เป็นยังไงกันบ้างคะแนนสอบ ถ้าใครอ่านหนังสือตอบได้ใช่ไหมคะ สไลด์มีไหมคะ ออกนอกเหนือจากในสไลด์ก็เฉพาะส่วนที่เป็นข้อสอบในเชิง เพราะใช่ไหมคะ แล้วก็เอาตัวอย่างการจับ ความ การอ่านวิเคราะห์เอามาจากข้างนอก แล้วใช้หลักการในการตอบตามหลักเกณฑ์ในเอกสารใช่ไหมคะ m40 ได้เท่าไหร่กันบ้างใครได้ 40 เต็มคะ ตอบให้ครูชื่นใจหน่อย 39 38 ต้องให้ครูต่อแบบรวบรวมนั้นก็คือใครได้เกินครึ่ง มา ครึ่งเต็ม 20 จริงๆแล้วเวลา มันแค่ชั่วโมงเดียวแต่ว่าครูให้ชั่วโมงครึ่ง เพื่อน วันนั้นเขาให้ชั่วโมงครึ่งนะจ๊ะ สังเกตดูนะกูให้ชั่วโมงครึ่งเพราะว่าครูให้ ส่งภายในก็ดูหัวนะนะคะถึง 02:30 น บ่ายสองครึ่งนะคะ 40 ข้อแต่ให้ตั้งชั่วโมงครึ่งก็โจทย์ค่อนข้างยาวและที่สำคัญก็คือเผื่อเวลาให้ เดือนนะคะที่อาจจะต้องมีคนอ่านให้ใช่ไหมคะวันนี้เพื่อนอ่านให้ไหมคะมี ข้อสอบให้ไหม มีเนาะโอเคทำทันไหมคะ กันอยู่เนาะ OK ที่ผ่านมาก็ให้ผ่านไปคราวนี้มาเริ่มต้นใหม่นะคะในครึ่งหลัง เรื่องหลังนี้ก็เช่นเดียวกัน เนื้อหาก็จะอยู่ในเอกสารอยู่ในสไลด์นะคะที่ครูจะได้นำเสนอต่อไปนี้ กดถัดมาที่เราจะเรียนต่อจากบทที่ 4 นะคะนั่นก็คือ บทที่ 5 เป็นเรื่องของการอ่านตีความ วันนี้ไม่ต้องใช้หนังสือแปลให้ดูในสไลด์ที่ไหนคะสไลด์ที่ครู ถ่ายไว้ส่งให้นาย ไปไหนคะ ใน line นะครับเปิดดูนะลูกนะดูหน้าจอก่อนก็ได้ค่ะดูหน้าจอก่อนเหมือนกันนะคะเหมือนกัน อันนี้เพื่อนนะคะสามารถเปิดดูได้นะเปิดเปิดฟังได้ใช่ไหมลูกถ้าเป็นขวดนะ ป้า ฟังนะบทนี้นะคะในเอกสารที่เราถืออยู่ในตัวเล่ม กลับเป็นตัวอย่างของการตีความเกือบทั้งหมด แต่ในส่วนของหลักการ หนูจะนำมาใส่ไว้ในสไลด์ที่ครูจะบรรยายให้พวกเราฟังต่อไปนี้ และงานในท้ายคาบ จะอยู่ที่หน้า 110 8 กูจะให้พวกเราดูเอกสารที่หน้า 118 เพื่อทำแบบฝึกหัดท้ายบทนะคะ ในวันนี้ แต่ก่อนที่จะทำในหน้า 118 รู้จะอธิบายเกี่ยวกับหลักการของการ การอีกแบบนึงที่เราเรียกว่าการอ่านตีความ ในการอ่านตีความนะคะ เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนของการอ่านที่ใช้ควบคู่กัน กับการอ่านจับใจความสะอาดวิเคราะห์ มันจะค่อยๆไล่มาทีละขั้น จับใจความและมาวิเคราะห์วิเคราะห์เสร็จก็ตีความนะคะเพราะตีความจากนั้นก็จะกลายเป็นการขยาย ความนะคะต่อไป แล้วก็สุดท้ายก็จะนำไปสู่การจัดทำบัญชีนิทัศน์หนังสือนะคะซึ่งการทำบรรทัดหนังสือ ต้องอาศัยทั้งการอ่านจับใจความวิเคราะห์และตีความ เพื่อนำมาสรุปแป้น งานเขียนของพวกเรา เขียนเพื่ออะไรเขียนเพื่อให้ข้อมูลหนังสือที่เราเลือกอ่าน และให้ข้อมูลในเชิงของการวิเคราะห์นะคะ อย่างนั้นวันนี้นะคะเรามารู้อีก 1 กระบวนการนั่นก็คือการอ่าน ดีกว่านั่นเอง การอ่านตีความมีความสำคัญอย่างไรนะคะ จะช่วยให้ผู้อ่าน ทำความเข้าใจในงานเขียน ได้อย่างหลากหลายไม่มองงานเขียนนั้นแต่เพียงมุมเดียว ถ้าเราอ่านแค่เพียงจับใจความ โดยที่ไม่พิจารณาให้ละเอียดลึกซึ้ง หรือทำความเข้าใจกับตัวสารหรือตัวข้อความ ที่มันมีนัยยะต่างๆแอบแฝงอยู่ เราก็จะเข้าใจเพียงความรู้เบื้องต้น แต่ถ้าหากพินิจพิจารณาไปถึง ตัว แขวงอยู่หรือเนื้อสารที่แฝงอยู่เจตนาต่างๆที่แฝงอยู่ใน เนื้อความ งานเขียนนานๆเราก็จะเข้าใจในอีกมุมมองใน ความเข้าใจหรือที่เราเรียกว่าเข้าใจได้อย่างหลากหลายมิตินั่นเองนะคะ อันที่ 2 นะคะ งานการเขียนขออภัยการอ่านตีความนะคะจะช่วยฝึกให้ผู้อ่าน เป็นผู้ที่มีเหตุผลและก็มี ความคิด อีกไหมเรื่องนี้ อ่านมาตร ใช้ความคิดมากไหมคะ ยิ่งอ่านมากก็ยิ่งเป็นการลับสมองนะคะเหมือนคนรับมีดนะคะ มีดเนี่ยนะคะถ้ามันไม่ได้ฝนบ่อยๆมันก็จะถือใช่ไหมคะคนไม่ได้อ่านหนังสือ ก็จะเป็นคนที่ตื้อสมองตื้อใช่ไหมคะไม่มีสติปัญญาที่เฉียบคมนะคะเพราะฉะนั้นการอ่านจึงเป็นการ รับสมองแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งอ่านโดยอาศัยการพินิจ พิจารณา การตีความตรงนี้จะช่วยให้ผู้อ่านเป็นผู้ที่นี่ คิดแล้วก็เป็นผู้ที่มีเหตุและผลนั่นเอง จากนั้นค่ะความสำคัญอีกข้อหนึ่งก็คือเวลาที่เราอ่านงานเขียนประเภท วรรณคดี ถ้าหว่านแค่เพียงตัวบท หรือตัวข้อความ โดยไม่ทำความเข้าใจความหมายรวมไปถึงอารมณ์ ความรู้สึกที่อยู่ในงานเขียนนั้นๆ สิ่งนั้นจะทำให้เราเข้าไม่ถึงรสของวรรณคดี แต่ถ้าเมื่อไหร่อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์อ่านอย่างตีความ ก็จะทำให้สามารถเข้าถึงรสของวรรณคดีได้อย่างลึกซึ้ง และอันที่ 4 นะคะความสำคัญข้อที่ 4 การอ่านตีความ จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเรา ฝึกการใช้วิจารณญาณ และทำให้เรา มีทักษะในการไตร่ตรองการคิดใคร่ครวญ นี่คือความสำคัญของการอ่านตีความ อยากรู้ขึ้นมาให้หมดเลยทีเดียวเลยนะคะจะได้ดูไปพร้อมกัน หลักในการอ่านตีความทุกข์ขึ้นมาทีเดียวเลย 6 ข้อดูไปพร้อมกันคืออะไร ข้อที่ 1 นะคะในการอ่านตีความสิ่งสำคัญเลยที่เราต้องยึดถือ นั่นก็คือ อ่านโดยมีการสำรวจความหมาย หมายความว่ายังไงอ่านอย่างสำรวจความหมาย สำรวจคืออ่านคร่าวๆถูกไหมคะ ยังไม่อ่านละเอียดเนาะแต่ถ้าหากว่ามีการสำรวจความหมายด้วย คืออะไร มันคือการอ่าน พี่พยายามทำความเข้าใจกับคำที่มีความหมายยาก หรือคำที่ต้องอาศัยการให้ความหมายมากกว่า 1 อย่าง มากกว่า 1 ความหมายขึ้นไป ลักษณะเช่นนี้เรียกว่าอ่านสำรวจความหมาย นะคะเราต้องมาสังเกตนะคะว่าข้อความนะเนี่ยมันสามารถที่จะเข้าใจได้ใน 2 ทางหรือไม่นะคะ หรือเข้าใจในลักษณะที่มันมีความลึกซึ้งมากกว่าตัวบทที่อ่านอยู่หรือเปล่า นี่คือการอ่านแบบ สำรวจความหมายนะคะ อันที่ 2 ค่ะ เวลาอ่านแบบตีความเนี่ยสิ่งที่ต้องยึดถืออย่างหนึ่งก็คือเราควรศึกษา ประวัติ ที่มา หรือที่เราเรียกว่าชีวประวัติของผู้เขียนด้วย ทำไมต้องศึกษาเพราะว่าเวลาที่นักเขียนเขาเขียนงานอะไรบางอย่าง ให้โอกาสนี้ค่ะเขาจะใส่ความเป็นตัวตนของนักเขียนท่านนั้นๆ ใส่บุคลิกลักษณะวิถีชีวิตหรือความคิดความอ่าน เขา ลงไปในงานเขียนด้วย ที่นี้เมื่อจะต้องตีความงานเขียน เราเองถ้าเข้าใจถึงบริบททางชีวิตของเขาว่าที่มาที่ไปหรือ ลักษณะนิสัยนะคะวิธีในการใช้ภาษาของเขามันเป็นแบบไหน เราก็จะเข้าใจงานเขียนนั้นๆและตีความได้อย่างถูก บางคนใช้คำคำเดียวแต่ มีหลายความหมายนักเขียนบางคนใช้คำบางคำ โดยปกติแล้วเนี่ยคนทั่วไปเข้าใจว่าคำนี้หมายความว่าแบบนี้แต่สำหรับนักเขียนบางท่าน คำที่นำไปใช้ ไม่ได้หมายความอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกัน แต่ มีความหมายที่แฝงอยู่และมีความหมายที่แตกต่างออกไปจากการรับรู้ คนในสังคม นี่คือสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องศึกษาภูมิหลังของเขาเพื่อทำความเข้าใจ ส่วนเนื้อสารนะคะอันที่ 3 ค่ะ เราจะต้องศึกษารูปแบบของงานเขียน ขนบประเพณีของงานเขียนยังเช่นงานเขียนประเภทร้อยกรอง ที่เป็นงานเขียนประเภทวรรณคดีแบบแผนวรรณคดีที่เป็นวรรณคดีมรดก จะมีบทไหว้ครูใช่ไหมคะเขาจะมีบทไหว้ครูก่อนถ้าเรารู้ว่าส่วนนี้นะคะ ชื่อขนมธรรมเนียมดั้งเดิม ของ กลอนในยุคโบราณ ของคำประพันธ์ในยุคโบราณเราก็จะเข้าใจว่า ทำไมเขาต้องทำ ทำไมเขาต้องเขียน เขาเริ่มจากการไหว้ครูก่อนเพราะไหว้ครูเสร็จท่านต่อมาเขาก็จะมีการ คอมตัวว่าเขาคือคนเขียนนะแต่คิดแต่งอันนี้เนี่ยอาจจะดีหรือไม่ดีก็ ขอให้ผู้อ่านได้พิจารณา แสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่ เนื้อความของงานเขียนหรือวรรณคดีเรื่องนั้นๆนี่คือลักษณะนะคะที่เป็นรูปแบบและเป็นขนม ธรรมเนียมประเพณีนิยมนะคะของการสร้างสรรค์วรรณคดีไทยนะคะในลักษณะของร้อยกรอง ก็มานะคะ ข้อที่ 4 การศึกษาความคิดหลักความคิดรองและความ sad อันนี้ก็สำคัญเช่นเดียวกัน ถ้าเราอ่านตีความ แล้วเราไม่สามารถระบุได้ว่าอะไรคือความคิดหลัก อะไรคือความคิดที่เสริม อะไรคือความคิดที่แทรกเข้าไป สิ่งนี้ถ้าเรายังแยกไม่ได้การอ่านตีความ จะมีโอกาสผิดเพี้ยนสูง ยกตัวอย่างนะคะยกตัวอย่างยกตัวอย่างเช่นเรื่องถ้าเราอ่านเรื่องเงาะ สมมุติเราอ่านเรื่องเงาะป่า เงาะป่าเป็นเรื่องของใคร เป็นเรื่องของกลุ่มชาติติพันธ์ ที่เรียกว่าชาติที่พันธุ์กลุ่มมันนิซาไก่นะคะพวกเงาะป่านะคะหรือที่เราบ้านเราเรียกว่าเงาะป่าซาไก ได้ยินไหมคะ คนกลุ่มนี้มีวิถีชีวิตแบบไหน เขาจะอาศัยอยู่ในป่าเนาะแล้วก็ขุดเผือกขุด มันก็หากินไปเรื่อยๆมีชุมชนของเขานั่นแหละแต่การตั้งถิ่นฐาน เขา เขาจะตั้งอยู่ไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง พ่อตัดใบไม้มาใช่ไหมคะมาทำเป็นที่พักเป็นทับใช่ไหมคะ พอใบไม้เริ่มเปลี่ยนสีก็คือเริ่มแห้งเห*่ยวเป็นสีเหลือง เขาก็จะย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ ที่นี้นะคะผู้ที่แต่งเรื่องนี้ก็คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หัวนะคะพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ขึ้นนะคะ แต่งขึ้นเพราะส่งโรงเนี่ยนะคะส่งได้ฟังเรื่องราวของเด็ก เตาเผา ตาไก่เนี่ยแหละนะคะที่ได้เข้าไปอยู่ในวังนะครับลงได้รับรู้เรื่องราวก็เลยเป็นแรง ใจ ก็เลยเอามาแต่งนะคะเป็นเรื่องของนางเอกคือนางลำหับใช่ไหมคะมีความรักกันนะคะ กับส้มปลาใช่ไหมคะส้มปลาส้มปลาแล้วก็มีคนที่มาค่ะ เขาเรียกว่าชื่ออะไรนะช่วยกันเอาใช่ไหมคะ งั้นเอานี่คือมารัก เขาเรียกว่าอะไรอ่ะเป็นคนที่พ่อแม่เลือกให้นะคะ เพราะความรักถูกขัดขวางนะคะก็เลยทำให้ เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น พระเอกและนางเอกก็ได้ตายตามกันฆ่าตัวตาย อีกคนนึงนะคะที่เป็นคนลงมือฆ่านะคะที่เป็นคนลงมือฆ่า คู่รักนี้นะคะก็ได้ เสียใจนะคะมีความรู้สึกว่าตัวเองเสียใจมากนะคะที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมนี้ขึ้น นี่ถ้าหากว่าเราดูจากเนื้องานเนี่ย เวลาที่อ่านแล้วก็จะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรคะ ความรักใช่ไหมคะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักความรักของหนุ่มสาวและเป็นความรักที่ไม่สมหวังด้วย แต่ในบทเรียนที่ติดที่อยู่ในหนังสือเรียนวิชาภาษาไทยที่เด็กไทยเรียนนะคะ ตอนนี้มีการคัดเอาเฉพาะ กลอน ผนังกับไม้ไผ่ผนังกับไม้ไผ่เป็นน้องของพระเอกและนางเอก เด็ก 2 คนที่เป็นเพื่อนรักกัน เป็นเด็กที่อยู่ในช่วงวัยประถม อายุก็คืออยู่ในช่วงของเด็กวัยประถมศึกษานี่แหละนะคะในหนังสือเรียน คัดตอนนี้มาให้ สิ่งที่เราเห็นก็คือ ตอนนี้การทำความเข้าใจในเนื้อหา ความคิดหลักของวรรณคดีเรื่องนี้ เปลี่ยนไปละ เพราะตอนที่ถูกตัดมาให้เรียน ความคิดหลักของตอนนี้ก็คือเป็นความรักระหว่างเพื่อน เป็นความรักระหว่างเพื่อนแต่ในวรรณคดีเล่มใหญ่รวมทั้งหมด มันเป็นความรักระหว่างหนุ่มสาว ฉะนั้นเราต้องบอกก่อนว่าที่มานะคะหรือแหล่งที่มาของข้อมูลนะคะหรือวรรณคดีที่เราอ่านเนี่ย มันเป็นแบบฉบับเต็มหรือเป็นฉบับย่อ ถ้าเป็นฉบับเต็มความคิดหลักก็คือเป็นเรื่องของ การอ่านมีความรักที่ไม่สมหวังใช่ไหมคะทำให้เกิดความทุกข์แต่พอเป็น ตอนที่ถูกตัดมาให้นักเรียนประถมศึกษาได้เรียน กลับกลายเป็นความรักระหว่างเพื่อน นี่คือความคิดหลักที่อยู่ใน เนื้อหาของวรรณคดีในบทเรียนนั่นเองนะคะนี่คือการแยกนะคะว่าอันไหนคือความคิด หลักและความคิดรองนะคะ บางคนก็บอกว่าความคิดหลักของ วันที่คนังกับไม้ไผ่อยู่ในเอกสารอยู่ในบทเรียนนะอยู่ในบทเรียนหนังสือเรียน บางคนไม่ได้ตอบเรื่องความรัก แปลบๆบอกว่าความคิดหลักในตอนนี้ก็คือวิถีชีวิตของคนที่ เป็นกลุ่ม ชาติพันธุ์ มันนิซาไก อันนี้เป็นความคิดรองนะคะมันเป็นความคิดรอเรือจะเป็นความคิด เสริมก็ได้ แต่ที่แน่ๆไม่ใช่อะไรคะไม่ใช่ความคิดหลัก ชุดท้ายสุดท้ายข้อ 5 ค่ะ เราจำเป็นจะต้องศึกษาในเรื่องของภาษาในการสื่อสารถ้าเรารู้ว่างานเขียน จากนั้นนะคะมีการใช้ภาษาที่ดีภาษาที่ถูกต้อง สมการทำความเข้าใจในการตีความก็จะมีความถูกต้อง และมีความแม่นยำ มากยิ่งขึ้นแต่ถ้าหากว่าภาษาที่ใช้ในงานเขียน มันยังไม่เคลียร์ยังไม่ชัดเจน มันก็จะส่งผลต่อการอ่านตีความไปด้วย และสุดท้ายข้อที่ 6 เวลาอ่านตีความเราคงจะต้องมาอ่านตามลำดับ โดยเริ่มจากการแปลความ การแปลความก็คือทำความเข้าใจตัวเนื้อความก่อนใช่ไหมคะว่ามันแปลว่ายังไง แสดงว่ามันต้องมีคำศัพท์ที่ยากใช่ไหมคะที่ต้องแปลเนื้อความของคำศัพท์ แปลคำศัพท์แล้วเราก็จะมาอ่านทั้งหมด บ้านทั้งหมดก็แปลกกว่า แจ้งความแล้วก็มาตีความเพราะตีความเสร็จก็ไปขยายความ การขยายความคือการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม เสริมว่าเหตุใดเราจึงตีความเช่นนั้น นะคะ อาทิตย์นี้นะคะวิธีการ ศาล หรือการอ่านตีความนั้นนะคะมันมีวิธีอย่างไรบ้าง อันที่ 1 นะคะเราคงจะต้องใช้เทคนิคการวิเคราะห์นะคะ จากที่เราเรียนเมื่อบทที่แล้ว วิเคราะห์ความ จากนั้นมาพิจารณารายละเอียด ขั้นที่ 3 ค่อยมาตีความ และขั้นที่ 4 แสดงความคิดเสริม ตอนนี้น่าจะไม่ต้องดูหนังสือนะคะดูที่หน้าจอนะคะดูที่หน้าจอ แล้วก็อาจจะดูในมือถือนะคะของตนเองเพื่อในกรณีที่มองจอไม่เห็น เปิดดูตามได้นะคะดูตามสไลด์ มาดูขั้นที่ 1 นะคะมันมีรายละเอียดยังไง ขั้นที่ 1 ที่เป็นการวิเคราะห์ความ อันดับแรกเราคงจะต้องมาดูว่าเรื่องที่เราอ่านนั้นมีวิธีการ เริ่มต้นเรื่องอย่างไร เริ่มต้นด้วยการนำเอาข้อความที่เป็นเพลงเป็นบทความหรือเป็นข้อความ เตือนใจหรือเป็นสำนวนหรือว่าเป็นความฝัน เขาเริ่มต้นด้วยอะไรนะคะ รักนั้นนะคะมาดูการดำเนินเรื่อง เขามีวิธีการดำเนินเรื่องแบบไหน เป็นไปตามลำดับระยะเวลา หรือลำดับโดยเล่าจากท้ายมา เริ่มต้นเรื่อง เคยดูหนังไหมคะ ที่นั่งที่เขาเล่าจากตอนท้ายแล้วมาเฉลยตอนท้ายว่า เหตุมันเกิดจากอะไร แบบย้อนเวลากลับไปกลับมา เล่าสลับไปสลับมาท้ายไปเริ่มเรื่องนะคะจัดท้ายเรื่องไปตอนต้นเรื่องนะคะมีการดำเนิน สลับไปสลับมาครับดำเนินเรื่องแบบไหนใช้วิธีใดนะคะ ปิดเรื่องแบบไหนจบเรื่องแบบไหนจบแบบ Happy Ending ไหมหรือจบแบบโศก นาฏกรรม จบแบบ ไม่มีใคร มีความสุขสักคนอย่างนี้หรือเปล่าเราก็ต้องดูตรงนี้นะคะและจากนั้นค่ะ ก็มาวิเคราะห์ที่ตัวเนื้อหาทั้งหมด ขั้นที่ 1 คือการวิเคราะห์เนื้อความเนาะ ต่อไปขั้นที่ 2 ต่อจากการวิเคราะห์เนื้อความเราจะมาพิจารณารายละเอียด ในหัวข้อนี้นะคะ คำว่ารายละเอียดหมายถึงอะไรบ้าง ดูตรงไหนบ้าง ดูซิว่า ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้ คืออะไร ข้อคิดเห็นของเรื่อง คืออะไร ทำไปแล้วใช่ไหมคะเมื่อคราวที่แล้วแยกไปแล้วใช่ไหมคะข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็น อารมณ์ ความรู้สึก ของผู้เขียน เป็นแบบใด กูเขียนตอนที่เขียนเรื่องนี้นะคะอารมณ์และความรู้สึกของผู้เขียน มีลักษณะของอารมณ์เป็นแบบใด วันที่ 3 ค่ะ หลังจากที่วิเคราะห์เนื้อความแล้วใช่ไหมคะ คันเมื่อกี้พิจารณารายละเอียดที่ 3 ต่อมาก็คือดำเนินการตี ความ ดำเนินการตีความโดย ประมวลข้อมูลจากการพิจารณา หมายความว่าเราเอาข้อมูลทั้งหมดมากองรวมกันก่อน เอาข้อมูลทั้งหมด มาวางรวมกัน แล้วพิจารณาไปทีละประเด็น โดยที่เราจะต้องวิเคราะห์สารที่ผู้เขียน ต้องการส่ง วัดเจตนาในการส่งสารของเนื้อเรื่องนี้เนี่ย เขามีเจตนาเพื่ออะไร มันอาจจะมีคำที่เป็นคำสำคัญที่เป็นตัวบ่งชี้เจตนาอยู่ เช่น ตักเตือน แนะนำชี้แนะ สั่งสอน ให้ข้อคิด คำต่างๆเหล่านี้เป็นคำสำคัญที่ระบุถึง เจตนาพร้อม กูเขียนนั่นเองค่ะ หลังจากที่เราได้ประมวลข้อมูลวิเคราะห์แล้ว ก็จะนำไปสู่การ สรุปการตีความว่าจากที่เราดูว่าเจตนาของเขาเป็นยังไง ตัวเนื้อความทั้งหมด เขาสื่อถึงอะไร เราก็จะ ทำเป็นข้อสรุป ว่าจากที่เราอ่านทั้งหมดนี้ก็สรุปเพียงหนึ่งเดียวที่เราได้ คืออะไร จากนั้นมาหลักการข้อที่ 4 ค่ะวิธีการต่อมานั่นก็คือ แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเข้าไป อันนี้นะคะเป็นการแสดงความคิดเสริม อะไรบ้างที่เราสามารถเพิ่มเติมเข้าไปได้ นั่นก็คือใส่ความคิดเห็นของเราเข้าป่า เมื่อกี้นี้เราดูเฉพาะตัวสิ่งที่เราอ่านใช่ไหมคะดูเฉพาะเนื้อความขั้นที่ 4 นี้เราสามารถใส่ความคิดเห็น ตัวเราเข้าไป ใช้ความรู้ที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราอ่าน ใส่เข้าไปได้ เมื่อไหร่ใจเพื่อให้เห็นว่าการที่เราสรุปความว่า ทั้งหมดนี้ที่เราอ่าน มันมีนัยยะหรือมีข้อความที่สื่อถึง ประเด็นใดนะคะให้คุณค่าหรือให้แนวคิดอะไร สิ่งที่เราได้จากการอ่านนั้นคืออะไร เขาก็ต้องถามหาเหตุผลใช่ไหมคะว่าทำไมเราถึงสรุปเช่นนั้น ข้อที่ 4 นี้จะเป็นตัวเสริมเข้าไป เพื่อสนับสนุนว่าสิ่งที่เราสรุปนั้นมันมีที่มานะมันมีที่มาจาก ความคิดของเราและนายขณะเดียวกันไม่ใช่แค่ความคิดเห็นแต่เพียงอย่างเดียว แกยังมีหลักการความรู้ที่เป็นจริง มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ ที่ทำให้การสรุปการตีความของเรานั้น มันรู้สึกว่ามันถูกต้องใช่ไหมคะเห็นว่าถูกต้องเห็นว่าดีแล้วนะคะ ในขณะเดียวกันนะคะเราก็มีการพิจารณาถึงอารมณ์และความรู้สึก ผู้เขียนร่วมไปกับเราได้ด้วย หมายความว่า รายการตีความโลกเห็นว่าผู้เขียนมีอารมณ์มีความรู้สึกอย่างไร ในข้อที่ 4 นี้เราสามารถอธิบายอารมณ์และความรู้สึกของเรา เกิดขึ้นภายหลังจากการที่ได้อ่านงานเขียน นั้นๆ เราอ่านแล้วเราคล้อยตาม เราเกิดความรู้สึกเดียวกันและสัมผัสได้ว่าผู้เขียนเขาส่งอารมณ์ การเขียนมาแบบนี้ กูอ่านในฐานะที่เป็นคนรับสาร เข้าใจแล้วก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างจากผู้เขียน เป็นการขยายความเพิ่มเติมเข้าไป เพื่อทำให้สิ่งที่เราสรุป จัดการตีความนั้นมันมีน้ำหนัก และมีความน่าเชื่อถือโดยไม่ใช่อาศัยแค่สิ่งที่เรา เปล่า แต่เรายังมีอะไรด้วยคะมีหลักการใช่ไหมคะมีความรู้ มีการเชื่อมโยงความรู้สึก พี่ปุ๊กเขียนส่งมายังผู้อ่าน แล้วมันเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มันสอดคล้องกัน ดังนั้นนะคะใน 4 ขั้นตอนนี้นะคะ จึงเป็นวิธีการนะคะที่จะทำให้เราสามารถอ่าน ฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ คราวนี้นะคะ เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าสิ่งที่เราตีความไปนั้น มันถูกต้อง มันมีความน่าเชื่อถือ และมันจะเป็นที่ยอมรับ สำหรับผู้ที่รักเรียนหรือได้เห็นความคิดเห็นของเรา จากการที่เราสรุปแล้วก็เราก็ตีความมา เกณฑ์ในการพิจารณามีดังต่อไปนี้นะคะ เห็นตัวด้านบนสีแดงๆไหมคะอ่านว่ายังไงนะคะ คิดด้วย ตนเองใช่ไหมคะคิดด้วยตนเอง อย่าท่องจำ ถ้าหากว่าในการตีความของเรา เรา ใช้ความคิดของเราในการพินิจพิเคราะห์ตัวฉัน ไม่ได้ไปท่องจำมาว่าหลักการหรือว่าเรื่องที่เรากำลังอ่านอยู่เนี่ย แตกต่างออกไปจากสิ่งที่เราเคยรู้มา ถ้ามันแตกต่างแล้วเรารีบปฏิเสธ นั่นแสดงว่าเราเป็นยังไงล่ะลูก เรากำลังทำ เรียกว่าไม่ได้เข้าเกณฑ์ข้อนี้ใช่ไหมคะไม่ได้เข้าเกณฑ์ข้อนี้ แสดงว่าเรายึดหลักการเดิมๆเรายึดความรู้เก่าๆ ไม่ได้เปิดใจรับสิ่งใหม่ ดังนั้น เกณฑ์ข้อที่ 1 นั่นก็คือให้ใช้ความคิดของตนเองในการอ่าน ดีกว่าและที่สำคัญก็คือ อย่าได้ท่องจำในสิ่งที่มันเป็นตัว ความรู้ที่เรามีอยู่นะคะแต่ให้เปิดใจรับนะคะแล้วก็อ่านในสิ่งที่ เขียน สื่อออกมา ต่อไป อันที่ 2 สีเขียวขวามือ เกณฑ์ข้อที่ 2 เวลาอ่านนะค่ะเราจะต้องมีความบริสุทธิ์ จ่าย หมายความว่าไม่มีอคติใดๆ งานเขียนชิ้นนั้นๆ ไม่มีการตั้งป้อมกำแพงในใจว่าถ้าเป็นงานของคนนี้ฉันไม่อ่าน มีไหมคะเรามีนักเขียนที่เราชอบงานเขียนของเขา แล้วมีงานเขียนของบางคนที่เรารู้สึกว่า วันนี้ ถ้าเขาทำออกมาแล้วจะไม่อ่านงานของเขาเลย มันมีอยู่ช่วงนึงนะคะที่ ในสังคมนะคะมองต่างกัน รู้จักคุณโน้ตอุดมแต้พานิชใช่ไหมคะ เขาเดี่ยวไมโครโฟน ก่อนหน้าที่เขาจะมาเดี๋ยวเขาทำอะไรมาก่อน เขาเขียนหนังสือใช่ไหมคะ เขียนหนังสือ ในขณะที่เขาเขียนหนังสือขายก็มีกลุ่มคนกลุ่มนึงนะคะพี่อ่านงานแล้วก็บอกว่า เรียกว่าสิ่งนี้เป็นวรรณกรรมขยะ มีคนให้นิยามว่าเป็นวรรณกรรมขยะ แต่พอเขา นำเอางานเขียนคำขึ้นไปทอล์คโชว์ขึ้นไปโชว์เดี่ยวไมโครโฟน กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่เขาเขียนแล้วนำไปถ่ายทอดบนเวที รอบของการแสดง การพูด พอไหม ต้องจัดหลายๆรอบ จัดกี่ครั้งคนก็เต็มทุกรอบใช่ไหมคะว่าชนะนะคะอย่างนี้เนี่ย เขาบอกว่าก่อนที่จะหยิบหนังสืออะไรขึ้นมาอ่านนะคะเราก็อาจจะ รู้นะคะแค่เพียงข้อมูลนะว่าใครเป็นผู้เขียนแต่อย่าเพิ่งใส่ เรื่องของอคตินะคะว่า งานเขียนของคนนี้มีชื่อเสียงมาในลักษณะเช่นนี้นะคะ ฉะนั้นเกณฑ์ในข้อนี้ก็คือเราเองนะคะก็อาจจะต้องมีความเป็นกลางเนาะนะคะมี ใจที่เป็นกลางมีความบริสุทธิ์ใจนะคะอันที่ 3 ค่ะ ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมที่เชื่อมโยงกันได้ หมายความว่ายังไงหมายความว่าเวลาเราอ่านตีความ นิติกรรมที่เชื่อมโยงกันก็คือ ฟังก์ชั่นตัวละครนะคะตัวละครตัวนึงนะคะที่อยู่ในเรื่องที่เราอ่าน อ่านนวนิยาย มันมีตัวละครที่มีพฤติกรรมอะไรบางอย่างนะคะอาจจะเป็นในทางบวก ทางลบ ถ้าเป็นทางลบ อาจจะบอกว่าคนเนี้ย มีปมอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาแสดงพฤติกรรม ที่มันเป็นเชิงลบออกมา ถ้าเราสามารถระบุถึงสิ่งที่เชื่อมโยงกันระหว่างพฤติกรรม ปัญหาในใจของคนที่อยู่ในตัวละครในเรื่องนั้นแหละค่ะ อธิบายได้แสดงว่าเราผ่านเกณฑ์ข้อนี้ ตอบๆ หลังจากที่เราตีความแล้วนะคะเราอยากเก็บความเข้าใจนี่ไว้แต่ เพียงผู้เดียวแล้วสรุปเองว่าอุ้ยที่ผ่านมาฉันอ่านมาฉันเข้าใจว่าแบบนี้ ทำไมฉันเก่งขนาดนี้ทำไมฉันปราดเปรื่องขนาดนี้นะคะเข้าใจเป็นฉากเป็น แล้วสามารถอธิบายเนื้อหาอธิบายความเชื่อมโยงเรื่องนี้ ได้อย่างคล่องแคล่ว เราจำเป็นจะต้องเอาสิ่งที่เป็นความคิดของเรา ไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่นด้วยค่ะ เราจะต้องเอาสิ่งที่เราสรุปจากการอ่านเอาไปเช็คกับคนอื่นด้วยว่า คนที่อ่านงานเล่มนี้ เขาคิดเหมือนกันกับเราไหม เขาเห็นไปในแนวทางเดียวกันกับเราหรือเปล่า ถ้าเราสรุปเองโดยที่เราไม่มีคนประเมินให้ นั่นแสดงว่าไม่ผ่านเกณฑ์นะยังไม่ได้เข้าเกณฑ์ของการอ่านตีความ อ่านเสร็จ ตีความแล้ว ช่วยไปแชร์แลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆด้วย ว่าสิ่งที่เราอ่านแล้วเราเข้าใจแบบนี้เราตีความแบบนี้ คนอื่นเข้าใจแบบเราไหมนะคะมีมุมมองที่แตกต่างจากเราไหมนะคะ ว่าจะได้เกิดการวิเคราะห์นะคะ แล้วก็ หาข้อ ตกลงร่วมกันนะคะหรือหาจุดร่วมนะคะ ที่มันเป็นข้อสรุปของเรื่องนั้นได้ ที่นี่เวลาตีความค่ะเราจะดูอยู่ 2 อย่างด้วยกัน เราจะดูอยู่ 2 อย่างด้วยกัน วันที่ 1 นะคะเราดูที่ จุดประสงค์ค่ะ เราดูที่จุดประสงค์นะคะเวลาเราอ่านงานต่างๆเนี่ย ตัวเนื้อเขาเรียกว่าตัวเนื้อความเขาเรียกว่าสารเนาะเขาเรียกว่าสาร สิ่งแรกที่เราจะดูตัวสานั่นก็คือดูจุดประสงค์ของผู้เขียนค่ะ วาดโดยรวมทั้งหมดแล้วทั้งเรื่องเนี่ย เขียนมีเจตนาอะไร ในการส่งสารนั้นๆ จากนั้น มาดูส่วนที่ 2 เราเรียกว่าน้ำเสียง น้ำเสียงคืออารมณ์ความรู้สึก มันจะมีคำที่บ่งชี้ว่าน้ำเสียงของผู้เขียนนั้นเป็นแบบใด เวลาเขียนมันมีเสียงออกมาไหมคะเราอ่านไม่มีเสียงออกมาจากตัวหนังสือไหม ไม่มีเป็นหน้าที่ของใครของผู้อ่านที่จะต้องอนุมาน หรือ ประมาณเอาว่าผู้เขียน ต้องการจะสื่อเนื้อความนี้และในขณะที่เขียน ความรู้สึกหรืออารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียนเนี่ยอยู่ในอารมณ์แบบไหนมันมีคำที่เป็นตัวกำกับเอาไว้อยู่ น้ำเสียงที่ว่านี้มีอะไรบ้างดูนะ นี่ ประชด ไอ้คะทาขา xxx รื่นเริง เคร่ง คลัช อิสระ อะไรคะ อ่านให้ฟังหน่อย อะไรอีก มีอะไรอีกคะแข็งกร้าวตรงไปตรงมา ให้ข้อคิด เตือนใจ ยิ่งแก่ สนุกขบขัน เย้ยหยัน รู้ทัน คาดคั้นกระแนะกระแหน และ อะไรคะชวนคิด มีคำอื่นอีกมากมายนะคะแต่คำเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคำที่บ่งบอก น้ำเสียงพร้อม ผู้เขียนนั่นเอง ดังนั้นเวลาตีความจึงจำเป็นนะคะที่จะต้องดูใน 2 ส่วน วันนี้ก็เช่นเดียวกันโจรที่ครูให้นั่นก็คือนายหน้า 100 ครูจะให้พวกเราตีความด้านเนื้อหากับอีกอันนึงก็คือ ด้านน้ำเสียง คำว่าด้านเนื้อหาหมายถึง เนื้อความว่าเนื้อความเนี่ยเขากล่าวถึงอะไรและเจตนาของ เขียน มีเจตนาอะไร พี่ส่งมายังผู้อ่าน ส่วนในด้านน้ำเสียงนะคะได้น้ำเสียงคืออารมณ์ความรู้สึกเนาะ ลักษณะของอารมณ์ความรู้สึก เราจะใช้คำใดเพื่อระบุถึงอารมณ์ เมื่อกี้นี้มีตัวอย่างแล้วใช่ไหมคะข้อความที่เป็นข้อบ่งชี้ ว่าอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น มีอะไรบ้าง ขอดูตัวอย่างค่ะ ตัวอย่างการตีความ อันนี้มาจากเนื้อเพลงเนาะ เขาบอกว่าบ้านเราแสนสุขใจแม้จะอยู่ที่ไหน ไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา คำว่าถ่ายซึ้งใจ เพราะใช่ทาสเขา ด้วยพระบารมีล้นเกล้า คุ้มเหล่าร่มเย็นสุขสันต์ เนื้อเพลงใช่ไหมคะเคยได้ยินน้องเพลงนี้ใช่ไหมคะ มาดูเนื้อความทั้งหมดก่อนก่อนที่จะไปตีความ เพลงนี้กล่าวถึงอะไรคะ กล่าวถึงอะไร คำว่าบ้าน หมายถึงตัวบ้านที่เราอยู่อาศัยหรือมันมีความหมายกว้างกว่านั้น กว้างกว่านั้นทำไมจึงกว้างกว่าบ้านที่เราอยู่อาศัยเพราะเราเห็นคำว่าอะไรคะ เขียนคำว่าด้วย พระบารมีล้นเกล้า ด้วยพระบารมีล้นเกล้า ก็คือ บารมีของใครพระมหากษัตริย์ที่ปกป้องคุ้มครองให้ มีความร่มเย็นเป็นสุข ใช่ไหมชักเนื้อเพลงนะคะยังไม่ต้องตีความแต่ดูจากเนื้อเพลง มันมีเนื้อหาแบบนี้นะคะ แม่พ่อมาตีความค่ะน้าสาดูตัวอย่างนะแต่พ่อตีความ ด้านเนื้อหาค่ะ ด้านเนื้อหา ด้านเนื้อหา เพราะตีความออกมาแล้วตีความได้ว่า ไม่มีสถานที่แห่งใด ที่ทำให้เราเป็นสุขใจได้เท่ากับบ้านของเรา และพระบารมีในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ช่วยคุ้มครองให้ผู้ที่อยู่ในประเทศไทยได้ร่มเย็นเป็นสุขและมี ความสุขเช่นกัน น้าคำว่าบ้านเมื่อกี้นี้จึงหมายถึง ประเทศของเรา บ้านที่เป็นบ้านหลังใหญ่ก็คือประเทศไทยนั่นเองใช่ไหมคะ คราวนี้มาดูด้านน้ำเสียงกันบ้าง น้ำเสียงนะคะ ตีความได้ว่าผู้เขียนต้องการแสดงความคิดเห็นและเตือน เตือนสติไรเตือนสติผู้อ่านว่าประเทศไทย ให้ความร่มเย็นนะคะแก่ชาวไทยไม่มีที่ใดเสมอเหมือน แล้วนอกจากนี้ผู้กล่าวก็ยังเขียนข้อความด้วยความรู้สึก ภาคภูมิใจ หานอกจากเตือนสติแล้วนะคะก็ยังมีความภาคภูมิใจนาย ความที่เกิดมาเป็นคนไทย ภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทยเพราะเมืองไทย มีความสุข ไม่มีเรื่องเดือดร้อนใดๆ น้ำเสียงไหมคะน้ำเสียงนั่นก็คือมีน้ำเสียง ภาคภูมิใจใช่ไหมคะน้ำเสียงชื่นชมนะคะแล้วก็น้ำเสียงที่จะ ต้องการเตือนสตินะคะให้กับผู้ที่ คิดไม่ดีกับบ้านเมืองใช่ไหมคะแล้วก็มาถึงหัว ต่อไป เรื่องของอะไรคะมาดูซิ จากโคลงโลกนิติ ไม่ใช่โลกนิตินะคะเขียนรอก่อน อิติ แต่เวลาอ่านอ่านว่า โลกนิติ เรียนตอนมอะไรคะ ตอนมอต้นใช่ไหม ท่องไหมคะ ทองคุณครูให้ท่องบทไหนบ้าง อันนี้มาจากสุภาษิตโคลงโลกนิตินะเห็นไหมคะที่หน้าจอ ดูซิเนื้อความตอนนี้นะคะโคลงบทนี้กล่าวว่า จ่ายทรัพย์วันละบาท ซื้อ มังสา นายหนึ่งเลี้ยงพยัคฆา ไอ้อ้วน 234 นายมากำกับ ยายทรัพย์ 4 ส่วนถ้วน บาทสิ้นเสือตาย เนื้อความกล่าวถึงอะไร ยังไม่ต้องตีความเนื้อความกล่าวถึงอะไรคะ เนื้อความกล่าวถึงการเลี้ยง เลี้ยงเสือใช่ไหมคะพยัคฆ์คือเสือใช่ไหม การเลี้ยงเสือมีคนทำหน้าที่เลี้ยงเสืออยู่ 1 คน ใช่ไหมคะตอนแรกนะคะแต่ว่าจ่ายเนี่ยจ่ายวันละบาทใช่ไหมคะ คนที่เอาเงินจ่ายให้กับพนักงานไปเลี้ยงเสือนะคะ เห็นว่าจ่ายวันละบาทเนี่ยนะคะเลี้ยงยังไงเสือก็ไม่อ้วน ไม่น่าจะเกิดจาก ไม่น่าจะเกิดจากปริมาณเนื้อ แต่มันน่าจะเกิดจากคนเลี้ยงพี่น้อยไปหรือเปล่า ก็เลยเพิ่มคนเลี้ยง คราวนี้นะคะเอาคนมาเลี้ยงเพิ่มจาก 1 กลายเป็นกี่คนคะทีนี้ 4 คน มาเพิ่มเป็น 4 คน เสืออ้วนขึ้นไหมทีนี้ อ้วนขึ้นไหมคะ ไม่อ้วนขึ้นแต่กลับกลายเป็นว่า เสือต่าย ทำไมเสือจนตาย แสดงว่า ใน 4 คนนี้ มีการเปรียบบังเอาอะไรคะเอาเงินค่าอาหารของเสือไปเป็น ของตน แบ่งกัน 4 คนคนละสลึง สุดท้ายเสือไม่ได้กินอาหารเลย ตีความด้านเนื้อหาค่ะสีนี้ เนื้อหาก็คือจ่ายเงิน 1 บาทให้ชายคนหนึ่งซื้อเนื้อเลี้ยงเสือ เสือกินแล้วไม่อ้วน ร้านแบ่งเงินบาทนั้นเป็น 4 ส่วนให้ชาย 4 คนไปเลี้ยงเสือ เสือกลับ ต่าย ใช่ไหมคะนี่คือการตีความด้านเนื้อหา สวนด้านน้ำเสียงค่ะ เขียนให้ข้อคิดว่า การทุจริตคอรัปชั่นนั้น มันมีอยู่มากมายมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ยิ่งมีคนทุจริตมาก ความเสียหายก็ยิ่งมากตามขึ้นไปด้วย ถ้าคนเลี้ยงไม่ทุจริตเสือจะตายไหมคะ ต่อไปค่ะ พฤษภพระกาสรอีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคงสำคัญหมายในกายมี นรชาติสิวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิติ แต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา เคย ฟังเคยอ่าน เคยท่อง แล้วก็เจอบ่อยๆในการกล่าวของพิธีกรในงานศพใช่ไหมคะ มาตีความด้านเนื้อหากันค่ะ เนื้อหา กล่าวถึงอะไรคะ เมื่อวัวควายและช้าง ล้มล้มจะตายใช่ไหมคะสัตว์ใหญ่เวลาตายเขาเรียกว่ามันล้ม วัวควายและช้าง ล้ม ก็ยังคงเหลืองานและเขาเอาไว้ ไม่ทราบว่าเป็นสัตว์ชนิดใด แต่ถ้าคนตายไป จะเหลือสิ่งใดเอาไว้ เพื่อให้คนได้จดจำ นั่นก็คืออะไรคะความดีและความชั่วที่ได้ เคยทำเอาไว้ น้ำเสียงของผู้เขียนคืออะไร น้ำเสียงของผู้เขียน เขาบอกว่าวิเคราะห์ออกมาแล้วตีความออกมาแล้ว เมื่อต้องการเสนอแนะหรือให้ข้อคิดค่ะ ให้ข้อคิดว่ายังไง ให้ข้อคิดว่าเมื่อคนเรายังมีชีวิตอยู่ ควรทำความดีเอาไว้ เพื่อให้คนระลึกถึง เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว เตือนสติใช่ไหมคะให้ข้อคิดเนาะว่า คนเรา คนอื่นน่ะเขาจะรู้จักเลยจดจำเราได้หลังจากที่เราตายไปแล้วก็ด้วยสิ่งดีงามที่เรา ทำเอาไว้หรือความชั่วที่เราได้สร้าง ตัวอย่างต่อมาค่ะ ยาเสพติดมีพิษร้าย ทำลายความเป็นคน ดูจากเนื้อหาแล้วนะคะตีความด้านเนื้อหากล่าวถึงอะไร ผู้ใดติดยาเสพติดนั้นไม่ใช่คนที่สมบูรณ์ ต่อไปคำว่าสมบูรณ์ในที่นี้หมายถึงอะไร คนอ้วนนะคะคนสมบูรณ์เป็นคนอ้วนไหม ไม่ใช่ คนที่สมบูรณ์ก็คือคนที่มีสติมีปัญญาใช่ไหมคะ มีปัญญานะคะ นี่คือลักษณะของคน คนมีสติจะไปหลงผิดติดยาเสพติดไหม ไม่มีเพราะรู้อยู่แล้วว่าถ้าไปติด คือหนทางสู่ความหายนะแน่นอน ตีความด้านน้ำเสียงค่ะ น้ำเสียง ผู้เขียนเตือนสติค่ะ เตือนสติให้เห็นโทษอันร้ายแรงของยาเสพติด เสร็จแล้วหมดความยั้งคิดรู้ผิดชอบชั่วดีไหมมายแล้วนะคะ ไม่รู้รับผิดชอบชั่วดีอะไรทั้งสิ้น ดังนั้นควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดไหม ไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวนะคะ อ่านต่อไป ถ้าเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึก เหลือค่าอะไรให้สังคม ถ้าดูจากข้อความนี้สิคะ ถ้าเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึก จะเหลือค่าอะไรให้สังคม กล่าวถึงอะไรเนี่ย กระดาษเปื้อนหมึก คำนี้ต้องตีความกระดาษเปื้อนหมึกหมายถึงอะไร กระดาษเปื้อนหมึกนะคะถ้าตีความแล้วหมายถึงนักเขียนค่ะ นักเขียน เขียน หนังสือแต่งหนังสือขายเนาะ สมัยก่อน เวลาพิมพ์เขาใช้อะไรคะพิมพ์ลงในกระดาษใช่ไหมคะคำเนี้ยนะคะมันใช้มาจน ปัจจุบันนี้นะคะ กระดาษเปื้อนหมึกนะคะ อาชีพของนักเขียนนะคะ หรือหมายถึงงานเขียน ตีความด้านเนื้อหาได้ว่าหากงานเขียนไม่มีคุณค่า คงเป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึกเท่านั้น นักเขียนที่เขียนสิ่งที่ไม่มีคุณค่ามันจะไม่เกิดประโยชน์ และมันก็จะกลายเป็นเพียง กระดาษที่ เปื้อนหมึก เท่านั้น น้ำเสียงล่ะคะน้ำเสียง ผู้เขียนชี้ให้เห็นความสำคัญของงานเขียน ที่นำเสนอต่อสังคมสาธารณชน เนื้อหาของงานที่เขียนควรจะมีส่วนในการสร้างสรรค์และ จรรโลงสังคมนั่นเอง คราวนี้เรามาดูอีกสิ่งหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้อง การตีความ เวลาเราอ่านงานเขียนต่างๆ เราจะพบว่ามีสิ่งหนึ่งที่มันจะสะดุดตา และเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจมากกว่าข้อ ความทั่วๆไป นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่าสัญลักษณ์ สัญลักษณ์หรือ symbol สัญลักษณ์มันคืออะไร มันคือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ใช้แทนสิ่งที่ผู้เขียนต้องการกล่าวถึง เขียนเลือกที่จะใช้สิ่งเหล่านี้นะคะสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ ใช้ ในลักษณะของนามธรรม ใช้ในลักษณะของนามธรรมแต่เวลาเขียนนะคะใช้สิ่งที่เป็นรูป ทำ แทนนามธรรม เอาง่ายๆนะคะเหมือนกับ เราพูดถึงความดีใช่ไหมคะถ้าเราพูดถึงความดีเราใช้สีแทนความดีคือสีอะไรคะ สีขาวความดีเป็นนามธรรมไหมคะ สีขาวเป็นสิ่งที่เราจับต้องได้ใช่ไหมคะสีขาวเป็นรูปประธรรมสีขาวใช้แทน ความดี ความบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์ความดีแล้วจับต้องได้ไหมอันไหนคือความดีชี้ได้ไหมคะว่าอันไหนคือความดี ไม่ได้ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าสัญลักษณ์ มันมีหน้าตาหรือมันมีรูปแบบอย่างไรบ้าง เดี๋ยวกูจะอธิบาย สัญลักษณ์ มีอยู่ 3 ลักษณะด้วยกัน สัญลักษณ์มีอยู่ 3 ลักษณะ ลักษณะที่ 1 เขาเรียกว่าสัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบ หมายความว่า เป็นการใช้สัญลักษณ์ที่คนทั่วไปเข้าใจร่วม เช่นเมื่อกี้นี้สีขาวแทนความบริสุทธิ์ สีดำแทนความโศกเศร้า นางฟ้า งานอะไรคะ แทนความใจดี นางฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของความสวยใช่ไหมคะความใจดี ความมีเมตตา ใจดีเหมือนนางฟ้าเลยสวยเหมือนนางฟ้า ลักษณะเช่นนี้นางฟ้าจึงเป็นสัญลักษณ์ของ ความสวยความงาม ใจดี แบบนี้นายมันจะเข้ากับลักษณะข้อที่ 1 นั่นก็คือ สัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบ ตุ่น แบบที่ 2 สัญลักษณ์ที่มีความหมายหลายนัย และแบบที่ 3 ในช่องที่ 3 สัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบนัยยะประวัติ ช่องที่ 2 กับช่องที่ 3 นี้ มีลักษณะคล้ายกัน คล้ายกันในที่นี้ก็คือเป็นสัญลักษณ์ที่ผู้เขียนกำหนดความหมายเพิ่มเติมขึ้นมา แกจะลึก ในระดับใดขึ้นอยู่กับ การให้ความหมายของผู้เขียน ครูมีตัวอย่างครูมีตัวอย่างให้ดูนะคะ ดูชุดข้อความ 3 ชุดนี้ เราพูดถึงสิ่งเดียวกันก็คือดอกไม้ เราพูดถึงเรื่องเดียวกันคือดอกไม้ มันมีคำที่เป็นคำสำคัญที่เป็นสัญลักษณ์อยู่คือดอกไม้ ในช่องแรกในส่วนแรกนะคะ เซตแรกจะมีคำว่า กุหลาบเวียงพิงค์เรื่องดอกคูณดอกหญ้า ดอกไม้ทั้งหมดเลยใช่ไหมคะ ปกติแล้วดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของอะไร ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงนะคะ เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงดอกไม้งามนะคะ เช่นอะไรบ้างกุหลาบเวียงพิงค์เคยได้ยินเพลงนี้ไหมคะเวียงพิงค์ก็คือ สาวงามแห่งเมือง เชียงใหม่ใช่ไหมคะเห็นไหมเป็นดอกกุหลาบเนาะต่อไปเรื่องทอย สาวชาวเหนือ เช่นกันแต่อยู่บน จอยสาวชาวภูเขาชาวดอย ดอกคูณดอกคูณคืออะไร ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ของหญิงสาวในภาคไหนคะ สาวอีสานใช่ไหมคะภาคอีสานคือสัญลักษณ์ของดอกคูณใช่ไหมคะ เสียงแคนก็คือจังหวัดอะไร ภาคอีสานของเราดินแดนที่มีดอกคูณเยอะๆ ภาคอีสานหรือขอนแก่นนั่นเองใช่ไหมคะแต่ดอกคูณนะคะ ใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่อยู่ทางภาคอีสานได้ อีกอย่างนึงคือดอกหญ้า ดอกหญ้าดอกหญ้า ดอกหญ้าคือผู้หญิงที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นไงต่ำต้อยด้อยค่า เซตนี้คือหมายความถึงอะไรหมดเลยผู้หญิงทั้งหมดเลย อ่านแล้วเข้าใจได้เลยทันทีว่านี่คือกล่าวถึง ผู้หญิง อันนี้น่าจะเป็นความหมายในแบบไหนคะ 1 2 หรือ 3 อันนี้คือแบบที่ 1 เป็นความหมายแบบกัดตุ่น เป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจได้ตรงกัน อันที่ 2 ค่ะดูนะ มาจากเพลงค่ะ ดอกไม้ดอกไม้จะบานบริสุทธิ์ กล้าหาญจะบานในใจ สีขาวหนุ่มสาวจะใฝ่ แน่วแน่แก้ไขจุดไฟศรัทธา ข้อความในเซตที่ 2 นี้ ดอกไม้ยังหมายถึงผู้หญิงอยู่ไหมคะ ความหมายเปลี่ยนไปหรือยังมีความหมายเพิ่มเติมขึ้นมาแล้วใช่ไหมคะ เข้าข่ายข้อที่ 2 หรือยังความหมายหลายนัย เราต้องมาทำความเข้าใจด้วยว่าดอกไม้ในข้อที่ 2 นี้ ซื้อดอกไม้แล้วหมายความว่ายังไง ถ้าไม่ได้หมายถึงผู้หญิง หมายถึงอะไร คราวนี้เราอาจจะต้องย้อนกลับไปที่หลักการในการ อ่านตีความ เรามาดูที่มาของงานเขียนชิ้นนี้กันค่ะ ข้อความนี้มาจากบทประพันธ์ของอาจารย์จิระนันท์พิตรปรีชา จากวรรณกรรม ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ชื่อว่าใบไม้ที่หายไป อาจารย์เขียนนะคะในช่วงที่ตนเองนั้น เป็นนักต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย กระต่าย เป็นกลุ่มของนักศึกษานะคะ ที่อยู่ในห้วงปี 2519 ในช่วงนั้น ที่มีการต่อสู้กันระหว่างทหารกับ นักศึกษาจำได้ไหมคะถ้าเราเรียนสังคมมา มีการเรียกร้องทางการเมือง ช่วงนั้นมีนักเขียนเกิดขึ้นมากมายและเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง ถ้าเราดูภูมิหลังหรือชีวประวัติของคนเขียน คราวนี้เรารู้หรือยังว่าข้อความที่แปลว่าดอกไม้เนี่ยนะคะ พี่ไม่ได้หมายถึงผู้หญิงมันน่าจะหมายถึงอะไร เพลงนี้เด็กนักศึกษาชอบเอาไปร้องในการออก ค่าย เพื่อไปพัฒนาท้องถิ่น เวลาไปร้องนะคะเวลาเอาไป ใช้ประกอบในกิจกรรมนันทนาการต่างๆ คนที่เป็นนักศึกษาก็จะได้รู้สึกว่าตัวเองนั้นมีอุดมการณ์ในการ ทำงาน อุดมการณ์ในการช่วยพัฒนาประเทศชาติ ดอกไม้ในที่นี้หมายถึง ประชาธิปไตยค่ะ ดอกไม้จะบานในที่นี้ก็คือความเบ่งบานของประชาธิปไตย ดอกไม้ที่เรียกนี้คือ ประชาธิปไตย สีขาวหนุ่มสาวจะใฝ่สีขาวคืออะไร สีขาวคืออุดมการณ์อันบริสุทธิ์ สีขาวหนุ่มสาวจะใฝ่ฝ่ายอะไร ไฟในอุดมการณ์และมีความแน่วแน่ พี่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ประเทศนี้มันดีขึ้น นี่คือความหมายที่เราเรียกว่า ความหมายหลายนัย ดอกไม้ความหมายเปลี่ยนไปแล้วไม่ได้หมายถึง ความงามไม่ได้หมายถึงหญิงสาว แม่หมายถึงประชาธิปไตย สุดท้ายค่ะ ช่องนี้ ความหมายนัยยะประวัติแน่นอนละสีเหลืองแนะนำประวัติ อยากให้ช่วยกันตีความ ดอกไม้ในข้อนี้ มันมีบริบทของข้อความทั้งหมดว่า ดอกไม้ที่มีค่าที่สุด ชื่อดอกไม้ที่มีผู้นำไปวางไว้บนหลุมฝังศพ ดอกไม้ที่นี้หมายถึงอะไร มีความซิถ้าไม่ได้หมายถึงหญิงงามไม่ได้หมายถึงหญิงสาว ไม่ได้หมายถึงประชาธิปไตย ดอกไม้ตัวนี้หมายถึงอะไร ยากเนาะ ยากนะ มาเฉลยกันนะคะก็อยากชวนคิดนะอยากชวนคิด ช่วยกันคิดนิดนึงก็ได้ ว่า ดอกไม้ ทำไมมันจึงมีค่าที่สุด เมื่อนำไปวางไว้บนหลุมฝังศพ แสดงว่าสถานการณ์ปกติดอกไม้มันถูกลดคุณค่าลงใช่ไหมหรือว่าดอก มันไม่ได้มีค่าเท่านี้ใช่ไหมคะ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เวลาเราให้ดอกไม้ใคร ดอกไม้น่าจะเป็นตัวแทนความรู้สึกของเราใช่ไหมคะ ให้ในวันที่เขาไม่สบาย แสดงว่าเราส่งความปรารถนาดีความห่วงใยไปให้ใช่ไหมคะเป็นตัวแทนบอกว่า หายเร็วๆนะ วัดไหนที่เขารับปริญญาเราแสดงความยินดีเอาช่อดอกไม้ไปให้ สื่อความว่าเราบอกเขาว่าเรายินดีด้วยนะ ใช่ไหมคะ แต่พ่อเอาไปให้คนตาย คนตายจะลุกขึ้นมาตอบเราหรือสื่อความกับเราได้ไหมคะ ไม่ได้ ถูกไหมนั่นแสดงว่าดอกไม้นั้นเมื่อมันถูกวางให้กับผู้ตาย มันกลับกลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด เพราะอะไรมันมีเหตุอะไร เวลาเราให้ดอกไม้ใครเราส่งความปรารถนาดีไปยังผู้อื่น เราต้องการให้ผู้รับแสดงตอบกลับมา ที่เราไหมคะแสดงความรู้สึกตอบกลับเราไหม ยกตัวอย่างนะสมมุติเราให้ดอกไม้ไปแล้วเขาไม่รับก็โยนทิ้ง จะรู้สึกยังไง เธอเสียใจใช่ไหมนั่นแสดงว่าให้อะไรไปเราต้องการให้เขาตอบรับความรู้สึก เราใช่หรือไม่ แต่พ่อให้คนตายเขาไม่สามารถตอบรับได้แล้ว ให้ไปทำไมใช่ไหมคะ ถ้าให้คนตายแสดงว่าให้แล้วมีประโยชน์แต่ยังจะให้อยู่แสดงว่า ฉันให้ดอกไม้นั้นคือการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มันจึงเป็นดอกไม้ที่มีค่าที่สุด แต่ถ้าเธอให้ด้วยมีวัตถุประสงค์แอบแฝง มีความต้องการการตอบรับ ดอกไม้นั้นจะไม่มีค่า แต่พ่อมันไปให้คนที่ไม่สามารถที่จะให้อะไรเธอกลับมาได้ เวลาที่เธอให้เขาไปแสดงว่าเธอบริสุทธิ์ใจใช่ไหมคะเธอมีความปรารถนาดีเธอไม่ได้ต้องการอะไรหรือไม่ได้หวังอะไร อีกต่อไปแล้ว นี่คือนัยยะที่เรียกว่าความหมายแบบนัยยะประวัติ ซึ้งนะ อ่านมากๆต้องทำความเข้าใจมากๆจึงจะตีความตรงนี้ และทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง ภาพบอกหรือยังว่าดอกไม้ใน 3 บริบทนี้ ไม่เหมือนกันเลย อันที่ 1 คือหญิงสาว ความหมายหลายนัยคือ ที่เพิ่มขึ้นมาคือประชาธิปไตย ในขณะที่ วันที่ 3 ความหมายแบบนัยยะประวัติ คืออะไรคะผู้เขียนกำหนดความหมายขึ้นมาเองนะเธอการให้โดยไม่หวัง สิ่งตอบแทนลึกเข้าไปอีก ลึกซึ้งมากดังนั้นเรื่องการตีความมันจึงเป็นเรื่องที่ค่อน สร้างจะ ต้องให้ความสำคัญและให้รายละเอียด รวมไปถึงอ่านอย่างละเอียดด้วย จึงจะสามารถถอดรหัสความออกมาได้อย่างไร การอ่านตีความนะคะในส่วนของสัญลักษณ์ การแบ่งหมวดหมู่ของสัญลักษณ์ เอาไว้หลายประเภทด้วยกัน เราสามารถใช้ ตัวละครในวรรณคดีมาเป็นสัญลักษณ์ได้ค่ะ เช่น ขุนแผนเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะความเจ้าชู้วันทองเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ ความหลายใจ จรกาเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ ความขี้ริ้วขี้เหร่ใช่ไหมคะจรกา ชูชกเป็นสัญลักษณ์ของอะไร ความโลภความตะกละ แต่ปัจจุบันนี้มีคนเอารูปปั้นชูชกไปกราบไหว้ แล้วบอกว่านี่คือสัญลักษณ์ของ ความอุดมสมบูรณ์ ถ้าดูจากเนื้อความของที่มาของคำเราจะเห็นได้เลยว่ามันไม่ ห้องใช่ไหมคะ รถชนจริงๆแล้วเป็นสัญลักษณ์ของความโลภและความ กินจนตัวตายใช่ไหมคะ แต่ก็มีคนไปตีความในความหมายใหม่เนาะแล้วก็พยายามสร้างให้มันเป็นความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา ให้คนไปบูชากราบไหว้เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ที่มาก่อน จึงจะสามารถตัดสินใจได้ว่าฉันจะกราบไหว้เหมือนกับชาวบ้านเขาไหมนะคะ อาจใช้ สติปัญญาพิจารณาเอานะต่อไปนะคะเป็นสัญลักษณ์ ของอะไร ความ ใจร้ายนะคะ ทศกัณฐ์เจ้าชู้ไหม น่าเสียดายใจทศกัณฑ์ใครฟังเพลงลูกทุ่งเคยฟังไหมคะ เพลงของหัวใจทศกัณฐ์แสดงว่า ใจร้ายใช่ไหมคะอยากมีรักเหมือนพระรามใช่ไหมคะ ที่พระรามออกตามหานางสีดาแต่สำหรับทศกัณฐ์เธอไม่ตามใครใช่ไหมคะเธอมีเมียเยอะมาก เจอก็ใจร้ายนะครับเป็นยักษ์ที่ใจร้าย ทศกัณฐ์จึงเป็นสัญลักษณ์ของความ จะร้ายดุร้าย ป้ายนะคะประเภทที่ 2 เราใช้สัตว์ต่างๆเป็นสัญลักษณ์ได้ เช่นอะไรบ้าง ช้าง ช้างเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ ความยิ่งใหญ่ เสือเป็นสัญลักษณ์ของอะไร ความดุร้าย ใช่ไหมคะเสือความดุร้ายเสือนะคะจริงๆไม่ได้ชื่อเสือ พ่อทุกคนเขาขนานนามว่าเป็นไอ้เสือแสดงว่าคนนั้นมีก็ต้องมี 2 เมตร ความ ใช่ไหมคะมีความรู้ร้ายหรือว่ามีลักษณะของความ เรียกว่าอะไรดี เออจะมีลักษณะความเกเรอยู่แต่ว่าเสือก็คือสัญลักษณ์ของความดุร้าย นะคะ ชอบๆกระต่ายค่ะกระต่ายเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ กระต่ายเป็นสัญลักษณ์ของอะไร ขับรถเร็วไหมคะ คล่องแคล่วว่องไว เต่าราคะความเชื่องช้านะคะ เป็นสัญลักษณ์ของผู้ชายที่ ไม่ทำมาหากินใช่ไหมคะแล้วก็เอาเปรียบผู้หญิงผู้ชายที่เอาเปรียบผู้หญิงนะคะ ก็คือแมงดา ป้ายประเภทที่ 3 ค่ะ ใช้อะไรคะ ดอกไม้ชนิดต่างๆหรือพันธุ์ไม้ มีอะไรบ้าง ดอกรักดอกลั่นทมดอกดาวเรืองนะคะดาวเรืองเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ มีชื่อที่ไปพร้อมกับคำว่ารุ่งเรืองใช่ไหมคะเขาก็เลยให้เป็นสัญลักษณ์ ข้อความ รุ่งเรืองดอกลั่นทมแล้วลูก ความทุกข์ระทมใช่ไหมคะเขาถึงได้เปลี่ยนชื่อใช่ไหมเปลี่ยนชื่อเป็นอะไร ลีลาวดีนะคะ อะไรอีกนะคะต้นโพธิ์ต้นไทรเป็นสัญลักษณ์ของอะไร ยั่งยืนใช่ไหมคะความมั่นคง อายุยืนนานเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรเป็นที่พึ่งนะคะ ยืนนานเป็นที่พึ่งนะคะเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งนี้ อะไรอีกสีต่างๆ สีชมพูเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะช่วงนี้หัวใจป่ะ สีชมพูนั่นก็คือมี ความรักนะคะ อะไรอีก ธรรมชาติต่างๆนะคะ เป็นสัญลักษณ์ของอะไร มีเมฆบางเมฆอาจจะเป็นสัญลักษณ์ของอุปสรรคต่างๆใช่ไหมคะ น้ำค้างนะคะน้ำค้าง สัญลักษณ์แทนความสดชื่นใช่ไหมคะอาจเป็นความสดชื่นเนาะ พายุคลื่นลมต่างๆเป็นสัญลักษณ์ของอุปสรรค อะไรอีกอวัยวะต่างๆนะคะเครื่องประดับเครื่องใช้ข้าว ของต่างๆ สามารถที่จะนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ ได้ นอกเหนือจาก ตัว เอกสารตัวข้อความที่เป็นทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง มันยังมีอีกเรื่องหนึ่งนะคะที่ผู้คนพากันให้ความสนใจ นั่นก็คือเรื่องของลายเซ็น มีคนตีความลายเซ็นเอาไว้ ภาษาลองดูซิว่าวิธีการเซ็นชื่อของตนเองมันไปสอดคล้องกับ การตีความของนักจิตวิทยา อย่างไรนะคะ ดูลายเซ็นอันที่ 1 นะคะโอ้โหหน้าจอดูไม่ออกเลย แบบที่ 1 ค่ะ ตัวอักษรที่เป็นชื่อ ใหญ่กว่านามสกุล ตัวอักษร ที่เป็นชื่อ ใหญ่กว่านามสกุล คนที่เซ็นแบบนี้เขาบอกว่า จะเป็นคนที่ มีความเป็นผู้นำ มีความเป็นผู้นำสูง แบบนี้นะคะถ้าเซ็นแบบที่ว่านี้ เขาบอกว่ามีความเป็นผู้นำสูง ชื่อใหญ่กว่านามสกุล แต่ว่าเป็นคนที่โดดเดี่ยวและแยกตัวมาจากครอบครัว ไม่ค่อยสัมพันธ์กับพ่อแม่ มีความมั่นใจในตนเองสูงและมีโอกาสที่จะ ประสบความสำเร็จมากกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน เนื่องจากว่ามีความมุมานะ ตั้งมั่นเด็ดเดี่ยว แต่อาจจะขาดเรื่องความรัก สักครอบครัว กับคนที่เป็นคนเซ็นในลักษณะ ต่อแบบแบบนี้นะคะลักษณะต่อมานั่นก็คือ ลายเซ็นชื่อนามสกุลใหญ่กว่าชื่อ นามสกุลใหญ่กว่าชื่อ เขาบอกว่าคนแบบนี้นะคะที่เซ็นแบบนี้ คนพิเศษในลักษณะเช่นนี้จะเป็นคนที่รักครอบครัว ฉันเป็นคนที่อยู่ติดบ้านรักครอบครัว ยอดธงวงศ์ตระกูล ให้เกียรติผู้คนในครอบครัวและชอบช่วยเหลือคนในบ้าน มีความสุขอยู่เสมอ แปลสำหรับคนประเภทนี้ที่เซ็นแบบนี้เขาบอกว่ามีแนวโน้มนะคะ พี่จะ เรียกว่ารักและทุ่มเทให้กับ คนรอบข้างมากจนเกินไป เงินบางครั้งทำให้ตัวเองเหน็ดเหนื่อย และต้องรับผิดชอบ เรื่องราวต่างๆของผู้คนรอบตัวในครอบครัว มากจน เกินไป จริงใจแต่เหนื่อยมีความรักรอบตัวแต่เหนื่อยมาก กลับแบบแรกก็คือโดดเดี่ยวและนะคะ ความรักแต่ไปได้ไกลนะคะ แบบที่ 3 ค่ะ แบบนี้เขาเรียกว่าเส้นแบบต่อเนื่องและเขียนสมัคร เหมือนกัน อาจจะมีลักษณะของการเว้นวรรคไว้นิดนึงตรงระหว่าง ชื่อกับนามสกุล พรุ่งนี้เขาบอกว่าจะเป็นวิธีการเซ็นที่มีความสมดุลมาก มันจะเป็นลักษณะของ love life Balance นะคะ ทำให้ชีวิตนะคะทั้งเรื่องงานเรื่องของชีวิตเรื่องความรักครอบครัวต่างๆ มีความลงตัว นี่คือวิธีการเซ็นที่นักจิตวิทยานะคะเขาบอกว่าเวลาเซ็นนะคะ เนี่ยมันจะเป็นตัวเหมือน การบ่งบอกมันลายมือก็เช่นเดียวกันนะคะลายมือก็เป็นตัวบ่งบอกอารมณ์ความรู้ ของคนที่เป็นคนเขียนตัวอักษรนั้นๆ ภาษาเวลาตรวจงานคุณครูตรวจงานนักเรียนนะคะ ถ้าคุณครูตรวจไม่เห็นเขียนผิดเยอะๆจะสังเกตได้ว่าครูน่าจะเขียนตัวหนังสือใหญ่กว่า ที่สำคัญคือการลงน้ำหนักของเส้นปากกา มันจะมีความ มากกว่าปกติ แสดงว่าตอนนั้นคุณครู เกิดความรู้สึกว่าฉันสอนไปแล้วทำไมเด็กทำไม่ได้อย่างที่ หนูตั้งใจเอาไว้ เวลาตรวจก็จะมีลักษณะเช่นนี้คือการวิเคราะห์นะคะเป็นลักษณะการวิเคราะห์การเขียนนั่นเอง ชอบๆนะคะอีกหลายอย่างเลยค่ะที่เราต้องดีกว่าเนาะ โฆษณานะคะดูภาพนี้ ภาพไม่ชัดน้องแต่กูจะอธิบายให้ฟัง เป็นภาพของผู้นำประเทศมหาอำนาจที่มีความขัดแย้งกัน เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ อเมริกากับอิรักนะคะ บารัคโอบามาเนี่ยค่ะกับใครกับประธานาธิบดีของประเทศจีน อเมริกากับจีน ไม่ถูกกันเนาะใช่ไหมอะไรอีก ประเทศที่มีความขัดแย้งเขาเอารูปของผู้นำ เอามาแต่งภาพแล้วให้ชื่อโฆษณา Diva unhedged เลิกเกลียดกันเถอะใช่ไหมคะแล้วหันกลับมารักกัน ตีความด้านเนื้อหา ดูจากภาพตีความด้านเนื้อหาคืออะไรเนื้อหาคือ การนำภาพของผู้นำประเทศที่มีความขัดแย้ง ไม่มามีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ตีความด้านน้ำเสียง ผู้เขียนต้องการอะไรคะรู้สึกยังไง ผู้เขียนรู้สึก รู้สึกยังไงดี หวังอะไร ต้องการอะไร ผู้เขียนต้องการให้เกิดสันติภาพใช่ไหมคะ พรุ่งนี้ สิ่งที่เขาต้องการจะต้องการให้เกิดสันติภาพขึ้นในประเทศที่เป็นคู่ สงคราม หรือเป็นผู้ที่มีความขัดแย้งกัน ไม่ได้เอาภาพมาแต่งแค่ล้อเลียน ไม่ได้ล้อเลียนนะ แต่เป็นลักษณะของอะไรของการแฝงความต้องการนะคะ พี่ต้องการให้เห็นหรือต้องการให้เกิดสันติภาพขึ้น ในประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งนี้ โฆษณาคราวนี้มาเพลงบ้าง คุ้นๆไหมคะเนื้อความเพลงนี้ เพลงนี้นะคะ มีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน หน้าจอ เป็นที่สัญญาณหรือว่าเป็นที่แล้วขออนุญาตเบรคแป๊บนึงนะคะเพราะว่าตอนนี้หน้าจอ จากนี้ มีปัญหานะคะเดี๋ยวขอแก้ไขทางเทคนิคก่อนแป๊บนึงค่ะ มาหรือยังคะภาษามาหรือยัง กลับมาจากเข้าห้องน้ำหรือยัง ไอ้นิดเดียวไข่นิดเดียวเดี๋ยวจะได้ทำงานต่อแล้วไอ้นิดนึงกูขอขยายนิดนึง ขยายความราคาขยายความ ถ้ากลับไปนั่งที่กลับไป รักษาดูนะคะเมื่อกี้นี้นอกเหนือจาก โฆษณา ภาพนิ่ง ก็ยังมีเพลงที่เราอาจจะต้องตีความ ทำไมหน้าจอเล็กจังเดี๋ยวแป๊บนึงนะคะเดี๋ยวพวกขยายหน้าจอก่อน OK จอเล็กก็ช่างไม่เป็นไรนะคะ เพลงเพลงนึง เพลงอมตะด้วย รู้จัก วงคาราบาวไหมคะรู้จักเพลงเดือนเพ็ญไหมคะ เพลงเดือนเพ็ญเนื้อร้องเข้ายังไงนะ เดือนเพ็ญแสงเย็นเห็นอร่ามนภาจำนวนดูงาม เย็นชื่นหนอยามเมื่อลม พัดมาใช่ไหมคะถ้าเรารู้จักเนื้อเพลงนะคะ จากเนื้อเพลงที่เป็นเนื้อเพลงปัจจุบันนะคะ ชื่อวัดเพลงเดือนเพ็ญ ดูจากเนื้อความทั้งหมด ถ้าตีความจากเนื้อหา ตีความด้านเนื้อหาจะเป็นการกล่าวถึงความรู้สึก ถึง บ้านใช่ไหมคะคำว่าบ้านในที่นี้คือภูมิลำเนา เดิม เช่นคนนี้อาจจะไปทำงานที่ต่างจังหวัดแล้วคิดถึง บ้านเกิด สวยไหมคะแต่ทีนี้พอกลับมาดูในประเด็นของ ที่มาของเพลงนี้ค่ะ เราก็จะพบว่า เพลงนี้นั้นนะคะมันไม่ได้มีความหมายอยู่แค่ การคิดถึงภูมิลำเนา เราไปดูว่าเพลงนี้มีที่มายังไง ผู้แต่งเพลงนี้ ไม่ใช่คุณแอ๊ดคาราบาวนะคะ ผู้แต่งเพลงนี้คือ อัศนีพลจันทร์ หรือที่ใช้นามปากกาว่านายผี ให้ผีเป็นใคร นายผีเป็นนักเขียนนักคิดเป็นกวีที่มี ชื่อเสียง ยุคเดียวกันกับช่วงของอาจารย์จิระนันท์พิตรปรีชาที่มีการต่อสู้เรียกร้อง การเมืองนั่นแหละค่ะ เป็นยุคเดียวกัน ซึ่งตอนนั้นหลังจากที่ทหารได้ทำการ วัดร้างนะคะ กลุ่มของนักศึกษากลุ่มนี้ก็ได้ หนีออกไปแล้วไปอยู่ที่ตะเข็บชายแดน ตะเข็บชายแดนนี้อยู่ที่ไหน เขาว่ากันว่าตามประวัติคือ คุณอัสนีเนี่ยไปอยู่ที่ประเทศลาว ข้ามฝั่งไปอยู่ที่ประเทศลาว แล้วนายประเทศลาวนั้น บ้านใกล้เมืองพี่เมืองน้องเรานี่เองเนาะแต่กลับมาไม่ได้ อัสนีก็เลยแต่งเพลงนี้แทนความคิดถึง คนที่อยู่ในประเทศ เนื้อเพลง ไม่ได้หมายความแค่เพียงคนในครอบครัว แต่มันมีความหมายกว้างกว่านั้นหน้าตาดูต้นฉบับก่อนนะคะต้นฉบับ เขาเขียนว่ายังไง เขาเขียนว่า กูอยากให้ไปดูสังเกตตัวนี้ค่ะสังเกตนี่ค่ะหน้าจอหน้านี้ค่ะ ลมเอยจงเป็นสื่อให้ น้ำรักจากห้วงดวงใจ ของข้านี้ไปบอกเขานะ นา ให้คนไทยรู้ว่าไม่นานลูกที่จากมาจะไปซบ ในอก แม่เกย ถ้าดูจากประโยคนี้ ตรงนี้น่าจะเป็นสารสำคัญ ผู้เขียนต้องการจะสื่อถึงผู้ฟัง ฟังกลุ่มนี้คือใครเขาบอกว่าฝากลมเป็นสื่อ น้ำ นะคะน้ำรักหนูน้ำรักนะน้ำรักจากห้วงดวงใจ ให้ไปบอกอะไรเขา นา ให้ไปบอกเขานะนา การตีความของผู้ที่นำเอาเพลงนี้ไปแต่งเพลงใหม่ จึงตีความว่า นำรักจากห้วงดวงใจของข้านี้ไป บอก เขา น้ำ นา หมายถึงอะไรคะภูเขา แม่น้ำและท้องนา ให้เมืองไทยคราวนี้นะคะคนที่เอามาแต่งใหม่มาเรียบเรียงใหม่ นะคะ ให้ขยายความ จากเดิมให้คนไทยใช่ไหมคะเหมือนไทยค่ะ เพลงนี้มันจึงเกิดจากการตีความในมุมของ ผู้ที่นำมาเรียบเรียง ว่า เพลงนี้นะคะมันมีความหมาย จากคนแดนไกล ส่งความคิดถึงมายังเมืองไทย นะคะไม่นานลูกที่จากมาจะไปซบหน้าแทบอก ของแม่แม่ในที่นี้เป็นแม่ผู้ให้กำเนิด หรือหมายถึงอะไรคะ แผ่นดินเกิดหรือประเทศไทย นักศึกษาคิดว่าน่าจะเป็นอะไร แผ่นดินไทยใช่ไหมคะเพราะมันจะไปคล้องกับอะไรคะ เมืองไทยให้เมืองไทยรู้ว่า ไม่นานเนี่ยนะคะจะกลับไปซบที่แผ่นดินเกิดดังนั้นคำว่าอกแม่คือแผ่นดินแม่ ไม่ได้หมายความถึงมารดาผู้ให้กำเนิด นั่นเอง ดังนั้น ในเพลงที่เขานำมาเรียบเรียงใหม่ในปัจจุบัน จึงมีการปรับคำใช้คำที่สื่อความ จากการตีความ ต้นฉบับ เพราะคนเขียนลี้ภัยทางการเมืองเนาะ พอมาถึงเพลงในยุคปัจจุบันนี้จึงได้เขียนหรือปรับข้อความให้มี ความชัดเจนมากยิ่งขึ้นนะคะ เมื่อกี้จัดคนไทยใช่ไหมคะต้นฉบับคือให้คนไทยรู้ว่าใช่ไหมคะ อันนี้ต่อถึงประเทศเลยนะคะ ต้นฉบับว่าให้คนที่อยู่เมืองไทยจะได้รู้นะคะ คิดถึงนะคะ แต่เพื่อความชัดเจน เพลงนี้ก็เลยถูกนำมา เขียนใหม่นะคะให้มีบริบทที่มันมีความชัดเจน เราจะเห็นได้ว่าเวลาที่เราตีความมาค่ะ บางอย่างเราอาจจะมองไม่เหมือนคนอื่นก็ได้ สิ่งที่ทำให้เรามองต่างมันมาจากอะไร เขาบอกว่ามันมาจากประสบการณ์ค่ะ คนที่รู้มากเห็นมากอ่านมาก ย่อมมีประสบการณ์มาก การตีความก็ยิ่งลึกซึ้งกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่อ่านน้อยกว่านั้นจะตีความได้แย่หรือ ความได้ไม่ถูก เพียงแต่การให้เหตุผลหรือการให้น้ำหนักของ สิ่งที่เราตีความนะเนี่ยมันจะต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง ดังนั้นนะคะ การที่ให้ความเห็นที่แตกต่างจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ดังบทประพันธ์ที่อยู่ในหน้าจอที่ว่านี้เขาบอกว่า สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พราวพราย ถ้านิยามของการตีความมันจะไปคล้องกับบทประพันธ์ใด ขอให้น้าสารนึกถึงบทประพันธ์นี้ค่ะ ว่าเราจะเห็นได้ลึกซึ้งจะเห็นดวงดาวหรือจะเห็นโคลนตม มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ การสร้างสมประสบการณ์ด้วยการอ่านจึงเป็นการลับคมสติปัญญา และจะทำให้เรา มีความลึกซึ้งและมีความกระจ่างแจ้ง ในการคิด วิเคราะห์ หาเหตุหาผล ผ่านกระบวนการที่เราเรียกว่าอ่านตีความนั่นเอง รักษาตัวนี้นะคะ ดูจากข้อความ อ่านธรรมดาก่อนก็ได้นะคะใครดูถูก ดูหมิ่นศิลปะ อนารยะไร้สกุลสถุลสัตว์ เราลิงค่างเสือสางกลางป่าชัฏใจมืดจัดกว่าน้ำหมึก เพียงกินนอนสืบพันธุ์นั้นฤา ชื่อว่าสิ่งประเสริฐเลิศล้ำ อยากยโสกักขฬะ ทำ เหยียบย่ำทุกหย่อมหญ้าสาธารณ์ ภพหน้าอย่ามีรูปมนุษย์ กดเกิดในร่างดิรัจฉาน หน้าติดดินกินขี้เลื้อยคลาน ทรมานทุกข์ร้อนร้ายนิรันดร์ จากงานเขียนของอาจารย์อังคารกัลยาณพงศ์อาจารย์เจี๊ยบไปแล้วนะคะแต่ว่าจะเป็นสี ชาตินะคะอาจารย์เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูง มากนะคะ ภาษาไทยบทประพันธ์นี้ถ้าตีความด้านเนื้อหาเขากล่าวถึง อะไรคะ เขากล่าวถึงอะไร อังคารกล่าวถึงใคร เป็นการกล่าว ตำหนิติเตียนด่าทอไหมคะ ใครคะด่าใครคะใครว่าใคร ว่าคนที่ดูถูกงานศิลปะ ดูจากข้อความความหมายที่สื่อออกมา สาปแช่งขนาดไหนสาปแช่งขนาดที่ว่าพบหน้าอย่ามีรูปมนุษย์ ลองพูดเกิดในร่างดิรัจฉาน สาปให้เป็นคนอีกไหมคะ ทราบว่าอย่าได้เกิดเป็นคนอีกเลย เพราะถ้าเกิดมาแล้วก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเพียงคน จิตใจเป็นไงอย่าช้าอย่าเพราะอะไรอย่าเพราะ ดูถูกดูหมิ่นศิลปะ นั่นแสดงว่าอาจารย์เชิดชูงาน ศิลปะ และถ้าใครที่คิดจะมาย่ำยี ดูถูกดูหมิ่น อาจารย์พร้อมที่จะ สาปแช่ง พร้อมที่จะ ต่อต้าน พร้อมที่จะต่อว่า บางทีใช่ไหมคะครูอยากให้ดูตรงนี้ค่ะอารมณ์ความรู้สึก เป็นยังไง อารมณ์ความรู้สึก ตอบแทนไหมคะเป็นอารมณ์โกรธแค้นใช่ไหมคะ โกรธแค้นที่ มีผู้ดูถูกดูหมิ่นศิลปะ คราวนี้กูอยากให้กลับไปดูอีกอย่างนึง ลองพิจารณาดูซิว่าผู้เขียนเนี่ยค่ะเขาน่าจะเขียนบทประพันธ์นี้ในช่วง วัยใดของเขา ดูจากการใช้ภาษาแล้ว คิดว่าเป็น รุ่นไหน วัยรุ่น วัยผู้ใหญ่หรือว่าวัยผู้สูงอายุ ภาษาคิดว่าใน 3 วันเนี้ย อาจารย์เขียนในช่วงไหน รู้จักการใช้ภาษา ไปไหน เด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ไปสูงอายุ ผู้ใหญ่ใช่ไหมคะคิดว่าเป็นใบผู้ใหญ่ใช่ไหมอ่ะคราวนี้มาดูซิ ภาษาคะ ปกติแล้วธรรมชาติของความเป็นผู้ใหญ่ เมื่อมีเหตุมากระทบสิ่งแรกที่ผู้ใหญ่ ต้องทำนั่นก็คือ การนิ่งค่ะ วุฒิภาวะของผู้ใหญ่จะมีสูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้นภาษาแบบนี้ ดูจากประวัติ เราจะเห็นว่าบทประพันธ์นี้เขียนตอนอาจารย์อายุ 18 ค่ะ เข้าเรียนปี 1 ในมหาวิทยาลัย แล้วสาขาที่ตนเองเลือกเรียนนั้น เป็นสาขาที่มีผู้กล่าวว่าเรียนไปทำไม เป็นศิลปินไส้แห้ง เรียนไปทำไมศิลปะมันไม่มีประโยชน์ ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 30-40 ปีที่แล้วค่านิยมของสังคมไทยเป็นแบบนั้นจริง มองว่างานศิลปะเป็นงานที่ไม่สร้างรายได้เป็นงานที่ไม่ได้ก่อให้เกิดความรัก หน่วยใดๆ ใช่ไหม ช่วงนั้น อารมณ์และความรู้สึกของคนที่รักในงานศิลปะ บันทึกพรุ่งพล่านภาษาที่ใช้มันจะมีความเดือดดาล เข้มข้น อยากมากนะ ไม่มีคำหยาบเลยสักคำ อ่านแล้วรู้สึกยังไงรู้ได้เลยว่าถ้าเป็นภาษาพูด ชาวบ้านทั่วๆไปเขาว่ากันเนี่ย มีสต๊อกมาเพ่นพ่านเต็มไปหมดเลยใช่ไหมคะ แต่ในนี้ไม่มีคำหยาบเลย มันไพเราะไปด้วยการเลือกสรรคำมาลง แล้วทำให้เห็นว่าผู้เขียนมีความรู้สึก เดือดดาลขนาดไหน การตีความ อ้าวต่อไปนะคะ คำถามมีไหมคะหลังจากที่เราได้เรียนมาทั้งหมดแล้ว เราก็จะเห็นว่าเวลาที่เราอ่านงานอะไรก็ตามแต่ไม่ว่าจะเป็นทางออนไลน์ น่าจะเป็นอ่านหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านงานเขียนประเภทร้อยแก้วทุกประเภทร้อยกรองทุกแบบ เวลาอาจถ้าเราเจอในเรื่องของสัญลักษณ์เนาะ ในเรื่องของการมีการ ตีความว่า สิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อหรือเจตนาในการส่งสาร รวมไปถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียนที่มีอยู่ในงานเขียนนานๆเนี่ยนะคะเราจะเห็นได้ไง ที่เลย แม้แต่ในงานเขียนที่เป็นลักษณะของงานที่เป็นบทความ บทความเนี่ยหน้าวิเคราะห์มากนะคะ แต่สำหรับพวกเรานะคะด้วยเวลาเนาะกว่าจะทำให้เราอาจจะต้องลด เรื่องของการอ่านบทความตรงนี้ลงไปแต่สิ่งที่ครูจะให้พวกเราทำ นั่นก็คือนายหน้า 100 เป็นหัวข้อ Bot ประพันธ์ที่ชื่อว่า ซ่อน ซ่อนอะไรอาจารย์ศักดิ์สิริมีสมสืบเขียนเอาไว้ในหนังสือที่ ชื่อว่ามือนั้นสีขาว อยากให้พวกเราลองอ่านแล้วตอบคำถาม 2 ข้อ ตีความด้านน้ำเสียง 2 ตีความด้านเนื้อหา นักศึกษาไม่ต้องเขียนลงกระดาษหนังสือพิมพ์ในมือถือก็ได้ค่ะ ตอบโจทย์ข้อที่ 1 กับโจทย์ข้อที่ 2 รักนั้นแคปหน้าจอนะคะหรือแคปข้อความที่เราพิมพ์เนี่ย ใส่ในอัลบั้มในไลน์กลุ่มให้ครูหน่อย กูจะเอากลับไปอ่านแล้วลงคะแนนให้ ว่าเธอตีความเรื่องซ่อนนี้ว่าอย่างไร ส่งวันไหนส่งวันนี้นะคะห้องอื่นเขาก็ส่งในชั่วโมงห้องเรานะคะ อนุญาตให้ส่งได้ถึง 18:00 น นะคะส่งมานะคะอัพรูปเข้าไปใน LINE กลุ่มนะคะ แล้วเดี๋ยวกูจะรอตรวจแล้วลงคะแนนให้ มีใครสงสัย เนื้อหา สงสัยหรือมีคำถามเกี่ยวกับเรื่อง เนื้อหาทั้งหมดในวันนี้รวมถึงงานการบ้านหรือเปล่า ถามได้เลยค่ะมีปัญหาอะไรน้อมีไหม มีไหมจ๊ะ แก ถ้าไม่มีนะคะงั้นชั่วโมงนี้เอาไว้ แค่นี้นะคะแล้วแต่ เราจะมา บรรณนิทัศน์หนังสือกันนะคะเราจะมาทำการแนะนำหนังสือ แต่ก่อนจะแนะนำมันต้องมีการวิเคราะห์ก่อนนอนนะคะ แจ้งความมา 4 ความแล้วก็มาวิเคราะห์กันเพื่อที่จะทำในรูปแบบของการบัตรนิทัศน์ โอเคงั้นชั่วโมงนี้แค่นี้ก่อนนะคะสวัสดีค่ะ ขอบคุณล่ามด้วยนะคะ กัญญาณัฐค่ะ กัญญารัตน์ จิราภา จุฑามาศ ชนิกานต์ ชลิตา Line