﻿1
00:01:27,132 --> 00:01:31,132
(ผศ.ดร.กาญจนา) เป็นอย่างไรกันบ้างคะแนนสอบ

2
00:01:34,883 --> 00:01:38,405
ถ้าใครอ่านหนังสือตอบได้ใช่ไหมคะ

3
00:01:38,405 --> 00:01:40,458
สไลด์มีไหมคะ

4
00:01:40,458 --> 00:01:44,458
มี ครูออกนอกเหนือจากในสไลด์ก็เฉพาะส่วนที่เป็นข้อสอบในเชิง

5
00:01:45,718 --> 00:01:47,319
วิเคราะห์ใช่ไหมคะ

6
00:01:47,319 --> 00:01:49,751
แล้วก็เอาตัวอย่างการจับใจ

7
00:01:49,751 --> 00:01:51,421
ความ

8
00:01:51,421 --> 00:01:55,421
การอ่านวิเคราะห์ เอามาจากข้างนอก

9
00:01:56,035 --> 00:02:00,035
แล้วใช้หลักการในการตอบ ตามหลักเกณฑ์ในเอกสารใช่ไหมคะ

10
00:02:02,703 --> 00:02:03,980
เ

11
00:02:03,980 --> 00:02:07,980
ต็ม 40 ได้เท่าไรกันบ้าง ใครได้ 40 เต็มคะ

12
00:02:08,412 --> 00:02:11,484
ตอบให้ครูชื่นใจหน่อย

13
00:02:11,484 --> 00:02:15,484
39 38

14
00:02:17,768 --> 00:02:21,768
ต้องให้ครูต่อแบบรวบรวมนะ นั่นก็คือใครได้เกินครึ่ง

15
00:02:23,220 --> 00:02:25,911
ยกมื

16
00:02:25,911 --> 00:02:29,304
อ เกินครึ่งเกิน 20

17
00:02:29,304 --> 00:02:31,614
จริง ๆ แล้วเวลา

18
00:02:31,614 --> 00:02:35,614
มันแค่ชั่วโมงเดียว แต่ว่าครูให้ชั่วโมงครึ่ง

19
00:02:36,418 --> 00:02:38,211
เผื่อเพื่อน

20
00:02:38,211 --> 00:02:41,101
นึกออกไหม วันนั้นเขาให้ชั่วโมงครึ่งนะจ๊ะ

21
00:02:41,101 --> 00:02:45,101
สังเกตดูน ะ ครูให้ชั่วโมงครึ่ง เพราะว่าครูให้

22
00:02:46,863 --> 00:02:50,863
ส่งภายใน ก็ดูหัวนะ นะคะ ถึงบ่าย

23
00:02:51,864 --> 00:02:54,483
บ่ายสองครึ่งนะคะ

24
00:02:54,483 --> 00:02:58,483
40 ข้อ แต่ให้ตั้งชั่วโมงครึ่ง เพราะโจทย์ค่อนข้างยาว และที่สำคัญก็คือเผื่อเวลาให้

25
00:03:01,283 --> 00:03:05,283
เพื่อนนะคะ ที่อาจจะต้องมีคนอ่านให้ใช่ไหมคะ อันนี้เพื่อนอ่านให้ไหมคะ มี

26
00:03:06,985 --> 00:03:09,807
ข้อสอบให้ไหม

27
00:03:09,807 --> 00:03:11,977
มีนะ โอเค ทำทันไหมคะ

28
00:03:11,977 --> 00:03:14,548
กันอยู่นะ

29
00:03:14,548 --> 00:03:18,548
โอเค ที่ผ่านมาก็ให้ผ่านไป คราวนี้มาเริ่มต้นใหม่นะคะ ในครึ่งหลัง

30
00:03:20,838 --> 00:03:23,849
ครึ่งหลังนี้ก็เช่นเดียวกัน

31
00:03:23,849 --> 00:03:27,849
เนื้อหาก็จะอยู่ในเอกสารอยู่ในสไลด์นะคะ ที่ครูจะได้นำเสนอต่อไปนี้

32
00:03:31,280 --> 00:03:35,280
บทถัดมาที่เราจะเรียนต่อจากบทที่ 4 นะคะ นั่นก็คือ

33
00:03:36,081 --> 00:03:39,483
บทที่ 5 เป็นเรื่องของการอ่านตีความ

34
00:03:39,483 --> 00:03:43,483
วันนี้ไม่ต้องใช้หนังสือ แต่ให้ดูในสไลด์ที่ไหนคะ สไลด์ที่ครู

35
00:03:45,444 --> 00:03:48,586
ถ่ายไว้ส่งให้ ใน

36
00:03:48,586 --> 00:03:49,476
ในไหนคะ

37
00:03:49,476 --> 00:03:53,476
ใน line นะคะ เปิดดูนะลูกนะ ดูหน้าจอก่อนก็ได้ค่ะ ดูหน้าจอก่อนเหมือนกันนะคะ เหมือนกัน

38
00:03:56,660 --> 00:04:00,660
อันนี้เพื่อนนะคะ สามารถเปิดดูได้นะ เปิด เปิดฟังได้ใช่ไหมลูก ถ้าเป็น Word นะ

39
00:04:02,115 --> 00:04:04,157

40
00:04:04,157 --> 00:04:08,157
ฟังนะ บทนี้นะคะ ในเอกสารที่เราถืออยู่ในตัวเล่ม

41
00:04:09,407 --> 00:04:13,199
เป็นตัวอย่างของการตีความเกือบทั้งหมด

42
00:04:13,199 --> 00:04:15,051
แต่ในส่วนของหลักการ

43
00:04:15,051 --> 00:04:19,051
ครูจะนำมาใส่ไว้ในสไลด์ ที่ครูจะบรรยายให้พวกเราฟังต่อไปนี้

44
00:04:20,692 --> 00:04:23,126
และงานในท้ายคาบ

45
00:04:23,126 --> 00:04:25,493
จะอยู่ที่หน้า 11

46
00:04:25,493 --> 00:04:26,465
8

47
00:04:26,465 --> 00:04:30,174
ครูจะให้พวกเราดูเอกสารที่หน้า 118

48
00:04:30,174 --> 00:04:33,320
เพื่อทำแบบฝึกหัดท้ายบทนะคะ

49
00:04:33,320 --> 00:04:34,539
ในวันนี้

50
00:04:34,539 --> 00:04:37,743
แต่ก่อนที่จะทำในหน้า 118

51
00:04:37,743 --> 00:04:41,392
ครูจะอธิบายเกี่ยวกับหลักการของการ

52
00:04:41,392 --> 00:04:45,392
การอ่านอีกแบบหนึ่ง ที่เราเรียกว่าการอ่านตีความ

53
00:04:47,805 --> 00:04:50,557
ในการอ่านตีความนะคะ

54
00:04:50,557 --> 00:04:54,557
เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนของการอ่าน  ที่ใช้ควบคู่กัน

55
00:04:56,009 --> 00:05:00,009
กับการอ่านจับใจความ อ่านวิเคราะห์

56
00:05:00,052 --> 00:05:02,674
มันจะค่อย ๆ ไล่มาทีละขั้น

57
00:05:02,674 --> 00:05:06,674
จับใจความ และมาวิเคราะห์ วิเคราะห์เสร็จก็ตีความนะคะ พอตีความจากนั้นก็จะกลายเป็นการขยาย

58
00:05:10,625 --> 00:05:13,185
ความนะคะ ต่อไป

59
00:05:13,185 --> 00:05:17,185
แล้วก็สุดท้ายก็จะนำไปสู่การจัดทำบรรณนิทัศน์หนังสือนะคะ ซึ่งการทำบรรณนิทัศน์หนังสือ

60
00:05:19,524 --> 00:05:23,524
ต้องอาศัยทั้งการอ่านจับใจความ วิเคราะห์และตีความ

61
00:05:24,719 --> 00:05:26,320
เพื่อนำมาสรุ

62
00:05:26,320 --> 00:05:28,431
ปเป็นงานเขียนของพวกเรา

63
00:05:28,431 --> 00:05:32,431
เขียนเพื่ออะไร เขียนเพื่อให้ข้อมูลหนังสือที่เราเลือกอ่าน

64
00:05:34,468 --> 00:05:38,468
และให้ข้อมูลในเชิงของการวิเคราะห์นะคะ

65
00:05:38,692 --> 00:05:42,692
ดังนั้นวันนี้นะคะ เรามารู้อีก 1 กระบวนการ นั่นก็คือการอ่าน

66
00:05:44,017 --> 00:05:48,017
ตีความนั่นเอง

67
00:05:48,449 --> 00:05:52,449
การอ่านตีความมีความสำคัญอย่างไรนะคะ

68
00:05:54,334 --> 00:05:57,034
การอ่านตีความจะช่วยให้ผู้อ่าน

69
00:05:57,034 --> 00:06:00,746
ทำความเข้าใจในงานเขียน

70
00:06:00,746 --> 00:06:04,746
ได้อย่างหลากหลาย ไม่มองงานเขียนนั้นแต่เพียงมุมเดียว

71
00:06:05,559 --> 00:06:08,892
ถ้าเราอ่านแค่เพียงจับใจความ

72
00:06:08,892 --> 00:06:12,283
โดยที่ไม่พิจารณาให้ละเอียดลึกซึ้ง

73
00:06:12,283 --> 00:06:16,283
หรือทำความเข้าใจกับตัวสาร หรือตัวข้อความ

74
00:06:17,028 --> 00:06:20,300
ที่มันมีนัยต่าง ๆ แอบแฝงอยู่

75
00:06:20,300 --> 00:06:24,153
เราก็จะเข้าใจเพียงความรู้เบื้องต้น

76
00:06:24,153 --> 00:06:27,797
แต่ถ้าหากพินิจพิจารณาไปถึง

77
00:06:27,797 --> 00:06:28,699
ตัว

78
00:06:28,699 --> 00:06:32,699
แฝงอยู่หรือเนื้อสารที่แฝงอยู่ เจตนาต่าง ๆ ที่แฝงอยู่ใน

79
00:06:33,959 --> 00:06:35,302
เนื้อความ

80
00:06:35,302 --> 00:06:39,302
งานเขียนนั้น ๆ เราก็จะเข้าใจในอีกมุมมอง ใน

81
00:06:41,075 --> 00:06:45,075
ความเข้าใจ หรือที่เราเรียกว่า "เข้าใจได้อย่างหลากหลายมิติ" นั่นเองนะคะ

82
00:06:47,739 --> 00:06:49,849
อันที่ 2 นะคะ

83
00:06:49,849 --> 00:06:53,849
งานการเขียน... ขออภัย การอ่านตีความนะคะ จะช่วยฝึกให้ผู้อ่าน

84
00:06:55,054 --> 00:06:58,255
เป็นผู้ที่มีเหตุผล และก็มี

85
00:06:58,255 --> 00:06:59,784
ความคิด

86
00:06:59,784 --> 00:07:01,577
จริงไหมเรื่องนี้

87
00:07:01,577 --> 00:07:04,338
อ่านมาก

88
00:07:04,338 --> 00:07:06,519
ใช้ความคิดมากไหมคะ

89
00:07:06,519 --> 00:07:10,519
ยิ่งอ่านมาก ก็ยิ่งเป็นการลับสมองนะคะ เหมือนคนลับมีดนะคะ

90
00:07:12,352 --> 00:07:16,352
มีดนี่นะคะ ถ้ามันไม่ได้ฝนบ่อย ๆ มันก็จะทื่อใช่ไหมคะ คนไม่ได้อ่านหนังสือ

91
00:07:18,766 --> 00:07:22,766
ก็จะเป็นคนที่ตื้อ สมองตื้อใช่ไหมคะ ไม่มีสติปัญญาที่เฉียบคมนะคะ เพราะฉะนั้น การอ่านจึงเป็นการ

92
00:07:26,968 --> 00:07:30,968
ลับสมอง แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อ่านโดยอาศัยการพินิจ

93
00:07:32,351 --> 00:07:33,371
พิจารณา

94
00:07:33,371 --> 00:07:37,371
การตีความตรงนี้จะช่วยให้ผู้อ่าน เป็นผู้ที่ม

95
00:07:38,245 --> 00:07:42,025
ีคิดแล้วก็เป็นผู้ที่มีเหตุและผลนั่นเอง

96
00:07:42,025 --> 00:07:46,025
จากนั้นค่ะ ความสำคัญอีกข้อหนึ่ง ก็คือเวลาที่เราอ่านงานเขียนประเภท

97
00:07:47,727 --> 00:07:49,717
วรรณคดี

98
00:07:49,717 --> 00:07:52,347
ถ้าอ่านแค่เพียงตัวบท

99
00:07:52,347 --> 00:07:54,331
หรือตัวข้อความ

100
00:07:54,331 --> 00:07:58,331
โดยไม่ทำความเข้าใจความหมายรวมไปถึงอารมณ์

101
00:07:59,844 --> 00:08:02,853
ความรู้สึก ที่อยู่ในงานเขียนนั้น ๆ

102
00:08:02,853 --> 00:08:06,853
สิ่งนั้นจะทำให้เราเข้าไม่ถึงรสของวรรณคดี

103
00:08:07,405 --> 00:08:11,405
แต่ถ้าเมื่อไหร่อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์ อ่านอย่างตีความ

104
00:08:12,731 --> 00:08:16,731
ก็จะทำให้สามารถเข้าถึงรสของวรรณคดี ได้อย่างลึกซึ้ง

105
00:08:20,296 --> 00:08:24,270
และอันที่ 4 นะคะ ความสำคัญข้อที่ 4

106
00:08:24,270 --> 00:08:25,943
การอ่านตีความ

107
00:08:25,943 --> 00:08:28,943
จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้พวกเรา

108
00:08:28,943 --> 00:08:32,546
ฝึกการใช้วิจารณญาณ

109
00:08:32,546 --> 00:08:34,145
และทำให้เรา

110
00:08:34,145 --> 00:08:38,145
มีทักษะในการไตร่ตรอง การคิดใคร่ครวญนะคะ

111
00:08:40,161 --> 00:08:44,161
นี่คือความสำคัญของการอ่านตีความ

112
00:08:53,441 --> 00:08:57,441
เดี๋ยวครูขึ้นมาให้หมดเลยทีเดียวเลยนะคะ จะได้ดูไปพร้อม ๆ กัน

113
00:09:05,686 --> 00:09:09,686
หลักในการอ่านตีความ ครูขึ้นมาทีเดียวเลย 6 ข้อ ดูไปพร้อม ๆ กันคืออะไร

114
00:09:13,113 --> 00:09:17,113
ข้อที่ 1 นะคะ ในการอ่านตีความ สิ่งสำคัญเลยที่เราต้องยึดถือ

115
00:09:18,437 --> 00:09:19,908
นั่นก็คือ

116
00:09:19,908 --> 00:09:23,311
อ่านโดยมีการสำรวจความหมาย

117
00:09:23,311 --> 00:09:26,513
หมายความว่าอย่างไร อ่านอย่างสำรวจความหมาย

118
00:09:26,513 --> 00:09:28,882
สำรวจคืออ่านคร่าว ๆ ถูกไหมคะ

119
00:09:28,882 --> 00:09:32,882
ยังไม่อ่านละเอียดนะ แต่ถ้าหากว่ามีการสำรวจความหมายด้วย

120
00:09:33,507 --> 00:09:35,108
มันคืออะไร

121
00:09:35,108 --> 00:09:36,959
มันคือการอ่าน

122
00:09:36,959 --> 00:09:40,959
พี่พยายามทำความเข้าใจกับคำที่มีความหมายยาก

123
00:09:42,469 --> 00:09:46,469
หรือคำที่ต้องอาศัยการให้ความหมายมากกว่า 1 อย่าง

124
00:09:47,731 --> 00:09:50,234
มากกว่า 1 ความหมายขึ้นไป

125
00:09:50,234 --> 00:09:54,234
ลักษณะเช่นนี้เราเรียกว่า "อ่านสำรวจความหมาย

126
00:09:54,395 --> 00:09:58,395
" นะคะ เราต้องมาสังเกตนะคะ ว่าข้อความนั้นเนี่ย มันสามารถที่จะเข้าใจได้ใน 2 ทางหรือไม่นะคะ

127
00:10:01,960 --> 00:10:05,960
หรือเข้าใจในลักษณะ ที่มันมีความลึกซึ้งมากกว่า ตัวบทที่อ่านอยู่หรือเปล่า

128
00:10:07,611 --> 00:10:09,071
นี่คือการอ่านแบบ

129
00:10:09,071 --> 00:10:11,061
สำรวจความหมายนะคะ

130
00:10:11,061 --> 00:10:12,600
อันที่ 2 ค่ะ

131
00:10:12,600 --> 00:10:16,600
เวลาอ่านแบบตีความนี่ สิ่งที่ต้องยึดถืออย่างหนึ่ง ก็คือเราควรศึกษา

132
00:10:19,078 --> 00:10:20,098
ประวัติ

133
00:10:20,098 --> 00:10:21,887
ที่มา

134
00:10:21,887 --> 00:10:25,887
หรือที่เราเรียกว่า "ชีวประวัติ" ของผู้เขียนด้วย

135
00:10:25,988 --> 00:10:29,988
ทำไมต้องศึกษา เพราะว่าเวลาที่นักเขียนเขาเขียนงานอะไรบางอย่าง

136
00:10:32,589 --> 00:10:36,589
ให้เราอ่านนี่ค่ะ เขาจะใส่ความเป็นตัวตนของนักเขียนท่านนั้น ๆ

137
00:10:38,687 --> 00:10:42,687
ใส่บุคลิกลักษณะวิถีชีวิต หรือความคิดความอ่าน

138
00:10:44,011 --> 00:10:44,782
ของเขา

139
00:10:44,782 --> 00:10:46,951
ลงไปในงานเขียนด้วย

140
00:10:46,951 --> 00:10:50,923
ทีนี้เมื่อจะต้องตีความงานเขียน

141
00:10:50,923 --> 00:10:54,923
เราเองถ้าเข้าใจถึงบริบททางชีวิตของเขา ว่าที่มา ที่ไป หรือ

142
00:10:57,720 --> 00:11:01,720
ลักษณะนิสัยนะคะ วิธีในการใช้ภาษาของเขามันเป็นแบบไหน

143
00:11:02,914 --> 00:11:06,914
เราก็จะเข้าใจงานเขียนนั้น ๆ และตีความได้อย่างถูก

144
00:11:10,098 --> 00:11:14,098
บางคนใช้คำคำเดียว แต่

145
00:11:14,388 --> 00:11:18,388
มีหลายความหมาย นักเขียนบางคนใช้คำบางคำ

146
00:11:20,160 --> 00:11:24,160
โดยปกติแล้วนี่ คนทั่วไปเข้าใจว่าคำนี้หมายความว่าแบบนี้ แต่สำหรับนักเขียนบางท่าน

147
00:11:27,402 --> 00:11:29,123
คำที่นำไปใช้

148
00:11:29,123 --> 00:11:32,775
ไม่ได้หมายความอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกัน

149
00:11:32,775 --> 00:11:33,935
แต่

150
00:11:33,935 --> 00:11:37,935
มีความหมายที่แฝงอยู่ และมีความหมายที่แตกต่างออกไป จากการรับรู้

151
00:11:39,378 --> 00:11:41,120
คนในสังคม

152
00:11:41,120 --> 00:11:45,120
นะคะ นี่คือสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องศึกษาภูมิหลังของเขา เพื่อทำความเข้าใจ

153
00:11:47,972 --> 00:11:51,432
ตัวเนื้อสารนะคะ อันที่ 3 ค่ะ

154
00:11:51,432 --> 00:11:54,955
เราจะต้องศึกษารูปแบบของงานเขียน

155
00:11:54,955 --> 00:11:58,955
ขนบประเพณีของงานเขียน อย่างเช่นงานเขียนประเภทร้อยกรอง

156
00:12:00,277 --> 00:12:04,277
ที่เป็นงานเขียนประเภทวรรณคดี แบบแผน วรรณคดีที่เป็นวรรณคดีมรดกนะคะ

157
00:12:08,219 --> 00:12:12,219
จะมีบทไหว้ครูใช่ไหมคะ เขาจะมีบทไหว้ครูก่อน ถ้าเรารู้ว่าส่วนนี้นะคะ

158
00:12:15,268 --> 00:12:18,539
คือขนมธรรมเนียมดั้งเดิม

159
00:12:18,539 --> 00:12:19,239
ของ

160
00:12:19,239 --> 00:12:21,161
กลอนในยุคโบราณ

161
00:12:21,161 --> 00:12:25,161
ของคำประพันธ์ในยุคโบราณ เราก็จะเข้าใจว่า

162
00:12:25,581 --> 00:12:27,502
ทำไมเขาต้องทำ

163
00:12:27,502 --> 00:12:29,494
ทำไมเขาต้องเขียน

164
00:12:29,494 --> 00:12:33,494
เขาเริ่มจากการไหว้ครูก่อน พอไหว้ครูเสร็จ ขั้นต่อมาเขาก็จะมีการ

165
00:12:34,819 --> 00:12:38,819
ถ่อมตัว ว่าเขาคือคนเขียนนะ แต่คิดแต่งอันนี้นี่ อาจจะดีหรือไม่ดี ก็

166
00:12:40,274 --> 00:12:42,316
ขอให้ผู้อ่านได้พิจารณา

167
00:12:42,316 --> 00:12:46,316
แสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน ก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่

168
00:12:47,066 --> 00:12:51,066
เนื้อความของงานเขียน หรือวรรณคดีเรื่องนั้น ๆ นี่คือลักษณะนะคะ ที่เป็นรูปแบบและเป็นขนม

169
00:12:54,747 --> 00:12:58,747
ธรรมเนียมนะคะ ประเพณีนิยมนะคะ ของการสร้างสรรค์วรรณคดีไทยนะคะ ในลักษณะของร้อยกรองต่าง ๆ

170
00:13:04,946 --> 00:13:07,064
ต่อมานะคะ

171
00:13:07,064 --> 00:13:11,064
ข้อที่ 4 การศึกษาความคิดหลัก ความคิดรอง และความ

172
00:13:12,319 --> 00:13:13,212
ค

173
00:13:13,212 --> 00:13:15,261
ิดแทรก อันนี้ก็สำคัญเช่นเดียวกัน

174
00:13:15,261 --> 00:13:17,444
ถ้าเราอ่านตีความ

175
00:13:17,444 --> 00:13:21,444
แล้วเราไม่สามารถระบุได้ ว่าอะไรคือความคิดหลัก

176
00:13:23,217 --> 00:13:25,647
อะไรคือความคิดที่เสริม

177
00:13:25,647 --> 00:13:28,920
อะไรคือความคิดที่แทรกเข้าไป

178
00:13:28,920 --> 00:13:32,920
สิ่งนี้ถ้าเรายังแยกไม่ได้ การอ่านตีความ

179
00:13:33,143 --> 00:13:37,143
จะมีโอกาสผิดเพี้ยนสูง

180
00:13:38,085 --> 00:13:42,085
ยกตัวอย่างนะคะ ยกตัวอย่าง ยกตัวอย่างเช่น เรื่องถ้าเราอ่าน เรื่องเงาะ

181
00:13:44,107 --> 00:13:47,380
สมมุติเราอ่านเรื่องเงาะป่า

182
00:13:47,380 --> 00:13:49,493
เงาะป่าเป็นเรื่องของใคร

183
00:13:49,493 --> 00:13:52,382
เป็นเรื่องของกลุ่มชาติติพันธ์ุ

184
00:13:52,382 --> 00:13:56,382
ที่เรียกว่าชาติที่พันธุ์กลุ่มมันนิซาไก่นะคะ พวกเงาะป่านะคะ หรือที่เราบ้านเราเรียกว่า "เงาะป่าซาไก"

185
00:13:59,679 --> 00:14:01,420
เคยได้ยินไหมคะ

186
00:14:01,420 --> 00:14:05,391
คนกลุ่มนี้มีวิถีชีวิตแบบไหน

187
00:14:05,391 --> 00:14:09,391
เขาจะอาศัยอยู่ในป่านะ แล้วก็ขุดเผือกขุด

188
00:14:10,641 --> 00:14:14,641
มันนะคะ ก็หากินไปเรื่อย ๆ มีชุมชนของเขานั่นแหละ แต่การตั้งถิ่นฐาน

189
00:14:16,534 --> 00:14:17,315
เขา

190
00:14:17,315 --> 00:14:20,008
เขาจะตั้งอยู่ไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง

191
00:14:20,008 --> 00:14:24,008
พอตัดใบไม้มาใช่ไหมคะ มาทำเป็นที่พัก เป็นทับใช่ไหมคะ

192
00:14:25,065 --> 00:14:29,065
พอใบไม้เริ่มเปลี่ยนสี ก็คือเริ่มแห้งเหี่ยวเป็นสีเหลือง

193
00:14:29,746 --> 00:14:32,377
เขาก็จะย้ายที่อยู่ไปเรื่อย ๆ

194
00:14:32,377 --> 00:14:36,377
ทีนี้นะคะ ผู้ที่แต่งเรื่องนี้ ก็คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

195
00:14:38,019 --> 00:14:41,279
หัวนะคะ พระราชนิพนธ์เรื่องนี้ขึ้นนะคะ

196
00:14:41,279 --> 00:14:45,279
แต่งขึ้น พระองค์นี่นะคะ ส่งได้ฟังเรื่องราวของเด็ก

197
00:14:46,338 --> 00:14:47,817

198
00:14:47,817 --> 00:14:51,817
ตาไก่นี่แหละนะคะ ที่ได้เข้าไปอยู่ในวังนะครับ ลงได้รับรู้เรื่องราวก็เลยเป็นแรง

199
00:14:53,141 --> 00:14:53,901

200
00:14:53,901 --> 00:14:57,901
พระองค์ก็เลยเอามาแต่งนะคะ เป็นเรื่องของนางเอกคือนางลำหับใช่ไหมคะ มีความรักกันนะคะ

201
00:15:00,444 --> 00:15:04,444
กับซมพราใช่ไหมคะ ซมพราปลาแล้วก็มีคนที่มาค่ะ

202
00:15:05,692 --> 00:15:08,326
เขาเรียกว่าชื่ออะไรนะช่วยกันเอาใช่ไหมคะ

203
00:15:08,326 --> 00:15:10,565
ฮาเนานี่คือมารัก

204
00:15:10,565 --> 00:15:14,565
เขาเรียกว่าอะไร เป็นคนที่พ่อแม่เลือกให้นะคะ

205
00:15:15,438 --> 00:15:19,355
แต่ทีนี้ พอความรักถูกขัดขวางนะคะ ก็เลยทำให้

206
00:15:19,355 --> 00:15:22,430
เกิดโศกนาฏกรรมขึ้น

207
00:15:22,430 --> 00:15:26,430
พระเอกและนางเอกก็ได้ตายตามกัน ฆ่าตัวตาย

208
00:15:27,937 --> 00:15:31,937
อีกคนหนึ่งนะคะ ที่เป็นคนลงมือฆ่านะคะ ที่เป็นคนลงมือฆ่า

209
00:15:33,899 --> 00:15:37,684
คู่รักนี้นะคะ ก็ได้

210
00:15:37,684 --> 00:15:41,684
เสียใจนะคะ มีความรู้สึกว่าตัวเองเสียใจมากนะคะ ที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมนี้ขึ้น

211
00:15:43,201 --> 00:15:46,586
ทีนี้ถ้าหากว่าเราดูจากเนื้องานนี้นี่

212
00:15:46,586 --> 00:15:49,797
เวลาที่อ่านแล้ว ก็จะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรคะ

213
00:15:49,797 --> 00:15:53,797
ความรักใช่ไหมคะ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก ความรักของหนุ่มสาว และเป็นความรักที่ไม่สมหวังด้วย

214
00:15:56,531 --> 00:16:00,531
แต่ในบทเรียน ที่ติดที่อยู่ในหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย ที่เด็กไทยเรียนน่ะค่ะ

215
00:16:02,351 --> 00:16:06,071
ตอนนี้มีการคัดเอาเฉพาะ

216
00:16:06,071 --> 00:16:07,613
ตอนขนัง

217
00:16:07,613 --> 00:16:11,613
กับไม้ไผ่ ขนังกับไม้ไผ่เป็นน้องของพระเอกและนางเอก

218
00:16:13,503 --> 00:16:16,966
เด็ก 2 คนที่เป็นเพื่อนรักกัน

219
00:16:16,966 --> 00:16:19,776
เป็นเด็กที่อยู่ในช่วงวัยประถม

220
00:16:19,776 --> 00:16:23,776
อายุ ก็คืออยู่ในช่วงของเด็กวัยประถมศึกษานี่แหละนะคะ ในหนังสือเรียน

221
00:16:25,616 --> 00:16:28,819
พอคัดตอนนี้มาให้

222
00:16:28,819 --> 00:16:30,811
สิ่งที่เราเห็น ก็คือ

223
00:16:30,811 --> 00:16:34,811
ตอนนี้การทำความเข้าใจในเนื้อหา

224
00:16:35,104 --> 00:16:38,755
ความคิดหลักของวรรณคดีเรื่องนี้

225
00:16:38,755 --> 00:16:39,977
เปลี่ยนไปแล้ว

226
00:16:39,977 --> 00:16:42,860
เพราะตอนที่ถูกตัดมาให้เรียน

227
00:16:42,860 --> 00:16:46,860
ความคิดหลักของตอนนี้ ก็คือเป็นความรักระหว่างเพื่อน

228
00:16:47,861 --> 00:16:51,861
เป็นความรักระหว่างเพื่อน แต่ในวรรณคดีเล่มใหญ่รวมทั้งหมด

229
00:16:53,436 --> 00:16:56,128
มันเป็นความรักระหว่างหนุ่มสาวใ

230
00:16:56,128 --> 00:17:00,128
ช่ไหมคะ ฉะนั้นเราต้องบอกก่อนว่าที่มานะคะ หรือแหล่งที่มาของข้อมูลนะคะ หรือวรรณคดีที่เราอ่านนี่

231
00:17:03,316 --> 00:17:05,747
มันเป็นแบบฉบับเต็ม หรือเป็นฉบับย่อ

232
00:17:05,747 --> 00:17:09,338
ถ้าเป็นฉบับเต็ม ความคิดหลักก็คือเป็นเรื่องของ

233
00:17:09,338 --> 00:17:13,338
การอ่านมีความรัก ที่ไม่สมหวังใช่ไหมคะ  ทำให้เกิดความทุกข์ แต่พอเป็น

234
00:17:15,102 --> 00:17:19,102
ตอนที่ถูกตัดมาให้นักเรียนประถมศึกษาได้เรียน

235
00:17:19,404 --> 00:17:22,415
กลับกลายเป็นความรักระหว่างเพื่อนนะคะ

236
00:17:22,415 --> 00:17:25,549
นี่คือความคิดหลักที่อยู่ใน

237
00:17:25,549 --> 00:17:29,549
เนื้อหาของวรรณคดีในบทเรียนนั่นเองนะคะ นี่คือการแยกนะคะ ว่าอันไหนคือความคิดหล

238
00:17:32,475 --> 00:17:34,666
ัก และความคิดรองนะคะ

239
00:17:34,666 --> 00:17:37,668
บางคนก็บอกว่าความคิดหลัก ของ

240
00:17:37,668 --> 00:17:41,668
ตอนที่ขนังกับไม้ไผ่ อยู่ในเอกสารอยู่ในบทเรียนนะ อยู่ในบทเรียนหนังสือเรียน

241
00:17:42,994 --> 00:17:45,046
บางคนไม่ได้ตอบเรื่องความรัก

242
00:17:45,046 --> 00:17:49,046
บอกว่าความคิดหลัก ในตอนนี้ก็คือวิถีชีวิตของคนที่

243
00:17:50,438 --> 00:17:51,909
เป็นกลุ่ม

244
00:17:51,909 --> 00:17:53,380
ชาติพันธุ์

245
00:17:53,380 --> 00:17:56,262
มันนิซาไก

246
00:17:56,262 --> 00:18:00,262
ซึ่งอันนี้เป็นความคิดรองนะคะ มันเป็นความคิดรอง หรืออาจจะเป็นความคิด

247
00:18:01,526 --> 00:18:02,997
เสริมก็ได้

248
00:18:02,997 --> 00:18:06,997
แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช่อะไรคะ ไม่ใช่ความคิดหลัก

249
00:18:07,287 --> 00:18:11,287
สุดท้าย ไม่ใช่สุดท้ายข้อ 5 ค่ะ

250
00:18:11,770 --> 00:18:15,770
เราจำเป็นจะต้องศึกษาในเรื่องของภาษา ในการสื่อสาร ถ้าเรารู้ว่างานเขียน

251
00:18:18,893 --> 00:18:22,893
ต่าง ๆ นั้นนะคะ มีการใช้ภาษาที่ดีภาษาที่ถูกต้อง

252
00:18:24,147 --> 00:18:28,147
การทำความเข้าใจในการตีความ ก็จะมีความถูกต้อง

253
00:18:29,531 --> 00:18:31,461
และมีความแม่นยำ

254
00:18:31,461 --> 00:18:35,461
มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าหากว่าภาษาที่ใช้ในงานเขียน

255
00:18:36,703 --> 00:18:40,364
มันยังไม่เคลียร์ยังไม่ชัดเจน

256
00:18:40,364 --> 00:18:44,336
มันก็จะส่งผลต่อการอ่านตีความไปด้วย

257
00:18:44,336 --> 00:18:46,769
และสุดท้ายข้อที่ 6

258
00:18:46,769 --> 00:18:50,769
เวลาอ่านตีความเราคงจะต้องมาอ่านตามลำดับ

259
00:18:51,769 --> 00:18:54,712
โดยเริ่มจากการแปลความ

260
00:18:54,712 --> 00:18:58,712
การแปลความ ก็คือทำความเข้าใจตัวเนื้อความก่อนใช่ไหมคะ  ว่ามันแปลว่าอย่างไร

261
00:19:00,485 --> 00:19:04,485
แสดงว่ามันต้องมีคำศัพท์ที่ยากใช่ไหมคะ ที่ต้องแปลเนื้อความของคำศัพท์

262
00:19:05,877 --> 00:19:08,818
แปลคำศัพท์แล้วเราก็จะมาอ่านทั้งหมด

263
00:19:08,818 --> 00:19:11,249
พออ่านทั้งหมดก็แปล

264
00:19:11,249 --> 00:19:15,249
ความ แปลความแล้วก็มาตีความ เพราะตีความเสร็จก็ไปขยายความ

265
00:19:17,151 --> 00:19:21,124
การขยายความคือการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม

266
00:19:21,124 --> 00:19:25,124
เสริมว่าเหตุใดเราจึงตีความเช่นนั้น

267
00:19:26,244 --> 00:19:30,244
นะคะ

268
00:19:44,576 --> 00:19:48,576
อาทิตย์นี้นะคะวิธีการ

269
00:19:49,781 --> 00:19:50,860
ศาล

270
00:19:50,860 --> 00:19:54,860
หรือการอ่านตีความนั้นนะคะมันมีวิธีอย่างไรบ้าง

271
00:19:57,216 --> 00:20:01,216
อันที่ 1 นะคะเราคงจะต้องใช้เทคนิคการวิเคราะห์นะคะ

272
00:20:02,411 --> 00:20:04,973
จากที่เราเรียนเมื่อบทที่แล้ว

273
00:20:04,973 --> 00:20:07,023
วิเคราะห์ความ

274
00:20:07,023 --> 00:20:11,023
จากนั้นมาพิจารณารายละเอียด

275
00:20:11,320 --> 00:20:15,040
ขั้นที่ 3 ค่อยมาตีความ

276
00:20:15,040 --> 00:20:19,040
และขั้นที่ 4 แสดงความคิดเสริม

277
00:20:19,918 --> 00:20:23,918
ตอนนี้นักศึกษาไม่ต้องดูหนังสือนะคะ ดูที่หน้าจอนะคะ ดูที่หน้าจอ

278
00:20:25,290 --> 00:20:29,290
แล้วก็อาจจะดูในมือถือนะคะ ของตนเองเพื่อในกรณีที่มองจอไม่เห็น

279
00:20:31,704 --> 00:20:35,704
เปิดดูตามได้นะคะ  ดูตามสไลด์นะ

280
00:20:40,168 --> 00:20:44,168
มาดูขั้นที่ 1 นะคะ มันมีรายละเอียดยังไง

281
00:20:44,980 --> 00:20:48,980
ขั้นที่ 1 ที่เป็นการวิเคราะห์ความ

282
00:20:49,011 --> 00:20:53,011
เปิดดูตามได้นะคะ ดูตามสไลด์

283
00:20:54,785 --> 00:20:58,429
เริ่มต้นเรื่องอย่างไร

284
00:20:58,429 --> 00:21:02,429
เริ่มต้นด้วยการนำเอาข้อความที่เป็นเพลง เป็นบทความ หรือเป็นข้อความ

285
00:21:04,654 --> 00:21:08,654
เตือนใจ หรือเป็นสำนวน หรือว่าเป็นความ

286
00:21:09,017 --> 00:21:11,579
ขวัญ เขาเริ่มต้นด้วยอะไรนะคะ

287
00:21:11,579 --> 00:21:14,839
จากนั้นนะคะ มาดูการดำเนินเรื่อง

288
00:21:14,839 --> 00:21:18,839
เขามีวิธีการดำเนินเรื่องแบบไหน

289
00:21:19,083 --> 00:21:22,212
เป็นไปตามลำดับระยะเวลา

290
00:21:22,212 --> 00:21:26,212
ฃหรือลำดับโดยเล่าจากท้ายมา

291
00:21:26,382 --> 00:21:28,043
เริ่มต้นเรื่อง

292
00:21:28,043 --> 00:21:30,284
เคยดูหนังไหมคะ

293
00:21:30,284 --> 00:21:34,284
ที่นั่งที่เขาเล่าจากตอนท้าย แล้วมาเฉลยตอนท้ายว่า

294
00:21:34,908 --> 00:21:36,568
เหตุมันเกิดจากอะไร

295
00:21:36,568 --> 00:21:40,568
แบบย้อนเวลา กับอีกแบบหนึ่งเล่าสลับไปสลับมา

296
00:21:42,856 --> 00:21:46,856
เล่าสลับไปสลับมาท้ายไปเริ่มเรื่องนะคะ จัดท้ายเรื่องไปตอนต้นเรื่องนะคะ มีการดำเนิน

297
00:21:50,298 --> 00:21:54,298
สลับไปสลับมาครับ ดำเนินเรื่องแบบไหนใช้วิธีใดนะคะ

298
00:21:55,102 --> 00:21:59,102
ปิดเรื่องแบบไหน จบเรื่องแบบไหน จบแบบ Happy Ending ไหม หรือจบแบบโศก

299
00:22:00,806 --> 00:22:02,147
นาฏกรรม

300
00:22:02,147 --> 00:22:03,308
จบแบบ

301
00:22:03,308 --> 00:22:05,488
ไม่มีใคร

302
00:22:05,488 --> 00:22:09,488
มีความสุขสักคน อย่างนี้หรือเปล่า เราก็ต้องดูตรงนี้นะคะ และจากนั้นค่ะ

303
00:22:11,760 --> 00:22:15,760
ก็มาวิเคราะห์ที่ตัวเนื้อหาทั้งหมด

304
00:22:16,381 --> 00:22:20,381
ขั้นที่ 1 คือการวิเคราะห์เนื้อความนะ

305
00:22:36,960 --> 00:22:40,960
ต่อไปขั้นที่ 2

306
00:22:44,585 --> 00:22:48,585
ต่อจากการวิเคราะห์เนื้อความ เราจะมาพิจารณารายละเอียด

307
00:22:52,660 --> 00:22:54,853
ในหัวข้อนี้นะคะ

308
00:22:54,853 --> 00:22:58,052
คำว่า "รายละเอียด" หมายถึงอะไรบ้าง

309
00:22:58,052 --> 00:22:59,902
ดูตรงไหนบ้าง

310
00:22:59,902 --> 00:23:01,823
ดูสิว่า

311
00:23:01,823 --> 00:23:04,075
ข้อเท็จจริงของเรื่องนี้

312
00:23:04,075 --> 00:23:05,866
คืออะไร

313
00:23:05,866 --> 00:23:07,727
ข้อคิดเห็นของเรื่อง

314
00:23:07,727 --> 00:23:09,138
คืออะไร

315
00:23:09,138 --> 00:23:13,138
ทำไปแล้วใช่ไหมคะ เมื่อคราวที่แล้ว แยกไปแล้วใช่ไหมคะ ข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็น

316
00:23:16,314 --> 00:23:17,533
อารมณ์

317
00:23:17,533 --> 00:23:19,074
ความรู้สึก

318
00:23:19,074 --> 00:23:21,516
ของผู้เขียน

319
00:23:21,516 --> 00:23:22,985
เป็นแบบใด

320
00:23:22,985 --> 00:23:26,985
ผู้เขียนตอนที่เขียนเรื่องนี้นะคะ อารมณ์และความรู้สึกของผู้เขียน

321
00:23:28,559 --> 00:23:32,559
มีลักษณะของอารมณ์เป็นแบบใด

322
00:23:45,604 --> 00:23:48,107
อันที่ 3 ค่ะ

323
00:23:48,107 --> 00:23:51,770
หลังจากที่วิเคราะห์เนื้อความแล้วใช่ไหมคะ

324
00:23:51,770 --> 00:23:55,770
เมื่อกี้พิจารณารายละเอียดที่ 3 ต่อมาก็คือดำเนินการตี

325
00:23:57,143 --> 00:23:57,914
ความ

326
00:23:57,914 --> 00:24:01,186
ดำเนินการตีความโดย

327
00:24:01,186 --> 00:24:05,186
ประมวลข้อมูล จากการพิจารณา

328
00:24:05,302 --> 00:24:09,302
หมายความว่าเราเอาข้อมูลทั้งหมดมากองรวมกันก่อน

329
00:24:11,123 --> 00:24:12,853
เอาข้อมูลทั้งหมด

330
00:24:12,853 --> 00:24:14,965
มาวางรวมกัน

331
00:24:14,965 --> 00:24:18,965
แล้วพิจารณาไปทีละประเด็นนะคะ

332
00:24:19,838 --> 00:24:23,838
โดยที่เราจะต้องวิเคราะห์สารที่ผู้เขียน

333
00:24:23,871 --> 00:24:25,233
ต้องการส่ง

334
00:24:25,233 --> 00:24:29,233
ว่าเจตนาในการส่งสารของเนื้อเรื่องนี้นี่

335
00:24:29,967 --> 00:24:32,988
เขามีเจตนาเพื่ออะไร

336
00:24:32,988 --> 00:24:36,988
มันอาจจะมีคำที่เป็นคำสำคัญ ที่เป็นตัวบ่งชี้เจตนาอยู่

337
00:24:37,922 --> 00:24:38,815
เช่น

338
00:24:38,815 --> 00:24:40,485
ตักเตือน

339
00:24:40,485 --> 00:24:42,726
แนะนำ ชี้แนะ

340
00:24:42,726 --> 00:24:44,009
สั่งสอน

341
00:24:44,009 --> 00:24:45,927
ให้ข้อคิด

342
00:24:45,927 --> 00:24:49,927
คำต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นคำสำคัญ ที่ระบุถึง

343
00:24:50,812 --> 00:24:52,531
เจตนาพร้อม

344
00:24:52,531 --> 00:24:56,531
ผู้เขียนนั่นเองค่ะ

345
00:25:00,418 --> 00:25:04,418
หลังจากที่เราได้ประมวลข้อมูลวิเคราะห์แล้ว

346
00:25:05,831 --> 00:25:07,733
ก็จะนำไปสู่การ

347
00:25:07,733 --> 00:25:11,733
สรุปการตีความ ว่าจากที่เราดู ว่าเจตนาของเขาเป็นอย่างไร

348
00:25:13,376 --> 00:25:15,299
ตัวเนื้อความทั้งหมด

349
00:25:15,299 --> 00:25:17,350
เขาสื่อถึงอะไร

350
00:25:17,350 --> 00:25:18,879
เราก็จะ

351
00:25:18,879 --> 00:25:20,670
ทำเป็นข้อสรุป

352
00:25:20,670 --> 00:25:24,670
ว่าจากที่เราอ่านทั้งหมดนี้ ข้อสรุปเพียงหนึ่งเดียวที่เราได้

353
00:25:26,120 --> 00:25:30,120
คืออะไร

354
00:25:38,562 --> 00:25:42,562
จากนั้นมาหลักการข้อที่ 4 ค่ะ วิธีการต่อมา นั่นก็คือ

355
00:25:44,583 --> 00:25:48,583
แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมเข้าไป

356
00:25:49,207 --> 00:25:52,785
ขั้นนี้นะคะ เป็นการแสดงความคิดเสริม

357
00:25:52,785 --> 00:25:56,373
อะไรบ้างที่เราสามารถเพิ่มเติมเข้าไปได้

358
00:25:56,373 --> 00:26:00,373
นั่นก็คือใส่ความคิดเห็นของเราเข้าไป

359
00:26:02,135 --> 00:26:06,135
เมื่อกี้นี้เราดูเฉพาะตัวสิ่งที่เราอ่านใช่ไหมคะ ดูเฉพาะเนื้อความ ขั้นที่ 4 นี้เราสามารถใส่ความคิดเห็น

360
00:26:10,526 --> 00:26:12,007
ของตัวเราเข้าไป

361
00:26:12,007 --> 00:26:16,007
ใส่ความรู้ที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราอ่าน

362
00:26:16,300 --> 00:26:17,709
ใส่เข้าไปได้

363
00:26:17,709 --> 00:26:21,709
เพืออะไร ใส่เพื่อให้เห็นว่าการที่เราสรุปความว่า

364
00:26:23,035 --> 00:26:25,463
ทั้งหมดนี้ ที่เราอ่าน

365
00:26:25,463 --> 00:26:29,463
มันมีนัยหรือมีข้อความที่สื่อถึง

366
00:26:29,827 --> 00:26:33,827
ประเด็นใดนะคะ ให้คุณค่าหรือให้แนวคิดอะไร

367
00:26:35,274 --> 00:26:38,935
สิ่งที่เราได้จากการอ่านนั้นคืออะไร

368
00:26:38,935 --> 00:26:42,935
เขาก็ต้องถามหาเหตุผลใช่ไหมคะ ว่าทำไมเราถึงสรุปเช่นนั้น

369
00:26:43,160 --> 00:26:47,011
ข้อที่ 4 นี้จะเป็นตัวเสริมเข้าไป

370
00:26:47,011 --> 00:26:51,011
เพื่อสนับสนุนว่าสิ่งที่เราสรุปนั้นมันมีที่มานะ มันมีที่มาจาก

371
00:26:52,335 --> 00:26:56,335
ความคิดของเรา และนายขณะเดียวกันไม่ใช่แค่ความคิดเห็นแต่เพียงอย่างเดียว

372
00:26:57,779 --> 00:27:01,371
แต่ยังมีหลักการความรู้ที่เป็นจริง

373
00:27:01,371 --> 00:27:04,324
มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้

374
00:27:04,324 --> 00:27:07,394
ที่ทำให้การสรุปการตีความของเรานั้น

375
00:27:07,394 --> 00:27:11,394
มันรู้สึกว่ามันถูกต้องใช่ไหมคะ เห็นว่าถูกต้องเห็นว่าดีแล้วนะคะ

376
00:27:12,904 --> 00:27:16,904
ในขณะเดียวกันนะคะ เราก็มีการพิจารณาถึงอารมณ์และความรู้สึก

377
00:27:19,642 --> 00:27:23,095
ของตัวผู้เขียนร่วมไปกับเราได้ด้วย

378
00:27:23,095 --> 00:27:24,895
หมายความว่า

379
00:27:24,895 --> 00:27:28,895
ในการตีความ โลกเห็นว่าผู้เขียนมีอารมณ์มีความรู้สึกอย่างไร

380
00:27:29,126 --> 00:27:33,126
ในข้อที่ 4 นี้ เราสามารถอธิบายอารมณ์ และความรู้สึกของเรา

381
00:27:35,152 --> 00:27:39,152
ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการที่ได้อ่านงานเขียน

382
00:27:39,503 --> 00:27:40,599
นั้น ๆ

383
00:27:40,599 --> 00:27:43,111
เราอ่านแล้วเราคล้อยตาม

384
00:27:43,111 --> 00:27:47,111
เราเกิดความรู้สึกเดียวกัน และสัมผัสได้ว่าผู้เขียนเขาส่งอารมณ์

385
00:27:49,195 --> 00:27:50,674
การเขียนมาแบบนี้

386
00:27:50,674 --> 00:27:53,487
ผู้อ่านในฐานะที่เป็นคนรับสาร

387
00:27:53,487 --> 00:27:57,487
เข้าใจ แล้วก็มีความรู้สึกไม่แตกต่างจากผู้เขียน

388
00:27:59,131 --> 00:28:02,845
นี่เป็นการขยายความเพิ่มเติมเข้าไป

389
00:28:02,845 --> 00:28:05,606
เพื่อทำให้สิ่งที่เราสรุป

390
00:28:05,606 --> 00:28:08,615
จัดการตีความนั้น มันมีน้ำหนัก

391
00:28:08,615 --> 00:28:12,615
และมีความน่าเชื่อถือ โดยไม่ใช่อาศัยแค่สิ่งที่เรา

392
00:28:15,155 --> 00:28:16,306
พูดเปล่า

393
00:28:16,306 --> 00:28:20,306
ๆ แต่เรายังมีอะไรด้วยคะ มีหลักการใช่ไหมคะ มีความรู้

394
00:28:21,240 --> 00:28:24,059
มีการเชื่อมโยงความรู้สึก

395
00:28:24,059 --> 00:28:27,259
ที่ผู้เขียนส่งมายังผู้อ่าน

396
00:28:27,259 --> 00:28:30,013
แล้วมันเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

397
00:28:30,013 --> 00:28:31,755
มันสอดคล้องกัน

398
00:28:31,755 --> 00:28:35,216
ดังนั้นนะคะ ใน 4 ขั้นตอนนี้นะคะ

399
00:28:35,216 --> 00:28:39,216
จึงเป็นวิธีการนะคะ ที่จะทำให้เราสามารถอ่าน

400
00:28:40,975 --> 00:28:44,975
ตีความได้อย่างมีประสิทธิภาพ

401
00:29:15,133 --> 00:29:19,133
คราวนี้นะคะ

402
00:29:21,607 --> 00:29:24,549
เราจะรู้ได้อย่างไร

403
00:29:24,549 --> 00:29:28,549
ว่าสิ่งที่เราตีความไปนั้น

404
00:29:29,108 --> 00:29:31,919
มันถูกต้อง

405
00:29:31,919 --> 00:29:34,803
มันมีความน่าเชื่อถือ

406
00:29:34,803 --> 00:29:37,434
และมันจะเป็นที่ยอมรับ

407
00:29:37,434 --> 00:29:41,434
สำหรับผู้ที่แลกเปลี่ยน หรือได้เห็นความคิดเห็นของเรา

408
00:29:43,075 --> 00:29:46,856
จากการที่เราสรุป แล้วก็เราก็ตีความมา

409
00:29:46,856 --> 00:29:50,856
เกณฑ์ในการพิจารณา มีดังต่อไปนี้นะคะ

410
00:29:52,310 --> 00:29:56,310
เห็นตัวด้านบนสีแดง ๆ ไหมคะ อ่านว่าอย่างไรนะคะ

411
00:29:56,983 --> 00:29:58,844
คิดด้วย

412
00:29:58,844 --> 00:30:02,844
ตนเองใช่ไหมคะ คิดด้วยตนเอง

413
00:30:03,264 --> 00:30:06,275
อย่าท่องจำ

414
00:30:06,275 --> 00:30:09,421
ถ้าหากว่าในการตีความของเรา

415
00:30:09,421 --> 00:30:10,378
เรา

416
00:30:10,378 --> 00:30:14,378
ใช้ความคิดของเราในการพินิจพิเคราะห์ตัวสาร

417
00:30:17,245 --> 00:30:21,245
ไม่ได้ไปท่องจำมาว่าหลักการ หรือว่าเรื่องที่เรากำลังอ่านอยู่นี่

418
00:30:22,613 --> 00:30:26,146
มันแตกต่างออกไปจากสิ่งที่เราเคยรู้มา

419
00:30:26,146 --> 00:30:28,836
ถ้ามันแตกต่าง แล้วเรารีบปฏิเสธ

420
00:30:28,836 --> 00:30:31,528
นั่นแสดงว่าเราเป็นอย่างไรล่ะลูก

421
00:30:31,528 --> 00:30:33,788
เรากำลังทำ

422
00:30:33,788 --> 00:30:37,788
เขาเรียกว่าไม่ได้เข้าเกณฑ์ข้อนี้ใช่ไหมคะ ไม่ได้เข้าเกณฑ์ข้อนี้

423
00:30:38,452 --> 00:30:42,452
แสดงว่าเรายึดหลักการเดิม ๆ เรายึดความรู้เก่า ๆ นะคะ

424
00:30:43,777 --> 00:30:46,399
ไม่ได้เปิดใจรับสิ่งใหม่

425
00:30:46,399 --> 00:30:47,620
ดังนั้น

426
00:30:47,620 --> 00:30:51,620
เกณฑ์ข้อที่ 1 นั่นก็คือให้ใช้ความคิดของตนเอง ในการอ่าน

427
00:30:53,194 --> 00:30:56,076
ตีความและที่สำคัญ ก็คือ

428
00:30:56,076 --> 00:31:00,076
อย่าได้ท่องจำ ในสิ่งที่มันเป็นตัว

429
00:31:01,791 --> 00:31:05,791
ความรู้ที่เรามีอยู่นะคะ แต่ให้เปิดใจรับนะคะ

430
00:31:07,493 --> 00:31:08,394
เขียน

431
00:31:08,394 --> 00:31:10,446
สื่อออกมา

432
00:31:10,446 --> 00:31:12,236
ต่อไป

433
00:31:12,236 --> 00:31:15,639
อันที่ 2 สีเขียวขวามือ

434
00:31:15,639 --> 00:31:19,639
เกณฑ์ข้อที่ 2 เวลาอ่านน่ะค่ะ เราจะต้องมีความบริสุทธิ์

435
00:31:20,373 --> 00:31:21,335
ใ

436
00:31:21,335 --> 00:31:25,335
จ หมายความว่าไม่มีอคติใด ๆ

437
00:31:25,767 --> 00:31:29,767
กับงานเขียนชิ้นนั้น ๆ

438
00:31:30,900 --> 00:31:34,900
ไม่มีการตั้งป้อมกำแพงในใจ ว่าถ้าเป็นงานของคนนี้ฉันไม่อ่าน

439
00:31:37,237 --> 00:31:41,219
มีไหมคะ เรามีนักเขียนที่เราชอบ งานเขียนของเขา

440
00:31:41,219 --> 00:31:45,219
แล้วมีงานเขียนของบางคน ที่เรารู้สึกว่า

441
00:31:45,510 --> 00:31:47,180
คนนี้

442
00:31:47,180 --> 00:31:50,192
ถ้าเขาทำออกมาแล้วจะไม่อ่านงานของเขาเลย

443
00:31:50,192 --> 00:31:53,456
มันมีอยู่ช่วงหนึ่งนะคะ ที่

444
00:31:53,456 --> 00:31:57,438
ในสังคมนะคะ มองต่างกัน

445
00:31:57,438 --> 00:32:00,642
รู้จักคุณโน้ตอุดม แต้พานิช ใช่ไหมคะ

446
00:32:00,642 --> 00:32:02,298
เขาเดี่ยวไมโครโฟน

447
00:32:02,298 --> 00:32:05,121
ก่อนหน้าที่เขาจะมาเดี่ยว เขาทำอะไรมาก่อน

448
00:32:05,121 --> 00:32:07,750
เขาเขียนหนังสือใช่ไหมคะ

449
00:32:07,750 --> 00:32:09,094
เขียนหนังสือ

450
00:32:09,094 --> 00:32:13,094
ในขณะที่เขาเขียนหนังสือขาย ก็มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนะคะ ที่อ่านงาน แล้วก็บอกว่า

451
00:32:15,975 --> 00:32:18,724
เรียกว่าสิ่งนี้เป็นวรรณกรรมขยะ

452
00:32:18,724 --> 00:32:22,315
มีคนให้นิยามว่าเป็นวรรณกรรมขยะ

453
00:32:22,315 --> 00:32:23,786
แต่พอเขา

454
00:32:23,786 --> 00:32:27,786
นำเอางานเขียนคำขึ้นไป Talk Show ขึ้นไปโชว์เดี่ยวไมโครโฟน

455
00:32:28,788 --> 00:32:32,788
กลับกลายเป็นว่าสิ่งที่เขาเขียนแล้วนำไปถ่ายทอดบนเวที

456
00:32:35,645 --> 00:32:38,084
รอบของการแสดง

457
00:32:38,084 --> 00:32:40,905
การพูด

458
00:32:40,905 --> 00:32:41,926
พอไหม

459
00:32:41,926 --> 00:32:43,657
ต้องจัดหลาย ๆ รอบ

460
00:32:43,657 --> 00:32:47,657
จัดกี่ครั้ง คนก็เต็มทุกรอบใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นนะคะ อย่างนี้นี่

461
00:32:49,487 --> 00:32:53,487
เขาบอกว่าก่อนที่จะหยิบหนังสืออะไรขึ้นมาอ่านนะคะ เราก็อาจจะ

462
00:32:54,878 --> 00:32:58,878
ดูนะคะ แค่เพียงข้อมูลนะ ว่าใครเป็นผู้เขียนแต่อย่าเพิ่งใส่

463
00:32:59,614 --> 00:33:02,371
เรื่องของอคตินะคะ ว่า

464
00:33:02,371 --> 00:33:06,371
งานเขียนของคนนี้มีชื่อเสียงมาในลักษณะเช่นนี้นะคะ

465
00:33:07,363 --> 00:33:11,363
เพราะฉะนั้น เกณฑ์ในข้อนี้ ก็คือเราเองนะคะ ก็อาจจะต้องมีความเป็นกลางนะคะ มี

466
00:33:14,034 --> 00:33:18,034
ใจที่เป็นกลาง มีความบริสุทธิ์ใจนะคะ อันที่ 3 ค่ะ

467
00:33:19,604 --> 00:33:23,604
ต้องชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรม ที่เชื่อมโยงกันได้

468
00:33:25,180 --> 00:33:29,180
หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าเวลาเราอ่านตีความ

469
00:33:30,693 --> 00:33:34,684
พฤติกรรมที่เชื่อมโยงกัน ก็คือ

470
00:33:34,684 --> 00:33:38,684
อย่างเช่นตัวละครนะคะ ตัวละครตัวหนึ่งนะคะ ที่อยู่ในเรื่องที่เราอ่าน

471
00:33:40,250 --> 00:33:42,751
อ่านนวนิยาย

472
00:33:42,751 --> 00:33:46,751
มันมีตัวละครที่มีพฤติกรรมอะไรบางอย่างนะคะ อาจจะเป็นในทางบวก

473
00:33:48,261 --> 00:33:50,311
หรือทางลบ

474
00:33:50,311 --> 00:33:51,984
ถ้าเป็นทางลบ

475
00:33:51,984 --> 00:33:53,776
อาจจะบอกว่าคนนี้

476
00:33:53,776 --> 00:33:57,776
มีปมอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เขาแสดงพฤติกรรม

477
00:33:58,835 --> 00:34:01,977
ที่มันเป็นเชิงลบออกมา

478
00:34:01,977 --> 00:34:05,977
ถ้าเราสามารถระบุถึงสิ่งที่เชื่อมโยงกัน ระหว่างพฤติกรรม

479
00:34:07,679 --> 00:34:11,679
กับปมปัญหาในใจ ของคนที่อยู่ในตัวละครในเรื่องนั้นแหละค่ะ

480
00:34:12,290 --> 00:34:16,290
อธิบายได้ แสดงว่าเราผ่านเกณฑ์ข้อนี้นะคะ

481
00:34:17,874 --> 00:34:21,874
ต่อไป

482
00:34:24,990 --> 00:34:28,990
หลังจากที่เราตีความแล้วนะคะ เราอยากเก็บความเข้าใจนี่ไว้แต่

483
00:34:30,431 --> 00:34:34,431
เพียงผู้เดียว แล้วสรุปเอง ว่าที่ผ่านมาฉันอ่านมาฉันเข้าใจว่าแบบนี้

484
00:34:36,265 --> 00:34:40,265
ทำไมฉันเก่งขนาดนี้ ทำไมฉันปราดเปรื่องขนาดนี้นะคะ เข้าใจเป็นฉากเป็น

485
00:34:42,292 --> 00:34:46,292
ฉาก แล้วสามารถอธิบายเนื้อหา อธิบายความเชื่อมโยงเรื่องนี้

486
00:34:48,002 --> 00:34:50,695
ได้ อย่างคล่องแคล่ว

487
00:34:50,695 --> 00:34:54,656
เราจำเป็นจะต้องเอาสิ่งที่เป็นความคิดของเรา

488
00:34:54,656 --> 00:34:58,259
ไปแลกเปลี่ยนกับคนอื่นด้วยค่ะ

489
00:34:58,259 --> 00:35:02,259
เราจะต้องเอาสิ่งที่เราสรุปจากการอ่านเอาไปเช็กกับคนอื่นด้วย ว่า

490
00:35:04,152 --> 00:35:06,582
คนที่อ่านงานเล่มนี้

491
00:35:06,582 --> 00:35:09,405
เขาคิดเหมือนกันกับเราไหม

492
00:35:09,405 --> 00:35:13,405
เขาเห็นไปในแนวทางเดียวกันกับเราหรือเปล่า

493
00:35:14,409 --> 00:35:17,992
ถ้าเราสรุปเองโดยที่เราไม่มีคนประเมินให้

494
00:35:17,992 --> 00:35:21,992
นั่นแสดงว่าไม่ผ่านเกณฑ์นะ ยังไม่ได้เข้าเกณฑ์ของการอ่านตีความ

495
00:35:23,640 --> 00:35:24,919
อ่านเสร็จ

496
00:35:24,919 --> 00:35:26,591
ตีความแล้ว

497
00:35:26,591 --> 00:35:30,591
ช่วยไปแชร์แลกเปลี่ยนกับคนอื่น ๆ ด้วย

498
00:35:31,910 --> 00:35:35,910
ว่าสิ่งที่เราอ่านแล้วเราเข้าใจแบบนี้ เราตีความแบบนี้

499
00:35:36,134 --> 00:35:40,134
คนอื่นเข้าใจแบบเราไหมนะคะ มีมุมมองที่แตกต่างจากเราไหมนะคะ

500
00:35:42,037 --> 00:35:44,850
ว่าจะได้เกิดการวิเคราะห์นะคะ

501
00:35:44,850 --> 00:35:46,212
แล้วก็

502
00:35:46,212 --> 00:35:47,814
หาข้อ

503
00:35:47,814 --> 00:35:51,266
ตกลงร่วมกันนะคะ หรือหาจุดร่วมนะคะ

504
00:35:51,266 --> 00:35:55,266
ที่มันเป็นข้อสรุปของเรื่องนั้นได้

505
00:36:06,337 --> 00:36:10,337
ทีนี้เวลาตีความค่ะ เราจะดูอยู่ 2 อย่างด้วยกัน

506
00:36:11,208 --> 00:36:14,473
เราจะดูอยู่ 2 อย่างด้วยกัน

507
00:36:14,473 --> 00:36:17,743
อันที่ 1 นะคะ เราดูที่

508
00:36:17,743 --> 00:36:20,314
จุดประสงค์ค่ะ

509
00:36:20,314 --> 00:36:24,314
เราดูที่จุดประสงค์นะคะ  เวลาเราอ่านงานต่าง ๆ นี่

510
00:36:25,495 --> 00:36:29,495
ตัวเนื้อเขาเรียกว่าตัวเนื้อความเขาเรียกว่าสารนะ เขาเรียกว่า "สาร

511
00:36:30,239 --> 00:36:34,239
" สิ่งแรกที่เราจะดูตัวสาร นั่นก็คือดูจุดประสงค์ของผู้เขียนค่ะ

512
00:36:34,542 --> 00:36:38,323
ว่าโดยรวมทั้งหมดแล้วทั้งเรื่องนี่

513
00:36:38,323 --> 00:36:41,325
ผู้เขียนมีเจตนาอะไร

514
00:36:41,325 --> 00:36:44,608
ในการส่งสารนั้น ๆ

515
00:36:44,608 --> 00:36:45,629
จากนั้น

516
00:36:45,629 --> 00:36:47,495
มาดูส่วนที่ 2

517
00:36:47,495 --> 00:36:51,012

518
00:36:51,012 --> 00:36:53,964
น้ำเสียงคืออารมณ์ความรู้สึก

519
00:36:53,964 --> 00:36:57,964
มันจะมีคำที่บ่งชี้ว่าน้ำเสียงของผู้เขียนนั้นเป็นแบบใด

520
00:36:59,667 --> 00:37:03,667
เวลาเขียนมันมีเสียงออกมาไหมคะ เราอ่านมันมีเสียงออกมาจากตัวหนังสือไหม

521
00:37:04,981 --> 00:37:08,981
ไม่มี เป็นหน้าที่ของใครของผู้อ่านที่จะต้องอนุมาน

522
00:37:10,881 --> 00:37:11,711
หรือ

523
00:37:11,711 --> 00:37:15,044
ประมาณเอาว่าผู้เขียน

524
00:37:15,044 --> 00:37:19,026
ต้องการจะสื่อเนื้อความนี้ และในขณะที่เขียน

525
00:37:19,026 --> 00:37:23,026
ความรู้สึกหรืออารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียนนี่ อยู่ในอารมณ์แบบไหน มันมีคำที่เป็นตัวกำกับเอาไว้อยู่เห็นไ

526
00:37:26,328 --> 00:37:30,328
หมคะ น้ำเสียงที่ว่านี้มีอะไรบ้าง ดูนะ

527
00:37:30,560 --> 00:37:31,462
มี

528
00:37:31,462 --> 00:37:33,455
ประชด

529
00:37:33,455 --> 00:37:36,976
อะไรอีก

530
00:37:36,976 --> 00:37:38,709
คะ ถากถาง

531
00:37:38,709 --> 00:37:41,210
รื่นเริง

532
00:37:41,210 --> 00:37:42,749
เคร่ง

533
00:37:42,749 --> 00:37:43,770
ค

534
00:37:43,770 --> 00:37:45,821
รัด อิสระ

535
00:37:45,821 --> 00:37:47,614
อะไรอีกคะ

536
00:37:47,614 --> 00:37:50,374
อ่านให้ครูฟังหน่อย

537
00:37:50,374 --> 00:37:53,386
อะไรอีก

538
00:37:53,386 --> 00:37:57,386
มีอะไรอีกคะ แข็งกร้าว ตรงไปตรงมา

539
00:37:58,786 --> 00:38:00,504
ให้ข้อคิด

540
00:38:00,504 --> 00:38:02,944
เตือนใจ

541
00:38:02,944 --> 00:38:04,803
ย

542
00:38:04,803 --> 00:38:07,176
ั่วแหย่ สนุกขบขัน

543
00:38:07,176 --> 00:38:08,647
เย้ยหยัน

544
00:38:08,647 --> 00:38:10,187
รู้ทัน

545
00:38:10,187 --> 00:38:13,271
คาดคั้น กระแนะกระแหน

546
00:38:13,271 --> 00:38:14,350
และ

547
00:38:14,350 --> 00:38:16,791
อะไรคะ ชวนคิด

548
00:38:16,791 --> 00:38:20,791
มีคำอื่นอีกมากมายนะคะ แต่คำเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคำที่บ่งบอกถึง

549
00:38:22,875 --> 00:38:24,675
น้ำเสียงข

550
00:38:24,675 --> 00:38:28,675
องผู้เขียนนั่นเอง

551
00:38:41,278 --> 00:38:45,278
ดังนั้นเวลาตีความ จึงจำเป็นนะคะ ที่จะต้องดูใน 2 ส่วนนี้

552
00:38:47,430 --> 00:38:51,430
วันนี้ก็เช่นเดียวกัน โจทย์ที่ครูให้นั่นก็คือในหน้า 118

553
00:38:53,771 --> 00:38:57,771
ครูจะให้พวกเราตีความด้านเนื้อหา กับอีกอันหนึ่ง ก็คือ

554
00:38:59,214 --> 00:39:00,754
ด้านน้ำเสียง

555
00:39:00,754 --> 00:39:04,535
คำว่า "ด้านเนื้อหา" หมายถึง

556
00:39:04,535 --> 00:39:08,535
เนื้อความ ว่าเนื้อความนี่ เขากล่าวถึงอะไร และเจตนาของ

557
00:39:09,860 --> 00:39:10,818
เขียน

558
00:39:10,818 --> 00:39:13,262
มีเจตนาอะไร

559
00:39:13,262 --> 00:39:16,014
ที่ส่งมายังผู้อ่าน

560
00:39:16,014 --> 00:39:20,014
ส่วนในด้านน้ำเสียงนะคะ ได้น้ำเสียงคืออารมณ์ความรู้สึกนะ

561
00:39:21,077 --> 00:39:23,709
ลักษณะของอารมณ์ความรู้สึก

562
00:39:23,709 --> 00:39:27,109
เราจะใช้คำใด เพื่อระบุถึงอารมณ์

563
00:39:27,109 --> 00:39:31,109
เมื่อกี้นี้มีตัวอย่างแล้วใช่ไหมคะ ข้อความที่เป็นข้อบ่งชี้

564
00:39:31,971 --> 00:39:35,694
ว่าอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น

565
00:39:35,694 --> 00:39:39,694
มีอะไรบ้าง

566
00:39:52,616 --> 00:39:55,497
ขอดูตัวอย่างค่ะ

567
00:39:55,497 --> 00:39:58,130
ตัวอย่างการตีความ

568
00:39:58,130 --> 00:40:00,122
อันนี้มาจากเนื้อเพลงนะ

569
00:40:00,122 --> 00:40:04,122
เขาบอกว่าบ้านเราแสนสุขใจ แม้จะอยู่ที่ไหน

570
00:40:06,653 --> 00:40:09,796
ไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา

571
00:40:09,796 --> 00:40:12,491
คำว่าไทย ซึ้งใจ

572
00:40:12,491 --> 00:40:14,857
เพราะใช่ทาสเขา

573
00:40:14,857 --> 00:40:17,869
ด้วยพระบารมีล้นเกล้า

574
00:40:17,869 --> 00:40:21,869
คุ้มเหล่าร่มเย็นสุขสันต์

575
00:40:22,164 --> 00:40:26,164
เนื้อเพลงใช่ไหมคะ เคยได้ยินน้องเพลงนี้ใช่ไหมคะ

576
00:40:26,464 --> 00:40:30,464
มาดูเนื้อความทั้งหมดก่อน ก่อนที่จะไปตีความ

577
00:40:30,494 --> 00:40:34,085
เพลงนี้กล่าวถึงอะไรคะ

578
00:40:34,085 --> 00:40:35,747
กล่าวถึงอะไร

579
00:40:35,747 --> 00:40:37,416
คำว่า "บ้าน

580
00:40:37,416 --> 00:40:41,416
" หมายถึงตัวบ้านที่เราอยู่อาศัย หรือมันมีความหมายกว้างกว่านั้น

581
00:40:44,214 --> 00:40:48,214
กว้างกว่านั้น ทำไมจึงกว้างกว่าบ้านที่เราอยู่อาศัย เพราะเราเห็นคำว่าอะไรคะ

582
00:40:51,964 --> 00:40:54,206
เขียนคำว่า "ด้วย

583
00:40:54,206 --> 00:40:57,475
พระบารมีล้นเกล้า"

584
00:40:57,475 --> 00:41:00,557
ถูกไหมคะ ด้วยพระบารมีล้นเกล้า

585
00:41:00,557 --> 00:41:03,051
ก็คือ

586
00:41:03,051 --> 00:41:07,051
บารมีของใคร พระมหากษัตริย์ที่ปกป้องคุ้มครอง ให้

587
00:41:09,401 --> 00:41:13,401
มีความร่มเย็นเป็นสุข

588
00:41:13,954 --> 00:41:17,954
ใช่ไหม จากเนื้อเพลงนะคะ ยังไม่ต้องตีความ แต่ดูจากเนื้อเพลง

589
00:41:20,164 --> 00:41:24,164
มันมีเนื้อหาแบบนี้นะคะ

590
00:41:37,683 --> 00:41:41,683
แต่พอมาตีความค่ะ นักศึกษาดูตัวอย่างนะแต่พ่อตีความ

591
00:41:43,561 --> 00:41:45,353
ด้านเนื้อหาค่ะ

592
00:41:45,353 --> 00:41:46,583
ด้านเนื้อหา

593
00:41:46,583 --> 00:41:48,564
ด้านเนื้อหา

594
00:41:48,564 --> 00:41:51,707
พอตีความออกมาแล้ว ตีความได้ว่า

595
00:41:51,707 --> 00:41:54,338
ไม่มีสถานที่แห่งใด

596
00:41:54,338 --> 00:41:58,338
ที่ทำให้เราเป็นสุขใจได้เท่ากับบ้านของเรา

597
00:41:58,500 --> 00:42:02,500
และพระบารมีในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

598
00:42:03,314 --> 00:42:07,314
ช่วยคุ้มครองให้ผู้ที่อยู่ในประเทศไทย ได้ร่มเย็นเป็นสุขและมี

599
00:42:09,267 --> 00:42:11,129
ความสุขเช่นกัน

600
00:42:11,129 --> 00:42:14,650
น้าคำว่าบ้านเมื่อกี้นี้จึงหมายถึง

601
00:42:14,650 --> 00:42:16,962
ประเทศของเรา

602
00:42:16,962 --> 00:42:20,962
บ้านที่เป็นบ้านหลังใหญ่ก็คือประเทศไทยนั่นเองใช่ไหมคะ

603
00:42:28,122 --> 00:42:31,383
คราวนี้มาดูด้านน้ำเสียงกันบ้าง

604
00:42:31,383 --> 00:42:33,693
น้ำเสียงนะคะ

605
00:42:33,693 --> 00:42:37,693
ตีความได้ว่าผู้เขียนต้องการแสดงความคิดเห็นและเตือน

606
00:42:39,910 --> 00:42:43,910
สติค่ะ เตือนสติใครเตือนสติผู้อ่านว่าประเทศไทย

607
00:42:45,304 --> 00:42:49,304
ให้ความร่มเย็นนะคะ แก่ชาวไทยไม่มีที่ใดเสมอเหมือน

608
00:42:50,938 --> 00:42:54,938
แล้วนอกจากนี้ผู้กล่าวก็ยังเขียนข้อความด้วยความรู้สึก

609
00:42:55,431 --> 00:42:58,373
ภาคภูมิใจ

610
00:42:58,373 --> 00:43:02,373
นอกจากเตือนสติแล้วนะคะ ก็ยังมีความภาคภูมิใจ ใน

611
00:43:04,148 --> 00:43:07,919
ความที่เกิดมาเป็นคนไทย

612
00:43:07,919 --> 00:43:11,919
ภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย เพราะเมืองไทย

613
00:43:12,353 --> 00:43:15,234
มีความสุข

614
00:43:15,234 --> 00:43:19,234
ไม่มีเรื่องเดือดร้อนใด ๆ

615
00:43:21,007 --> 00:43:25,007
นะคะ เห็นน้ำเสียงไหมคะ น้ำเสียงนั่นก็คือมีน้ำเสียง

616
00:43:25,690 --> 00:43:29,690
ภาคภูมิใจใช่ไหมคะ น้ำเสียงชื่นชมนะคะ แล้วก็น้ำเสียงที่จะ

617
00:43:32,152 --> 00:43:35,423
ต้องการเตือนสตินะคะ ให้กับผู้ที่

618
00:43:35,423 --> 00:43:39,423
คิดไม่ดีกับบ้านเมืองใช่ไหมคะ แล้วก็มาถึงหัวข้อต

619
00:43:41,708 --> 00:43:42,861
่อ

620
00:43:42,861 --> 00:43:45,301
เรื่องของอะไรคะ มาดู

621
00:43:45,301 --> 00:43:49,301
สิ จากโคลงโลกนิติ

622
00:43:50,045 --> 00:43:54,045
ไม่ใช่โลกนิตินะคะ เขียนล-โ-ก = โลก น-อิ = นิ ต-อิ = ติ

623
00:43:55,354 --> 00:43:56,448

624
00:43:56,448 --> 00:43:58,956
แต่เวลาอ่านอ่านว่า ‘โคลง-โลก-กะ-นิด’

625
00:43:58,956 --> 00:44:02,351
โครง-โลก-กะ- นิติ

626
00:44:02,351 --> 00:44:05,161
เรียนตอนมอะไรคะ

627
00:44:05,161 --> 00:44:07,353
ตอน ม. ต้นใช่ไหม

628
00:44:07,353 --> 00:44:08,884
ท่องไหมคะ

629
00:44:08,884 --> 00:44:12,884
คุณครูให้ท่องบทไหนบ้าง

630
00:44:31,260 --> 00:44:35,260
อันนี้มาจากสุภาษิตโคลงโลกนิตินะ เห็นไหมคะ ที่หน้าจอ

631
00:44:37,534 --> 00:44:41,534
ดูสิ เนื้อความตอนนี้นะคะ  โคลงบทนี้กล่าวว่า

632
00:44:42,986 --> 00:44:45,097
จ่ายทรัพย์วันละบาท

633
00:44:45,097 --> 00:44:45,937
ซื้อ

634
00:44:45,937 --> 00:44:48,117
มังสา

635
00:44:48,117 --> 00:44:50,809
นายหนึ่งเลี้ยงพยัคฆา

636
00:44:50,809 --> 00:44:52,732
ไปอ้วน

637
00:44:52,732 --> 00:44:56,732
สองสามสี่ นายมากำกับ

638
00:44:56,904 --> 00:44:59,657
ยายทรัพย์ 4 ส่วนถ้วน

639
00:44:59,657 --> 00:45:03,657
บาทสิ้นเสือตาย

640
00:45:04,081 --> 00:45:06,263
เนื้อความกล่าวถึงอะไร

641
00:45:06,263 --> 00:45:10,263
ยังไม่ต้องตีความเนื้อความกล่าวถึงอะไรคะ

642
00:45:11,124 --> 00:45:14,336
เนื้อความกล่าวถึงการเลี้ยง

643
00:45:14,336 --> 00:45:17,410
เลี้ยงเสือใช่ไหมคะ พยัคฆ์ คือ เสือใช่ไหม

644
00:45:17,410 --> 00:45:21,200
การเลี้ยงเสือ มีคนทำหน้าที่เลี้ยงเสืออยู่

645
00:45:21,200 --> 00:45:22,413
1 คน

646
00:45:22,413 --> 00:45:26,413
ใช่ไหมคะ ตอนแรกนะคะ แต่ว่าจ่ายนี่ จ่ายวันละบาทใช่ไหมคะ

647
00:45:27,733 --> 00:45:31,733
คนที่เอาเงินจ่ายให้กับพนักงานไปเลี้ยงเสือนะคะ

648
00:45:33,567 --> 00:45:37,567
เห็นว่าจ่ายวันละบาทนี่นะคะ เลี้ยงอย่างไรเสือก็ไม่อ้วน

649
00:45:38,890 --> 00:45:42,733
ไม่น่าจะเกิดจาก

650
00:45:42,733 --> 00:45:45,875
ไม่น่าจะเกิดจากปริมาณเนื้อ

651
00:45:45,875 --> 00:45:49,335
แต่มันน่าจะเกิดจากคนเลี้ยงพี่น้อยไปหรือเปล่า

652
00:45:49,335 --> 00:45:51,577
ก็เลยเพิ่มคนเลี้ยง

653
00:45:51,577 --> 00:45:55,577
คราวนี้นะคะ เอาคนมาเลี้ยงเพิ่มจาก 1

654
00:45:56,058 --> 00:45:58,048
กลายเป็นกี่คนคะ ทีนี้

655
00:45:58,048 --> 00:46:00,489
4 คน

656
00:46:00,489 --> 00:46:02,791
มาเพิ่มเป็น 4 คน

657
00:46:02,791 --> 00:46:05,743
เสืออ้วนขึ้นไหมทีนี้

658
00:46:05,743 --> 00:46:07,664
เสืออ้วนขึ้นไหมคะ

659
00:46:07,664 --> 00:46:11,383
ไม่อ้วนขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่า

660
00:46:11,383 --> 00:46:13,554
เสือตาย

661
00:46:13,554 --> 00:46:17,554
ทำไมเสือจึงตาย

662
00:46:17,917 --> 00:46:19,967
แสดงว่า

663
00:46:19,967 --> 00:46:22,909
ใน 4 คนนี้

664
00:46:22,909 --> 00:46:26,909
มีการเปรียบบังเอาอะไรคะ เอาเงินค่าอาหารของเสือไปเป็น

665
00:46:28,680 --> 00:46:29,770
ของตน

666
00:46:29,770 --> 00:46:33,770
แบ่งกัน 4 คนคนละสลึง

667
00:46:34,771 --> 00:46:38,771
สุดท้ายเสือไม่ได้กินอาหารเลย

668
00:46:45,406 --> 00:46:49,406
ตีความด้านเนื้อหาค่ะ ทีนี้

669
00:46:50,028 --> 00:46:54,028
เนื้อหา ก็คือจ่ายเงิน 1 บาท ให้ชายคนหนึ่งซื้อเนื้อเลี้ยงเสือ

670
00:46:55,984 --> 00:46:59,064
แต่เสือกินแล้วไม่อ้วน

671
00:46:59,064 --> 00:47:03,064
ครั้นแบ่งเงินบาทนั้น เป็น 4 ส่วนให้ชาย 4 คน ไปเลี้ยงเสือ

672
00:47:04,765 --> 00:47:06,043
เสือกลับ

673
00:47:06,043 --> 00:47:08,035
ตาย

674
00:47:08,035 --> 00:47:12,035
ใช่ไหมคะ นี่คือการตีความด้านเนื้อหา

675
00:47:12,447 --> 00:47:14,450
สาวนด้านน้ำเสียงค่ะ

676
00:47:14,450 --> 00:47:17,451
เขียนให้ข้อคิด ว่า

677
00:47:17,451 --> 00:47:20,142
การทุจริตคอรัปชั่นนั้น

678
00:47:20,142 --> 00:47:24,142
มันมีอยู่มากมาย มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง

679
00:47:25,142 --> 00:47:28,343
ยิ่งมีคนทุจริตมาก

680
00:47:28,343 --> 00:47:32,343
ความเสียหายก็ยิ่งมากตามขึ้นไปด้วย

681
00:47:38,146 --> 00:47:42,146
ถ้าคนเลี้ยงไม่ทุจริตเสือจะตายไหมคะ

682
00:47:51,542 --> 00:47:54,686
ต่อไปค่ะ

683
00:47:54,686 --> 00:47:58,686
พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง

684
00:48:00,009 --> 00:48:04,009
โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี

685
00:48:05,462 --> 00:48:08,024
นรชาติสิวางวาย

686
00:48:08,024 --> 00:48:11,228
มลายสิ้นทั้งอินทรีย์

687
00:48:11,228 --> 00:48:11,997
สถิติ

688
00:48:11,997 --> 00:48:14,689
แต่ชั่วดี

689
00:48:14,689 --> 00:48:18,689
ประดับไว้ในโลกา

690
00:48:19,752 --> 00:48:20,782
เคย

691
00:48:20,782 --> 00:48:23,403
ฟัง เคยอ่าน

692
00:48:23,403 --> 00:48:24,946
เคยท่อง

693
00:48:24,946 --> 00:48:28,946
แล้วก็เจอบ่อย ๆ ในการกล่าวของพิธีกรในงานศพใช่ไหมคะ

694
00:48:45,519 --> 00:48:49,519
มาตีความด้านเนื้อหากันค่ะ

695
00:48:49,741 --> 00:48:51,602
เนื้อหา

696
00:48:51,602 --> 00:48:53,143
กล่าวถึงอะไรคะ

697
00:48:53,143 --> 00:48:57,143
เมื่อวัว ควายและช้าง

698
00:48:58,263 --> 00:49:02,263
ล้ม  ล้มคือตายใช่ไหมคะ สัตว์ใหญ่เวลาตาย เขาเรียกว่า มันล้ม

699
00:49:06,339 --> 00:49:09,358
วัวควายและช้าง

700
00:49:09,358 --> 00:49:10,832
ล้ม

701
00:49:10,832 --> 00:49:14,832
ก็ยังคงเหลืองาและเขาเอาไว้

702
00:49:15,063 --> 00:49:19,063
ให้ทราบว่าเป็นสัตว์ชนิดใด

703
00:49:20,068 --> 00:49:21,988
แต่ถ้าคนตายไป

704
00:49:21,988 --> 00:49:24,870
จะเหลือสิ่งใดเอาไว้

705
00:49:24,870 --> 00:49:27,821
เพื่อให้คนได้จดจำ

706
00:49:27,821 --> 00:49:31,821
นั่นก็คืออะไรคะ ความดีและความชั่วที่ได้

707
00:49:33,071 --> 00:49:37,071
เคยทำเอาไว้

708
00:49:38,906 --> 00:49:42,906
น้ำเสียงของผู้เขียนคืออะไร

709
00:49:58,070 --> 00:50:01,414
น้ำเสียงของผู้เขียน

710
00:50:01,414 --> 00:50:05,414
เขาบอกว่าวิเคราะห์ออกมาแล้ว ตีความออกมาแล้ว

711
00:50:05,447 --> 00:50:09,168
เพื่อต้องการเสนอแนะหรือให้ข้อคิดค่ะ

712
00:50:09,168 --> 00:50:11,860
ให้ข้อคิดว่าอย่างไร

713
00:50:11,860 --> 00:50:15,860
ให้ข้อคิดว่าเมื่อคนเรายังมีชีวิตอยู่

714
00:50:16,471 --> 00:50:19,611
ควรทำความดีเอาไว้

715
00:50:19,611 --> 00:50:22,743
เพื่อให้คนระลึกถึง

716
00:50:22,743 --> 00:50:26,537
เมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว

717
00:50:26,537 --> 00:50:30,185
เตือนสติใช่ไหมคะ ให้ข้อคิดนะ ว่า

718
00:50:30,185 --> 00:50:31,217
คนเรา

719
00:50:31,217 --> 00:50:35,217
คนอื่นน่ะ เขาจะรู้จักเลยจดจำเราได้ห ลังจากที่เราตายไปแล้วก็ด้วยสิ่งดีงามที่เรา

720
00:50:37,759 --> 00:50:41,759
ทำเอาไว้ หรือความชั่วที่เราได้สร้าง

721
00:50:58,452 --> 00:51:00,124
ตัวอย่างต่อมาค่ะ

722
00:51:00,124 --> 00:51:03,445
ยาเสพติดมีพิษร้าย

723
00:51:03,445 --> 00:51:07,445
ทำลายความเป็นคน

724
00:51:07,809 --> 00:51:11,809
ดูจากเนื้อหาแล้วนะคะ ตีความด้านเนื้อหา เขากล่าวถึงอะไร

725
00:51:14,541 --> 00:51:18,541
คะ  ผู้ใดติดยาเสพติดนั้น ไม่ใช่คนที่สมบูรณ์

726
00:51:19,980 --> 00:51:22,814
ต่อไป คำว่า "สมบูรณ์" ในที่นี้หมายถึงอะไร

727
00:51:22,814 --> 00:51:25,694
คนอ้วนไหมคะ คนสมบูรณ์เป็นคนอ้วนไหม

728
00:51:25,694 --> 00:51:28,255
ไม่ใช่

729
00:51:28,255 --> 00:51:32,255
คนที่สมบูรณ์ ก็คือคนที่มีสติ มีปัญญาใช่ไหมคะ

730
00:51:34,221 --> 00:51:36,263
มีสติ มีปัญญานะคะ

731
00:51:36,263 --> 00:51:38,133
นี่คือลักษณะของคน

732
00:51:38,133 --> 00:51:41,846
คนมีสติจะไปหลงผิดติดยาเสพติดไหม ไม่มี

733
00:51:41,846 --> 00:51:45,117
เพราะรู้อยู่แล้ว ว่าถ้าไปติด

734
00:51:45,117 --> 00:51:49,117
คือหนทางสู่ความหายนะแน่นอน

735
00:51:51,068 --> 00:51:53,390
ตีความด้านน้ำเสียงค่ะ

736
00:51:53,390 --> 00:51:54,991
น้ำเสียง

737
00:51:54,991 --> 00:51:57,613
ผู้เขียนเตือนสติค่ะ

738
00:51:57,613 --> 00:52:01,613
เตือนสติให้เห็นโทษอันร้ายแรงของยาเสพติด

739
00:52:03,448 --> 00:52:07,448
เสพแล้วหมดความยั้งคิด รู้ผิดชอบชั่วดีไหม ไม่แล้วนะคะ

740
00:52:08,759 --> 00:52:11,971
ไม่รู้รับผิดชอบชั่วดีอะไรทั้งสิ้น

741
00:52:11,971 --> 00:52:15,625
ดังนั้น ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดไหม

742
00:52:15,625 --> 00:52:19,625
ไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวนะคะ

743
00:52:33,958 --> 00:52:37,100
ต่อไป

744
00:52:37,100 --> 00:52:40,433
ถ้าเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึก

745
00:52:40,433 --> 00:52:43,645
เหลือค่าอะไรให้สังคม

746
00:52:43,645 --> 00:52:47,225
ดูจากข้อความนี้สิคะ

747
00:52:47,225 --> 00:52:50,307
ถ้าเป็นแค่กระดาษเปื้อนหมึก

748
00:52:50,307 --> 00:52:54,307
จะเหลือค่าอะไรให้สังคม

749
00:52:55,054 --> 00:52:59,036
กล่าวถึงอะไรนี่

750
00:52:59,036 --> 00:53:02,555
กระดาษเปื้อนหมึก

751
00:53:02,555 --> 00:53:06,555
คำนี้ต้องตีความ กระดาษเปื้อนหมึกหมายถึงอะไร

752
00:53:10,180 --> 00:53:14,180
กระดาษเปื้อนหมึกนะคะ ถ้าตีความแล้วหมายถึงนักเขียนค่ะ

753
00:53:16,403 --> 00:53:18,002
นักเขียน

754
00:53:18,002 --> 00:53:19,855
เขียน

755
00:53:19,855 --> 00:53:22,487
หนังสือแต่งหนังสือขายนะ

756
00:53:22,487 --> 00:53:23,706
สมัยก่อน

757
00:53:23,706 --> 00:53:27,706
เวลาพิมพ์เขาใช้อะไรคะ พิมพ์ลงในกระดาษใช่ไหมคะ คำนี้นะคะ มันใช้มาจน

758
00:53:29,976 --> 00:53:31,648
ปัจจุบันนี้นะคะ

759
00:53:31,648 --> 00:53:34,343
กระดาษเปื้อนหมึกนะคะ

760
00:53:34,343 --> 00:53:37,036
อาชีพของนักเขียนนะคะ

761
00:53:37,036 --> 00:53:41,036
หรือหมายถึงงานเขียน

762
00:53:42,163 --> 00:53:46,163
ตีความด้านเนื้อหาได้ว่า หากงานเขียนไม่มีคุณค่า

763
00:53:48,635 --> 00:53:52,635
คงเป็นเพียงกระดาษเปื้อนหมึกเท่านั้น

764
00:53:54,585 --> 00:53:58,585
นักเขียนที่เขียนสิ่งที่ไม่มีคุณค่า มันจะไม่เกิดประโยชน์

765
00:53:59,593 --> 00:54:01,834
และมันก็จะกลายเป็นเพียง

766
00:54:01,834 --> 00:54:03,115
กระดาษที่

767
00:54:03,115 --> 00:54:04,334
เปื้อนหมึก

768
00:54:04,334 --> 00:54:08,056
เท่านั้น

769
00:54:08,056 --> 00:54:10,635
ด้านน้ำเสียงล่ะคะ ด้านน้ำเสียง

770
00:54:10,635 --> 00:54:14,635
ผู้เขียนชี้ให้เห็นความสำคัญของงานเขียน

771
00:54:16,137 --> 00:54:20,137
ที่นำเสนอต่อสังคมสาธารณชน

772
00:54:21,140 --> 00:54:25,140
เนื้อหาของงานที่เขียน ควรจะมีส่วนในการสร้างสรรค์ และ

773
00:54:27,600 --> 00:54:31,600
จรรโลงสังคมนั่นเอง

774
00:54:44,589 --> 00:54:48,589
คราวนี้เรามาดูอีกสิ่งหนึ่ง ที่มีความเกี่ยวข้อง

775
00:54:49,911 --> 00:54:51,702
การตีความ

776
00:54:51,702 --> 00:54:54,914
เวลาเราอ่านงานเขียนต่าง ๆ

777
00:54:54,914 --> 00:54:58,914
เราจะพบว่ามีสิ่งหนึ่ง ที่มันจะสะดุดตา

778
00:55:00,169 --> 00:55:04,169
และเป็นสิ่งที่เราจะต้องทำความเข้าใจมากกว่าข้อ

779
00:55:05,623 --> 00:55:07,345
ความทั่ว ๆ ไป

780
00:55:07,345 --> 00:55:11,264
นั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า "สัญลักษณ์"

781
00:55:11,264 --> 00:55:13,885
สัญลักษณ์หรือ Symbol

782
00:55:13,885 --> 00:55:16,829
นะคะ สัญลักษณ์มันคืออะไร

783
00:55:16,829 --> 00:55:20,829
มันคือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ใช้แทนสิ่งที่ผู้เขียนต้องการกล่าวถึง

784
00:55:27,539 --> 00:55:31,539
ผู้เขียนเลือกที่จะใช้สิ่งเหล่านี้นะคะ สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์นี่ค่ะ

785
00:55:34,070 --> 00:55:35,029
ใช้

786
00:55:35,029 --> 00:55:39,029
ในลักษณะของนามธรรม

787
00:55:40,674 --> 00:55:44,674
ใช้ในลักษณะของนามธรรมแต่เวลาเขียนนะคะ ใช้สิ่งที่เป็นรูป

788
00:55:45,926 --> 00:55:46,756
ธ

789
00:55:46,756 --> 00:55:48,678
รรมแทนนามธรรม

790
00:55:48,678 --> 00:55:51,889
เอาง่าย ๆ นะคะ เหมือนกับ

791
00:55:51,889 --> 00:55:55,889
เราพูดถึงความดีใช่ไหมคะ ถ้าเราพูดถึงความดี เราใช้สีแทนความดี คือสีอะไรคะ

792
00:55:58,612 --> 00:56:01,375
สีขาวความดีเป็นนามธรรมไหมคะ

793
00:56:01,375 --> 00:56:05,375
สีขาวเป็นสิ่งที่เราจับต้องได้ใช่ไหมคะ สีขาวเป็นรูปประธรรมสีขาวใช้แทน

794
00:56:07,598 --> 00:56:08,686
ความดี

795
00:56:08,686 --> 00:56:10,349
ความบริสุทธิ์

796
00:56:10,349 --> 00:56:14,349
ความบริสุทธิ์ ความดี เราจับต้องได้ไหม อันไหนคือความดี ชี้ได้ไหมคะ ว่าอันไหนคือความดี

797
00:56:15,931 --> 00:56:16,763
ไม่ได้

798
00:56:16,763 --> 00:56:20,606
เพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่า "สัญลักษณ์

799
00:56:20,606 --> 00:56:24,139
" มันมีหน้าตาหรือมันมีรูปแบบอย่างไรบ้าง

800
00:56:24,139 --> 00:56:28,139
เดี๋ยวครูจะอธิบาย

801
00:56:51,376 --> 00:56:52,466
สัญลักษณ์

802
00:56:52,466 --> 00:56:55,858
มีอยู่ 3 ลักษณะด้วยกัน

803
00:56:55,858 --> 00:56:59,858
นะคะ ล สัญลักษณ์มีอยู่ 3 ลักษณะ

804
00:57:00,737 --> 00:57:02,655
ลักษณะที่ 1

805
00:57:02,655 --> 00:57:06,655
เขาเรียกว่า "สัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบกักตุน

806
00:57:09,708 --> 00:57:11,629
" หมายความว่า

807
00:57:11,629 --> 00:57:15,629
เป็นการใช้สัญลักษณ์ที่คนทั่วไปเข้าใจร่วมกัน เช่น

808
00:57:18,176 --> 00:57:22,176
เมื่อกี้นี้สีขาวแทนความบริสุทธิ์

809
00:57:22,862 --> 00:57:26,862
สีดำแทนความโศกเศร้า

810
00:57:27,855 --> 00:57:29,513
นางฟ้า

811
00:57:29,513 --> 00:57:31,185
แทนอะไรคะ

812
00:57:31,185 --> 00:57:33,747
แทนความใจดี

813
00:57:33,747 --> 00:57:37,747
นางฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของความสวยใช่ไหมคะ ความใจดี

814
00:57:38,434 --> 00:57:39,973
ความมีเมตตา

815
00:57:39,973 --> 00:57:43,626
ใจดีเหมือนนางฟ้าเลย สวยเหมือนนางฟ้า

816
00:57:43,626 --> 00:57:47,626
ลักษณะเช่นนี้ นางฟ้าจึงเป็นสัญลักษณ์ของ

817
00:57:47,986 --> 00:57:50,096
ความสวย ความ

818
00:57:50,096 --> 00:57:51,827
ใจดี

819
00:57:51,827 --> 00:57:55,827
แบบนี้นายมันจะเข้ากับลักษณะข้อที่ 1 นั่นก็คือ

820
00:57:56,959 --> 00:57:59,322
สัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบกัก

821
00:57:59,322 --> 00:58:00,863
ตุน

822
00:58:00,863 --> 00:58:04,863
กับแบบที่ 2 สัญลักษณ์ที่มีความหมายหลายนัย

823
00:58:05,927 --> 00:58:09,128
และแบบที่ 3 ในช่องที่ 3

824
00:58:09,128 --> 00:58:13,128
สัญลักษณ์ที่มีความหมายแบบนัยยะประวัติ

825
00:58:13,492 --> 00:58:16,894
ช่องที่ 2 กับช่องที่ 3 นี้

826
00:58:16,894 --> 00:58:19,586
มีลักษณะคล้ายกัน

827
00:58:19,586 --> 00:58:23,586
คล้ายกันในที่นี้ ก็คือเป็นสัญลักษณ์ที่ผู้เขียนกำหนดความหมายเพิ่มเติมขึ้นมา

828
00:58:28,496 --> 00:58:30,216
แต่จะลึก

829
00:58:30,216 --> 00:58:33,167
ในระดับใด ขึ้นอยู่กับ

830
00:58:33,167 --> 00:58:37,167
การให้ความหมายของผู้เขียน

831
00:58:37,531 --> 00:58:41,531
ครูมีตัวอย่าง ครูมีตัวอย่างให้ดูนะคะ

832
00:58:52,984 --> 00:58:56,984
ดูชุดข้อความ 3 ชุดนี้

833
00:58:57,145 --> 00:59:01,145
เราพูดถึงสิ่งเดียวกัน ก็คือดอกไม้

834
00:59:02,400 --> 00:59:05,221
เราพูดถึงเรื่องเดียวกัน คือ ดอกไม้

835
00:59:05,221 --> 00:59:09,221
มันมีคำที่เป็นคำสำคัญ ที่เป็นสัญลักษณ์อยู่ คือ ดอกไม้

836
00:59:09,715 --> 00:59:12,597
ในช่องแรกในส่วนแรกนะคะ

837
00:59:12,597 --> 00:59:14,767
เซตแรกจะมีคำว่า

838
00:59:14,767 --> 00:59:18,767
กุหลาบเวียงพิงค์ เอื้องดอย ดอกคูณดอกหญ้า

839
00:59:19,263 --> 00:59:22,278
ดอกไม้ทั้งหมดเลยใช่ไหมคะ

840
00:59:22,278 --> 00:59:26,278
ปกติแล้วดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

841
00:59:28,045 --> 00:59:32,015
ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของอะไร

842
00:59:32,015 --> 00:59:35,795
ดอกไม้เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงนะคะ

843
00:59:35,795 --> 00:59:39,795
เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิง ดอกไม้งามนะคะ

844
00:59:40,150 --> 00:59:44,150
เช่นอะไรบ้าง กุหลาบเวียงพิงค์เคยได้ยินเพลงนี้ไหมคะ เวียงพิงค์ก็คือ

845
00:59:45,986 --> 00:59:47,715
สาวงามแห่งเมือง

846
00:59:47,715 --> 00:59:51,715
เชียงใหม่ใช่ไหมคะ เห็นไหมเป็นดอกกุหลาบนะ ต่อไปเอ

847
00:59:54,391 --> 00:59:57,205
ื้องดอย สาวชาวเหนือ

848
00:59:57,205 --> 00:59:58,941
เช่นกัน แต่อยู่บน

849
00:59:58,941 --> 01:00:02,941
ดอย สาวชาวภูเขา ชาวดอย

850
01:00:03,103 --> 01:00:06,246
ดอกคูณ ดอกคูณคืออะไร

851
01:00:06,246 --> 01:00:10,246
ดอกคูณเป็นสัญลักษณ์ของหญิงสาวในภาคไหนคะ

852
01:00:10,410 --> 01:00:14,410
สาวอีสานใช่ไหมคะ ภาคอีสาน คือ สัญลักษณ์ของดอกคูณใช่ไหมคะ

853
01:00:16,054 --> 01:00:17,976
ดอกคูณเสียงแคนก็คือจังหวัดอะไร

854
01:00:17,976 --> 01:00:21,976
ภาคอีสานของเราดินแดนที่มีดอกคูณเยอะ ๆ

855
01:00:22,729 --> 01:00:26,729
ภาคอีสานหรือขอนแก่นนั่นเองใช่ไหมคะ แต่ดอกคูณนะคะ

856
01:00:28,421 --> 01:00:32,421
ใช้เป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่อยู่ทางภาคอีสานได้

857
01:00:32,533 --> 01:00:35,217
อีกอย่างหนึ่ง คือ ดอกหญ้า

858
01:00:35,217 --> 01:00:39,217
ดอกหญ้า ดอกหญ้า

859
01:00:39,460 --> 01:00:43,460
ดอกหญ้าคือผู้หญิงที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นอย่างไร ต่ำต้อยด้อยค่า

860
01:00:45,095 --> 01:00:49,095
เซตนี้คือหมายความถึงอะไรหมดเลย ผู้หญิงทั้งหมดเลย

861
01:00:49,646 --> 01:00:52,658
อ่านแล้วเข้าใจได้เลยทันที ว่านี่คือกล่าวถึง

862
01:00:52,658 --> 01:00:53,811
ผู้หญิง

863
01:00:53,811 --> 01:00:57,811
อันนี้น่าจะเป็นความหมายในแบบไหนคะ 1 2 หรือ 3

864
01:00:58,435 --> 01:01:01,510
อันนี้คือแบบที่ 1

865
01:01:01,510 --> 01:01:04,520
เป็นความหมายแบบกักตุน

866
01:01:04,520 --> 01:01:08,171
เป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจได้ตรงกัน

867
01:01:08,171 --> 01:01:11,644
อันที่ 2 ค่ะ ดูนะ

868
01:01:11,644 --> 01:01:13,885
มาจากเพลงค่ะ

869
01:01:13,885 --> 01:01:17,529
ดอกไม้ ดอกไม้จะบานบริสุทธิ์

870
01:01:17,529 --> 01:01:19,849
กล้าหาญจะบานในใจ

871
01:01:19,849 --> 01:01:22,921
สีขาวหนุ่มสาวจะใฝ่

872
01:01:22,921 --> 01:01:26,921
แน่วแน่แก้ไข จุดไฟศรัทธา

873
01:01:27,402 --> 01:01:29,973
ข้อความในเซตที่ 2 นี้

874
01:01:29,973 --> 01:01:33,973
ดอกไม้ยังหมายถึงผู้หญิงอยู่ไหมคะ

875
01:01:37,276 --> 01:01:41,276
ความหมายเปลี่ยนไปหรือยัง มีความหมายเพิ่มเติมขึ้นมาแล้วใช่ไหมคะ

876
01:01:43,686 --> 01:01:47,401
เข้าข่ายข้อที่ 2 หรือยัง ความหมายหลายนัย

877
01:01:47,401 --> 01:01:51,401
แต่เราต้องมาทำความเข้าใจด้วย ว่าดอกไม้ในข้อที่ 2 นี้

878
01:01:51,757 --> 01:01:54,271
คือดอกไม้แล้วหมายความว่าอย่างไร

879
01:01:54,271 --> 01:01:56,248
ถ้าไม่ได้หมายถึงผู้หญิง

880
01:01:56,248 --> 01:01:59,001
หมายถึงอะไร

881
01:01:59,001 --> 01:02:03,001
คราวนี้เราอาจจะต้องย้อนกลับไปที่หลักการ ในการ

882
01:02:03,044 --> 01:02:04,715
อ่านตีความ

883
01:02:04,715 --> 01:02:08,715
เรามาดูที่มาของงานเขียนชิ้นนี้กันค่ะ

884
01:02:08,947 --> 01:02:12,947
ข้อความนี้ มาจากบทประพันธ์ของ อาจารย์จิระนันท์ พิตรปรีชา

885
01:02:14,771 --> 01:02:16,832
จากวรรณกรรม

886
01:02:16,832 --> 01:02:20,832
ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ ชื่อว่าใบไม้ที่หายไป

887
01:02:23,166 --> 01:02:27,087
อาจารย์เขียนนะคะ ในช่วงที่ตนเองนั้น

888
01:02:27,087 --> 01:02:30,731
เป็นนักต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย

889
01:02:30,731 --> 01:02:31,892

890
01:02:31,892 --> 01:02:34,773
เป็นกลุ่มของนักศึกษานะคะ

891
01:02:34,773 --> 01:02:37,787
ที่อยู่ในห้วงปี 2519

892
01:02:37,787 --> 01:02:40,350
ในช่วงนั้น

893
01:02:40,350 --> 01:02:43,881
ที่มีการต่อสู้กันระหว่างทหารกับ

894
01:02:43,881 --> 01:02:47,724
นักศึกษา จำได้ไหมคะ ถ้าเราเรียนสังคมมา

895
01:02:47,724 --> 01:02:50,543
มีการเรียกร้องทางการเมือง

896
01:02:50,543 --> 01:02:54,543
ช่วงนั้นมีนักเขียนเกิดขึ้นมากมาย และเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง

897
01:02:56,436 --> 01:03:00,098
ถ้าเราดูภูมิหลัง หรือชีวประวัติของคนเขียน

898
01:03:00,098 --> 01:03:04,098
คราวนี้เรารู้หรือยัง ว่าข้อความที่แปลว่าดอกไม้นี่นะคะ

899
01:03:04,192 --> 01:03:07,662
ที่ไม่ได้หมายถึงผู้หญิงมันน่าจะหมายถึงอะไร

900
01:03:07,662 --> 01:03:11,635
เพลงนี้เด็กนักศึกษาชอบเอาไปร้องในการออก

901
01:03:11,635 --> 01:03:12,658
ค่าย

902
01:03:12,658 --> 01:03:15,360
เพื่อไปพัฒนาท้องถิ่น

903
01:03:15,360 --> 01:03:18,240
เวลาไปร้องนะคะ เวลาเอาไป

904
01:03:18,240 --> 01:03:22,240
ใช้ประกอบในกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ

905
01:03:22,334 --> 01:03:26,334
คนที่เป็นนักศึกษา ก็จะได้รู้สึกว่าตัวเองนั้น มีอุดมการณ์ในการ

906
01:03:27,655 --> 01:03:28,684
ทำงาน

907
01:03:28,684 --> 01:03:31,567
มีอุดมการณ์ในการช่วยพัฒนาประเทศชาติ

908
01:03:31,567 --> 01:03:35,160
ดอกไม้ในที่นี้ หมายถึง

909
01:03:35,160 --> 01:03:38,422
ประชาธิปไตยค่ะ

910
01:03:38,422 --> 01:03:42,422
ดอกไม้จะบานในที่นี้ก็คือความเบ่งบานของประชาธิปไตย

911
01:03:44,383 --> 01:03:46,886
ดอกไม้ที่เรียกนี้ คือ

912
01:03:46,886 --> 01:03:48,746
ประชาธิปไตย

913
01:03:48,746 --> 01:03:52,458
สีขาวหนุ่มสาวจะใฝ่ สีขาวคืออะไร

914
01:03:52,458 --> 01:03:56,458
สีขาว คือ อุดมการณ์อันบริสุทธิ์ค่ะ

915
01:03:56,571 --> 01:03:59,383
สีขาวหนุ่มสาวจะใฝ่ ใฝ่อะไร

916
01:03:59,383 --> 01:04:03,227
ใฝ่ในอุดมการณ์ และมีความแน่วแน่

917
01:04:03,227 --> 01:04:07,227
ที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ประเทศนี้มันดีขึ้น

918
01:04:08,297 --> 01:04:11,830
นี่คือความหมาย ที่เราเรียกว่า

919
01:04:11,830 --> 01:04:14,320
ความหมายหลายนัย

920
01:04:14,320 --> 01:04:18,230
ดอกไม้ความหมายเปลี่ยนไปแล้วไม่ได้หมายถึง

921
01:04:18,230 --> 01:04:21,632
ความงาม ไม่ได้หมายถึงหญิงสาว

922
01:04:21,632 --> 01:04:25,632
แต่หมายถึงประชาธิปไตย

923
01:04:26,626 --> 01:04:28,809
สุดท้ายค่ะ

924
01:04:28,809 --> 01:04:30,277
ช่องนี้

925
01:04:30,277 --> 01:04:34,277
ความหมายนัยยะประวัติ แน่นอนค่ะ สีเหลืองความหมายนัยประวัติ

926
01:04:35,081 --> 01:04:37,783
อยากให้ช่วยกันตีความ

927
01:04:37,783 --> 01:04:41,566
ดอกไม้ในข้อนี้

928
01:04:41,566 --> 01:04:44,967
มันมีบริบทของข้อความทั้งหมด า

929
01:04:44,967 --> 01:04:48,038
ดอกไม้ที่มีค่าที่สุด

930
01:04:48,038 --> 01:04:52,038
คือดอกไม้ที่มีผู้นำไปวางไว้บนหลุมฝังศพ

931
01:04:53,869 --> 01:04:57,012
ดอกไม้ที่นี้หมายถึงอะไร

932
01:04:57,012 --> 01:05:01,012
ตีความสิ ถ้าไม่ได้หมายถึงหญิงงาม ไม่ได้หมายถึงหญิงสาว

933
01:05:01,813 --> 01:05:04,373
ไม่ได้หมายถึงประชาธิปไตย

934
01:05:04,373 --> 01:05:08,373
ดอกไม้ตัวนี้หมายถึงอะไร

935
01:05:12,779 --> 01:05:14,178
ยากนะ

936
01:05:14,178 --> 01:05:15,979
ยากนะ

937
01:05:15,979 --> 01:05:19,979
มาเฉลยกันนะคะ ก็อยากชวนคิดนะ อยากชวนคิด

938
01:05:20,849 --> 01:05:22,830
ช่วยกันคิดนิดหนึ่งก็ได้

939
01:05:22,830 --> 01:05:23,792
ว่า

940
01:05:23,792 --> 01:05:25,396
ดอกไม้

941
01:05:25,396 --> 01:05:28,416
ทำไมมันจึงมีค่าที่สุด

942
01:05:28,416 --> 01:05:32,416
เมื่อนำไปวางไว้บนหลุมฝังศพ

943
01:05:32,897 --> 01:05:36,897
แสดงว่าสถานการณ์ปกติดอกไม้มันถูกลดคุณค่าลงใช่ไหม หรือว่าดอก

944
01:05:38,219 --> 01:05:42,219
มันไม่ได้มีค่าเท่านี้ใช่ไหมคะ

945
01:05:43,543 --> 01:05:47,543
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

946
01:05:47,578 --> 01:05:51,578
เวลาเราให้ดอกไม้ใคร

947
01:05:51,625 --> 01:05:55,625
ดอกไม้น่าจะเป็นตัวแทนความรู้สึกของเราใช่ไหมคะ

948
01:05:55,783 --> 01:05:58,608
ให้ในวันที่เขาไม่สบาย

949
01:05:58,608 --> 01:06:02,608
แสดงว่าเราส่งความปรารถนาดี ความห่วงใยไปให้ใช่ไหมคะ เป็นตัวแทนบอกว่า

950
01:06:03,860 --> 01:06:06,169
หายเร็ว ๆ นะ

951
01:06:06,169 --> 01:06:10,169
วันไหนที่เขารับปริญญาเราแสดงความยินดี เอาช่อดอกไม้ไปให้

952
01:06:12,897 --> 01:06:16,897
สื่อความว่าเราบอกเขาว่าเรายินดีด้วยนะ

953
01:06:18,096 --> 01:06:19,308
ใช่ไหมคะ

954
01:06:19,308 --> 01:06:22,639
แต่พอเอาไปให้คนตาย

955
01:06:22,639 --> 01:06:26,553
คนตายจะลุกขึ้นมาตอบเรา หรือสื่อความกับเราได้ไหมคะ

956
01:06:26,553 --> 01:06:28,023
ไม่ได้

957
01:06:28,023 --> 01:06:32,023
ถูกไหม นั่นแสดงว่าดอกไม้นั้น เมื่อมันถูกวางให้กับผู้ตาย

958
01:06:33,414 --> 01:06:36,867
มันกลับกลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด

959
01:06:36,867 --> 01:06:39,236
เพราะอะไร มันมีเหตุอะไร

960
01:06:39,236 --> 01:06:43,236
เวลาเราให้ดอกไม้ใคร เราส่งความปรารถนาดีไปยังผู้อื่น

961
01:06:44,752 --> 01:06:47,448
เราต้องการให้ผู้รับแสดงตอบกลับมา

962
01:06:47,448 --> 01:06:51,448
ที่เราไหมคะ แสดงความรู้สึกตอบกลับเราไหม

963
01:06:53,024 --> 01:06:56,748
ยกตัวอย่างนะ สมมติเราให้ดอกไม้ไปแล้วเขาไม่รับก็โยนทิ้ง

964
01:06:56,748 --> 01:06:58,089
จะรู้สึกอย่างไร

965
01:06:58,089 --> 01:07:02,089
เธอเสียใจใช่ไหม นั่นแสดงว่าให้อะไรไป เราต้องการให้เขาตอบรับความรู้สึก

966
01:07:03,282 --> 01:07:04,953
เราใช่หรือไม่

967
01:07:04,953 --> 01:07:08,953
แต่พอให้คนตาย เขาไม่สามารถตอบรับได้แล้ว

968
01:07:09,685 --> 01:07:12,446
ให้ไปทำไมใช่ไหมคะ

969
01:07:12,446 --> 01:07:16,446
ถ้าให้ในคนตาย แสดงว่าให้แล้วไม่มีประโยชน์ แต่ยังจะให้อยู่แสดงว่า

970
01:07:17,829 --> 01:07:21,829
ฉันให้ดอกไม้ นั้นคือการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน

971
01:07:24,624 --> 01:07:28,335
มันจึงเป็นดอกไม้ที่มีค่าที่สุด

972
01:07:28,335 --> 01:07:32,130
แต่ถ้าเธอให้ด้วยมีวัตถุประสงค์แอบแฝง

973
01:07:32,130 --> 01:07:34,819
มีความต้องการการตอบรับ

974
01:07:34,819 --> 01:07:38,473
ดอกไม้นั้นจะไม่มีค่า

975
01:07:38,473 --> 01:07:42,473
แต่พอมันไปให้คนที่ไม่สามารถที่จะให้อะไรเธอกลับมาได้

976
01:07:43,536 --> 01:07:47,536
เวลาที่เธอให้เขาไป แสดงว่าเธอบริสุทธิ์ใจใช่ไหมคะ เธอมีความปรารถนาดี เธอไม่ได้ต้องการอะไร หรือไม่ได้หวังอะไร

977
01:07:52,508 --> 01:07:54,750
จากผู้ตายอีกต่อไปแล้ว

978
01:07:54,750 --> 01:07:58,750
นี่คือนัยที่เรียกว่า "ความหมายแบบนัยประหวัด"

979
01:08:01,035 --> 01:08:02,634
ซึ้งนะ

980
01:08:02,634 --> 01:08:06,634
ต้องอ่านมาก ๆ ต้องทำความเข้าใจมาก ๆ จึงจะตีความตรงนี้

981
01:08:08,975 --> 01:08:12,975
และทำความเข้าใจได้อย่างถูกต้อง

982
01:08:13,020 --> 01:08:16,860
ภาพบอกหรือยังว่าดอกไม้ใน 3 บริบทนี้

983
01:08:16,860 --> 01:08:18,341
ไม่เหมือนกันเลย

984
01:08:18,341 --> 01:08:21,484
อันที่ 1 คือ หญิงสาว

985
01:08:21,484 --> 01:08:23,595
ความหมายหลายนัยคือ

986
01:08:23,595 --> 01:08:26,807
ที่เพิ่มขึ้นมาคือประชาธิปไตย

987
01:08:26,807 --> 01:08:28,528
ในขณะที่

988
01:08:28,528 --> 01:08:31,410
อันที่ 3 ความหมายแบบนัยประ

989
01:08:31,410 --> 01:08:35,410
หวัดคืออะไรคะ ผู้เขียนกำหนดความหมายขึ้นมาเองนะ เธอการให้โดยไม่หวัง

990
01:08:36,673 --> 01:08:38,977
สิ่งตอบแทนลึกเข้าไปอีก

991
01:08:38,977 --> 01:08:42,977
ลึกซึ้งมาก ดังนั้น เรื่องการตีความมันจึงเป็นเรื่องที่ค่อน

992
01:08:45,260 --> 01:08:46,290
สร้างจะ

993
01:08:46,290 --> 01:08:50,003
ต้องให้ความสำคัญ และให้รายละเอียด

994
01:08:50,003 --> 01:08:53,215
รวมไปถึงอ่านอย่างละเอียดด้วย

995
01:08:53,215 --> 01:08:57,215
จึงจะสามารถถอดรหัสความออกมาได้อย่างถูกต้อง

996
01:09:13,606 --> 01:09:17,606
การอ่านตีความนะคะ ในส่วนของสัญลักษณ์

997
01:09:18,411 --> 01:09:22,411
มีการแบ่งหมวดหมู่ของสัญลักษณ์

998
01:09:23,414 --> 01:09:27,414
เอาไว้หลายประเภทด้วยกัน

999
01:09:27,777 --> 01:09:29,950
เราสามารถใช้

1000
01:09:29,950 --> 01:09:33,950
ตัวละครในวรรณคดี มาเป็นสัญลักษณ์ได้ค่ะ

1001
01:09:34,762 --> 01:09:35,913
เช่น

1002
01:09:35,913 --> 01:09:39,913
ขุนแผนเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ ความเจ้าชู้ วันทองเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1003
01:09:43,924 --> 01:09:47,317
ความหลายใจ

1004
01:09:47,317 --> 01:09:51,317
จรกา เป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1005
01:09:52,321 --> 01:09:56,321
ความขี้ริ้ว ขี้เหร่ใช่ไหมคะ จรกา

1006
01:09:56,815 --> 01:10:00,815
ชูชกเป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1007
01:10:01,108 --> 01:10:04,121
ความโลภ ความตะกละ

1008
01:10:04,121 --> 01:10:08,121
แต่ปัจจุบันนี้ มีคนเอารูปปั้นชูชกไปกราบไหว้

1009
01:10:10,203 --> 01:10:12,966
แล้วบอกว่านี่คือสัญลักษณ์ของ

1010
01:10:12,966 --> 01:10:16,808
ความอุดมสมบูรณ์

1011
01:10:16,808 --> 01:10:20,808
ถ้าดูจากเนื้อความของที่มาของคำเ ราจะเห็นได้เลยว่ามันไม่

1012
01:10:23,486 --> 01:10:24,636
ถูกต้องใช่ไหมคะ

1013
01:10:24,636 --> 01:10:28,636
จริง ๆ แล้วเป็นสัญลักษณ์ของความโลภและความ

1014
01:10:30,728 --> 01:10:34,379
ตระกะ กินจนตัวตายใช่ไหมคะ

1015
01:10:34,379 --> 01:10:38,379
แต่ก็มีคนไปตีความในความหมายใหม่นะ แล้วก็พยายามสร้างให้มันเป็นความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา

1016
01:10:39,826 --> 01:10:43,826
ให้คนไปบูชากราบไหว้ เพราะฉะนั้น เราต้องรู้ที่มาก่อน

1017
01:10:45,078 --> 01:10:49,078
จึงจะสามารถตัดสินใจได้ว่า ฉันจะกราบไหว้เหมือนกับชาวบ้านเขาไหมนะคะ

1018
01:10:50,660 --> 01:10:51,619
ใช้

1019
01:10:51,619 --> 01:10:55,619
สติปัญญาพิจารณาเอานะ ต่อไปนะคะ ทศกัณฐ์ เป็นสัญลักษณ์

1020
01:10:57,324 --> 01:10:59,054
ของอะไร

1021
01:10:59,054 --> 01:11:01,036
ความ

1022
01:11:01,036 --> 01:11:03,735
ใจร้ายนะคะ

1023
01:11:03,735 --> 01:11:07,316
ทศกัณฐ์เจ้าชู้ไหม

1024
01:11:07,316 --> 01:11:11,316
น่าเสียดายใจทศกัณฑ์ ใครฟังเพลงลูกทุ่ง เคยฟังไหมคะ

1025
01:11:12,770 --> 01:11:16,770
เพลงของ หัวใจทศกัณฐ์ แสดงว่า

1026
01:11:16,934 --> 01:11:20,934
ใจร้ายใช่ไหมคะ อยากมีรักเหมือนพระรามใช่ไหมคะ

1027
01:11:22,708 --> 01:11:26,708
ที่พระรามออกตามหานางสีดา แต่สำหรับทศกัณฐ์เธอไม่ตามใคร ใช่ไหมคะ เธอมีเมียเยอะมาก

1028
01:11:29,890 --> 01:11:33,413
เธอก็ใจร้ายนะคะ เป็นยักษ์ที่ใจร้าย

1029
01:11:33,413 --> 01:11:36,743
ทศกัณฐ์จึงเป็นสัญลักษณ์ของความ

1030
01:11:36,743 --> 01:11:39,438
ใจร้าย ดุร้าย

1031
01:11:39,438 --> 01:11:42,188
ต่อไปนะคะ ประเภทที่ 2

1032
01:11:42,188 --> 01:11:45,398
เราใช้สัตว์ต่าง ๆ เป็นสัญลักษณ์ได้

1033
01:11:45,398 --> 01:11:47,128
เช่นอะไรบ้าง

1034
01:11:47,128 --> 01:11:48,922
ช้าง

1035
01:11:48,922 --> 01:11:51,030
ช้างเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1036
01:11:51,030 --> 01:11:53,341
ความยิ่งใหญ่

1037
01:11:53,341 --> 01:11:57,256
เสือเป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1038
01:11:57,256 --> 01:11:59,106
ความดุร้าย

1039
01:11:59,106 --> 01:12:03,106
ใช่ไหมคะ เสือความดุร้าย เสือนะคะ จริง ๆ ไม่ได้ชื่อเสือ

1040
01:12:05,199 --> 01:12:09,199
พอถูกคนเขาขนานนามว่าเป็นไอ้เสือ แสดงว่าคนนั้นมีก็ต้องมี

1041
01:12:10,521 --> 01:12:11,992

1042
01:12:11,992 --> 01:12:13,403
ความ

1043
01:12:13,403 --> 01:12:17,403
ใช่ไหมคะ มีความรู้ร้าย หรือว่ามีลักษณะของความ

1044
01:12:18,102 --> 01:12:20,328
เรียกว่าอะไรดี

1045
01:12:20,328 --> 01:12:24,328
จะมีลักษณะความเกเรอยู่ แต่ว่าเสือก็คือสัญลักษณ์ของความดุร้าย

1046
01:12:26,232 --> 01:12:27,442
ต่อไปนะคะ

1047
01:12:27,442 --> 01:12:31,442
กระต่ายค่ะ กระต่ายเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1048
01:12:34,950 --> 01:12:38,659
กระต่ายเป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1049
01:12:38,659 --> 01:12:40,401
ความรวมเร็วไหมคะ

1050
01:12:40,401 --> 01:12:43,093
คล่องแคล่วว่องไว

1051
01:12:43,093 --> 01:12:47,093
เต่าล่ะคะ ความเชื่องช้านะคะ แมง

1052
01:12:49,115 --> 01:12:53,115
ดาล่ะคะ เป็นสัญลักษณ์ของผู้ชายที่

1053
01:12:53,855 --> 01:12:57,855
ไม่ทำมาหากินใช่ไหมคะ แล้วก็เอาเปรียบผู้หญิง ผู้ชายที่เอาเปรียบผู้หญิงนะคะ

1054
01:12:59,937 --> 01:13:01,606
ก็คือแมงดา

1055
01:13:01,606 --> 01:13:03,979
ต่อไป ประเภทที่ 3 ค่ะ

1056
01:13:03,979 --> 01:13:05,201
ใช้อะไรคะ

1057
01:13:05,201 --> 01:13:09,201
ดอกไม้ชนิดต่าง ๆ หรือพันธุ์ไม้

1058
01:13:10,192 --> 01:13:12,112
มีอะไรบ้าง

1059
01:13:12,112 --> 01:13:16,112
ดอกรัก ดอกลั่นทม ดอกดาวเรืองนะคะ ดาวเรืองเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ

1060
01:13:20,125 --> 01:13:24,125
มีชื่อที่ไปพ้องกับคำว่า "รุ่งเรือง" ใช่ไหมคะ เขาก็เลยให้เป็นสัญลักษณ์

1061
01:13:25,640 --> 01:13:26,543
ข้อความ

1062
01:13:26,543 --> 01:13:30,543
รุ่งเรือง ดอกลั่นทมล่ะลูก

1063
01:13:30,963 --> 01:13:34,963
ความทุกข์ระทมใช่ไหมคะ เขาถึงได้เปลี่ยนชื่อใช่ไหม เปลี่ยนชื่อเป็นอะไร

1064
01:13:36,279 --> 01:13:39,679
ลีลาวดีนะคะ

1065
01:13:39,679 --> 01:13:43,679
อะไรอีกนะคะ ต้นโพธิ์ ต้นไทร เป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1066
01:13:46,547 --> 01:13:50,547
ความยั่งยืนใช่ไหมคะ ความมั่นคง

1067
01:13:51,614 --> 01:13:55,614
อายุยืนนาน   ร่มโพธิ์ร่มไทรเป็นที่พึ่งนะคะ

1068
01:13:56,538 --> 01:14:00,538
ยืนนานเป็นที่พึ่งนะคะ เป็นสัญลักษณ์ของสิ่งนี้

1069
01:14:04,554 --> 01:14:08,554
อะไรอีก สีต่าง ๆ

1070
01:14:09,737 --> 01:14:13,737
สีชมพูเป็นสัญลักษณ์ของอะไรคะ ช่วงนี้หัวใ

1071
01:14:15,132 --> 01:14:17,251
จเป็นสีชมพูนั่ นก็คือมี

1072
01:14:17,251 --> 01:14:19,563
ความรักนะคะ

1073
01:14:19,563 --> 01:14:21,873
อะไรอีก

1074
01:14:21,873 --> 01:14:25,196
ธรรมชาติต่าง ๆ นะคะ

1075
01:14:25,196 --> 01:14:28,986
เมฆเป็นสัญลักษณ์ของอะไร

1076
01:14:28,986 --> 01:14:32,986
มีเมฆมาบัง เมฆอาจจะเป็นสัญลักษณ์ของอุปสรรคต่าง ๆ ใช่ไหมคะ

1077
01:14:34,297 --> 01:14:37,250
น้ำค้างนะคะ น้ำค้าง

1078
01:14:37,250 --> 01:14:41,250
สัญลักษณ์แทนความสดชื่นใช่ไหมคะ อาจเป็นความสดชื่นนะ

1079
01:14:41,413 --> 01:14:45,413
พายุคลื่นลมต่าง ๆ  เป็นสัญลักษณ์ของอุปสรรค

1080
01:14:48,466 --> 01:14:52,466
ใช่ไหม อะไรอีกอวัยวะต่าง ๆ นะคะ เครื่องประดับ เครื่องใช้ข้าว

1081
01:14:53,852 --> 01:14:55,130
ของต่าง ๆ

1082
01:14:55,130 --> 01:14:58,657
สามารถที่จะนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์

1083
01:14:58,657 --> 01:15:02,657
ได้

1084
01:15:03,539 --> 01:15:06,482
นอกเหนือจาก

1085
01:15:06,482 --> 01:15:08,411
ตัว

1086
01:15:08,411 --> 01:15:12,411
เอกสาร ตัวข้อความ ที่เป็นทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง

1087
01:15:14,497 --> 01:15:18,497
มันยังมีอีกเรื่องหนึ่งนะคะ ที่ผู้คนพากันให้ความสนใจ

1088
01:15:20,517 --> 01:15:22,509
นั่นก็คือเรื่องของลายเซ็น

1089
01:15:22,509 --> 01:15:26,030
มีคนตีความลายเซ็นเอาไว้

1090
01:15:26,030 --> 01:15:30,030
น้ักศึกษาลองดูสิ ว่าวิธีการเซ็นชื่อของตนเองมันไปสอดคล้อง กับ

1091
01:15:31,675 --> 01:15:34,815
การตีความของนักจิตวิทยา

1092
01:15:34,815 --> 01:15:36,998
อย่างไรนะคะ

1093
01:15:36,998 --> 01:15:40,998
ดูลายเซ็นอันที่ 1 นะคะ โอ้โห หน้าจอดูไม่ออกเลย

1094
01:15:42,891 --> 01:15:45,003
แบบที่ 1 ค่ะ

1095
01:15:45,003 --> 01:15:48,654
ตัวอักษรที่เป็นชื่อ

1096
01:15:48,654 --> 01:15:52,315
ใหญ่กว่านามสกุล

1097
01:15:52,315 --> 01:15:54,105
ตัวอักษร

1098
01:15:54,105 --> 01:15:55,970
ที่เป็นชื่อ

1099
01:15:55,970 --> 01:15:59,559
ใหญ่กว่านามสกุล

1100
01:15:59,559 --> 01:16:03,209
คนที่เซ็นแบบนี้เขาบอกว่า

1101
01:16:03,209 --> 01:16:07,051
จะเป็นคนที่

1102
01:16:07,051 --> 01:16:10,571
มีความเป็นผู้นำ

1103
01:16:10,571 --> 01:16:14,571
มีความเป็นผู้นำสูง

1104
01:16:25,577 --> 01:16:29,577
แบบนี้นะคะ ถ้าเซ็นแบบที่ว่านี้

1105
01:16:31,342 --> 01:16:34,871
เขาบอกว่ามีความเป็นผู้นำสูง

1106
01:16:34,871 --> 01:16:37,042
ชื่อใหญ่กว่านามสกุล

1107
01:16:37,042 --> 01:16:41,042
แต่ว่าเป็นคนที่โดดเดี่ยว และแยกตัวมาจากครอบครัว

1108
01:16:43,519 --> 01:16:47,243
ไม่ค่อยสัมพันธ์กับพ่อแม่

1109
01:16:47,243 --> 01:16:51,243
มีความมั่นใจในตนเองสูง และมีโอกาสที่จะ

1110
01:16:52,623 --> 01:16:56,405
ประสบความสำเร็จมากกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน

1111
01:16:56,405 --> 01:17:00,058
เนื่องจากว่ามีความมุมานะ

1112
01:17:00,058 --> 01:17:02,679
ตั้งมั่นเด็ดเดี่ยว

1113
01:17:02,679 --> 01:17:04,870
แต่อาจจะขาดเรื่องความรัก

1114
01:17:04,870 --> 01:17:07,756
จากครอบครัว

1115
01:17:07,756 --> 01:17:10,881
กับคนที่เป็นคนเซ็นในลักษณะ

1116
01:17:10,881 --> 01:17:14,881
ต่อแบบแบบนี้นะคะ ลักษณะต่อมา นั่นก็คือ

1117
01:17:16,652 --> 01:17:20,652
ลายเซ็นชื่อนามสกุลใหญ่กว่าชื่อ

1118
01:17:22,487 --> 01:17:25,628
นามสกุลใหญ่กว่าชื่อ

1119
01:17:25,628 --> 01:17:29,628
เขาบอกว่าคนแบบนี้นะคะ ที่เซ็นแบบนี้

1120
01:17:30,761 --> 01:17:34,343
คนที่เซ็นในลักษณะเช่นนี้จะเป็นคนที่รักครอบครัว

1121
01:17:34,343 --> 01:17:38,343
พื้นฐานเป็นคนที่อยู่ติดบ้าน รักครอบครัว

1122
01:17:38,647 --> 01:17:41,207
เทิดทูนวงศ์ตระกูล

1123
01:17:41,207 --> 01:17:45,207
ให้เกียรติผู้คนในครอบครัว และชอบช่วยเหลือคนในบ้าน

1124
01:17:47,937 --> 01:17:51,139
มีความสุขอยู่เสมอ

1125
01:17:51,139 --> 01:17:55,139
แต่สำหรับคนประเภทนี้ ที่เซ็นแบบนี้ เขาบอกว่ามีแนวโน้มนะคะ

1126
01:17:57,035 --> 01:17:58,315
ที่จะ

1127
01:17:58,315 --> 01:18:02,034
เรียกว่ารักและทุ่มเทให้กับ

1128
01:18:02,034 --> 01:18:05,627
คนรอบข้างมากจนเกินไป

1129
01:18:05,627 --> 01:18:08,638
จนบางครั้งทำให้ตัวเองเหน็ดเหนื่อย

1130
01:18:08,638 --> 01:18:11,008
และต้องรับผิดชอบ

1131
01:18:11,008 --> 01:18:14,978
เรื่องราวต่าง ๆ ของผู้คนรอบตัวในครอบครัว

1132
01:18:14,978 --> 01:18:16,131
มากจน

1133
01:18:16,131 --> 01:18:19,341
เกินไป

1134
01:18:19,341 --> 01:18:23,341
อิ่มใจแต่เหนื่อย มีความรักรอบตัวแต่เหนื่อยมาก

1135
01:18:23,953 --> 01:18:27,153
กับแบบแรก ก็คือโดดเดี่ยวและนะคะ

1136
01:18:27,153 --> 01:18:29,974
ขาดความรักแต่ไปได้ไกลนะคะ

1137
01:18:29,974 --> 01:18:32,023
แบบที่ 3 ค่ะ

1138
01:18:32,023 --> 01:18:36,023
แบบนี้เขาเรียกว่าเส้นแบบต่อเนื่อง และเขียนส

1139
01:18:37,594 --> 01:18:38,755
ม่ำเสมอกัน

1140
01:18:38,755 --> 01:18:42,755
อาจจะมีลักษณะของการเว้นวรรคไว้นิดหนึ่ง ตรงระหว่าง

1141
01:18:43,315 --> 01:18:45,877
ชื่อกับนามสกุล

1142
01:18:45,877 --> 01:18:49,877
ตรงนี้เขาบอกว่าจะเป็นวิธีการเซ็นที่มีความสมดุลมาก

1143
01:18:52,094 --> 01:18:55,811
มันจะเป็นลักษณะของ Love Life Balance น่ะค่ะ

1144
01:18:55,811 --> 01:18:59,811
ทำให้ชีวิตนะคะ ทั้งเรื่องงาน เรื่องของชีวิต เรื่องความรักครอบครัวต่าง ๆ

1145
01:19:01,327 --> 01:19:03,817
มีความลงตัว

1146
01:19:03,817 --> 01:19:07,817
ะคะ นี่คือวิธีการเซ็นที่นักจิตวิทยานะคะ เขาบอกว่าเวลาเซ็นน่ะค่ะ

1147
01:19:09,269 --> 01:19:11,001
ตัวนี้มันจะเป็นตัวเหมือน

1148
01:19:11,001 --> 01:19:15,001
การบ่งบอก มันลายมือก็เช่นเดียวกันนะคะ ลายมือก็เป็นตัวบ่งบอกอารมณ์ ความรู้

1149
01:19:17,159 --> 01:19:21,159
ของคนที่เป็นคนเขียนตัวอักษรนั้น ๆ

1150
01:19:21,448 --> 01:19:25,043
นักศึกษาเวลาตรวจงาน คุณครูตรวจงานนักเรียนนะคะ

1151
01:19:25,043 --> 01:19:29,043
ถ้าคุณครูตรวจไม่เห็นเขียนผิดเยอะ ๆ จะสังเกตได้ว่าครูน่าจะเขียนตัวหนังสือใหญ่กว่า

1152
01:19:31,645 --> 01:19:35,107
ปกติ ที่สำคัญคือการลงน้ำหนักของเส้นปากกา

1153
01:19:35,107 --> 01:19:37,669
มันจะมีความ

1154
01:19:37,669 --> 01:19:40,039
มากกว่าปกติ

1155
01:19:40,039 --> 01:19:41,960
แสดงว่าตอนนั้นคุณครู

1156
01:19:41,960 --> 01:19:45,960
เกิดความรู้สึกว่าฉันสอนไปแล้ว ทำไมเด็กทำไม่ได้อย่างที่

1157
01:19:47,415 --> 01:19:49,275
ครูตั้งใจเอาไว้

1158
01:19:49,275 --> 01:19:53,275
เวลาตรวจก็จะมีลักษณะเช่นนี้ นี่คือการวิเคราะห์นะคะ เป็นลักษณะการวิเคราะห์การเขียนนั่นเอง

1159
01:19:58,628 --> 01:20:02,628
ต่อไปนะคะ อีกหลายอย่างเลยค่ะ ที่เราต้องดีกว่านะ

1160
01:20:04,463 --> 01:20:07,284
โฆษณานะคะ ดูภาพนี้

1161
01:20:07,284 --> 01:20:10,415
ภาพไม่ชัด แต่ครูจะอธิบายให้ฟัง

1162
01:20:10,415 --> 01:20:14,415
เป็นภาพของผู้นำประเทศมหาอำนาจที่มีความขัดแย้งกัน

1163
01:20:16,579 --> 01:20:20,231
เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้

1164
01:20:20,231 --> 01:20:24,231
อเมริกากับอิรักนะคะ

1165
01:20:24,653 --> 01:20:28,653
บารัก โอบาม่า นี่ค่ะ ใครกับใครกับประธานาธิบดีของประเทศจีน

1166
01:20:29,584 --> 01:20:30,806
อเมริกากับจีน

1167
01:20:30,806 --> 01:20:34,006
ไม่ถูกกันนะใช่ไหมอะไรอีก

1168
01:20:34,006 --> 01:20:37,863
ประเทศที่มีความขัดแย้งเขาเอารูปของผู้นำ

1169
01:20:37,863 --> 01:20:41,863
เอามาแต่งภาพแล้วให้ชื่อโฆษณา

1170
01:20:42,853 --> 01:20:46,195
unh

1171
01:20:46,195 --> 01:20:50,195
ate เลิกเกลียดกันเถอะใช่ไหมคะ แล้วหันกลับมารักกัน

1172
01:20:50,678 --> 01:20:53,628
ตีความด้านเนื้อหา

1173
01:20:53,628 --> 01:20:57,628
ดูจากภาพตีความด้านเนื้อหาคืออะไร เนื้อหาคือ

1174
01:20:58,304 --> 01:21:02,304
การนำภาพของผู้นำประเทศที่มีความขัดแย้ง

1175
01:21:04,848 --> 01:21:08,848
ให้มามีสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

1176
01:21:11,130 --> 01:21:13,431
ตีความด้านน้ำเสียง

1177
01:21:13,431 --> 01:21:16,054
ผู้เขียนต้องการอะไรคะ รู้สึกอย่างไร

1178
01:21:16,054 --> 01:21:18,945
ผู้เขียนรู้สึก

1179
01:21:18,945 --> 01:21:22,147
รู้สึกอย่างไรดี

1180
01:21:22,147 --> 01:21:23,108
หวังอะไร

1181
01:21:23,108 --> 01:21:24,329
ต้องการอะไร

1182
01:21:24,329 --> 01:21:28,329
ผู้เขียนต้องการให้เกิดสันติภาพใช่ไหมคะ

1183
01:21:30,291 --> 01:21:31,380
ภาพนี้

1184
01:21:31,380 --> 01:21:35,380
สิ่งที่เขาต้องการจะต้องการให้เกิดสันติภาพขึ้น ในประเทศที่เป็นคู่

1185
01:21:36,701 --> 01:21:37,722
สงคราม

1186
01:21:37,722 --> 01:21:41,183
หรือเป็นผู้ที่มีความขัดแย้งกัน

1187
01:21:41,183 --> 01:21:43,746
เขาไม่ได้เอาภาพมาแต่งแค่ล้อเลียน

1188
01:21:43,746 --> 01:21:45,228
ไม่ได้ล้อเลียนนะ

1189
01:21:45,228 --> 01:21:49,228
แต่เป็นลักษณะของอะไร ของการแฝงความต้องการนะคะ

1190
01:21:50,987 --> 01:21:54,829
ที่ต้องการให้เห็น หรือต้องการให้เกิดสันติภาพขึ้น

1191
01:21:54,829 --> 01:21:58,829
ในประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งนี้

1192
01:22:06,832 --> 01:22:10,832
เมื่อกี้โฆษณา คราวนี้มาเพลงบ้าง

1193
01:22:11,954 --> 01:22:15,036
คุ้น ๆ ไหมคะ เนื้อความเพลงนี้

1194
01:22:15,036 --> 01:22:19,036
เพลงนี้นะคะ

1195
01:22:19,130 --> 01:22:23,130
มีอยู่ 2 ส่วนด้วยกัน

1196
01:22:23,435 --> 01:22:27,435
หน้าจอ

1197
01:22:27,731 --> 01:22:31,731
เป็นที่สัญญาณ หรือว่าเป็นที่.... เดี๋ยวขออนุญาตเบรกแป๊บนึงนะคะ เพราะว่าตอนนี้หน้าจอ

1198
01:22:33,751 --> 01:22:35,802
จากนี้

1199
01:22:35,802 --> 01:22:39,802
มีปัญหานะคะ เดี๋ยวขอแก้ไขทางเทคนิคก่อนแป๊บหนึ่งค่ะ

1200
01:30:42,194 --> 01:30:46,194
มาหรือยังคะ นักศึกษามาหรือยัง

1201
01:30:48,046 --> 01:30:50,403
กลับมาจากเข้าห้องน้ำหรือยัง

1202
01:30:50,403 --> 01:30:54,403
อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวเดี๋ยวจะได้ทำงานต่อแล้วไอ้นิดหนึ่ง ครูขอขยายนิดหนึ่ง

1203
01:30:55,459 --> 01:30:58,603
ขยายความนะคะ ขยายความ

1204
01:30:58,603 --> 01:31:02,603
กลับไปนั่งที่กลับไป

1205
01:31:23,977 --> 01:31:27,977
นักศึกษาดูนะคะ เมื่อกี้นี้นอกเหนือจาก

1206
01:31:29,999 --> 01:31:31,280
โฆษณา

1207
01:31:31,280 --> 01:31:33,269
ภาพนิ่ง

1208
01:31:33,269 --> 01:31:37,269
ก็ยังมีเพลงที่เราอาจจะต้องตีความ

1209
01:31:40,124 --> 01:31:44,124
ทำไมหน้าจอเล็กจังเดี๋ยวแป๊บนหนึ่งะคะ เดี๋ยวครูขยายหน้าจอก่อน

1210
01:33:27,312 --> 01:33:31,312
โอเค จอเล็กก็ช่างไม่เป็นไรนะคะ

1211
01:33:32,625 --> 01:33:34,808
เพลงเพลงหนึ่ง

1212
01:33:34,808 --> 01:33:37,629
เพลงอมตะด้วย

1213
01:33:37,629 --> 01:33:38,529
รู้จัก

1214
01:33:38,529 --> 01:33:42,529
วงคาราบาวไหมคะ รู้จักเพลงเดือนเพ็ญไหมคะ

1215
01:33:46,154 --> 01:33:49,295
เพลงเดือนเพ็ญเนื้อร้องเข้าอย่างไรนะ

1216
01:33:49,295 --> 01:33:53,295
เดือนเพ็ญแสงเย็นเห็นอร่าม นภาแจ่มนวลดูงาม

1217
01:33:56,031 --> 01:33:59,044
เย็นชื่นหนอยามเมื่อลม

1218
01:33:59,044 --> 01:34:03,044
พัดมาใช่ไหมคะ ถ้าเราดูจากเนื้อเพลงนะคะ

1219
01:34:03,977 --> 01:34:07,689
จากเนื้อเพลงที่เป็นเนื้อเพลงปัจจุบันนะคะ

1220
01:34:07,689 --> 01:34:11,413
ชื่อว่า เพลงเดือนเพ็ญ

1221
01:34:11,413 --> 01:34:13,403
ดูจากเนื้อความทั้งหมด

1222
01:34:13,403 --> 01:34:16,347
ถ้าตีความจากเนื้อหา

1223
01:34:16,347 --> 01:34:20,347
ตีความด้านเนื้อหา จะเป็นการกล่าวถึงความรู้สึก

1224
01:34:21,670 --> 01:34:22,631
ถึง

1225
01:34:22,631 --> 01:34:26,631
บ้านใช่ไหมคะ คำว่า "บ้าน" ในที่นี้คือภูมิลำเนา

1226
01:34:27,064 --> 01:34:27,826
เดิม

1227
01:34:27,826 --> 01:34:31,826
เช่น คนนี้อาจจะไปทำงานที่ต่างจังหวัด แล้วคิดถึง

1228
01:34:32,247 --> 01:34:33,859
บ้านเกิดถู

1229
01:34:33,859 --> 01:34:37,859
กไหมคะ แต่ทีนี้พอกลับมาดูในประเด็นของ

1230
01:34:39,877 --> 01:34:42,515
ที่มาของเพลงนี้ค่ะ

1231
01:34:42,515 --> 01:34:44,237
เราก็จะพบว่า

1232
01:34:44,237 --> 01:34:48,237
เพลงนี้นั้นนะคะ  มันไม่ได้มีความหมายอยู่แค่

1233
01:34:49,817 --> 01:34:52,699
การคิดถึงภูมิลำเนา

1234
01:34:52,699 --> 01:34:56,669
เราไปดูว่าเพลงนี้มีที่มาอย่างไร

1235
01:34:56,669 --> 01:34:58,719
ผู้แต่งเพลงนี้

1236
01:34:58,719 --> 01:35:02,052
ไม่ใช่คุณแอ๊ด คาราบาว นะคะ

1237
01:35:02,052 --> 01:35:04,233
ผู้แต่งเพลงนี้ คือ

1238
01:35:04,233 --> 01:35:07,185
อัศนี พลจันทร์

1239
01:35:07,185 --> 01:35:11,185
หรือที่ใช้นามปากกาว่า "นายผี

1240
01:35:11,286 --> 01:35:12,888
" นายผีเป็นใคร

1241
01:35:12,888 --> 01:35:16,888
นายผีเป็นนักเขียน นักคิด เป็นกวีที่มี

1242
01:35:17,313 --> 01:35:18,590
ชื่อเสียง

1243
01:35:18,590 --> 01:35:22,590
ยุคเดียวกันกับช่วงของอาจารย์จิระนันท์ พิตรปรีชา ที่มีการต่อสู้เรียกร้อง

1244
01:35:24,174 --> 01:35:25,966
การเมืองนั่นแหละค่ะ

1245
01:35:25,966 --> 01:35:27,629
เป็นยุคเดียวกัน

1246
01:35:27,629 --> 01:35:31,629
ซึ่งตอนนั้นหลังจากที่ทหารได้ทำการ

1247
01:35:31,804 --> 01:35:33,462
กวาดล้างนะคะ

1248
01:35:33,462 --> 01:35:37,112
กลุ่มของนักศึกษา กลุ่มนี้ก็ได้

1249
01:35:37,112 --> 01:35:41,112
หนีออกไป แล้วไปอยู่ที่ตะเข็บชายแดน

1250
01:35:41,737 --> 01:35:45,390
ตะเข็บชายแดนนี้อยู่ที่ไหน

1251
01:35:45,390 --> 01:35:49,113
เขาว่ากันว่าตามประวัติคือ

1252
01:35:49,113 --> 01:35:52,184
คุณอัสนีนี่ ไปอยู่ที่ประเทศลาว

1253
01:35:52,184 --> 01:35:54,747
ข้ามฝั่งไปอยู่ที่ประเทศลาว

1254
01:35:54,747 --> 01:35:57,567
แล้วในประเทศลาวนั้น

1255
01:35:57,567 --> 01:36:01,567
บ้านใกล้เมืองพี่เมืองน้องเรานี่เองนะ แต่กลับมาไม่ได้ คุณ

1256
01:36:03,279 --> 01:36:07,279
อัสนีก็เลยแต่งเพลงนี้ แทนความคิดถึง

1257
01:36:08,404 --> 01:36:12,404
คนที่อยู่ในประเทศ

1258
01:36:12,697 --> 01:36:14,297
แต่ในเนื้อเพลง

1259
01:36:14,297 --> 01:36:18,297
ไม่ได้หมายความแค่เพียงคนในครอบครัว

1260
01:36:18,650 --> 01:36:22,650
แต่มันมีความหมายกว้างกว่านั้นนักศึกษาดูต้นฉบับก่อนนะคะ ต้นฉบับ

1261
01:36:24,426 --> 01:36:26,538
เขาเขียนว่า

1262
01:36:26,538 --> 01:36:28,659
เขาเขียนว่า

1263
01:36:28,659 --> 01:36:32,659
ครูอยากให้ไปดูสังเกตตัวนี้ค่ะ สังเกตนี่ค่ะ ย่อหน้านี้ค่ะ

1264
01:36:34,739 --> 01:36:37,954
ลมเอยจงเป็นสื่อให้

1265
01:36:37,954 --> 01:36:40,835
น้ำรักจากห้วงดวงใจ

1266
01:36:40,835 --> 01:36:44,366
ของข้านี้ไปบอกเขานะน

1267
01:36:44,366 --> 01:36:47,117
า

1268
01:36:47,117 --> 01:36:51,117
ให้คนไทยรู้ว่าไม่นานลูกที่จากมาจะไปซบหน้า

1269
01:36:52,507 --> 01:36:54,229
ในอก

1270
01:36:54,229 --> 01:36:56,220
แม่เอย

1271
01:36:56,220 --> 01:36:59,161
ถ้าดูจากประโยคนี้

1272
01:36:59,161 --> 01:37:03,151
ตรงนี้ น่าจะเป็นสารสำคัญ

1273
01:37:03,151 --> 01:37:07,151
ที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อถึงผู้ฟัง

1274
01:37:07,946 --> 01:37:11,946
ผู้ฟังกลุ่มนี้คือใคร เขาบอกว่าฝากลมเป็นสื่อ

1275
01:37:15,377 --> 01:37:16,719
ให้น้ำ

1276
01:37:16,719 --> 01:37:20,719
นะคะ น้ำรักนะคะ  ตรงนีู้น้ำรักนะ น้ำรักจากห้วงดวงใจ

1277
01:37:21,342 --> 01:37:24,864
ให้ไปบอกอะไรเขา

1278
01:37:24,864 --> 01:37:25,966
นา

1279
01:37:25,966 --> 01:37:29,288
ให้ไปบอกเขานะนา

1280
01:37:29,288 --> 01:37:33,288
การตีความของผู้ที่นำเอาเพลงนี้ไปแต่งเพลงใหม่

1281
01:37:34,042 --> 01:37:38,042
จึงตีความว่า

1282
01:37:38,655 --> 01:37:42,655
นำรักจากห้วงดวงใจของข้านี้ไป

1283
01:37:44,040 --> 01:37:45,061
บอก

1284
01:37:45,061 --> 01:37:46,154
เขา

1285
01:37:46,154 --> 01:37:47,112
น้ำ

1286
01:37:47,112 --> 01:37:48,075
นา

1287
01:37:48,075 --> 01:37:51,022
หมายถึงอะไรคะ ภูเขา

1288
01:37:51,022 --> 01:37:55,022
แม่น้ำ และท้องนา

1289
01:37:58,150 --> 01:38:02,150
ให้เมืองไทยคราวนี้นะคะ คนที่เอามาแต่งใหม่ มาเรียบเรียงใหม่

1290
01:38:03,594 --> 01:38:04,805
นี่นะคะ

1291
01:38:04,805 --> 01:38:06,864
ให้ขยายความ

1292
01:38:06,864 --> 01:38:10,864
จากเดิมให้คนไทยใช่ไหมคะ  คราวนี้ให้เมืองไทยค่ะ

1293
01:38:12,496 --> 01:38:16,219
เพลงนี้มันจึงเกิดจากการตีความ ในมุมของ

1294
01:38:16,219 --> 01:38:18,912
ผู้ที่นำมาเรียบเรียง

1295
01:38:18,912 --> 01:38:20,442
ว่า

1296
01:38:20,442 --> 01:38:24,234
เพลงนี้นะคะ มันมีความหมาย

1297
01:38:24,234 --> 01:38:26,157
จากคนแดนไกล

1298
01:38:26,157 --> 01:38:29,607
ส่งความคิดถึงมายังเมืองไทย

1299
01:38:29,607 --> 01:38:33,607
นะคะ ไม่นานลูกที่จากมาจะไปซบหน้าแทบอก

1300
01:38:34,229 --> 01:38:38,229
อกของแม่ แม่ในที่นี้เป็นแม่ผู้ให้กำเนิด

1301
01:38:39,358 --> 01:38:41,661
หรือหมายถึงอะไรคะ

1302
01:38:41,661 --> 01:38:44,863
แผ่นดินเกิดหรือประเทศไทย

1303
01:38:44,863 --> 01:38:47,942
นักศึกษาคิดว่าน่าจะเป็นอะไร

1304
01:38:47,942 --> 01:38:51,942
แผ่นดินไทยใช่ไหมคะ เพราะมันจะไปคล้องกับอะไรคะ

1305
01:38:53,456 --> 01:38:56,409
เมืองไทย ให้เมืองไทยรู้ว่า

1306
01:38:56,409 --> 01:39:00,409
ไม่นานนี่นะคะ จะกลับไปซบที่แผ่นดินเกิด ดังนั้น คำว่า "อกแม่" คือแผ่นดินแม่

1307
01:39:03,656 --> 01:39:07,656
ไม่ได้หมายความถึงมารดาผู้ให้กำเนิด

1308
01:39:08,199 --> 01:39:09,034
นั่นเอง

1309
01:39:09,034 --> 01:39:10,702
ดังนั้น

1310
01:39:10,702 --> 01:39:14,702
ในเพลงที่เขานำมาเรียบเรียงใหม่ในปัจจุบัน

1311
01:39:15,195 --> 01:39:19,195
จึงมีการปรับคำใช้คำที่สื่อความ

1312
01:39:20,711 --> 01:39:23,083
จากการตีความ

1313
01:39:23,083 --> 01:39:25,123
ต้นฉบับ

1314
01:39:25,123 --> 01:39:29,123
เพราะคนเขียนลี้ภัยทางการเมืองนะ

1315
01:39:29,804 --> 01:39:33,804
พอมาถึงเพลงในยุคปัจจุบันนี้ จึงได้เขียนหรือปรับข้อความ ให้มี

1316
01:39:35,251 --> 01:39:38,080
ความชัดเจนมากยิ่งขึ้นนะคะ

1317
01:39:38,080 --> 01:39:42,080
เมื่อกี้จากคนไทยใช่ไหมคะ ต้นฉบับคือให้คนไทยรู้ว่าใช่ไหมคะ

1318
01:39:42,886 --> 01:39:45,516
อันนี้ต่อถึงประเทศเลยนะคะ

1319
01:39:45,516 --> 01:39:49,227
ต้นฉบับว่าให้คนที่อยู่เมืองไทยน่ะ จะได้รู้นะคะ

1320
01:39:49,227 --> 01:39:51,727
คิดถึงนะคะ

1321
01:39:51,727 --> 01:39:54,740
แต่เพื่อความชัดเจน

1322
01:39:54,740 --> 01:39:56,473
เพลงนี้ก็เลยถูกนำมา

1323
01:39:56,473 --> 01:40:00,473
เขียนใหม่นะคะ ให้มีบริบทที่มันมีความชัดเจน

1324
01:40:00,761 --> 01:40:04,761
เราจะเห็นได้ ว่าเวลาที่เราตีความน่ะค่ะ

1325
01:40:05,507 --> 01:40:09,507
บางอย่างเราอาจจะมองไม่เหมือนคนอื่นก็ได้

1326
01:40:09,807 --> 01:40:13,140
สิ่งที่ทำให้เรามองต่างมันมาจากอะไร

1327
01:40:13,140 --> 01:40:17,140
เขาบอกว่ามันมาจากประสบการณ์ค่ะ

1328
01:40:17,361 --> 01:40:20,835
คนที่รู้มาก เห็นมาก อ่านมาก

1329
01:40:20,835 --> 01:40:23,147
ย่อมมีประสบการณ์มาก

1330
01:40:23,147 --> 01:40:25,898
การตีความก็ยิ่งลึกซึ้งกว่า

1331
01:40:25,898 --> 01:40:29,898
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่อ่านน้อยกว่านั้นจะตีความได้แย่ หรือ

1332
01:40:32,040 --> 01:40:33,323
ความได้ไม่ถูก

1333
01:40:33,323 --> 01:40:37,323
เพียงแต่การให้เหตุผล หรือการให้น้ำหนักของ

1334
01:40:38,716 --> 01:40:42,716
สิ่งที่เราตีความนะนี่ มันจะต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง

1335
01:40:43,652 --> 01:40:45,701
ดังนั้นนะคะ

1336
01:40:45,701 --> 01:40:49,701
การที่ให้ความเห็นที่แตกต่าง จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

1337
01:40:51,983 --> 01:40:55,983
ดังบทประพันธ์ที่อยู่ในหน้าจอที่ว่านี้เ ขาบอกว่า

1338
01:40:56,726 --> 01:40:59,357
สองคนยลตามช่อง

1339
01:40:59,357 --> 01:41:02,179
คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม

1340
01:41:02,179 --> 01:41:04,352
อีกคนตาแหลมคม

1341
01:41:04,352 --> 01:41:08,011
มองเห็นดาวอยู่พราวพราย

1342
01:41:08,011 --> 01:41:12,011
ถ้านิยามของการตีความ มันจะไปคล้องกับบทประพันธ์ใด

1343
01:41:13,266 --> 01:41:16,277
ครูก็ขอให้นักศึกษานึกถึงบทประพันธ์นี้ค่ะ

1344
01:41:16,277 --> 01:41:20,277
ว่าเราจะเห็นได้ลึกซึ้งจะเห็นดวงดาวหรือจะเห็นโคลนตม

1345
01:41:21,402 --> 01:41:23,845
มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์

1346
01:41:23,845 --> 01:41:27,845
การสร้างสมประสบการณ์ด้วยการอ่าน จึงเป็นการลับคมสติปัญญา

1347
01:41:29,994 --> 01:41:31,665
และจะทำให้เรา

1348
01:41:31,665 --> 01:41:35,665
มีความลึกซึ้ง และมีความกระจ่างแจ้ง

1349
01:41:36,659 --> 01:41:38,131
ในการคิด

1350
01:41:38,131 --> 01:41:39,739
วิเคราะห์

1351
01:41:39,739 --> 01:41:41,981
หาเหตุหาผล

1352
01:41:41,981 --> 01:41:45,981
ผ่านกระบวนการที่เราเรียกว่า "อ่านตีความ" นั่นเอง

1353
01:41:53,446 --> 01:41:55,435
นักศึกษาดูตัวนี้นะคะ

1354
01:41:55,435 --> 01:41:57,556
ดูจากข้อความ

1355
01:41:57,556 --> 01:42:01,556
อ่านธรรมดาก่อนก็ได้นะคะ ใครดูถูก

1356
01:42:01,727 --> 01:42:03,637
ดูหมิ่นศิลปะ

1357
01:42:03,637 --> 01:42:07,637
อนารยะไร้สกุลสถุลสัตว์

1358
01:42:07,736 --> 01:42:11,736
ราวลิงค่างเสือสางกลางป่าชัฏ ใจมืดจัดกว่าน้ำหมึกดำ

1359
01:42:14,151 --> 01:42:17,167
เพียงกินนอนสืบพันธุ์นั้นฤา

1360
01:42:17,167 --> 01:42:20,045
ชื่อว่าสิ่งประเสริฐเลิศล้ำ

1361
01:42:20,045 --> 01:42:22,224
หยาบยโสกักขฬะอธรรม

1362
01:42:22,224 --> 01:42:23,255
ทำ

1363
01:42:23,255 --> 01:42:26,389
เหยียบย่ำทุกหย่อมหญ้าสาธารณ์

1364
01:42:26,389 --> 01:42:29,218
ภพหน้าอย่ามีรูปมนุษย์

1365
01:42:29,218 --> 01:42:32,542
ผุดเกิดในร่างดิรัจฉาน

1366
01:42:32,542 --> 01:42:36,064
หน้าติดดินกินขี้เลื้อยคลาน

1367
01:42:36,064 --> 01:42:39,918
ทรมานทุกข์ร้อนร้ายนิรันดร์

1368
01:42:39,918 --> 01:42:43,918
เอย จากงานเขียนของอาจารย์อังคาร กัลยาณพงศ์ อาจารย์เสียไปแล้วนะคะ แต่ว่าจะเป็น

1369
01:42:45,305 --> 01:42:49,305
ศิลปินชาตินะคะ อาจารย์เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูง

1370
01:42:50,866 --> 01:42:51,896
มากนะคะ

1371
01:42:51,896 --> 01:42:55,896
นักศึกษาคะ บทประพันธ์นี้ถ้าตีความด้านเนื้อหา เขากล่าวถึง

1372
01:42:57,148 --> 01:42:59,196
อะไรคะ

1373
01:42:59,196 --> 01:43:03,181
เขากล่าวถึงอะไร

1374
01:43:03,181 --> 01:43:07,181
อาจารย์อังคารกล่าวถึงใคร

1375
01:43:07,534 --> 01:43:09,967
เป็นการกล่าว

1376
01:43:09,967 --> 01:43:13,230
ตำหนิ ติเตียนด่าทอไหมคะ

1377
01:43:13,230 --> 01:43:17,230
ใครคะ ด่าใครคะ ตำหนิใคร ว่าใคร

1378
01:43:17,273 --> 01:43:21,273
ว่าคนที่ดูถูกงานศิลปะ

1379
01:43:24,635 --> 01:43:28,299
ดูจากข้อความ ความหมายที่สื่อออกมา

1380
01:43:28,299 --> 01:43:32,299
สาปแช่งขนาดไหน สาปแช่งขนาดที่ว่าพบหน้าอย่ามีรูปมนุษย์

1381
01:43:34,118 --> 01:43:37,199
จงผุดเกิดในร่างดิรัจฉาน

1382
01:43:37,199 --> 01:43:39,891
สาปให้เป็นคนอีกไหมคะ

1383
01:43:39,891 --> 01:43:43,891
สาปว่าอย่าได้เกิดเป็นคนอีกเลย

1384
01:43:44,966 --> 01:43:48,966
เพราะถ้าเกิดมาแล้ว ก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเพียงคน

1385
01:43:49,564 --> 01:43:53,564
แต่จิตใจเป็นอย่างไร หยาบช้า อย่าเพราะอะไร อย่าเพราะ

1386
01:43:54,375 --> 01:43:57,447
ดูถูกดูหมิ่นศิลปะ

1387
01:43:57,447 --> 01:44:01,295
นั่นแสดงว่าอาจารย์เชิดชูงาน

1388
01:44:01,295 --> 01:44:02,968
ศิลปะ

1389
01:44:02,968 --> 01:44:06,968
และถ้าใครที่คิดจะมาย่ำยี

1390
01:44:07,201 --> 01:44:09,953
ดูถูก ดูหมิ่น

1391
01:44:09,953 --> 01:44:11,931
อาจารย์พร้อมที่จะ

1392
01:44:11,931 --> 01:44:13,152
สาปแช่ง

1393
01:44:13,152 --> 01:44:14,495
พร้อมที่จะ

1394
01:44:14,495 --> 01:44:15,853
ต่อต้าน

1395
01:44:15,853 --> 01:44:18,155
พร้อมที่จะต่อว่า

1396
01:44:18,155 --> 01:44:22,155
บางทีใช่ไหมคะ ครูอยากให้ดูตรงนี้ค่ะ อารมณ์ความรู้สึก

1397
01:44:23,150 --> 01:44:24,568
เป็นอย่างไร

1398
01:44:24,568 --> 01:44:26,489
อารมณ์ความรู้สึก

1399
01:44:26,489 --> 01:44:30,489
โกรธแค้มใช่ไหมคะ เป็นอารมณ์โกรธแค้นใช่ไหมคะ

1400
01:44:32,262 --> 01:44:33,792
โกรธแค้นที่

1401
01:44:33,792 --> 01:44:37,767
มีผู้ดูถูก ดูหมิ่นศิลปะ

1402
01:44:37,767 --> 01:44:41,619
คราวนี้ครูอยากให้กลับไปดูอีกอย่างหนึ่ง

1403
01:44:41,619 --> 01:44:45,619
ลองพิจารณาดูสิ ว่าผู้เขียนนี่ค่ะ เขาน่าจะเขียนบทประพันธ์นี้ ในช่วง

1404
01:44:47,633 --> 01:44:48,993
วัยใดของเขา

1405
01:44:48,993 --> 01:44:51,675
ดูจากการใช้ภาษาแล้ว

1406
01:44:51,675 --> 01:44:53,157
คิดว่าเป็น

1407
01:44:53,157 --> 01:44:53,987
รุ่นไหน

1408
01:44:53,987 --> 01:44:54,946
วัยรุ่น

1409
01:44:54,946 --> 01:44:58,540
วัยผู้ใหญ่ หรือว่าวัยผู้สูงอายุ

1410
01:44:58,540 --> 01:45:01,230
นักศึกษาคิดว่าใน 3 วัยนี้

1411
01:45:01,230 --> 01:45:02,830
อาจารย์เขียนในช่วงไหน

1412
01:45:02,830 --> 01:45:06,830
ดูจากการใช้ภาษา

1413
01:45:10,133 --> 01:45:11,994
วัยไหน

1414
01:45:11,994 --> 01:45:13,156
เด็ก

1415
01:45:13,156 --> 01:45:13,987
วัยรุ่น

1416
01:45:13,987 --> 01:45:15,528
ผู้ใหญ่

1417
01:45:15,528 --> 01:45:18,729
วัยสูงอายุ

1418
01:45:18,729 --> 01:45:22,729
ผู้ใหญ่ใช่ไหมคะ คิดว่าเป็นใบผู้ใหญ่ใช่ไหมคะ คราวนี้มาดู

1419
01:45:23,283 --> 01:45:24,694
นักศึกษาคะ

1420
01:45:24,694 --> 01:45:27,955
ปกติแล้วธรรมชาติของความเป็นผู้ใหญ่

1421
01:45:27,955 --> 01:45:31,678
เมื่อมีเหตุมากระทบสิ่งแรกที่ผู้ใหญ่

1422
01:45:31,678 --> 01:45:33,660
ต้องทำนั่ นก็คือ

1423
01:45:33,660 --> 01:45:35,139
การนิ่งค่ะ

1424
01:45:35,139 --> 01:45:39,139
วุฒิภาวะของผู้ใหญ่จะมีสูงขึ้น เมื่ออายุมากขึ้น

1425
01:45:42,127 --> 01:45:45,849
ดังนั้น ภาษาแบบนี้

1426
01:45:45,849 --> 01:45:47,508
ดูจากประวัติ

1427
01:45:47,508 --> 01:45:51,508
เราจะเห็น ว่าบทประพันธ์นี้เขียนตอนอาจารย์อายุ 18 ค่ะ

1428
01:45:52,951 --> 01:45:56,031
เข้าเรียนปี 1 ในมหาวิทยาลัย

1429
01:45:56,031 --> 01:45:59,364
แล้วสาขาที่ตนเองเลือกเรียนนั้น

1430
01:45:59,364 --> 01:46:03,364
เป็นสาขาที่มีผู้กล่าวว่าเรียนไปทำไม

1431
01:46:04,690 --> 01:46:07,380
เป็นศิลปินไส้แห้ง

1432
01:46:07,380 --> 01:46:11,380
เรียนไปทำไมศิลปะ มันไม่มีประโยชน์

1433
01:46:11,423 --> 01:46:15,423
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 30-40 ปีที่แล้ว ค่านิยมของสังคมไทยเป็นแบบนั้นจริง  ๆ

1434
01:46:18,019 --> 01:46:22,019
ค่ะ มองว่างานศิลปะเป็นงานที่ไม่สร้างรายได้ เป็นงานที่ไม่ได้ก่อให้เกิดความร่ำรวย

1435
01:46:23,603 --> 01:46:25,334
ร่ำรวยใด ๆ

1436
01:46:25,334 --> 01:46:27,070
ใช่ไหม

1437
01:46:27,070 --> 01:46:29,176
ช่วงนั้น

1438
01:46:29,176 --> 01:46:33,176
อารมณ์และความรู้สึกของคนที่รักในงานศิลปะ

1439
01:46:33,922 --> 01:46:37,922
มันจึงพรุ่งพล่าน ภาษาที่ใช้มันจะมีความเดือดดาล

1440
01:46:39,886 --> 01:46:42,576
เข้มข้น

1441
01:46:42,576 --> 01:46:44,825
หยาบมากนะ

1442
01:46:44,825 --> 01:46:47,068
แต่ไม่มีคำหยาบเลยสักคำ

1443
01:46:47,068 --> 01:46:51,068
อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร รู้ได้เลยว่าถ้าเป็นภาษาพูด

1444
01:46:51,811 --> 01:46:54,953
ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปเขาว่ากันนี่

1445
01:46:54,953 --> 01:46:58,277
คงมีสัตว์ออกมาเพ่นพ่านเต็มไปหมดเลยใช่ไหมคะ

1446
01:46:58,277 --> 01:47:02,127
แต่ในนี้ไม่มีคำหยาบเลย

1447
01:47:02,127 --> 01:47:06,127
มันไพเราะไปด้วยการเลือกสรรคำมาลง

1448
01:47:07,379 --> 01:47:11,379
แล้วทำให้เห็นว่าผู้เขียนมีความรู้สึก

1449
01:47:11,549 --> 01:47:15,454
เดือดดาลขนาดไหน

1450
01:47:15,454 --> 01:47:17,197
นี่คือการตีความ

1451
01:47:17,197 --> 01:47:21,197
โอเคไหม ต่อไปนะคะ

1452
01:47:22,000 --> 01:47:26,000
คำถามมีไหมคะ หลังจากที่เราได้เรียนมาทั้งหมดแล้ว

1453
01:47:26,684 --> 01:47:30,684
เราก็จะเห็นว่าเวลาที่เราอ่านงานอะไรก็ตามแต่ ไม่ว่าจะเป็นทางออนไลน์

1454
01:47:32,703 --> 01:47:34,754
หรือแม้แต่จะเป็นการอ่านหนังสือ

1455
01:47:34,754 --> 01:47:38,754
ไม่ว่าจะเป็นการอ่านงานเขียน ประเภทร้อยแก้วทุกประเภท ร้อยกรองทุกแบบ

1456
01:47:41,101 --> 01:47:44,694
เวลาอ่านถ้าเราเจอในเรื่องของสัญลักษณ์น

1457
01:47:44,694 --> 01:47:47,635
ะ ในเรื่องของการมีการ

1458
01:47:47,635 --> 01:47:49,117
ตีความ ว่า

1459
01:47:49,117 --> 01:47:52,959
สิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อหรือเจตนาในการส่งสาร

1460
01:47:52,959 --> 01:47:56,959
รวมไปถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียน ที่มีอยู่ในงานเขียนนั้น ๆ นี่นะคะ เราจะเห็นได้

1461
01:47:58,923 --> 01:48:00,144
ในทุกที่เลย

1462
01:48:00,144 --> 01:48:04,144
แม้แต่ในงานเขียนที่เป็นลักษณะของงานที่เป็นบทความ

1463
01:48:04,687 --> 01:48:07,518
บทความนี่ น่าวิเคราะห์มากนะคะ

1464
01:48:07,518 --> 01:48:11,518
แต่สำหรับพวกเรานะคะ ด้วยเวลานะ ก็อาจจะทำให้เราอาจจะต้องลด

1465
01:48:12,832 --> 01:48:16,832
เรื่องของการอ่านบทความตรงนี้ลงไป แต่สิ่งที่ครูจะให้พวกเราทำ

1466
01:48:18,025 --> 01:48:22,025
นั่นก็คือนายหน้า 1

1467
01:48:23,407 --> 01:48:25,399
18 เป็นหัวข้อ

1468
01:48:25,399 --> 01:48:26,102

1469
01:48:26,102 --> 01:48:28,411
บทประพันธ์ที่ชื่อว่า

1470
01:48:28,411 --> 01:48:29,953
ซ่อน

1471
01:48:29,953 --> 01:48:33,953
ซ่อนอะไรอาจารย์ศักดิ์สิริ มีสมสืบ เขียนเอาไว้ในหนังสือที่

1472
01:48:36,228 --> 01:48:39,441
ชื่อว่ามือนั้นสีขาว

1473
01:48:39,441 --> 01:48:43,441
อยากให้พวกเราลองอ่าน แล้วตอบคำถาม 2 ข้อ

1474
01:48:44,828 --> 01:48:47,835
1. ตีความด้านน้ำเสียง

1475
01:48:47,835 --> 01:48:51,487
2. ตีความด้านเนื้อหา

1476
01:48:51,487 --> 01:48:55,487
นักศึกษาไม่ต้องเขียนลงกระดาษ นักศึกษาพิมพ์ในมือถือก็ได้ค่ะ

1477
01:48:56,814 --> 01:49:00,814
ตอบโจทย์ข้อที่ 1 กับโจทย์ข้อที่ 2

1478
01:49:01,036 --> 01:49:05,036
จากนั้นแคปหน้าจอนะคะ หรือแคปข้อความที่เราพิมพ์นี่

1479
01:49:06,941 --> 01:49:10,012
ใส่ในอัลบั้มในไลน์กลุ่มให้ครูหน่อย

1480
01:49:10,012 --> 01:49:12,844
ครูจะเอากลับไปอ่านแล้วลงคะแนนให้

1481
01:49:12,844 --> 01:49:16,844
ว่าเธอตีความเรื่อง "ซ่อน" นี้ว่าอย่างไร

1482
01:49:22,199 --> 01:49:26,199
ส่งวันไหน ส่งวันนี้นะคะ ห้องอื่นเขาก็ส่งในชั่วโมง ห้องเรานะคะ

1483
01:49:28,866 --> 01:49:32,866
อนุญาตให้ส่งได้ถึง 6 โมงเย็นนะคะ ส่งมานะคะ อัปรูปเข้าไปใน LINE กลุ่มนะคะ

1484
01:49:34,951 --> 01:49:38,951
แล้วเดี๋ยวครูจะรอตรวจ แล้วลงคะแนนให้

1485
01:49:39,635 --> 01:49:43,635
มีใครสงสัย

1486
01:49:44,318 --> 01:49:45,789
กับเนื้อหา

1487
01:49:45,789 --> 01:49:49,758
สงสัยหรือมีคำถามเกี่ยวกับเรื่อง

1488
01:49:49,758 --> 01:49:53,485
เนื้อหาทั้งหมด ในวันนี้ รวมถึงงานการบ้านหรือเปล่า

1489
01:49:53,485 --> 01:49:57,485
ถามได้เลยค่ะ มีปัญหาอะไรน้อ มีไหม

1490
01:49:58,356 --> 01:49:59,506
มีไหมจ๊ะ

1491
01:49:59,506 --> 01:50:03,039
โอเค

1492
01:50:03,039 --> 01:50:07,039
ถ้าไม่มีนะคะ อย่างนั้นชั่วโมงนี้เอาไว้

1493
01:50:08,362 --> 01:50:09,834
แค่นี้นะคะ แล้ว

1494
01:50:09,834 --> 01:50:11,567
สัปดาห์เราจะมา

1495
01:50:11,567 --> 01:50:15,567
บรรณนิทัศน์หนังสือกันนะคะ เราจะมาทำการแนะนำหนังสือ

1496
01:50:17,587 --> 01:50:21,244
แต่ก่อนจะแนะนำมันต้องมีการวิเคราะห์ก่อนนะคะ

1497
01:50:21,244 --> 01:50:25,244
จับใจความมา ตีความแล้วก็มา วิเคราะห์กันเพื่อที่จะทำในรูปแบบของการบัตรนิทัศน์

1498
01:50:27,337 --> 01:50:31,337
โอเค อย่างนั้นชั่วโมงนี้แค่นี้ก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ

1499
01:50:35,342 --> 01:50:39,342
ขอบคุณล่ามด้วยนะคะ [สิ้นสุดการถอดความ]

1500
01:51:25,778 --> 01:51:29,778
กัญญาณัฐค่ะ

1501
01:51:31,101 --> 01:51:33,471
กัญญารัตน์

1502
01:51:33,471 --> 01:51:35,642
จิราภา

1503
01:51:35,642 --> 01:51:37,444
จุฑามาศ

1504
01:51:37,444 --> 01:51:40,586
ชนิกานต์

1505
01:51:40,586 --> 01:51:44,586
ชลิตา

1506
01:51:44,622 --> 01:51:48,622
Line -

