42,476
จ่ายทรัพย์วันละบาท

633
00:44:42,476 --> 00:44:44,091
ซื้อ

634
00:44:44,091 --> 00:44:47,376
มังสา

635
00:44:47,376 --> 00:44:48,379
นายหนึ่งเลี้ยงพยัคฆา

636
00:44:48,379 --> 00:44:52,379

637
00:44:52,672 --> 00:44:56,258
นายมากำกับ

638
00:44:56,258 --> 00:44:58,698
ยายทรัพย์ สี่ส่วนถ้วน

639
00:44:58,698 --> 00:45:02,171
บาทสิ้น เสือตาย

640
00:45:02,171 --> 00:45:05,859
เนื้อความกล่าวถึงอะไร

641
00:45:05,859 --> 00:45:09,859
ยังไม่ต้องตีความ เนื้อความกล่าวถึงอะไรคะ

642
00:45:10,890 --> 00:45:13,961
เนื้อความกล่าวถึงการเลี้ยง

643
00:45:13,961 --> 00:45:17,756
เลี้ยงเสือใช่ไหมคะ พยัคฆ์ คือ เสือใช่ไหม

644
00:45:17,756 --> 00:45:18,577
การเลี้ยงเสือมีคนทำหน้าที่เลี้ยงเสืออยู่

645
00:45:18,577 --> 00:45:22,577
1 คน

646
00:45:24,206 --> 00:45:28,206
ใช่ไหมคะ ตอนแรกนะคะ แต่ว่าจ่ายนี่จ่ายวันละบาทใช่ไหมคะ พอ

647
00:45:29,824 --> 00:45:33,824
คนที่เอาเงินจ่ายให้กับพนักงานไปเลี้ยงเสือน่ะค่ะ

648
00:45:34,642 --> 00:45:37,186
เห็นว่าจ่ายวันละบาทนี่นะคะ เลี้ยงอย่างไร เสือก็ไม่อ้วน

649
00:45:37,186 --> 00:45:41,186
ไม่น่าจะเกิดจาก

650
00:45:42,398 --> 00:45:45,504
... ไม่น่าจะเกิดจากปริมาณเนื้อ

651
00:45:45,504 --> 00:45:47,919
แต่มันน่าจะเกิดจากคนเลี้ยง น้อยไปหรือเปล่า

652
00:45:47,919 --> 00:45:51,919
ก็เลยเพิ่มคนเลี้ยง

653
00:45:52,328 --> 00:45:54,675
คราวนี้นะคะ เอาคนมาเลี้ยงเพิ่มจาก 1

654
00:45:54,675 --> 00:45:56,098
กลายเป็นกี่คนคะทีนี้

655
00:45:56,098 --> 00:45:59,106
4 คน

656
00:45:59,106 --> 00:46:01,217
มาเพิ่มเป็น 4 คน

657
00:46:01,217 --> 00:46:03,721
เสืออ้วนขึ้นไหมทีนี้

658
00:46:03,721 --> 00:46:07,721
เสืออ้วนขึ้นไหมคะ

659
00:46:07,811 --> 00:46:09,671
ไม่อ้วนขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่า

660
00:46:09,671 --> 00:46:11,938
เสือตาย

661
00:46:11,938 --> 00:46:15,938
ทำไมเสือจึงตาย

662
00:46:16,326 --> 00:46:18,498
แสดงว่า

663
00:46:18,498 --> 00:46:22,498
ใน 4 คนนี้

664
00:46:25,145 --> 00:46:26,211
มีการเบียดบังเอาอะไรคะ เอาเงินค่าอาหารของเสือ ไปเป็น

665
00:46:26,211 --> 00:46:28,926
ของตน

666
00:46:28,926 --> 00:46:32,926
แบ่งกัน 4 คนคนละสลึง

667
00:46:34,984 --> 00:46:38,984
สุดท้ายเสือไม่ได้กินอาหารเลย

668
00:46:45,009 --> 00:46:49,009
ตีความด้านเนื้อหาค่ะ ทีนี้

669
00:46:51,814 --> 00:46:54,783
เนื้อหา ก็คือจ่ายเงิน 1 บาทให้ชายคนหนึ่งซื้อเนื้อเลี้ยงเสือ

670
00:46:54,783 --> 00:46:58,783
แต่เสือกินแล้วไม่อ้วน

671
00:47:00,853 --> 00:47:02,546
ครั้นแบ่งเงินบาทนั้นเป็น 4 ส่วนให้ชาย 4 คนไปเลี้ยงเสือ

672
00:47:02,546 --> 00:47:03,364
เสือกลับ

673
00:47:03,364 --> 00:47:07,364
ต

674
00:47:08,827 --> 00:47:10,665
ายใช่ไหมคะ นี่คือการตีความด้านเนื้อหา

675
00:47:10,665 --> 00:47:13,803
ส่วนด้านน้ำเสียงค่ะ

676
00:47:13,803 --> 00:47:16,451
ผู้เขียนให้ข้อคิดว่า

677
00:47:16,451 --> 00:47:20,451
การทุจริตคอร์รัปชันนั้น

678
00:47:21,551 --> 00:47:24,630
มันมีอยู่มากมาย มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง

679
00:47:24,630 --> 00:47:28,630
ยิ่งมีคนทุจริตมาก

680
00:47:29,105 --> 00:47:33,105
ความเสียหายก็ยิ่งมากตามขึ้นไปด้วย

681
00:47:37,681 --> 00:47:41,681
ถ้าคนเลี้ยงไม่ทุจริต เสือจะตายไหมคะ

682
00:47:50,934 --> 00:47:54,934
ต่อไปค่ะ

683
00:47:56,298 --> 00:48:00,298
พฤษภพระกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง

684
00:48:01,677 --> 00:48:04,424
โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี

685
00:48:04,424 --> 00:48:07,413
นรชาติสิวางวาย

686
00:48:07,413 --> 00:48:08,511
มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

687
00:48:08,511 --> 00:48:11,005
สถิติ

688
00:48:11,005 --> 00:48:14,233
ทั่วแต่ชั่วดี

689
00:48:14,233 --> 00:48:17,283
ประดับไว้ในโลกา

690
00:48:17,283 --> 00:48:19,578
เคย

691
00:48:19,578 --> 00:48:21,274
ฟัง เคยอ่าน

692
00:48:21,274 --> 00:48:25,274
เคยท่อง

693
00:48:26,743 --> 00:48:30,743
แล้วก็เจอบ่อย ๆ ในการกล่าวของพิธีกรในงานศพใช่ไหมคะ

694
00:48:44,977 --> 00:48:47,569
มาตีความด้านเนื้อหากันค่ะ

695
00:48:47,569 --> 00:48:49,514
เนื้อหา

696
00:48:49,514 --> 00:48:53,514
กล่าวถึงอะไรคะ

697
00:48:53,620 --> 00:48:57,620
เมื่อวัว ควายและช้าง

698
00:49:00,512 --> 00:49:04,512
ล้ม ล้มคือตายใช่ไหมคะ สัตว์ใหญ่เวลาตาย เขาเรียกว่ามันล้ม

699
00:49:05,784 --> 00:49:06,606
เมื่อวัวควายและช้าง

700
00:49:06,606 --> 00:49:10,606
ล้ม

701
00:49:10,611 --> 00:49:14,611
ก็ยังคงเหลืองาและเขาเอาไว้

702
00:49:15,068 --> 00:49:18,214
ให้ทราบว่าเป็นสัตว์ชนิดใด

703
00:49:18,214 --> 00:49:20,958
แต่ถ้าคนตายไป

704
00:49:20,958 --> 00:49:24,166
จะเหลือสิ่งใดเอาไว้

705
00:49:24,166 --> 00:49:28,166
เพื่อให้คนได้จดจำ

706
00:49:29,490 --> 00:49:30,835
นั่นก็คืออะไรคะ ความดีและความชั่วที่ได้

707
00:49:30,835 --> 00:49:34,835
เคยทำเอาไว้

708
00:49:37,735 --> 00:49:41,735
น้ำเสียงของผู้เขียนคืออะไร

709
00:49:57,079 --> 00:50:01,079
น้ำเสียงของผู้เขียน

710
00:50:01,460 --> 00:50:05,182
เขาบอกว่าวิเคราะห์ออกมาแล้ว ตีความออกมาแล้ว

711
00:50:05,182 --> 00:50:07,437
เมื่อต้องการเสนอแนะหรือให้ข้อคิดค่ะ

712
00:50:07,437 --> 00:50:11,437
ให้ข้อคิดว่าอย่างไร

713
00:50:12,547 --> 00:50:16,043
ให้ข้อคิดว่าเมื่อคนเรายังมีชีวิตอยู่

714
00:50:16,043 --> 00:50:18,676
ควรทำความดีเอาไว้

715
00:50:18,676 --> 00:50:21,812
เพื่อให้คนระลึกถึง

716
00:50:21,812 --> 00:50:25,812
เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว

717
00:50:26,321 --> 00:50:27,586
เตือนสติใช่ไหมคะ ให้ข้อคิดเนะ ว่า

718
00:50:27,586 --> 00:50:31,586
คนเรา

719
00:50:34,109 --> 00:50:37,877
คนอื่นนี่เขาจะรู้จักเลยจดจำเราได้หลังจากที่เราตายไปแล้ว ก็ด้วยสิ่งดีงามที่เรา

720
00:50:37,877 --> 00:50:41,877
ทำเอาไว้ หรือความชั่วที่เราได้สร้าง

721
00:50:56,298 --> 00:50:59,675
ตัวอย่างต่อมาค่ะ

722
00:50:59,675 --> 00:51:02,513
ยาเสพติดมีพิษร้าย

723
00:51:02,513 --> 00:51:06,513
ทำลายความเป็นคน

724
00:51:09,701 --> 00:51:13,701
ดูจากเนื้อหาแล้วนะคะ ตีความด้านเนื้อหา เขากล่าวถึงอะไร

725
00:51:16,267 --> 00:51:19,119
ผู้ใดติดยาเสพติดนั้น ไม่ใช่คนที่สมบูรณ์

726
00:51:19,119 --> 00:51:21,841
ต่อไปคำว่า "สมบูรณ์" ในที่นี้หมายถึงอะไร

727
00:51:21,841 --> 00:51:23,892
คนอ้วนไหมคะ คนสมบูรณ์เป็นคนอ้วนไหม

728
00:51:23,892 --> 00:51:27,892
ไม่ใช่

729
00:51:30,677 --> 00:51:32,607
คนที่สมบูรณ์ ก็คือคนที่มีสติมีปัญญาใช่ไหมคะ

730
00:51:32,607 --> 00:51:34,453
มีสติมีปัญญานะคะ

731
00:51:34,453 --> 00:51:38,008
นี่คือลักษณะของคน

732
00:51:38,008 --> 00:51:41,456
คนมีสติจะไปหลงผิดติดยาเสพติดไหม

733
00:51:41,456 --> 00:51:45,058
ไม่มี เพราะรู้อยู่แล้วว่าถ้าไปติด

734
00:51:45,058 --> 00:51:49,058
คือหนทางสู่ความหายนะแน่นอน

735
00:51:49,775 --> 00:51:51,324
ตีความด้านน้ำเสียงค่ะ

736
00:51:51,324 --> 00:51:53,984
น้ำเสียง

737
00:51:53,984 --> 00:51:57,984
ผู้เขียนเตือนสติค่ะ

738
00:51:58,322 --> 00:52:02,322
เตือนสติให้เห็นโทษอันร้ายแรงของยาเสพติด

739
00:52:05,175 --> 00:52:08,219
เสร็จแล้วหมดความยั้งคิด รู้ผิดชอบชั่วดีไหม ไม่รู้แล้วนะคะ

740
00:52:08,219 --> 00:52:11,847
ไม่รู้รับผิดชอบชั่วดีอะไรทั้งสิ้น

741
00:52:11,847 --> 00:52:14,890
ดังนั้น ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดไหม

742
00:52:14,890 --> 00:52:18,890
ไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวนะคะ

743
00:52:32,204 --> 00:52:36,204
ต่อไป

744
00:52:36,479 --> 00:52:39,748
ถ้าเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึก

745
00:52:39,748 --> 00:52:41,940
จะเหลือค่าอะไรให้สังคม

746
00:52:41,940 --> 00:52:45,785
ดูจากข้อความนี้สิคะ

747
00:52:45,785 --> 00:52:49,169
ถ้าเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึก

748
00:52:49,169 --> 00:52:52,824
จะเหลือค่าอะไรให้สังคม

749
00:52:52,824 --> 00:52:56,824
กล่าวถึงอะไรนี่

750
00:52:57,103 --> 00:53:01,103
กระดาษเปื้อนหมึก

751
00:53:02,237 --> 00:53:06,237
คำนี้ต้องตีความ กระดาษเปื้อนหมึกหมายถึงอะไร

752
00:53:11,794 --> 00:53:13,976
กระดาษเปื้อนหมึกนะคะ  ถ้าตีความแล้ว หมายถึงนักเขียนค่ะ

753
00:53:13,976 --> 00:53:15,045
เพราะนักเขียน

754
00:53:15,045 --> 00:53:18,762
เขียน

755
00:53:18,762 --> 00:53:20,002
หนังสือ แต่งหนังสือขายนะ

756
00:53:20,002 --> 00:53:24,002
สมัยก่อน

757
00:53:26,345 --> 00:53:27,985
เวลาพิมพ์เขาใช้อะไรคะ พิมพ์ลงในกระดาษใช่ไหมคะ แต่คำนี้นะคะ มันใช้มาจน

758
00:53:27,985 --> 00:53:30,356
ปัจจุบันนี้นะคะ

759
00:53:30,356 --> 00:53:33,287
กระดาษเปื้อนหมึกนะคะ

760
00:53:33,287 --> 00:53:35,994
อาชีพของนักเขียนนะคะ

761
00:53:35,994 --> 00:53:39,994
หรือหมายถึงงานเขียนนะคะ

762
00:53:43,737 --> 00:53:47,737
ตีความด้านเนื้อหาได้ว่า หากงานเขียนไม่มีคุณค่า

763
00:53:49,211 --> 00:53:53,211
คงเป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึกเท่านั้น

764
00:53:55,852 --> 00:53:58,157
นักเขียนที่เขียนสิ่งที่ไม่มีคุณค่า มันจะไม่เกิดประโยชน์

765
00:53:58,157 --> 00:53:59,362
และมันก็จะกลายเป็นเพียง

766
00:53:59,362 --> 00:54:00,522
กระดาษที่

767
00:54:00,522 --> 00:54:01,426
เปื้อนหมึก

768
00:54:01,426 --> 00:54:05,426
เท่านั้น

769
00:54:06,857 --> 00:54:10,857
ด้านน้ำเสียงล่ะคะ ด้านน้ำเสียง

770
00:54:11,813 --> 00:54:15,813
ผู้เขียนชี้ให้เห็นความสำคัญของงานเขียน

771
00:54:16,292 --> 00:54:20,292
ที่นำเสนอต่อสังคมสาธารณชน

772
00:54:23,862 --> 00:54:26,577
เนื้อหาของงานที่เขียนควรจะมีส่วนในการสร้างสรรค์และ

773
00:54:26,577 --> 00:54:30,577
จรรโลงสังคมนั่นเอง

774
00:54:46,086 --> 00:54:47,932
คราวนี้เรามาดูอีกสิ่งหนึ่ง ที่มีความเกี่ยวข้อง

775
00:54:47,932 --> 00:54:51,037
การตีความ

776
00:54:51,037 --> 00:54:55,037
เวลาเราอ่านงานเขียนต่าง ๆ

777
00:54:56,380 --> 00:55:00,380
เราจะพบว่ามีสิ่งหนึ่ง ที่มันจะสะดุดตา

778
00:55:01,940 --> 00:55:03,476
และเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจ มากกว่าข้อ

779
00:55:03,476 --> 00:55:06,892
ความทั่ว ๆ ไป

780
00:55:06,892 --> 00:55:09,985
นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า "สัญลักษณ์

781
00:55:09,985 --> 00:55:12,971
" สัญลักษณ์หรือ Symbol

782
00:55:12,971 --> 00:55:16,971
นะคะ สัญลักษณ์มันคืออะไร

783
00:55:18,667 --> 00:55:22,667
มันคือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ใช้แทนสิ่งที่ผู้เขียนต้องการกล่าวถึง

784
00:55:29,205 --> 00:55:31,235
ผู้เขียนเลือกที่จะใช้สิ่งเหล่านี้นะคะ สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์นี่ค่ะ

785
00:55:31,235 --> 00:55:33,795
ใช้

786
00:55:33,795 --> 00:55:37,795
ในลักษณะของนามธรรม

787
00:55:42,179 --> 00:55:42,852
ใช้ในลักษณะของนามธรรม แต่เวลาเขียนนะคะ ใช้สิ่งที่เป็นรูป

788
00:55:42,852 --> 00:55:44,513

789
00:55:44,513 --> 00:55:48,130
ธรรม แทนนามธรรม

790
00:55:48,130 --> 00:55:52,130
เอาง่าย ๆ นะคะ เหมือนกับ

791
00:55:54,082 --> 00:55:57,579
เราพูดถึงความดีใช่ไหมคะ ถ้าเราพูดถึงความดี เราใช้สีแทนความดี คือสีอะไรคะ

792
00:55:57,579 --> 00:56:01,579
สีขาว ความดีเป็นนามธรรมไหมคะ

793
00:56:03,614 --> 00:56:04,733
แต่สีขาวเป็นสิ่งที่เราจับต้องได้ใช่ไหมคะ สีขาวเป็นรูปประธรรม สีขาวใช้แทน

794
00:56:04,733 --> 00:56:05,968
ความดี

795
00:56:05,968 --> 00:56:09,968
ความบริสุทธิ์

796
00:56:11,698 --> 00:56:12,941
แต่ความบริสุทธิ์ความดีแล้วจับต้องได้ไหม อันไหนคือความดีชี้ได้ไหมคะ ว่าอันไหนคือความดี

797
00:56:12,941 --> 00:56:16,660
ไม่ได้

798
00:56:16,660 --> 00:56:20,203
เพราะฉะนั้นนี่ คือสิ่งที่เราเรียกว่า "สัญลักษณ์

799
00:56:20,203 --> 00:56:21,768
" มันมีหน้าตาหรือมันมีรูปแบบอย่างไรบ้าง

800
00:56:21,768 --> 00:56:25,768
เดี๋ยวครูจะอธิบาย

801
00:56:48,666 --> 00:56:51,332
สัญลักษณ์

802
00:56:51,332 --> 00:56:55,332
มีอยู่ 3 ลักษณะด้วยกัน

803
00:56:56,205 --> 00:56:58,431
นะคะ สัญลักษณ์มีอยู่ 3 ลักษณะ

804
00:56:58,431 --> 00:57:02,431
ลักษณะที่ 1

805
00:57:02,945 --> 00:57:06,945
เขาเรียกว่า "สัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบ

806
00:57:07,742 --> 00:57:11,742
กักตุน" หมายความว่า

807
00:57:13,418 --> 00:57:17,418
เป็นการใช้สัญลักษณ์ที่คนทั่วไปเข้าใจร่วม

808
00:57:18,783 --> 00:57:22,270
กัน เช่น เมื่อกี้นี้สีขาวแทนความบริสุทธิ์

809
00:57:22,270 --> 00:57:25,438
สีดำแทนความโศกเศร้า

810
00:57:25,438 --> 00:57:26,870
นางฟ้า

811
00:57:26,870 --> 00:57:29,639
แทนอะไรคะ

812
00:57:29,639 --> 00:57:33,639
แทนความใจดี

813
00:57:34,207 --> 00:57:36,041
นางฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของความสวยใช่ไหมคะ ความใจดี

814
00:57:36,041 --> 00:57:39,492
ความมีเมตตา

815
00:57:39,492 --> 00:57:43,492
ใจดีเหมือนนางฟ้าเลย สวยเหมือนนางฟ้า

816
00:57:44,212 --> 00:57:46,205
ลักษณะเช่นนี้ นางฟ้าจึงเป็นสัญลักษณ์ของ

817
00:57:46,205 --> 00:57:47,411
ความสวยความงาม

818
00:57:47,411 --> 00:57:51,411
ใจดี

819
00:57:53,147 --> 00:57:55,495
แบบนี้ใน... มันจะเข้ากับลักษณะข้อที่ 1 นั่นก็คือ

820
00:57:55,495 --> 00:57:56,555
สัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบ

821
00:57:56,555 --> 00:58:00,555
กักต

822
00:58:01,743 --> 00:58:04,864
ุน กับแบบที่ 2 สัญลักษณ์ที่มีความหมายหลายนัย

823
00:58:04,864 --> 00:58:08,708
และแบบที่ 3 ในช่องที่ 3

824
00:58:08,708 --> 00:58:12,435
สัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบนัยประห

825
00:58:12,435 --> 00:58:15,194
วัด ช่องที่ 2 กับช่องที่ 3 นี้

826
00:58:15,194 --> 00:58:19,194
มีลักษณะคล้ายกัน

827
00:58:22,937 --> 00:58:26,326
คล้ายกันในที่นี้ ก็คือเป็นสัญลักษณ์ ที่ผู้เขียนกำหนดความหมายเพิ่มเติมขึ้นมา

828
00:58:26,326 --> 00:58:29,070
แต่จะลึก

829
00:58:29,070 --> 00:58:32,445
ในระดับใดขึ้นอยู่กับ

830
00:58:32,445 --> 00:58:36,445
การให้ความหมายของผู้เขียน

831
00:58:37,976 --> 00:58:41,976
ครูมีตัวอย่างครูมีตัวอย่างให้ดูนะคะ

832
00:58:52,815 --> 00:58:56,815
ดูชุดข้อความ 3 ชุดนี้

833
00:58:57,665 --> 00:59:01,089
เราพูดถึงสิ่งเดียวกัน ก็คือดอกไม้

834
00:59:01,089 --> 00:59:05,089
เราพูดถึงเรื่องเดียวกัน คือ ดอกไม้

835
00:59:05,464 --> 00:59:08,690
มันมีคำที่เป็นคำสำคัญ ที่เป็นสัญลักษณ์อยู่คือดอกไม้

836
00:59:08,690 --> 00:59:10,878
ในช่องแรกในส่วนแรกนะคะ

837
00:59:10,878 --> 00:59:14,878
เซตแรกจะมีคำว่า

838
00:59:15,226 --> 00:59:17,374
กุหลาบเวียงพิงค์ เอื้องดอย ดอกคูณ ดอกหญ้า

839
00:59:17,374 --> 00:59:21,374
ดอกไม้ทั้งหมดเลยใช่ไหมคะ

840
00:59:22,329 --> 00:59:26,236
ปกติแล้ว ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

841
00:59:26,236 --> 00:59:30,236
ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของอะไร

842
00:59:31,910 --> 00:59:35,895
ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงนะคะ

843
00:59:35,895 --> 00:59:39,895
เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิง ดอกไม้งามนะคะ

844
00:59:42,185 --> 00:59:43,696
เช่นอะไรบ้าง กุหลาบเวียงพิงค์เคยได้ยินเพลงนี้ไหมคะ กุหลาบเวียงพิงค์ ก็คือ

845
00:59:43,696 --> 00:59:47,696
สาวงามแห่งเมือง

846
00:59:50,080 --> 00:59:53,313
เชียงใหม่ใช่ไหมคะ เห็นไหมเป็นดอกกุหลาบนะ ต่อไป

847
00:59:53,313 --> 00:59:55,086
เอื้องดอย สาวชาวเหนือ

848
00:59:55,086 --> 00:59:58,539
เช่นกัน แต่อยู่บน

849
00:59:58,539 --> 01:00:02,381
ดอย สาวชาวภูเขา ชาวดอย

850
01:00:02,381 --> 01:00:05,661
ดอกคูณดอกคูณคืออะไร

851
01:00:05,661 --> 01:00:09,661
ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของหญิงสาวในภาคไหนคะ

852
01:00:12,153 --> 01:00:14,038
สาวอีสานใช่ไหมคะ ภาคอีสาน คือ สัญลักษณ์ของดอกคูณใช่ไหมคะ

853
01:00:14,038 --> 01:00:17,820
ดอกคูณเสียงแคนก็คือจังหวัดอะไร

854
01:00:17,820 --> 01:00:21,820
ภาคอีสานของเราที่มีดอกคูณเยอะ ๆ

855
01:00:24,528 --> 01:00:28,269
ภาคอีสานหรือขอนแก่นนั่นเองใช่ไหมคะ แต่ดอกคูณนะคะ

856
01:00:28,269 --> 01:00:30,496
ใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่อยู่ทางภาคอีสานได้

857
01:00:30,496 --> 01:00:34,496
อีกอย่างหนึ่งคือดอกหญ้า

858
01:00:35,569 --> 01:00:39,569
ดอกหญ้า ดอกหญ้า

859
01:00:45,552 --> 01:00:48,719
เซตนี้คือหมายความถึงอะไรหมดเลย ผู้หญิงทั้งหมดเลย

860
01:00:48,719 --> 01:00:49,490
พออ่านแล้วเข้าใจได้เลยทันทีว่านี่คือกล่าวถึง

861
01:00:49,490 --> 01:00:53,490
ผู้หญิง

862
01:00:53,744 --> 01:00:57,363
อันนี้น่าจะเป็นความหมายในแบบไหนคะ 1 2 หรือ 3

863
01:00:57,363 --> 01:01:00,457
อันนี้คือแบบที่ 1

864
01:01:00,457 --> 01:01:03,804
เป็นความหมายแบบกักต

865
01:01:03,804 --> 01:01:07,044
ุน เป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจได้ตรงกัน

866
01:01:07,044 --> 01:01:09,274
อันที่ 2 ค่ะ ดูนะ

867
01:01:09,274 --> 01:01:13,274
มาจากเพลงค่ะ

868
01:01:13,628 --> 01:01:15,861
ดอกไม้ ดอกไม้จะบานบริสุทธิ์

869
01:01:15,861 --> 01:01:18,793
กล้าหาญ จะบานในใจ

870
01:01:18,793 --> 01:01:22,578
สีขาวหนุ่มสาวจะใฝ่

871
01:01:22,578 --> 01:01:25,880
แน่วแน่แก้ไข จุดไฟศรัทธา

872
01:01:25,880 --> 01:01:29,096
ข้อความในเซตที่ 2 นี้

873
01:01:29,096 --> 01:01:33,096
ดอกไม้ยังหมายถึงผู้หญิงอยู่ไหมคะ

874
01:01:38,836 --> 01:01:42,836
ความหมายเปลี่ยนไปหรือยัง มีความหมายเพิ่มเติมขึ้นมาแล้วใช่ไหมคะ

875
01:01:43,249 --> 01:01:47,249
เข้าข่ายข้อที่ 2 หรือยัง ความหมายหลายนัย

876
01:01:47,605 --> 01:01:50,065
แต่เราต้องมาทำความเข้าใจด้วยว่าดอกไม้ในข้อที่ 2 นี้

877
01:01:50,065 --> 01:01:52,077
คือ ดอกไม้แล้วหมายความว่าอย่างไร

878
01:01:52,077 --> 01:01:53,311
ถ้าไม่ได้หมายถึงผู้หญิง

879
01:01:53,311 --> 01:01:57,311
หมายถึงอะไร

880
01:01:59,018 --> 01:02:00,626
คราวนี้เราอาจจะต้องย้อนกลับไป ที่หลักการในการ

881
01:02:00,626 --> 01:02:04,252
อ่านตีความ

882
01:02:04,252 --> 01:02:08,252
เรามาดูที่มาของงานเขียนชิ้นนี้กันค่ะ

883
01:02:10,453 --> 01:02:12,655
ข้อความนี้มาจากบทประพันธ์ของ อาจารย์จิระนันท์ พิตรปรีชา

884
01:02:12,655 --> 01:02:16,655
จากวรรณกรรม

885
01:02:17,964 --> 01:02:21,964
ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ ชื่อว่าใบไม้ที่หายไป

886
01:02:23,055 --> 01:02:26,740
อาจารย์เขียนนะคะ ในช่วงที่ตนเองนั้น

887
01:02:26,740 --> 01:02:27,500
เป็นนักต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย

888
01:02:27,500 --> 01:02:30,803

889
01:02:30,803 --> 01:02:33,609
เป็นกลุ่มของนักศึกษานะคะ

890
01:02:33,609 --> 01:02:34,940
ที่อยู่ในห้วงปี 2519

891
01:02:34,940 --> 01:02:38,940
ในช่วงนั้น

892
01:02:39,679 --> 01:02:43,679
ที่มีการต่อสู้กันระหว่างทหารกับ

893
01:02:43,781 --> 01:02:46,553
นักศึกษา จำได้ไหมคะ ถ้าเราเรียนสังคมมา

894
01:02:46,553 --> 01:02:50,553
มีการเรียกร้องทางการเมือง

895
01:02:52,096 --> 01:02:55,784
ช่วงนั้นมีนักเขียนเกิดขึ้นมากมาย และเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง

896
01:02:55,784 --> 01:02:59,784
ถ้าเราดูภูมิหลังหรือชีวประวัติของคนเขียน

897
01:03:00,293 --> 01:03:03,096
คราวนี้เรารู้หรือยังว่าข้อความที่แปลว่าดอกไม้นี่นะคะ

898
01:03:03,096 --> 01:03:07,096
ที่ไม่ได้หมายถึงผู้หญิงมันน่าจะหมายถึงอะไร

899
01:03:07,614 --> 01:03:08,372
เพลงนี้เด็กนักศึกษาชอบเอาไปร้องในการออก

900
01:03:08,372 --> 01:03:10,878
ค่าย

901
01:03:10,878 --> 01:03:14,221
เพื่อไปพัฒนาท้องถิ่น

902
01:03:14,221 --> 01:03:17,622
เวลาไปร้องนะคะ เวลาเอาไป

903
01:03:17,622 --> 01:03:21,622
ใช้ประกอบในกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ

904
01:03:23,212 --> 01:03:24,470
คนที่เป็นนักศึกษา ก็จะได้รู้สึกว่าตัวเองนั้น มีอุดมการณ์ในการ

905
01:03:24,470 --> 01:03:27,576
ทำงาน

906
01:03:27,576 --> 01:03:31,047
อุดมการณ์ ในการช่วยพัฒนาประเทศชาติ

907
01:03:31,047 --> 01:03:33,302
ดอกไม้ในที่นี้หมายถึง

908
01:03:33,302 --> 01:03:37,302
ประชาธิปไตยค่ะ

909
01:03:39,536 --> 01:03:42,842
ดอกไม้จะบานในที่นี้ก็คือความเบ่งบานของประชาธิปไตย

910
01:03:42,842 --> 01:03:44,521
ดอกไม้ที่เรียกนี้คือ

911
01:03:44,521 --> 01:03:48,436
ประชาธิปไตย

912
01:03:48,436 --> 01:03:52,104
สีขาวหนุ่มสาวจะใฝ่ สีขาวคืออะไร

913
01:03:52,104 --> 01:03:55,281
สีขาวคืออุดมการณ์อันบริสุทธิ์

914
01:03:55,281 --> 01:03:58,931
สีขาวหนุ่มสาวจะใฝ่ ใฝ่อะไร

915
01:03:58,931 --> 01:04:02,931
ใฝ่ในอุดมการณ์และมีความแน่วแน่

916
01:04:03,792 --> 01:04:07,571
ที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ประเทศนี้ มันดีขึ้น

917
01:04:07,571 --> 01:04:09,826
นี่คือความหมาย ที่เราเรียกว่า

918
01:04:09,826 --> 01:04:13,826
ความหมายหลายนัย

919
01:04:14,117 --> 01:04:17,248
ดอกไม้ความหมายเปลี่ยนไปแล้วไม่ได้หมายถึง

920
01:04:17,248 --> 01:04:19,760
ความงาม ไม่ได้หมายถึงหญิงสาว

921
01:04:19,760 --> 01:04:23,760
แต่หมายถึงประชาธิปไตย

922
01:04:24,100 --> 01:04:25,948
สุดท้ายค่ะ

923
01:04:25,948 --> 01:04:29,948
ช่องนี้

924
01:04:30,116 --> 01:04:32,852
ความหมายนัยประวัติ แน่นอนล่ะสีเหลืองนัยประวัติ

925
01:04:32,852 --> 01:04:36,755
อยากให้ช่วยกันตีความ

926
01:04:36,755 --> 01:04:40,707
ดอกไม้ในข้อนี้

927
01:04:40,707 --> 01:04:43,575
มันมีบริบทของข้อความทั้งหมดว่า

928
01:04:43,575 --> 01:04:47,575
ดอกไม้ที่มีค่าที่สุด

929
01:04:48,585 --> 01:04:51,730
คือดอกไม้ที่มีผู้นำไปวางไว้บนหลุมฝังศพ

930
01:04:51,730 --> 01:04:55,730
ดอกไม้ที่นี้หมายถึงอะไร

931
01:04:57,768 --> 01:04:59,848
ตีความสิ ถ้าไม่ได้หมายถึงหญิงงาม ไม่ได้หมายถึงหญิงสาว

932
01:04:59,848 --> 01:05:03,435
ไม่ได้หมายถึงประชาธิปไตย

933
01:05:03,435 --> 01:05:07,435
นี่ดอกไม้ตัวนี้หมายถึงอะไร

934
01:05:10,036 --> 01:05:11,891
ยากนะ

935
01:05:11,891 --> 01:05:15,891
ยากไ

936
01:05:16,540 --> 01:05:18,419
หม มาเฉลยกันนะคะ จริง ๆ อยากชวนคิดนะ อยากชวนคิด

937
01:05:18,419 --> 01:05:19,517
ช่วยกันคิดนิดหนึ่งก็ได้

938
01:05:19,517 --> 01:05:21,114
ว่า

939
01:05:21,114 --> 01:05:23,929
ดอกไม้

940
01:05:23,929 --> 01:05:26,882
ทำไมมันจึงมีค่าที่สุด

941
01:05:26,882 --> 01:05:30,882
เมื่อนำไปวางไว้บนหลุมฝังศพ

942
01:05:34,296 --> 01:05:36,066
แสดงว่าสถานการณ์ปกติดอกไม้มันถูกลดคุณค่าลงใช่ไหม หรือว่าดอก

943
01:05:36,066 --> 01:05:40,066
มันไม่ได้มีค่าเท่านี้ใช่ไหมคะ

944
01:05:41,297 --> 01:05:45,297
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

945
01:05:46,643 --> 01:05:50,643
เวลาเราให้ดอกไม้ใคร

946
01:05:51,162 --> 01:05:54,052
ดอกไม้นั้น จะเป็นตัวแทนความรู้สึกของเราใช่ไหมคะ

947
01:05:54,052 --> 01:05:58,052
ให้ในวันที่เขาไม่สบาย

948
01:05:59,714 --> 01:06:00,830
แสดงว่าเราส่งความปรารถนาดี ความห่วงใยไปให้ใช่ไหมคะ เป็นตัวแทนบอกว่า

949
01:06:00,830 --> 01:06:04,830
หายเร็ว ๆ นะ

950
01:06:07,841 --> 01:06:11,841
วัดไหนที่เขารับปริญญาเราแสดงความยินดี เอาช่อดอกไม้ไปให้

951
01:06:12,573 --> 01:06:15,166
สื่อความว่าเราบอกเขาว่าเรายินดีด้วยนะ

952
01:06:15,166 --> 01:06:17,644
ใช่ไหมคะ

953
01:06:17,644 --> 01:06:21,644
แต่พอเอาไปให้คนตาย

954
01:06:21,858 --> 01:06:23,433
คนตายจะลุกขึ้นมาตอบเราหรือสื่อความกับเราได้ไหมคะ

955
01:06:23,433 --> 01:06:27,433
ไม่ได้

956
01:06:28,993 --> 01:06:31,834
ถูกไหม นั่นแสดงว่าดอกไม้นั้น เมื่อมันถูกวางให้กับผู้ตาย

957
01:06:31,834 --> 01:06:34,924
มันกลับกลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด

958
01:06:34,924 --> 01:06:38,924
เพราะอะไร มันมีเหตุอะไร

959
01:06:40,309 --> 01:06:43,243
เวลาเราให้ดอกไม้ ใครเราส่งความปรารถนาดีไปยังผู้อื่น

960
01:06:43,243 --> 01:06:46,416
เราต้องการให้ผู้รับแสดงตอบกลับมา

961
01:06:46,416 --> 01:06:50,416
ที่เราไหมคะ แสดงความรู้สึกตอบกลับเราไหม

962
01:06:52,216 --> 01:06:53,444
พอครูลองยกตัวอย่างนะ สมมติเราให้ดอกไม้ไปแล้วเขาไม่รับก็โยนทิ้ง

963
01:06:53,444 --> 01:06:57,444
จะรู้สึกอย่างไร

964
01:06:59,180 --> 01:07:00,247
เสียใจใช่ไหม นั่นแสดงว่าให้อะไรไปเราต้องการให้เขาตอบรับความรู้สึก

965
01:07:00,247 --> 01:07:04,247
เราใช่หรือไม่

966
01:07:04,325 --> 01:07:07,186
แต่พอให้คนตาย เขาไม่สามารถตอบรับได้แล้ว

967
01:07:07,186 --> 01:07:11,186
ให้ไปทำไมใช่ไหมคะ

968
01:07:13,692 --> 01:07:17,692
ถ้าให้คนตายแสดงว่าให้แล้วมีประโยชน์ แต่ยังจะให้อยู่ นั่นแสดงว่า

969
01:07:19,236 --> 01:07:23,236
ฉันให้ดอกไม้นั้น คือการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนค่ะ

970
01:07:24,057 --> 01:07:27,826
มันจึงเป็นดอกไม้ที่มีค่าที่สุด

971
01:07:27,826 --> 01:07:30,331
แต่ถ้าเธอให้ด้วยมีวัตถุประสงค์แอบแฝง

972
01:07:30,331 --> 01:07:32,590
มีความต้องการการตอบรับ

973
01:07:32,590 --> 01:07:36,590
ดอกไม้นั้นจะไม่มีค่า

974
01:07:38,510 --> 01:07:42,510
แต่พ่อมันไปให้คนที่ไม่สามารถที่จะให้อะไรเธอกลับมาได้

975
01:07:47,424 --> 01:07:49,666
เวลาที่เธอให้เขาไปแสดงว่าเธอบริสุทธิ์ใจใช่ไหมคะ เธอมีความปรารถนาดี เธอไม่ได้ต้องการอะไร หรือไม่ได้หวังอะไร

976
01:07:49,666 --> 01:07:53,666
อีกต่อไปแล้ว

977
01:07:56,010 --> 01:07:57,744
นี่คือนัย ที่เรียกว่าความหมายแบบนัยประหวัด

978
01:07:57,744 --> 01:08:01,744
ลึกซึ้งนะ

979
01:08:03,904 --> 01:08:07,774
ต้องอ่านมาก ๆ ต้องทำความเข้าใจมาก ๆ จึงจะตีความตรงนี้

980
01:08:07,774 --> 01:08:11,774
และทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง

981
01:08:12,440 --> 01:08:14,058
นึกภาพบอกหรือยังว่าดอกไม้ใน 3 บริบทนี้

982
01:08:14,058 --> 01:08:16,609
ไม่เหมือนกันเลย

983
01:08:16,609 --> 01:08:18,979
อันที่ 1 คือ หญิงสาว

984
01:08:18,979 --> 01:08:22,225
ความหมายหลายนัย คือ

985
01:08:22,225 --> 01:08:23,963
ที่เพิ่มขึ้นมาคือประชาธิปไตย

986
01:08:23,963 --> 01:08:26,826
ในขณะที่

987
01:08:26,826 --> 01:08:30,826
อันที่ 3 ความหมายแบบนัยประ

988
01:08:32,442 --> 01:08:34,735
หวัด คืออะไรคะ ผู้เขียนกำหนดความหมายขึ้นมาเองนะ เธอการให้โดยไม่หวัง

989
01:08:34,735 --> 01:08:38,735
สิ่งตอบแทน ลึกเข้าไปอีก

990
01:08:41,088 --> 01:08:42,074
ลึกซึ้งมาก ดังนั้น เรื่องการตีความ มันจึงเป็นเรื่องที่ค่อน

991
01:08:42,074 --> 01:08:45,752
ข้างจะ

992
01:08:45,752 --> 01:08:48,858
ต้องให้ความสำคัญและให้รายละเอียด

993
01:08:48,858 --> 01:08:52,858
รวมไปถึงอ่านอย่างละเอียดด้วย

994
01:08:54,195 --> 01:08:58,195
จึงจะสามารถถอดรหัสความออกมาได้อย่างถูกต้อง

995
01:09:13,294 --> 01:09:17,294
การอ่านตีความนะคะ ในส่วนของสัญลักษณ์

996
01:09:17,976 --> 01:09:21,976
มีการแบ่งหมวดหมู่ของสัญลักษณ์นะคะ

997
01:09:22,043 --> 01:09:25,435
เอาไว้หลายประเภทด้วยกัน

998
01:09:25,435 --> 01:09:29,435
เราสามารถใช้

999
01:09:29,974 --> 01:09:31,264
ตัวละครในวรรณคดี มาเป็นสัญลักษณ์ได้ค่ะ

1000
01:09:31,264 --> 01:09:35,264
เช่น

1001
01:09:38,975 --> 01:09:42,348
ขุนแผน เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ ความเจ้าชู้ วันทองเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1002
01:09:42,348 --> 01:09:46,348
ความหลายใจ

1003
01:09:46,471 --> 01:09:50,471
จรกาเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1004
01:09:52,325 --> 01:09:55,417
ความขี้ริ้วขี้เหร่ใช่ไหมคะ จรกา

1005
01:09:55,417 --> 01:09:59,209
ชูชกเป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1006
01:09:59,209 --> 01:10:03,209
ความโลภ ความตะกละ

1007
01:10:05,251 --> 01:10:08,703
แต่ปัจจุบันนี้มีคนเอารูปปั้นชูชกไปกราบไหว้

1008
01:10:08,703 --> 01:10:10,860
แล้วบอกว่านี่คือสัญลักษณ์ของ

1009
01:10:10,860 --> 01:10:14,860
ความอุดมสมบูรณ์

1010
01:10:19,201 --> 01:10:20,368
ถ้าดูจากเนื้อความ ของที่มาของคำ เราจะเห็นได้เลยว่ามันไม่

1011
01:10:20,368 --> 01:10:24,368
ถูกต้องใช่ไหมคะ

1012
01:10:24,897 --> 01:10:28,897
ชูชกจริง ๆ แล้ว เป็นสัญลักษณ์ของความโลภ และความ

1013
01:10:28,937 --> 01:10:32,937
ตะกละ กินจนตัวตายใช่ไหมคะ

1014
01:10:35,466 --> 01:10:39,466
แต่ก็มีคนไปตีความ ในความหมายใหม่เนาะแล้วก็พยายามสร้างให้มันเป็นความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา

1015
01:10:40,552 --> 01:10:44,552
ให้คนไปบูชากราบไหว้ เพราะฉะนั้น เราต้องรู้ที่มาก่อน

1016
01:10:46,264 --> 01:10:47,223
จึงจะสามารถตัดสินใจได้ว่าฉันจะกราบไหว้เหมือนกับชาวบ้านเขาไหมนะคะ

1017
01:10:47,223 --> 01:10:51,223
ใช้

1018
01:10:53,064 --> 01:10:53,899
สติปัญญาพิจารณาเอานะ ต่อไปนะคะ ทศกัณฐ์เป็นสัญลักษณ์

1019
01:10:53,899 --> 01:10:55,630
ของอะไร

1020
01:10:55,630 --> 01:10:59,332
ความ

1021
01:10:59,332 --> 01:11:01,870
ใจร้ายนะคะ

1022
01:11:01,870 --> 01:11:05,870
ความ เจ้าชู้ไหม ทศกัณฐ์ เจ้าชู้ไหม

1023
01:11:08,050 --> 01:11:12,050
น่าเสียดายใจทศกัณฑ์ ใครฟังเพลงลูกทุ่งเคยฟังไหมคะ

1024
01:11:12,522 --> 01:11:16,522
เพลงของหัวใจทศกัณฐ์ แสดงว่า

1025
01:11:18,088 --> 01:11:22,088
ใจร้ายใช่ไหมคะ อยากมีรักเหมือนพระรามใช่ไหมคะ

1026
01:11:24,878 --> 01:11:28,878
ที่พระรามออกตามหานางสีดา แต่สำหรับทศกัณฐ์เธอไม่ตามใครใช่ไหมคะ เธอมีเมียเยอะมาก

1027
01:11:29,111 --> 01:11:32,318
แต่เธอก็ใจร้ายนะคะ เป็นยักษ์ที่ใจร้าย

1028
01:11:32,318 --> 01:11:34,738
ทศกัณฐ์จึงเป็นสัญลักษณ์ของความ

1029
01:11:34,738 --> 01:11:37,607
ใจร้ายดุร้าย

1030
01:11:37,607 --> 01:11:40,817
ต่อไปนะคะ ประเภทที่ 2

1031
01:11:40,817 --> 01:11:42,411
เราใช้สัตว์ต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ได้

1032
01:11:42,411 --> 01:11:43,961
เช่นอะไรบ้าง

1033
01:11:43,961 --> 01:11:46,709
ช้าง

1034
01:11:46,709 --> 01:11:48,891
ช้างเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1035
01:11:48,891 --> 01:11:51,384
ความยิ่งใหญ่

1036
01:11:51,384 --> 01:11:54,503
เสือ เป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1037
01:11:54,503 --> 01:11:58,503
ความดุร้าย

1038
01:12:00,378 --> 01:12:04,378
ใช่ไหมคะ เสือ ความดุร้าย เสือนะคะ จริง ๆ ไม่ได้ชื่อเสือ

1039
01:12:06,368 --> 01:12:07,530
ถูกเขาขนานนามว่าเป็นไอ้เสือแสดงว่าคนนั้นมีก็ต้องมี

1040
01:12:07,530 --> 01:12:09,060

1041
01:12:09,060 --> 01:12:12,761
ความ

1042
01:12:12,761 --> 01:12:14,779
ใช่ไหมคะ มีความดุร้ายหรือว่ามีลักษณะของความ

1043
01:12:14,779 --> 01:12:18,779
เรียกว่าอะไรดี

1044
01:12:21,993 --> 01:12:23,083
จะมีลักษณะความเกเรอยู่ แต่ว่าเสือก็คือสัญลักษณ์ของความดุร้าย

1045
01:12:23,083 --> 01:12:27,083
นั่นเองนะคะ

1046
01:12:27,203 --> 01:12:31,203
ต่อไป กระต่ายค่ะ กระต่ายเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1047
01:12:32,665 --> 01:12:35,830
กระต่ายเป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1048
01:12:35,830 --> 01:12:38,263
ความรวดเร็วไหมคะ

1049
01:12:38,263 --> 01:12:42,263
คล่องแคล่วว่องไว

1050
01:12:43,646 --> 01:12:47,646
เต่าล่ะคะ ความเชื่องช้านะคะ

1051
01:12:48,387 --> 01:12:52,387
แมงดาล่ะคะ เป็นสัญลักษณ์ของผู้ชายที่

1052
01:12:54,933 --> 01:12:56,779
ไม่ทำมาหากินใช่ไหมคะ แล้วก็เอาเปรียบผู้หญิง ผู้ชายที่เอาเปรียบผู้หญิงนะคะ

1053
01:12:56,779 --> 01:12:59,415
ก็คือแมงดา

1054
01:12:59,415 --> 01:13:00,808
ต่อไปประเภทที่ 3 ค่ะ

1055
01:13:00,808 --> 01:13:04,808
ใช้อะไรคะ

1056
01:13:04,992 --> 01:13:07,224
ดอกไม้ชนิดต่าง ๆ หรือพันธุ์ไม้

1057
01:13:07,224 --> 01:13:11,224
มีอะไรบ้าง

1058
01:13:13,529 --> 01:13:17,529
ดอกรัก ดอกลั่นทม ดอกดาวเรืองนะคะ ดาวเรืองเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1059
01:13:21,310 --> 01:13:22,100
มีชื่อที่ไปพ้องกับคำว่า "รุ่งเรือง" ใช่ไหมคะ เขาก็เลยให้เป็นสัญลักษณ์

1060
01:13:22,100 --> 01:13:24,867
ของความ

1061
01:13:24,867 --> 01:13:28,867
รุ่งเรือง ดอกลั่นทมแล้วลูก

1062
01:13:31,619 --> 01:13:35,263
ความทุกข์ระทมใช่ไหมคะ เขาถึงได้เปลี่ยนชื่อใช่ไหม เปลี่ยนชื่อเป็นอะไร

1063
01:13:35,263 --> 01:13:39,263
ลีลาวดีนะคะ

1064
01:13:39,640 --> 01:13:43,640
อะไรอีกนะคะ ต้นโพธิ์ ต้นไทร เป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1065
01:13:45,814 --> 01:13:49,814
ความยั่งยืนใช่ไหมคะ ความมั่นคง

1066
01:13:52,238 --> 01:13:56,238
อายุยืนนาน เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรเป็นที่พึ่งนะคะ

1067
01:13:56,752 --> 01:14:00,752
ยืนนาน เป็นที่พึ่งนะคะ เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งนี้

1068
01:14:02,383 --> 01:14:06,383
อะไรอีก สีต่าง ๆ

1069
01:14:10,695 --> 01:14:12,841
สีชมพูเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ ช่วงนี้หัวใจ

1070
01:14:12,841 --> 01:14:15,129
เป็นสีชมพู นั่นก็คือมี

1071
01:14:15,129 --> 01:14:16,149
ความรักนะคะ

1072
01:14:16,149 --> 01:14:20,149
อะไรอีก

1073
01:14:20,309 --> 01:14:22,842
ธรรมชาติต่าง ๆ นะคะ

1074
01:14:22,842 --> 01:14:26,842
เมฆ เป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1075
01:14:29,920 --> 01:14:32,758
มีเมฆมาบัง  เมฆอาจจะเป็นสัญลักษณ์ของอุปสรรคต่าง ๆ ใช่ไหมคะ

1076
01:14:32,758 --> 01:14:36,758
น้ำค้างนะคะ น้ำค้าง

1077
01:14:37,014 --> 01:14:40,900
สัญลักษณ์แทนความสดชื่นใช่ไหมคะ เป็นความสดชื่นนะ

1078
01:14:40,900 --> 01:14:44,900
พายุคลื่นลมต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ของอุปสรรค

1079
01:14:49,419 --> 01:14:50,381
ใช่ไหม อะไรอีก อวัยวะต่าง ๆ นะคะ เครื่องประดับเครื่องใช้ข้าว

1080
01:14:50,381 --> 01:14:54,209
ของต่าง ๆ

1081
01:14:54,209 --> 01:14:54,954
สามารถที่จะนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์

1082
01:14:54,954 --> 01:14:58,954
ได้

1083
01:15:01,327 --> 01:15:03,696
นอกเหนือจาก

1084
01:15:03,696 --> 01:15:07,696
ตัว

1085
01:15:09,465 --> 01:15:13,465
เอกสาร ตัวข้อความ ที่เป็นทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

1086
01:15:15,547 --> 01:15:18,011
มันยังมีอีกเรื่องหนึ่งนะคะ ที่ผู้คนพากันให้ความสนใจ

1087
01:15:18,011 --> 01:15:21,367
นั่นก็คือเรื่องของลายเซ็น

1088
01:15:21,367 --> 01:15:25,367
มีคนตีความลายเซ็นเอาไว้

1089
01:15:26,966 --> 01:15:30,365
นักศึกษาลองดูสิว่าวิธีการเซ็นชื่อของตนเองมันไปสอดคล้องกับ

1090
01:15:30,365 --> 01:15:31,818
การตีความของนักจิตวิทยา

1091
01:15:31,818 --> 01:15:35,818
อย่างไรนะคะ

1092
01:15:37,903 --> 01:15:40,011
ดูลายเซ็นอันที่ 1 นะคะ โอ้โห หน้าจอดูไม่ออกเลย

1093
01:15:40,011 --> 01:15:43,138
แบบที่ 1 ค่ะ

1094
01:15:43,138 --> 01:15:46,436
ตัวอักษรที่เป็นชื่อ

1095
01:15:46,436 --> 01:15:49,312
ใหญ่กว่านามสกุล

1096
01:15:49,312 --> 01:15:51,150
ตัวอักษร

1097
01:15:51,150 --> 01:15:53,473
ที่เป็นชื่อ

1098
01:15:53,473 --> 01:15:57,473
ใหญ่กว่านามสกุล

1099
01:15:58,274 --> 01:16:01,021
คนที่เซ็นแบบนี้ เขาบอกว่า

1100
01:16:01,021 --> 01:16:04,854
จะเป็นคนที่

1101
01:16:04,854 --> 01:16:08,824
มีความเป็นผู้นำ

1102
01:16:08,824 --> 01:16:12,824
มีความเป็นผู้นำสูง

1103
01:16:26,594 --> 01:16:30,190
แบบนี้นะคะ ถ้าเซ็นแบบที่ว่านี้

1104
01:16:30,190 --> 01:16:32,495
เขาบอกว่ามีความเป็นผู้นำสูง

1105
01:16:32,495 --> 01:16:36,495
ชื่อใหญ่กว่านามสกุล

1106
01:16:37,471 --> 01:16:41,471
แต่ว่าเป็นคนที่โดดเดี่ยวและแยกตัวมาจากครอบครัว

1107
01:16:42,105 --> 01:16:46,105
ไม่ค่อยสัมพันธ์กับพ่อแม่

1108
01:16:48,116 --> 01:16:51,644
มีความมั่นใจในตนเองสูง และมีโอกาสที่จะ

1109
01:16:51,644 --> 01:16:55,370
ประสบความสำเร็จมากกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน

1110
01:16:55,370 --> 01:16:57,273
เนื่องจากว่ามีความมุมานะ

1111
01:16:57,273 --> 01:17:00,167
ตั้งมั่น เด็ดเดี่ยว

1112
01:17:00,167 --> 01:17:01,829
แต่อาจจะขาดเรื่องความรัก

1113
01:17:01,829 --> 01:17:05,829
จากครอบครัว

1114
01:17:06,318 --> 01:17:10,318
กับคนที่เป็นคนเซ็นในลักษณะ

1115
01:17:10,401 --> 01:17:14,401
ต่อแบบ แบบนี้นะคะ ลักษณะต่อมานั่น ก็คือ

1116
01:17:16,052 --> 01:17:19,965
ลายเซ็นชื่อนามสกุลใหญ่กว่าชื่อ

1117
01:17:19,965 --> 01:17:23,965
นามสกุลใหญ่กว่าชื่อ

1118
01:17:25,992 --> 01:17:29,587
เขาบอกว่าคนแบบนี้นะคะ ที่เซ็นแบบนี้

1119
01:17:29,587 --> 01:17:33,587
คนที่เซ็นในลักษณะเช่นนี้จะเป็นคนที่รักครอบครัว

1120
01:17:33,796 --> 01:17:36,243
พื้นฐานเป็นคนที่อยู่ติดบ้านรักครอบครัว

1121
01:17:36,243 --> 01:17:40,243
เชิดชูวงศ์ตระกูล

1122
01:17:41,297 --> 01:17:45,297
ให้เกียรติผู้คนในครอบครัว และชอบช่วยเหลือคนในบ้าน

1123
01:17:46,541 --> 01:17:50,541
มีความสุขอยู่เสมอ

1124
01:17:52,557 --> 01:17:53,442
แต่สำหรับคนประเภทนี้ ที่เซ็นแบบนี้เขาบอกว่ามีแนวโน้มนะคะ

1125
01:17:53,442 --> 01:17:57,442
ที่จะ

1126
01:17:57,491 --> 01:18:00,875
เรียกว่ารักและทุ่มเทให้กับ

1127
01:18:00,875 --> 01:18:03,769
คนรอบข้างมากจนเกินไป

1128
01:18:03,769 --> 01:18:06,448
จนบางครั้งทำให้ตัวเองเหน็ดเหนื่อย

1129
01:18:06,448 --> 01:18:10,321
และต้องรับผิดชอบ

1130
01:18:10,321 --> 01:18:11,570
เรื่องราวต่าง ๆ ของผู้คนรอบตัวในครอบครัว

1131
01:18:11,570 --> 01:18:12,474
มากจน

1132
01:18:12,474 --> 01:18:16,474
เกินไป

1133
01:18:18,557 --> 01:18:22,368
อิ่มใจแต่เหนื่อย มีความรักรอบตัวแต่เหนื่อยมาก

1134
01:18:22,368 --> 01:18:25,381
กับแบบแรก ก็คือโดดเดี่ยวแหละนะคะ

1135
01:18:25,381 --> 01:18:27,283
ความรักแต่ไปได้ไกลนะคะ

1136
01:18:27,283 --> 01:18:31,283
แบบที่ 3 ค่ะ

1137
01:18:32,967 --> 01:18:33,995
แบบนี้เขาเรียกว่าเส้นแบบต่อเนื่อง และเขียนสมัคร

1138
01:18:33,995 --> 01:18:37,995
เหมือนกัน

1139
01:18:38,761 --> 01:18:40,626
อาจจะมีลักษณะของการเว้นวรรคไว้นิดหนึ่งตรงระหว่าง

1140
01:18:40,626 --> 01:18:44,626
ชื่อกับนามสกุล

1141
01:18:46,758 --> 01:18:50,758
ตรงนี้เขาบอกว่าจะเป็นวิธีการเซ็นที่มีความสมดุลมาก

1142
01:18:51,210 --> 01:18:55,210
ที่สุด มันจะเป็นลักษณะของ love life Balance น่ะค่ะ

1143
01:18:56,433 --> 01:18:58,353
ทำให้ชีวิตนะคะ ทั้งเรื่องงาน เรื่องของชีวิต เรื่องความรักครอบครัวต่าง ๆ

1144
01:18:58,353 --> 01:19:02,353
มีความลงตัวนะ

1145
01:19:04,667 --> 01:19:06,461
คะ นี่คือวิธีการเซ็นที่นักจิตวิทยานะคะ เขาบอกว่าเวลาเซ็นนะคะ

1146
01:19:06,461 --> 01:19:10,461
นี่มันจะเป็นตัวเหมือน

1147
01:19:12,200 --> 01:19:16,200
การบ่งบอก เหมือนลายมือก็เช่นเดียวกันนะคะ ลายมือก็เป็นตัวบ่งบอก อารมณ์ ความรู้สึก

1148
01:19:16,851 --> 01:19:20,473
ของคนที่เป็นคนเขียนตัวอักษรนั้น ๆ

1149
01:19:20,473 --> 01:19:24,473
นักศึกษาเวลาตรวจงานคุณครูตรวจงานนักเรียนน่ะค่ะ

1150
01:19:26,242 --> 01:19:30,242
ถ้าคุณครูตรวจไม่เห็นเขียนผิดเยอะ ๆ จะสังเกตได้ว่าครูน่าจะเขียนตัวหนังสือใหญ่กว่า

1151
01:19:30,321 --> 01:19:32,147
ปกติ ที่สำคัญคือการลงน้ำหนักของเส้นปากกาค่ะ

1152
01:19:32,147 --> 01:19:34,865
มันจะมีความ

1153
01:19:34,865 --> 01:19:37,295
มากกว่าปกติ

1154
01:19:37,295 --> 01:19:41,295
แสดงว่าตอนนั้นคุณครู

1155
01:19:42,915 --> 01:19:44,338
เกิดความรู้สึกว่าฉันสอนไปแล้ว ทำไมเด็กทำไม่ได้อย่างที่

1156
01:19:44,338 --> 01:19:48,338
ครูตั้งใจเอาไว้

1157
01:19:50,788 --> 01:19:54,788
เวลาตรวจก็จะมีลักษณะเช่นนี้ นี่คือการวิเคราะห์นะคะ เป็นลักษณะการวิเคราะห์การเขียนนั่นเอง

1158
01:19:59,894 --> 01:20:02,325
นะคะ มันมีอีกหลายอย่างเลยค่ะ ที่เราต้องดีกว่านะ

1159
01:20:02,325 --> 01:20:05,858
โฆษณานะคะ ดูภาพนี้

1160
01:20:05,858 --> 01:20:09,858
ภาพไม่ชัดน้องแต่ครูจะอธิบายให้ฟัง

1161
01:20:11,014 --> 01:20:14,784
เป็นภาพของผู้นำประเทศมหาอำนาจที่มีความขัดแย้งกัน

1162
01:20:14,784 --> 01:20:18,784
เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้

1163
01:20:19,098 --> 01:20:23,098
อเมริกากับอิรักนะคะ

1164
01:20:24,875 --> 01:20:26,181
บารัก โอบาม่า นี่ค่ะ กับใครกับประธานาธิบดีของประเทศจีน

1165
01:20:26,181 --> 01:20:29,322
อเมริกากับจีน

1166
01:20:29,322 --> 01:20:33,153
ไม่ถูกกันนะ ใช่ไหม อะไรอีก

1167
01:20:33,153 --> 01:20:37,153
ประเทศที่มีความขัดแย้ง เขาเอารูปของผู้นำ

1168
01:20:38,157 --> 01:20:40,294
เอามาแต่งภาพแล้วให้ชื่อโฆษณา

1169
01:20:40,294 --> 01:20:44,294
นี้ว่า

1170
01:20:46,042 --> 01:20:48,205
เลิกเกลียดกันเถอะใช่ไหมคะ แล้วหันกลับมารักกัน

1171
01:20:48,205 --> 01:20:52,205
ถ้าตีความด้านเนื้อหา

1172
01:20:53,538 --> 01:20:57,538
ดูจากภาพตีความด้านเนื้อหาคืออะไร เนื้อหาคือ

1173
01:20:58,990 --> 01:21:02,990
การนำภาพของผู้นำประเทศที่มีความขัดแย้ง

1174
01:21:04,485 --> 01:21:08,407
ให้มามีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

1175
01:21:08,407 --> 01:21:11,338
ตีความด้านน้ำเสียง

1176
01:21:11,338 --> 01:21:13,843
ผู้เขียนต้องการอะไรคะ รู้สึกอย่างไร

1177
01:21:13,843 --> 01:21:15,298
ผู้เขียนรู้สึก

1178
01:21:15,298 --> 01:21:18,479
รู้สึกอย่างไรดี

1179
01:21:18,479 --> 01:21:19,536
หวังอะไร

1180
01:21:19,536 --> 01:21:23,536
ต้องการอะไร

1181
01:21:25,365 --> 01:21:26,613
ผู้เขียนต้องการให้เกิดสันติภาพใช่ไหมคะ

1182
01:21:26,613 --> 01:21:30,613
ภ

1183
01:21:32,098 --> 01:21:32,801
พนี้สิ่งที่เขาต้องการจะต้องการให้เกิดสันติภาพขึ้นในประเทศที่เป็นคู่

1184
01:21:32,801 --> 01:21:35,944
สงคราม

1185
01:21:35,944 --> 01:21:38,902
หรือเป็นคู่ที่มีความขัดแย้งกัน

1186
01:21:38,902 --> 01:21:40,480
เขาไม่ได้เอาภาพมาแต่งแค่ล้อเลียน

1187
01:21:40,480 --> 01:21:44,480
ไม่ได้ล้อเลียนนะ

1188
01:21:46,115 --> 01:21:50,085
แต่เป็นลักษณะของอะไร ของการแฝงความต้องการนะคะ

1189
01:21:50,085 --> 01:21:52,883
ที่ต้องการให้เห็น หรือต้องการให้เกิดสันติภาพขึ้น

1190
01:21:52,883 --> 01:21:56,883
ในประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งนี้

1191
01:22:04,883 --> 01:22:08,883
เมื่อกี้โฆษณา คราวนี้มาเพลงบ้าง

1192
01:22:10,261 --> 01:22:12,614
คุ้น ๆ ไหมคะ เนื้อความเพลงนี้

1193
01:22:12,614 --> 01:22:16,614
เพลงนี้นะคะ

1194
01:22:16,931 --> 01:22:20,931
มีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน

1195
01:22:20,979 --> 01:22:24,979
หน้าจอ

1196
01:22:29,074 --> 01:22:29,808
เป็นที่สัญญาณหรือว่าเป็นที่... เดี๋ยวขออนุญาตเบรกแป๊บหนึ่งนะคะ เพราะว่าตอนนี้หน้าจอ

1197
01:22:29,808 --> 01:22:33,808
จากนี้

1198
01:22:35,306 --> 01:22:39,306
มีปัญหานะคะ เดี๋ยวขอแก้ไขทางเทคนิคก่อนแป๊บหนึ่งค่ะ

1199
01:30:42,659 --> 01:30:45,439
มาหรือยังคะ นักศึกษามาหรือยั ง

1200
01:30:45,439 --> 01:30:49,439
กลับมาจากเข้าห้องน้ำหรือยัง

1201
01:30:50,634 --> 01:30:53,589
นิดเดียว นิดเดียว เดี๋ยวจะได้ทำงานต่อ แล้วไอ้นิดนึงขอขยายนิดนึง

1202
01:30:53,589 --> 01:30:56,299
ขยายความราคาขยายความ

1203
01:30:56,299 --> 01:31:00,299
ถ้ากลับไป นั่งที่กลับไป

1204
01:31:25,232 --> 01:31:26,439
นักศึกษาดูนะคะ เมื่อกี้นี้นอกเหนือจาก

1205
01:31:26,439 --> 01:31:27,463
โฆษณา

1206
01:31:27,463 --> 01:31:31,463
ภาพนิ่ง

1207
01:31:33,236 --> 01:31:37,236
ก็ยังมีเพลงที่เราอาจจะต้องตีความ

1208
01:31:38,681 --> 01:31:42,681
ทำไมหน้าจอเล็กจัง เดี๋ยวแป๊บหนึ่งนะคะ เดี๋ยวครูขยายหน้าจอก่อน

1209
01:33:27,823 --> 01:33:29,236
โอเค จอเล็กก็ช่าง ไม่เป็นไรนะคะ

1210
01:33:29,236 --> 01:33:31,488
เพลง เพลงหนึ่ง

1211
01:33:31,488 --> 01:33:33,522
เพลงอมตะด้วย

1212
01:33:33,522 --> 01:33:37,522
รู้จัก

1213
01:33:38,426 --> 01:33:42,426
วงคาราบาวไหมคะ รู้จักเพลงเดือนเพ็ญไหมคะ

1214
01:33:44,261 --> 01:33:48,261
เพลงเดือนเพ็ญ เนื้อร้องเข้าอย่างไรนะ

1215
01:33:50,922 --> 01:33:54,058
เดือนเพ็ญแสงเย็นเห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงาม

1216
01:33:54,058 --> 01:33:58,058
เย็นชื่นหนอยามเมื่อลม

1217
01:33:59,078 --> 01:34:02,843
พัดมาใช่ไหมคะ ถ้าเราดูจากเนื้อเพลงนะคะ

1218
01:34:02,843 --> 01:34:04,923
จากเนื้อเพลงที่เป็นเนื้อเพลงปัจจุบันนะคะ

1219
01:34:04,923 --> 01:34:08,491
ชื่อว่าเพลงเดือนเพ็ญ

1220
01:34:08,491 --> 01:34:11,286
ดูจากเนื้อความทั้งหมด

1221
01:34:11,286 --> 01:34:15,286
ถ้าตีความจากเนื้อหา

1222
01:34:16,646 --> 01:34:17,667
ตีความด้านเนื้อหา จะเป็นการกล่าวถึงความรู้สึก

1223
01:34:17,667 --> 01:34:21,667
คิดถึง

1224
01:34:22,126 --> 01:34:22,923
บ้านใช่ไหมคะ คำว่า "บ้าน" ในที่นี้คือภูมิลำเนา

1225
01:34:22,923 --> 01:34:26,923
เดิม

1226
01:34:27,310 --> 01:34:28,379
เช่นคนนี้อาจจะไปทำงานที่ต่างจังหวัด แล้วคิดถึง

1227
01:34:28,379 --> 01:34:32,379
บ้านเกิด

1228
01:34:34,787 --> 01:34:37,280
ใช่ไหมคะ แต่ทีนี้พอกลับมาดูในประเด็นของ

1229
01:34:37,280 --> 01:34:39,264
ที่มาของเพลงนี้ค่ะ

1230
01:34:39,264 --> 01:34:43,264
เราก็จะพบว่า

1231
01:34:44,498 --> 01:34:47,399
เพลงนี้นั้นนะคะ มันไม่ได้มีความหมายอยู่แค่

1232
01:34:47,399 --> 01:34:51,399
การคิดถึงภูมิลำเนา

1233
01:34:51,570 --> 01:34:53,744
เราไปดูว่าเพลงนี้มีที่มาอย่างไร

1234
01:34:53,744 --> 01:34:57,132
ผู้แต่งเพลงนี้

1235
01:34:57,132 --> 01:34:59,298
ไม่ใช่คุณแอ๊ดคาราบาวนะคะ

1236
01:34:59,298 --> 01:35:02,023
ผู้แต่งเพลงนี้ คือ

1237
01:35:02,023 --> 01:35:06,023
อัศนี พลจันทร์

1238
01:35:06,178 --> 01:35:07,778
หรือที่ใช้นามปากกาว่า "นายผี

1239
01:35:07,778 --> 01:35:11,778
" นายผีเป็นใคร

1240
01:35:12,389 --> 01:35:13,690
นายผีเป็นนักเขียน นักคิด เป็นกวีที่มี

1241
01:35:13,690 --> 01:35:17,690
ชื่อเสียง

1242
01:35:19,288 --> 01:35:20,524
ยุคเดียวกัน กับช่วงของอาจารย์จิระนันท์ พิตรปรีชา ที่มีการต่อสู้เรียกร้อง

1243
01:35:20,524 --> 01:35:22,465
ทางการเมืองนั่นแหละค่ะ

1244
01:35:22,465 --> 01:35:26,465
เป็นยุคเดียวกัน

1245
01:35:26,894 --> 01:35:28,488
ซึ่งตอนนั้นหลังจากที่ทหารได้ทำการ

1246
01:35:28,488 --> 01:35:32,224
กวาดล้างนะคะ

1247
01:35:32,224 --> 01:35:36,224
กลุ่มของนักศึกษา กลุ่มนี้ก็ได้

1248
01:35:36,804 --> 01:35:39,225
หนีออกไป แล้วไปอยู่ที่ตะเข็บชายแดน

1249
01:35:39,225 --> 01:35:43,225
ตะเข็บชายแดนนี้อยู่ที่ไหน

1250
01:35:43,449 --> 01:35:47,149
เขาว่ากันว่า ตามประวัติ คือ

1251
01:35:47,149 --> 01:35:49,538
คุณอัสนีนี่ ไปอยู่ที่ประเทศลาว

1252
01:35:49,538 --> 01:35:52,665
ข้ามฝั่งไปอยู่ที่ประเทศลาว

1253
01:35:52,665 --> 01:35:56,665
แล้วในประเทศลาวนั้น

1254
01:35:57,623 --> 01:36:01,623
บ้านใกล้เมืองพี่เมืองน้องเรานี่เองนะ แต่กลับมาไม่ได้

1255
01:36:02,997 --> 01:36:05,809
คุณอัสนีก็เลยแต่งเพลงนี้แทนความคิดถึง

1256
01:36:05,809 --> 01:36:09,358
คนที่อยู่ในประเทศ

1257
01:36:09,358 --> 01:36:13,277
แต่ในเนื้อเพลง

1258
01:36:13,277 --> 01:36:17,277
ไม่ได้หมายความแค่เพียงคนในครอบครัว

1259
01:36:19,408 --> 01:36:21,120
แต่มันมีความหมายกว้างกว่านั้น นักศึกษาดูต้นฉบับก่อนนะคะ ต้นฉบับ

1260
01:36:21,120 --> 01:36:23,180
เขาเขียนว่าอย่างไร

1261
01:36:23,180 --> 01:36:27,180
เขาเขียนว่า

1262
01:36:29,301 --> 01:36:32,726
ครูอยากให้ไปดูสังเกตตัวนี้ค่ะ สังเกตนี่ค่ะ ย่อหน้าหน้านี้ค่ะ

1263
01:36:32,726 --> 01:36:35,712
ลมเอยจงเป็นสื่อให้

1264
01:36:35,712 --> 01:36:39,392
น้ำรัก จากห้วงดวงใจ

1265
01:36:39,392 --> 01:36:40,068
ของข้านี้ไปบอกเขา นะ

1266
01:36:40,068 --> 01:36:44,068
นา

1267
01:36:47,522 --> 01:36:49,282
ให้คนไทยรู้ว่าไม่นานลูกที่จากมาจะไปซบ

1268
01:36:49,282 --> 01:36:50,416
ในอก

1269
01:36:50,416 --> 01:36:53,778
แม่เ

1270
01:36:53,778 --> 01:36:57,778
อย ถ้าดูจากประโยคนี้

1271
01:36:58,080 --> 01:37:02,080
ตรงนี้น่าจะเป็นสารสำคัญ

1272
01:37:02,138 --> 01:37:06,138
ผู้เขียนต้องการจะสื่อถึงผู้ฟัง

1273
01:37:08,471 --> 01:37:11,455
ผู้ฟังกลุ่มนี้คือใคร เขาบอกว่าฝากลมเป็นสื่อ

1274
01:37:11,455 --> 01:37:15,455
ให้

1275
01:37:16,219 --> 01:37:18,949
น้ำนะคะ น้ำรัก ตรงนี้น้ำรักนะคะ น้ำรักจากห้วงดวงใจ

1276
01:37:18,949 --> 01:37:20,660
ให้ไปบอกอะไรเขา

1277
01:37:20,660 --> 01:37:23,045
กับนา

1278
01:37:23,045 --> 01:37:27,045
ให้ไปบอกเขานะนา

1279
01:37:28,973 --> 01:37:31,028
การตีความของผู้ที่นำเอาเพลงนี้ไปแต่งเพลงใหม่

1280
01:37:31,028 --> 01:37:35,028
จึงตีความว่า

1281
01:37:38,997 --> 01:37:39,595
นำรักจากห้วงดวงใจของข้านี้ไป

1282
01:37:39,595 --> 01:37:40,926
บอก

1283
01:37:40,926 --> 01:37:42,022
เขา

1284
01:37:42,022 --> 01:37:42,877
น้ำ

1285
01:37:42,877 --> 01:37:45,870
นา

1286
01:37:45,870 --> 01:37:48,887
หมายถึงอะไรคะ ภูเขา

1287
01:37:48,887 --> 01:37:52,887
แม่น้ำ และท้องนา

1288
01:37:58,606 --> 01:37:59,261
ให้เมืองไทย คราวนี้นะคะ คนที่เอามาแต่งใหม่มาเรียบเรียงใหม่

1289
01:37:59,261 --> 01:38:01,833
นะคะ

1290
01:38:01,833 --> 01:38:05,833
ให้ขยายความ

1291
01:38:06,224 --> 01:38:10,224
จากเดิมให้คนไทยใช่ไหมคะ คราวนี้ให้เมืองไทยค่ะ

1292
01:38:11,080 --> 01:38:13,361
เพลงนี้มันจึงเกิดจากการตีความในมุมของ

1293
01:38:13,361 --> 01:38:14,616
ผู้ที่นำมาเรียบเรียง

1294
01:38:14,616 --> 01:38:18,616
ว่า

1295
01:38:19,180 --> 01:38:21,123
เพลงนี้นะคะ มันมีความหมาย

1296
01:38:21,123 --> 01:38:24,428
จากคนแดนไกล

1297
01:38:24,428 --> 01:38:28,428
ส่งความคิดถึงมายังเมืองไทย

1298
01:38:29,267 --> 01:38:33,267
นะคะ ไม่นานลูกที่จากมาจะไปซบหน้าแทบอก

1299
01:38:34,114 --> 01:38:35,958
อกของแม่ แม่ในที่นี้ เป็นแม่ผู้ให้กำเนิด

1300
01:38:35,958 --> 01:38:39,676
หรือหมายถึงอะไรคะ

1301
01:38:39,676 --> 01:38:41,800
แผ่นดินเกิดหรือประเทศไทย

1302
01:38:41,800 --> 01:38:45,800
นักศึกษาคิดว่าน่าจะเป็นอะไร

1303
01:38:48,071 --> 01:38:51,301
แผ่นดินไทยใช่ไหมคะ เพราะมันจะไปคล้องกับอะไรคะ

1304
01:38:51,301 --> 01:38:55,301
เมืองไทย ให้เมืองไทยรู้ว่า

1305
01:38:58,279 --> 01:39:02,279
ไม่นานนี่นะคะ จะกลับไปซบที่แผ่นดินเกิด ดังนั้น คำว่า "อกแม่" คือ แผ่นดินแม่

1306
01:39:03,077 --> 01:39:03,888
ไม่ได้หมายความถึงมารดาผู้ให้กำเนิด

1307
01:39:03,888 --> 01:39:05,422
นั่นเอง

1308
01:39:05,422 --> 01:39:09,422
ดังนั้น

1309
01:39:09,839 --> 01:39:13,839
ในเพลงที่เขานำมาเรียบเรียงใหม่ในปัจจุบัน

1310
01:39:15,237 --> 01:39:17,885
จึงมีการปรับคำใช้คำที่สื่อความ

1311
01:39:17,885 --> 01:39:19,031
จากการตีความ

1312
01:39:19,031 --> 01:39:23,031
ต้นฉบับ

1313
01:39:24,342 --> 01:39:28,342
เพราะคนเขียนลี้ภัยทางการเมืองนะ

1314
01:39:30,172 --> 01:39:33,000
พอมาถึงเพลงในยุคปัจจุบันนี้ จึงได้เขียนหรือปรับข้อความให้มี

1315
01:39:33,000 --> 01:39:37,000
ความชัดเจนมากยิ่งขึ้นนะคะ

1316
01:39:37,722 --> 01:39:40,277
เมื่อกี้จากคนไทยใช่ไหมคะ ต้นฉบับ คือ ให้คนไทยรู้ว่าใช่ไหมคะ

1317
01:39:40,277 --> 01:39:44,112
อันนี้ต่อถึงประเทศเลยนะคะ

1318
01:39:44,112 --> 01:39:46,505
ต้นฉบับว่าให้คนที่อยู่เมืองไทยจะได้รู้นะคะ

1319
01:39:46,505 --> 01:39:48,631
นี่คิดถึงนะคะ

1320
01:39:48,631 --> 01:39:51,401
แต่เพื่อความชัดเจน

1321
01:39:51,401 --> 01:39:55,401
เพลงนี้ก็เลยถูกนำมา

1322
01:39:55,421 --> 01:39:59,421
เขียนใหม่นะคะ ให้มีบริบทที่มันมีความชัดเจน

1323
01:40:00,049 --> 01:40:04,049
เราจะเห็นได้ว่าเวลาที่เราตีความมาค่ะ

1324
01:40:04,055 --> 01:40:07,206
บางอย่างเราอาจจะมองไม่เหมือนคนอื่นก็ได้

1325
01:40:07,206 --> 01:40:11,143
สิ่งที่ทำให้เรามองต่างมันมาจากอะไร

1326
01:40:11,143 --> 01:40:15,143
เขาบอกว่ามันมาจากประสบการณ์ค่ะ

1327
01:40:15,722 --> 01:40:18,027
คนที่รู้มาก เห็นมาก อ่านมาก

1328
01:40:18,027 --> 01:40:20,524
ย่อมมีประสบการณ์มาก

1329
01:40:20,524 --> 01:40:24,524
การตีความก็ยิ่งลึกซึ้งกว่า

1330
01:40:26,966 --> 01:40:28,209
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนที่อ่านน้อยกว่านั้น จะตีความได้แย่ หรือ

1331
01:40:28,209 --> 01:40:32,209
ความได้ไม่ถูก

1332
01:40:33,345 --> 01:40:37,345
เพียงแต่การให้เหตุผล หรือการให้น้ำหนักของ

1333
01:40:38,561 --> 01:40:40,577
สิ่งที่เราตีความนั้นนี่ มันจะต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง

1334
01:40:40,577 --> 01:40:44,577
ดังนั้นนะคะ

1335
01:40:46,475 --> 01:40:50,475
การที่ให้ความเห็นที่แตกต่างจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

1336
01:40:51,490 --> 01:40:53,565
ดังบทประพันธ์ที่อยู่ในหน้าจอที่ว่านี้ เขาบอกว่า

1337
01:40:53,565 --> 01:40:56,647
สองคนยลตามช่อง

1338
01:40:56,647 --> 01:40:59,176
คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม

1339
01:40:59,176 --> 01:41:02,017
อีกคนตาแหลมคม

1340
01:41:02,017 --> 01:41:06,017
มองเห็นดาวอยู่พราวพราย

1341
01:41:08,301 --> 01:41:10,750
ถ้านิยามของการตีความ มันจะไปคล้องกับบทประพันธ์ใด

1342
01:41:10,750 --> 01:41:14,750
ครูก็ขอให้นักศึกษานึกถึงบทประพันธ์นี้ค่ะ

1343
01:41:16,068 --> 01:41:18,715
ว่าเราจะเห็นได้ลึกซึ้ง จะเห็นดวงดาวหรือจะเห็นโคลนตม

1344
01:41:18,715 --> 01:41:22,715
มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์

1345
01:41:24,577 --> 01:41:26,448
การสร้างสมประสบการณ์ด้วยการอ่านจึงเป็นการลับคมสติปัญญา

1346
01:41:26,448 --> 01:41:30,448
และจะทำให้เรา

1347
01:41:31,306 --> 01:41:32,894
มีความลึกซึ้งและมีความกระจ่างแจ้ง

1348
01:41:32,894 --> 01:41:34,110
ในการคิด

1349
01:41:34,110 --> 01:41:36,218
วิเคราะห์

1350
01:41:36,218 --> 01:41:40,218
หาเหตุหาผล

1351
01:41:41,700 --> 01:41:45,700
ผ่านกระบวนการที่เราเรียกว่า "อ่านตีความ" นั่นเอง

1352
01:41:50,205 --> 01:41:52,242
นักศึกษาดูอันนี้นะคะ

1353
01:41:52,242 --> 01:41:56,242
ดูจากข้อความ

1354
01:41:56,594 --> 01:41:58,389
อ่านธรรมดาก่อนก็ได้นะคะ

1355
01:41:58,389 --> 01:42:02,263
ดูหมิ่นศิลปะ

1356
01:42:02,263 --> 01:42:06,263
อนารยะไร้สกุลสถุลสัตว์

1357
01:42:08,300 --> 01:42:11,912
เราลิงค่างเสือสางกลางป่าชัฏใจมืดจัดกว่าน้ำหมึก

1358
01:42:11,912 --> 01:42:14,673
เพียงกินนอนสืบพันธุ์นั้นฤา

1359
01:42:14,673 --> 01:42:17,055
ชื่อว่าสิ่งประเสริฐเลิศล้ำ

1360
01:42:17,055 --> 01:42:17,812
หยาบยโสกักขฬะ

1361
01:42:17,812 --> 01:42:20,969
อ

1362
01:42:20,969 --> 01:42:23,941
ธรรม เหยียบย่ำทุกหย่อมหญ้าสาธารณ์

1363
01:42:23,941 --> 01:42:27,163
ภพหน้าอย่ามีรูปมนุษย์

1364
01:42:27,163 --> 01:42:30,631
จงเกิดในร่างดิรัจฉาน

1365
01:42:30,631 --> 01:42:34,349
หน้าติดดินกินขี้เลื้อยคลาน

1366
01:42:34,349 --> 01:42:38,349
ทรมานทุกข์ร้อนร้ายนิรันดร์

1367
01:42:40,240 --> 01:42:44,240
จากงานเขียนของอาจารย์อังคารกัลยาณพงศ์อาจารย์เสียไปแล้วนะคะ แต่ว่าจะเป็นสี

1368
01:42:45,638 --> 01:42:46,627
ชาตินะคะ อาจารย์เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูง

1369
01:42:46,627 --> 01:42:50,627
มากนะคะ

1370
01:42:52,011 --> 01:42:52,783
ภาษาไทยบทประพันธ์นี้ถ้าตีความด้านเนื้อหาเขากล่าวถึง

1371
01:42:52,783 --> 01:42:55,281
อะไรคะ

1372
01:42:55,281 --> 01:42:59,281
เขากล่าวถึงอะไร

1373
01:43:00,117 --> 01:43:04,117
อาจารย์อังคารกล่าวถึงใคร

1374
01:43:04,265 --> 01:43:07,865
เป็นการกล่าว

1375
01:43:07,865 --> 01:43:11,676
ตำหนิติเตียนด่าทอไหมคะ

1376
01:43:11,676 --> 01:43:15,676
ใครคะ ด่าใครคะ ตำหนิใคร ว่าใคร

1377
01:43:16,487 --> 01:43:20,487
ว่าคนที่ดูถูกงานศิลปะ

1378
01:43:22,793 --> 01:43:26,793
ดูจากข้อความความหมายที่สื่อออกมา

1379
01:43:28,516 --> 01:43:31,560
สาปแช่งขนาดไหน สาปแช่งขนาดที่ว่าพบหน้าอย่ามีรูปมนุษย์

1380
01:43:31,560 --> 01:43:34,242
จงผุดเกิดในร่างดิรัจฉาน

1381
01:43:34,242 --> 01:43:38,242
สาปให้เป็นคนอีกไหมคะ

1382
01:43:38,974 --> 01:43:42,974
สาปว่าอย่าได้เกิดเป็นคนอีกเลย

1383
01:43:44,167 --> 01:43:48,167
เพราะถ้าเกิดมาแล้วก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเพียงคน

1384
01:43:49,265 --> 01:43:51,526
แต่จิตใจเป็นอย่างไร อยาบช้า หนาบเพราะอะไร หนาบเพราะ

1385
01:43:51,526 --> 01:43:55,526
ดูถูกดูหมิ่นศิลปะ

1386
01:43:56,094 --> 01:43:57,165
นั่นแสดงว่าอาจารย์เชิดชูงาน

1387
01:43:57,165 --> 01:44:01,165
ศิลปะ

1388
01:44:01,747 --> 01:44:03,564
และถ้าใครที่คิดจะมาย่ำยี

1389
01:44:03,564 --> 01:44:06,201
ดูถูกดูหมิ่น

1390
01:44:06,201 --> 01:44:07,880
อาจารย์พร้อมที่จะ

1391
01:44:07,880 --> 01:44:09,133
สาปแช่ง

1392
01:44:09,133 --> 01:44:10,357
พร้อมที่จะ

1393
01:44:10,357 --> 01:44:12,902
ต่อต้าน

1394
01:44:12,902 --> 01:44:16,902
พร้อมที่จะต่อว่า

1395
01:44:17,953 --> 01:44:18,505
ทันทีใช่ไหมคะ ครูอยากให้ดูตรงนี้ค่ะ อารมณ์ความรู้สึก

1396
01:44:18,505 --> 01:44:20,689
เป็นอย่างไร

1397
01:44:20,689 --> 01:44:24,689
อารมณ์ความรู้สึก

1398
01:44:26,993 --> 01:44:28,507
โกรธแค้นไหมคะ เป็นอารมณ์โกรธแค้นใช่ไหมคะ

1399
01:44:28,507 --> 01:44:32,170
โกรธแค้นที่

1400
01:44:32,170 --> 01:44:35,814
มีผู้ดูถูกดูหมิ่นศิลปะ

1401
01:44:35,814 --> 01:44:39,814
คราวนี้ครูอยากให้กลับไปดูอีกอย่างหนึ่ง

1402
01:44:42,543 --> 01:44:43,767
ลองพิจารณาดูสิว่าผู้เขียนนี่ค่ะ เขาน่าจะเขียนบทประพันธ์นี้ในช่วง

1403
01:44:43,767 --> 01:44:46,069
วัยใดของเขา

1404
01:44:46,069 --> 01:44:47,661
ดูจากการใช้ภาษาแล้ว

1405
01:44:47,661 --> 01:44:48,744
คิดว่าเป็น

1406
01:44:48,744 --> 01:44:49,597
รุ่นไหน

1407
01:44:49,597 --> 01:44:53,094
วัยรุ่น

1408
01:44:53,094 --> 01:44:55,176
วัยผู้ใหญ่ หรือว่าวัยผู้สูงอายุ

1409
01:44:55,176 --> 01:44:57,339
นักศึกษาคิดว่าใน 3 วันี้ย

1410
01:44:57,339 --> 01:44:59,115
อาจารย์เขียนในช่วงไหน

1411
01:44:59,115 --> 01:45:03,115
รู้จักการใช้ภาษา

1412
01:45:06,083 --> 01:45:07,886
วัยไหน

1413
01:45:07,886 --> 01:45:08,658
เด็ก

1414
01:45:08,658 --> 01:45:09,609
วัยรุ่น

1415
01:45:09,609 --> 01:45:11,667
ผู้ใหญ่

1416
01:45:11,667 --> 01:45:15,667
ไปสูงอายุ

1417
01:45:18,014 --> 01:45:19,282
ผู้ใหญ่ใช่ไหมคะ คิดว่าเป็นวัยผู้ใหญ่ใช่ไหม คราวนี้มาดูสิ

1418
01:45:19,282 --> 01:45:22,396
นักศึกษาคะ

1419
01:45:22,396 --> 01:45:26,396
ปกติแล้วธรรมชาติของความเป็นผู้ใหญ่

1420
01:45:26,426 --> 01:45:28,266
เมื่อมีเหตุมากระทบ สิ่งแรกที่ผู้ใหญ่

1421
01:45:28,266 --> 01:45:29,473
จะต้องทำนั่นก็คือ

1422
01:45:29,473 --> 01:45:33,473
การนิ่งค่ะ

1423
01:45:34,816 --> 01:45:38,816
วุฒิภาวะของผู้ใหญ่จะมีสูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

1424
01:45:39,531 --> 01:45:42,178
ดังนั้น ภาษาแบบนี้

1425
01:45:42,178 --> 01:45:46,178
ดูจากประวัติ

1426
01:45:47,240 --> 01:45:50,650
เราจะเห็นว่าบทประพันธ์นี้ เขียนตอนอาจารย์อายุ 18 ค่ะ

1427
01:45:50,650 --> 01:45:53,933
เข้าเรียนปี 1 ในมหาวิทยาลัย

1428
01:45:53,933 --> 01:45:57,933
แล้วสาขาที่ตนเองเลือกเรียนนั้น

1429
01:45:59,414 --> 01:46:01,476
เป็นสาขาที่มีผู้กล่าวว่าเรียนไปทำไม

1430
01:46:01,476 --> 01:46:05,476
เป็นศิลปินไส้แห้ง

1431
01:46:05,507 --> 01:46:09,507
เรียนไปทำไมศิลปะมันไม่มีประโยชน์

1432
01:46:11,410 --> 01:46:15,410
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 30-40 ปีที่แล้ว ค่านิยมของสังคมไทยเป็นแบบนั้นจริง

1433
01:46:18,332 --> 01:46:19,214
ๆ ค่ะ มองว่างานศิลปะเป็นงานที่ไม่สร้างรายได้ เป็นงานที่ไม่ได้ก่อให้เกิดความร่ำรวย

1434
01:46:19,214 --> 01:46:20,781
ร่ำรวยใด ๆ

1435
01:46:20,781 --> 01:46:23,441
ใช่ไหม

1436
01:46:23,441 --> 01:46:27,441
ช่วงนั้น

1437
01:46:28,322 --> 01:46:32,322
อารมณ์และความรู้สึกของคนที่รักในงานศิลปะ

1438
01:46:33,649 --> 01:46:35,722
มันพรุ่งพล่าน ภาษาที่ใช้มันจะมีความเดือดดาล

1439
01:46:35,722 --> 01:46:38,522
เข้มข้น

1440
01:46:38,522 --> 01:46:41,116
อยากมากนะ

1441
01:46:41,116 --> 01:46:45,116
ไม่มีคำหยาบเลยสักคำ

1442
01:46:46,261 --> 01:46:48,569
อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร รู้ได้เลยว่าถ้าเป็นภาษาพูด

1443
01:46:48,569 --> 01:46:52,569
ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปเขาว่ากันนี่

1444
01:46:52,655 --> 01:46:55,830
คงมีสัตว์ออกมาเพ่นพ่านเต็มไปหมดเลยใช่ไหมคะ

1445
01:46:55,830 --> 01:46:59,830
แต่ในนี้ไม่มีคำหยาบเลย

1446
01:47:01,787 --> 01:47:05,787
มันไพเราะไปด้วยการเลือกสรรคำมาลง

1447
01:47:06,149 --> 01:47:08,285
แล้วทำให้เห็นว่าผู้เขียนมีความรู้สึก

1448
01:47:08,285 --> 01:47:11,342
เดือดดาลขนาดไหน

1449
01:47:11,342 --> 01:47:14,640
นี่คือการตีความ

1450
01:47:14,640 --> 01:47:18,640
โอเคไหม  ต่อไปนะคะ

1451
01:47:21,335 --> 01:47:25,335
คำถามมีไหมคะ   หลังจากที่เราได้เรียนมาทั้งหมดแล้ว

1452
01:47:27,469 --> 01:47:29,211
เราก็จะเห็นว่าเวลาที่เราอ่านงานอะไรก็ตาม แต่ไม่ว่าจะเป็นทางออนไลน์

1453
01:47:29,211 --> 01:47:33,211
จะเป็นอ่านหนังสือ

1454
01:47:34,609 --> 01:47:38,609
ไม่ว่าจะเป็นการอ่านงานเขียนประเภทร้อยแก้วทุกประเภท ร้อยกรองทุกแบบ

1455
01:47:39,422 --> 01:47:42,172
เวลาอ่านถ้าเราเจอในเรื่องของสัญลักษณ์นะ

1456
01:47:42,172 --> 01:47:43,563
เจอในเรื่องของการมีการ

1457
01:47:43,563 --> 01:47:47,483
ตีความว่า

1458
01:47:47,483 --> 01:47:51,483
สิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อหรือเจตนาในการส่งสาร

1459
01:47:53,793 --> 01:47:54,406
รวมไปถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียน ที่มีอยู่ในงานเขียนนั้น ๆ นี่นะคะ เราจะเห็นได้

1460
01:47:54,406 --> 01:47:58,406
ที่เลย

1461
01:47:58,699 --> 01:48:02,142
แม้แต่ในงานเขียน ที่เป็นลักษณะของงานที่เป็นบทความ

1462
01:48:02,142 --> 01:48:06,142
บทความนี่ หน้าวิเคราะห์มากนะคะ

1463
01:48:07,523 --> 01:48:11,523
แต่สำหรับพวกเรานะคะ ด้วยเวลานะ จะทำให้เราอาจจะต้องลด

1464
01:48:12,745 --> 01:48:16,298
เรื่องของการอ่านบทความตรงนี้ลงไป แต่สิ่งที่ครูจะให้พวกเราทำ

1465
01:48:16,298 --> 01:48:19,934
นั่นก็คือในหน้า 11

1466
01:48:19,934 --> 01:48:20,715
8 เป็นหัวข้อ

1467
01:48:20,715 --> 01:48:22,880
บ

1468
01:48:22,880 --> 01:48:23,943
ทประพันธ์ที่ชื่อว่า

1469
01:48:23,943 --> 01:48:27,943
"ซ่อน"

1470
01:48:30,987 --> 01:48:33,681
ซ่อนอะไร อาจารย์ศักดิ์ สิริ มีสมสืบ เขียนเอาไว้ในหนังสือที่

1471
01:48:33,681 --> 01:48:37,681
ชื่อว่า "มือนั้นสีขาว

1472
01:48:38,852 --> 01:48:42,121
" อยากให้พวกเราลองอ่าน แล้วตอบคำถาม 2 ข้อ

1473
01:48:42,121 --> 01:48:45,503
ตีความด้านน้ำเสียง

1474
01:48:45,503 --> 01:48:49,503
2.  ตีความด้านเนื้อหา

1475
01:48:50,921 --> 01:48:54,921
นักศึกษาไม่ต้องเขียนลงกระดาษหนังสือ พิมพ์ในมือถือก็ได้ค่ะ

1476
01:48:54,957 --> 01:48:58,957
ตอบโจทย์ข้อที่ 1 กับโจทย์ข้อที่ 2

1477
01:49:01,269 --> 01:49:04,208
จากนั้นแคปหน้าจอนะคะ หรือแคปข้อความที่เราพิมพ์นี่

1478
01:49:04,208 --> 01:49:07,449
ใส่ใน LINE กลุ่มให้ครูหน่อย

1479
01:49:07,449 --> 01:49:10,924
ครูจะเอากลับไปอ่านแล้วลงคะแนนให้

1480
01:49:10,924 --> 01:49:14,924
ว่าเธอตีความเรื่อง ซ่อน นี้ว่าอย่างไร

1481
01:49:23,261 --> 01:49:27,261
ส่งวันไหน ส่งวันนี้นะคะ ห้องอื่นเขาก็ส่งในชั่วโมง  ห้องเรานะคะ

1482
01:49:29,375 --> 01:49:32,522
อนุญาตให้ส่งได้ถึง 18:00 น. นะคะ ส่งมานะคะ  อัปรูปเข้าไปใน LINE กลุ่มนะคะ

1483
01:49:32,522 --> 01:49:36,522
แล้วเดี๋ยวครูจะรอตรวจแล้วลงคะแนนให้

1484
01:49:36,708 --> 01:49:40,222
มีใครสงสัย

1485
01:49:40,222 --> 01:49:44,136
กับเนื้อหา

1486
01:49:44,136 --> 01:49:47,813
สงสัยหรือมีคำถามเกี่ยวกับเรื่อง

1487
01:49:47,813 --> 01:49:50,747
เนื้อหาทั้งหมดในวันนี้ รวมถึงงานการบ้านหรือเปล่า

1488
01:49:50,747 --> 01:49:53,990
ถามได้เลยค่ะ มีปัญหาอะไรนะ มีไหม

1489
01:49:53,990 --> 01:49:56,226
มีไหมจ๊ะ

1490
01:49:56,226 --> 01:50:00,226

1491
01:50:02,921 --> 01:50:04,465
โอเค ถ้าไม่มีนะคะ อย่างนั้นชั่วโมงนี้ เอาไว้

1492
01:50:04,465 --> 01:50:06,120
แค่นี้นะคะ แล้วส

1493
01:50:06,120 --> 01:50:10,120
ัปดาห์หน้าเราจะมา

1494
01:50:12,134 --> 01:50:15,538
บรรณนิทัศน์หนังสือกันนะคะ เราจะมาทำการแนะนำหนังสือ

1495
01:50:15,538 --> 01:50:19,538
แต่ก่อนจะแนะนำ มันต้องมีการวิเคราะห์ก่อนนะคะ

1496
01:50:20,923 --> 01:50:24,923
ตีความมา 4 ความแล้วก็มาวิเคราะห์กันเพื่อที่จะทำในรูปแบบของการบรรนิทัศน์

1497
01:50:27,071 --> 01:50:31,071
โอเค อย่างนั้นชั่วโมงนี้แค่นี้ก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ

1498
01:50:32,274 --> 01:50:36,274
ขอบคุณล่ามด้วยนะคะ

1499
01:51:24,600 --> 01:51:27,252
กัญญาณัฐค่ะ

1500
01:51:27,252 --> 01:51:30,126
กัญญารัตน์

1501
01:51:30,126 --> 01:51:31,930
จิราภา

1502
01:51:31,930 --> 01:51:33,544
จุฑามาศ

1503
01:51:33,544 --> 01:51:37,544
ชนิกานต์

1504
01:51:37,659 --> 01:51:40,018
ชลิตา

1505
01:51:40,018 --> 01:51:44,018


